WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 4, 2012

ย้อนรอยสายสัมพันธ์ไทย-เกาหลีเหนือ (1): ครม.ให้ลดธงครึ่งเสาไว้อาลัย “คิม จอง อิล”

ที่มา ประชาไท

เผยประกาศสำนักเลขาธิการ ครม. ให้หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ลดธงครึ่งเสาทั่วราชอาณาจักรเพื่อไว้อาลัย “คิม จอง อิล” ระบุสองประเทศ “มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันตลอดมา”

สื่อเกาหลีเหนือระบุ รัฐบาลไทยไว้อาลัยคิม จอง อิลสั่งลดธงครึ่งเสา 3 วัน

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) ของทางการเกาหลีเหนือรายงานเมื่อวัน ที่ 23 ธ.ค. ที่ผ่านมา ในการประชุมของคณะรัฐมนตรีของไทยเมื่อวันอังคารที่ 20 ธ.ค. ได้ตัดสินใจให้มีการลดธงครึ่งเสาในสถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานที่มีภารกิจในต่างประเทศทุกแห่งตั้งแต่วันพุธถึงวันศุกร์ (21 – 23 ธ.ค. 54)

นอกจากนี้สำนักข่าวกลางเกาหลี ยังระบุด้วยว่า ในพิธีศพของคิม จอง อิลที่กรุงเปียงยาง มีผู้แทนพรรคการเมืองจากไทย ประธานสถาบันศึกษาแนวคิดจูเช่ ประเทศไทย และประธานสมาคมมิตรภาพไทย-เกาหลี เหนือเข้าร่วมด้วย และระบุด้วยว่ารัฐบาลไทยส่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม

เผยประกาศสำนักงานเลขาธิการ ครม. ให้ลดธงครึ่งเสา

ขณะเดียวกันจากการตรวจสอบของผู้สื่อข่าว พบว่ามีรายงานข่าวการลดธงครึ่งเสาของหน่วยงานราชการในประเทศไทยด้วย โดย สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ รายงานเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 54 ว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ออก “ประกาศสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องให้ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา” มีเนื้อหาดังนี้

ประกาศสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องให้ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา

ด้วยกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า นาย Kim Jong Il เลขาธิการ พรรคคนงานเกาหลี ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ และผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี (General-Secretary of the Worker's Party of Korea Chairman of the National Defense Commission of the Democratic People's Republic of Korea Supreme Commander of the Korean People's Army) ได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยอาการหัวใจวาย เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 ในขณะมีอายุ 69 ปี และโดยที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีมีความสัมพันธ์ที่ ดีต่อกันตลอดมา เพื่อเป็นการไว้อาลัยแด่ นาย Kim Jong Il เลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ และผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี นายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และขอความร่วมมือหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาทั่วราชอาณาจักร เป็นเวลา 3 วัน ตั้งแต่วันพุธที่ 21 ธันวาคม ถึงวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2554

สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
21 ธันวาคม 2554”

ทั้งนี้การกำหนดให้มีการลดธงชาตินั้นถูกกำหนดเป็นกรอบกว้างๆ ตาม "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติ และธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529" ข้อ 14 ที่ระบุว่า "การลดธงชาติครึ่งเสาในกรณีใด และเป็นเวลาเท่าใด ให้กระทรวงการต่างประเทศ สำนักพระราชวัง หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี แจ้งไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอนายกรัฐมนตรีสั่งการ และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งให้กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องทราบและปฏิบัติ"

พบหลายหน่วยงานได้รับคำสั่งลดธงครึ่งเสา แบบดีเลย์”

โดยผู้สื่อข่าวได้รวบรวมหนังสือสั่งการของหน่วยงานราชการต่างๆ ในประเทศ ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 เพื่อ ไว้อาลัยแด่นายคิม จอง อิล โดยผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่าการลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วัน โดยหน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน ในทางปฏิบัติน่าจะไม่ได้ปฏิบัติเต็มเวลา เพราะมีหน่วยงานราชการบางแห่งมีคำสั่งในวันที่ 22 หรือวันที่ 23 ธ.ค.


โทรสารในราชการกระทรวงมหาดไทย “ด่วนที่สุด” ที่ มท 0201.3/ว 5166 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 54


หนังสือจากหัว หน้าสำนักงานจังหวัดพะเยา ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา “ด่วนที่สุด” ที่ พย. 0016.3/ ว 6110 เรื่อง การลดธงครึ่งเสา ลงวันที่ 22 ธ.ค. 54


หนังสือจากรอง ผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก “ด่วนที่สุด” ที่ ตก. 0016.3/ว 20977 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2554 เรื่อง ลดธงครึ่งเสา

กรณีโทรสารในราชการกระทรวงมหาดไทย “ด่วนที่สุด” เลขที่ มท 0201.3/ว 5166 ถึง ส่วนราชการระดับกรม หน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดทุกจังหวัด ลงนามโดย นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่หนังสือลงวันที่ 22 ธ.ค. 54 หลังการประกาศของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 1 วัน และเข้าสู่วันที่ 2 ของการลดธงครึ่งเสา

ต่อมา นายวิรุฬ พรรณเทวี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพะเยา ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ทำหนังสือ “ด่วน ที่สุด” ที่ พย. 0016.3/ ว 6110 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 54 เรื่อง การลดธงครึ่งเสา ถึง หัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ นายอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพะเยา นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา และนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้

ขณะที่จังหวัดตาก มีการออกหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ ตก. 0016.3/ว 20977 ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2554 เรื่อง ลดธงครึ่งเสา ลงนามโดยนายวุฒิ สิทธิสุราษฎร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก สั่งการไปยัง หัวหน้าส่วนราชการทุกส่วน หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง นายอำเภอทุกอำเภอ นายองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรีนครแม่สอด นายกเทศมนตรีเมืองตาก

เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ นร. 0508/ ว 269 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 ถึง ปลัดกระทรวงยุติธรรม

หนังสือของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน “ด่วนที่สุด” ที่ ยธ 0601/ว 1849
ลงวันที่ 22 ธ.ค. 54 ถึง หน่วยงานในสังกัด

ในกรณีกระทรวงยุติธรรม นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำหนังสือ “ด่วน ที่สุด” ที่ นร. 0508/ ว 269 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 เรื่อง เลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ และผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี ถึงแก่อสัญกรรม เรียน ปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจลดธงครึ่งเสาทั่วราชอาณาจักรเป็นเวลา 3 วันดังกล่าว

จากนั้นมีหนังสือ “ด่วนที่สุด” ของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ที่ ยธ 0601/ว 1849 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 54 ถึง หน่วยงานในสังกัด ให้ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วันดังกล่าว

หนังสือจากสำนักงานศาลยุติธรรม (ไม่สามารถอ่านลายมือชื่อผู้ลงนามได้) “ด่วนที่สุด” ที่ ศย.005/ ว 770 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 ถึง หน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมให้ลดธงครึ่งเสา

รองผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ 4121/4967 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 เรื่อง ขอความร่วมมือให้ลดธงครึ่งเสา

ขณะที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 โดยนาง เลียมทอง จอมคำสิงห์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ทำหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ ศธ 4121/4967 เรื่อง ขอความร่วมมือให้ลดธงครึ่งเสา เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 1 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54


เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ออกหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ นร 0508/ว 269 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 เรียน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม


สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ วธ 0203.6/ว 284 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 สั่งการหน่วยงานในสังกัดให้ลดธงครึ่งเสา


นางสุนิสา จิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กระทรวงวัฒนธรรม ทำหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ วธ 0401/ว 3474 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 54 เรื่อง ขอส่งหนังสือเวียน เลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี (นาย KLim Jong Il) ถึงแก่อสัญกรรม (หมายเหตุ: ต้นฉบับสะกดผิด)

ในกรณีของกระรวงวัฒนธรรม นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ออกหนังสือ “ด่วน ที่สุด” ที่ นร 0508/ว 269 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 เรียน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง เลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันประเทศ และผู้บัญชาการสูงสุดกองทัพประชาชนเกาหลี ถึงแก่อสัญกรรม

ต่อมาในวันเดียวกัน สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ทำหนังสือ “ด่วน ที่สุด” ที่ วธ 0203.6/ว 284 ลงวันที่ 21 ธ.ค. 54 ถึง สำนักงานรัฐมนตรี กรมการศาสนา กรมศิลปากร กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) หน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อให้มีการลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 3 วันดังกล่าว

และต่อมาในวันที่ 22 ธ.ค. 54 ซึ่งเป็นวันที่สองของการกำหนดลดธงครึ่งเสา นางสุนิสา จิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง กระทรวงวัฒนธรรม ทำหนังสือ “ด่วนที่สุด” ที่ วธ 0401/ว 3474 ลงวันที่ 22 ธ.ค. 54 เรื่อง ขอส่งหนังสือเวียน เลขาธิการพรรคคนงานเกาหลี (นาย KLim Jong Il) ถึงแก่อสัญกรรม (หมายเหตุ: ต้นฉบับสะกดผิด) เรียน อธิบดี รองอธิบดีทั้ง 3 ท่าน ท่าน ผชช.ผอ.สำนัก ผอ.สศก. ที่ 1-15 หน.กลุ่ม/งานขึ้นตรงต่อกรม หัวหน้ากลุ่มใน สบก. และหน่วยงานในภูมิภาคทุกแห่ง

ที่มาของข่าว:

ประกาศสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เรื่องให้ส่วนราชการลดธงครึ่งเสา, สำนักข่าวแห่งชาติ, 22 ธ.ค. 54 http://thainews.prd.go.th/view.php?m_newsid=255412220223&tb=N255412

Thai Cabinet Meets on Demise of Kim Jong Il, Decides to Hoist Flags at Half-Mast, KCNA, 23 Dec 2011 http://www.kcna.co.jp/item/2011/201112/news23/20111223-58ee.html

Foreign Personages Visit DPRK Missions, KCNA, 27 Dec 2011http://www.kcna.co.jp/item/2011/201112/news27/20111227-45ee.html

KCNA: More Foreign Personages Mourn Demise of Kim Jong Il, KCNA, 28 Dec 2011 http://assistamerica.countrywatch.com/rcountry.aspx?vcountry=28&topic=CBWIR&uid=5516452

‘เจ้าท่าสตูล’ จับเฟอร์รี่แกนนำต้าน ‘ท่าเรือน้ำลึกปากบารา’

ที่มา ประชาไท

ปรัชญเกียรติ ว่าโร๊ะ
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

นายไกรวุฒิ ชูสกุล ผู้จัดการฝ่ายบริหารการตลาดของบริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่แอนด์สปีดโบ้ท จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 2 มกราคม 2555 เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาสตูล จับเรือบรรทุกนักท่องเที่ยวของบริษัท หลีเป๊ะเฟอรี่ฯ ที่บริเวณเกาะไข่ ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา หลังจากวิ่งจากท่าเรือเกาะหลีเป๊ะ โดยแจ้งว่าบรรทุกนักท่องเที่ยวเกิน 65 คน ตามจำนวนที่นั่งของเรือ ขณะที่ปล่อยให้เรือของอีกบริษัทให้บริการรับส่งผู้โดยสารต่อไป ทั้งที่บรรทุกผู้โดยสารเรือเกินกำหนดเช่นกัน

นายไกรวุฒิ เปิดเผยอีกว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 สาขาสตูลให้เรือลอยลำอยู่ในทะเลกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนสั่งให้กัปตันขับเรือกลับไปยังเกาะหลีเป๊ะ และสั่งให้นักท่องเที่ยวขึ้นลงเรือถึง 3 ครั้ง โดยมีทหารเรือ และตำรวจน้ำเข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยให้เรือของบริษัท หลีเป๊ะเฟอรี่ฯ เดินทางต่อไปได้ ทางบริษัท หลีเป๊ะเฟอรี่ฯ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับหัวหน้าสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูลแล้ว แต่เจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูลไม่ยินยอม ยืนยันว่าลูกน้องทำตามกฎหมาย

นายไกรวุฒิ เปิดเผยด้วยว่า ก่อนหน้าที่เรือของบริษัท หลีเป๊ะเฟอรี่ฯ ออกจากท่าเรือที่เกาะหลีเป๊ะ กัปตันเรือได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูล ซึ่งประจำอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะว่า มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 9 คน โดยสารเรือเกินจำนวนที่นั่งเพื่อลงที่เกาะตะรุเตา เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวอนุญาต เพราะเห็นว่าเป็นเรือเที่ยวเดินทางเข้าฝั่งเที่ยวสุดท้าย

นายไกรวุฒิ เปิดเผยต่อไปว่า ต่อมา เวลา 15.00 น. วันเดียวกัน ชาวบ้านและกลุ่มประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวประมาณ 100 คน ได้ชุมนุมปิดทางเข้าท่าเรือปากบารา เรียกร้องให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูล ปล่อยเรือบริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่ฯ เพราะไม่เห็นด้วยกับการเลือกปฏิบัติ และการกักตัวนักท่องเที่ยว เป็นผลให้มีการปล่อยเรือลำดังกล่าวในเวลาต่อมา และเดินทางมาถึงฝั่งท่าเรือปากบารา เวลาประมาณ 18.00 น.

“เบื้องต้นนั้นบริษัท หลีเป๊ะเฟอรี่ฯ ได้สำรองเงิน 6 หมื่นบาทให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 6 คนที่ตกเครื่องบิน รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ตกรถโดยสาร ทั้งนี้นักท่องเที่ยวได้มอบอำนาจให้บริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่ฯ ดำเนินคดีกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูล ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศแจ้งว่า จะยื่นเรื่องกับกงสุลของแต่ละประเทศ ให้ดำเนินการกับสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูลเช่นกัน” นายไกรวุฒิ กล่าว

นายไกรวุฒิ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้บริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่ฯ และกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ชมรมมัคคุเทศน์ท้องถิ่น ได้ประสานไปยังผู้อำนวยการเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 หัวหน้าสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอละงู จังหวัดสตูล ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายอำเภอละงู เพื่อเจรจาพูดคุยกันในวันที่ 4 มกราคม 2555 ที่ท่าเรือปากบารา

นายไกรวุฒิ เปิดเผยด้วยว่า บริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่ฯ และกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ชมรมมัคคุเทศน์ท้องถิ่น มีข้อเสนอให้สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูลรับผิดชอบ กรณีบริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่ฯ สำรองเงินจำนวน 6 หมื่นบาทให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 6 คน ที่ตกเครืองบิน และขอให้ย้ายเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 5 จังหวัดสตูลที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้โดยด่วน

“ถ้าหากไม่ทำตามข้อเสนอ บริษัทหลีเป๊ะเฟอรี่ฯ กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว ชมรมมัคคุเทศน์ท้องถิ่น และชาวบ้าน จะออกมาชุมนุมประท้วงปิดท่าเรือปากบารา และทำหนังสือร้องเรียนไปยังกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม สำนักนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูลต่อไป” นายไกรวุฒิ กล่าว

“ต้องเข้าใจว่า กรณีนี้เป็นเรือเที่ยวสุดท้าย มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 9 คน จะไปลงที่เกาะตะรุเตา ซึ่งไม่ไกลจากเกาะหลีเป๊ะ ส่วนคนไทยมีทั้งเด็กและคนแก่ ต่างต้องการกลับบ้าน เนื่องจากบ้านจะถูกน้ำท่วม และยังเป็นการเลือกปฏิบัติ ถือเป็นการกลั่นแกล้งกันอย่างชัดเจน” นายไกรวุฒิ กล่าว

สำหรับนายไกรวุฒิ เป็นหนึ่งในแกนนำคัดค้านการสร้างท่าเรือน้ำลึกปากบารา ที่มีกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เป็นผู้ดำเนินโครงการ ทั้งนี้ บริษัท หลีเป๊ะเฟอรี่แอนด์สปีดโบ้ท จำกัด เป็นบริษัทที่คนในท้องถิ่นร่วมกันลงทุน

กระจายอำนาจ สู่การปฏิรูปโครงสร้างรัฐชายแดนใต้ (3)

ที่มา ประชาไท

ในงานสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” ในวันที่ 5 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่สองของงาน ที่กำหนดให้มีการนำเสนอเรื่องการกระจายอำนาจในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น

สาระสำคัญที่คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรให้ความสนใจอย่างเป็นพิเศษคือ ทางเลือกการกระจายอำนาจรูปแบบพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จะมีการพูดคุยในประเด็นนี้ถึง 2 หัวข้อ

หนึ่ง “นำเสนอรูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ตามด้วยการอภิปรายเรื่อง “ทางเลือกการกระจายอำนาจในรูปแบบพิเศษจังหวัดชายแดนใต้: มุมมองที่หลากหลาย” โดยนายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตคณะกรรมการปฏิรูป นายสวิง ตันอุด ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการทางสังคม และผู้ช่วยศาสตราจารย์บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ นายกสมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้

สำหรับทางเลือกการกระจายอำนาจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมานำเสนอ เป็นการประมวลมาจากรูปแบบที่มีการเสนอในวาระโอกาสต่างๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมารวม 6 รูปแบบ ดังต่อไปนี้

ทางเลือกที่ 1 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต.
มีพื้นที่ดูแลครอบคลุม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเลขาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง

มีผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย ดูแลรายจังหวัด ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองส่วนภูมิภาค ทำหน้าที่ประสานหน่วยงานจากกระทรวงต่างๆ สำหรับการทำงานในพื้นที่

ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตั้งแต่ระดับจังหวัด เมือง และตำบลตามลำดับ

ลักษณะเด่น เป็นการบริหารและการปกครองรูปแบบพิเศษที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ให้การยอมรับ

โครงสร้างการบริหาร เลขาธิการมาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.)

ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ยังคงอยู่เหมือนเดิม

จุดเด่นอยู่ตรงที่มีความเป็นเอกภาพในการบริหารราชการ และเป็นนิติบุคคล เลขาธิการมีอำนาจสั่งย้ายข้าราชการฝ่ายพลเรือน ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกนอกพื้นที่ได้ทันที โครงสร้างบริหารราชการและอำนาจหน้าที่ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน

ข้อวิจารณ์ พื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมจังหวัดที่ไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรงคือ จังหวัดสตูลและพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดสงขลา ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีอำนาจจริง มีงบประมาณจำกัด ขาดความเป็นอิสระ คนในพื้นที่ไม่ได้มีโอกาสเลือกผู้บริหารศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัด ชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นส่วนราชการรูปแบบเฉพาะที่ไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง มีฐานะเป็นนิติบุคคล อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี

เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวง รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง ที่ปฏิบัติงานในศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี มีรองเลขาธิการตามจำนวนที่นายกรัฐมนตรีกำหนด เป็นผู้ช่วยสั่งการ และปฏิบัติงานตามที่เลขาธิการมอบหมาย

ในส่วนของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอ พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนงาน โครงการ และการจัดตั้งงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดเขตพัฒนาพิเศษและกรอบแนวทางการบริหาร และการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ ตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เสนอ

พิจารณาเสนอแนะหน่วยงานของรัฐให้จัดทำแผนพัฒนา แผนงาน และโครงการ พร้อมงบประมาณในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำกับ เร่งรัด ติดตาม แก้ไขกฎระเบียบ และลดขั้นตอนการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อคณะ รัฐมนตรี แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือหรือปฏิบัติงานได้ตามความเหมาะสม

สำหรับปฏิบัติการอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

ในส่วนของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ จากการคัดเลือกกันเองจำนวนไม่เกิน 49 คน มีอำนาจหน้าที่ให้ความเห็นชอบนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาค ใต้ ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติจัดทำ หรือปรับปรุง เพื่อเสนอสภาความมั่นคงแห่งชาติพิจารณา ให้คำปรึกษา เสนอแนะ ร่วมมือ และประสานงานกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการปฏิบัติการ ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติการ รายงานต่อเลขาธิการ และนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ

ทางเลือกที่ 2 ทบวงการบริหารพื้นที่ชายแดนใต้
มีสถานะเทียบเท่ากระทรวงจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐมนตรี มีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้งทำหน้าที่เป็นรองปลัด ทบวง และมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ลักษณะเด่นอยู่ที่เป็นการบริหารปกครองรูปแบบพิเศษ ที่มีสถานะเทียบเท่ากระทรวง เป็นรูปแบบที่มีลักษณะประนีประนอมระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ยึดหลักการถ่ายโอนอำนาจ

ในส่วนของโครงสร้างการบริหาร มีรัฐมนตรีว่าการทบวงเป็นผู้บริหารสูงสุด ปลัดทบวงเป็นข้าราชการประจำ โดยให้รองปลัดทบวงที่มาจากผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส กำกับดูแลการบริหารงานในแต่ละจังหวัด

มีสมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตัวแทนภายในกลุ่มอาชีพ มีอำนาจให้ความเห็นชอบต่อนโยบายและงบประมาณของทบวงฯ

นอกจากจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ยังคงอยู่เหมือนเดิมแล้ว ยังมีสภาท้องถิ่นที่มีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งในแต่ละเขตท้องถิ่น และผู้นำศาสนาที่สรรหามาจากท้องถิ่นอีกด้วย

นับเป็นข้อเสนอรูปแบบการปกครอง ที่มีการถ่วงดุลกลุ่มพลังทุกฝ่าย มีลักษณะประนีประนอมระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น และระหว่างคนทุกกลุ่มในท้องถิ่น โดยมีฝ่ายการเมืองเป็นผู้ทำหน้าที่บริหารพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง

สำหรับจุดอ่อนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การปกครองรูปแบบทบวงคือ ไม่มีการกระจายอำนาจสู่ประชาชน เนื่องจากยังยึดติดอยู่กับระบบบริหารราชการ ไม่มีหลักประกันว่ารัฐมนตรีว่าการทบวง จะสะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ได้จริง ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีอำนาจจริง มีงบประมาณจำกัด และขาดความเป็นอิสระ

สำหรับรูปแบบการปกครองที่ได้จากงานวิจัยโครงการการศึกษาการปกครองท้อง ถิ่นของจังหวัดที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์: กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ดอกเตอร์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี และดอกเตอร์สุกรี หลังปูเต๊ะ และงานวิจัยตัวแบบทางกฎหมายสำหรับการปกครองท้องถิ่นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของอำนาจ ศรีพูนสุข ระบุว่า บวงการบริหารกิจการชายแดนภาคใต้ มีสถานะเทียบเท่ากระทรวงจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำในระดับนโยบายและองค์กรกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทางในการแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเทพา อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา

มีจังหวัดเป็นส่วนราชการระดับกรม จัดตั้งขึ้นตามเขตการปกครองเดิม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเดิม มีฐานะเทียบเท่าอธิบดีจังหวัด ขณะที่ระเบียบราชการ ตั้งแต่อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านยังคงฐานะเดิม แต่ให้ขึ้นตรงกับทบวง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งเขตพื้นที่พิเศษ (Special Region) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลจากทบวงฯ ขึ้นมาดูแลการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจในภาพรวมของกลุ่มจังหวัด โดยแบ่งบทบาทให้ไม่ซ้อนทับกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เขตพื้นที่พิเศษ ประกอบด้วย สภาเขตพื้นที่พิเศษ มีสมาชิก 2 ประเภทคือ จากการเลือกตั้งโดยตรงอำเภอละหนึ่งคน และให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และเทศบาลคัดเลือกเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง สภามีหน้าที่จัดทำแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ และพิจารณาจัดสรรงบประมาณ

นอกจากนี้ ยังมี “คณะกรรมการสังคมและเศรษฐกิจเขตพื้นที่พิเศษ” เป็นที่ปรึกษาสภาเขตพื้นที่พิเศษ

มีประธานสภาเขตพื้นที่พิเศษ เป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร วาระดำรงตำแหน่ง 4 ปี มี “สำนักงานเลขาธิการสภาเขตพื้นที่พิเศษ” เป็นกลไกส่วนราชการ เป็นหน่วยธุรการและหน่วยงานสนับสนุนทางวิชาการ มีเลขาธิการเป็นผู้บังคับบัญชา

สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิม ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ให้มีการปรับปรุงโครงสร้างภายใน เพื่อตอบสนองต่อวิถีการดำเนินชีวิตตามหลักศาสนา และการพัฒนาในมิติที่มีศาสนานำ โดยจัดตั้ง “คณะกรรมการสังคมและเศรษฐกิจ” ขึ้นในทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ ให้มีกรรมการที่เลือกสรรขึ้นมา โดยให้ความสำคัญกับผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ

อีกทั้งให้ความสำคัญกับหลักกฎหมายอิสลาม หรือชะรีอะห์ เพิ่มกลไกการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามหลักการดังกล่าว เป็นการลดคดีความที่นำขึ้นสู่ศาลยุติธรรม

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงการจัดเก็บรายได้ท้องถิ่น โดยเพิ่มทั้งอำนาจและแหล่งรายได้ใหม่ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน พื้นที่ โดยโอนมาให้รัฐมนตรีทบวงการบริหารกิจชายแดนภาคใต้ เป็นผู้กำกับดูแล

ติดตามทางเลือกที่ 3 และที่ 4 ได้ในตอนต่อไป

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/01/55 อย่าวางใจพวกมัน...งานถนัดเค้าเลยละ...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

รุ่นสู่รุ่น รุกคืบ เพื่อสืบทอด
ตามืดบอด ปากทราม พูดหยามหยัน
ลิ้นสองแฉก แยกสัตว์-คน ปะปนกัน
ธาตุแท้นั้น โคตรระยำ ซ้ำ..อัปรีย์....

ใครคนฆ่า หลักฐานชัด จนมัดแน่น
ยังแอ๊บแมน เฉไฉ ไร้ศักดิ์ศรี
อ้างข้างๆ คูๆ พวกกูดี
เตรียมป้ายสี ฉกฉวย ช่วยปิดบัง....

อย่าวางใจ พวกสามานย์ งานถนัด
มันตรียมซัด ชายชุดดำ ทำเบื้องหลัง
พูดโกหก ทั้งชาติ อนาถจัง
ช่างสมดัง พรรคเปรต ของเศษคน....

พวกตนผิด พยายาม ตามปกป้อง
แถมกู่ก้อง ร้องร่ำ ทำสับสน
งัดคำพูด นักโกหก ให้วกวน
ทั้งสัปดน ทั้งเพี้ยน เอียนกับมัน....

หากวางใจ รับรอง ต้องหลุดแน่
หมดทางแก้ เหมือนเคย ถูกเ้ย้ยหยัน
ฆาตกร ต้องหลุดลอย ปล่อยตามกัน
ไม่มีวัน เจอคนผิด คิดให้ดี....

๓ บลา / ๔ ม.ค.๕๕

"ก้านธูป" นักศึกษามธ. โดนหมายเรียกข้อหาหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News


การใช้มาตรา 112 พร่ำเพรือ ยังแรงไม่เลิก ล่าสุด ก้านธูป นักศึกษาธรรมศาสตร์ ถูกหมายเรียกให้ไปรายงานตัวในวันที่ 11 ม.ค.นี้


3 ธันวาคม 2555

ที่มา มติชน


กราฟฟิกข้อความแจ้งข้อมูลเรื่องคดี "ก้านธูป"

โดยนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

เฟซบุ๊ก ส่วนตัวของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แจ้งข้อมูลว่า "ก้านธูป" นักศึกษาในคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน ออกหมายเรียกตัวในคดีการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เมื่อช่วงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการ โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อเดือนเมษายน 2553 ขณะที่ผู้โพสต์กำลังศึกษาในระดับมัธยม ซึ่งเคยส่งผลให้ "ก้านธูป" สูญเสียโอกาสเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยศิลปากรและ เกษตรศาสตร์มาแล้ว

ต่อมาได้มีผู้นำกรณีการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กดัง กล่าวไปแจ้งความ "ก้านธูป" ได้รับหมายเรียกในช่วงสิ้นเดือนตุลาคม - ต้นพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นัดวันให้มารายงานตัวตอนต้นเดือนพฤศจิกายน แต่เนื่องจากขณะนั้น เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมและนักศึกษาเดินทางกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด จึงมีการขอเลื่อนนัดการรายงานตัวไปในช่วงน้ำลดและเปิดเทอม ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้เลื่อนการรายงานตัวมาเป็นวันพุธที่ 11 มกราคม 2555 เวลา 10.00 น.

ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ในระยะเวลาที่บริหารราชการแผ่นดินโดยรัฐบาลเพื่อไทย มีการตั้งข้อหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพิ่มอีก 2-3 กรณี และผู้ถูกกล่าวหาในทุกกรณีล้วนเป็นคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาหรือในรั้ว มหาวิทยาลัยทั้งสิ้น โดยผู้ต้องหาคดี 112 อีกรายหนึ่ง ซึ่งถูกตั้งข้อหาและได้รับหมายเรียกตัวเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2554 ก็คือ นายสุรพศ ทวีศักดิ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต หัวหิน

0 0 0 0 0


มติชน 3 มกราคม 2555 รายงานเพิ่มเติมว่า "ปริญญา" ระบุยังไม่ทราบเรื่องคดี "ก้านธูป" ย้ำคนไม่เห็นด้วยไม่มีสิทธิ "ล่าแม่มด" นศ.

นาย ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการฝ่ายกิจกรรมนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ "มติชนออนไลน์" กรณี "ก้านธูป" นักศึกษาปี 1 ในคณะแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกหมายเรียกไปรายงานตัวที่ สถานตำรวจนครบาลบางเขน ในวันที่ 11 มกราคม 2555 ในข้อหากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ปกติแล้วหากนักศึกษามหาวิทยาลัยถูกดำเนินคดีอาญา จะต้องมีเอกสารจากเจ้าหน้าที่แจ้งมายังมหาวิทยาลัยเพื่อทราบ แต่ขณะนี้ ตนยังไม่ได้รับเอกสารเพื่อทราบว่านักศึกษาคนดังกล่าวถูกดำเนินคดีนี้ จึงยังไม่ทราบว่ามีการตั้งข้อหาหรือยังและในประเด็นอะไร อย่างไรก็ตาม ตนเห็นว่าหากนักศึกษาถูกดำเนินคดีจริง ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งต้องสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะพิพากษาให้มีความผิด

รอง อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า อีกประเด็นคือ "กระบวนการล่าแม่มด" ซึ่งไม่ใช่เรื่องของกระบวนการยุติธรรมและเห็นว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะไม่ว่านักศึกษาคนดังกล่าวจะเคยพูดหรือทำอะไรที่สร้างความไม่พอใจ สร้างความไม่เห็นด้วยให้แก่ใคร คนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่มีสิทธิที่จะไปละเมิดหรือคุกคามสวัสดิภาพความปลอดภัย ของผู้อื่น เพราะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม อย่างไรก็ตาม ถึงขณะนี้ ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการคุกคามความปลอดภัยของนักศึกษาคนดังกล่าว หากเกิดการคุกคามนักศึกษา ทางมหาวิทยาลัย ก็ไม่นิ่งนอนใจและต้องป้องกันดูแลความปลอดภัยอย่างแน่นอน

นายปริญญา บอกด้วยว่า สำหรับการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการนำเสนอเรื่องนี้ ก็อยากให้ทุกฝ่ายนำเสนออย่างไม่มีอคติ โดยเฉพาะสื่อมวลชนซึ่งไม่ควรจะมีฝ่ายอยู่แล้ว เพราะ ทุกอย่างต้องว่าไปตามข้อเท็จจริง ว่าไปตามเนื้อผ้า ตามกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับคดีที่มีคนขับรถซีวิคกับรถตู้ที่เกิดอุบัติเหตุผู้เสียชีวิต 9 ศพ ก็ต้องเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ใช้ศาลเตี้ย และสังคมไม่มีสิทธิไปล่าแม่มดใคร

0 0 0 0 0


ที่มา เฟสบุค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ดร. สมศักดิ์​ เจียมฯ โพสต์ภาพเพิ่มเติม และเขียนว่า

"ใคร เป็น friend ดร.ปริญญา เอารูปนี้ไปโพสต์ให้ดูหน่อยสิ ผมตัดมาจาก "หมายเรียก" ลบชื่อ จนท. ตำรวจผู้่ดูแลคดี และชื่อปัจจุบัน ของ "ก้านธูป" ออก คงเห็นตัวข้อหากันชัด - "ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ..." คือ 112 นันแหละ"

ปล. คุณ อานนท์ นำภา เคยอธิบายให้ผมฟังว่า คดีหมิ่นฯ จนท. ที่ดูแล จะเป็นคนลงชื่อในช่อง "ผู้กล่าวหา" เอง ไม่ได้หมายความว่า จนท.คนนี้ เป็นคนฟ้องนะครับ เขาปกปิดชื่อคนที่เอาเรื่องมาฟ้อง เราไม่รู้ว่าคือใคร


0 0 0 0 0


ทั้งนี้ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ โพสต์ในเฟสบุค Charnvit Ks วันนี้ว่า

สถาบันกษัตริย์ แบบ "ไทยๆ" ท้องถิ่น หรือ แบบ "อังกฤษๆ" สากล

(ก)
ประวัติ ศาสตร์ ของนานาอารยประเทศ ในสากลโลก สอนให้เรารู้ว่า ประเทศที่รักษา สถาบันกษัตริย์ไว้ได้ เช่น อังกฤษ และยุโรปตะวันตก (หรือแม้แต่ญี่ปุ่น กับมาเลเซีย) นั้น ก็เพราะได้ทำการปฏิรูป ไม่ให้สถาบันกษัตริย์เป็นฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นศัตรูกับสถาบันประชาธิปไตย

(ข)
การที่จะปฏิรูปเช่นนั้นได้ ต้องใช้ความคิด สติปัญญา และวัตรปฏิบัติ ที่ ศิวิไลย์ เป็นสมัยใหม่

(ค)

ถ้า ยังขืนรักษาความเป็น "ไทยๆ แบบตะวันออก" และขัดขืน ไม่ปฏิรูปให้ประสาน เข้ากันได้กับระบอบประชาธิปไตย ทำการต่อต้านเสรีภาพ เสมอภาค และภราดรภาพ (ใช้ กม หมิ่น ม 112 พร่ำเพรื่อ)
สถาบันกษัตริย์ของไทย ก็จะเผชิญปัญหาที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง

(ง)

ดังที่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้สรุปไว้ว่า
การ แสดงความจงรักภักดี ที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นอีกอำนาจหนึ่ง ที่เป็นอิสระจากอธิปไตยของปวงชน จึงกลับบ่อนทำลายความมั่นคง ของสถาบันเสียเอง"

Tuesday, January 3, 2012

"New Year Resolutions"

ที่มา Voice TV



รายการ คิดเล่นเห็นต่าง ประจำวันที่ 1 มกราคม 2554

"New Year Resolutions" กับ รายการคิดเล่นเห็นต่าง ติดตามชมได้ในวันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม นี้ เวลา21.30น. เป็นต้นไป


ส่งสัญญาณมูบารัคอาจรอดคดีสังหารหมู่ผู้ชุมนุม

ที่มา ประชาไท

ศาลในกรุงไคโรเปิดการพิจารณาคดีสังหารหมู่ประชาชนอีกครั้ง อดีตประธานาธิบดีผู้เป็นจำเลยซึ่งกำลังรักษาโรคหัวใจที่โรงพยาบาลเดินทางมา ศาลพร้อมเตียงพยาบาล ญาติๆ ผู้ตายบอกเริ่มหมดหวัง หลังจากพยานส่วนใหญ่ให้การว่ามูบารัคไม่ได้เป็นคนสั่งการปราบผู้ชุมนุม


การชุมนุมในอียิปต์เมื่อวันที่ 8 ก.พ.2011
ภาพโดย
RamyRaoof (CC BY 2.0)

2 ม.ค. 2012 - อดีตประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัค ของอียิปต์ปรากฏตัวในศาลที่พิจารณาคดีในข้อกล่าวหาสังหารผู้ชุมนุม ก่อนที่จะมีการเลื่อนการพิจารณาคดีไปอีกเป็นวันที่ 3 ม.ค.

วันที่ 2 ม.ค. สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอียิปต์เผยแพร่ภาพของอดีตประธานาธิบดีมูบารัคบนเตียง พยาบาลถูกพาเข้าไปในโรงเรียนตำรวจที่ชานเมืองของกรุงไคโรซึ่งใช้เป็นสถานที่ พิจารณาคดี โดยนี่ถือเป็นการพิจารณาครั้งที่สองหลังจากที่มีการพักพิจารณาคดีไป 2 เดือน

ลูกชายของมูบารัค 2 คนคือ อะลา และกามาล ก็ถูกฟ้องในข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น รวมถึงอดีตรัฐมนตรีมหาดไทยฮาบิน เอล-แอดลี ผู้ที่ถูกฟ้องทั้งข้อหาสั่งฆ่าผู้ชุมนุมและข้อหาทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งหมดต่างกลับขึ้นศาลอีกครั้งในวันดังกล่าวด้วย

มูบารัคถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดในเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้ ประท้วงมากกว่า 800 คน ในช่วงที่มีการลุกฮือต่อต้านของประชาชนเมื่อเดือน ก.พ. ปีที่ผ่านมา (2011)

มูบารัคอาจต้องโทษประหารชีวิตหากเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดจริงฐานสังหาร ผู้ชุมนุม แต่บางคนก็เห็นว่า การที่ศาลปล่อยตัวตำรวจ 5 นายที่ถูกตั้งข้อหาสังหารผู้ชุมนุมนั้น เป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการยกฟ้องข้อกล่าวหาของมูบารัค

ทั้งนี้ อดีตประธานาธิบดีวัย 83 ปี ผู้นี้กำลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทหารเนื่องจากโรคหัวใจ

โดยก่อนหน้านี้หมายศาลได้มีการนัดพิจารณาคดีในวันที่ 28 ธ.ค. 2011 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพียงกระบวนการศาลและมีการให้การเพียงเล็กน้อยก่อนจะเลื่อน พิจารณาเป็นวันที่ 2 ม.ค. และเลื่อนอีกครั้งเป็นวันที่ 3 ม.ค. ดังกล่าว

การให้การในวันที่ 28 ธ.ค. 2011 มาจากฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งพยายามให้การแก้ต่างว่ามูบารัคไม่ได้เป็นผู้ สั่งการให้ยิงผู้ชุมนุม ขณะที่พยานอีกรายคือพลโท ซามี ฮาเฟซ อันนัน ผู้ที่มีอำนาจลำดับสองในสภาทหารไม่สามารถมาให้การได้เนื่องจากเหตุขัดข้อง ทางเทคนิค

ผู้สื่อข่าวอัลจาซีร่ารายงานว่า ประชาชนหลายคนหวังว่าการพิจารณาคดีของมูบารัคจะช่วยทำให้เกิดความสงบสุขขึ้น บ้างในกรุงไคโร หลังจากที่มีการเหตุปะทะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา

ในการพิจารณาสองครั้งล่าสุด ทนายความฝ่ายผู้ประท้วงที่ถูกสังหาร เรียกร้องให้ถอนตัวผู้พิพากษาอาห์เม็ด เรฟัต โดยกล่าวหาว่าเรฟัตมีอคติเอียงข้างฝ่ายจำเลย แต่ข้อเรียกร้องของเขาไม่เป็นผล โดยทนายความกล่าวว่าศาลได้พยายามยั่วยุในช่วงที่เขากำลังให้การ แต่ไม่ได้กระทำแบบเดียวกันในช่วงที่มูบารัคให้การด้วย

ญาติของเหยื่อที่ถูกสังหารบอกว่า พวกเขาเริ่มหมดหวังที่จะได้เห็นมูบารัคถูกดำเนินคดี เนื่องจากพยานฝ่ายอัยการส่วนมากให้การยืนยันว่ามูบารัคไม่ได้สั่งยิงผู้ ชุมนุม

พยานสำคัญรายหนึ่งซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีมหาดไทยบอกว่า แอดลี เป็นผู้สั่งการให้ยิงแก๊สน้ำตาและปืนฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมในช่วงวันที่ 28 ม.ค. 2011 ซึ่งเป็นวันที่การประท้วงปะทุรุนแรงที่สุด

ที่มา

Mubarak appears briefly in court, Aljazeera, 02-01-2012

Egypt court adjourns Mubarak trial, Aljazeera, 29-12-2011

UDD THAI OF EUROPE: คอนเสิร์ต คนแดนไกลเติมใจครอบครัวแดง

ที่มา Thai E-News



ตามโครงการ เยียวยาและฟื้นฟูผู้ถูกคุมขังจากการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย พ.ศ. 2555 -2557

โดย UDD THAI OF EUROPE ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงปี 2552-2553 ที่ถูกคุมขัง ในเรือนจำเท่านั้น แต่จากการได้ลงพื้นที่ ระหว่างเดือน พ.ย-ธค 54 นอกจากได้ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ของผู้ถูกคุมขังการเมืองและได้ทำการเยียวยาแล้ว ยังพบว่าครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น ประสบปัญหาด้านการเงิน อันเนื่องมาจากขาดบุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการหารายได้มาจุนเจืออีกด้วย

ดัง นั้นทาง UDD THAI OF EUROPE จึงประชุมคณะกรรมการฯ และมีมติจากที่ประชุม ให้จัดทำกิจกรรมระดมทุน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้ถูกคุมขังทางการเมืองอีกทางหนึ่ง

โดย การจัดกิจกรรม ฟรีคอนเสิร์ต “คนแดนไกลเติมใจ ครอบครัวแดง” เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้ถูกคุมขังทางการเมือง ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ชื่อกิจกรรม : คอนเสิร์ต คนแดนไกลเติมใจครอบครัวแดง

ระยะเวลาดำเนินงาน : วันที่ 8 มกราคม 2555 เวลา 12.00-24.00 น.


ผู้รับผิดชอบกิจกรรม : UDD THAI OF EUROPE

วัตถุประสงค์
1. เพื่อหาทุนแก่ญาติผู้ถูกคุมขัง ฯ ซึ่งกำลังเดือดร้อนเนื่องจากขาดรายได้
2. เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ถูกคุมขังฯ

วิธีดำเนินการ
1. จัดคอนเสิร์ตการกุศล ภายในอิมพีเรียลฮอลล์ ชั้น 6 ศุนย์การค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว
2. เชิญแกนนำเสื้อแดง – รมต. -สส พรรคเพื่อไทย -แขกรับเชิญ ผู้ร่วมงาน ฯลฯ ร่วมบริจาคเงินและร้องเพลงตาม โอกาส
3. ถ่ายทอดทาง เอเชียอัพเดท
4. มีการแจ้งยอดเงินและรายนามผู้บริจาคตลอดรายการ



สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ 0848721926

ตรรกะสลิ่ม“ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง แต่โชคร้ายที่มีประชาธิปไตย”

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้


วันนี้ มีประเด็นให้นำมา แตกหน่อ และนำเสนอเพื่อการถกเถียงอีกประเด็น คือ การตีความลัทธิการเมืองต่างๆ ที่ถกเถียงกันใต้ภาพ “ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง แต่โชคร้ายที่มีประชาธิปไตย”

ทำให้นึก ย้อนไปยังคำกล่าวที่มีชื่อเสียงมากของอดีตประธานาธิบดีแม็คซิโก Porfirio Diaz (1876-1911) ที่ว่า “Poor Mexico, So Far From God, So Close To The United States” หมายความว่า “ประเทศแมกซิโกที่น่าสงสาร อยู่ห่างไกลจากประเจ้าเหลือเกิน แต่อยู่ใกล้อเมริกาเกินไป”

ซึ่งเป็น คำกล่าวที่ขบวนการประชาชนในลาตินอเมริกานำมากล่าวถึงกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ประท้วงการทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของประเทศลาตินอเมริกากับสหรัฐอเมริกา

พอมานึกถึงสลิ่มที่พูดประโยค นี้ “ประเทศไทยโชคดีที่มีในหลวง แต่โชคร้ายที่มีประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นประเด็นที่นำมาซึ่งการถกเถียงอภิปรายกันต่อได้หลายแง่มุม

อาทิ ข้อถกเถียงที่คู่มากับประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยเมืองไทย คือ “เมืองไทยไม่พร้อมกับลัทธิประชาธิปไตย” หรือมีการนำเสนอว่า ระบบสมบูรณาญาสิทธิราช หรือระบบคอมมิวนิสต์ น่าจะเป็นทางเลือกของเมืองไทยที่ดีกว่าหรือเปล่า? เป็นต้น

ก็เลยขอนำ มาแตกประเด็นต่อ เพื่ออธิบายคำจำกัดความลัทธิการเมืองเหล่านี้ ตามความเข้าใจของตัวเอง ทั้งนี้ เป็นการนำเสนอจากมุมมองและข้อคิดเห็นของผู้เขียน โดยไม่ได้ไปเปิดพจนานุกรมฉบับ “ราชบัณฑิตยสถาน” มาใช้ประกอบในการตีความ

สมบูรณาญาสิทธิราช
มาจาก “สมบูรณ์ + อาญา + สิทธิ + ราชา”

หมาย ถึง อำนาจและสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารบ้านเมือง หรือตัดสินคดีความประชาชน หรือชี้เป็นชี้ตายในสังคม ขึ้นอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว การเจริญรุ่งเรืองหรือเสื่อมถอยของบ้านเมืองจึงขึ้นอยู่กับพระปรีชาชาญของ กษัตริย์

คอมมิวนิสต์
มาจากคำว่า “คอมมูน (ชุมชนหรือสังคมที่คนอยู่ร่วมกัน) + นิสต์ (ผู้นิยม)

หมาย ความว่า ลัทธิการเมืองของผู้ที่นิยมในการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน ที่ตั้งอยู่บนความเสมอภาค และการใช้ทรัพย์สินส่วนกลางร่วมกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

ในหลักการเป็นสิ่งที่ดีมาก คือ “ร่วมกันทำ + แบ่งกันกิน + แบ่งกันใช้” ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีชนชั้น ไม่มีอภิสิทธิชน ทุกคนในคอมมูนตัดสินใจร่วมกันในเรื่องกฎกฎิกาการปกครองและแบ่งปันระหว่างกัน

แต่ ณ ถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีประเทศใด สามารถประสบความสำเร็จในการปฏิบัติตามลัทธินี้ เพราะระบบคอมมิวนิสต์ ท้ายที่สุดก็ต้องขึ้นอยู่กับการวางกฎกติกาตามระบอบ “ประชาธิปไตยที่เคารพเสียงคนทุกคน”

ที่ผ่านมามันล้มเหลวเพราะระบบ ”คอมมิวนิสต์” ถูกนำเสนอผ่านทาง “เผด็จการ และ/หรือกำลังทหาร” และไม่สามารถจัดการการคอรัปชั่น(ทั้งทางอำนาจและทางนโยบาย) ได้ มันจึงถูกเรียกกันในตามผู้นำ อาทิ ระบบเลนินนิสต์ ระบบสตาลินนิสต์ ระบบเหมาอิสต์ ฯลฯ ไป

ประชาธิปไตย
มาจากคำว่า “ประชา + อธิปไตย”
หมายความว่า ทุกคน มีอธิปไตยเป็นของตัวเอง

แต่ เมื่อมาร่วมอยู่ในคนกลุ่มใหญ่หรือคนหมู่มาก หรือในประเทศ จึงจำต้องเคารพกฎกติกา แม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยทั้งหมดก็ตามในวิถีระบบ “ประชาธิปไตย”

ทั้งนี้ทุกคนมีสิทธินำเสนอดำรงหรือเสนอแนวคิดในหลัก อธิปไตยของตัวเองทั้งทางตรงหรือทางผ่านตัวแทน และในขณะเดียวกันจำต้องรับฟังหรือยอมรับอธิปไตยของคนอื่นๆ ได้บ้าง ดังเช่นคำกล่าวที่ว่า “เสียงส่วนใหญ่ตัดสิน เสียงส่วนน้อยมีความหมาย”

ท้าย ที่สุด ถ้าไม่ได้ยอมรับกันด้วยเหตุผล ก็ต้องยอมรับในการลงมติ แล้วก็หาทางนำเสนอหรือดันเหตุผลที่ตัวเองคิดและเชื่อผ่านกลไกสภาหรือรัฐสภา

ขออนุญาตฉายภาพนี้ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ระบอบประชาธิปไตยยังถูกตีความและพ่วงท้ายมากมาย

อาจ จะตีความได้ว่า มันเป็นระบบที่เปิดให้คนถกเถียงมากที่สุด มีเสรีภาพในการตีความมากที่สุด (นี่พูดในแง่บวก และในฐานะของคนที่เลือกระบบประชาธิปไตย)

ประชาธิปไตยทางตรงน่าจะเป็น ประชาธิปไตยในอุดมคติมากที่สุด คือ แต่ละคนมาร่วมกันวางกฎ กฎิกา หรือเขียนกรอบรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีข้อจำกัดคือไม่คล่องตัวและทำได้ในหน่วยสังคมที่ไม่ใหญ่มากเกินไป

จริงๆ ระบบ อบต. ควรจะเป็นหน่วยสังคมที่ส่งเสริมให้สร้างกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงทั้งใน เรื่องการเลือกตั้งและการพิจารณาแผนการทำงานให้มากที่สุด – ถ้าระดับ อบต. เป็นประชาธิปไตยอย่างมากที่สุด กลไกประชาธิปไตยระดับชาติก็จะเข้มแข็งมากขึ้น

ในระดับชาติ เนื่องจากสังคมนั้นใหญ่เกินกว่าจะให้ทุกคนมาร่วมลงคะแนนได้ทุกประเด็น จึงต้องใช้ระบบผ่านตัวแทน หรือพรรคการเมืองตัวแทน “หรือประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาตัวแทนประชาชน”

ซึ่งประเด็นนี้ “เป็นหัวใจสำคัญ” การที่จะทำให้ประเทศนั้นเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรือผสมเผด็จการ ก็คือการทำให้ระบบ โปร่งใส เคารพกติกา ปราศจากคอรัปชั่น ไม่เผด็จการ เคารพในเสรีภาพ ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ฯลฯ

ณ ปัจจุบันอีกเช่นกัน แทบจะเรียกได้ว่า มีประเทศที่บอกว่าเป็นระบอบ “ประชาธิปไตย” จำนวนไม่น้อยที่มีสร้อยต่อท้าย โดยเฉพาะประเทศโลกใต้ที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนทิ้งช่วงห่างมาก (เมืองไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนห่างกันสูงมากถึง 15 เท่า)

ในประเทศเหล่านี้ สถาบันต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันทางการเมือง ใช้เล่ห์เลี่ยมระหว่างกันทุกช่องทาง เพื่อผลคะแนนเสียง ทั้งการกีดกั้น ซื้อเสียง ติดสินบน สร้างนโยบายที่ไม่เป็นจริง ตัดแข้งตัดขาคู่แข่ง หรือไม่ยอมให้มีการตั้งพรรคแนวคิดซ้าย (ผลพวงของสงครามเย็น)

รวมทั้ง การที่รัฐบาลไม่สามารถจัดการปัญหาคอรัปชั่นที่สูงในทุกสถาบันได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ประชาชนจำนวนไม่น้อยจึงเบื่อหน่าย และแสวงหารการเมืองรูปแบบอื่นๆ อาทิ การหวนหาลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราช ลัทธิคอมมิวนิสต์ ลัทธิทหาร และ/หรือลัทธิเผด็จการ เป็นต้น

ดังนั้นเราจึงดูแค่ปรากฎการณ์ทางการเมืองอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูประวัติศาสตร์ และที่มาที่ไปด้วย . .

ใน เมืองไทย พรรคการเมืองเดียวที่อยู่มาได้โดยไม่ถูกยุบจนถึงปัจจุบันคือพรรคประชาธิปัต ย์ ที่ก่อตั้ง 6 เมษายน 2489 ก่อนเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ในหลวงอานันท์ 2 เดือน

นับตั้งแต่ปี 2490 เมืองไทยปกครองด้วยพระประมุของค์เดียว (65 ปี) แต่มีนายกรัฐมนตรีถึง 27 คน (นายกที่อยู่นานเป็นจอมพลหรือพลเอกเกือบทั้งหมด ทั้งจอมพล ป. ( 9 ปี) จอมพลสฤษดิ์ (6 ปี) จอมพลถนอม (10 ปี) และพลเอกเปรม (8 ปี)

นายกที่ มาจากการเลือกตั้ง จะอยู่กันได้เพียงแค่ ต้นเทอม-กลางเทอม-และปลายเทอม นายกที่มาจากการเลือกตั้งที่อยู่ครบเทอม (ที่ไม่ใช่ทหารที่ขึ้นสู่อำนาจจากผลพวงของการปฏิวัติ) ตลอดรัชสมัย ที่ไม่ถูกรัฐประหารหรือถูกบีบให้ยุบสภาเสียก่อน เห็นจะมีเพียงสมัยทักษิณ 1 (2544-2548) เท่านั้น

ดั้งนั้นการจะดูว่าประเทศเป็น “ประชาธิปไตย” หรือไม่ ก็ต้องเริ่มด้วยการดูว่าระบบการเลือกตัวแทน และสิทธิในการเสนอตัวแทน หรือสิทธิในการจดทะเบียนพรรคเพื่อเป็นตัวแทน นั้นวางอยู่บนกรอบที่ยอมรับสิทธิของทุกคนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือ ไม่? ด้วยประการนี้และหลายเหตุผลที่กล่าวมา “ประเทศจึงไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริง”

ปัจจุบันนี้จึงต้องมี ขบวนการ “สังเกตุการณ์เลือกตั้งจากประเทศต่างๆ เข้าไปช่วยสอดส่องและดูการเลือกตั้งในประเทศที่ประชาธิปไตยมีปัญหาอยู่ เพื่อร่วมตรวจสอบและกดดันให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศนั้นโปร่งใส (ในระดับที่ยอมรับได้)

การยอมรับความคิดเห็นหรือทฤษฎีการเมืองที่แตกต่างเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

ใน ปัจจุบัน ประเทศไทยยังอยู่ในภาพความโหดร้ายของการปราบปรามประชาชนที่คิดต่าง และยังคงหวาดกลัวลัทธิการเมืองฝ่ายซ้าย ที่ถูกอัดฉีดทั้งทางความรุนแรง และการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อล้างสมองกันอย่างบ้างคลั่ง ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีแห่งช่วงสงครามเย็น (ประมาณ 2490 – 2523) และมันได้ถูกถ่ายทอดจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ สู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

รวมทั้งกฎหมายเมืองไทยก็กีดกันพรรคสังคมนิยมและพรรคที่มีแนวคิดฝ่ายซ้าย

พรรคคอมมิวนิสต์ ไม่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมาย และใครที่ฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ถือว่าทำผิดกฎหมาย (ตามที่ทราบ)

ประเด็น การถกเถียงจึงอยู่ที่ว่า จะทำให้สังคมดำรงไปด้วยกันได้อย่างสันติโดยที่ไม่จำเป็นต้องยอมรับ ไม่จำเป็นต้องรับฟัง หรือไม่จำเป็นต้องเลือกตัวแทนหรือพรรคที่มีแนวคิดที่แตกต่าง แต่ต้องยอมรับว่าแต่ละคนคิดต่างกันได้ ได้อย่างไร?

ผู้คนในสังคมทั้ง คนเมืองเทพ และคนชนบทกลางทุ่ง จะตระหนักร่วมกันได้อย่างไรว่า “คนคิดต่างไม่ใช่ศัตรู” ที่จะต้องถูกฆ่าฟันให้ตายไป และพวกเขาไม่มีสิทธิไปข่มขู่ ทำร้าย เข่นฆ่า จับกุม คุมขัง เนรเทศ คนที่ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์หรือคนที่ไม่รักในหลวง ฯลฯ”

เพราะการ ใช้ความรุนแรง คือ การกระทำของพวก “ลัทธิเหยียดคนอื่น (Racism)” และถ้ารุนแรงมากถึงขั้นปลุกระดมให้คนใช้กำลังทำร้ายกัน หรือสังหารหมู่ มันก็กลายเป็นพวก “ลัทธิคลั่งหัวรุนแรง (Fundamentalism)“ ไป และนี่ก็เป็นประเด็นที่มาของการจำเป็นที่จะต้องหาข้อโต้แย้งด้วยเหตุผลต่อ ตรรกะมั่วๆ และไร้ความรับผิดชอบ ของสลิ่มกันให้เพิ่มเติมมากขึ้น

ลองเอาคำกล่าวว่า “ล้านคนก็ล้านความคิด” มาใส่แนวคิดทฤษฎีการเมืองแบบง่ายๆ ดู . .

พวกคลั่ง

ต้องฆ่าคน 999,999 คนให้หมด เพราะฉันคิดถูกอยู่คนเดียว เรามีตัวอย่างที่เลวร้ายมากมาย ขอยกตัวอย่างแค่ 2 คน

ฮิตเลอร์ ต้องฆ่ายิวให้หมดทุกคน (ผลคือคนเสียชีวิตเพราะสงครามโลกครั้งที่สองกว่า 40 ล้านคน)
สตาลิน ต้องฆ่าพวกเจ้าและอภิสิทธิชนให้หมด (ผลคือคนเสียชีวิตเพราะลัทธิสตาลินกว่า 30 ล้านคน ทั้งถูกสังหารและอดตาย)
เผด็จการ

จะทำยังไงให้ไอ้ล้านคน มันคิดได้แต่ทำไม่ได้ และถ้ามันคิดจะทำจริง จะจัดการอย่างไร (ตั้งแต่ระดับอ่อนไปจนระดับรุนแรงที่สุด)

กษัตริย์

ถ้า ความคิดนั้นๆ ไม่อยู่ในขอบเขตที่บันทอนพระราชอำนาจ ก็ปล่อยไปก่อน อย่างน้อยมันยังทำงาน “เข้าเดือน-ออกเดือน” ให้หลวงอยู่ แต่ถ้ากระด่างกระเดื่องเมื่อไร ก็ “เอาไปตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร” หรือส่งกองทัพไปตีเมือง

ทุนนิยม

ฝ่ายไหนเป็นลูกค้าที่สำคัญกว่ากัน เราจะเลือกฝ่ายที่มีอำนาจจ่าย และเราได้กำไรมากที่สุด โดยลงทุนน้อยที่สุด

เสรีนิยม

ฉันไม่สนหรอกว่าคุณจะคิดอย่างไร อย่ามาสนว่าฉันคิดอย่างไรก็พอ

คอมมิวนิสต์

คุณก็ไปหาคอมมูนอื่นที่คิดเหมือนคุณอยู่ไป ถ้าคุณอยู่กับเราไม่ได้ หรือว่าไปสร้างคอมมูนของตัวเอง

ประชาธิปไตย

ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับคุณ แต่ผมจะปกป้องสิทธิที่จะพูดของคุณด้วยชีวิตของผม

ฯลฯ

เมื่อคุณคิดฆ่าคนทั้งโลก เพราะดำรงความถูกต้องของคุณไว้คนเดียว คุณคือพวกคลั่งหัวรุนแรงและเป็นอันตรายต่อมนุษย์คนอื่นๆ ในโลกด้วย

สลิ่มหัวรุนแรงก็จัดอยู่ในกลุ่มคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ และก็อันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ

คำเตือน

เนื่องจากเป็นการเขียนจากความเข้าใจและการวิเคราะห์ของผู้เขียนเอง ยังไม่ได้ทำการวิจัยอย่างละเอียด ขอให้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ

ที่นี่ความจริง อ.ตุ้ม อ.หวาน 2-1-2555

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=928