WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, December 26, 2011

ย้อนรอย..แดงจริงต้องไม่ทิ้งกัน วันอาทิตย์สีแดง 25/12/54

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน




เคยกอดคอ เคียงกัน วันฟ้าหม่น
เคยสับสน หนทาง ระหว่างสู้
เคยเจ็บร้าว หนาวอุรา น้ำตาพรู
เลยอดสู ยามเสียสัตย์ มาฟัดกัน....

แล้วทำไม แค่คิดแปลก ต้องแตกต่าง
ถูกอำพราง ยังตอกย้ำ คำเย้ยหยัน
พอถูกเสี้ยม ด้วยมารยา สารพัน
กลับเหหัน หูเบา ให้เขาลวง....

สิ่งแน่แน่ว เลือนหาย มลายสิ้น
เขาโลมลิ้น ใส่ร้าย หมายชิงช่วง
กลับหลงคล้อย ลอยละลิ่ว ปลิวยกพวง
เลยติดบ่วง ห้วงเล่ห์ เพทุบาย....

ลืมคำรัก สามัคคี ไม่มีแล้ว
เคยเพริศแพรว ผ่องผุด ย้ำจุดหมาย
เคยยึดมั่น ร่วมกันสู้ ไม่ดูดาย
กลับแอบขาย อุดมการณ์ ให้มารชน....

จิตวิญญาณ นักต่อสู้ เคยอยู่ข้าง
ต้องบาดหมาง ย่อยยับ ดับปี้ป่น
เลือดสีแดง จางหาย คล้ายเจือปน
กลายแค่คน “ถูกเสี้ยม” เตรียมปราชัย....

กำลังใจ ส่งมา เพียงอย่าท้อ
ร่วมสานต่อ สิ่งฝัน อันยิ่งใหญ่
เพื่อลูกหลาน ได้เห็น เราเป็น”ไท”
สุขสมใจ ทั่วหล้า รับฟ้าอมร....

๓ บลา / ๒๕ ธ.ค.๕๔
**ขอบคุณเจ้าของภาพครับ**

Free Somyot และ ความเป็นมาของคดี สมยศ พฤกษาเกษมสุข

ที่มา Thai E-News

26 ธันวาคม 2554



Free SOMYOT โดย Clean Clothes Campaign

. . . . . . . . . .


ความเป็นมาของคดี สมยศ พฤกษาเกษมสุข
โดย กลุ่มเพื่อนนักโทษการเมืองไทย
26 ธันวาคม 2554






หลัง จากที่ตกเป็น 1 ใน 83 ราย ผู้ต้องสงสัยทำธุรกรรมท่อน้ำเลี้ยงหนุนกลุ่มเสื้อแดง เมื่อวานก็เป็นคิวของบรรณาธิการบริหารนิตยสาร วอยซ์ ออฟ ทักษิณ อย่างนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ที่ต้องเดินทางไปเข้าพบเจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เพื่อชี้แจงทำธุรกรรมทางการเงินย้อนหลัง 9 เดือน ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ทั้งนี้ เจ้าตัวได้นำบัญชีเงินฝากส่วนตัว 4 บัญชี ไปชี้แจงยืนยันว่า ตนไม่เกี่ยวข้องท่อน้ำเลี้ยง ไม่เคยบริจาคเงินให้การชุมนุม เท่านั้นยังไม่พอ นายสมยศยังประกาศลั่นว่า "หาก ศอฉ. จับผิดผมได้ ก็ยินดีให้ประหารชีวิต แต่ถ้าบริสุทธิ์ ก็ขอท้าเดิมพันความรับผิดชอบทางศีลธรรม" เห็นนายสมยศยืนยันในคำพูดขนาดนี้

ตม.สระแก้ว รวบ"สมยศ พฤษาเกษมสุข"แกนนำนปช.คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขณะเดินทางไปเขมรที่ด่านพรมแดนอรัญ ประเทศ เจ้าตัวอ้างไม่ทราบว่าต้องคดี พร้อมสู้ตามกระบวนการ

(30เม.ย.) เวลา 13.40 น. ขณะที่ พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.จว.สระแก้ว และ ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ.1206 ฉก.กรม.ทพ.12 กกล.บูรพา ได้สนธิกำลังตั้งจุดตรวจ บริเวณจุดตรวจร่วมหน้าด่านพรมแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ก็ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท.หญิงสุภาพ ศรีสุข สว.ตม.จว.สระแก้ว ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่จุดตรวจขาออก ด่านตม.อรัญประเทศ ว่า พบชายต้องสงสัยคาดว่าจะเป็นนายสมยศ พฤษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม นปช.ที่ดีเอสไอ แจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและศาลอนุมัติออกหมายจับ กำลังจะเดินทางออกไปกัมพูชา

หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ พ.ต.อ.มานัด ศรีวงษา ผกก.ตม.สระแก้ว รับทราบ จากนั้นจึงเข้าไปตรวจสอบและพบนายสมยศ พฤษาเกษมสุข อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46/ 428 ซอยประชาอุทิศ 12 แขวงดอนเมือง เขตดอนเมือง กทม.(แกนนำ นปช.)กำลังยื่นหนังสือเดินทาง(พาสปอร์ต)เพื่อให้ จนท.ประทับตราออกไปกัมพูชา

เจ้า หน้าที่จึงแจ้งให้นายสมยศ ทราบว่ามีหมายจับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงขอเชิญตัวไปสอบถามเบื้องต้นที่ห้องสอบสวน จุดตรวจ ตม.สระแก้ว โดย จนท.ตม.ได้แจ้งไปยังดีเอสไอ เพื่อมารับตัวนายสมยศไปดำเนินคดีต่อไป


นาย สมยศ พฤษาเกษมสุข แกนนำ นปช.กล่าวว่า มีอาชีพทำธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวไปกัมพูชาและเดินทางไปกัมพูชาเป็นประจำ ซึ่งตนไม่รู้ว่าถูกตั้งข้อกล่าวหาคดี 112 (อาฆาตมาดร้ายและหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์) ถ้าตนรู้ว่าถูกแจ้งข้อหานี้ก็คงไปมอบตัวสู้คดีแล้ว เมื่อถูกแจ้งข้อหาก็ไม่คิดหลบหนีใดๆและพร้อมที่จะสู้คดีตามขั้นตอน

ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ ) เปิดเผยว่า วันนี้(30 เม.ย.) พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.ส่วนสืบสวนสะกดรอย ของดีเอสไอ เข้าจับกุมนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ที่ได้กระทำผิดในคดีต่อความมั่นคงของรัฐ ด้วยการล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีลักษณะการกระทำผิดเป็นเครือข่ายโดยใช้เครื่องมือสื่อสารทางอินเตอร์ เน็ต

ขณะที่พ.ต.ท.พงศ์พร ยอมรับว่าดีเอสไอได้นำหมายจับคดีพิเศษคือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเข้าทำการจับ กุมตัวนายสมยศที่ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขณะที่นายสมยศกำลังจะเดินทางออกนอกประเทศ แต่เนื่องจากนายสมยศ ถูกขึ้นบัญชีดำ(แบล็คลิสต์)ในข้อมูลของตม.จึงมีการประสานงานร่วมกัน ทั้งนี้ดีเอสไอจะนำตัวนายสมยศ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาและสอบปากคำที่ดีเอสไอ ในช่วงค่ำวันนี้ (30 เม.ย.)และจะนำตัวส่งศาลในวันจันทร์ที่ 2 พ.ค.นี้



21 พ.ย.54 ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว มีการสืบพยานโจทก์ปากแรกในคดีนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ และ บก.นิตยสาร Voice of Taksin ถูกกล่าวหามีความผิดตามมาตรา 112 โดยศาลได้เบิกตัวจำเลยมาจากเรือนจำสระแก้วเพื่อฟังการสืบพยานซึ่งเป็นเจ้า หน้าที่ตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีประชาชนคนเสื้อแดงจากกลุ่มต่างๆ เดินทางจากกรุงเทพฯ และจังหวัดสระแก้วมาร่วมให้กำลังใจนายสมยศ และร่วมฟังการพิจารณาคดีประมาณ 40-50 คน รวมทั้งภรรยานายสมยศที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสระแก้ว และเจ้าหน้าที่ชาวต่างชาติจากสหภาพยุโรป (อียู)

ภายหลังการพิจารณา คดีที่เสร็จสิ้น นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายความของนายสมยศ ระบุว่า การสืบพยานในวันนี้เป็นประโยชน์ต่อการเตรียมการยื่นประกันตัวนายสมยศอีก ครั้ง ซึ่งจะเป็นครั้งที่เจ็ด เนื่องจากแสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่านายสมยศไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนีตามที่ดีเอส ไอระบุ ส่วนการสืบพยานในนัดหน้าจะมีขึ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ นครสวรรค์ สงขลา ตามลำดับ ซึ่งพยานจะเป็นลูกน้องเก่านายสมยศ และประชาชนทั่วไปที่ได้อ่านนิตยสาร Voice of Taksin ที่ผ่านมาทนายจำเลยได้ทำเรื่องคัดค้านการสืบพยานในต่างจังหวัดแล้วแต่ไม่ เป็นผล เนื่องจากเห็นว่าพยานบางปากไม่สำคัญ และเกรงว่าจะเกิดอันตรายแก่จำเลยระหว่างเดินทางโดยเฉพาะในจังหวัดที่มีความ ขัดแย้งทางการเมืองสูง

นายสุวิทย์ยังกล่าวอีกว่า ศาลสระมีคำสั่งส่งตัวนายสมยศต่อไปยังจังหวัดต่างๆ ที่จะมีการสืบพยานเลยโดยที่จะไม่ส่งตัวเข้าเรือนจำกรุงเทพฯ อีก ดังนั้นกว่านายสมยศจะได้กลับกรุงเทพฯ ก็หลังจากเสร็จสิ้นการสืบพยานในต่างจังหวัดราวเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2555


ด้าน นายสมยศซึ่งถูกเบิกตัวมาจากเรือนจำในชุดนักโทษและถูกตีตรวน กล่าวว่า ความเป็นอยู่ที่เรือนจำจังหวัดสระแก้วนั้นดีกว่าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเรื่องอาหาร และสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม เรือนจำที่นี่ยังคงมีสภาพแออัด ผู้ต้องขังล้นเกิน จากปกติรองรับได้ 800 คน ปัจจุบันเพิ่มเป็นเกือบ 2,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นการย้ายหนีน้ำท่วมมาเกือบ 300 คน ทำให้ต้องนอนเบียดเสียดอย่างมาก


สม ยศยังเล่าถึงการเดินทางมายังเรือนจำสระแก้วว่า ระหว่างที่มีการเคลื่อนเขาพร้อมผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่หนีน้ำท่วมมายังเรือนจำสระแก้ว เมื่อต้นเดือน พ.ย. นั้นรถแน่นมากและเขาต้องยืนตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงสระแก้ว

เมื่อถามถึง กรณีสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ที่มีข่าวว่าอยากรวมคดีที่มีอยู่หลายจังหวัดเป็นคดีเดียวเพื่อรับสารภาพนั้น ส่งผลต่อการตัดสินใจต่อสู้คดีของสมยศหรือไม่ เขากล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจสู้คดี เนื่องจากเขาเดินมาครึ่งทางแล้ว และเชื่อว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่อาจรับสารภาพได้ ส่วนกรณีของนายสุรชัยนั้นน่าเห็นใจว่าเพราะอายุมากและมีโรคประจำตัว หลายอย่าง

สำหรับการสืบพยานเริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 10.10 น. ด.ต.หญิง กนกรักษ์ ตันโลห์ เจ้าหน้าที่ตำรวจด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เป็นพยานปากแรกของคดีนี้ เบิกความว่า ในวันจับกุมจำเลยคือวันที่ 30 เม.ย.54 เธอได้เข้าเวรตรวจหนังสือเดินทางอยู่อาคารขาออก เวลาประมาณ 13.00 น. นายสมยศได้มายื่นหนังสือเดินทางขอรับการตรวจเพื่อเดินทางไปยังประเทศกัมพูชา เมื่อนำชื่อ หมายเลขบัตรประชาชน เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ พบว่าหน้าจอแสดงผล “บุคคลเป้าหมาย” พร้อมระบุว่ามีหมายจับของศาลอาญา จึงแจ้งหัวหน้าและให้เจ้าหน้าที่สอบสวนของ ตม.ประสานขอหมายจับจากดีเอสไอ

พยาน ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ด่านข้ามแดนไปกัมพูชานั้นมีด่านกาบเชิงที่จังหวัดสุรินทร์อีกแห่งหนึ่ง และอาจมีที่อื่นๆ อีกกี่แห่งไม่ทราบแต่ไม่เกิน 5 แห่ง ส่วนสถานการณ์ปัจจุบันมีประชาชนชาวกัมพูชาลักลอบข้ามพรมแดนเข้ามาในประเทศ ไทยจำนวนมาก และประชาชนไทยก็ลักลอบข้ามไปยังกัมพูชาจำนวนมากเช่นกัน เพราะพรมแดนระหว่างสองประเทศนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นท้องไร่ท้องนาสามารถเดิน ข้ามไปได้ เปรียบเทียบได้กับกรณีของนายวีระ สมความคิด และนางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ที่ลักลอบเดินข้ามไปยังกัมพูชาโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง อีกทั้งนายสมยศเดินเข้าแถวมาตรวนหนังสือเดินทางเหมือนบุคคลทั่วไป โดยเดินทางมาพร้อมคณะซึ่งเธอทราบอยู่ก่อนแล้วว่าจำเลยเป็นผู้นำนักท่อง เที่ยวไปเที่ยวในประเทศแถบอินโดจีน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทนายจำเลยยังได้นำส่งเอกสารเพิ่มเติมเป็นสำเนาหนังสือเดินทางของนายสมยศต่อ ศาล และนำมาสอบถามกับด.ต.หญิงกนกรักษ์ โดย ด.ต.หญิงกนกรักษ์ได้ยืนยันต่อศาลว่า หนังสือเดินทางนี้เป็นหนังสือเดินทางของนายสมยศที่เธอตรวจที่ด่านอรัญประเทศ เมื่อวันเกิดเหตุ และตามที่ปรากฏในหนังสือเดินทางของนายสมยศ มีการขอวีซ่ากับสถานทูตกัมพูชา 4 ครั้งระหว่างปี 2553-2554 โดยครั้งแรกขอวีซ่าระหว่างวันที่ 2 เม.ย.-2 ก.ค.53 เดินทางจริงวันที่ 3 เม.ย.53 ทางสนามบินสุวรรณภูมิ และกลับจากกัมพูชาวันที่ 5 เม.ย.53 ครั้งที่สอง ขอวีซ่าระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-29 ธ.ค.53 เดินทางจริงวันที่ 3 ต.ค.และกลับวันที่ 5 ต.ค. ทางด่านอรัญประเทศ ครั้งที่สาม ขอวีซ่าระหว่างวันที่ 4 ธ.ค.53-4 ม.ค.54 เดินทางจริงวันที่ 4-6 ธ.ค.53 ผ่านด่านอรัญประเทศ ครั้งที่สี่ไม่มีการตรวจลงตราเพราะจำเลยถูกจับเสียก่อน

พยานยังตอบทนายจำเลยโดยระบุว่า “ตามสัญชาตญาณหากคิดจะหลบหนี หรือรู้ว่าตัวเองมีอะไรอยู่ ก็คงจะไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง”



สืบพยานปากที่ 2 คดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข

สืบ พยานปากที่ 2 คดีสมยศ พฤกษาเกษมสุข เป็นอดีตเจ้าหน้าที่ธุรการนิตยสาร,อัยการโกรธพยานปากอื่นที่ยังไม่ได้สืบมา นั่งฟังด้วย, ศาลไม่อนุญาตส่งจำเลยกลับกทม.ตามขอ เกรงขัดคำสั่งศาลอาญา เตรียมส่งต่อไปนครสวรรค์ สงขลา ทนายหวั่นไปสงขลาอาจอันตราย พื้นที่เห็นต่างทางการเมือง เตรียมนัดลูกความบอยคอตไม่ร่วมฟัง จะบังคับต้องอุ้มไป

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.54 ที่ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์ มีการสืบพยานในคดีของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยในวันนี้เป็นการสืบพยานโจทก์ปากที่สอง คือ นางสาวเบญจา หอมหวาน อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการของนิตยสาร Voice of Taksin บรรยากาศการพิจารณาคดีมีผู้สนใจติดตามคดีจนเต็มห้องพิจารณาคดี และยังมีจำนวนหนึ่งรออยู่ด้านล่าง โดยมีทั้งส่วนที่เดินทางมาจากรุงเทพฯ และจากเพชรบูรณ์



ทั้ง นี้ นายสมยศ ได้เดินทางมาจากเรือนจำจังหวัดสระแก้วที่มีการสืบพยานโจทก์ปากแรก มายังเรือนจำจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ย.54 และมีกำหนดเดินทางต่อไปยังเรือนจำจังหวัดนครสวรรค์เพื่อสืบพยานนัดต่อไปใน วันที่ 16 ม.ค.55 ก่อนจะไปยังเรือนจำจังหวัดสงขลา

ผู้สื่อข่าวรางาน อีกว่า ทนายจำเลยได้ร้องขอให้ศาลเพชรบูรณ์ส่งตัวนายสมยศไปยังเรือนจำจังหวัด กรุงเทพฯ เนื่องจากพยานปากต่างๆ ที่จะนำสืบนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ต่างจังหวัดก็จริง แต่ทำงานและพักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ แต่ศาลไม่อนุญาตโดยชี้แจงว่าเป็นคำสั่งของศาลอาญา หากสั่งเป็นอย่างอื่นจะเป็นการขัดแย้งกัน

นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายจำเลยกล่าวว่า การตระเวนสืบพยานในต่างจังหวัดเสมือนเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยให้พบความยาก ลำบากในการเดินทาง และห่างไกลญาติมิตรรวมทั้งตัดโอกาสในการหารือคดีกับทนายความ ทั้งที่พยานจำนวนมากอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ พยานที่สืบวันนี้ภูมิลำเนาจริงก็อยู่จังหวัดนครสวรรค์ไม่ใช่เพชรบูรณ์ นอกจากนี้ยังจะมีการนำสืบประชาชนทั่วไปที่อ่านหนังสือเล่มนี้ในจังหวัดสงขลา ทำให้กังวลเรื่องความปลอดภัยของจำเลยมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความเห็นทางการเมืองค่อนข้างแตกต่างจากกลุ่มคน เสื้อแดง เกรงว่านายสมยศอาจได้รับอันตรายเมื่อย้ายเข้าไปอยู่ในเรือนจำจังหวัดสงขลา จึงได้หารือกับลูกความว่าจะขอศาลไม่ไปฟังการสืบพยานที่นั่น

“เรียกง่ายๆ ว่าจะบอยคอตเลย ยังไงก็ไม่ไป จะบังคับให้ไป ก็ต้องลาก ต้องอุ้มไป” ทนายจำเลยกล่าว

สำหรับ เนื้อหาโดยสรุปของการสืบพยานนั้น พยานโจทก์เบิกความว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง และเคยเป็นเจ้าหน้าที่ของนิตยสารดังกล่าวตั้งแต่ช่วงที่นายประแสง มงคลสิริ เป็นบรรณาธิการบริหารนิตยสารฉบับนี้ และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข โดยทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่บอกรับสมาชิกและจัดส่งหนังสือแก่สมาชิกนิตยสาร ซึ่งมีเกือบ 1 พันราย อีกทั้งยังมีหน้าที่เช็คอีเมล์ และเซฟหรือปริ๊นท์บทความต่างๆ ที่มีคนส่งมาให้นายสมยศ โดยไม่รู้ว่านายสมยศจะได้แก้ไขบทความต่างๆ หรือไม่ และเคยเห็นผู้ส่งที่มีนามว่า จิตร พลจันทร์ ส่งบทความที่เป็นคดีนี้มาตีพิมพ์จริง และได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดกันว่าจิตร พลจันทร์ คือนามปากกาของนายจักรภพ เพ็ญแข

พยานโจทก์ตอบทนายจำเลยซัก ค้านว่า เรื่องนายจักรภพคือจิตร พลจันทร์ ไม่ทราบจริงเท็จแค่ไหน เพราะฟังเพื่อนร่วมงานพูด แต่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นนายจักรภพมาที่ทำงาน สำหรับทบความของจิตร พลจันทร์ นั้นเคยเห็นลงในนิตยสารหลายครั้ง แต่จะเป็นการลงต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยนายประแสงเป็นบรรณาธิการหรือไม่ ไม่ทราบ และไม่ทราบว่าดีเอสไอเรียกนายประแสงไปสอบด้วยหรือไม่ ส่วนนายสมยศก็เคยเขียนบทความลงนิตยสารเช่นกันแต่จะใช้ชื่อนามสกุลจริง นอกจากนี้ยังยืนยันว่าจำไม่ได้แน่ชัดว่านายสมยศเข้ามาทำหน้าที่บรรณาธิการ ตั้งแต่ฉบับไหน ซึ่งขัดกับที่ให้การกับดีเอสไอที่มีการระบุฉบับไว้อย่างชัดเจน แต่พยานยืนยันว่าเป็นเพียงการประมาณการเพราะจำไม่ได้ ทั้งนี้ พยานได้รับหมายจากดีเอสไอเนื่องจากมีชื่ออยู่ในหนังสือด้วย และได้ไปให้การไว้สองครั้งในวันที่ 27 ธ.ค.53 และ 27 พ.ค.54


ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างพักการสืบพยานในช่วงครึ่งวันแรก ทนายจำเลยได้แจ้งศาลว่าพยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งยังไม่ได้นำสืบได้เข้ามาฟัง การพิจารณาคดีด้วย ซึ่งเป็นการผิดหลักกระบวนพิจารณา ศาลจึงเรียกพยานคนดังกล่าวมาซักถามได้ความว่านั่งฟังอยู่ราว 30 นาทีแล้ว จากนั้นในช่วงบ่ายอัยการกำหนดให้ทุกคนที่เข้าฟังการพิจารณาคดีต้องแจ้งชื่อ กับอัยการเนื่องจากเกรงว่าจะมีพยานรายอื่นเข้ามานั่งฟังการสืบพยานอีก ต่อมาเมื่อการสืบพยานเสร็จสิ้น อัยการได้แถลงว่าเนื่องจากมีคนมานั่งฟังคดีจำนวนมากทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่า ใครเป็นใคร อีกทั้งพยานโจทก์ปากต่างๆ อัยการก็ไม่รู้จักหน้าตา เนื่องจากเป็นคดีที่ถูกส่งต่อมาจากส่วนกลาง แต่ทนายจำเลยรู้จักพยานดี ขอให้ศาลบันทึกไว้ด้วย ด้านทนายจำเลยแถลงต่อว่า เพิ่งเห็นพยานโจทก์รายอื่นตอนเดินออกจากห้องพิจารณาคดี ไม่ใช่ว่าเห็นตั้งแต่แรกแล้วไม่แจ้ง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นผู้คุมพยานปากที่นำสืบในวันนี้มายังศาลเอง การมาของพยานปากอื่นไม่เกี่ยวกับจำเลยแต่อย่างใด

นาย Phee Jung-Sun ผู้ประสานงานสหพันธ์แรงงานนานาชาติอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ พลังงาน เหมืองแร่ และคนงานทั่วไป (ICEM) ที่ประเทศสวิซเซอร์แลนด์ ซึ่งเดินทางมารับฟังการสืบพยานด้วย กล่าวว่า เคยทำงานกับสมยศในเรื่องแรงงานมาเกือบ 20 ปี ยืนยันว่าเขาเป็นบุคคลที่ยึดถือหลักการประชาธิปไตยมาก

การมาในครั้ง นี้เป็นไปเพื่อสังเกตการณ์การพิจารณาคดี เพื่อนำไปเขียนรายงานให้กับเครือข่ายองค์กรแรงงานสากลที่สนใจติดตามเรื่อง นี้ ซึ่งไม่เฉพาะกรณีของสมยศ แต่กับทุกกรณีที่เกี่ยวพันกับมาตรา 112 และกำลังหารือกันว่าจะยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติถึงการละเมิดหลักเสรีภาพใน การแสดงความคิดเห็นในประเทศไทย โดยเฉพาะกับสมยศซึ่งเป็นสื่อมวลชนด้วย หลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นหลักสากล ทุกคนได้รับอนุญาตให้แสดงความคิดเห็นของตนเองตราบเท่าที่ไม่ก่อให้เกิดความ รุนแรง เพื่อนในญี่ปุ่นก็ยังสามารถวิจารณ์จักรพรรดิได้ เพื่อนในมาเลเซียก็สามารถวิจารณ์รัฐบาลและระบบการเมืองได้ น่าเสียดายที่รัฐไทยเลือกใช้วิธีการเช่นนี้กับประชาชน ซึ่งจะส่งผลยิ่งทำให้ประเทศไทยถูกจับตามากขึ้นจากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอียูที่ติดตามเรื่องนี้อย่างจริงจัง



ชื่อ - นามสกุล : สมยศ พฤกษาเกษมสุข

วันเดือนปีเกิด : 20 กันยายน 2504

การศึกษา และดูงาน :
มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ตำแหน่งปัจจุบัน :
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ และวอยว์ออฟทักษิณ

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ :
- ประธานสหภาพพันธมิตรแรงงานประชาธิปไตย
- คนคุมแรงงานมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกับรัฐบาล
- ตัวแทนพันธมิตรสหภาพแรงงานประชาธิปไตย

. . . . . . . . . . .


ติดตามข้อมูลนักโทษการเมืองได้ที่ เวบไซด์
เพื่อนนักโทษการเมืองไทย "Friends of Thai Political Prisoners ( F T P )"

นิติราษฎร์ เดินหน้า ลบล้างผลพวงรัฐประหาร แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

ที่มา Thai E-News



26 ธันวาคม 2554
ที่มา ประชาไท


นัก วิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ประกาศกิจกรรมทางวิชาการใหญ่ รับปีใหม่ 15 ม.ค. 2554 รณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และอาทิตย์ที่ 22มกราคม 2555 อภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง”


ปิย บุตร แสงกนกกุล หนึ่งในนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เผยกับประชาไทถึงเหตุผลในการจัดเสวนาใหญ่ทั้ง 2 ครั้งว่าเป็นผลสืบเนื่องจากการที่คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอเผยแพร่สู่ สาธารณะเมื่อวันที่ 18 กันยายน ปรากฏว่าข้อเสนอทั้ง 4ประเด็นได้รับความสนใจจากสังคมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในประเด็นแรก เรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

“เรารับฟังทุกความ คิดเห็น รับทราบถึงกำลังใจ แรงสนับสนุน ตลอดจนเสียงตำหนิติเตียน ตั้งใจว่า จะขับเคลื่อนข้อเสนอทั้ง 4 ประเด็น อย่างต่อเนื่อง แต่ก็เกิดเหตุการณ์อุทกภัย จึงจำเป็นต้องหยุดพักเรื่องนี้ไปเสียก่อน ในระหว่างนั้น เราก็ได้ยินเสียงถามไถ่ตลอดว่า คณะนิติราษฎร์จะทำอะไรต่อ บางท่านบ่นเสียดายว่าถ้าไม่เกิดน้ำท่วม ก็อาจได้เดินหน้ามากขึ้น ขออนุญาตเรียนว่า เราไม่เคยหยุดคิดเรื่องดังกล่าว นั่งพิจารณา ทบทวน จัดทำข้อเสนอให้เป็นรูปธรรมและละเอียดมากขึ้น และจะขับเคลื่อนทางความคิดนี้ให้สำเร็จจงได้”

ปิยบุตรกล่าวถึงราย ละเอียดการจัดกิจกรรมทั้ง 2 งานว่า งานแรก 15 มกราคม 2555 เป็นการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คณะนิติราษฎร์ได้จัดทำข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2554 แต่ปรากฏว่าก็ยังไม่มีการถกเถียงในประเด็นดังกล่าวมากเท่าไรนัก ในขณะที่สถานการณ์การใช้มาตรา 112 ก็ไม่ได้ลดความผิดปกติลง ยังคงมี “เหยื่อ” ของมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยเขาเห็นว่ากลุ่ม นักวิชาการ นักคิด นักเขียน กวี ศิลปิน สื่อมวลชน นักกิจกรรม นิสิตนักศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม จำนวนหนึ่ง เห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงคิดอ่านรณรงค์ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 โดยรวมตัวกันเป็น “คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112” ชื่อย่อ คือ ครก. 112 เพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์รวบรวมรายชื่อบุคคลเพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา โดยใช้ร่างฯตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์

งาน วันที่ 15 มกราคม 2555 เป็นการเปิดตัว “คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112 ” อย่างเป็นทางการ มีการจัดกิจกรรมวิชาการ กิจกรรมรณรงค์ กิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรม และการรณรงค์ครั้งนี้จะดำเนินการต่อเนื่องไป ภายใต้การบริหารจัดการของคณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112

งานที่สอง 22 มกราคม 2555 เป็นงานต่อเนื่องจากข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2554 “พอ ดีว่าปี 2555 เป็นปีครบรอบ 100 ปี คณะ ร.ศ.130 และเข้าสู่ปีที่ 80 ของการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน 2475 เราจึงถือโอกาสนี้ เดินหน้าจัดกิจกรรมวิชาการที่สนับสนุนประชาธิปไตย สนับสนุนให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” ไปเรื่อยๆตลอดปี โดยเน้นไปที่ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19กันยายน 2549

ทั้ง นี้ ในวันจัดงาน นอกจากการอภิปรายประเด็น “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง” แล้วก็จะมีการแจกเอกสารแนวคำถาม-คำตอบ เรื่อง “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549”

“เราคิดทำเอกสารนี้ขึ้นก็เพราะตระหนักดีว่า ในข้อเสนอของเรานั้นเป็นภาษากฎหมาย อ่านแล้วอาจเข้าใจยาก จึงลองทำในรูปถาม-ตอบ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประกอบการโต้แย้งด้วยเหตุผลได้อย่างไม่ยากจนเกินไป นัก นอกจากนี้ จะมีการแจกคู่มือลบล้างผลพวงรัฐประหารด้วย

“ตอนที่เรา เผยแพร่ข้อเสนอเรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร ก็มีคำถาม มีข้อวิจารณ์ตามมาจำนวนมาก ทั้งประเภทที่ไม่เข้าใจจริงๆ ทั้งประเภทที่แกล้งไม่เข้าใจ ทั้งประเภทที่ไม่อ่านแต่ขอด่าไว้ก่อน งานวันที่ 22 มกราคม 2555 เราจะตอบประเด็นเนื้อหาให้หมด พูดง่ายๆ ก็คือ งานวันนั้น เราตั้งใจ “โต้” ปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานั่นเอง”

ปิย บุตรเพิ่มเติมว่าเพื่อให้สดใหม่ และเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทางกลุ่มนิติราษฎร์จะเผยแพร่ข้อเสนอวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยในข้อเสนอนี้ จะตั้งโมเดลการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เป็นวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามโมเดลนิติราษฎร์ ให้ประชาชนได้พิจารณา

“ขออนุญาตเรียนปิดท้ายว่า กิจกรรมทั้งสองวัน เป็นการทำงานทางความคิด เป็นการขับเคลื่อนทางความคิด และเราจะทำต่อไปเรื่อยๆ จนกว่า “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ” ตามเจตนารมณ์การก่อตั้งคณะนิติราษฎร์” ปิยบุตรกล่าวในที่สุด

สำหรับรายละเอียดของการเสวนาวิชาการ ที่จัดโดยคณะนิติราษฎร์ ทั้ง 2 ครั้ง มีดังนี้

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2555
การรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
• เปิดตัว คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม. 112 (ครก. 112) เพื่อรวบรวมรายชื่อบุคคล เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์
• กิจกรรมทางวิชาการ และกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ

ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2555


เนื่อง ในโอกาสครบรอบ 100ปี คณะ ร.ศ. 130 และโอกาสเข้าสู่ปีที่ 80 ของการอภิวัตน์ 24 มิถุนายน 2475 เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” คณะนิติราษฎร์ จัดเสวนาทางวิชาการขับเคลื่อนข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

• อภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง”
• แนวคำถาม-คำตอบ เรื่อง “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549”
• “โต้” ปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และเผยแพร่คู่มือลบล้างผลพวงรัฐประหาร
• ข้อเสนอวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป
ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร (LT 1) และ ห้องปรีดี เกษมทรัพย์ (LT 2) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

0 0 0 0 0

รู้จักนิติราษฎร์ : เกี่ยวกับพวกเรา

๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ รัฐประหารโดยกลุ่มบุคคลที่ใช้ชื่อว่า “คณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” รัฐประหารอัปยศกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆที่ ประกอบอาชีพสอนวิชากฎหมาย ในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากยินดีกับรัฐประหาร บ้างก็ว่าไม่เห็นด้วยแต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เราจึงตัดสินใจออกแถลงการณ์ประณามรัฐประหาร

ภายหลังรัฐประหารสำเร็จ ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างบิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐ-ประชาธิปไตย ทั้งการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทางที่ไม่สนับสนุน นิติรัฐ-ประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม ซึ่งเราได้แสดงความเห็นผ่านแถลงการณ์สาธารณะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์เหล่า นี้อย่างสม่ำเสมอ

ในโลกปัจจุบัน “กฎหมาย” เป็นแก่นกลางของสังคม เป็นทั้งที่มาอันชอบธรรมของการใช้อำนาจ และเป็นทั้งข้อจำกัดมิให้ใช้อำนาจไปตามอำเภอใจ อย่างไรก็ตาม “กฎหมาย” เพียงอย่างเดียวย่อมไม่อาจสถาปนานิติรัฐ-ประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ได้ เพราะ “กฎหมาย” อาจถูกผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายซึ่งมีอุดมการณ์แบบเก่า นำไปเล่นแร่แปรธาตุเพื่อรับใช้อุดมการณ์ของตน ดังนั้น นอกจาก“กฎหมาย”แล้ว เราจำเป็นต้องสร้างอุดมการณ์ทางกฎหมาย-การเมืองที่สอดคล้องกับนิติ รัฐ-ประชาธิปไตย เพื่อแทนที่อุดมการณ์แบบเก่าและปลูกฝังให้เป็นอุดมการณ์ใหม่ของสังคม

เรา กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆที่ประกอบอาชีพสอนวิชากฎหมาย จึงรวมตัวกันขึ้นในนามของ “นิติราษฎร์” นิติศาสตร์เพื่อราษฎร ด้วยหวังเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมืองนิติรัฐ-ประชาธิปไตย เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ “มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”

ก่อตั้ง ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓

เมื่อก่อตั้งครบ ๑ ปี คณะนิติราษฎร์มีสมาชิกดังนี้

  • จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
  • ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
  • ธีระ สุธีวรางกูร
  • ปูนเทพ ศิรินุพงศ์
  • ปิยบุตร แสงกนกกุล
  • วรเจตน์ ภาคีรัตน์
  • สาวตรี สุขศรี

0 0 0 0 0


ไทยอีนิวส์: ขอแนะนำเอกสารน่าอ่านจากเวบนิติราษฎร์

ประชาสัมพันธ์: เสื้อแดงตะวันตกประชุมพรุ่งนี้ 17.30 ที่ราชบุรี

ที่มา Thai E-News

เรียนเชิญ แกนนำและแกนนอน พี่น้องกลุ่มเสื้อแดงต่างๆ

กลุ่มคนเสื้อแดงภาคตะวันตก ขอเรียนเชิญท่านที่สนใจ ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด ศึกษาหาแนวทาง ในการขับเคลื่อนขบวนการประชาธิปไตย ในปีใหม่นี้ ในหัวข้อ "ปี 2555 คนเสื้อแดง จะทำอะไร" ณ ร้านกาแฟโบราณ หน้าพิพิธภัณฑ์ ราชบุรี ใกล้วัดช่องลม ริมน้ำแม่กลอง อ.เมือง จ.ราชบุรี

อังคารที่ 27 ธ.ค.นี้ เวลา 17.30 น. ถึง 21.00 น. ฟรี...



กำหนดการ
17.30น. ลงทะเบียน
18.00.-20.30น.พูดคุยกันในประเด็นหัวข้อต่างๆ ตามแต่ที่ประชุมจะเห็นควร
ตัวอย่างเช่น
การแก้ไขรัฐธรรมนูญ....ความจำเป็นและการเคลื่อนไหว
ข้อเสนอนิติราษฎร์........แนวคิดและการผลักดัน
ขบวนประชาธิปไตย ภายใต้รัฐบาลเพื่อไทย..........จะเติบโตหรือโดนตอน
การเยียวยา....................ปัญหาและข้อเรียกร้อง
นักโทษการเมือง..........ความช่วยเหลือที่เราทำได้
มาตรา 112............การเคลื่อนไหวต่อไป
และอื่นๆ

หมายเหตุ พยายามให้ได้ข้อสรุป เพื่อการกำหนดแนวทางในการเคลื่อนไหวร่วมกัน
20.30 น. สรุปผลการประชุม
21.00น. ร่วมรับประทานอาหารก่อนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

หมายเหตุ อยากให้ทุกกลุ่ม เตรียมความคิดมาก่อน เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกัน ในประเด็นที่ตั้งเป็นตัวอย่างข้างต้น โดยเฉพาะสองเรื่องสำคัญ คือเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่อง ข้อเสนอนิติราษฎร์

สอบถามเพิ่มเติม และแจ้งจำนวนผู้เข้าร่วมล่วงหน้า ได้ที่ น.พ.พงษ์ศักดิ์ 081-8245196 คุณ บริบูรณ์ 081-890-7921

ฉายารัฐบาลและคณะรัฐมนตรีปี 54

ที่มา Thai E-News

โดยทีมข่าว ไทยอีนิวส์
26 ธันวาคม 2554


ฉายาทางการเมืองปี ๕๔ จากกลุ่มเสื้อแดง Club Red แสบๆ คันๆ




0 0 0 0 0


มติชนลงข่าว "สื่อทำเนียบตั้งฉายารัฐบาลปี 54 : ทักษิณส่วนหน้า ยิ่งลักษณ์:นายกฯนกแก้ว ร.ต.อ.เฉลิม :กุมารทองคนองศึก" 26 ธันวาคม 2554

เป็นธรรมเนียมทุกปีที่สื่อมวลชนสายทำเนียบรัฐบาลจะตั้งฉายา ให้กับรัฐบาลและคณะรัฐมนตรี โดยดูจากองค์ประกอบด้านพฤติกรรมและผลงาน


ซึ่งปีนี้สื่อทำเนียบฯได้ตั้งฉายารัฐบาลปี 2554 ว่า


  • "ทักษิณส่วนหน้า" ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ฉายา" นายกฯนกแก้ว "
  • ขณะที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ฉายา "ทักษิโด้โชว์ห่วย"
  • ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ฉายา "กุมารทองคะนองศึก"
  • พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯได้ฉายา "ประแจปากตาย"
  • นายกิตติรักษ์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ได้ฉายา ปุเลง..นอง
  • พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ได้ฉายา " อินทรีหลงป่า"
  • นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ได้ฉายา " ปึ้งเป้าเป๊ะ "นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ฉายา" ขงเบ๊ "
  • นายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯได้ฉายา " ผีเจาะปลอด"
  • นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงานได้ฉายา "ไอเดียกระฉอก"
  • ส่วนผู้นำฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ฉายา “หล่อดีเลย์”

0 0 0 0 0

สลิ่ม

ที่มา Voice TV



รายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ชวนคุณมาคิดเล่น เห็นต่างกับคุณคำผกา และคุณอรรถ ในตอน "สลิ่ม"

Sunday, December 25, 2011

ดูภาพซานต้าณัฐวุฒิ ไสนเกื้อ กับ สมศักดิ์ โกศัยสุข แล้วมาแอบอ่านโพสต์ สมศักดิ์ เจียมฯ ที่เฟสบุค

ที่มา Thai E-News

ทีมข่าว ไทยอีนิวส์ ขอนำเสนอโพสต์ของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล จากหน้าเฟสบุค วันที่ 25 ธันวาคม 2554 ที่พูดถึงนักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลายคน

และขอนำเสนอภาพซานต้า ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และสมศักดิ์ โกศัยสุข ที่โคจรมาอยู่ในงานสัมนาเดียวกัน


มติชน นำเสนอเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2554

แม้จะเคยเป็นแกนนำม็อบต่างสีกันมาก่อน แต่วันนี้ ทั้ง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" แห่งพรรคเพื่อไทย และ "สมศักดิ์ โกศัยสุข" แห่งพรรคการเมืองใหม่ กลับต้องมาสวมหมวกคุณลุงซานต้าใส่เสื้อสีชมพูเหมือนกัน ในค่ายอบรมหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง ของคณะกรรมการเลือกตั้ง ที่ จ.กาญจนบุรี

0 0 0 0 0

โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟสบุค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
25 ธันวาคม 2554



สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ :

"ส่วน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พรรคเพื่อไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนว่ายังไม่มีแนวคิดจะดำเนินการเรื่องนี้ ส่วนจะมีกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวแสดงความเห็นเรียกร้องก็เป็นเรื่องสังคมจะสดับ ตรับฟัง เพราะบ้านเมืองนี้จะอยู่กันได้โดยเสรีภาพทุกคนทุกฝ่าย เมื่อมีเสียงทักท้วงมาจากเหตุผลหลักการแต่การรับฟังจำเป็นเพื่อจะทำให้ บรรยากาศความตึงเครียดของสังคมคลี่คลาย"

ก็เรียกว่า ดีกว่า เหลิม อ่ะนะ

แต่ เสียดายคนอย่างคุณณัฐวุฒิ นะครับ ที่พูดได้แค่นี้ ... อันนี้ พูดด้วยความจริง ผมอ่านด้วยความรู้สึกเสียดาย มากกว่าไม่พอใจหรือโกรธ หรืออย่างอื่น

ก่อนที่ใครจะบอกว่า คุณณัฐวุฒิ คงพูดไม่ได้ เพราะพรรคกำหนดไว้ น่าเห็นใจอะไรแบบนั้น ผมขอให้ดูว่า วันก่อน ที่ วิภูแถลง ไปออก "คมชัดลึก" ก็พูดมากกว่านี้นะ ไม่มากอย่างที่ควร แต่อย่างน้อย ออกในแนวทีว่า การใช้ กม.นี้ มีปัญหา (ซึงณัฐวุฒิ ไม่ได้พูดเลย) หรือ ล่าสุด อ.จา ก็เห็นให้สัมภาษณ์มติชน เห็นด้วยกับการแก้ ยังวิจารณ์ว่า คนที่ไม่คิดจะแก้

0 0 0 0 0


ทุกคน รู้แล้วว่า อากง โดน 20 ปี ด้วย 4 ข้อความ sms



กรณี คุณธันย์ฐวุฒิ ("หนุ่ม") ที่มีลูกเล็กๆคนหนึ่ง โดน 13 ปี ก็มาจากข้อความสั้นๆ 2 ข้อความ ที่ทำเป็น สไลด์ Power Point 2 สไลด์ เท่านั้น

(1) ถ้าประชาชนเสื้อแดงตาย .... [ข้อความ 6 พยางค์ หรือ 3 คำ]

(2) ลูกด่ากัน ........ *
......... [ตามด้วยข้อความ 1 ประโยค] .......
การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ หากมีคนเสื้อแดงตายแม้แต่คนเดียว
......... [ข้อความ 6 พยางค์ หรือ 3 คำ ซ้ำกับในข้อ (1) ข้างบน]

* ความจริง ส่วนที่เหลือของประโยคในบรรทัดแรกของข้อ (2) และตัวประโยคทั้งหมดเอง ก็ไม่มีอะไร ผมเกือบจะพิมพ์ให้ดูแล้ว แต่คิดอีกที เซนเซอร์ดีกว่า เผื่อพวกประสาทแดก คิดมาก ตีความวุ่นวาย เอาเป็นว่า ลำพังประโยคนี้ ไม่มีอะไร

ประโยคที่เป็นปัญหา คือ ในบรรทัดที่ 2 และประโยคที่ตามมา ซึ่งก็คล้ายๆกับสไลด์แรก

คือต่อให้บอกว่า ข้อความไม่กี่ประโยคนี้ "หมิ่น"
มัน make sense หรือ ในสังคมปัจจุบัน ที่จะจำคุกคน 10 ปี เพราะข้อความ สั้นๆแบบนี้?

(สำหรับ บางท่าน ที่อาจจะมีปัญหากรณี ดา ตอร์ปิโด ที่ใช้ถ้อยคำ ที่มองว่า "แรง" จริงๆ แล้ว ข้อความทั้งหมดของกรณีคุณ หนุ่มนี้ เป็นข้อความทีใช้คำสุภาพ ธรรมดาๆนะ ตัวคำ ไม่มีประเภท คำหยาบ ด่าทอ หรืออะไร)

สิ่งที่ irony อีกอย่างคือ ถ้าใครดูรายการ "ตอบโจทย์" ทีสัมภาษณ์อานันท์ เมื่อเดือนมิถุนายน (ไม่ใช่ที่เพิ่งออกตอนต้นเดือนนะครับ คนละอัน) ภิญโญ ถาม อานันท์ ในประเด็น ที่ หนุ่ม โดนตัดสินนี้เลย ผมยัง "ขำ" ว่า อานันท์ เอง ก็พยายาม speculate (คาดเดา) หรือ "ให้คำอธิบาย" ประเด็นทีว่าเหมือนกัน ... ตางกันในแง่ ข้อความที่ หนุ่ม โดนตัดสิน เป็นการ ฟันธง ลงความเห็น

แต่เรื่องนี้ ทีจริง ก็เป็นการแสดงความเห็นทางการเมือง ถ้าใครไม่เห็นด้วย ก็ควรเถียงกันได้

ใน ประเทศศิวิไลซ์ ที่ไหน เขาก็ทำแบบนั้น คนมีความเห็นเกียวกับองค์กรสาธารณะ หรือบุคคลสาธารณะ ว่า ควรทำ หรือ ไม่ควรทำอะไร คนอื่นไม่เห็นด้วย ก็เถียงกัน

ไอ้นี่ ประเทศนี้ ประเภท คนเห็นไม่ตรงกับ official version (คำโฆษณาทางการ) จับเข้าคุกเลย

0 0 0 0




ผมเห็นรูปคุณสมยศ ตีตรวน นั่งในศาล ที่มีหลายคน share กัน เมื่อหลายวันก่อน แล้วรู้สึกสะเทือนใจมาก

ที่เพิ่งมาเขียนถึงได้วันนี้ ก็เพราะดูภาพแล้วรู้สึกสะเทือนใจ เกินกว่าจะเขียนได้

เรื่อง อากง ที่ทำให้คนจำนวนมาก พากันออกมาเรียกร้อง ก็ดีนะครับ และเข้าใจได้ ว่าทำไมคนจำนวนมากจึงรับเรื่องนั้นไม่ได้

ใครที่อ่าน fb ผมประจำ ก็คงเห็นว่า ผมก็รับไม่ได้มากๆเหมือนกัน เรื่อง อากง

แต่เรื่องของคนอื่นๆที่ โดน 112 : คุณดา คุณสมยศ คุณหนุ่ม คุณสุรชัย ฯลฯ ก็ไม่เคยหายไปจากใจผมเลย

ไม่อยากจะ "บ่น" หรือ ด่า ว่าอะไรซ้ำๆอีกนะ แต่ผมรู้สึกจริงๆว่า ระดับความ "กระตือรือร้น" ที่จะช่วยคนที่ติดในคุก ของ นปช มันน้อยไป

เรื่อง "ย้ายคุก ประกันตัว" อะไรมันก็ โอเค อ่ะนะ แต่ที่ผมมีปัญหาตลอดคือ มันน้อยไปมากๆ เมื่อเทียบกับสิ่งทีคนเหล่านั้นได้รับ

และ ตราบใด ที่ นปช ยังจำกัด แต่ "วาทกรรม" เรื่อง "เคารพในการตัดสินใจของศาล" อะไรนัน มันก็ไม่ไปถึงไหน

จริงๆ ผมอยากให้ นปช ทำเรื่อง นิรโทษกรรม นี่แหละ เป็นเรื่องใหญ่เลย

ผมว่า ในแง่หนึง เรื่องนี้ น่าจะ "สำคัญกว่า" เรื่อง รธน. ที นปช จะทำเป็นเรื่องใหญ่ในปีหน้าด้วย

"สำคัญ กว่า" เรื่อง รธน. ของ นปช เพราะ ผมมองว่า ดุจากข้อจำกัดของ นปช อย่างทีรู้ๆกันแล้ว รธน. ที่ นปช จะผลักดัน ก็คง ไม่มีอะไร เท่าไร (หมวด 1, หมวด 2 - สงสัย จะไม่กล้าแตะต้อง)

แล้ว เรื่อง รธน. มันเป็นเรื่องยาว เป็นปี (กว่าจะเสร็จ คง 2556)

แต่เรื่องคนในคุกนี่ มัน นับเวลากัน วันต่อวัน นะ

คือ 1 วัน ที่ยังอยู่ในคุก ก็ลำบากเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ...

0 0 0 0 0

1-2 วันนี้ ผมนึกถึงคนที่ยังอยู่ในคุก (หรือแม้แต่คนทีได้ประกัน แต่ยังมีคดีติดตัว ต้องสู้คดีต่อ)

แล้วก็นึกถึงเรื่องนิรโทษกรรม (ที่เคยเสนอไป)

ผมยังเชื่อว่า นี่เป็นทางออกทางเดียว ที่จะทำให้พวกเขาหลุดได้ เพราะมองไม่เห็นทางอื่น

น่าเสียดาย ที่ นปช และ สส ฝ่ายรัฐบาล ไม่ยอมจับเรื่องนี้จริงๆจังๆ

ผมเข้าใจว่า เป็นไปได้ ที่ ฝ่าย รบ. อาจจะพยายามผลักเรื่อง นิรโทษกรรม เหมือนกัน โดยผ่าน "กรรมาธิการปรองดอง" ของ สนธิ บุญ

แต่ผมสงสัยว่า ถ้าจะ นิรโทษกรรม พวกเขาคงรวมกรณีคุณทักษิณ (และบรรดาระดับนำ ของอีกฝ่าย เช่น มาร์ก สุเทพ ทหาร) เข้าไว้ด้วย

ซึงเรื่องมันก็จะลำบาก ยืดเยื้อ ทะเลาะกันอุตลุดอีก

และที่สำคัญ สงสัย เขาจะไม่ยอมรวม 112 ไว้ด้วยแน่

ใจ ผม อยากให้พวกเราหาทางผลักดันเรื่องนิรโทษกรรม คนระดับธรรมดาๆ รวมทั้ง ที่โดนคดี 112 - โดยเสนอ ให้แยกออกมาจากกรณีทักษิณและระดับนำฝ่ายอื่นๆ

การ เคลื่อนไหวเรื่อง 112 ที่หลายฝ่าย จะทำต่อในปีหน้า ก็ดีนะ แต่ว่า ประเมินอย่าง realistic โอกาส ที่จะแก้ไขอะไร คงยาก และก็ยังช้าไปสำหรับคนที่ติดคุกและโดนคดี

จริงๆแล้ว ผมจึงอยากให้พวกเราทำเรื่อง นิรโทษ นี้นะ

คือที่ผ่านมาเรียกร้องเรื่อง "ปล่อยนักโทษการเมือง" ผมว่า มัน "กว้าง" เป็น "นามธรรม" ไป

ในทางเป็นจริง จะ "ปล่อย" ได้ มันต้องมีการ "นิรโทษกรรม"

0 0 0 0 0

รายการ รู้เขา รู้เรา 23-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

RuMi CBR


ดร.สุทิน คลังแสง รายการ รู้เขา รู้เขา
ทางสถานีโทรทัศน์ Asia Update

ประจำวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2554


mp3

http://www.mediafire.com/?zpd33llsou4shd2




http://www.thaivoice.org/board/index.php?

พรปีใหม่ ๒๕๕๕….แด่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

พรปีใหม่ ๒๕๕๕….แด่เพื่อนพ้องน้องพี่คนเสื้อแดง

ขอเทพไท้ดลช่วยอำนวยศรี
แด่น้องพี่คนเสื้อแดงทุกแห่งหน
จงมีสุขทุกข์คลายมลายดล
ทุกทุกคนความมั่งมีทวีมา

อยากได้เงินให้ได้ดั่งใจคิด
อยากได้มิตรให้ได้ดั่งใจหนา
อยากได้ทองให้ได้อย่างใจพา
มียศฐาได้เลื่อนขั้นอย่างทันใจ

ทำธุรกิจให้เจริญดีทวีผล
กำไรล้นมากมีทวีให้
กิจการรุ่งเรืองเจริญไกล
เป็นเศรษฐีใหม่มีทรัพย์นับอนันต์

ขอพี่น้องผองเพื่อนเสื้อแดงนี้
จงมากมีมวลมิตรคิดเสกสรร
ให้ถ้วนทั่วทุกคนผลอนันต์
ชัยชนะอำมาตย์นั้นพลันได้มา

ปีใหม่สำเร็จกิจที่คิดหมาย
พวกมารร้ายอำมาตย์พินาศหนา
ประชาธิปไตยเต็มใบให้ได้มา
ชาวประชาเป็นสุขเลิกทุกข์ทน

คนเสื้อแดงจงยิ่งใหญ่ในโลกหล้า
ฟ้าสีทองผ่องพาให้สุขล้น
เป็นปีทองฉลองชัยให้มวลชน
คนเสื้อแดงทุกแห่งหนนั้นเกริกไกร



วินิตยา
๒๔/๑๒/๒๕๕๔

คำพิพากษาศาลฎีกา ยกหัวหน้าคณะปฏิวัติ ขึ้นเป็น ‘พระราชา’...จริงหรือ!!!?

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ทความที่เขียนโดยอดีตผู้พิพากษาท่านหนึ่ง คือ คุณนคร พจนวรพงษ์ ได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ‘มติชน’ รายวัน ฉบับประจำ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2554 ใช้ชื่อบทความว่า
เมื่อผู้เขียนถูกคำสั่งของคณะรัฐประหาร บังคับให้เป็นตุลาการศาลทหาร
น่าจะได้รับความสนใจจากผู้คน เพราะนอกจากลงตีพิมพ์แล้ว ยังได้ถูกนำมาพูดถึง และอ่านออกวิทยุบางสถานีด้วย

ผู้เขียนบทความเล่าว่า เคยเป็นทนายความมาก่อน แล้วไปสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ภายหลัง ระหว่างที่เป็นทนายความ ท่านแสดงทีท่าต่อต้านการรัฐประหาร โดยบอกว่า

...ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่รังเกียจและต่อต้านการยึดอำนาจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่เห็นด้วยกับประกาศหรือคำสั่งใดๆ ของคณะรัฐประหาร...

ด้วยเหตุนี้เอง ระหว่างเป็นทนายความ คุณนครฯจึงไม่สนใจไม่ศึกษา และไม่ยอมที่จะปฏิบัติตามตำสั่งของคณะปฏิวัติ แต่ในฐานะทนายความ ต้องว่าความให้ลูกความที่ศาล ได้ทราบว่าประกาศต่างๆ ของคณะรัฐประหาร ผู้พิพากษาศาลไทยท่านยอมรับและปฏิบัติตามเสียแล้ว
ตัวท่านเอง จะทำอย่างไรได้!?

ท่านให้ความเห็นสำคัญ ว่า ผู้พิพากษาไม่ควรไปยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร และยังมีความเห็นเพิ่มเติมอีกคือ...
...บรรดานักกฎมายที่เข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร น่าจะกระทำไปเพราะผลประโยชน์ของตัวเอง โดยสร้างกฎหมายออกมากดหัวกบาลประชาชน เพื่อสืบทอดอำนาจที่ชั่วร้ายต่อ
ไป...
คนเหล่านี้ใครเป็นใครบ้าง คุณนครฯบอกให้ไปดูหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่มีบันทึกเอาไว้แล้วทั้งนั้น!

ผู้เขียนบทความยังเล่าต่อไปอีกว่า ต่อมาตัวท่านสอบเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ และเมื่อเป็นผู้พิพากษาเต็มตัวแล้ว ได้ย้ายไปรับราชการที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ระหว่างอยู่ที่เชียงใหม่ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ แม่ทัพเรือและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินฉีกรัฐธรรมนูญ และประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร

ออกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 1 และแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 24 และฉบับที่ 29 ออกคำสั่งให้ คดีความผิดต่อความมั่นคงของรัฐและความผิดที่มีโทษทางอาญาบางประเภท ให้ขึ้นต่อศาลทหาร และออกคำสั่งให้ผู้พิพากษาศาลอาญาและศาลจังหวัดทุกคนเป็น ตุลาการศาลทหาร ให้พนักงานอัยการเป็นอัยการทหาร ให้ใช้สถานที่ทำ การศาลอาญาและสถานที่ทำการศาลจังหวัดทุกศาล เป็นที่ทำการศาลทหาร ให้คดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร เป็นคดีที่ห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหาร
คุณนคร พจนวรพงษ์ ผู้เขียนบทความเลยต้องตกกระได พลอยเป็นโจร เพราะคำสั่งดังกล่าว แต่ท่านได้สรุปบทความว่า
ผู้พิพากษายุคใหม่สมัยใหม่ ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ สามารถต่อต้านด้วยสันติวิธี ด้วยการไม่ออกคำสั่งหรือวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ตามประกาศ
หรือคำสั่งใดๆ ของคณะรัฐประหารที่ประกาศใช้มาแล้ว และ/หรือจะพึงมีหรือเกิดขึ้นต่อไปอีกในอนาคต
‘วาทตะวัน’ อยากให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ!

มเห็นว่า บทความของคุณนคร พจนวรพงษ์ น่าจะเป็นประโยชน์ เพราะมีวัตถุประสงค์สนับสนุนผู้พิพากษารุ่นหลังจากท่าน ให้บังเกิดความกล้าหาญ ลุกขึ้นมาต่อสู้ กับกลุ่มบุคคลที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนด้วยอย่างไม่เป็นธรรม
แต่...
ตัวคุณนครฯเอง ไม่เคยลุกขึ้นมาต่อสู้ และยอมเป็นตุลาการศาลของฝ่ายรัฐประหาร มาแล้วอีกด้วย!
ตรงนี้เอง ผมอยากจะบอกกับคุณนคร ว่า

เป็นเรื่องน่าเสียดาย ที่ไม่ใช่เฉพาะคุณนครฯเท่านั้น แม้บรรดา ‘ท่านเปา’ คนอื่นๆ ในบ้านเมืองของเรา ก็ไม่เคยมีประวัติในการลุกขึ้นต่อสู้กับฝ่ายทหาร ที่ยึดอำนาจบ้านเมืองของเรา โดยปราศจากความชอบธรรม แม้แต่ครั้งเดียว ตราบจนกระทั่งเกิดปรากฏการณ์ของท่านผู้พิพากษาศาลฎีกา กีรติ กาญจนรินทร์! อย่างที่ผมเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังไปแล้ว
(ดูคอลัมน์ จดหมายฟ้องโลก!!! ท้ายบทความนี้)

อยากจะเล่าให้คุณนครฯ ฟังเพิ่มเติมด้วยว่า หลังการปฏิวัติรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ผมได้เขียนบทความยุยงผู้พิพากษาทั้งหลาย ให้ท่านแข็งข้อต่อการรัฐประหาร หลายบทความ ลงในเว็บไซด์ผู้จัดการ เช่น “ผู้พิพากษาต้องเป็น ‘ธงนำ’ ในการต่อต้านรัฐประหาร” ซึ่งท่านหาอ่านได้ได้หนังสือ
“รัดทำมะนวย ฉบับหัวคูณ”
ส่วนบรรดาบทความอื่นๆ ที่มีทิศทางเดียวกัน ผมได้ให้รายละเอียด สำหรับผู้ที่สนใจจะทำการศึกษาค้นคว้า ไว้ท้ายบทความนี้แล้ว

บทความ “ผู้พิพากษาต้องเป็น ‘ธงนำ’ ในการต่อต้านรัฐประหาร” ที่ผมเขียนนั้น ได้บรรยายถึงความเลวทราม ในการทำรัฐประหารยึดบ้านยึดเมือง แล้วในที่สุดหัวหน้าคณะรัฐประหาร ซึ่งเป็น ผบ.ทบ.ทั้งนั้น ล้วนแต่ต้องประสบชะตากรรมร้ายแรงต่างๆกันไป บ้างไปเสียชีวิตในต่างแดน เช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่วนที่ถูกยึดทรัพย์ก็มีตัวอย่าง เช่น อมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร แต่ที่อื้อฉาวมากที่สุด คือเจ้าของฉายา “จอมพลสะดือแตก” หรือ “จอมพลพันเมีย” เพราะมีเมียมากมายเหลือเกิน คนนั้นคือ
“จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์”

สำหรับบทความของ คุณนคร พจนวรพงษ์ น่าสนใจก็จริง แต่ผมว่ามันก็เป็นการยาก ที่จะให้ผู้พิพากษารุ่นน้องหรือรุ่นหลัง เชื่อตามคำแนะนำของคุณนครฯ เพราะต่างคนก็ล้วนแต่ รักตัว กลัวภัยที่จะมาถึงตัวด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แม้ตามหลักอินทภาษ ซึ่งวางวางหลักธรรมในการดำรงตน และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาตุลาการว่า
จะต้องพิจารณาตัดสินอรรถคดี ด้วยความเที่ยงธรรม ปราศจากความลำเอียงเข้าข้างฝ่ายใด อันเกิดจากอคติ 4 ประการ ได้แก่ ฉันทาคติ คือ ลำเอียงเพราะรักชอบ เห็นแก่อามิส
สินบน โทษาคติ คือ ลำเอียงเพราะโกรธ ภยาคติ คือ ลำเอียงเพราะกลัว และ โมหาคติ คือลำเอียงเพราะหลง
‘ภยาคติ’ หรือความกลัวภัยนั้น เป็นเรื่องปกติของมนุษย์ ที่เลือกทางเอาตัวรอดไว้ก่อนดีกว่า ซึ่งไม่เว้นแม้แต่คนที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษา
ดังนั้น การที่จะให้ผู้พิพากษาไทยเรา มีความกล้าหาญรักษาระบบประชาธิปไตย
ไม่ใช่เรื่องง่าย!

อย่างไรก็ดี มี ‘ท่านเปา’ บางประเทศ เช่น ผู้พิพากษาปากีสถาน ซึ่งมีความกล้าหาญเพียงพอ ที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจไม่เป็นธรรม อย่างกล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก
‘ท่านเปา’ ปากีสถานนั้น ได้ลุกขึ้นต่อต้าน อำนาจเถื่อนของทหาร จนต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง บางท่านถูกจับกุม คุมขัง แต่การต่อสู้ของท่านเหล่านั้น ก็ได้รับชัยชนะในที่สุด
และได้กลับเข้ารับตำแหน่งเดิมทุกคน จนชาติต่างๆเขา พากันยกย่องในความความกล้าหาญ ของบรรดาท่านเปาปากีสถาน เป็นอย่างมาก
สำหรับ ประเทศไทยนั้น ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือ บอกว่าการที่จะให้ผู้พิพากษาบ้านเรา เป็น ‘ธงนำ’ ประชาชนชาวไทย ในการต่อสู้กับคณะรัฐประหาร อย่างที่ผมเขียนยุยงนั้น
คงจะยากเย็นพอๆกับการ...
บังคับผู้หญิง ให้ออกลูก...ทางตูด!

คุณนครฯ คงจะทราบดีว่า บรรดาผู้พิพากษาก่อนท่าน ได้ยึดมั่นในคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 45/2496 และ 1663/2505 ซึ่งวางหลักเกณฑ์ว่า ทหารผู้ทำปฏิวัติสำเร็จเป็น
“รัฐาธิปัตย์”
ทำให้ฝ่ายทหารผู้ก่อการ บังเกิดความฮึกเหิม ได้ใจว่าการทำระยำ ด้วยการยึดอำนาจการปกครองบ้านเมือง เป็นความชอบธรรม เพราะ...
ศาลฎีกาท่าน ‘ตีตรา’ รับรองให้แล้ว!
ด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาอย่างนี้เอง ที่บรรดา ‘ท่านเปา’ รุ่นหลังๆจึง ‘ไม่หือ-ไม่อือ’ กับการรัฐประหาร จนมีสภาพเป็นศาลใต้อำนาจเถื่อนอย่างแท้จริง ถึงกับออกคำ
พิพากษา ศาลฎีกา โดยใช้คำว่า “รัฐาธิปัตย์” อย่างเต็มปากเต็มคำ ทั้งๆที่คำๆนี้ ไม่ใช่ภาษาไทย และไม่มีอยู่ในพจนานุกรมฉบับใดๆของประเทศนี้ด้วย ซึ่งผมได้เขียนบทความ ตั้งข้อสงสัยว่า
ในเมื่อกฎหมายบอกว่า คำพิพากษาต้องทำเป็นภาษาไทย
ก็แล้วคำๆนี้ มันไม่มีอยู่ในภาษาของเรา แล้วเหตุไฉนผู้พิพากษาศาลฎีกาในอดีต
ดันยกคำๆนี้ ขึ้นมากล่าวอ้างในคำพิพากษา ได้อย่างไรกัน!?

เมื่อผมตั้งข้อสงสัยในเรื่องนี้ไป ก็มีเว็บไซด์พุทธธรรมสาร ได้นำไปวิพากษ์วิจารณ์ (แต่ไม่ปรากฏนามผู้เขียน) โดยแจกแจงความหมายดังต่อไปนี้

รัฐาธิปัตย์ พุทธธรรมสาร
บทความทั่วไป >> รัฐาธิปัตย์
ศุกร์ ที่ 30 เดือน กรกฎาคม พ.ศ.2553

มีศัพท์ใหม่มาให้วิจารณ์อีกแล้ว "รัฐาธิปัตย์" มันคืออะไร มีความเป็นมาอย่างไร ?
ศัพท์ ๆ นี้. ผมได้ไปอ่านคอลัมน์ ชื่อ "วิบากกรรมของ ป.ป.ช. เห็นทีจะต้องคืนเงิน อย่างนั้นหรือ?" ของคุณ วาทตะวัน สุพรรณเภษัช จากหนังสือ ประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ก็
เกิดความสนใจในคำว่า "รัฐาธิปัตย์" มีหลายคนหลายท่านไปหาดูในพจนานุกรมว่า คำนี้มีความหมายว่าอย่างไร แต่ก็ปรากฏว่า
ศัพท์นี้ท่านไม่ได้เขียนไว้ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แต่จะมีอยู่ในที่อื่นอย่างไรผมก็ไม่อาจทราบได้ อย่างไรก็ตามผมดูแล้วว่า ศัพท์นี้ มันเป็นภาษาบาลีแน่นอน ใน
ฐานะที่พอจะรู้บาลีพอสมควร ก็เลยจะลองแยกแยะ และหาความหมายของศัพท์นี้มาชี้แจงแถลงไขให้ดู พอหอม(ตรง)ปากและหอม(ตรง)คอ

content/picdata/340/data/photo4.jpg

คำ ว่า "รัฐาธิปัตย์" หากเขียนตามภาษาบาลี จะเขียนว่า "รฏฺฐาธิปตฺย" (รัด-ถา-ทิ-ปะ-ตะ-ยะ เวลาออกเสียง ตะ ออกได้เพียงแค่ครึ่งเสียง คือให้ออกเสียงเร็ว ๆ คือลักษณะ ตฺ คล้าย ๆ กับว่า เป็นตัวสะกดของ ป นิดหนึ่ง และออกเสียงว่า ตะ นิดหนึ่ง) ตามรูปศัพท์เดิมจะเขียนว่า "รฏฺฐาธิปติ" (รัด-ถา-ทิ-ปะ-ติ) ใน ทางไวยกรณ์บาลี ท่านจะเขียน ฏ ซ้อนหน้า ฐ เสมอ แต่ภาษาไทยเราก็ตัด ฏ ออก ไม่ทราบเหตุผลกลใด บางครั้งการตัดพยัญชนะตัวใดตัวหนึ่งออก ทำให้คำอ่าน หรือเนื้อความเสียหายไปก็มี อย่างเช่นคำที่ว่านี้ รัฐาธิปัต ย์ (จะให้อ่านว่าอย่างไร? รัด-ถา, หรือ ระ-ถา ถ้าอ่านว่า รัด-ถา ก็หมายความว่า ฐ ทำหน้าที่ 2 อย่าง คือเป็นทั้งตัวสะกด และเป็นตัวของตัวเอง คือ ฐา ข้อนี้ทำให้เกิดการลักลั่นในการอ่าน, ถ้าเขียนว่า รัฏฐาธิปัตย์ ก็จะอ่านว่า รัด-ถา-ธิ-ปัด ได้เลย และถือว่าเขียนไม่ผิด อ่านไม่ผิดด้วย.

อีกอย่างหนึ่ง การเขียนให้ครบเต็มตามรูปศัพท์เดิม คือ รัฏฐาธิปัตย์ นี้ ก็จะทำให้ทราบที่ไปที่มาของศัพท์ได้ด้วย ว่ามีการทำตัวศัพท์ สำเร็จรูปมาอย่างไร. (นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเล็กน้อยของผู้เขียนเท่านั้น)
จากศัพท์ว่า รฏฺฐาธิปติ กลายเป็น รฏฺฐาธิปตฺย ได้นั้น ก็เป็นไปด้วยอำนาจของไวยากรณ์บาลี คือท่านสามารถให้แปลง อิ เป็น ย ได้ อย่างศัพท์ว่า รฏฺฐาธิปติ เมื่อแปลง อิ ที่ ติ (
รฏฺฐา ธิปติ) เป็น ย แล้ว รูปศัพท์ก็จะเป็น รฏฺฐาธิปตฺย จะสังเกตเห็นว่า ข้างล่างของ ตฺ จะมีจุดดำๆ เล็ก ๆ อยู่ ก็เป็นการบอกให้ทราบว่า ตอนนี้ ตฺ ไม่มีสระอาศัยแล้ว หมายความว่า สระ อิ ได้ถูกแปลงเป็น ย ไปแล้ว. ทีนี้พอมาเขียนเป็นภาษาไทย ท่านก็จัดการเลย ลบ ฏ ออก ใส่ไม้หันอากาศ ตรง ร, ป แล้วก็ใส่ไม้ทัณฑฆาตตรง ย เพื่อไม่ให้ ย อ่านออกเสียงได้ ก็เลยได้ศัพท์เป็น "รัฐาธิปัตย์"
ในภาษาบาลีนั้น การแปลง สระ ให้เป็นพยัญชนะนั้น มีหลายอย่างด้วยกัน เช่น
- แปลง อิ เป็น ย
- แปลง อี เป็น เอ แล้ว เอา เอ เป็น อย ก็ได้ เช่น นายก มาจาก นี + ณฺวุ (เอา อี เป็น เอ แล้วเอา เอ เป็น อย = นย (นะ-ยะ), แปลง ณฺวุ เป็น อก (อะ-กะ) อำนาจปัจจัยที่เนื่องด้วย ณฺ ให้
ทีฆะ นย เป็น นาย + อก สำเร็จรูปเป็น นายก (นา-ยก แปลว่า ผู้นำ)
- แปลง อุ เป็น วฺ เช่น ธนฺวาคม (ธันวาคม) มาจาก ธนุ + อาคม เอา อุ ที่ นุ เป็น ว = ธนฺว + อาคม สำเร็จรูปเป็น ธนฺวาคม (ธันวาคม = เดือนเป็นที่มาแห่งธนู)
- แปลง อู เป็น โอ แล้วเอา โอ เป็น อฺว
- ...... ฯลฯ.....
เมื่อมาแยกศัพท์ออก ดูความหมายทีละศัพท์ ก็จะได้เป็น รฏฺฐ (รัด-ถะ) + อธิปติ (อธิปัตย์) คำว่า "รฏฺฐ หรือ รัฏฐ" นี้ ตามรูปศัพท์ แปลว่า แว่นแคว้น ซึ่งมีพระราชาเป็นผู้ปกครอง.
จึง มีศัพท์ที่เกี่ยวเนื่องด้วยพระราชา เช่น ศัพท์ ว่า รฏฺฐาธิโป (รัด-ถา-ธิ-โป) ก็คือ รัฏฐาธิป = ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น ในที่นี้มุ่งหมายเอาพระราชา ตามคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกา, ในคัมภีร์ อื่น ๆ เช่น กัจจายนะ, ปทรูปสิทธิปกรณ์, สัททนีติสุตตมาลา แสดงความหมายของคำว่า "รฏฐ" ว่า สถานที่อันเป็นที่ยินดีของประชาชน ท่านแสดงวิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า "รญฺชนฺ ติ เอตฺถาติ = รฏฺฐํ ประชาชนทั้งหลาย ย่อมยินในสถานที่นั้น เหตุนั้น สถานที่นั้น จึงชื่อว่าเป็นที่ยินดีของประชาชน (แว่นแคว้น) รากศัพท์เดิม มาจาก รนฺช ธาตุ ซึ่งเป็นไปในความกำหนัด ยินดี, ฐ ปัจจัย.
ส่วนศัพท์ว่า อธิปติ หรือภาษาไทยเรานำมาใช้เป็น อธิบดี นั้น แยกออกเป็น 2 ศัพท์ คือ อธิ + ปติ (บดี), อธิ แปลว่า ยิ่ง เกิน ล่วง, ส่วนคำว่า ปติ (บดี) แปลว่า เจ้า ผัว (สามี =เจ้าของ)
เมื่อรวมกันแล้วก็แปลว่า เจ้าใหญ่นายโต ก็แล้วกัน 555 !.

คำว่า "รัฐาธิปัตย์" นั้น ที่มาของศัพท์พอคร่าว ๆ ก็ว่าไปแล้ว ทีนี้ศัพท์นี้ เมื่อนำมาใช้ในทางโลก มีผู้นำไปกล่าวทำนองว่า
"ข้าพเจ้าคือรัฐาธิปัตย์ หรือเป็นรัฐาธิปัตย์" นี่ มันหมายความว่าอย่างไร คำแปลนี่ก็แปลกันได้อยู่แล้วละครับว่า "ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแคว้น"
ในทางโลกเขาจะหมายถึงใครก็แล้วแต่ แต่ถ้าพูดถึงในทางพุทธศาสนา ในฐานะที่ศัพท์นี้เป็นศัพท์ที่มาจากภาษาบาลี ก็หนีความเป็นศัพท์ในทางพุทธศาสนาไปไม่พ้น คือมีคำ
ที่ทำนกล่าวไว้ว่า "ภาษาบาลีอยู่ที่ใด พุทธศาสนา ก็อยู่ที่นั่น, พุทธศาสนาอยู่ที่ใด ภาษาบาลีก็อยู่ที่นั่น"

ฉะนั้น คำว่า รัฐาธิปัตย์ นี้ จึงมีความหมายว่า "ผู้เป็นใหญ่ในแว่นแค้วน, หรือ ผู้เป็นใหญ่แห่งแว่นแคว้น" ซึ่ง

มุ่งหมายเอา ‘พระราชา’ เท่านั้น!!!

หมายความว่า แว่นแคว้นใด ที่มีการปกครองโดยพระราชา มีพระราชาเป็นประมุข แว่นแคว้นนั้นก็จัดได้ว่ามีพระราชาเป็นใหญ่.
อีกประการหนึ่ง คำว่า รัฐ นี้ มีความหมายว่า "ประชาชน" หมายถึงประชาชนทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้น ๆ ซึ่งพระราชาทรงมีพระอำนาจในการปกครองดูแล คือมีพระ
อาญาครอบงำชนเหล่านั้นได้
เวลาที่ท่านให้ความหมายของคำว่า "ราชา" จึงตั้งวิเคราะห์ศัพท์ว่า "สงฺคหวตฺถูหิ รฏฺฐํ รญฺเชตีติ = ราชา ผู้ใดทำ ให้ชาวแว่นแคว้นทั้งหลาย ชื่นชมยินดีด้วย สังคหวัตถุทั้งหลาย ผู้
นั้น ชื่อว่า ราชา.

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

เมื่อได้ความตามภาษาบาลี ที่เทียบเคียงกันแล้ว ผมจึงขอถามท่าน นคร พจนวรพงษ์ ผู้เขียนคอลัมน์ใน ‘มติชน’ อย่างตรงไปตรงตรงมา ว่า

ผู้พิพากษารุ่นก่อนท่าน ได้ใช้คำ “รัฐาธิปัตย์” ที่ไม่มีอยู่ในภาษาไทย ในคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นผลพวงให้บรรดา ‘ท่านเปา-ไทยแลนด์’ รุ่นต่อมา ก็ใช้คำๆนี้
อย่างไม่เก้อเขิน!

จนกระทั่งท่านผู้รู้ภาษาบาลี ได้มาอธิบายความ แต่กว่าจะอธิบายความหมายของคำนี้ได้ ก็ต้องกล่าวเท้าความกันอย่างยืดยาว ดังที่ผมได้นำมาเสนอท่านผู้อ่านแล้ว
สรุปลงตรงที่ว่า

“รัฐาธิปัตย์” แปลว่า “พระราชา”

นั่นหมายความว่า...

ไอ้หัวหน้าคณะรัฐประหารระยำ ที่มันเข้าปล้นอำนาจ ไปจากประชาชนชาวไทย นั้น...

มันได้รับการสถาปนา ด้วยคำพิพากษาศาลฎีกา ให้เป็น “พระราชา” ขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง
อย่างนั้น...ใช่ไหม?

ถามแบบหาเรื่อง ฉลอง ‘คริสต์มาส’ กันอย่างนี้แหละครับ...

...ใครจะทำไม!!!?

...........

ท้ายบท ท่านสามารถอ่านบทความ ของ ‘วาทตะวัน’ ที่เกี่ยวข้องกับศาลและผู้พิพากษา มีดังต่อไปนี้

- วันรพี”...เตือนใจท่านผู้พิพากษา ให้กล้าหาญ ต่อต้านเผด็จการ (content_page_detail.php?cont_id=68)

- กระบวนการยุติธรรมบ้านเรา บิดเบี้ยวเสียหาย เพราะใคร!?” (content_page_detail.php?cont_id=100)

- ไทยกับกระบวนการ ‘ไม่’ ยุติธรรม อันน่าอับอาย!!!
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=186)

- จดหมายฟ้องโลก!!!
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=187)

- “ศาลไทย... ไม่ใช่ศาลทาส (นะโว้ย)!!!”
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=208)

- ตุลาการวิบัติ” หรือ “ตุลาการวิบัติ-ฉิบหาย”กันแน่!?
(
http://www.vattavan.com/detail.php?cont_id=258)

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน หัวหน้าคณะปฏิวัติ เป็น ‘พระราชา’ อีกองค์หนึ่ง...จริงหรือ!!!? ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม 2554)