WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, December 25, 2011

มุกหอม วงษ์เทศ: ความยุติธรรมอยู่ที่อื่น

ที่มา ประชาไท

น่าเสียดายที่รัฐธรรมนูญไทยมิได้ใส่บทบัญญัติตามที่หลวงวิจิตรวาท การเคยเสนอไว้อย่างน่ายกย่องในความสุขุมคัมภีรภาพว่า “สยามจะต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงราชย์และปกครองชั่วนิรันดร ถ้ามีข้อความดั่งนี้จะเป็นประโยชน์ในการรักษาจารีตประเพณีของเราอันหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยก็จะเป็นบทบังคับว่าเราจะเป็นรีปับลิกไม่ได้” เพราะหากประกาศอย่างชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรดังนี้แล้วก็จะได้ไม่ต้องเสีย เวลาซักถามแบบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินที่เข้มงวดว่า เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า

โชคดีที่ประเทศ “มุขปาฐะ” อย่างเราไม่ได้อยู่กันด้วย “ลายลักษณ์อักษร” ถึงไม่มีบทบัญญัติ เราก็ได้รับการอบรมบ่มเพาะกันมาอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือออกด้วย ซ้ำว่า ความเชื่องเป็นทั้งคุณธรรมและคู่มือการเอาชีวิตรอด

ในสังคมที่ “รีปับลิก” หรือระบอบใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่ระบอบที่ให้ประมุขของรัฐสืบทอดทางสายโลหิต เป็นรสนิยมหรือจุดยืนทางการเมืองในนรกที่สงวนไว้สำหรับคนที่พร้อมจะตายแบบ ไร้เมรุและไม่ขอเกิดใหม่ในประเทศเดิมแล้วเท่านั้น คำถามและหัวข้อที่ข้าพเจ้าคิดว่าน่าถกเถียงแบบมีอารยะกว่า “Monarchy or Anti-Monarchy?” ได้แก่

“Monarchy : Pride or Shame?”
“Thai ultra-royalists: the discreet charm of backwardness or how did they become the laughing-stock of the world.”
“To be (พสก), or not to be (พสก): that is the question.”
“Is “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” a free choice or mass hysteria?”
“How to be Thai and a rational being at the same time.”
“Is religious extremism the underlying logic of Thailand’s ‘lese majeste’ law?”
“How to talk about the Monarchy without วัฒนธรรมราชาศัพท์ and how to live with the Monarchy without วัฒนธรรมหมอบคลาน.”
“Which language convention is more dehumanizing: ‘แม่ง’ or ‘ทรง’?”

คดี “อากง” ทำให้นานาอารยะประเทศต้องหันมาจับจ้องประเทศไทยด้วยดวงตาลุกโพลงมากขึ้นสม กับที่ฝันใฝ่กันมานานที่จะอวด “ความเป็นไทยที่ทำให้โลกตะลึง” แม้จะจุดชนวนความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่คดีอากงซึ่งกลายเป็นคดีตัวอย่างสมบูรณ์แบบของความเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ ต้องไม่ถูกใช้เพื่อจำกัดขอบเขตของประเด็นแค่ว่า จำต้องเป็นกรณีที่จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ “ ไม่ได้ทำอะไรเลย” เท่านั้น จึงสมควรแก่เหตุที่จะปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ มิฉะนั้น “ใครก็ได้” ก็อาจตกเป็นเหยื่อโดยการฟ้องของ “ใครก็ได้” เมื่อใดก็ได้ โดยมีพยานหลักฐานชี้ชัดหรือไม่ก็ได้

โดยมาตรฐานความยุติธรรมสากลแล้ว ต่อให้จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความจริง (ซึ่งถูกห้ามไม่ให้เผยแพร่ราวกับเป็นข้อความที่มีเวทมนต์) ก็ต้องไม่ใช่ความผิดโดยอัตโนมัติ และต่อให้มีการกระทำการ “ดูหมิ่น” หรือ “หมิ่นประมาท” จริง ก็ไม่อาจถูกดำเนินคดีและลงโทษตามมาตรฐานไทยอย่างที่เป็นอยู่ได้

สำหรับประเทศที่มีระดับความเจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจสูงกว่าไทย (โดยไม่ได้ต้องสมาทานพุทธศาสนา) พวกเขาทั้งหลายต่างตะลึงพรึงเพริดกันว่า ประเทศที่ลงทัณฑ์คนคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความส่วนตัวไปถึงคนอีกคน หนึ่งด้วยการจำคุกยี่สิบปีนั้นมันเป็นประเทศชนิดใดกัน? ประเทศเยี่ยงนี้ไม่ใช่ประเทศเสรีประชาธิปไตย ประเทศเยี่ยงนี้เป็นประเทศป่าเถื่อนไม่ศิวิไลซ์ ประเทศเยี่ยงนี้ไม่ใช่ ประเทศที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม (เลิกหน้าด้านอ้าง เลิกหลอกทั้งตัวเองและนานาชาติเสียทีเถอะ)

“ประเทศเหี้ยอะไรวะ!”

ด้วยความเคารพและด้วยความสุจริตใจ ในประเทศแบบคำกึ่งอุทานกึ่ง จำกัดความข้างต้น การวิจารณ์เรื่องบางเรื่องโดยไม่ดูหมิ่นในทางใดทางหนึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่ง ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เหตุอันควรยกเว้นความผิดจึงอาจจะคือ ดูหมิ่นโดยสุภาพและมีหลักวิชา ดูหมิ่นเพราะเหลืออดต่อความอยุติธรรม ดูหมิ่นเพราะสุดทนกับความต่ำช้าสามานย์ ดูหมิ่นเพราะตื่นตระหนกกับความตลบแตลง ดูหมิ่นเพราะรำคาญความงี่เง่าปัญญาอ่อน หรือดูหมิ่นเพราะมันเป็นความจริง

แต่ในเมื่อทุกวันนี้ทุกฝ่ายต่างดูหมิ่นกันและกันเป็นนิจสินอย่างมิ อาจรอมชอมกันได้ แถมยังใช้โวหารอ้างมโนทัศน์เดียวกันอย่างสุดมหัศจรรย์ การใคร่ครวญความชอบธรรมและบริบทของการดูหมิ่นด้วยเหตุด้วยผล หรือพินิจพิจารณาว่าดูหมิ่นจากฐานคิดอะไรและด้วยวิธีการแสดงออกอย่างไรจึง อาจจะดีกว่า และช่วยในการตีความและชั่งน้ำหนักว่า แบบใดสมควรแก่เหตุ แบบใดต่ำทรามถ่อยสถุล หรือแบบใดยากจะชี้ชัดและต้องโต้แย้งไม่มีที่สิ้นสุด

คำดูหมิ่นและหมิ่นประมาทประเทศข้างต้นนั้นความจริงแล้วสบถกันใน ประเทศนี้ได้ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที หรือถ้าจะทำให้เป็นกิจวัตร ไม่ฟุ่มเฟือยจนเสียสุขภาพจิต จะเจ็ดแปดโมงเช้าที ห้าหกโมงเย็นที ทุ่มสองทุ่มอีกที ก็กำลังดี

“เหี้ย-ระยำ-บัดซบ” คำทำนองนี้อาจเป็นคำหยาบคาย เป็นคำระบายความโกรธแค้นและอัดอั้นตันใจ หรือเป็นเพียงอาวุธอันอ่อนปวกเปียกของผู้อ่อนแอที่กำลังถูกเหยียบขยี้ด้วย จารีต ด้วยกฎหมาย และด้วยความบ้าคลั่งที่ยังตกต่ำไม่ถึงขีดสุด

112

ผลสะเทือนของความเคลื่อนไหวเรื่องมาตรา 112 ทำให้เหล่ารอยัลลิสต์ชั้นนำที่ไม่ใช่กลุ่มล่าแม่มดกระหายเลือดหรือสื่อ อัปรีย์ออกอาการได้สติบ้าง ไม่ได้สติต่อไปบ้าง กรณีที่จนถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ได้สติก็เป็นเรื่องน่าสลดใจ ส่วนกรณีที่ได้สติ สติที่ได้ก็อยู่ภายใต้เพดานของความเป็นรอยัลลิสต์ไทย คือเป็นสติที่ไม่สมประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง เสแสร้งตบตา หรือหลอกตัวเอง สติที่ไม่สมประกอบนั้นก็คือการยอมรับเฉพาะประเด็นว่าสถาบันกษัตริย์ถูกใช้ เป็นเครื่องมือทางการเมือง แม้ประเด็นที่ถูกอ้างซ้ำๆ จนฟกช้ำนี้จะจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การยก “เฉพาะ” ประเด็นนี้ประเด็นเดียวกลับคือการใช้ประเด็น “สถาบันฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ในการแสดงทัศนะของตนเองเพื่อสร้างความไขว้เขวแก่สาธารณชนว่านี่เป็นจุด “เดียว” ของประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งเป็นการดึงปัญหาออกนอกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

แน่นอนว่าการรณรงค์การปฏิรูปหรือยกเลิก 112 ก็เป็นการเมืองเช่นกัน แต่เป็นการเมืองของการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่เพื่อการถกเถียงปัญหาที่แท้ จริงกันอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม ไม่ใช่การเมืองของการเบี่ยงเบนประเด็นปัญหาเพื่อที่จะโฟกัสไปที่จุดเดียว และปกปิดจุดอื่นๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าต่อไป ปัญหาใหญ่ที่ถูกกลบเกลื่อนคือความจริงที่ว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ถูกใช้ทาง การเมืองฝ่ายเดียว และการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์และอุตสาหกรรมวัฒนธรรมโฆษณาชวนเชื่อดังที่ เป็นอยู่มีความไม่ถูกต้องตามหลักการแห่งระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและ หลักเสรีประชาธิปไตยอยู่อย่างมากล้น

ไม่น่าแปลกใจที่ฝ่ายนิยมเจ้าระดับอีลีตจะยอมรับว่า 112 มีปัญหา แม้จะสร้างความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและดูน่าเลื่อมใสกว่าพวก นักเทศน์ไม่ลืมหูลืมตาและพวกอันธพาลที่เชื่อว่าการไล่คนออกนอกประเทศเป็น วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ แต่การยอมรับนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ช่วงชิงการกำหนดเนื้อหาและทิศทางเพื่อการ แก้ไขปรับเปลี่ยนให้น้อยที่สุดและรักษาอุดมการณ์ สถานะ อำนาจ บารมีเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วจึงยกเป็นข้ออ้างว่าได้ “ปรับปรุง” ให้เหมาะสมดีงามทุกประการแล้ว พวกเรียกร้องเสรีภาพจงหุบปากแล้วกลับบ้านไปสำนึกในบุญคุณที่ได้รับเสรีภาพ ปริมาณเท่าเดิมแต่ติดคุกน้อยลง

แต่ถ้าฝ่ายรอยัลลิสต์จะมีความซื่อสัตย์ต่อความเชื่อตนเอง ก็ควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมาและไม่กะล่อนว่า พวกเขาต้องการให้สถาบันกษัตริย์มีอำนาจ “ล้นเกิน” แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ถูกตรวจสอบ ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องรับผิด และไม่ถูกจำกัดอำนาจด้วยกฎเกณฑ์ข้อบังคับของระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตามครรลองประชาธิปไตย การยอมรับง่ายๆ เช่นนี้เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยสะดวกและปลอดภัย เพราะจะไม่ถูกกระบวนการยุติธรรมมาตอแยเพื่อจัดสรรปันส่วนความอยุติธรรมให้

ในบรรดาข้อโต้แย้งต่างๆ ของฝ่ายนิยมเจ้าที่ต้องการจะบอกเพียงแค่ว่าทุกอย่างที่เป็นอยู่นั้น “ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว” พวกไม่เข้าใจประเพณีวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งอย่ามาสะเออะ ไม่มีอะไรจะน่าทึ่งไปกว่าการอ้างหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม หลักความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน ศีลธรรม คุณธรรม มนุษยธรรม ผสมปนเปกับความเป็นไทยอันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ประวัติศาสตร์ไทยอันเก่าแก่โบราณ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมไทยอันล้ำเลิศประเสริฐศรี เมื่อฟังหรืออ่านจนหายเคลิ้มแล้ว อรรถาธิบายอันไพเราะเพราะพริ้งเหล่านี้กลับทำให้อีกฝ่ายหมดกำลังใจจะโต้ เถียง อับจนถ้อยคำจะชี้แจง และได้แต่แจ้งให้ทราบเพื่อพิจารณาว่า ความวิกลจริตเชิงตรรกะหรือการงดเว้น (โดยรู้หรือไม่รู้ตัว) การใช้หลักเหตุผลในเรื่องที่เกี่ยวกับกษัตริย์ในฐานะบุคคลและสถาบันเป็น ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมการเมืองของฝ่ายกษัตริย์นิยมไทยในปัจจุบันโดยแท้

กฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงกฎหมายอาญามาตราหนึ่ง แต่กำลังยึดครองสถานะเป็นป้อมปราการแห่งชาติและศาสตราวุธแห่งจารีตประเพณี ที่ต้องปกปักรักษายิ่งชีพ เมื่อโต้แย้งหักล้างกันด้วยเหตุผลไม่ได้ ฝ่ายนิยมเจ้าจะยกข้ออ้าง “จารีตประเพณี” (หรือ “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว”) มาเป็นไม้ตายเพื่อยุติการถกเถียง แต่หากจะมองกันในแง่นี้จริงๆ การเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลกก็กลับจะคล้ายการเลิกทาส เลิกประเพณีหมอบคลาน เลิกการทรมานนักโทษ เลิกวิธีการลงโทษแบบโหดร้ายทารุณ และเลิกจารีตประเพณีที่ “ไม่ดีงาม” ต่างๆ

แม้จะเข้าใจได้ว่ายุทธศาสตร์ในการสื่อสารกับสังคมกระแสหลักต้อง มุ่งไปที่เรื่องความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ว่าการกระทำแบบไหนเป็น “คุณ” หรือเป็น “โทษ” ต่อสถาบันฯ แต่โดยหลักการและจิตสำนึกที่ควรบ่มเพาะขึ้นใหม่นั้น ลำดับความสำคัญของเหตุผลในการรณรงค์ปฏิรูปหรือยกเลิกมาตรา 112 ไม่ควรเริ่มต้นด้วยขนบภาษาเดียวกันกับลูกเสือชาวบ้านหรือขนบภาษาเฉลิมพระ เกียรติที่เชิดชูปกป้องสถาบัน (เอาเจ้าซึ่งในวัฒนธรรมไทยคือ “อภิมนุษย์” เป็นตัวตั้ง) เท่ากับการเชิดชูปกป้องสิทธิมนุษยชน (เอาประชาชนซึ่งในวัฒนธรรมสากลคือ “มนุษย์” เป็นตัวตั้ง ซึ่งย่อมรวมถึงเจ้าซึ่งเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันด้วย)

การอภิปรายและรณรงค์เรื่องใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ควรจะต้องแยกจากเรื่องความ “จงรักภักดี” กล่าวอีกอย่างว่าการถกเถียงอย่าง free และ fair (ซึ่งไม่เคยมี ยังไม่มี และอาจจะไม่มีวันมีในวัฒนธรรมไทย) และไม่ข่มขู่กรรโชกกันแบบด้อยพัฒนา ต้องไม่ยกประเด็นความจงรักภักดีมาสนับสนุน คัดง้าง ประจบประแจง หรือใส่ร้ายป้ายสี นั่นหมายถึงการต้องลดความชอบธรรมหรือถอดถอนมโนทัศน์และโวหาร “จงรักภักดี” ออกจาก public discourse ที่ยึดโยงกับความมั่นคงของชาติ, ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์, ความเป็นไทย, ประชาธิปไตย, กฎหมาย ฯลฯ และนั่นแปลว่าเมืองไทยต้องอนุญาตให้มีทั้งคนที่ผลิตออกมาตรงตามสเป็คในโรง งาน และคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงตามสเป็คในโรงงาน

หากระบอบการปกครองในปัจจุบันมิใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความไม่จงรักภักดีย่อมไม่ใช่อาชญากรรม และไม่ได้นำไปสู่การก่ออาชญากรรม ตรงกันข้าม คนที่จงรักภักดีอย่างท่วมท้นต่างหากที่มีแนวโน้มจะก่ออาชญากรรมและกระทำใน สิ่งที่ผิดศีลธรรมสูงกว่าหลายร้อยเท่า “ในนามของความจงรักภักดี” ตั้งแต่ยิงให้ตาย, ใช้เก้าอี้ฟาด, หัวเราะดีใจที่เห็นคนเยอะแยะถูกฆ่าหมู่, ส่งเสียงเชียร์หรือเข้าร่วมกลุ่มรณรงค์ให้กวาดล้างกำจัดคนเห็นต่างจากพวกตน, ตะเพิดคนออกจากประเทศ, แสดงความเกลียดชังและอาฆาตมาดร้ายตลอดเวลา, แต่งเรื่องโกหกให้ร้ายคนอื่น, พาดหัวข่าวด้วยข้อมูลเท็จ ด้วยความประสงค์ร้าย และด้วยสันดานสถุลเพื่อทำลายกันทางการเมือง, สอดส่องเป็นหูเป็นตาให้รัฐช่วยจับคนเข้าคุก, อยากให้ประหารชีวิตคนที่กระด้างกระเดื่องให้หมดแผ่นดิน ฯลฯ

ภายในห้องค่ายกลอำมหิตที่รอจังหวะคนก้าวพลาดเพื่อที่อาวุธนานาชนิด ที่ซ่อนอยู่จะได้พุ่งเข้าเสียบเป้าหมายอย่างพร้อมเพรียง (คง)ไม่เคยมีใครประกาศว่าไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่ความหมายของการไม่จงรักภักดีในทางการเมืองคือการมีจักรวาลทัศน์และ จินตนาการเกี่ยวกับชาติคนละแบบกับผู้จงรักภักดีเท่านั้น ดังนั้นการไม่จงรักภักดีจึงไม่ควรถูกใส่ไคล้ให้เห็นเป็นภัยอันน่าสะพรึงกลัว ที่จะทำร้ายประเทศชาติ ด้วยมาตรฐานเดียวกัน คนไม่จงรักภักดีก็ไม่มีสิทธิสร้างเรื่องโกหกหลอกลวงเพื่อทำลายคนอื่นทางการ เมืองเช่นกัน

วัฒนธรรมการเมืองที่มีวุฒิภาวะต้องเลิกอ้าง เลิกกล่าวหา เลิกพาดพิง เลิกตอแหล เลิกเล่นลิ้นเรื่องความจงรักภักดีราวกับเป็นสังคมที่อยู่กันแบบ “ชนเผ่า”(แต่ล้าหลังและดัดจริตกว่าสังคมชนเผ่าจริงๆ) และถกเถียงอภิปราย “เนื้อหา” ของสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหา ความจงรักภักดีต้องถูกจำกัดให้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของปัจเจกบุคคลที่ไม่ ใช่ข้อบังคับในกฎหมายหรือข้อผูกมัดทางจารีตสังคม

เมื่อการฟ้องร้องกล่าวโทษและคำพิพากษาคืออาชญากรรม และเมื่อกฎหมายไม่ใช่กฎหมาย

ข้อสำคัญประเทศแต่ละประเทศย่อมมีความระแวด ระวังในเรื่องที่ต่างกัน ถ้ามองในแง่มุมของอีกประเทศหนึ่งอาจเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมควร แต่คนที่เจริญแล้วเขาก็ต้องยอมรับนับถือประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ไม่ไปตัดสินจากความคุ้นเคยหรือความเคยชินของตนเอง...ที่สำคัญต้องไม่นำเอา ความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม หรือความอ่อนไหวแตกต่างกันไป” (1)
มีชัย ฤชุพันธุ์, อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, 2011

กฎหมายคือกฎหมาย ถ้าเราไม่ทำผิด เขาก็อยู่ในกระดาษเท่านั้นเอง ก็อย่าทำผิดก็เท่านั้น” (2)
สุเมธ ตันติเวชกุล, เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, 2011

“ผู้พิพากษาไม่สามารถจะอำนวยการให้บังเกิดความยุติธรรมโดยการอ้างอิงบทบัญญัติทางกฎหมายที่ไม่เพียงอยุติธรรม แต่ยังมีความเป็น อาชญากรรม เราขอเรียกร้อง สิทธิมนุษยชน ซึ่งอยู่เหนือกว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรทั้งปวง และเราขอเรียกร้องกฎเก่าแก่อันไม่อาจพรากจากมนุษย์ที่ปฏิเสธมิให้คำสั่งที่ เป็นอาชญากรรมของทรราชย์โหด มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ด้วยข้อควรพิจารณาเหล่านี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าบรรดาผู้พิพากษาที่ได้ให้คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับหลัก ปฏิบัติต่อมนุษยชาติ...จักต้องถูกดำเนินคดี” (3)
J.U. Schroeder, Chief Public Prosecutor of Saxony, 1946

ข้อความแรกอยู่ในข้อเขียน “ปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา” และหนึ่งในข้ออ้างใหญ่ที่ยกมา “คัดค้าน” การแตะต้องกฎหมายหมิ่นฯ คือ “ขนบธรรมเนียมประเพณี” เมื่อเหล่านักกฎหมายรอยัลลิสต์พากันไม่ถกเหตุผลประเด็นความชอบธรรมของกฎหมาย และระบอบการปกครองตามหลัก “สากล” แต่หันไปยกเอาประเพณี วัฒนธรรม ความรู้สึก ความอ่อนไหว “ท้องถิ่น” มาเป็นตัวตัดสิน ก็ถึงจุดที่คนทั่วไปในสังคมที่ไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนกฎหมาย (เพราะเรียนแล้วก็เอาแต่อ้างจารีตประเพณี) ต้องอภิปรายกันว่าหลักใดจะสำคัญ ชอบธรรม เป็นธรรม และปลดปล่อยมนุษย์จากการกดขี่ขืนใจมากกว่ากัน และ “คนที่เจริญแล้ว” (ที่ไม่ใช่ในฐานะนักท่องเที่ยวที่เมื่อไปเที่ยวบ้านเมืองไหนก็ต้องเคารพให้ เกียรติประเพณีวัฒนธรรมบ้านเมืองนั้น อันเป็นจรรยาบรรณพื้นฐานปกติของทัวริสต์ที่ศิวิไลซ์ รวมทั้งไม่อยากมีปัญหาระหว่างเที่ยว ต่อให้ไปเจอะกับประเพณีวัฒนธรรมที่พวกเขา “รับไม่ได้”) ยอมรับนับถือสิ่งใดมากกว่ากันแน่

คำให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ไม่ใช่นักกฎหมายแบบคนแรกอันถัดมาต่อคำถาม เรื่องความเหมาะสมของการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 แสดงการยึดมั่นในกฎหมายของบ้านเมืองอย่างหนักแน่นดุจภูผาว่า “A law is a law.” เสมือนฝ่ายกุมอำนาจที่กอดหลัก Legalism ที่เน้นบทลงโทษรุนแรงเฉียบขาดโดยไม่ต้องแยแสเรื่องสิทธิเสรีภาพเพื่อให้ผู้ อยู่ใต้การปกครองเชื่อฟัง ยำเกรงและเข็ดหลาบของ Han Fei นักนิติปรัชญาจีน หรือกอดคำขวัญของสำนัก Legal Positivism เวอร์ชั่นโบราณล้าสมัย ที่ไม่ต้องขยายความซับซ้อนต่อให้ยุ่งยากต่อการรีบเร่งรวบรัดใช้กฎหมายลงโทษ คนทำผิด

คำประกาศลำดับสุดท้ายมีขึ้นเมื่อเกือบเจ็ดสิบปีมาแล้วที่ประเทศ เยอรมนี แต่มันอาจเป็นคำกล่าวที่หาญกล้าและสง่างามเกินกว่าแม้แต่จะกระซิบกระซาบกัน ในแวดวงเนติตุลาการมหาดเล็กในบางประเทศ

ถึงแม้ว่าวงการกฎหมายไม่ว่าที่ไหนคงไม่ได้มีพัฒนาการบนการยั่วล้อ ท้าทายแบบประชดประชันอย่างประวัติศาสตร์และทฤษฎีศิลปะที่ทำให้เกิดคำถาม “But is it art?” แต่เราก็ควรยืมวิธีตั้งคำถามแบบเดียวกันนี้เพื่อแสดงความกังขาว่า “But is it law?” พร้อมทั้งพิจารณากรณีศึกษาในประเทศอื่นที่คำถามนี้กลายเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ ต่อมโนธรรมสำนึกว่าด้วยความยุติธรรมในสังคม

หลังสงครามโลกครั้งที่สองและการล่มสลายของระบอบนาซี Gustav Radbruch นักนิติปรัชญาชาวเยอรมันอภิปรายถึงคดีหนึ่งซึ่งโยงกับคดีที่มีชื่อเสียงอีก คดีหนึ่งในสมัย Third Reich หรือยุคฮิตเลอร์-นาซีเรืองอำนาจในบทความเรื่อง “Statutory Lawlessness and Supra-Statutory Law”

เริ่มต้นเรื่องว่า นาย Puttfarken เจ้าหน้าที่ประจำ justice department ถูกดำเนินคดีและพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยศาลอาญา Thuringian เนื่องจากในสมัยรัฐบาลนาซี Puttfarken ได้กล่าวฟ้องนาย Gottig ว่าเป็นผู้เขียนข้อความบนกำแพงห้องน้ำว่า “ฮิตเลอร์เป็นฆาตกรสังหารหมู่และต้องถูกประณามที่ทำให้เกิดสงคราม” อันมีผลทำให้ Gottig ถูกศาลนาซีพิพากษาลงโทษ ความผิดของ Gottig ไม่เพียงจาก “ข้อความ” ที่เขาเขียนบนกำแพง แต่ยังรวมทั้งการที่เขามักจะชอบแอบฟังวิทยุกระจายเสียงของต่างชาติด้วย (แทนที่จะฟังแต่วิทยุโฆษณาชวนเชื่อของนาซี) ประเด็นสำคัญที่หัวหน้าอัยการตั้งขึ้นมาก็คือ การกระทำของ Puttfarken (แจ้งความดำเนินคดีกับคนเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์ฮิตเลอร์) เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่?

หัวหน้าอัยการอภิปรายเหตุผลว่า การที่จำเลยให้การอ้างว่าความเชื่อใน National Socialism (ซึ่งมิใช่เพียงความนิยมในพรรคการเมืองของฮิตเลอร์ แต่กินความถึงความศรัทธาในอุดมการณ์-โลกทัศน์-จุดหมายทางการเมืองแบบนาซี) ทำให้เขาแจ้งความดำเนินคดีนาย Gottig (ซึ่งเขียนข้อความต่อต้านและประณามท่านผู้นำ) นั้น เป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ว่าใครจะมีความคิดความเชื่อทางการเมืองอย่างไร ก็ไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายใดที่บังคับให้ใครคนนั้นไปแจ้งความดำเนินคดีผู้ อื่น แม้แต่ในสมัยฮิตเลอร์เอง ก็ไม่มีพันธะผูกมัดทางกฎหมายเช่นนั้นดำรงอยู่ เช่นนั้นแล้ว บนสมมติฐานว่าระบบตุลาการพึงตั้งมั่นอยู่ที่การธำรงความยุติธรรม Puttfarken ได้กระทำการที่เป็นไปเพื่อความยุติธรรมหรือไม่?

ระบบตุลาการจำเป็นจะต้องมีความซื่อตรงต่อหลักการ มุ่งผดุงความเป็นธรรม และสร้างบรรทัดฐานของกฎหมาย แต่คุณลักษณะอันขาดไม่ได้ทั้งสามประการนี้ล้วนแล้วแต่ไม่ปรากฎมีในระบบศาล ที่ถูกการเมืองบงการแทรกแซงในสมัยของระบอบนาซี ใครก็ตามที่แจ้งความดำเนินคดีคนอื่นในสมัยฮิตเลอร์จำต้องรู้-และจริงๆ แล้วก็รู้อยู่แก่ใจ-ว่าเขากำลังส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาให้กับองค์กรตุลาการที่ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไร้ขื่อแป หาใช่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกทำนองคลองธรรมอันจะนำไปสู่คำพิพากษาอัน ยุติธรรมไม่

เป็นที่ตระหนักกันดีว่าสถานการณ์ในเยอรมนีสมัยนาซีนั้น เราสามารถเชื่อมั่นได้เลยว่า ใครก็ตามที่ถูกแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้เขียนข้อความ “ฮิตเลอร์เป็นฆาตรกรสังหารหมู่และต้องถูกประณามที่ทำให้เกิดสงคราม” ย่อมไม่มีทางรอดชีวิตแน่ๆ คนอย่าง Puttfarken คงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าระบบตุลาการนั้นสร้างความวิปริตให้กฎหมายได้ “อย่างไร” แต่อย่างน้อยเขาจะต้องกระจ่างแจ้งแก่ใจพอที่จะรู้ว่ามันย่อมเป็นเช่นนั้นได้

คดีนี้จึงสรุปได้ว่า สาวกนาซีแจ้งความดำเนินดคีกับผู้เป็นปฏิปักษ์กับระบอบนาซี โดยที่แม้แต่ในสมัยนาซีเองก็มิได้มีกฎหมายบังคับให้ใครต้องร้องทุกข์กล่าว โทษใคร และโดยที่สาวกนาซีนั้นก็รู้อยู่แก่ใจว่าระบบยุติธรรมภายใต้ระบอบฮิตเลอร์ นั้นโหดร้ายป่าเถื่อนและผิดทำนองคลองธรรม

ถึงที่สุดแล้วคำประกาศอันหาญกล้าของ Gottig ที่ว่า “ฮิตเลอร์เป็นฆาตรกรสังหารหมู่และต้องถูกประณามที่ทำให้เกิดสงครามโลก” คือความจริงอันชัดแจ้ง ใครก็ตามที่ประกาศและเผยแพร่ความจริงข้อนี้มิได้คุกคามความมั่นคงของประเทศ เยอรมนี แต่เป็นความพยายามช่วยขจัดผู้คิดทำลายประเทศเยอรมนีต่างหาก และดังนั้นจึงเป็นการช่วยปกป้องชาติ

Puttfarken ยอมรับว่าเขามีเจตนาอยากให้ Gottig ขึ้นตะแลงแกงประหารชีวิต ซึ่งตามบทบัญญัติทางกฎหมายอาญาแล้วเท่ากับว่าการแจ้งความของเขาเป็นการวาง แผนฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อความจริงที่ว่าศาลนาซีเป็นผู้ตัดสินประหารชีวิต Gottig ก็ไม่ได้ทำให้ Puttfarken รอดพ้นจากอาชญากรรมที่เขาก่อ

Radbruch ประณามศาลอย่างไม่อ้อมค้อมว่า ไม่เคยมีใครคาดฝันมาก่อนว่าศาลเยอรมันจะกลายเป็นเครื่องมือเพื่อการฆาตกรรมของอาชญากร

การแจ้งความของ Puttfarken จึงเข้าข่ายการฆาตกรรมทางอ้อม หรือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับการฆาตกรรม อีกทั้งยังใช้ศาลเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความประสงค์ร้ายของตนต่อผู้อื่น และเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหล่าผู้พิพากษาภายใต้การปกครองของรัฐบาลนาซีที่ ตัดสินลงโทษประหารชีวิต Gottig จะต้องถูกถือว่าเป็นฆาตกรด้วยเช่นกัน

แต่จะทำอย่างไรหากสังคมหนึ่งมีคนอย่าง Puttfarken (รวมทั้งคนสนับสนุน-แอบสะใจ) เต็มไปหมด? จะทำอย่างไรเมื่อการเปลี่ยนระบอบจากระบอบที่บิดเบือนความยุติธรรมให้วิปริต (เช่น เผด็จการนาซี) ไปสู่ระบอบที่มีหลักความยุติธรรมสากลเป็นพันธกิจ (เช่น ประชาธิปไตย) ซึ่งแปลว่าระบอบแรกจะต้องหมดอำนาจและถูกแทนที่ด้วยระบอบหลัง อันจะนำไปสู่การไต่สวนแสวงหาความยุติธรรมและสถาปนาบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูก ต้องเป็นธรรมได้อย่างเต็มที่ ก็ยังไม่เกิดขึ้นและยังมืดมนมองไม่เห็นอนาคต? จะทำอย่างไรกับสังคมที่ไม่ได้ให้คุณค่ากับความยุติธรรมและความจริง/ข้อเท็จ จริง เท่ากับความสามัคคีและสถานภาพลำดับชั้นเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมที่ความจริงไม่ อาจสร้างความระคายเคืองได้? จะทำอย่างไรกับสังคมที่ง่อยเปลี้ยกับความสามารถจะยึดมั่นในหลักการนามธรรม แต่แข็งขันกับการติดยึดงมงายกับตัวบุคคลโดยเฉพาะบรรดาผู้ทรงอำนาจบารมีทาง วัฒนธรรมตลอดเวลา? การง่อยเปลี้ยกับหลักการนามธรรม การบังคับกล่อมเกลาและเผยแผ่แต่คำเทศนาโดยปราศจากวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ อย่างกว้างขวางทะลุทลวงมาเป็นเวลายาวนานมิใช่หรือ ที่เป็นเหตุที่ทำให้บุคคลที่อยู่ในเครือข่ายชนชั้นนำสามารถออกมาพูดอะไรก็ ได้ที่น่าตกใจและน่าหัวร่อในความดัดจริต หน้าด้าน ไร้ยางอาย มือถือสากปากถือศีล

หาก “ปรับใช้” (โดยมิได้หมายความว่าเป็นกรณีที่จะเทียบให้เหมือนหรือแม้แต่คล้ายกันได้ เพราะไม่มีอะไรในโลกเทียบกับฮิตเลอร์-นาซีได้ แต่หลักการนี้ตั้งเป็นทฤษฎีให้ใช้กับกรณีอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เป็นธรรมรุนแรงถึงขั้น “มิอาจทนได้” ได้เช่นกัน) หลักการลบล้างและเอาผิดคำพิพากษาของศาลนาซีกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศที่ อุดมการณ์คลั่งเจ้าแผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทุกองคาพยพในสังคม ต่อให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ แต่หากคำพิพากษาตามบทบัญญัตินั้นดำเนินไปภายใต้ระบอบกฎหมาย-ตุลาการ-ความ ยุติธรรมที่ฉ้อฉลและละเมิดหลักนิติธรรม ก็ควรที่จะต้องมีการดำเนินคดีอาญากับคำพิพากษาที่ไร้ทั้งความยุติธรรมและ มนุษยธรรม หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ด้วยความรู้สึกผิดบาปและด้วยสปิริตของการคิดแก้ไขในสิ่งที่ผิดแบบประเทศ เยอรมนีหลังยุคนาซี เราไม่สามารถปล่อยให้คำพิพากษา (หรือ “ผังล้มเจ้า” ฯลฯ) ที่เป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการซ่อนรูปลอยนวล แต่ต้องเอาผิดกับอาชญากรรมและความเท็จที่กระทำในสถานะของคำพิพากษานั้น ประกาศลบล้างหรือความเป็นโมฆะของคำพิพาษา และชดเชยเยียวยาเหยื่อทั้งหมด (แม้ในความเป็นจริงแล้ว ดูจะทำไม่ได้สักอย่างเดียว)

คำพิพากษาซึ่งวางอยู่บนฐานของความไร้มนุษยธรรมย่อมไม่มีสถานะและ ศักดิ์ศรีที่จะเป็นกฎหมายตั้งแต่แรก ความอยุติธรรมอย่างรุนแรงไม่ใช่และไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย สังคมที่เห็นดีเห็นงามกับการดำเนินคดีและการลงโทษอย่างป่าเถื่อน อันถือเป็น state legitimized injustice คือสังคมที่ล้มละลายทางศีลธรรม

นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 จวบจนบัดนี้ อันเป็นช่วงของปรากฏการณ์ “อำนาจเหนือรัฐ-อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย”, “ตุลาการภิวัตน์”, “ตาสว่าง-ปากสว่าง”, “ความเป็นไทย/รอยัลลิสต์บ้าคลั่ง”, “สองมาตรฐาน”, “มหันตภัยมาตรา 112” อาจถือได้ว่าคือช่วงเวลาที่เทียบเคียง “อย่างห่างๆ” ได้กับที่ Radbruch ตั้งทฤษฎีว่าคือช่วงเวลา “exceptional/extraordinary” (โดยมีเยอรมนียุคนาซีเป็นตัวแบบ) ช่วงเวลา “พิเศษ/ไม่ปกติ” เช่นนี้คือช่วงเวลาที่บทบัญญัติทางกฎหมาย (ในกรณีของไทยต้องครอบคลุมถึง “อุดมการณ์วัฒนธรรมการเมือง” ที่กำกับการใช้กฎหมาย) มีลักษณะที่ขัดกับหลักความยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงในระดับที่ “สุดจะทนทาน” จนถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมการบังคับใช้กฎหมายที่ผิดพลาด-เลวร้ายอย่างรุนแรง ด้วยเหตุแห่งความผิดพลาด-เลวร้ายดังกล่าวจึงถือได้ว่ากฎหมายนั้นปราศจาก สถานภาพความเป็นกฎหมาย และเราต้องใช้ดุลยพินิจที่อิงกับหลักความยุติธรรม “แทน” ตัวบทกฎหมาย (รวมทั้งประเพณีและการเมืองของการใช้กฎหมาย) ที่อยุติธรรมและสามานย์

ฉะนั้นเฉพาะในกรณีที่ “extreme” หรือ “unique” เท่านั้น ที่เราพึงใช้มโนธรรมสำนึกทางศีลธรรมแทนการเชื่อฟังกฎหมาย และร่วมตระหนักโดยทั่วกันว่า กฎหมายไม่ใช่กฎหมายอีกต่อไป โดย “กฎหมาย” ในที่นี้จำต้องตีความให้กว้างขวางครอบคลุมถึงกระบวนการยุติธรรม(ระยำๆ)ทั้ง ระบบ ตั้งแต่การฟ้องร้องไปจนถึงคำพิพากษา

แต่ในความเป็นจริง กระบวนการลบล้างหรือประกาศให้ผลพวงของบทบัญญัติที่ผิดหลักนิติธรรมเสียเปล่า ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น และไม่เคยมีผลทางกฎหมาย, การไต่สวนเอาผิดการกระทำที่เคยถูกต้องตามกฎหมายป่าเถื่อน และการสถาปนาหลักการแห่งความเป็นธรรมขึ้นใหม่ ย่อมกระทำได้ก็ต่อเมื่อระบอบนาซีล่มสลายไปแล้ว เพราะในห้วงเวลาที่ท่านผู้นำแห่งอาณาจักรไรค์ที่สามครองอำนาจ ข้อความที่ว่า “ฮิตเลอร์เป็นฆาตกรสังหารหมู่” (หรือข้อความใดก็ตามที่แสดงการวิพากษ์วิจารณ์และเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบนาซี) แม้จะเป็นความจริงแท้ที่สุด ก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายนาซี ถูกสาวกนาซีนำไปฟ้องร้อง และถูกศาลนาซีตัดสินประหารชีวิต

ถ้าไม่หน้ามืดตามัวเกินไป มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมาก กฎหมายที่ดีจะต้องตราขึ้นเพื่อผดุงหลักความยุติธรรมพื้นฐานอย่างเสมอภาค มิใช่ผดุงอุดมการณ์ผู้นำเผด็จการหรือผู้นำศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ เสรีภาพและสิทธิมนุษยชน

ความยุติธรรมแบบสากล (ซึ่งยึดหลักการสูงสุดว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย) ที่ไม่มีอุดมการณ์วัฒนธรรมแบบไทยๆ (ซึ่งยึดหลักการสูงสุดว่า คนไม่มีวันจะเท่ากัน ไม่ว่าต่อหน้ากฎหมาย หรือหน้าไหนๆ) ปนเปื้อนเท่านั้น ที่จะเป็นหลักประกันความปลอดภัยของการพูดความจริง ส่วนความยุติธรรมแบบครึ่งๆ กลางๆ แบบประนีประนอมหรือแบบปลอมๆ อาจเป็นการผ่อนหนักมากเป็นหนักน้อย แต่มิใช่ความยุติธรรมตามมาตรฐานสากลที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นอย่างแท้จริง

แม้จะดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แต่ความจริงแล้วความยุติธรรมแบบสากลมิอาจได้มาอย่างมั่นคงด้วยการต่อรองหรือ การกดดันตามสถานการณ์ทางการเมือง เพราะความยุติธรรมเช่นนั้นจะลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงก็ด้วยการเปลี่ยน อุดมการณ์ความคิดจิตใจ คุณค่า และค่านิยมของทั้งสังคมเท่านั้น

“ความไม่เสมอภาค” เป็นโครงสร้าง ระเบียบแบบแผน และหลักการสูงสุดและสำคัญที่สุดในสังคมไทย การเชื่อในระเบียบสังคมแนวดิ่งอันเป็นหัวใจของวัฒนธรรมไทยนี่เองที่เป็น อุปสรรคใหญ่ที่สุดของความคิดสากลเรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความยุติธรรม เพราะเมื่อ “คนไม่เท่ากัน” สิทธิก็ต้องไม่เท่ากัน เสรีภาพไม่เท่ากัน อำนาจไม่เท่ากัน ได้รับการปฏิบัติไม่เท่ากัน ถูกขังฟรี-ตายฟรีไม่เท่ากัน ความยุติธรรมในสังคมไทยคือความยุติธรรมที่อยู่บนฐานของความไม่เท่ากันของ มนุษย์ ตัวอย่างเช่น คนที่มีช่วงชั้นสถานะทางวัฒนธรรมสูง ทำอะไรผิดก็ไม่ผิด ส่วนคนที่มีช่วงชั้นสถานะทางวัฒนธรรมต่ำ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ผิด ทั้งหมดนี้เราจะเห็นแบบโจ่งแจ้งบ้าง ปิดบังอำพรางบ้าง และแนบเนียนจนเกือบไม่เห็น(เพราะเคยชิน)บ้าง

เช่นนี้แล้ว วัฒนธรรมของกระบวนการยุติธรรมของไทยจึงอยู่ในภาวะที่ “ไม่ค่อยปกติ” มาแต่แรกอยู่แล้ว มันจึงไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ (ordinary/extraordinary) แบบกรณีเยอรมันก่อนนาซีกับช่วงนาซี แต่เป็นการ “เพิ่มขึ้น” ของดีกรี “extraordinary” ที่ดำรงอยู่แล้วนั่นเอง หากช่วง “อปกติ” ในยุคนาซีคือช่วง “สะดุดชั่วคราว” ของสังคมเยอรมัน ความ “อปกติ” ของไทยคือสภาวะอันไม่สะดุดของการไปไม่ถึงมาตรฐานสากลและเต็มใจที่จะอยู่กับ ความ “พิการ” ซึ่งไม่ถูกตระหนักว่าเป็นความพิการ ทว่ากลับถือกันเป็น “ลักษณะพิเศษอย่างไทย” ที่ควรทนุถนอมสืบไป ภาวะ “ไม่ปกติ” นี้จะขึ้นลงแปรผันตามระดับการอ้างความเป็นไทย ยิ่งเป็นไทยมากเท่าไหร่ กล่าวคือไม่ฟังเสียงท้วงติงและกระเหี้ยนกระหือจะต่อสู้กับโลกสากลเพื่อโชว์ ว่าไทยเจ๋งสุดในจักรวาลทางช้างเผือกมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสำแดงอาการไม่ปกติหรือวิปริตวิตถารมากเท่านั้น

เท่าที่เพดานของความเป็นไปได้จะเอื้ออำนวย แถลงการณ์และข้อเสนอทั้งหลายของกลุ่มนิติราษฎร์จึงคือการพยายามขจัดความ วิปริตและสถาปนาความอารยะให้กับวงการตุลาการและระบบกฎหมายไทยที่วางอยู่บน อุดมการณ์และปฏิบัติการแบบยุคก่อน Enlightenment

อันที่จริงแล้ว อิทธิฤทธิ์ของอุดมการณ์และโครงสร้างวัฒนธรรมอนุรักษนิยมในสังคมไทยแผ่ แสนยานุภาพเหนือหลักการสากลทั้งปวงที่ไทยรับจากตะวันตก ฤทธิ์เดชของความเป็นไทยๆ ที่แทรกซึมอยู่ในหลักการสากลต่างๆ จึงทำให้หลักการสากลล้วนแล้วแต่ทุพพลภาพเมื่อถูกใช้ในเมืองไทย แทบทุกหลักการและกฎเกณฑ์สากลเมื่อถึงคราวจะต้องปะทะขัดแย้งก็จะพ่ายแพ้และ ต้องหลีกทางให้กับวัฒนธรรมหลายมาตรฐาน วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย วัฒนธรรมคลั่งเจ้า วัฒนธรรมอุปถัมภ์ วัฒนธรรมผู้ใหญ่-ผู้น้อย วัฒนธรรมเอาหน้า-หน้าใหญ่-ไม่ยอมเสียหน้า วัฒนธรรมประจบและให้อภิสิทธิ์คนใหญ่คนโต วัฒนธรรมนักเลงโต วัฒนธรรมใต้โต๊ะ วัฒนธรรมตอแหล-มือถือสากปากถือศีล ฯลฯ วัฒนธรรมอันดีงามเหล่านี้ทำให้เราต้องย้ำซ้ำอีกครั้งว่า กระบวนการยุติธรรมแบบสากลที่ไทยเอาอย่างฝรั่ง แม้ในยามปกติ (ซึ่งในความหมายของ Radbruch คือสภาวะปกติที่เราต้องเคารพตัวบทกฎหมายที่ผ่านกระบวนการโดยถูกต้องชอบธรรม) ก็ไม่ถูกต้องตามหลักการและหลักปฏิบัติที่พึงเป็นอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมโดยเสมอหน้า ไม่มีความชัดเจนแน่นอนที่เป็นมาตรฐาน ไม่มีคนที่เท่ากันเบื้องหน้ากฎหมาย ไม่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

การยืนยันว่าระบบกฎหมายไทยเคารพสิทธิเสรีภาพและยึดมั่นในกระบวนการ ยุติธรรมตามหลักสากลที่เสมอภาคและเป็นธรรม ทั้งที่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามทุกประการ จึงเป็นการแก้ตัวที่โป้ปดเหลวไหล และเผยให้เห็นวัฒนธรรมไร้ยางอายแบบไทยๆ ที่พบเจออยู่เป็นปกติวิสัยเท่านั้นเอง เราจึงตั้งสมมติฐานได้ว่าวงการยุติธรรมส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะไม่ได้ปกป้อง “justice” แต่ปกป้อง “authority” ของตนเอง ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกันกับสถาบันทุกชนิดในสังคมไทยโดยเฉพาะสถาบันทาง วัฒนธรรมต่างๆ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้อง “authority” ไม่ให้คำวิจารณ์หรือข้อเท็จจริงในทางลบใดๆ มาสั่นคลอนสถานะอำนาจของตนเองได้

แน่นอนว่าในหลายๆ กรณี อะไรคือความ “ยุติธรรม” ย่อมถกเถียงโต้แย้งกันได้ แต่กรณีสุดโต่งคือกรณีที่ปรากฏชัดถึงความ “อยุติธรรม” อย่างสิ้นสงสัย (“beyond reasonable doubt”) ความพยายามจะสงสัยหรือสาดโคลนในสิ่งที่พ้นไปจากความน่าสงสัย เป็นเพียงละครสัตว์เพื่อกลบเกลื่อนการไร้ซึ่งมโนธรรมสำนึกของสิ่งมีชีวิตใน คณะละคร

ควรหรือไม่ที่ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนจะเป็นสิ่งที่ประนี ประนอมได้? ในการวางหลักเกณฑ์บรรทัดฐานที่ถูกต้อง ก็ย่อมไม่ควร การกระทำที่ไม่ควรต้องติดคุก ย่อมไม่ควรถูกประนีประนอมด้วยการลดจำนวนปีที่ติดคุกหรือรอรับการอภัยโทษ เพราะการลดโทษหรือลดการฟ้องร้องพร่ำเพรื่อก็ไม่ได้ทำให้เรามีเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็นมากขึ้น เรื่องที่ไม่อาจถกเถียง อภิปราย เปิดเผย หรือไต่สวนได้ ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป

ในการรณรงค์ ผลักดัน เคลื่อนไหว กดดัน การจำเป็นต้องประนีประนอม หรือการพึงใจในหนทางแห่งการปรองดอง ไม่ได้ทำให้หลักการที่ควรจะเป็น หรือหลักการอันไม่ควรจะประนีประนอม (นั่นคือการ “ยกเลิก” สิ่งที่ “ควรต้อง” ยกเลิกมากมายหลายประการที่ผิดหลัก constitutional monarchy หรือการไต่สวนหาความจริง) ถูกต้องน้อยกว่า และไม่ได้ทำให้การประนีประนอม (โดยเฉพาะที่มิได้ถูกบีบบังคับ แต่เพราะศรัทธาในอุดมการณ์กษัตริย์นิยมอย่างเหนียวแน่น และมีความเป็น “ไทยๆ” สูง) ถูกต้องมากกว่า แต่ถึงจุดหนึ่งแล้ว เราอาจเลือกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะประนีประนอมหรือไม่

ไม่ว่าในที่สุดแล้วการปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 จะทำได้หรือไม่เพียงใด จะถูกประนีประนอมหรือฉวยโอกาสบิดเบือนหรือไม่เพียงใด องค์ประกอบของที่มา อุดมการณ์ เจตนารมย์ วัฒนธรรมการตีความและบังคับใช้ (ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยคณะรัฐประหาร ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ใครฟ้องก็ได้ ไม่ให้เผยแพร่เนื้อหา ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาคดีลับ ใช้วิธีพิจารณาคดีผิดหลักนิติธรรม ใช้โซ่ตรวน สัดส่วนโทษต่อความผิด) คำวินิจฉัยพิพากษา บทลงโทษ รวมทั้งเหยื่อที่ตกทุกข์ได้ยาก ล้วนทำให้มาตรา 112 มีลักษณะที่เข้าข่าย “arbitrary, cruel, criminal law” และ “crimes against humanity” ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และความอยุติธรรมอย่างรุนแรงที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก็อาจทำให้บทบัญญัตินี้ไม่ สมควรมีสถานะเป็นกฎหมายตั้งแต่แรกและอีกต่อไป

ท้ายที่สุด หากใช้กฎของ Radbruch ที่ว่า “equality” (ความเสมอภาคมาตรฐานเดียวภายใต้กฎหมาย “To judge without regard to the person, to measure everyone by the same standard.”) คือแก่นของความเป็นกฎหมายแล้วไซร้ ไม่เพียงไม่มีความยุติธรรม ประเทศไทยคือประเทศที่ไม่มีกฎหมาย

ความยุติธรรมนอกอาณาเขต

โลกนี้มักเต็มไปด้วยตลกร้ายอันรวดร้าว เมื่อนึกถึงกรณีอย่าง Harry Nicolaides, Oliver Jufer หรือ Joe Gordon ไฉนเลยเราจะไม่คิดอยากรื้อฟื้นสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเพื่อมอบให้กับชาวต่าง ชาติทั้งหลายที่ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นฯ อย่างไม่เป็นธรรมและไร้มนุษยธรรม

(Extraterritorial Right คือสิทธิพิเศษที่จะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายท้องถิ่น หรือสิทธิพิเศษที่จะใช้กฎหมายของประเทศหนึ่งบังคับแก่บุคคลที่เป็นพลเมือง ของตนที่ไปอยู่ในดินแดนอื่น เช่น คนอังกฤษหรือคนในบังคับอังกฤษที่ทำผิดกฎหมายไทยไม่ต้องขึ้นศาลไทย แต่ให้ไปขึ้นศาลกงสุลของอังกฤษ ฝรั่งอ้างว่าเพราะระบบพิจารณาคดีของสยามล้าหลังป่าเถื่อน -- จริงของเขา!)

อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์นิยมในประวัติศาสตร์นิพนธ์ขับเน้น ความชอกช้ำของการ “เสียอำนาจอธิปไตยทางการศาล” จากการถูกบีบให้ทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยคิงมงกุฏ ในขณะที่สร้างและโทษภัยคุกคามต่างๆ นานาว่ามาจากภายนอก อุดมการณ์เดียวกันนี้ก็ทั้งอำพรางและค้ำจุนความอยุติธรรมที่เบ่งบานจนกลาย เป็นระเบียบสังคมปกติอยู่ภายในสถาบันทางวัฒนธรรมต่างๆ อันมาจากโลกทัศน์และโครงสร้างอำนาจแบบไทยเองที่ไม่ยอมปล่อยให้ความศิวิไลซ์ อยู่เหนือกว่าความเป็นไทย

ใครเล่าจะนึกฝันไปถึงว่า วันหนึ่งในศตวรรษที่ 21 ชาวพื้นเมืองจะหวาดกลัว สิ้นหวัง เสียใจและอับอายเสียจนอยากจะขอเอามรดกการเอารัดเอาเปรียบของลัทธิล่า อาณานิคมในศตวรรษที่ 19 กลับมาใช้เป็นเครื่องมือปกป้องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนให้กับลูกหลานญาติมิตร (รวมทั้งผู้ได้สัญชาติ) ของเจ้าอาณานิคมในปัจจุบันที่ตกเป็นเหยื่อของระบบยุติธรรมในประเทศของพวกเขา - ประเทศที่มีวิวัฒนาการความอนารยะทะยานไปไกลบนความลำพองใจที่ไม่เคยตกเป็น เมืองขึ้น

การมีอธิปไตยทางการศาลจะมีค่าอันใดในเมื่ออำนาจอธิปไตยยังไม่ได้เป็นของราษฎรทั้งหลาย

ในยุคสมัยที่ความเป็นคนไทยกำลังกลายเป็นโรคทางจิตเวชแบบรุนแรงชนิด หนึ่ง พร้อมๆ กับที่ความเจ็บปวดคับแค้นกำลังกลายเป็นอาการสามัญในชีวิตประจำวันของผู้คน ที่โดนฝูงคนไข้โรคจิตชี้หน้าว่าไม่ใช่คนไทยบ้าง เป็นคนไทยอกตัญญูเนรคุณบ้าง ชาวพื้นเมืองที่ถูกพิษตกค้างของระบอบเก่ากดขี่ข่มเหงอย่างทารุณอีกมากมายอาจ จะปรารถนาสิทธิสภาพต่างแดนนี้ในแดนตนเช่นกัน

Justice is Elsewhere.
เพราะไม่ใช่ที่นี่ ความยุติธรรมอยู่ที่อื่น

***

อ้างอิง

1. มีชัย ฤชุพันธุ์. “ปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา.” http://www.meechaithailand.com/ver1/rhyme112.html

2. มติชนออนไลน์. วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324559235&grpid=00&catid=&subcatid=

3. Radbruch, Gustav. “Statutory Lawlessness and Supra-Statutory Law (1946).” & “Five Minutes of Legal Philosophy (1945).” Translated by Bonnie Litschewski Paulson and Stanley L. Paulson in Oxford Journal of Legal Studies, Vol. 26, No. 1 (2006), pp. 1-11, 13-15.

การกำหนดผู้มีสิทธิฟ้องคดีมาตรา 112 ต้องเป็นสำนักราชเลขาธิการเท่านั้น - อธิบายโดยลำดับเหตุผลอย่างไร?

ที่มา ประชาไท

ตามที่ "นิติราษฎร์" จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา คราว แถลงการณ์ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2554 ข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้แพร่หลายในสังคม กระทั่งขณะนี้คือปลายปี มีประเด็นโต้แย้งข้อเสนอฯ ของนิติราษฎร์ ในเรื่อง "ผู้มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ" ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า เหตุใด อำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ ควรจำกัดให้ สำนักราชเลขาธิการ ? (ซึ่ง "นิติราษฎร์" นำเสนอไว้ใน ข้อเสนอฯ ประเด็นที่ 7) [1]

ท่านทั้งหลายอาจพิจารณาได้จากการมอบหมายอำนาจหน้าที่หรือภารกิจตามกฎหมายของ สำนักราชเลขาธิการ ในฐานะเป็น "ส่วนราชการ" ซึ่งมีสถานะเป็น "กรม" เพื่อสำรวจอำนาจหน้าที่ภายในสำนักราชเลขาธิการ หรือ "หน่วยงานภายในบังคับบัญชา" ของสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งปรากฎในระบบกฎหมายไทยอยู่แต่เดิมแล้ว ต่อไป

ดังกล่าวแล้วว่า ตามระบบกฎหมายไทยถือว่า "สำนักราชเลขาธิการ" มีสถานะเป็น "กรม" ตามมาตรา 8 ฉ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2543 [2] การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักราชเลขาธิการ ต้องตราเป็นกฎกระทรวง พร้อมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการนั้นๆ (กฎกระทรวง เป็นผลิตผลจากการใช้อำนาจของรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายปกครองระดับสูงสุด ตามพระราชบัญญัติที่มอบหมายอำนาจ)

มาตรา 8 ฉ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2543

เช่นนี้ อำนาจหน้าที่ของ "หน่วยงาน" ใน สำนักราชเลขาธิการ ต้องพิจารณาตาม กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553 [3]

คำปรารภระบุฐานก่อตั้งอำนาจของ "กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553" ฉบับนี้

ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553

จะพบว่า ข้อ 2 (7) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553 ก่อตั้งหน่วยงาน "กองนิติการ" ไว้ด้วย ซึ่ง "กองนิติการ" จะมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้างนั้น ต้องพิจารณาตาม ข้อ 11 กฎกระทรวงฉบับเดียวกัน

ข้อ 11 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553

เห็นได้ว่า ข้อ 11 (1) กำหนดหน้าที่ของ "กองนิติการ" ไว้ว่า กองนิติการ มีอำนาจหน้าที่ "ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และงานส่วน พระองค์และดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบในความรับผิดชอบของสำนัก ราชเลขาธิการ" และข้อ 11 (4) "ดำเนินการเกี่ยวกับงานนิติกรรมและสัญญา ความรับผิดในทางแพ่งและอาญา งานคดีปกครอง และงานคดีอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักราชเลขาธิการ"

ในชั้นนี้ เราทราบแล้วว่า ในโครงสร้างหน่วยงานของสำนักราชเลขาธิการ (ซึ่งมีสถานะเทียบเท่า "กรม" ในส่วนราชการ ที่เรียก สำนักราชเลขาธิการ) มีหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหา กษัตริย์และริเริ่มดำเนินคดีอาญา อยู่แต่เดิมแล้ว และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของ "กองนิติการ" ในสำนักราชเลขาธิการ เช่นนี้ โดยหลักแล้ว เมื่อปรากฎในระบบกฎหมายกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดีไว้โดยชัดแจ้ง (กฎกระทรวง เป็นผลิตผลทางกฎหมายประเภทหนึ่งซึ่งก่อตั้งชีวิต บันดาลผล ตลอดจนสิ้นผลลงได้ ในระบบกฎหมาย) แม้แต่ในระบบกฎหมายปัจจุบัน สมควรถือว่า "สำนักราชเลขาธิการ" เป็นผู้มีอำนาจเหนือวัตถุแห่งคดี ในอันที่จะกำหนดว่า จะให้มีการเริ่มกระบวนพิจารณาหรือไม่ และจุดมุ่งหมายหรือฟ้องคดีอะไร เป็นอำนาจเฉพาะ มิใช่ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในมาตรา 112 เปิดโอกาสให้ บุคคลใดๆ ร้องทุกข์ได้โดยทั่วไป โดยองค์กรเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจโดยตรง ไม่ต้องทำงาน ตามภารกิจในข้อ 11 (1), (4) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553 หรือ แม้กระทั่ง "หน่วยงาน" (กองนิติการ) ดำเนินการตามหน้าที่โดยใช้ดุลยพินิจฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี ในฐานะที่ตนมีอำนาจเหนือวัตถุแห่งคดี (ในการริเริ่มกระบวนการพิจารณาหรือไม่)

ภายใต้สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน "อำนาจผู้ฟ้องคดี" เปิดเป็นการทั่วไป (ใครจะร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ได้) - ไม่อยู่ในโครงสร้างบรรทัดฐานของระบบกฎหมาย จึงปรากฏเสมอๆ ว่า ผู้ถูกกล่าวหาในคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ ถูกดำเนินคดีโดยไร้ความสมเหตุสมผล เพราะหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย ปราศจากความรับผิดชอบ ในการตัดสินใจฟ้องคดี (อย่างเป็นเหตุเป็นผล) ทั้งองค์กรผู้ชี้ขาดผลของคดี ก็ปราศจากความรับผิดชอบในผลของการใช้อำนาจพิพากษาของตน (เช่น การบิดผันการใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งในระบบกฎหมายไทยไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งให้เอาผิดผู้พิพากษาได้ รวมถึงการแกล้งให้จำเลยรับโทษ หรือรับโทษหนักขึ้น)

ในแง่ทรัพยากรที่สูญเสียให้แก่องค์กรเหล่านี้ในแต่ละปี จะพบว่า ตามงบประมาณประจำปี 2554 [4] จากเงินภาษีของราษฎรทั้งหลายปรากฏงบประมาณแผ่นดินประจำปีของ สำนักราชเลขาธิการ เป็นจำนวนเงิน 474,124,500 บาท [อ่านว่า สี่ร้อยเจ็ดสิบสี่ล้านหนึ่งแสนสองหมื่นสี่พันห้าร้อยบาท] หรือ สำนักพระราชวัง เป็นจำนวนเงิน 2,606,293,900 บาท [อ่านว่า สองพันหกร้อยหกล้านสองแสนเก้าหมื่นสามพันเก้าร้อยบาท] บรรดาหน่วยงานใดๆ ใน "ส่วนราชการ" ก็ควรทำงานในภารกิจโดยรับผิดชอบ (กองนิติการ อาศัยฐานตามกฎกระทรวงมีหน้าที่เป็นผู้ริเริ่มคดี)

มาตรา 25 พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

บางท่านอาจกังขาว่า เหตุใด "นิติราษฎร์" จึงไม่ให้ "สำนักพระราชวัง" ทำหน้าที่นี้ด้วยเล่า , (ผมเข้าใจว่า เหตุผลที่นิติราษฎร์เสนอเช่นนี้ส่วนหนึ่ง ก็คือ) สำนักพระราชวัง ไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ดำเนินงานทางกฎหมายในส่วนราชการ เป็น "หน่วยงานโดยตรง" (อย่างเช่น กองนิติการ) ท่านจะเห็นภาพพจน์ชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาบทบัญญัติตาม ข้อ 3 (1) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547 [5] ดังนี้

ข้อ 3 (1) (ก) ถึง (ข) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547

ข้อ 3 (1) (ค) ถึง (ช) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547

จะเห็นได้ว่า อำนาจหน้าที่ของสำนักพระราชวัง มอบให้ สำนักงานเลขานุการกรม ทำงานทางธุรการ เป็นหลัก หาได้มี "หน่วยงานเฉพาะด้าน" มีอำนาจหน้าที่ ใช้หรือดำเนินการทางกฎหมายโดยตรงดั่งกองนิติการในสำนักราชเลขาธิการ ไม่

เมื่อในระบบกฎหมาย ได้มี "หน่วยงานเฉพาะ" ของ สำนักราชเลขาธิการ มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว หากจะดำรงมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ไว้ต่อไป , ณ ปัจจุบัน ข้อเสนอ "ให้สำนักราชเลขาธิการ (หรือ กองนิติการ ในสังกัดฯ) ทำหน้าที่คัดกรองและฟ้องคดี หรือริเริ่มกระบวนบวนพิจารณา" จึงเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เช่น จะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นคัดกรองคดีโดยอ้างเรื่อง "ความไม่เหมาะสม/บังอาจ" ที่จะให้สำนักราชเลขาฯ ฟ้องเอง จึงฟังไม่ขึ้น ทั้งเป็นหน้าที่ของสำนักราชเลขาธิการ มีเงินเดือน ตามงบประมาณแผ่นดิน(ภาษีของราษฎรทั้งหลาย) ก่อตั้งอยู่มาแต่เดิมแล้ว.

[ตัวอย่างภาคปฏิบัติ] สยามรัฐ [หนังสือพิมพ์รายวัน]. ปีที่ 58 ฉบับที่ 19958, ประจำวันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2550. หน้า 1.

เชิงอรรถ

  1. "ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ภาษาไทย-อังกฤษ-ฝรั่งเศส)" ใน เว็บไซต์นิติราษฎร์ โดยดู http://www.enlightened-jurists.com/directory/167/Proposed-Amendments-to-the-Law-on-Defamation-of-the-King.html
  2. "พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2543" โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 117 ตอนที่ 37 ก, ประกาศวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2543 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00018999.PDF
  3. "กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553" โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 127 ตอนที่ 59 ก, ประกาศวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2553 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/A/059/5.PDF
  4. พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 127 ตอนที่ 60 ก, ประกาศวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2553 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/A/060/1.PDF
  5. "กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547" โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 121 ตอนที่ 23 ก, ประกาศวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2547 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00139339.PDF

ส.ศิวรักษ์: กระบวนการยุติธรรมกับนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

ที่มา ประชาไท

หมายเหตุ: บรรยาย ณ ห้องประชุม ๗๐๙ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถนนแจ้งวัฒนะ วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔

แม้ว่า “สิทธิมนุษยชน” จะเป็นคำใหม่ และเราไม่มีเอกสารที่ชัดเจนว่าในอดีต บรรพชนของเราได้ต่อสู้เพื่อสิทธิดังกล่าวมาอย่างไรบ้าง แต่อย่างน้อย ตั้งแต่เกิดความทันสมัยขึ้นในสยาม เราก็รู้ได้ว่าในรัชกาลที่ ๕ มีนักสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย ๒ คน ที่ต่อสู้กับอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ แต่ก็พ่ายแพ้ไปทั้งคู่ นั่นก็คือ เทียนวรรณ และ ก.ศ.ร.กุหลาบ

โดยที่สยามเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปแต่ในรัชกาลที่ ๔ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในรัชกาลหลังๆ จึงใช้จุดอ่อนอันี้ ต่อสู้กับระบอบราชาธิปไตย โดยเฉพาะก็ผู้ซึ่งใช้หนังสือพิมพ์โจมตีรัฐบาล เขาเหล่านี้มักอาศัยร่มธงของประเทศมหาอำนาจ โดยยอมให้คนซึ่งมีสัญชาติอันมิใช่ไทย เป็นบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ถ้าทางราชการไทยจะฟ้องร้องเขาเหล่านั้นก็ต้องขึ้นศาลกงศุลของต่างประเทศ จึงถือได้ว่านี่เป็นวิธีการต่อสู้กับรัฐเผด็จการก่อนเกิดประชาธิปไตยขึ้นใน ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ส่วนคนไทยที่ต่อสู้กับรัฐบาลอย่างเด่นชัดที่สุดโดยไม่ได้อาศัยร่มเงาของอภิ มหาอำนาจปกป้องล้วนพ่ายแพ้อำนาจรัฐมาแล้วทั้งนั้น ที่เด่นที่สุด เห็นจะได้แก่ นรินทร์ กลึง หรือ นายนริทร์ ภาษิต ซึ่งถูกถอดออกจากบรรดาศักดิ์ แล้วถูกหาว่าวิกลจริตอีกด้วย

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ๒๔๗๕ แล้ว รัฐบาลสยามโดยการนำของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) ได้สามารถแก้สนธิสัญญาต่างๆ กับนานาประเทศ จนหมดสิทธิสภาพนอกอาณาเขตไปจากราชอาณาจักรไทย ซึ่งถือได้ว่าเราได้รับเอกราชอันสมบูรณ์ ดังมีเพลงซึ่งเป็นที่นิยมบรรเลงกันในสมัยนั้นว่า

ยี่สิบสี่มิถุนา-- ยนมหาสวัสดิ์

ปฐมฤกษ์ของรัฐ-- ธรรมนุญของไทย

เริ่มระบอบแบบอา-- รยะประชาธิปไตย

เพื่อราษฎรไทย ได้สิทธิ์เสรี

สำเริงสำราญ ชื่นบานเต็มที่

เพราะชาติเรามี เอกราชสมบูรณ์

จากปี ๒๔๗๕-๒๔๙๐ แม้เราจะมีเผด็จการ ป.พิบูลสงคราม และทหารเป็นรัฐภายในรัฐ ครอบงำอยู่มิใช่น้อย ตลอดจนผลกระทบจากสงครามโลก และการยาตราทัพเข้ามาของทหารญี่ปุ่น ซึ่งยึดครองประเทศไทยไว้กลายๆ แต่กฎหมายไทยและรัฐสภาไทยก็ยังเป็นใหญ่อยู่ เมื่อเผด็จการทหารจะขจัดศัตรูทางการเมืองของตน ก็ต้องตั้งศาลพิเศษขึ้น นอกเหนือจากศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งมีความเป็นกลางอย่างน่ายกย่อง ทั้งอัยการก็มีความกล้าหาญทางจริยธรรม และเข้าใจเจตนารมณ์ของตัวบทกฎหมายอย่างน่าชื่นชม แม้ตำรวจในสมัยนายพลตาดุ อดุลย์ อดุลเดชจรัส จะมีชื่อเสียงเสียทางด้านการทารุณโหดร้าย แต่ก็มักไม่ถูกกล่าวหาว่ารับสินบาทคาดสินบน

กระบวนการยุติธรรมของเราเริ่มหันเข้าไปสู่ความเสื่อมทราม เมื่อเราหมดความเป็นประชาธิปไตยไปแล้ว จากการรัฐประหารในปี ๒๔๙๐ เป็นต้นมา เริ่มจากกรณีสวรรคตเอาเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพื่อสังหารเนื้อหาสาระของประชาธิปไตย คณะรัฐประหารและผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ต้องการทำลายล้างนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำของขบวนการสันติประชาธรรม ให้กลายสภาพจากดอกบัวมาเป็นกงจักร แม้จะฆ่าเขาไม่ได้โดยขบวนการยุติธรรม ก็สังหารบริษัทบริวารในวงการสันติประชาธรรมของเขาแทบทั้งหมด นอกเหนือขบวนการยุติธรรม หรือเพียงใช้ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ให้เป็นผู้สังหารนักสิทธิมนุษยชนอย่างป่า เถื่อน โดยให้คนในเครื่องแบบเหล่านั้นขจัดศัตรูทางการเมืองแทบทุกคน

ว่าเฉพาะคดีสวรรคตนั้น พรรคประชาธิปัตย์ร่วมมือกับคณะรัฐประหารโดยตรงคือเมื่อ ทำรัฐประหารโค่นล้างรัฐบาลประชาธิปไตยของ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ สำเร็จ (โดยที่นายปรีดี พนมยงค์ รอดชีวิตไปได้) รัฐบาลควง อภัยวงศ์ แห่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ก็ได้ตั้งพระพินิจชนคดี (พี่เขยของ ม.ร.ว. เสนีย์ และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช คู่ปรับของนายปรีดี พนมยงค์) ซึ่งออกจากราชการไปแล้ว ให้กลับมารับราชการใหม่ ในฐานะประธานกรรมการสืบสวนสอบสวนคดีสวรรคต พระพินิจได้ใช้วิธีปั้นพยานเท็จและข่มขู่บุคคลต่างๆ ให้มาเป็นพยานในคดีนี้อย่างเลวร้ายที่สุด

เมื่อพลตำรวจตรีหลวงชาติตระการโกศล เป็นอธิบดีกรมตำรวจได้มีคำสั่งตั้งนายตำรวจสิบนายเป็นพนักงานสอบสวนคดีนี้ มี พ.ต.อ. เนื่อง อาขุบุตร เป็นหัวหน้า แต่แล้วรัฐบาลภายใต้ฉายาของคณะรัฐประหาร ก็ตั้งให้ พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ มาเป็นอธิบดีแทนหลวงชาติฯ เผ่าเป็นลูกเขยของผิน ชุณหะวัณ หัวหน้าคณะรัฐประหาร และเป็นเผด็จการตัวฉกาจ โดยเผ่าได้ปลด พ.ต.อ. เนื่อง ออกจากหน้าที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ หากให้ พ.ต.ท. หลวงแผ้ว พาลชน มาเป็นหัวหน้าแทน ทั้งๆ ที่ ตอนนั้นหลวงแผ้ว ขอลาไปอุปสมบทอยู่ ก็ต้องลาสิกขามารับหน้าที่นี้

ครั้นสำนวนการสอบสวนมาถึงอัยการ พระสารการประสิทธิ์ อธิบดีกรมอัยการ เมื่อตรวจสำนวนแล้วก็ขอลาออกจากตำแหน่ง ครั้นเมื่อหลวงอรรถไกวัลวาที รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอัยการ เมื่อตรวจสำนวนแล้วก็ขอลาออกจากราชการ ส่วนหลวงอรรถวาทประวิทย์ หัวหน้ากองคดีกรมอัยการก็ได้ลาออกจากราชการอีกด้วย รัฐบาลของฝ่ายรัฐประหารจึงแต่งตั้งนายเล็ก จุณณานนท์ (น้องชาย พระยาอรรถการีย์นิพนธ์ ซึ่งเคยตั้งสำนักงานทนายความ เสนีย์-อรรถการี ร่วมกับ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช อยู่ที่ถนนราชดำเนิน) เป็นอัยการโจทก์ในคดีสวรรคต

ส่วนการตัดสินคดีของศาล ตั้งแต่ศาลอาญา และศาลอุทรณ์ จนศาลฎีกา ล้วนเป็นไปโดยขาดความยุติธรรมขั้นพื้นฐานอย่างน่าสังเกตเช่น

ศาลทราบอยู่แล้วว่า การตีความบทกฎหมายนั้นต้องพิจารณาตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ

มาตรา ๒๐๘ ทวิ ได้บัญญัติขึ้นโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๘๗ มาตรา ๓ นั้นดดยความเรียกร้องของฝ่ายตุลาการที่ปรารถนาให้โจทก์และจำเลยได้รับความ เป็นธรรมในคดีสำคัญๆ มิใช่ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นฝ่ายริเริ่มขึ้นมาก่อน ดังนั้นมาตรา ๒๐๘ ทวินั้น จึงมีความมุ่งหมายให้คดีสำคัญเป็นกรณีพิเศษนั้นได้รับการพิจารณาจากที่ ประชุมใหญ่ของศาลอุทธรณ์ และให้ศาลฎีกาใช้บทกฎหมายนั้นโดยอนุโลมด้วย

แม้คำตอบท้ายวรรคต้นแห่งมาตรา ๒๐๘ ทวิ ใช้คำว่า “ก็ได้” ซึ่งให้อธิบดีศาลใช้ดุลพินิจก็ดี แต่อธิบดีศาลศาลฎีกาก็ได้เคยใช้ดุลพินิจถูกต้องตามความมุ่งหมายแห่งบทกฎหมาย นั้นมาก่อนคดีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ ๘ แล้ว คือได้นำคดีสำคัญ ๆ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่คดีสวรรคตในหลวงรัชกาลที่ ๘ ซึ่งเป็นคดีสำคัญใหญ่ยิ่งกว่าคดีใดๆ ที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์แห่งศาลสถิตยุติธรรมนั้น ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามิได้เป็นผู้วินิจฉัย หากเป็นคณะผู้พิพากษาเพียง ๕ ท่าน คือ (๑) พระยาเลขวณิชธรรมวิทักษ์ (๒) พระยาธรรมบัณฑิต (๓) พระดุลยพากย์สุวมัณฑ์ (๔) พระศิลปสิทธิ์วินิจฉัย (๕) พระนาถปริญญา ซึ่งรวมแล้วมีจำนวนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีอยู่ในขณะ นั้น

ฉะนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาโดยท่านผู้พิพากา ๕ นายเป็นผู้วินิจฉัยคดีสวรรคตนั้นจึงเป็นโมฆะ(๑)

อนึ่งการลอบปลงประชนม์พระมหากษัตริย์นั้นมีอัตราโทษถึงประหารชีวิต ฉะนั้นศาลไม่มีอำนาจพิจารณาคดีสวรรคตโดยจำเลยมิได้มาฟังการสืบพยาน

ข้อเท็จจริงปรากฎชัดแจ้งว่า ในการที่ ศาลอาญาเดินเผชิญสืบในหลวงองค์ปัจจุบันและสมเด็จพระราชชนนี (พระอิสริยยศขณะนั้น) ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ ๑๒ และ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น ศาลอาญาไม่อนุญาตให้จำเลยในคดีสวรรคตได้ไปเฝ้าขอพระราชทานกราบทูลถาม ๒ พระองค์นั้นซึ่งทรงเป็นพยานสำคัญของอัยการโจทก์ในคดีสวรรคต ศาลอาญาได้ส่งเพียงผู้พิพากษาและอัยการโจทก์เท่านั้นขอพระราชทานพระราชกระแส ดังปรากฏในสำนวนคดีสวรรคตแล้ว จำเลยจึงไม่มีโอกาสกราบทูลซึ่งตามภาษากฎหมายเรียกว่า “ซักค้าน” ตามที่อัยการโจทก์ได้กราบทูลขอพระราชทานพระราชกระแสไว้ ดังนั้นการพิจารณาคดีสรรคตในหลวงรัชกาลที่ ๘ จึงเป็นโมฆะเพราะเหตุฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(๒)

นายสุพนจ์ ด่านตระกูล ผู้เขียนเรื่อง ๕๐ ปี พระทูลกระหม่อมแก้ว จากพสกนิกรไปแล้ว ๙ มิถุนายน ๒๔๘๙ และเรื่อง ในหลวงอานันท์ฯ นายปรีดี พนมยงค์ กับ... และกรณีสวรรคต ยืนยันว่าถ้าทนายจำเลย มีโอกาสซักค้าน พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน จะจับข้อเท็จจริง อันได้จากคำให้การของพระองค์ว่าคลาดเคลื่อนอย่างไร

แต่แล้วจำเลยทั้งสามในคดีสวรรคต คือนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปทัมศริน ก็ถูกศาลฎีกาตัดสินประหารชีวิต จอมพลป.พิบูลสงคาม นายกรัฐมนตรีในเวลานั้น อ้างว่าได้ทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษให้จำเลยถึง ๓ ครั้ง แต่ไม่ได้รับคำตอบจากเบื้องบน ซึ่งก็อ้างว่าไม่ได้รับฎีกาดังกล่าว และก้มีพระราชดำรัสว่าบุคคลทั้ง ๓ บริสุทธิ์ โดยนายปรีดี พนมยงค์ก็เป็นผู้บริสุทธิ์ด้วย แต่แล้วก็ไม่อาจคืนชีวิตให้กับบุคคลทั้งสามนั้นได้ ดังชื่อเสียงเกียรติคุณของนายปรีดี ก็ถูกบดขยี้ มหาชนคนส่วนใหญ่ ที่ถูกสื่อสารมวลชนกระแสหลักมอมเมาไปในทางที่ให้ผู้คนคลั่งชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ก็ยังคงถูกมอมเมา จนชื่อเสียงเกียรติคุณของนายปรีดีก็ยังไม่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาเลย โดยยังไม่เคยมีการขอขมาลาโทษจากชนชั้นบนที่เนรคุณมากับท่านและขบวนการสันติ ประชาธรรมทั้งหลายอีกด้วย

II

ที่กล่าวถึงอดีตมานั้น ก็เพื่อยืนยันว่าจะเข้าใจสภาพในปัจจุบันได้ เราจำต้องรู้ถึงพื้นภูมิ หลังของเราด้วย เสมอไป การที่คดีของนางจินตนา แก้วขาว ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุกนั้น เมื่อเปรียบกับคดีสวรรคต ซึ่งขึ้นถึงศาลฎีกาด้วยเหมือนกัน ก็ต้องถือว่าคดีของจินตนาเบากว่าหากเป็นการฉ้อฉลของขบวนการยุติธรรมเช่นกัน อย่างน้อยศาลชั้นต้นได้ตัดสินให้ปล่อยตัวจำเลยไปแล้ว แต่อัยการขาดการุณยธรรม เฉกเช่นบริษัท ยูเนียนเพาเวอร์ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด ก็เช่นกัน มิใยต้องเอ่ยถึงศาล โดยที่ไม่มีใครในขบวนการนี้เข้าใจถึงสิทธิมนุษยชน และบุคลลผู้เสียสละชีวิตและทุกๆ อย่างเพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สังคมมีสันติประชาธรรม ยิ่งนายเจริญ วัดอักษรด้วยแล้ว ถึงกับโดนขบวนการนอกกฎหมายสังหารชีวิตเอาเลย ดังที่สี่อดีตรัฐมนตรีและนักต่อสู้ทางการเมืองในทางประชาธิปไตยที่ถูกปลิด ชีพไปในสมัย เผ่า ศรียานนท์ และคนอื่นๆ อีกไม่น้อยที่โดนฆ่าโดยคำสั่งของเผด็จการสฤษดิ์ ธนะรัชต์

มิใยต้องเอ่ยถึงทักษิณ ชินวัตร กับกรณีกรือแซะ และกรณีการสังการผู้คนที่ถูกกล่าวหาว่าค้ายาเสพติดต่างๆ อย่างปราศจากกระบวนการยุติธรรมใดๆ ทั้งกรณีที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้อำนาจอย่างเผด็จการสังหาร ผู้ที่มาชุมนุมประท้วงรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ควรแก่การตราไว้เช่นกัน

ผู้ที่ประท้วงนั้นๆ ก็ดี จินตนา แก้วขาว ก็ดี ล้วนมีเจตนาที่ยืนหยัดเพื่อสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชนและสิทธิในการอนุรักษ์ธรรมชาติ ดังข้าพเจ้าเองก็ถูกจับมาแล้ว กับการขัดขวางการสร้างท่อแกสที่เมืองกาญจน์ โดยใช้เวลากว่า ๕ ปี จึงจะชนะคดี หากหนังสือของข้าพเจ้า เรื่องค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทย ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ที่ยืนหยัดอยู่ข้างสิทธมนุษยชน ก็ถูกตำรวจยึดไปอย่างไม่เข้าใจในเนื้อหาสาระของสันติประชาธรรมด้วยประการใดๆ ดังข้าพเจ้าได้ฟ้องศาลปกครอง แต่ก็ได้รับความล้มเหลวมาแล้ว และข้าพเจ้าก็ไม่เชื่อว่าศาลปกครองสูงสุดจะเข้าใจเนื้อหาสาระในทางสิทธิ มนุษยชนอีกเช่นกัน

เทียบกับกรณีสวรรคต ที่อธิบดีกรมอัยการกี่คนกล้าลาออกไป เพราะไม่ต้องการทำคดีที่ตำรวจเสนอขึ้นมาอย่างปราศจากเนื้อหาสาระในทางความ ยุติธรรม โดยที่อธิบดีกรมตำรวจในเวลานั้นมีอำนาจในทางเผด็จการอย่างล้นเหลือ

สมัยนี้เรามีอัยการสูงสุดคนไหนที่กล้าหาญในทางจริยธรรมบ้างไหม อัยการส่วนใหญ่รับซองขาวจากตำรวจแทบทั้งนั้นมิใช่หรือ และตำรวจซึ่งเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มีกี่คนที่เป็นสุจริตชน

ไม่ใช่เราไม่มีคนดี แต่ขบวนการยุติธรรมของเรารวนเร และขบวนการศึกษาของเราก็ล้มเหลว ตลอดจนระบบราชการของเราก็คลอนแคลน ข้าราชการส่วนใหญ่สมาทานลัทธิทุน นิยมบริโภคนิยม ซึ่งแนบสนิทไปกับระบอบเสนาอำมาตยาธิปไตย ที่นับถือความสำเร็จ ที่ชื่อเสียงเกียรติยศ อันจอมปลอม โดยเชื่อมั่นว่าเงินกับอำนาจสามารถบันดาลอะไรๆ ได้ทั้งนั้น แม้นั่นจะขัดกับความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชนยิ่งนัก ในขณะที่พุทธศาสนา ไม่เน้นเพียงแค่สิทธิของมนุษย์ หากให้มนุษย์เข้าใจถึงสิทธิของสัตว์และธรรมชาติทั้งหมดอีกด้วย

ความยุติธรรมต้องประกอบไปด้วย ความดี ความงาม และความจริง โดยผู้ที่อยู่ในขบวนการนี้ ต้องฝึกใจไว้ให้ปราศจากอคติทั้ง ๔ ประการ คือ ภยาคติ (ความกลัว) ฉันทาคติ (ความรัก) โทษาคติ (ความชัง) และโมหาคติ (ความเขลา) พร้อมๆ กันนั้น การให้ความยุติธรรม ต้องประกอบไปด้วย เมตตาและกรุณาด้วยเสมอไป ยิ่งเป็นผู้รับผิดชอบที่สำคัญมากเท่าไร ต้องเข้าใจในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตนให้มากเท่านั้น

ถ้าตำรวจก็ดี อัยการก็ดี รวมถึงทนายความและผู้พิพากษาในศาลต่างๆ ได้มีเวลาเข้าไปเยื่ยมคนในคุก ได้มีเวลาไปคุยกับคนเล็กคนน้อย คนปลายอ้อ ปลายแขม และคนที่ต่อสู้เพื่อพิทักษ์ธรรมชาติ และต่อสู้เพื่อสังคมอันยุติธรรม เขาเหล่านี้อาจเข้าใจอะไรๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจาก ติดอยู่แต่กับตัวบทกฎหมาย และถ้าเขามีสติปัญญามากพอ เขาน่าจะตระหนักไว้ด้วยถึงโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง ถ้าผู้ที่อยู่ในขบวนการยุติธรรมไม่เข้าใจความข้อนี้ เขาจะเป็นมนุษย์ได้เหนือไปจากความเป็นคนที่มุ่งเพียงแค่ กิน กาม เกียรติได้อย่างไร

คุณสมบัติขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ นั้นสำคัญเหนือการเป็นตำรวจ เป็นทนายความ เป็นอัยการ และเป็นตุลาการเป็นไหนๆ ยิ่งผู้พิพากษาด้วยแล้วต้องใช้สติและวิจารณญาณอย่างรอบคอบ อย่าเคารพนับถือบุคคลที่มีชื่อเสียง และมีเกียรติ อันสังคมยัดเยียดให้ อย่างหลับหูหลับตา แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นบุคคลที่ถูกเสกสรรปั้นแต่งให้เป็นดังคนในอุดมคติเพียงใด ก็สุดแท้

ในขบวนการยุติธรรมนั้น มีใครเคยสงสัยในจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของบิดาทางกฎหมายของไทยบ้างไหม มิใยต้องเอ่ยถึงพ่อแห่งชาติ จึงขออ้างพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ ๕ ที่ทรงกล่าวถึงกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสว่า

ขอให้พิจารณาดูเถิด. ความรักกันฉันพ่อกับลูก มีอยู่ที่ตรงไหน, ความเห็นแก่ราชการมีอยู่ที่ตรงไหน, ความจงรักภักดีฉันเจ้ากับข้ามีอยู่ที่ตรงไหน?

ควรที่จะไว้ใจได้หรือแก่คนที่โทโษวู่วามถึงเพียงนี้ หรือจะให้วางใจความคิดคนที่เอาแต่ความปราถนาของตัว, ไม่นึกถึงพ่อ, ไม่นึกถึงเจ้า, ไม่นึกถึงน่าที่ที่ตัวทำราชการอยู่, ไม่นึกถึงแผ่นดินที่ตัวเกิดและอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่, เพราะเห็นแก่ตัว, หรือจะว่าให้ดีอีกนิดว่าใจเด็ดเดี่ยวรักเพื่อนไม่ทิ้งกัน, สิ่งที่เสียสละแลกเพื่อนคือพ่อ, เจ้า, และแผ่นดิน, เปนของควรแลกกันหรือ? ถ้ายอมรับ “ปรินซิเปอล” (หลักธรรม) อันนี้แล้วพ่อเป็นเจ้าแผ่นดินไม่ได้, ยิ่งเปนเจ้าแผ่นดินที่จำจะต้องใช้เสนาบดีเช่นนี้ จะถอยหลังเข้าคลองไปเกินรัชกาลที่ ๔ เสียแล้ว*.

ถ้าที่พูดมาทั้งหมดนี้ มีคุณค่าอันควรแก่การรับฟัง ข้าพเจ้าก็พอใจ ฟังแล้วอย่าเชื่อ ขอให้ใช้สติพิจารณา นั่นแลปัญญาจึงจะเกิด

...............................

(๑) คำตัดสินใหม่ กรณีสวรรคต ร๘ สันติสุข โสภณสิริ บรรณาธิการ ๒๕๔๓ หน้า ๑๐๙-๑๑๐

(๒) เล่มเดียวกันหน้า ๑๐๘

* ประวัติต้นรัชกาลที่ ๖ โดย ราม วชิราวุธ สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรม ๒๕๕๒ หน้า ๓๖๔-๓๖๕

10 ล้านคน หมอ 2 คน และรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ที่มา ประชาไท


ชื่อบทความนี้ดูแล้วอาจแปลกๆ ไปนิด ว่ามันจะเกี่ยวอะไรกันกับ 10 ล้านคน หมอ 2 คน และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กว่า 1 ปี ที่ได้ติดตามการทำงานด้านการแพทย์ของระบบประกันสังคม ก็พบว่าทั้ง 3 เรื่องนั้นมีความสัมพันธ์และเป็นเหตุและเป็นผลซึ่งกันและกัน ดังนี้

10 ล้านคน คือ ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคมที่เป็นพลเมืองชั้นสองเพราะเป็นคนกลุ่มเดียว จากคนไทย 65 ล้านคน ที่ยังต้องเสียสองต่อในการรักษาพยาบาล คือ เสียภาษีเช่นเดียวกับคนอื่นๆ และยังต้องเสียค่ารักษาสุขภาพของตนเองผ่านระบบประกันสังคม จึงถือได้ว่า 10 ล้านคน เป็นพลเมืองชั้นสอง ในด้านการรักษาพยาบาล รองจาก ข้าราชการ ผู้ถือบัตรทอง และหากเปรียบเทียบกับท่าน ส.ส. ส.ว. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ยิ่งต้องช้ำใจ เพราะท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายได้สิทธิประโยชน์ด้านการรักษาพยาบาลที่ต่าง กับ 10 ล้านคน ราวกับรถเฟอรารี่กับรถอีแต๋น ก็ว่าได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แม้มีความพยายามในการเรียกร้องสิทธิให้กับคน 10 ล้านคน มาเกือบ 1 ปี แต่ดูจะไม่เห็นเป็นรูปธรรม ผู้ประกันตน 10 ล้านคนกลุ่มนี้ ยังต้องจ่ายเงินเอง เหมือนกับพวกเขาไม่ใช่คนไทย ทั้งที่ควรเป็นหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ที่อ้างตัวว่ามารับใช้พี่น้องประชาชน ต้องรับผิดชอบดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานของคน 10 ล้านคน แต่กลับไม่ทำอะไรเลย แถมยังขึ้นค่ารักษาพยาบาล เพิ่มสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ตัวเอง ทำให้คน 10 ล้านคน พลเมืองชั้นสอง เจ็บใจเล่น

หมอ 2 คน เชื่อไหมว่า บุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะแพทย์มีหน้าที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบด้านการ แพทย์ ในสำนักงานประกันสังคมของคน 10 ล้านคน ในปัจจุบันมีหมอเพียง 2 คน คนแรก คือ ปลัดกระทรวงแรงงาน ที่เป็นประธานบอร์ดประกันสังคม และคนที่สองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ เมื่อรวมกับเจ้าหน้าที่ในกลุ่มงานก็มีแค่ 20 คน ซึ่งล้วนแต่ไม่มีพื้นฐานด้านการแพทย์และประกันสุขภาพ ทั้งที่บุคคลเหล่านี้มีหน้าที่ที่จะต้องออกแบบ สิทธิประโยชน์ วิธีการจ่ายเงิน ตรวจสอบ ติดตาม คุณภาพ หน่วยบริการ เพื่อดูแลผู้ประกันตน จึงไม่มีทางที่จะทำให้ได้ดี เพราะแค่ตามจ่ายเงินให้หน่วยบริการทั่วประเทศให้ตรงเวลาก็แย่แล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าลำพังหมอ 2 คน กับเจ้าหน้าที่เพียง 20 คน ย่อมไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะจัดบริการสุขภาพให้กับผู้ประกันตน 10 ล้านคนได้แน่นอน ประเด็นที่สำคัญที่ทราบมาก็คือ บรรดาเจ้าหน้าที่และผู้บริหารส่วนใหญ่ในสำนักงานประกันสังคมเองก็เบื่อเต็ม ที ไม่ได้อยากดูแลด้านการแพทย์ เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญ อยากจะยกภาระหน้าที่นี้ให้กับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ แต่กลับไปติดอยู่ที่ผู้บริหารบางคนที่ยังมีความดันทุรังสูง อาจจะด้วยเหตุผลความอยากเอาชนะหรือไม่ก็ผลประโยชน์ทับซ้อนที่เราๆ ท่านๆ อาจมองไม่เห็น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ กรณีการแพทย์ของประกันสังคมก็ดูไม่ต่างจากกรณีน้ำท่วมเท่าไหร่ ที่คนในรัฐบาลต่างคนต่างทำ ไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้ สะท้อนให้เห็นศักยภาพของรัฐมนตรีแถวสาม เพราะการที่รัฐบาลปล่อยให้สำนักงานประกันสังคม โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกมาแถลงอย่างน่าชื่นตาบานเพราะคิดว่าเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ว่าจะจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้กับหน่วยบริการ 1 RW = 15,000 บาท มากกว่า ข้าราชการและบัตรทองที่ 1 RW = 12,000 และ 9,000 บาท ตามลำดับ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลบัตรทองก็ไม่รู้เรื่องว่าจะมีผลกระทบอย่างไรต่อบัตรทอง เพราะการจ่ายเงินแบบนี้จะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อบัตรทองและเพิ่มภาระงบประมาณ รักษาพยาบาลข้าราชการทันที ดังนี้

  1. ผู้ป่วยภายใต้บัตรทองจะกลายเป็นผู้ป่วยอนาถาทันที ไม่มีโรงพยาบาลไหนทั้งรัฐบาลและเอกชนอยากดูแล เพราะนอกจากจะเป็นกลุ่มที่เจ็บป่วยมาก มีค่าใช้จ่ายสูง รัฐบาลกลับจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้น้อยกว่าสิทธิอื่นๆ
  2. ภาพรวมของระบบสุขภาพจะต้องมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทันที และจะเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเพิ่มงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวบัตรทอง ที่รัฐบาลเพิ่งตัดลง 10% อีกอย่างน้อย 30,000 ล้านบาท ต่อปี และยังต้องรวมของข้าราชการที่เพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น กว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี
  3. โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและเอกชนทั้งหลายที่สามารถเลือกได้ก็จะไม่ยอมเข้าร่วมบัตรทอง รอรับดูแลเฉพาะประกันสังคมและข้าราชการดีกว่า

ดังนั้นการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์หวังจะเห็นโครงการบัตรทองมีคุณภาพมากขึ้น นั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อประเมินจากสถานการณ์ข้างต้น รวมถึงความเคลื่อนไหวหลายประการในแวดวงบัตรทอง ณ เวลานี้ ก็สะท้อนถึงความรู้ไม่เท่าทันกลเกมต่างๆ ที่การเมืองมีต่อขั้วอำนาจทั้งหลายในแวดวงสาธารณสุข หากการเมืองซึ่งเป็นฝ่ายกุมนโยบายไม่ทันเกม ทั้งยังไม่ตระหนักถึงความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนที่เป็นเป้าหมายสำคัญ ของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ 30 บาทรักษาทุกโรคที่รัฐบาลไทยรักไทยเป็นผู้ทำคลอดจากข้อเสนอที่เคลื่อนไหวมา ยาวนานของภาคประชาชน ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่มีกลุ่มการเมืองใดกล้าพอที่จะยอมรับกับข้อเสนอนี้ ก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่า ในที่สุดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคของพรรคเพื่อไทยก็จะกลายเป็นโครงการที่พรรคเพื่อไทยเขียนด้วย มือและลบด้วยเท้าในไม่ช้า

เนติบัณฑิตสภาอเมริกาลงใต้ สอบคดีมั่นคงพบถูกซ้อมเพียบ

ที่มา ประชาไท

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 24 ธ.ค. 54 ที่ห้องจะบังติกอ โรงแรม ซีเอส ปัตตานี มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจัดเสวนานำเสนอผลการศึกษา ข้อมูลสถิติคดีและข้อค้นพบในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคดีความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (Case Audit) สนับสนุนโดยเนติบัณฑิตสภาแห่งอเมริกา (America Bar Association Rule of Law : ABA ) มีผู้เข้าร่วมประมาณ 50 คน

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมวิพากษ์ผลการศึกษา เพื่อปรับปรุงเป็นงานวิจัยที่สมบูรณ์ และสามารถนำไปผลักดันในเชิงนโยบายและเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไป

นายอนุกูล อาแวปูเตะ ประธานศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดปัตตานี นำเสนอผลการศึกษาข้อมูลสถิติคดีและข้อค้นพบในคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ว่า ผลการศึกพบว่า มีการนำตัวบุคคลเข้าสู่กระบวนการซักถามภายใต้กฎอัยการศึกใน 100 คดี มีผู้ถูกทำร้ายร่างกาย 33 คดี เจ้าหน้าที่ใช้วาจาที่ไม่สุภาพระหว่างซักถาม 35 คดี ถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ 25 คดี

นายอนุกูล นำเสนอต่อไปว่า ส่วนในการควบคุมตัวตามพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) มีผู้ถูกควบคุมตัวถูกทำร้ายร่างกาย 16 กรณี และเจ้าหน้าที่ใช้ถ้อยคำไม่สุภาพระหว่างควบคุมตัวหรือถูกขู่เข็ญ 12 กรณี

นายอนุกูล นำเสนออีกว่า ในการจับกุมผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญา) ปรากฏว่า มีผู้ต้องหาถูกทำร้ายร่างกายด้วยถึง 23 คดี เจ้าหน้าที่ใช้วาจาไม่สุภาพระหว่างถูกจับกุม 12 คดี และถูกขู่เข็ญ 13 คดี

นายอนุกูล กล่าวว่า จากสถิติพบการทำร้ายร่างกายระหว่างการควบคุมตัวภายกฎอัยการศึกมากที่สุด แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายกังวลอย่างมาก คือการทำร้ายร่างกายระหว่างการสอบปากคำในชั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา

นางสาวเยาวลักษ์ อนุพันธ์ ผู้อำนวยการโครงการ เนติบัณฑิตสภาแห่งอเมริกา ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ โครงการ Case Audit เป็นการตรวจสอบคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาแล้วระหว่างต้นปี 2553 ถึงต้นปี 2554 จำนวน 100 คดี โดยการนำสำนวนคดีมาตรวจสอบ ความชอบธรรมของเจ้าหน้าในการปฏิบัติงานทุกขั้น ตอนตั้งแต่การใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉินและ ป.วิอาญา มาทำเป็นฐานข้อมูลทางด้านคดีอย่างเป็นระบบ เรียกว่า แบบฟอร์มบันทึกข้อมูลทางคดี หรือ check list

นางสาวเยาวลักษ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้จัดทำแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลทางคดีอย่างเป็นระบบและมีฐานข้อมูลแล้ว สามารถที่จะให้นักวิชาการด้านกฎหมายหรือผู้สนใจมาศึกษาในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรม เพื่อให้เห็นจุดอ่อนและจุดแข็งของกระบวนการยุติธรรม

“สิ่งสำคัญที่สุด คือ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมต้องมาศึกษาดูว่า การดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา มีปัญหาตรงไหน และต้องแก้ไขปรับปรุงต่อไปอย่างไร” นางสาวเยาวลักษ์ กล่าว

'เฉลิม' ลั่น 'เพื่อไทย' จะคัดค้านการแก้ ม.112 จนถึงที่สุด

ที่มา ประชาไท

ไม่ขัดข้องหากมีการทำประชามติในการแก้ไข รธน. แต่ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้ ยืนยันว่า 'เพื่อไทย' จะไม่แก้ไข ม. 112 และจะคัดค้านจนถึงที่สุด

24 ธ.ค. 54 - สำนักข่าวไทยราย งานว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยที่ให้มีการทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า ส่วนตัวไม่ขัดข้อง หากจะมีการทำประชามติ ไม่ว่าก่อนหรือหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะในช่วงที่หาเสียงเลือกตั้ง ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะแก้ไขรับธรรมนูญปี 2550 มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง ส.ส.ร.มาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จภายใน 240 วัน และหลังจากนั้นจึงค่อยสอบถามความเห็นของประชาชนว่าจะรับร่างฉบับดังกล่าว หรือไม่

“ส่วนตัวเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงอยากให้ทุกฝ่ายใจเย็น ๆ รอก่อน เนื่องจากรัฐบาลเพิ่งมาทำงานได้เพียง 3 เดือน จึงควรที่จะทำงานในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ทั้งในเรื่องของการปราบปรามยาเสพติด ปราบเว็บไซต์หมิ่นสถาบัน และการทุจริต หลังจากนั้นในช่วงเดือนที่ 9 จึงค่อยแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สาย เพราะว่าเป็นไปตามที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญภายใน 1 ปี” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ส่วนการที่มีสมาชิกพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังปีใหม่นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ถือเป็นความเห็นของสมาชิกพรรคที่มีความหลากหลาย แต่ทั้งหมดควรที่จะให้เกิดการตกผลึกในพรรคก่อน และต้องฟังนายกรัฐมนตรีเป็นหลัก ขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นการทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่เป็นการแก้ไขหลักการของประเทศ ดังนั้น ผู้ที่ออกมาคัดค้านและผูกโยงการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นความคิดที่ผิดและทำให้เกิดความสับสน

ส่วนกรณีที่แกนนำคนเสื้อแดงจะรณรงค์ล่ารายชื่อประชาชนให้นำรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2540 ของ นพ.เหวง โตจิราการ กลับมาใช้นั้น ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นที่หลากหลาย และไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว ขอยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เกี่ยวกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ขอยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่มีการเข้าไปแก้ไขในส่วนของมาตรา 112 และจะคัดค้านจนถึงที่สุด หากมีการแก้ไขในมาตราดังกล่าว ดังนั้น ขอให้อย่านำการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาผูกโยงกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

คกก.ปิดเว็บหมิ่นเผยพบเว็บไซต์ไม่เหมาะสมโดนปิดแล้วเปิดใหม่ ล่าสุดปิดอีก 87 เว็บ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 54 ที่ผ่านมา สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์รายงาน ว่า พลตำรวจเอก วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษาสัญญาบัตร (สบ.) 10 ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ กำหนดนโยบายการป้องกัน และปราบปรามการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ผิดกฎหมาย หรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร หรือ เว็บหมิ่นฯ เปิดเผยว่า หลังจากได้ดำเนินการปิดเว็บไซต์ที่เข้าข่ายกระทบความมั่นคงไปแล้ว 329 เว็บไซต์ พบว่า หลังจากนั้น บางเว็บไซต์กลับมาเปิดใหม่ โดยใช้วิธีเปลี่ยนหน้าเว็บ เปลี่ยนชื่อ แต่เนื้อหาสาระยังเป็นเช่นเดิม หากคนใดติดตามเว็บนั้นอยู่ ก็จะรู้ทันทีว่าเป็นเว็บเดิม ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้ก็จะตามปิดต่อ โดยล่าสุด ศาลอนุมัติปิดเว็บไซต์เพิ่มอีก 87 เว็บไซต์

ทั้งนี้ พลตำรวจเอก วรพงษ์ ยอมรับว่า การเผยแพร่ข้อความ หรือ รูปภาพ ในลักษณะหมิ่นสถาบัน บางครั้งถูกเผยแพร่ต่อในวงกว้าง จากลักษณะเฉพาะของบางเว็บ เช่น เว็บไซต์เฟสบุ๊ค ซึ่งหากเจ้าของล็อคอินหนึ่ง แสดงความคิดเห็น ไม่ว่าเห็นด้วย หรือด่าทอ หรือ กดถูกใจ ภาพหรือข้อความที่ไม่เหมาะสมนั้นก็จะมาปรากฎบนหน้ากระดานข้อความ ของผู้ที่แสดงความเห็น ทำให้เพื่อนที่อยู่ในรายชื่อ ของบุคคลนั้นจะเห็นได้ทั้งหมดซึ่งจะยิ่งเป็นการเผยแพร่ไปเรื่อยๆ ฉะนั้น หากพบให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ โดยไม่ต้องแสดงความคิดเห็นใดๆ

ศาลปกครองไต่สวนคดีบึงทุ่งกะโล่เผยราชการบุกรุกบึงต้นเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.54 ที่ผ่านมา ที่ศาลปกครองกลาง นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เปิดเผยว่าชาวบ้านรอบบึงทุ่งกะโล่ ต.ป่าเส้าและ ต.คุ้งตะเภา อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กว่า 60 คน เดินทางมาศาลปกครองกลางตามหมายเรียกของศาล เพื่อทำการไต่สวนคำขอการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา กรณีที่ชาวบ้านรอบบึงทุ่งกะโล่ได้ฟ้องปฏิรูปที่ดินจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ เลขาธิการ สปก. และรมต.กระทรวงเกษตรฯ ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตต่อศาลปกครองกลาง

ในการไต่สวนนั้น ตัวแทนชาวนา ได้เปิดเผยว่าผู้ถูกฟ้องคดีได้ละเมิดสิทธิประชาชนและสิทธิสิ่งแวดล้อม โดยอนุญาตให้หน่วยงานราชการจำนวนมากในจังหวัดอุตรดิตถ์ เข้าไปใช้ประโยชน์และถมที่ดิน ทำคันดินกั้นน้ำในทุ่งบึงกะโล่กว่า 2,000 ไร่ เพื่อสร้างตึก อาคาร สถานที่ จนทำให้สภาพบึงซึ่งเป็นแหล่งรองรับน้ำตามธรรมชาติหรือแก้มลิง ที่มีพื้นที่กว่า 7,500 ไร่เปลี่ยนสภาพไป ได้รับผลกระทบตื่นเขิน และไม่สามารถรองรับน้ำที่ไหลบ่ามาจำนวนมากได้ ทำให้น้ำเอ่อล้นท่วมที่นาของชาวบ้าน ทำให้นาข้าวที่กำลังงอกงามถูกน้ำท่วมขังเสียหายไปนับพันไร่ โดยไม่มีหน่วยงานราชการใดออกมารับผิดชอบ

ทั้งนี้หน่วยงานราชการผู้ถูกฟ้องคดีได้ละเมิดกฎหมายหลายฉบับ อีกทั้งเป็นการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ห้ามหน่วยราชการใดเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเด็ดขาด แต่หน่วยงานราชการในจังหวัดอุตรดิตถ์กลับฝ่าฝืน และไม่สนใจมติและข้อห้ามทางกฎหมายต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าปล่อยให้หน่วยราชการต่าง ๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์เข้าไปทำคัดดิน ทำถนน และก่อสร้างอาคารในพื้นที่ชุ่มน้ำทุ่งบึงกะโล่ได้อีกในปัจจุบัน

การที่หน่วยงานราชการละเว้นเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย ละเว้นเพิกเฉยเสียเองนั้น น่าที่จะเป็นต้นเหตุสำคัญของวิกฤตน้ำท่วม 2554 ที่ผ่านมา เพราะแหล่งรองรับน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ได้ถูกทับถมเป็นคันดิน ก่อสร้างตึกอาคารแทน ทำให้แก้มลิงตามธรรมชาติหายไป ที่สำคัญบางหน่วยงานราชการได้นำงบประมาณแผ่นดินนับ 100 ล้านไปถมที่ดินและสร้างอาคารเสร็จแล้วแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ปล่อยให้เป็นที่ อยู่อาศัยของนกหนูงูและตัวเงินตัวทอง โดยที่ สปก.อ้างว่าไม่ทราบเรื่องมาก่อน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญที่สมาคมฯและชาวบ้านจะยอมไม่ได้ จะได้รวบรวมข้อมูลร้องต่อ ปปช.เพื่อสอบสวนลงโทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็มคดี ‘อากง’-ทนายขอขยายเวลาอุทธรณ์

ที่มา ประชาไท

23 ธ.ค.54 นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความของนายอำพล (ขอสงวนนามสกุล) หรือ “อากง” ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากกรณีส่ง SMS และถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเมื่อวันที่ 23 พ.ย.54 ระบุว่า ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอขยายเวลาอุทธรณ์เป็นเวลา 30 วัน เป็นวันที่ 23 ม.ค.55 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเพิ่งได้คำพิพากษาฉบับเต็มเมื่อเร็วๆ นี้ และคดีมีรายละเอียดมาก อย่างไรก็ตาม ทราบมาว่าทางอัยการก็ได้ยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์เช่นกัน

สำหรับคำพิพากษาฉบับเต็มนั้น มีจำนวน 13 หน้า ลงนามโดยผู้พิพากษา นายชนาธิป เหมือนพะวงศ์ และนางสาวภัทรวรรณ ทรงกำพล

ทนายความจำเลยระบุว่าคำพิพากษาฉบับเต็มมีการเพิ่มเติมข้อความที่ไม่ได้อ่านในวันพิพากษาหลายจุด และ ประชาไทขออนุญาตตัดข้อความที่เป็นคดีและข้อมูลส่วนบุคคลออก

(สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ด้านล่าง .pdf)

AttachmentSize
คำพิพากษาคดีอำพล.pdf976.75 KB

ยกฟ้องอีกคดี บึ้มโรงแรมซีเอส.ปัตตานี

ที่มา ประชาไท

โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ (DSJ)

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 23 ธันวาคม 2554 ที่ห้องพิจารณาคดี 1 ศาลจังหวัดปัตตานี นายปาลิต สันทนาคณิต ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา คดีพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายฮันนาน หรืออาริกดิง จารง คดีหมายเลขดำที่ 1921/2552 และนายอับดุลย์ กามะ คดีหมายเลขดำที่ 328 /2553 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ก่อการร้าย เป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ฯลฯ ในคดีลอบวางระเบิดโรงแรมซีเอส ปัตตานี จนมีผู้เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 12 คน เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 15 มีนาคม 2551

คำพิพากษาสรุปว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดที่เกิดเหตุ แสดงให้เห็นเพียงว่า มีรถยนต์ยี่ห้อแดวู สีเขียว ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนด้านหน้า ขับเข้าไปที่จอดในเกิดเหตุเวลา 16.57 น. และขับออกไปเวลา 18.24 น. จากนั้น 2 นาที มีรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิเลขทะเบียน พน 5029 กรุงเทพมหานคร (บางข่าวเขียน ภน 5029 กรุงเทพมหานคร) คันที่เกิดระเบิดได้ขับเข้าไปในโรงแรม แต่ไม่ปรากฏภาพรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิซิ เข้าไปจอดแทนรถยนต์แดวู ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง

คำพิพากษาสรุปอีกว่า ทั้งยังไม่ปรากฏชัดว่า รถยนต์ยี่ห้อแดวูได้เลี้ยววนเข้าไปรับผู้ที่ขับรถยนต์มิตซูบิซิออกจากที่ เกิดเหตุ ตามที่พนักงานฝ่ายสืบสวนสันนิฐานไว้ พยานหลักฐานของโจทก์เท่านี้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอในการรับฟังว่า ผู้ที่อยู่ในรถยนต์ยี่ห้อแดวูมีส่วนร่วมรู้เห็นเป็นใจกับการนำรถยนต์ที่มี ระเบิด เข้าจอดในที่เกิดเหตุ แม้พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่าเห็นจำเลยทั้ง 2 นั่งที่ลานชาชักของโรงแรมในวันเกิดเหตุและมีผู้เสียหายเคยให้การในชั้นสอบ สวนว่าจำเลยทั้ง 2 คือบุคคลที่อยู่ในรถยนต์ยี่ห้อแดวูคันดังกล่าว ก็ไม่ได้หมายความว่า จำเลยทั้ง 2 มีประพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 2 คือคนร้ายที่ก่อเหตุวางระเบิดโรงแรงซีเอส ปัตตานี

คำพิพากษาสรุปต่อไปว่า นอกจากนั้นโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่สืบให้เห็นว่า จำเลยทั้ง 2 เป็น ผู้ก่อการร้าย แบ่งแยกดินแดงเมื่อใดและร่วมกับใคร มีการฝึกทางร่างกายและจิตใจ ศาลไม่สามารถลงโทษจำเลยทั้ง 2 ได้ พิพากษายกฟ้อง