ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 2555
ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือ "เต้น" ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มเสื้อแดง
กล่าวอวยพรแฟนๆ ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสด
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNeU5UUXlOall4Tmc9PQ==§ionid=
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, January 2, 2012
คลิปณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อวยพรปีใหม่แฟนๆ หนังสือพิมพ์ข่าวสด
ปี 2555 ปีแห่งการเผชิญปัญหาด้วยการ "ตื่นรู้"
ที่มา thaifreenews
โดย เสรีชน คนใต้
เมื่ออ่านรัฐธรรมนูญมาตรา 9 “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ...” ยิ่งทำให้นึกถึงเนื้อความใน “อัคคัญญสูตร” (พระไตรปิฎกเล่ม 11) ที่ยืนยันว่า พระมหากษัตริย์มาจาก “คนธรรมดา” ได้อำนาจมาจากการยินยอมของชุมชนทางการเมือง
ซึ่งเป็นการยืนยันตามข้อ เท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และพระพุทธเจ้าเองก็ยืนยันข้อเท็จจริงนี้เพื่อโต้แย้งระบบชนชั้น หรือระบบวรรณะ 4 กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร
แต่หลังจากพระ พุทธเจ้าปรินิพพาน พุทธศาสนาก็ไปพึ่งพิงอำนาจรัฐแบบราชาธิปไตยมากขึ้น โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นต้นมา กษัตริย์ในอุษาคเนย์และสยามประเทศที่นับถือพุทธก็ยึด “โมเดลอโศกมหาราช” ที่อ้างอุดมการณ์พุทธเป็นอุดมการณ์ปกครองรัฐ แต่เน้นหนักไปทางตีความพุทธศาสนาสนับสนุนสถานะและอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของ กษัตริย์มากกว่า ที่จะปกครองโดยให้เสรีภาพ และความเสมอภาคแก่ราษฎรตามหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนา
ฉะนั้น สถานะของกษัตริย์จากเดิมที่เป็น “คนธรรมดา” จึงกลายเป็น “สมมติเทพ” ที่อยู่สูงกว่าราษฎร ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้
ทั้ง ที่อุดมการณ์ที่พุทธศาสนาเสนอตั้งแต่แรก คือ “อุดมการณ์ธรรมราชา” ที่กษัตริย์เป็นคนธรรมดาแต่มีคุณธรรมของผู้ปกครองคือ “ทศพิธราชธรรม” และ “จักรวรรดิวัตร” ซึ่งเป็นคุณธรรมของผู้เสียสละอุทิศตนเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร อ่อนน้อมถ่อมตนต่อราษฎร และถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้ โดยไม่มีแม้กระทั่งความโกรธ (อักโกธะ) และไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา) ราษฎรเมื่อถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ
การปกครองและการตัดสิน คดีความต่างๆ ก็ต้องดำเนินไปด้วยความยุติธรรม (อวิโรธนะ) แก่ราษฎรอย่างเสมอภาค ใช้เหตุผลและการุณยธรรมมากกว่าใช้อำนาจเผด็จการ
จึงถึงเวลาที่เรา ต้อง “ตื่นรู้” เสียทีว่า การใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างอุดมการณ์ “สมมติเทพ” เพื่อสนับสนุนสถานะ อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ในยุคราชาธิปไตยและสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นั้น เป็น “ข้อเท็จจริง” ทางประวัติศาสตร์ที่ “ขัดแย้ง” กับหลักการดั้งเดิมของพุทธศาสนา
แน่นอนว่าเราอาจเข้าใจได้ว่า นั่นเป็นความจำเป็นในบริบทของเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์สังคมการเมืองและศาสนาในยุคที่ผ่านมา
แต่วันนี้โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยแบบอารยะประเทศ พระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขของรัฐคือ “คนธรรมดา” ที่มีกฎหมายคุ้มครองแบบกฎหมายคุ้มครองคนธรรมดา ซึ่งสอดคล้องกับอุดมการณ์ดั้งเดิมของพุทธศาสนาที่ถือว่ากษัตริย์คือคนธรรมดา ฉะนั้น เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดว่าพระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะ อุดมการณ์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์จึงต้องเป็น “อุดมการณ์ธรรมราชา” ที่กษัตริย์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบได้
ปี 2555 คือปีที่เราต้องตื่นรู้ เพื่อยืนยันอุดมการณ์นี้ และยืนยันแนวทางการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับสถานะ อำนาจ บทบาทของสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและอุดมการณ์ ธรรมราชาจริงๆ เพื่อความมั่นคงของประชาธิปไตย เพื่อปกป้องอุดมการณ์ที่แท้จริงของพุทธศาสนาและสถาบันกษัตริย์ให้ยั่งยืน อย่างสอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ ที่ถือว่าเสรีภาพและความเสมอภาคคือคุณค่าสูงสุด!
จากเฟสบุค อ.สุรพศ ทวีศักดิ์
https://www.facebook.com/suraphotthaweesak/posts/201297363296944
ส่งท้ายปี Quotes of the Year (4): ‘เราคืออากง’ และ ‘ขอแชร์นะ’
ที่มา ประชาไท
ส่งท้ายปี ทีมประชาไท รวบรวมคมคำเด็ดๆประจำปีที่กลายเป็นวลีและประโยคฮิตทั้งในสังคมออฟไลน์และออ นไลน์ ย้อนความทรงจำที่มาที่ไป และแรงกระเพื่อมจากถ้อยคำ ซึ่งหลายคำกลายเป็นผลสะเทือนต่อคนพูดเอง ขณะที่อีกหลายถ้อยคำ ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ล้วนถูกพูดขึ้นมาในจังหวะร้อนและสะท้อนความสนใจของสังคมไทยในสถานการณ์ที่ ช่วยก่อกำเนิดถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา
0 0 0
สำหรับ Quotes of The year ประจำปีนี้ ประชาไทขอยกให้กับวลี/ประโยคเหล่านี้
- เอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า
- ดีแต่พูด
- เอาอยู่ค่ะ
- คืนนั้นเป็นคืนที่ผมร้องไห้อยู่นานมากครับ
- เราคืออากง
- ขอแชร์นะ
- ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต
- Forgive and Forget และ ไม่แก้แค้นแต่แก้ไข
- นี่เราพูดอะไรโง่ๆ มากเกินไปหรือเปล่า
เราคืออากง
“อากง” คือคำเรียกติดปาก หมายความถึง “อำพล” ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ วัย 61 ปี แต่สภาพดูแก่ชราราวอายุ 70 ปี ผู้ริเริ่มเรียกอากงคนแรกคือ อานนท์ นำภา ทนายความของเขาเอง ซึ่งเป็นการเรียกเลียนแบบหลานๆ ของอำพลทั้ง 5 คน กรณีของอากงเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานาภพที่สร้างความสั่นสะเทือนในสังคมได้ สูงสุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่า โดยเฉพาะใน Social Network อย่าง Facebook มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางเรื่องโทษจำคุก 20 ปีจาก 4 ข้อความ SMS ซึ่งหลักฐานสำคัญคือ EMEI เครื่องโทรศัพท์ ซึ่งยังเถียงกันไม่จบว่าน่าเชื่อถือเพียงใด แค่ไหนจึงจะน่าเชื่อถือ น่าเสียดายที่พยานจำเลยในคดีนี้ไม่มีผู้เชี่ยวชาญมาเบิกความเพื่อให้ข้อมูล ทางเทคนิคสู้กันจนสุดลิ่มทิ่มประตู เหตุเพราะไม่มีใครกล้ามาเป็นพยานให้คดีลักษณะนี้
“เราคืออากง” คนที่เริ่มต้นคำนี้เห็นจะเป็นแอนดรูว์ แมกเกรเกอร์ มาแชล อดีตผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ ผู้กุมข้อมูลลับของสังคมไทยผ่านเอกสารวิกิลีกส์ เขาโพสต์ข้อความนี้สั้นๆ ในเฟซบุ๊คส่วนตัว จากนั้นมันเริ่มระบาดเหมือนเพลี้ยในนาข้าว คำนี้ได้ผนวกเอาตัวผู้พูด (หรือผู้ที่คิดจะพูด) เข้ากับตัวของ “อากง” ซึ่งถูกจำคุก 20 ปี เพื่อสะท้อนถึงเพดานของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ต่ำมาก รวมทั้งคุกที่อาจรอ “เรา” ทุกคนอยู่เหมือนๆ กันเมื่อมาตรา 112 ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
“กลุ่มเราคืออากง” เป็นกลุ่มนักกิจกรรมที่สนใจเรื่องประชาธิปไตยและเสรีภาพในการแสดงออก มีฐานที่มั่นอยู่ใน facebook และมีการจัดกิจกรรม เช่น จัดแสดงศิลปะกลางแจ้ง “แท่งอัปลักษณ์” เพื่อแสดงสถิติคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายปี ที่ผ่านมา
“ฝ่ามืออากง” ไม่นานหลังจากนั้น ปวิณ ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการไทยที่ไปเป็นนักวิจัยที่สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาแห่ง สิงคโปร์ ก็ลุกขึ้นมาทำการรณรงค์ง่ายๆ ที่ทุกคนร่วมทำได้นั่นคือ การเขียน คำว่า “อากง” หรือบางคนก็เขียน “ปล่อยอากง” บนฝ่ามือตนเองแล้วเผยแพร่บน facebook โดยการรณรงค์นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโครงการ “ก้าวข้ามความกลัว” (abhaya-อภยาคติ-fearlessness) ของพม่า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอองซาน ซูจี เพื่อสนับสนุนความกล้าหาญให้แก่นักโทษทางการเมืองจำนวนมากในพม่า ฝ่ามืออากงได้แพร่ระบาดออกไปนอกเหนือจากแวดวงนักกิจกรรม นักวิชาการหรือคนที่สนใจเรื่องมาตรา 112 เป็นทุนเดิม
“ก้าวข้ามความกลัว” ผลงานจากการรณรงค์ของปวิณ ถูกรวบรวมนำมาตีพิมพ์เป็นหนังสือ “Thailand’s Fearlessness Free Akong ก้าวข้ามความกลัว” ซึงปรากฏภาพของฝ่ามือนับร้อยที่รวบรวมได้จาก facebook รวมถึงข้อเขียนของปวิณ และบทความเกี่ยวกับสถิติคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของ เดวิด สเตร็คฟัส นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยปกหลังของหนังสือเล่มนี้เขียนไว้ว่า “โครงการ ‘Thailand’s Fearlessness: Free Akong’ มีจุดมุ่งหมายเบื้องต้นในการเรียกร้องให้ปล่อยตัวอากง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการปล่อยนักโทษการเมืองทั้งหมด และผลักดันให้มีการปฏิรูปหรือยกเลิกมาตรา 112 เพื่อให้ไทยได้เป็นอายะประเทศสมบูรณ์แบบ”
“อาม่า สยบอากง” ผลสืบเนื่องเล็กน้อยในอีกฝั่งหนึ่ง เห็นจะเป็นการเขียน “อาม่าสยบอากง” บนฝ่ามือเช่นกัน ซึ่งแม้จะเป็นเพียงการแสดงออกที่ไม่ได้มุ่งเน้นเป็นการรณรงค์ให้เป็นกระแส แต่ก็สะท้อนให้เห็นความคิดเห็นที่ยังแตกต่างอย่างสุดขั้วภายในสังคมไทย ซึ่งน่าจะต้องใช้เวลาในการถกเถียงกันอีกยาว (ถ้าคนเถียงไม่ถูกจับติดคุกหมดไปเสียก่อน)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- คุยกับคนเริ่มแคมเปญ "ฝ่ามืออากง"
- Fearlessness Talk: เสวนาเพื่อก้าวข้ามความกลัว
- เปิดตัวหนังสือ ก้าวข้ามความกลัว” (Thailand’s Fearlessness: Free Akong)
- ‘อภยยาตรา’ กรุงเทพฯ/เชียงใหม่ จุดประกายสังคมหันมองปัญหา ม. 112
- ประมวลภาพ: ขบวน ‘อภยยาตรา’ Fearlessness walk
0 0 0 0 0 0
"ขอแชร์นะ"
ในปีที่โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊กกำลังเฟื่องฟู เช้า-สาย-บ่าย-เย็น หลายคนเป็นต้องแวะเข้ามาอัพสเตตัส กดไลค์ กดแชร์ หรือมาดูว่ามีใครมาไลค์ มาเม้นต์อะไรบ้าง เกิดประโยคติดปาก-ติดนิ้วของผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทย "ขอแชร์นะ/นะคะ" เมื่อเห็นลิงก์-ข้อความที่สนใจ และอยากนำไปเผยแพร่ต่อให้เพื่อนของตัวเองรับรู้ แม้ว่าเฟซบุ๊กจะมีปุ่ม share หรือ แบ่งปัน ให้กดได้ทันทีอยู่แล้วก็ตาม
ช่วงพีคสุดของภาวะ "ขอแชร์นะ" ในปีนี้คือ ช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ข้อมูล-ข่าวสารท่วมจอมาตามๆ กัน ข้อมูลบางเรื่องเกิดจริง ณ จุดเวลาหนึ่ง แต่ถูกสรุปไปแบบหนึ่ง บางเรื่องเป็นเรื่องแต่งล้วนๆ บวกภาพประกอบถูกรสนิยม หลายคนกดแชร์ข้อมูลพร้อมแสดงความเห็นสมทบชนิดที่ไม่ได้ตรวจสอบก่อน ก่อให้เกิดวิวาทะกันในวงกว้าง เว็บ "ศัพท์การเมืองไทยร่วมสมัย" เขียนแซวว่า พฤติกรรม "ขอแชร์นะ" ว่า "เกิดขึ้นในเวลาเพียงลัดนิ้วแต่อาจส่งผลกระทบที่ต้องใช้เวลาสะสางยาวนานกว่านั้นหลายเท่านัก" มองในแง่ดี อาจเป็นช่วงเวลาที่ข้อมูลหลากหลายได้ปะทะสังสรรค์ ให้ผู้ได้อ่านไปประมวลตัดสินใจเอาเอง (ถ้าไม่ unfriend กันไปก่อน)
อย่างไรก็ตาม ช่วงสิ้นปี การแชร์อาจชะงักไปเล็กน้อย เพราะ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีไอซีที ออกมาขอไม่ให้แชร์นะอยู่หลายครั้ง ด้วยเหตุผลว่า การแชร์หรือกดไลค์ข้อความ-ลิงก์ที่มีลักษณะ "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" อาจเข้าข่ายเผยแพร่ทางอ้อม ทำให้มีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ได้ (จนเครือข่ายพลเมืองเน็ตต้องออกมาแถลงไม่เห็นด้วยและชี้แจง รมต.และผู้ใช้เน็ตอย่างละเอียดถึงหลักการและเหตุผลเลยทีเดียว)
/////////////
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 2: จับชีพจรสิทธิมนุษยชนไทยกับ ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ
ที่มา ประชาไท
ย้อนมองสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยในปี 2554 และมองสถานการณ์ปี 2555 โดยปกป้อง เลาวัณย์ศิริ นักสิทธิมนุษยชนไทย อดีตผู้ประสานงานภูมิภาค สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย หรือ ฟอรั่มเอเชีย ซึ่งเขามองว่า ประเด็นสำคัญคือวัฒนธรรมการไม่ต้องรับผิดในการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้า หน้าที่รัฐ และเสรีภาพในการแสดงความเห็น ซึ่งทั้งสองประเด็นหลักยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นขณะที่กลไกคุ้มครองสิทธิ อย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
0 0 0 0 0 0
ย้อนมองสถานการณ์สิทธิปี 2554
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยในปีที่ผ่านมามีสี่ประเด็น ประเด็นแรกคือกรณีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทยเป็นประเด็นที่เอ็นจี โอในประเทศไทยและต่างชาติให้ความสำคัญมาก เช่นองค์กรนักข่าวไร้พรมแดนเมื่อต้นปีก็มีการจัดอันดับเสรีภาพ และประเทศไทยก็ร่วงลงมา จากอันดับที่เก้าสิบกว่า มาเป็นอันดับที่ร้อยห้าสิบ
และองค์กรฟรีดอมเฮาส์ก็ตัดอันดับว่าไทยเป็นประเทศที่ไม่มีเสรีภาพทางด้าน สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ในขณะที่ผ่านๆ มาประเทศไทยเคยอยูในอันดับค่อนข้างดี เช่นเดียวกันเมื่อประมาณสองสามเดือนที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญพิเศษในการตรวจสอบสิทธิเสรีภาพของสหประชาชาติ เซอร์แฟรงก์ ลา รู ก็ออกแลงการณ์ออกมาเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพและกรณีการใช้พรบ. คอมพิวเตอร์ในการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก
ในต้นเดือน ธ.ค.2554 ก็มีแถลงการณ์อีกฉบับที่ออกมาค่อนข้างเจาะจงและเป็นครั้งแรกที่โฆษกข้าหลวง ใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนออกมาท้วงติงเรื่องสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในประเทศไทย ทั้งหมดนี้ก็แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์สิทธิเสรีภาพของไทยนั้นลดต่ำลงไปมากใน ปีที่ผ่านมา
ในประเด็นที่สอง คือ ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นได้ชัดว่ากระบวนการและกลไกสิทธิมนุษยชนไทยในประเทศ ไทยมีความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เช่น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่สามารถทำงานได้เลยเมื่อเปรียบเทียบกับคณะ กรรมการสิทธิฯ ชุดแรกที่มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิได้ระดับหนึ่ง มีการออกแถลงการณ์ถึงรัฐบาลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิ แต่ว่าคณะกรรมการสิทธิฯ ชุดนี้ ไม่มีการอกแถลงการณ์ออกมาเลย และรายงานตรวจสอบป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีการตรวจสอบประเด็น อะไรไปแล้วบ้าง
ประเด็นที่สาม ประเทศไทยในปีที่ผ่านมา เกิดกระแสวัฒนธรรมที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิด เช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อเม.ย.-พ.ค. 2553 ผ่านมาแล้วปีครึ่งไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนไหนได้รับโทษ นี่ไม่ใช่กระแสที่เพิ่งเกิดปีทีแล้วแต่มันเกิดมาตั้งแต่ทศวรรษ 2540 ไม่ว่าจะเป็นกรณีสงครามยาเสพติด หรือกรณีภาคใต้
ประเด็นสุดท้ายคือปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเพิ่งได้รับการตรวจสอบ โดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติว่าด้วยการตรวจสอบสถานการณ์สิทธิ มนุษยชนในประเทศไทยในเวลาสี่ปีที่ผ่านมา และรายงานนี้จะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์สิทธิในปี2555 เพราะว่ารัฐบาลไทยต้องไปที่เจนีวาอีกครั้งเพื่อจะบอกว่าไทยจะรับข้อเสนออะไร บ้างที่รัฐบาลของประเทศต่างๆ และสหประชาชาติเสนอมาเพื่อให้พัฒนาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ
มองต่อไปในปี 2555 ประเด็นสำคัญยังอยู่ที่การรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
กรณีวัฒนธรรมที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่ต้องรับผิด ผมคิดว่เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด มันเป็นกระแสที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในปีที่แล้ว แต่เป็นสิ่งทีเกิดขึ้นมาตลอด เราพูดได้ว่าเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในเมืองไทยไปแล้ว ถ้าเราย้อนกลับไปในเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา หรือ พฤษภา 2535 เจ้าหน้าที่รัฐ ทหารตำรวจที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน สังหารประชาชน ไม่ได้รับการดำเนินคดี
ซึ่งเวลาเราพูดถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรม หรือ Right to Justice มันมีส่วนประกอบหลายส่วน คือ สิทธิที่ประชาชนควรจะได้รับ ข้อเท็จจริง คือ Right to Truth ว่าสถานการณ์นั้นเกิดอะไรไปแล้วบ้าง อย่างกรณี 6 ตุลา เราก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่ง เช่นเดียวกับกรณีทีเกิดขึ้นในปีที่แล้ว เราก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ใครเป็นคนสั่ง คนที่ควรจะต้องรับผิดคือใคร
โดยส่วนตัวแล้วในฐานะคนที่ติดตามประเด็นนี้ก็ค่อนข้างเป็นห่วง เกี่ยวกับการดำนินการในกรณีนี้ คือถ้าเราพูดถึงกระบวนการปรองดองกัน มันจะเกิดขึ้นได้ไม่เพียงแต่ประชาชนหรือเหยื่อผู้ได้รับผลกระทบจะต้องรู้ว่า ข้อเท็จจริงคืออะไร อีกส่วนที่สำคัญ คือสิทธิที่สามารถได้รับการเยียวยา เท่าที่ผมตรวจสอบดู จากการติดตามข่าว ดูเหมือนว่าบทบาทของรัฐบาลและคอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ) ในการตรวจสอบกรณีเมษา-พฤษาปี2553 มันเหมือนกับเพียงแค่หาข้อเท็จจริงแต่ไม่ต้องการหาความยุติธรรมให้เกิดขึ้น ในสังคม ซึ่งสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในการตรวจสอบในปีต่อไปจะมีส่วนสำคัญมากในการ สร้างบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนของไทย
นักสิทธิมนุษยชนและประชาชนไทยทำอะไรได้มากกว่าแค่ติดตามสถานการณ์
เราต้องมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทขององค์กรหลักในการตรวจสอบ คือคอป. ควรจะมีอำนาจมากกว่าแค่หาข้อเท็จจริง คือควรมีข้อเสนอแนะให้กับศาลได้ว่าควรจะมีการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐคนไหน แต่เท่าที่ดู คอป. มีอำนาจจำกัดมาก คือแค่หาข้อเท็จจริงว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพื่อให้กระบวนการปรองดองเกิดขึ้น แต่การปรองดองในโมเดลนั้น ประชาชนที่เป็นเหยื่อ จะไม่ได้รับสิทธิในกระบวนการยุติธรรมน่ะครับ
เสนอรัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญแก้ไขกระบวนการสรรหากรรมการสิทธิฯ
กลไกในการคุ้มครองสิทธิในประเทศไทยโดยเฉพาะ กสม. ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง คือไม่สามารถตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอะไรได้ จริงๆ สิ่งที่เกิดในปีทีแล้วนั้นควรเป็นอำนาจการตรวจสอบของกรรมการสิทธิฯ เพราะสิ่งที่กรรมการสิทธิฯ มีแตกต่างจากคอป. ก็คือ มี อำนาจในการเชิญพยานวัตถุและพยานบุคคล มาจากหน่วยงานต่างๆ ได้ แต่คอป. ไม่มีอำนาจในส่วนนี้ แต่กรรมการสิทธิฯ ที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา เกิดจากกระบวนการแก้รัฐธรรมนุญ ซึ่งทำให้ศาลเข้ามามีอำนาจมากในการคัดเลือกกรรมการสิทธิ และทำให้กรรมการสิทธิฯ ชุดนี้ทำงานไม่ได้ คือไม่มี Political View คือไม่มีความกล้าหาญในทางการเมืองที่จะดำเนินการตามอำนาจของเขา
ซึ่งหากรัฐบาลชุดนี้มีนโยบายที่จะแกรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐบาลมีเสถียรภาพมากขึ้นแล้ว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในปีหน้า รัฐบาลควรจะเอาประเด็นนี้ใส่เข้าไปด้วยว่า ถ้ามีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระบวนการสรรหากสม. อาจจะต้องเอากระบวนการรธน. 2540กลับมาใช้ คือมีส่วนร่วมของประชาสังคม นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่เพียงแต่ให้อำนาจในการสรรหากับศาลและประธานรัฐสภาเท่านั้น
เสรีภาพในการแสดงความเห็น ดิ่งลง
ในยุคของรัฐบาลอภิสิทธิมีรายงานที่ทำออกมาโดยไอลอว์ (โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน -iLaw) ว่ามีการบล็อกเว็บไซต์ ประมาณ เจ็ดหมื่นกว่าเว็บไซต์ แต่ภายในระยะเวลาสามเดือนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารได้มีการบล็อกไปแล้วหก หมื่นกว่า ก็ทำให้มองเห็นได้ว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอาจจะเลวร้ายลงไปอีกภายใต้รัฐบาลชุดนี้ โดยเฉพาะการที่มีการทุ่มเงินลงไปสร้างเครือข่ายในการตรวจสอบเว็บไซต์ที่มี การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็เป็นสิ่งที่อาจจะทำให้สถานการณ์เรื่องสิทธิและ เสรีภาพในการแสดงออกเลวร้ายลงไป
และสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลโดยเฉพาะรองนายกฯ ออกมาพูดว่าจะไม่มีการแก้กฎหมายหมิ่น ก็มีความขัดแย้ง คือมันดำเนินไปในทิศทางเดียวกับรัฐบาลที่แล้ว คือมันขัดกับข้อเรียกร้องที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกาได้ท้วงติงมา และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างประเทศท้วงติงมา
ถ้าให้ผมคาดการณ์ สถานการณ์ไม่ดีขึ้น
จับตารัฐบาลไทยรับรองการตรววจสอบสถานการณ์สิทธิจากองค์กรระหว่างประเทศ
ปีที่แล้วมีการประชุมกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนโดยสหประชาชาติ แล้วในการประชุมคราวนั้นรัฐบาลหลายๆ ประเทศก็มีข้อเสนอแนะกับรัฐบาลไทยในหลายๆ ประเด็นว่ารัฐบาลไทยควรจะให้สัตยาบันเกี่ยวกับอนุสัญญาการบังคับบุคคลสูญหาย หรือกติการะหว่างประทเศเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย และยอมให้ผู้ตรวจสอบพิเศษของสหประชาชนที่เป็นกลไกอิสระของสหประชาติที่มีผู้ ตรวจสอบประเด็นต่างๆ หลายประเด็นสามารถเข้ามาตรวจสอบในประเทศได้ ซึ่งรัฐบาลไทยในการประชุมเดือนตุลาคมที่ผ่านก็มีท่าทีที่ค่อนข้างบวกในการลง นามสัญญาต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น นี่ก็อาจจะเป็นแง่บวก เป็นทิศทางที่ดี
ทั้งหมดนี้ สิ่งที่สำคัญคือประชาชนและภาคประชาชนต้องติดตามรัฐบาลต่อไปว่าในการประชุม เดือนมีนาคม 2555 รัฐบาลจะยอมรับข้อตกลงเหล่านี้ไหม
นอกเหนือประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เป็นประเด็นย่อยๆ สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยได้รับผลกระทบจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เช่นกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) พรบ. คอมพิวเตอร์ พรก. ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน และมีการพยายามจะผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ในอนาคตก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการละเมิดสิทธิมนุษยชน ต่อไป ในขณะที่มีตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในสถานการณ์ปัจจุบน ผมก็ยังตอบไม่ได้ว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะมีบทบาทแต่ไหน ในการเสนอว่ากฎหมายจะมีการปฏิรูปหรือยกเลิก เพราะคณะกรรมการนี้ยังไม่ได้ทำงานให้เห็นชัดเจนเท่าไหร่ ก็เป็นสิ่งที่เราอาจจะมองต่อไปข้างหน้าในปีต่อไป ว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะมีบทบาทแค่ไหน และจะดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายเหล่านี้หรือไ่ม่
บทบาทนักสิทธิมนุษยชนไทยทีผ่านมา ต้องจับตาคนรุ่นใหม่
ผมคิดว่าตั้งแต่ช่วงของการรัฐประหาร มีการตื่นตัวค่อนข้างเยอะในหมู่คนรุ่นใหม่ ซึ่งหลายคนทำงานในประเด็นต่างๆ เช่น พม่า สิทธิเสรภาพหรือประเด็นอื่นๆ แต่เขาไม่ได้เรียกตัวเองว่านักสิทธิมนุษยชน แต่ผมเห็นว่าตั้งแต่ปี 2549 มีคนรุ่นใหม่ที่สนใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ซึ่งผมเห็นว่าน่าสนใจเพราะที่ผ่านมาขอบเขตของคนทำงานประเด็นสิทธิมนุษยชน นั้นค่อนข้างจำกัด คือเรารู้กันว่ามีองค์กรที่ทำงานด้านสิทธิค่อนข้างเยอะแต่หล่ายๆ องค์กรเป็น 'องค์กรผี' คือมีคนทำงานคนเดียวกันแต่ใช้ชื่อหลายๆ องค์กร ซึ่งการเกิดขึ้นของคนรุ่นใหม่ผมก็มีความคาดหวังว่าคนทำงานสิทธิมนุษยชนมาก ขึ้นและมีกระบวนการของคนทำงานเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งตอนนี้ผมไม่เห็นว่าประเทศไทยสามารถพูดได้อย่างประเทศฟิลิปปินส์ หรือเกาหลีใต้ หรืออินโดนีเซียว่ามีขบวนการสิทธิมนุษยชนในประเทศจริงๆ
อะไรที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานหรือการเติบโตของการเคลื่อนไหว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่า คนที่เป็นเจเนอเรชั่นแรกที่เรียกตัวเองว่านักกิจกรรมที่ดำงวานด้านสิทธิ มนุษยชนไม่สามารถขยายแนวคิดด้านสิทธิไปได้ คือเรื่องสิทธมนุษยชนในเมืองไทเยป็นสิ่งที่เรียนรู้ในห้องเยน คือคณะนิติศาสตร์จะมีวิชาสิทธิมนุษยชน แต่คนทำงานกลับน้อยมาก เวลาที่อยากจะสัมภาษณ์นักสิทธิมนุษยชนก็จะมีคนไม่เกิน 10-15 คน ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะว่าคนรุ่นเก่าไม่สามารถขยายแนวความคิดไปสู่คนรุ่นหลัง เปรียบเทียบกับขบวนการแรงงานยังเข้มแข็งกว่า คือมีคนทำงาน เช่น เวลาพูดถึงนักสหภาพ ก็จะมีคนเยอะ แต่พอพูดถึงนักสิทธิมนุษยชนกลับมีค่อนข้างน้อย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- นานาชาติพร้อมใจแนะกลางเวทียูเอ็น ประเทศไทยควรแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ – พ.ร.บ. คอมพ์ฯ
- อ่านเพิ่มเติม กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนและความสำคัญกับประชาชนไทย
- นานาชาติพร้อมใจแนะกลางเวทียูเอ็น ประเทศไทยควรแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ – พ.ร.บ. คอมพ์ฯ
- เอ็นจีโอสรุปเวทียูเอ็น รัฐไทยปัดตกประเด็นร้อน รับ 100 ข้อจาก 172
สมาคมนักข่าวนสพ.ฯ ให้ปี 54 เป็น “ปีแห่งความท้าทายบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน”
ที่มา ประชาไท
(31 ธ.ค.54) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เผยแพร่รายงานสถานการณ์สื่อมวลชนในรอบปี 2554 ผ่านเว็บไซต์ tja.or.th ระบุปี 2554 เป็น “ปีแห่งความท้าทายบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน” รายละเอียดมีดังนี้
...................................
รายงานสถานการณ์สื่อมวลชนในรอบปี 2554
“ปีแห่งความท้าทายบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน”
สืบเนื่องจากปี 2554 ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ยังดำรงอยู่ การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจึงยังคงถูกตั้งคำถามถึงความเป็นกลางในการนำเสนอ ข้อมูลข่าวสารต่อประชาชน ขณะเดียวกันการเติมโตของสื่อใหม่ๆ ทั้งเคเบิลทีวี โทรทัศน์ดาวเทียม เว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงบริบทการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่สื่อมวลชนถูกท้าทายถึงบทบาทการทำหน้าที่
ขณะที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังมองว่า สื่อมวลชนคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองทวีความรุนแรงมากขึ้น เป็นปีที่คนทำสื่อต้องยึดในหลักการแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน และยึดมั่นในการนำเสนอข้อมูลที่รอบด้าน รวมทั้งการเปิดพื้นที่ให้กับทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำรายงานสรุปสถานการณ์การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนไทยในรอบปี 2554 ที่กำลังจะผ่านไปไว้ดังนี้
1. การแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อมวลชน จากกรณีที่มีกลุ่ม บุคคลบางกลุ่มไม่พอใจการทำหน้าที่ของผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง จากจุดเริ่มต้นพบว่ามีการส่งอีเมลและมีการโพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพในเชิงคุก คามและหวังทำร้ายร่างกาย ทำให้ผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวรู้สึกไม่ปลอดภัย และขาดเสรีภาพในการทำหน้าที่ กลุ่มผู้สื่อข่าวภาคสนามจึงยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบต้นตอของข้อความดังกล่าว จากนั้นผู้สื่อข่าวที่ถูกโพสต์ข้อความคุกคาม จึงได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับผู้โพสต์ข้อความ แต่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งไปเรียกร้องยังสถานีโทรทัศน์ต้นสังกัด เพื่อขอให้ปลดผู้สื่อข่าวคนดังกล่าว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในรัฐบาล ทำให้การเข้าไปแทรกแซงเปลี่ยนแปลงผังรายการในสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศ ไทยหรือ NBT เกิดขึ้นอีกครั้งด้วยการถอดรายการที่ออกอากาศในช่วงรัฐบาลประชาธิปัตย์ออก จากผังรายการเกือบทั้งหมด
2.เสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบ เห็นได้ชัดจากกรณี “อีเมลฉาว” ที่ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการสื่อ โดยในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2554 เว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่ง รายงานว่า มีผู้ส่งข้อความในอีเมลส่วนตัว 2 ฉบับ หัวข้อ “จดหมายถึงท่านพงษ์ศักดิ์” และ “ข้อเสนอ วิม” ไปยังสื่อมวลชนฉบับต่างๆ เนื้อหาระบุถึงการให้เงินกับคนในสื่อหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ และสถานีโทรทัศน์ 1 ช่อง เพื่อขอให้ช่วยประชาสัมพันธ์ข่าวการหาเสียงเลือกตั้งของพรรค จนทำให้สภาวิชาชีพ ทั้งสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน และแม้ว่าที่สุดแล้วจะไม่พบหลักฐานว่า มีการรับเงินตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็ถือว่าสั่นสะเทือนวงการสื่อมวลชนไม่ใช่น้อย
3.ความพยายามจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีความพยายามของข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรมบางส่วนหมกเม็ดยัดไส้ให้รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ เพราะให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกคำสั่งห้ามพิมพ์ เผยแพร่ สั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักรฯ แต่เมื่อรัฐมนตรีทราบว่าถูกข้าราชการหมกเม็ด จึงมีการประสานงานให้คณะ กรรมการกฤษฎีกาได้ทำความเห็นกลับมาว่า เนื้อหาบางส่วนใน พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 45 เรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ครม.จึงได้มอบให้กระทรวงวัฒนธรรม นำ พ.ร.บ.ฉบับนี้กลับไปพิจารณาใหม่
4.การปฏิรูปสื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หลัง จากที่รอการเกิดขึ้นของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มาเป็นเวลานาน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กสทช. 11 คน และล่าสุด กสทช.ได้มีมติเห็นชอบร่างแผนแม่บทบริหารจัดการคลื่นความถี่และแผน แม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับ พ.ศ.2555 – 2559 ซึ่งจะนำเข้าสู่ขั้นตอนการประชาพิจารณ์และเปิด รับฟังความคิดเห็นกับประชาชนและผู้เกี่ยวข้องได้ในต้นปีหน้า และหากสามารถประกาศใช้ได้จะมีผลให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ ทั้งโทรทัศน์และวิทยุที่ตกอยู่ในสภาพสูญญากาศไร้การกำกับดูแลมาเป็นเวลานาน
5.สื่อจมน้ำกับบริการสาธารณะ เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่าน มาได้สร้างความเดือดร้อนในกับพี่น้องคนไทยนับล้านคน และในจำนวนนั้น สื่อมวลชนก็มีสถานะเป็นผู้ประสบภัยเช่นกัน ทั้งในส่วนของบุคคลและสำนักพิมพ์และสถานีโทรทัศน์หลายแห่ง และจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงนี้เอง ทำให้สื่อมวลชนทุกแขนงตื่นตัวโดยมีส่วนสำคัญในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยคู่ขนานกับภาครัฐ ทั้งทำหน้าที่หลักในการรายงานข่าวอย่างแข็งขัน และเปิดสำนักงานเป็นจุดรับบริจาคสิ่งของและนำสิ่งของเข้าไปแจก เมื่อไปทำข่าวในพื้นที่น้ำท่วม ทั้งยังทำหน้าที่รับเรื่องร้องเรียนและประสานความช่วยเหลือด้วยความรวดเร็ว จนกลายเป็นอีกบทบาทหนึ่งของสื่อที่นอกเหนือจากการรายงานข่าวแล้ว ยังคงทำหน้าที่จิตอาสาได้อย่างเข้มแข็งเช่นกัน
6.สุดเศร้าอาลัยเพื่อนร่วมวิชาชีพสื่อ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจวงการสื่อในรอบปี 2 เหตุการณ์ กรณีแรกคือ นายศรวิชัย คงตันนิกูล ช่างภาพสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5 ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์กตกที่อุทยานแห่งชาติ แก่งกระจาน ที่สร้างความเศร้าเสียใจให้กับคนในวง การสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก ส่วนอีกกรณีเป็นเหตุรถข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ประสบอุบัติเหตุพลิกคว่ำที่ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ทำให้ น.ส.อิสราวรรณ จำลองเพ็ง ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนช่างภาพและผู้ช่วยช่างภาพได้รับบาดเจ็บ ทั้ง 2 กรณีถือว่าเป็นการเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน
จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงขอสรุปว่า ในปี 2554 ที่กำลังจะผ่านไปถือว่าเป็น “ปีแห่งความท้าทายบทบาทหน้าที่สื่อมวลชน” ซึ่งในอนาคตสื่อมวลชนจะต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์ต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วน รอบด้าน และยังคงยึดมั่นในหลักของจริยธรรมวิชาชีพอย่างเคร่งครัด
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
www.tja.or.th
31 ธันวาคม 2554
[คลิป] ธงชัย วินิจจะกูล: เมื่อความจริง (นิยาย) โดนดำเนินคดีฯ
ที่มา ประชาไท
ดีโอการอภิปรายของธงชัย วินิจจะกูล เกี่ยวกับหนังสือของเดวิด สเตร็คฟัส และภาวะ "Hyper Royalism" ที่ร้าน Book Re:public เมื่อ 17 ธ.ค. นำเสนอพร้อมการแนะนำผู้อภิปรายโดย "ภัควดี ไม่มีนามสกุล"

เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 54 ร้าน Book Re:public จ.เชียงใหม่ จัดเสวนา “เมื่อความจริง (นิยาย) โดนดำเนินคดีในยุคกษัตริย์นิยมล้นเกิน” มีผู้อภิปรายคือธงชัย วินิจจะกูล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประวัติ ศาสตร์ไทย ที่มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน สหรัฐอเมริกา ดำเนินรายการโดยภัควดี วีระภาสพงษ์ นักแปลอิสระ
เนื้อหาเป็นการอภิปรายหนังสือ “Truth on Trial in Thailand: Defamation, Treason, and Lese-Majeste” ของเดวิด สเตร็คฟัส แนวคิดเรื่องการดำเนินคดีหมิ่นประมาทและคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอภิปรายภาวะ Hyper Royalism หรือภาวะกษัตริย์นิยมล้นเกินในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาประชาไทได้นำเสนอในส่วนที่เป็นการอภิปรายไปแล้ว [ตอนที่ 1] [ตอนที่ 2] และในวันนี้ขอนำเสนอวิดีโอการอภิปรายในวันดังกล่าว [เพลย์ลิสต์ของวิดีโอทั้งหมด คลิกที่นี่]
ตอนที่ 1
ตอนที่ 2
ตอนที่ 3
ตอนที่ 4
ตอนที่ 5
ตอนที่ 6
ตอนที่ 7
ตอนที่ 8

FOREVER YOUNG-เยาวภาพจงอยู่คู่ทุกคน
ที่มา Thai E-News
May God bless and keep you always
May your wishes all come true
May you always do for others
And let others do for you
ขอพรพระปกปักรักษาเธอ
ปรารถนาล้นเอ่อใช่เพียงฝัน
อุทิศตนเพื่อผู้อื่นเต็มตื่นนิรันดร์
และได้รับสิ่งนั้นกำนัลเธอ
May you build a ladder to the stars
And climb on every rung
May you stay forever young
Forever young, forever young
May you stay forever young.
เถอะเพียรสร้างบันไดไต่สู่ดาว
ส่องสกาวพราวพร่างกลางใจเสนอ
เยาวภาพซาบซึ้งตราตรึงเธอ
เยาวภาพอยู่เสมอตลอดกาล
May you grow up to be righteous
May you grow up to be true
May you always know the truth
And see the lights surrounding you
ขอฝ่าข้ามความลำเค็ญเป็นโชติช่วง
ปลดทุกข์ห่วงก้าวกล้าหาสัจจะสาร
ตาสว่างกลางอสัจทุกทิวาวาร
ประภาคารแสงส่องสู่ผองชน
May you always be courageous
Stand upright and be strong
May you stay forever young
Forever young, forever young
May you stay forever young.
ก้าวต่อไปก้าวหน้าก้าวที่กล้า
หยัดยืนขึ้นทายท้ากลางห่าฝน
เยาวภาพจงอยู่คู่ทุกคน
ขอพรพระบันดลตลอดไป
May your hands always be busy
May your feet always be swift
May you have a strong foundation
When the winds of changes shift
จงสองมือสรรค์สร้างอย่่างที่นึก
จงสองเท้าห้าวฮึกคึกสาดใส
จงพลังเต็มตื้นอย่างชื่นใจ
ลมที่พัดใบไม้ไหวให้เท่าทัน
May your heart always be joyful
And may your song always be sung
May you stay forever young
Forever young, forever young
May you stay forever young.
เมื่อหัวใจเต็มตื่นอย่างชื่นจิต
สำนึกคิดบรรเลงเพลงหฤหรรษ์
เยาวภาพตลอดกาลนานนิรันดร์
แปรความฝันเป็นความจริงสิ่งไม่ตาย
พากษ์ภาษาไทย-ปีกซ้าย
ดร.ชาญวิทย์:พร5ประการที่ปูบันดาลได้(หากจะทำ)
ที่มา Thai E-News
ขอสวัสดีปีใหม่ 2555/2012 ปีมะโรง งูใหญ่
ขออภินันทนาการ ด้วยสำเนาจดหมายถึง นรม. หญิง และกัลยาณมิตร ผุ้รักชาติ รักประชาธิปไตย และสันติภาพ (5 ประการ โปรดดูข้อ 4 และหมายเหตุ เป็นพิเศษ)
เรียน นรม. (หญิง) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมต. กต. (ผ่านมิตร และสื่อมวลชนกระแสหลัก และกระแสรอง)
เนื่องในวารดิถีวันขึ้นปีใหม่ และวันคริสตมาส ขอส่งความปรารถนาดีมายัง ฯพณฯ นรม. (หญิง) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมต. กต. สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล กับคณะ ครม. ขอให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ เพื่อปฏิบัติงานให้กับ “ชาติและราษฎรไทย” ของเรา และขอเสนอแนะวาระสำคัญ 5 ประการ ที่สมควรจะได้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
(1) ขอให้เพิ่มวันหยุดราชการ เนื่องในโอกาสวันสำคัญทางศาสนาและลัทธิความเชื่อหลัก ของประชาชนของประเทศของเรา คือ วันคริสตมาส วันฮารีรายา วันฮินดู และวันตรุษจีน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติอันเป็นอารยะในสากลโลก และประเทศอาเซียนของเรา เช่นเดียวกับ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ที่กำหนดให้มีวันหยุดครบทุกศาสนาและความเชื่อหลัก (รวมทั้งวันวิสาขะบูชา)
(2) ขอให้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีหลักสากล เป็นอารยะ และเป็นประชาธิปไตย และยึดมั่นในเสรีภาพ และความเสมอภาค กับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดำเนินการแก้ไขบทบัญญัติ ที่เกี่ยวกับเรื่องของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112
(3) ขอให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงชื่อของประเทศ จาก “ราชอาณาจักรไทย” เป็น “ราชอาณาจักรสยาม” (Kingdom of Thailand – Kingdom of Siam) เพื่อให้ “สยาม” นั้นเป็นนามของประเทศหรือดินแดน ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และลักษณะของความหลากหลายของประชาชนหรือคน ที่มีชาติพันธุ์ กับภาษาและวัฒนธรรม ที่เป็นทั้ง “ไทย ไท/ไต ลาว เขมร มลายู คนอีสาน คนเมือง พวน ผู้ไท ขึน ยวน ยอง ลื้อ มอญ กูย ลั๊วะ/ละว้า เวียด ฮ่อ จีน แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ไหหลำ แคะ จาม ชวา ซาไก มอแกน ทมิฬ ปาทาน เปอร์เซีย อาหรับ ม้ง เย้า กะเหรี่ยง ปะหล่อง มูเซอร์ อะข่า กำหมุ มลาบรี ชอง ญากูร์ บรู โอรังลาอุต ฝรั่ง (ชาติต่างๆ) แขก (ชาติต่างๆ) ลูกครึ่ง ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ” กว่า 50 ชนชาติและภาษา
(4) ขอให้ดำเนินนโยบายการต่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด และองค์กรอาเซียน สร้างความสัมพันธ์อันดีเป็นพิเศษกับลาว กัมพูชา พม่า และมาเลเซีย และเน้นวาระทางด้านสังคมและวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญต่อสตรีเพศ (women’s agenda) พร้อมทั้งดำเนินการวิ่งเต้น เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ จากพระมหากษัตริย์กัมพูชา หรือขอนิรโทษกรรมจากรัฐสภากัมพูชา ให้กับนายวีระ สมความคิด และนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกจับกุมคุมขังอยู่ในกรุงพนมเปญมาเกือบจะครบ 1 ปีแล้ว
(5) ขอให้ดำเนินการ “เกี้ยเซี้ย” สมานฉันท์ สามัคคี ปรองดอง ขึ้นในชาติ ระหว่างคนเสื้อสีต่างๆ (เหลือง-ชมพู แดง ฟ้า เขียว หลากสี) โดยคำนึงถึงหลักของความยุติธรรม นิติรัฐ เสรีภาพ เสมอภาค โดยมีกระบวนการที่เป็นสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง การใช้อาวุธ อันจะนำไปสู่การนองเลือด และ/หรือ “กาลียุค”
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง
นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ข้าราชการบำนาญ
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัย (วิชา) ธรรมศาสตร์ (และการเมือง)
หมายเหตุ
ถ้าท่านไม่เป็น ส่วนหนึ่ง ของการแก้ปัญหา
ท่านก็เป็น ส่วนหนึ่ง ของปัญหา
IF YOU ARE NOT PART OF THE SOLUTION
YOU ARE PART OF THE PROBLEM
ถ้าท่านต้องการรักษา สถาบันกษัตริย์ คู่กับประชาธิปไตย และสันติสุข
เพื่อชาติ และราษฏรไทย เจ้าของแผ่นดินนี้
ท่านต้องปฏิรูปกฏหมายหมิ่นฯ มาตรา 112
IF YOU WANT TO PRESERVE THE MONARCHY, DEMOCRACY, AND PEACE
FOR THE NATION AND THE PEOPLES OF THIS LAND
YOU MUST REFORM THE LESE MAJESTE LAW: ARTICLE 112
Sunday, January 1, 2012
1 มกราคม 2554ไทย อีนิวส์ เริ่มต้นปี 2555 ด้วยสาส์น...
ที่มา Thai E-News
ไทย อีนิวส์ เริ่มต้นปี 2555 ด้วยสาส์น และภาพครอบครัวนักโทษการเมือง เพื่อร่วมเตือนความทรงจำนักสู้เพ่ือประชาธิปไทยและรัฐบาลที่รักของพวกเขาว่า "ยังมีนักโทษการเมือง" อยู่ทั่วประเทศไทย
ที่มา เพื่อนนักโทษการเมืองไทย Friends of Thai Political Prisoners ( F T P)
1 มกราคม 2554ครอบครัวผู้ต้องขังเสื้อแดงมุกดาหาร
นิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ที่มา Voice TV
เรามาทำความรู้จักผู้ที่ได้รับการโหวตให้เป็นบุคคลแห่งปีของวอยซ์ ทีวีกันให้มากขึ้น เริ่มจากนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ได้รับการโหวตสูงสุด
โดยกลุ่มนิติราษฎร์เป็นกลุ่มบุคคลอีกกลุ่มที่ทุกความเคลื่อนไหวทางวิชาการ เกิดแรงกระเพื่อมกับสังคมวงกว้างทุกครั้ง โดยปีนี้ กลุ่มนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอสำคัญต่อคนไทย นั่นคือการลบล้างผลพวงการรัฐประหาร 2549 ซึ่งทำให้พวกเขา ถูกกล่าวหาว่า รับงานทักษิณ


















