WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 25, 2011

blognone: จดหมายเปิดผนึกถึงกสทช. เรื่องข้อเสนอสิทธิแห่งผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

ที่มา ประชาไท

note: วันนี้ผมมาร่วมงาน NBTC Public Forum ที่รับฟังความคาดหวังของภาคประชาสังคมต่อกสทช. ผมและ mk จึงร่างจดหมายเพื่อแสดงความคาดหวังของเราในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อแส ดงต่อกสทช. ในงานนี้ครับ

ถึง กสทช. ทุกท่าน

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา บริการโทรคมนาคมมีความสำคัญต่อชีวิตประชาชนขึ้นอย่างมาก คนจำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการเข้ามาของเทคโนโลยีโทรคมนาคม คนจำนวนมากมีชีวิตโดยต้องพึ่งพิงโทรคมนาคมเพื่อการดำรงค์ชีวิต ทั้งการอาชีพและการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคมตามอัตภาพ

เป็นเรื่องน่ายินดีที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้จัดตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) โดยที่ผ่านมาหน่วยงานแห่งนี้ก็ได้มีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิผู้บริโภคใน ประเด็นต่างๆ เรื่อยมา

แต่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วงหลัง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ของไทยเป็นวงกว้าง แม้สบท. และกสทช. จะออกมาแถลงการเตือนผู้บริโภคต่อเหตุการณ์เหล่านั้น แต่กลับไม่ได้ออกแสดงถึงเจตน์จำนงค์ที่จะยืนยันสิทธิแห่งผู้บริโภค การออกแถลงการณ์เตือนให้ผู้บริโภคต้องระวังตัวเองนั้นแม้จะช่วยลดความเสี่ยง ให้กับผู้บริโภคแต่ในทางหนึ่งกลับเป็นการยอมรับให้ผู้บริโภคถูกกระทำ

ทีมงาน Blognone ขอเสนอสิทธิแห่งผู้บริโภค ที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งกสทช. และสบท. ควรต้องยืนยันสิทธิเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคทุกคน และเรียกร้องให้มีการสร้างกฏเกณฑ์เพื่อบังคับใช้ในการคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ ให้กับผู้บริโภคทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ผู้บริโภคพึงสามารถใช้งานตามปรกติสุขได้โดยไม่ต้องมีกังวล: กรณีคดีอากง SMS เป็นคดีที่สร้างความกังวลต่อผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก การเตือนให้ผู้บริโภคพกเครื่องไม่ห่างตัวไม่ใช่การใช้งานอย่างเป็นปรกติสุข โดยทั่วไป หากการใช้งานโดยทั่วไปมีความเป็นไปได้ที่การกระทำจากตัวเครื่อง กระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคต้องให้ความคุ้มครอง และเรียกร้องต่อสิทธิการใช้งานอย่างเป็นปรกติต่อไปโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ

ผู้บริโภคมีสิทธิกำหนดขอบเขตการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย: ปัญหาค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ผู้บริโภคคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากในประเทศ หรือการใช้งานจากต่างประเทศ สร้างปัญหาและเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่องตามประวัติของสบท. และในอนาคตก็คาดว่าจะมีปัญหาในรูปแบบอื่นๆ ในแนวทางเดียวกันอีก จากความซับซ้อนของระบบการคิดค่าบริการของบริการโทรคมนาคม ผู้บริโภคควรมีสิทธิกำหนดขอบเขตการรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง เช่นหากผู้บริโภคกำหนดความรับผิดชอบไว้ที่ 15,000 บาท เป็นหนัาที่ของผู้ให้บริการ ที่จะต้องไม่ปล่อยให้มีการใช้งานเกินกว่า 15,000 บาท โดยที่ผู้บริโภคยังไม่ได้รับแจ้งและมีการยินยอมเพิ่มขอบเขตความรับผิดชอบนี้ หากผู้ให้บริการให้บริการเกินกว่าขอบเขต ต้องถือเป็นความผิดของผู้ให้บริการและผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ส่วนเกิน

ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะรับรู้เงื่อนไขและข้อจำกัดอย่างชัดเจน: เงื่อนไขของการใช้งานบริการต่างๆ ทางโทรคมนาคมนั้นมักมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนหลากหลาย หลายครั้งผู้ให้บริการเลือกที่จะนำข้อดีของบริการในเงื่อนไขหนึ่งๆ มาโฆษณาร่วมกับข้อดีในเงื่อนไขอื่นๆ ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง และต้องมีการคุ้มครองให้ข้อความในโฆษณานั้นอยู่ภายในเงื่อนไขเดียวกัน เช่นโฆษณา "อินเทอร์เน็ตความเร็ว 7.2Mbps ไม่จำกัด" ที่จริงแล้วกลับเป็น "อินเทอร์เน็ตความเร็ว 7.2Mbps ในปริมาณ 5GB แรก และความเร็ว 512kbps ไม่จำกัด" หากการโฆษณาจำเป็นต้องรวบรัดเพื่อให้เหมาะกับพื้นที่โฆษณา ผู้บริโภคควรได้รับความคุ้มครองที่จะเห็นโฆษณาในเงื่อนไขเดียวกันเช่น "อินเทอร์เน็ต 7.2Mbps ปริมาณ 5GB" หรือ "อินเทอร์เน็ตไม่จำกัด 512kbps" โดยข้อความทั้งหมดต้องเด่นชัดในระดับเดียวกัน

ผู้บริโภคต้องได้รับความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: บริการต่างๆ ทางด้านโทรคมนาคมนั้น เป็นผู้ให้บริการที่รับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งข้อมูลทั่วไปเข่น ข้อมูลที่อยู่อาศัย หมายเลขโทรศัพท์ ตลอดจนถึงข้อมูลการสื่อสารระหว่างกัน กสทช. ต้องให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่จะไม่ถูกนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานอย่างไม่ เป็นธรรม เช่นการส่งต่อข้อมูลไปยังบริษัทในเครือหรือคู่ค้าเพื่อใช้ส่งโฆษณา จนถึงการส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง

ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกประเภทบริการที่ต้องการใช้งาน: บริการ โทรคมนาคมหลายประเภทในตอนนี้มักผูกติดกันหลายต่อหลายประเภทบริการ เช่นบริการเสียงเพลงรอสายที่ผูกมากับบริการโทรศัพท์, หรือบริการอินเทอร์เน็ต ขณะที่มันอำนวยความสะดวกให้คนจำนวนมากเข้าถึงบริการต่างๆ ได้โดยง่าย ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้ใช้บริการเหล่านั้น และไม่ต้องการให้บริการเหล่านั้นมารบกวนการทำงานประจำวัน ผู้บริโภคพึงสิทธิในการตัดบริการใดๆ ออกจากการรับบริการ เช่น บริการโทรศัพท์, บริการ SMS, บริการข่าวสาร, บริการโทรระยะไกล, หรือบริการอื่นๆ ผู้บริโภคทุกคนพึงมีสิทธิในการเลือกรับหรือไม่รับบริการเหล่านี้ตามความต้อง การของตนเอง เช่น ผู้ใช้บางรายที่ต้องการใช้งานเฉพาะการโทรศัพท์ พึงมีสิทธิที่จะตัดบริการอื่นออกทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีความกังวลกับค่าใช้ จ่ายที่เกิดขึ้น

ทีมงาน Blognone เชื่อว่าการคุ้มครองผู้บริโภคในสิทธิที่เสนอมาเหล่านี้จะทำให้ปัญหาร้อง เรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกสทช. และสบท. น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว จากการคุ้มครองสิทธิอย่างสมเหตุผลให้กับผู้บริโภคก่อนที่จะเกิดกรณีพิพาท ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ให้บริการ ผู้บริโภคจะสามารถมั่นใจที่จะใช้บริการต่างๆ และสามารถวางใจที่จะใช้บริการโทรคมนาคมได้สืบไป

เราหวังว่า กสทช., สบท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะรับพิจารณาข้อเสนอนี้ และมีการดำเนินการให้ออกมาเป็นข้อบังคับในส่วนที่อยู่ในอำนาจกสทช. และข้อเรียกร้องหรือการดำเนินการอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือไปจากอำนาจของกสทช. เพื่อให้มีผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองตามที่สมควรได้รับต่อไป

วสันต์ ลิ่วลมไพศาล
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

ผู้ดูแลเว็บไซต์ Blognone.com

รายงาน: ตามหานิยาม ‘นักโทษการเมือง’ และเสียงสะท้อนจากห้องขัง

ที่มา ประชาไท

“คุกการเมือง” ที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน เป็นอันเลื่อนจากกำหนดเดิม 21 ธ.ค.54 ออกไปโดยยังไม่มีกำหนดใหม่แน่ชัด เพราะสถานที่ยังปรับปรุงไม่เสร็จ และรัฐบาลกำลังเร่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติผู้ต้องขังว่าใครเข้าข่าย ถูกย้าย หลังนิยาม “นักโทษการเมือง” ถูกทักถามอย่างหนัก เบื้องหลังของคำถามคือความกลัวว่าจะเป็นการเตรียมสถานที่ไว้ให้ “ทักษิณ ชินวัตร”

คนต้นคิดอย่าง คอป.เองก็ไม่ได้นิยามคำนี้ไว้ คณิต ณ นคร ประธาน คอป.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทย “ไม่มี” นักโทษการเมืองแล้วในยุคนี้ แต่ยังยืนยันให้มีการแยกคุมขัง

“ผู้ต้องหาและจำเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตามปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีมูลเหตุทางการเมือง หากไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจำปกติเป็นสถาน ที่ควบคุมผู้ต้องหาและจำเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต” ตอนหนึ่งในข้อเสนอครั้งที่ 2 ของคอป. ซึ่ง หมายรวมไปถึงคดี มาตรา 112 ด้วย

ในที่สุดข้อเสนอนี้ก็ถูกนำมาปรับใช้ หลังจาก คอป.พูดถึงเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 54 และออกรายงานฉบับที่ 2 ย้ำเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมมอบภาระให้รัฐบาลเป็นผู้จำแนกแจกแจงเอาเอง


ตามหานิยาม “นักโทษการเมือง”

หน่วยงานที่ทำเรื่อง “นักโทษการเมือง” มายาวนานที่สุด หนีไม่พ้นองค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ เอไอ (AI:Amnesty international)

เบนจามิน ซาวากกี้ (Benjamin Zawacki) นักวิจัยของเอไอ ให้ความเห็นว่า

โดยปรกติแล้วแอมเนสตี้ไม่ได้เรียกร้องให้มีการแยกกันระหว่างนักโทษการเมืองจากนักโทษอื่นๆ ในแง่ของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม อาจมีในบางกรณีที่แอมเนสตี้อาจจะเรียกร้องให้มีการแยกการคุมขังนักโทษ รวมถึงนักโทษการเมืองด้วยเหตุผลอื่นๆ คือ นักโทษที่อยู่ในระหว่างรอการพิจารณาคดีควรแยกออกจากนักโทษที่ถูกตัดสินแล้ว (ขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองในที่ต่างๆ) ตามกฎมาตรฐานเบื้องต้นในการปฏิบัติต่อนักโทษ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวดูจากสถานะการถูกตัดสินของนักโทษ ซึ่งมีผลกับนักโทษที่ยังไม่ถูกตัดสินทุกคนรวมถึงนักโทษการเมืองด้วย

เช่นเดียวกัน หากว่านักโทษการเมืองตกอยู่ในความเสี่ยงจากนักโทษคนอื่นๆ แอมเนสตี้ก็จะเรียกร้องให้เขาถูกแยกคุมขัง โดยให้เหตุผลว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องมีหน้าที่ในการปกป้องนักโทษจากภัย อันตรายโดยบุคคลที่สาม เช่นเดียวกัน นี่ก็ไม่ได้มีผลเฉพาะกับนักโทษการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับนักโทษไม่ว่าใครก็ตาม

ส่วนในกรณีของประเทศไทย แอมเนสตี้สนับสนุนข้อเสนอแนะของคอป. ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับนักโทษที่อยู่ในระหว่างการรอพิจารณา และนักโทษที่เสียงต่ออันตรายจากนักโทษคนอื่นๆ

หากเราค้นในเว็บไซต์ของเอไอจะ พบว่า เอไอให้นิยามคำว่านักโทษการเมืองว่าเป็นนักโทษที่มีองค์ประกอบของความเป็น การเมือง ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจของการกระทำของนักโทษ การกระทำ หรือแรงจูงใจของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยคำว่าความเป็นการเมืองนั้นหมายถึงแง่มุมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ “การเมือง” เอไอมีจุดยืนเรียกร้องให้นักโทษการเมืองต้องได้รับการพิจารณาคดีและไต่สวน อย่างยุติธรรมภายในเวลาที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายถึงว่านักโทษการเมืองเหล่านี้ได้รับสถานะพิเศษหรือควรได้รับ การปล่อยตัว

นักโทษการเมือง รวมถึงนักโทษมโนธรรมสำนึก (Prisoners of Conscience) หมายถึงนักโทษที่คัดค้านหรือต่อต้านระบบการเมืองทั้งระบบ หรือนักโทษที่ทำงานอยู่ในกรอบของกฎหมายหรือระบบการเมืองของประเทศนั้นๆ และต้องไม่ใช้ความรุนแรง นักโทษประเภทนี้เป็นประเภทเดียวที่เอไอเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยทันที ซึ่งในประเทศไทยเอไอระบุไว้เพียงรายเดียวคือ ผู้ต้องหาหมิ่นฯ ชาวจังหวัดระยอง จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค

ตัวอย่างนักโทษการเมืองที่เอไอให้ไว้ เช่น

· บุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือตัดสินจากคดีทางอาญาที่มีแรงจูงใจทางการเมือง เช่นการฆาตกรรมหรือการปล้นที่เป็นไปเพื่อสนับสนุนจุดประสงค์กลุ่มฝ่ายค้าน ทางการเมือง

· บุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินจากคดีอาญาในบริบททางการเมือง เช่น ที่การประท้วงของกลุ่มสหภาพปรงงานหรือชาวนา

· สมาชิกของกลุ่มติดอาวุธที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหากบฏหรือเป็นภัยต่อสังคม (คดีความมั่นคง)

พิภพ อุดมอิทธพงศ์ นักกิจกรรมจากกลุ่ม Article 112 ให้ความเห็นว่า

คำว่า “นักโทษการเมือง” เป็นคำทีเป็นปัญหาเนื่องจากไม่มีนิยามที่ชัดเจน แม้แต่ในทางสากล ทำให้การนิยามหลายครั้งยังลักลั่น อย่าง ดา ตอร์ปิโด จะนับเป็นนักโทษทางความคิดหรือนักโทษการเมืองหรือไม่ หากนับนักโทษคดีหมิ่นฯ บางรายเป็นนักโทษทางความคิด องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับพม่าก็จะนับว่าฝ่ายค้านทั้งหมดที่อยู่ในเรือนจำคือ นักโทษการเมือง

สำหรับความเห็นส่วนตัว พิภพ คิดว่า คนที่แสดงความเห็นในทางต่อต้านรัฐบาลแล้วถูกจับควรนับเป็นนักโทษการเมือง แต่โดยทางสากลแล้ว แม้แต่ยูเอ็นก็ไม่ได้จำแนกให้มีข้อปฏิบัติเป็นพิเศษ แต่มีข้อปฏิบัติพื้นฐานสำหรับนักโทษทุกคน ดังนั้นโดยหลักการเขาจึงไม่เห็นด้วยที่จะมีการปฏิบัติที่แตกต่าง แต่ควรพัฒนาหลักปฏิบัติขั้นต่ำสำหรับนักโทษในเรือนจำทั้งหมด และยังเห็นว่าการพยายามจำแนกนักโทษการเมืองเป็นการแก้ปัญหาแบบไทย ไม่ได้แค่ที่ระบบ นอกจากนี้ยังไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถรวมนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพเป็นนักโทษทางการเมืองได้ หากต้องจัดทำหลักการเป็นกฎหมายก็เชื่อว่ากฤษฎีกาจะไม่ยอมผ่านแน่นอน และเชื่อว่า คอป.เสนอโดยที่รู้อยู่แล้วว่าปัญหานี้อย่างไรก็ไม่สามารถแก้ได้ทะลุ

“แต่เฉพาะหน้าผมก็เห็นใจ คนที่ติดคุกมันก็แย่ แต่โดยหลักการแล้วการจำแนกเช่นนี้ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว”

ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (Tyrell Haberkorn) นักวิจัยประจำภาควิชาการการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเข้ามาทำวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐ ตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน ให้ความเห็นว่า

เห็นด้วยกับข้อเสนอของ คอป. และการจัดการแยกการคุมขังคดีที่เกี่ยวพันกับการเมือง และเห็นว่านักโทษการเมืองควรมีนิยามครอบคลุมคนที่ถูกดำเนินคดีอาญาธรรมดา เนื่องจากการมีความเห็นที่แตกต่าง และกระบวนการยุติธรรมถูกทำให้เป็นการเมืองในกรณีดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้ชัดในคดีเกี่ยวกับความผิดในมาตรา 112 หรือแม้แต่คดีเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากตัวพ.ร.ก.ฉุกเฉินเองก็มีปัญหาความชอบธรรม และจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง

สำหรับทางออกนั้น ไทเรลเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมควรมีความโปร่งใสและเปิดให้ตรวจสอบ แต่การแก้ปัญหาที่ยากยิ่งกว่าคือ “อุดมการณ์” ซึ่งนักโทษจำนวนมากเมื่อมีอุดมการณ์แตกต่างจากคนส่วนใหญ่แล้วก็จะถูกมองว่า ไม่เป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็เป็นกระแสทั่วโลก แม้แต่ประเทศเสรีอย่างอเมริกาก็มีความพยายามผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ที่จะให้ คุมขังผู้ต้องหาเกี่ยวกับคดีก่อการร้ายอย่างไม่จำกัดเวลา

เสียงจากเรือนจำ

กว่าที่ คอป.จะนำเสนอข้อเสนอแยกที่คุมขังเวลาก็ล่วงเลยมากว่าปี ผู้ต้องหาจำนวนมากที่โดนคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ คอป.ระบุถึงอย่างชัดเจนล้วนอยู่ในเรือนจำมาจนเต็มเวลาและได้ออกจากเรือนจำไป เป็นจำนวนมากแล้ว รวมถึงส่วนที่โทษยังเหลืออยู่เล็กน้อยและได้รับการอภัยโทษไปเมื่อวันเฉลิม พระชนมพรรษา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้ต้องขังอีกจำนวนหนึ่งถูกคุมขังอยู่ระหว่างสู้คดี หรือแม้แต่คดีถึงที่สุดแล้วแต่ไม่ได้รับอภัยโทษเพราะมีโทษสูง

ธันฐวุฒิ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ออกแบบเว็บ นปช.ยูเอสเอ ที่ต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และถูกตัดสินจำคุก 13 ปี เขาถูกขังมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน ต่อสู้คดี พิพากษา กระทั่งชั้นศาลอุทธรณ์เกือบ 2 ปี โดยไม่ได้รับกาประกันตัว ธันย์ฐวุฒิ เป็นผู้หนึ่งที่เรียกร้องให้มีการแยกการคุมขังตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้าไปอยู่ ในเรือนจำใหม่ๆ รวมทั้งการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังโดยทั่วไป เนื่องจากพบสภาพผู้ต้องขังล้นเกิน อีกทั้งยังมีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นอกจากนี้เขายังระบุอีกว่าผู้ต้องขังจากเหตุเกี่ยวเนื่องกับการเมืองทั้ง หมดไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่พวกเขาร่วม ต่อสู้เท่าที่ควร ทำให้ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างยากลำบากเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นคนจน คนชั้นล่างของสังคมที่เข้ามาร่วมขบวนการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้

ขณะที่ญาติของผู้ต้องขังในต่างจังหวัดบางส่วนอาจจะมีมุมมองที่ต่างออกไป เพราะหากสามี พ่อ ลูกชาย ของพวกเขาเข้ามาอยู่ที่คุมขังแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ จะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาเยี่ยมมากกว่าเดิม

(สำหรับผู้สนใจสถานการณ์ในเรือนจำ เตรียมพบกับจดหมายของผู้ต้องขังเล่าเรื่องชีวิตในเรือนจำ และคู่มือปฏิบัติสำหรับผู้เข้าเยี่ยม เร็วๆ นี้)

เปิดจดหมายยื่นรัฐบาล ไทยควรให้สัตยาบันกรุงโรมที่ลงนามไปตั้งแต่ปี 43

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 ธันวาคม 2554

เปิดจดหมายจากคนไทยในต่างประเทศ ร้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้สัตยาบันกรุงโรม หลังจากไทยลงนามไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ย้ำข้อดีหลายอย่างรวมถึงการป้องกันการสังหารหมู่คนไทยกันเองจากน้ำมือรัฐฯ หรือทหาร

จดหมายฉบับดังกล่าวซึ่งส่งมาจากท่านผู้อ่านท่านหนึ่ง ได้ถูกเขียนขึ้นโดย สหภาพประชาธิปไตยประชาชน เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ลงนามถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้


คนยื่นหนังสือบอก"ทำเพื่อทุกสี" ในขณะที่บัวแก้วคนรับหนังสือบอก "ไม่นิ่งนอนใจ"

(แนวหน้า 20 ธ.ค.) เมื่อเวลา 14.30น.ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางกรรณิกา K.Nielsen ตัวแทนในนามสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนพร้อมด้วยสมาชิกอีกกว่า 50 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายนาวิน บุญเสรฐ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่ง รัดลงสัตยาบันอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศที่ได้ลง นามมาตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2543 แต่ขณะนี้ยังค้างพิธีการลงนามให้สัตยาบัน ซึ่งส่งผลให้ข้อตกลงกฎเกณฑ์ของศาลอาญาระหว่างประเทศยังไม่สมบูรณ์และยังไม่ มีผลในทางปฏิบัติ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มาเรียกร้องครั้งนี้ทำเพื่อต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคดี 91 ศพ ใช่หรือไม่นางกรรณิกากล่าวว่าที่มายื่นในครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับสีแต่มาทวง เพื่อทุกคนทุกสี

นายนาวินกล่าวว่า เรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมนั้นตอนนี้ยังติดขัดอยู่ที่ เรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเคยมีการหารือมา แล้วครั้งหนึ่งเมื่อประมาณมกราคม 2554 และจะมีการหารืออีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม 2555 นี้

ทั้งนี้ ทางกลุ่มสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนยังกล่าวอีกว่าหลังจากยื่นหนังสือที่ กระทรวงการต่างประเทศเสร็จแล้วทุกคนก็จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อที่ทำเนียบ รัฐบาล
(ข่าวสด 20 ธ.ค.)
ยื่นรัฐบาลลงสัตยาบันกรุงโรม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชาญ ไชยะ ตัวแทนสหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีโดยสมบูรณ์ โดยมีนางประภาศรี บุญวิเศษ ผอ.ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐ มนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

สำหรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวระบุว่า นับจากเหตุการณ์สังหารประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปีครึ่งเเล้ว แต่ยังไม่มีการจับกุมคนสั่งปราบปรามประชาชนมาลงโทษตามกฎหมายได้เลย และจากการติดตามข้อมูลข่าวสารตลอด ทำให้ทางสหภาพเห็นถึงความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังของผู้สูญเสีย บางคนสูญเสียลูก สามี พ่อ ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ผู้สูญเสียทั้งหมดเห็นตรงกันว่าไม่ได้รับความยุติธรรมมาตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา

เอาผิดคนสั่งการ-คดี 91 ศพ

หนังสือระบุว่า การออกมาทวงถามความยุติธรรม เพื่อหวังให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวในอดีตให้ กลับคืนสู่ปกติ และหวังว่าคดีความที่ล่าช้าจะได้รับการแก้ไข และดำเนินคดีผู้ที่สั่งการสลายการชุมนุม ถือเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่อาจนิ่งดูดายได้ แต่ทั้งนี้การออกมาเคลื่อนไหวไม่ใช่แค่สะสางคดี 91 ศพ ให้เกิดความยุติธรรมอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังมุ่งหวังให้เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้เกิดการสังหารคนที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง รัฐบาลต้องทำให้เป็นรูปธรรม และต้องทำให้เป็นที่ยอมรับจากสังคมโลกด้วย

"เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา องค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศ ที่มีสมาชิกกว่า 2,500 องค์กร และหน่วยงานจาก 150 ประเทศทั่วโลก ทำหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเข้าร่วมภาคีศาลอาญา ระหว่างประเทศ เพื่อต้องการให้รัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับประชาคมโลก ในการต่อสู้ต่อต้านกับระบบลบล้างความผิด ด้วยการให้สัตยาบันกรุงโรม ซึ่งเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศแห่งแรก และแห่งเดียวของโลก ที่มุ่งจัดการกับคดีที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่สำคัญข้อเรียกร้องของสังคมโลกครั้งนี้ มีผลกับคดีการสังหารหมู่ 91 ศพ ใจกลางกรุงเทพฯ แน่นอน" หนังสือระบุ

เตือนสติรัฐปราบประชาชน

หนังสือร้องเรียนระบุด้วยว่า การลงสัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จะนำตัวคนสั่ง ขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ที่สำคัญการเข้าร่วมภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ ยังเป็นเครื่องเตือนสติอำนาจรัฐ ไม่ให้ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนในอนาคต ดังนั้น กิจกรรมการรณรงค์เร่งด่วนที่สหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชนจะดำเนินการ คือการรณรงค์เรียกร้องให้ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ

หนังสือระบุอีกว่า โดยสมาชิกสหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ได้พบปะปรึกษาหารือ และจัดการศึกษาเกี่ยวกับขั้นตอนการลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ และจะดำเนินการติดต่อขอความสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรต่างๆ ในยุโรป ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยลงนามสัตยาบันกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยสหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ยินดีต้อนรับองค์กรและทุกคนที่รักประชาธิปไตย เพื่อรณรงค์ให้ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม



รายละเอียดธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ จาก Wikipedia


ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (อังกฤษ: Rome Statute of the International Criminal Court) หรือเรียกโดยย่อว่า "ธรรมนูญกรุงโรมฯ" (Rome Statute) เป็นสนธิสัญญาซึ่งมีเนื้อหาสาระเป็นการจัดตั้งและจัดเขตอำนาจศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ธรรมนูญนี้ได้รับความเห็นชอบจากประเทศต่าง ๆ ณ การประชุมทางการทูตที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2541[4] [5] และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2545[2] โดยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปรากฏว่ามีประเทศเข้าเป็นรัฐภาคีแห่งธรรมนูญนี้แล้วจำนวนหนึ่งร้อยแปด ประเทศ[2]

ขณะนี้ ประเทศไทยได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมฯ แล้วตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2543 แต่ยังมิได้เข้าเป็นรัฐภาคี
(อ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia)


แผนที่แสดงประเทศที่ให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมฯ สำรวจในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- ดวงจำปา: สยบข่าวลือ "ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย" / Thai E-news / 14 ธ.ค. 54

- ดวงจำปา: ขยายความต่อ "กรณีประเทศไทย กับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ" / Thai E-news / 19 ธ.ค. 54

ถึงบรรดา "ขาใหญ่รอยัลลิสต์" กลับไปคิดดูดี ๆ ว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล

ที่มา Thai E-News

โดย ธนาพล อิ๋วสกุล
24 ธันวาคม 2554

ถึงบรรดา “ขาใหญ่รอยัลลิสต์" กลับไปคิดดูดี ๆ ว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่บรรดา “ขาใหญ่รอยัลลิสต์ ” จะออกมาคัดค้านการจะแก้ ม. 112


บรรดา“ขาใหญ่รอยัลลิสต์ ”ไล่ตั้งแต่ พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร 82 ปี (14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2472 – ?) ต้องต่อสู้แม้กับอเมริกาและองค์กรสหประชาชาติ,
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324391460&grpid=no&catid=02&subcatid=0207


มีชัย ฤชุพันธุ์ 73 ปี (2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2481 — ? ) กูรูใหญ่"มีชัย ฤชุพันธุ์"พูดชัดเจนครั้งแรก ว่าด้วยมาตรา 112 ...ต้องอ่าน!!!,
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324480554&grpid=&catid=01&subcatid=0100


และล่าสุด สุเมธ ตันติเวชกุล 71 ปี (26 สิงหาคม พ.ศ. 2482- ? ) "สุเมธ"เตือนสติรบ.อย่าแก้กม.เพื่อ"คนเดียว" ถามทำไมต้องเจาะจงแก้ม.112 ยกโคลงล้อปธน."ยังติดคุก "
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324559235&grpid=00&catid=&subcatid=

จุดร่วมของทั้ง 3 คนนั้น คือมีอายุเฉลี่ยมากกว่าชายไทยโดยทั่วไปแล้ว

เผยคนไทยอายุยืนขึ้น ชายเฉลี่ย 69 หญิง 76 ตายด้วยมะเร็ง-อุบัติเหตุสูง คุณแม่วัยรุ่นพุ่ง 3 เท่า
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307882712&grpid&catid=19&subcatid=1903

พวกเขาคงจะเห็นสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างที่เป็นไปจนชั่วชีวิตเขาก็ได้ แต่ใครจะรู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร

ถ้าพวกเขาพอมีสติอยู่บ้าง เมื่อ 5 ปีที่แล้วเดือนมิถุนายน ทั้ง ๆ ที่มีกระแสเรียกร้องให้เลือกระหว่างทักษิณกับในหลวงจะดังกึกก้องจากฝาก พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่คนจำนวนมากยัง “รักในหลวง ห่วงทักษิณ”

อีก 3 เดือนต่อมา แม้จะมี “รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข “ คนจำนวนมากยังใส่เสื้อเหลืองไปต้านรัฐประหารโดยมีเป้าสูงสุดแค่เปรม ติณสูลานนท์

วันที่ 13 ตุลาคม ในอีก 2 ปีต่อมาช่วงเช้ามีข่าวการเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพผู้ชุมนุม พันธมิตร แต่บรรดา “ขาใหญ่” ก็ประเมินสถานการณ์ไม่ออก ไม่แม้แต่จะมีความพยายามยับยั้งหมายกำหนดการดังกล่าว มิหนำซ้ำวันรุ่งขึ้น อานันท์ ปันยารชุน ยังได้เป็นประธานเผาศพแกนนำพันธมิตร ที่เสียชีวิตเพราะพกพาระเบิดมาในรถส่วนตัวของตนเอง

เรายังไม่ต้องพูดถึงการปราบปรามประชาชนในเดือน เมษา-พฤษภา 53 ของบรรดาทหาร นั้นสร้างความรู้สึกอย่างไร

ถ้าพวกเขาพอมีสติสัมปัญชัญญะเหลืออยู่บ้าง คงคิดพิจารณาเองได้ว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผลว่า พวกท่านเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ?

บทสนทนาในเฟสบุค ระหว่าง อ้น ชัยนรินทร์ กับ จรรยา ยิ้มประเสริฐ

ที่มา Thai E-News

โดย อ้น ชัยนรินทร์

ที่มา บทสนทนาในเฟสบุค ระหว่าง อ้น ชัยนรินทร์ กับ จรรยา ยิ้มประเสริฐ เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2554


นี่ คือบทสนทนาแลกเปลี่ยนในช่วงที่กระแสการออกโรงของรองนายกฯท่านหนึ่งที่ว่า จะทำการปิดเวบไซค์ที่ส่อในทางหมิ่นฯในความหมายของมาตรา112

เป็น บทสนทนาระหว่าง อ้น ชัยนรินทร์ ผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองเสื้อแดงหลายบทบาทและเป็นผู้หนึ่งในทีมผู้ประสาน งานแนวร่วมแดงสยามและทำเวที Neo 2475 ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ริเริ่มรณรงค์ให้ยกเลิก ป.กม.อาญามาตรา 112

กับ

จรรยา (เล็ก) ยิ้มประเสริฐ ผู้นำการคลื่อนไหวการเมืองด้านแรงงานที่สนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยมาโดยตลอด กว่า 20 ปี ( เป็นบทสนทนาบน เฟสบุค ขออนุญาตคุณ จรรยา ยิ้มประเสริฐ หรือพี่เล็ก ซึ่งเห็นว่าน่าจะพอมีประโยชน์จึงขอเผยแพร่ต่อสาธารณะ)


อ้น ชัยนรินทร์ (ผู้เปิดประเด็น)

เรื่อง ใครหมิ่นฯ ให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง พรรคเพื่อไทยไม่ต้องทำอะไรมากหรอกครับ เพียงแค่พรรคฝ่ายประชาธิปไตย มุ่งเดินหน้าสร้างบรรทัดฐานในกระบวนการเอาผิด ให้เป็นธรรม และริเริ่มการกล่าวถึงภัยของการรัฐประหารไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างไร?สู่ สังคมวงกว้าง เท่านี้ก็คุ้มค่ากับพรรคฝ่ายประชาธิปไตยในสมัยที่กระแสอนุรักษ์นิยมครอบงำ สังคมไทยสูงขนาดนี้

การรัฐประหารไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดก็ถือว่าไม่ควรทำครับ อันนี้หมายถึงไม่ยกเฉพาะกรณีฝ่ายทหาร อาจจะเป็นข้าราชการในสังกัดใดๆก็ตาม

ซึ่ง ข้อเสนอนี้ิ้ลดลงมาเยอะมากๆกับข้อเรียกร้องของแดงกลุ่มก้าวหน้าต่างๆ ด้วยครับ ว่า การที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตยละเลยประเด็นตรงนี้จะเป็นภัยต่อความมั่นคงของ ประชาชนด้วยซ้ำในฐานะพลเมืองประเทศ (สิทธิทางการเมือง)

ดัง นั้น นี้เป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างความั่นคงให้กับชาติไม่ใช่ให้กับ พรรคการเมืองครับ การรัฐประหารหลายครั้งที่เกิดทหารอยู่หน้าฉากครับ ซึ่งอาจจะมีข้าราชการระดับสูงหลายคนอยู่เบื้องหลังครับ และแล้วบทสนทนาการเมืองที่น่าสนใจก็ได้เริ่มขึ้น


จรรยา ยิ้มประเสริฐ
เอาที่พี่เขียนไว้มาฝากก่อนแล้วกัน กำลังคิดจะพัฒนาเป็นบทความ

ไม่ เห็นด้วยอย่างมากกับคำอธิบายหลังไมค์ที่ได้ฟังโดยตรงและอ่านจากที่ต่างๆ ของการพยายามแก้ตัวของฟาก นปช. และเพื่อไทย ว่าต้องเล่นเกมส์พิทักษ์สถาบันฯ เพราะถูกทหารขู่ว่าจะปฏิวัติ

เพราะ ว่ามันเป็นข้ออ้างที่ล้าสมัยมาก ทหารก็ขู่จะปฏิวัติมา 60 ปีคู่กับ(เซ็นเซอร์)มาโดยตลอด และก็ทำจริงมา ร่วม 20 ครั้งแล้ว จะยังกลัวอะไรอีก

ครั้งล่าสุดก็พิสูจน์แล้วไม่ใช่เหรอว่าถ้าปฏิวัติประชาชนไม่เอา นปช. ก็เป็นคนนำสู้เองด้วยไม่ใช่เหรอ จนได้รัฐบาลมา

ถ้า ทหารขู่จริง แทนที่จะเออออตามทหาร ทำไมไม่ใช้กระบวนการประชาธิปไตย นำข้อความเหล่านี้มาปรึกษากับประชาชนอย่างเปิดเผยไปเลย ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่เล่นตัดสินใจเอง เล่นแรงยิ่งกว่ายุคอภิสิทธิ์อีก เด็ดหัวคนเก่ง คนที่ซึ่อตรง มากขึ้นเรื่อยๆ

ขอบอก ว่า คำอธิบายนี้ของ นปช. และเพื่อไทย ถ้าเป็นเรื่องไม่จริง ก็ทุเรศพอแล้ว แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ก็ทุเรศที่สุด เพราะแสดงให้เห็นว่าที่ว่าผ่านมา 5 ปี ร่วมสู้ และได้เห็นพลังประชาชนนับแสน นับล้าน ร่วมขับไล่รัฐบาลที่ไม่ได้มาตามครรลองประชาธิปไตยอย่างใสสะอาด

แต่ แกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทยก็ยังไม่มีพัฒนาการทางสมองเท่ากับมวลชน และยังมองมวลชนเป็นแค่จำนวน และฐานคะแนน อยู่เหมือนเดิม ยังเล่นเกมส์การเมืองแบบเก่า ที่ไม่เคยพูดความจริงกับประชาชนเลย . ."

การทานอำนาจการเมือง ที่สำคัญคือการต้องตั้งพรรคการเมืองของชนชั้นล่างขึ้นมาให้ได้

ที่ผ่านมาชาวบ้านถูกบอกให้มองการเมืองเพียงแค่เพื่อการเลือกรัฐบาล

แต่การเมืองไม่ใช่แค่การเลือก "รัฐบาล" แต่การเลือกตัวแทนของชนชั้นตัวเองไปปกป้องผลประโยชน์ตัวเองในรัฐสภาและรัฐบาล

ดัง นั้นการถูกบอกให้เลือกแค่ 2 คือ เพื่อไทย หรืออภิสิทธิ์ (ประชาธิปัตย์) โดยไม่ได้เสนอหรือสร้างทางเลือกที่สามหรือสี่ไปพร้อมกัน (คือเริ่มตั้งพรรคของตนขึ้นมาแข่งด้วย จะเป็นพรรคกรรมาชีพ พรรคเขียว พรรคชาวนา พรรคสังคมนิยม ก็ตามแต่ ฯลฯ)

จึง ทำให้ต้องมานั่งเสียใจ -> แล้วกลายเป็นพวกสนับสนุนการโค่นรัฐบาล -> เรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่ -> อยู่ในวังวนนี้ไม่จบสิ้น

อำนาจต่อรองหนึ่งที่ประชาชนควรจะเริ่มสร้างตั้งแต่ยามนี้คือ หนุนการตั้งพรรคการเมืองคนชั้นล่างขึ้นมาให้ได้

0 0 0 0

อ้น ชัยนรินทร์ ผมว่าก่อนอื่นเราควรต้องแยกบทบาทระหว่างพรรคเพื่อไทยกับแกนนำ นปช ออกจากกันเเม้จะมีความสัมพันธ์แนวขนานกัน ซึ่งผมเห็นว่าเราควรจะต่อสู้ให้พรรคเพื่อไทยก้าวหน้า ในด้านที่เป็นจริง พรรคเพื่อไทยไม่ควรกลัวกลุ่มนายทหารที่ทำตัวปฎิกิริยาต่อประชาธิปไตย ดังนั้นควรจะไฟท์...เรื่องการไม่เอารัฐประหารทุกชนิด

ข้อแรก เราเข้าใจตรงกันหรือไม่ครับว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคในลักษณะใด? ผมให้พรรคนี้เป็นพรรคฝ่ายประชาธิปไตยไม่ใช่พรรคปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตย

ข้อสอง พรรคเพื่อไทย ภารกิจทางประชาธิปไตยคืองานสร้างความเป็นธรรมในระดับสากลนิยมหรือระดับพื้น ฐานทางโครงสร้างการเมืองการปกครอง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องประเมินกันดูเป็นระยะๆครับ

ข้อสาม พรรคเพื่อไทยออกแบบโดยอุดมการณ์แบบใด ? โดยใคร? ซึ่งยังเห็นตรงกันหรือไม่ว่า พรรคเพื่อไทยถูกออกแบบจากผู้นำ แกนนำ แม้มวลชนเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการก็ตาม

ดัง นั้น แค่พรรคระดับฝ่ายประชาธิปไตย สามารถสร้างวัฒนธรรมหรือคุณค่า หรือแนวคิดไม่เอาการรัฐประหารทุกชนิดก็เป็นบันไดสำคัญทีเดียวในการสานให้ ก้าวหน้าต่อไป


0 0 0 0

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ประเทศไทยจะไม่สามารถหลุดจากการเมือง "วิถีอำนาจนำ" ได้เลย "ไม่ว่าจะนำด้วยทุนหรืออำมาตย์" ถ้ายังจมปลักอยู่ในวิถี อยากได้อะไรต้องร้องขอ สวดมนต์ ออนวอน เข้าหาผู้ใหญ่ รอผู้นำ อยู่เช่นนี้

5 ปีที่สู้มาในนามคนใส่เสื้อสีแดง จนความจริงในประเทศไทยเผยโฉมและกระจ่างชัดอย่างเช่นที่ไม่เคยปรากฎมาถึงระดับนี้มาก่อน

มัน จำเป็นยิ่งที่ นักการเมืองและผู้มีบทบาทนำในฝากประชาธิปไตยจะต้อง "พูดความจริง" อย่าเล่นเกม ที่ "ไม่พูดความจริง" เพราะมันจะทำให้ความกระจ่างต่างๆ ของผู้คนถูกผลักให้กลับไปสู่สภาวะรวนเร สับสน เริ่มหลงทิศหลงทาง กันอีกครั้งหนึ่ง และท้ายที่สุดก็สูญเสียพลังที่สร้างมาถึง 5 ปี และจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ถึงสร้างพลังมวลชนได้มากเช่นปี 52 และ 53

นเสื้อ แดงก้าวมาไกลมากพอ และพิสูจน์แล้วว่า ถ้าอยากได้นักการเมืองของตัวเองต้องสุ้ให้ได้มา - และก็ไม่ควรหยุดแค่สู้ให้ได้มา - แต่ต้องยืนยันและบอกนักการเมืองว่า ได้มาแล้วจะต้องทำอะไรให้ประชาชน

ท่า ทีเพื่อไทยกับการคุกคามเสรีภาพประชาชนทั้งทางอินเตอร์เนต และด้วยมาตรา 112 ที่รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นการกระทำที่นอกจากไม่เคารพประชาชน แล้วยังเป็นการดูถูกประชาชนอีกด้วย

ย้ำ อีกครั้งว่า "หมดเวลาเล่นเกมการเมืองแบบเก่า จัดตั้งมวลชนแค่ฐานเสียงและจำนวน" แต่ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายต้องพูดความจริง และให้ประชาชนร่วมตัดสินในปัญหาหรือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของประชาธิปไตย


ถ้า เพื่อไทยบอกว่าต้องกดหัวประชาชนต่อไปและมากขึ้น เพราะทหารขู่ปฏิวัติ ก็บอกความจริงออกมา ให้ประชาชนร่วมตัดสินใจอีกครั้งว่าจะทำอย่างไรกับปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่ กับประชาธิปไตยไทยมาตลอด นับตั้งแต่ทหารสร้างธรรมเนียมปฏิวัติได้ ถ้าทำในนามปกป้อง...เซ็นเซอร์...ในปี 2490!

0 0 0 0

อ้น ชัยนรินทร์ ผม เห็นด้วยกับพี่เล็กทุกข้อ แต่ผมมองด้านที่เป็นจริงของพรรคเพื่อไทยและข้อจำกัดที่พรรคนี้มี ในด้านที่ก้าวหน้าของพรรคนี้ คือ พรรคที่ประชาชนเลือก ในกระบวนการทางประชาธิปไตย ดังนั้นสิ่งที่พรรคนี้ควรออกมาสู้คือเรื่องการไม่เอาการรัฐประหาร

การ ต่อสู้ในเรื่อง เสรีภาพระดับสากล นปช ต่างหากที่มีปัญหามาโดยตลอด ผมอยากเสนอให้มีการเลือกแกนนำ นปช ใหม่ด้วยซ้ำ หรือข้อเสนอให้เปลี่ยนหัวหน้านำของ นปช ครับ


0 0 0 0

จรรยา ยิ้มประเสริฐ เรื่องนี้พี่ก็คิดเช่นเดียวกับอ้น ว่า นปช. ต้องจัดกระบวนทัพใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย จัดให้มีการเลือกตั้งตัวแทนแต่ละกลุ่มสมาชิก หรือรายจังหวัด จัดใหัมีการเลือกตั้งแกนนำใหม่ ความสัมพันธ์ครอบครัวของธิดา-กับเหวง ทำให้ ธิดา ควรจะแสดงสปิริต

ถึง เวลาจัดกระบวน นปช. ให้เป็นประชาธิปไตย และเป็นองค์กรประชาชน คู่ขนานและตรวจสอบพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ทำหน้าที่รับแนวนโยบายพรรคเพื่อไทยมาคุมมวลชนเช่นทีทำอยู่ในปัจจุบัน


พี่คิดเรื่องนี้เช่นกันจ้ะ และคิดว่าควรช่วยกันสะท้อนไปมากขึ้นเรื่อยๆ

0 0 0 0

อ้น ชัยนรินทร์ แกนนำ นปช หรือ นปช ควรอย่างยิ่งที่จะต้องผลักดันให้องค์กรโตไปพร้อมกัน คือตอนนี้ผมมองว่าตัวโตแต่หัวลีบลงทุกวัน

หมาย ถึงหัวขบวนล้าหลังทางความคิดกว่ามวลชนมากช่องว่างเริ่มห่าง อันนี้จะว่าเป็นปัญหาใหญ่ก็อาจจะใช่ แต่การปรับการนำโดยการสร้างองค์กรใหม่เข้ามาแข่งขันแนวทางหรืออาจจะแทนที่ อย่างที่แดงสยามหรือ 24 มิถุนา เคยทำไว้ เรื่องนี้คงต้องคุยกันครับ

อ้น ชัยนรินทร์ ส่วน ใครจะคุยเรื่องแกนนอน แนวคิดแกนนอน ผมว่าตอนนี้ได้นอนสมใจ คือ ระดับการทำกิจกรรมให้มวลชนเป็นผู้ออกแบบกิจกรรม ใช้ได้ในการเคลื่อนไหวลักษณะขั่วคราว เพียงแค่สร้างความรำคาญใจให้อำมาตย์เล่นๆ

แต่ ถ้าเป็นเรื่องแนวรบด้านปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตยแท้จริง คือการสร้างระบบศูนย์ศึกษาทฤษฎีการปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตย จัดตั้งเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มย่อย ในลักษณะเปิดและปิด กระจายให้ได้มากที่สุด


อ้น ชัยนรินทร์ กระแสเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง และหายไปในที่สุด เหมือนแฟชั่นในนิตยสารหนังสือ ส่วนแนวคิดทฤษฏีการปฎิวัติผู้ที่ศึกษาคงเข้าใจได้ไม่ยากว่ามันคืออะไร?
กำเนิด การต่อสู้หากไร้พลังจากด้านใน คงยากกว่าจะถึงปลายทางของแสงประชาธิปไตยโดยประชาชน และตัวองค์ความรู้ทางการปฎิวัติเพื่อประชาธิปไตยแท้จริงนี่แหละที่ทำให้ มวลชนก้าวหน้าไม่อิงแอบผู้นำ

0 0 0 0

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/12/54 รัฐบาลละเมิดสิทธิประชาชน..ที่น้ำท่วม

ที่มา Thai E-News


เอา"อคติ" เป็นที่ตั้ง นั่งตัดสิน
ตาไม่ดู หูไม่ได้ยิน ลิ้นเถือกแถ
91 ศพ ไม่รับรู้ กูไม่แคร์
คือเรื่องแย่ คนมีอำนาจ ขาดคุณธรรม....

พิษน้ำท่วม อ่วมทั่ว มั่วสร้างเงื่อน
พวกฟั่นเฟือน คิดร้าย หมายขย้ำ
บอกรัฐบาล ละเมิดสิทธิ คิดได้ระยำ
โคตรใจดำ เกินมนุษย์ สุดบรรยาย....

ทำหน้าด้าน ปากเฉไฉ ไร้ที่ติ
อุตริ คิดวกวน จนฉิบหาย
คนถูกจับ ถูกขัง ตั้งมากมาย
แสร้งลวดลาย ไม่รู้ไม่เห็น ดั่งเช่นเคย....

คือทาสแท้ คนสามานย์ สันดานต่ำ
พวกตนระยำ ทำชั่ว มัวนิ่งเฉย
ทีอีกฝั่ง เพียงแค่คิด มันผิดเลย
สมแล้วเอย ที่โดนว่า ด่าทั้งปี....

เลือดท่วมเมือง คนจัญไร มองไม่เห็น
ซ้ำเบี่ยงเบน เลวระยำ ทำบัดสี
ช่างสมชื่อ ตอแหลแลนด์ แดนอัปรีย์
พวกกาลี ยังชูคอ จ้อรายวัน....

๓ บลา / ๒๔ ธ.ค.๕๔

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/12/54 2 นารี..ผู้มีหัวใจ...ประชาธิปไตย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

สองนารี ผู้งามสวย ด้วยรูปโฉม
ผ่านทุกข์ระทม ปวดร้าว เศร้าหนักหนา
ด้วยอำนาจ มืดมน คนมารยา
ที่ดาหน้า ถาโถม เข้าโรมรัน....

เผด็จการ นั่นไง ใช่เรื่องอื่น
สร้างขมขื่น ตอกย้ำ คำำเย้ยหยัน
เอาการเมือง เรื่องอุบาทว์ เข้าฟาดฟัน
ทั้งกักกัน ข่มขู่ อดสูใจ....

พิษอึมครึม ตกค้าง เส้นทางเถื่อน
ไม่ลบเลือน หนีจาก พรากไปไหน
จากรัฐประหาร คนมันชั่ว ตัวจัญไร
ด้วยหวังเพียง เป็นเงื่อนไข กดใต้ตีน....

พิษตกค้าง ยังย่ำแย่ แก้ไม่หาย
เติมวุ่นวาย ด้วยระยำ คำทุศีล
ยังมีอีก กี่เรื่องร้าย ต้องป่ายปีน
เพราะไม่สิ้น อำนาจเถื่อน ลบเลือนไป....

มาวันนี้ สองนารี สตรีสวย
จับมือช่วย สร้างสรรค์ วันฟ้าใส
ลบภาพมืด เหน็บหนาว ร้าวทรวงใน
เริ่มต้นใหม่ ด้วยศรัทธา..มวลมหาชน....

๓ บลา / ๒๓ ธ.ค.๕๔

เปิด "54" ชื่อผู้ต้องขัง ลุ้นนอน "คุกการเมือง" และกลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองเชิญชวนเขียนคำอวยพรปีใหม่ให้นักโทษการเมืองทุกคน

ที่มา Thai E-News



ภาพประกอบจากแนวหน้า

ที่มา มติชนออนไลน์
23 ธันวาคม 2554



ตาม ที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เสนอแนะเรื่องการปรองดองเกี่ยวกับการคุมขังนักโทษคดีการเมืองว่า "สมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจำปกติ เป็นสถานที่ควบคุมผู้ต้องหา/จำเลย ดังเช่นเคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต" ต่อมากรมราชทัณฑ์ได้ปรับปรุงโรงเรียนพลตำรวจบางเขน เป็นเรือนจำชั่วคราวหลักสี่หรือสถานคุมขังพิเศษ เพื่อรองรับนักโทษคดีการเมือง มีกำหนดโอนย้ายนักโทษการเมืองมาคุมขังในต้นปี 2555 นั้น

ทั้งนี้ สเปกหรือคุณสมบัติที่ คอป.ระบุถึงผู้ต้องขังคดีการเมืองข้อหนึ่งคือ เป็นผู้อยู่ระหว่างการดำเนินคดี นั่นหมายถึงคดียังไม่ถึงที่สุด

ล่า สุด "มติชน" ตรวจสอบพบว่ากรมราชทัณฑ์จำแนกกลุ่มผู้ต้องหาหรือผู้ต้องขังที่เกี่ยวเนื่อง ทางการเมืองและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เป็นคดีระหว่างอุทธรณ์ 45 คน และคดีระหว่างการพิจารณา (ศาลชั้นต้น) 9 คน

ในกลุ่มที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ จำแนกตามสถานที่คุมขังดังนี้ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
  1. นาย เพชร หรือโชค แสงมณี คดีก่อการร้าย ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ทำให้เสียทรัพย์ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โทษจำคุก 6 ปี 6 เดือน
  2. นายประสงค์ มณีอินทร์ ฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนดห้ามชุมนุมฯ ร่วมกันมีระเบิด วิทยุคมนาคมฯ พาอาวุธไปในเมือง และร่วมกันลักทรัพย์ โทษจำคุก 11 ปี 8 เดือน
  3. นายโกวิทย์ แย้มประเสริฐ ฝ่าฝืนประกาศข้อกำหนด ห้ามมิให้ชุมนุมฯ และการใช้เส้นทางคมนาคม ร่วมกันมีวัตถุระเบิด ร่วมกันพาอาวุธไปในเมืองหรือหมู่บ้านจำคุก 11 ปี 8 เดือน
  4. นายเอกชัย มูลเกษ คดีก่อให้เกิดระเบิด ทำให้เสียทรัพย์ พ.ร.บ.อาวุธปืน จำคุก 8 ปี
  5. นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล คดีหมิ่นเบื้องสูง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำคุก 13 ปี
  6. นาย เสถียร รัตนวงศ์ คดีประกอบกิจการจำหน่ายวีดิทัศน์โดยทำเป็นธุรกิจ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนและหมิ่นเบื้องสูง จำคุก 3 ปีและกักขัง 250 วัน
  7. นายพันธุ์ชาย สวนเนตร คดีหมิ่นเบื้องสูงจำคุก 3 ปี 4 เดือน
  8. นายวราวุธ ฐานังกรณ์ คดีหมิ่นเบื้องสูงจำคุก 3 ปี
  9. นายณัฐ สัตยาภรณ์พิสุทธิ์ คดีนำเข้าสู่คอมพิวเตอร์ เผยแพร่ที่มีลักษณะลามก และหมิ่นเบื้องสูง จำคุก 3 ปี 11 เดือน 8 วัน
  10. นายวันชัย แซ่ตัน คดีหมิ่นเบื้องสูง 2 คดี รวม 13 ปี 9 เดือน
  11. นายสุริยันต์ กกเปือย คดีหมิ่นเบื้องสูงและทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวฯ จำคุก 3 ปี 15 วัน
  12. นาย อำพล ตั้งนพคุณ คดีหมิ่นเบื้องสูงและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความ มั่นคง หรือที่คนทั่วไปรู้จักในชื่อคดีอากง จำคุก 20 ปี
  13. นายคมสันติ์ สุดจันทร์ฮาม คดีความผิดต่อเจ้าพนักงาน ปล้นทรัพย์ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุก 3 ปี 6 เดือน

เรือนจำจังหวัดมหาสารคาม
  1. นายภานุพงษ์ พณสน คดีก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ตระเตรียม จำคุก 5 ปี 4 เดือน
  2. นายคมกฤษ คำวิแสง คดีก่อให้เกิดเพลิงไหม้จำคุก 4 ปี 4 เดือน
  3. นายสมโภชน์ สีกากุล
  4. นายเดชอดุลย์ เดชบุรัมย์
  5. นายสุชล จันปัญญา
  6. นายชรัณย์ เอกศิริ
  7. นายอุภัย คงหา
  8. นายไพรัช จอมหรรษา คดีก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ทำให้เสียทรัพย์จำคุก 5 ปี 8 เดือน
  9. นายมนัส วรรณพงษ์ คดีก่อให้เกิดเพลิงไหม้ ทำให้เสียทรัพย์ 6 ปี 8 เดือน

เรือนจำกลางอุบลราชธานี
  1. น.ส.ปัท มา มูลมิล คดีความผิดต่อเจ้าพนักงาน ก่อให้เกิดความวุ่นวาย ก่อให้เกิดเพลิงไหม้ บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำคุก 34 ปี
  2. นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ คดีความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน บุกรุก จำคุก 34 ปี
  3. นายสนอง เกตุสวรรณ์ นายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ คดีวางเพลิงเผาทรัพย์ ฯลฯ จำคุก 34 ปี

เรือนจำกลางอุดรธานี คดีผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ วางเพลิง บุกรุก
  1. นายอาทิตย์ ทองสาย จำคุก 22 ปี 6 เดือน นายบัวเรียน แพงสา จำคุก 20 ปี 6 เดือน
  2. นายกิตติพงษ์ ชัยกัง จำคุก 11 ปี 3 เดือน
  3. นายวันชัย รักสงวนศิลป์ จำคุก 20 ปี 6 เดือน
  4. นายเดชา คมขำ จำคุก 20 ปี 6 เดือน

เรือนจำจังหวัดมุกดาหาร
  1. นายควง คนยืน
  2. นายทวีศักดิ์ แข็งแรง
  3. นายณัฐวุฒิ พิกุลศรี
  4. นายไมตรี พันธ์คุณ
  5. นายนพชัย พิกุลศรี
  6. นายพรนม กันนอก
  7. นายวิชัย อุสุพันธ์
  8. นายวินัย ปิ่นศิลปะชัย
  9. นายสมัคร ลุนริลา
  10. นายวิชิต อินตะ
  11. นายประครอง ทองน้อย
  12. นายแก่น หนองพุดสา
  13. นายทินวิวัฒน์ เมืองโคตร คดีวางเพลิงเผาทรัพย์ จำคุก 20 ปี

และทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา
  1. นางดารณี ชาญเชิงศิลปกุล คดีหมิ่นเบื้องสูง จำคุก 15 ปี
ส่วนผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี (ศาลชั้นต้น) จำแนกตามสถานที่ควบคุม ดังนี้
เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
  1. นายสายชล แพบัว ความผิดต่อเจ้าพนักงาน ปล้นทรัพย์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
  2. นายเอนก สิงขุนทด คดีร่วมกันทำวัตถุระเบิด ฯลฯ
  3. ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม คดีร่วมกันก่อการร้าย ทำให้เกิดระเบิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินและ พ.ร.บ.อาวุธปืน
  4. นายสุรัช แซ่ด่าน คดีหมิ่นเบื้องสูง 3 คดี
  5. นายเลอพงษ์ วิไชยคำมาตย์ หรือ โจ กอร์ดอน คดีหมิ่นเบื้องสูงและนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับความมั่นคง
  6. นายพินิจน์ จันทร์ณรงค์ วางเพลิง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
  7. นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง เรือนจำจังหวัดนนทบุรี
  8. นายจรูญ บุญเรือง นายสมนึก แซ่เฮง คดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ฯลฯ

อย่าง ไร ก็ตาม เมื่อพิจารณาตามที่นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป.เคยอรรถาธิบายไว้ว่า "นักโทษการเมืองหมายถึงกลุ่มที่กระทำผิดด้วยแรงจูงใจทางการเมือง...ไม่ใช่ พวกชุดดำที่ใช้อาวุธเข่นฆ่ากัน และพวกวางเพลิงที่เตรียมการมา"

ฉะนั้น การคัดกรองแยกขังนักโทษการเมือง จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่กรมราชทัณฑ์จะต้องตรวจสอบและตอบคำถามสังคมได้!!?

0 0 0 0 0


กลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองไทย "Friends of Thai Political Prisoners (FTP)"
ประกาศเชิญชวนส่งแรงใจให้พี่น้องนักโทษการเมือง

ขอเชิญพี่น้องร่วมส่งแรงใจให้พี่น้องนักโทษการเมืองที่อยู่ในเรือนจำทั่วประเทศโดยเขียนคำอวยพร

ส่งมาที่ กลุ่ม เพื่อนนักโทษการเมืองไทย "
Friends of Thai Political Prisoners (FTP)"

ทางทีมงานจะนำคำอวยพร ทำเป็น ส.ค.ส ส่งไปให้พี่น้องเราในเรือนจำ

ขอขอบคุณ สำหรับข้อความและความรู้สึกดีๆๆที่มีให้พวกเขาในเรือนจำดว้ยครับ"

0 0 0 0 0

ผลงานของชาวไซเบอร์ "สุดยอดเคล็ดวิชาสำนักเศร้าหลิ่ม"

ที่มา Thai E-News

23 ธันวาคม 2554

โดย Wiraja
ที่มา เฟสบุค Wiraja

ผลงานของชาวไซเบอร์อีกท่านหนึ่ง



"สุดยอดเคล็ดวิชาสำนักเศร้าหลิ่ม"
ประกอบด้วย 12 กระบวนท่า...

1. ปลดปล่อยทวยทาส
2. บำราศสื่อชั่ว
3. ด่ามั่วจิปาฐะ
4. หายนะชนบท
5. ขุดโคตรการศึกษา
6. ธรรมะทิ่มแทง
7. สีแดงแหลกล่ม
8. ถล่มสถานทูต
9. พิสูจน์ดีเอ็นเอ
10. อัปเปหิริปู
11. ตัวเลขชูชาติ
12. เก้าอี้พิฆาตมาร





สยดสยองสลิ่มสยาม
วิฬัจฉา ปัญญาอ่อนโยน

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

ก้าวร้าวกระหือรือ ก็จะคือสลิ่มไทย
คุ้มคลั่งระรานไป ทิศทั่วบ่ตรึกตรอง
เหตุผลมิใคร่ครวญ มนล้วนสิลำพอง
มืดมนฤทัยปอง ปะทะโดยพลังแรง
ใครทานรึห่อนยิน สติสิ้นเพราะกำแหง
กร้าวดุจเสียดแทง อุระด้วยกระบี่รัว
หลงตนและหลงชาติ จะพิฆาตริปูชั่ว
ที่หมายเหมาะแก่ตัว ณ กะลานิรันดร์เทอญ.

0 0 0 0 0

Friday, December 23, 2011

ดูเกาหลีเหนือเพื่อเข้าใจ 1984 ได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
23 ธันวาคม 2554

ต่อ เนื่องจากบทความของ ธงชัย วินิจกุล ไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอวีดีโอที่สะท้อนความเป็น 1984 และรูปธรรมของวิถี "เผด็จการ" ที่ฝังชิบมอมเมาผู้คนทั้งสังคม และการสร้างพิมพ์เขียว "มนุษย์พิมพ์เดียว" หรือ "มนุษย์ทหาร" ทั้งประเทศ . . ณ ที่นี่ ประเทศเกาหลีเหนือ!

North Korea Party Rock Anthem