ที่มา การ์ตูนมะนาว


เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, December 27, 2011
คลิป 30 องค์กรปชต เรียกร้องให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหาตาม ม 112
ที่มา thaifreenews
โดย namome
24 12 54 ข่าวค่ำDNN รายงานพิเศษ 30 องค์กรปชต เรียกร้องให้ประกันตัวผู้ถูกกล่าวหาตาม ม 112
http://www.youtube.com/watch?v=ky4p7uLKqT0&feature=related
คลิปประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ เปิดเผย
ที่มา thaifreenews
โดย namome
25 12 54 ประชาธิปไตยที่ปลายอุโมงค์ เปิดเผย
โปรดทราบว่าพวกโหรใหญ่ ๆ ทั้งหลายนั้นล้วนรับใช้อำมาตย์กันมาแต่โบราณทั้งสิ้น
ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ก่อนปีใหม่ เรามักได้ยินหมอดูดังทั้งหลายระดมออกมาแถลงผลงานการพยากรณ์เรื่องการเมือง กันเซ็งแซ่ เพียงแต่วันนี้ที่พยายามกันมากขึ้นก็คือ มีการประสานเสียงกับอาจารย์กระจอกที่วงวิชาการไม่่เคยมีใครรู้จัก และสื่อชั่วนิยมอำมาตย์ทั้งหลาย ฯลฯ ทำนายทายทักรับกันเป็นทอด ๆ ว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่นำโดยคุณยิ่งลักษณ์ จะประสบสารพันปัญหาในปี 2555 และจะอยู่ไม่ครบปี
ความจริงแล้วถ้า ศึกษาประวัติศาสตร์ดูจะพบว่า นี่เป็นหน้าที่หลักของโหรใหญ่ ๆ เพราะบรรดาโหราพยากรณ์ไทยคนสำคัญแต่โบราณ ล้วนเป็นผู้รับใช้ระบอบอำมาตย์ทั้งสิ้น การทำนายทายทักของพวกโหรใหญ่ไทยวันนี้ ขอให้อ่านดูกันอย่างละเอียดแล้วคิด จะพบว่าทุกคนมีจุดยืนสนับสนุนระบอบอำมาตย์ปรากฏในคำพยากรณ์อย่างชัดเจน จึงขอบอกว่าอย่าได้แปลกใจอะไรนักกับคำทำนายที่ต้องออกมาแบบนี้
ใน ประวัติศาสตร์นั้น โหรใหญ่ ๆ ของไทยสมัยโบราณ ต้องใช้พราหมณ์จากหัวเมืองปักษ์ใต้ เช่น นครศรีธรรมราช เท่านั้น คนพวกนี้ได้รับการนับถือมากและมีสิทธิพิเศษ เช่น
"ถ้าโทษตาย ให้เดดสังวาร เดดสายธุรำเสียนิฤเทศไปต่างเมือง"
และหากทำนายผิดหรืออ่านโองการผิดต้องรับโทษ กฎมนเทียรบาลกำหนดโทษไว้แค่ว่า
"อนึ่งโหรพราหมณทายเคราะห์ทายศึกทายฤกษผิด ลงอาชญา ลูกประคำใหญ่แขวนคอ"
ดัง นั้น โหรใหญ่ ๆ ในระบอบอำมาตย์จึงเป็นอภิสิทธิชน ไม่โดนฟันคอริบเรือนแม้จะทำนายผิด ก็เลยเหลิงและชื่นชมระบอบนี้ที่ให้สิทธิพิเศษแก่พวกตน จุดยืนของคนพวกนี้จึงนิยมระบอบอำมาตย์กันอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูทุกคน ในพงศาวดารฉบับที่ไม่ยังโดนชำระนั้น บางคนใช้วิชาพยากรณ์ศาสตร์ของตน เริ่มทำการก่อกระแสยึดอำนาจเปลี่ยนราชวงศ์ก็มี ไม่ต่างจากสมัยนี้หรอก ไปอ่านดูได้ เพียงแต่มันสังคมคนละยุค ประชาชนคนละสมัยเท่านั้น
ใน ความเป็นจริงนั้น โหรหรือหมอดูระดับเกจิอาจารย์ยังมีอีกหลายท่านและจุดยืนก็ต่างกัน ท่านเหล่านี้มักสอนว่า ให้ใช้คำพยากรณ์เป็นข้อมูลหนึ่งเท่านั้น เพราะตัวแปรต่าง ๆ ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ อย่าเชื่อถือคำทำนายแบบงมงาย ให้ประเมินด้วยหลักการเหตุผล อัตวิสัย ภววิสัย ไปพร้อมกันด้วย
จึง ปรากฏว่าในประวัติศาสตร์นั้น ถ้าโหรพวกไหนเผยแพร่คำทำนายต่อต้านระบอบอำมาตย์แล้วละก็ มีหวังกลายเป็นกบฏกันเป็นแถว ตัวอย่างเช่น ในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงจักรพรรดินิยมตะวันตกรุกรานไทยนั้น มีการเผยแพร่คำทำนายของผู้มีบุญในภาคอีสาน กระจายไปอย่างกว้างขวางราวกับไฟลามทุ่งทำนองว่า
“ผู้มีบุญมาแต่ตะวันออกเจ้าเก่าหมดอำนาจ ศาสนาก็สิ้นแล้ว...บัดนี้ กรุงจะเสียแก่ฝรั่งแล้ว”
คำทำนายนี้ปรากฏจารึกในใบลานเผยแพร่กันไปทั่ว และยังมีคำทำนายทางเศรษฐกิจด้วย ทำนองหินแลงจะกลายเป็นเงินคำ ฯลฯ มีคนเชื่อถือกันอย่างกว้างขวาง เพราะถ้ามองด้วยเหตุผลแล้วประชาชนย่อมมีสิทธิจะเชื่อเช่นนั้น เนื่องจากจักรพรรดินิยมฝรั่งเศสพิสูจน์ตนด้วยเรือปืนแล้วว่า มีพลังอำนาจสูงกว่าผู้ปกครองของไทย จนต้องยอมยกดินแดนให้จำนวนมาก แต่สำหรับประชาชนปรากฏว่า อำนาจรัฐสยามสั่งจับกุมแกนนำที่เชื่อถือคำทำนายและปฏิบัติตนตามที่ชี้นำใน นั้น เช่น ถือศีลรักษาสัตย์ ฯลฯ ไปนับร้อย โดนลงโทษอีกมากมาย ในข้อหา “กบฏผีบุญ” ที่เปลี่ยนเป็น “กบฏผู้มีบุญภาคอีสาน” แทนสมัยนี้ เพราะนี่ก็คือการลุกขึ้นสู้ของ “ไพร่” ด้วยยุทธวิธีแบบหนึ่งเท่านั้น
ยืน ยันว่า โหรใหญ่ทั้งหลายที่ออกมาพยากรณ์ในทางลบต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั้น เป็นกลุ่มที่ลูกศิษย์ลูกหาของพวกเขาล้วนเป็นคนใหญ่คนโตทั้งสิ้น จะให้เขาทำนายเชียร์รัฐบาลนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เดี๋ยวลูกศิษย์ลูกหาหรือที่จริงคือสปอนเซอร์ของพวกเขาจะโกรธ ไม่ดูแลให้การสนับสนุนขึ้นมา แล้วโหรใหญ่จะเอาอะไรไปกิน ไปเลี้ยงลูกน้อง ไปสนับสนุนสื่อมวลชนที่ช่วยโปรโมทเขากันเล่าครับ ก็สงสารชีวิตอันเลิศหรูของพวกเขาหน่อยนะ นึกว่าสงสารลูกหมาตาดำ ๆ ก็แล้วกัน เดี๋ยวไม่มีอาหารเม็ดกิน อดตายกันทั้งคอก
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
555
ก่อนมีคุณยิ่งลักษณ์ ผมก็เห็นผู้มีอำนาจต่างๆ ต่างก็เชื่อคำทำนาย "นารีขี่ม้าขาว" กันมากมาย สนับสนุนให้เผยแพร่ด้วย
แต่พอ นารีขี่ม้าขาวกลายเป็นยิ่งลักษณ์ ก็ทำเป็นลืมคำทำนายนี้ไปทันที
คือ ผมทำนายว่ารัฐบาลนี้จะอยู่ครบเทอม 4 ปีครับ (ยกเว้น รมต.บางคนอาจไม่อยู่ครบ) แต่ตัวนายกฯนั้นอยู่ครบแน่
ไม่ เกี่ยวกับคำทำนายอะไร เพระปัจจุบันนี้การเปลี่ยนแปลงการเมืองนอกระบบนั้นยาก แม้อาจเกิดได้ แบบสมัคร หรือสมชาย แต่ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แบบพอใจเมื่อไหร่ก็ทำได้
อำนาจยิ่งใช้ยอ่งหมดไป
นายอภิสิทธิ์ คนเดินขบวนไล่เกือบ 500,000 คน มันยังไม่หลุดจากตำแหน่งเลย
ดังนั้นการมาคิดว่ารัฐบาลจะล้ม เพราะอำนาจพิเศษนั้นมันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก
“ผู้อ้างความจงรักภักดีทำอะไรก็ไม่ผิด”
ที่มา thaifreenews
โดย เสรีชน คนใต้
พูดก็พูดเถอะแบบที่ อ.นิธิเขียนว่า “การแสดงความจงรักภักดีที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นอีกอำนาจหนึ่งที่เป็นอิสระจากอธิปไตยของปวงชน จึงกลับบ่อนทำลายความมั่นคงของสถาบันเสียเอง” (ในบทความตามโพสต์ข้างล่าง) แม้จะมีเหตุผล และในระยะยาวอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง
แต่ผมไม่คิดว่า ฝ่ายที่แสดงความจงรักภักดีด้วยวิธีดังกล่าวจะ get ไอเดียนี้ เพราะเราเห็นแต่ว่าพวกนี้นับวันจะ “กร่าง” มากขึ้นทุกที ดังที่พวกเขาตั้งคำถามกับฝ่ายเรียกร้องให้แก้ ม.112 ว่า เป็นคนไทยหรือเปล่า? เห็นว่ากฎหมายไม่เป็นธรรมก็ให้ไปอยู่ต่างประเทศ หรือสื่อ ASTV ผู้จัดการ ก็กล่าวหาคนอื่นว่า “ล้มเจ้า” อยู่แทบทุกวัน
ดัง กรณีที่กล่าวหาว่า คำ ผกา “โชว์นมล้มเจ้า” (ซึ่งไม่รู้ว่านิยาม “ล้มเจ้า” มีความหมายอย่างไร มีขอบเขตกว้างแคบแค่ไหน ครอบคลุมถึงการกระทำอะไรบ้าง) และล่าสุดก็นำประวัติของเด็กนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ใช้นามแฝง “ก้านธูป” มาตีแผ่/ประจาน ในลักษณะที่ว่าถ้าไม่จงรักภักดี (ในความหมายของพวกเขา) ก็ไม่สมควรมีที่ยืนในสังคม (เช่น ม.ธรรมศาสตร์ก็ไม่น่ารับเข้าเรียน เป็นต้น)
ฉะนั้น พวกแสดงความจงรักภักดีในแบบที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นอีกอำนาจหนึ่งที่เป็นอิสระจากอธิปไตยของปวงชน นั้น นอกจากพวกเขาจะไม่ใส่ใจถกเถียงเหตุผลกับฝ่ายที่เรียกร้องให้แก้ไข/ยกเลิก ม.112 และปฏิรูปอุดมการณ์ โครงสร้าง กติกา เกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว พวกเขายังกล่าวหาว่าฝ่ายที่เรียกร้องเช่นนี้ต้องการ “ล้มเจ้า” และอาวุธของพวกเขาที่ใช้จัดการฝ่ายตรงข้ามก็คือ “ม.112” นั่นเอง
แล้วพวกนี้ก็ทำอะไรไม่ผิด จะกล่าวหา ประณามคนอื่น ฝ่ายอื่นเสียๆ หายๆ อย่างไร หรือจะไล่คนอื่นออกนอกประเทศ (มีสิทธิ์อะไร?) ก็ไม่ผิด เพราะพวกเขากระทำในนามของ “ความจงรักภักดี”
แต่ ปัญหา “ผู้อ้างความจงรักภักดีทำอะไรก็ไม่ผิด” เป็นปัญหาที่สื่อกระแสหลักนอกจากจะไม่วิพากษ์วิจารณ์แล้ว ยังเป็น “กระบอกเสียง” ที่ดีให้พวกเขาเสียอีก!
จากเฟสบุค อ.สุรพศ ทวีศักดิ์https://www.facebook.com/profile.php?id=100002500442297
ฝ่ายอำมาตย์ระดมโหรออกช่วยล้มยิ่งลักษณ์ แสดงว่าหมดน้ำยา สิ้นท่าแล้วจริงๆ
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
เราจะเห็นว่า ตอนนี้ พวกโหรต่างๆ ต่างก็ออกมาระดมคำทำนายถล่มรัฐบาลยิ่งลักษณ์กันเป็นทิวแถว เหมือนพร้อมใจกันนัดมา ซึ่งหากไม่คิดอย่างพินิจพิเคราะห์ หรือคิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์หน่อย อาจคิดแบบพึ่งโหราศาสตร์ว่าดวงของคุณยิ่งลักษณ์ หรือรัฐบาลอาจเป็นอย่างนั้นจริงๆ
อันที่จริงการระดมออกมาพร้อมกันนี้ถือว่าผิดปกติ
หาก คิดแบบ Conspiracy Theory ก็คือ เรื่องนี้มีคนอยู่หลังฉาก หรือไม่อย่างนั้น โหรเล่านี้ก็สร้างกระแสไปในทางเดียวกัน เพราะตกอยู่ภายใต้ ความขัดแย้งทางการเมือง เลือกข้างอยู่แล้ว
แต่ในฐานะนักยุทธศาสตร์ ผมกลับคิดว่า "นี่เป็นการเปิดเผยจุดอ่อนอย่างแรงของระบอบอำมาตย์เลยทีเดียว"
เพราะ ในทางสงครามนั้น ตำราพิชัยสงครามต่างๆ และตำราพิชัยสงครามซุนหวูเอง ก็บอกว่า "การรบนั้น ต้องพึ่งเหตุและผลทาง ภววิสัย ในโลกแห่งความเป็นจริงเท่านั้น "จะหวังพึ่งปาฎิหารย์ หรือโหราพยากรณ์ต่างๆ หาได้ไม เพราะการแพ้ชนะกันในสงคราม ขึ้นกับสรรพกำลังที่ใช้ต่อสู้จริงๆ เท่านั้น
เงื่อนไขทางปาฎิหาริย์ บุญญาธิการ บารมีนั้นมีผลน้อยมากในการรบ เพราะเรื่องเหล่านี้ เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นกับศัตรูหรือฝ่ายเรา
การ ระดมโหราพยากรณ์ ออกมา บอกเป็นนัยอย่างหนึ่งว่า ฝ่ายข้าศึกนั้น หมดสิ้นกำลังในทางภววิสัยเสียแล้ว จำต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำพยากรณ์ต่างๆ เพื่อปลอบใจตัวเอง หรือเพื่อทำลายขวัญฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่หากฝ่ายตรงข้ามไม่บ้าตามลัทธิไสยศาสตร์เหล่านี้ กลยุทธพวกนี้ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง
แต่หากว่าฝ่ายตรงข้ามมีกำลังอย่าง พร้อมมูลที่จะตีโต้ และมีความเข็มแข็งจริงๆ แล้ว การระดมเรื่องไสยศาสตร์ออกมานี้คือการข่มขวัญ และมันหมายถึงการโจมตีขั้นแตกหักที่จะตามมา
ผมประเมินได้ว่า การโจมตีขั้นแตกหักของฝ่ายอำมาตย์ เช่น การทำรัฐประหาร การใช้ตุลาการวิบัติ หรือการระดมม็อบนั้น ยากกว่าในปี 2550-2551 แล้ว ฝ่ายอำมาตย์ไม่ได้อยู่ในสถานะที่เข็มแข็งแบบนั้น เมื่อไม่เป็นอย่างนี้ ผมก็ประเมินได้อย่างเดียวว่า "ฝ่ายอำมาตย์กำลังสิ้นท่า" หมดสรรพกำลังที่จะโจมตี หรือโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้ว ก็เลยต้องไปอาศัย ไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ ในการพยากรณ์
และคำพยากรณ์ ก็ค้านความเป็นจริง เพราะมันไม่มีแนวโน้มเลยว่า เหตุการณ์จะกลับตาลปัตรไปแบบคำพยากรณ์ได้ เช่น รัฐบาลยิ่งลักษณ์ล้ม ในโลกความเป็นจริงก็ต้องหาเหตุผลได้ว่า ล้ม ล้มยังไง ด้วยเหตุอะไร เช่น ลาออกไปเอง แพ้ญัติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดนรัฐประหาร หรือ โดนตุลากาวิบัติ
เราลองวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านั้นแล้ว มันเกิดได้ยากทั้งสิ้น
ก็ ต้องฟันธงได้อย่างเดียวว่า ฝ่ายอำมาตย์กำลังสิ้นท่า หมดน้ำยาแล้ว เลยระดมโหรมาทำนาย เพื่อให้ยิ่งลักษณ์ช็อคตายไปเอง หรือหวังลมๆ แล้งๆ ว่ารัฐบาลจะล้มไปเอง (ด้วยวิธีอะไร ? พวกเขาก็คิดไม่ออก)
สรุปคือ ฝ่ายอำมาตย์หมดน้ำยาแล้ว เลยต้องไปพึ่งโหร มาช่วยล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์
Re:
ปีมะโรงพ่นพิษ 'ยิ่งลักษณ์' ดวงดิ่งเหว ถึงขั้นหลุดจากนายกฯ
**‘หมอนิด’ ฟันฉับ ไม่เกิน พ.ค. นายกฯปู พ้นเก้าอี้
'หมอนิด' กิจจา ทวีกุลกิจ หมอดูที่โด่งดังด้านการดูดวงทางการเมือง ชี้ชัดแบบไม่เกรงใจใคร ว่า ดวงของนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นธาตุไฟเหมือนกับพี่ชาย ส่วนดิถีของปี 55 เป็นธาตุน้ำ ทำให้ธาตุไฟของทั้งสองคนจะถูกธาตุน้ำเล่นงาน นอกจากนั้นนายกฯ ยิ่งลักษณ์เกิดปีมะแม ซึ่งเป็นอริกับปีเกิดของพ.ต.ท.ทักษิณซึ่งเกิดปีฉลู คือปีมะแมกับปีฉลูชงกัน ขณะที่ในการดำเนินการทางการเมืองนั้นทั้งสองคนนี้ต้องเกื้อกูลกัน ดังนั้นในปีหน้าทำอะไรก็ไม่สำเร็จ
http://manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000163605
น้ำลง...นองเลือด คือ สงครามครั้งสุดท้าย
http://www.mornid.com/home.php
โหรโสรัจจะ ทำนายดวงเมืองปี 2555 อันตราย!!!
โสรัจ จะ พยากรณ์ดวงเมืองประเทศไทยปี 2555 จะเกิดจลาจล เขื่อนใหญ่แตก หิมะตก ผู้คนล้มตายจำนวนมาก ประชาชนสิ้นศรัทธาผู้นำประเทศ ดวงแตก ซ้ำยังเปิดสงครามครั้งใหญ่กับประเทศเพื่อนบ้าน
http://www.oknation.net/blog/tonsak/2011/12/15/entry-1
“แม้ว” ปี 55 ดวงอันตราย...ถูกลอบสังหาร! บริวารเป็นพิษ
โหร ส.ว.เผย “แม้ว” มีเกณฑ์ถูกลอบสังหาร
“ดร.บุญเลิศ ไพรินทร์” เจ้าของฉายา โหร ส.ว. คำนวณทางเดินของดวงดาว และลัคนาราศีแล้วฟันธงว่า ปี 2555 เป็นปีที่ดวงของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ดีเลย ในภาพรวมก็คือจะเจอทั้งมฤตยูก็ดี ดาวเสาร์และราหูก็ดี ซึ่งล้วนเป็นบาปพระเคราะห์ให้โทษทั้งสิ้น และทำมุมในลักษณะที่เป็นโทษ ซึ่งถือว่าอันตราย
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9540000163598
| |
นิธิ เอียวศรีวงศ์:นิติธรรมอีกที
ที่มา ประชาไท
เมื่อสองสามสัปดาห์ก่อน ผมได้ตั้งคำถามในบทความชื่อ "นิติธรรม" ว่า หากมีการลงประชามติในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างชัดเจน แล้วมีการร่าง พ.ร.บ.ตามประชามติขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ลงพระปรมาภิไธย พระมหากษัตริย์ยังทรงพระราชอำนาจที่จะใช้พระบรมราชวินิจฉัยอยู่อีกหรือไม่ เพียงใด
แต่เนื่องจากความขัดข้องทางเทคนิคบางประการ ทำให้คำตอบของปัญหานี้ไม่อาจลงต่อเนื่องกันได้ ผมจึงขอนำกลับมาเสนอในครั้งนี้ และขอย้ำว่านี่เป็นความเห็นส่วนตัวซึ่งอาจผิดหรือถูกก็ได้ ผู้รู้อาจกรุณาชี้แจงได้ในภายหลัง
ในประเทศอื่น นี่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนในระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันกษัตริย์
แต่ก่อนจะตอบปัญหาว่า พระมหากษัตริย์ยังทรงมีพระราชอำนาจที่จะใช้พระบรมราชวินิจฉัยหรือไม่ หากปวงชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้แสดงเจตจำนงอย่างแน่ชัดแล้วผ่านการลง ประชามติ ผมขอพูดถึงบทบาททางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ อื่นก่อน
นอกจากเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน ซึ่งทำให้กฎหมายทุกฉบับที่ผ่านสภาต้องประกาศใช้ในพระปรมาภิไธยแล้ว หลายประเทศยังให้พระราชอำนาจที่จะถ่วงดุลอำนาจนิติบัญญัติระดับหนึ่ง (บางประเทศเช่นสวีเดน ไม่ได้ให้พระราชอำนาจนี้ไว้เลย บางประเทศให้ไว้มากหน่อย บางประเทศให้ไว้น้อย แต่ไม่มีประเทศประชาธิปไตยใดที่ให้พระราชอำนาจนี้ไว้เด็ดขาด) การให้พระราชอำนาจนี้ไว้มาจากเหตุใด? ผมคิดว่ามาจากสองเหตุคือ
1.สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันทางการเมืองที่สืบเนื่องที่สุดใน ระบอบประชาธิปไตย จึงอาจสั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองได้มากที่สุด (ไม่ใช่สั่งสมไว้กับตัวบุคคลนะครับ แต่สั่งสมไว้กับสถาบัน) ด้วยเหตุดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่า สถาบันอาจมองการณ์ไกลได้มากกว่าพรรคการเมือง การท้วงติงของสถาบัน จึงมีค่าในการที่นักการเมือง (ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน แต่ไม่ได้ถืออำนาจอธิปไตยแทนปวงชน) จะนำกลับไปไตร่ตรอง
2.ระบอบปกครองอะไรก็เกิดความผิดพลาดได้ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ จึงต้องมีอำนาจอะไรสักอย่างที่สามารถแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้ โดยไม่ต้องไปรื้อระบบลงทั้งระบบ กรณีพระราชทานอภัยโทษแก่ผู้ต้องโทษนั้นเป็นตัวอย่างอันดี ผู้ต้องขังซึ่งถูกพิพากษาให้ต้องโทษ 20 ปี เมื่อแก่ชราลงจนอายุครบ 60 แล้ว ความจำเป็นที่จะแยกบุคคลผู้นั้นออกจากสังคมไม่มีอีกต่อไป จะปล่อยเขาได้อย่างไร โดยไม่ต้องไปรื้อกฎหมายและระบบตุลาการลงทั้งหมด ก็ให้อำนาจแก่สถาบันไว้ในการพระราชทานอภัยโทษ
ในต่างประเทศ สถาบันกษัตริย์ต้องใช้พระราชอำนาจนี้อย่างระมัดระวัง และหลักของการระมัดระวังคือยึดโยงกับอธิปไตยของปวงชน เช่นกฎหมายที่ผ่านประชามติแล้ว มักทรงลงพระปรมาภิไธยเกือบจะโดยอัตโนมัติ ไม่ทรงขัดขวาง ยกเว้นแต่การร่างกฎหมายนั้น ทำน้อยเกินกว่าหรือมากเกินกว่าประชามติ ก็อาจทรงทักท้วงได้
สถาบันกษัตริย์หรือพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียง "เจว็ด" แน่ แต่เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องใช้สติปัญญาอย่างสูง ในการใช้และไม่ใช้พระราชอำนาจ เพื่อให้เกิดผลดีแก่ส่วนรวมในฐานะผู้ "ใช้" อำนาจอธิปไตยของปวงชน
เรากำลังพูดถึงสถาบันนะครับ ไม่ใช่บุคคล ฉะนั้นการละเมิดพระราชอำนาจจึงเกิดขึ้นได้ยากมาก เพราะมีกฎหมายกำหนดไว้ชัดเจน และย่อมไม่ให้ผลดีแก่ผู้ตั้งใจจะละเมิด เช่นรัฐบาลที่ไม่ส่งร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่านสภาแล้วไปให้ลงพระปรมาภิไธย ผลก็คือร่าง พ.ร.บ.นั้นไม่มีวันประกาศใช้เป็นกฎหมายได้ จึงไม่มีประโยชน์แก่รัฐบาลที่อุตส่าห์เข็นร่างกฎหมายฉบับนั้นให้ผ่านสภามา ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยทุกแห่ง ย่อมมีกฎหมายที่กำหนดและธำรงพระราชอำนาจนี้ไว้อย่างละเอียดชัดเจน (บางประเทศอาจเป็นประเพณีที่มีสถานะเท่ากฎหมาย) ตราบเท่าที่ทำตามกฎหมายทั้งเจตนารมณ์และตัวอักษร ก็ไม่มีวันที่จะเกิดการละเมิดพระราชอำนาจของสถาบันได้อย่างแน่นอน
ยิ่งกว่านี้ หากเข้าใจได้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตยของปวงชน ชาวไทย ตราบเท่าที่การกระทำนั้นเป็นไปตามกระบวนการซึ่งมีฐานอยู่ที่อธิปไตยของปวงชน ย่อมจะละเมิดพระราชอำนาจไม่ได้ เพราะอธิปไตยของปวงชนจะขัดแย้งกันเองย่อมเป็นไปไม่ได้
การยกสถาบันพระมหากษัตริย์ขึ้นมาต่อสู้กันทางการเมือง เป็นการทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำให้การใช้พระบรมราชวินิจฉัยเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน ทำได้ยาก เช่นจะทรงใช้ประสบการณ์ทางการเมืองที่สั่งสมมาอย่างยาวนานและสืบเนื่อง เพื่อลงหรือไม่ลงพระปรมาภิไธย ก็อาจถูกเข้าใจว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ลำเอียงเข้าข้างการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
ทุกวันนี้ เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองแหลมคมขึ้น ใครๆ ต่างอ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม แต่ส่วนใหญ่แล้วก็อ้างความจงรักภักดีโดยขาดหลักความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยว กับสถาบันพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญ เพราะมักพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เหมือนเป็นอีกสถาบันทางการเมืองหนึ่ง ที่ไม่สัมพันธ์ยึดโยงอยู่กับอธิปไตยของปวงชน แท้จริงแล้วสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ อธิปไตยของปวงชน แยกออกจากกันไม่ได้
ความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หมายถึงความจงรักภักดีต่ออธิปไตยของปวงชน
ความจงรักภักดีใดๆ ก็ตาม ที่ทำให้สองสิ่งนี้ขัดแย้งกัน คือการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง ในทางตรงกันข้าม การทำให้สองสิ่งนี้ประสานสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว คือการจรรโลงให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่อย่างมั่นคงสืบไป เพราะเมื่อดูจากประวัติศาสตร์ทั่วโลกแล้ว สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศได้อันตรธานไปจนเหลืออยู่ไม่เกิน 40 ประเทศทั่วโลก แต่ระบอบประชาธิปไตยซึ่งประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย กลับแพร่หลายไปมากขึ้นในทุกประเทศ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ขั้วตรงข้ามที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว
การแสดงความจงรักภักดีที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นอีกอำนาจหนึ่งที่เป็นอิสระจากอธิปไตยของปวงชน จึงกลับบ่อนทำลายความมั่นคงของสถาบันเสียเอง
รำลึก 7 ปีสึนามิ ถึงมหาอุทกภัย..บทเรียนที่ควรจดจำ
ที่มา ประชาไท
ไมตรี จงไกรจักร
เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ
พลันที่เกิดมหาอุทกภัยในภาคกลาง เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิก็เคลื่อนพลเข้าสนับสนุนให้การช่วยเหลือทันที
จุดแรกที่พวกเราเข้าไปคือ ศปภ. ทำให้หวนคิดถึงช่วง 5 วันแรกของสึนามิ เมื่อ 7 ปีก่อน ของบริจาคกองเป็นภูเขา มีคนใจอาสาช่วยเหลือกันมากมาย มีระบบการเบิกจ่ายโดยขั้นตอนการขออนุมัติจากคนๆ เดียว ไม่มีบัตรไม่มีสิทธิได้รับ ไม่มีคนรับรองไม่ได้ของบริจาค ระบบราชการทั้งหมดทุ่มสรรพกำลังไปกับการบริหารจัดการของบริจาค
ภาพเดิมๆ ที่คอยทิ่มแทงหัวใจผู้ประสบภัยอย่างผมตลอดมา 7 ปีเต็มๆ แล้ว ที่มันคอยทิ่มแทงอยู่ทุกครั้งยามเกิดภัยพิบัติ ระบบนี้เมื่อไหร่รัฐไทยถึงจะทบทวนสรุปบทเรียนเพื่อการเปลี่ยนแปลงเสียที จะตายกันอีกเท่าไหร่ จะเกิดอีกสักกี่หน ถึงจะยอมจำนนต่อธรรมชาติ ยอมกระจายการจัดการ ยอมรับสิทธิชุมชน ยอมรับสิทธิความเป็นมนุษย์ ว่าเขาต้องได้รับการดูแล
“เขาประกาศให้เขตผมอพยพแล้ว เขาบอกหากไม่อพยพ เขาจะตัดความช่วยเหลือทั้งหมด เราจะทำอย่างไรกันดี” ชายคนหนึ่งลุกขึ้นถามในที่ประชุมของชุมชนเคหะบางบัว
“ป้าไม่ไปหรอก เพราะหลานพาป้าไปแล้วที่ศูนย์พักพิง เขาดูแลเราดี ป้าไม่ใช่ผู้ดี บางครั้งป้านึกว่าป้าเป็นผู้ป่วยด้วยซ้ำ เพราะเช้าตื่นมารอข้าวเช้า กลางวันนั่ง นอน รอข้าวเที่ยง บ่ายนอนพักกลางวันรอข้าวเย็น ป้าก็ว่าป้าไม่ได้ป่วยอยู่ได้ 7 วัน กลับบ้านดีกว่า มีมือมีขาทำอะไรได้อีกเยอะ” ป้าแย่งเล่าให้ฟัง แล้วคำถามก็พรั่งพรูออกมามากมาย
“เราไม่ไป เราจะอยู่อย่างไรดี เราจะเตรียมอย่างไร ทำไงดีครับ บทเรียนสึนามิจะแนะนำอะไรเราได้บ้าง” คำถามสุดท้ายที่ออกจากปากแกนนำชุมชน ทำให้ทีมเราชาไปทั้งตัวเหมือนกันว่า ประสบการณ์เราจะช่วยเขาได้แค่ไหน
“สิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างแรกในสถานการณ์ที่มาถึงขั้นนี้แล้วนะครับ” (น้ำสูง 10 เซนติเมตร) ผมเริ่มกระบวนการเรียนรู้เลย เมื่อพวกเขาสนใจ และยืนยันที่จะอยู่ให้ได้ภายในชุมชน 1.) เราควรรวมกลุ่มกันเพื่อทำข้อมูลชุมชนเรา หากมีแล้วนะครับก็สำรวจเพิ่มเติม เช่น ตรงไหนพอจะเป็นที่พักรวมได้บ้าง อาจมีหลายจุดก็ได้ตามความเหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในชุมชน ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก ผู้หญิงเปราะบาง 2.) สำรวจเสบียงว่าหากเราจะอยู่ 1 เดือนโดยตัดขาดจากโลกภายนอก เราต้องเตรียมอะไรบ้าง เท่าไหร่ และเรามีอะไรอยู่บ้างแล้ว 3.) แบ่งบทบาทหน้าที่กันในชุมชน ทีมประสานภายนอก ประสานภายใน ความปลอดภัย เวรยาม แม่ครัว ทีมอสม. (พยาบาล) ยารักษาโรค เครื่องครัว ฝ่ายสุขอนามัย 4.) เราต้องมีทีมวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารและเฝ้าระวังด้วย ต้องหาอุปกรณ์ เครื่องมืออะไรไว้บ้าง เพื่ออำนวยความสะดวก เช่น เรื่องน้ำ เรื่องไฟฟ้า เรื่องส้วม เรื่องเรือ อื่นๆ นี่คือเรื่องเบื้องต้นในการเตรียมรับมือในภาวะฉุกเฉินในขณะนี้ เราต้องลงมือเตรียมทันที รอใครไม่ได้
จากสึนามิถึงมหาอุทกภัย บทเรียนทั้งหมดที่มีพวกเราไปช่วยเหลือเฉพาะหน้า ด้านกู้ชีพ กู้ภัย ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนช่วยให้เขาดูแลตัวเองได้ด้วย อนาคตเมื่อเข้าช่วงฟื้นฟู พวกเรามีความจำเป็นที่จะต้องไปหนุนเสริม เรื่องชุมชนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อเขาจะได้ช่วยคนอื่นต่อไป
ครบรอบรำลึก 7 ปีสึนามิ บทเรียนที่ควรจำกลับไม่มีใครอยากจดจำมัน ไม่มีใครอยากเอาเป็นบทเรียนในการดำรงอยู่ในประเทศนี้ ที่มีภาวะเสี่ยงภัยพิบัติ
เมื่อคราวครบรอบ 6 ปีสึนามิ รัฐบาลมีนโยบายว่าจะจัดงานรำลึกเป็นปีสุดท้าย อ้างว่าไม่อยากให้ผู้ประสบภัยระลึกถึงความสูญเสียอีก ยังมีแนวนโยบายต่อว่า การซ้อมอพยพก็ไม่ควรต้องซ้อมทุกปี เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะเกิด ตลอดปี 2554 ที่ผ่านมา ไม่มีการซ้อมอพยพหลบภัยเกิดขึ้นใน 6 จังหวัดอันดามันเลย
“นักมวยไม่ซ้อมก็ถูกน็อค”
สึนามิแผ่นดินไหวจนเกิดความสูญเสีย มีเวลาเตรียมตัวรับมือไม่เกิน 1 ชั่วโมง น้ำท่วมมีเวลากว่า 2 เดือนในการเตรียมตัว มีคนตายมากกว่า 600 คน แล้วเราจะกำหนดอนาคตตนเองให้อยู่ในความเสี่ยงของสังคมไทยภายใต้ระบบรัฐ ไทยอย่างไรดี
7 ปี บทเรียนสึนามิจากภัยพิบัติในประเทศไทย เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิได้ขยายตัวออกไปช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยอื่นๆ ผ่านการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเองของเครือข่ายประชาชน จนเกิดพื้นที่รูปธรรมในหลากหลายรูปแบบ
พื้นที่ชุมชนเมืองจังหวัดอุบลราชธานี มีแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ และมีอาสาสมัครที่ช่วยเหลือกันกว่า 200 คน ทั้งที่ช่วยกันเอง และช่วยเหลือเพื่อนๆ
เครือข่ายชุมชนกระเบื้องใหญ่ เกิดแผนเตรียมความพร้อม และแผนบริหารจัดการน้ำ แผนฟื้นฟูชุมชนครบวงจร เมื่อภัยเกิดที่ไหนที่นี่จะส่งทรัพยากรไปช่วยเหลือเพื่อนๆ พร้อมส่งกำลังคนไปหนุนช่วยด้วย
เครือข่ายปทุม หลังจากภัยพิบัติที่ผ่านมาบทเรียนได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นเครือข่ายเตรียม พร้อมรับมือภัยพิบัติ ที่มีระบบการจัดการภายใน และช่วยเหลือกันเอง ช่วยเหลือชุมชนเครือข่ายใกล้เคียง ขณะนี้ยกระดับไปสู่แผนฟื้นฟูชุมชน ด้านพันธุ์พืชต่อไป
พื้นที่เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยตอนบน มีแผนป้องกันภัยพิบัติ ตั้งแต่แผนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง แผนรับมือน้ำท่วม แผนพาน้ำลงทะเล แผนช่วยเหลือกูชีพ น้ำท่วมครั้งนี้เครือข่ายรักษ์อ่าวไทยขนสรรพกำลังและเครื่องมือทั้งหมด มาประจำการในกรุงเทพฯ กว่า 2 เดือน
ที่ภาคใต้ ก็มีเครือข่ายเขาพนม จังหวัดกระบี่ เครือข่ายชุมชนรอบทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่รูปธรรมที่ตำบลท่าหิน ที่ตำบลขอนคลาน จังหวัดสตูล และที่อื่นๆ อีกมากมาย
วันนี้ เครือข่ายประชาชนเดินหน้าไปแล้วในหลากหลายมิติ
7 ปีสึนามิถึงมหาอุทกภัย รัฐควรส่งเสริมให้ชุมชนจัดทำแผนเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติในระดับชุมชนหมู่ บ้าน และแผนระดับตำบล โดยต้องสนับสนุนการขับเคลื่อนแผนให้เป็นรูปธรรม ทั้งด้านการอบรมอาสาสมัครให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง สนับสนุนเครื่องมือวัสดุอุปกรณ์ ระบบสื่อสารภายใน ตามแผนชุมชน ภัยพิบัติจัดการรวมศูนย์ล้มเหลว การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการเอง รัฐส่วนกลางมีหน้าที่สนับสนุนทรัพยากรทุกด้าน
ในวาระครบรอบ 7 ปีสึนามิ ซึ่งมีญาติสนิทมิตรสหายเสียชีวิตไปเกือบ 50,000 คน หนึ่งในนั้นคือคุณพ่อของผม เพราะฉะนั้นสึนามิคือบทเรียนที่แลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนในชาติ ควรค่าแก่การรำลึกถึง การจัดงานรำลึกขึ้นของคนในหมู่บ้านเล็กๆ บ้านน้ำเค็มที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทเรียนการต่อสู้ของเครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ เกิดขึ้นเมื่อสูญเสีย
“จงเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติก่อนที่จะสาย อย่าคอยให้สูญเสียแล้วค่อยเตรียม”
(บทความในวาระการจัดงานรำลึกครบรอบ 7 ปีสึนามิ ณ บ้านน้ำเค็ม จังหวัดพังงา วันที่ 26 ธันวาคม 2554)
รายงานสถานการณ์เด็กขอทานรอบปี 2554
ที่มา ประชาไท
โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา
ในปีรอบปี 2554 นี้ ถือได้ว่าสภาพปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานมีความรุนแรงมากกว่า ปีที่ผ่านมา ปรากฎจากข่าวการช่วยเหลือเด็กขอทานที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก รวมเกือบ 20 ข่าวตลอดทั้งปี ซึ่งในแต่ละครั้งนอกจากจะสามารถช่วยเหลือเด็กขอทานได้เป็นจำนวนมากแล้วยัง กระจายไปตามจังหวัดต่างๆ อาทิ จังหวัดชลบุรี , ระยอง , เชียงใหม่ ,สุรินทร์ , สมุทรปราการและกรุงเทพมหานคร เป็นต้น โดยมีทั้งที่เป็นลักษณะของขบวนการค้ามนุษย์รวมถึงการลักพาตัวเด็กไปตระเวนขอ ทานยังพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย
จากการดำเนินบทบาทในการเป็นศูนย์รับแจ้งเบาะแสการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือ ในการขอทานของโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา มีสถิติการรับแจ้งนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 พฤศจิกายน 54 สูงถึง 118 ราย โดยนอกจากพื้นที่ที่มีข่าวการกวาดล้างเด็กขอทานตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีจังหวัดภูเก็ต , สุราษฎร์ธานี , อยุธยา , จันทบุรี , ลำพูนและราชบุรี ซึ่งมีพลเมืองดีแจ้งเบาะแสเข้ามาเช่นเดียวกัน นั่นยอมแสดงให้เห็นว่าปัญหาเด็กขอทานกระจายตัวออกไปในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไทยแล้ว
สำหรับภูมิภาคที่เป็นปลายทางที่สำคัญของขบวนการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือใน การขอทานนั้น ต้องยกให้กับภาคตะวันออก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เป็นเมืองเศรษฐกิจ ประกอบกับการกวาดล้างเด็กขอทานอย่างหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครต่อเนื่องจาก ปี 2553 ที่ผ่านมาด้วยจึงทำให้กลุ่มเด็กขอทานหลั่งไหลเข้าพื้นที่ดังกล่าวในที่สุด ซึ่งจากการลงพื้นที่ของโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา เพื่อรวบรวมข้อมูลปัญหาเด็กขอทานจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ทำให้ทราบว่ามีนายหน้าที่คอยเรียกรับผลประโยชน์จากขอทานที่จะเข้าไปขอทานใน พื้นที่ถนนคนเดินพัทยาใต้ (walking street) และบริเวณใกล้เคียงด้วย ซึ่งนายหน้าบางคนยังใช้วิธีการหาเด็กจากประเทศ กัมพูชามาปล่อยเช่า โดยจะนำเด็กพร้อมครอบครัวมาจากประเทศกัมพูชา จากนั้นก็จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐจับกุม ซึ่งนายหน้าจะเก็บเด็กไว้เพื่อไม่ให้ถูกจับไปด้วย และนำเด็กมาปล่อยเช่า ซึ่งการคิดราคานั้นก็กำหนดตามอายุ เช่น หากเด็กอายุ 7 ปี ก็จะมีค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 7,000 บาท แต่ถ้าอายุ 10 ปี ก็จะคิดค่าเช่า 10,000 บาท เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในพื้นที่ภาคตะวันออกก็มีการออกมาตรการณ์ในการกวาดล้างเด็ก ขอทานอย่างหนักเช่นเดียวกัน ภายหลังจากเกิดกรณีการลักพาตัว ด.ญ.ศิรินทิพย์ สำอาง หรือ “น้องพอมแพม” ไปจากครอบครัวที่จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนที่จะมีพลเมืองดีไปพบขณะกำลังเดินขอทานอยู่ในตลาดแห่งหนึ่งในจังหวัด ชลบุรี จึงทำให้เกิดกระแสการกวาดล้างเด็กขอทานอย่างต่อเนื่องโดยหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ ซึ่งมิใช่เพียงแค่ในจังหวัดชลบุรีเท่านั้นแต่ที่จังหวัดระยองก็มีข่าวคราว เกี่ยวกับการจับกุมนายหน้าชาวกัมพูชาที่ลักลอบนำเด็กเข้ามาเป็นเครื่องมือใน การขอทานเช่นเดียวกัน โดยมีลักษณะการเช่าห้องพักเพื่อให้กลุ่มขอทานพักอาศัยอยู่รวมกัน โดยนายหน้าจะพาเด็กออกไปขอทานตามตลาดนัดต่างๆ ในจังหวัดระยอง และมีการเรียกรับผลประโยชน์จากกลุ่มขอทานเพื่อเป็นค่าเดินทางเข้าสู่ประเทศ ไทย รายละ 3,500 บาท ซึ่งหากใครไม่มีนายหน้าจะหักจากเงินที่ขอทานสามารถหาได้ในแต่ละวัน วันละ 400 บาท โดยการจับกุมในครั้งนี้สามารถช่วยเหลือขอทานที่เป็นเด็กและผู้ใหญ่ได้รวม 15 คน และจับกุมนายหน้าได้ทั้งสิ้น 4 คน ด้วยกัน และนอกจากนี้โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ก็ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในการรณรงค์สร้างความ ตระหนักรู้ต่อคนในสังคมให้เข้าใจถึงวิธีการช่วยเหลือเด็กขอทานอย่างถูกวิธี อีกด้วย เนื่องจากเห็นว่าการนำเด็กมาขอทานในประเทศไทยสามารถทำได้อย่างง่ายดายและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามเด็กขอทานละเลยในการปราบปรามผู้กระทำ ความผิดอย่างจริงจัง
ในส่วนของปัญหาการนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทานที่เข้าข่ายเป็น ลักษณะกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์นั้น โครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา ก็พบกรณีการนำเด็กชายอายุ 12 ปี ที่ร่างกายมีความพิการตาบอดจากประเทศกัมพูชาเข้ามาขอทานในพื้นที่รังสิต จังหวัดปทุมธานี ซึ่งจากการสัมภาษณ์เด็กขอทานคนดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้รับการช่วยเหลือออกจากข้างถนนแล้ว ทำให้ทราบว่าเด็กคนดังกล่าวเคยถูกนำไปขอทานถึงประเทศมาเลเซียมาแล้วก่อนที่ จะเข้ามาขอทานในประเทศไทย ซึ่งในแต่ละวันจะถูกนายหน้าค้ามนุษย์ชาวกัมพูชา 2 คนที่เป็นสามี - ภรรยากัน พาตระเวนออกไปขอทานตามตลาดต่างๆ ในพื้นที่ใกล้เคียง โดยจะแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า ตั้งแต่ 5.00 น. – 14.00 น. และช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 16.00 น. – 21.00 น. โดยนายหน้าจะใช้วิธียืนขายลูกโป่งบังหน้า เพื่อเฝ้าเด็กขณะนั่งขอทาน อีกทั้งนายหน้าคนดังกล่าวยังให้ข้อมูลว่าตนเองถูกจ้างวานต่อมาอีกทอดหนึ่ง โดยในแต่ละเดือนจะได้ค่าตอบแทนประมาณ 6,000 บาท ส่วนรายได้จากการขอทานทั้งหมดจะต้องส่งให้กับผู้จ้างวาน
นอกจากกรณีการนำเด็กที่มีร่างกายพิการตาบอดจากประเทศกัมพูชาเข้ามาขอทาน แล้ว ยังมีกรณีการลักลอบนำเด็กจากประเทศพม่าเข้ามาขอทานในพื้นที่จังหวัด เชียงใหม่อีกด้วย โดยในคดีนี้สามารถช่วยเหลือเด็กขอทานทั้งชายและหญิงได้มากถึง 7 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 3 – 14 ปี โดยมีนายหน้าค้ามนุษย์เป็นชาวพม่าทั้งหมด 3 คน ซึ่งเด็กแต่ละคนจะถูกนายหน้าตระเวนขอทานตั้งแต่เวลา 06.00 – 00.00 น. เป็นประจำทุกวัน หากวันใดไม่สามารถขอทานได้ถึง 500 บาท จะถูกบังคับให้ขอทานต่อจนถึงเวลา 04.00 น. นอกจากนี้เด็กบางคนยังถูกนายหน้าล่วงละเมิดทางเพศอีกด้วย
ทั้ง 2 กรณีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในประเทศไทยมีขบวนการนำเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านมาเป็น เครื่องมือในการขอทานอยู่จริง อีกทั้งยังมีสภาพปัญหาที่มีความรุนแรงอย่างมาก ซึ่งทางโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงาคาดว่า ยังมีเด็กขอทานที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในลักษณะดังกล่าวนี้อีกเป็นจำนวน มากและยังรอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์เด็กขอทานในจังหวัดต่างๆ แล้ว ก็คงต้องกล่าวถึงพื้นที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เป็นแหล่งเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งจากการดำเนินบทบาทในการเป็นศูนย์รับแจ้งเบาะแสเด็กขอทานของโครงการ รณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา พบว่าพื้นที่เขตปทุมวันมีสถิติการรับแจ้งสูงที่สุดที่ 14 ราย รองลงมา คือ พื้นที่สุขุมวิท มีทั้งสิ้น 9 ราย ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่นี้ล้วนเป็นเป็นที่ตั้งของห้างสรรพสินค้า รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวในเวลากลางคืนจึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และสามารถพบเห็นเด็กขอทานได้ตลอดทั้งวัน
สำหรับเส้นทางในการเดินทางเข้ามาของขอทานจากประเทศกัมพูชานั้น ยังคงเป็นเส้นทางด่านชายแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เช่นเดิม เนื่องจากมีการพาหนะในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทยได้อย่างสะดวก ซึ่งเส้นทางนี้มักปรากฏข้อเท็จจริงตามข่าวการกวาดล้างเป็นอยู่ประจำ แต่ก็มิค่อยมีหน่วยงานใดที่ทำการขยายผลมาจับกุมนายหน้าหรือวางมาตรการณ์ใน การสกัดกั้นการเข้ามาของขอทานจากประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด จึงทำให้การแก้ไขปัญหาเด็กขอทานในประเทศไทยไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร เนื่องจากขอทานที่ได้รับการช่วยเหลือมักเดินทางกลับเข้ามาขอทานในประเทศไทย อีกหลายต่อหลายครั้ง
จากสภาพปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมานี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาจะยังคงประกาศให้ประเทศไทยอยู่ในระดับ 2.5 (Tier 2 watch list) เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปี 2553 ที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีสภาพปัญหาการค้ามนุษย์ที่รุนแรงอยู่นั่นเอง
หากมองถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับปัญหาเด็กขอทานโดยตรงอย่างกระทรวงการ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แล้ว ในปีนี้ถือว่าทางกระทรวงฯ เข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานน้อยจนน่าใจหาย เนื่องจากไม่มีการจัดประชุมเพื่อวางแผนหรือกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาเด็ก ขอทานแต่อย่างใด มีเพียงการจัดทำสื่อรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้ต่อคนในสังคมเกี่ยวกับ การช่วยเหลือเด็กขอทานเพียงประการเดียวเท่านั้น ซึ่งอาจเนื่องมาจากมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคนใหม่ จึงทำให้การทำงานในการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานไม่ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
เมื่อวิเคราะห์จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2554 นี้ ทางโครงการรณรงค์ยุติธุรกิจเด็กขอทาน มูลนิธิกระจกเงา คาดว่าสถานการณ์เด็กขอทานในปี 2555 จะยังคงมีสภาพปัญหาที่มีความรุนแรงเช่นเดิม ซึ่งมีประเด็นที่ต้องติดตามต่อไปว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของ มนุษย์จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานอย่างเป็นรูปธรรมมากน้อย เพียงใด นอกจากนี้หน่วยงานที่ทำการปราบปรามเด็กขอทานจะมีการเพิ่มงานรณรงค์เพื่อ สร้างความตระหนักรู้แก่คนในสังคมเข้ามาในภารกิจของหน่วยงานบ้างหรือไม่ เนื่องจากการปัญหาเด็กขอทานมีความสลับซับซ้อนและเกี่ยวพันกับรายได้ของเด็ก ขอทานที่มีมูลค่าสูงมากในแต่ละวัน ดังนั้นการเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคมให้เปลี่ยนพฤติกรรมการให้เงินกับเด็ก ขอทานเป็นการแจ้งเบาะแสแทน จึงจะเป็นการแก้ไขปัญหาเด็กขอทานได้อย่างยั่งยืนที่สุด....