ที่มา thaifreenews
โดย bozo
กาแฟ
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=912
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, December 30, 2011
ข้อเรียกร้องต่ำต้อยที่สุด: ขอไมค์ให้บัลลังก์
ที่มา ประชาไท
ภาพประกอบจาก s_falkow (CC BY NC 2.0)
ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา บางกลุ่มออกมารณรงค์ให้แก้กฎหมายมาตรา 112 บางคนเสนอให้แก้ถึงในรัฐธรรมนูญ บางกลุ่มเรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กฎอัยการศึกในภาคใต้
ไม่ เราไม่ได้เรียกร้องอะไรใหญ่โตเช่นนั้น
บางคนเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของผู้ต้องหา หลายคนเรียกร้องสิทธิในการรักษาพยาบาลนักโทษ บ้างเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหาร และไม่น้อยอยากให้เลิกการตีตรวน
ไม่ เราไม่ได้เรียกร้องอะไรใหญ่โตเช่นนั้น
เราเรียกร้องสิ่งเล็กน้อยที่สุด เท่าที่มนุษย์ที่ต่ำต้อยที่สุดจะคิดได้ นั่นคือ ไมโครโฟน
000000000
ผู้เข้าฟังคำพิพากษาในคดีของคำหล้า ชมชื่น ผู้ต้องหาคดีปล้นปืน เริ่มต้นรายงานตัวทีละคนๆ ว่าเป็นใคร มาจากไหน ตามที่ผู้พิพากษาที่ขึ้นบัลลังก์สั่ง พวกเขารู้สึกประหลาดใจ เพราะในการเข้าร่วมพิจารณาคดีที่ผ่านมา ไม่เคยพบเห็นการรายงานตัวถ้วนทั่วทุกตัวคนเช่นนี้มาก่อน
จากนั้นการอ่านคำพิพากษาก็เริ่มขึ้น
สักพักพวกเขาก็หันมองหน้ากันเลิกลั่ก
สิ่งที่ปรากฎตรงหน้าคือริมฝีปากบางสีชมพูของผู้พิพากษาวัยกลางคนที่ขยับ ขึ้นลงไปมา พร้อมกับเสียงอ่อนหวานที่ไหลลื่นต่อเนื่องแต่จับความอะไรไม่ได้แม้แต่น้อย
ทุกคนเงี่ยหูฟัง บางคนทำคอยืดคอยาว บางคนโน้มตัวไปข้างหน้าแทบตกเก้าอี้ แต่ก็ล้วนดูไม่เป็นผล ผ่านไปห้านาที คำพิพากษาถูกอ่านไปแล้วหลายหน้า ผู้คนหันมองหน้ากันไปมาอีกครั้ง
นักข่าวหญิงอาวุโสจากหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหันมากระซิบบอกคนข้างๆ “ยกตูด” คนข้างๆ กระซิบต่อกับคนถัดไป ถัดไป และถัดไปในแถวเดียวกัน ทุกคนพร้อมใจกระทำการดังกล่าว จากนั้นช่วยกันเอามือลากเก้าอี้ให้ขยับขึ้นหน้าไปได้เล็กน้อย นักข่าวอาวุโสหันมาส่งซิกอีกครั้ง ขยับไปได้อีกหน่อย อีกหน่อย และอีกหน่อย
เป็นความสามัคคีที่ดูค่อนข้างประหลาด เก้าอี้แถวหน้าฝั่งซ้ายมือของห้องค่อยๆ กระดึ๊บๆ ไปข้างหน้าจนแทบจะชิดคอกกั้น แต่ก็ไม่มีใครได้ยินสิ่งที่ต้องการได้ยิน หลายคนถอดใจเพราะสถานการณ์ดูไม่มีทีท่าจะดีขึ้น
บางคนเหม่อลอยมองผนังห้อง การตกแต่งห้องพิจารณาคดีไปเรื่อยเปื่อย พร้อมฟังเสียงแอร์เครื่องเก่าที่ครางหึ่งๆ แล้วหันมองจำเลยที่ถูกขังตั้งแต่ชั้นสอบสวนมาเกือบ 2 ปี จนถึงวันพิพากษา เขาอยู่ในชุดนักโทษสีน้ำตาลอ่อน ถูกตีตรวนที่ข้อเท้า จ้องมองไปยังผู้พิพากษาบนบัลลังก์ด้วยแววตานิ่งๆ สีหน้าเรียบเฉย
นักข่าวอาวุโสคนเดิมไม่ยอมแพ้ เอี้ยวตัวนั่งหันข้าง เอามือป้องใบหู ทำท่าเงี่ยหูฟังอย่างชัดเจน
ผู้พิพากษาที่กำลังอ่านคำพิพากษาเหลือบตาขึ้นมามอง หยุดอ่าน ถอดแว่นออกแล้วพูดกับนักข่าวคนดังกล่าวว่าคำพิพากษานี้ยาวนับสิบยี่สิบหน้า หากจะให้ตะเบ็งอ่านด้วยเสียงอันดังโดยตลอดนั้นคงไม่ไหว นักข่าวหญิงแสดงอาการเข้าอกเข้าใจแต่ยังยืนยันให้ช่วยออกเสียงเน้นส่วนที่ สำคัญ แววตาโดยรอบแสดงอาการลิงโลด บางคนแทบโผเข้ากอดฮีโร่ของคนยาก
ผู้พิพากษาก้มลงอ่านคำพิพากษาอีกครั้ง ด้วยเสียงคงเดิม - -“
ทนายความสองคนลุกจากโต๊ะทนายไปยืนชิดติดกับบัลลังก์
ริมฝีปากสีชมพูขยับขึ้น ลง ขึ้น ลง ขึ้น ลง ขึ้น ลง ....
ชื่อเฉพาะบางชื่อ คำบางคำ ที่เล็ดรอดออกมาค่อนข้างชัดเจนถูกจดบันทึกอย่างอึกทึกครึกโครม ราวกับเป็นขุมทรัพย์ที่นักเดินทางพเนจรค้นพบโดยบังเอิญ
ตรงหน้าบัลลังก์ หนึ่งในทนายความหันมากระซิบกับอีกคน ผู้พิพากษาหยุดอ่านอีกครั้ง ถอดแว่นออก และพูดด้วยเสียงดัง
“มีอะไร”
“ไม่มีครับ”
“พูดอะไรกัน”
“ไม่มีอะไรครับ”
กองเชียร์ใจหายวาบ แต่แล้วริมฝีปากสีชมพูก็กลับไปขยับขึ้นลงเช่นเคย
ผู้พิพากษาชายที่นั่งอยู่ด้านข้างก้มหน้านิ่ง และบางครั้งก็เหลือบตามองเพดาน
สักพัก ทนายความคนหนึ่งหันมาทางคนฟัง ทำสัญลักษณ์โดยใช้นิ้วชี้ของมือสองข้างไขว้กันเป็นเครื่องหมายกากบาท
A:“มันคืออะไรวะพี่”
B:“เขาว่าศาลลง(โทษ)แน่นอน”
ภรรยาจำเลยนั่งอยู่ริมสุดของแถวที่นั่ง เธอหันมาตามเสียงการหารือ “อะไรนะพี่”
ไม่มีใครตอบคำถามนั้น ทั้ง A ทั้ง B ต่างหันไปคนละทิศละทาง แล้วเธอก็เริ่มนั่งน้ำตาไหลอยู่เงียบๆ
ริมฝีปากสีชมพูยังขยับขึ้นลงตามปกติ
ผู้พิพากษาหยุดอ่าน แล้วส่งกระดาษให้ทนายความลงชื่อ
จบแล้ว !!!
ทุกคนมองหน้ากันเลิกลั่ก สอบถามกันเองให้วุ่นถึงผลการตัดสินทั้งที่ก็รู้ว่าไม่มีใครได้ยิน
ทนายความคนหนึ่งเดินออกมาจากคอกกั้นแล้วกระซิบกับคนฟังสั้นๆ ว่า “จำคุกสิบปี”
ภรรยาจำเลยวิ่งก้มหน้าออกไปนอกห้อง
ทนายความคนเดิมเดินไปนั่งข้างจำเลยบอกผลคำพิพากษา จำเลยปล่อยตัวลงนั่งพิงกับพนักเก้าอี้ช้าๆ สีหน้ายังเรียบเฉยเช่นเดิม
000000000
“แม้แต่คนเลวที่ทำเรื่องระยำที่สุดในสามโลกก็น่าจะมีสิทธิได้ยินที่มาของ โทษทัณฑ์ของเขา มิพักต้องพูดถึงเรื่องว่าเขาทำผิดจริงหรือไม่ สมควรได้รับโทษทัณฑ์นั้นเพียงใด” ... ขงจื๊อไม่ได้กล่าวไว้
ส่งท้ายปี Quotes of the Year (1): เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า
ที่มา ประชาไท
ส่งท้ายปี ทีมประชาไท รวบรวมคมคำเด็ดๆประจำปีที่กลายเป็นวลีและประโยคฮิตทั้งในสังคมออฟไลน์และออ นไลน์ ย้อนความทรงจำที่มาที่ไป และแรงกระเพื่อมจากถ้อยคำ ซึ่งหลายคำกลายเป็นผลสะเทือนต่อคนพูดเอง ขณะที่อีกหลายถ้อยคำ ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ล้วนถูกพูดขึ้นมาในจังหวะร้อนและสะท้อนความสนใจของสังคมไทยในสถานการณ์ที่ ช่วยก่อกำเนิดถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา
0 0 0
สำหรับ Quotes of The year ประจำปีนี้ ประชาไทขอยกให้กับวลี/ประโยคเหล่านี้
- เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า
- ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต
- ขอแชร์นะ
- ดีแต่พูด
- เอาอยู่ค่ะ
- คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ
- เราคืออากง
- Forgive and Forget และ ไม่แก้แค้นแต่แก้ไข
- นี่เราพูดอะไรโง่ๆ มากเกินไปหรือเปล่า
“เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า ?”
รายการ “ตอบโจทย์” ซึ่งออกอากาศตอนดึกทางสถานีไทยพีบีเอส สร้างความฮือฮาในรอบปี เมื่อภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผู้ดำเนินรายการ ถามคำถามวงแตกกลางจอทีวีกับแขกรับเชิญว่า “เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า ?”
เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า กลับมาเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมไทยอีกครั้ง และต่อเนื่องมาถึงปี 2554 เมื่อมีการนำสถาบันกษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองตั้งแต่ปี 2548 และการนำสถาบันกษัตริย์มาเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เป็นเหตุให้เกิดคำถามและการพูดคุยในกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐประหาร ถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ต่อการเมืองไทยในเวลาต่อมา และนำไปสู่การตีความและบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นฯ ในการดำเนินคดีกับประชาชนอย่างกว้างขวาง
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่เพิ่งได้รับการประกันตัวในคดีก่อการร้าย ได้รับเชิญมาออกรายการซึ่งออกฉายในตอนดึกของวันที่ 8 เม.ย.54 และเป็นแขกรับเชิญรายแรกที่ถูกถามด้วยคำถามนี้จากผู้ดำเนินรายการ
ภิญโญ : นี่ถ้าใช้ภาษาชาวบ้าน ถามกันตรงไปตรงมา คุณณัฐวุฒิเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า
ณัฐวุฒิ : คือ ผมเป็นคนไทย ผมไม่ต้องตอบคำถามว่าเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า เพราะผมไม่มีสิทธิจะคิดไปเอาหรือไม่เอา เพราะสถาบันเบื้องสูงอยู่เหนือการเมือง ผมเป็นคนไทยใต้พระบารมี และผมยืนยันจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของผมในทุกกรณี คนที่กล่าวหาพวกผมต่างหากที่มีปัญหาเรื่องนี้
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักกฎหมายมหาชน หนึ่งในคณะนิติราษฏร์ ถูกเชิญมาในรายการตอบโจทย์ หลังจากคณะนิติราษฎร์จัดเสวนาข้อเสนอล้มล้างผลพวงรัฐประหาร เนื่องในวาระครบ 1 ปีของการก่อตั้งคณะนิติราษฏร์ และ 5 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย. และจัดเสวนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ “กฎหมายหมิ่นฯ” ที่จัดทำโดยคณะนิติราษฎร์ วรเจตน์เป็นแขกรับเชิญรายล่าสุดที่ถูกถามด้วยคำถามนี้ ในรายการตอบโจทย์ซึ่งออกอากาศวันที่ 28 พ.ย.54
ภิญโญ : นี่ถามกันแบบภาษาชาวบ้าน ตกลงนิติราษฎร์เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้าฮะ
วรเจตน์ : ก็ถามว่าเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้าในแง่ที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็ชัดเจนว่าเรายืนยันในการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรัฐที่เป็นราชอาณาจักร ไม่เป็นสาธารณรัฐ ซึ่งรัฐที่เป็นราชอาณาจักรก็คือพระมหากษัตริย์เป็นประมุขครับ อันนี้ชัดเจนว่าเราย้อนกลับไปที่ 2475 ซึ่งใน 2475 นั้น เมื่อมีการอภิวัฒน์แล้ว ความลงตัวก็คือว่า คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นสาธารณรัฐ แต่ยังยืนยันในระบอบประชาธิปไตย แต่ให้พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ นิติราษฎร์ยืนยันในหลักการอันนี้ครับ แน่นอนครับ
การถามของภิญโญ ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายผู้สนับสนุนการแก้กฎหมายมาตรา 112 ด้วยเห็นว่านี่เป็นคำถามที่ไม่ใช่ถาม เพราะบริบทวัฒนธรรมการเมืองไทย ไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกถามตอบเป็นอื่นไปได้ (อ่าน คำถามถึงภิญโญ: “คุณเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า?” และ คำถามที่มีเพียงหนึ่งคำตอบ..!)
อย่างไรก็ตาม หากมองในแง่ดี ก็มีผู้ให้ความเห็นว่า การถามของภิญโญนั้นเป็นการถามจากความรู้สึกนึกคิดของสังคมไทย และเขาน่าจะประเมินได้ว่า ผู้ถูกถามมีศักยภาพที่จะตอบคำถามและอธิบายด้วยเหตุผลและหลักการได้ และปฏิเสธไม่ได้ว่า ภิญโญมีส่วนในการทำให้การพูดจาเรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 ขยายพื้นที่ไปสู่สื่อโทรทัศน์หลักอย่างไทยพีบีเอส
คอป.เผย 'โคฟี อันนัน' ตอบรับร่วมวงถกปรองดอง
ที่มา ประชาไท
29 ธ.ค.2554 กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ รายงานการประชุมคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่ง ชาติ (คอป.) โดยมี นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป.เป็นประธานในที่ประชุม และมีกรรมการเข้าร่วมหารืออย่างพร้อมเพรียง โดยวาระสำคัญของการประชุมคือทิศทางการทำงานของ คอป.ในปี 2555 และติดตามความคืบหน้าการทำงานที่ผ่านมา
ทั้งนี้ นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการ คอป. ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ซึ่งมีบทบาทโดดเด่นในเรื่องการสร้างสันติภาพของโลก ได้ตอบรับการเดินทางเยือนประเทศไทยตามคำเชิญของ คอป. ระหว่างวันที่ 16-19 ก.พ.2555 เพื่อร่วมประชุมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับกระบวนการสร้างความปรองดอง พร้อมพบปะกับฝ่ายต่างๆ ในประเทศไทยเพื่อร่วมค้นหาหนทางคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งและสร้างความ สมานฉันท์ให้เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา นายคณิตและนายกิตติพงษ์ได้เดินทางเข้าเยี่ยมคารวะ นายโคฟี อันนัน ที่มูลนิธิโคฟี อันนัน กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความปรองดองในประเทศไทย รวมทั้งเชิญนายอันนันเยือนประเทศไทยเพื่อแสดงทัศนะในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์
ข้อเสนอแนะของนายอันนันจากการหารือในครั้งนั้นมี 3 ข้อ คือ 1.ผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ขัดแย้งทางการเมือง ควรให้ความร่วมมือต่อกระบวนการสร้างความปรองดองในประเทศอย่างจริงจังและจริง ใจ มิใช่ให้การสนับสนุนแต่เพียงคำพูดว่าจะให้ความร่วมมือกับ คอป.เท่านั้น
2.การเข้าถึงและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ (public outreach) ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของ คอป. โดย คอป.ควรดำเนินการให้ประชาชนทราบและเข้าใจถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ (mandate) ของ คอป. ทั้งยังควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆ ของ คอป.มากขึ้น เช่น การเยียวยาในระดับชาติ (national healing) หรือการสร้างความปรองดอง เป็นต้น เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการต่างๆ จะเป็นการสร้างความเชื่อถือต่องานของ คอป.เอง
3.คอป.ต้องดำเนินงานอย่างมีอิสระ ไม่อยู่ภายใต้ความกดดันและอิทธิพลทั้งจากในและต่างประเทศ
ที่ประชุม คอป.เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ยังได้ข้อสรุปเบื้องต้นเกี่ยวกับทิศทางการทำงานในปี 2555 กล่าวคือ จะเปิดเวทีระดับชาติเพื่อขับเคลื่อนเรื่องงานเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาก เหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี 2553 หลังจาก นพ.รณชัย คงสกนธ์ ประธานอนุกรรมการการเยียวยา ฟื้นฟู และป้องกันความรุนแรง ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า จากการลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายังมีประชาชน นิติบุคคล และภาคธุรกิจจำนวนมากเข้าไม่ถึงการเยียวยาของรัฐ จึงต้องเร่งจัดเวทีเยียวยา โดยกำหนดห้วงเวลาไว้ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.2555 ซึ่งอาจมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการเยียวยาจากอินโดนีเซียมาร่วมถ่ายทอด ประสบการณ์ด้วย
นอกจากนั้น จะมีการเปิดเวทีสาธารณะเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง รวมทั้งเครือข่ายของ คอป.มาระดมสมองเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานของ คอป.ต่อไป รวมถึงกรอบเวลาการทำงานของ คอป.ที่จะครบกำหนดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ พ.ศ.2553 ในวันที่ 15 ก.ค.2555 นี้ด้วย
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
Thursday, December 29, 2011
จักรภพ:อำมาตย์จวนตัวใช้แผนแดงฆ่าแดง ประชาชาติไทยถูกผลักไสให้เลือกแนวทางปฏิวัติ
ที่มา Thai E-News
ภาพล่า สุดของจักรภพ เพ็ญแข ใส่เสื้อแดงสกรีนรูปดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำการปฏิวัติ 2475 เขากล่าวในการให้สัมภาษณ์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ระบุสถานที่แน่ชัดว่า หนทางการปรองดองดูตีบตันเพราะนโยบายของฝ่ายอำมาตย์กำลังผลักไสให้ประชาชนไทย ลุกฮือขึ้นปฏิวัติมวลชนแทน แม้แต่กลไกที่เรียกว่า"แดงฆ่าแดง"ก็ไม่อาจปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงของระบอบ นี้ได้อีกต่อไป
หมายเหตุไทยอีนิวส์: หลัง จากแกนนำนปช.ในต่างประเทศได้พากันเดินทางกลับบ้านกันเกือบหมดทุกคนแล้ว ล่าสุดคือ อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง หากไม่นับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มีเพียงจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรี อดีตโฆษกรัฐบาล และแกนนำนปช.เท่านั้น
เรา ได้ สัมภาษณ์จักรภพ เพ็ญแข ซึ่งพำนักลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ เพื่อเปิดเผยทัศนะจุดยืนของเขาต่อสถานการณ์การเมืองไทยตลอดห้วง 3 ปีที่เขาเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และทิศทางแนวโน้มในปี 2555
1.คน สนใจกันมากว่าแกนนำที่ไปพักพิงลี้ภัยในต่างประเทศก็กลับมาหมดแล้ว ล่าสุดคือคุณอริสมันต์ ไม่ทราบว่าคุณจักรภพประเมินสถานการณ์อย่างไร และพร้อมจะกลับบ้านหรือยัง?
ประชาธิปไตยจึงพิการมาตั้งแต่ก้าวแรกที่เริ่มต้น
อย่า ลืมว่าการลุกฮืออย่างเงียบๆ ของพลเมืองไทยใน พ.ศ.๒๕๔๙-ปัจจุบัน นับเป็นปรากฎการณ์ที่ยิ่งใหญ่มาก หากเราไม่ตระหนักให้ดีว่าเหตุที่่เขาขอ “ปรองดอง” ก็เพราะเขากำลังเพลี่ยงพล้ำ ไม่ใช่เพราะมีน้ำใจต่อประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง
2.คุณ จักรภพประเมินสถานการณ์การเมืองของไทยอย่างไรนับแต่เดินทางออกนอกประเทศมาจะ ครบ 3 ปี ฝ่ายประชาธิปไตยมีความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนต่อสู้ไปเพียงใด
พิมพ์เขียว นี้ก็มิได้มาจากคำสั่งของนายทุนหรือผู้ที่วางตัวเป็นชนชั้นที่สูงส่งกว่า แต่มาจากการทำงานร่วมกันเพื่อให้เป็นกรอบการทำงานที่เราวัดผลและเสริม ประสิทธิภาพในการทำงานได้
จน กลไกเหล่านี้สึกหรอและกระสุนเริ่มด้าน มวลชนก็อยู่ในสภาพ “รู้ทัน” ขณะนี้เขาจึงหันมาใช้เครื่องมือใหม่อย่างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ตามกรอบความคิด “แดงฆ่าแดง” ที่เราพูดกัน แต่ปัญหาใหญ่จริงๆ ที่เขาเองก็รู้ดีคือความเสื่อมถอย ณ ศูนย์กลางของระบอบ ปัญหามะเร็งในเนื้อในตัวเองทำให้เครื่องมือใดก็ใช้การไม่ได้เต็มที่ วิกฤติการณ์การเมืองไทยจึงจะไม่มี บทจบที่ “สวยงาม” อย่าง ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ หรือ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ อีกและฝ่ายเขาก็รู้ดี ผมคิดว่า “๖ ตุลา” ครั้งต่อไปคงรุนแรงกว่าเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๙ ขบวนประชาธิปไตยไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากเตรียมกายและเตรียมใจให้พรั่ง พร้อม การเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองจะเกิดขึ้นแน่ และการบริหารระยะเปลี่ยนผ่านน่าจะเป็นหัวใจของเรื่อง
หลัก ฐานในการเมืองไทยบอกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า “การปรองดอง” ในอดีตไม่มีความหมายใดๆ ในยามที่เกิดการเผชิญหน้าทางการเมืองในระยะต้นและระยะกลาง อาจมีประโยชน์บ้างในระยะปลาย ที่ผู้แพ้และชนะต่างรู้ชะตาของตนเองอย่างค่อนข้างเด็ดขาดแล้ว
ผม ไม่เก่งพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่า “การปะทะ” จากนี้ไปจะออกมาในรูปใดและรุนแรงขนาดไหน แต่การสร้างบรรยากาศต่อต้านแนวปฏิรูปอย่างที่กำลังกระทำกับ “กลุ่มนิติราษฎร์” ที่กำลังรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นฯ ในขณะนี้ เสมือนเป็นปฐมบท (pre-requisite) ที่นำไปสู่ “๖ ตุลา” ครั้งที่ ๒ ได้ ลองสังเกตแนวคิดที่พูดผ่านปากคนต่างๆ ของฝ่ายศักดินา-อำมาตย์ขณะนี้จะพบว่าคล้ายคลึงกัน เช่น ใครที่จะแก้ไขกฎหมายนี้ให้ไปอยู่ต่างประเทศ เป็นต้น ไม่ต่างอะไรนักจากแนวทางของวิทยุยานเกราะ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กลุ่ม ทส.ปช. ของ พ.ศ. นั้น ประเด็นขณะนี้จึงไม่ใช่การเลือกระหว่างปฏิรูปหรือปฏิวัติ หากมวลชนไม่สามารถแม้แต่จะเสนอให้แก้ไขกฎหมายอย่างเปิดเผยตามสิทธิในรัฐ ธรรมนูญแล้ว แนวปฏิรูปจะถูกบีบให้เปลี่ยนเป็นแนวปฏิวัติโดยอัตโนมัติ
6.คุณ จักรภพใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างไร และเป็นไปได้ไหมที่ขบวนการปฏิวัติหรือปฏิรูปอาจก่อตัวมาจากต่างประเทศคล้าย กับคณะราษฎรเมื่อปี2475
แต่ถ้าจะตอบกันสั้นๆ ศูนย์กลางในการปฏิวัติประชาธิปไตยไทยที่จะเกิดขึ้นในต่างประเทศมีความเป็นไปได้สูงครับ.
สเปนเปิด"รายได้"ราชวงศ์เป็นครั้งแรก หลังกระแสสังคมกดดัน คิงคาร์ลอสรับ"12 ล้านบาท/ปี
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
มติชนรายงานข่าวการเปิดเผยเงินเดือนราชวงศ์ของสเปนเป็นครั้งแรก ทั้งนี้ "กษัตริย์ "ฮวน คาร์ลอส" ทรงมีเงินเดือน 292,752 ยูโร หรือราวกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งรวมกับเงินค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ"
อนึ่ง กษัตริย์ "ฮวน คาร์ลอส" ได้รับการยกย่องทั่วโลกว่า "เป็นกษัตริย์นักประชาธิปไตย" เพราะทรงนำประชาชนสเปนปฎิเสธรัฐประหาร (ครั้งสุดท้ายในสเปน) เมื่อปี 2524 ทำให้ประชาชนสเปน ไม่ต้องกังวลว่าทหารจะทำการปฏิวัติรัฐประหารอีกเลยนับตั้งแต่นั้นเป็นตนมา
ขอ ร่วมสดุดีแซ่ซร้องในพระเกียรติคุณ ในฐานะที่ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองบ้านเมือง เช่นเดียวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่รักของปวงชนชาวไทย!
ที่มา มติชน
29 ธันวาคม 2554
สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ว่า สเปนซึ่งต้องประสบวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา ได้เปิดเผยรายได้เงินเดือนของราชวงศ์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางกระแสกดดันของสังคมที่ต้องการให้มีการเปิดเผยสถานภาพด้านการเงินของ ราชวงศ์ ในห้วงประเทศประสบความยากลำบากทางเศรษฐกิจ โดยการเปิดเผยดังกล่าวระบุว่า กษัตริย์"ฮวน คาร์ลอส"ทรงมีเงินเดือน 292,752 ยูโร หรือราวกว่า 12 ล้านบาท ซึ่งรวมกับเงินค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ
ส่วน เจ้าหญิงเฟลิปเป้ ทรงมีรายได้เงินเดือนเป็นเงิน70,260 ยูโร หรือราวกว่า 2.8 ล้านบาท และเงินค่าใช้จ่ายปฎิบัติกรณียกิจ 71,117 ยูโร หรือราวกว่า 2.9 ล้านบาท
ส่วนพระราชินี"โซเฟีย",เจ้าหญิง"ลาติเซีย"และเจ้าหญิง คริสติน่า และเจ้าหญิงอีเลนา ไม่มีรายได้เงินเดือน ที่ถูกระบุเฉพาะ แต่มีค่าใช้จ่ายสำหรับปฎิบัติกรณียกิจ เป็นจำนวนรวมกัน 375,000 ล้าน หรือราว 15.37 ล้านบาท
รายงานระบุว่า ที่ผ่านมา ทางการสเปนได้ระงับงบประมาณหลวงเมื่อปี 2010 ลง 470,000 ยูโร หรือราวกว่า 19.27 ล้านบาท และได้ตัดลดงบประมาณหลวงของปี 2011 จากจำนวน 8.43 ล้านยูโร หรือราว 345,630,000 ล้านบ.ลง 5% คือ 470,000 ยูโร หรือราว 19.27 ล้านบาท
0 0 0 0 0
หมาแก่ดับคาจอต่อจากตั้ว-อ๊อฟ โปรแกรมหน้าท้าพิสูจน์พลังคว่ำบาตรกับหนัง'กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์'
ที่มา Thai E-News
![]() |
| เวรกรรมCOMING SOON! |
หนัง "ปัญญาเรณู ๒" ของบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ จะเข้าฉายเดือนหน้า เราควร แบนหนังนี้หรือไม่ครับ
คนโขนของตั้ว อุโมงค์ผาเมืองของอ๊อฟ หมาแก่ของป๋าเทพ ต่อไปถึงคิวปัญญาเรณูของพี่บิณฑ์สินะ
ดึงสถาบันมาแอบแฝงผลประโยชน์ ให้ตัวเอง เพื่อโปรโมท หนังกำลังจะเข้า โลง [ โรง ]
หนังมันตั้งเป้ารายได้ไว้ 100 ล้านบาท ในกรณีที่"สลิ่ม"แห่กันไปดูล้านคน หนังชนบทอีสาน แต่เสือกเห่าหอนเอาใจอำมาตย์
ให้มันไปทำหน้าที่เก็บศพดีแล้วหละ ไม่ต้องมาสาระแน
กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ใครข้องใจเจอได้ทุกเวลา..พวกมึงไม่รู้สำนึกยังหน้าด้านอยู่ประเทศไทยทำไม
ไอ้พวกสัตว์นรกชอบทำความแตกแยกคนไทยด้วยกัน..คนที่แม่่งพูดบอกว ่าประชาชนปลดรูปลงหมดแล้ว..ปลดร ูปโคตรพ่อโคตรแม่มึงนะลงเอากระท ืบไงไอ้สัตว์..พวกมึงไม่รู้สำนึ กแล้วยังมาหน้าด้านอยู่ประเทศไท ยทำไม..กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ถ้าใครข้องใจ..แต่อย ่าหน้าตัวเมียน่ะเจอกูได้ทุกเวล า..เปิดตัวออกมาไอ้เหี้ย!!
จู่ๆบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ก็โพสต์ดังข้างต้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่อมาเขาได้โพสต์ในเฟซบุ๊คว่า
สวัสดีครับเพื่อนๆที่รักทุกคน..ผมขอโทษในเรื่องคำพูดที่พูดออกไ ปผมรู้ว่ามันไม่เหมาะสม แต่ผมเอา ไม่อยู่จริงๆผมเทิดทูนและรัก(เซ็นเซอร์)ไม่แพ้เพื่อนๆทุกคน..ผมขอโท ษครับ
อย่างไรก็ตามบิณฑ์ไม่ได้บอกที่ไปที่มาที่ทำให้เขาออกตัวแรงขนาดนี้แต่อย่างใด
ที่มา:เฟซบุ๊ค Bin Banloerit
เรื่อง Facebook นายกฯปู ลงรูปผิดพลาด ผมไม่ถือ และเรื่องนี้ก็ไม่ผิด ม.112
ที่มา thaifreenews
โดย ลูกชาวนาไทย
คือ ผมไม่ถือเรื่องนี้ และผมก็ทราบว่าคน 15.7 ล้านคนก็ไม่ถือ และไม่คิดว่ามันสำคัญจนไม่ลงคะแนนให้ ในทางการเมือง จึงไม่มีความหมายอะไร นอกจากโดยมารยาทต้องขอโทษ และเขาก็ได้ขอพระราชทานอภัยโทษแล้ว ซึ่งก็ควรจบแล้ว
เรื่องนี้ไม่ได้ผิดกฎหมาย 112 จึงไม่ใช่ประเด็น
ส่วน พวกที่ถือเรื่องนี้มาก จะปลุกกระแสก็ทำไป ลองดูว่าจะปลุกขึ้นหรือไม่ ยิ่งปลุกยิ่งเสียต่อลัทธิอุลตรารอยัลลิสต์ เพราะจะรู้ว่าพลังของเรื่องนี้มีแค่ไหน
มันไม่ใช่ taboo หรือจารีต เหมือนยุคก่อนปี 2549 อีกแล้ว
เรียกว่าประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิมแล้ว ในทางการเมืองแล้วมันไม่ส่งผลกระทบต่อคะแนนเสียงของรัฐบาล หรือนายกฯปู
ส่วน มีพวกมาต่อต้าน ก็เป็นพวกที่ไม่ชอบ ไม่เอาและพวกเกลียดตะกูลชินวัตรอยูแล้ว ต่อให้ออกมาสัก 10 ล้านคนเท่ากับ จำนวนพวกที่เลือกพรรค ปชป. ก็ไม่มีความหมายอะไร เพราะเป็นเสียงส่วนน้อย
เพราะอีก 15.7 ล้านคน เขาก็ยังสนับสนุนนายกฯ ปู หัวทิ่มเช่นกัน
ดังนั้น เมื่อมันไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง ให้นายกฯปู เสียคะแนนจากพวกที่เลือกนายกฯปูแล้ว พวก ศิษย์เก่านิเทศศาสตร์จุฬาฯ
ซึ่งก็คือ พวกนักข่าวนั่นเอง จะออกมาเล่นเรื่องนี้ทำไม เล่นไปในทางการเมือง มันก็ไม่มีผลต่อการจูงใจ คนที่เขาลงคะแนนให้นายกฯปู
เป็นนักข่าว เรียนการข่าวมา เรียนสื่อสารมวลชนมา ทำไมไม่รู้จักมีหัวคิด
ปล.ถึง นายกฯปูและรัฐบาล อย่าตอบเรื่องนี้ ปล่อยพวกอุลตรารอยัลลิสต์ไป หากไปตอบ ไปโต้แย้ง พวกนี้ก็เล่นไม่จบ เมื่อไม่ผิดกฎหมายคือ ไม่ผิดกฎหมาย

