WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 25, 2011

10 ล้านคน หมอ 2 คน และรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ที่มา ประชาไท


ชื่อบทความนี้ดูแล้วอาจแปลกๆ ไปนิด ว่ามันจะเกี่ยวอะไรกันกับ 10 ล้านคน หมอ 2 คน และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กว่า 1 ปี ที่ได้ติดตามการทำงานด้านการแพทย์ของระบบประกันสังคม ก็พบว่าทั้ง 3 เรื่องนั้นมีความสัมพันธ์และเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งกันและกัน ดังนี้

10 ล้านคน คือ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่เป็นพลเมืองชั้นสองเพราะเป็นคนกลุ่มเดียว จากคนไทย 65 ล้านคน ที่ยังต้องเสียสองต่อในการรักษาพยาบาล คือ เสียภาษีเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และยังต้องเสียค่ารักษาสุขภาพของตนเองผ่านระบบประกันสังคม จึงถือได้ว่า 10 ล้านคน เป็นพลเมืองชั้นสอง ในด้านการรักษาพยาบาล รองจาก ข้าราชการ ผู้ถือบัตรทอง และหากเปรียบเทียบกับท่าน ส.ส. ส.ว. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ยิ่งต้องช้ำใจ เพราะท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายได้สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลที่ต่าง กับ 10 ล้านคน ราวกับรถเฟอรารี่กับรถอีแต๋น ก็ว่าได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แม้มีความพยายามในการเรียกร้องสิทธิให้กับคน 10 ล้านคน มาเกือบ 1 ปี แต่ดูจะไม่เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ประกันตน 10 ล้านคนกลุ่มนี้ ยังต้องจ่ายเงินเอง เหมือนกับพวกเขาไม่ใช่คนไทย ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ที่อ้างตัวว่ามารับใช้พี่น้องประชาชน ต้องรับผิดชอบดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคน 10 ล้านคน แต่กลับไม่ทำอะไรเลย แถมยังขึ้นค่ารักษาพยาบาล เพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ตัวเอง ทำให้คน 10 ล้านคน พลเมืองชั้นสอง เจ็บใจเล่น

หมอ 2 คน เชื่อไหมว่า บุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะแพทย์มีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบด้านการ แพทย์ ในสำนักงานประกันสังคมของคน 10 ล้านคน ในปัจจุบันมีหมอเพียง 2 คน คนแรก คือ ปลัดกระทรวงแรงงาน ที่เป็นประธานบอร์ดประกันสังคม และคนที่สองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ เมื่อรวมกับเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานก็มีแค่ 20 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่มีพื้นฐานด้านการแพทย์และประกันสุขภาพ ทั้งที่บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่ที่จะต้องออกแบบ สิทธิประโยชน์ วิธีการจ่ายเงิน ตรวจสอบ ติดตาม คุณภาพ หน่วยบริการ เพื่อดูแลผู้ประกันตน จึงไม่มีทางที่จะทำให้ได้ดี เพราะแค่ตามจ่ายเงินให้หน่วยบริการทั่วประเทศให้ตรงเวลาก็แย่แล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลำพังหมอ 2 คน กับเจ้าหน้าที่เพียง 20 คน ย่อมไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดบริการสุขภาพให้กับผู้ประกันตน 10 ล้านคนได้แน่นอน ประเด็นที่สำคัญที่ทราบมาก็คือ บรรดาเจ้าหน้าที่และผู้บริหารส่วนใหญ่ในสำนักงานประกันสังคมเองก็เบื่อเต็ม ที ไม่ได้อยากดูแลด้านการแพทย์ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ อยากจะยกภาระหน้าที่นี้ให้กับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ แต่กลับไปติดอยู่ที่ผู้บริหารบางคนที่ยังมีความดันทุรังสูง อาจจะด้วยเหตุผลความอยากเอาชนะหรือไม่ก็ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เราๆ ท่านๆ อาจมองไม่เห็น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กรณีการแพทย์ของประกันสังคมก็ดูไม่ต่างจากกรณีน้ำท่วมเท่าไหร่ ที่คนในรัฐบาลต่างคนต่างทำ ไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ สะท้อนให้เห็นศักยภาพของรัฐมนตรีแถวสาม เพราะการที่รัฐบาลปล่อยให้สำนักงานประกันสังคม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกมาแถลงอย่างน่าชื่นตาบานเพราะคิดว่าเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ว่าจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้กับหน่วยบริการ 1 RW = 15,000 บาท มากกว่า ข้าราชการและบัตรทองที่ 1 RW = 12,000 และ 9,000 บาท ตามลำดับ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลบัตรทองก็ไม่รู้เรื่องว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อบัตรทอง เพราะการจ่ายเงินแบบนี้จะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อบัตรทองและเพิ่มภาระงบประมาณ รักษาพยาบาลข้าราชการทันที ดังนี้

  1. ผู้ป่วยภายใต้บัตรทองจะกลายเป็นผู้ป่วยอนาถาทันที ไม่มีโรงพยาบาลไหนทั้งรัฐบาลและเอกชนอยากดูแล เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มที่เจ็บป่วยมาก มีค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลกลับจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้น้อยกว่าสิทธิอื่นๆ
  2. ภาพรวมของระบบสุขภาพจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทันที และจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวบัตรทอง ที่รัฐบาลเพิ่งตัดลง 10% อีกอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท ต่อปี และยังต้องรวมของข้าราชการที่เพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น กว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
  3. โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและเอกชนทั้งหลายที่สามารถเลือกได้ก็จะไม่ยอมเข้าร่วมบัตรทอง รอรับดูแลเฉพาะประกันสังคมและข้าราชการดีกว่า

ดังนั้นการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์หวังจะเห็นโครงการบัตรทองมีคุณภาพมากขึ้น นั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากสถานการณ์ข้างต้น รวมถึงความเคลื่อนไหวหลายประการในแวดวงบัตรทอง ณ เวลานี้ ก็สะท้อนถึงความรู้ไม่เท่าทันกลเกมต่างๆ ที่การเมืองมีต่อขั้วอำนาจทั้งหลายในแวดวงสาธารณสุข หากการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายกุมนโยบายไม่ทันเกม ทั้งยังไม่ตระหนักถึงความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนที่เป็นเป้าหมายสำคัญ ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐบาลไทยรักไทยเป็นผู้ทำคลอดจากข้อเสนอที่เคลื่อนไหวมา ยาวนานของภาคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่มีกลุ่มการเมืองใดกล้าพอที่จะยอมรับกับข้อเสนอนี้ ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่า ในที่สุดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคเพื่อไทยก็จะกลายเป็นโครงการที่พรรคเพื่อไทยเขียนด้วย มือและลบด้วยเท้าในไม่ช้า

เนติบัณฑิตสภาอเมริกาลงใต้ สอบคดีมั่นคงพบถูกซ้อมเพียบ

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 24 ธ.ค. 54 ที่ห้องจะบังติกอ โรงแรม ซีเอส ปัตตานี มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจัดเสวนานำเสนอผลการศึกษา ข้อมูลสถิติคดีและข้อค้นพบในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคดีความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Case Audit) สนับสนุนโดยเนติบัณฑิตสภาแห่งอเมริกา (America Bar Association Rule of Law : ABA ) มีผู้เข้าร่วมประมาณ 50 คน

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมวิพากษ์ผลการศึกษา เพื่อปรับปรุงเป็นงานวิจัยที่สมบูรณ์ และสามารถนำไปผลักดันในเชิงนโยบายและเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป

นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี นำเสนอผลการศึกษาข้อมูลสถิติคดีและข้อค้นพบในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ว่า ผลการศึกพบว่า มีการนำตัวบุคคลเข้าสู่กระบวนการซักถามภายใต้กฎอัยการศึกใน 100 คดี มีผู้ถูกทำร้ายร่างกาย 33 คดี เจ้าหน้าที่ใช้วาจาที่ไม่สุภาพระหว่างซักถาม 35 คดี ถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ 25 คดี

นายอนุกูล นำเสนอต่อไปว่า ส่วนในการควบคุมตัวตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) มีผู้ถูกควบคุมตัวถูกทำร้ายร่างกาย 16 กรณี และเจ้าหน้าที่ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพระหว่างควบคุมตัวหรือถูกขู่เข็ญ 12 กรณี

นายอนุกูล นำเสนออีกว่า ในการจับกุมผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ปรากฏว่า มีผู้ต้องหาถูกทำร้ายร่างกายด้วยถึง 23 คดี เจ้าหน้าที่ใช้วาจาไม่สุภาพระหว่างถูกจับกุม 12 คดี และถูกขู่เข็ญ 13 คดี

นายอนุกูล กล่าวว่า จากสถิติพบการทำร้ายร่างกายระหว่างการควบคุมตัวภายกฎอัยการศึกมากที่สุด แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกังวลอย่างมาก คือการทำร้ายร่างกายระหว่างการสอบปากคำในชั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา

นางสาวเยาวลักษ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการ เนติบัณฑิตสภาแห่งอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ โครงการ Case Audit เป็นการตรวจสอบคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วระหว่างต้นปี 2553 ถึงต้นปี 2554 จำนวน 100 คดี โดยการนำสำนวนคดีมาตรวจสอบ ความชอบธรรมของเจ้าหน้าในการปฏิบัติงานทุกขั้น ตอนตั้งแต่การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ ป.วิอาญา มาทำเป็นฐานข้อมูลทางด้านคดีอย่างเป็นระบบ เรียกว่า แบบฟอร์มบันทึกข้อมูลทางคดี หรือ check list

นางสาวเยาวลักษ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้จัดทำแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลทางคดีอย่างเป็นระบบและมีฐานข้อมูลแล้ว สามารถที่จะให้นักวิชาการด้านกฎหมายหรือผู้สนใจมาศึกษาในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรม เพื่อให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของกระบวนการยุติธรรม

“สิ่งสำคัญที่สุด คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมต้องมาศึกษาดูว่า การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา มีปัญหาตรงไหน และต้องแก้ไขปรับปรุงต่อไปอย่างไร” นางสาวเยาวลักษ์ กล่าว

'เฉลิม' ลั่น 'เพื่อไทย' จะคัดค้านการแก้ ม.112 จนถึงที่สุด

ที่มา ประชาไท

ไม่ขัดข้องหากมีการทำประชามติในการแก้ไข รธน. แต่ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้ ยืนยันว่า 'เพื่อไทย' จะไม่แก้ไข ม. 112 และจะคัดค้านจนถึงที่สุด

24 ธ.ค. 54 - สำนักข่าวไทยราย งานว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยที่ให้มีการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้อง หากจะมีการทำประชามติ ไม่ว่าก่อนหรือหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะในช่วงที่หาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขรับธรรมนูญปี 2550 มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง ส.ส.ร.มาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จภายใน 240 วัน และหลังจากนั้นจึงค่อยสอบถามความเห็นของประชาชนว่าจะรับร่างฉบับดังกล่าว หรือไม่

“ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงอยากให้ทุกฝ่ายใจเย็น ๆ รอก่อน เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งมาทำงานได้เพียง 3 เดือน จึงควรที่จะทำงานในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ทั้งในเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ปราบเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน และการทุจริต หลังจากนั้นในช่วงเดือนที่ 9 จึงค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สาย เพราะว่าเป็นไปตามที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ส่วนการที่มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังปีใหม่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถือเป็นความเห็นของสมาชิกพรรคที่มีความหลากหลาย แต่ทั้งหมดควรที่จะให้เกิดการตกผลึกในพรรคก่อน และต้องฟังนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก ขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นการทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการแก้ไขหลักการของประเทศ ดังนั้น ผู้ที่ออกมาคัดค้านและผูกโยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความคิดที่ผิดและทำให้เกิดความสับสน

ส่วนกรณีที่แกนนำคนเสื้อแดงจะรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชนให้นำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ของ นพ.เหวง โตจิราการ กลับมาใช้นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นที่หลากหลาย และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว ขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีการเข้าไปแก้ไขในส่วนของมาตรา 112 และจะคัดค้านจนถึงที่สุด หากมีการแก้ไขในมาตราดังกล่าว ดังนั้น ขอให้อย่านำการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาผูกโยงกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

คกก.ปิดเว็บหมิ่นเผยพบเว็บไซต์ไม่เหมาะสมโดนปิดแล้วเปิดใหม่ ล่าสุดปิดอีก 87 เว็บ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 54 ที่ผ่านมา สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงาน ว่า พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษาสัญญาบัตร (สบ.) 10 ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ กำหนดนโยบายการป้องกัน และปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมาย หรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร หรือ เว็บหมิ่นฯ เปิดเผยว่า หลังจากได้ดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายกระทบความมั่นคงไปแล้ว 329 เว็บไซต์ พบว่า หลังจากนั้น บางเว็บไซต์กลับมาเปิดใหม่ โดยใช้วิธีเปลี่ยนหน้าเว็บ เปลี่ยนชื่อ แต่เนื้อหาสาระยังเป็นเช่นเดิม หากคนใดติดตามเว็บนั้นอยู่ ก็จะรู้ทันทีว่าเป็นเว็บเดิม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็จะตามปิดต่อ โดยล่าสุด ศาลอนุมัติปิดเว็บไซต์เพิ่มอีก 87 เว็บไซต์

ทั้งนี้ พลตำรวจเอก วรพงษ์ ยอมรับว่า การเผยแพร่ข้อความ หรือ รูปภาพ ในลักษณะหมิ่นสถาบัน บางครั้งถูกเผยแพร่ต่อในวงกว้าง จากลักษณะเฉพาะของบางเว็บ เช่น เว็บไซต์เฟสบุ๊ค ซึ่งหากเจ้าของล็อคอินหนึ่ง แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าเห็นด้วย หรือด่าทอ หรือ กดถูกใจ ภาพหรือข้อความที่ไม่เหมาะสมนั้นก็จะมาปรากฎบนหน้ากระดานข้อความ ของผู้ที่แสดงความเห็น ทำให้เพื่อนที่อยู่ในรายชื่อ ของบุคคลนั้นจะเห็นได้ทั้งหมดซึ่งจะยิ่งเป็นการเผยแพร่ไปเรื่อยๆ ฉะนั้น หากพบให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็นใดๆ

ศาลปกครองไต่สวนคดีบึงทุ่งกะโล่เผยราชการบุกรุกบึงต้นเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.54 ที่ผ่านมา ที่ศาลปกครองกลาง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่าชาวบ้านรอบบึงทุ่งกะโล่ ต.ป่าเส้าและ ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กว่า 60 คน เดินทางมาศาลปกครองกลางตามหมายเรียกของศาล เพื่อทำการไต่สวนคำขอการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา กรณีที่ชาวบ้านรอบบึงทุ่งกะโล่ได้ฟ้องปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เลขาธิการ สปก. และรมต.กระทรวงเกษตรฯ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตต่อศาลปกครองกลาง

ในการไต่สวนนั้น ตัวแทนชาวนา ได้เปิดเผยว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ละเมิดสิทธิประชาชนและสิทธิสิ่งแวดล้อม โดยอนุญาตให้หน่วยงานราชการจำนวนมากในจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าไปใช้ประโยชน์และถมที่ดิน ทำคันดินกั้นน้ำในทุ่งบึงกะโล่กว่า 2,000 ไร่ เพื่อสร้างตึก อาคาร สถานที่ จนทำให้สภาพบึงซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำตามธรรมชาติหรือแก้มลิง ที่มีพื้นที่กว่า 7,500 ไร่เปลี่ยนสภาพไป ได้รับผลกระทบตื่นเขิน และไม่สามารถรองรับน้ำที่ไหลบ่ามาจำนวนมากได้ ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมที่นาของชาวบ้าน ทำให้นาข้าวที่กำลังงอกงามถูกน้ำท่วมขังเสียหายไปนับพันไร่ โดยไม่มีหน่วยงานราชการใดออกมารับผิดชอบ

ทั้งนี้หน่วยงานราชการผู้ถูกฟ้องคดีได้ละเมิดกฎหมายหลายฉบับ อีกทั้งเป็นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ห้ามหน่วยราชการใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเด็ดขาด แต่หน่วยงานราชการในจังหวัดอุตรดิตถ์กลับฝ่าฝืน และไม่สนใจมติและข้อห้ามทางกฎหมายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าปล่อยให้หน่วยราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์เข้าไปทำคัดดิน ทำถนน และก่อสร้างอาคารในพื้นที่ชุ่มน้ำทุ่งบึงกะโล่ได้อีกในปัจจุบัน

การที่หน่วยงานราชการละเว้นเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ละเว้นเพิกเฉยเสียเองนั้น น่าที่จะเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตน้ำท่วม 2554 ที่ผ่านมา เพราะแหล่งรองรับน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ได้ถูกทับถมเป็นคันดิน ก่อสร้างตึกอาคารแทน ทำให้แก้มลิงตามธรรมชาติหายไป ที่สำคัญบางหน่วยงานราชการได้นำงบประมาณแผ่นดินนับ 100 ล้านไปถมที่ดินและสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ปล่อยให้เป็นที่ อยู่อาศัยของนกหนูงูและตัวเงินตัวทอง โดยที่ สปก.อ้างว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่สมาคมฯและชาวบ้านจะยอมไม่ได้ จะได้รวบรวมข้อมูลร้องต่อ ปปช.เพื่อสอบสวนลงโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มคดี ‘อากง’-ทนายขอขยายเวลาอุทธรณ์

ที่มา ประชาไท

23 ธ.ค.54 นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ “อากง” ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากกรณีส่ง SMS และถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเมื่อวันที่ 23 พ.ย.54 ระบุว่า ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นเวลา 30 วัน เป็นวันที่ 23 ม.ค.55 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเพิ่งได้คำพิพากษาฉบับเต็มเมื่อเร็วๆ นี้ และคดีมีรายละเอียดมาก อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่าทางอัยการก็ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์เช่นกัน

สำหรับคำพิพากษาฉบับเต็มนั้น มีจำนวน 13 หน้า ลงนามโดยผู้พิพากษา นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ และนางสาวภัทรวรรณ ทรงกำพล

ทนายความจำเลยระบุว่าคำพิพากษาฉบับเต็มมีการเพิ่มเติมข้อความที่ไม่ได้อ่านในวันพิพากษาหลายจุด และ ประชาไทขออนุญาตตัดข้อความที่เป็นคดีและข้อมูลส่วนบุคคลออก

(สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ด้านล่าง .pdf)

AttachmentSize
คำพิพากษาคดีอำพล.pdf976.75 KB

ยกฟ้องอีกคดี บึ้มโรงแรมซีเอส.ปัตตานี

ที่มา ประชาไท

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ (DSJ)

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 ธันวาคม 2554 ที่ห้องพิจารณาคดี 1 ศาลจังหวัดปัตตานี นายปาลิต สันทนาคณิต ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายฮันนาน หรืออาริกดิง จารง คดีหมายเลขดำที่ 1921/2552 และนายอับดุลย์ กามะ คดีหมายเลขดำที่ 328 /2553 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก่อการร้าย เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ฯลฯ ในคดีลอบวางระเบิดโรงแรมซีเอส ปัตตานี จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 12 คน เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 15 มีนาคม 2551

คำพิพากษาสรุปว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นเพียงว่า มีรถยนต์ยี่ห้อแดวู สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้า ขับเข้าไปที่จอดในเกิดเหตุเวลา 16.57 น. และขับออกไปเวลา 18.24 น. จากนั้น 2 นาที มีรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิเลขทะเบียน พน 5029 กรุงเทพมหานคร (บางข่าวเขียน ภน 5029 กรุงเทพมหานคร) คันที่เกิดระเบิดได้ขับเข้าไปในโรงแรม แต่ไม่ปรากฏภาพรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิซิ เข้าไปจอดแทนรถยนต์แดวู ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

คำพิพากษาสรุปอีกว่า ทั้งยังไม่ปรากฏชัดว่า รถยนต์ยี่ห้อแดวูได้เลี้ยววนเข้าไปรับผู้ที่ขับรถยนต์มิตซูบิซิออกจากที่ เกิดเหตุ ตามที่พนักงานฝ่ายสืบสวนสันนิฐานไว้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่านี้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการรับฟังว่า ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ยี่ห้อแดวูมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจกับการนำรถยนต์ที่มี ระเบิด เข้าจอดในที่เกิดเหตุ แม้พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยทั้ง 2 นั่งที่ลานชาชักของโรงแรมในวันเกิดเหตุและมีผู้เสียหายเคยให้การในชั้นสอบ สวนว่าจำเลยทั้ง 2 คือบุคคลที่อยู่ในรถยนต์ยี่ห้อแดวูคันดังกล่าว ก็ไม่ได้หมายความว่า จำเลยทั้ง 2 มีประพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 2 คือคนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดโรงแรงซีเอส ปัตตานี

คำพิพากษาสรุปต่อไปว่า นอกจากนั้นโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่สืบให้เห็นว่า จำเลยทั้ง 2 เป็น ผู้ก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดงเมื่อใดและร่วมกับใคร มีการฝึกทางร่างกายและจิตใจ ศาลไม่สามารถลงโทษจำเลยทั้ง 2 ได้ พิพากษายกฟ้อง

blognone: จดหมายเปิดผนึกถึงกสทช. เรื่องข้อเสนอสิทธิแห่งผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

ที่มา ประชาไท

note: วันนี้ผมมาร่วมงาน NBTC Public Forum ที่รับฟังความคาดหวังของภาคประชาสังคมต่อกสทช. ผมและ mk จึงร่างจดหมายเพื่อแสดงความคาดหวังของเราในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อแส ดงต่อกสทช. ในงานนี้ครับ

ถึง กสทช. ทุกท่าน

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา บริการโทรคมนาคมมีความสำคัญต่อชีวิตประชาชนขึ้นอย่างมาก คนจำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการเข้ามาของเทคโนโลยีโทรคมนาคม คนจำนวนมากมีชีวิตโดยต้องพึ่งพิงโทรคมนาคมเพื่อการดำรงค์ชีวิต ทั้งการอาชีพและการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคมตามอัตภาพ

เป็นเรื่องน่ายินดีที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ ได้กำหนดให้จัดตั้งสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) โดยที่ผ่านมาหน่วยงานแห่งนี้ก็ได้มีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิผู้บริโภคใน ประเด็นต่างๆ เรื่อยมา

แต่ความเปลี่ยนแปลงของสังคมในช่วงหลัง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ของไทยเป็นวงกว้าง แม้สบท. และกสทช. จะออกมาแถลงการเตือนผู้บริโภคต่อเหตุการณ์เหล่านั้น แต่กลับไม่ได้ออกแสดงถึงเจตน์จำนงค์ที่จะยืนยันสิทธิแห่งผู้บริโภค การออกแถลงการณ์เตือนให้ผู้บริโภคต้องระวังตัวเองนั้นแม้จะช่วยลดความเสี่ยง ให้กับผู้บริโภคแต่ในทางหนึ่งกลับเป็นการยอมรับให้ผู้บริโภคถูกกระทำ

ทีมงาน Blognone ขอเสนอสิทธิแห่งผู้บริโภค ที่หน่วยงานต่างๆ ทั้งกสทช. และสบท. ควรต้องยืนยันสิทธิเหล่านี้ให้กับผู้บริโภคทุกคน และเรียกร้องให้มีการสร้างกฏเกณฑ์เพื่อบังคับใช้ในการคุ้มครองสิทธิเหล่านี้ ให้กับผู้บริโภคทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ผู้บริโภคพึงสามารถใช้งานตามปรกติสุขได้โดยไม่ต้องมีกังวล: กรณีคดีอากง SMS เป็นคดีที่สร้างความกังวลต่อผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก การเตือนให้ผู้บริโภคพกเครื่องไม่ห่างตัวไม่ใช่การใช้งานอย่างเป็นปรกติสุข โดยทั่วไป หากการใช้งานโดยทั่วไปมีความเป็นไปได้ที่การกระทำจากตัวเครื่อง กระบวนการคุ้มครองผู้บริโภคต้องให้ความคุ้มครอง และเรียกร้องต่อสิทธิการใช้งานอย่างเป็นปรกติต่อไปโดยไม่มีความเสี่ยงใดๆ

ผู้บริโภคมีสิทธิกำหนดขอบเขตการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย: ปัญหาค่าใช้จ่ายสูงกว่าที่ผู้บริโภคคาดคิด ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ตจากในประเทศ หรือการใช้งานจากต่างประเทศ สร้างปัญหาและเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่องตามประวัติของสบท. และในอนาคตก็คาดว่าจะมีปัญหาในรูปแบบอื่นๆ ในแนวทางเดียวกันอีก จากความซับซ้อนของระบบการคิดค่าบริการของบริการโทรคมนาคม ผู้บริโภคควรมีสิทธิกำหนดขอบเขตการรับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายด้วยตัวเอง เช่นหากผู้บริโภคกำหนดความรับผิดชอบไว้ที่ 15,000 บาท เป็นหนัาที่ของผู้ให้บริการ ที่จะต้องไม่ปล่อยให้มีการใช้งานเกินกว่า 15,000 บาท โดยที่ผู้บริโภคยังไม่ได้รับแจ้งและมีการยินยอมเพิ่มขอบเขตความรับผิดชอบนี้ หากผู้ให้บริการให้บริการเกินกว่าขอบเขต ต้องถือเป็นความผิดของผู้ให้บริการและผู้บริโภคไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ส่วนเกิน

ผู้บริโภคมีสิทธิที่จะรับรู้เงื่อนไขและข้อจำกัดอย่างชัดเจน: เงื่อนไขของการใช้งานบริการต่างๆ ทางโทรคมนาคมนั้นมักมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนหลากหลาย หลายครั้งผู้ให้บริการเลือกที่จะนำข้อดีของบริการในเงื่อนไขหนึ่งๆ มาโฆษณาร่วมกับข้อดีในเงื่อนไขอื่นๆ ผู้บริโภคควรได้รับข้อมูลอย่างถูกต้อง และต้องมีการคุ้มครองให้ข้อความในโฆษณานั้นอยู่ภายในเงื่อนไขเดียวกัน เช่นโฆษณา "อินเทอร์เน็ตความเร็ว 7.2Mbps ไม่จำกัด" ที่จริงแล้วกลับเป็น "อินเทอร์เน็ตความเร็ว 7.2Mbps ในปริมาณ 5GB แรก และความเร็ว 512kbps ไม่จำกัด" หากการโฆษณาจำเป็นต้องรวบรัดเพื่อให้เหมาะกับพื้นที่โฆษณา ผู้บริโภคควรได้รับความคุ้มครองที่จะเห็นโฆษณาในเงื่อนไขเดียวกันเช่น "อินเทอร์เน็ต 7.2Mbps ปริมาณ 5GB" หรือ "อินเทอร์เน็ตไม่จำกัด 512kbps" โดยข้อความทั้งหมดต้องเด่นชัดในระดับเดียวกัน

ผู้บริโภคต้องได้รับความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล: บริการต่างๆ ทางด้านโทรคมนาคมนั้น เป็นผู้ให้บริการที่รับผิดชอบต่อข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทั้งข้อมูลทั่วไปเข่น ข้อมูลที่อยู่อาศัย หมายเลขโทรศัพท์ ตลอดจนถึงข้อมูลการสื่อสารระหว่างกัน กสทช. ต้องให้ความคุ้มครองผู้บริโภคที่จะไม่ถูกนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้งานอย่างไม่ เป็นธรรม เช่นการส่งต่อข้อมูลไปยังบริษัทในเครือหรือคู่ค้าเพื่อใช้ส่งโฆษณา จนถึงการส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่รัฐโดยไม่ผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง

ผู้บริโภคมีสิทธิในการเลือกประเภทบริการที่ต้องการใช้งาน: บริการ โทรคมนาคมหลายประเภทในตอนนี้มักผูกติดกันหลายต่อหลายประเภทบริการ เช่นบริการเสียงเพลงรอสายที่ผูกมากับบริการโทรศัพท์, หรือบริการอินเทอร์เน็ต ขณะที่มันอำนวยความสะดวกให้คนจำนวนมากเข้าถึงบริการต่างๆ ได้โดยง่าย ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งกลับไม่ได้ใช้บริการเหล่านั้น และไม่ต้องการให้บริการเหล่านั้นมารบกวนการทำงานประจำวัน ผู้บริโภคพึงสิทธิในการตัดบริการใดๆ ออกจากการรับบริการ เช่น บริการโทรศัพท์, บริการ SMS, บริการข่าวสาร, บริการโทรระยะไกล, หรือบริการอื่นๆ ผู้บริโภคทุกคนพึงมีสิทธิในการเลือกรับหรือไม่รับบริการเหล่านี้ตามความต้อง การของตนเอง เช่น ผู้ใช้บางรายที่ต้องการใช้งานเฉพาะการโทรศัพท์ พึงมีสิทธิที่จะตัดบริการอื่นออกทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีความกังวลกับค่าใช้ จ่ายที่เกิดขึ้น

ทีมงาน Blognone เชื่อว่าการคุ้มครองผู้บริโภคในสิทธิที่เสนอมาเหล่านี้จะทำให้ปัญหาร้อง เรียนต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกสทช. และสบท. น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว จากการคุ้มครองสิทธิอย่างสมเหตุผลให้กับผู้บริโภคก่อนที่จะเกิดกรณีพิพาท ระหว่างผู้บริโภคกับผู้ให้บริการ ผู้บริโภคจะสามารถมั่นใจที่จะใช้บริการต่างๆ และสามารถวางใจที่จะใช้บริการโทรคมนาคมได้สืบไป

เราหวังว่า กสทช., สบท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ จะรับพิจารณาข้อเสนอนี้ และมีการดำเนินการให้ออกมาเป็นข้อบังคับในส่วนที่อยู่ในอำนาจกสทช. และข้อเรียกร้องหรือการดำเนินการอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือไปจากอำนาจของกสทช. เพื่อให้มีผู้บริโภคได้รับความคุ้มครองตามที่สมควรได้รับต่อไป

วสันต์ ลิ่วลมไพศาล
อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์

ผู้ดูแลเว็บไซต์ Blognone.com

รายงาน: ตามหานิยาม ‘นักโทษการเมือง’ และเสียงสะท้อนจากห้องขัง

ที่มา ประชาไท

“คุกการเมือง” ที่โรงเรียนพลตำรวจบางเขน เป็นอันเลื่อนจากกำหนดเดิม 21 ธ.ค.54 ออกไปโดยยังไม่มีกำหนดใหม่แน่ชัด เพราะสถานที่ยังปรับปรุงไม่เสร็จ และรัฐบาลกำลังเร่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาคุณสมบัติผู้ต้องขังว่าใครเข้าข่าย ถูกย้าย หลังนิยาม “นักโทษการเมือง” ถูกทักถามอย่างหนัก เบื้องหลังของคำถามคือความกลัวว่าจะเป็นการเตรียมสถานที่ไว้ให้ “ทักษิณ ชินวัตร”

คนต้นคิดอย่าง คอป.เองก็ไม่ได้นิยามคำนี้ไว้ คณิต ณ นคร ประธาน คอป.ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทย “ไม่มี” นักโทษการเมืองแล้วในยุคนี้ แต่ยังยืนยันให้มีการแยกคุมขัง

“ผู้ต้องหาและจำเลยมิใช่เป็นผู้ร้ายหรืออาชญากรดังเช่นในคดีอาญาตามปกติ แต่เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีมูลเหตุทางการเมือง หากไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว รัฐบาลสมควรจัดหาสถานที่ในการควบคุมที่เหมาะสมที่มิใช่เรือนจำปกติเป็นสถาน ที่ควบคุมผู้ต้องหาและจำเลย ดังเช่นที่เคยใช้กับนักโทษทางการเมืองในอดีต” ตอนหนึ่งในข้อเสนอครั้งที่ 2 ของคอป. ซึ่ง หมายรวมไปถึงคดี มาตรา 112 ด้วย

ในที่สุดข้อเสนอนี้ก็ถูกนำมาปรับใช้ หลังจาก คอป.พูดถึงเรื่องนี้ครั้งแรกเมื่อเดือนสิงหาคม 54 และออกรายงานฉบับที่ 2 ย้ำเรื่องนี้อีกครั้ง พร้อมมอบภาระให้รัฐบาลเป็นผู้จำแนกแจกแจงเอาเอง


ตามหานิยาม “นักโทษการเมือง”

หน่วยงานที่ทำเรื่อง “นักโทษการเมือง” มายาวนานที่สุด หนีไม่พ้นองค์กรนิรโทษกรรมสากล หรือ เอไอ (AI:Amnesty international)

เบนจามิน ซาวากกี้ (Benjamin Zawacki) นักวิจัยของเอไอ ให้ความเห็นว่า

โดยปรกติแล้วแอมเนสตี้ไม่ได้เรียกร้องให้มีการแยกกันระหว่างนักโทษการเมืองจากนักโทษอื่นๆ ในแง่ของนโยบาย

อย่างไรก็ตาม อาจมีในบางกรณีที่แอมเนสตี้อาจจะเรียกร้องให้มีการแยกการคุมขังนักโทษ รวมถึงนักโทษการเมืองด้วยเหตุผลอื่นๆ คือ นักโทษที่อยู่ในระหว่างรอการพิจารณาคดีควรแยกออกจากนักโทษที่ถูกตัดสินแล้ว (ขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองในที่ต่างๆ) ตามกฎมาตรฐานเบื้องต้นในการปฏิบัติต่อนักโทษ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าวดูจากสถานะการถูกตัดสินของนักโทษ ซึ่งมีผลกับนักโทษที่ยังไม่ถูกตัดสินทุกคนรวมถึงนักโทษการเมืองด้วย

เช่นเดียวกัน หากว่านักโทษการเมืองตกอยู่ในความเสี่ยงจากนักโทษคนอื่นๆ แอมเนสตี้ก็จะเรียกร้องให้เขาถูกแยกคุมขัง โดยให้เหตุผลว่าเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องมีหน้าที่ในการปกป้องนักโทษจากภัย อันตรายโดยบุคคลที่สาม เช่นเดียวกัน นี่ก็ไม่ได้มีผลเฉพาะกับนักโทษการเมืองเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับนักโทษไม่ว่าใครก็ตาม

ส่วนในกรณีของประเทศไทย แอมเนสตี้สนับสนุนข้อเสนอแนะของคอป. ตราบใดที่เกี่ยวข้องกับนักโทษที่อยู่ในระหว่างการรอพิจารณา และนักโทษที่เสียงต่ออันตรายจากนักโทษคนอื่นๆ

หากเราค้นในเว็บไซต์ของเอไอจะ พบว่า เอไอให้นิยามคำว่านักโทษการเมืองว่าเป็นนักโทษที่มีองค์ประกอบของความเป็น การเมือง ไม่ว่าจะเป็นแรงจูงใจของการกระทำของนักโทษ การกระทำ หรือแรงจูงใจของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยคำว่าความเป็นการเมืองนั้นหมายถึงแง่มุมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับ “การเมือง” เอไอมีจุดยืนเรียกร้องให้นักโทษการเมืองต้องได้รับการพิจารณาคดีและไต่สวน อย่างยุติธรรมภายในเวลาที่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายถึงว่านักโทษการเมืองเหล่านี้ได้รับสถานะพิเศษหรือควรได้รับ การปล่อยตัว

นักโทษการเมือง รวมถึงนักโทษมโนธรรมสำนึก (Prisoners of Conscience) หมายถึงนักโทษที่คัดค้านหรือต่อต้านระบบการเมืองทั้งระบบ หรือนักโทษที่ทำงานอยู่ในกรอบของกฎหมายหรือระบบการเมืองของประเทศนั้นๆ และต้องไม่ใช้ความรุนแรง นักโทษประเภทนี้เป็นประเภทเดียวที่เอไอเรียกร้องให้ปล่อยตัวโดยทันที ซึ่งในประเทศไทยเอไอระบุไว้เพียงรายเดียวคือ ผู้ต้องหาหมิ่นฯ ชาวจังหวัดระยอง จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค

ตัวอย่างนักโทษการเมืองที่เอไอให้ไว้ เช่น

· บุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือตัดสินจากคดีทางอาญาที่มีแรงจูงใจทางการเมือง เช่นการฆาตกรรมหรือการปล้นที่เป็นไปเพื่อสนับสนุนจุดประสงค์กลุ่มฝ่ายค้าน ทางการเมือง

· บุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือถูกตัดสินจากคดีอาญาในบริบททางการเมือง เช่น ที่การประท้วงของกลุ่มสหภาพปรงงานหรือชาวนา

· สมาชิกของกลุ่มติดอาวุธที่ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหากบฏหรือเป็นภัยต่อสังคม (คดีความมั่นคง)

พิภพ อุดมอิทธพงศ์ นักกิจกรรมจากกลุ่ม Article 112 ให้ความเห็นว่า

คำว่า “นักโทษการเมือง” เป็นคำทีเป็นปัญหาเนื่องจากไม่มีนิยามที่ชัดเจน แม้แต่ในทางสากล ทำให้การนิยามหลายครั้งยังลักลั่น อย่าง ดา ตอร์ปิโด จะนับเป็นนักโทษทางความคิดหรือนักโทษการเมืองหรือไม่ หากนับนักโทษคดีหมิ่นฯ บางรายเป็นนักโทษทางความคิด องค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับพม่าก็จะนับว่าฝ่ายค้านทั้งหมดที่อยู่ในเรือนจำคือ นักโทษการเมือง

สำหรับความเห็นส่วนตัว พิภพ คิดว่า คนที่แสดงความเห็นในทางต่อต้านรัฐบาลแล้วถูกจับควรนับเป็นนักโทษการเมือง แต่โดยทางสากลแล้ว แม้แต่ยูเอ็นก็ไม่ได้จำแนกให้มีข้อปฏิบัติเป็นพิเศษ แต่มีข้อปฏิบัติพื้นฐานสำหรับนักโทษทุกคน ดังนั้นโดยหลักการเขาจึงไม่เห็นด้วยที่จะมีการปฏิบัติที่แตกต่าง แต่ควรพัฒนาหลักปฏิบัติขั้นต่ำสำหรับนักโทษในเรือนจำทั้งหมด และยังเห็นว่าการพยายามจำแนกนักโทษการเมืองเป็นการแก้ปัญหาแบบไทย ไม่ได้แค่ที่ระบบ นอกจากนี้ยังไม่มีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถรวมนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพเป็นนักโทษทางการเมืองได้ หากต้องจัดทำหลักการเป็นกฎหมายก็เชื่อว่ากฤษฎีกาจะไม่ยอมผ่านแน่นอน และเชื่อว่า คอป.เสนอโดยที่รู้อยู่แล้วว่าปัญหานี้อย่างไรก็ไม่สามารถแก้ได้ทะลุ

“แต่เฉพาะหน้าผมก็เห็นใจ คนที่ติดคุกมันก็แย่ แต่โดยหลักการแล้วการจำแนกเช่นนี้ไม่ได้แก้ปัญหาระยะยาว”

ไทเรล ฮาเบอร์คอร์น (Tyrell Haberkorn) นักวิจัยประจำภาควิชาการการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมือง มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งเข้ามาทำวิจัยในประเทศไทยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความรุนแรงของรัฐ ตั้งแต่ 2475 จนถึงปัจจุบัน ให้ความเห็นว่า

เห็นด้วยกับข้อเสนอของ คอป. และการจัดการแยกการคุมขังคดีที่เกี่ยวพันกับการเมือง และเห็นว่านักโทษการเมืองควรมีนิยามครอบคลุมคนที่ถูกดำเนินคดีอาญาธรรมดา เนื่องจากการมีความเห็นที่แตกต่าง และกระบวนการยุติธรรมถูกทำให้เป็นการเมืองในกรณีดังกล่าว ซึ่งจะเห็นได้ชัดในคดีเกี่ยวกับความผิดในมาตรา 112 หรือแม้แต่คดีเกี่ยวกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากตัวพ.ร.ก.ฉุกเฉินเองก็มีปัญหาความชอบธรรม และจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง

สำหรับทางออกนั้น ไทเรลเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมควรมีความโปร่งใสและเปิดให้ตรวจสอบ แต่การแก้ปัญหาที่ยากยิ่งกว่าคือ “อุดมการณ์” ซึ่งนักโทษจำนวนมากเมื่อมีอุดมการณ์แตกต่างจากคนส่วนใหญ่แล้วก็จะถูกมองว่า ไม่เป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยก็เป็นกระแสทั่วโลก แม้แต่ประเทศเสรีอย่างอเมริกาก็มีความพยายามผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ที่จะให้ คุมขังผู้ต้องหาเกี่ยวกับคดีก่อการร้ายอย่างไม่จำกัดเวลา

เสียงจากเรือนจำ

กว่าที่ คอป.จะนำเสนอข้อเสนอแยกที่คุมขังเวลาก็ล่วงเลยมากว่าปี ผู้ต้องหาจำนวนมากที่โดนคดีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ คอป.ระบุถึงอย่างชัดเจนล้วนอยู่ในเรือนจำมาจนเต็มเวลาและได้ออกจากเรือนจำไป เป็นจำนวนมากแล้ว รวมถึงส่วนที่โทษยังเหลืออยู่เล็กน้อยและได้รับการอภัยโทษไปเมื่อวันเฉลิม พระชนมพรรษา อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้ต้องขังอีกจำนวนหนึ่งถูกคุมขังอยู่ระหว่างสู้คดี หรือแม้แต่คดีถึงที่สุดแล้วแต่ไม่ได้รับอภัยโทษเพราะมีโทษสูง

ธันฐวุฒิ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ออกแบบเว็บ นปช.ยูเอสเอ ที่ต้องโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และถูกตัดสินจำคุก 13 ปี เขาถูกขังมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน ต่อสู้คดี พิพากษา กระทั่งชั้นศาลอุทธรณ์เกือบ 2 ปี โดยไม่ได้รับกาประกันตัว ธันย์ฐวุฒิ เป็นผู้หนึ่งที่เรียกร้องให้มีการแยกการคุมขังตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้าไปอยู่ ในเรือนจำใหม่ๆ รวมทั้งการปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังโดยทั่วไป เนื่องจากพบสภาพผู้ต้องขังล้นเกิน อีกทั้งยังมีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นอกจากนี้เขายังระบุอีกว่าผู้ต้องขังจากเหตุเกี่ยวเนื่องกับการเมืองทั้ง หมดไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองที่พวกเขาร่วม ต่อสู้เท่าที่ควร ทำให้ต้องใช้ชีวิตในเรือนจำอย่างยากลำบากเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นคนจน คนชั้นล่างของสังคมที่เข้ามาร่วมขบวนการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้

ขณะที่ญาติของผู้ต้องขังในต่างจังหวัดบางส่วนอาจจะมีมุมมองที่ต่างออกไป เพราะหากสามี พ่อ ลูกชาย ของพวกเขาเข้ามาอยู่ที่คุมขังแห่งใหม่ในกรุงเทพฯ จะยิ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางมาเยี่ยมมากกว่าเดิม

(สำหรับผู้สนใจสถานการณ์ในเรือนจำ เตรียมพบกับจดหมายของผู้ต้องขังเล่าเรื่องชีวิตในเรือนจำ และคู่มือปฏิบัติสำหรับผู้เข้าเยี่ยม เร็วๆ นี้)

เปิดจดหมายยื่นรัฐบาล ไทยควรให้สัตยาบันกรุงโรมที่ลงนามไปตั้งแต่ปี 43

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 ธันวาคม 2554

เปิดจดหมายจากคนไทยในต่างประเทศ ร้องรัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้สัตยาบันกรุงโรม หลังจากไทยลงนามไปเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ย้ำข้อดีหลายอย่างรวมถึงการป้องกันการสังหารหมู่คนไทยกันเองจากน้ำมือรัฐฯ หรือทหาร

จดหมายฉบับดังกล่าวซึ่งส่งมาจากท่านผู้อ่านท่านหนึ่ง ได้ถูกเขียนขึ้นโดย สหภาพประชาธิปไตยประชาชน เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ลงนามถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีรายละเอียดทั้งหมดดังนี้


คนยื่นหนังสือบอก"ทำเพื่อทุกสี" ในขณะที่บัวแก้วคนรับหนังสือบอก "ไม่นิ่งนอนใจ"

(แนวหน้า 20 ธ.ค.) เมื่อเวลา 14.30น.ที่กระทรวงการต่างประเทศ นางกรรณิกา K.Nielsen ตัวแทนในนามสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนพร้อมด้วยสมาชิกอีกกว่า 50 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อนายนาวิน บุญเสรฐ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่ง รัดลงสัตยาบันอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศที่ได้ลง นามมาตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2543 แต่ขณะนี้ยังค้างพิธีการลงนามให้สัตยาบัน ซึ่งส่งผลให้ข้อตกลงกฎเกณฑ์ของศาลอาญาระหว่างประเทศยังไม่สมบูรณ์และยังไม่ มีผลในทางปฏิบัติ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ที่มาเรียกร้องครั้งนี้ทำเพื่อต้องการเรียกร้องความยุติธรรมให้กับคดี 91 ศพ ใช่หรือไม่นางกรรณิกากล่าวว่าที่มายื่นในครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับสีแต่มาทวง เพื่อทุกคนทุกสี

นายนาวินกล่าวว่า เรื่องการให้สัตยาบันอนุสัญญาธรรมนูญกรุงโรมนั้นตอนนี้ยังติดขัดอยู่ที่ เรื่องข้อกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ทางกระทรวงการต่างประเทศเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเคยมีการหารือมา แล้วครั้งหนึ่งเมื่อประมาณมกราคม 2554 และจะมีการหารืออีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม 2555 นี้

ทั้งนี้ ทางกลุ่มสหภาพเพื่อประชาธิปไตยประชาชนยังกล่าวอีกว่าหลังจากยื่นหนังสือที่ กระทรวงการต่างประเทศเสร็จแล้วทุกคนก็จะเดินทางไปยื่นหนังสือต่อที่ทำเนียบ รัฐบาล
(ข่าวสด 20 ธ.ค.)
ยื่นรัฐบาลลงสัตยาบันกรุงโรม

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชาญ ไชยะ ตัวแทนสหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชน เข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีโดยสมบูรณ์ โดยมีนางประภาศรี บุญวิเศษ ผอ.ศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐ มนตรี เป็นผู้รับหนังสือ

สำหรับหนังสือเรียกร้องดังกล่าวระบุว่า นับจากเหตุการณ์สังหารประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค. 2553 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 1 ปีครึ่งเเล้ว แต่ยังไม่มีการจับกุมคนสั่งปราบปรามประชาชนมาลงโทษตามกฎหมายได้เลย และจากการติดตามข้อมูลข่าวสารตลอด ทำให้ทางสหภาพเห็นถึงความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวังของผู้สูญเสีย บางคนสูญเสียลูก สามี พ่อ ซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัว ผู้สูญเสียทั้งหมดเห็นตรงกันว่าไม่ได้รับความยุติธรรมมาตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา

เอาผิดคนสั่งการ-คดี 91 ศพ

หนังสือระบุว่า การออกมาทวงถามความยุติธรรม เพื่อหวังให้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ไขกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวในอดีตให้ กลับคืนสู่ปกติ และหวังว่าคดีความที่ล่าช้าจะได้รับการแก้ไข และดำเนินคดีผู้ที่สั่งการสลายการชุมนุม ถือเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่อาจนิ่งดูดายได้ แต่ทั้งนี้การออกมาเคลื่อนไหวไม่ใช่แค่สะสางคดี 91 ศพ ให้เกิดความยุติธรรมอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังมุ่งหวังให้เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้เกิดการสังหารคนที่มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง รัฐบาลต้องทำให้เป็นรูปธรรม และต้องทำให้เป็นที่ยอมรับจากสังคมโลกด้วย

"เมื่อเดือนต.ค.ที่ผ่านมา องค์กรเครือข่ายระหว่างประเทศ ที่มีสมาชิกกว่า 2,500 องค์กร และหน่วยงานจาก 150 ประเทศทั่วโลก ทำหนังสือถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเข้าร่วมภาคีศาลอาญา ระหว่างประเทศ เพื่อต้องการให้รัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงที่จะร่วมกับประชาคมโลก ในการต่อสู้ต่อต้านกับระบบลบล้างความผิด ด้วยการให้สัตยาบันกรุงโรม ซึ่งเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศแห่งแรก และแห่งเดียวของโลก ที่มุ่งจัดการกับคดีที่มีลักษณะเป็นอาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ที่สำคัญข้อเรียกร้องของสังคมโลกครั้งนี้ มีผลกับคดีการสังหารหมู่ 91 ศพ ใจกลางกรุงเทพฯ แน่นอน" หนังสือระบุ

เตือนสติรัฐปราบประชาชน

หนังสือร้องเรียนระบุด้วยว่า การลงสัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่จะนำตัวคนสั่ง ขึ้นสู่ศาลอาญาระหว่างประเทศได้ ที่สำคัญการเข้าร่วมภาคีศาลอาญาระหว่างประเทศ ยังเป็นเครื่องเตือนสติอำนาจรัฐ ไม่ให้ใช้อาวุธปราบปรามประชาชนในอนาคต ดังนั้น กิจกรรมการรณรงค์เร่งด่วนที่สหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชนจะดำเนินการ คือการรณรงค์เรียกร้องให้ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ

หนังสือระบุอีกว่า โดยสมาชิกสหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ได้พบปะปรึกษาหารือ และจัดการศึกษาเกี่ยวกับขั้นตอนการลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ และจะดำเนินการติดต่อขอความสนับสนุนจากเครือข่ายองค์กรต่างๆ ในยุโรป ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยลงนามสัตยาบันกรุงโรม ว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยสหภาพยุโรปประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ยินดีต้อนรับองค์กรและทุกคนที่รักประชาธิปไตย เพื่อรณรงค์ให้ประเทศไทยลงนามให้สัตยาบันอนุสัญญากรุงโรม



รายละเอียดธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ จาก Wikipedia


ธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (อังกฤษ: Rome Statute of the International Criminal Court) หรือเรียกโดยย่อว่า "ธรรมนูญกรุงโรมฯ" (Rome Statute) เป็นสนธิสัญญาซึ่งมีเนื้อหาสาระเป็นการจัดตั้งและจัดเขตอำนาจศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ธรรมนูญนี้ได้รับความเห็นชอบจากประเทศต่าง ๆ ณ การประชุมทางการทูตที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2541[4] [5] และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2545[2] โดยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปรากฏว่ามีประเทศเข้าเป็นรัฐภาคีแห่งธรรมนูญนี้แล้วจำนวนหนึ่งร้อยแปด ประเทศ[2]

ขณะนี้ ประเทศไทยได้ลงนามในธรรมนูญกรุงโรมฯ แล้วตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2543 แต่ยังมิได้เข้าเป็นรัฐภาคี
(อ่านเพิ่มเติมจาก wikipedia)


แผนที่แสดงประเทศที่ให้สัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรมฯ สำรวจในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2551


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

- ดวงจำปา: สยบข่าวลือ "ศาลอาญาระหว่างประเทศ จะเข้ามาดำเนินดคีในประเทศไทย" / Thai E-news / 14 ธ.ค. 54

- ดวงจำปา: ขยายความต่อ "กรณีประเทศไทย กับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ" / Thai E-news / 19 ธ.ค. 54