WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, December 31, 2011

ไขความจริง 91 ศพกระสุนจากใคร

ที่มา Voice TV









การสืบสวนหานำตัวผู้ลั่นกระสุนคร่าชีวิตคนเสื้อแดงจากเหตุการณ์ สลายการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 เริ่มเห็นภาพได้มากขึ้น

เวลาผ่านไปกว่า 1 ปี 7 เดือนแล้ว ที่มีผู้เสียชีวิตจำนวน 91 ศพและบาดเจ็บกว่า 2,000 รายจากเหตุการณ์สลายการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม 2553 แต่ยังไม่สามารถนำตัวคนผิดมาลงโทษได้ เเต่เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นแกนนำจากพรรคเพื่อไทย ทำให้การสืบสวนสอบสวนเริ่มเห็นภาพฆาตกรที่เป็นผู้ลั่นกระสุนคร่าชีวิตคน เสื้อแดงได้มากขึ้น

ฝากประชาสัมพันธ์งานเสื้อแดงครับ

ที่มา thaifreenews

โดย d-day

ขอเชิญพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยหัวใจเป็นธรรมทุกท่าน ร่วมงาน

“ปีใหม่ประชาธิปไตยเบ่งบาน 2555”

ณ บริเวณริมถนนสุขุมวิท ติดกับธนาคารกสิกรไทย ใกล้ตลาดสี่มุมเมือง เยื้องโรงงานเมเยอร์ ก่อนถึงทางเข้าท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง

ในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม 2555

ตั้งแต่เวลา 17.00 น. – 24.00 น. ถ่ายทอดสดทาง Asia Update

งานนี้มีโต๊ะจีน 300 โต๊ะพร้อมอาหารเครื่องดี่ม ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
พบ กับแกนนำ นปช.ชุดใหญ่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แขก วีไอพี ศิลปินนักร้องจากค่ายประชาธิปไตยมากมายหลายท่าน ทอม ดันดี (โด่ง)อรรถชัย อนันตเมฆ แป๊ะ บางสนาน อเล็ก โชคร่มพฤกษ์ นุช พจมาน และอีกหลายๆท่าน ขับกล่อมความสุขความบันเทิง ในบรรยากาศความปรองดอง รัก สามัคคี มีแต่ประชาธิปไตย ตลอดทั้งงาน

ผู้สนใจร่วมงานติดต่อจองบัตร ฟรี ได้ที่

คุณรจนา (นา) 081-5904222

คุณหมู 081-1102623

คุณบัญญัติ 081-8220091

คุณสุรินทร์ 085-9333443

สำหรับพ่อค้า-แม่ค้าที่ต้องการออกร้าน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่

คุณต่าย 086-1556231

ผู้รักประชาธิปไตย หัวใจเป็นธรรม อย่าพลาด!!!

2011-12-30 CH3 สัมภาษณ์พิเศษ นายกปู ครบหมดทุกคลิป ทุกช่วงข่าว

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2011-12-30@1204 CH3 สัมภาษณ์พิเศษ นายกปู


2011-12-30@1708 CH3 สัมภาษณ์พิเศษ นายกปู


2011-12-30@1808 CH3 สัมภาษณ์พิเศษ นายกปู


2011-12-30@1819 CH3 สัมภาษณ์พิเศษ นายกปู


2011-12-30@2223 CH3 สัมภาษณ์พิเศษ นายกปู

สวัสดีปีใหม่-จาตุรนต์ ฉายแสง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse




http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=915

เปิดใจอริสมันต์ voicetv 30 12 2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=918

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นครราชสีมา 30-12-2011

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

nick_nakhonpathom



http://www.thaivoice.org/board/index.php?

เจาะข่าวเด่นสรยุทธ-ทีมข่าวการเมืองเปิดใจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ 30-12-11

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

nick_nakhonpathom



http://www.thaivoice.org/board/index.php?

คนส่วนน้อยไม่มีสิทธิจะบังอาจมาขับไล่คนส่วนใหญ่ไปอยู่ประเทศอื่น

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

พวก คนส่วนน้อยของประเทศ อย่างเช่น นายพลทหารเผด็จการ สส.พรรคแมลงสาป แก๊งค์สลิ่ม พวกคลุ้มคลั่งตามเฟซบุ๊ค พันธมิตร นักแสดงเห่ย ๆ ตุลาการบางคน ฯลฯ ที่เห็นพยายามบังอาจออกข่าวข่มขู่ขับไล่คนที่ต้องการการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง กฎหมายที่ไม่ถูกต้องตามหลักนิติรัฐนิติธรรมสากล ให้ไปอยู่ประเทศอื่น ถ้าหากมีการปรับปรุงกฎหมายที่กลุ่มขวาจัดของพวกคุณในอดีตเคยช่วยกันแก้ไขให้ รุนแรงเกินมาตรฐานที่ชาวโลกยอมรับ รวมทั้งรัฐธรรมนูญฉบับอมาตยาธิปไตยที่ยัดเยียดให้คนไทย ในช่วงที่ประเทศเป็นเผด็จการ จนถึงขนาดเจ้าของเฟซบุ๊คต้องออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ตอนนี้เขาทำผิดกฎหมายของไทยแล้ว ถ้ามาเมืองไทยอาจจะถูกจับก็ได้ หรือสำนักงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ องค์การนิรโทษกรรมสากล ฯลฯ ก็ออกมาแสดงความรู้สึกต่อต้านกฎหมายเหล่านี้นั้น

คำ ถามจากฟากประชาธิปไตยก็คือ ก็ในเมื่อคนไทยจำนวนมากมายที่เขาต้องการแก้ไขนั้น ต่างก็เกิดและเติบโตเรียนหนังสือขั้นต้นกันในประเทศนี้ เสียภาษีให้รัฐนี้ บางคนได้ทุนจากภาษีประชาชนไปศึกษา ทุกคนล้วนได้ประโยชน์ในการมีชีวิตจากรัฐนี้เหมือนกันทั้งนั้น เขาก็แค่ต้องการตอบแทนสังคมด้วยวิธีปรับปรุงกฎระเบียบของสังคมให้เป็นที่ยอม รับในสากลโลก ไม่ใช่โดนเขาหมิ่นหยามกันทั่วไปอย่างทุกวันนี้ เพราะกฎหมายล้าสมัย ตุลาการตกยุค ฯลฯ มันเสื่อมเสียกับคนไทยและประเทศไทยอย่างร้ายแรงยิ่ง ไม่มีใครเขายอมรับ เพราะมันทำร้ายหลักการทางสิทธิมุนษยชนโลกของสหประชาชาติ เรื่องทั้งหมดก็เท่านั้นแหละ ทำไมเขาจะตอบแทนคุณชาติบ้านเมืองด้วยการปรับปรุงกฎหมายชรา ๆ เหมือนอย่างที่เคยยกเลิกจารีตนครบาล หันมาใช้กฎหมายตามแบบสากล ปรับปรุงกฎหมายของประเทศให้มันเป็นธรรมตามมาตรฐานสากลนี่มันจะทำกันบ้างไม่ ได้หรือ รวมทั้งการทำให้หลักนิติรัฐนิติธรรมสากลปกครองบ้านเมืองนั้น พวกคุณจะเป็นจะตายกันเลยหรือ บ้าคลั่งกันเกินขนาดไปแล้ว มาไล่คนที่ต้องการสร้างหลักการสากลให้กับกฎหมายของประเทศให้ไปอยู่ประเทศ อื่น

ที่จริงพวกคุณสมควรหันมาดูตัวเองให้ชัดเจนว่า ความจริงแล้วพวกคุณมีจำนวนอยู่เท่าไหร่ เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้จริงหรือ ยุติการตีขลุมสร้างคำพูดข่มขู่ว่าจะเคลื่อนไหวใหญ่ ถ้ามีการปรับปรุงจริง ๆ ก็เอาเลยครับ อยากรู้เหมือนกันว่าพวกคุณมีจำนวนอยู่แค่ไหน เพราะมันพิสูจน์แล้วชัดเจนว่า พวกคุณไม่อาจขายไอเดียหลักการความเห็นของพวกคุณให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ ได้ พวกคุณแพ้การเลือกตั้งนะครับ และ “แพ้ซ้ำซาก” มาตลอดด้วย จำใส่กะลาหัวเอาไว้บ้าง

ยืนยันว่า พวกเราเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ พรรคที่เราสนับสนุนก็ชนะการเลือกตั้ง แล้วพวกคุณล่ะ แม้แต่พรรคที่พวกคุณสนับสนุนก็แพ้เลือกตั้งซ้ำซาก แล้วทำไมไม่มียางอายยอมรับความพ่ายแพ้กันบ้าง ถ้าพวกคุณเป็นมนุษย์จริงแล้วก็ไม่ควรหน้าหนามากกว่าส้นเกือกแบบนี้ และถ้าเป็นพวกแพ้ไม่รู้จักแพ้ ก็สมควรออกไปจากประเทศนี้กันให้หมดได้แล้ว จะไปตั้งรัฐในอุดมคติของพวกคุณเองที่ไหนก็เชิญ จะปกครองด้วยกฎหมายเต่าล้านปีฉบับไหน ก็ทำกันในหมู่ของพวกคุณเลย เพราะบ้่านเมืองนี้เป็นของพวกเราประขาชนส่วนใหญ่ พวกเราจะไม่ปล่อยให้คนหยิบมือหนึ่งมามีอำนาจเหนือคนมหาศาลของสังคม อย่างที่พวกคุณพยายามทำกันมาห้าปีแล้วกันหรอก เราเข้าใจกันดีว่า วันนี้พวกคุณถอยจนแทบเป็นหมาจนตรอกกันทั้งแก๊งค์แล้ว ถึงต้องหันมาใช้วิธีเห่าข่มขู่ชาวบ้านเขาเป็นหลัก เพราะวิธีอื่นมันแพ้ซ้ำซากไปทุกเรื่องน่ะซี


Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

หากคนส่วนใหญ่ ทนไม่ไหว เขาก็รวมตัวขับไล่พวกคนส่วนน้อยนี้ออกจากประเทศ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในอาหรับ และลิเบียมาแล้ว

ความอดทนของประชาชน มีวันหมดสิ้นนะครับ อย่าท้ามากนัก

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: การเมืองแบบราชานิยม

ที่มา ประชาไท

ดูท่าสังคมไทยคงจะต้องถกเถียงกันเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ไปอีกนาน ทั้งๆที่สถาบันนี้อยู่คู่บ้านคู่เมืองมาตั้งแต่ตั้งประเทศแล้ว แต่สังคมไทยกลับแสดงออกราวกับว่ายังหาตำแหน่งแห่งที่ให้ไม่ได้หรือได้ก็ไม่ เหมาะสมเสียที แต่สาเหตุหลักที่จะต้องทุ่มเถียงหรือบางคราวอย่างเช่นในปัจจุบันก็เกินเลยไป ถึงขั้นทะเลาะเบาะแว้ง ดูๆไปอาจจะถึงทะเลาะตบตีกันให้เลือดตกยางออกก็ได้ เพราะเหตุว่าเถียงไปคนละเรื่อง และประการสำคัญการถกเถียงนั้นไม่ได้มุ่งหวังหาทางออกให้กับสังคม หากแต่มุ่งจองล้างจองผลาญกันเสียมากกว่า สภาพเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ หากแต่เป็นผลเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์เองด้วย

ปัญหาสำคัญในเวลานี้ซึ่งทำให้การถกเถียงเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เป็น เรื่องเป็นไปไม่ได้ หรือ หากได้คงไม่ได้คำตอบเพราะมีคนกลุ่มหนึ่งหวังใช้สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ปาก ตัวเองบอกว่าจงรักภักดีเสียเต็มประดานั้นเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง มากกว่าอย่างอื่น สถาบันพระมหากษัตริย์กลายเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่ใช้กำจัดคู่แข่งทางการ เมือง

การกล่าวหาหรือแม้แต่ป้ายสีว่าอีกฝ่ายหนึ่งขาดความจงรักภักดีต่อพระมหา กษัตริย์ทำได้ง่ายกว่าบ้วนน้ำลายตามท้องถนนเสียอีก ใครๆก็สามารถเดินไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเพี่อให้จับใครก็ได้ด้วยข้อหาหมิ่น พระมหากษัตริย์ ด้วยพยานหลักฐานเพียงเล็กน้อย หรือแทบจะไม่มีเลยก็ได้ อาจจะเป็นถ้อยคำทางอินเตอร์เน็ต หรือ โทรศัพท์มือถือ (ซึ่งไม่แน่นักว่าใครเขียนหรือใส่เข้าไป) และเจ้าพนักงานก็แทบไม่ต้องใช้ดุลยพินิจใดๆ เลย นอกจากดำเนินคดีตามที่ได้รับแจ้ง ไล่จับผู้ต้องหายัดคุกไว้ก่อน ที่เหลือไปพิสูจน์กันชั้นศาล ตำรวจที่ไม่รับแจ้งความ หรืออัยการที่สั่งไม่ฟ้องคดีนี้ จะตกเป็นจำเลยเสียเอง

ยิ่งไปกว่านั้นความผิดฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ก็มีปรากฏเพ่นพ่านอยู่ใน กฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้เต็มไปหมด แม้แต่กฎหมายว่าด้วยคอมพิวเตอร์ก็ยังสามารถใช้เป็นกฎหมายที่เอาผิดฐานหมิ่น พระมหากษัตริย์ได้ด้วย ทั้งๆที่เจตนารมณ์ของกฎหมายน่าจะเอาไว้ปกป้องระบบคอมพิวเตอร์จากพวกแฮกเกอร์ หรือการก่อการร้ายผ่านคอมพิวเตอร์มากกว่า นับวันคดีความอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ขัดกับวาทกรรมที่พยายามสร้างกันเหลือเกินว่า ประชาชนไทยทั้ง 65 ล้านคนล้วนแล้วแต่รักเทิดทูลและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ด้วยกันทั้งสิ้น

เวลานี้ไม่มีใครกล้าพูดถึงบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศ ไทยได้เลยจริงๆ แม้แต่ในวงวิชาการ กระแสทางการเมืองที่เชี่ยวกราก บีบบังคับให้การพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยนั้นทำได้เพียงทางเดียวคือ การแซ่ซ้องสรรเสริญ หรือ เขียนบทอาเศียรวาท เท่านั้น ผิดไปจากนี้พวกนั้นจะถูกจัดอยู่ในประเภทที่ขาดความจงรักภักดี หรือ หนักเข้าเป็นพวกจ้องทำลายสถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย ความผิดสถานเบาของคนพวกนี้คือต้องโทษจำคุก หนักไปกว่านั้นพวกเขาจะถูกไล่ออกนอกประเทศ หรือ ถูกตัดสิทธิความเป็นพลเมืองไทย หรือ จริงๆแล้วถูกตัดสินว่าไม่สมควรจะอยู่ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์อีก ต่อไป

ความจริง แม้แต่ในหมู่ชนชั้นสูงหรือกลุ่มที่จงรักภักดีจริงๆและต้องการเห็นสถาบันพระ มหากษัตริย์มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าวัฒนาถาวรก็ยอมรับกันบ้างแล้วว่า สังคมไทยมีความจำเป็นที่จะต้องพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างถึงรากถึง แก่นในเรื่องการจัดวางฐานะ ตำแหน่ง ความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสถาบันอื่นๆ และรวมถึงพระราชอำนาจด้วย แต่พวกเขาเหล่านั้นคงไม่กล้าที่จะทำประเด็นเหล่านี้ให้กลายเป็นเรื่องถก เถียงในสาธารณะหรือแย่ไปกว่านั้นพวกเขาเองอาจจะได้ประโยชน์จากการสถานะที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย จึงได้แต่พล่ามเตือนห้ามมิให้ใครพูด ทั้งๆที่วิญญูชนต่างรู้กันทั่วโลกแล้วว่า พวกเขาเมาท์เรื่องนี้กับจนน้ำลายแตกฟองในที่รโหฐาน

เวลานี้ประเด็นการถกเถียงเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เข้มข้น ที่สุด กลับไม่ใช่ปัญหาเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เองเลยแม้แต่น้อย หากแต่เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองกษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็ดูท่าว่าจะทำไม่ได้ด้วยซ้ำไป บรรดานักวิชาการที่เสนอให้มีการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายอาญา มาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นพระมหากษัตริย์ (ส่วนใหญ่นิยมเรียกว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งๆที่ไม่ใช่) ถูกโจมตีอย่างสาดเสียเทเสียว่า เป็นพวกเสียสติ มุ่งล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้บัญชาการทหารของประเทศไทยถึงกลับขับไสไล่ส่งให้พวกเขาออกไปอยู่นอกประเทศ

สิ่งที่บรรดานักวิชาการเสนอนั้น ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์โดยตรงเลย หากแต่พยายามจะปกป้องสถาบันกษัตริย์ให้รอดพ้นจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือทาง การเมืองหรือพยายามทำให้การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ปลอดการ เมือง (depoliticise) เท่านั้นเอง

ในทางวิชาการดูเหมือนจะเป็นที่ตกกันแล้วว่า พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในฐานะที่ทำหน้าที่ประมุขแห่งรัฐนั้น จะต้องได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายให้รอดพ้นจากการถูกหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ อาฆาตมาดร้าย ไม่มีใครสักคนเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรานี้เพื่อจะบอกว่า การกระเช่นว่านั้นจะไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย เพราะพื้นฐานสิทธิมนุษยชนทั่วๆไป อย่าว่าแต่จะเป็นกษัตริย์หรือประมุขแห่งรัฐเลย คนธรรมดาสามัญ ก็ไม่สมควรที่จะถูก หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้าย หรือทำให้ได้รับความเกลียดชังได้

ประเด็นสำคัญที่กำลังมีการเสนอกันในเวลานี้คือ กฎหมายมาตรา 112 นี้จะใช้อย่างไรจึงจะเหมาะสมเข้ากับยุคสมัยและคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ได้อย่างเต็มที่และไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่างหาก ปัญหาที่จะต้องพิเคราะห์คือ ใครบ้างที่มีอำนาจในการใช้กฎหมายนี้ สมควรที่จะให้ “ใครก็ได้” แจ้งความจับ “ใครก็ได้” ในฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือ องค์รัชทายาทหรือไม่ และโทษอันเกิดแต่การใช้วาจาหรือลายลักษณ์อักษรทำละเมิดพระมหากษัตริย์สมควร จะสูงเสมอเหมือนกับการฆาตกรรมเลยหรือ และเจ้าพนักงานมีดุลยพินิจเพียงใดในการจะพิจารณาว่า ถ้อยคำอย่างไร เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุภาพและสุจริต หรือแม้แต่การศึกษาทางวิชาการในสถาบันการศึกษา เป็นสิ่งที่ละเมิดพระมหากษัตริย์หรืออย่างไร

ความจริงในประมวลกฎหมายอาญาหมวดความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ มาตรา 133 นั้นคุ้มครองกษัตริย์ต่างประเทศด้วย ผู้ใด หมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาทหรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศต้องระวางโทษตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปี แต่ทำไมไม่เห็นมีใครแจ้งความจับบุคคลที่ด่าทอกษัตริย์กัมพูชาบ้างเลยหรือว่า ประเทศไทยใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติแบบนี้เสมอมา

แต่เหลือเชื่อว่า ทั้งผู้บัญชาการทหาร พรรคฝ่ายค้าน หรือ แม้แต่ผู้พิพากษาระดับประธานศาล กลับตอบสนองต่อข้อเสนอทางวิชาการเหล่านั้นราวกับว่าบรรดาผู้ที่เสนอแก้ไข กฎหมายมาตรานี้กำลังเสนอให้ยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ ครั้นจะว่าบุคคลเหล่านี้ไม่เข้าใจข้อเสนอ ฟังไม่ได้ศัพท์จับไปกระเดียดก็ใช่ที คนเหล่านี้ไม่ใช่เด็กนักเรียนอนุบาลพอจะฟังเรื่องแค่นี้ไม่เข้าใจหรือไขว้ เขว ท่านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เจริญด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ สติปัญญาด้วยกันทั้งนั้น

แต่การตอบสนองข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายถูกเบี่ยงเบนไปได้ไกลขนาดนั้น ทำให้เข้าใจได้ว่า พวกเขาเหล่านี้เองนั่นแหละที่ต้องการจะใช้อำนาจของกฎหมายนี้เพื่อประโยชน์ ทางการเมืองของตัวเองเสียมากกว่าอยากจะคุ้มครองพระมหากษัตริย์จริงๆ กฎหมายเปิดช่องให้ใครก็ได้เป็นผู้เสียหายในคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์โดยไม่ ต้องมีการกลั่นกรองเลย ย่อมทำให้พวกเขาเองอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจใช้กฎหมายนี้ได้ ความก็ปรากฏชัดเมื่อกองทัพแจ้งความดำเนินคดีนักวิชาการที่วิพากษ์วิจารณ์ ความเห็นของเจ้าฟ้าหญิง ซึ่งคดีนี้แม้นักเรียนกฎหมายชั้นต้นก็เข้าใจได้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ไม่เข้าองค์ประกอบของความผิดเลยแม้แต่น้อย ยังไม่นับว่าถ้อยคำที่นักวิชาการท่านนั้นใช้ก็ล้วนเป็นไปโดยสุภาพ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตธรรมดาๆเท่านั้น ไม่อาจจะนับได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายใครเลย

พรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ไม่อยากให้แก้ไขกฎหมายมาตรานี้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแก้ไขแล้วพวกเขาไม่มีสิทธิจะใช้กฎหมายนี้แจ้งความเอาผิด คู่แข่งทางการเมืองฐานหมิ่นพระมหากษัตริย์ได้ บางทีเมื่อหมดปัญญาจะเสนอนโยบายทางการเมืองที่โดนใจผู้ลงคะแนนเสียงได้ พรรคฝ่ายค้านคงอาจจะเห็นว่า มาตรา 112 นี้ดูจะเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดที่จะใช้สยบคู่แข่งทางการ เมืองได้ เพราะพรรคการเมืองนี้เคยใช้เครื่องมือนี้มาแล้วอย่างได้ผลในประวัติศาสตร์ก็ จึงอยากจะรักษาเอาไว้

ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่มีความกล้าหาญพอจะเสนอทางเลือกอื่นใด นอกเสียงจากแสดงการปกป้องกฎหมายมาตรานี้อย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับว่ากฎหมายนี้คือสถาบันพระมหากษัตริย์เสียเอง เพราะเชื่อว่านี่เป็นวิธีเดียวที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่ารัฐบาลที่ถูกกล่าวหา ว่าไม่จงรักภักดีหรือได้รับการสนับสนุนโดยพวกไม่จงรักภักดีนั้น มีความจงรักภักดีมากกว่าใครทั้งหมดในโลกนี้ บางทีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลนี้อาจจะจำเป็นต้องทำตัวเป็นพวกที่ more royalist than prince
ฉะนั้นจงอย่าได้แปลกใจที่อีกหน่อยจะได้เห็นว่ารองนายกรัฐมนตรีไปทำหน้าที่ สารวัตรตำรวจ ไล่จับคนทำผิดมาตรานี้และกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง มีความโน้มเอียงอย่างสูงที่คดีความในหมวดนี้ภายใต้รัฐบาลนี้จะมีมากกว่า รัฐบาลที่บริหารโดยพวกอนุรักษ์นิยมขวาจัดเองเสียอีก

'คอป.' เสนอรัฐสภาแก้ 'ม.112' หนักสุดคุกไม่เกิน 7 ปี

ที่มา ประชาไท

'คอป.' เสนอแก้ ม.112 เสนอต่อรัฐสภา โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 14,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ การสอบสวนดำเนินคดีจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอำนาจจากเลขาธิการพระราชวัง ด้านประธานศาล รธน.ค้านแก้

30 ธ.ค. 54 - เว็บไซต์คมชัดลึก รายงานว่านายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอ ป.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.ที่ผ่านมา คอป.ได้ประชุมหารือร่วมกันเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานในปี 2555 โดยคณะกรรมการเห็นตรงกันที่จะเน้นการทำงานในด้านการออกเดินสายรับฟังข้อมูล จากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับมาสังเคราะห์ เพื่อแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองเกิดความสงบ นอกจากนี้ในวันที่ 15-17 ก.พ.55 นายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการสหประชาชาติ(ยูเอ็น) จะเดินทางมายังประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ให้สังคมไทยรับรู้ว่าการแก้ปัญหาในประเทศแอฟริกา ใต้ที่เคยทำได้สำเร็จนั้น ทำอย่างไร แม้ว่านายโคฟีจะเคยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคอป.แล้ว แต่เพื่อให้สังคมได้รับทราบนายโคฟีจึงต้องการเผยแพร่ความคิดเห็นในวงกว้าง ให้สาธารณะและคนไทยได้รับทราบอย่างทั่วถึง

นายคณิต กล่าวอีกว่า ล่าสุดคอป.ได้ทำหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 30 ธ.ค. 54 เรื่องข้อเสนอแนะของคอป.เกี่ยวกับความผิดที่ต้องให้อำนาจหรือการดำเนินคดี มาตรา 112 ซึ่งสังคมมีความสับสนมาก ฝ่ายหนึ่งได้ใช้ความผิดฐานดังกล่าวเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการเมือง ของตน อ้างว่าเพื่อเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์โดยเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับ ผู้ถูกกล่าวหา ม.112 อย่างเคร่งครัด ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องของการใช้เสรีภาพในทางการเมืองตามรัฐ ธรรมนูญ ซึ่งหากกระทำเป็นความผิดอาญาย่อมขัดต่อเสรีภาพในการแสดงความเห็นจึงเสนอให้ ยกเลิก ม.112

ทั้งนี้คอป.ได้รับแต่งตั้งโดยฝ่ายการเมืองและดำรงอยู่โดยฝ่ายการเมือง หรือได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลก่อนและดำรงอยู่ได้เพราะได้รับการยอมรับจาก รัฐบาลปัจจุบัน ที่ผ่านมาคอป.ทำงานอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อรัฐ และประชาชน ข้อเสนอแนะจึงเป็นการเสนอต่อทุกภาคส่วนของสังคม โดยตระหนักดีว่าสังคมปัจจุบันไม่ว่าความสงบจะเกิดขึ้นในประเทศใดก็ย่อมกระทบ กับสังคมนานาประเทศด้วย

นายคณิต ระบุในหนังสือคอป.ด้วยว่า ในส่วนของความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น คอป.ได้ทำการศึกษาในแง่มุมของกฎหมายควบคู่ไปด้วย เพราะประโยชน์ในการแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมาย เพื่อให้เกิดความปรองดองต่อคนในชาติ โดยได้ทำการศึกษาถึงพื้นฐานความแตกต่างในสังคมประชาธิปไตยในต่างประเทศกับใน สังคมไทย พบว่าในประเทศประชาธิปไตยคนในกระบวนการยุติธรรมจะมีความเป็นเสรีนิยมสูงแต่ คนในกระบวนการยุติธรรมของไทยมีความเป็นอำนาจนิยมสูง

ในส่วนของพรรคการเมืองประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ พรรคการเมืองจะมีหน่วยที่ปรึกษาด้านกฎหมาย และเศรษฐกิจทำงานอย่างต่อเนื่องจนเป็นสถาบันควบคู่กับพรรคการเมือง เพื่อศึกษาและแก้ปัญหาของชาติโดยใช้กฎหมาย แต่ในประเทศไทยพรรคการเมืองยังไม่พัฒนาไปถึงสถาบันทางการเมือง มีลักษณะเป็นพรรคเฉพาะกิจ หน่วยที่ปรึกษากฎหมายจึงมีฐานะเฉพาะกิจตามไปด้วย ความแตกต่างด้วยพื้นฐานจึงส่งผลถึงการแก้ปัญหาของประเทศที่แตกต่างกันไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐประสบปัญหาทางการเมือง ที่ต้องแก้ปัญหาความรุนแรงในทางการเมือง

คอป. ได้ศึกษาเหตุการณ์ในอดีตจากกลุ่มกองทัพแดงในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมคอมมิวนิสต์และนิยมความรุนแรงในรัฐบาล ซึ่งหัวหน้ากลุ่มกองทัพแดงถูกดำเนินคดี เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมของญี่ปุ่นมีประสิทธิภาพสูงหรือกรณีกองทัพแดงใน เยอรมันที่ใช้ความรุนแรงล้มล้างรัฐบาลในลักษณะอาชญากรก่อการร้าย ซึ่งนำไปสู่การแก้กฎหมายของเยอรมันในเวลาต่อมา ครั้งนี้การที่คอป.หยิบยกเหตุการณ์ที่แสดงถึงบทบาทของฝ่ายบริหารและ นิติบัญญัติของประเทศต่างๆ ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่าในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีทางแก้ปัญหาในระบบในทาง การเมืองอย่างมีหลักการหลักเกณฑ์ได้เสมอ เพียงแต่นักการเมืองของประเทศต้องมีเจตจำนงในการเมืองที่ถูกต้องและจริงจัง เท่านั้น ในประเทศไทยทุกฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยมาตลอด ประชาชนก็เบื่อหน่ายการยึดอำนาจของทหาร ครั้งหลังสุดกลุ่มนิติราษฎร์ได้เสนอให้ประกาศให้การกระทำบางอย่างอันเกี่ยว กับการยึดอำนาจให้เป็นโมฆะ ซึ่งถือเป็นการตื่นตัวที่ดีมาก

นายคณิต ระบุด้วยว่า เกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่กำลังเป็นที่โต้เถียงและขัดแย้งกัน มา คอป.เห็นว่าการจะยกเลิก ม.112 เสียเลยน่าจะยังไม่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย แต่การที่จะคงสภาพเป็นความผิดอาญาในลักษณะปัจจุบันโดยไม่มีทางออกใดๆ ในการดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะยังมีการใช้ความผิดฐานนี้เป็นเครื่องมือทางการเมือง จากการศึกษาของคอป.พบว่าความผิดฐานนี้มีช่องทางในทางกฎหมายที่จะสร้างความ สมดุลได้ เช่น ในเยอรมันมีการบัญญัติความผิดอาญาบางฐานที่ไม่ร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความผิดที่ผู้เสียหายเป็นบุคคลสาธารณะ ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่าเป็นความผิดที่ต้องให้อำนาจกล่าวคือ แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นความผิดอาญาแต่การดำเนินคดีขึ้นอยู่กับ ความสมัครใจของผู้เสียหายเป็นสำคัญ เช่นการดูหมิ่นประธานาธิบดี การสอบสวนจะเริ่มได้ต่อเมื่อประธานาธิบดีให้อำนาจดำเนินการเท่านั้น

นโยบายทางอาญาในระบบกฎหมายเยอรมันแสดงให้เห็นว่าประเทศที่เป็น ประชาธิปไตย นโยบายทางอาก็ต้องเป็นนโยบายที่ส่งเสริมการฝึกและพัฒนาคน นักการเมืองก็ต้องฝึกและพัฒนา นักการเมืองในด้านจิตสำนึกความเป็นประชาธิปไตยในเมืองไทยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ได้กล่าวไว้ว่า กฎหมายมีสองแบบ ถ้าเน้นอำนาจก็เป็นกฎหมายที่เด่นในด้านกำจัดคนชั่ว แต่ถ้าเป็นกฎหมายที่เน้นการศึกษาซึ่งมุ่งสร้างคนดีจะมีลักษณะในการจัดสรร โอกาส ในทางปกครองและกฎหมายจะต้องทำหน้าที่สองด้านคือ ส่งเสริมคนดีและกำราบคนร้าย แต่คอป.เห็นว่ากฎหมายของไทเน้นที่การบังคับด้านเดียว ส่วนมากจะจบลงด้วยบทกำหนดโทษ นโยบายทางอาญาของไทยทำให้เกิดสภาพกฎหมายอาญาเฟ้อ รัฐควรวางเป็นนโยบายเพื่อให้กฎหมายและระบบกฎหมายเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และดีขึ้น

สำหรับการแก้ปัญหาของชาติโดยเฉพาะการสร้างความปรองดอง คอป.เห็นว่านอกจากฝ่ายกระบวนการยุติธรรมแล้ว ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติควรพิจารณาร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยคอป.ขอยื่นข้อเสนอแนะดังนี้ 1.ควรตรากฎหมายกำหนดให้ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นความผิดที่ต้อง ให้อำนาจ โดยถือว่าการตรากฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญและเร่งด่วน 2.ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นความผิดที่คุ้มครองความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร อันเป็นคุณธรรมทางกฎหมายที่เป็นส่วนรวม เป็นเรื่องของสถาบันหาใช่เรื่องส่วนพระองค์ไม่ ดังนั้น การจะให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้มอบอำนาจให้ดำเนินคดีย่อมเป็นการไม่เหมาะสม และขัดต่อจารีตประเพณีของบ้านเมืองที่ต้องเทิดทูนสถาบัน เลขาธิการพระราชวังเป็นข้าราชการพลเรือนในประองค์ที่ได้รับการแต่งตั้ง ตามพระราชอัธยาศัยจึงอาจกำหนดให้เลขาธิการพระราชวังเป็นผู้ให้อำนาจดำเนิน คดี

3.ในส่วนของระวางโทษตาม ม.112 ควรมีความเป็นเสรีนิยมมากกว่าในปัจจุบันหรือโทษควรเบาลง อย่างน้อยควรกลับไปนำโทษที่เคยกำหนดไว้เดิมมาใช้ 4.คอป.เสนอให้แก้กฎหมายอาญา ม.112 เสนอต่อรัฐสภา ดังนี้ ใครหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 14,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ความผิดตามวรรค 1 เป็นความผิดที่ต้องให้อำนาจ การสอบสวนดำเนินคดีจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอำนาจจากเลขาธิการพระราชวัง 5.ความผิดตาม ม.112 และ ม.133 เป็นเรื่องที่ยึดโยงกันเมื่อแก้ ม.112 ก็ต้องแก้ ม.133 ในคราวเดียวกัน โดยให้บัญญัติว่าผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาต มาดร้ายต่อราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ มีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

นายคณิต ระบุท้ายข้อเสนอว่า คอป.ทำงานตั้งอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อประชาชนข้อเสนอแนะของคอป.ข้าง ต้นถือเป็นข้อเสนอแนะของทุกฝ่ายต่อรัฐสภาและประชาชนด้วย ในส่วนของรับสภานั้นคอป.เห็นว่าเหมาะสมที่จะผลักดันกฎหมายดังกล่าวและ ประชาชนเองก็ควรที่จะผผลักดันให้กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นด้วย เพื่อช่วยกันสร้างสันติและความปรองดองของคนในชาติ โดยคอป. ได้ส่งเอกสารแนบท้ายข้อเสนอแนะประกอบด้วยหนังสือรวมบทความการก่อการร้ายกับ การมอบอำนาจให้ดำเนินคดี หนังสือนิติศาสตร์แนวพุทธของป.อ.ปยุตโต เอกสารเกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้ายญี่ปุ่นและเอกสารเกี่ยวกับกลุ่มก่อการร้ายใน เยอรมัน

ประธานศาลรธน.ค้านแก้ '112' ย้อนถาม 'คุ้มครองเฉพาะประมุขตปท.เหรอ'?

ด้านกรุงเทพธุรกิจออนไลน์รายงาน ว่านายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แสดงความคิดเห็น กรณีที่มีข้อเสนอให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เกี่ยวกับเรื่องหมิ่นสถาบัน ว่า ไม่เห็นด้วย ในประมวลกฎหมายอาญามีหมวดความผิดต่อสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ อยู่ในมาตรา 130-135 ที่บัญญัติในลักษณะเป็นการคุ้มครองประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ หรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ ว่าใครจะดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายมิได้ มีทั้งโทษจำคุกและปรับ

ดังนั้น ถ้ายกเลิกป.วิอาญามาตรา 112 ถามว่า เราจะคุ้มครองแต่ประมุขรัฐต่างประเทศเท่านั้นใช่หรือไม่ จะไม่คุ้มครองประมุขรัฐไทยใช่หรือไม่ ซึ่งตนเห็นเหมือนกับนักกฎหมายหลายคนที่แสดงความเห็นก่อนหน้านี้ว่า คนที่คิดจะเลิกมาตรา 112 เขาต้องการที่จะหมิ่นสถาบัน โดยไม่ผิดกฎหมายใช่หรือไม่ กฎหมายอยู่ดี ๆ ถ้าเขาไม่ไปหมิ่นก็ไม่มีใครเดือดร้อน

“ถ้าจะยกเลิกมาตรา 112 มันก็ต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่บัญญัติว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ด้วย และถ้าเราทำจริง ประเทศไทยก็จะเป็นประเทศแรกที่ยกย่องประมุขต่างประเทศ ยิ่งกว่าประมุขของเราเอง แล้วก็จะได้ลงบันทึกกินเนสส์บุ๊คเลย” นายวสันต์ กล่าว