WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, December 29, 2011

เป็นกำลังใจให้อาจารย์คณะนิติราษฎร์ครับ วันนี้พวกท่านคือ Don Quixote de Siam

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

คณะนิติราษฎร์ประกาศจัดแถลงทางวิชาการแล้วครับ
ทั้งเรื่อง ม.112 และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในเดือนมกราคม (ท่านใดมีข้อมูลวันเวลาช่วยแจ้งด้วย)
รู้สึกจะที่หอประชุมศรีบูรพา และคณะนิติศาสตร์

สู้ ๆ ครับ และผมเชื่อว่าอาจารย์หนุ่มสาวในคณะนิติราษฎร์นี้ทราบดีว่า

"การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แห่งประโยชน์มหาชนนั้น
จะต้องผจญทั้งการต่อต้าน หยามเหยียด ข่มขู่ ทำร้าย ฯลฯ

แต่ชัยชนะนั้นจะสร้างความเป็นธรรมให้กับสังคมและประชาชน
ทำให้เราเป็นชาติอารยะอีกชาติหนึ่งในสังคมโลก"


ผมุืถือว่าพวกท่านคือ ดอน คีโฮเต้ เดอ ไซแอม คนที่กล้าสู้เพื่ออุดมคติในวรรณกรรมโลกของสเปน

แม้จะถูกเย้ยหยันเหยียดหยามเหยียบย่ำจากพวกสมุนอำมาตย์สักปานใดก็ตาม

ชื่อของคณะนิติราษฎร์จะจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์ที่เขียนโดยประชาชนอย่างแน่นอน


Re:

โดย Friend-of-Red



คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร

ขอ เรียนเชิญประชาชนผู้สนใจ นักวิชาการ และสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรมทางวิชาการ และการรณรงค์ที่เกี่ยวกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ในเดือนมกราคม ปี 2555 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีรายละเอียดของงาน ดังต่อไปนี้....

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕
การรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒
• เปิดตัว คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม. ๑๑๒ (ครก. ๑๑๒) เพื่อรวบรวมรายชื่อบุคคล เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์
• กิจกรรมทางวิชาการ และกิจกรรมรณรงค์ต่างๆ
ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป
ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


วันอาทิตย์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๕
เนื่อง ในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปี คณะ ร.ศ. ๑๓๐ และโอกาสเข้าสู่ปีที่ ๘๐ ของการอภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” คณะนิติราษฎร์ จัดเสวนาทางวิชาการขับเคลื่อนข้อเสนอคณะนิติราษฎร์ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
• อภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง”
• แนวคำถาม-คำตอบ เรื่อง “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙”
• “โต้” ปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และเผยแพร่คู่มือลบล้างผลพวงรัฐประหาร
• ข้อเสนอวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นต้นไป
ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร (LT 1) และ ห้องปรีดี เกษมทรัพย์ (LT 2) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

http://www.enlightened-jurists.com/blog/54

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ดีครับที่ คณะนิติราษฎร์ เป็นหัวหอกในเรื่องนี้

เรื่องนี้คงต้องทำ ให้ปลอดการเมืองระหว่างสีมากที่สุด เพื่อให้การโต้แย้ง เป็นประเด็นทางวิชาการ ไม่ใช่ประเด็นระหว่างเหลืองกับแดง และเปิดเวทีให้กับฝ่ายต่างๆ ได้ออกความเห็นอย่างเต็มที่ พ้นจากความรักทักษิณ เกลียดทักษิณ หรือแดง หรือเหลือง


ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทย หากสถานการณ์สุกงอมจริงๆ แล้ว ก็ต้องโหวตสนับสนุน

แต่ไม่จำเป็นต้องเอามารณรงค์เสียเอง เพราะแค่นี้ก็มีศัตรูมากพอแล้ว
การเปิดหลายแนวรบมากเกินไปสำหรับพรรคเพื่อไทย จำทำให้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่มีสมาธิเท่าที่ควร

ภารกิจ หลักของพรรคเพื่อไทย ในสมัยนี้ควรเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นเสียเลยดีกว่า ไม่อย่างนั้น หากเอาเรื่องการแก้ไข รธน. ไปผูกรวมไว้กับการแก้ไข 112 และแก้ไข พรบ.กลาโหม จะทำให้ศัตรูรวมพลังกันต่อต้านเรื่องเดียว แล้วจบประเด็นไปเลย

ผมยังมีความเห็นว่า แต่ละเรื่อง ความเร่งด่วนที่ต้องจบ ไม่พร้อมกัน เรื่องแก้ไข รธน. ให้เป็นประชาธิปไตย นั้นเป็นความจำเป็นอันดับแรก ส่วน 112 และ พรบ. กลาโหม นั้นรอเวลาต่อไปอีกสักระยะก็ได้ เพื่อให้สถานการณ์สุกงอม

แต่การ รณรงค์ โดยคนอื่น ที่ไม่ใช่ พรรคเพื่อไทย ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อให้ได้รับประชามติจากประชาชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ และพรรคเพื่อไทยมีความชอบธรรมที่มากพอที่จะหยิบมาเคลื่อนไหวในระยะต่อไปได้

ประยุทธ์ จันโอชา ต้องเป็นโฆษกเรื่อง 112 ให้คณะนิติราษฎร์แน่ๆ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


เรื่องการแก้ไข ม.112 นี่ แม้ว่าคณะนิติราษฎร์ จะเป็นคนจุดประเเด็น
แต่คนที่เอาไปขยายความต่อ ตอนใกล้ปีใหม่นี้ ผมต้องยกความดีความชอบให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชาครับ
นับว่าเป็นคนที่ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ ให้เรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป

ไม่ว่าจะวลี ไล่ให้ไปอยู่ต่างประเทศ
หรือ "ถามคนส่วนใหญ่แล้วหรือยัง" (ซึ่งหากถาม หรือทำประชามติ ประชาชนอาจให้ยกเลิกเลย มากกว่าแก้ไข ผมมั่นใน แต่พวกอำมาตย์มั่นใจหรือเปล่าล๊ะ)

นี่ต้องเป็นแผนประชาสัมพันธ์ลับ ของ คณะนิติราษฎร์ ที่แอบจ้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา มาเป็น พรีเซนเตอร์แน่ๆ เลย

เพราะปกติ ประยุทธ พูดอะไ คนจะคิดตรงกันข้ามเสมอ ประชาชนเลือกตรงข้ามอยู่แล้ว

ไม่รู้คณะนิติราษฏร์ ไปแอบจ้างประยุทธ์ ตอนไหน

แผนประชาสัมพันธ์นี้ได้ผลเสียด้วย

อีกอย่าง ผมว่าใครจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย นั่นเป์นเสรีภาพการแสดงความเห็นในระบอบประชาธิปไตย

แต่ การจุดประเด็นให้มีการถกกันในสังคม นั้นเป็สิ่งสำคัญ ซึ่งคงไม่มีใครทำได้ดี และเสียงดัง ทั่วประเทศเท่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชาเป็นแน่

ได้ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา มาเป็นพรีเซนเตอร์ ถือว่างานนี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ที่ทำให้คนมาสนใจเรื่อง กฎหมาย 112

อ.สุรพศ ทวีศักดิ์ แลกเปลี่ยนกับหลวงพี่ไพศาล

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

"ชีวิตใหม่ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีบ้านหลังใหม่ มีรถคันใหม่ หรือว่ามีคู่ครองคนใหม่ หรือที่ไม่เคยมี ก็มีสักคน นั้นไม่ทำให้ชีวิตของเราใหม่อย่างแท้จริง จนกว่าเราจะมีใจที่ใหม่ และใจที่ใหม่ก็เกิดขึ้นได้จากการปลดเปลื้องอารมณ์เก่า ๆ ที่หมักหมมในจิตใจออกไปเสีย" - พระไพศาล วิสาโล

ระยะหลังมานี้หลวง พี่ไพศาลมักจะเน้นเรื่อง “ธรรมะทำใจ” มากขึ้น จะว่าไปการเน้นเช่นนี้ก็คือจารีตพุทธเถรวาทไทย แต่หลวงพี่ไพศาลเป็น “พระนอกกระหลักอยู่” นะ หากมองจากประวัติที่ท่านเคยเป็นอดีตนักศึกษาช่วง 6 ตุลา 19 แม้จะออกบวชหลังจากนั้นท่านก็ทำกิจกรรมทางสังคมมาตลอด นอกจากนี้ยังมีงานแปลที่สะท้อนความคิดก้าวหน้าทั้งด้านศาสนาและสังคมออกมา เรื่อยๆ

แต่ระยะหลังดูเหมือนท่านจะเน้นมากเป็นพิเศษเรื่อง “ธรรมะทำใจ” หรือว่าจากประสบการณ์ที่เคยต่อสู้มา ท่านอาจเห็นความผันแปรไม่แน่นอนของสังคมมากขึ้นๆ ทำให้ท่านคิดเหมือนเสกสรรค์ ประเสริฐกุล (ประมาณ) ว่า “สมัยหนุ่มเคยคิดฝันจะเปลี่ยนแปลงสังคมเปลี่ยนแปลงโลก แต่พออายุมากขึ้น รู้จักโลกมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมาฝึกปฏิบัติทางพุทธศาสนา ทำให้เข้าใจได้ว่าที่สังคมมันเป็นอย่างที่มันเป็น ก็เพราะมันมีเหตุปัจจัยให้ต้องเป็นเช่นนั้น”

ความคิดเช่นนี้พอที่จะ เข้าใจได้ เพราะผมเองเคยอ่านความคิดของ “กูรูทางพุทธศาสนา” บางคนที่มองว่า ปัญหาของโลก โดยเฉพาะปัญหาทางสังคมการเมืองนั้นเป็นปัญหาที่ไม่มีวันจบสิ้น แก้ปัญหาหนึ่งได้ ก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมาให้แก้อีกไม่จบสิ้น และ “ชีวิตทางการเมือง” หรือชีวิตแห่งการต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทางการเมืองก็เป็นชีวิตแห่งความขัด แย้ง ตึงเครียด สุมเสี่ยง อาจสูญเสียอิสรภาพ แม้กระทั่งชีวิต

แต่ “ชีวิตทางศาสนา” คือชีวิตที่ตระหนักว่าเรามีเวลาอยู่ในโลกนี้อย่างจำกัด ในเวลาอันแสนสั้นของชีวิต สิ่งที่เราต้องหาคำตอบให้ได้คือ ทำอย่างไรชีวิตจะพบความสุขสงบที่แท้จริง

หลวงพี่ไพศาล คงเห็นความขัดแย้งในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาว่า มีความโกรธ ความเกลียดชัง และความรุนแรงที่ต่างฝ่ายต่างสาดใส่กัน ท่านจึงออกมาเรียกร้องให้ผู้คนละความโกรธ ความเกลียดชัง หันมาใช้เหตุใช้ผล ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา อีกอย่างท่านคงสัมผัสชีวิตของ “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” มากเป็นพิเศษ และพบว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเครียด วิตกกังวล และโหยหาความสงบ

แต่อย่างไรก็ตาม แม้พุทธศาสนาจะเห็นว่า “ธรรมะทำใจ” มีความสำคัญ แต่พุทธศาสนาก็สอนเรื่อง “อิทัปปัจจยตา” คือ ความเป็นเหตุปัจจัย หรือความที่ชีวิตเราต่างดำรงอยู่อย่างเกาะเกี่ยวสัมพันธ์ภายใต้โครงสร้างของ ระบบสังคมการเมือง และระบบความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งในธรรมชาติ

ฉะนั้น เมื่อเราพูดว่าสังคมเป็นอย่างที่มันเป็นก็เพราะมันมีเหตุปัจจัยให้ต้องเป็น เช่นนั้น (เหมือนทุกวันนี้คนไม่กล้าวิจารณ์กติกา โครงสร้าง อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ว่าเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยและก่อให้ เกิด “สองมาตรฐาน” ในระบบยุติธรรมไทยอย่างไร ทั้งที่พวกเขามองเห็นปัญหานี้ หรือ “ตาสว่างแล้ว” แต่ยังต้อง “หุบปาก” ก็เพราะระบบโครงสร้างของสังคมที่มี ม.8 และ ม.112 ทำให้พวกเขาต้องเป็นเช่นนั้น)...แต่ก็ต้องคิดต่อด้วยว่า เราจะแก้เหตุปัจจัยที่ทำให้สังคมเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

พูดตรงๆ คือ เมื่อมองเห็นว่าที่สังคมเป็นเช่นนั้นเพราะมีเหตุปัจจัยให้ต้องเป็น ก็ควรจะมองเห็นต่อไปด้วยว่า เราจะแก้เหตุปัจจัยนั้นๆ อย่างไร จึงจะทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะที่ควรจะเป็น หากคิดในมุมนี้ “ธรรมะทำใจ” คงไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ผู้คนมี “ชีวิตใหม่” ภายใต้ “โครงสร้างที่เก่าแก่” ได้!

จากเฟสบุคสุรพศ ทวีศักดิ์

'ความเป็นอนิจจังของสังคม' อนุสติส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

ที่มา ประชาไท

อ่านที่จิตร ภูมิศักดิ์ เขียนไว้ใน “โฉมหน้าศักดินาไทย” ตอนหนึ่งว่า

การศึกษาของศักดินาเป็นการศึกษาที่สอนให้คน “ยอมรับ” (accept) กล่าวคือ ไม่ได้เปิดโอกาสให้ศิษย์คิดเสียก่อน เมื่อเห็นจริงแล้วจึงเชื่อ หากสอนให้เชื่อโดยไม่ต้องคิด ทั้งนี้เพื่อปิดทางความคิดริเริ่มทั้งปวงอันจะนำไปสู่ความหายนะแห่งชนชั้น ศักดินา

...แต่เล่ห์เหลี่ยมและความจัดเจนของศักดินาที่สั่งสมมานับพันๆ ปี มีสูงกว่าชนชั้นกลาง และประกอบกับชนชั้นกลางมีท่าทีประนีประนอม ศักดินาจึงสามารถแทรกแซงเข้าไปในสถาบันการศึกษาของชนชั้นกลางได้อย่างลอยชาย ศักดินาซากเดนยังคงกำเอาหลักสูตรและการหันเหจุดหมายปลายทางแห่งการศึกษาไว้ ได้ในกำมือ วิชาประวัติศาสตร์ก็ยังคงตกอยู่ในกำมือและในอิทธิพลของชนชั้นศักดินาต่อไป (หน้า 65-66)

จนบัดนี้การศึกษาไทยยังคงเป็นการสอนให้ “ยอมรับ” อยู่เหมือนเดิม “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” ก็ยังมีท่าทีประนีประนอมกับศักดินาอยู่เหมือนเดิม หรืออาจมากกว่าเดิมด้วยซ้ำเมื่อมองจากปรากฏการณ์ของ “ลัทธิ เจ้านิยมล้นเกิน” (Hyper Royalism) ที่มีพวก Hyper Royalists ออกมาตั้งคำถามกับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตย สมบูรณ์เหมือนท่องตามกันมาว่า “คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า” หรือ “เห็นว่ากฎหมายไม่ยุติธรรม ไม่เสมอภาค ก็ออกจากประเทศไทยไปเลย ไปอยู่ต่างประเทศได้เลย”

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนของปรีดี พนมยงค์ ที่พูดถึง “ความเป็นอนิจจังของสังคม” ข้างล่างนี้ บรรดา Hyper Royalists ควรนำมาเป็น “ข้อคิด” ทบทวนพฤติกรรมของตนเองเท่าที่เป็นมาในปีนี้บ้าง คือ

ในระยะหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่นั้น เราอาจเห็นในบางสังคมว่าระบบเก่าที่สลายไปแล้วได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ทั้งระบบ หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบ ดูประหนึ่งว่าระบบเก่า หรือส่วนของระบบเก่าจะวกกลับมาตั้งมั่นอยู่ต่อไป และคล้ายกับเป็นวิถีที่แย้งกฎแห่งอนิจจัง

แต่สิ่งลวงตาเช่นนั้นเป็นสิ่งชั่วคราว ตามวิถีแห่งการปะทะในระยะหัวต่อหัวเลี้ยว ทั้งนี้ก็เพราะระบบเก่ายังคงมีพลังตกค้างอยู่ จึงดิ้นรนตามกฎที่ว่า “สิ่งที่กำลังจะตายย่อมดิ้นรนเพื่อคงชีพ” ...แต่ในที่สุดพลังเก่าพร้อมทั้งระบบก็หลีกเลี่ยงไปไม่พ้นจากกฎแห่งอนิจจัง และระบบใหม่ที่ได้ชัยชนะนั้น ก็ดำเนินไปตามกฎอันเดียวกัน โดยมีระบบที่ใหม่ยิ่งกว่ารับช่วงเป็นทอดๆ ต่อไป ดังที่ปรากฏตามรูปธรรมของมนุษยสังคมมากหลายในสกลโลก (หน้า 32-33)

การเบียดเบียนกันและข่มเหงกันย่อมไม่คงอยู่กับที่ คือจะต้องเสื่อมสลายไปในที่สุด โดยการต่อสู้ของสมาชิกส่วนมากแห่งสังคม ซึ่งอาจเป็นวิธีสันติเช่นในปัจจุบัน คือ “วิธีรัฐสภาชนิดประชาธิปไตยสมบูรณ์” สังคมก็จะได้กำจัดการเบียดเบียนให้หมดไปในทางปริมาณทีละน้อยๆ ถ้าสมาชิกในสังคมมีทางประนีประนอมกันได้ ในที่สุดสมาชิกส่วนมากของสังคมก็จะต้องได้ชัยชนะ เพราะประชาธิปไตยย่อมถือเอาเสียงข้างมาก (หน้า 85)

สำหรับพวก Hyper Royalists ในบ้านเราส่วนใหญ่นั้นมักอ้างธรรมะอ้างพุทธศาสนาเพื่ออวยเจ้า และรับรองการปกป้อง “ระบบเก่า” ของพวกตนว่าถูกต้องชอบธรรม ในแง่ว่าพวกตนกตัญญูรู้คุณสถาบันและประณามฝ่ายที่คิดต่างว่าอกตัญญูเป็นต้น ผมอยากชวนให้ทบทวนอย่างน้อย 2 ประการ ต่อไปนี้

1. พุทธศาสนาสอน “หลักกาลามสูตร” ซึ่งเป็นหลักเสรีภาพทางความคิดที่เรียกร้องให้เราตั้งข้อสงสัยต่อข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็นจากทุกแหล่งที่มา ตั้งแต่เรื่องเล่า ตำรา การคาดเดา ระบบตรรกะนิรนัย/อุปนัย กระทั่งครูที่เราเคารพ ซึ่งหมายความว่า ตามหลักการของพุทธศาสนานั้น นอกจาก “ไม่มีการบังคับความเชื่อ” แล้ว ยังเรียกร้องให้เราตั้งข้อสงสัยต่อทุกแหล่งความรู้อีกด้วย ฉะนั้นจึงเป็นหลักการที่ให้ “เสรีภาพทางความคิด” อย่างยิ่ง

เมื่อพิจารณาระบบการศึกษาแบบครอบงำทางความคิดตามที่จิตรเขียนไว้ ซึ่งยังดำรงอยู่ในยุคปัจจุบัน ย่อมเป็นระบบการศึกษาที่ขัดแย้งกับหลักกาลามสูตรอย่างสิ้นเชิง และยิ่งสังคมนี้มีกฎหมายที่ปิดกั้น free speech เช่น ม.112 ที่ห้ามวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบประมุขของรัฐซึ่งเป็น “บุคคลสาธารณะ” ที่มีอำนาจเหนือกองทัพ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โครงการพระราชดำริต่างๆ เป็นต้น ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นกฎหมายที่ขัดต่อหลักกาลามสูตรอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากประชาชนไม่มีสิทธิสงสัย และวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ ในสิ่งที่พวกเขาควรมีสิทธิสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ

ฉะนั้น Hyper Royalists ที่มักอ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนาจะยอมให้มีกฎหมายที่ขัดต่อหลักการสำคัญของพุทธศาสนา คือหลักเสรีภาพทางความคิดและการแสวงหาความจริงได้อย่างไร เพราะการที่หลักกาลามสูตรเรียกร้องให้เราสงสัยทุกแหล่งความรู้ก็เพื่อให้เรา ตรวจสอบทุกแหล่งความรู้เพื่อให้สามารถค้นพบ “ความจริงที่เชื่อถือได้” มากที่สุดนั่นเอง

หลักกาลามสูตรจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแสวงหา “ความจริง” ในบรรยากาศของการมีเสรีภาพ แต่ ม.112 คือกฎหมายที่ห้ามพูดความจริงด้านที่ตรงข้ามกับการสรรเสริญ หากชาวพุทธ Hyper Royalists ที่ชอบอ้างธรรมะ อ้างพุทธศาสนามีความเชื่อ หรือศรัทธาในสิ่งที่พวกตนกล่าวอ้างจริง การออกมาปฏิเสธ กล่าวหา ใส่ร้าย ประณามฝ่ายที่เรียกร้องให้แก้ไขหรือยกเลิก ม.112 ว่าล้มเจ้าและอื่นๆ ย่อมเท่ากับปฏิเสธหลักธรรมะ หรือหลักการของพุทธศาสนาที่พวกตนชอบกล่าวอ้างนั่นเอง เพราะข้อเรียกร้องของฝ่ายสนับสนุนให้แก้ไขหรือยกเลิก ม.112 (เป็นต้น) คือข้อเรียกร้องให้สังคมนี้มีเสรีภาพทางความคิด และเสรีภาพในการแสวงหาความจริงนั่นเอง

2. ที่สำคัญคือ พุทธศาสนาสอนหลักอนิจจังว่า “สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่” และ “ความเป็นอนิจจังทางสังคม” ย่อมเป็นไปตามที่ปรีดีเขียนไว้ การขัดขวางความเปลี่ยนแปลงย่อมไม่อาจสำเร็จได้ รัฐประหาร 19 กันยา และการสลายการชุมนุมปี 2553 คือตัวอย่างของความรุนแรงและความล้มเหลวของการต่อต้านกระแสการเปลี่ยนแปลง ภายในประเทศที่คล้อยตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ซึ่งให้คุณค่าสูงต่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

เมื่อคนจำนวนมากตาสว่างแล้ว เราจะปิดตาให้เขาลืมสิ่งที่เขาได้มองเห็นแล้วได้อย่างไร เมื่อเขาเห็นชัดแจ้งแล้วว่าอะไรคือปัญหา จะปิดปากไม่ให้เขาพูดถึง “ความจริงของปัญหา” เพื่อหาทางแก้ให้ถูกจุดได้อย่างไร

มีแต่วิถีทางประชาธิปไตยคือ วิธีสันติเช่นในปัจจุบัน คือ “วิธีรัฐสภาชนิดประชาธิปไตยสมบูรณ์” ตามที่ปรีดีเสนอไว้เท่านั้น จึงจะเป็นทางออกที่ไม่รุนแรงนองเลือด และเป็นประโยชน์ทั้งแก่สถาบันเก่าแก่ และประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง

สำหรับ “ชนชั้นกลางวัฒนธรรม” ผมขอฝากข้อเขียนของปรีดี (ในหนังสือเล่มเดียวกัน) เป็นการสรุปท้าย ดังนี้

…มีบุคคลซึ่งดูเหมือนจะเป็นวรรณะใหม่ แต่ไม่เข้าใจกฎแห่งอนิจจัง โดยถือว่า “สภาวะเก่าเป็นของถาวร” และไม่พอใจในความพัฒนาของสภาวะใหม่ที่ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ บุคคลจำพวกนี้อาจไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขของวรรณะเก่า แต่บำเพ็ญตนเป็นสมุนของพลังเก่า ยิ่งกว่าบุคคลแห่งอันดับสูงของวรรณะเก่า...ฉะนั้น จึงดำเนินการโต้กฎธรรมชาติและกฎแห่งอนิจจัง ดึงสังคมให้ถอยหลังเข้าคลอง...แต่อย่างไรก็ตาม การดึงให้สังคมถอยหลังก็เป็นเพียงชั่วคราว เพราะในที่สุดกฎแห่งอนิจจังก็ต้องประจักษ์ขึ้น (หน้า 34)

บังเอิญว่าข้อเขียนของจิตรและปรีดี ตามที่ยกมา ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2500 เช่นเดียวกัน จนบัดนี้กว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ยังคงเหมาะกับยุคปัจจุบันที่ควรนำมาเป็น “อนุสติ” ส่งท้ายปีเก่า 2554 เพื่อเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงในปีใหม่ 2555 ได้เป็นอย่างดี

เพ็ญ ภัคตะ: ก้าวข้ามความกลัว

ที่มา ประชาไท

ก้าวให้พ้นความกลัวคอยกักขัง

ก้าวให้พ้นความชังคอยกุมเหง

ก้าวให้พ้นอำนาจเฝ้ายำเยง

เธอจักไม่วังเวงเคว้งวิญญาณ์

ออกคำสั่งหัวใจให้องอาจ

พายุฟาดพินาศฝันยังฟันฝ่า

อุปสรรคหนักแสนเท่าแผ่นฟ้า

ดั่งทายท้าดวงหทัยเอนไหวโอน

ก้าวให้พ้นความเกลียดความเคียดแค้น

ก้าวให้พ้นอ้อมแขนถอดหัวโขน

ก้าวให้พ้นมารยาทแสร้งอ่อนโยน

มากระโจน! เปิดใจใกล้ความจริง

เขาเป็นเพียงมรดกจากอดีต

ที่จารีตหลอมปรุงจนรุ่งริ่ง

ผิดกาละเทศะต้องละทิ้ง

หาใช่หิ้งบูชามหาชน

ก้าวให้พ้นค่านิยมสังคมหยาม

ก้าวให้พ้นคำนิยามอย่าสับสน

ก้าวให้พ้นภักดีก้าวให้พ้น

อย่าจำนนยอมเป็นทาสประกาศไท

มนุษย์มีศักดิ์ศรีแห่งมนุษย์

ตาชั่งฉุดยุติธรรมโลกร่ำไห้

รังแกคนจนแต้มแถมจนใจ

หลงกราบไหว้สิ่งสมมติดุจเทวดา

ก้าวให้พ้นมนต์มารหนึ่งหนึ่งสอง

ก้าวให้พ้นครรลองต้องหาญกล้า

ก้าวให้พ้นเพื่อไทยเพื่อประชา

ก้าวให้พ้นปีหน้า... รากหญ้านอง

มื่ออดีตผู้นำประเทศต้องคำพิพากษาให้จำคุก

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมาศาลฝรั่งเศสได้มีคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ ว่าอดีตประธานาธิบดีฌากส์ ชีรัก วัย 79 ปี มีความผิดข้อหายักยอกเงินหลวง ละเมิดความไว้วางใจของประชาชนและมีผลประโยชน์ทับซ้อนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการใช้ภาษีประชาชนจ่ายเงินให้สมาชิกพรรคการเมืองและหัวคะแนนของตน โดยการทำสัญญาจ้างงานปลอมขึ้นมา 19 ตำแหน่ง ทั้งที่ไม่ได้ทำงานจริง ในสมัยที่ชีรักดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครปารีส ระหว่างปี 2533-2538 ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส ซึ่งทำให้นครปารีสเสียหายคิดเป็นมูลค่า 1.4 ล้านยูโร หรือประมาณ 54 ล้านบาท โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 2 ปี แต่ให้รอลงอาญาไว้ หลังจากใช้เวลาในการค้นหาความจริงมาอย่างยาวนาน

จากคำพิพากษาดังกล่าวทำให้ชีรักกลายเป็นอดีตผู้นำสูงสุดรายแรกของ ฝรั่งเศสที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีอาญานับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ขณะที่จำเลยร่วมในคดีนี้อีก 9 คน ศาลตัดสินไปก่อนหน้านี้แล้วให้ 2 คนพ้นผิด ส่วนอีก 7 คนที่เหลือถูกตัดสินว่ามีส่วนช่วยให้ชีรักใช้ระบบตำแหน่งงานปลอมในเทศบาลนคร ปารีส เพื่อนำเงินจากเทศบาลนครปารีสไปจ่ายแก่คนใกล้ชิดที่มาช่วยงานการเมือง และหนึ่งในจำนวนนี้ คือ นายอแลง จุปเป อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ เขาถูกตัดสินลงโทษจำคุก 14 เดือนโดยให้รอลงอาญาเมื่อปี 2547 และถูกตัดสิทธิทางการเมือง 1 ปี ก่อนกลับเข้าสู่การเมืองจนก้าวสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในปัจจุบัน

เหตุที่คดีของอดีตประธานาธิบดีชีรักเพิ่งมีคำพิพากษาออกมาเพราะชีรักได้ ใช้เอกสิทธิ์ของการเป็นประธานาธิบดีของตนคุ้มกันมาโดยตลอดทำให้อายุความได้ สะดุดหยุดอยู่ เมื่อเขาลงจากตำแหน่งจึงสามารถดำเนินคดีต่อไป

ชีรักเริ่มเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสสมัยแรกเมื่อปี 2538 และได้เป็นประธานาธิบดีสมัย 2 อีกในปี 2545 ด้วยคะแนนนิยมอย่างถล่มทลายถึง 82% ชนิดที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และที่โด่งดังที่สุดก็คือ การงัดข้อกับ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อเขาคัดค้านการบุกอิรักในปี 2546 และหลังจากพ้นวาระประธานาธิบดีสมัยที่ 2 ในปี 2550 แล้วเขายังได้รับตำแหน่งเป็นสมาชิกตลอดชีพของสภารัฐธรรมนูญแห่งฝรั่งเศสอีก ด้วย

ที่ผมยกกรณีของอดีตประธานาธิบดีชีรักขึ้นมานี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและความเป็นอิสระของศาล ฝรั่งเศส และแสดงให้เห็นว่าแม้ผู้นำของเขาจะได้รับความนิยมสักปานใดก็ตาม ก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของกฎหมายไปได้ แม้ว่าในระหว่างดำรงตำแหน่งจะไม่สามารถดำเนินคดีได้ก็ตาม แต่เมื่อลงจากตำแหน่งแล้วคดีก็ว่ากันต่อไป เพราะความนิยมทางการเมืองกับการกระทำผิดกฎหมายบ้านเมืองนั้นเป็นคนละเรื่อง กัน

แต่ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือท่าทีของอัยการที่ขอให้ศาลยกฟ้องคดี พัวพันคอร์รัปชั่นของชีรัก โดยให้เหตุผลว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าตำแหน่งงานผีเหล่านั้น เป็นเรื่องที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นมา แต่ศาลยืนยันที่จะนำคดีเข้าสู่การพิจารณา เพราะภายใต้กฎหมายฝรั่งเศส ผู้พิพากษาสามารถนำคดีเข้าสู่กระบวนการไต่สวนได้ แม้อัยการจะคัดค้านก็ตาม

จากกรณีของประธานาธิบดีชีรักในข้อกล่าวหาว่าทุจริตนั้นไม่ได้แตกต่างจาก คดีของคุณทักษิณเท่าใดนัก แต่ที่แตกต่างก็คือฝรั่งเศสใช้กระบวนการของศาลปกติธรรมดา ไม่ได้มีการปฏิวัติรัฐประหารโค่นล้มเพื่อเอาออกจากตำแหน่งแล้วตั้งคณะ กรรมการที่ส่วนใหญ่เป็นอริกับผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนเพื่อหาความผิด มิหนำซ้ำยังมีการออกกฎหมายของคณะรัฐประหารย้อนหลังไปยุบพรรคการเมืองเสียอีก ด้วย

ภายหลังที่ศาลยุติธรรมฝรั่งเศสมีคำพิพากษา ชีรักออกแถลงการณ์ว่าเขาจะไม่อุทธรณ์ต่อในคดีนี้ เพราะสุขภาพและพละกำลังที่ถดถอยลงตามอายุที่มากขึ้น ทำให้เขาไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายที่อาจกินเวลา ยาวนาน แต่เขาก็ยังยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของตนเอง(ตามฟอร์ม) และหวังว่าความรู้สึกของประชาชนฝรั่งเศสที่มีต่อเขาจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก เดิม

แต่กรณีของคุณทักษิณกลับตรงกันข้ามเพราะมีการดำเนินการทั้งสับขาหลอก ทั้งสับขาจริงเพื่อให้ได้มาซึ่งการนิรโทษกรรม ตลอดจนการจุดประเด็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ซึ่งผมเห็นด้วยบางส่วนและไม่เห็นด้วยบางส่วน

ที่เห็นด้วยก็คือการถูกรัฐประหารเตะออกจากตำแหน่งแล้วตั้งคณะกรรมการที่ เป็นอริกันมาสอบสวนแล้วยังมีการใช้กฎหมายย้อนหลังไปยุบพรรคการเมืองนั้นยอม รับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง และไม่มีประเทศไหนที่เจริญแล้วสามารถยอมรับได้เช่นกัน และเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่เพื่อลบล้างผลพวง ของรัฐประหารให้หมดสิ้นไป ไม่ให้กลายเป็นตราบาปฝังใจอยู่ดังเช่นในปัจจุบันนี้

ที่ไม่เห็นด้วยก็คือการพยายามผลักดันให้มีการนิรโทษกรรมให้คุณทักษิ ณและยอมแม้กระทั่งจะนิรโทษผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดี 91 ศพ เพียงเพื่อคุณทักษิณเพียงคนเดียว

ความหมายของผมก็คือ ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ยกเลิกกระบวนการที่เป็นผลพวงของการรัฐประหาร 19 กันยา 49 เสียทั้งสิ้น แล้วดำเนินคดีไม่ว่าจะกี่คดีก็ตามกับคุณทักษิณในช่องทางปกติเช่นเดียวกับคดี ของอดีตประธานาธิบดีชีรักของฝรั่งเศส หากคุณทักษิณมีความผิดจริงก็ย่อมสมควรที่จะได้รับโทษไม่ว่าจะได้รับความนิยม ทางการเมืองสักปานใดก็ตาม

ที่สำคัญที่สุดนอกจากการนำเอาตัวคุณทักษิณมาพิจารณาคดีในกระบวนการปกติ แล้ว ย่อมต้องดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี 91 ศพ เพื่อเป็นตัวอย่างในการใช้อำนาจที่เกินกว่าเหตุจนทำให้มีคนเสียชีวิตอย่าง มากมายเช่นนี้

เมื่อทำได้ดั่งนี้แล้ว คงไม่ต้องให้ใครมากล่าวอ้างถึงความเป็นนิติรัฐหรือนิติธรรมให้เปลืองน้ำลาย เพราะสิ่งที่ผมเสนอนี้คือการเป็นนิติรัฐและนิติธรรมอยู่อย่างสมบูรณ์ในตัว แล้วอย่างที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้

----------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 28 ธันวาคม 2554

“ยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ"

ที่มา ประชาไท

วลี “ยิ่งห้าม เหมือนยิ่งยุ” นี้ ในบางบริบทผมเห็นด้วยและในบางบริบทผมไม่เห็นด้วย ที่ผมเห็นด้วยก็อย่างเช่น “ยิ่งห้ามให้คิด ยิ่งห้ามให้สงสัย ยิ่งเป็นการยุให้คิด สงสัยและตั้งคำถามด้วยเหตุผล” แต่ในบางบริบทที่ผมไม่เห็นด้วย เช่น “เมื่อเราห้ามลูกหลานของเราไม่ให้ออกไปแข่งมอเตอร์ไซด์ (แว๊นๆ) กลางค่ำกลางคืนเพราะกลัวอันตรายจากอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกหลานอีก ทั้งยังเป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมายของรัฐ (แม้จะผิดข้อบังคับเล็กน้อย แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น) ที่ผมไม่เห็นด้วยก็เพราะยืนอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลมากกว่าเหตุผลทาง อารมณ์ของลูกหลานที่อยาก (อยาก) จะเท่ห์ หรืออะไรก็ตามแต่

ทีนี้ในบริบทสังคมไทยตอนนี้ เราต้องยอมรับว่าเรายืนอยู่บนความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และเราจะตกลงร่วมกันอย่างไรในการใช้ชีวิตร่วมกัน (บนความคิดเห็นที่แตกต่างกันนี้) แม้บางส่วนจะมีเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล เราก็ยิ่งจะควรทำให้เหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลนั้นสมเหตุสมผลขึ้นมา อย่างน้อยก็ด้วยวลีนี้ ซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นเครื่องมือทางความคิดที่ดีพอควรในการสร้างความสงสัยและ ตั้งคำถามให้กับผู้คนมากขึ้น

“ยิ่งห้ามให้เราคิด (ต่าง) ยิ่งห้ามให้เราสงสัย เราต้องยิ่งคิดและสงสัยว่าเหตุผลกลใดกันถึงต้องห้าม ห้ามเสรีภาพในการคิดอ่าน คิดต่าง จนตั้งข้อสงสัยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และมันจะยิ่งกลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง”

ฉะนั้น ประโยชน์ของเครื่องมือนี้อย่างน้อยก็มีด้วยกัน 2 ประการ ประการแรก (ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น) คือ ถ้ายิ่งห้ามให้คิด ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องสงสัย ว่าทำไม อะไร เอาเหตุผลใดมาใช้ห้าม สมควรจะเชื่อไหมว่าจริงหรือไม่ประการใด แล้วตั้งคำถามเพื่อหาคำตอบที่มีเหตุผลด้วยตัวเอง เมื่อผ่านขั้นตอนเหล่านี้ก่อนแล้วจึงค่อยตัดสินใจ มิใช่เชื่อโดยเปิดหูเปิดตา แต่ปิดกระบวนการคิดอย่างมีเหตุมีผลไว้ ประการที่สอง ถ้าไม่ห้ามเพื่อเป็นการที่จะไม่ยุให้คิดหรือสงสัย ยิ่งเป็นการดี เมื่อกรอบกว้างขึ้น เราจะยิ่งคิด สงสัย ตั้งคำถามและตอบคำถามได้ด้วยเหตุผลที่ดีกว่าเดิม และผู้คนจะเห็นและเข้าใจในเหตุผลที่สมเหตุสมผลที่เป็นจริงมากขึ้นกว่าที่ เป็นอยู่ ตลอดจนจะใช้อารมณ์ความรู้สึกน้อยลงในการตัดสินคุณค่าบางอย่าง

จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าจะยังไง ถ้าเรายืนอยู่บนเหตุผล (ตรรกะที่ถูกต้อง) ไม่ว่าจะถูกเครื่องมือใดมาบีบบังคับตลอดจนผลักไสให้ต่างออกไป เราก็สามารถหยิบเครื่องมือที่ทำกับเรามาใช้เป็นเครื่องมือที่ค้ำจุนตัวเรา เอง หนำซ้ำยังทำให้เหตุผลของเราแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป

บทกวีจากปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์.....ลาปีเก่า

ที่มา ประชาไท

ขอบอกลาปีเก่าที่เศร้าจิต
ก่อนที่คิดจะก้าวข้ามสู่ยามใหม่
ใครทำให้เสรีภาพหดหายไป
ใครกันใครเป็นศัตรูของปวงชน

ที่ผ่านมาเราลืมว่าใครกำหนด
ระเบียบบทกฏเกณฑ์ถิ่นไทยนี้
ใครกันที่ครองอำนาจท่วมทวี
ใครกันที่เป็นเจ้าของป้องแผ่นดิน

ประชาชนไม่ใช่หรือคือคำตอบ
ที่มีสิทธิโดยชอบเหนือสรรพสิ่ง
หากเราเชื่อในระบอบเสรีจริง
ต้องท้วงติงต่อสู้เพื่อหมู่ไทย

แต่ความจริงสิ่งที่เห็นเป็นแค่ภาพ
แค่ลมปากรื่นหูดูสวยใส
แค่คำพูดว่ารักประชาธิปไตย
แต่เนื้อในกลับฝักใฝ่เผด็จการ

“ไท” นั้นไซร้มีความหมาย “อิสระ”
แต่เป็นแค่อักขระดังที่เห็น
กักขังคนที่คิดต่างอย่างที่เป็น
เฝ้าขู่เข็นด้วยความกลัวที่มัวเมา

เอาความรักภักดีมีต่อเจ้า
เปลี่ยนมาเป็นความก้าวร้าวอย่างคลุ้มคลั่ง
เป็นอาวุธที่เปี่ยมด้วยพลัง
ลงโทษทัณฑ์ผู้อ่อนแอไร้ปราณี

ใช้เครื่องมือทางกฏหมายอย่างพลาดผิด
เป็นกลไกที่ใช้ปิดความคิดกั้น
อ้างว่าทำเพื่อปกป้ององค์ราชันย์
แท้จริงนั้นต่างทำเพื่อประโยชน์ตน

แล้วขับไล่เพื่อนร่วมชาติด้วยมาดร้าย
พร้อมใส่ไคล้ว่าไร้รักภักดีเจ้า
ประกาศตัวป็นเจ้าของไทยลำเนา
ลืมไปหรือแผ่นดินเราสิทธิเท่ากัน

อ้างความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศ
“ความเป็นไทย” ทิ่วิเศษอัศจรรย์สรร
เป็นวิธีที่ปิดกั้นคำวิจารณ์
ปิดสันดานความฉ้อฉลล้นสังคม

มองกลับไปในปีผ่านชวนให้คิด
อนาคตอาจยิ่งมืดมิดผิดทางหลง
เสรีภาพต้องสูญเสียเช่นอากง
ชีวิตคงไม่ต่างนักเช่นผักปลา

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

"ประยุทธ์" ชี้ "นิติราษฎร์" เป็นพวกสมองปลายเปิด

ที่มา ประชาไท

ผบ.ทบ. ระบุกรณีที่นิติราษฎร์เดินหน้าล่ารายชื่อแก้ ม.112 ชี้คิดได้คิดไป ทำได้ทำ ชี้คนพวกนี้มีมานานแล้ว มีมาตั้งแต่เด็กๆ เป็นพวกสมองปลายเปิด แต่ขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่เขาจะว่าอย่างไร เปรยไม่อยากให้นำกฎหมายมาใช้พร่ำเพรื่อ และสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง

วานนี้ (28 ธ.ค.) กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กรณีที่กลุ่มนิติราษฎร์เดิน หน้าล่ารายชื่อเพื่อแก้ไขมาตรา 112 โดย ผบ.ทบ. กล่าวว่า ไม่เป็นไร หากคิดได้ก็คิดกันไป ก็ลองดู ถ้าทำได้ก็ทำ ซึ่งคนที่มีความคิดเช่นนี้มีมานานแล้ว และมีหลายส่วนพัฒนามาตามลำดับ มีมาตั้งแต่เด็กๆ คนพวกนี้เขาคิดกว้าง คิดเปิด สมองเขาปลายเปิด แต่ไม่เป็นไรก็คิดไป แต่อยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาจะว่าอย่างไร ถ้าประชาชนส่วนใหญ่เขาโอเคก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ต่างชาติชื่นชมที่ประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์

ส่วนประเทศไทยเราเองจะคิดอย่างไรก็คิดเอา เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ว่า เราจะห้ามไม่ให้มีคนคิด แต่หน้าที่ของเรา เราเป็นทหารรักษาพระองค์ และมีการถวายสัตย์ปฏิญาณทุกปี ทหารมีจิตสำนึกอยู่อย่างหนึ่ง คือ ทหารอยู่คู่กับสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด

"ก่อนที่เราจะมาเป็นประเทศไทย ก็เป็นทหารกันทั้งประเทศ โดยพระมหากษัตริย์รวบรวมทุกคนขึ้นมาแล้วต่อสู้ ป้องกันผืนแผ่นดินนี้มา จนถึงทุกวันนี้เราสืบทอดกันมา เราต้องรักษาประวัติศาสตร์ชาติไทยไว้ เพราะเป็นความสง่างามของชาติ เป็นวัฒนธรรม ประเพณี ท่านจะดำเนินการก็ว่ากันไป อย่าทำให้วุ่นวาย เราเคารพในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข "

เมื่อถามว่า อยากฝากถึงนักการเมืองเรื่องสถาบันหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทุกคนต้องมีจิตสำนึก ซึ่งใครก็ออกมาพูดสม่ำเสมอว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร ถ้าไม่เกี่ยวข้องก็คือ ไม่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าใครเกี่ยวข้องต้องไปว่ากัน กฎหมายที่มีอยู่แล้ว แต่ไม่อยากให้นำกฎหมายมาใช้อย่างพร่ำเพรื่อ สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง

ดังนั้นเราต้องช่วยกัน ไม่ว่าจะเป็นฝั่งไหนก็แล้วแต่ หรือข้าราชการทางการเมือง ก็อย่าเอาท่านลงมา หรือเอามาเพื่อประโยชน์ของตนเองไม่ได้ ทุกคนต้องให้ท่านอยู่เหนือการเมือง ท่านทำองค์ของท่านอยู่เหนือการเมืองอยู่แล้ว ท่านครองราชย์มา 60 กว่าปีแล้วท่านทราบว่า ท่านควรทำอย่างไร แต่พวกเราไม่ค่อยรู้กัน

Wednesday, December 28, 2011

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

ที่มา Thai E-News

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย


แม้ว่า ". . .ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานเสวนาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีอุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยในการขอใช้ห้องทำกิจกรรมที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อภายหลังได้ทำเรื่องย้ายห้องจัดงานเสวนามาที่คณะรัฐศาสตร์ จึงสามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้" แต่งานเสวนา "เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย" ก็ดูเหมือนว่าจะมีคนล้นห้องประชุม

ไทยอีนิวส์ขอสนับสนุนกิจกรรมคนหนุ่มสาว เพื่อร่วมเดินไปกับประชาชนกลุ่มต่างๆ เพื่อนำเสรีภาพมาสู่สังคมไทย

แต่ขออนุญาตถกเถียงประเด็นนี้กับน้องๆ นักศึกษาสักนิดเพื่อชีวิตคนรุ่นก่อน จะได้กระชุ่มกระชวยขึ้นอีกหน่อย ต่อประเด็นที่ว่า "หากเราไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ ก็จะไม่มีการประจบประแจงเกิดขึ้น" ทางเราขอชวนถกเถียงต่อว่า "เพราะไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ สังคมจึงเต็มไปด้วยการประจบประแจง" ชิมิๆ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดพิจารณา นำไปถกเถียงต่อไป!


28 ธันวาคม 2554

ที่มา ประชาไท

เมื่อ วันที่ 27 ธันวาคม 2554 เมื่อเวลา 17.00 น. ห้อง 207 ตึก 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน จัดเสวนาในหัวข้อ “เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย” โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา คือ ปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ รักชาติ วงศ์อธิชาติ รองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และ ศรันย์ ฉุยฉาย สมาชิกกลุ่มประชาคมจุฬาฯ เพื่อประชาชน (ซีซีพี) โดยมีนิสิตนักศึกษาและบุคคลทั่วไปเข้าร่วมวงเสวนากว่า 150 คน

ปิยบุตร แสงกนกกุล หนึ่งในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ อธิบายภาพรวมของอำนาจสถาบันพระมหากษัตริยในสังคมไทย โดยชี้ว่า สถานะของสถาบันฯ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีอำนาจมากเกินควรจะเป็นในระบอบประชาธิปไตย มิได้เป็นมาแต่ไหนแต่ไรตามที่หลายๆ คนอาจได้รับรู้ เนื่องจากในความเป็นจริง สถาบันกษัตริย์ถูกยกระดับให้มีอำนาจเท่าที่เป็นในปัจจุบันตั้งแต่สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นต้นมา ซึ่งนับเป็นเพียง 40-50 ปีของการช่วงชิงทางความคิดและอุดมการณ์ระหว่างคู่ขัดแย้งฝ่ายต่างๆ ในประวัติศาสตร์เท่านั้น เช่นเดียวกับการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างนักการเมืองจากการเลือกตั้ง และฝ่ายจารีตนิยมที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ ก็เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการดำเนินไปของสนามที่ต่อสู้เชิงความ คิดที่ยังไม่สิ้นสุดในสังคมไทย

เพื่อที่จะสร้างและรักษาระบอบ ประชาธิปไตยให้ธำรงอยู่ ปิยบุตรชี้ว่า สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับประชาธิปไตย โดยแยกการใช้อำนาจจากรัฐให้เป็นเพียงหน่วยทางการเมืองหน่วยหนึ่ง ซึ่งทำให้กษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจใดๆ ผ่านรัฐได้อีกต่อไป โดยในทางรูปธรรมนั้นหมายถึง การไม่อนุญาตให้กษัตริย์สามารถทำอะไรเองได้ เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบคือผู้สนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ และการสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ เป็นต้น

ด้านรักชาติ วงศ์อธิชาติ นศ. ปีที่ 3 จากคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงสิทธิและเสรีภาพของนิสิตนักศึกษาที่ถูกจำกัดลงจากอดีต โดยชี้ว่า ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นับเป็นมหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อความเท่าเทียม และเสรีภาพในการหาความรู้ อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็ไม่ต่างจากมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่รับเอาอุดมการณ์กษัตริย์นิยมมาใช้ ผ่านพิธีกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงมหาวิทยาลัย การให้นักศึกษาเข้ารับฟังการทรงแสดงดนตรี ในขณะเดียวกันก็ทำให้ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประสาสน์การมหาวิทยาลัยกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องบูชากราบไหว้ ซึ่งรักชาติมองว่า แทนที่สถาบันการศึกษาจะทำให้คนตั้งคำถามเรื่องสิทธิเสรีภาพ กลับเป็นเบ้าหลอมให้คนต้องอยู่ในกรอบที่คิดและเชื่อเหมือนๆ กัน

นอก จากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังกล่าวถึงระเบียบต่างๆ ในมหาวิทยาลัยที่สะท้อนถึงระบบอำนาจนิยม เช่น ระบบโซตัส หรือการบังคับให้แต่งกายถูกระเบียบตามแบบอย่างชุดนิสิต “ในพระปรมาภิไธย” โดยสภาพดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้ว สังคมไทยล้วนอยู่ในพระปรมาภิไธย ซึ่งประชาชนไม่สามารถคิดและเห็นต่างได้ มิหนำซ้ำ นอกจากจะ “ห้าม” พูดและคิดแล้ว ยัง “ถูกบังคับให้พูด” เนื่องจากมีกลไกทางสังคมและทางกฎหมายดำรงอยู่ที่พร้อมจะคว่ำบาตรต่อผู้ที่ เห็นต่างทันที ซึ่งพิริยะดิศ มานิตย์ อาจารย์จากภาควิชาฝรั่งเศส คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ หนึ่งในผู้เข้าฟังการเสวนาดังกล่าวชี้ว่า การถูกบังคับให้พูดในสิ่งที่ไม่อยากพูด ก็เปรียบเสมือนกับการข่มขืนดีๆ นี่เอง

“สังคมที่คนถูกบังคับให้คิดให้เชื่อเหมือนๆกัน ก็เปรียบเสมือนสังคมนกเพนกวินที่ไม่ได้ใช้ความคิด อย่างนั้นมันไม่ใช่มนุษย์แล้ว เพราะมนุษย์ต้องสามารถคิดและเห็นต่างได้” พิริยะดิศกล่าว

รักชาติ กล่าวถึงการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยว่า เป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่เพียงแต่จำกัดเสรีภาพทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนโดยรวม ซึ่งกรณีการตัดสินจำคุก 20 ปีของนายอำพล หรือ “อากง” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่ากฎหมายดังกล่าวมีปัญหา อย่างไรก็ตาม เขาชี้ว่า การรณรงค์เพื่อตระหนักรู้ความไม่เป็นธรรมของกฎหมายนี้ ไม่ควรมาจากความน่าสงสารหรือน่าเห็นอกเห็นใจต่อคดีอากงเท่านั้น เนื่องจากยังมีนักโทษการเมืองหลายคนยังถูกจำคุกด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 เช่น สมยศ พฤกษาเกษมสุข “สุรชัย แซ่ด่าน” และ”ดา ตอร์ปิโด” ซึ่งควรได้รับสิทธิในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีตามสิทธิขั้นพื้นฐาน

ทั้ง นี้ ทางผู้จัดงานเปิดเผยว่า การจัดงานเสวนาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีอุปสรรค เนื่องจากไม่ได้รับความร่วมมือจากทางมหาวิทยาลัยในการขอใช้ห้องทำกิจกรรมที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อภายหลังได้ทำเรื่องย้ายห้องจัดงานเสวนามาที่คณะรัฐศาสตร์ จึงสามารถจัดกิจกรรมดังกล่าวได้

ดิน บัวแดง หนึ่ง ในกลุ่มผู้จัดงานให้ความเห็นว่า เป็นที่ชัดเจนว่าในรั้วมหาวิทยาลัยไม่มีเสรีภาพให้พูดคุยและถกเถียงใน ประเด็นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญต่อนาคตของสังคมไทย ทั้งๆ ที่นักวิชาการและนิสิตนักศึกษา ควรจะเป็นผู้ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะในคณะที่เกี่ยวกับ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ หากแต่เขารู้สึกว่า ในมหาวิทยาลัย กลับเป็นที่ที่เต็มไปด้วย “ความกลัว” และนอกจากจะไม่ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวิชาการแล้ว กลับห้ามมิให้นิสิตนักศึกษาใช้พื้นที่ดังกล่าวให้เป็นประโยชน์อีกด้วย

ดิน บัวแดง นิสิตจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และหนึ่งในผู้จัดงานเปิดเผยว่า สาเหตุที่จัดงานเสวนาดังกล่าวขึ้นมา เพื่อต้องการให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการเมืองมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่การถกเถียงเรื่องสถาบันกษัตริย์

หากเราไม่มีเสรีภาพในการตำหนิ ก็จะไม่มีการประจบประแจงเกิดขึ้น

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย

เสวนา: เสรีภาพนิสิตนักศึกษาในพระปรมาภิไธย