WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 1, 2012

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 1: สำรวจสื่อกับ ปราบต์ บุนปาน

ที่มา ประชาไท

ปีใหม่ ‘ประชาไท’ ชวนคุยเบาๆ กับคนในแวดวงสื่อมวลชน ปราปต์ บุนปาน ผู้บริหารเลือดใหม่แห่งมติชนออนไลน์ สื่อกระแสหลักที่มีความยืดหยุ่นสูงยิ่งในโลกไซเบอร์ อย่างน้อย เพื่อสรุปหมุดหมายของสื่อมวลชนไทยในปีที่ผ่านมา และแนวโน้มในปีหน้า

ในฐานะคนทำสื่อ ปราปต์ตั้งข้อสังเกตอันหนึ่งที่น่าสนใจ และอาจพอเป็นข้อสรุปแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้ นั่นก็คือ ความหมาย ความเชื่อของสื่อมวลชนยุคเก่าที่ว่าสื่อต้องก้าวนำสังคมหนึ่งก้าว ตอนนี้ดูเหมือนมันสลับกลับข้างกันไปหมดเสียแล้ว

“ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพราะสังคมมันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด สื่อมันเลยต้องเปลี่ยนตาม แต่ถ้าสังคมอยู่นิ่งๆ แล้วจะให้สื่อเปลี่ยนก่อน ไม่แน่ใจว่าสื่อจะกล้าเปลี่ยนก่อนไหม”

0 0 0 0 0 0

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 1: สำรวจสื่อกับ ปราบต์ บุนปาน

ปีที่แล้วโดยภาพรวม สื่อทำหน้าที่ได้ดีไหม น่าพอใจไหม

อันนี้คงต้องดูภาพย่อยเป็นแต่ละสำนักไป และมันขึ้นอยู่กับจุดยืน มุมมองของเราด้วย ปีที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีสื่อบางสำนักที่ไม่ดีเลย หรือมีบางสำนักที่น่าสนใจ แต่ภาพรวมถามว่าน่าพอใจไหมก็น่าพอใจระดับหนึ่ง ในแง่ที่ว่าปัจจุบันข้อถกเถียงในเชิงคุณค่าที่แตกต่างกันในสังคมมันเริ่มมี พื้นที่ในสื่อ แน่นอน สื่อกระแสหลักอาจจะมีน้อยหน่อย หรือสื่อกระแสหลักแต่ละสำนักก็อาจให้พื้นที่ในประเด็นนี้แตกต่างกันไป แต่ขณะเดียวกันก็มีสื่อเว็บไซต์ ทีวีดาวเทียมอีกจำนวนหนึ่งที่ดูเหมือนเปิดพื้นที่ให้ข้อถกเถียงเหล่านี้มาก ขึ้น

ประกอบกับ ถ้ามองในแง่สื่อกระแสหลักเลยคือพอเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง สื่อกระแสหลักก็ต้องปรับมุมมองตัวเองเหมือนกัน เมื่อก่อนอาจจะไม่ชอบเพื่อไทย มองคนที่เลือกเพื่อไทย คนเสื้อแดงแบบไม่ให้ค่ามากนัก แต่พอหลังการเลือกตั้ง โอเค อาจจะไม่ชอบอยู่ แต่เขาก็มองเห็นพวกนี้มากขึ้น แม้ว่าการให้คุณค่า การแสดงทัศนะในข่าวจะมีความแตกต่างกันไป

โดยรวมคิดว่ามันน่าสนใจมากกว่าน่าพอใจ

ช่วยยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมทีว่า การถกเถียงในเชิงคุณค่าที่ได้พื้นที่มากขึ้นจนรู้สึกว่ามันน่าสนใจนั้นคืออะไร

เช่นกรณีอากง ก็มีพื้นที่อยู่นะ สื่อสายที่มีจุดยืนการเมืองอนุรักษ์นิยมหน่อยก็จะทรีตกรณีอากงแบบหนึ่ง แต่มันก็จะมีสื่อกระแสหลัก กระแสรองจำนวนหนึ่งที่นำเสนอประเด็นนี้แตกต่างออกไป ตัวบทความ ตัวคอลัมนิสต์ที่แสดงทัศนะก็มีความเห็นต่อกรณีนี้ที่ต่างกัน แล้วก็นำไปสู่การตั้งคำถามกับ มาตรา 112 อะไรแบบนี้

ในแง่หนึ่งก็คือ สังคมมันเปลี่ยนไปนั่นแหละ แล้วสื่อก็ต้องปรับตัวตามสังคมไป

สื่อกระแสหลักอาจไม่ได้สะท้อนเรื่องนี้อย่างแจ่มชัด แต่ถามว่าสะท้อนบ้างไหม มันก็เห็นอยู่ เพียงแต่มันจะชัดเจน จะคมคายไหมก็อีกเรื่อง

แล้ว ที่ผ่านมาสื่อได้มีบทบาทในการคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมไหม ยกตัวอย่างกรณีการสลายการชุมนุมที่มีคนตาย คนเจ็บปีที่แล้ว ดูเหมือนเรื่องนี้เงียบไปเลยหรือนำเสนอน้อยมากในสื่อส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็มีข่าวสดที่ตามเรื่องนี้อย่างเกาะติดมากอยู่เจ้าเดียว มันเกิดอะไรขึ้นในแวดวงสื่อ

ถ้ามองเฉพาะสื่อกระแสหลัก มันก็คงเป็นเหมือนอีลีทไทยกลุ่มหนึ่ง วิธีการมองปัญหา ทรีตปัญหาการเมืองไทยก็อาจจะเกี๊ยเซียะ จบแล้วก็จบกันไป 90 กว่าศพใช่ไหม พอนำมาสู่การเลือกตั้ง เพื่อไทยก็ชนะแล้วนี่ การชนะของเพื่อไทย ทั้งอีลีทหรือสื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งต่างก็หวังว่าเพื่อไทยไม่ควรทำอะไรใน เชิงแตกหัก หรือแม้แต่ตัวเพื่อไทยเองก็รู้สึกอย่างนั้น มีงานเร่งด่วนเฉพาะหน้าอย่างที่คนในรัฐบาลบอก แก้ไขยาเสพติด อะไรก็ว่าไป ส่วนที่จะเป็นปัญหาความขัดแย้งก็ยังไม่ต้องทำ

ผมว่ามันก็แชร์กันอยู่ระหว่างตัวชนชั้นนำไทยกลุ่มหนึ่งกับสื่อกระแสหลัก แต่กรณีข่าวสดอาจจะเป็นอีกแบบหนึ่ง รากของข่าวสดจะหยุดที่ 50 เท่านั้น ในแง่อายุคนทำงาน โดยเฉพาะที่เป็นหัวๆ เป็นนักข่าวอีกรุ่น อีกกลุ่มหนึ่ง ขณะที่มติชนถ้าพูดถึงราก วิธีคิดก็อาจจะยาวนานกว่านั้น อายุมากกว่านั้นหน่อย ทำให้การมืองสถานการณ์อาจจะแตกต่างกัน

ถ้าพูดว่าสื่อจะช่วยในการแก้ไขความขัดแย้งแค่ไหน บางส่วนอาจเห็นว่า นี่ไง ทำแล้วไง ให้ปรองดองกันไป เงียบกันไป แต่อีกส่วนหนึ่งอาจมองว่าการแก้ไขความขัดแย้งได้ต้องเข้าถึงความจริง ต้องหาคนผิดมาลงโทษ

เรื่อง “สื่อโดนแทรกแซงโดยรัฐ หรือ สื่อโดนแทรกแซงโดยทุน” เมื่อก่อนได้ยินสิ่งเหล่านี้มาก เดี๋ยวนี้เงียบไปแล้ว สถานการณ์ยังเป็นอย่างนั้นไหม หรือมันเคยเป็นอย่างนั้นไหม

จากประสบการณ์ก็ไม่ได้มีอะไรขนาดนั้น แต่มันอาจจะมีบ้างล่ะ ในแง่ที่สื่อมวลชนกับแหล่งข่าวอาจมีความสัมพันธ์อะไรกัน เกรงใจกัน คงมีบ้าง แต่ในความขัดแย้งทางการเมืองไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันเถียงกันเรื่องโครงสร้างหลักการใหญ่ๆ ยังไม่เห็นว่าจะมีรัฐ หรือมีทุน มากำหนด บังคับกะเกณฑ์ว่าสื่อจะต้องเสนอความเห็นไปในทางนี้หรือในทางนั้น

ที่มันออกมารูปการณ์นี้ สื่อกระแสหลักมีความเห็นแบบหนึ่งกับอีกแบบหนึ่งที่มันต่างกัน ก็ไม่แน่ใจว่ามาจากทุนหรือรัฐ หรือมาจากพรรคการเมืองที่เขาสนิทสนม หรือมันเป็นอุดมการณ์ของคนทำสื่อด้วยหรือเปล่า ในองค์กรสื่อหนึ่งๆ มันก็มีอุดมการณ์ที่หลากหลาย อย่างมติชนก็มีคนมีความเห็นทางการเมืองต่างกันอยู่ เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาคนที่คุมหัวเรือมีความคิดทางไหน ความเชื่อแบบนั้นก็อาจจะถูกขับเน้นมากขึ้นเท่านั้นเอง

ถ้าพูดถึงการเมืองปัจจุบันกับสื่อ ไม่คิดถึงทุนหรือรัฐ แต่มันอยู่กับสิ่งที่อยู่ในหัวคนทำมากกว่า

มองสื่อทางเลือก รวมถึงโซเชียลมีเดียในปีที่ผ่านมาอย่างไร มติชนเองก็ดูจะให้พื้นที่กับสิ่งเหล่านี้เยอะ

สื่อพวกนี้ก็สะท้อนให้เห็นมุมมองของคนอีกแบบหนึ่งต่อประเด็นสาธารณะ ประเด็นการเมือง มันก็ทั้งสองด้านนะ เอาง่ายๆ ถ้าเราจะหาข่าวจากเฟซบุ๊คจริงๆ มันก็เป็นกระแสจริงๆ อย่างที่เขาเรียกว่า ‘สลิ่ม’ ก็มีเยอะในเฟซบุ๊ค แต่มันก็ไม่เหมือนกับตัวแหล่งข่าวหรือตัวละครหลักๆ ที่ให้สัมภาษณ์ทางทีวีหรือสื่อทั่วไป ตัวสลิ่มหรือคนชั้นกลางในอินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่กับตัวแหล่งข่าวหลักๆ แม้จะมีมุมมองทางการเมืองเหมือนกัน แต่วิธีการในการเล่นกับประเด็น หรือวิธีการจัดการกับประเด็น ท่าทีต่อประเด็นก็ต่างกันอยู่ เช่น สมัยรัฐบาลประชาธิปไตย อย่างกรณ์ จาติกวณิช ถ้าในบทบาทรัฐมนตรีก็แบบหนึ่ง แต่ถ้าในเฟซบุ๊คเขาก็จะอีกแบบหนึ่ง (หัวเราะ) มันทำให้เห็นท่าทีของคนมากขึ้น หรืออีกแง่หนึ่งก็เป็นข่าวทางเลือกเลย อย่างเว็บประชาไทเอง หรือเว็บจำนวนหนึ่งที่เกิดมาใหม่ มันก็มีประเด็นข่าวกระแสนี่แหละ แต่มีมุมมองต่างออกไปที่เราจะนำมาใช้ประโยชน์ได้

เว็บไซต์มันดีอย่างตรงที่มันวัดคนดูได้ ข่าวที่มาจากแหล่งพวกนี้มันก็ได้รับการตอบรับจากคนอ่านดีเหมือนกัน คนอ่านให้ความสนใจ อย่างเช่นเรามอนิเตอร์เฟซบุ๊คอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) ยังไงก็มีคนอ่านอยู่กลุ่มหนึ่งแน่ๆ มีฐานประกันอยู่ คนตามเยอะ แต่ขณะเดียวกันพวกนี้ก็แสดงให้เห็นมุมมองอีกด้านนึงด้วย ซึ่งสื่อหลักเขาก็ไม่ได้ใช้ตรงนี้มากนัก แต่ที่มติชนออนไลน์ใช้ตรงนี้เพราะรู้สึกว่ามันมีพลังในแง่การให้คำอธิบายต่อ ปรากฏการณ์การเมือง

นิวมีเดียทรงอิทธิพลมากขึ้นไหม หรืออีกแง่หนึ่งสื่อกระแสหลักมันลดอิทธิพลลงหรือเปล่า สื่อหลักยังชี้นำสังคมได้เหมือนเดิมไหม

ส่วนหนึ่งสื่อหลักอาจอิทธิพลลดลง ถ้าพูดเฉพาะในแง่คนเมือง นิวมีเดียมันทรงอิทธิพลมากขึ้น มันเชฟเข้าไปกับชีวิตคนเมืองมากขึ้น กำหนดประเด็นอะไรได้มากขึ้น และบางครั้งถ้าเราจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์อะไรบางอย่างมันก็ต้องดูสื่อออ นไลน์พวกนี้ด้วยพอสมควร ถ้าจะดูสื่อกระแสหลักอย่างเดียวมันอธิบายไม่ได้ ง่ายๆ อย่างกรณีอากง เราจะสามารถเห็นคนคุยกันเรื่องอากงในที่ต่างๆ ได้ คนทั่วไปก็น่าจะอยู่รู้อยู่บ้าง แต่ในแง่หนึ่งสื่อกระแสหลักแทบไม่มีเลย ทีวีมีอยู่หน่อย มากหน่อยก็เป็นรายการตอบโจทย์ (ช่องไทยพีบีเอส) สื่อหนังสือพิมพ์แทบไม่ได้เล่นเลย ถ้ามองเฉพาะสื่อกระแสหลักเราจะเข้าใจไม่ได้เลยว่าทำไมคนตามท้องถนนมันพูด เรื่องนี้กัน กลายเป็นว่าสื่อออนไลน์ หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ค มันสามารถเชื่อมตรงนี้ได้ เชื่อรอยต่อที่หายไปได้

ซึ่งทั้งนิวมีเดียหรือรายการตอบโจทย์ที่เล่นเรื่องนี้มีจุดร่วมอยู่อย่างหนึ่งคือ ไม่มีโฆษณา

(หัวเราะ) ก็เป็นได้นะ มันเหมือนว่าไม่ต้องกังวลเรื่องอื่น สามารถทำได้เลย

สื่อ หนังสือพิมพ์ที่ไม่เล่นเรื่องนี้ หรือสื่อกระแสหลักทั่วไปที่ไม่เล่นเรื่องนี้เป็นเพราะอะไร ต่อให้จิตวิญญาณเดียวกัน แต่ทำไมมันต่าง

คล้ายๆ สื่อแต่ละสำนักมันก็ถูกตราประทับต่างกันด้วย ไทยพีบีเอสเขาสามารถเล่นประเด็นแหลมๆ ได้โดยที่จะไม่ถูกตีความไปในทางเลยเถิดมากนัก โอเค รายการภิญโญอาจโดนสื่ออย่างผู้จัดการเล่นบ้าง แต่ในแง่สังคมโดยรวม เขาจะไม่โดนแบบทวีตหรือเฟซบุ๊คกระหน่ำว่า ภิญโญ...

ล้มเจ้า

(หัวเราะ) อะไรอย่างนั้น ถ้าเป็นสื่อสำนักอื่นมันอาจจะต่างออกไป ถ้าเป็นมติชนหรือข่าวสดเล่นประเด็นนี้จริงๆ จังๆ ก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นยังไง หรือมติชนเองก็มีกรณีเรื่องโฆษณาวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในเฟซบุ๊คมีกระแสอยู่ว่ามีคำกลอนซึ่งความหมายจะเฉลิมพระเกียรติ แต่อาจจะใช้คำผิดพลาด มันทำให้มติชนเขาก็ต้องระวังตัว นี่เป็นอีกเรื่องหนึ่งนอกเหนือจากพวกเรื่องโฆษณา มันเป็นเรื่องทัศนคติของคน

ปีหน้า เราจะคาดหวังกับสื่อว่าจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ไหม เทิร์นนิ่งพ้อยท์ของสังคมไทยจะเกิดจากสื่อได้ไหม

ผมไม่แน่ใจว่าสื่อจะมีพลังพอจะเปลี่ยนสังคมหรือเปล่า หรือว่าสังคมมันเปลี่ยนแล้วสื่อถึงจะเปลี่ยนตาม (หัวเราะ) มองที่ผ่านมา สื่อก็ไม่ได้มั่นใจในตัวเองเหมือนกัน กลัวนั่นกลัวนี่ มองหน้ามองหลัง เหลียวไปรอบข้าง เพราะฉะนั้น สื่อก็ต้องการความมั่นใจ ต้องการอะไรมาสนับสนุนเหมือนกัน ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เพราะสังคมมันเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด สื่อมันเลยต้องเปลี่ยนตาม แต่ถ้าสังคมอยู่นิ่งๆ แล้วจะให้สื่อเปลี่ยนก่อน ไม่แน่ใจว่าสื่อจะกล้าเปลี่ยนก่อนไหม

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 1: สำรวจสื่อกับ ปราบต์ บุนปาน

ถ้า สื่อวัดกันที่เรตติ้ง ทำไมกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ และเป็นชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคม ถึงไม่สามารถชี้นำให้สื่อไปอยู่ข้างตัวเองได้ แปลว่าคนที่กำกับทิศทางสื่อไม่ใช่พลังผู้บริโภคใช่ไหม

ก็เป็นได้ คนทำสื่ออาจเป็นผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่ง มีรสนิยมอีกแบบหนึ่ง เอาง่ายๆ ประสบการณ์ในการทำมติชนออนไลน์เองจะมีลักษณะหนึ่ง คือ จะมีคำบ่นของคนแก่กว่า คนโตกว่าว่า นักข่าวยุคนี้ไม่อ่านหนังสือ แต่ในแง่ที่เราอ่านคนอ่านเองก็ใช่ว่านักข่าว หรือผู้บริหารงานข่าวทุกคนจะอ่านออก ยิ่งโดยเฉพาะมาทำเว็บไซต์จะเห็นเลยว่ามันมีข่าวบางข่าวที่ยอดคนอ่านเยอะ ถ้าคุณทำประเด็นนี้ ขยายประเด็นนี้ต่อไปยังไงคนอ่านก็เยอะ ถ้าเขาอ่านคนอ่านไม่ออก หรืออ่านออกแต่เชื่ออีกอย่างหนึ่ง เขาก็ยังจะทำของเขาไปอีกแบบหนึ่งอยู่ดี ดังนั้น มันจึงอาจเป็นเพราะคนทำสื่อกระแสหลักส่วนใหญ่ไม่แดงก็ได้ มันก็เลยไปในทางนี้ มันมีทั้งส่วนที่เขาอยากทำ กับสิ่งที่ควรทำเพื่อเซิร์ฟคนอ่านหรือสาธารณะ

แล้วที่ไปริเริ่มทำทีวี เห็นแนวโน้มอะไรในปีหน้า

อันนี้เป็นเรื่องธุรกิจ สื่อจำนวนมากก็หันมาทางนี้ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ก็จะหันมาทางนี้มากขึ้น เดลินิวส์ก็มีช่องดาวเทียมของเขาแล้ว เนชั่นก็มีสามช่องแล้ว ในแง่การนำเสนอข่าวจริงๆ มันก็ยังเป็นประเด็นที่เถียงกันอยู่ ยังมีข้อท้าทายอีกว่าดาวเทียมดูมีเพดานที่สูงกว่าสื่อสิ่งพิมพ์เพราะยังไม่ ใช่สื่อกระแสหลักเสียทีเดียว แต่ถ้าเทียบดาวเทียมกับเว็บอันไหนคนเข้าถึงมากกว่ากัน เว็บนี่นับยอดคนอ่านได้ แต่ดาวเทียมก็ยังไม่แน่ มีเรทของมันอยู่ แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าช่องนี้จะเกิดหรือไม่เกิด เวลาทำแล้วเราจะติดรูปแบบจากฟรีทีวีมาหรือเปล่า ขึ้นกับบรรทัดฐานในการมอง อีกอย่างถ้าเป็นดาวเทียมก็ต้องมาดูเรื่องกลุ่มคนดู ผู้บริโภคอีก ถ้าเป็นดาวเทียมอาจเป็นคนต่างจังหวัดเป็นหลัก มันก็ท้าทายว่าเราจะต้องปรับตัวเองยังไง ถ้าหนังสือพิมพ์หัวสีมาทำดาวเทียมอาจจะปรับตัวได้ง่ายกว่า หรือถ้าในเครือมติชนเองตัวเนื้อหาที่รองรับกับดาวเทียมได้ดีที่สุดอาจจะเป็น ข่าวสด

ถ้านึกถึงข่าวเด่นๆ ในปีที่ผ่านมา สัก 2-3 ข่าว จะนึกถึงอะไร

ถ้าดูจากยอดคนอ่านที่เด่นๆ ปีนี้ก็มีหลายระลอก ตั้งแต่สึนามิที่ญี่ปุ่น เลือกตั้งว่าจะสูงที่สุดก็ยังไม่สุด ไปๆมาๆ กลายเป็นเรื่องน้ำท่วม อาจเพราะเป็นเรื่องที่เดือดร้อนกัน โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ ที่นานๆ ครั้งจะเจอแบบนี้ มันเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจสำหรับคนทำสื่อ มันได้เข้าถึงคนอ่านจำนวนมาก ในแง่การทำงานน้ำก็ท่วมแถวออฟฟิศด้วย ตัวคนทำงานก็มีความรู้สึกเหมือนได้แชร์กับคนอ่าน

ในแง่สื่อกระแสหลัก เรื่องน้ำท่วมมันก็ต่อเนื่องมาจากปีก่อน บทบาทของสรยุทธ์ (สุทัศนะจินดา) ก็ดูเหมือนจะมีบทบาทมากกว่ารัฐบาล รัฐบาลตอนนั้นคือรัฐบาลอภิสิทธิ์ พอในปีนี้เขาก็มีบทบาทเช่นเดียวกัน ซึ่งมันก็ทำให้เกิดการตั้งคำถามกันเยอะว่าสื่อควรรับบริจาคไหม ควรเอาของไปช่วยคนน้ำท่วมไหม หรือสื่อควรมีบทบาทอะไร ควรทำอะไรบ้างในสถานการณ์น้ำท่วม จะนำเสนอข่าวยังไงให้ลึกกว่าปัญหาเฉพาะน้ำท่วมที่นู่นที่นี่ยังไง ในกรณีสรยุทธเองก็เหมือนมีมูฟเม้นต์ไปอีก มีโก๊ะตี๋ มีอะไรเพิ่มเข้ามา มันก็แปลกในแง่บทบาทสื่อ หลายๆ อย่างมันก็เบลอมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลก็ทำหน้าที่สื่อได้ไม่ดีเลยในช่วงนั้น ทั้งที่ตัวเองควรสื่อข้อมูลได้ดีกว่านี้

หรืออย่างกรณียิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) หรือพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ก็เป็นปรากฏการณ์ในแง่คนทำงานสื่อเหมือนกัน คือ หลังปี 49 หลังรัฐบาลสมัคร ต่อด้วยรัฐบาลสมชายที่ล้มไป คนทำสื่อกระแสหลักจะมีความคิดอยู่อย่างว่า ยังไงเสียขั้วไทยรักไทยเก่ามันก็กลับมายาก อย่างช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์มีเลือกตั้งซ่อม ในสื่อกระแสหลักประเมินว่า อีสานภูมิใจไทยต้องชนะ แต่เอาเข้าใจริงก็มีแพ้ด้วย แล้วพอเลือกตั้งสนามใหญ่มันก็เขย่าเหมือนกัน ประชาธิปัตย์เชื่อว่าเขาจะได้ 200 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 80 ที่นั่ง ไม่ใช่เฉพาะพรรคการเมืองที่เชื่อนะ แม้แต่สื่อจำนวนหนึ่งก็เชื่ออย่างนั้น เขายังมองการเลือกตั้งแบบเดิม แบบการเลือกตั้งในช่วงทศวรรษ 30 เป็นต้นมา คนลงคะแนนเสียงมันจัดการได้ ใช้เงินซื้อได้ ผมมองว่าสื่อส่วนใหญ่ยังคิดอย่างนั้นอยู่ หรือแม้กระทั่งชัยชนะของทักษิณเองทั้งสองครั้ง สื่อก็ยังมองอย่างนั้น คือ ซื้อเสียง หรือไม่ก็ถูกประชานิยมมอมเมา ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าคนลงคะแนนเสียงส่วนใหญ่ โง่ ถูกมอมเมา และสิโรราบกับอำนาจ ถ้าสมมติอีกขั้วมีอำนาจการเมือง และสามารถระดมทุนมาได้เยอะ เขาก็ประเมินว่าเครือข่ายนั้นจะชนะ แต่ผลการเลือกตั้งออกมาก็แพ้อีก แล้วเพื่อไทยก็ชนะเกินครึ่ง ในแง่คนทำสื่อเอง ประเมินจากผมด้วย ผมเชื่อว่ายังไงเพื่อไทยก็จะชนะเยอะอยู่แล้ว แต่คนทำสื่อส่วนใหญ่มันน่าจะมีอาการ “ตื่น” นิดๆ อยู่เหมือนกัน เขาคงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่ามันจะมาถึงจุดนี้ แต่โอเค พอเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแล้วมันก็อีกเรื่องหนึ่ง ในแง่การบริหาร การกล้าตัดสินใจทำอะไรมันก็อาจไม่ได้เป็นอย่างที่หลายคนคาดหวัง หรือไม่ได้แหลมคม อันตราย อย่างที่ฝ่ายตรงข้ามกลัวด้วยซ้ำ

ดังนั้น ผลการเลือกตั้งก็สั่นสะเทือนคนทำสื่อเหมือนกัน ว่าประชาชนมีพลังจริง แล้วมันก็โยงไปเมื่อปี 52 , 53 ด้วยกับประชาชนที่ถูกฆ่า ที่มาประท้วง

ปีใหม่ ขอเป็นคำถามเบาๆ หน่อย บุคคลหรือองค์กรดีเด่นของวงการสื่อมวลชนปีนี้ ปราปต์อยากจะให้ใคร

(หัวเราะ) ขอคิดหน่อย มันยาก

นึกนานมาก งดรางวัลก็ได้

เดี๋ยวนะ มันนึกไม่ออก เอ้อ มันอาจระบุเป็นบุคคล ก็พอได้นะ คือ มันจะมีคนทำสื่อจำนวนนึงที่มีพื้นที่เป็นเอกเทศมากขึ้น ออกมาจากองค์กรที่ตัวเองเคยอยู่ ใบตองแห้งก็ใช่ หรือที่ไม่ออกก็มี อย่างเนชั่นก็มีพี่ป้อม (นิธินันท์ ยอแสงรัตน์) ก็ออกมาเสนอความเห็นบนเฟซบุ๊คมากขึ้น ในฐานะปัจเจกบุคคล มันน่าสนใจตรงที่ช่วงปีที่ผ่านมาปรากฏการณ์นี้มันชัด

อย่างใบตองแห้ง น่าสนใจที่เขาก็ไปได้สุดทางมากกว่าตอนอยู่ไทยโพสต์หรือเปล่าเท่าที่อ่านใน ข้อเขียน สำหรับคนที่มีองค์กร มีสังกัดอยู่ พื้นที่อย่างทวิตเตอร์ เฟซบุ๊คทำให้เขาหลุดจากกรอบได้ แม้จะไม่ได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันน่าสนใจ บางคนพอออกมาในฐานะปัจเจกบุคคลมันก็เห็นแง่มุมอื่นๆ มากขึ้น เปลือยเปล่ามากขึ้น เมื่อก่อนถ้าเรามองคนทำข่าวคนหนึ่งจากองค์กร มันแยกไม่ออกเหมือนกันว่าส่วนไหนคือตัวเขา ส่วนไหนคือองค์กร แต่พอพื้นที่สื่อใหม่มันเกิด คนสามารถแยกออกมาแสดงความเห็นของตัวเองมากขึ้น

อัน นี้ดูน่าจะนับเป็นปรากฏการณ์มากกว่า อันแรกคือน้ำท่วม สองคือยิ่งลักษณ์ชนะเลือกตั้ง และสามคือแกะดำในสื่อ แต่รางวัลที่จะให้ประจำปีนี้ คือใคร

ต้องดีเด่นด้วยใช่ไหม

อาจไม่ต้องดีเด่นก็ได้ แต่เป็นบุคคล หรือองค์กรแห่งปี สาขาสื่อ

อย่างกรณีสภาการฯ ก็น่าสนใจ มันก็แสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์อะไรหลายอย่างในวงการสื่อ มันมารวมกันทั้งเรื่องการเมือง สะท้อนอยู่ลึกๆ ถึงควมคิดความเชื่อทางการเมืองที่มันต่างกัน อีกแง่หนึ่งก็มีการตั้งคำถามกับสื่อ จากกรณีสภาการฯ มันทำให้เห็นว่า สื่อไม่ใช่ควรจะอยู่ข้างไหนหรือไม่เท่านั้น แต่มันนำสู่ข้อถกเถียงเรื่องความเป็นกลางของสื่อคืออะไร จรรยาบรรณของสื่อคืออะไร มันทำให้สื่อต้องทบทวนตัวเองเหมือนกัน ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามกลับไปที่องค์กรกลางที่ทำหน้าที่ควบคุมดูแลด้วย

หมายเหตุประชาไท :-
กรณีสภาการหนังสือ พิมพ์ที่กล่าวถึงคือเรื่องการส่งอีเมลของนักการเมืองระบุการให้เงินและผล ประโยชน์แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน อ่านเพิ่มเติมได้ที่

เครือข่ายพลเมืองเน็ต: สถิติ-ความเคลื่อนไหวคดี พ.ร.บ.คอมฯ ปี 54ที่มา ประชาไท

ที่มา ประชาไท

ในปี 2554 ที่ผ่านมา มีคดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เดิมจากปีก่อนหน้า 6 คดีที่มีความเคลื่อนไหว และมีคดี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ เกิดใหม่ในปี 2554 และเป็นที่รับรู้ในสาธารณะจำนวน 5 คดี (รวบรวมถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2554)

1. แบ่งตาม ชั้นการพิจารณาคดีในกระบวนการยุติธรรม

- ชั้นสืบสวน 2 คดี หรือร้อยละ 18

- ชั้นอัยการ 2 คดี หรือร้อยละ 18

- ชั้นศาล 3 คดี หรือร้อยละ 27 แบ่งเป็น

• ศาลชั้นต้น 2 คดี

• ศาลอุทธรณ์ 1 คดี

- ตัดสินแล้ว 4 คดี หรือร้อยละ 37

• ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง 2 คดี

• ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิด 2 คดี

2. แบ่งตาม สถานะการได้รับการประกันตัว ในการขอประกันตัวครั้งล่าสุด

- ได้รับอนุญาตให้การประกันตัว 6 คดี หรือร้อยละ 55

- ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว 5 คดี หรือร้อยละ 45

3. แบ่งตาม มาตราของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ถูกฟ้อง

- มาตรา 7 มี 1 คดี หรือร้อยละ 9

- มาตรา 14 9 คดี หรือร้อยละ 82

- มาตรา 15 2 คดี หรือร้อยละ 18

4. แบ่งตาม ประเภทอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

- อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับระบบ 1 คดี หรือร้อยละ 9

คือ คดีแฮ็กทวิตเตอร์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 7

- อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เกี่ยวกับเนื้อหา 10 คดี หรือร้อยละ 91 แบ่งเป็น

• คดีที่เนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบัน 7 คดี

• คดีที่เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกับสถาบัน 3 คดี

5. แบ่งตาม ผู้ฟ้อง

- ฟ้องโดยประชาชน 4 คดี หรือร้อยละ 36

- ฟ้องโดยเจ้าหน้าที่รัฐ 7 คดี หรือร้อยละ 64

6. แบ่งตาม การกระทำผิดที่เกิดที่เครือข่ายสังคมออนไลน์

- เกิดขึ้นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ 5 คดี หรือร้อยละ 45 แบ่งเป็น

• เกิดในเฟซบุ๊ก 3 คดี

• เกิดในทวิตเตอร์ 1 คดี

• เกิดในแคมฟ๊อก 1 คดี

- ไม่ได้เกิดขึ้นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ 6 คดี หรือร้อยละ 55

7. แบ่งตาม ข้อหาอื่นๆ ที่ถูกฟ้องด้วย

- มาตรา112 6 คดี หรือร้อยละ 55

- มาตราอื่นๆ 3 คดี หรือร้อยละ 27 แบ่งเป็น

• มาตรา 116 2 คดี

• มาตรา 326 กับ 328 1 คดี

- ไม่ถูกฟ้องด้วยข้อหาอื่น 2 คดี หรือร้อยละ 18

ตารางแสดงความเคลื่อนไหวของคดีที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในปี 2554

จำเลย

ข้อหาตาม

พ.ร.บ.คอมฯ

ข้อหาอื่น

ประเภทของอาชญากรรม

คดีที่เกิดในเครือข่ายสังคมออนไลน์

ผู้ฟ้องใน

ชั้นตำรวจ

ชั้นในกระบวนการยุติธรรม

นายเอกวิทย์

7

-

ระบบ

ทวิตเตอร์

เจ้าหน้าที่

ตำรวจ

นายสุรภักดิ์

14

112

เนื้อหา (สถาบัน)

เฟซบุ๊ก

เจ้าหน้าที่

ตำรวจ

นางปรียนันท์

14(1)

-

เนื้อหา

เฟซบุ๊ก

บุคคลทั่วไป

อัยการ

นายสงคราม

14(1)

326, 328

เนื้อหา

-

บุคคลทั่วไป

ศาลชั้นต้น

นายโจ

14(3), (5)

112, 116(3)

เนื้อหา (สถาบัน)

-

เจ้าหน้าที่

ศาลชั้นต้นตัดสินว่าผิด

นายนรเวศย์

14(1), (5)

112

เนื้อหา (สถาบัน)

เฟซบุ๊ก

บุคคลทั่วไป

อัยการ

นายอำพล

14(2), (3)

112

เนื้อหา (สถาบัน)

-

บุคคลทั่วไป

ศาลชั้นต้นตัดสินว่าผิด

นายธันย์ฐวุฒิ

14(3), (4), 15

112

เนื้อหา (สถาบัน)

-

เจ้าหน้าที่

ศาลอุทธรณ์

นายพรวัฒน์

14(2)

116(2)

เนื้อหา

แคมฟรอก

เจ้าหน้าที่

ศาลชั้นตกยกฟ้อง

น.ส.จีรนุช

15

-

เนื้อหา (สถาบัน)

-

เจ้าหน้าที่

ศาลชั้นต้น

ผู้ใช้นามแฝง เบนโตะ

14

112

เนื้อหา (สถาบัน)

-

เจ้าหน้าที่

ศาลชั้นตกยกฟ้อง

ส่งท้ายปี Quotes of the Year (3): "คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ"

ที่มา ประชาไท

ส่งท้ายปี ทีมประชาไท รวบรวมคมคำเด็ดๆประจำปีที่กลายเป็นวลีและประโยคฮิตทั้งในสังคมออฟไลน์และออ นไลน์ ย้อนความทรงจำที่มาที่ไป และแรงกระเพื่อมจากถ้อยคำ ซึ่งหลายคำกลายเป็นผลสะเทือนต่อคนพูดเอง ขณะที่อีกหลายถ้อยคำ ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ล้วนถูกพูดขึ้นมาในจังหวะร้อนและสะท้อนความสนใจของสังคมไทยในสถานการณ์ที่ ช่วยก่อกำเนิดถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา

0 0 0

สำหรับ Quotes of The year ประจำปีนี้ ประชาไทขอยกให้กับวลี/ประโยคเหล่านี้

"คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ"

ส่งท้ายปี Quotes of the Year (3): "คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ"

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
23 มิถุนายน 2554
ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์

เป็นคำพูดของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในระหว่างการปราศรัยหาเสียงที่ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์ เมื่อ 23 มิ.ย. 54 อันเป็นช่วงใกล้โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 54 โดยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารไม่ได้สลายการชุมนุม 10 เมษา 53 และการสลายการชุมนุมรอบเดือนพฤษภา 53 ทำแต่เพียงขอคืนพื้นที่และยิงเพื่อป้องกันตัว และยืนยันในความบริสุทธิ์ของตัวเอง พร้อมเปิดใจว่าเสียใจกับเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิต “ผมต้องสารภาพ คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ”

“จนถึงวันนี้ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่า เจ้าหน้าที่เขามีเหตุผลอะไรที่จะไปยิงประชาชน ที่จะไปยิงรถดับเพลิง ที่จะไปยิงรถพยาบาล ความจริงเรื่องนี้ต้องพิสูจน์กันต่อไป แต่การมายัดเยียดว่าความตายที่เกิดขึ้นที่วัดปทุมฯ เป็นเพราะผมสั่งฆ่า หรือความสูญเสียที่นับรวมไปเป็นจำนวน 91 คนนี่แหละครับ มันเป็นธรรมแล้วหรือที่จะบอกว่าเป็นเรื่องของผมที่เป็นฆาตกรที่สั่งฆ่าที่ มือเปื้อนเลือด” [1], [2]

การปราศรัยที่ราชประสงค์ ถือเป็นการเปิดประเด็น/เดินยุทธศาสตร์อย่างเป็นทางการจากอภิสิทธิ์ และแกนนำสำคัญในพรรคอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ” โดยกล่าวหาว่าคนเสื้อแดง “เผาเมือง-ก่อการร้าย” เกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรง และเผาอาคารสถานที่ในช่วงสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 53

หลังจากที่ก่อนหน้านี้อภิสิทธิ์ได้ “เกริ่น” ในบทความ “91 ศพสังเวยความต้องการใคร” และระหว่างการหาเสียงที่วงเวียนใหญ่เมื่อ 16 มิ.ย. 54 ที่เขากล่าวว่า “ไม่เคยคิดฝันว่าในชีวิตของตนหลังจากที่เราเสียกรุงไปสองครั้งแล้ว จะมีคนซึ่งเป็นคนในชาติมาเผาบ้านเผาเมืองของพวกเรากันเอง” [3]

และถือเป็นแคมเปญหาเสียงแบบเทไพ่หมดหน้าตักของ “อภิสิทธิ์/ประชาธิปัตย์” หลังกระแสโพลก่อนวันเลือกตั้งจริงเริ่มตามหลัง “เพื่อไทย/ยิ่งลักษณ์” ทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ และ กทม. ทั้งที่ช่วงประกาศยุบสภาเมื่อ 9 พ.ค. กระแสยังเป็นของ “ประชาธิปัตย์/อภิสิทธิ์”

ในวันที่ 25 มิ.ย. อภิสิทธิ์เขียนบทความย้ำในเฟซบุคอีกครั้งให้ประชาชนร่วมกันปฏิเสธ “ระบอบทักษิณ” และในวันเลือกตั้ง “คนไทยจะเป็นผู้ถอนพิษทักษิณออกจากประเทศนี้” [4] และเมื่อ 1 ก.ค. ในการปราศรัยโค้งสุดท้ายที่ลานพระบรมรูปทรงม้า อภิสิทธิ์ได้ย้ำอีกว่าพรรคเพื่อไทย “แก้ปัญหาคนๆ เดียว” พร้อม “ขอโอกาส 4 ปี” เพื่อ “สมานบาดแผลในแผ่นดิน” และก่อนวันเลือกตั้ง 1 วัน อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนอีกว่า “อยากให้ประชาชนตัดสินใจให้เด็ดขาดเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งให้ชัดเจน” พร้อมมั่นใจว่าจะได้ ส.ส. ไม่ต่ำกว่า 250 ที่นั่ง [5]

ไม่รู้ว่าทุกคืน อภิสิทธิ์ยังร้องไห้อยู่หรือไม่ แต่ผลการเลือกตั้ง 3 ก.ค. 53 จบลงด้วยชัยชนะ “เด็ดขาด” ของ “เพื่อไทย” ขณะที่ “ประชาธิปัตย์” ได้ที่นั่ง ส.ส. เพียง 159 ที่นั่ง ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้า โดยอภิสิทธิ์ได้ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคในวันถัดมา แต่ก็ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้งหลังการประชุมใหญ่วิสามัญพรรคประชา ธิปัตย์ 6 ส.ค. 53

เราจะฝ่าข้ามไป / We shall overcome someday

ที่มา Thai E-News



We Shall Overcome

We shall overcome, we shall overcome
We shall overcome someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We'll walk hand in hand, we'll walk hand in hand
We'll walk hand in hand someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall live in peace, we shall live in peace
We shall live in peace someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We shall brothers be, we shall brothers be
We shall brothers be someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

The truth shall make us free, truth shall make us free
The truth shall make us free someday
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday

We are not afraid, we are not afraid
We are not afraid today
Oh deep in my heart, I do believe
That we shall overcome someday
วันหนึ่งเราจะฝ่าข้ามไป

เราจะฝ่าข้ามไปไม่ท้อแท้
เราฝ่าข้ามพ้นแน่ สักวันหนึ่ง
เชื่อมั่นโดยรู้สึกอันลึกซึ้ง
เราจักข้ามไปถึงโดยทั่วกัน

เดินกุมมือกันมั่นไม่หวั่นไหว
เรากุมมือกันไปไม่ไหวหวั่น
ลึกลงในหัวใจไม่กี่วัน
เราจะฝ่าข้ามมันอย่างแน่นอน

เราจะพบคืนวันสันติภาพ
ภาพสันติฉายฉาบรังสีสะท้อน
หัวใจเชื่อมั่นว่าภราดร
สันติภาพสถาพรจะเป็นจริง

เราไม่กลัวอะไรและไม่หนี
ไม่กลัวแล้ววันนี้ในทุกสิ่ง
ทั้งเชื่อมั่นสุดใจไม่ทอดทิ้ง
เดินและวิ่งรุดหน้าฝ่าข้ามไป

หมดทั้งโลกกว้างใหญ่อันไพศาล
โจนทะยานสง่างามข้ามไปได้
ต้องมีสักวันหนึ่งถึงเส้นชัย
เราจะฝ่าข้ามไปได้แน่นอน

พากษ์ไทยโดย กวีศรีประชา

Forever Young


May God bless and keep you always
May your wishes all come true
May you always do for others
And let others do for you

ขอพรพระปกปักรักษาเธอ
ปรารถนาล้นเอ่อใช่เพียงฝัน
อุทิศตนเพื่อผู้อื่นเต็มตื่นนิรันดร์
และได้รับสิ่งนั้นกำนัลเธอ

May you build a ladder to the stars
And climb on every rung
May you stay forever young
Forever young, forever young
May you stay forever young.

เถอะเพียรสร้างบันไดไต่สู่ดาว
ส่องสกาวพราวพร่างกลางใจเสมอ
เยาวภาพซาบซึ้งตราตรึงเธอ
เยาวภาพอยู่เสมอตลอดกาล

May you grow up to be righteous
May you grow up to be true
May you always know the truth
And see the lights surrounding you

ขอฝ่าข้ามความลำเค็ญเป็นโชติช่วง
ปลดทุกข์ห่วงก้าวกล้าหาสัจจะสาร
ตาสว่างกลางอสัจทุกทิวาวาร
ประภาคารแสงส่องสู่ผองชน

May you always be courageous
Stand upright and be strong
May you stay forever young
Forever young, forever young
May you stay forever young.

ก้าวต่อไปก้าวหน้าก้าวที่กล้า
หยัดยืนขึ้นทายท้ากลางห่าฝน
เยาวภาพจงอยู่คู่ทุกคน
ขอพรพระบันดลตลอดไป

May your hands always be busy
May your feet always be swift
May you have a strong foundation
When the winds of changes shift

ขอสองมือสรรค์สร้างอย่่างที่นึก
ขอสองเท้าก้าวผนึกอย่างสาดใส
ขอพลังเต็มตื้นอย่างมั่นใจ
ลมที่พัดใบไม้ไหวให้เท่าทัน

May your heart always be joyful
And may your song always be sung
May you stay forever young
Forever young, forever young
May you stay forever young.

เมื่อหัวใจเต็มตื่นอย่างชื่นจิต
สำนึกคิดบรรเลงเพลงหฤหรรษ์
เยาวภาพตลอดกาลนานนิรันดร์
แปรความฝันเป็นความจริงสิ่งไม่ตาย

พากษ์ภาษาไทย-ปีกซ้าย

สวัสดีปีใหม่ 2555

ที่มา Thai E-News


ในนามของทีมข่าวไทยอีนิวส์ ขออวยพรให้ท่านผู้อ่านทุกท่านทุกผู้ทุกนามจงประสบพบแต่ความสุข หากจำเป็นต้องประสบพบพานกับปัญหาใดๆ สามารถนำสติและปัญญามาแก้ไข มีแต่ความเจริญขึ้นเจริญขึ้นทั้งในการงาน ชีวิต ประสบการณ์ รวมถึงทรัพย์ได้แก่เงินทองและศรัทธาในพุทธธรรม

ขอให้ปีใหม่เป็นปีแห่งการทำสิ่งที่ดีให้กับตนเอง และสิ่งที่ดีให้กับเพื่อนเกิดแก่เจ็บตาย ความมัวเมาในอบายมุขและความเห็นที่ไม่ถูกต้องลดน้อยทอนลง

เป็นปีใหม่ที่ตนเองลดทอนทั้งความขึ้งโกรธ และหลงใหล ขอบารมีที่ท่านได้สร้างมาในอดีตชาติ ในชาติปัจจุบัน และที่จะต้องสร้างต่อไปในอนาคต จงนำพาให้ท่านมีแต่ความรุ่งเรืองต่อไป

ขอแสดงความนับถือ
ทีม Thai E-news

โพลล์: ฉายามอบให้กับสื่อไทย ประจำปี 2554

ที่มา Thai E-News


ผลโพลล์จากผู้อ่านไทยอีนิวส์ จากการสำรวจระหว่างวันที่ 26 -30 ธันวาคม โดยมีผู้โหวตทั้งสิ้น 1,531 ท่าน โดยผู้โหวตสามารถโหวตได้มากกว่าหนึ่งตัวเลือก

หัวข้อตัวเลือกมาจากเว็บไซต์ ITF

Saturday, December 31, 2011

"คำผกาส่งท้ายปี"

ที่มา Voice TV



รายการคิดเล่นเห็นต่างกับคำผกา ชวนคุณมาคิดเล่น เห็นต่างกับคุณคำผกา และคุณอรรถ ในตอน ""คำผกาส่งท้ายปี""

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ พบประชาชน 31 12 54

ที่มา YouTube

"รวมสุดยอด แรงบันดาลใจ"

ที่มา Voice TV



รายการ Voice of the Day ประจำวันที่ 31 ธันวาคม 2554

Voice of the day เทปนี้เป็นเทปสุดท้ายของปี 54 แล้ว ก็เลยอยากจะนำเสนอเนื้อหาพิเศษขึ้นมาอีกซักนิด ซึ่งความพิเศษที่ว่าก็คือ เราได้รวบรวมแขกรับเชิญที่เราประทับใจและเชื่อว่าคุณผู้ชมเองก็คงประทับใจ เช่นกัน มากกว่านั้นเรายังเชื่อว่าเรื่องราวและวิธีคิดของเขาคงเป็นแรงบันดาลใจอย่าง ดี สำหรับคุณผู้ขมที่มีเป้าหมายอยากทำตามความฝัน ความคิดของตัวเอง

ส.ค.ส.พระราชทาน นำสุขสู่ทุกท่าน

ที่มา Voice TV

ส.ค.ส.พระราชทาน นำสุขสู่ทุกท่าน

ส.ค.ส. พระราชทาน จาก.."พ่อแห่งแผ่นดิน"


ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2555


ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง

เราก็ต้องพยายามว่าย

อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร

โภคะทั้งหลาย

มิได้สำเร็จ

ด้วยเพียงคิดเท่านั้น


ปีใหม่ 2555 ที่กำลังจะมาถึง เชื่อว่าคนไทยทุกท่าน ต่างก็รอก้าวข้ามสู่ปีใหม่ด้วยใจที่เป็นสุข และถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่ง เมื่อแต่ละปีที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “พ่อหลวงของคนไทย” ได้ พระราชทาน บัตรส่งความสุข ซึ่งพระองค์ทรงประดิษฐ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง เพื่อพระราชทานให้แก่ชนชาวไทย เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่เป็นประจำทุกปี ในวันสิ้นปี 31 ธันวาคม ของทุกปี

พระองค์ทรงพระราชทานพรปีใหม่มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530

เดิมนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพร เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี ยังทรงปลีกเวลาจากพระราชกรณียกิจ มาปรุแถบโทรพิมพ์ พระราชทานพรปีใหม่ แก่เจ้าหน้าที่ผู้ถวายงาน โดยทรงใช้รหัสแทนพระองค์ว่า กส.9 เช่นเดียวกับที่ทรงใช้ติดต่อทางวิทยุสื่อสาร ทรงระบุท้ายโทรพิมพ์ว่า กส.9 ปรุ

ส.ค.ส. พระราชทานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนพระองค์ เมื่อปี พ.ศ. 2531 โดยทรงพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ขาวดำ พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โทรสารพระราชทานไปหน่วยงานต่าง ๆ โดยข้อความใน ส.ค.ส. พระราชทาน แต่ละปี จะประมวลขึ้นจากเหตุการณบ้านเมือง เพื่อสะท้อนให้เห็นปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศไทยต้องประสบ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ในปีต่อ ๆ มา หนังสือพิมพ์รายวัน ได้นำลงตีพิมพ์ ในฉบับเช้าวันที่ 1 มกราคม เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ชื่นชมอย่างทั่วถึง

นับแต่ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ประดิษฐ์ ส.ค.ส. พระราชทาน ทรงเปลี่ยนแปลงคำลงท้ายของ ส.ค.ส. พระราชทาน เป็น ก.ส. 9 ปรุง เนื่องจากทรงเปลี่ยนจากการ "ปรุ" ด้วยโทรพิมพ์ เป็นการ "ปรุง" ด้วยคอมพิวเตอร์ ถัดจากนั้น จะทรงระบุวันและเวลาที่ทรงประดิษฐ์ขึ้น เป็นรูปแบบเฉพาะ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2530
พระราชทานเป็นปีแรก ทรงยังใช้คำว่า "กส. 9 ปรุ"

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2531
ทรงสอนให้ทุกคนคิดและทำในสิ่งที่ดี เพื่อให้บังเกิดแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิต

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2532
ทรงให้นิยาม 4 ประการของความสุข ว่าคือความปรารถนาดีต่อกัน ความอนุเคราะห์ ความยินดี ความสงบ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2533
ทรงให้มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสติ และปัญญา

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2534
ทรงชี้ให้คนไทยใช้ความเพียร อดทน สติ และปัญญา

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2535
ทรงให้คนไทยมุ่งทำวันนี้ให้ดีที่สุด

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2536
ทรงเน้นเรื่องการมองปัญหาให้ชัดเจนและตรงจุด การมีสติ คิดและทำอย่างสร้างสรรค์

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2537
ทรงกล่าวถึงโครงการพระราชดำริ เพื่อบรรเทาปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร


ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2538
ทรงให้ข้อคิดในการร่วมมือกันทำงาน เกี่ยวกับการพูด การฟัง

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2539
ทรงให้คนไทยตั้งมั่นอยู่ในความสมดุลในการแก้ปัญหา และการประสานประโยชน์เพื่อประเทศชาติ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2540
ทรงกล่าวถึงพลังความคิด และให้คติในการพูด การคิด และการทำ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2541
ทรงพระราชทานกำลังใจ ในการต่อสู้วิกฤตเศรษฐกิจ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2542
ทรงให้คนไทยมีความเพียร เช่นเดียวกับพระมหาชนก
และทรงเน้นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงว่า เป็นทางแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2543
ทรงกล่าวถึงการเข้าสู่สหัสวรรษใหม่ และให้มองโลกในแง่ดี

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2544
ทรงให้ทบทวนบทเรียนจากอดีต เพื่อเตรียมตัวฟันฝ่าปัญหาในอนาคต
และตั้งมั่นอยู่ในความดี และความสุจริตใจ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2545
ทรงกล่าวถึงปัญหาความขัดแย้ง ขัดแข้งขัดขากัน และให้แก้ปัญหาโดยใช้หัว
คือสมอง ควบคุมทุกส่วนของตัว รวมทั้งขอให้อยู่ในระเบียบ

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2546
ทรงกล่าวถึงสุนัขทรงเลี้ยง ว่าเป็นเพื่อนที่ดี

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2547
ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภายหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 ทรงให้คนไทยมีความรักสามัคคีกัน

พ.ศ. 2548
ในโอกาสขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2548 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้พระราชทาน ส.ค.ส.
เนื่องจากเกิดเหตุคลื่นสึนามิซัดเข้าชายฝั่งทะเลอันดามันอย่างรุนแรง จากการเกิดแผ่นดินไหวในมหาสมุทรอินเดีย

ส.ค.ส. พระราชทานตั้งแต่ พ.ศ. 2549
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นภาพสี
นอกจากนี้ คำลงท้ายของ ส.ค.ส. พระราชทาน ตั้งแต่ปีดังกล่าวเป็นต้นมา จะมีข้อความ
"พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร, ผู้พิมพ์โฆษณา Printed at the Suvarnnachad, D.Brahmaputra,
Publisher"(ใน ส.ค.ส. ปี 2549) และ "Printed at the Suvarnnachad Publishing, C.Brahmaputra, Publisher" (ใน ส.ค.ส. ปี 2550)

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2549
เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์สีเขียว
มีภาพปักรูปคุณทองแดงที่กระเป๋าด้านซ้าย ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2550
เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง และสุนัขทรงเลี้ยง ที่เป็นเหลนของคุณทองแดงอีก 9 สุนัข

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2551
เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ชุดปกติขาว
ทรงฉายคู่กับคุณทองแดง และสุนัขทรงเลี้ยง ที่เป็นเหลนของคุณทองแดงอีก 4 สุนัข

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2552
เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ชุดสูทสีเทา
ทรงฉายคู่กับสุนัขที่ทรงเลี้ยง 2 สุนัข

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2553
เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ชุดปกติสีชมพู
ทรงฉายคู่กับสุนัขที่ทรงเลี้ยง คือ "คุณทองแดง"

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี 2554
เป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฉลองพระองค์สากลสีครีมผ้า ปักพระกระเป๋าเป็นผ้าลายริ้วสีเหลืองสลับเทา ฉลองพระองค์ชั้นในเป็นเชิ้ตขาว ทรงผูกเนคไทลายริ้วสีเหลืองสลับเทาประทับบนพระเก้าอี้


ด้านข้างพระเก้าอื้ที่ประทับทั้งสองข้างมีโต๊ะสูงโต๊ะด้านซ้ายวางแจกันแก้ว ก้านสูงปักดอกไม้หลากสี โต๊ะด้านขวาวางแจกันแก้วขนาดเล็กปักดอกไม้หลากสีเช่นกันทรงฉายกับสุนัขทรง เลี้ยง 2 สุนัข หรือคุณทองแดงที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2541 หมอบอยู่หน้าพระเก้าอี้ด้านขวาและคุณทองแท้ที่ทรงเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2542 หมอบอยู่หน้าพระเก้าอี้ด้านซ้าย



ด้านหลังพระเก้าอื้ที่ประทับเป็นม่านสีเทาอ่อนมีแจกันดอกไม้ขนาดใหญ่ปักดอก กุหลาบ และดอกไฮเดรนเยียหลากสีตั้งอยู่ 2 แจกัน แจกันด้านซ้ายมีตราพระมหาพิชัยมงกุฎประดับอยู่ ส่าวนแจกันด้านขวาผอบทองประดับอยู่ถัดไปด้านหลังทั้งสองด้านมีกระถางไม้ ประดับตั้งอยู่ มุมบนซ้ายมีตัวอักษรสีเหลืองข้อความว่า



ส.ค.ส. สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๔ มุมบนด้านขวามีข้อความภาษาอังกฤษ Happy New Year 2011



ด้านล่างของ ส.ค.ส. มีข้อความเป็นตัวหนังสือพิมพ์ด้วยสีน้ำเงินว่า ขอจงมีความสุขความเจริญ มุมล่างขวามีข้อความ ก.ส. 9 ปรุง 121923 ทค. 53 พิมพ์ที่โรงพิมพ์สุวรรณชาด ท.พรหมบุตร,ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา Printed at the Suvarnnachad publishing, D Bramaputra, Publisher (กรอบของ ส.ค.ส. พระราชทานฉบับนี้เป็นภาพใบหน้าคนเล็ก ๆ เรียงด้านละ 3 แถวทุกหน้ามีแต่รอยยิ้ม)

แน่นอนว่าในโอกาสขึ้นปีใหม่ ในปีนี้ ชนชาวไทยทุกคนก็คงรอชื่นชม ส.ค.ส. พระราชทาน เหมือนดังเช่นทุกปี เพื่อเป็นแรงใจและกำลังใจ และศิริมงคลของชีวิตแก่ตนเอง

สำหรับในปี 2555 นั้น ชาวไทยทุกคนต่างเฝ้ารอ บัตรส.ค.ส.พระราชทาน เพื่อความเป็นสิริมงคล ในการนำพรจากพระองค์ท่านมาใส่เกล้าฯใส่กระหม่อม

และยังเป็นสิริมงคลเมื่อ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมี์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระราชทานบัตรอวยพร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2555 แก่ปวงชนชาวไทย

บัตรอวยพรดังกล่าว มีทั้งหมด 4 หน้า

หน้าแรกมีพระราชลัญจกร ม.ว.ก. และข้อความภาษาอังกฤษว่า ‘Season’s Greetings and Best Wishes for a Very Happy New Year’ลายพระนามาภิไธย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และข้อความภาษาอังกฤษว่า From Their Royal Hignesses the Crown Prince and Princess of Thailand

หน้าที่สองเป็นพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงฉายร่วมกับพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมี์ พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าฑีปังกรรัศมีโชติ

หน้าที่สามเป็นพระฉายาลักษณ์พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าฑีปังกรรัศมีโชติ ทรงฉายร่วมกับพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา

หน้าที่สี่เป็นพระฉายาลักษณ์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าฑีปังกรรัศมีโชติ ทรงฉายร่วมกับพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

และในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทาน ส.ค.ส. สวัสดีปีมะโรง 2554 การนี้ พระองค์ทรงประพันธ์ คำอวยพร ประกอบบัตรอวยพร ดังนี้

ปีมะโรงคือพระยานาคราช

ทรงอำนาจกว่าใครในแหล่งหล้า

จะอ่อนน้อมไม่แสดงซึ่งฤทธา

เลื้อยช้าช้าสง่างามตามครรลอง

โบราณว่าพญานาคท่านให้น้ำ

เพื่อช่วยบำรุงพืชสัตว์ทั้งผอง

น้ำอย่ามากอย่าน้อยไปพอเนืองนอง

ให้ตกต้องฤดูกาลสำราญเอย.

และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ทุกท่าน จึงขอนำโอวาทจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงประทานพระโอวาทวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2555 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 มานำเสนออีกครั้ง ในใจความว่า ตามคตินิยมของคนไทยทั่วไป เมื่อปีเก่าผ่านไปปีใหม่กำลังจะมาถึง ต่างก็ปีติยินดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีความหมายว่ารอบปีหนึ่งของชีวิตได้ผ่านพ้นไปโดยสวัสดี มีสุข เป็นเหตุให้ชีวิตผ่านพ้นมาถึงปีใหม่อันจะเป็นรอบใหม่ของชีวิต ที่ทุกคนมุ่งหวังและปรารถนาที่จะให้ดำเนินไปด้วยความสวัสดีมีสุข

สำหรับประชาชนชาวไทยในรอบปีที่ผ่านมาคือ พ.ศ.2554 นับเป็นมหามงคลสำหรับชาวไทยทั้งมวล เพราะเป็นมหามงคลวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในรอบปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงคือ พ.ศ. 2555 ก็นับได้ว่าเป็นปีมหามงคลสำหรับชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เพราะเป็นปีที่พระพุทธศาสนาประดิษฐานอำนวยสุขแก่ชาวโลกเป็นเวลายาวนานต่อ เนื่องมาครบ 26 ศตวรรษ หรือ 2,600 ปี พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงจัดให้มีการเฉลิมฉลอง อันเป็นการรำลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระธรรม และพระสงฆ์ เพื่อให้สถิตดำรงอยู่คู่โลกตลอดกาลนาน และการที่ชีวิตและวันเดือนปีจะดำเนินไปโดยสวัสดีนั้น ควรที่ทุกคนจะได้เรียนรู้และน้อมนำเอาพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสสั่งสอนไว้มาประพฤติปฏิบัติเป็นประจำวัน เพราะพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้นั้น คือความจริงของชีวิต ที่ทุกคนควรรู้ควรปฏิบัติ ซึ่งเมื่อน้อมนำมาปฏิบัติจริง ก็ย่อมจะให้ผลดีจริงแก่ชีวิตตามควรแก่การปฏิบัติ

เนื่องในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2555 ขอพระราชทานถวายพระพรชัยมงคล ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและพระราชกุศลบารมี อำนวยให้สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์เจริญพระราชสิริสวัสดิพิพัฒนสุขทุกประการ และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและบุญกุศล อำนวยอวยพรชัยให้ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าเจริญอายุ วรรณ สุข พล และประสบสันติสุขทั่วกัน


http://namnoi.go.th
http://mblog.manager.co.th