WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 5, 2012

เปิดใจอธิการบดี มธ. ว่าด้วยเรื่องก้านธูปและม. 112 ผมจะไล่เธอออก ถ้าศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

ที่มา Thai E-News

4 มกราคม 2554
ที่มา มติชน

สัมภาษณ์โดย พันธวิศย์ เทพจันทร์


เปิดปีใหม่ 2555 มติชนออนไลน์ สัมภาษณ์ "ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์" อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ในฐานะผู้บริหารมหาวิทยาลัยและในฐานะนักกฎหมายมหาชน ในหลายประเด็น ตั้งแต่เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จนถึงประเด็นร้อนแรง การที่มีกลุ่มนักวิชาการ-อาจารย์-แนวร่วมภาคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้มีการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112

รวมถึงประเด็นเรื่องการรับ"ก้านธูป" เข้าเรียนใน มธ. ซึ่งเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้

ทำไม มธ. ถึงรับ "ก้านธูป" ให้มาศึกษา ในขณะที่ มศก. และมก. ต่างปฎิเสธที่จะรับเธอเข้าเรียน

ไม่ เห็นมีกฎข้อบังคับใดของมหาวิทยาลัยบอกว่า นักศึกษา มธ. ต้องเคารพชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าหากมีกฎข้อนี้จริง หมายความว่า มธ. ต้องตรวจสอบว่านักศึกษาคนนี้รักชาติ รักศาสนาหรือเปล่า นับถือศาสนาไหม คำถามเหล่านี้จะเกิดทันที ไม่ใช่แต่เฉพาะก้านธูปคนเดียว ผมจึงสงสัยคนที่มาโพสต์ถามผมในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการรับก้านธูปมาเรียนที่ มธ. ว่า ทำไมถึงตั้งโจทย์กับก้านธูปคนเดียว ไม่ตั้งโจทย์นี้กับนักศึกษาอื่นเลย เพราะใน มธ. ก็มีนักศึกษาอีกมากที่ไปขึ้นเวทีชุมนุมต่างๆ ทั้งเหลืองทั้งแดง ทำไมต้องเป็นก้านธูป นี่คือคำถามของผม

ต่อมาคือสิ่งที่ก้านธูปทำผม ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ แล้วจะมาอ้างว่าก็ให้อธิการบดีไปตรวจสอบแล้วทำไมไม่ตรวจสอบ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่าอธิการบดีมีเรื่องมากมายที่ต้องทำ นักศึกษา 1 ใน 35,000 คนของมธ. ถือว่าเล็กมาก ที่สำคัญคือสิ่งที่คนพูดว่าก้านธูปโพสต์ข้อความหมิ่นประมาทนั้นเกิดขึ้นก่อน ที่เธอจะเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และสิ่งสุดท้ายคือ เราไม่ควรไล่ล่าแม่มดเพราะเราไม่รู้ว่าเขาเป็นแม่มดจริงหรือเปล่า แล้วแม้เธอจะเป็นแม่มดจริงแต่แม่มดก็สามารถอยู่ในสังคมไหนก็ได้ ตัวอย่างเรื่องแวมไพร์ ทไวไลท์ แวมไพร์ยังอยู่กับคนได้เลย"

อาจารย์มองว่านักศึกษาควรได้รับโอกาสในการศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ผม อยากยกตัวอย่างว่า ถ้าเข้าใจสังคมไทย ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 มีนักศึกษาที่รักชาติ รักประชาชนส่วนหนึ่งไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ทั้งเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ธีรยุทธ บุญมี และอีกมากมาย แต่ทุกวันนี้คนเหล่านี้คือคนชั้นยอดของประเทศ พวกเขาอาจจะหลงทิศผิดทางไปบางช่วงแต่ก็กลับมาเมื่อสังคมเปิดโอกาสให้กลับมา เมื่อเทียบก้านธูปกับนักศึกษาที่เข้าร่วมกลุ่ม พคท. เมื่อหลายปีก่อน เราในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ เป็นอธิการบดี เป็นคนมธ. ถ้าเด็กมีความรู้ ความสามารถสอบเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เธอก็ต้องได้รับการศึกษาจาก มธ. สิ่งที่เธอทำก่อนมาเข้าศึกษาใน มธ. เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครแจ้งความจับ มีเพียงแต่บอกทำผิดกฎหมาย ซึ่งกฎ ข้อบังคับของ มธ. ระบุชัดว่า หากนักศึกษาผู้ใดต้องโทษหรือมีคำพิพากษาที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ทำผิดลหุโทษ หรือทำความผิดโดยประมาท ถือว่าผิดร้ายแรงถึงมีคำสั่งให้ไล่ออก ดังนั้นผมจะไล่ก้านธูปได้ก็ต่อเมื่อมีคำพิพากษาที่สุดให้จำคุก ต่อให้ถูกแจ้งความวันนี้ผมก็ไล่เขาออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมขอร้องว่าอย่าไล่คนให้ไปจนตรอก ผมคิดว่าคนแต่ละคนก็มีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ที่ผมคิดก็คือก้านธูปเป็นเด็กที่มีความคิดหัวรุนแรง


ถ้าอาจารย์มองว่า ก้านธูปมีแนวคิดที่รุนแรงทางคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์หรือทางมหาวิทยาลัยเอง จะทำอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้

วัน ที่เธอเข้ามามธ. คณะสังคมสงเคราะห์ฯ ก็รู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ทางคณะสังคมสงเคราะห์ฯ เองก็สอบสัมภาษณ์เธอถึงสองครั้ง นอกจากนี้คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ฯ ก็นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมคณบดีทุกคณะพร้อมกับก้านธูปด้วย วันที่ประชุมก็ไม่มีคณบดีคนใดรู้ว่า ก้านธูปกำลังถูกกล่าวหาจากสังคมออนไลน์ว่าโพสต์ข้อความหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มีแต่คนรู้ว่าเธอขึ้นเวทีเสื้อแดง ผมขอเรียนว่าถ้าหากอยากให้ผมลงโทษเธอก็ต้องเอาข้อเท็จจริงตามที่เธอถูกกล่าว หามาให้ผม จะได้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย แล้วคนที่ร้องขอให้มีการสอบสวนเธอทางวินัยจะต้องรับผิดชอบด้วยถ้าเธอไม่ผิด จริงตามข้อกล่าวหานั้น มีแต่คนกดดันอธิการบดี มธ. ให้ลงโทษ คนกดดันไม่ต้องรับผิดชอบอะไรแต่อธิการบดีต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้ ประเด็นไม่ใช่ว่าผมกลัวถูกฟ้องเลยไม่กล้าจัดการในสิ่งที่ควรกระทำ แต่ผมคิดในเชิงให้โอกาสคน เด็กอายุ 18-19 อย่างก้านธูปอาจจะได้รับข้อมูลชุดหนึ่งมา เธอก็คิดไปอย่างที่สื่อเหล่านั้นบอก ถ้าใช้เหตุผลเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างในการไล่เธอออก จาก มธ. แบบนี้คงต้องไล่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนออกจากสภาเพราะไปแสดงความเห็น ทางการเมืองบนเวทีเสื้อแดง ผมบอกเลยนะว่านักศึกษา มธ. ส่วนใหญ่ไม่ใช่เสื้อแดง ก้านธูปมาเรียนหนังสือก็ต้องเจอเพื่อน เจอการกดดันจากหลายสิ่งหลายอย่าง มีคนบอกว่าวันรับเพื่อนใหม่เธอไม่ยืนตอนเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่สุดท้ายแล้วเธอก็ต้องยืน ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จริงเป็นแบบที่นักศึกษาคนอื่นเล่ามาไหม แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงทำไมก้านธูปต้องลุก เขาอยากนั่งก็นั่งได้

ย้อน ไปว่าทำไมต้องมีการประชุมคณบดี ทั้งมหาวิทยาลัยเกี่ยวกับการรับก้านธูปเข้ามาเรียนใน มธ. กรณีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจึงสำคัญขนาดที่ต้องเรียก ประชุมใหญ่

เนื่องจากมีคนร้องเรียนมาทั้งคนในและคนนอกมหาวิทยาลัย เราก็ต้องเคลียร์ประเด็นนี้ให้ชัดเจน

อธิการบดี มธ. ไม่กลัวถูกกล่าวหาหรือ ในการรับก้านธูปเข้ามาเรียนใน มธ.

ไม่ กลัวครับ จะกลัวอะไร เพราะถ้าผมจะจัดการก็คงต้องจัดการกับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล วรเจตน์ ภาคีรัตน์หรือปิยบุตร แสงกนกกุล ต้องจัดการไม่รู้กี่คนเพียงเพราะพวกเขาใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ของเขาที่แตกต่างกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่กรณีก้านธูปหรือคนที่มีความเห็นต่างทางการเมืองคนอื่น ๆ แม้แต่นักศึกษา มธ. นาย ก. ไปฆ่านาย ข. ตาย แต่ศาลยังพิพากษาอยู่เขาก็ต้องได้เรียนหนังสือในมธ. ต่อไปจนกว่าจะถูกตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา"

มี กรณีที่ก้านธูปซึ่งขณะนี้เป็น นักศึกษา มธ. ถูกสังคมออนไลน์นำข้อมูลส่วนตัวมาเปิดเผยในที่สาธารณะชน สื่ิอสำนักหนึ่งลงบทความเกี่ยวกับก้านธูปในกรณีเรื่องการตั้งคำถามกับ มธ. ที่รับเธอเข้ามาศึกษา ในฐานะที่เป็นอธิการบดี มธ. จะออกหนังสือมาชี้แจงหรือตอบโต้สื่อดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร

ไม่ ครับ อธิการบดีไม่ว่างขนาดนั้น น้ำท่วมเสียหาย 2,800 ล้านบาท ผมมีเรื่องใหญ่ที่ต้องคิดเยอะ มีเรื่องที่ต้องคิดว่าจะทำยังไงให้อาจารย์ มธ. ทำวิจัย เพื่อให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกให้ได้ เรื่องก้านธูปนี้คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ฯ รับเรื่องและเป็นที่ปรึกษาให้เธอด้วย ปกติคณบดีไม่รับเป็นที่ปรึกษาให้แก่นักศึกษาหรอก เรื่องนี้มีคนดูแลเยอะครับ มีคนจับจ้องก้านธูปเยอะไม่ต้องห่วงอะไร ผมขอย้ำว่าถ้าก้านธูปทำอะไรผิดในมธ. ผมก็ต้องจัดการ ซึ่งผมเองก็ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของก้านธูปตามข้อกล่าวหา เพราะฉะนั้นอย่าบอกว่าผมช่วยเหลือก้านธูปเพราะผมเป็นพวกเดียวกับก้านธูป เรื่องก้านธูปผมก็สนใจเลยเอาเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณบดีซึ่งในที่ ประชุมก็มีการพูดคุยกันว่าจะรับหรือไม่ คณบดีส่วนใหญ่ก็หนุนว่าควรรับทั้งนั้น"


การรับก้านธูปเข้ามาเรียนใน มธ.เพื่อลดกระแสต่อต้านจากคนที่เห็นต่างกับอาจารย์ในเรื่องความคิดทางการเมืองหรือไม่

ไม่ เคยคิดเลย เรารับก้านธูปเพราะเธอสอบได้ก็ต้องได้เรียน ซึ่งถ้าทำแบบนั้นเพื่อให้รัฐบาลเสื้อแดงพอใจมธ. ผมคงต้องรับเด็กเสื้อแดงมาอีกสักร้อยคนซึ่งผมไม่ทำแบบนั้นหรอก ในทางกลับก็เช่นเดียวกันเพราะธรรมศาสตร์ไม่ได้แยกคนที่สีเสื้อ แต่เราแยกคนด้วยความรู้ความสามารถ ด้วยตัวตนของเด็กคนนั้นเอง ไม่ว่าคุณจะเสื้อสีใดพอเข้ามาคุณคือธรรมศาสตร์ ถึงคุณเป็นสีแดงคุณก็ต้องเคารพว่ามีสีอื่นในสังคมไทยและสังคมธรรมศาสตร์ด้วย คุณเป็นสีเหลืองก็ต้องเคารพว่ามีสีแดง ก็ต้องปรับตัวอยู่ในสังคมไทยให้ได้ ธรรมศาสตร์พยายามจะทำให้สังคมภายนอกเห็นว่าเป็นสังคมที่ดีที่แม้จะคนละสี เสื้อก็อยู่ร่วมกันได้ เราไม่ควรไล่ล่าแม่มดกัน"


การ ที่ให้คณบดีเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา การยื่นวาระเรื่องก้านธูปในที่ประชุมคณบดีทุกคณะใน มธ. เป็นการสะท้อนว่า ความคิดเห็นที่แตกต่างทางการเมืองเป็นปัญหาของสังคม มธ. หรือไม่

ผม เรียนว่ามีคนมาชมผมในเฟซบุ๊กจำนวนมากว่าอธิการบดีมีพฤติกรรมที่น่า ยกย่องเรื่องเดียวก็คือ การรับก้านธูปมาศึกษาใน มธ. ในฐานะอธิการบดีมธ. เราวางตัวว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงจะด่าผมไม่สนใจเพราะผมยังยึดหลักการของ ธรรมศาสตร์ว่าธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ธรรมศาสตร์สอนให้คนรักประชาชน ธรรมศาสตร์สามารถพูดอะไรก็ได้แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ไม่ใช่แค่ก้านธูป นิติราษฎร์เองผมก็เคยไปเตือนตอนที่จัดงานแถลงข่าวต่าง ๆ ของกลุ่มนี้ จัดได้งานเสวนาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหามาตรา 112 แต่เมื่อไรที่จัดแล้วไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นผมต้องจัดการ ผมต้องมีมาตรการผม ผมให้คนมาใช้เวทีของมธ. เพื่อด่าหรือละเมิดสิทธิคนอื่นไม่ได้ อันนี้เป็นหลักการที่สำคัญของธรรมศาสตร์


อาจารย์มองกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างไร มีปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายข้อนี้เหมือนคนในสังคมอีกกลุ่มอีกกำลังตะโกนบอกหรือไม่

มาตรา 112 คือเรื่องดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ รัชทายาท ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีมานานในสังคมไทยอย่างน้อยก็ปรากฎหลักฐานในสมัย รัตนโกสินทร์ และไม่ใช่มีเฉพาะสังคมไทยเท่านั้นในต่างประเทศก็มี มาตรานี้เป็นมาตราคุ้มครองประมุขของประเทศไม่ว่าประมุขนั้นจะเป็นกษัตริย์ ประธานาธิบดี หรือรูปแบบใดก็ตาม ทุกประเทศมีกฎหมายอาญามาตรานี้เพราะการดูหมิ่น หมิ่นประมาทประมุขของประเทศก็เหมือนไปหมิ่นประมาทคนอื่นๆ ทั่วไป

สำหรับ มาตรา 112 นั้นมีปัญหามาตลอดในสายตาของนักวิชาการ ไม่ได้มีปัญหาที่ตัวบทมาตรา แต่มีปัญหาที่การตีความกฎหมาย การบังคับใช้ซึ่งคนที่บังคับใช้ก็คือตำรวจ ศาล ในหลักทางกฎหมายอาญาความผิดดูที่เจตนา ถ้าไม่มีเจตนาไม่ต้องรับผิด โดยโครงสร้างของกฎหมายไทยเกี่ยวกับคดีดูหมิ่น หมิ่นประมาทแบ่งออกเป็นสามกลุ่มคือ

1. ดูหมิ่นซึ่งหน้าโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน 2. หมิ่นประมาท โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี โดยศาลจะดูจากเจตนา ซึ่งสำหรับพระมหากษัตริย์ตามมาตรา 112 คือ 3-15 ปี ที่ผ่านมาการพิจารณาของศาลและแนวของการบังคับคดีต่างๆ ของศาลไปในทิศทางที่ไม่เอาเจตนามาดู

นี่คือปัญหาใหญ่ของมาตรา 112 ซึ่งเป็นปัญหาทางการบังคับใช้ ในทางกฎหมายนักกฎหมายพูดกันว่า มีบุคคลโดนมาตรา 112 หลายคดีที่ไม่ควรถูกรับโทษเพราะศาลไม่เอาเจตนามาจับในบางกรณี เช่น สนธิ ลิ้มทองกุลเอาคำพูดของดา ตอร์ปิโดมาพูดบนเวทีเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์นั้นถือว่าไม่มีเจตนาจะดู หมิ่น ไม่ควรถูกรับโทษ หากมีคนแจ้งความจับสนธิและตำรวจตีความอย่างที่ผมบอก เขาก็ไม่รับแจ้งความ อัยการต้องไม่ฟ้องศาล ศาลต้องไม่ตัดสินให้สนธิต้องรับผิดชอบเพราะเป็นการกระทำที่ขาดเจตนา รวมถึงกลุ่มคนต่างๆ นานาที่วิพากษ์วิจารณ์เพื่อปกป้องสถาบันเหล่านี้ไม่ควรถูกรับโทษตามมาตรา 112 แต่หากบอกว่าพูดอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าพูดถือว่าหมิ่นประมาทหมด ก็แสดงว่าศาลไม่ได้ใช้เจตนามาใช้บังคับคดีกฎหมายอาญาเพราะหลักการสำคัญของ กฎหมายอาญาต้องดูเจตนาเสมอ

อีกเรื่องที่เป็นปัญหาสำหรับกฎหมาย อาญามาตรานี้คือ โทษ โดยกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป ถ้าเป็นหมิ่นซึ่งหน้า ลงโทษจำเลยไม่เกินหกเดือน หากเป็นนาย ก ดูหมิ่น นาย ข หรือเจ้าพนักงานไม่เกินหนึ่งปี ถ้าเทียบกับบทลงโทษของกฎหมายอาญามาตรา 112 สำหรับผมบทลงโทษของมาตรานี้ โทษมันหนักเกินไป"

"นิธิ เอียวศรีวงศ์" เขียนไว้ในบทความว่า กฎหมายอาญามาตรานี้มุ่งผลประโยชน์ต่อประมุขของรัฐ ในแง่ที่กระทบถึงความมั่นคงของรัฐแล้วอาจส่งผลให้เกิดการกบฎในราชอาณาจักร แต่จำเลยที่ถูกพิพากษาตามมาตรานี้ส่วนใหญ่ไม่ได้มีพลังมากพอที่จะสามารถพูด หรือเขียนอะไรที่ถึงขั้นกระทบประมุขแห่งรัฐจนอาจทำให้เกิดการกบฎในราช อาณาจักรได้ อาจารย์มองแนวคิดของ "นิธิ เอียวศรีวงศ์" อย่างไร

ไม่ ครับ นิธิอาจจะตีความกฎหมายกว้าง แต่เวลาเราดูว่ากฎหมายมุ่งประสงค์สิ่งใดบ้าง พุ่งไปที่อนาคต แต่กฎหมายมาตรา 112 ที่เขียนแบบนี้จากอดีตจนถึงปัจจุบันเขาหมายความถึงตัวบุคคล ไม่ได้หมายถึงในแง่ของพระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงตัวบุคคลที่เป็นพระมหากษัตริย์ด้วย กฎหมายนี้ก็เหมือนกับกฎหมายหมิ่นประมาททั่วไป อย่างถ้ามีคนมาด่าผมก็เหมือนกับด่านายสมคิดด้วย ด่าอธิการบดี มธ. ด้วย ดังนั้นประเด็นสำคัญของปัญหาอาญามาตรานี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทแต่อยู่ที่การ ตีความในการบังคับใช้กฎหมายเพราะตีความกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยที่ไม่ได้เอาเจตนาเป็นที่ตั้ง"

กลุ่ม อาจารย์-นักวิชาการของชาญวิทย์ เกษตรศิริ" ก็ออกมาบอกว่า ควรจะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการฟ้องร้องกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอาจเป็นตัวแทนจากภาคประชาชน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือววุฒิสภา อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

ทำไม่ได้ ในทางกฎหมายไม่มีการให้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองก่อนการฟ้องร้องใด ๆ มีแต่ ตำรวจ อัยการ ศาล เท่านั้นที่มีอำนาจดังกล่าว"

แล้ว ข้อเสนอของ คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มอบแผนการแก้ไขปัญหากฎหมายอาญามาตรา 112 กับรัฐบาล ด้วยการให้ราชเลขาธิการเป็นคนดำเนินการฟ้องตามกฎหมายดังกล่าว อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

ยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย เพราะในสำนักราชวังไม่ควรยุ่งเกี่ยวในกระบวนการ ยุติธรรม การให้ราชเลขาธิการหรือสำนักราชวังเป็นผู้ฟ้องร้องเสียเองยิ่งทำให้สถาบัน กษัตริย์เกี่ยวข้องกับการเมือง เรื่องนี้เป็นเรื่องรัฐ เป็นประมุขของรัฐ เช่นการที่ให้สำนักราชวังมาเป็นผู้ฟ้องเอง อาจจะเกิดการตั้งคำถามจากสังคมว่า ทำไมสำนักราชวังจึงฟ้องคนนี้ ไม่ฟ้องคนนั้น ทำไมไปฟ้องราษฎร ผมมองว่าไม่ควรให้ราชเลขาธิการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้อง

โดยส่วน ตัวผมไม่ได้ครุ่นคิดว่า จะแก้ไขกฎหมายอาญามาตรานี้อย่างไรเพราะผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับกฎหมาย อาญา คนที่จะนำประเด็นนี้ไปปรับแก้ไขอาจจะเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆ หรือแม้แต่ที่นิติราษฎร์ทำอยู่ สำคัญก็คือ กลุ่มคนที่เรียกร้องหรือเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวจะต้องตอบ สังคมให้ได้ว่า แก้ไปทำไม แก้ไขแล้วจะได้อะไรแก่สังคม ต้องตอบโจทย์ว่า ทำไมโทษหมิ่นประมาทสมเด็จพระราชินีและองค์รัชทายาทโทษจะต้องเท่ากับบุคคล ธรรมดาคือไม่เกินหนึ่งปีด้วย"

กฎหมายอาญามาตรา 112 ก็เหมือนกับกฎหมายทั่วไปสามารถแก้ไขหรือคุยกันในวงเสวนาทางวิชาการต่าง ๆ ได้อยู่แล้ว "คนที่เสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ใช่คนหมิ่นพระมหากษัตริย์ สังคมคงไม่บอกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปันยารชุนหมิ่นพระมหากษัตริย์" คนที่อยากให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวหวังดีต่อพระมหากษัตริย์ก็มีตั้ง เยอะ เรื่องกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเรื่องที่คนพูดเรื่องเดียวกันแต่คิดไม่เหมือนกัน คนที่อยากแก้ไขกฎหมายมาตรานี้จะต้องหาเหตุผลมาอธิบายสังคมให้ชัดเจนให้ได้ ว่า ทำไมจึงต้องแก้ ส่วนตัวแล้วไม่ได้คิดว่าจะเป็นคนนำในการแก้ไขกฎหมายนี้เพราะเป็นนักกฎหมาย มหาชนไม่ใช่นักกฎหมายอาญา อีกทั้งการเป็นอธิการบดี มธ. ก็มีเรื่องให้คิด แก้ปัญหาอยู่อีกมากมาย

0 0 0 0 0

Wednesday, January 4, 2012

ปีนี้เสื้อแดงเปิดสงครามรุกครั้งแรกในรอบ 5 ปี ศัตรูขาดฐานประชาชน อ่อนแอกว่าที่คิด

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


หากความขัดแย้งของการเมืองไทยห้าปีที่ผ่านมา เป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่รบกันกว่า 5 ปีเหมือนกัน ฝ่ายเสื้อแดง ก็เหมือนกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สองที่ครึ่งแรกของสงคราม โดนพวกอักษะไล่โจมตีแตกกระเจิง รวมพลไม่ติด รุกไล่เสียเมืองไปมากมาย แต่ก็สามารถอดทนตั้งรับ จนสามารถยันข้าศึกไว้ได้ ไม่ถึงกับย่อยยับ และในปี 2552-2553 สภาพสงครามอยู่ในขั้นยันกัน แม้เสื้อแดงจะถูกไล่ฆ่าอย่างอำมหิตที่สุดที่ราชประสงค์ แต่มันก็เหมือนกับเป็นคานงัด สร้างแรงเหวี่ยงทางการเมือง เรียกคะแนนสงสารและความเห็นใจมาจากทุกภาคส่วนทั่วประเทศและทั่วโลก เกิดการรวมพลังที่เหนียวแน่นมากกกว่าเดิม ตีโต้กลับจนฝ่ายอำมาตยาธิปไตย แตกพ่ายเสียเมืองให้กับฝ่ายเสื้อแดง

ก็เหมือนกับสงครามโลกครั้งที่ สอง ฝ่ายอักษะนั้นมีทรัพยากรจำกัด เยอรมันนี แม้มีกองทัพใหญ่โต เข็มแข็ง แต่ทรัพยากรมีจำกัด การรบต้องเอาชนะในรอบเดียว หากรบยืดเยื้อก็เจอ "แรงเสียดทาน (Attrition) ของสงคราม ทำให้พ่ายแพ้ในที่สุด เนื่องจากกำลังคน ทรัพยากรมีจำกัด เสียหายแล้วหาทดแทนไม่ได้ ยิ่งรบแตกหัก ก็เสียกำลังพลมาก หามาทดแทนไม่ได้ หากไม่ชนะ ฝ่ายสัมพันธมิตรรวมพล รวมทรัพยากรได้ ตีโต้ ก็ปิดฉาก แพ้ราบคาม ถอยร่นทุกแนวรบ ฮิตเลอร์ต้องฆ่าตัวตาย มุสโสลินีโดนยิงเอาไปแขวนคอ อย่างที่เห็นในประวัติศาสตร์

ฝ่ายอำมา ตยาธิปไตยของไทยก็เช่นกัน มีกำลังยิ่งใหญ่ ใหญ่โต จนมองไม่เห็นจุดอ่อนของตนเหมือนกับฮิตเลอร์ รุกรบด้วยความย่ามใจ ไม่สนใจ "จริยธรรม คุณธรรม ความเป็นธรรม" ใดๆ ทั้งสิ้น มุ่งแต่จะเอาชนะด้วยวิธีการที่ชั่วร้าย สุดท้าย ไม่อาจปราบฝ่ายทักษิณให้ราบคาบได้ อำมาตย์มี "ทรัพยากรทางการเมือง" (หมายถึงแรงสนับสนุนของประชาชน) จำกัด เมื่อรุกรบเอาชนะเด็ดขาดไม่ได้ ศรัทธาของคนถดถอย เหลือแต่ทหาร กับตุลาการ และชนชั้นสูง แต่เสียทรัพยากร คือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไป ขาดแรงสนับสนุนจากคนส่วนใหญ่ รบต่อไปในระยะยาว ก็พ่ายแพ้ในที่สุด

ปีนี้จะเป็นปีแรกที่เสื้อแดง ออกรบ โดยเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่ฝ่ายตั้งรับ เหมือนห้าปีที่ผ่านมา การสะสมกำลัง ความเข็มแข็ง ผ่านการต่อสู้ด้วยเลือดและน้ำตา มากว่าห้าปี หวังว่าคงสร้างประสบการณ์ให้กับคนเสื้อแดง ในการรุกที่ทรงพลัง

แนวรบมีหลายด้าน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคประชาชนเสื้อแดง สื่อ และนักวิชาการ
ปีนี้เสื้อแดงมีความเข็มแข็งทั้งกำลังคน และอุดมการณ์

มี แรงเสียดทาน ที่เป็นจุดด้อยอยู่อย่างเดียว "คือพวกอนุรักษ์นิยม" ในพรรคเพื่อไทย ที่คอยแต่จะฉุดรั้ง เหนี่ยวรั้ง และหาทางคุกเข่าขอประนีประนอมกับอำมาตย์ การฉุดรั้งคนส่วนใหญ่ ของพวกอนุรักษ์นิยมในพรรคเพื่อไทย (เฉลิม + เสนาะ และพวกชอบกราบ) มีแต่จะทำให้การรบทั้งมวล การเอาชนะศึก อ่อนแอลง

สงครามหากไม่เผด็จ ศึก มีแต่จะสร้างความโหดร้ายต่อประชาชน เพราะการรบที่ไม่จบสิ้น สันติภาพจะไม่คืนมา ภาวะสงครามเย็นที่บั่นทอนความเข็มแข็งของสังคมไม่จบสิ้น ก็จะดำรงอยู่เป็นการทำลายประเทศชาติและสังคมในที่สุด

แม่ทัพที่ ลังเล ในการเอาชนะศึก คือ แม้ทัพที่โหดร้าย ต่อไพร่พลฝ่ายเดียวกันเอง สงครามที่ยืดเยื้อมีแต่การทำลายทุกฝ่าย แม่ทัพที่ใจอ่อน มีแต่จะสังหารพวกเดียวกันเองในบั่นปลาย เพราะถึงอย่างไร "คุณธรรมของสงคราม" คือการเอาชนะศึก หากไม่ชนะศึก สงครามก็ไม่จบสิ้น สงครามที่ยังรบกันต่อ คร่าทั้งชีวิต ทรัพยากร คุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้คน

หวังว่าปี 2555 พรรคเพื่อไทย ทักษิณ และคนเสื้อแดง จะสามารถตัดสินใจ กำหนดยุทธศาสตร์ที่จะจบสงครามความขัดแย้งนี้ได้อย่างถูกต้อง

อำนาจ ของอำมาตย์มาจากกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กลไกอำมาตย์ในสถาบันต่างๆ กฎหมายสามารถแก้ไข ยกเลิกได้โดยรัฐสภา รัฐสภามาจากประชาชน คนเสื้อแดงกุมเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเอาไว้ ย่อมสามารถแก้ไขยกเลิกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมได้

ยุทธศาสตร์ก็เห็นๆ อยู่ ไม่จำเป็นต้องโง่เขลา ไปกลัวซากศพของขงเบ้งที่ทำเป็นนั่งรถม้า จนสะดุ้งผวาแบบสุมาอี้ จนเสียโอกาสเผด็จศึก จบสงครามไป

ไม่ด้านคิดไม่ได้! กทม.เสนอออกมติล้างผิด "รถดับเพลิง"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon


กทม.ชงข้อเสนอหารืออนุญาโตตุลาการ กรณีรถ –เรือดับเพลิง เข้า ครม.
ตกลง “สไตเออร์ฯ” คิดราคาใหม่ และ กทม.จัดซื้อตามจำเป็น ได้ลดราคาเบื้องต้น 600 ล้าน
แถมค่ารักษาสภาพ 63 ล้าน ด้านสลค. โบ้ยกทม. ต้องแก้ปัญหาเอง



รถดับเพลิงกรุงเทพฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.) วันที่ 4 ม.ค.นี้
กระทรวงมหาดไทย โดยกรุงเทพมหานคร ( กทม. ) จะเสนอ ครม.พิจารณา
ให้ความเห็นชอบในหลักการเจรจาทำความตกลง
ระหว่าง กทม.กับบริษัท บริษัท สไตเออร์ เดมเลอร์ ฯ จำกัด
ผู้ขายรถและเรือดับเพลิงรวมทั้งอุปกรณ์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ซึ่งขณะนี้ เรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินคดีในกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย โดย กทม.ได้เจรจากับฝ่ายบริษัทผู้ขาย
และได้ข้อสรุปคือ
1. กทม.เสนอให้บริษัทผู้ขายยอมรับว่าข้อตกลงซื้อขายไม่มีผลผูกพันมาแต่แรก
ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ดังนั้น เงินที่บริษัทผู้ขายได้รับ ต้องคืนให้ กทม.และรัฐบาล
โดยผลการเจรจา บริษัทผู้ขายยอมรับว่า ข้อตกลงซื้อขายไม่มีผลผูกพันมาแต่แรก
เงินที่บริษัทผู้ขายได้รับ จะคืนให้ กทม. และรัฐบาล
และบริษัทผู้ขายยอมรับว่าของที่ส่งมาทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทผู้ขาย
แต่สำหรับภาระในเรื่องค่าภาษีอากรนำเข้าสินค้า บริษัทผู้ขายเห็นว่า
ทั้งโดยข้อกฎหมายและข้อสัญญา ภาระดังกล่าวนี้เป็นความรับผิดชอบของ กทม.

2.กทม.เสนอให้คณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนการพิจารณา
เพื่อหาข้อยุติเรื่องราคาของยานพาหนะดับเพลิงและอุปกรณ์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ โดยรับฟังความเห็นของผู้เชี่ยวชาญอิสระเป็นผู้ประเมินราคา
ให้ กทม.มีสิทธินำสืบหรือเสนอความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และพยานหลักฐานอื่น
ที่เกี่ยวข้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการด้วย บริษัทผู้ขายยอมรับข้อเสนอนี้

3. กทม.เสนอว่า กทม.จะซื้อสิ่งของตามความจำเป็นที่แท้จริง
ที่ต้องใช้ในราชการโดยยึดถือตามราคาที่ได้มีการพิจารณาเป็นที่ยุติ
โดยคณะอนุญาโตตุลาการตามข้อ 2
และการจัดซื้อต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องของราชการไทย
โดยบริษัทผู้ขายยอมรับที่ กทม.จะซื้อสิ่งของตามความจำเป็นที่แท้จริง
ที่ต้องใช้ในราชการ แต่มีเงื่อนไขว่าบริษัทจะปรับลดราคาสินค้าให้เป็นตามราคาขั้นต่ำ
ตามการประเมินของผู้ประเมินราคาอิสระที่จะนำเสนอต่อคณะอนุญาโตตุลาการ
ซึ่งเทียบได้เป็นประมาณร้อยละ 10 ของราคาสินค้าตามข้อตกลงซื้อขาย
ซึ่งจะเท่ากับเป็นราคาที่ลดลงประมาณ 668,479,900 บาท
และผู้ขายจะจ่ายเงินช่วยค่าซ่อมและปรับสภาพสินค้าให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี
เสมือนเป็นของใหม่อีกเป็นเงินจำนวนไม่เกิน 1.528 ล้านยูโร หรือ 63,049,100 บาท


http://www.go6tv.com/2012/01/blog-post_03.html

ห้าปีแห่งความอัปยศของกระบวนการยุติธรรมไทย

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

กระบวน การยุติธรรมชั้นสูงของไทยนั้น ปัจจุบันคือปัญหาใหญ่ที่สุดที่ขัดขวางการพัฒนาประเทศให้เป็นอารยะ ทุกวันนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากทั่วโลก ตั้งแต่สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ องค์การนิรโทษกรรมสากล ฯลฯ ส่วนภายในประเทศเองคำพูดที่ว่า “สองมาตรฐาน” นั้น ชัดเจนว่าหมายถึงขบวนการพิจารณาพิพากษาคดี

เพราะ รัฐธรรมนูญ 2550 ทำให้อำนาจตุลาการกลายเป็นอภิมหาอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยอื่น ทั้งที่ไม่ได้มีที่มาจากกระบวนการประชาธิปไตยเลยสักคนเดียว รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดให้ผู้คนจากอำนาจตุลาการเดินพาเหรดเข้ามาควบคุมองค์กรอิสระกันเป็นแถว ชี้เป็นชี้ตายฝ่ายอื่นได้ สุมหัวกันอยู่ทั้งใน กกต. ปปช. ปปง. ฯลฯ รวมทั้งหน่วยงานที่ควรจะเป็นศุนย์กลางเพื่อแก้ข้อขัดแย้งระหว่างอำนาจ อธิปไตยทั้งสามอย่างเช่นศาลรัฐธรรมนูญ ก็กลับเต็มไปด้วยคนจากอำนาจตุลาการทั้งสิ้น แทนที่จะมาจากสายอื่น ๆ เช่นผู้มีอาวุโสทางการเมือง นักรัฐศาสตร์ ฯลฯ ในสัดส่วนที่พอเหมาะจนคานอำนาจระหว่างกันได้

เมื่อนานาชาติปฏิเสธ กระบวนการยุติธรรมไทยอย่างเปิดเผยและวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วโลกแบบนี้ คือจุดเริ่มต้นของความพินาศฉิบหายของประเทศที่ชัดเจน เพราะถ้าโลกมองว่า เมืองไทยนั้นกฎหมายป่าเถื่อน ตุลาการไม่อำนวยความยุติธรรมที่สมควร ไม่มีสำนึกในหน้าที่และเกียรติยศแห่งตน จนแม้แต่คนไทยจำนวนมากถึงกับเรียกร้องศาลอาญาระหว่างประเทศกันแล้ว เกียรติภูมิอำนาจตุลาการไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็นที่พึ่งสุดท้ายของสังคม ก็จมดินลงไปแล้ว ทั้งหมดนี้มาจากการกระทำของพวกผู้นำบ้าอำนาจไม่กี่คนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หรือจะรอให้นานาชาติขอทำสนธิสัญญาเพื่อตั้งศาลกงสุลขึ้นใหม่ในประเทศ ถึงจะยอมเลิกหูหนวกตาบอดกัน


คอยดูคดีฆ่าหมู่ประชาชน 91 ศพและคดี สส.พรรคประชาธิปัตย์ตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตายกันให้ดี เราจะได้เห็นพวกนักกฎหมายสถุลพวกนี้หาทางแก้ปัญหาให้พวกมันเองอย่างไร มีความพยายามของ ปปช.โดยนายวิชา มหาคุณ อดีตผู้พิพากษา และอดีตคณะกรรมการส้นตีน (คสต. นะ ไม่ใช่ คตส.) ที่รีบเร่งเข้ามาขอเอี่ยวคดี91 ศพ แล้ว เรื่องหน้าด้าน ๆ แบบที่ กกต.ทำในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์คงจะตามมาอีกอย่างแน่นอน


ถึง เวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญได้แล้ว เอาพวกตุลาการออกไปทำหน้าที่ในศาลอย่างเดียว กำหนดให้เป็นศาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ผู้พิพากษาต้องได้รับการรับรองจากอำนาจอธิปไตยอื่นด้วย ไม่ใช่อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ คนพวกนี้จะได้มีสำนึกต่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศกันบ้าง


Re:

โดย ลูกชาวนาไทย


สรุปคือต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ระบบตุลาการ ยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่ทำตัวรับใช้อำนาจของชนชั้นนำอีกกลุ่มหนึ่ง หรือทำตัวเป็น ผู้ปกป้องระบอบอำมาตยาธิปไตยเสียเอง เหมือนที่ผ่านมา

นักปรัชญาชายขอบ: ยิ่งกว่า ม.112

ที่มา ประชาไท

มีเรื่องที่ผมพบเห็นในวันนี้แล้วรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก ทำให้ผมอดที่จะเขียนอะไรออกมาไม่ได้ เรื่องแรก ช่วงเช้าผมได้เห็นสเตตัสในเฟซบุ๊คของอดีตนักศึกษาที่ผมเคยสอน มีลิงค์ภาพของอาจารย์ปิยบุตร แสงกนกกุล จาก นสพ.ไทยโพสต์ และมีข้อความที่เขาพิมพ์ด่าแรงมาก และเมื่อดูความเห็นอื่นๆ ก็ล้วนแต่เข้ามารุมด่า บางความเห็นถึงกับเรียกร้องให้มีการทำร้าย อ.ปิยบุตร เลยด้วยซ้ำ

อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องที่นักศึกษาชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นามแฝง “ก้านธูป” ถูกตำรวจออกหมายเรียกในความผิดตาม ม.112 ผมทราบมาว่าเรื่องที่ถูกแจ้งความเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปี 2553 ซึ่งเธอเองก็ได้รับผลกระทบมามากแล้วจากการที่มหาวิทยาลัยสองแห่งปฏิเสธที่จะ รับเข้าเป็นนักศึกษา ล่าสุดช่วงส่งท้ายปีเก่า ASTV ผู้จัดการก็นำเรื่องราวและข้อมูลส่วนตัวของเธอมาตีแผ่ประจานโดยเปิดเผยชื่อ จริง และแสดงความเห็นเชิงตำหนิที่ธรรมศาสตร์รับเธอเป็นนักศึกษา

ผมกำลังพูดถึง “อันตราย” หรือ “สิ่งที่น่ากลัว” กว่า ม.112

เพราะลำพัง ม.112 หากผู้แจ้งความและระบบยุติธรรมใช้ดุลยพินิจดำเนินการตรงไปตรงมาตาม “ความหมาย” จริงๆ ของคำว่า “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย” ก็ยังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเกินไปนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบรรยากาศของการล่าแม่มดและระบบยุติธรรมเวลานี้คือ เราไม่สามารถจะเห็นการ “แยกแยะ” อย่างชัดเจนว่า อะไรคือหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย อะไรคือการแสดงอารมณ์ความรู้สึก หรือ “เกรียน” แบบเด็กๆ อะไรคือการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ

เมื่อใครมาแจ้งความ ตำรวจก็ไม่กล้าปฏิเสธที่จะดำเนินการต่อ เมื่อส่งเรื่องไปยังอัยการ เขาก็ต้องส่งต่อให้ศาล เพราะเขาเองก็ไม่อยากรับผิดชอบเรื่องที่ถือกันว่า “ละเอียดอ่อน” แบบนี้ และเมื่อถึงชั้นศาลก็ยากที่ “เหยื่อ” จะรอด (กรณี “อากง” ด้วยการพิสูจน์โดย “ไม่สิ้นสงสัย” หลายคนคิดว่าแกน่าจะรอด แต่แกก็ไม่รอด แถมยังโดนหนักอย่างเหลือเชื่อ)

ดูเหมือนว่าพอมันเปิดโอกาสให้ “ใครๆ” ก็ไปแจ้งความเอาผิดได้ คนที่ไม่ชอบความคิดความเห็น หรือมีจุดยืนทางการเมืองต่างกัน สีต่างกัน หรือประเภท “คลั่งเจ้า” อย่างไร้เหตุผลก็สามารถไปแจ้งความได้

ม.112 มันจึงกลายเป็นเครื่องมือของ “ใครๆ” นี่แหละ และใครๆ ที่ว่านี้ก็มีวิธีคิดที่น่ากลัวมาก!

อย่างกรณีของพวกที่โพสต์ด่า อ.ปิยบตร ที่ผมกล่าวถึง ส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตเสรีอย่างเต็มที่ในเรื่องกิน ดื่ม เที่ยว ช้อป และอื่นๆ เรียกว่าวิถีชีวิตโดยรวมๆ ของพวกเขาถือว่ามีเสรีภาพจากขนบจารีตเก่าๆ มาก

แต่เสรีภาพที่ว่านั้นน่าจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ หรือโดยธรรมชาติเนื่องจากการซึมซับค่านิยมการใช้ชีวิตสมัยใหม่ที่ผ่านเข้ามา ทางภาพยนตร์ ดนตรี แฟชัน สื่ออินเทอร์เน็ต ฯลฯ ทว่าไม่ได้ผ่านการปะทะสังสรรค์ทางความคิด หรือผ่านวัฒนธรรมการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์จนตกผลึก การใช้ชีวิตที่มีเสรีภาพที่ได้มาโดยธรรมชาตินั้นมันมีรสชาติน่านิยมมากกว่า ชีวิตตามขนบจารีตเก่าแบบไทยๆ อยู่มาก จึงต่อให้กี่“ระเบียบรัตน์” จะออกมาจัดระเบียบการใช้ชีวิตของเด็กรุ่นใหม่อย่างไร ก็ไม่มีทางสำเร็จ

ผมไม่ได้ตำหนิการใช้ชีวิตเสรีของเด็กรุ่นใหม่ ถึงยังไงชีวิตเสรีมันน่าจะเปิดให้คนเราได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบชีวิตตนเอง ได้ดีกว่า แต่อยากตั้งข้อสังเกตว่า เพราะชีวิตที่มีเสรีภาพเช่นที่เป็นอยู่นี้ที่เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดย ผ่านวัฒนธรรมปะทะสังสรรค์ทางความคิด การตั้งคำถาม การวิพากษ์วิจารณ์จนตกผลึก มันจึงทำให้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ดูเหมือนมีเสรีภาพมากๆ นั้น พอเผชิญกับปัญหาเรื่อง “เสรีภาพทางการเมือง” ที่เป็นเสรีภาพที่ต้องเข้าใจได้ด้วยการผ่านวัฒนธรรมการปะทะสังสรรค์ทางความ คิด การตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์จนตกผลึกนั้น ปรากฏว่าคนรุ่นใหม่ไม่ get ความหมายและ “คุณค่า” ของเสรีภาพดังกล่าวนี้เลย พวกเขาไม่ get ว่า อะไรคือ “ปัญหา” หรือ “อุปสรรค” ของความเป็นประชาธิปไตยเอาเสียเลย

ฉะนั้น พวกเขาจึงด่าคนอย่าง อ.ปิยบุตร ผู้ซึ่งออกมายืนยันเสรีภาพทางการเมืองแทนพวกเขาและประชาชนทุกคนอย่างสาดเสีย เทเสีย และพวกเขาจึงไล่ล่าแม่มดด้วยการอ้าง “ตรรกะวิปริต” แบบท่องจำต่อๆ กันมาอย่างนกแก้วนกขุนทอง

ถามว่าเด็กรุ่นใหม่รักชีวิตที่มีเสรีภาพไหม? แน่นอนว่าเขารัก เขาไม่ต้องการถูกใครมาบังคับกะเกณฑ์การใช้ชีวิตของเขาแน่ๆ แต่ถามว่าเขารัก “เสรีภาพทางการเมือง” ไหม? อันนี้มีปัญหา ปรากฏการณ์ลูกเสือไซเบอร์ บรรยากาศล่าแม่มด และกระแสการอ้าง “ตรรกะวิปริต” แบบนกแก้วนกขุนทองที่เด็กรุ่นใหม่ซึมซับและรับมาใช้อย่างง่ายดาย ล้วนแต่เป็นภาพสะท้อนในทางที่สนับสนุนการทำลาย “เสรีภาพทางการเมือง” อย่างน่าวิตก

ภาพสะท้อนดังกล่าวมันก็สะท้อนวัฒนธรรมการเรียนรู้และการใช้ชีวิตในรั้ว มหาวิทยาลัย และ/หรือระบบการศึกษาแบบทางการทั้งระบบด้วยว่า ไม่ได้สร้างคุณลักษณะของ “พลเมือง” ที่รักเสรีภาพทางการเมือง แต่เน้นการปลูกฝังให้รักให้ซาบซึ้งสิ่งอื่น และยอมให้สิ่งอื่นนั้นสำคัญกว่าเสรีภาพทางการเมืองของประชาชน จนกระทั่งอ้างสิ่งนั้นเพื่อสังหารประชาชนที่ออกมาเรียกร้องเสรีภาพทางการ เมืองครั้งแล้วครั้งเล่า

อันตราย หรือสิ่งที่น่ากลัวกว่า ม.112 จึงได้แก่การไม่สามารถเข้าถึงความหมายและคุณค่าของเสรีภาพทางการเมืองนี่ แหละ และการพร้อมที่จะทำลายผู้ออกมาเรียกร้องร้องหรือยืนยันเสรีภาพทางการเมือง ได้ทุกเมื่อ ทุกวิถีทางนี่แหละ

วันนี้อาจารย์ชาวอเมริกันที่ทำงานอยู่ที่เดียวกัน มาสนทนาด้วย (เขาพูดไทยแข็งแรง) เขาพูดอย่างน่าคิดว่า “ทุกสังคมมันมีเรื่องที่เสี่ยงมากบ้างน้อยบ้าง การที่มีคนออกมาตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มันเสี่ยง เขาควรจะได้รับการสนับสนุนมากกว่าจะถูกตำหนิ”

พูดก็พูดเถอะ ผมเห็นสื่อ นักวิชาการ และบุคคลที่มีชื่อเสียงอื่นๆ ออกมาวิเคราะห์ทำนองว่า ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูป ม.112 และการแก้รัฐธรรมนูญคือ “ระเบิดเวลา” ที่อาจก่อความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมืองในปี 2555 ผมมีความรู้สึกว่าหากเราต่างร่วมกัน “รับผิดชอบ” มากกว่านี้ ด้วยการเสนอ เหตุผล ความคิด จุดยืนของฝ่ายต่างๆ อย่างลงลึกในรายละเอียดให้รอบด้านมากที่สุด ความขัดแย้งและความรุนแรงแบบที่เคยเป็นมาจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก

ถามว่าวันนี้เรามีความกล้าที่จะตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มันเสี่ยงต่อความขัดแย้งและความรุนแรงทางการ เมืองอย่างรอบด้านหรือยัง?

ทำไมเสียงที่มีความกล้าบางเสียงเช่น เสียงของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งเป็นเสียงที่ยืนยัน “หลักการ” ประชาธิปไตย และอธิบาย “ประเด็นปัญหา” ระดับรากฐานของความเป็นประชาธิปไตย พร้อมกับอ้างตรรกะเหตุผลประกอบอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด สื่อกระแสหลักจึงละเลยที่จะนำเสนอ ขณะที่อีกฝ่ายจะอ้าง “ตรรกะวิปริต” ขนาดไหน สื่อกระแสหลักต่างพร้อมใจกันเป็น “กระบอกเสียง” ให้

นี่ก็คือความน่ากลัวอีกประการหนึ่ง เป็นความน่ากลัวเนื่องจากเสียงของหลักการ เหตุผลเป็นเสียงที่ไร้ “กระบอกเสียง” แต่เสียงของ “ตรรกะวิปริต” เป็นเสียงที่สื่อหลักพร้อมจะเป็นกระบอกเสียงให้ และคนรุ่นใหม่ที่รักชีวิตเสรีแต่ไม่เห็นคุณค่าของเสรีภาพทางการเมืองก็พากัน เฮโลตามกันอย่างง่ายๆ

เรื่องที่มันเสี่ยงแบบเดียวกับยุคศตวรรษที่ 19 ทำให้ “กระบอกเสียง” ในทศวรรษที่สองของศตวรรษที่ 21 “กลัว” ที่จะสะท้อนเสียงของหลักการ เหตุผล ที่ยืนยันเสรีภาพทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตย

นี่คือ “ความกลัวที่น่ากลัว” อย่างเหลือเชื่อในยุคสมัยของเรา!

Guy Fawkes ผู้ต่อสู้เพื่อเสรีภาพกับความหมายแตกต่างของสลิ่มไทย

ที่มา ประชาไท

การประท้วงของ Occupy Wall Street ได้ใช้หน้ากาก Guy Fawkes เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวที่แสดงอำนาจของประชาชนในการต่อสู้ แล้วหน้ากาก Guy Fawkes มาถึงการประท้วงในประเทศไทย โดยปรากฏเคียงคู่กับกลุ่มสยามสามัคคีรวมพลังประท้วงทูตสหรัฐ เมื่อ 15 ธ.ค. ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกิจการภายในของไทย เหตุมาจากกฎหมายอาญามาตรา 112

(ที่มา ผู้จัดการออนไลน์)

ความหมาย Guy Fawkes ของ Occupy Wall Street ที่ใช้สื่อสารในการเคลื่อนไหวของพวกเขากับการประท้วงในประเทศไทย มีความหมายที่แตกต่างกัน


ทำไมต้องเป็น Guy Fawkes

ผู้เข้าร่วมจากเพจ “แก๊งค์หน้ากากต่อต้านทักษิณ - V for Thailand” ผู้ริเริ่มการใช้หน้ากาก Guy Fawkes ในเวอร์ชัน V for Vendetta ได้อธิบายการใช้หน้ากากนี้เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. ว่า

“...หลายท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับการไป ประท้วงสถานทูตสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่อง ม.112 แล้วพวกเราใส่หน้ากากนี้ ---- สิ่งที่เราอยากจะบอก ก็คือ สหรัฐ กำลังกลัวประเด็น Occupy Wall Street เป็นอย่างมาก หน้ากากนี้เป็นสัญลักษณ์อย่างนึงในการต่อต้านระบอบทุนนิยมสามานย์ด้วยนะครับ เรามุ่งเป้าให้ภาพนี้ออกไปยังสื่อต่างประเทศ เนื่องจาก หน้ากากนี้มีความเป็นสากลสูงมาก และเราเชื่อว่ามันได้ผลครับ หัวใจเรารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความถูกต้อง การร่วมต่อต้านกับสิ่งชั่วร้ายในโลกสากล ยุคปัจจุบัน หน้ากากนี้ คือ สัญลักษณ์อย่างนึงครับ…”

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ได้โพสต์ข้อความรณรงค์ด้วยหน้ากาก V for Vendetta ว่า

“กิจกรรมหน้ากระดานข้อความ ที่เรานำเสนอเพื่อน ๆ ก็คือ ทำ หน้ากากใส่ แล้วพิมพ์ข้อความที่เราอยากสื่อ ถ่ายรูป แล้วอัพรูปขึ้น Facebook เพื่อต่อต้านการกระทำของหน่วยงานต่างประเทศที่เข้ามาแทรกแซงกับเรื่องกฎหมาย ของประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ เนื่องจาก แต่ละประเทศมีจารีต ประเพณี และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ด้วยสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงออกอย่างสงบ ประชาชนย่อมมีสิทธิในการต่อต้านการกระทำดังกล่าวของหน่วยงานต่างประเทศที่ เข้ามายุ่งวุ่นวาย ภายใต้แนวทางของเรา คือ เงียบสงบ ไม่ก้าวร้าว แต่สะท้อนสิ่งที่คิดออกมาด้วยประโยคสั้น ๆ”

ในการประท้วงที่ Zuccotti Park นิวยอร์ค Alexandra Ricciardelli ให้เห็นว่าเกี่ยวกับการใช้หน้ากาก Guy Fawkes ว่า “สิ่งนี้ไม่เกี่ยวกับการวางระเบิด แต่เกี่ยวกับความเป็นนิรนามและสันติ”

Jason J. Cross กล่าวว่า “หน้ากากมาจากความคิดของการลุกขึ้นสู้กับรัฐบาล Guy Fawkes เป็นตัวแทนของความจริงที่ประชาชนมีอำนาจแท้จริง”

ผู้ไม่เปิดเผยนามที่เข้าร่วมการประท้วง กล่าวว่า “หน้ากาก Fawkes คือ การต่อสู้กับผู้ครองอำนาจที่กดขี่เรา”

Lewis Call ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์ ที่ California Polytechnic ใน San Luis Obispo อธิบายว่า “ในปัจจุบันมีการมองว่า Guy Fawkes เป็นนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพส่วนบุคคลต่อระบบปกครองกดขี่” หลังจากเริ่มแรกที่ถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่พยายามทำลายอังกฤษ

หน้ากากนี้ปรากฏตัวครั้งแรกหลังจากภาพยนตร์เรื่อง “V for Vendetta” ออกฉายได้สองปี แฮ๊คเกอร์ กลุ่ม Anonymous สวมหน้ากาก Guy Fawkes แบบเดียวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ในการประท้วงต่อต้าน Church of Scientology ต่อมาเป็นคือกรณี Wikileaks และล่าสุดคือ Occupy Wall Street [1]


ใครคือ Guy Fawkes และ V for Vendetta

เราน่าจะมารู้สึกกับ Guy Fawkes และหน้ากาก V for Vendetta

Guy หรือ Guido Fawkes เป็นหนึ่งในผู้สมรู้ร่วมคิดในเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์อังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1605 ที่เป็นที่มาของตัวละครนิรนาม ในการ์ตูน ของ Alan Moore เรื่อง V for Vendetta สร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ. 2006 โดยสองพี่น้อง Wachowski

V for Vendetta ในฉบับการ์ตูนและภาพยนตร์เป็นบุรุษที่ไม่มีใครรู้จักตัวจริงของเค้า ที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้ากาก Guy Fawkes

กบฏดินปืน (Gunpowder plot) นั้นเริ่มเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1604 ด้วยสมาชิกเริ่มแรกเพียง 5 คน ต่อมาเพิ่มขึ้นเป็น 13 คน เกิดมาจากกลุ่มคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก ที่มีความไม่พอใจต่อกษัตริย์ James ที่ 1 ซึ่งส่งเสริมนิกาย English Church และกวาดล้างพวกคาทอลิก Fawkes ได้รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับดินระเบิด จากประสบการณ์ทางทหารและ ความเชี่ยวชาญทางด้านวัตถุระเบิดของเขา โดยการวางแผนเช่าห้องใต้ถุนของรัฐสภาเพื่อเก็บดินปืนไว้ทั้งหมด 36 ถัง (820 kg) เพื่อจะระเบิดอาคารรัฐสภาของอังกฤษไปพร้อมกับ กษัตริย์ James I

Guy Fawkes ถูกจับกุมตัวในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ.1605 และได้ถูกประหารชีวิตอย่างทารุณ โดยการใช้ม้าแยกร่าง ตัดหัวเสียบประจาน

ต่อมาภายหลังรัฐบาลอังกฤษได้กำหนดให้เป็นวันสำคัญที่มีการเฉลิมฉลอง ระลึกถึงความกล้าหาญ ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม โดยมีการจัดงาน Guy Fawkes Night หรือเรียกอีกอย่างว่า Bonfire Night ตรงกับวันที่ 5 พฤศจิกายน ของทุกปี

ส่วน V for Vendetta เป็นตัวละครในเหตุการณ์สมมติ เขาเป็นผู้ยืนหยัดต่อสู้เพียงผู้เดียวกับรัฐบาลอังกฤษที่กลายเป็นเผด็จการ เบ็ดเสร็จของอังกฤษ ภาพยนตร์เรื่อง V for Vendetta เป็นที่ถกเถียงกันอย่างแพร่หลายใน forum ต่างๆว่าจริงๆแล้ว ผู้ที่ซ่อนตัวเองอยู่ภายใต้หน้ากากนั้นคือใครกันแน่ [2]


Guy Fawkes และ V for Vendetta กับความหมาย

สลิ่มกลุ่ม V for Thailand อาจจะตีความว่าเฉพาะการต่อต้านรัฐบาลเผด็จการเบ็ดเสร็จ โดยเลือกใช้ความหมายของภาพยนตร์ V for Vendetta และตีความระบบเสียงข้างมากเป็นเผด็จการรัฐสภา ที่นำไปสู่เผด็จการเบ็ดเสร็จโดยนักการเมืองชั่วร้าย และไม่ได้สนใจ Guy Fawkes ผู้เป็นต้นกำเนิด

เสื้้อแดงอาจจะเห็นว่า Guy Fawkes เป็นพวกต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราช เพราะแผนวางระเบิดที่มุ่งสังหารกษัตริย์ เจมส์ที่ 1

ตามประวัติศาสตร์ Guy Fawkes ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพในการนับถือศาสนา และสำหรับ V for Vendetta ได้สืบทอดเจตจำนงการต่อสู้เพื่อเสรีภาพ

แต่การสื่อสารของ V for Thailand ต่อสังคมโลก อาจจะสร้างความสับสน ในเมื่อพวกเขาใช้หน้ากาก Guy Fawkes ที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการแสดงออก มาปกป้องกฎหมาย ม.112 ที่ปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกเสียเอง

(ที่มา ผู้จัดการออนไลน์)

อ้างอิง

[1] Tamara Lush and Verena Dobnik, Occupy Wall Street: Vendetta Masks Become Symbol Of The Movement, AP / The Huffington Post, November 04, 2011

[2] mbos, Guy Fawkes, Gunpowder Plot and Real Identify of V, http://mbos.multiply.com/journal/item/21

ปีใหม่ ปีแห่งการขับเคลื่อนทางการเมืองรอบใหม่ที่ยกระดับขึ้นกว่าเดิมของประชาชน

ที่มา ประชาไท

ภาระหน้าที่เดิมของขบวนการคนเสื้อแดงและนปช.แดงทั้งแผ่นดิน เพื่อแก้ปัญหาที่คณะรัฐประหารและเครือข่ายระบอบอำมาตย์ได้กระทำต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการประกันตัว การเยียวยา การต่อสู้คดี ทั้งในฐานะผู้ถูกกระทำ และการฟัองร้องดำเนินคดีเพื่อเอาคนผิดมาลงโทษ ล้วนยังไม่สิ้นสุด

เรายังต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพราะในฐานะผู้ถูกกระทำ เราสูญเสีย และเสียหายหลายพันครอบครัว นับหมื่นคน องค์กรประชาชนเช่น นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ก็เหมือน องค์กรประชาชนอื่นๆ ที่มีความจำกัดทั้งด้านฝ่าย กฏหมาย กำลังคน และกำลังทรัพย์ ต้องอาศัยเราทั้งขบวนช่วยกัน

ฝ่ายที่ทำงานด้านเยียวยา ได้แจ้งตัวเลขที่ทำการเยียวยาส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นจำนวน กว่าห้าล้านบาท ดังเราได้แถลงข่าวไปแล้ว แต่ที่อยู่นอกเหนือชุดเยียวยาของปลายปี 53 ต่อ 54 นั้นเป็นการใช้จ่ายตั้งแต่หลังวันที่ 10 เมษายน 53 เป็นต้นมา ในขณะอยู่ระหว่างถูกปราบปราม ก็เป็นตัวเลขอีกจำนวนหนึ่งต่างหาก

นี่ย่อมไม่รวมการช่วยเหลือส่วนตัวของแกนนำ ของพรรคเพื่อไทย ของบ้านเลขที่111 และของคุณทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนผู้มีอุปการะคุณอื่นๆอีก

ยังมีค่าใช้จ่ายในระหว่างถูกคุมขัง จ่ายให้ครอบครัวเพื่อการประกันตัว และการต่อสู้คดี ที่ สส.และผู้อุปการะในท้องถิ่นต่างๆสนับสนุนช่วยเหลืออีกต่างหาก ผู้ที่มองเห็นปัญหาและตามมาช่วยในระยะหลังๆจึงเป็นเรื่องที่ดี และเรื่องเช่นนี้ ถ้าคิดตามคติคนไทยทั่วไป ก็ถือเป็น “การทำบุญช่วยคนทุกข์ยาก” แต่ถ้าเป็นนักต่อสู้ในขบวนประชาชน ก็ถือเป็นส่วนของ “การหนุนช่วยการต่อสู้ของประชาชน” ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งสิ้น

อาจมีบางคนใช้เรื่องเช่นนี้ หันปลายหอกมาโจมตีภายในขบวนฯด้วยกัน โดยนี่อาจเป็นเพราะข้อมูลที่ได้รับไม่เพียงพอ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม ทำให้เลยเถิดไปจนไม่ใช้ท่าทีของคนในฝ่ายประชาชนด้วยกัน

ทำให้ผู้เขียนคิดไปถึงเหตุการณ์ในช่วงก่อน “6ตุลา19” ที่มีกลุ่มซ้ายจัดที่ได้รับอิทธิพลปฏิวัติวัฒนธรรมชนชั้นกรรมาชีพของจีนและ เกิด “กลุ่มเรดการ์ด”ออกมาโจมตี คนในฝ่ายประชาชาธิปไตย และในฝ่ายขบวนการต่อสู้เดียวกัน โดยไม่รู้ข้อมูล ความจริง

จนทำให้ขบวนการนักศึกษาประชาชนในตอนนั้นถูกโดดเดี่ยวจากสังคม และเป็นการง่ายต่อฝ่ายปฏิปักษ์ของประชาชน ฝ่ายเครือข่ายอำมาตย์ “จัดการ”กับฝ่ายก้าวหน้า นักเรียน นิสิต นักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในสังคมไทยทั้งหมด

กลุ่มนิติราษฎร์เป็นกลุ่มตัวอย่างที่มีเป้าหมายและกระบวนการทำ งานชัดเจนของตนเอง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนิติรัฐ นิติธรรมให้เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยหันปลายหอกไปสู่ความไม่ถูกต้องของนิติรัฐปัจจุบัน

สำหรับ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เอง ก็ต้องสรุปบทเรียน ข้อดี ข้อผิดพลาด รวมทั้งการปรับโครงสร้างใหม่ สำหรับการจัดตั้งองค์กรและการนำขององค์กร และนี่ก็หมายถึงอนาคตขององค์กรในระยะต่อไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การปรับองค์กรนปช.ในปลายปี 52 ได้วางหลักนโยบาย เป้าหมาย ทางยุทธศาสตร์ใหญ่ไว้ดีพอสมควร จนสามารถใช้ขับเคลื่อนได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริงจนถึงปัจจุบัน นั่นก็คือ รอบใหม่ของการต่อสู้คือ “การยกเลิกรัฐธรรมนูญ2550 และกฏหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง ยุติการรัฐประหารทุกรูปแบบในสังคมไทย”

ภาระกิจในรอบการต่อสู้ใหม่ที่ยกระดับจากการล้มรัฐบาลระบอบอำมาตย์ จึงต้องเป็นไปเพื่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เพิ่มเติมจาก 5 ข้อเดิม

พิจารณาแล้ว ควรจะเพิ่มภาระหน้าที่รอบใหม่คือ

1.นำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550มาตรา291 เพื่อเปิดประตูสู่การ “ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน โดยประชาชนเข้าชื่อกันเพื่อ “แก้มาตรา291”ให้ได้ประมาณสองแสนคนภายในเดือนมกราคม2555

2.จัดเวทีปราศรัย เวทีเสวนา สำหรับกลุ่มคนต่างๆและ เปิด “โรงเรียนนปช.เพื่อ นิติรัฐ นิติธรรม และความคิดเห็นในประเด็นหลักๆสำหรับการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน และแก้ไข หรือยกเลิกกฏหมายที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวง” ตลอดปี2555

3.ผลักดันใหัมีการเลือกตั้ง สสร.ของประชาชน ภายในกลางปี 2555 และให้ สสร.จากการเลือกตั้งมีบทบาทในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยรับฟังความคิด เห็นจากประชาชนอย่างทั่วถึง

4.จัดตั้งเวทีต่อเนื่องเพื่อผลักดัน ให้เกิด นิติรัฐ นิติธรรม ในประเทศไทย และการให้ความยุติธรรมต่อคดีความผิดทางอาญาอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการ เมือง ศึกษาเรื่อง “ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านสังคม และความยุติธรรมในระยะยาวต่อไปภายหน้า”

นี่จึงเป็นการเพิ่มเติมภาระหน้าที่ ในการต่อสู้รอบใหม่ของปี2555 เป็นต้นไป แม้ภารกิจการเยียวยา และการต่อสู้คดียังไม่เสร็จสิ้นก็ตาม แม้พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ได้หมายความว่า การเยียวยา การสร้างนิติรัฐ นิติธรรม จะง่ายดาย ราบรื่น เพราะพรรคเพื่อไทยก็มีองค์ประกอบเช่นพรรคการเมืองทั่วไป ที่มีความหลากหลายมากมายยิ่งกว่าขบวนการประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงเสียอีก มีทั้งพวก อนุรักษ์นิยม เสรีนิยม หรือ พวกยึดติดกับผลประโยชน์ส่วนตน กลุ่มตน กระทั่งต้องการลดทอนกำลังและองค์กรนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ทำลายขบวนการเสื้อแดงก็มี

ดังนั้นการต่อสู้ของประชาชนรอบใหม่จึงไม่ง่ายเสียทีเดียว แต่ก็ไม่ควรจะกล่าวว่ายากเพราะเรามีพื้นฐานที่ดีจากผลพวงการต่อสู้ของ ประชาชนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จากการต่อสู้หลังการทำรัฐประหาร2549 เป็นต้นมา

ตลกร้ายที่มีการเอาผู้นำการทำรัฐประหารมาเป็น “ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อการปรองดอง”

อาจจะคิดว่า “หนามยอก เอาหนามบ่ง”

แต่หนามนี้ ที่เป็นหนามยอกได้ ก็เนื่องมาจาก ในขณะนั้นเขายึดกุมกำลังกองทัพอยู่ กำลังจึงมิได้มาจาก กำลังส่วนตนเอง แต่เขาเป็นผู้ถืออาวุธในเวลานั้นเท่านั้น จะเอาอะไรมาทำให้เกิดความปรองดองได้ในขณะนี้ ผู้เขียนยังสงสัย มองไม่เห็น กำลังแห่งบารมีหรือสติปัญญา ของเขาผู้นี้ ซึ่งเป็นเพียงแต่ผู้แขวนป้ายอดีตผู้นำการทำรัฐประหารเท่านั้น

การแก้รัฐธรรมนูญ2550มาตรา291 เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประชาชน นี่จึงถือเป็น “ก้าวย่างของการปรองดองโดยแท้” เพราะขนาดประชาชนถูกกระทำจนบอบช้ำ ถูกล้อมปราบ เข่นฆ่ากลางถนน นับร้อยศพ ถูกตั้งข้อหาฉกาจฉกรรจ์ ถูกจับกุมคุมข้งก่อนโดยปราศจากพยานหลักฐานอันแน่นอน และเพียงพอ บ้างต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุน บ้านแตกสาแหรกขาด เสียโอกาสการประกอบอาชีพ และการมีชีวิตอย่างปกติสุข

เราถูกกระทำถึงเพียงนี้ แต่เราก็ยังต้องอดทนที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างมีจังหวะก้าว จนสามารถผ่านชัยชนะจากการเลือกตั้งเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่แทนที่รัฐบาลที่มา จากการสนับสนุนของปากกระบอกปืน และถึงขั้นตอนนี้ในปี2555 ขอให้เขียนกติกาสังคมใหม่ กฏหมายใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฏหมายสูงสุดคือรัฐธรรมนูญ โดยทำการต่อสู้ในระบบ ในกติกาเดิมที่มีอยู่คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ2550ในมาตรา291

นี่แหละคือก้าวย่างของการปรองดองของประชาชน ที่มีต่อกลุ่มคนในระบอบ อำมาตรย์ที่กุมกลไกรัฐแท้จริง และได้ปราบปราม ใช้อาวุธสงครามกระทำต่อเรา ประชาชนไทย

ถ้าก้าวย่างแห่งการปรองดองนี้ถูกปฏิเสธ หรือเป็นไปไม่ได้ ก็หมายความว่า ถนนสายแห่งการปรองดองถูกปิดกั้น (ด้วยบิ๊กแบ๊คของอำมาตย์?)

ถ้าเช่นนั้นก็หมายความว่ากระแสแห่งการต่อสู้ของประชาชนต้องถูกบังคับให้ใช้ถนนสายอื่นเช่นนั้นหรือ?

ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า เส้นทางนี้เราสามารถผ่านไปได้

ดังนั้นประชาชนไทยคงได้ลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายในปี2556อย่างแน่นอน

ทั้งนี้เรายังไม่ลืมภาระกิจที่เราต้องทำอย่างต่อเนื่องต่อไปคือ

เราต้องยืนหยัดดำเนินการทำความจริงให้ปรากฏ และในการนำเอา “ผู้รับผิดชอบในการผู้สั่งฆ่าประชาชนไทยสองมือเปล่าด้วยอาวุธสงคราม มารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมภายในประเทศและภายนอกประเทศ”อย่างจริงจังจนถึงที่สุดต่อไป

เรายังคงต้องติดตามการดำเนินการต่อเนื่องในเรื่องการประกันตัวและการให้ การเยียวยาพี่น้องเราที่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้เมื่อปี2553 ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น จาก พี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและพี่น้องเสื้อแดงต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง สำหรับนปช.แดงทั้งแผ่นดินก็ต้องดำเนินการจัดตั้ง “กองทุนเพื่อความยุติธรรม”เพื่อสนับสนุนการต่อสู้คดีทั้งในฐานะผู้ที่ ถูกกระทำและฟ้องร้องเอาตัวคนผิดมาลงโทษทางกฏหมาย”

เรายังคงต้องขยายกำลังและทำให้การจัดตั้งของเราแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นต่อไป

อย่าเปรียบไทยกับเกาหลีเหนือ

ที่มา ประชาไท

หลังจากที่ผู้นำตลอดชีพของเกาหลีเหนือ ท่านคิม จองอิล ถึงแก่อสัญกรรมในวันที่ 17 ธันวาคม 2554 การพูดถึงความพิสดารด้านต่างๆ ของสังคมเกาหลีเหนือ นำมาซึ่งความไม่พอใจแก่บรรดาผู้เทิดทูนสถาบันกษัตริย์ไทยอย่างไม่รู้จักพอ เพียง

บทสนทนาต่อไปนี้ มาจากจินตนาการของผู้เขียน อาจเหนือจริงหรือเป็นจริงน้อยกว่าอาการอันน่าเป็นห่วงของสังคมไทยในวันนี้ก็เป็นได้

สมชาย: ประเทศไทยไม่เหมือนเกาหลีเหนือ จำไว้ จงอย่าได้คิดสะเออะมาเปรียบเทียบ

สมศักดิ์: ประเทศไทยต่างจากเกาหลีเหนือเพราะเนียนกว่า และมีคนจำนวนไม่น้อยพึงพอใจกับข้อมูลด้านเดียว ด้านเดียวๆ จริงๆ ข้อมูลด้านเดียวทำให้พวกคุณรู้สึกมั่นคง ว่าโลกและชีวิตเรียบง่าย พอเพียง ไม่ซับซ้อน ไม่ต้องตั้งคำถาม และไม่ต้องคิดมากให้เปลืองสมอง

สมชาย:
คิดมากไปทำไม ในเมื่อทุกอย่างก็ “ดีอยู่แล้ว” หากต้องคิดก็ง่ายนิดเดียว ขอให้คิดเสียว่า ทุกคนที่ไม่เอา มาตรา 112 คือพวกหางแดงรับเงินทักษิณมาล้มเจ้าก็พอ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น มันเป็นการต่อสู้ระหว่างความดี กับความชั่วช้าสามานย์ คุณเลือกเอาเองก็แล้วกันว่าจะอยู่ฝั่งไหน

ขอแนะนำว่า อยู่ฝั่งผมดีกว่า เพราะฝั่งผมมีแรงจูงใจเยอะกว่า ปลอดภัย และไม่เสี่ยงต่อมาตรา 112 ด้วย คุณจะไปเสี่ยงต่อต้านกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปทำไมให้เหนื่อย และเปลืองตัว ทำไมคุณต้องมาเดือดร้อนกับการที่สังคมอยู่กับข้อมูลดีๆ ด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เล่า

ด้านเดียว ด้านเดียว ด้านเดียวๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ . . . พูดเขียนซ้ำๆ ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร

สมศักดิ์:
ที่ไม่แปลกก็เพราะสังคมไทยชาชินเสียแล้วกับข้อมูลด้าน เดียวจนไม่ตั้งคำถามเปรียบเทียบใดๆ กับสังคมอื่นอย่างเกาหลีเหนือ ที่ให้ข้อมูลด้านเดียวกับประชาชนเช่นกัน

สมชาย:
บอกแล้วไงว่าอย่าไปเปรียบกับเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือเป็นประเทศเผด็จการ บังคับให้ประชาชนบูชายกยอเพ้อเจ้อกับผู้นำตลอดกาล ยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว ล้างสมองประชาชน ส่วนประเทศไทยนั้นเป็นประชาธิปไตย ไม่มีการเซ็นเซอร์ ไม่มีการยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว มีแต่การป้อนข้อมูลดีๆ ให้ประชาชน ไม่มีใครต้องติดคุกเพราะเห็นต่าง หรือต้องลี้ภัยไปต่างประเทศอย่างที่คุณเข้าใจหรอก ไม่มีหนังสือใดๆ ต้องห้าม และมาตรา 112 ก็เป็นกฎหมายที่ดี เหมาะสมกับสังคมประชาธิปไตยแบบไทยๆ ยิ่ง ส่วนที่เกาหลีเหนือสื่อเขาปั่นหัวประชาชนบอกหิมะตกหนักหลังท่านคิมเสีย เพราะฟ้าก็โศกา รัฐเกาหลีเหนือนั้นหลอกประชาผู้น่าสงสาร ในขณะที่เมืองไทยเรามีเสรีภาพกับข้อมูลด้านดีๆ ทุกประการ

คุณลองท่องอีกที ว่าเมืองไทยไม่เหมือนเกาหลีเหนือ ไม่ปิดหูปิดตา ไม่มีการยัดเยียดข้อมูลต่าง ไม่มีการเซ็นเซอร์ นิตยสารดิอิโคโนมิสท์มีขายทุกงวด ไม่มีนักโทษทางความคิด และไม่มีการยอมรับความจริง

ท่องอีกที ท่องจนกว่าคุณจะเห็นว่ามันเป็นจริง และมีตรรกะคงเส้นคงวา และอย่าล่อกแล่กไปอ่านข่าวเกี่ยวกับเกาหลีเหนืออีกเชียวนะ

ส่งท้ายปี Quotes of the Year (6): ไม่แก้แค้น แต่แก้ไข และ Forgive and Forget กับคำถามจะแก้ไขอะไร ให้อภัยใคร และหลงลืมใคร

ที่มา ประชาไท

ส่งท้ายปี ทีมประชาไท รวบรวมคมคำเด็ดๆประจำปีที่กลายเป็นวลีและประโยคฮิตทั้งในสังคมออฟไลน์และออ นไลน์ ย้อนความทรงจำที่มาที่ไป และแรงกระเพื่อมจากถ้อยคำ ซึ่งหลายคำกลายเป็นผลสะเทือนต่อคนพูดเอง ขณะที่อีกหลายถ้อยคำ ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆ ล้วนถูกพูดขึ้นมาในจังหวะร้อนและสะท้อนความสนใจของสังคมไทยในสถานการณ์ที่ ช่วยก่อกำเนิดถ้อยคำเหล่านี้ขึ้นมา

0 0 0

ไม่คิดแก้แค้นแต่จะแก้ไข และ Forgive and Forget





ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้สัมภาษณ์ตวงพร อัศววิไล ในรายการ intelligence ถึงแนวนโยบายของเพื่อไทย

16 พ.ค. 2554

ยิ่งลักษณ์ก้าวเข้ามาสู่เวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ ในฐานะปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย เพื่อชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ในวันแห่งการเริ่มต้น เธอพูดกับสื่อด้วยน้ำเสียงประหม่าตามสคริปต์โดยมีโค้ทเด็ดที่สื่อทุกสำนักต้องทำไปพาดหัวว่าพรรคเพื่อไทย “ไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข” เพื่อเน้นย้ำแนวทางปรองดองของพรรค และชี้ชวนให้มองไปข้างหน้า หลังจากที่ประเทศติดหล่มความขัดแย้งทางการเมืองมายาวนานกว่า 5 ปีแล้ว

ในการแถลงข่าวเดียวกัน ยิ่งลักษณ์กล่าวถึงเหตุผลหลักที่เธอเข้ามาทำงานการเมืองซึ่งเป็นงานที่เธอ ไม่เคยคิดจะเลือกว่า “ผ่านไปถึง 5 ปี ผู้คนและประชาชนก็ยังคิดถึงพี่ชายและคิดถึงนโยบายเก่าๆ ที่เคยทำมาในอดีต รวมถึงให้ความอบอุ่น ความเมตตากับครอบครัวดิฉัน ดิฉันจึงรู้สึกว่าครอบครัวของเรานั้น เป็นหนี้ประชาชน”

ยิ่งลักษณ์นำพาพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งมาด้วยจำนวน ส.ส. 265 เสียง และเป็นผู้นำรัฐบาลมาย่างเข้า 6 เดือนแล้ว แนวทางปรองดองและการแก้ไขของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็ยังคงถูกตั้งคำถามว่า มันจะดำเนินไปเช่นไร ขณะที่ผู้เข้าร่วมชุมนุมในปี 2553 หลายคนก็ยังคงถูกกักขังและดำเนินคดีต่อไป

จดหมายจากคำหล้า ชมชื่น ที่ส่งถึงทักษิณ ชินวัตร ก่อนที่เขาจะถูกตัดินจำคุก 10 ปี ข้อหาปล้นอาวุธปืนของทางราชการตอนหนึ่งบอกความในใจอย่างกระท่อนกระแท่นใน ฐานะประชาชนผู้สนับสนุนทักษิณว่า

“สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือเรื่องการประกันตัวผมมากๆ เลยครับ เพราะผมอยากออกไปช่วยเหลือครอบครัว เพราะว่าแฟนผมต้องรับภาระอยู่คนเดียวและลูกผมต้องเรียนหนังสือด้วย ผมจึงอยากจะประกันตัวไปช้วยแฟนแบ่งเบาภาระครอบครัวมากเลยครับ”

20 พฤศจิกายน 2554

ทักษิณ ชินวัตร ส่งจดหมายจากนครดูไบมายังประชาชนไทย เพื่อให้กำลังใจต่อวิกฤตน้ำท่วม “ผมขอเรียกร้องทุกฝ่ายที่รักชาติบ้านเมืองจริง ต้องรู้จักคำว่า "FORGIVE AND FORGET" คือรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ลืมเรื่องเก่าๆ เข้าสู่มิติใหม่ของวันพรุ่งนี้เพื่อบ้านเมืองและลูกหลานเราครับ”

ทั้ง “ไม่คิดแก้แค้น แต่จะแก้ไข” และ "FORGIVE AND FORGET" นั้นเป็นการเน้นย้ำถึงการยื่นมือออกไป “ปรองดอง” แต่พี่น้องตระกูลชินวัตรกำลังต้องการปรองดองกับใคร และอย่างไร

ภายใต้การนำของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนว่า ผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะได้รับการเยียวยาอย่างไร เสรีภาพในการแสดงความเห็นไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้นไปจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ แนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐภายใต้กฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ยังเหมือนเดิม และมีท่าท่าจะหนักกว่าเดิม

ปัญหาเหล่านี้เคยเป็นปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นเพื่อชี้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขาดสำนึกประชาธิปไตยอย่างไร กลายเป็นประเด็นเดียวกับที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ถูกจับตาเช่นกัน

คนเสื้อแดงและผู้เห็นใจเสื้อแดงบางส่วนเริ่มตั้งคำถาม แต่ถูกปัดตกไปด้วยคำอธิบายทำนองว่า อย่าเพิ่งถามตอนนี้ ให้กำลังใจรัฐบาลไปก่อน หรือ รัฐบาลมีงานอื่นต้องทำก่อน.....จนถึงวันนี้ คำถามที่ดังขึ้นทุกวันๆ ไม่ใช่คำถามจากคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคเพื่อไทยและครอบครัวชินวัตรใน ประเด็นยิบย่อย ไร้สาระ หากแต่เป็นคำถามจากมวลชนที่พาเธอเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก และกลายเป็นผู้หญิงที่ถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

รัฐบาลที่ก้าวขึ้นมาจากการเลือกตั้งหลังผ่านการเมืองนองเลือดที่มีทหาร และประชาชนเสียชีวิตไปทั้งสิ้น 91 ศพ และบาดเจ็บนับพัน รัฐบาลภายใต้การนำอย่างเป็นทางการของ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ การมีบทบาทเป็นผู้สนับสนุนอยู่ห่างๆ ! (?) ของพี่ชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะแก้ไขอะไรสิ่งใดที่พวกเขารู้สึกผิดพลาดที่ผ่านมา จะให้อภัยใคร และหลงลืมใครเพื่อให้ตนเองได้ยืนหยัดอยู่บนหนทางอำนาจ ปี 2555 นี้น่าจะคลี่คลายคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 4: สุรชัย ตรงงาม มองกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากร

ที่มา ประชาไท

สัมภาษณ์ สุรชัย ตรงงาม นักกฎหมายด้านคดีสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการโครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) กับมุมมองต่อกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากร ภาพรวมในปี 2555 อนาคตอันก้าวหน้าของสิทธิชุมชนหรือโซ่ตรวนของคนจน ปัญหาความยุติธรรมและการจัดการความขัดแย้งด้านสิ่งแวดล้อม



ภาพรวมของปีที่ผ่านมา ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมกับการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร?

สุรชัย: สถานการณ์โดยรวม ผมคิดว่าเรามีรัฐบาล 2 รัฐบาลในปีนี้ คือรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ กับรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทย แต่ว่าสิ่งที่เราเห็นคือไม่มีความแตกต่างกันในเชิงนโยบายการส่งเสริมการ พัฒนาอุตสาหกรรม รวมทั้งเรื่องการที่รัฐบาลต้องออกกฎหมายหรือการออกกติกาใดๆ ในการคุ้มครองสิทธิในด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มในเรื่องนี้ที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นเพราะด้วยปัญหาทางการเมือง หรือปัญหาอุทกภัยใดๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่เราพบก็คือยังไม่มีความเคลื่อนไหวที่จะผลักดันให้เกิดกฎหมายใหม่ๆ หรือมาตรการใดๆ ในการคุ้มครอง

ยกตัวอย่างเช่น การที่รัฐธรรมนูญได้รับรองในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพิจารณา โครงการด้านสิ่งแวดล้อม แต่เรายังไม่มีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติที่จะออกกฎเกณฑ์ที่มีความชัดเจน ว่า ใครควรจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการเข้ามาร่วมให้ความเห็น และควรต้องมาร่วมรับรู้ข้อมูลแค่ไหน มีส่วนให้ความเห็นแค่ไหน ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการ ผมคิดว่าหลักเกณฑ์เหล่านี้ยังเป็นเรื่องที่กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยงาน ต่างๆ แต่ยังไม่มีกฎหมายที่พูดถึงหลักการตรงนี้อย่างชัดเจน ซึ่งมันส่งผลให้ลักษณะการรับฟังความคิดเห็นมีหลักเกณฑ์ที่ไม่ชัดเจน และก่อให้เกิดข้อสงสัย ความไม่ไว้วางใจของชุมชน ชุมชนก็มันจะสะท้อนว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

การที่รัฐบาลไม่พยายามที่จะออกกฎเกณฑ์หลักการในการรับฟังความคิดเห็นใน การดำเนินโครงการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการอื่นๆ อีกหลายๆ มาตรการ เช่น การผ่านร่างกฎหมายองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ที่แม้จะมีการร่างมาและผ่านที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิ ปัตย์ แต่ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทยก็ไม่ได้รับรอง ทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไป นี่แสดงให้เห็นว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลเองยังไม่มีแผนนโยบายในการคำนึงถึงการมีสิทธิ การมีส่วนร่วม

อย่างไรก็ดี เราก็จะเห็นการเกิดขึ้นขององค์กรต่างๆ ที่จะมาสนับสนุนการขับเคลื่อนของชุมชนด้านสิทธิ เช่น คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ก็ยังเป็นแค่เรื่องการก่อตั้ง การปฏิรูปกฎหมายตรงนี้อาจมีแนวโน้มให้มีการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปกฎหมาย ที่มันสอดคล้องกับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง

ปรากฏการณ์เด่นๆ ซึ่งเป็นที่จดจำในช่วงเวลาที่ผ่านมาคืออะไร?

สุรชัย: ผมคิดว่ามันมีการขับเคลื่อนของชุมชนในหลายรูปแบบในปัจจุบัน นอกจากการตรวจสอบการดำเนินโครงการใดๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนของเขาในเฉพาะพื้นที่แล้ว ยังมีการรวมตัว รวมกลุ่มเป็นเครือข่ายมากขึ้น เช่น เครือข่ายเหมืองแร่ หรือปฏิบัติการเพชรเกษม 41 ต่อต้านแผนพัฒนาภาคใต้ หรือเครือข่ายปฏิรูปที่ดินซึ่งตั้งคำถามเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรที่ดิน ที่เป็นธรรมและการฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายเรื่องโลกร้อน

กรณีเหล่านี้ผมคิดว่า เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นว่าชาวบ้านชาวบ้านเริ่มมีการรวมตัวรวมกลุ่มเป็น เครือข่ายมากขึ้นในการขับเคลื่อน และการขับเคลื่อนดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่จะไปสู่การขับเคลื่อนที่มากกว่าใน พื้นที่ เช่น การตั้งคำถามต่อแผนพัฒนาภาคใต้ การตั้งคำถามต่อการจัดทำผังเมือง ซึ่งพวกนี้จะเป็นเรื่องที่มันกว้างกว่าพื้นที่ ตรงนี้เป็นรูปธรรมที่เห็นและมีแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ว่าในการดำเนินการดังกล่าวยังเป็นเรื่องของการใช้สิทธิในการควบคุม ตรวจสอบ แต่การรณรงค์เรื่องของการใช้สิทธิทางการฟ้องคดีนั้นยังมีอยู่ไม่มาก การขับเคลื่อนของชุมชนเราก็จะเห็นว่ายังไม่ได้ทำอย่างเป็นรูปแบบแต่เป็นไป ตามสถานการณ์ทางธรรมชาติ

ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมคราวนี้เราก็จะเห็นว่าจะมีชุมชนย่อยๆ ออกมาตั้งคำถามกับการทำงานของรัฐในการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทำไมน้ำท่วมที่นั่นแต่ไม่ท่วมที่นี่ ทำไมท่วมที่นี่มากกว่า ที่นี่มีลักษณะเป็นประชาชนชั้นสองน้อยกว่าที่อื่นหรือย่างไร ผมคิดว่ามันมีลักษณะเชิงสถานการณ์มากกว่าที่จะออกมาตั้งคำถามในเรื่องเหล่า นี้มากขึ้น

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าในปีที่ผ่านมาจะมีลักษณะที่คล้ายกับปีก่อนๆ ก็คือว่าในเรื่องการขับเคลื่อนของชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม เราจะพบปรากฏการณ์ของการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อที่จะดำเนินคดีกับแกนนำ กับชาวบ้านที่ใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าชาวบ้านจะแสดงสิทธิในการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถามกับโครงการก็อาจถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท หรือว่าชาวบ้านใช้สิทธิในการชุมนุมก็อาจถูกดำเนินคดีทางอาญาเกี่ยวกับการ ชุมนุมมั่วสุม ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ปรากฏการณ์การใช้กระบวนการทางกฎหมายเหล่านี้ ในหลายๆ ครั้งเราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ตัวรัฐ หรือทุน หรือผู้ประกอบการเองมีความประสงค์ต้องการจะขัดขวางการแสดงความคิดเห็นในการ ตรวจสอบของชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้เป็นแนวโน้มที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงในปีที่ผ่านมาก็มีลักษณะเช่นนั้นอยู่

คราวนี้ในลักษณะของกระบวนการยุติธรรมเอง กระบวนการยุติธรรมก็จะมีผลในคำพิพากษาคดีของคุณจินตนา แก้วขาว ที่พิพากษาให้จำคุก 4 เดือน ข้อหาบุกรุก จากการที่คุณหน่อย จินตนา แก้วขาว และคนในชุมชนเข้าไปร่วมคัดค้านโครงการถ่านหินเมื่อสิบปีที่แล้วโดยไม่รอลง อาญา ตัวคำพิพากษาเองก็ทำให้เห็นถึงว่ากระบวนการยุติธรรมเองยังไม่ได้คำนึงถึง เรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างจริงจัง ตรงนี้ก็เป็นจุดที่ก่อให้เกิดการตั้งคำถามมากขึ้นในปีที่ผ่านมา

หมายความว่ากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2554 มีกรณีที่น่าสนใจคือเรื่องคดีคุณจินตนา?

สุรชัย: ครับ และก็หลายๆ คนที่ออกมาปกป้องทางสิทธิชุมชน ซึ่งผมคิดว่ามีหลายๆ ประเด็นที่ต้องมีความชัดเจนว่าความผิดทางอาญาที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ สิทธิตามรัฐธรรมนูญในด้านสิ่งแวดล้อมมันควรมีเส้นแบ่ง หรือขอบเขตมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ซึ่งอันนี้ยังมีความไม่ชัดเจน ยังเป็นเรื่องคลุมเครือ และโดยคำพิพากษาเองก็ยังไม่ได้พูดในประเด็นนี้อย่างชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่สังคมต้องมีการศึกษาและพูดคุยให้มากขึ้น

กระบวนการยุติธรรมเองก็มีการพยายามปรับตัว โดยการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลแพ่ง ตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครอง รวมถึงมีการออกคำแนะนำของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับ เรื่องการดำเนินคดีด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ตรงนี้ก็สะท้อนว่ากระบวนการยุติธรรมก็พยายามปรับตัว

ถ้าได้อ่านคำแนะนำของประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดก็จะมีคำแนะ นำหลายอย่างที่พยายามจะบอกถึงหลักเกณฑ์ว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องคำนึงถึง เรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญอยู่นะ เช่น เรื่องการใช้สิทธิในการฟ้องร้องคดีของประชาชนต้องคำนึงถึงเรื่องสิทธิชุมชน มากขึ้น หรือการพิจารณาคดี ศาลต้องมีการพิจารณาในเชิงรุกมากขึ้น ต้องสามารถสอบถามพยานเพิ่มเติมได้เองหรือออกไปเดินเผชิญสืบ และตัวคำพิพากษานั้นเองก็ต้องคำนึงถึงการใช้สิทธิของชุมชนกับถิ่นที่อยู่ ผลประโยชน์สาธารณะ

อีกทั้งมีความพยายามวางหลักการในลักษณะคล้ายกันทั้งศาลฎีกาและศาลปกครอง สูงสุดคือว่า ให้คำนึงถึงหลักการพัฒนาที่ยังยืนและสิทธิของชนรุ่นต่อไป ผมคิดว่าอันนี้เป็นแนวโน้มที่ดี เพียงแต่ว่าในปีที่ผ่านมาก็ยังอาจยังไม่มีผลในทางปฏิบัติที่ชัดเจน แต่ก็มีแนวโน้มที่ดีในทางคดี

เราทำคดีอยู่บางเรื่อง เช่นคดีที่ชาวบ้านมีการขอร้องเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม กรณีเรื่องการฟ้องเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินซึ่งออกโดยไม่ชอบเพื่อนำไปก่อ สร้างโรงถลุงเหล็กที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งบริษัทก็มีการฟ้องร้องทางกรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้มีการ เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ทีนี้ชาวบ้านในพื้นที่ก็มีส่วนในการคัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอดและก็เห็นว่า จะมีผลกระทบต่อชุมชนของตนในด้านสิ่งแวดล้อมและในหลายๆ ประเด็น จึงร้องสอดเข้ามา ขอเข้าเป็นคู่ความในศาล เพื่อนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง ในการพิจารณาคดีและมีคำพิพากษา แต่ศาลชั้นต้นเห็นว่าชาวบ้านไม่ได้เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ดังกล่าว จึงสั่งยกคำร้องขอร้องสอดนั้น

แต่เมื่ออุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดก็ยืนยันหลักการตรงนี้ว่า สิทธิของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ถือว่ามีการโต้แย้งสิทธิ และควรมีที่จะนำเข้ามาพิจารณาคดี เพื่อให้ผลของคดีนี้ที่จะมีผลโดยตรงนี้สามารถเป็นไปตามหลักการที่ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมได้ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นแนวโน้มที่ดี อย่างน้อยก็คือเปิดช่องให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรและ การแก้ไขปัญหาในหลากหลายเรื่องขึ้นมา เพียงแต่ว่าผลของการพิพากษา และการจัดตั้งแผนกคดีต่างๆ เพิ่งเริ่มต้น อาจจะต้องรอดูผลต่อไป

คาดว่าในอนาคตเรื่องสิทธิชุมชนจะถูกพูดถึงมากขึ้นในทางกฎหมายหรือเปล่า?

สุรชัย: ผมคิดว่าสิทธิชุมชนได้ถูกสถาปนาโดยรัฐธรรมนูญ และได้รับการยอมรับมากขึ้น มีการพยายามที่จะตีความเรื่องสิทธิชุมชน สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนมากขึ้น อย่างน้อยอย่างที่ผมยกตัวอย่างคือคำสั่งศาลปกครองที่ศาลรับคำร้องสอด มันก็เป็นตัวยืนยันประการหนึ่งว่า อย่างน้อยศาลปกครองรับรองสิทธิชุมชนในการที่จะเข้ามาปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวด ล้อมของตนในคดีได้ แต่ว่าการรับรองต่างๆ ก็ยังอยู่แค่ว่าเขาเป็นผู้มีสิทธิเข้ามาในคดีได้ แต่ว่าเขาจะมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมจริงๆ หรือไม่ ต้องไปพิสูจน์กันในการพิจารณาคดีและคำพิพากษาต่อไป

คิดเห็นอย่างไรกับการที่มีคำ วินิจฉัยศาลระบุว่า กฎหมายป่าไม้ซึ่งมักถูกนำมาใช้จับกุมชาวบ้านที่อยู่กับป่าไม่ขัดต่อกฎหมาย รัฐธรรมนูญ ตรงนี้จะทำให้มีแนวโน้มการฟ้องคดีต่อชาวบ้านเพิ่มขึ้นหรือไม่?

สุรชัย: อันนี้น่าจะหมายถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องว่า พ.ร.บ.อุทยานฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้เราก็ต้องดูนะครับว่า คำฟ้องดังกล่าวถือเป็นคำฟ้องในบางประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.อุทยานเท่านั้น ในรายละเอียดผมยังไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เห็นคำพิพากษา เราเห็นแต่ข่าวที่ออกมา ดังนั้นจึงไม่เห็นเหตุผลในรายละเอียดว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้เหตุผลอย่างไรจึง วินิจฉัยออกมาในทำนองนั้น แต่ในความเข้าใจของผม เบื้องต้นผมคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญพยายามจะบอกว่า แม้ว่าตัวกฎหมายอุทยานไม่ได้เขียนเอาไว้อย่างชัดเจนในเรื่องการมีส่วนร่วม ของประชาชนก่อนจะประกาศเขตอุทยาน กรมอุทยานก็ผูกพันต้องบังคับใช้กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ต้องรับรองสิทธิ์ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญอยู่ดี

กล่าวโดยง่ายๆ นั้นหมายความว่า ไม่ว่ากฎหมายอุทยานจะเขียนไม่เขียนกรมอุทยานก็ต้องปฏิบัติตารัฐธรรมนูญ คุณจะไปออกกฎเกณฑ์อะไร แค่ไหน อย่างไรเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็น ก็เป็นเรื่องที่กรมอุทยานต้องทำเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของประชาชนด้าน สิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่เราดูจากประเด็นเท่านั้นจะต้องไปดูในรายละเอียด ของคำพิพากษาอีกที

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แนวโน้มในอนาคตของกระบวนการยุติธรรมกับการปกป้องทรัพยากรจะเป็นอย่างไร?

สุรชัย: แนวโน้มในอนาคต ในปีหน้า (พ.ศ.2555) ผมคิดว่าการเคลื่อนของประชาชนจะเป็นการเคลื่อนในเชิงการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ในเชิงพื้นที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องผังเมือง การกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในลักษณะที่มันเป็นผังเมืองว่า เราควรกำหนดการใช้ประโยชน์ในที่ดินของชุมชนให้เป็นแบบไหน ให้เป็นเกษตรกรรม ให้ปลอดจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรืออยากให้เป็นท่องเที่ยว หรือในบางพื้นที่อาจอยากให้เป็นอุตสาหกรรมก็แล้วแต่ มันจะมีการขับเคลื่อน ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องผังเมืองและกฎหมายผังเมืองนี้มากขึ้น

เราอาจมีการพูดถึงเรื่องการกำหนดการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมในเชิงพื้นที่ตาม พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมปี 2535 มากขึ้น ผมคิดว่าการขับเคลื่อนนี้มันจะมีลักษณะนอกจากเป็นรายเฉพาะประเด็น เฉพาะพื้นที่ ก็จะมีการคุ้มครองที่เป็นลักษณะวงกว้างอย่างนี้มากขึ้น ผมคิดว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น

ส่วนการขับเคลื่อนกฎหมายใหม่ๆ ในปีหน้าก็น่าจะมีทั้ง พ.ร.บ.ผังเมืองเองที่ออกมาตั้งแต่ปี 2518 และปัจจุบันก็มีการร่างกฎหมายอยู่ทั้งโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง และภาคประชาชนบางส่วนก็มี รวมทั้งยังมีกฎหมายอีกหลายเรื่อง องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมก็ยังเป็นกฎหมายที่เราต้องผลักดันกันต่อไป เพราะว่ากฎหมายที่องค์กรภาคประชาชนพยายามเสนอคืออยากให้เป็นองค์กร แต่ภาครัฐบางส่วนอาจเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรตรงนี้

รวมทั้งในปีหน้า ผมคิดว่าจะมีคำพิพากษาที่ออกมาเป็นบรรทัดฐานในอีกหลายเรื่อง คำพิพากษาสูงสุด เช่น คดีคลิตี้ เกี่ยวกับเรื่องการปนเปื้อนสารตะกั่วในลำห้วยคลิตี้ ก็น่าจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับประเด็นเรื่องของหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ในการ ฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่มีการปนเปื้อนมลพิษมากน้อยแค่ไหน ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าเรายังไม่มีการพูดเกี่ยวกับการเยียวยาในแง่ของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ที่เสียหายไปจากการดำเนินกิจการ โครงการที่อาจมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหลายตอนนี้เลย อย่างชัดเจนนะครับ คดีคลิตี้ก็อาจจะเป็นเคสแรกๆ ที่ชัดเจนขึ้น

นอกจากนั้น เราก็จะมีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับคดีเรื่องการสลายการชุมนุม ท่อก๊าซฯ ไทย-มาเลเซีย ที่มีการฟ้องร้องคดีกันมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นการวางหลักบางประการเกี่ยวกับเรื่องการใช้เสรีภาพในการ ชุมนุมของชุมชนในด้านต่างๆ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งอันนี้ก็เป็นแนวโน้มที่เราต้องติดตามกันต่อไปครับว่าคำพิพากษาศาลฎีกาจะ วางบรรทัดฐานอะไร อย่างไร และจริงๆ แล้วภาคประชาชนหรือนักวิชาการจะเห็นพ้องต้องกันไหมหากจะต้องมีการผลักดันให้ มีการออกกฎหมายหรือแก้ไขกฎหมายใดต่อไป

ในแง่ของการใช้กระบวนการทางกฎหมายในการฟ้องร้องชาวบ้าน แนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร?

สุรชัย: คือลักษณะจะเป็นลักษณะร่วมโดยทั่วไป คือจะมีแนวโน้มมากขึ้นออยู่แล้ว ผมคิดว่าปีหน้าก็น่าจะต้องผลักดันให้มีการตรวจสอบกระบวนการยุติธรรมในหลายๆ ด้าน คงต้องมีการพูดถึงเรื่องการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมากขึ้นซึ่งก็มีอยู่นะ แต่ว่าในบางประเด็นก็ไม่มี พูดง่ายๆ ว่าไม่ทั่วถึงจริงจัง ก็อาจจะมีเฉพาะกลุ่ม เฉพาะคน เฉพาะคดีสิ่งแวดล้อมซึ่งผมคิดว่าการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมมันไม่สามารถจะ ไปจำกัดขอบเขตอยู่เฉพาะแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลต่างๆ ได้ เพราะว่ามันมีสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้มตรงนี้ ไม่ว่าสิทธิในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม และมีการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวเนื่องกัน

ตรงนี้ทั้งฝ่ายภาคประชาชนและฝ่ายนักวิชาการเองก็ต้องพยายามผลักดัน ประเด็น และศาลเองก็วินิจฉัยข้อเท็จจริง หรือว่าข้อกฎหมายเหล่านี้ให้มีความชัดเจน เพราะผมคิดว่ามันจะทำให้การใช้สิทธิของชุมชน ของประชาชนในส่วนต่างๆ มีความชัดเจนขึ้น และตัวชุมชนเองก็จะได้มีการทบทวนว่าการใช้สิทธิของตนเองนั้นมีความเหมาะสม เพียงพอแล้วหรือไม่ แค่ไหน อย่างไรด้วย เพราะปัจจุบันที่มันยังไม่มีความชัดเจนก็ก่อให้เกิดกระบวนการที่อาจทำให้ เกิดการกลั่นแกล้ง หรือว่าเพื่อไม่ให้ชุมชนมีปากมีเสียงหรือสามารถมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อม ได้ ซึ่งผมคิดว่าไม่ควรจะมีลักษณะแบบนี้

สำหรับกรณีการระดมฟ้องร้องคดีน้ำท่วมต่อหน่วยงานรัฐ ถือเป็นกรณีที่ประชาชนลุกขึ้นมาใช้สิทธิทางกฎหมายมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร?

สุรชัย: ในการใช้สิทธิ์ หากมองเพียงการใช้สิทธิ์ก็อาจจะดูดี แต่คิดว่าลักษณะดังกล่าวมันอาจไม่ได้นำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนจริง คือมันอาจจะช่วยเยียวยาได้ แต่ว่ามันมีความจำเป็นคือจะฟ้องเพื่อเยียวยาก็ว่ากันไป เป็นสิทธิของแต่ละคนที่เห็นว่ามีความเสียหายเฉพาะบุคคลก็สามารถที่จะเรียก ร้อง แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ง่ายอะไรขนาดนั้น คือเราเห็นกลไกเรื่องการฟ้อง แต่ในความจริงแล้วเราต้องดูผลที่มันเกิดขึ้นด้วย ผมคิดว่าสิ่งที่มันมากไปกว่านั้น เราต้องคิดในเชิงสร้างกลไก สร้างมาตรการ คำพิพากษามันต้องสร้างกลไก สร้างมาตรการ และตัวกระบวนการการฟ้องจะต้องสร้างความเข้มแข็งด้วย

อันนี้ก็พูดตรงๆ คือผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการระดมฟ้องนี้ ถ้ามันไม่มีกระบวนการให้เขามีส่วนร่วม มันก็เหมือนกับการมอบอำนาจมอบชีวิตให้ทนายความไปทำคดีให้ ซึ่งผมคิดว่าอย่างนี้ผลมันก็ไม่น่าได้เต็มประสิทธิภาพมากนัก

การฟ้องมันฮือฮาก็จริง แต่มันสร้างเป็นบรรทัดฐานอะไรหรือเปล่า คือคนเขามีวัตถุประสงค์อะไรหลายอย่างก็แล้วแต่ และตรงนี้ก็อาจจะสร้างคุณูปการบางอย่างทางสังคมในทางสังคมก็ได้ หรืออาจเป็นรูปการใหม่ในการฟ้องก็ได้ แต่คนไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องที่ตนฟ้องมากพอที่สร้างจิตสำนึกในบางเรื่อง ขึ้นมา มันก็จะกลายเป็นเรื่องการเรียกค่าเสียหาย ซึ่งก็โอเคก็เยียวยากันไป แล้วสุดท้ายปีหน้าก็มาว่ากันใหม่

บุคคลแห่งปีที่มีอิทธิพลในวงการด้านสิ่งแวดล้อมในปีที่ผ่านมาคือใคร เพราะอะไร

สุรชัย: บุคคลที่มีอิทธิพลต่อวงการด้านสิ่งแวดล้อมผมก็ต้องพูดถึงคุณหน่อย จินตนา และนักต่อสู่อีกหลายๆ คนที่ต่อสู้เพื่อชุมชนของเขา แต่ต้องถูกดำเนินคดีและจำคุกคุมขัง ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญมากในปีที่ผ่านมา เพราะว่าในการต่อสู้ของบุคคลดังกล่าวไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่สิ่งที่เขาทำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อประโยชน์ของชุมชน โดยคำนึงถึงสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวของเขามันเป็นประโยชน์ สิ่งที่เป็นประโยชน์ผมคิดว่ากระบวนการยุติธรรมต้องคำนึงถึง และให้ความคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของชุมชนในการออกมาตรวจสอบ หรือการมีส่วนร่วมเกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อมต้องมีที่ยืน และได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม

ที่ผ่านมา เราจะเห็นว่ากระบวนการยุติธรรมยังละเลย และไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของชุมชนอย่างเพียงพอ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบ และต้องวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมได้กลับมาคำนึงถึง และกระบวนการยุติธรรมตรงนี้ก็ไม่ได้หมายความเฉพาะศาล แต่หมายถึงกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ รวมถึงทนายความและก็ศาลด้วย

ผมคิดว่าเราอาจจะต้องกลับมาทบทวนว่า เราจะสร้างความชัดเจนในการใช้สิทธิของประชาชนที่จะได้รับการคุ้มครองตามรัฐ ธรรมนูญอย่างเพียงพอได้อย่างไร ไม่ใช่การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จะต้องได้รับโทษทางอาญา ต้องชดใช้ความเสียหายในทางแพ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่คนทำเพื่อผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องได้รับผล ที่ไม่เป็นธรรมอย่างนั้น