WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 26, 2011

ฉายารัฐบาลและคณะรัฐมนตรีปี 54

ที่มา Thai E-News

โดยทีมข่าว ไทยอีนิวส์
26 ธันวาคม 2554


ฉายาทางการเมืองปี ๕๔ จากกลุ่มเสื้อแดง Club Red แสบๆ คันๆ




0 0 0 0 0


มติชนลงข่าว "สื่อทำเนียบตั้งฉายารัฐบาลปี 54 : ทักษิณส่วนหน้า ยิ่งลักษณ์:นายกฯนกแก้ว ร.ต.อ.เฉลิม :กุมารทองคนองศึก" 26 ธันวาคม 2554

เป็นธรรมเนียมทุกปีที่สื่อมวลชนสายทำเนียบรัฐบาลจะตั้งฉายา ให้กับรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี โดยดูจากองค์ประกอบด้านพฤติกรรมและผลงาน


ซึ่งปีนี้สื่อทำเนียบฯได้ตั้งฉายารัฐบาลปี 2554 ว่า


  • "ทักษิณส่วนหน้า" ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ฉายา" นายกฯนกแก้ว "
  • ขณะที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ฉายา "ทักษิโด้โชว์ห่วย"
  • ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ฉายา "กุมารทองคะนองศึก"
  • พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯได้ฉายา "ประแจปากตาย"
  • นายกิตติรักษ์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ได้ฉายา ปุเลง..นอง
  • พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ได้ฉายา " อินทรีหลงป่า"
  • นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้ฉายา " ปึ้งเป้าเป๊ะ "นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ฉายา" ขงเบ๊ "
  • นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯได้ฉายา " ผีเจาะปลอด"
  • นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงานได้ฉายา "ไอเดียกระฉอก"
  • ส่วนผู้นำฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ฉายา “หล่อดีเลย์”

0 0 0 0 0

สลิ่ม

ที่มา Voice TV



รายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ชวนคุณมาคิดเล่น เห็นต่างกับคุณคำผกา และคุณอรรถ ในตอน "สลิ่ม"

Sunday, December 25, 2011

ดูภาพซานต้าณัฐวุฒิ ไสนเกื้อ กับ สมศักดิ์ โกศัยสุข แล้วมาแอบอ่านโพสต์ สมศักดิ์ เจียมฯ ที่เฟสบุค

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าว ไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอโพสต์ของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จากหน้าเฟสบุค วันที่ 25 ธันวาคม 2554 ที่พูดถึงนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายคน

และขอนำเสนอภาพซานต้า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่โคจรมาอยู่ในงานสัมนาเดียวกัน


มติชน นำเสนอเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2554

แม้จะเคยเป็นแกนนำม็อบต่างสีกันมาก่อน แต่วันนี้ ทั้ง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" แห่งพรรคเพื่อไทย และ "สมศักดิ์ โกศัยสุข" แห่งพรรคการเมืองใหม่ กลับต้องมาสวมหมวกคุณลุงซานต้าใส่เสื้อสีชมพูเหมือนกัน ในค่ายอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ของคณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ จ.กาญจนบุรี

0 0 0 0 0

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟสบุค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
25 ธันวาคม 2554



สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ :

"ส่วน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พรรคเพื่อไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนว่ายังไม่มีแนวคิดจะดำเนินการเรื่องนี้ ส่วนจะมีกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวแสดงความเห็นเรียกร้องก็เป็นเรื่องสังคมจะสดับ ตรับฟัง เพราะบ้านเมืองนี้จะอยู่กันได้โดยเสรีภาพทุกคนทุกฝ่าย เมื่อมีเสียงทักท้วงมาจากเหตุผลหลักการแต่การรับฟังจำเป็นเพื่อจะทำให้ บรรยากาศความตึงเครียดของสังคมคลี่คลาย"

ก็เรียกว่า ดีกว่า เหลิม อ่ะนะ

แต่ เสียดายคนอย่างคุณณัฐวุฒิ นะครับ ที่พูดได้แค่นี้ ... อันนี้ พูดด้วยความจริง ผมอ่านด้วยความรู้สึกเสียดาย มากกว่าไม่พอใจหรือโกรธ หรืออย่างอื่น

ก่อนที่ใครจะบอกว่า คุณณัฐวุฒิ คงพูดไม่ได้ เพราะพรรคกำหนดไว้ น่าเห็นใจอะไรแบบนั้น ผมขอให้ดูว่า วันก่อน ที่ วิภูแถลง ไปออก "คมชัดลึก" ก็พูดมากกว่านี้นะ ไม่มากอย่างที่ควร แต่อย่างน้อย ออกในแนวทีว่า การใช้ กม.นี้ มีปัญหา (ซึงณัฐวุฒิ ไม่ได้พูดเลย) หรือ ล่าสุด อ.จา ก็เห็นให้สัมภาษณ์มติชน เห็นด้วยกับการแก้ ยังวิจารณ์ว่า คนที่ไม่คิดจะแก้

0 0 0 0 0


ทุกคน รู้แล้วว่า อากง โดน 20 ปี ด้วย 4 ข้อความ sms



กรณี คุณธันย์ฐวุฒิ ("หนุ่ม") ที่มีลูกเล็กๆคนหนึ่ง โดน 13 ปี ก็มาจากข้อความสั้นๆ 2 ข้อความ ที่ทำเป็น สไลด์ Power Point 2 สไลด์ เท่านั้น

(1) ถ้าประชาชนเสื้อแดงตาย .... [ข้อความ 6 พยางค์ หรือ 3 คำ]

(2) ลูกด่ากัน ........ *
......... [ตามด้วยข้อความ 1 ประโยค] .......
การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ หากมีคนเสื้อแดงตายแม้แต่คนเดียว
......... [ข้อความ 6 พยางค์ หรือ 3 คำ ซ้ำกับในข้อ (1) ข้างบน]

* ความจริง ส่วนที่เหลือของประโยคในบรรทัดแรกของข้อ (2) และตัวประโยคทั้งหมดเอง ก็ไม่มีอะไร ผมเกือบจะพิมพ์ให้ดูแล้ว แต่คิดอีกที เซนเซอร์ดีกว่า เผื่อพวกประสาทแดก คิดมาก ตีความวุ่นวาย เอาเป็นว่า ลำพังประโยคนี้ ไม่มีอะไร

ประโยคที่เป็นปัญหา คือ ในบรรทัดที่ 2 และประโยคที่ตามมา ซึ่งก็คล้ายๆกับสไลด์แรก

คือต่อให้บอกว่า ข้อความไม่กี่ประโยคนี้ "หมิ่น"
มัน make sense หรือ ในสังคมปัจจุบัน ที่จะจำคุกคน 10 ปี เพราะข้อความ สั้นๆแบบนี้?

(สำหรับ บางท่าน ที่อาจจะมีปัญหากรณี ดา ตอร์ปิโด ที่ใช้ถ้อยคำ ที่มองว่า "แรง" จริงๆ แล้ว ข้อความทั้งหมดของกรณีคุณ หนุ่มนี้ เป็นข้อความทีใช้คำสุภาพ ธรรมดาๆนะ ตัวคำ ไม่มีประเภท คำหยาบ ด่าทอ หรืออะไร)

สิ่งที่ irony อีกอย่างคือ ถ้าใครดูรายการ "ตอบโจทย์" ทีสัมภาษณ์อานันท์ เมื่อเดือนมิถุนายน (ไม่ใช่ที่เพิ่งออกตอนต้นเดือนนะครับ คนละอัน) ภิญโญ ถาม อานันท์ ในประเด็น ที่ หนุ่ม โดนตัดสินนี้เลย ผมยัง "ขำ" ว่า อานันท์ เอง ก็พยายาม speculate (คาดเดา) หรือ "ให้คำอธิบาย" ประเด็นทีว่าเหมือนกัน ... ตางกันในแง่ ข้อความที่ หนุ่ม โดนตัดสิน เป็นการ ฟันธง ลงความเห็น

แต่เรื่องนี้ ทีจริง ก็เป็นการแสดงความเห็นทางการเมือง ถ้าใครไม่เห็นด้วย ก็ควรเถียงกันได้

ใน ประเทศศิวิไลซ์ ที่ไหน เขาก็ทำแบบนั้น คนมีความเห็นเกียวกับองค์กรสาธารณะ หรือบุคคลสาธารณะ ว่า ควรทำ หรือ ไม่ควรทำอะไร คนอื่นไม่เห็นด้วย ก็เถียงกัน

ไอ้นี่ ประเทศนี้ ประเภท คนเห็นไม่ตรงกับ official version (คำโฆษณาทางการ) จับเข้าคุกเลย

0 0 0 0




ผมเห็นรูปคุณสมยศ ตีตรวน นั่งในศาล ที่มีหลายคน share กัน เมื่อหลายวันก่อน แล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก

ที่เพิ่งมาเขียนถึงได้วันนี้ ก็เพราะดูภาพแล้วรู้สึกสะเทือนใจ เกินกว่าจะเขียนได้

เรื่อง อากง ที่ทำให้คนจำนวนมาก พากันออกมาเรียกร้อง ก็ดีนะครับ และเข้าใจได้ ว่าทำไมคนจำนวนมากจึงรับเรื่องนั้นไม่ได้

ใครที่อ่าน fb ผมประจำ ก็คงเห็นว่า ผมก็รับไม่ได้มากๆเหมือนกัน เรื่อง อากง

แต่เรื่องของคนอื่นๆที่ โดน 112 : คุณดา คุณสมยศ คุณหนุ่ม คุณสุรชัย ฯลฯ ก็ไม่เคยหายไปจากใจผมเลย

ไม่อยากจะ "บ่น" หรือ ด่า ว่าอะไรซ้ำๆอีกนะ แต่ผมรู้สึกจริงๆว่า ระดับความ "กระตือรือร้น" ที่จะช่วยคนที่ติดในคุก ของ นปช มันน้อยไป

เรื่อง "ย้ายคุก ประกันตัว" อะไรมันก็ โอเค อ่ะนะ แต่ที่ผมมีปัญหาตลอดคือ มันน้อยไปมากๆ เมื่อเทียบกับสิ่งทีคนเหล่านั้นได้รับ

และ ตราบใด ที่ นปช ยังจำกัด แต่ "วาทกรรม" เรื่อง "เคารพในการตัดสินใจของศาล" อะไรนัน มันก็ไม่ไปถึงไหน

จริงๆ ผมอยากให้ นปช ทำเรื่อง นิรโทษกรรม นี่แหละ เป็นเรื่องใหญ่เลย

ผมว่า ในแง่หนึง เรื่องนี้ น่าจะ "สำคัญกว่า" เรื่อง รธน. ที นปช จะทำเป็นเรื่องใหญ่ในปีหน้าด้วย

"สำคัญ กว่า" เรื่อง รธน. ของ นปช เพราะ ผมมองว่า ดุจากข้อจำกัดของ นปช อย่างทีรู้ๆกันแล้ว รธน. ที่ นปช จะผลักดัน ก็คง ไม่มีอะไร เท่าไร (หมวด 1, หมวด 2 - สงสัย จะไม่กล้าแตะต้อง)

แล้ว เรื่อง รธน. มันเป็นเรื่องยาว เป็นปี (กว่าจะเสร็จ คง 2556)

แต่เรื่องคนในคุกนี่ มัน นับเวลากัน วันต่อวัน นะ

คือ 1 วัน ที่ยังอยู่ในคุก ก็ลำบากเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ...

0 0 0 0 0

1-2 วันนี้ ผมนึกถึงคนที่ยังอยู่ในคุก (หรือแม้แต่คนทีได้ประกัน แต่ยังมีคดีติดตัว ต้องสู้คดีต่อ)

แล้วก็นึกถึงเรื่องนิรโทษกรรม (ที่เคยเสนอไป)

ผมยังเชื่อว่า นี่เป็นทางออกทางเดียว ที่จะทำให้พวกเขาหลุดได้ เพราะมองไม่เห็นทางอื่น

น่าเสียดาย ที่ นปช และ สส ฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมจับเรื่องนี้จริงๆจังๆ

ผมเข้าใจว่า เป็นไปได้ ที่ ฝ่าย รบ. อาจจะพยายามผลักเรื่อง นิรโทษกรรม เหมือนกัน โดยผ่าน "กรรมาธิการปรองดอง" ของ สนธิ บุญ

แต่ผมสงสัยว่า ถ้าจะ นิรโทษกรรม พวกเขาคงรวมกรณีคุณทักษิณ (และบรรดาระดับนำ ของอีกฝ่าย เช่น มาร์ก สุเทพ ทหาร) เข้าไว้ด้วย

ซึงเรื่องมันก็จะลำบาก ยืดเยื้อ ทะเลาะกันอุตลุดอีก

และที่สำคัญ สงสัย เขาจะไม่ยอมรวม 112 ไว้ด้วยแน่

ใจ ผม อยากให้พวกเราหาทางผลักดันเรื่องนิรโทษกรรม คนระดับธรรมดาๆ รวมทั้ง ที่โดนคดี 112 - โดยเสนอ ให้แยกออกมาจากกรณีทักษิณและระดับนำฝ่ายอื่นๆ

การ เคลื่อนไหวเรื่อง 112 ที่หลายฝ่าย จะทำต่อในปีหน้า ก็ดีนะ แต่ว่า ประเมินอย่าง realistic โอกาส ที่จะแก้ไขอะไร คงยาก และก็ยังช้าไปสำหรับคนที่ติดคุกและโดนคดี

จริงๆแล้ว ผมจึงอยากให้พวกเราทำเรื่อง นิรโทษ นี้นะ

คือที่ผ่านมาเรียกร้องเรื่อง "ปล่อยนักโทษการเมือง" ผมว่า มัน "กว้าง" เป็น "นามธรรม" ไป

ในทางเป็นจริง จะ "ปล่อย" ได้ มันต้องมีการ "นิรโทษกรรม"

0 0 0 0 0

รายการ รู้เขา รู้เรา 23-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR


ดร.สุทิน คลังแสง รายการ รู้เขา รู้เขา
ทางสถานีโทรทัศน์ Asia Update

ประจำวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2554


mp3

http://www.mediafire.com/?zpd33llsou4shd2




http://www.thaivoice.org/board/index.php?

พรปีใหม่ ๒๕๕๕….แด่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

พรปีใหม่ ๒๕๕๕….แด่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเสื้อแดง

ขอเทพไท้ดลช่วยอำนวยศรี
แด่น้องพี่คนเสื้อแดงทุกแห่งหน
จงมีสุขทุกข์คลายมลายดล
ทุกทุกคนความมั่งมีทวีมา

อยากได้เงินให้ได้ดั่งใจคิด
อยากได้มิตรให้ได้ดั่งใจหนา
อยากได้ทองให้ได้อย่างใจพา
มียศฐาได้เลื่อนขั้นอย่างทันใจ

ทำธุรกิจให้เจริญดีทวีผล
กำไรล้นมากมีทวีให้
กิจการรุ่งเรืองเจริญไกล
เป็นเศรษฐีใหม่มีทรัพย์นับอนันต์

ขอพี่น้องผองเพื่อนเสื้อแดงนี้
จงมากมีมวลมิตรคิดเสกสรร
ให้ถ้วนทั่วทุกคนผลอนันต์
ชัยชนะอำมาตย์นั้นพลันได้มา

ปีใหม่สำเร็จกิจที่คิดหมาย
พวกมารร้ายอำมาตย์พินาศหนา
ประชาธิปไตยเต็มใบให้ได้มา
ชาวประชาเป็นสุขเลิกทุกข์ทน

คนเสื้อแดงจงยิ่งใหญ่ในโลกหล้า
ฟ้าสีทองผ่องพาให้สุขล้น
เป็นปีทองฉลองชัยให้มวลชน
คนเสื้อแดงทุกแห่งหนนั้นเกริกไกร



วินิตยา
๒๔/๑๒/๒๕๕๔

คำพิพากษาศาลฎีกา ยกหัวหน้าคณะปฏิวัติ ขึ้นเป็น ‘พระราชา’...จริงหรือ!!!?

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ทความที่เขียนโดยอดีตผู้พิพากษาท่านหนึ่ง คือ คุณนคร พจนวรพงษ์ ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ‘มติชน’ รายวัน ฉบับประจำ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ใช้ชื่อบทความว่า
เมื่อผู้เขียนถูกคำสั่งของคณะรัฐประหาร บังคับให้เป็นตุลาการศาลทหาร
น่าจะได้รับความสนใจจากผู้คน เพราะนอกจากลงตีพิมพ์แล้ว ยังได้ถูกนำมาพูดถึง และอ่านออกวิทยุบางสถานีด้วย

ผู้เขียนบทความเล่าว่า เคยเป็นทนายความมาก่อน แล้วไปสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ภายหลัง ระหว่างที่เป็นทนายความ ท่านแสดงทีท่าต่อต้านการรัฐประหาร โดยบอกว่า

...ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่รังเกียจและต่อต้านการยึดอำนาจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่เห็นด้วยกับประกาศหรือคำสั่งใดๆ ของคณะรัฐประหาร...

ด้วยเหตุนี้เอง ระหว่างเป็นทนายความ คุณนครฯจึงไม่สนใจไม่ศึกษา และไม่ยอมที่จะปฏิบัติตามตำสั่งของคณะปฏิวัติ แต่ในฐานะทนายความ ต้องว่าความให้ลูกความที่ศาล ได้ทราบว่าประกาศต่างๆ ของคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาศาลไทยท่านยอมรับและปฏิบัติตามเสียแล้ว
ตัวท่านเอง จะทำอย่างไรได้!?

ท่านให้ความเห็นสำคัญ ว่า ผู้พิพากษาไม่ควรไปยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร และยังมีความเห็นเพิ่มเติมอีกคือ...
...บรรดานักกฎมายที่เข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร น่าจะกระทำไปเพราะผลประโยชน์ของตัวเอง โดยสร้างกฎหมายออกมากดหัวกบาลประชาชน เพื่อสืบทอดอำนาจที่ชั่วร้ายต่อ
ไป...
คนเหล่านี้ใครเป็นใครบ้าง คุณนครฯบอกให้ไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่มีบันทึกเอาไว้แล้วทั้งนั้น!

ผู้เขียนบทความยังเล่าต่อไปอีกว่า ต่อมาตัวท่านสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ และเมื่อเป็นผู้พิพากษาเต็มตัวแล้ว ได้ย้ายไปรับราชการที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างอยู่ที่เชียงใหม่ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ แม่ทัพเรือและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินฉีกรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร

ออกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 24 และฉบับที่ 29 ออกคำสั่งให้ คดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐและความผิดที่มีโทษทางอาญาบางประเภท ให้ขึ้นต่อศาลทหาร และออกคำสั่งให้ผู้พิพากษาศาลอาญาและศาลจังหวัดทุกคนเป็น ตุลาการศาลทหาร ให้พนักงานอัยการเป็นอัยการทหาร ให้ใช้สถานที่ทำ การศาลอาญาและสถานที่ทำการศาลจังหวัดทุกศาล เป็นที่ทำการศาลทหาร ให้คดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เป็นคดีที่ห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหาร
คุณนคร พจนวรพงษ์ ผู้เขียนบทความเลยต้องตกกระได พลอยเป็นโจร เพราะคำสั่งดังกล่าว แต่ท่านได้สรุปบทความว่า
ผู้พิพากษายุคใหม่สมัยใหม่ ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ สามารถต่อต้านด้วยสันติวิธี ด้วยการไม่ออกคำสั่งหรือวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ตามประกาศ
หรือคำสั่งใดๆ ของคณะรัฐประหารที่ประกาศใช้มาแล้ว และ/หรือจะพึงมีหรือเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต
‘วาทตะวัน’ อยากให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ!

มเห็นว่า บทความของคุณนคร พจนวรพงษ์ น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะมีวัตถุประสงค์สนับสนุนผู้พิพากษารุ่นหลังจากท่าน ให้บังเกิดความกล้าหาญ ลุกขึ้นมาต่อสู้ กับกลุ่มบุคคลที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนด้วยอย่างไม่เป็นธรรม
แต่...
ตัวคุณนครฯเอง ไม่เคยลุกขึ้นมาต่อสู้ และยอมเป็นตุลาการศาลของฝ่ายรัฐประหาร มาแล้วอีกด้วย!
ตรงนี้เอง ผมอยากจะบอกกับคุณนคร ว่า

เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ไม่ใช่เฉพาะคุณนครฯเท่านั้น แม้บรรดา ‘ท่านเปา’ คนอื่นๆ ในบ้านเมืองของเรา ก็ไม่เคยมีประวัติในการลุกขึ้นต่อสู้กับฝ่ายทหาร ที่ยึดอำนาจบ้านเมืองของเรา โดยปราศจากความชอบธรรม แม้แต่ครั้งเดียว ตราบจนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์ของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา กีรติ กาญจนรินทร์! อย่างที่ผมเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว
(ดูคอลัมน์ จดหมายฟ้องโลก!!! ท้ายบทความนี้)

อยากจะเล่าให้คุณนครฯ ฟังเพิ่มเติมด้วยว่า หลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ผมได้เขียนบทความยุยงผู้พิพากษาทั้งหลาย ให้ท่านแข็งข้อต่อการรัฐประหาร หลายบทความ ลงในเว็บไซด์ผู้จัดการ เช่น “ผู้พิพากษาต้องเป็น ‘ธงนำ’ ในการต่อต้านรัฐประหาร” ซึ่งท่านหาอ่านได้ได้หนังสือ
“รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”
ส่วนบรรดาบทความอื่นๆ ที่มีทิศทางเดียวกัน ผมได้ให้รายละเอียด สำหรับผู้ที่สนใจจะทำการศึกษาค้นคว้า ไว้ท้ายบทความนี้แล้ว

บทความ “ผู้พิพากษาต้องเป็น ‘ธงนำ’ ในการต่อต้านรัฐประหาร” ที่ผมเขียนนั้น ได้บรรยายถึงความเลวทราม ในการทำรัฐประหารยึดบ้านยึดเมือง แล้วในที่สุดหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็น ผบ.ทบ.ทั้งนั้น ล้วนแต่ต้องประสบชะตากรรมร้ายแรงต่างๆกันไป บ้างไปเสียชีวิตในต่างแดน เช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่วนที่ถูกยึดทรัพย์ก็มีตัวอย่าง เช่น อมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร แต่ที่อื้อฉาวมากที่สุด คือเจ้าของฉายา “จอมพลสะดือแตก” หรือ “จอมพลพันเมีย” เพราะมีเมียมากมายเหลือเกิน คนนั้นคือ
“จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์”

สำหรับบทความของ คุณนคร พจนวรพงษ์ น่าสนใจก็จริง แต่ผมว่ามันก็เป็นการยาก ที่จะให้ผู้พิพากษารุ่นน้องหรือรุ่นหลัง เชื่อตามคำแนะนำของคุณนครฯ เพราะต่างคนก็ล้วนแต่ รักตัว กลัวภัยที่จะมาถึงตัวด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แม้ตามหลักอินทภาษ ซึ่งวางวางหลักธรรมในการดำรงตน และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาตุลาการว่า
จะต้องพิจารณาตัดสินอรรถคดี ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด อันเกิดจากอคติ 4 ประการ ได้แก่ ฉันทาคติ คือ ลำเอียงเพราะรักชอบ เห็นแก่อามิส
สินบน โทษาคติ คือ ลำเอียงเพราะโกรธ ภยาคติ คือ ลำเอียงเพราะกลัว และ โมหาคติ คือลำเอียงเพราะหลง
‘ภยาคติ’ หรือความกลัวภัยนั้น เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ที่เลือกทางเอาตัวรอดไว้ก่อนดีกว่า ซึ่งไม่เว้นแม้แต่คนที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา
ดังนั้น การที่จะให้ผู้พิพากษาไทยเรา มีความกล้าหาญรักษาระบบประชาธิปไตย
ไม่ใช่เรื่องง่าย!

อย่างไรก็ดี มี ‘ท่านเปา’ บางประเทศ เช่น ผู้พิพากษาปากีสถาน ซึ่งมีความกล้าหาญเพียงพอ ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจไม่เป็นธรรม อย่างกล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก
‘ท่านเปา’ ปากีสถานนั้น ได้ลุกขึ้นต่อต้าน อำนาจเถื่อนของทหาร จนต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง บางท่านถูกจับกุม คุมขัง แต่การต่อสู้ของท่านเหล่านั้น ก็ได้รับชัยชนะในที่สุด
และได้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิมทุกคน จนชาติต่างๆเขา พากันยกย่องในความความกล้าหาญ ของบรรดาท่านเปาปากีสถาน เป็นอย่างมาก
สำหรับ ประเทศไทยนั้น ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ บอกว่าการที่จะให้ผู้พิพากษาบ้านเรา เป็น ‘ธงนำ’ ประชาชนชาวไทย ในการต่อสู้กับคณะรัฐประหาร อย่างที่ผมเขียนยุยงนั้น
คงจะยากเย็นพอๆกับการ...
บังคับผู้หญิง ให้ออกลูก...ทางตูด!

คุณนครฯ คงจะทราบดีว่า บรรดาผู้พิพากษาก่อนท่าน ได้ยึดมั่นในคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 45/2496 และ 1663/2505 ซึ่งวางหลักเกณฑ์ว่า ทหารผู้ทำปฏิวัติสำเร็จเป็น
“รัฐาธิปัตย์”
ทำให้ฝ่ายทหารผู้ก่อการ บังเกิดความฮึกเหิม ได้ใจว่าการทำระยำ ด้วยการยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง เป็นความชอบธรรม เพราะ...
ศาลฎีกาท่าน ‘ตีตรา’ รับรองให้แล้ว!
ด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างนี้เอง ที่บรรดา ‘ท่านเปา’ รุ่นหลังๆจึง ‘ไม่หือ-ไม่อือ’ กับการรัฐประหาร จนมีสภาพเป็นศาลใต้อำนาจเถื่อนอย่างแท้จริง ถึงกับออกคำ
พิพากษา ศาลฎีกา โดยใช้คำว่า “รัฐาธิปัตย์” อย่างเต็มปากเต็มคำ ทั้งๆที่คำๆนี้ ไม่ใช่ภาษาไทย และไม่มีอยู่ในพจนานุกรมฉบับใดๆของประเทศนี้ด้วย ซึ่งผมได้เขียนบทความ ตั้งข้อสงสัยว่า
ในเมื่อกฎหมายบอกว่า คำพิพากษาต้องทำเป็นภาษาไทย
ก็แล้วคำๆนี้ มันไม่มีอยู่ในภาษาของเรา แล้วเหตุไฉนผู้พิพากษาศาลฎีกาในอดีต
ดันยกคำๆนี้ ขึ้นมากล่าวอ้างในคำพิพากษา ได้อย่างไรกัน!?

เมื่อผมตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ไป ก็มีเว็บไซด์พุทธธรรมสาร ได้นำไปวิพากษ์วิจารณ์ (แต่ไม่ปรากฏนามผู้เขียน) โดยแจกแจงความหมายดังต่อไปนี้

รัฐาธิปัตย์ พุทธธรรมสาร
บทความทั่วไป >> รัฐาธิปัตย์
ศุกร์ ที่ 30 เดือน กรกฎาคม พ.ศ.2553

มีศัพท์ใหม่มาให้วิจารณ์อีกแล้ว "รัฐาธิปัตย์" มันคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร ?
ศัพท์ ๆ นี้. ผมได้ไปอ่านคอลัมน์ ชื่อ "วิบากกรรมของ ป.ป.ช. เห็นทีจะต้องคืนเงิน อย่างนั้นหรือ?" ของคุณ วาทตะวัน สุพรรณเภษัช จากหนังสือ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ก็
เกิดความสนใจในคำว่า "รัฐาธิปัตย์" มีหลายคนหลายท่านไปหาดูในพจนานุกรมว่า คำนี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่ก็ปรากฏว่า
ศัพท์นี้ท่านไม่ได้เขียนไว้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แต่จะมีอยู่ในที่อื่นอย่างไรผมก็ไม่อาจทราบได้ อย่างไรก็ตามผมดูแล้วว่า ศัพท์นี้ มันเป็นภาษาบาลีแน่นอน ใน
ฐานะที่พอจะรู้บาลีพอสมควร ก็เลยจะลองแยกแยะ และหาความหมายของศัพท์นี้มาชี้แจงแถลงไขให้ดู พอหอม(ตรง)ปากและหอม(ตรง)คอ

content/picdata/340/data/photo4.jpg

คำ ว่า "รัฐาธิปัตย์" หากเขียนตามภาษาบาลี จะเขียนว่า "รฏฺฐาธิปตฺย" (รัด-ถา-ทิ-ปะ-ตะ-ยะ เวลาออกเสียง ตะ ออกได้เพียงแค่ครึ่งเสียง คือให้ออกเสียงเร็ว ๆ คือลักษณะ ตฺ คล้าย ๆ กับว่า เป็นตัวสะกดของ ป นิดหนึ่ง และออกเสียงว่า ตะ นิดหนึ่ง) ตามรูปศัพท์เดิมจะเขียนว่า "รฏฺฐาธิปติ" (รัด-ถา-ทิ-ปะ-ติ) ใน ทางไวยกรณ์บาลี ท่านจะเขียน ฏ ซ้อนหน้า ฐ เสมอ แต่ภาษาไทยเราก็ตัด ฏ ออก ไม่ทราบเหตุผลกลใด บางครั้งการตัดพยัญชนะตัวใดตัวหนึ่งออก ทำให้คำอ่าน หรือเนื้อความเสียหายไปก็มี อย่างเช่นคำที่ว่านี้ รัฐาธิปัต ย์ (จะให้อ่านว่าอย่างไร? รัด-ถา, หรือ ระ-ถา ถ้าอ่านว่า รัด-ถา ก็หมายความว่า ฐ ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือเป็นทั้งตัวสะกด และเป็นตัวของตัวเอง คือ ฐา ข้อนี้ทำให้เกิดการลักลั่นในการอ่าน, ถ้าเขียนว่า รัฏฐาธิปัตย์ ก็จะอ่านว่า รัด-ถา-ธิ-ปัด ได้เลย และถือว่าเขียนไม่ผิด อ่านไม่ผิดด้วย.

อีกอย่างหนึ่ง การเขียนให้ครบเต็มตามรูปศัพท์เดิม คือ รัฏฐาธิปัตย์ นี้ ก็จะทำให้ทราบที่ไปที่มาของศัพท์ได้ด้วย ว่ามีการทำตัวศัพท์ สำเร็จรูปมาอย่างไร. (นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเล็กน้อยของผู้เขียนเท่านั้น)
จากศัพท์ว่า รฏฺฐาธิปติ กลายเป็น รฏฺฐาธิปตฺย ได้นั้น ก็เป็นไปด้วยอำนาจของไวยากรณ์บาลี คือท่านสามารถให้แปลง อิ เป็น ย ได้ อย่างศัพท์ว่า รฏฺฐาธิปติ เมื่อแปลง อิ ที่ ติ (
รฏฺฐา ธิปติ) เป็น ย แล้ว รูปศัพท์ก็จะเป็น รฏฺฐาธิปตฺย จะสังเกตเห็นว่า ข้างล่างของ ตฺ จะมีจุดดำๆ เล็ก ๆ อยู่ ก็เป็นการบอกให้ทราบว่า ตอนนี้ ตฺ ไม่มีสระอาศัยแล้ว หมายความว่า สระ อิ ได้ถูกแปลงเป็น ย ไปแล้ว. ทีนี้พอมาเขียนเป็นภาษาไทย ท่านก็จัดการเลย ลบ ฏ ออก ใส่ไม้หันอากาศ ตรง ร, ป แล้วก็ใส่ไม้ทัณฑฆาตตรง ย เพื่อไม่ให้ ย อ่านออกเสียงได้ ก็เลยได้ศัพท์เป็น "รัฐาธิปัตย์"
ในภาษาบาลีนั้น การแปลง สระ ให้เป็นพยัญชนะนั้น มีหลายอย่างด้วยกัน เช่น
- แปลง อิ เป็น ย
- แปลง อี เป็น เอ แล้ว เอา เอ เป็น อย ก็ได้ เช่น นายก มาจาก นี + ณฺวุ (เอา อี เป็น เอ แล้วเอา เอ เป็น อย = นย (นะ-ยะ), แปลง ณฺวุ เป็น อก (อะ-กะ) อำนาจปัจจัยที่เนื่องด้วย ณฺ ให้
ทีฆะ นย เป็น นาย + อก สำเร็จรูปเป็น นายก (นา-ยก แปลว่า ผู้นำ)
- แปลง อุ เป็น วฺ เช่น ธนฺวาคม (ธันวาคม) มาจาก ธนุ + อาคม เอา อุ ที่ นุ เป็น ว = ธนฺว + อาคม สำเร็จรูปเป็น ธนฺวาคม (ธันวาคม = เดือนเป็นที่มาแห่งธนู)
- แปลง อู เป็น โอ แล้วเอา โอ เป็น อฺว
- ...... ฯลฯ.....
เมื่อมาแยกศัพท์ออก ดูความหมายทีละศัพท์ ก็จะได้เป็น รฏฺฐ (รัด-ถะ) + อธิปติ (อธิปัตย์) คำว่า "รฏฺฐ หรือ รัฏฐ" นี้ ตามรูปศัพท์ แปลว่า แว่นแคว้น ซึ่งมีพระราชาเป็นผู้ปกครอง.
จึง มีศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชา เช่น ศัพท์ ว่า รฏฺฐาธิโป (รัด-ถา-ธิ-โป) ก็คือ รัฏฐาธิป = ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น ในที่นี้มุ่งหมายเอาพระราชา ตามคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา, ในคัมภีร์ อื่น ๆ เช่น กัจจายนะ, ปทรูปสิทธิปกรณ์, สัททนีติสุตตมาลา แสดงความหมายของคำว่า "รฏฐ" ว่า สถานที่อันเป็นที่ยินดีของประชาชน ท่านแสดงวิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า "รญฺชนฺ ติ เอตฺถาติ = รฏฺฐํ ประชาชนทั้งหลาย ย่อมยินในสถานที่นั้น เหตุนั้น สถานที่นั้น จึงชื่อว่าเป็นที่ยินดีของประชาชน (แว่นแคว้น) รากศัพท์เดิม มาจาก รนฺช ธาตุ ซึ่งเป็นไปในความกำหนัด ยินดี, ฐ ปัจจัย.
ส่วนศัพท์ว่า อธิปติ หรือภาษาไทยเรานำมาใช้เป็น อธิบดี นั้น แยกออกเป็น 2 ศัพท์ คือ อธิ + ปติ (บดี), อธิ แปลว่า ยิ่ง เกิน ล่วง, ส่วนคำว่า ปติ (บดี) แปลว่า เจ้า ผัว (สามี =เจ้าของ)
เมื่อรวมกันแล้วก็แปลว่า เจ้าใหญ่นายโต ก็แล้วกัน 555 !.

คำว่า "รัฐาธิปัตย์" นั้น ที่มาของศัพท์พอคร่าว ๆ ก็ว่าไปแล้ว ทีนี้ศัพท์นี้ เมื่อนำมาใช้ในทางโลก มีผู้นำไปกล่าวทำนองว่า
"ข้าพเจ้าคือรัฐาธิปัตย์ หรือเป็นรัฐาธิปัตย์" นี่ มันหมายความว่าอย่างไร คำแปลนี่ก็แปลกันได้อยู่แล้วละครับว่า "ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น"
ในทางโลกเขาจะหมายถึงใครก็แล้วแต่ แต่ถ้าพูดถึงในทางพุทธศาสนา ในฐานะที่ศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่มาจากภาษาบาลี ก็หนีความเป็นศัพท์ในทางพุทธศาสนาไปไม่พ้น คือมีคำ
ที่ทำนกล่าวไว้ว่า "ภาษาบาลีอยู่ที่ใด พุทธศาสนา ก็อยู่ที่นั่น, พุทธศาสนาอยู่ที่ใด ภาษาบาลีก็อยู่ที่นั่น"

ฉะนั้น คำว่า รัฐาธิปัตย์ นี้ จึงมีความหมายว่า "ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแค้วน, หรือ ผู้เป็นใหญ่แห่งแว่นแคว้น" ซึ่ง

มุ่งหมายเอา ‘พระราชา’ เท่านั้น!!!

หมายความว่า แว่นแคว้นใด ที่มีการปกครองโดยพระราชา มีพระราชาเป็นประมุข แว่นแคว้นนั้นก็จัดได้ว่ามีพระราชาเป็นใหญ่.
อีกประการหนึ่ง คำว่า รัฐ นี้ มีความหมายว่า "ประชาชน" หมายถึงประชาชนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ซึ่งพระราชาทรงมีพระอำนาจในการปกครองดูแล คือมีพระ
อาญาครอบงำชนเหล่านั้นได้
เวลาที่ท่านให้ความหมายของคำว่า "ราชา" จึงตั้งวิเคราะห์ศัพท์ว่า "สงฺคหวตฺถูหิ รฏฺฐํ รญฺเชตีติ = ราชา ผู้ใดทำ ให้ชาวแว่นแคว้นทั้งหลาย ชื่นชมยินดีด้วย สังคหวัตถุทั้งหลาย ผู้
นั้น ชื่อว่า ราชา.

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

เมื่อได้ความตามภาษาบาลี ที่เทียบเคียงกันแล้ว ผมจึงขอถามท่าน นคร พจนวรพงษ์ ผู้เขียนคอลัมน์ใน ‘มติชน’ อย่างตรงไปตรงตรงมา ว่า

ผู้พิพากษารุ่นก่อนท่าน ได้ใช้คำ “รัฐาธิปัตย์” ที่ไม่มีอยู่ในภาษาไทย ในคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นผลพวงให้บรรดา ‘ท่านเปา-ไทยแลนด์’ รุ่นต่อมา ก็ใช้คำๆนี้
อย่างไม่เก้อเขิน!

จนกระทั่งท่านผู้รู้ภาษาบาลี ได้มาอธิบายความ แต่กว่าจะอธิบายความหมายของคำนี้ได้ ก็ต้องกล่าวเท้าความกันอย่างยืดยาว ดังที่ผมได้นำมาเสนอท่านผู้อ่านแล้ว
สรุปลงตรงที่ว่า

“รัฐาธิปัตย์” แปลว่า “พระราชา”

นั่นหมายความว่า...

ไอ้หัวหน้าคณะรัฐประหารระยำ ที่มันเข้าปล้นอำนาจ ไปจากประชาชนชาวไทย นั้น...

มันได้รับการสถาปนา ด้วยคำพิพากษาศาลฎีกา ให้เป็น “พระราชา” ขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง
อย่างนั้น...ใช่ไหม?

ถามแบบหาเรื่อง ฉลอง ‘คริสต์มาส’ กันอย่างนี้แหละครับ...

...ใครจะทำไม!!!?

...........

ท้ายบท ท่านสามารถอ่านบทความ ของ ‘วาทตะวัน’ ที่เกี่ยวข้องกับศาลและผู้พิพากษา มีดังต่อไปนี้

- วันรพี”...เตือนใจท่านผู้พิพากษา ให้กล้าหาญ ต่อต้านเผด็จการ (content_page_detail.php?cont_id=68)

- กระบวนการยุติธรรมบ้านเรา บิดเบี้ยวเสียหาย เพราะใคร!?” (content_page_detail.php?cont_id=100)

- ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!!!
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=186)

- จดหมายฟ้องโลก!!!
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=187)

- “ศาลไทย... ไม่ใช่ศาลทาส (นะโว้ย)!!!”
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=208)

- ตุลาการวิบัติ” หรือ “ตุลาการวิบัติ-ฉิบหาย”กันแน่!?
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=258)

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน หัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็น ‘พระราชา’ อีกองค์หนึ่ง...จริงหรือ!!!? ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม 2554)

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์: น้ำท่วมถึงดูไบ – ใครฟ้องใครได้?

ที่มา ประชาไท

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์

สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวอยู่ “สองเรื่อง” ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่มีประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจยิ่งนัก

เรื่องแรก คือ “กรณีการฟ้องคดีน้ำท่วม” ต่อ ศาลปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากรัฐบาล มีสมาคมต่อต้านภาวะโลกร้อนฟ้องแทนประชาชนสามร้อยกว่าคน ตามมาด้วยสภาทนายความที่ฟ้องแทนประชาชนยี่สิบกว่าคน และมีข่าวว่าจะตามมาฟ้องกันอีกร้อยกว่าคน และอีกหลายคนสงสัยว่าจะเรียกค่าเสียหายได้จริงหรือไม่
อีกเรื่อง คือ “กรณีการคืน (ออก) หนังสือเดินทาง” ให้ คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งรัฐบาลอธิบายว่าได้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบโดยไม่เลือกปฏิบัติ และหนังสือเดินทางเล่มใหม่ได้ถูกส่งไปที่ดูไบแล้ว ส่วนผู้คัดค้านก็เห็นว่า รัฐบาลกระทำผิดกฎหมาย และเอื้อประโยชน์ให้คุณทักษิณโดยเฉพาะ
บทความนี้จะวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายว่า ประชาชนจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากรัฐบาลกรณีน้ำท่วมได้หรือไม่ พร้อมวิเคราะห์แทรกว่า หากมีผู้เชื่อว่าการออกหนังสือเดินทางให้คุณทักษิณไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนการออกหนังสือเดินทางได้หรือไม่ ?
ใครฟ้องใครได้บ้าง ?
ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไปแล้ว (http://on.fb.me/uFUm3V) ว่า การแสวงหาความจริงและความเป็นธรรมโดยฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อให้รัฐบาล “ในฐานะฝ่ายปกครอง” รับผิดชอบต่อความเดือดร้อนเสียหายของประชาชนนั้น สามารถทำได้ อีกทั้งเป็นสิ่งที่พึงกระทำในสังคมประชาธิปไตย แต่กรณีการฟ้องตามมาตรา ๙ แห่ง พ.ร.บ. ศาลปกครองฯ นั้นมีหลายแบบ ซึ่งในกรณีนี้อาจกล่าวโดยสังเขปได้ว่ามีสามแบบ คือ
- ฟ้องแบบแรก คือ ขอให้ฝ่ายปกครอง (รัฐบาล) หยุดกระทำหรือยกเลิกสิ่งที่ผิด (เช่น เลิกตั้งกระสอบทรายที่ทำให้น้ำขัง หรือเลิกตั้งเครื่องสูบน้ำอย่างเลือกปฏิบัติ ฯลฯ)
- ฟ้องแบบที่สอง คือ ขอให้รัฐบาลทำหน้าที่ให้ถูกต้องครบถ้วนและไม่ล่าช้า (เช่น เร่งระบายน้ำให้ผู้เดือดร้อนเสียหายอย่างเท่าเทียมกัน หรือจัดทำและดำเนินการตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ฯลฯ)
- ฟ้องแบบที่สาม คือ ขอให้รัฐบาลชดใช้เงินหรือทรัพย์สินในกรณีมีการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่น
การฟ้อง “สองแบบแรก” นั้น หาก “การกระทำ” หรือ “งดเว้นการกระทำ” นั้นเป็นกรณีที่รัฐบาลใช้อำนาจทางปกครอง ศาลย่อมสามารถตรวจสอบได้ว่าการนั้นถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ (ซึ่งศาลก็ย่อมมีดุลพินิจที่จะพิจารณาว่ารัฐบาลได้ดำเนินการไปเพื่อประโยชน์ สาธารณะ อย่างสมสัดส่วนหรือไม่) หากรัฐบาลทำไม่ถูก ก็ต้องยกเลิกหรือเพิกถอนแล้วแต่กรณี แต่หากเป็นสิ่งที่ถูก แต่ทำไม่ครบหรือหรือทำช้า ก็ต้องไปทำให้ถูกต้อง
แทรกเรื่อง “หนังสือเดินทางคุณทักษิณ”:


- อาศัยหลักการเดียวกับเรื่องน้ำท่วม ศาลปกครองย่อมมีอำนาจตรวจสอบว่า กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะฝ่ายปกครอง ได้ใช้อำนาจออกหนังสือเดินทางให้คุณทักษิณโดยถูกต้องได้หรือไม่ หากเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบ เช่น เลือกปฏิบัติหรือใช้ดุลพินิจโดยมิชอบเพื่อเอื้อประโยชน์คุณทักษิณเป็นการ เฉพาะ ศาลย่อมเพิกถอนการออกหนังสือได้


- แต่มีปัญหาอยู่ว่า ศาลปกครองอาจจะไม่รับฟ้องคดีดังกล่าว เพราะผู้ฟ้องอาจไม่ใช่ผู้เสียหายตาม มาตรา ๔๒ แห่ง พ.ร.บ. ศาลปกครองฯ กล่าวคือ กฎหมายกำหนดว่า ผู้ที่จะฟ้องคดีต่อศาลปกครองนั้นจะต้องผู้เดือดร้อนเสียหายจากการที่คุณ ทักษิณได้รับหนังสือเดินทาง ซึ่งอาจไม่ชัดเจนเหมือนกรณีน้ำท่วมที่ผู้ฟ้องประสบภัย หรือกรณีกลับกันหากคุณทักษิณจะฟ้องว่าตนถูกกระทรวงการต่างประเทศในอดีตยึด หนังสือเดินทางอย่างเลือกปฏิบัติ ฯลฯ


- กระนั้นก็ดี ก็น่าคิดต่อว่า หากผู้ฟ้องทั่วไปไม่ใช่ ผู้เดือดร้อนเสียหายจากการที่คุณทักษิณได้รับหนังสือเดินทางแล้วไซร้ ถ้อยคำของอีกมาตรา คือ มาตรา ๔๓ แห่ง พ.ร.บ. ศาลปกครองฯ นั้น จะกว้างพอที่จะตีความให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีสิทธิฟ้องแม้จะไม่มีผู้เดือด ร้อนเสียหายเหมือนกับกรณีมาตรา ๔๒ ได้หรือไม่?)
ส่วนการฟ้องกรณีน้ำท่วม “แบบที่สาม” ที่เรียกค่าเสียหายให้รัฐบาลใช้เป็นตัวเงินนั้น ไม่ใช่ว่าจะฟ้องเรียกและคิดคำนวณตามความเป็นจริงได้ง่ายๆ เพราะผู้ฟ้องอาจต้องเจอกับ “ด่านหิน” อย่างน้อยสองด่านด้วยกัน
ด่านแรก รัฐสภาได้ตรากฎหมายที่ออกแบบมาเป็น “เกราะกำบัง” ให้ฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะในยามที่เกิดสาธารณภัย กฎหมายที่ว่าก็คือ มาตรา ๔๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งบัญญัติหลักการสำคัญไว้สองประการ คือ
- มาตรา ๔๓ วรรคแรก บัญญัติว่า ...หาก [ฝ่ายปกครองที่จัดการปัญหาน้ำท่วม] ได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่ และได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุและมิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ให้ผู้กระทำการนั้นพ้นจากความผิดและความรับผิดทั้งปวง”
- มาตรา ๔๓ วรรคสอง บัญญัติว่า “...หากเกิดความเสีย หายแก่ทรัพย์สินของผู้ใดซึ่งมิใช่เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการบำบัดภยันตราย จากสาธารณภัยนั้น ให้ทางราชการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นให้แก่ผู้นั้นตามหลักเกณฑ์และวิธี การที่กำหนดในกฎกระทรวง”
จากข้อกฎหมายใน “ด่านแรก” ผู้เขียนมี “ข้อสังเกตในแนวฝ่ายรัฐบาล” ดังนี้
ประการแรก รัฐสภาได้ “มอบเกราะหนา” ให้แก่ฝ่าย รัฐบาล โดยกำหนดในกฎหมายว่า ในยามที่เกิดสาธารณภัย เช่น กรณีน้ำท่วม ซึ่งคงไม่อาจควบคุมดูแลให้สมบูรณ์แบบได้นั้น ฝ่ายรัฐบาลจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อจงใจ หรือ “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” เท่านั้น
ประการที่สอง รัฐสภาได้ “ยึดอาวุธ” จากฝ่ายตุลาการ โดยกำหนดในกฎหมายว่า ในยามที่เกิดสาธารณภัย เช่น กรณีน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลอาจช่วยเหลือไม่ทั่วถึงและย่อมมีผู้เดือดร้อนเสียหายเป็นจำนวนมาก นั้น หากฝ่ายรัฐบาลจะต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์ จากความช่วยเหลือ กฎหมายก็ยึดอำนาจการกำหนดค่าเสียหายไปจากฝ่ายตุลาการ และมอบให้เป็นอำนาจของฝ่ายรัฐบาลที่จะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และจำนวนเงินที่ จะต้องจ่ายชดเชยให้แก่ประชาชน
กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ หากผู้เหยื่อน้ำท่วมจะฟ้องให้รัฐบาลรับผิดชดใช้ค่าเสียหายนั้น จะฟ้องแค่ว่ารัฐบาล ประมาท หรือไม่ระมัดระวัง หรือทำงานผิดพลาดล่าช้าจนประชาชนเสียหายไม่ได้ แต่ศาลจะต้องพอใจว่าความประมาทผิดพลาดนั้น “ร้ายแรง” ผิดมาตรฐานที่จะยอมรับได้ และสุดท้ายแม้ฟ้องได้สำเร็จว่าประมาทอย่าง “ร้ายแรง” จริง ศาลก็มิอาจก้าวล่วงเข้าไปกำหนดจำนวนเงินที่รัฐบาลต้องจ่ายให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามคำฟ้องได้ ศาลเพียงแต่อาจบังคับให้รัฐบาลชดใช้เงินตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลเองเป็นผู้ กำหนด
แม้ข้อกฎหมายที่กล่าวมาจะเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ฟ้องคดี แต่ผู้เขียนก็มี “ข้อสังเกตในแนวผู้ฟ้องคดี” ดังนี้
ประการแรก ผู้ ฟ้องคดีสามารถโต้แย้งได้ว่า มาตรา ๔๓ ดังกล่าวนั้น มิได้เป็นเกราะป้องกันให้ฝ่ายรัฐบาลได้ทุกกรณี เพราะการจัดการปัญหาน้ำท่วมนั้น ย่อมมีการกระทำหรืองดเว้นการกระทำ “บางส่วน” ที่นอกเหนือไปจากการใช้อำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ ซึ่งการเหล่านั้นย่อมอยู่นอกเหนือไปจากเกราะกำบังที่กำหนดไว้เพื่อกรณีตาม กฎหมายฉบับดังกล่าวเป็นการเฉพาะเท่านั้น อีกทั้งถ้อยคำในวรรคสองที่ว่า “ผู้ใดซึ่งมิใช่เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการบำบัดภยันตรายจากสาธารณภัยนั้น” จะ ต้องตีความอย่างแคบว่าเป็นกรณีของผู้ที่รัฐบาลเลือกให้ไม่ได้รับประโยชน์ เท่านั้น มิใช่ใครก็ได้ที่เดือดร้อนเสียหาย ดังนั้น ผลบังคับใช้ของกฎกระทรวงที่ว่าจึงจำกัดเฉพาะมาก
ประการที่สอง หาก สุดท้ายศาลตีความว่า การกระทำของฝ่ายรัฐบาลได้รับความคุ้มครองจาก “เกราะ” ตามมาตรา ๔๓ ดังกล่าวแล้วไซร้ ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงมีช่องทางที่จะโต้แย้ง “อาวุธ” ของฝ่ายรัฐบาล กล่าวคือ ฟ้องเพื่อโต้แย้งกฎกระทรวงที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการชดเชยความเสียหายนั้น ได้ โดยผู้ฟ้องคดีจะต้องตั้งฟ้องต่อศาลปกครองให้ชัดว่าผู้ฟ้องประสงค์โต้แย้งกฎ กระทรวงฉบับใดเพื่อให้ศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอน และกฎกระทรวงนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเหตุใด เช่น เลือกปฏิบัติ หรือสร้างขั้นตอนยุ่งยาก หรือเป็นดุลพินิจที่ไม่ชอบ ซึ่งหากสุดท้ายศาลปกครองไม่ติดใจเรื่องระยะเวลาการฟ้องคดีอีกทั้งเห็นพ้อง และเพิกถอนกฎดังกล่าว ฝ่ายรัฐบาลก็ย่อมต้องไปดำเนินการตรากฎกระทรวงให้ถูกต้อง แต่ศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจกำหนดเนื้อหากฎกระทรวงแทนฝ่ายรัฐบาลไม่ได้
แทรกเรื่อง “หนังสือเดินทางคุณทักษิณ”: ฉัน ใดก็ฉันนั้น แม้ผู้ที่คัดค้านอาจไม่สามารถฟ้องให้ศาลเพิกถอนการออกหนังสือเดินทางได้โดย ตรง แต่ก็อาจลองพิจารณาการโต้แย้งความชอบด้วยกฎหมายของระเบียบกระทรวงการต่าง ประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๒๑ ซึ่งให้ดุลพินิจฝ่ายปกครองให้ “สามารถ” กระทำหรือไม่กระทำการได้อย่างกว้างขวางเช่นกัน แต่กระนั้นก็ยังต้องพิจารณาว่าผู้ฟ้องนั้นเดือดร้อนเสียหายจากกฎระเบียบดัง กล่าวอย่างไร และมีกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะฟ้องแทนได้หรือไม่
การฟ้องเรื่องน้ำท่วมที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นเพียง “ด่านแรก” ที่มีตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐
แต่สมมติว่าผ่านด่านแรกมาได้ ก็ยังมีด่านที่สอง ซึ่งได้แก่ มาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ ซึ่งให้อำนาจศาลว่า หากสุดท้ายฝ่ายรัฐบาลต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้แก่ผู้ฟ้องจริง และหากศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายได้เอง กฎหมายก็มิได้บังคับว่าศาลจะต้องกำหนดค่าเสียหายเต็มจำนวนตามความเป็นจริงเท่านั้น แต่ศาลสามารถพิจารณาความเป็นธรรมเฉพาะกรณี อีกทั้งสามารถหักส่วนความผิดออกได้หากเป็นกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากความ บกพร่องของระบบงานส่วนรวม ซึ่งจะไปโทษเพียงใครหรือหน่วยงานใดโดยเฉพาะไม่ได้
กล่าวคือ สุดท้ายแล้ว แม้ศาลจะเห็นว่ารัฐบาลผิดจริง ก็ใช่ว่าผู้เสียหายที่ฟ้องคดีจะได้รับการชดเชยเต็มจำนวน หรือเต็มตามที่ขอต่อศาล แต่ศาลย่อมกำหนดให้ตามความเป็นธรรม เพราะสุดท้ายเงินที่ฝ่ายรัฐบาลจะต้องนำมาจ่าย ก็มิได้นำมาจากไหนนอกไปจากภาษีของประชาชนทุกคน
บทส่งท้าย: ศาลเท่านั้นหรือ ที่ช่วยเหยื่อน้ำท่วมได้ ?
ผู้เขียนขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่และข้าราชการที่พยายามทำหน้าที่ อย่างดีที่สุดตามกำลังความสามารถ และที่สำคัญที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้นักกฎหมายที่คอยช่วยเหลือให้ประชาชนผู้เดือดร้อนได้ตื่นตัว และรับทราบช่องทางในการใช้สิทธิทางศาล ให้เกิดพลวัตที่ดีงามตามวิสัยประชาธิปไตย ไม่ว่าจะฟ้องเป็นเรื่องที่กล่าวมา หรือเรื่องอื่นไม่ว่าจะเป็นกรณี “มาตรา ๑๑๒” (http://on.fb.me/tgYHAP) หรือกรณีกฎหมายอภัยโทษ-นิรโทษกรรม (http://on.fb.me/w0eznn) หรือการพัฒนาข้อเสนอนิติราษฎร์ไปสู่การชำระคราบรัฐประหารออกจากกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นระบบ (http://on.fb.me/nd9GR1 http://youtu.be/4k9LLjhCOHc และ http://youtu.be/4e0j6bwLV6Y)
ผู้เขียนขอให้พวกเราประชาชนพึงระลึกว่า ช่องทางทางศาลซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายนั้น ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางเดียวที่จะเรียกร้องการชดใช้เยียวยาจากรัฐบาลได้ เราประชาชนยังคงมีช่องทางอื่น คือ ช่องทางทางรัฐสภา โดยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายเพื่อให้สภากำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาพวกเรา อย่างเสมอภาค ถ้วนหน้า อีกทั้งบังคับให้รัฐบาลตัดลดรายจ่ายอย่างเป็นระบบ พร้อมกับการฟื้นฟูและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของชาติโดยหลีกเลี่ยงการกู้ เงินในยามที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง โดยคนไทยทุกคน ไม่ว่าที่ประเทศไทย ดูไบ หรือที่ใด ย่อมสามารถร่วมแบ่งเบาภาระในรูปแบบการจ่ายภาษีหรือเงินช่วยเหลือเป็นกรณี พิเศษได้อย่างพร้อมเพียงกัน
แนวคิด “ท่วมหมื่นชื่อ” ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายดังกล่าว ผู้เขียนเองได้จัดทำเป็น “ร่างกฎหมาย” พร้อมคำอธิบายเรียบร้อยแล้ว (http://www.facebook.com/10000flood) เหลือแต่เพียงให้ภาคประชาชน หรือแม้แต่ภาคการเมือง ได้นำไปปรับปรุงแก้ไขและเสนอผลักดันตามวิถีประชาธิปไตยต่อไป เพื่อให้พวกเราก้าวข้ามวิกฤตน้ำท่วมไปด้วยกันอย่างแท้จริง

มุกหอม วงษ์เทศ: ความยุติธรรมอยู่ที่อื่น

ที่มา ประชาไท

น่าเสียดายที่รัฐธรรมนูญไทยมิได้ใส่บทบัญญัติตามที่หลวงวิจิตรวาท การเคยเสนอไว้อย่างน่ายกย่องในความสุขุมคัมภีรภาพว่า “สยามจะต้องมีพระมหากษัตริย์ทรงราชย์และปกครองชั่วนิรันดร ถ้ามีข้อความดั่งนี้จะเป็นประโยชน์ในการรักษาจารีตประเพณีของเราอันหนึ่ง ซึ่งอย่างน้อยก็จะเป็นบทบังคับว่าเราจะเป็นรีปับลิกไม่ได้” เพราะหากประกาศอย่างชัดแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรดังนี้แล้วก็จะได้ไม่ต้องเสีย เวลาซักถามแบบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองตามสนามบินที่เข้มงวดว่า เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า

โชคดีที่ประเทศ “มุขปาฐะ” อย่างเราไม่ได้อยู่กันด้วย “ลายลักษณ์อักษร” ถึงไม่มีบทบัญญัติ เราก็ได้รับการอบรมบ่มเพาะกันมาอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือออกด้วย ซ้ำว่า ความเชื่องเป็นทั้งคุณธรรมและคู่มือการเอาชีวิตรอด

ในสังคมที่ “รีปับลิก” หรือระบอบใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่ระบอบที่ให้ประมุขของรัฐสืบทอดทางสายโลหิต เป็นรสนิยมหรือจุดยืนทางการเมืองในนรกที่สงวนไว้สำหรับคนที่พร้อมจะตายแบบ ไร้เมรุและไม่ขอเกิดใหม่ในประเทศเดิมแล้วเท่านั้น คำถามและหัวข้อที่ข้าพเจ้าคิดว่าน่าถกเถียงแบบมีอารยะกว่า “Monarchy or Anti-Monarchy?” ได้แก่

“Monarchy : Pride or Shame?”
“Thai ultra-royalists: the discreet charm of backwardness or how did they become the laughing-stock of the world.”
“To be (พสก), or not to be (พสก): that is the question.”
“Is “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” a free choice or mass hysteria?”
“How to be Thai and a rational being at the same time.”
“Is religious extremism the underlying logic of Thailand’s ‘lese majeste’ law?”
“How to talk about the Monarchy without วัฒนธรรมราชาศัพท์ and how to live with the Monarchy without วัฒนธรรมหมอบคลาน.”
“Which language convention is more dehumanizing: ‘แม่ง’ or ‘ทรง’?”

คดี “อากง” ทำให้นานาอารยะประเทศต้องหันมาจับจ้องประเทศไทยด้วยดวงตาลุกโพลงมากขึ้นสม กับที่ฝันใฝ่กันมานานที่จะอวด “ความเป็นไทยที่ทำให้โลกตะลึง” แม้จะจุดชนวนความสนใจอย่างกว้างขวาง แต่คดีอากงซึ่งกลายเป็นคดีตัวอย่างสมบูรณ์แบบของความเป็นเหยื่อบริสุทธิ์ ต้องไม่ถูกใช้เพื่อจำกัดขอบเขตของประเด็นแค่ว่า จำต้องเป็นกรณีที่จำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ “ ไม่ได้ทำอะไรเลย” เท่านั้น จึงสมควรแก่เหตุที่จะปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ มิฉะนั้น “ใครก็ได้” ก็อาจตกเป็นเหยื่อโดยการฟ้องของ “ใครก็ได้” เมื่อใดก็ได้ โดยมีพยานหลักฐานชี้ชัดหรือไม่ก็ได้

โดยมาตรฐานความยุติธรรมสากลแล้ว ต่อให้จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความจริง (ซึ่งถูกห้ามไม่ให้เผยแพร่ราวกับเป็นข้อความที่มีเวทมนต์) ก็ต้องไม่ใช่ความผิดโดยอัตโนมัติ และต่อให้มีการกระทำการ “ดูหมิ่น” หรือ “หมิ่นประมาท” จริง ก็ไม่อาจถูกดำเนินคดีและลงโทษตามมาตรฐานไทยอย่างที่เป็นอยู่ได้

สำหรับประเทศที่มีระดับความเจริญทั้งทางวัตถุและจิตใจสูงกว่าไทย (โดยไม่ได้ต้องสมาทานพุทธศาสนา) พวกเขาทั้งหลายต่างตะลึงพรึงเพริดกันว่า ประเทศที่ลงทัณฑ์คนคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความส่วนตัวไปถึงคนอีกคน หนึ่งด้วยการจำคุกยี่สิบปีนั้นมันเป็นประเทศชนิดใดกัน? ประเทศเยี่ยงนี้ไม่ใช่ประเทศเสรีประชาธิปไตย ประเทศเยี่ยงนี้เป็นประเทศป่าเถื่อนไม่ศิวิไลซ์ ประเทศเยี่ยงนี้ไม่ใช่ ประเทศที่มีขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม (เลิกหน้าด้านอ้าง เลิกหลอกทั้งตัวเองและนานาชาติเสียทีเถอะ)

“ประเทศเหี้ยอะไรวะ!”

ด้วยความเคารพและด้วยความสุจริตใจ ในประเทศแบบคำกึ่งอุทานกึ่ง จำกัดความข้างต้น การวิจารณ์เรื่องบางเรื่องโดยไม่ดูหมิ่นในทางใดทางหนึ่งแท้จริงแล้วเป็นสิ่ง ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เหตุอันควรยกเว้นความผิดจึงอาจจะคือ ดูหมิ่นโดยสุภาพและมีหลักวิชา ดูหมิ่นเพราะเหลืออดต่อความอยุติธรรม ดูหมิ่นเพราะสุดทนกับความต่ำช้าสามานย์ ดูหมิ่นเพราะตื่นตระหนกกับความตลบแตลง ดูหมิ่นเพราะรำคาญความงี่เง่าปัญญาอ่อน หรือดูหมิ่นเพราะมันเป็นความจริง

แต่ในเมื่อทุกวันนี้ทุกฝ่ายต่างดูหมิ่นกันและกันเป็นนิจสินอย่างมิ อาจรอมชอมกันได้ แถมยังใช้โวหารอ้างมโนทัศน์เดียวกันอย่างสุดมหัศจรรย์ การใคร่ครวญความชอบธรรมและบริบทของการดูหมิ่นด้วยเหตุด้วยผล หรือพินิจพิจารณาว่าดูหมิ่นจากฐานคิดอะไรและด้วยวิธีการแสดงออกอย่างไรจึง อาจจะดีกว่า และช่วยในการตีความและชั่งน้ำหนักว่า แบบใดสมควรแก่เหตุ แบบใดต่ำทรามถ่อยสถุล หรือแบบใดยากจะชี้ชัดและต้องโต้แย้งไม่มีที่สิ้นสุด

คำดูหมิ่นและหมิ่นประมาทประเทศข้างต้นนั้นความจริงแล้วสบถกันใน ประเทศนี้ได้ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที หรือถ้าจะทำให้เป็นกิจวัตร ไม่ฟุ่มเฟือยจนเสียสุขภาพจิต จะเจ็ดแปดโมงเช้าที ห้าหกโมงเย็นที ทุ่มสองทุ่มอีกที ก็กำลังดี

“เหี้ย-ระยำ-บัดซบ” คำทำนองนี้อาจเป็นคำหยาบคาย เป็นคำระบายความโกรธแค้นและอัดอั้นตันใจ หรือเป็นเพียงอาวุธอันอ่อนปวกเปียกของผู้อ่อนแอที่กำลังถูกเหยียบขยี้ด้วย จารีต ด้วยกฎหมาย และด้วยความบ้าคลั่งที่ยังตกต่ำไม่ถึงขีดสุด

112

ผลสะเทือนของความเคลื่อนไหวเรื่องมาตรา 112 ทำให้เหล่ารอยัลลิสต์ชั้นนำที่ไม่ใช่กลุ่มล่าแม่มดกระหายเลือดหรือสื่อ อัปรีย์ออกอาการได้สติบ้าง ไม่ได้สติต่อไปบ้าง กรณีที่จนถึงขนาดนี้แล้วยังไม่ได้สติก็เป็นเรื่องน่าสลดใจ ส่วนกรณีที่ได้สติ สติที่ได้ก็อยู่ภายใต้เพดานของความเป็นรอยัลลิสต์ไทย คือเป็นสติที่ไม่สมประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง เสแสร้งตบตา หรือหลอกตัวเอง สติที่ไม่สมประกอบนั้นก็คือการยอมรับเฉพาะประเด็นว่าสถาบันกษัตริย์ถูกใช้ เป็นเครื่องมือทางการเมือง แม้ประเด็นที่ถูกอ้างซ้ำๆ จนฟกช้ำนี้จะจริงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่การยก “เฉพาะ” ประเด็นนี้ประเด็นเดียวกลับคือการใช้ประเด็น “สถาบันฯ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง” เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ในการแสดงทัศนะของตนเองเพื่อสร้างความไขว้เขวแก่สาธารณชนว่านี่เป็นจุด “เดียว” ของประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งเป็นการดึงปัญหาออกนอกพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

แน่นอนว่าการรณรงค์การปฏิรูปหรือยกเลิก 112 ก็เป็นการเมืองเช่นกัน แต่เป็นการเมืองของการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่เพื่อการถกเถียงปัญหาที่แท้ จริงกันอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม ไม่ใช่การเมืองของการเบี่ยงเบนประเด็นปัญหาเพื่อที่จะโฟกัสไปที่จุดเดียว และปกปิดจุดอื่นๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่กว่าต่อไป ปัญหาใหญ่ที่ถูกกลบเกลื่อนคือความจริงที่ว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ถูกใช้ทาง การเมืองฝ่ายเดียว และการดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์และอุตสาหกรรมวัฒนธรรมโฆษณาชวนเชื่อดังที่ เป็นอยู่มีความไม่ถูกต้องตามหลักการแห่งระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญและ หลักเสรีประชาธิปไตยอยู่อย่างมากล้น

ไม่น่าแปลกใจที่ฝ่ายนิยมเจ้าระดับอีลีตจะยอมรับว่า 112 มีปัญหา แม้จะสร้างความหวังถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นและดูน่าเลื่อมใสกว่าพวก นักเทศน์ไม่ลืมหูลืมตาและพวกอันธพาลที่เชื่อว่าการไล่คนออกนอกประเทศเป็น วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ แต่การยอมรับนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ช่วงชิงการกำหนดเนื้อหาและทิศทางเพื่อการ แก้ไขปรับเปลี่ยนให้น้อยที่สุดและรักษาอุดมการณ์ สถานะ อำนาจ บารมีเดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วจึงยกเป็นข้ออ้างว่าได้ “ปรับปรุง” ให้เหมาะสมดีงามทุกประการแล้ว พวกเรียกร้องเสรีภาพจงหุบปากแล้วกลับบ้านไปสำนึกในบุญคุณที่ได้รับเสรีภาพ ปริมาณเท่าเดิมแต่ติดคุกน้อยลง

แต่ถ้าฝ่ายรอยัลลิสต์จะมีความซื่อสัตย์ต่อความเชื่อตนเอง ก็ควรยอมรับอย่างตรงไปตรงมาและไม่กะล่อนว่า พวกเขาต้องการให้สถาบันกษัตริย์มีอำนาจ “ล้นเกิน” แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ถูกตรวจสอบ ไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ต้องรับผิด และไม่ถูกจำกัดอำนาจด้วยกฎเกณฑ์ข้อบังคับของระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตามครรลองประชาธิปไตย การยอมรับง่ายๆ เช่นนี้เป็นสิ่งที่กระทำได้โดยสะดวกและปลอดภัย เพราะจะไม่ถูกกระบวนการยุติธรรมมาตอแยเพื่อจัดสรรปันส่วนความอยุติธรรมให้

ในบรรดาข้อโต้แย้งต่างๆ ของฝ่ายนิยมเจ้าที่ต้องการจะบอกเพียงแค่ว่าทุกอย่างที่เป็นอยู่นั้น “ดีแล้ว ประเสริฐแล้ว” พวกไม่เข้าใจประเพณีวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งอย่ามาสะเออะ ไม่มีอะไรจะน่าทึ่งไปกว่าการอ้างหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม หลักความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน ศีลธรรม คุณธรรม มนุษยธรรม ผสมปนเปกับความเป็นไทยอันมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ประวัติศาสตร์ไทยอันเก่าแก่โบราณ ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมไทยอันล้ำเลิศประเสริฐศรี เมื่อฟังหรืออ่านจนหายเคลิ้มแล้ว อรรถาธิบายอันไพเราะเพราะพริ้งเหล่านี้กลับทำให้อีกฝ่ายหมดกำลังใจจะโต้ เถียง อับจนถ้อยคำจะชี้แจง และได้แต่แจ้งให้ทราบเพื่อพิจารณาว่า ความวิกลจริตเชิงตรรกะหรือการงดเว้น (โดยรู้หรือไม่รู้ตัว) การใช้หลักเหตุผลในเรื่องที่เกี่ยวกับกษัตริย์ในฐานะบุคคลและสถาบันเป็น ลักษณะเด่นของวัฒนธรรมการเมืองของฝ่ายกษัตริย์นิยมไทยในปัจจุบันโดยแท้

กฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงกฎหมายอาญามาตราหนึ่ง แต่กำลังยึดครองสถานะเป็นป้อมปราการแห่งชาติและศาสตราวุธแห่งจารีตประเพณี ที่ต้องปกปักรักษายิ่งชีพ เมื่อโต้แย้งหักล้างกันด้วยเหตุผลไม่ได้ ฝ่ายนิยมเจ้าจะยกข้ออ้าง “จารีตประเพณี” (หรือ “อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัว”) มาเป็นไม้ตายเพื่อยุติการถกเถียง แต่หากจะมองกันในแง่นี้จริงๆ การเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลกก็กลับจะคล้ายการเลิกทาส เลิกประเพณีหมอบคลาน เลิกการทรมานนักโทษ เลิกวิธีการลงโทษแบบโหดร้ายทารุณ และเลิกจารีตประเพณีที่ “ไม่ดีงาม” ต่างๆ

แม้จะเข้าใจได้ว่ายุทธศาสตร์ในการสื่อสารกับสังคมกระแสหลักต้อง มุ่งไปที่เรื่องความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ว่าการกระทำแบบไหนเป็น “คุณ” หรือเป็น “โทษ” ต่อสถาบันฯ แต่โดยหลักการและจิตสำนึกที่ควรบ่มเพาะขึ้นใหม่นั้น ลำดับความสำคัญของเหตุผลในการรณรงค์ปฏิรูปหรือยกเลิกมาตรา 112 ไม่ควรเริ่มต้นด้วยขนบภาษาเดียวกันกับลูกเสือชาวบ้านหรือขนบภาษาเฉลิมพระ เกียรติที่เชิดชูปกป้องสถาบัน (เอาเจ้าซึ่งในวัฒนธรรมไทยคือ “อภิมนุษย์” เป็นตัวตั้ง) เท่ากับการเชิดชูปกป้องสิทธิมนุษยชน (เอาประชาชนซึ่งในวัฒนธรรมสากลคือ “มนุษย์” เป็นตัวตั้ง ซึ่งย่อมรวมถึงเจ้าซึ่งเป็นมนุษย์เช่นเดียวกันด้วย)

การอภิปรายและรณรงค์เรื่องใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ควรจะต้องแยกจากเรื่องความ “จงรักภักดี” กล่าวอีกอย่างว่าการถกเถียงอย่าง free และ fair (ซึ่งไม่เคยมี ยังไม่มี และอาจจะไม่มีวันมีในวัฒนธรรมไทย) และไม่ข่มขู่กรรโชกกันแบบด้อยพัฒนา ต้องไม่ยกประเด็นความจงรักภักดีมาสนับสนุน คัดง้าง ประจบประแจง หรือใส่ร้ายป้ายสี นั่นหมายถึงการต้องลดความชอบธรรมหรือถอดถอนมโนทัศน์และโวหาร “จงรักภักดี” ออกจาก public discourse ที่ยึดโยงกับความมั่นคงของชาติ, ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์, ความเป็นไทย, ประชาธิปไตย, กฎหมาย ฯลฯ และนั่นแปลว่าเมืองไทยต้องอนุญาตให้มีทั้งคนที่ผลิตออกมาตรงตามสเป็คในโรง งาน และคนที่ผลิตออกมาไม่ตรงตามสเป็คในโรงงาน

หากระบอบการปกครองในปัจจุบันมิใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความไม่จงรักภักดีย่อมไม่ใช่อาชญากรรม และไม่ได้นำไปสู่การก่ออาชญากรรม ตรงกันข้าม คนที่จงรักภักดีอย่างท่วมท้นต่างหากที่มีแนวโน้มจะก่ออาชญากรรมและกระทำใน สิ่งที่ผิดศีลธรรมสูงกว่าหลายร้อยเท่า “ในนามของความจงรักภักดี” ตั้งแต่ยิงให้ตาย, ใช้เก้าอี้ฟาด, หัวเราะดีใจที่เห็นคนเยอะแยะถูกฆ่าหมู่, ส่งเสียงเชียร์หรือเข้าร่วมกลุ่มรณรงค์ให้กวาดล้างกำจัดคนเห็นต่างจากพวกตน, ตะเพิดคนออกจากประเทศ, แสดงความเกลียดชังและอาฆาตมาดร้ายตลอดเวลา, แต่งเรื่องโกหกให้ร้ายคนอื่น, พาดหัวข่าวด้วยข้อมูลเท็จ ด้วยความประสงค์ร้าย และด้วยสันดานสถุลเพื่อทำลายกันทางการเมือง, สอดส่องเป็นหูเป็นตาให้รัฐช่วยจับคนเข้าคุก, อยากให้ประหารชีวิตคนที่กระด้างกระเดื่องให้หมดแผ่นดิน ฯลฯ

ภายในห้องค่ายกลอำมหิตที่รอจังหวะคนก้าวพลาดเพื่อที่อาวุธนานาชนิด ที่ซ่อนอยู่จะได้พุ่งเข้าเสียบเป้าหมายอย่างพร้อมเพรียง (คง)ไม่เคยมีใครประกาศว่าไม่จงรักภักดี ทั้งๆ ที่ความหมายของการไม่จงรักภักดีในทางการเมืองคือการมีจักรวาลทัศน์และ จินตนาการเกี่ยวกับชาติคนละแบบกับผู้จงรักภักดีเท่านั้น ดังนั้นการไม่จงรักภักดีจึงไม่ควรถูกใส่ไคล้ให้เห็นเป็นภัยอันน่าสะพรึงกลัว ที่จะทำร้ายประเทศชาติ ด้วยมาตรฐานเดียวกัน คนไม่จงรักภักดีก็ไม่มีสิทธิสร้างเรื่องโกหกหลอกลวงเพื่อทำลายคนอื่นทางการ เมืองเช่นกัน

วัฒนธรรมการเมืองที่มีวุฒิภาวะต้องเลิกอ้าง เลิกกล่าวหา เลิกพาดพิง เลิกตอแหล เลิกเล่นลิ้นเรื่องความจงรักภักดีราวกับเป็นสังคมที่อยู่กันแบบ “ชนเผ่า”(แต่ล้าหลังและดัดจริตกว่าสังคมชนเผ่าจริงๆ) และถกเถียงอภิปราย “เนื้อหา” ของสิ่งที่เป็นประเด็นปัญหา ความจงรักภักดีต้องถูกจำกัดให้เป็นความรู้สึกส่วนตัวของปัจเจกบุคคลที่ไม่ ใช่ข้อบังคับในกฎหมายหรือข้อผูกมัดทางจารีตสังคม

เมื่อการฟ้องร้องกล่าวโทษและคำพิพากษาคืออาชญากรรม และเมื่อกฎหมายไม่ใช่กฎหมาย

ข้อสำคัญประเทศแต่ละประเทศย่อมมีความระแวด ระวังในเรื่องที่ต่างกัน ถ้ามองในแง่มุมของอีกประเทศหนึ่งอาจเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สมควร แต่คนที่เจริญแล้วเขาก็ต้องยอมรับนับถือประเพณีวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ไม่ไปตัดสินจากความคุ้นเคยหรือความเคยชินของตนเอง...ที่สำคัญต้องไม่นำเอา ความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม หรือความอ่อนไหวแตกต่างกันไป” (1)
มีชัย ฤชุพันธุ์, อดีตประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ, 2011

กฎหมายคือกฎหมาย ถ้าเราไม่ทำผิด เขาก็อยู่ในกระดาษเท่านั้นเอง ก็อย่าทำผิดก็เท่านั้น” (2)
สุเมธ ตันติเวชกุล, เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา, 2011

“ผู้พิพากษาไม่สามารถจะอำนวยการให้บังเกิดความยุติธรรมโดยการอ้างอิงบทบัญญัติทางกฎหมายที่ไม่เพียงอยุติธรรม แต่ยังมีความเป็น อาชญากรรม เราขอเรียกร้อง สิทธิมนุษยชน ซึ่งอยู่เหนือกว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรทั้งปวง และเราขอเรียกร้องกฎเก่าแก่อันไม่อาจพรากจากมนุษย์ที่ปฏิเสธมิให้คำสั่งที่ เป็นอาชญากรรมของทรราชย์โหด มีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย

ด้วยข้อควรพิจารณาเหล่านี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าบรรดาผู้พิพากษาที่ได้ให้คำวินิจฉัยที่ขัดแย้งกับหลัก ปฏิบัติต่อมนุษยชาติ...จักต้องถูกดำเนินคดี” (3)
J.U. Schroeder, Chief Public Prosecutor of Saxony, 1946

ข้อความแรกอยู่ในข้อเขียน “ปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา” และหนึ่งในข้ออ้างใหญ่ที่ยกมา “คัดค้าน” การแตะต้องกฎหมายหมิ่นฯ คือ “ขนบธรรมเนียมประเพณี” เมื่อเหล่านักกฎหมายรอยัลลิสต์พากันไม่ถกเหตุผลประเด็นความชอบธรรมของกฎหมาย และระบอบการปกครองตามหลัก “สากล” แต่หันไปยกเอาประเพณี วัฒนธรรม ความรู้สึก ความอ่อนไหว “ท้องถิ่น” มาเป็นตัวตัดสิน ก็ถึงจุดที่คนทั่วไปในสังคมที่ไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนกฎหมาย (เพราะเรียนแล้วก็เอาแต่อ้างจารีตประเพณี) ต้องอภิปรายกันว่าหลักใดจะสำคัญ ชอบธรรม เป็นธรรม และปลดปล่อยมนุษย์จากการกดขี่ขืนใจมากกว่ากัน และ “คนที่เจริญแล้ว” (ที่ไม่ใช่ในฐานะนักท่องเที่ยวที่เมื่อไปเที่ยวบ้านเมืองไหนก็ต้องเคารพให้ เกียรติประเพณีวัฒนธรรมบ้านเมืองนั้น อันเป็นจรรยาบรรณพื้นฐานปกติของทัวริสต์ที่ศิวิไลซ์ รวมทั้งไม่อยากมีปัญหาระหว่างเที่ยว ต่อให้ไปเจอะกับประเพณีวัฒนธรรมที่พวกเขา “รับไม่ได้”) ยอมรับนับถือสิ่งใดมากกว่ากันแน่

คำให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ไม่ใช่นักกฎหมายแบบคนแรกอันถัดมาต่อคำถาม เรื่องความเหมาะสมของการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 แสดงการยึดมั่นในกฎหมายของบ้านเมืองอย่างหนักแน่นดุจภูผาว่า “A law is a law.” เสมือนฝ่ายกุมอำนาจที่กอดหลัก Legalism ที่เน้นบทลงโทษรุนแรงเฉียบขาดโดยไม่ต้องแยแสเรื่องสิทธิเสรีภาพเพื่อให้ผู้ อยู่ใต้การปกครองเชื่อฟัง ยำเกรงและเข็ดหลาบของ Han Fei นักนิติปรัชญาจีน หรือกอดคำขวัญของสำนัก Legal Positivism เวอร์ชั่นโบราณล้าสมัย ที่ไม่ต้องขยายความซับซ้อนต่อให้ยุ่งยากต่อการรีบเร่งรวบรัดใช้กฎหมายลงโทษ คนทำผิด

คำประกาศลำดับสุดท้ายมีขึ้นเมื่อเกือบเจ็ดสิบปีมาแล้วที่ประเทศ เยอรมนี แต่มันอาจเป็นคำกล่าวที่หาญกล้าและสง่างามเกินกว่าแม้แต่จะกระซิบกระซาบกัน ในแวดวงเนติตุลาการมหาดเล็กในบางประเทศ

ถึงแม้ว่าวงการกฎหมายไม่ว่าที่ไหนคงไม่ได้มีพัฒนาการบนการยั่วล้อ ท้าทายแบบประชดประชันอย่างประวัติศาสตร์และทฤษฎีศิลปะที่ทำให้เกิดคำถาม “But is it art?” แต่เราก็ควรยืมวิธีตั้งคำถามแบบเดียวกันนี้เพื่อแสดงความกังขาว่า “But is it law?” พร้อมทั้งพิจารณากรณีศึกษาในประเทศอื่นที่คำถามนี้กลายเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่ ต่อมโนธรรมสำนึกว่าด้วยความยุติธรรมในสังคม

หลังสงครามโลกครั้งที่สองและการล่มสลายของระบอบนาซี Gustav Radbruch นักนิติปรัชญาชาวเยอรมันอภิปรายถึงคดีหนึ่งซึ่งโยงกับคดีที่มีชื่อเสียงอีก คดีหนึ่งในสมัย Third Reich หรือยุคฮิตเลอร์-นาซีเรืองอำนาจในบทความเรื่อง “Statutory Lawlessness and Supra-Statutory Law”

เริ่มต้นเรื่องว่า นาย Puttfarken เจ้าหน้าที่ประจำ justice department ถูกดำเนินคดีและพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตโดยศาลอาญา Thuringian เนื่องจากในสมัยรัฐบาลนาซี Puttfarken ได้กล่าวฟ้องนาย Gottig ว่าเป็นผู้เขียนข้อความบนกำแพงห้องน้ำว่า “ฮิตเลอร์เป็นฆาตกรสังหารหมู่และต้องถูกประณามที่ทำให้เกิดสงคราม” อันมีผลทำให้ Gottig ถูกศาลนาซีพิพากษาลงโทษ ความผิดของ Gottig ไม่เพียงจาก “ข้อความ” ที่เขาเขียนบนกำแพง แต่ยังรวมทั้งการที่เขามักจะชอบแอบฟังวิทยุกระจายเสียงของต่างชาติด้วย (แทนที่จะฟังแต่วิทยุโฆษณาชวนเชื่อของนาซี) ประเด็นสำคัญที่หัวหน้าอัยการตั้งขึ้นมาก็คือ การกระทำของ Puttfarken (แจ้งความดำเนินคดีกับคนเขียนข้อความวิพากษ์วิจารณ์ฮิตเลอร์) เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่?

หัวหน้าอัยการอภิปรายเหตุผลว่า การที่จำเลยให้การอ้างว่าความเชื่อใน National Socialism (ซึ่งมิใช่เพียงความนิยมในพรรคการเมืองของฮิตเลอร์ แต่กินความถึงความศรัทธาในอุดมการณ์-โลกทัศน์-จุดหมายทางการเมืองแบบนาซี) ทำให้เขาแจ้งความดำเนินคดีนาย Gottig (ซึ่งเขียนข้อความต่อต้านและประณามท่านผู้นำ) นั้น เป็นสิ่งที่ฟังไม่ขึ้น เพราะไม่ว่าใครจะมีความคิดความเชื่อทางการเมืองอย่างไร ก็ไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายใดที่บังคับให้ใครคนนั้นไปแจ้งความดำเนินคดีผู้ อื่น แม้แต่ในสมัยฮิตเลอร์เอง ก็ไม่มีพันธะผูกมัดทางกฎหมายเช่นนั้นดำรงอยู่ เช่นนั้นแล้ว บนสมมติฐานว่าระบบตุลาการพึงตั้งมั่นอยู่ที่การธำรงความยุติธรรม Puttfarken ได้กระทำการที่เป็นไปเพื่อความยุติธรรมหรือไม่?

ระบบตุลาการจำเป็นจะต้องมีความซื่อตรงต่อหลักการ มุ่งผดุงความเป็นธรรม และสร้างบรรทัดฐานของกฎหมาย แต่คุณลักษณะอันขาดไม่ได้ทั้งสามประการนี้ล้วนแล้วแต่ไม่ปรากฎมีในระบบศาล ที่ถูกการเมืองบงการแทรกแซงในสมัยของระบอบนาซี ใครก็ตามที่แจ้งความดำเนินคดีคนอื่นในสมัยฮิตเลอร์จำต้องรู้-และจริงๆ แล้วก็รู้อยู่แก่ใจ-ว่าเขากำลังส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาให้กับองค์กรตุลาการที่ ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไร้ขื่อแป หาใช่กระบวนการยุติธรรมที่ถูกทำนองคลองธรรมอันจะนำไปสู่คำพิพากษาอัน ยุติธรรมไม่

เป็นที่ตระหนักกันดีว่าสถานการณ์ในเยอรมนีสมัยนาซีนั้น เราสามารถเชื่อมั่นได้เลยว่า ใครก็ตามที่ถูกแจ้งข้อหาว่าเป็นผู้เขียนข้อความ “ฮิตเลอร์เป็นฆาตรกรสังหารหมู่และต้องถูกประณามที่ทำให้เกิดสงคราม” ย่อมไม่มีทางรอดชีวิตแน่ๆ คนอย่าง Puttfarken คงไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าระบบตุลาการนั้นสร้างความวิปริตให้กฎหมายได้ “อย่างไร” แต่อย่างน้อยเขาจะต้องกระจ่างแจ้งแก่ใจพอที่จะรู้ว่ามันย่อมเป็นเช่นนั้นได้

คดีนี้จึงสรุปได้ว่า สาวกนาซีแจ้งความดำเนินดคีกับผู้เป็นปฏิปักษ์กับระบอบนาซี โดยที่แม้แต่ในสมัยนาซีเองก็มิได้มีกฎหมายบังคับให้ใครต้องร้องทุกข์กล่าว โทษใคร และโดยที่สาวกนาซีนั้นก็รู้อยู่แก่ใจว่าระบบยุติธรรมภายใต้ระบอบฮิตเลอร์ นั้นโหดร้ายป่าเถื่อนและผิดทำนองคลองธรรม

ถึงที่สุดแล้วคำประกาศอันหาญกล้าของ Gottig ที่ว่า “ฮิตเลอร์เป็นฆาตรกรสังหารหมู่และต้องถูกประณามที่ทำให้เกิดสงครามโลก” คือความจริงอันชัดแจ้ง ใครก็ตามที่ประกาศและเผยแพร่ความจริงข้อนี้มิได้คุกคามความมั่นคงของประเทศ เยอรมนี แต่เป็นความพยายามช่วยขจัดผู้คิดทำลายประเทศเยอรมนีต่างหาก และดังนั้นจึงเป็นการช่วยปกป้องชาติ

Puttfarken ยอมรับว่าเขามีเจตนาอยากให้ Gottig ขึ้นตะแลงแกงประหารชีวิต ซึ่งตามบทบัญญัติทางกฎหมายอาญาแล้วเท่ากับว่าการแจ้งความของเขาเป็นการวาง แผนฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อความจริงที่ว่าศาลนาซีเป็นผู้ตัดสินประหารชีวิต Gottig ก็ไม่ได้ทำให้ Puttfarken รอดพ้นจากอาชญากรรมที่เขาก่อ

Radbruch ประณามศาลอย่างไม่อ้อมค้อมว่า ไม่เคยมีใครคาดฝันมาก่อนว่าศาลเยอรมันจะกลายเป็นเครื่องมือเพื่อการฆาตกรรมของอาชญากร

การแจ้งความของ Puttfarken จึงเข้าข่ายการฆาตกรรมทางอ้อม หรือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับการฆาตกรรม อีกทั้งยังใช้ศาลเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุความประสงค์ร้ายของตนต่อผู้อื่น และเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเหล่าผู้พิพากษาภายใต้การปกครองของรัฐบาลนาซีที่ ตัดสินลงโทษประหารชีวิต Gottig จะต้องถูกถือว่าเป็นฆาตกรด้วยเช่นกัน

แต่จะทำอย่างไรหากสังคมหนึ่งมีคนอย่าง Puttfarken (รวมทั้งคนสนับสนุน-แอบสะใจ) เต็มไปหมด? จะทำอย่างไรเมื่อการเปลี่ยนระบอบจากระบอบที่บิดเบือนความยุติธรรมให้วิปริต (เช่น เผด็จการนาซี) ไปสู่ระบอบที่มีหลักความยุติธรรมสากลเป็นพันธกิจ (เช่น ประชาธิปไตย) ซึ่งแปลว่าระบอบแรกจะต้องหมดอำนาจและถูกแทนที่ด้วยระบอบหลัง อันจะนำไปสู่การไต่สวนแสวงหาความยุติธรรมและสถาปนาบรรทัดฐานทางสังคมที่ถูก ต้องเป็นธรรมได้อย่างเต็มที่ ก็ยังไม่เกิดขึ้นและยังมืดมนมองไม่เห็นอนาคต? จะทำอย่างไรกับสังคมที่ไม่ได้ให้คุณค่ากับความยุติธรรมและความจริง/ข้อเท็จ จริง เท่ากับความสามัคคีและสถานภาพลำดับชั้นเหลื่อมล้ำทางวัฒนธรรมที่ความจริงไม่ อาจสร้างความระคายเคืองได้? จะทำอย่างไรกับสังคมที่ง่อยเปลี้ยกับความสามารถจะยึดมั่นในหลักการนามธรรม แต่แข็งขันกับการติดยึดงมงายกับตัวบุคคลโดยเฉพาะบรรดาผู้ทรงอำนาจบารมีทาง วัฒนธรรมตลอดเวลา? การง่อยเปลี้ยกับหลักการนามธรรม การบังคับกล่อมเกลาและเผยแผ่แต่คำเทศนาโดยปราศจากวัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์ อย่างกว้างขวางทะลุทลวงมาเป็นเวลายาวนานมิใช่หรือ ที่เป็นเหตุที่ทำให้บุคคลที่อยู่ในเครือข่ายชนชั้นนำสามารถออกมาพูดอะไรก็ ได้ที่น่าตกใจและน่าหัวร่อในความดัดจริต หน้าด้าน ไร้ยางอาย มือถือสากปากถือศีล

หาก “ปรับใช้” (โดยมิได้หมายความว่าเป็นกรณีที่จะเทียบให้เหมือนหรือแม้แต่คล้ายกันได้ เพราะไม่มีอะไรในโลกเทียบกับฮิตเลอร์-นาซีได้ แต่หลักการนี้ตั้งเป็นทฤษฎีให้ใช้กับกรณีอื่นๆ ที่มีลักษณะไม่เป็นธรรมรุนแรงถึงขั้น “มิอาจทนได้” ได้เช่นกัน) หลักการลบล้างและเอาผิดคำพิพากษาของศาลนาซีกับกระบวนการยุติธรรมในประเทศที่ อุดมการณ์คลั่งเจ้าแผ่ซ่านแทรกซึมไปทั่วทุกองคาพยพในสังคม ต่อให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ แต่หากคำพิพากษาตามบทบัญญัตินั้นดำเนินไปภายใต้ระบอบกฎหมาย-ตุลาการ-ความ ยุติธรรมที่ฉ้อฉลและละเมิดหลักนิติธรรม ก็ควรที่จะต้องมีการดำเนินคดีอาญากับคำพิพากษาที่ไร้ทั้งความยุติธรรมและ มนุษยธรรม หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า ด้วยความรู้สึกผิดบาปและด้วยสปิริตของการคิดแก้ไขในสิ่งที่ผิดแบบประเทศ เยอรมนีหลังยุคนาซี เราไม่สามารถปล่อยให้คำพิพากษา (หรือ “ผังล้มเจ้า” ฯลฯ) ที่เป็นเครื่องมือของระบอบเผด็จการซ่อนรูปลอยนวล แต่ต้องเอาผิดกับอาชญากรรมและความเท็จที่กระทำในสถานะของคำพิพากษานั้น ประกาศลบล้างหรือความเป็นโมฆะของคำพิพาษา และชดเชยเยียวยาเหยื่อทั้งหมด (แม้ในความเป็นจริงแล้ว ดูจะทำไม่ได้สักอย่างเดียว)

คำพิพากษาซึ่งวางอยู่บนฐานของความไร้มนุษยธรรมย่อมไม่มีสถานะและ ศักดิ์ศรีที่จะเป็นกฎหมายตั้งแต่แรก ความอยุติธรรมอย่างรุนแรงไม่ใช่และไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย สังคมที่เห็นดีเห็นงามกับการดำเนินคดีและการลงโทษอย่างป่าเถื่อน อันถือเป็น state legitimized injustice คือสังคมที่ล้มละลายทางศีลธรรม

นับตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 จวบจนบัดนี้ อันเป็นช่วงของปรากฏการณ์ “อำนาจเหนือรัฐ-อำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย”, “ตุลาการภิวัตน์”, “ตาสว่าง-ปากสว่าง”, “ความเป็นไทย/รอยัลลิสต์บ้าคลั่ง”, “สองมาตรฐาน”, “มหันตภัยมาตรา 112” อาจถือได้ว่าคือช่วงเวลาที่เทียบเคียง “อย่างห่างๆ” ได้กับที่ Radbruch ตั้งทฤษฎีว่าคือช่วงเวลา “exceptional/extraordinary” (โดยมีเยอรมนียุคนาซีเป็นตัวแบบ) ช่วงเวลา “พิเศษ/ไม่ปกติ” เช่นนี้คือช่วงเวลาที่บทบัญญัติทางกฎหมาย (ในกรณีของไทยต้องครอบคลุมถึง “อุดมการณ์วัฒนธรรมการเมือง” ที่กำกับการใช้กฎหมาย) มีลักษณะที่ขัดกับหลักความยุติธรรมอย่างใหญ่หลวงในระดับที่ “สุดจะทนทาน” จนถือได้ว่าเป็นวัฒนธรรมการบังคับใช้กฎหมายที่ผิดพลาด-เลวร้ายอย่างรุนแรง ด้วยเหตุแห่งความผิดพลาด-เลวร้ายดังกล่าวจึงถือได้ว่ากฎหมายนั้นปราศจาก สถานภาพความเป็นกฎหมาย และเราต้องใช้ดุลยพินิจที่อิงกับหลักความยุติธรรม “แทน” ตัวบทกฎหมาย (รวมทั้งประเพณีและการเมืองของการใช้กฎหมาย) ที่อยุติธรรมและสามานย์

ฉะนั้นเฉพาะในกรณีที่ “extreme” หรือ “unique” เท่านั้น ที่เราพึงใช้มโนธรรมสำนึกทางศีลธรรมแทนการเชื่อฟังกฎหมาย และร่วมตระหนักโดยทั่วกันว่า กฎหมายไม่ใช่กฎหมายอีกต่อไป โดย “กฎหมาย” ในที่นี้จำต้องตีความให้กว้างขวางครอบคลุมถึงกระบวนการยุติธรรม(ระยำๆ)ทั้ง ระบบ ตั้งแต่การฟ้องร้องไปจนถึงคำพิพากษา

แต่ในความเป็นจริง กระบวนการลบล้างหรือประกาศให้ผลพวงของบทบัญญัติที่ผิดหลักนิติธรรมเสียเปล่า ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น และไม่เคยมีผลทางกฎหมาย, การไต่สวนเอาผิดการกระทำที่เคยถูกต้องตามกฎหมายป่าเถื่อน และการสถาปนาหลักการแห่งความเป็นธรรมขึ้นใหม่ ย่อมกระทำได้ก็ต่อเมื่อระบอบนาซีล่มสลายไปแล้ว เพราะในห้วงเวลาที่ท่านผู้นำแห่งอาณาจักรไรค์ที่สามครองอำนาจ ข้อความที่ว่า “ฮิตเลอร์เป็นฆาตกรสังหารหมู่” (หรือข้อความใดก็ตามที่แสดงการวิพากษ์วิจารณ์และเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบนาซี) แม้จะเป็นความจริงแท้ที่สุด ก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายนาซี ถูกสาวกนาซีนำไปฟ้องร้อง และถูกศาลนาซีตัดสินประหารชีวิต

ถ้าไม่หน้ามืดตามัวเกินไป มันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมาก กฎหมายที่ดีจะต้องตราขึ้นเพื่อผดุงหลักความยุติธรรมพื้นฐานอย่างเสมอภาค มิใช่ผดุงอุดมการณ์ผู้นำเผด็จการหรือผู้นำศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ เสรีภาพและสิทธิมนุษยชน

ความยุติธรรมแบบสากล (ซึ่งยึดหลักการสูงสุดว่า มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย) ที่ไม่มีอุดมการณ์วัฒนธรรมแบบไทยๆ (ซึ่งยึดหลักการสูงสุดว่า คนไม่มีวันจะเท่ากัน ไม่ว่าต่อหน้ากฎหมาย หรือหน้าไหนๆ) ปนเปื้อนเท่านั้น ที่จะเป็นหลักประกันความปลอดภัยของการพูดความจริง ส่วนความยุติธรรมแบบครึ่งๆ กลางๆ แบบประนีประนอมหรือแบบปลอมๆ อาจเป็นการผ่อนหนักมากเป็นหนักน้อย แต่มิใช่ความยุติธรรมตามมาตรฐานสากลที่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นอย่างแท้จริง

แม้จะดีกว่าไม่ได้อะไรเลย แต่ความจริงแล้วความยุติธรรมแบบสากลมิอาจได้มาอย่างมั่นคงด้วยการต่อรองหรือ การกดดันตามสถานการณ์ทางการเมือง เพราะความยุติธรรมเช่นนั้นจะลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงก็ด้วยการเปลี่ยน อุดมการณ์ความคิดจิตใจ คุณค่า และค่านิยมของทั้งสังคมเท่านั้น

“ความไม่เสมอภาค” เป็นโครงสร้าง ระเบียบแบบแผน และหลักการสูงสุดและสำคัญที่สุดในสังคมไทย การเชื่อในระเบียบสังคมแนวดิ่งอันเป็นหัวใจของวัฒนธรรมไทยนี่เองที่เป็น อุปสรรคใหญ่ที่สุดของความคิดสากลเรื่องสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และความยุติธรรม เพราะเมื่อ “คนไม่เท่ากัน” สิทธิก็ต้องไม่เท่ากัน เสรีภาพไม่เท่ากัน อำนาจไม่เท่ากัน ได้รับการปฏิบัติไม่เท่ากัน ถูกขังฟรี-ตายฟรีไม่เท่ากัน ความยุติธรรมในสังคมไทยคือความยุติธรรมที่อยู่บนฐานของความไม่เท่ากันของ มนุษย์ ตัวอย่างเช่น คนที่มีช่วงชั้นสถานะทางวัฒนธรรมสูง ทำอะไรผิดก็ไม่ผิด ส่วนคนที่มีช่วงชั้นสถานะทางวัฒนธรรมต่ำ ไม่ต้องทำอะไรเลยก็ผิด ทั้งหมดนี้เราจะเห็นแบบโจ่งแจ้งบ้าง ปิดบังอำพรางบ้าง และแนบเนียนจนเกือบไม่เห็น(เพราะเคยชิน)บ้าง

เช่นนี้แล้ว วัฒนธรรมของกระบวนการยุติธรรมของไทยจึงอยู่ในภาวะที่ “ไม่ค่อยปกติ” มาแต่แรกอยู่แล้ว มันจึงไม่ได้เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ (ordinary/extraordinary) แบบกรณีเยอรมันก่อนนาซีกับช่วงนาซี แต่เป็นการ “เพิ่มขึ้น” ของดีกรี “extraordinary” ที่ดำรงอยู่แล้วนั่นเอง หากช่วง “อปกติ” ในยุคนาซีคือช่วง “สะดุดชั่วคราว” ของสังคมเยอรมัน ความ “อปกติ” ของไทยคือสภาวะอันไม่สะดุดของการไปไม่ถึงมาตรฐานสากลและเต็มใจที่จะอยู่กับ ความ “พิการ” ซึ่งไม่ถูกตระหนักว่าเป็นความพิการ ทว่ากลับถือกันเป็น “ลักษณะพิเศษอย่างไทย” ที่ควรทนุถนอมสืบไป ภาวะ “ไม่ปกติ” นี้จะขึ้นลงแปรผันตามระดับการอ้างความเป็นไทย ยิ่งเป็นไทยมากเท่าไหร่ กล่าวคือไม่ฟังเสียงท้วงติงและกระเหี้ยนกระหือจะต่อสู้กับโลกสากลเพื่อโชว์ ว่าไทยเจ๋งสุดในจักรวาลทางช้างเผือกมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งสำแดงอาการไม่ปกติหรือวิปริตวิตถารมากเท่านั้น

เท่าที่เพดานของความเป็นไปได้จะเอื้ออำนวย แถลงการณ์และข้อเสนอทั้งหลายของกลุ่มนิติราษฎร์จึงคือการพยายามขจัดความ วิปริตและสถาปนาความอารยะให้กับวงการตุลาการและระบบกฎหมายไทยที่วางอยู่บน อุดมการณ์และปฏิบัติการแบบยุคก่อน Enlightenment

อันที่จริงแล้ว อิทธิฤทธิ์ของอุดมการณ์และโครงสร้างวัฒนธรรมอนุรักษนิยมในสังคมไทยแผ่ แสนยานุภาพเหนือหลักการสากลทั้งปวงที่ไทยรับจากตะวันตก ฤทธิ์เดชของความเป็นไทยๆ ที่แทรกซึมอยู่ในหลักการสากลต่างๆ จึงทำให้หลักการสากลล้วนแล้วแต่ทุพพลภาพเมื่อถูกใช้ในเมืองไทย แทบทุกหลักการและกฎเกณฑ์สากลเมื่อถึงคราวจะต้องปะทะขัดแย้งก็จะพ่ายแพ้และ ต้องหลีกทางให้กับวัฒนธรรมหลายมาตรฐาน วัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย วัฒนธรรมคลั่งเจ้า วัฒนธรรมอุปถัมภ์ วัฒนธรรมผู้ใหญ่-ผู้น้อย วัฒนธรรมเอาหน้า-หน้าใหญ่-ไม่ยอมเสียหน้า วัฒนธรรมประจบและให้อภิสิทธิ์คนใหญ่คนโต วัฒนธรรมนักเลงโต วัฒนธรรมใต้โต๊ะ วัฒนธรรมตอแหล-มือถือสากปากถือศีล ฯลฯ วัฒนธรรมอันดีงามเหล่านี้ทำให้เราต้องย้ำซ้ำอีกครั้งว่า กระบวนการยุติธรรมแบบสากลที่ไทยเอาอย่างฝรั่ง แม้ในยามปกติ (ซึ่งในความหมายของ Radbruch คือสภาวะปกติที่เราต้องเคารพตัวบทกฎหมายที่ผ่านกระบวนการโดยถูกต้องชอบธรรม) ก็ไม่ถูกต้องตามหลักการและหลักปฏิบัติที่พึงเป็นอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าความยุติธรรมโดยเสมอหน้า ไม่มีความชัดเจนแน่นอนที่เป็นมาตรฐาน ไม่มีคนที่เท่ากันเบื้องหน้ากฎหมาย ไม่ปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

การยืนยันว่าระบบกฎหมายไทยเคารพสิทธิเสรีภาพและยึดมั่นในกระบวนการ ยุติธรรมตามหลักสากลที่เสมอภาคและเป็นธรรม ทั้งที่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามทุกประการ จึงเป็นการแก้ตัวที่โป้ปดเหลวไหล และเผยให้เห็นวัฒนธรรมไร้ยางอายแบบไทยๆ ที่พบเจออยู่เป็นปกติวิสัยเท่านั้นเอง เราจึงตั้งสมมติฐานได้ว่าวงการยุติธรรมส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะไม่ได้ปกป้อง “justice” แต่ปกป้อง “authority” ของตนเอง ซึ่งเป็นนโยบายเดียวกันกับสถาบันทุกชนิดในสังคมไทยโดยเฉพาะสถาบันทาง วัฒนธรรมต่างๆ ที่ให้ความสำคัญสูงสุดกับการปกป้อง “authority” ไม่ให้คำวิจารณ์หรือข้อเท็จจริงในทางลบใดๆ มาสั่นคลอนสถานะอำนาจของตนเองได้

แน่นอนว่าในหลายๆ กรณี อะไรคือความ “ยุติธรรม” ย่อมถกเถียงโต้แย้งกันได้ แต่กรณีสุดโต่งคือกรณีที่ปรากฏชัดถึงความ “อยุติธรรม” อย่างสิ้นสงสัย (“beyond reasonable doubt”) ความพยายามจะสงสัยหรือสาดโคลนในสิ่งที่พ้นไปจากความน่าสงสัย เป็นเพียงละครสัตว์เพื่อกลบเกลื่อนการไร้ซึ่งมโนธรรมสำนึกของสิ่งมีชีวิตใน คณะละคร

ควรหรือไม่ที่ความอยุติธรรมและความป่าเถื่อนจะเป็นสิ่งที่ประนี ประนอมได้? ในการวางหลักเกณฑ์บรรทัดฐานที่ถูกต้อง ก็ย่อมไม่ควร การกระทำที่ไม่ควรต้องติดคุก ย่อมไม่ควรถูกประนีประนอมด้วยการลดจำนวนปีที่ติดคุกหรือรอรับการอภัยโทษ เพราะการลดโทษหรือลดการฟ้องร้องพร่ำเพรื่อก็ไม่ได้ทำให้เรามีเสรีภาพในการ แสดงความคิดเห็นมากขึ้น เรื่องที่ไม่อาจถกเถียง อภิปราย เปิดเผย หรือไต่สวนได้ ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นต่อไป

ในการรณรงค์ ผลักดัน เคลื่อนไหว กดดัน การจำเป็นต้องประนีประนอม หรือการพึงใจในหนทางแห่งการปรองดอง ไม่ได้ทำให้หลักการที่ควรจะเป็น หรือหลักการอันไม่ควรจะประนีประนอม (นั่นคือการ “ยกเลิก” สิ่งที่ “ควรต้อง” ยกเลิกมากมายหลายประการที่ผิดหลัก constitutional monarchy หรือการไต่สวนหาความจริง) ถูกต้องน้อยกว่า และไม่ได้ทำให้การประนีประนอม (โดยเฉพาะที่มิได้ถูกบีบบังคับ แต่เพราะศรัทธาในอุดมการณ์กษัตริย์นิยมอย่างเหนียวแน่น และมีความเป็น “ไทยๆ” สูง) ถูกต้องมากกว่า แต่ถึงจุดหนึ่งแล้ว เราอาจเลือกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าจะประนีประนอมหรือไม่

ไม่ว่าในที่สุดแล้วการปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 จะทำได้หรือไม่เพียงใด จะถูกประนีประนอมหรือฉวยโอกาสบิดเบือนหรือไม่เพียงใด องค์ประกอบของที่มา อุดมการณ์ เจตนารมย์ วัฒนธรรมการตีความและบังคับใช้ (ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยคณะรัฐประหาร ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ใครฟ้องก็ได้ ไม่ให้เผยแพร่เนื้อหา ไม่ให้ประกันตัว พิจารณาคดีลับ ใช้วิธีพิจารณาคดีผิดหลักนิติธรรม ใช้โซ่ตรวน สัดส่วนโทษต่อความผิด) คำวินิจฉัยพิพากษา บทลงโทษ รวมทั้งเหยื่อที่ตกทุกข์ได้ยาก ล้วนทำให้มาตรา 112 มีลักษณะที่เข้าข่าย “arbitrary, cruel, criminal law” และ “crimes against humanity” ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และความอยุติธรรมอย่างรุนแรงที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกก็อาจทำให้บทบัญญัตินี้ไม่ สมควรมีสถานะเป็นกฎหมายตั้งแต่แรกและอีกต่อไป

ท้ายที่สุด หากใช้กฎของ Radbruch ที่ว่า “equality” (ความเสมอภาคมาตรฐานเดียวภายใต้กฎหมาย “To judge without regard to the person, to measure everyone by the same standard.”) คือแก่นของความเป็นกฎหมายแล้วไซร้ ไม่เพียงไม่มีความยุติธรรม ประเทศไทยคือประเทศที่ไม่มีกฎหมาย

ความยุติธรรมนอกอาณาเขต

โลกนี้มักเต็มไปด้วยตลกร้ายอันรวดร้าว เมื่อนึกถึงกรณีอย่าง Harry Nicolaides, Oliver Jufer หรือ Joe Gordon ไฉนเลยเราจะไม่คิดอยากรื้อฟื้นสิทธิสภาพนอกอาณาเขตเพื่อมอบให้กับชาวต่าง ชาติทั้งหลายที่ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นฯ อย่างไม่เป็นธรรมและไร้มนุษยธรรม

(Extraterritorial Right คือสิทธิพิเศษที่จะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจของกฎหมายท้องถิ่น หรือสิทธิพิเศษที่จะใช้กฎหมายของประเทศหนึ่งบังคับแก่บุคคลที่เป็นพลเมือง ของตนที่ไปอยู่ในดินแดนอื่น เช่น คนอังกฤษหรือคนในบังคับอังกฤษที่ทำผิดกฎหมายไทยไม่ต้องขึ้นศาลไทย แต่ให้ไปขึ้นศาลกงสุลของอังกฤษ ฝรั่งอ้างว่าเพราะระบบพิจารณาคดีของสยามล้าหลังป่าเถื่อน -- จริงของเขา!)

อุดมการณ์ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์นิยมในประวัติศาสตร์นิพนธ์ขับเน้น ความชอกช้ำของการ “เสียอำนาจอธิปไตยทางการศาล” จากการถูกบีบให้ทำสนธิสัญญาเบาว์ริงในสมัยคิงมงกุฏ ในขณะที่สร้างและโทษภัยคุกคามต่างๆ นานาว่ามาจากภายนอก อุดมการณ์เดียวกันนี้ก็ทั้งอำพรางและค้ำจุนความอยุติธรรมที่เบ่งบานจนกลาย เป็นระเบียบสังคมปกติอยู่ภายในสถาบันทางวัฒนธรรมต่างๆ อันมาจากโลกทัศน์และโครงสร้างอำนาจแบบไทยเองที่ไม่ยอมปล่อยให้ความศิวิไลซ์ อยู่เหนือกว่าความเป็นไทย

ใครเล่าจะนึกฝันไปถึงว่า วันหนึ่งในศตวรรษที่ 21 ชาวพื้นเมืองจะหวาดกลัว สิ้นหวัง เสียใจและอับอายเสียจนอยากจะขอเอามรดกการเอารัดเอาเปรียบของลัทธิล่า อาณานิคมในศตวรรษที่ 19 กลับมาใช้เป็นเครื่องมือปกป้องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนให้กับลูกหลานญาติมิตร (รวมทั้งผู้ได้สัญชาติ) ของเจ้าอาณานิคมในปัจจุบันที่ตกเป็นเหยื่อของระบบยุติธรรมในประเทศของพวกเขา - ประเทศที่มีวิวัฒนาการความอนารยะทะยานไปไกลบนความลำพองใจที่ไม่เคยตกเป็น เมืองขึ้น

การมีอธิปไตยทางการศาลจะมีค่าอันใดในเมื่ออำนาจอธิปไตยยังไม่ได้เป็นของราษฎรทั้งหลาย

ในยุคสมัยที่ความเป็นคนไทยกำลังกลายเป็นโรคทางจิตเวชแบบรุนแรงชนิด หนึ่ง พร้อมๆ กับที่ความเจ็บปวดคับแค้นกำลังกลายเป็นอาการสามัญในชีวิตประจำวันของผู้คน ที่โดนฝูงคนไข้โรคจิตชี้หน้าว่าไม่ใช่คนไทยบ้าง เป็นคนไทยอกตัญญูเนรคุณบ้าง ชาวพื้นเมืองที่ถูกพิษตกค้างของระบอบเก่ากดขี่ข่มเหงอย่างทารุณอีกมากมายอาจ จะปรารถนาสิทธิสภาพต่างแดนนี้ในแดนตนเช่นกัน

Justice is Elsewhere.
เพราะไม่ใช่ที่นี่ ความยุติธรรมอยู่ที่อื่น

***

อ้างอิง

1. มีชัย ฤชุพันธุ์. “ปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา.” http://www.meechaithailand.com/ver1/rhyme112.html

2. มติชนออนไลน์. วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554. http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324559235&grpid=00&catid=&subcatid=

3. Radbruch, Gustav. “Statutory Lawlessness and Supra-Statutory Law (1946).” & “Five Minutes of Legal Philosophy (1945).” Translated by Bonnie Litschewski Paulson and Stanley L. Paulson in Oxford Journal of Legal Studies, Vol. 26, No. 1 (2006), pp. 1-11, 13-15.

การกำหนดผู้มีสิทธิฟ้องคดีมาตรา 112 ต้องเป็นสำนักราชเลขาธิการเท่านั้น - อธิบายโดยลำดับเหตุผลอย่างไร?

ที่มา ประชาไท

ตามที่ "นิติราษฎร์" จัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา คราว แถลงการณ์ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2554 ข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้แพร่หลายในสังคม กระทั่งขณะนี้คือปลายปี มีประเด็นโต้แย้งข้อเสนอฯ ของนิติราษฎร์ ในเรื่อง "ผู้มีอำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ" ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อบุคคลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่า เหตุใด อำนาจร้องทุกข์กล่าวโทษ ควรจำกัดให้ สำนักราชเลขาธิการ ? (ซึ่ง "นิติราษฎร์" นำเสนอไว้ใน ข้อเสนอฯ ประเด็นที่ 7) [1]

ท่านทั้งหลายอาจพิจารณาได้จากการมอบหมายอำนาจหน้าที่หรือภารกิจตามกฎหมายของ สำนักราชเลขาธิการ ในฐานะเป็น "ส่วนราชการ" ซึ่งมีสถานะเป็น "กรม" เพื่อสำรวจอำนาจหน้าที่ภายในสำนักราชเลขาธิการ หรือ "หน่วยงานภายในบังคับบัญชา" ของสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งปรากฎในระบบกฎหมายไทยอยู่แต่เดิมแล้ว ต่อไป

ดังกล่าวแล้วว่า ตามระบบกฎหมายไทยถือว่า "สำนักราชเลขาธิการ" มีสถานะเป็น "กรม" ตามมาตรา 8 ฉ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2543 [2] การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักราชเลขาธิการ ต้องตราเป็นกฎกระทรวง พร้อมทั้งกำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการนั้นๆ (กฎกระทรวง เป็นผลิตผลจากการใช้อำนาจของรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายปกครองระดับสูงสุด ตามพระราชบัญญัติที่มอบหมายอำนาจ)

มาตรา 8 ฉ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2543

เช่นนี้ อำนาจหน้าที่ของ "หน่วยงาน" ใน สำนักราชเลขาธิการ ต้องพิจารณาตาม กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553 [3]

คำปรารภระบุฐานก่อตั้งอำนาจของ "กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553" ฉบับนี้

ข้อ 2 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553

จะพบว่า ข้อ 2 (7) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553 ก่อตั้งหน่วยงาน "กองนิติการ" ไว้ด้วย ซึ่ง "กองนิติการ" จะมีอำนาจหน้าที่อะไรบ้างนั้น ต้องพิจารณาตาม ข้อ 11 กฎกระทรวงฉบับเดียวกัน

ข้อ 11 กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553

เห็นได้ว่า ข้อ 11 (1) กำหนดหน้าที่ของ "กองนิติการ" ไว้ว่า กองนิติการ มีอำนาจหน้าที่ "ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์และงานส่วน พระองค์และดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบในความรับผิดชอบของสำนัก ราชเลขาธิการ" และข้อ 11 (4) "ดำเนินการเกี่ยวกับงานนิติกรรมและสัญญา ความรับผิดในทางแพ่งและอาญา งานคดีปกครอง และงานคดีอื่นที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักราชเลขาธิการ"

ในชั้นนี้ เราทราบแล้วว่า ในโครงสร้างหน่วยงานของสำนักราชเลขาธิการ (ซึ่งมีสถานะเทียบเท่า "กรม" ในส่วนราชการ ที่เรียก สำนักราชเลขาธิการ) มีหน่วยงานรับผิดชอบดำเนินการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหา กษัตริย์และริเริ่มดำเนินคดีอาญา อยู่แต่เดิมแล้ว และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในอำนาจของ "กองนิติการ" ในสำนักราชเลขาธิการ เช่นนี้ โดยหลักแล้ว เมื่อปรากฎในระบบกฎหมายกำหนดผู้มีอำนาจฟ้องคดีไว้โดยชัดแจ้ง (กฎกระทรวง เป็นผลิตผลทางกฎหมายประเภทหนึ่งซึ่งก่อตั้งชีวิต บันดาลผล ตลอดจนสิ้นผลลงได้ ในระบบกฎหมาย) แม้แต่ในระบบกฎหมายปัจจุบัน สมควรถือว่า "สำนักราชเลขาธิการ" เป็นผู้มีอำนาจเหนือวัตถุแห่งคดี ในอันที่จะกำหนดว่า จะให้มีการเริ่มกระบวนพิจารณาหรือไม่ และจุดมุ่งหมายหรือฟ้องคดีอะไร เป็นอำนาจเฉพาะ มิใช่ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาในมาตรา 112 เปิดโอกาสให้ บุคคลใดๆ ร้องทุกข์ได้โดยทั่วไป โดยองค์กรเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจโดยตรง ไม่ต้องทำงาน ตามภารกิจในข้อ 11 (1), (4) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553 หรือ แม้กระทั่ง "หน่วยงาน" (กองนิติการ) ดำเนินการตามหน้าที่โดยใช้ดุลยพินิจฟ้องหรือไม่ฟ้องคดี ในฐานะที่ตนมีอำนาจเหนือวัตถุแห่งคดี (ในการริเริ่มกระบวนการพิจารณาหรือไม่)

ภายใต้สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน "อำนาจผู้ฟ้องคดี" เปิดเป็นการทั่วไป (ใครจะร้องทุกข์กล่าวโทษ ก็ได้) - ไม่อยู่ในโครงสร้างบรรทัดฐานของระบบกฎหมาย จึงปรากฏเสมอๆ ว่า ผู้ถูกกล่าวหาในคดีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อพระมหากษัตริย์ฯ ถูกดำเนินคดีโดยไร้ความสมเหตุสมผล เพราะหน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมาย ปราศจากความรับผิดชอบ ในการตัดสินใจฟ้องคดี (อย่างเป็นเหตุเป็นผล) ทั้งองค์กรผู้ชี้ขาดผลของคดี ก็ปราศจากความรับผิดชอบในผลของการใช้อำนาจพิพากษาของตน (เช่น การบิดผันการใช้อำนาจตุลาการ ซึ่งในระบบกฎหมายไทยไม่ปรากฏอย่างชัดแจ้งให้เอาผิดผู้พิพากษาได้ รวมถึงการแกล้งให้จำเลยรับโทษ หรือรับโทษหนักขึ้น)

ในแง่ทรัพยากรที่สูญเสียให้แก่องค์กรเหล่านี้ในแต่ละปี จะพบว่า ตามงบประมาณประจำปี 2554 [4] จากเงินภาษีของราษฎรทั้งหลายปรากฏงบประมาณแผ่นดินประจำปีของ สำนักราชเลขาธิการ เป็นจำนวนเงิน 474,124,500 บาท [อ่านว่า สี่ร้อยเจ็ดสิบสี่ล้านหนึ่งแสนสองหมื่นสี่พันห้าร้อยบาท] หรือ สำนักพระราชวัง เป็นจำนวนเงิน 2,606,293,900 บาท [อ่านว่า สองพันหกร้อยหกล้านสองแสนเก้าหมื่นสามพันเก้าร้อยบาท] บรรดาหน่วยงานใดๆ ใน "ส่วนราชการ" ก็ควรทำงานในภารกิจโดยรับผิดชอบ (กองนิติการ อาศัยฐานตามกฎกระทรวงมีหน้าที่เป็นผู้ริเริ่มคดี)

มาตรา 25 พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554

บางท่านอาจกังขาว่า เหตุใด "นิติราษฎร์" จึงไม่ให้ "สำนักพระราชวัง" ทำหน้าที่นี้ด้วยเล่า , (ผมเข้าใจว่า เหตุผลที่นิติราษฎร์เสนอเช่นนี้ส่วนหนึ่ง ก็คือ) สำนักพระราชวัง ไม่มีหน่วยงานเฉพาะที่ดำเนินงานทางกฎหมายในส่วนราชการ เป็น "หน่วยงานโดยตรง" (อย่างเช่น กองนิติการ) ท่านจะเห็นภาพพจน์ชัดเจนขึ้นเมื่อพิจารณาบทบัญญัติตาม ข้อ 3 (1) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547 [5] ดังนี้

ข้อ 3 (1) (ก) ถึง (ข) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547

ข้อ 3 (1) (ค) ถึง (ช) กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547

จะเห็นได้ว่า อำนาจหน้าที่ของสำนักพระราชวัง มอบให้ สำนักงานเลขานุการกรม ทำงานทางธุรการ เป็นหลัก หาได้มี "หน่วยงานเฉพาะด้าน" มีอำนาจหน้าที่ ใช้หรือดำเนินการทางกฎหมายโดยตรงดั่งกองนิติการในสำนักราชเลขาธิการ ไม่

เมื่อในระบบกฎหมาย ได้มี "หน่วยงานเฉพาะ" ของ สำนักราชเลขาธิการ มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว หากจะดำรงมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา ไว้ต่อไป , ณ ปัจจุบัน ข้อเสนอ "ให้สำนักราชเลขาธิการ (หรือ กองนิติการ ในสังกัดฯ) ทำหน้าที่คัดกรองและฟ้องคดี หรือริเริ่มกระบวนบวนพิจารณา" จึงเป็นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้ เช่น จะตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นคัดกรองคดีโดยอ้างเรื่อง "ความไม่เหมาะสม/บังอาจ" ที่จะให้สำนักราชเลขาฯ ฟ้องเอง จึงฟังไม่ขึ้น ทั้งเป็นหน้าที่ของสำนักราชเลขาธิการ มีเงินเดือน ตามงบประมาณแผ่นดิน(ภาษีของราษฎรทั้งหลาย) ก่อตั้งอยู่มาแต่เดิมแล้ว.

[ตัวอย่างภาคปฏิบัติ] สยามรัฐ [หนังสือพิมพ์รายวัน]. ปีที่ 58 ฉบับที่ 19958, ประจำวันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2550. หน้า 1.

เชิงอรรถ

  1. "ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 (ภาษาไทย-อังกฤษ-ฝรั่งเศส)" ใน เว็บไซต์นิติราษฎร์ โดยดู http://www.enlightened-jurists.com/directory/167/Proposed-Amendments-to-the-Law-on-Defamation-of-the-King.html
  2. "พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2543" โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 117 ตอนที่ 37 ก, ประกาศวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2543 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00018999.PDF
  3. "กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักราชเลขาธิการ พ.ศ.2553" โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 127 ตอนที่ 59 ก, ประกาศวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2553 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/A/059/5.PDF
  4. พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 127 ตอนที่ 60 ก, ประกาศวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2553 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2553/A/060/1.PDF
  5. "กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักพระราชวัง พ.ศ. 2547" โดยดู ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 121 ตอนที่ 23 ก, ประกาศวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2547 : http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/00139339.PDF