WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 3, 2012

ธรรมรำรึก ๑๐๐ ปี ชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนสุข พนมยงค์ 2-1-2555

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse















http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=926

ศรัทธาใน “ความเสมอภาคของมนุษย์” มีค่ากว่าศรัทธาในสถาบันใดๆ

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

ศรัทธาใน “ความเสมอภาคของมนุษย์” มีค่ากว่าศรัทธาในสถาบันใดๆ เราอาจจำแนก “ศรัทธา” ออกเป็นสองประเภท คือ

1. ศรัทธาในสิ่งนอกตัวเรา ที่เราเชื่อกันว่าเป็นสิ่งสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นศูนย์รวมจิตใจ เช่น ศาสนา พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ สถาบันกษัตริย์ เป็นต้น

2. ศรัทธาใน “ความเสมอภาคของมนุษย์” เกิดจากการที่เรามองเห็น “คุณค่า” ในความเป็นมนุษย์ของตนเองและของคนอื่นๆ ว่ามีอยู่อย่างเท่าเทียมกัน คุณค่านั้นอาจเป็น “เสรีภาพ” ที่เราควรมีอย่างเท่าเทียม หรือศักยภาพที่จะบรรลุถึงสิ่งที่ดีที่สุดในฐานะที่เป็นมนุษย์ที่เราควรมี โอกาสพัฒนาให้งอกงามอย่างเท่าเทียม เป็นต้น

ปัญหาคือศรัทธาในข้อ 1 มักเรียกร้องให้เราสยบยอม หรือจำกัดการใช้เหตุผลอย่างถึงที่สุดของเรา ขณะ ที่ศรัทธาในข้อ 2 จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราได้ใช้เหตุผลอย่างถึงที่สุด หรือยิ่งใช้เหตุผลอย่างถึงที่สุดก็ยิ่งศรัทธาใน “ความเสมอภาคของมนุษย์” อย่างถึงที่สุด ฉะนั้น ศรัทธาในข้อ 1 จึงมีลักษณะครอบงำทางความคิด ลดทอนการใช้เหตุผลและเสรีภาพโดยใช้อำนาจบังคับในบางระดับเสมอ ขณะที่ศรัทธาในข้อ 2 เรียกร้องความมีเหตุผลและเสรีภาพทางความคิด แต่เนื่องจากความมีเหตุผลและเสรีภาพคือ essence ของความเป็นคนของเรา ศรัทธาในข้อ 1 จึงถูกตั้งคำถามมากขึ้น ศาสนา พระเจ้า หรือสถาบันกษัตริย์ที่แปลกแยก หรืออยู่ตรงข้าม/ขัดขวางความมีเหตุผลและเสรีภาพยากที่จะมั่นคงอยู่ได้ในโลก ที่ผู้คนมี “ความเป็นคน” มากขึ้น!

จากเฟสบุ้ค อ.สุรพศ ทวีศักดิ์

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ขอจังหวัดธนบุรีคืน

ที่มา ประชาไท

“กรุงธนแทนที่ กรุงศรีอยุธยา
ราชธานีไทย ถึงจะแตกแยกไปก็ไม่สิ้นคนดี”

วันที่ ๒๘ ธันวาคมของทุกปี จะถือกันว่า เป็นวันพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งจะเป็นวันที่ประชาชนชาวธนบุรี จะจัดงานเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึงพระเจ้ากรุงธนบุรี ซึ่งเป็นผู้กอบกู้เอกราชของราชอาณาจักร หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ใน พ.ศ.๒๓๑๐ พระเจ้าตาก ซึ่งขณะนั้นเป็นพระยาวชิระปราการ ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ แล้วนำกองทัพต่อสู้เพื่อรื้อฟื้นบ้านเมือง พระองค์ประสบความสำเร็จ และได้ตั้งราชธานีใหม่ที่กรุงธนบุรี ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระองค์ครองราชย์สมบัติมาได้ ๑๕ ปี จนถึง พ.ศ.๒๓๒๔ ก็เกิดกบฏภายในราชอาณาจักร จนทำให้พระองค์เสื่อมอำนาจลง เจ้าพระยาจักรี สมุหนายก จึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ แล้วมีพระราชดำริว่า กรุงธนบุรี เมืองหลวงเดิม ตั้งอยู่ในที่คับแคบ ไม่ต้องด้วยหลักพิชัยสงคราม จึงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ฝั่งบางกอก ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นที่มาของกรุงเทพฯ เมืองหลวงในปัจจุบัน

ในทางประวัติศาสตร์ในระยะแรก เมืองธนบุรี ก็ยังมีฐานะเป็นเมืองหนึ่งในราชอาณาจักร จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการเปลี่ยนการปกครองเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาล ได้มีการจัดตั้งเป็นมณฑลกรุงเทพมหานคร มีการรวมหลายเมืองอยู่ในมณฑล คือ กรุงเทพฯ ธนบุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ ธัญญบุรี และมีนบุรี จนเมื่อเกิดการปฏิวัติ พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการยกเลิกมณฑล แล้วตั้งเป็นจังหวัด โดยถือว่าจังหวัดพระนคร และ จังหวัดธนบุรี เป็น ๒ จังหวัดที่แยกจากกัน ถือเป็นการปกครองส่วนภูมิภาค

ดังนั้น ชาวธนบุรี จึงได้มีจังหวัดธนบุรีของตนเอง ในระยะแรก สมุทรสาครก็รวมอยู่ในจังหวัดธนบุรีด้วย เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งแรก จังหวัดธนบุรีก็มีผู้แทนราษฎรจังหวัดของตน ต่อมา พ.ศ.๒๔๘๐ เมื่อมีการเลือกตั้งส่วนท้องถิ่นครั้งแรก จังหวัดธนบุรี ก็มีเทศบาลนครธนบุรีเป็นอิสระของตนเอง นายทองอยู่ พุฒพัฒน์ เป็นอดีตผู้แทนราษฎรจังหวัดธนบุรีที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นคนสำคัญในการรวมรวมเงินบริจาคเพื่อรณรงค์สร้างอนุสาวรีย์พระเจ้ากรุง ธนบุรีที่วงเวียนใหญ่ ซึ่งสร้างได้สำเร็จและประดิษฐานเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗ สำหรับอดีตผู้แทนราษฎรธนบุรีที่มีชื่อเสียงในระยะต่อมาก็เช่น นายไถง สุวรรณทัต พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ เป็นต้น

จนกระทั่งเมื่อเกิดการรัฐประหาร โดยจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๔ คณะผู้ยึดอำนาจได้ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๕ ในวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๔ ให้ยุบจังหวัดธนบุรีไปรวมกับจังหวัดพระนครโดยให้เรียกว่า นครหลวงกรุงเทพธนบุรี โดยให้มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการแต่งตั้งควบตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีใน จังหวัดที่รวมกัน ในคำประกาศคณะปฏิวัติได้ให้เหตุผลการรวมจังหวัดดังนี้

"โดยที่จังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็นจังหวัดที่มีความสัมพันธ์ซึ่ง กันและกันทั้งในด้านประวัติศาสตร์และการปกครองมาช้านาน แม้ในปัจจุบันการประกอบอาชีพของประชาชนแต่ละจังหวัดก็ได้ดำเนินไปในลักษณะ ที่เป็นจังหวัดเดียวกัน และการจัดหน่วยราชการสำหรับรับใช้ประชาชน ก็ได้กระทำในรูปให้มีหน่วยราชการร่วมกัน เช่น การศาล การรับจดทะเบียนกิจการบางประเภท คณะปฏิวัติจึงเห็นสมควรที่จะรวมจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็นจังหวัด เดียวกัน เพื่อการบริหารราชการจะได้ดำเนินไปโดยประหยัดและมีประสิทธิภาพ บังเกิดความเจริญแก่จังหวัดทั้งสองโดยรวดเร็ว" (อ้างจาก กำพล จำปาพันธ์ รัฐประหาร ๒๕๑๔ กับการรวมธนบุรีเข้ากับกรุงเทพฯ)

ดังนั้น จะขอย้ำในที่นี้ก่อนว่า การรวมธนบุรีเข้ากับกรุงเทพฯนั้น คือ ผลพวงของการรัฐประหาร ไม่มีการนำเสนอเข้าพิจารณาในสภาผูแทนราษฎร ไม่มีการทำประชาพิจารณ์ถามชาวฝั่งธน ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่า คณะรัฐประหารปรึกษาหารือ หรือรับข้อเสนอมาจากใคร ยิ่งกว่านั้น จะเห็นว่าเหตุผลในการรวมจังหวัดอ่อนมาก ข้ออ้างเพียงแค่ จังหวัดทั้งสองมีความสัมพันธ์กันทั้งในด้านประวัติศาสตร์และการปกครอง ไม่ได้ให้ความกระจ่างได้เพียงพอ

แต่กระนั้น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี ก็ยังคงมีคำว่า ธนบุรีอยู่ในชื่อ จนกระทั่ง อีก ๑ ปีต่อมา คือ วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๕ คณะรัฐประหารก็ออกประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๓๓๕ ให้ยุบรวมการปกครองท้องถิ่นแบบเทศบาลทั้งหมดเข้ากับผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น หน่วยราชการเดียว เรียกว่า กรุงเทพมหานคร ซึ่งเท่ากับเป็นการยกเลิกชื่อนครหลวงกรุงเทพธนบุรีไปด้วย และการเรียกชื่อ กรุงเทพมหานคร ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน ในโครงสร้างการบริหารเช่นนี้ ธนบุรีคือเขตที่เคยเป็นอำเภอเมืองธนบุรี กลายเป็นเพียงเขตหนึ่งในกรุงเทพมหานครเท่านั้น

การยุบรวมจังหวัดธนบุรีเข้ากับกรุงเทพมหานครดังกล่าว ทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นจังหวัดใหญ่เทอะทะ เพราะจากสถิติในขณะนี้ กรุงเทพมหานครมีประชากรที่เป็นทางการราว ๕.๗ ล้านคน หรือราว ๘.๕ เปอร์เซนต์ของประเทศ มีการแบ่งเขตการบริหารได้ถึง ๕๐ เขต และมี ผู้แทนราษฎรถึง ๓๓ คน ก่อนหน้านี้ เคยมีครั้งหนึ่งเช่นกัน ที่เกิดการตั้งคำถามกับความใหญ่โตของกรุงเทพมหานคร คือ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓ เมื่อเกิดการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกครั้งแรก ในขณะนั้น คิดจำนวนวุฒิสมาชิกสัดส่วนตามประชากร ทำให้กรุงเทพมหานครมีวุฒิสมาชิกได้ ๑๘ คน ทำให้มีผู้สมัครแข่งขันถึง ๒๖๕ คน ซึ่งเป็นการยากลำบากทั้งในการจัดการที่จะต้องปิดประกาศผู้สมัครและพิมพ์บัตร เลือกตั้ง จึงมีการเสนอกันว่า ถ้ากรุงเทพมหานครมีขนาดเล็กลง การเลือกตั้งจะสะดวกกว่านี้ แต่หลังจากการเลือกตั้ง กระแสนี้ก็เงียบหายไป

จนกระทั่ง เมื่อผ่านมาถึงขณะนี้ กรุงเทพมหานครจะมีอายุครบ ๔๐ ปี ได้เกิดกระแสจากประชาชนชาวธนบุรีที่สงสัยและไม่เห็นด้วยกับการรวมจังหวัด และเริ่มเกิดการรณรงค์ที่ให้มีการฟื้นฟูจังหวัดธนบุรี โดยตั้งเป็นเฟซบุค "เราต้องการจังหวัดธนบุรี” การรณรงค์นี้ เหตุผลที่รองรับแรกสุดคือ พื้นที่กรุงเทพมหานครกว้างเกินไปกว่าที่ผู้ว่ากรุงเทพมหานครจะดูแลได้ทั่ว ถึง ตัวอย่างรูปธรรมที่ก่อให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจสำหรับชาวธนบุรีก็คือ กรณีน้ำท่วมใหญ่ครั้งที่ผ่านมา ชาวฝั่งธนบุรีรู้สึกว่าถูกปล่อยให้รับน้ำแทนชาวพระนครชั้นใน มีการนำเสนอข้อมูลว่า ชาวธนบุรีนั้น มีจำนวน ๓๑.๒๔ เปอร์เซนต์ของกรุงเทพฯ แต่ไม่มีระบบการระบายน้ำของตนเอง ดังนั้น ถ้าหากว่าชาวธนบุรี มีการบริหารท้องถิ่นของตนเอง การจัดการบริหารน่าจะดีกว่า

นอกจากนี้ ในระยะ ๔๐ ปีที่ผ่านมา ก็เกิดการแยกจังหวัด และตั้งจังหวัดใหม่ถึง ๗ จังหวัด คือ ยโสธร พะเยา มุกดาหาร หนองบัวลำภู สระแก้ว อำนาจเจริญ และ บึงกาฬ ซึ่งทำให้การบริหารราชการสะดวกและคล่องตัวมากขึ้นทั้งสิ้น และการแบ่งจังหวัดเหล่านั้น ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาทางการเมืองใดเลย นี่จึงเป็นเงื่อนไขที่น่าจะเป็นไปได้ที่จังหวัดธนบุรี จะแยกตัวออกมา เพื่อช่วยลดขนาดของกรุงเทพมหานครลง

ประการต่อมา การรื้อฟื้นจังหวัดธนบุรีถือได้ว่าเป็นการถวายพระเกียรติแก่พระเจ้ากรุง ธนบุรี ที่เป็นผู้ตั้งเมืองธนบุรีเป็นราชธานี และด้วยเหตุผลที่ธนบุรีเป็นอดีตราชธานีเช่นนี้ ก็น่าจะเพียงพอต่อการฟื้นฟูสถานะของจังหวัดขึ้นมา เพื่อเป็นการเคารพแก่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

สำหรับผมเอง ก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้เช่นกัน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นชาวธนบุรี สาเหตุสำคัญก็คือ การล้มล้างผลพวงของการรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๑๔ ซึ่งอาจจะเป็นจุดกเริ่มต้นของการล้มล้างผลพวงรัฐประหารทั้งหลาย ที่ทำให้ประเทศไทยล้าหลังอยู่ในขณะนี้

สมชัย ภัทรธนานันท์: มองการเมืองฟิลิปปินส์ผ่านกรณี GMA

ที่มา ประชาไท

เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ภาพข่าวการสกัดไม่ให้กลอเรีย มาคาปากัล อาร์โรโย (Gloria Macapagal-Arroyo-GMA) ผู้เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ถึงสองสมัยเดินทางออกนอกประเทศ ได้สร้างความฮือฮาให้แก่ชาวฟิลิปปินส์ที่รับชมข่าวภาคค่ำอย่างใจจดใจจ่อเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะผู้คนต่างทราบผลการตัดสินของศาลสูงในช่วงตอนบ่ายของวันนั้นแล้วว่าศาลมีมติให้ GMA (ซึ่งถูกรัฐบาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศ) เดินทางออกนอกประเทศได้ พวกเขาลุ้นว่ารัฐบาลจะกล้าขัดคำสั่งศาลหรือไม่ ปรากฏว่ารัฐบาลไม่เพียงแต่ห้ามไม่ให้ GMA เดินทางออกนอกประเทศ เท่านั้น แถมยังฟ้องเธอในข้อหาทุจริตการเลือกตั้งอีกด้วย ขณะนี้ รัฐบาลได้สั่งควบคุมตัว GMA ที่โรงพยาบาลเพราะเธออ้างว่าป่วยหนัก ปฏิกิริยาของคนฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ตอบรับการดำเนินการของรัฐบาลเพราะพวกเขาเชื่อว่า GMA เป็นประธานาธิบดีที่โกงประเทศยิ่งกว่าเผด็จการอย่างมาร์กอสเสียอีก

เมื่อเป็นเช่นนี้ ชีวิตทางการเมืองของเธอจึงผกผันกลับหัวกลับหาง กล่าวคือเมื่อเธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีในปี ๒๕๔๔ นั้น เธอมีภาพพจน์ที่ดีเพราะมีบทบาทในการชุมนุมร่วมกับประชาชนเรียกร้องให้เอสตราด้า (หรือที่ชาวฟิลิปปินส์เรียกอีกชื่อว่า Erap) ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในขณะนั้นให้พ้นจากตำแหน่ง มาบัดนี้ GMA ก็ตกอยู่ในสภาพเดียวกันกับ Erap จะต่างกันก็ตรงที่เมื่อ Erap ถูกจองจำยังมีผู้คนที่สนับสนุนเขาออกมาชุมนุมคัดค้านถึง ๕๐,๐๐๐ คน ขณะที่ GMA มีผู้แสดงความเห็นใจเพียง ๒๐ คนเท่านั้น

หากศึกษาเส้นทางชีวิตทางการเมืองที่ผกผันของ GMA เราจะพบว่าชีวิตของเธอสะท้อนการเมืองฟิลิปปินส์ได้เป็นอย่างดี GMA ก้าวขึ้สู่ตำแหน่งประธานาธิบดีโดยไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง กล่าวคือ ในปี ๒๕๔๑ GMA ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในรัฐบาล Erap ในปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ได้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่เนื่องจากความไม่พอใจการคอร์รัปชั่นของ Erap โดยเฉพาะการที่เขารับเงินจากบ่อนการพนันที่คนฟิลิปปินส์เรียกว่าเวเต็ง (Jueteng) ผู้ประท้วงมาจากหลากหลายกลุ่มการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา ทั้งนักธุรกิจ นักการเมือง ปัญญาชน ศาสนจักร และขบวนการทางสังคม

แม้ว่าการประท้วงครั้งนี้จะดูเหมือนเป็นการประท้วงของมวลชนแต่ผู้ที่กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวคือชนชั้นนำ (อดีตประธานาธิบดีสองคนคือ โคราซอน อคีโนและฟิเดล รามอส ผู้นำศาสนจักร นักธุรกิจและนักการเมืองที่มาจากตระกูลที่ทรงอิทธิพล และทหาร) ชนชั้นนำเหล่านี้ได้ใช้ความไม่พอใจของมวลชนมาเป็นโอกาสในการกำจัดผู้นำทางการเมืองที่ไม่เป็นที่ยอมรับของพวกเขา Eva-Lotta E. Hedman เรียกปรากฎการณ์เช่นนี้ว่าเป็น "การเคลื่อนไหวในนามของประชาสังคม" (In the name of civil society)

จริงอยู่ที่ Erap เป็นผู้นำที่ฉ้อราษฏร์บังหลวง แต่ชนชั้นนำของฟิลิปปินส์ก็เคยเมินเฉยต่อพฤติกรรมเช่นนี้ของผู้นำทางการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วน ทำไมพวกเขาจึง "รับไม่ได้" ในกรณีของ Erap? Hedman เห็นว่าเป็นเพราะ Erap คุกคามสถานะทางการเมืองของชนชั้นนำ ฟิลิปปินส์ช่วงก่อนและหลังมาร์กอสผู้นำทางการเมือง (ประธานาธิบดี สส. สว.) ล้วนมาจากตระกูลการเมืองที่เป็นเจ้าที่ดินที่ทรงอิทธิพลในชนบทซึ่งภายหลังได้เข้าคุมภาค อุตสาหกรรมของประเทศด้วย Benedict Anderson เรียกการเมืองแบบนี้ว่า "cacique democracy" (คาซีเก้ (cacique) เป็นภาษาสเปนในฟิลิปปินส์หมายถึงเจ้าที่ดินที่ทรงอิทธิพล) Erap ไม่ได้มาจากคนกลุ่มนี้ ด้วยเหตุนี้ พื้นเพการศึกษาและพฤติกรรมของเขาจึงดูไม่เหมาะสมไม่เข้าท่าในสายตาของชนชั้นนำ ที่สำคัญไปกว่านั้น ชัยชนะของ Erap ยังเป็นการสร้างทางเลือกใหม่ในการเลือกตั้งอีกด้วย

บรรดานักการเมือง-เจ้าที่ดินเอาชนะการเลือกตั้งโดยอาศัย "น้ำมันหล่อลื่น" จากนายธนาคาร นักธุรกิจผู้มั่งคั่ง และเจ้าพ่อท้องถิ่น (ในกรณีของ GMA เจ้าพ่อท้องถิ่นในเครือข่ายของเธอที่รู้จักดีคนหนึ่งคืออัมปาตวนผู้ต้องหาก่อเหตุสังหารหมู่ที่จังหวัดมากินดาเนาอันฉาวโฉ่) Erap ชนะการเลือกตั้งโดยการสนับสนุนของคนจนที่นิยมชมชอบตัวเขาในฐานะวีรบุรุษของคนจนด้วยคะแนนเสียงที่มากกว่าประธานาธิบดีคนใดๆในฟิลิปปินส์ ทำให้ชนชั้นนำเห็นว่าการชนะเลือกตั้งแบบนี้เป็นภัยคุกคามต่อสถานะของพวกเขา เมื่อได้โอกาสพวกเขาจึงไม่รีรอที่จะกำจัดนัการเมือง 'นอกคอก' อย่าง Erap

GMA ได้ใช้โอกาสนี้มาเป็นหนทางในการก้าวขึ้นสู่การเป็นประธานาธิบดีโดยเจรจากับทหารให้ร่วมยึดอำนาจจาก Erap การยึดอำนาจครั้งนี้ดำเนินการอย่างแยบยล กล่าวคือ มันเกิดขึ้นซ้อนกับการประท้วงครั้งใหญ่ที่ผู้เข้าร่วมส่วนมากมาจากชนชั้นกลาง เมื่อผู้ประท้วงรุกประชิดทำเนียบมาลากันยัง ทหารได้ประกาศถอนการสนับสนุนประธานาธิบดีและเข้าคุมตัว Erap เหตุการณ์นี้ถูกเรียกว่า EDSA II (EDSA เป็นชื่อถนนที่มุ่งตรงไปที่ทำเนียบประธานาธิบดีตั้งชื่อตาม Epifanio de Los Santos ซึ่งมีอาชีพเป็นบรรณารักษ์ เมื่อก่อน EDSA เป็นถนนสายเล็กๆที่ไม่มีความสำคัญ แต่ได้กลายเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่บนถนนสายนี้อันนำไปสู่การสิ้นอำนาจของมาร์กอสในปี ๒๕๒๙ การประท้วงครั้งนั้นรู้จักกันดีในนาม EDSA I)

ภายหลังเหตุการณ์ศาลสูงได้วินิจฉัยให้ GMA เป็นประธานาธิบดีแทน Erap โดยอ้างอิงข้อกฏหมายที่ว่าเมื่อประธานาธิบดีลาออกหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งแทน การตัดสินครั้งนี้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการ 'ฮ้ัว' กันในหมู่ชนชั้นนำเพราะ Erap ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เพราะถูกยึดอำนาจ ไม่ใช่เพราะเขาลาออก นักวิชาการบางคนเรียกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ว่าเป็นการ'รัฐประหารของประชาสังคม'

เมื่อ GMA รับตำเเหน่งไม่นานเธอได้สั่งดำเนินคดี Erap ทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่โดยคนจนผู้นิยมในตัว Erap การประท้วงครั้งนี้แทบจะไม่มีการรายงานในสื่อมวลชนเลย แต่เมื่อมีการรายงานก็จะออกมาในเชิงลบ เช่น ผู้ประท้วงเป็นพวกป่าเถื่อน สกปรกเหม็นสาป ติดยา รับจ้าง เป็นต้น นี่เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับบทบาทของสื่อใน EDSA II ในการประท้วงครั้งนั้นมีการรายงานข่าวในเชิงบวกตลอด ๒๔ ชั่วโมง การประท้วงครั้งนี้ได้สร้างความกระอักกระอ่วนใจให้แก่ขบวนการทางสังคมเป็นอย่างยิ่งเพราะนี่คือการแสดงพลังและความต้องการของคนจนที่พวกเขาประกาศตัวว่าเป็นตัวแทน แต่ขบวนการทางสังคมไม่เป็นที่ต้อนรับของคนจนเหล่านี้เพราะพวกเขาไม่พอใจบทบาทของขบวนการใน EDSAII ในที่สุดการชุมนุมของคนจนก็ถูกสลายโดยคำสั่งของ GMA ที่บริเวณสะพานเมนดิโอลาทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง การประท้วงของคนจนครั้งนี้รู้จักกันในนาม EDSAIII นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกของ GMA

GMA ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองเมื่อเธอชนะการเลือกตั้งในปี ๒๕๔๗ ชัยชนะของเธอครั้งนี้มีเรื่องมัวหมองเมื่อมีการเผยแพร่เทปบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเธอกับเวอร์จิลิโอ การ์ซิลลาโน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน ๒๕๔๘ ในการสนทนาครั้งนั้น GMA ได้ขอให้การ์ซิลลาโนช่วยปั่นผลการเลือกตั้งให้เธอชนะอย่างท่วมท้น เรื่องดังกล่าวแดงขึ้นมาเพราะทหารที่ GMA สั่งให้แอบบันทึกการสนทนาทางโทรศัพท์ของการ์ซิลลาโนได้ส่งเทปให้ฝ่ายค้าน กรณีอื้อฉาวดังกล่าวนี้คนฟิลิปปินส์เรียกว่ากรณี 'Hello, Garci' ตามคำทักทายทางโทรศัพท์ของ GMA

นอกจากการโกงเลือกตั้งแล้วยังมีกรณีอื้อฉาวอื่นๆที่สร้างความมัวหมองให้แก่ประธานาธิบดี เช่น กรณีสามีและลูกชายของเธอมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับ Erap คือรับเงินจากบ่อนการพนันเป็นรายเดือน เป็นต้น พฤติกรรมที่กล่าวมานี้ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านประธานาธิบดี ในเดือนกรกฏาคมบรรดาชนชั้นนำและขบวนการทางสังคมที่เคยร่วมมือกับ GMA ในการขับไล่ Erap ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้เธอลาออก แม้ว่าจะเผชิญการประท้วงครั้งใหญ่แต่ GMA ก็เอาตัวรอดมาได้เพราะชนชั้นนำไม่เป็นเอกภาพ ขณะที่โคราซอน อคีโนนำการประท้วง ฟิเดล รามอสกลับสนับสนุน GMA ทหารซึ่งได้ประโยชน์จากรัฐบาลอย่างมากก็ปฏิเสธที่จะร่วมมือ ส่วนขบวนการทางสังคมนั้นหลายต่อหลายองค์กรอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเพราะพวกเขาเป็น 'กองหน้า' ในการนำ GMA ขึ้นสู่อำนาจ

ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีถึงสองสมัย GMA ได้ก่อกรณีอื้อฉาวมากมาย ก่อนหมดวาระไม่นานเธอได้สร้างเกราะป้องกันตนเองโดยแต่งตั้งเรนาโต้ โคโรนาผู้ที่เป็นทีมงานของเธอให้เป็นประธานศาลสูงซึ่งเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินคดีความต่างๆ (ความจริงก่อนหน้านี้เธอก็ได้แต่งตั้งผู้พิพากษาศาลสูงถึง ๑๑ คนจากทั้งสิ้น ๑๕ คน) การแต่งตั้งเช่นนี้คนฟิลิปปินส์เรียกว่าเป็น 'การแต่งตั้งตอนเที่ยงคืน' (midnight appointment) ซึ่งไม่ผิดกฏหมายแต่ผิดมารยาททางการเมือง

การคาดคะเนของ GMA นั้นถูกต้อง เมื่อนอย นอย บุตรชายของโคราซอน อคีโน ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็มีคำสั่งห้ามเธอเดินทางออกนอกประเทศเนื่องจากเป็นบุคคลที่จะถูกดำเนินคดีร้ายแรงหลายคดี แต่ศาลสูงได้มีมติให้เธอเดินทางออกนอกประเทศได้ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอยังไม่ถูกฟ้อง เธอจึงยังไม่มีความผิด รัฐบาลแก้เผ็ดโดยการยื่นฟ้องเธอในคดีโกงการเลือกตั้งสว.ในเขตมินดาเนาที่ศาลเมืองปาซายในวันต่อมาและสั่งจับกุมเธอดังที่กล่าวไปแล้ว

ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายยังไม่จบลงเท่านี้ ไม่กี่วันหลังจากนั้นศาลสูงมีมติให้แบ่งที่ดินของตระกูลอคีโนให้แก่ชาวนาไร้ที่ทำกินตามกฏหมายการปฏิรูปที่ดิน ความจริงที่ดินของตระกูลอคีโนนั้นต้องถูกจัดสรรให้แก่ชาวนาตั้งแต่ครั้งที่อคีโนผู้แม่เป็นประธานาธิบดี แต่เธอก็ 'เลี่ยงบาลี' โดยให้ชาวนาถือหุ้นแทนที่ดิน สิ้นปีก็จะมีการปันผลจากการขายผลผลิตให้ การใช้วิธีนี้ทำให้ตระกูลอคีโนเป็นเจ้าของที่ดินต่อไป ขณะที่ชาวนาก็เป็นลูกจ้างเหมือนเดิม

ปฏิกริยาของนอย นอยต่อคำตัดสินดูเหมือนจะเป็นในทางบวก คือเขาบอกให้สมาชิกของตระกูลให้ยอมรับมติของศาล แต่เขาก็บอกว่าต้องมีการชดเชยด้วยราคาที่เป็นธรรม ตามกฏหมายการจัดสรรที่ดินให้แก่ชาวนาต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้แก่เจ้าของที่ดิน ปัญหาของกรณีนี้อยู่ที่ว่าจะจ่ายค่าที่ดินโดยใช้ราคาปี ๒๕๓๐ อันเป็นปีที่จะต้องแบ่งที่ดินแก่ ชาวนาหรือจะใช้ราคาปี ๒๕๕๔ อันเป็นปีที่ศาลสูงมีมติ ราคาที่เป็นธรรมในสายตาของนอย นอย คงเป็นราคาปี ๒๕๕๔ แต่ศาลสูงกลับเห็นว่าเป็นราคาปี ๒๕๓๐ เพราะในปีนั้นชาวนาได้ฟ้องศาลคัดค้านการถือครองหุ้นจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของคดี การตัดสินเช่นนี้จะทำให้ตระกูลอคีโนได้รับเงินชดเชยน้อยลงประมาณสิบเท่า

หลังการตัดสินดังกล่าวนอย นอย ได้โจมตีโคโรนาด้วยถ้อยคำที่รุนแรงอย่างเปิดเผยหลายครั้งเริ่มด้วยข้อหาไม่รักษาความยุติธรรมจบลงด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้เคลื่อนไหวถอดถอนโคโรนา ประธานศาลสูง โดยอาศัย สส.ฝ่ายรัฐบาลทั้งในพรรคของเขาเองและพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตร ขณะนี้ เรื่องอยู่ที่วุฒิสภาซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะถอดถอนโคโรนาหรือไม่ เนื่องจากเป็นเรื่องร้อนคิดว่าหลังปีใหม่ไม่นานคงได้รู้กัน

หมายเหตุ: การเขียนบทความนี้ได้รับการสนับสนุนจาก Nippon Foundation ตามโครงการปัญญาชนสาธารณะเอเชีย ทั้งนี้ความเห็นในบทความนี้เป็นของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 3: มองจากมุมศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ‘ไฟใต้ปี 55 สงบหรือไม่’

ที่มา ประชาไท

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) นักวิจัยผู้เก็บข้อมูลสถิติสถานการณ์ไม่สงบมาตลอด 7 ปี วิเคราะห์แนวโน้มความรุนแรงในปี2555 ไฟใต้สงบหรือไม่ อะไรคือปัจจัย ดังนี้

0 0 0 0 0 0

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 3: มองจากมุมศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ‘ไฟใต้ปี 55 สงบหรือไม่’

ไฟใต้ปี’55 สงบหรือไม่

มี 2 แนวโน้ม หากดูจากเหตุการณ์ในปี พ.ศ.2554 ตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ

แนวโน้มที่ 1 สถานการณ์ความรุนแรงที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2554 เป็นผลมาจากการพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการปกครองพิเศษตามที่รัฐบาลเคยเสนอในช่วงหาเสียงหยุด ชะงักลง เรื่องการเจรจากับขบวนการก่อความไม่สงบที่เคยดำเนินการในช่วงรัฐบาลนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็หยุดชะงักลง และการขาดความชัดเจนในเรื่องทิศทางของนโยบายและความต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง ปัญหาเรื่องการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ทั้ง พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 หรือการใช้กฎหมายที่เป็นทางเลือกใหม่ อย่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ที่ให้อบรมผู้ต้องหาแทนการจำขัง ตามมาตรา 21 ก็ยังไม่มีความไม่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสนทางนโยบายและสัญลักษณ์ทางการเมืองที่มีต่อประชาชนใน พื้นที่และสัญลักษณ์ต่อขบวนการ

แนวโน้มความรุนแรงในปี 2555 อาจจะสูงขึ้น เพราะเป็นการตอบโต้และแสดงสัญลักษณ์กดดันรัฐบาล สร้างกระแสว่า สถานการณ์ยังไม่ยุติและยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากรัฐบาลยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน

แนวโน้มที่ 2 หากมีนโยบายที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.4สน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนใต้ (ศชต.) ประสานการทำงานเป็นระบบมากขึ้น จัดการทัศนะและท่าทีว่าด้วยเรื่องเขตปกครองพิเศษในพื้นที่ให้ชัดเจน จัดการเจรจากับกลุ่มต่างๆ หรือจัดการพูดคุยกับคนในพื้นที่ เช่น ผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น

หากรัฐบาลดำเนินการอย่างนี้ แนวโน้มสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่จะลดลง แม้อาจลดลงไม่มาก แต่ก็สามารถช่วยประคับประคองสถานการณ์เอาไว้ได้

ผมเข้าใจว่า ผู้บริหารชุดใหม่ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พยายามพูดคุยและเจรจากับกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ ร่วมทั้งองค์กรภาคประชาสังคม

การผสมผสานทางนโยบายหรือการพูดคุยเชื่อมต่อระว่างภาคประชาสังคมกับฝ่าย รัฐและฝ่ายความมั่นคง จะเป็นดึงกระชับเหตุการณ์และเป็นเงือนไขให้เหตุการณ์ลดลง ส่วนเหตุการณ์ที่มีอยู่ อาจไม่ออกมาในรูปแบบที่รุนแรงมากหรือก่อเหตุพร้อมกับหลายสิบจุด เพราะมีนัยยะทางการเมืองหรือทางนโยบายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

ปีที่ผ่านมา มองเห็นการต่อสู้ทั้งของฝ่ายรัฐและฝ่ายขบวนการอย่างไร?

ในส่วนของรัฐ ในรอบปีที่ผ่านมา ทำได้ 2 อย่าง คือ 1.การรักษาความไม่สงบในพื้นที่หรือ การควบคุมพื้นที่ทำได้ในระดับหนึ่ง ในแง่การใช้กำลัง การใช้กฎหมายพิเศษ ทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หรือกฎอัยการศึก ในระยะหลังทำได้ดีขึ้นในแง่การระมัดระวังไม่ให้มีการละเมิดสิทธิของประชาชน หรือไม่ให้เกิดความผิดพลาด ส่วนตำรวจ พยายามทำงานทางการเมืองหรือทำงานมวลชลมากขึ้น

แนวโน้มเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดี แต่การแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะทางยุทธศาสตร์และการจัดการความขัดแย้ง จะต้องมีการพัฒนากันต่อไปว่า จะเอาอะไรเป็นประเด็นหลัก กลุ่มไหนจะเป็นกลุ่มประสานงานหรือกลุ่มใดจะเป็นกลุ่มเจรจาของฝ่ายรัฐ

ในเรื่องกระบวนการสร้างสันติภาพในพื้นที่ การประสานงานกับผู้ศาสนา ผู้นำท้องถิ่นหรือภาคประชาชนสังคมในพื้นที่ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ต้องปรับยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น รัฐต้องให้ความสำคัญในการสร้างหรือขยายพื้นที่กลางทางการเมือง หรือพื้นที่กลางการเจรจาต่อรอง หากสามารถสร้างพื้นที่กลางได้ ก็จะสามารถแก้ปัญหาทางการเมืองและทางนโยบายได้

ในส่วนของขบวนการนั้น กำลังมีการปรับตัวอยู่หลายอย่าง เพราะการใช้ความรุนแรงสามารถทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถเป็นตัวชี้ขาดการเปลี่ยนแปลงทางเมืองหรือการแก้ไขปัญหาได้ เพราะมีผลด้านลบต่อประชาชน สังคมและเศรษฐกิจ หากปัญหาเยื้อยื้อยาวนาน ก็จะบั่นทอนหรือทำให้สังคมมันอ่อนแอลง สะท้อนได้จากปัญหายาเสพติดในพื้นที่ที่กำลังระบาดอย่างรุนแรง

ปัญหายาเสพติดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงโดยตรงกับขบวนการก่อความ ไม่สงบ แต่เป็นปัญหาที่เกิดจากความไม่สงบที่ยื้อเยื้อ จึงทำให้เกิดสังคมอ่อนแอลง หากฝ่ายขบวนการต้องการสร้างสังคมทีดีหรือสังคมที่มีความสุข ก็ต้องคิดเรื่องนี้ด้วย เพราะหากปล่อยให้ประชาชนแย่มากๆ ก็จะส่งให้ผลกระทบทางการเมืองของตนเองด้วย

การแก้ปัญหา คือต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาหรือมีข้อเสนอที่เป็นนโยบายชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ที่ขาดไม่ได้การเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนสังคมได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ ปัญหา

ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรง 2 ฝ่าย คือเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายขบวนการ จะต้องมองเห็นความจำเป็นในการใช้พื้นที่กลางในการแก้ปัญหาและนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงในทางสันติ

ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร กว่าจะเกิดสันติภาพในชายแดนใต้

สถานการณ์เกิดขึ้นมาแล้ว 8 ปี อาจจะมีความหวังมากขึ้น หากเดินมาถูกทาง แต่หากเดินผิดทาง อาจจะต้องใช้เวลานานไปอีก

อะไรคือทางออกของปัญหาชายแดนใต้

ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงโดยตรงและโดยอ้อม ต้องเรียนรู้และปรับตัว คือถอดบทเรียนของตัวว่า การต่อสู่ด้วยความรุนแรงนั้น ไม่ว่าฝ่ายขบวนการหรือฝ่ายทหาร ไม่สารมารถที่จะแก้ปัญหาได้

หากเกิดสภาวะที่เยื้อยื้อเรื้อรังต่อไป ทุกๆฝ่ายก็จะได้รับเสียหาย ร่วมทั้งประชาชน ฉะนั้นต้องหาทางปรับตัว เรียนรู้ และก้าวไปข้างหน้า ต้องหาวิธีการทางสันติภาพ และกระบวนการทางการเมืองเพื่อแก้ปัญหา แล้วหันมาสู่กระบวนการเจรจาระหว่างกัน

ข้อเรียกร้องต่างๆ อย่างข้อเรียกร้องสูงสุดของขบวนการ คือแบ่งแยกดินแดน ผมว่าอาจยากที่จะยอมรับได้ น่าจะลองทบทวนดู อาจจะต้องมีการปรับ จะเป็นไปได้หรือไม่หากใช้วิธีการอื่น หรือลดเป้าหมายลง เพื่อให้เกิดการเจรจากันจริงๆ

ส่วนฝ่ายรัฐเอง ก็ต้องเรียนรู้ว่า ต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยการปฏิรูปทางเมือง เพื่อแก้ปัญหาภาคใต้

ฉะนั้นการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจมีความสำคัญและต้องยอมให้มีการปรับ เพราะมันก็ไม่ได้เสียหายอะไรเท่าไร เพราะอยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญหรือกรอบกฎหมาย

ทุกฝ่ายต้องลดเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องตนเองลงมา ผมคิดว่า จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ปรับคนละก้าว เดี๋ยวก็สามารถหาข้อสรุปได้ เพราะคนยอมรับแนวทางสันติภาพมากขึ้นอยู่แล้ว

กระจายอำนาจ สู่การปฏิรูปโครงสร้างรัฐชายแดนใต้ (2)

ที่มา ประชาไท

ศรีสมภพ จิตต์ภิรมย์ศรี

ด้วยเพราะหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ที่โครงสร้างอำนาจ ประเด็นการกระจายอำนาจ จึงเป็นประเด็นหลักบนเวทีสมัชชาเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 1 “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” วันที่ 5 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่สองและเป็นวันปิดงาน

โทนของงานวันนี้ ฉายจับอยู่ที่การกระจายอำนาจ ตั้งแต่ช่วงแรกไปจนถึงช่วสงปิดงาน

ไล่มาตั้งแต่ปาฐกถาพิเศษ “สิทธิ เสรีภาพของประชาชนในทัศนะอิสลาม” โดยดอกเตอร์อิสมาแอลลุตฟี จะปะกียา ต่อด้วยการฉายวีดิทัศน์ “ทำไมต้องกระจายอำนาจ” จากนั้นเป็นการนำเสนอ “รูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจ” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

ตามด้วยการอภิปรายเรื่อง “ทางเลือกการกระจายอำนาจในรูปแบบพิเศษจังหวัดชายแดนใต้: มุมมองที่หลากหลาย” ผู้อภิปรายประกอบด้วย นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตกรรมการปฏิรูป นายสวิง ตันอุด ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการทางสังคม และผู้ช่วยศาสตราจารย์บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ นายกสมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้

ก่อนหน้านี้ ข้อเสนอเกี่ยวกับการกระจายอำนาจในแบบเฉพาะที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย เคยถูกเรียกร้องและหยิบยกขึ้นมาพูดคุยบ้างแล้วในอดีต ดังกรณีข้อเรียกร้อง 7 ประการ เมื่อกว่าหกสิบปีก่อนของฮัจญีสุหลง อับดุลกอเดร์ โต๊ะมีนา ผู้นำศาสนาคนสำคัญของปัตตานี

ครั้นเมื่อความรุนแรงระลอกใหม่ปะทุขึ้นในปี 2547 รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอ “นครปัตตานี” เป็นหนึ่งในรูปแบบพิเศษของการกระจายอำนาจต่อหน้าประชาชน ณ มัสยิดกรือเซะและวัดช้างไห้ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2547 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังเกิด “เหตุการณ์ 28 เมษายน 2547” ไม่นาน

ข้อเสนอดังกล่าวเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ดอกไม้หลากสีเพื่อเป็นแนวทางดับไฟ ใต้ ถ้อยแถลงครั้งนั้น เป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงเรื่องนี้ในเวลาต่อมา

ต่อมา ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ก็ได้นำเสนอแนวทางดับไฟใต้ต่อรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ หลังการรัฐประหารในปี 2549 โดยหนึ่งในนั้นคือการปรับโครงสร้างบริหารปกครองส่วนท้องถิ่น ที่รวบรวมกลุ่มจังหวัดเป็น “มณฑลเทศาภิบาล”

แม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในปี 2551 ก็เคยเสนอแนวทางการจัดตั้งเขตปกครองพิเศษ

ขณะที่ “เครือข่ายประชาชนเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการปกครองในจังหวัดชายแดนใต้” ที่เกาะกลุ่มกันมาตั้งแต่ต้นปี 2552 โดยได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากสถาบันต่างๆ อาทิ สถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSW) สภาพัฒนาการเมือง และสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ก็ได้พัฒนาร่างข้อเสนอจากการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ราว 50 เวที

กระทั่ง สามารถผลักดันออกมาเป็น “ปัตตานีมหานคร” ได้อีกตัวแบบหนึ่ง ผ่านรูปแบบของรายงานวิจัยและร่างพระราชบัญญัติในเวลาต่อมา

ในอีกด้านหนึ่ง แนวทางการกระจายอำนาจยังรองรับด้วยงานวิจัยอื่นๆ อีกหลายตัวแบบ เช่น ข้อเสนอ “ทบวงชายแดนใต้” ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และดอกเตอร์สุกรี หลังปูเต๊ะ ที่มาจากการทบทวนรูปแบบการถ่ายโอนอำนาจและฟังเสียงสะท้อนจากผู้ให้ข้อมูลใน พื้นที่ ซึ่งออกเผยแพร่ครั้งแรกในปี 2551 โดยได้รับการสนับสนุนจากศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอการเปลี่ยนผ่านจาก “ทบวงชายแดนใต้สู่เขตพิเศษสามนคร” ของนายอำนาจ ศรีพูนสุข ที่เสนอกระบวนการในการเปลี่ยนผ่านแบบมีจังหวะก้าว และตัวแบบ “เขตบริหารปกครองพิเศษ” ของนายสุริยะ สะนิวา และคณะ

เท่าที่ได้ประมวลข้อเสนอในเรื่องนี้ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา สามารถนำมาสังเคราะห์ และจัดกลุ่มออกเป็น 6 ทางเลือกในการบริหารปกครอง เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พิจารณาลักษณะเด่นของรูปแบบการบริ หาร ข้อสนับสนุน และข้อวิจารณ์ของแต่ละทางเลือก ดังนี้

ทางเลือกที่ 1 คือ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)”
ทางเลือกที่ 2 คือ “ทบวงการบริหารพื้นที่ชายแดนใต้”
ทางเลือกที่ 3 “สามนคร 1”
ทางเลือกที่ 4 “สามนคร 2”
ทางเลือกที่ 5 “มหานคร 1”
ทางเลือกที่ 6 คือ “มหานคร 2”

ทุกรูปแบบทางเลือกจะถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอในที่ประชุมสมัชชาเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ช่วงเวลา 9.55–10.25 น. ของวันที่ 5 มกราคม 2555 โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี

ส่งท้ายปี Quotes of the Year (5): “ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต” และ “...ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดือนที่ เราพูดอะไรไม่ฉลาดมากไปหรือเปล่า..”

ที่มา ประชาไท

ส่งท้ายปี ทีมประชาไท รวบรวมคมคำเด็ดๆประจำปีที่กลายเป็นวลีและประโยคฮิตทั้งในสังคมออฟไลน์และออ นไลน์ ย้อนความทรงจำที่มาที่ไป และแรงกระเพื่อมจากถ้อยคำ ซึ่งหลายคำกลายเป็นผลสะเทือนต่อคนพูดเอง ขณะที่อีกหลายถ้อยคำ ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ล้วนถูกพูดขึ้นมาในจังหวะร้อนและสะท้อนความสนใจของสังคมไทยในสถานการณ์ที่ ช่วยก่อกำเนิดถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา

0 0 0

สำหรับ Quotes of The year ประจำปีนี้ ประชาไทขอยกให้กับวลี/ประโยคเหล่านี้

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต พูดแล้วจะร้องไห้”

(ร่วมบันทึกวาทะแรงๆ โดย รุ้งรวี ศิริธรรมไพบูลย์)

ส่งท้ายปี Quotes of the Year 5: “ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต” และ “...ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดือนที่ เราพูดอะไรไม่ฉลาดมากไปหรือเปล่า..”
ภาพจากมติชนออนไลน์

ไม่แน่ใจว่าวลี/ประโยค แห่งปีนี้ จะเป็น “ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต พูดแล้วจะร้องไห้” หรือ “ผู้นำโง่ พวกเราจะตายกันหมด”กันแน่ เพราะประโยคเต็มๆ นั้นก็คือ

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตค่ะ พูดแล้วจะร้องไห้…น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว…ผู้นำโง่ เพราะพวกเราจะตายกันหมด”

ข้อความดังกล่าวนี้เป็นที่ฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในสังคมออนไลน์และ การรายงานข่าวของสื่อมวลชน จากกรณีเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา โดยเป็นข้อความที่เกิดขึ้นจากการส่งข้อความผ่านเว็บไซต์สังคมออนไลน์ที่ชื่อ ว่าทวิตเตอร์ของ “หนูดี วนิษา เรซ” บุคคลผู้เป็นที่รู้จักในสังคมไทยด้วยโปรไฟล์ สาวสวยผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ เจ้าของอัจฉริยะสร้างได้ จบปริญญาโทด้านวิทยาการทางสมอง จากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และพรีเซ็นเตอร์ซุปไก่สกัดตราแบรนด์

เหตุที่ข้อความนี้กลายเป็นที่ฮือฮาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก คงไม่ใช่ด้วยตัวข้อความ สาระสำคัญ ความเป็นเหตุเป็นผล หรือความหลักแหลม อะไรทั้งสิ้น แต่มันกลับอยู่ที่องค์ประกอบ ‘รอบๆ’ ข้อความประการหนึ่งก็ด้วยเพราะตัวของผู้โพสต์ข้อความนี้เอง ที่มี ‘ภาพลักษณ์’ ความเป็นผู้หญิงฉลาดหลักแหลม ด้วยโปรไฟล์สาขาวิชาและสถาบันการศึกษาที่จบมา อีกทั้งภาพลักษณ์ในด้านบุคลิกภาพของเธอก็ยังเป็นผู้หญิงที่สวย มีบุคลิกภาพที่ดี พูดจาดี มีทัศคติที่ดี สวยงาม ต่อสังคม ไม่ปรากฏว่าในชีวิตนี้เคยว่าร้าย หรือใช้ถ้อยคำรุนแรงในสื่อ หรือแม้กระทั่งเคยมีความคิดเห็นในเชิงการเมืองออกมาก่อน

ความ ‘ขัดกัน’ ของคำว่า “ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต” จากผู้หญิงที่มีภาพลักษณ์ที่ “ไม่แรง” (ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา) เสริมส่งด้วยการเป็นผู้หญิงที่ได้รับการยอมรับว่าฉลาดหลักแหลม ด้วยโปรไฟล์ทางการศึกษา อีกทั้งด้วยสภาพแวดล้อมทางการเมืองในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วม ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างหนัก ประกอบกับ การส่อนัยของข้อความดังกล่าวที่ว่า “ผู้นำโง่ พวกเราจะตายกันหมด” จึงทำให้ข้อความดังกล่าวเป็นที่นิยมชมชอบ ได้รับการเชื่อมั่นนับถือ สนับสนุน (จากคนกลุ่มหนึ่ง) แม้เธอจะออกมาอธิบายในภายหลังว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้มีส่วนพาดพิงถึงตัว ผู้นำประเทศแต่อย่างใดก็ตาม

หากเปรียบกันง่ายๆ ให้เห็นภาพ ก็คงเปรียบเสมือน นางเอกละครน้ำเน่าหลังข่าว ที่มีภาพลักษณ์ “ผู้ดี” แสนดี ไม่เคยว่าร้าย คิดร้าย หรือทำร้ายใคร และอาจจะโดนทำร้ายจากนางอิจฉามาตลอดทั้งเรื่อง แต่ก็ไม่เคยตอบโต้ ได้แต่ก้มหน้ารับกรรม ยอมโดนทำร้ายเรื่อยมา ด้วยว่าผู้ดีนั้นคงไม่ใช้กำลังเข้าห้ำหั่นคนอื่น เพราะนั่นมันไม่ใช่วิสัยของผู้ดี แต่จู่ๆ วันหนึ่งด้วยความเหลืออดเหลือทนหรืออะไรก็มิทราบได้ นางเอกของเราก็เดินไปจิกหัวนางอิจฉามาตบ ทั้งๆ ที่วันนั้นนางอิจฉาอาจจะยืนสวยๆ อยู่ยังไม่ได้ทำอะไร แต่ด้วยความเป็นผู้ดี เป็นนางเอก คนดูก็ย่อมออกแรงเชียร์ ด้วยเพราะว่านางเอกผู้แสนดี ไม่เคยทำอะไร “แรงๆ” อย่างนี้มาก่อน คงต้องเหลืออดจริงๆ ถึงได้กระทำการที่ไม่ใช่วิสัยของผู้ดีนี้ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นที่รับได้ และถือว่าถูกต้อง เพราะเธอเป็น “นางเอก” ของคนดู

ตบมันเลย...อย่างนั้นแหละ ตบมัน!!!

ความโด่งดังของประโยคนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การนำมาเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเท่านั้น แต่มันยังถูกนำไปใช้ในการ ‘เล่นมุก’ ต่างๆ ในสังคมออนไลน์อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตค่ะ พูดแล้วจะร้องไห้...กลัวขึ้นคานก็กลัว แต่กลัวที่สุด...ก็กลัวได้สามีเป็นแอบ(เกย์) นี่แหละ”

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตครับ พูดแล้วจะร้องไห้ … น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว ไม่มีคนเล่น google+ ด้วย”

“ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิตครับ พูดแล้วอยากร้องไห้.....น้ำท่วมไม่กลัว กลัวอย่างเดียว...คนที่มือไม่พายยังเอาปากราน้ำ เพราะ พวกเราจะตายกันหมด”

“ขอพูดอะไรแรง ๆ สักครั้งในชีวิต พูดแล้วจะร้องไห้ วินโดวส์จะมี troubleshooter ไว้ทำค-ยอะไรในเมื่อไม่เคยช่วยแก้ปัญหาเหี้ยอะไรตูไม่ได้เลย”

ซึ่งแน่นอนว่าการเล่นคำ เล่นประโยคนี้ ซึ่งมาจากข้อความทวิตเตอร์ของหนูดี มีมาก่อนการเล่น “จนกระทั่งโดยธนูปักที่เข่า” เสียอีก

0 0 0 0 0 0

“...ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดือนที่ เราพูดอะไรไม่ฉลาดมากไปหรือเปล่า..”

ข้อความจาก facebook ID : Sasin Chalermlarp ของศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับผืนป่าตะวันตก ซึ่งโด่งดังในฐานะนักวิชาการเรื่องน้ำผู้อธิบายเรื่องยากๆ ออกมาให้ฟังเข้าใจง่าย และน่าติดตาม จาก “คลิปวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม” ซึ่งเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตในช่วงเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ปี 2554 ขณะที่มวลน้ำขนาดใหญ่จ่อทะลักเข้าท่วมกรุงเทพฯ ภาวการณ์ต่างๆ ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาของประชาชนต่อนักวิชาการด้านการจัดการน้ำ ข้าราชการผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งความไม่เชื่อมั่นในการบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาล

ส่งท้ายปี Quotes of the Year 5: “ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต” และ “...ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดือนที่ เราพูดอะไรไม่ฉลาดมากไปหรือเปล่า..”

คลิปวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วม โดย ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบ

การนำเสนอข้อมูลของ “ศศิน” ทำให้นักอนุรักษ์กลายเป็นนักวิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมรุ่นใหม่ที่ออกมา วิพากษ์การทำงานของรัฐบาลได้ถึงใจผู้ชม ท่ามกลางข้อมูล สถิติ การคำนวณทางวิชาการ ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเพื่อแก้ปัญหาที่โถมกระหน่ำไปมาในหน้าสื่อมวลชนอย่างท่วมท้น ไม่แพ้กระแสน้ำ

ส่งท้ายปี Quotes of the Year 5: “ขอพูดอะไรแรงๆ สักครั้งในชีวิต” และ “...ผมรู้สึกว่าเป็นหนึ่งเดือนที่ เราพูดอะไรไม่ฉลาดมากไปหรือเปล่า..”

ข้อความฉบับเต็มที่โพสใน เฟซบุ๊ก Sasin Chalermlarp ที่เขียนเผยแพร่เมื่อวันที่ วันที่ 16 พ.ย.54
มีคนคลิกไลค์ 2,442 others และมีคนนำไปเผยแพร่ต่ออีกกว่า 562 shares

ภายหลังจากที่มีการโพสข้อความยอมรับความผิดพลาดในการวิเคราะห์ข้อมูลของ ศศิน หลังเล็งเห็นผลสำเร็จในการป้องกันน้ำรุกเข้าท่วมกรุงเทพฯ ชั้นใน จากที่เคยคาดการณ์ว่ากรุงเทพฯ จะไม่รอดพ้นจากการเป็นเมืองนองน้ำ ด้านหนึ่งทำให้เขาได้รับความชื่นชมในฐานะคนจริงที่กล้ายอมรับในความผิดพลาด ของตัวเอง อีกด้านหนึ่งเขาถูกมองว่าหันมายอมรับการทำงานของรัฐบาลและศูนย์ปฏิบัติการ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ในการป้องกันน้ำท่วม

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการโพสข้อความดังกล่าว นักวิเคราะห์คนดังได้เขียนชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพิ่มเติม ดังนี้

1) ไม่ได้ยอมรับฝีมือสกัดน้ำ ศปภ. ตามที่คนโพสต์ โพสต์ ครับ ผมยอมรับว่าคนทำงานหน้างาน ซึ่งหมายถึงวิศวกร และคนทำงานอื่นๆ ของกรมชล "รู้" ว่าข้อมูลน้ำมีมาอย่างไร เคารพและให้เกียรติมาตลอด และยอมรับความเป็นมืออาชีพของการระบายน้ำใน กทม. จากคนทำงานหน้างานเช่นกัน ส่วนจะมาจากผู้บริหารอย่างไร ผมไม่เคยรู้ เวลาพูดถึงก็พูดแต่ว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้เขาเต็มที่ที่สุดแล้วส่วนผู้ บริหารจะมีส่วนมา "หน้างาน" หรือ ในห้องวอร์รูมอย่างเข้มข้นก็คือส่วนนั้น และ สิ่งที่วิเคราะห์พลาด นั่นคือ ส่วนที่การจัดการน้ำของเขาที่เปลี่ยนยุทธวิธี ทางฝั่งตะวันออก และสิ่งที่ผมบอกอธิบายเรื่องราวหลายอย่างที่มีความนัยต้องตีความอยู่มากขอ ให้อ่านอย่างพิจารณาดีๆ ด้วยครับ

2) ผมยอมรับ "วิธีการ" ที่เขาทำมาว่าได้ผลส่วนหนึ่งและยอมรับว่า พี่นายช่างใหญ่ ก็มีเจตนารักษากรุงเทพฯ ชั้นในอย่างจริงจังแน่วแน่จริง ตามภารกิจที่ได้รับมา และตามความจริง ตามกรอบคิดและสถานการณ์ที่เขาทำงานและประเมินกันอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่า วิธีการนั้น "ดีที่สุด" ที่จะป้องกัน กทม. และ สุวรรณภูมิ ในด้านที่จะไม่ส่งผลกระทบรุนแรงกว่าปกติ ต่อที่อื่นๆ และจะมีวิธีการที่ทำงานกับคนที่ดีกว่านี้ได้มาก

3) ประเด็นที่ต้องออกมา เพื่อ "เตือนภัย" ให้ ตระหนัก ไม่ให้ ตระหนก เตือนในระดับที่ผมว่าคนตระหนัก แล้ว และพยายามที่สุดแล้วที่จะบอกให้ดูข้อมูลข่าวสาร อย่างมีนัยยะว่า จะท่วมเมื่อน้ำท่วมผ่านการสกัดใดๆมาด้วยเหตุผลใด ใน clip หรือ ทีวี ผมก็ทำงานส่วนนี้ต่อใน fb เป็นหลักครับจะมีเสียงออกตามวิทยุทีวีนั่นก็เพื่อเตือนภัย แลกเปลี่ยนให้คนได้คิดตามว่ามันมีเหตุผลที่จะท่วมหรือไม่ท่วมอย่างไร ต้องเฝ้าดูอะไร เท่าที่ดูๆ ก็เน้นตะวันตกที่วิกฤติมาถึงบัดนี้ ถือว่าเป็นสื่อทางเลือกที่คนเลือกตามเอง และเมื่อมีคนโพสต์ต่อ หรือนำไปแปลงเป็นสื่อสาธารณะหลักอื่นอื่นๆ นั่นก็อยู่นอกเหนือที่ผมรับรู้แล้ว ส่วนเรื่องเวลา ถ้านับจากวันที่ 11 ตุลามา เราก็อยู่ในภาวะ น้ำท่วม ที่ยันกันไว้ เป็นเดือน ครับ ผมบอกเสมอว่า น้ำทั้งหมดระบายหมด ต้องมีสามเดือน แต่ เอาแบบครึ่งหนึ่งพออยู่ได้ปกติ ก็ต้องมีหลังลอยกระทง ไปตามสภาพของพื้นที่แต่ละที่ครับ ตอนนี้ก็ผ่านมาเดือนกว่า ถ้าปล่อยท่วมกทม. แต่กลางเดือนที่แล้วก็ครบเดือนนานแล้วครับ

ทั้งนี้ มหาวิกฤติอุทกภัยในปีที่ผ่านมา เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2554 จนถึงปัจจุบัน จากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “นกเตน (NOCK–TEN)” ร่องมรสุมกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงพาดผ่านประเทศไทย และปัญหาในการจัดการน้ำทำให้น้ำจากพื้นที่ภาคเหนือไหลบ่าลงสู่ภาคกลาง จากสรุปสถานการณ์สาธารณภัย โดยศูนย์ปฏิบัติการรองรับเหตุฉุกเฉิน กรมป้องกันสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ล่าสุด (10 ธ.ค.2554) พบว่ามีประชาชนได้รับความเดือดร้อน 4,086,138 ครัวเรือน 13,595,192 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 96,833 หลัง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะไดรับความเสียหาย 11.20 ล้านไร่ มีผู้เสียชีวิต 680 ราย (44 จังหวัด) สูญหาย 3 คน (จ.แม่ฮ่องสอน 2 ราย จ.อุตรดิตถ์ 1 ราย)

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (อุทกภัย) รวมทั้งสิ้น 65 จังหวัด 684 อำเภอ 4,920 ตำบล 43,636 หมู่บ้าน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานีชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรีนครปฐม ปทุมธานี นนทบุรีเลย อุดรธานี หนองคาย หนองบัวลำภู บึงกาฬ นครพนม อำนาจเจริญ มุกดาหาร สกลนคร ยโสธร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครนายก สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎรธานี ระนอง พังงา ภูเก็ต ตรัง สตูล สมุทรสาคร สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/01/55..2555 ปีมังกรทอง คะนองศึก....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

เปิดศักราช ปีมังกรทอง คะนองศึก
ร่วมผนึก ทุกเรื่องราว อย่างห้าวหาญ
เป็นปีทอง ต้องเร่งรัด กำจัดมาร
บี้แหลกราน พวกคนชั่ว ทุกตัวตน....


รัฐนวย เผด็จการ ทำบ้านแตก
จนแปลกแยก ทั่วทิศ คิดสับสน
สร้างหมองมัว ทั่วแคว้น แสนสัปดน
ผลพวงบาป สามานย์ชน จากคนระยำ....


ฉบับหน้าแหลม ฟันดำ ย้ำชัดชัด
มันรวบรัด สร้างฉิบหาย มุ่งหมายขย้ำ
ประชาราษฎร์ ต้องหมองหม่น ทนรับกรรม
พวกใจดำ ยังฮึกเหิม เติมเชื้อไฟ....


ขอให้เป็น..ปีมังกรทอง คะนองฤทธิ์
เลิกลองถูก ลองผิด คิดทำใหม่
แล้วเริ่มสร้าง สิ่งหวัง กำลังใจ
เพื่อเมืองไทย ได้ร่มเย็น อย่างเป็นมา....


สวัสดี ปีใหม่ ด้วยใจรัก
ผูกสมัคร เตรียมกู่ก้อง ร้อง ๕๕
ขอให้สุข เิริงรื่น ชื่นชีวา
ไทยทั่วหล้า ฉลองชัย ปีใหม่..เทอญ....


๓ บลา และ เซีย ไทยรัฐ ๓ ม.ค.๕๕