WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 6, 2012

ความรุนแรงใน "ประเทศ(แม่ง!)โคตรสันติสุข"

ที่มา Thai E-News

โดยทีมข่าว ไทยอีนิวส์

5 มกราคม 2555

ไทย อีนิวส์ ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทางการเมือง อันเป็นผลจากวิถีคิดทางการเมืองรวมศูนย์ ควบคุมจากส่วนกลาง ที่ใช้กองกำลังจัดการกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองด้วยวาทะกรรมเพื่อ "ชาติ ศาส์น กษัตริย์ และ เพื่อความมั่นคงของชาติ"

ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากมายภายใต้ยุทธศาสตร์การเมืองที่อิงความรุนแรงเช่นนี้!

ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่
รวบรวมโดยศูนย์เผ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ภายใต้ความรุนแรงที่ภาคใต้ "8 ปี ไฟใต้" ที่ส่งผลให้ประชาชนและทหารเสียชีวิตรวมกันกว่า 5,000 คน และบาดเจ็บกว่า 8,000 คน

และ จากข้อมูลผู้เสียชีวิตในรายงาน "60 ปีแห่งการกดขี่สิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย" ที่จัดทำโดยกลุ่มแอคชั่นเพื่อประชาธิปไตย (ACT4DEM)

ข้อมูลเหล่านี้ คงทำให้สังคมไทยต้องลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับความรุนแรงใน "ประเทศ(แม่ง!)โคตรสันติสุข" กันบ้างเสียที!

. . . . . . . .



8 ปีไฟใต้
(มกราคม 2547 - 31 ธันวาคม 2554)

มีผู้เสียชีวิต 5,014 คน

ผู้บาดเจ็บ 8,357 คน






ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2554

โดย ศูนย์เผ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้


0 0 0 0 0


รายงาน 60 ปีแห่งการกดขี่สิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย
(ตั้งแต่ 2490 - ปัจจุบัน)

มีผู้เสียชีวิตกว่า 12,000 คน


เริ่มจัดทำและรวมรวมตั้งแต่ปลายปี 2553 และปรับปรุงครั้งล่าสุดเดือนธันวาคม 2554

โดย กลุ่มแอคชั่นเพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทย (ACT4DEM)

ที่มา Time Up Thailand


ทำไมต้อง 11,135 รายชื่อ


. . . . . . . .


60 ปี แห่ง การกดขี่ และ คุกคามสิทธิและเสรีภาพในประเทศไทย

สวีเดนรับรอง “การแชร์ไฟล์” เป็นศาสนาทางการ

ที่มา Thai E-News

5 เมษายน 2555
ที่มา ประชาไท


รัฐบาล สวีเดนรับรอง “การแชร์ไฟล์” ให้เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้ววานนี้ ภายใต้ชื่อ ‘Church of Kopimism’ นับเป็นประเทศแรกที่รับรองให้การเชิดชู “ข้อมูลข่าวสาร” และการ “ก็อปปี้” เป็นการกระทำทางศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์


เมื่อ วันพุธที่ผ่านมา (4 ม.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสวีเดนรับรองให้การแชร์ไฟล์เป็นศาสนาที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศ แล้ว หลังจากอิซัค เกอร์สัน ชาวสวีเดนผู้ก่อตั้งลัทธิมิชชันนารีแห่งก็อปปีอิสม์ (The Missionary Church of Kopimism) ถูกปฏิเสธจากขอยื่นคำร้องขอจดทะเบียนแล้วสองครั้งตั้งแต่ปี 2553

เว็บไซต์ torrentfreak ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวเกี่ยวกับการแชร์ไฟล์และบิตทอร์เรนท์รายงานว่า ลัทธิ ‘Kopimism’ ซึ่งนับถือเครื่องหมาย CTRL+C และ CTRL+V เป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ หวังว่าการจดทะเบียนให้การแชร์ข้อมูลมีสถานะเป็นศาสนาทางการ จะช่วยป้องกันการดำเนินคดีทางกฎหมายเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์และการแชร์ ข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต

อิซัค ผู้ก่อตั้งลัทธิดังกล่าว ให้สัมภาษณ์เว็บ torrentfreak ว่า เขาหวังว่าจะมีคนเปิดเผยตัวออกมาในฐานะคนนับถือศาสนาก็อปปีอิสม์ (Kopimists) มากขึ้น เนื่องจากในปัจจุบันการ “ก็อปปี้” หรือการแชร์ข้อมูลถูกมองว่าอาจส่งผลกระทบทางข้อกฎหมาย ทำให้หลายคนเกรงว่าอาจถูกจับกุมจากการก็อปปีและเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งเขาหวังว่าการก่อตั้งศาสนานี้จะทำให้ความคิดดังกล่าวเปลี่ยนไป

แถลงการณ์ของลัทธิก็อปีอิสม์ที่เผยแพร่ทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ ระบุว่า สำหรับลัทธิก็อปปีอิสม์ ข้อมูลข่าวสารนับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และการก็อปปีถือเป็นพิธีกรรมอันสูงสุด โดยชี้ว่า ข้อมูลข่าวสารมีคุณค่าทั้งในตัวมันเองและเนื้อหาที่บรรจุ และคุณค่าดังกล่าวจะทวีคูณเพิ่มขึ้นด้วยการก็อปปี ดังนั้น การก็อปปี ถือเป็นหลักการสำคัญที่สุดขององค์กรและศาสนิกชนดังกล่าว ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวยังระบุว่า การเข้าเป็นสมาชิกในศาสนาก็อปปีอิสม์ไม่จำเป็นต้องมีขั้นตอนที่เป็นทางการ แต่อย่างใด เพียงแต่ผู้นับถือต้องระลึกถึงการกระทำที่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด นั่นคือข้อมูลข่าวสารและการก็อปปี

ถึงแม้ว่าสถานะอย่างเป็นทางการของ ลัทธิดังกล่าวจะไม่อนุญาตให้การละเมิดลิขสิทธิ์สามารถทำได้โดยอัตโนมัติ แต่ผู้ก่อตั้งลัทธิก็หวังว่า ความเชื่อของพวกเขาจะส่งผลต่อการร่างกฎหมายเกี่ยวกับการแชร์ข้อมูลข่าวสารใน อนาคต

“พวกเราชาวก็อปปีอิสม์ ไม่เพียงแต่หวังพึ่งซึ่งกันและกันในการต่อสู้นี้เท่านั้น แต่ยังหวังพึ่งพาต่อคนทุกคนที่ก็อปปีและแชร์ข้อมูลข่าวสาร ดังนั้น ทุกคนที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ จงก็อปปีต่อไป และสดุดีการก็อปปี” เกอร์สันกล่าว

ทนายความดา ตอร์ปิโด เขียน "ดา ตอร์ปิโด; ช่องทางสู่การรับรู้..สภาพชีวิตผู้ต้องขังหญิง"

ที่มา Thai E-News


5 มกราคม 2555

โดย ประเวศ ประภานุกูล
ที่มา เฟสบุค ประเวศ ประภานุกูล

ที แรกว่าจะไปเยี่ยมดา ตอร์ปิโด วันที่ 30 ธันวาคม 2554 วันสุดท้ายของการทำงานปี 2554 โดยถือโอกาสไปสวัสดีปีใหม่กับดา ด้วย แต่โทรศัพท์จาก อ.หวาน ทำให้ผมต้องไปก่อน ไม่ใช่สิ ไปเยี่ยมดาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในวันที่ 19 ธันวาคม 2554

ก่อน อื่นขอชี้แจงเรื่องเงินที่มีคนฝากให้ดา พอผมโพสต์ว่าจะไปเยี่ยมดา ก็มีคนฝากเงินให้ดาผ่านมาทางผมให้ดา 3 คน รวมทั้งหมด 5,000 บาท ในวันที่ 19 ธันวาคม 2554 ที่ผมไปเยี่ยมดา ผมได้ฝากเงินเข้าบัญชีให้ตามที่ดา บอก 1,000 บาท ส่วนอีก 1,000 บาท ดาบอกให้ซื้อของให้ เป็นเงิน 649 บาท เหลือเงินส่วนนี้ 351 บาท เงินส่วนที่เหลืออีก 3,000 บาท ดาบอกให้โอนเข้าบัญชีพี่ชายเขา เพื่อเขาจะได้มีค่ารถมาเยี่ยมดาได้ ผมได้โอนเข้าบัญชีพี่ชายดา..นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล จำนวน 2,975 บาท ผ่านทาง ATM ที่โอนเพียง 2,975 บาท เนื่องจากมีค่าธรรมเนียมโอนเงินต่างธนาคาร(และต่างจังหวัด)อีก 25 บาท

เงิน ส่วนที่เหลือ 351 ในวันที่ไปเยี่ยมดา เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2554 ดาบอกให้ซื้อของให้อีก เป็นจำนวนเงิน 336 บาท สรุปแล้วยังเหลือเงินของดาอยู่ที่ผม 15 บาท

สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการช่วยเหลือทางการเงินแก่ ดา ตอร์ปิโด ขอให้โอนเงินเข้าบัญชีพี่ชายของดาโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านผมอีก ชื่อบัญชี นายกิตติชัย ชาญเชิงศิลปกุล บัญชีออมทรัพย์ เลขที่บัญชีดังนี้ครับ

1. ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด (มหาชน) สาขาพูนผล 2971258055

2. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต 2644402980

3. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาภูเก็ต 5374061160

และ ก็ตามเคยอย่างเช่นทุกครั้ง หรือเกือบทุกครั้ง ที่ไปเยี่ยมดา ผมจะต้องได้รับรู้สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังหญิง แต่คราวนี้ไม่ใช่ชีวิตในช่วงปกติ หากแต่เป็นช่วงน้ำท่วมเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา

ดังที่ทราบกันดีจากที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ดาถูกย้ายไปเรือนจำคลองไผ่ แต่ในความเป็นจริง ทัณฑสถานหญิงกลาง ไม่ได้ย้ายผู้ต้องขังไปทั้งหมด แต่ยังมีผู้ต้องขังหญิงเหลืออยู่อีกพันกว่าคน ซึ่งคนที่อยู่ต้องอยู่อย่างยากลำบาก..ภายใต้การปกครองของ นางอังคนึง เล็บนาค ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง และนั่นเป็นสาเหตุแท้จริงที่ย้ายดาไปอยู่ที่อื่น เพื่อไม่ให้ดาโวยวาย..ร้องเรียน

ขอพูดถึงคนที่ถูกย้ายไปอยู่ ที่อื่นก่อนตามระบบของเรือนจำ อย่างที่ทุกคนที่เคยไปเยี่ยมดา ทราบดีอยู่แล้ว การฝากเงินให้ดา หรือผู้ต้องขังอื่นทุกคน จะต้องฝากเงินเข้าบัญชีของผู้ต้องขังคนนั้นๆ พูดอีกอย่างก็คือ จ่ายเงินให้เรือนจำนั่นแหละ แล้วเรือนจำถึงให้ผู้ต้องขังเบิกใช้ทีหลัง ปัญหาของการย้ายที่คุมขังอยู่ตรงนี้ เมื่อใช้ระบบฝากเงิน จึงต้องมีบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขัง แต่ในการย้ายผู้ต้องขังไปขังยังที่อื่น

ทัณฑสถานหญิง กลาง..โดยนางอังคนึง เล็บนาค ไม่ได้ส่งบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขังไปด้วย ส่งผลให้ผู้ต้องขังที่เรือนจำคลองไผ่ทุกคน...ไม่มีสิทธิเบิกเงินที่ญาติฝาก ให้มาใช้ได้เลย จนบรรดาญาติๆของผู้ต้องขังต้องส่งข่าวบอกๆต่อๆกันไปให้ส่ง ธนาณัติ ไปให้ผู้ต้องขัง ส่งผลให้มีการส่ง ธนาณัติ ไปให้ผู้ต้องขังจากทัณฑสถานหญิงกลาง ที่ขังอยู่ที่เรือนจำคลองไผ่ในตอนนั้น เป็นจำนวนถึง กว่า 800,000 บาท ภายในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว และ ผอ.เรือนจำคลองไผ่ ก็ได้เปิดบัญชีให้ผู้ต้องขังเหล่านั้น ซึ่งหลังจากย้ายกลับมาทัณฑสถานหญิงกลาง ทางเรือนจำคลองไผ่ ก็ได้โอนเงินส่วนที่เหลือคืนมาเข้าบัญชีของผู้ต้องขังที่ ทัณฑสถานหญิงกลาง

การ ย้ายผู้ต้องขังไปขังยังที่อื่น ไม่ได้ไปเพียงเรือนจำคลองไผ่เท่านั้น แต่ได้ส่งไปขังที่เรือนจำราชบุรี และชลบุรี ด้วย แต่ทั้ง 2 ที่นั้น ผอ.เรือนจำ ได้จึ้..จิก มาที่นางอังคนึง เล็บนาค ให้ส่งบัญชีเงินฝากของผู้ต้องขังไปด้วย เพื่อให้ผู้ต้องขังเบิกใช้จ่ายระหว่างที่ถูกขังที่นั่นได้ ทำให้นางอังคนึง เล็บนาค จำต้องส่งบัญชีไป(เข้าใจว่า..ต้องโอนเงินไปด้วย และที่ไม่ยอมส่งบัญชีไปก็ไม่รู้ว่าทำไมไม่ยอมส่ง หรือจะเก็บไว้กินดอกเบี้ย)

หลังจากย้ายกลับมาแล้ว นางอังคนึง เล็บนาค ยังออกกฎ ไม่ให้ผู้ต้องขังเบิกเงินจากบัญชีเงินฝากของตนมาใช้อีก 1 สัปดาห์ อ้างว่าต้องเคลียร์บัญชีจากการส่งบัญชีไปเรือนจำอื่น และดา กับผู้ต้องขังที่ถุกย้ายไปเรือนจำคลองไผ่ ก็พลอยเบิกเงินไม่ได้ด้วย..ทั้งที่ไม่ได้ส่งบัญชีไปเรือนจำคลองไผ่

ใน ส่วนของคนที่ถูกขังอยู่ที่เดิม...ทัณฑสถานหญิงกลาง ชีวิตความเป็นอยู่รันทดลำเข็ญสุดๆ อย่างที่ทราบกันแล้วว่า น้ำท่วมคราวนี้หนักหนาสาหัส แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกปิดข่าว คือ ทัณฑสถานหญิงกลาง ถูกน้ำท่วมด้วย และท่วมสูงในระดับไม่น้อยกว่า 1 เมตร ผลคือ ผู้ต้องขังหญิงต้องยืนอาบน้ำในน้ำท่วมที่สูงถึง..ก้น และได้อาบน้ำแค่ 3 ขัน..ขอย้ำอีกที...ยืนอาบน้ำในน้ำท่วมสูงถึงก้น และอาบน้ำเพียง 3 ขัน

ไม่ เพียงแค่นั้น ด้านอาหาร แต่ละมื้อได้ทานข้าวเพียง 1 ถ้วยเล็กๆ..ขนาด ถ้วยข้าวไหว้ผี กับข้าวมีเพียงหัวไช้เท้าต้ม หนักกว่านั้น..บางวันมีเพียง..น้ำข้าว

ชีวิตผู้ต้องขังหญิง ณ ใจกลางประเทศ แต่มีสภาพชีวิต ไม่ต่างจากสัตว์ น่าอนาถที่ประเทศนี้ยังกล้าประกาศตัวว่าเป็น..เมืองพุทธ

เมืองแห่งศาสนาที่ได้รับยกย่องทั่วโลกว่าเป็น..ศาสนาแห่งสันติภาพ

กับ เรื่องเศร้านี้ ขอจบด้วย จดหมาย ที่มีคนฝากไปให้กำลังใจดา (ขอสงวนชื่อเจ้าของจดหมาย) เป็นจดหมายจากคนที่ได้ร่วมฝากเงินให้ผมไปส่งต่ดให้ดาด้วย

"เป็นกำลังใจให้ครับ พี่ดาสู้และยืนหยัดต่อไปนะครับ สักวันคงมีโอกาสได้พบกัน"

"แม้ จะไม่เคยเจอพี่ดาเลย แม้ว่าความคิดเราไม่ได้ตรงกันทั้งหมด แต่ความกล้าหาญของพี่ดาที่จะยืนหยัดในสิ่งที่พี่ดาเชื่อ ได้ทำให้มโนในสำนึกของผมตื่นขึ้น ตื่นขึ้นให้เอาธุระกับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ พี่ดาอาจไม่ใช่คนแรกที่โดนคดีนี้ แต่เป็นคนแรกๆที่บอกให้เรารู้ว่า สังคมไทยเรามีปัญหาเรื่องนี้จริงๆ

แน่นอนว่า ผมหวังว่าพี่ดาจะพ้นออกจากที่จองจำในเร็ววัน

แน่ นอน เราหวังว่า บ้านเราจะเดินทางไปสู่สังคมที่เท่าเทียมที่มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคกัน แต่ในเวลาเฉพาะหน้านี้ แสงสว่างปลายอุโมงค์นั้นริบหรี่เหลือเกินสำหรับสังคมไทย ซึ่งผมก็เชื่อว่าพี่เองก็พอสัมผัสได้ แต่ยุคนี้แหละครับ ที่จะทำให้เห็นความมืดมิดที่สุด ภูตผีปีศาจและอวิชชา จะได้ออกอาละวาดตามอำนาจของมันเต็มที่ และยุคนี้เช่นกันที่นักวิชาการอย่างนิติราษฎร์เริ่มจุดไฟในสายลมแล้ว

ยุคนี้คนตัวเล็กตัวน้อยเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่เคยถามกันมาก่อน

พี่ดาเป็นคนเดินนำไปก่อนบนเส้นทางประวัติศาสตร์สายนี้หวังว่าจะได้คุยกับพี่ดานอกขื่อคาพันธนาการนะครับ

รักษาสุขภาพ

แด่ความเสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ


อ้อ..สุดท้าย(จริงๆ) ดา เปลี่ยนใจแล้วนะครับ ตัดสินใจอุทธรณ์ และจะสู้คดีจนถึงที่สุดครับ

ประเวศ ประภานุกูล


Thursday, January 5, 2012

ตาสว่าง กับ อ.สุนัย จุลพงศธร redplus 03-01-5

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

nick_nakhonpathom



http://www.thaivoice.org/board/index.php?

"ผู้ตรวจการกองทัพ" สุดยอดนวัตกรรมใหม่ของ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ สุดยอดจริงๆ เยี่ยม

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมดาวน์โหลด รายการ wake up ไทยแลนด์ ของคุณปลื้ม ทาง Voice TV มาดู มีการพูดคุยกันเรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร และการร่างรัฐธรรมนูญใหม่และเรื่องอื่น ๆ ประเทืองปัญญาดีมาก

ข้อ เสนอชิ้นหนึ่งที่ อ.วรเจตน์ หลุดปากออกมา เกี่ยวกับเรื่ององค์กรอิสระ ในรัฐธรรมนูญใหม่คือ การแต่งตั้ง "ผู้ตรวจการกองทัพ" ขึ้นมา อาจโดยรัฐสภา เพื่อตรวจสอบกองทัพ ในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องงบลับ เรื่องอื่นๆ เพื่อทำให้กองทัพอยู่ในร่องในรอยในการรับใช้ประชาชน ไม่ใช่อาณาจักรอิสระทางอำนาจของใคร

ผมถือว่านี่เป็นนวัตกรรมทางความคิดชั้นยอดอีกอันหนึ่งทีเดียว รุนแรง เฉียบขาด เหมือนกับเรื่อง "ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร"

ความ คิดทั้งสองอันนี้ ผมเชื่อว่าจะมีผลอย่างรุนแรงต่อไปในประเทศไทย ใครจะต่อต้านหรือไม่ต่อต้าน เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย มันไม่มีความหมายแล้ว เพราะความคิดมันเกิดขึ้นไปแล้ว สังคมได้อาวุธทางปัญญาอีกชิ้นหนึ่งที่จะมาต่อสู้กับรัฐประหาร และพวกอำมาตยาธิปไตยแล้ว มันอาจทำสำเร็จในรัฐธรรมนูญฉบัยใหม่ หรือทำสำเร็จในอีก 5 ปี 10 ปี ข้างหน้า

แต่ว่าชนชาติไทย ได้อาวุธอีกชิ้นมาสู้กับรัฐประหาร และอำนาจนิยมของกองทัพแล้ว

เรื่องนี้ต้องตีปิ๊บ ตีฆ้องร้องเป่า ให้แพร่หลายในหมู่คนเสื้อแดง และผู้สนับสนุนต่อไป

สำหรับ ผมแล้วถือว่าสุดยอด ไม่เสียชาติเกิดแล้วครับ อ.วรเจตน์ ที่ได้เรียนกฎหมาย ได้รับใช้สังคมทางปัญญาอย่างดีที่สุด มันจะส่งผลกระทบรุนแรงที่สุดในอนาคตต่อไป

ความคิดดีๆ หากมันถือกำเนิดขึ้นแล้ว การจะเอาชนะมันได้ต้องมีความคิดที่ดีกว่ามาสู้
หากใช้กำลังสู้ แบบพวกอำมาตย์ชอบใช้ ไม่มีทางเอาชนะความคิดที่ดีที่กำเนิดขึ้นมาแล้ว คุณอาจชนะวันนี้ แต่ไม่ใช่วันหน้าอย่างแน่นอน

---------

เพื่อ ขยายเรื่องนี้ต่อ เรื่องผู้ตรวจการกองทัพนี้ ผมลองค้นดู ปรากฎว่าปีนี้ได้มีการเสนอกฎหมายนี้ใน สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ เรียกว่า Military Ombudsman Bill 2011 ดังนั้นคำว่าผู้ตรวจการกองทัพ น่าจะใช้ในภาษาอังกฤษคือ Military Ombudsman

เรียกว่าความคิดของ อ.วรเจตน์ ไม่ได้ขาดที่มาที่ไป มีหลักฐานอ้างอิงว่ามีการดำเนินการแบบนี้ในต่างประเทศแล้ว

ลองดูที่ลิงค์นี้
http://www.google.co.th/url?sa=t&rct=j&q=military%20ombudsman&source=web&cd=36&ved=0CEQQFjAFOB4&url=http%3A%2F%2Fse1.isn.ch%2Fserviceengine%2FFiles%2FISN%2F14061%2Fipublicationdocument_singledocument%2FFFEA0BC1-1DCB-49ED-B73A-75476461235B%2Fen%2Fbackgrounder_01_ombusdman.pdf&ei=GIQET-j9CMSHrAehys3-BA&usg=AFQjCNFByuQQxQd31skkechhB6njLHOYqw&cad=rja

"ทักษิณ" ดีใจมั้ย "ประยุทธ์" ได้สุดยอด "ซีอีโอ"

ที่มา Voice TV




รายการ Wake up Thailand ประจำพฤหัสบดีที่ 5 ม.ค. 55



นำเสนอประเด็น






- ประชุมสภา ถกปัญหาหนี้-งบประมาณ
- ปัญหาการบริหารหนี้กองทุนฟื้นฟู ปม กิตติรัตน์ หัก ธีระชัย ?
- พลเอกประยุทธ์ 1 ใน 5 สุดยอดซีอีโอภาคราชการ : ปลุกคนไทยรักสถาบัน
- ก้านธูป นศ. มธ. กับการถูกเรียกเข้ารายงานตัวข้อหาหมิ่น 11 มค. 55
- อธิการบดี มธ.แจงกรณีก้านธูป
- เข้าสู่ปีที่ 9 ไฟใต้ : จับตา 3 ปมร้อนเขย่าปลายด้ามขวาน
- เวทีสมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ "ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน
- สิงคโปร์เตรียมปรับลดเงินเดือนนักการเมืองอย่างน้อย 1 ใน 3 ลดความไม่พอใจของประชาชน

Wake Up Thailand Special : "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" กับภารกิจนิติราษฎร์ปี 55

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand ประจำพุธที่ 4 ม.ค. 55

นำเสนอประเด็น

- การแก้มาตรา 112
- การลบล้างผลพวงรัฐประหาร
- จุดเด่นรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50
- ภารกิจนิติราษฎร์ปี 55

งานเยียวยาไฟใต้ของภาคประชาสังคม

ที่มา ประชาไท

อัสรา รัฐการัณย์
เครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

แม้ 8 ปีแห่งเหตุการณ์ความรุนแรงในชายแดนใต้จะส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 4,557 ราย และบาดเจ็บ 8,096 ราย หากแต่ในวันนี้ ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่พร้อมจะลุกขึ้นทำงานช่วยเหลือเยียวยาท่ามกลางความ ยากลำบากนานัปการ เพราะไม่ยอมที่จะเป็นเพียง ‘เหยื่อ’ จากสถานการณ์บ่อนทำลายชีวิตปกติดังกล่าว

ทำไมต้องเยียวยา?
ท่ามกลางเสียงปืน เสียงระเบิด ที่ยังคงเกิดขึ้นตลอดต่อเนื่องมาเป็นเวลา 8 ปี และดูเหมือนจะยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด จนเกิดมีผู้สูญเสียมากมาย อีกทั้งยังมีหญิงหม้ายและเด็กกำพร้า ที่ต้องให้การช่วยเหลือดูแล การมีผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก จึงทำให้ต้องมีการเยียวยาหรือการให้ความช่วยเหลือ ให้กำลังใจ เพื่อให้ผู้สูญเสียสามารถก้าวข้ามความเจ็บปวด แล้วลุกขึ้นยืนได้

งานเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเป็นภารกิจที่กลุ่มองค์กรภาคประชา สังคมริเริ่มดำเนินการก่อนที่รัฐจะเห็นความสำคัญ หรือในอีกแง่หนึ่งคือก่อนที่รัฐจะมีจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการการ ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กยต. ในปี 2548

การเยียวยาของกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมในช่วงแรกๆ จะไม่มีกฎเกณฑ์กติกามากมาย ใช้หลักมนุษยธรรม มีลักษณะเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่ทุกข์ยากลำบาก พ่อเด็กเป็นใครไม่สนใจ แต่ว่าเมื่อตายหรือเมื่อติดคุกไปแล้ว ชีวิตที่เหลืออยู่คือภรรยาและลูกๆ ซึ่งถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ พวกเขาเดือดร้อน พวกเขาได้รับผลกระทบ กลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมหลายๆ กลุ่ม จึงเข้าไปเยี่ยมเยียน พูดคุย ให้กำลังใจ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือเยียวยา แบบไม่เลือกฝ่าย

ดังนั้น การเยียวยาขององค์กรภาคประชาสังคมในช่วงเวลาแรกๆ จึงครอบคลุมการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่เข้าเกณฑ์ที่รัฐจะ ช่วย อย่างเช่นกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบในกรณีเหตุการณ์ 28 เมษายน กลุ่มครอบครัวผู้ต้องขัง เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นการเยียวยาจิตใจที่ไปช่วยลดความคับแค้นขมขื่น ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมีอยู่สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ นอกจากนั้นก็ยังเน้นการช่วยเหลือเยียวยา เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ส่งเสริมให้เขามีการรวมกลุ่ม ช่วยเหลือเยียวยากันเอง ทั้งในเรื่องของอาชีพและเรื่องของจิตใจ

คุณลม้าย มานะการ คณะทำงานผู้ประสานงานภาคประชาสังคมในสามจังหวัดชายแดนใต้ที่ลุกขึ้นมาทำงาน เยียวยาในยุคแรกๆ ได้ให้ความสำคัญของงานเยียวยาว่า “คิดว่าคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีความทุกข์ที่สุด กลุ่มนี้ถือว่าความทุกข์ซ้ำซ้อนมาก นี่คือเหตุผลสำคัญควรจะมีเพื่อนดูแลเขา ให้เขาได้เข้มแข็งด้วยตัวของเขาเอง แล้ววันหนึ่งเขาจะยืนขึ้นมาได้ แล้วอาจจะได้ช่วยเหลือคนอื่นด้วย”

ผู้ที่ทำงานในด้านการเยียวยาล้วนเชื่อว่า การเยียวยาเป็นเรื่องจำเป็นในพื้นที่ความขัดแย้ง หลายคนที่ทำงานด้านเยียวยาเชื่อว่า งานด้านนี้จะลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้

คุณนารี เจริญผลพิริยะ นักฝึกอบรมสันติวิธี และเป็นประธานคณะทำงานประสานงานหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ภายใต้คณะอนุกรรมการโครงการดูแลเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบด้านจิตใจจาก สถานการณ์ความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า “เวลาที่ความรุนแรงเกิดขึ้นแล้ว ไม่เยียวยาไม่ได้ เพราะว่าทุกฝ่ายบาดเจ็บ นอกจากทางร่างกายแล้ว มันบาดเจ็บทางจิตใจด้วย การเยียวยาทางจิตใจ มันก็จะช่วยลดความรุนแรงที่อาจจะเกี่ยวเนื่องไปในอนาคตได้ด้วย”

คุณโซรยา จามจุรี หัวหน้าโครงการผู้หญิงภาคประชาสังคม จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มเพื่อนครอบครัวผู้สูญเสีย ก็มีความเห็นเหมือนกันว่า “งานเยียวยาเป็นงานสันติวิธีอย่างหนึ่ง เป็นการบรรเทา ไม่ใช่แค่เฉพาะความโศก ความเศร้า แต่ว่าเป็นการบรรเทาความคับแค้น ความขมขื่นของคนที่เขารู้สึกว่าเขาถูกกระทำอย่างไร้เหตุผล และก็ยังช่วยระงับยับยั้งความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย”

คุณปาตีเมาะ เปาะอีแตดาโอะ ผู้อำนวยการกลุ่มผู้หญิงเพื่อสันติภาพ หรือ We Peace ก็แสดงความเชื่อมั่นในพลังของการเยียวยาว่า “การทำงานเยียวยา เหมือนการสร้างให้คนที่ได้รับผลกระทบ มีพลังที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น อันนั้นคือเป็นกำลังที่จะสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วย”

แม้วันนี้เราไม่อาจบอกได้ว่า เหตุการณ์มันจะยุติลงเมื่อไหร่ แต่เชื่อเหลือเกินว่า เราทุกคนสามารถระงับการสูญเสียไม่ให้ขยายวงกว้างไปกว่านี้ ด้วยการเยียวยา และให้กำลังใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย งานภาคประชาสังคมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิด ขึ้น

เสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้สูญเสีย
“อยู่แต่ในบ้าน ไม่อยากพบใคร ไม่อยากพูดคุยกับใคร”

“เครียด แล้วก็คิดมาก ไปไหนมาไหน รู้สึกว่าไม่มีพลัง”

“ไม่ทราบว่าใครเป็นคนยิงสามีเรา เพราะว่าสามีเราเป็นคนดี ไม่มีศัตรูกับใครที่ไหน รู้สึกแย่มาก เพราะว่าเราเป็นแม่บ้าน ต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เราก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง รายได้เราก็ไม่มี รู้สึกว่าเครียดมากตอนนั้น ถึงขั้นต้องพึ่งยานอนหลับ”

“ทางด้านจิตใจมีมาก ในช่วงนั้นคือรู้สึกว่าครอบครัวตัวเอง เจอกับความสูญเสียที่ซ้ำซากมาก ใจมันหดหู่ และมองโลกในแง่ร้าย มองโลกในแง่ลบหมดเลย”

เสียงสะท้อนจากผู้ที่ได้รับการเยียวยา
คุณดวงสุดา นุ้ยสุภาพ สูญเสียปู่และพ่อจากเหตุร้ายรายวันไปเมื่อ 6-7 ปีที่ผ่านมา แต่มาวันนี้ เธอได้ก้าวข้ามความเจ็บปวดและความยากลำบากจนสามารถขับเคลื่อนงานและมาช่วย กันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ และร่วมเป็นหนึ่งในเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ อีกทั้งยังเป็นพลังสำคัญในการสื่อสารเรื่องราวเพื่อสร้างความเข้าใจสู่ชุมชน และสังคม

ดวงสุดากล่าวว่า “ตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ เครียดแล้วก็กลัวชาวมุสลิมที่อยู่ในหมู่บ้าน เรารู้สึกว่ายังมองในด้านลบอยู่ แต่พอหลังจากที่ได้รับการเยียวยาจากหลายๆ กลุ่ม ความรู้สึกด้านลบตรงนั้นมันก็เริ่มหายไป จิตใจเราสามารถดึงความรู้สึกที่มีความผูกพันสมัยก่อน ทำให้เรากับครอบครัวรู้สึกว่าได้ออกมาสู่โลกกว้างได้มีทัศนคติที่ดีต่อสังคม รอบข้าง”

“การเยียวยาที่ได้รับจากกลุ่มองค์กรต่างๆ ก็มีทั้งลักษณะการเยียวยาทางด้านอาชีพ เยียวยาทางด้านจิตใจ และเข้ามาช่วยเหลือทางด้านทุนการศึกษาให้กับน้องๆ มันเป็นการลดภาระทางเศรษฐกิจของครอบครัวด้วย เป็นการลดภาระค่าใช้จ่าย”

คุณมารีนา ดือเระ เป็นอีกคนหนึ่งที่สูญเสียสามีจากเหตุร้ายรายวัน เธอบอกว่า “ถ้าสมมุติไม่มีการเยียวยา เราจะอยู่ในโลกมืด คิดคนเดียวทำคนเดียว เราก็ไม่มีที่ปรึกษา แต่เมื่อการเยียวยาเข้ามา เขาเป็นที่ปรึกษาให้เรา เขาพาเราออกสู่สังคม มองเห็นในโลกกว้างที่ว่ายังมีชีวิตอีกหลายๆ ชีวิตที่ว่าประสบกับเหตุการณ์ที่แย่กว่าเรา”

“เราจะเห็นว่าการที่เรามีเพื่อนฝูงให้กำลังใจเรา ทำให้เรามีกำลังใจที่จะต่อสู้กับชีวิตของเรา มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิตของเราต่อไป”

จากเหยื่อสู่คนทำงานภาคประชาสังคม
วันนี้ เราจะเห็นว่ามีกลุ่มผู้ที่ได้รับผลกระทบตั้งกลุ่มเพื่อช่วยเหลือเยียวยากัน เองหลายกลุ่ม นอกจากนั้นบางคนที่เขาเข้มแข็งแล้ว ก็พร้อมที่จะเล่าเรื่องราวของตนเองสู่ชุมชนสังคม

คุณสม โกไศยกานนท์ สูญเสียสามีที่เป็นตำรวจตั้งแต่ปี 2547คุณสม ตระหนักดีว่าผู้สูญเสีย ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร ก็ล้วนมีความทุกข์ยากร่วมกัน เธอจึงก่อตั้ง “กลุ่มหัวอกเดียวกันแบ่งปันน้ำใจ” เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นหญิงหม้าย โดยไม่แบ่งข้าง แบ่งฝ่าย หรือแบ่งศาสนา งานที่กลุ่มทำคือสร้างอาชีพให้แก่หญิงหม้าย และออกเยี่ยมเยียนผู้ได้รับผลกระทบด้วยกัน

คุณสมทำงานด้านนี้มา 5-6 ปีแล้ว เธออยากเห็นคนทำงานด้านนี้ขยายวงให้กว้างขึ้นอีก เพราะเชื่อว่ามีคนต้องการความช่วยเหลืออีกเยอะ เธอคิดว่าการช่วยเหลือคนอื่น ก็คือ การเยียวยาตัวเองไปด้วยในตัว

“อย่างน้อยเราก็ได้ดูแลคนรอบข้าง และมีความรู้สึกภาคภูมิใจมากที่ได้ทำ เพราะตรงนี้เราทำด้วยใจ ด้วยจิตอาสา เราไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีใครมาจ้าง แต่เราต้องทำด้วยใจ ซึ่งอยากจะฝากให้กับเพื่อนที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบที่ว่ามีโอกาส อยู่สบายแล้ว ไม่เดือนร้อนแล้ว น่าจะเผื่อแผ่โอกาสที่ตัวเองมีอยู่ ดูแลช่วยเผื่อแผ่คนรอบข้างด้วย เพราะว่า ยังมีผู้ได้รับผลกระทบอีกเยอะมาก”

ทุกวันนี้ คุณสม ยังทำงานช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบรายใหม่ๆ เธอได้รับมอบหมายให้เป็นประธานผู้ได้รับผลกระทบของจังหวัดยะลา เป็นคณะกรรมการกองทุนด้วยรักและห่วงใยของตำรวจ และยังเป็นแกนนำเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้อีก ด้วย

คุณแยน๊ะ สะแลแม เคยเป็นผู้ประสานงานคดีตากใบ มีลูกชายต้องโทษในคดีตากใบ (อัยการได้มีคำสั่งถอนฟ้องไปแล้ว) และยังสูญเสียสามีไปจากเหตุร้ายรายวันเมื่อปี 2550

ก๊ะแยน๊ะ บอกว่า “แรกๆ เราไม่สนใจเลย เพราะว่าเรารู้สึกว่าตัวเองได้รับผลกระทบมา เราก็คิดถึงเรื่องที่ผ่านมา เราก็ไม่ยอมรับเขามาเยียวยาเรา หลังจากนั้น หลายๆ เดือนมา หลายๆ ปีมา เราก็รู้สึกว่า เออ ดีนะ ที่เขามาเยียวยาเรา ทำให้เราได้ประสบการณ์ ได้เยียวยาคนอื่นอีก เราจึงมีแรงบันดาลใจมากที่อยากจะช่วยคนยากลำบาก หรือว่าคนจนๆ ที่ได้รับผลกระทบ เช่น สามีเขาถูกยิง แล้วสรุป 3 ฝ่ายว่าคดีส่วนตัว คนเหล่านี้ไม่ได้รับเงินเยียวยา หรือว่าทุนการศึกษาเด็ก”

ทุกวันนี้ก๊ะแยน๊ะยังคงทำงานช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากคดีความ มั่นคงหลายคดี และเป็นแกนนำเครือข่ายผู้หญิงภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

จากวันนั้นถึงวันนี้ ก๊ะแยน๊ะเป็นผู้รู้จักของบุคคลมากมาย มีรางวัลเป็นเครื่องการันตีการทำงานและความเสียสละ ดังเช่นในปี 2550 ก๊ะแยน๊ะได้รับรางวัลผู้หญิงปกป้องสิทธิมนุษยชนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ส่วนในปี 2552 ได้รับรางวัลพลเมืองคนกล้า

ท่ามกลางวิกฤติสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เรายังมีคนพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ แม้ว่าจะเป็นไปด้วยความยากลำบาก นั่นเพราะเราไม่ยอมจำนน ไม่ยอมพ่ายแพ้ และไม่ยอมที่จะเป็นเพียงเหยื่อจากสถานการณ์

สถิติข้อมูลความสูญเสีย ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้น อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉิน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (ศจฉ.กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้รายงานสรุปตัวเลขความสูญเสียจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2554 ว่า

มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 4,557 ราย ในจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด แยกเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ 1,910 ราย นับถือศาสนาอิสลาม 2,520 ราย ไม่ระบุศาสนา 127 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 8,096 ราย แยกเป็นผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ 5,040 ราย นับถือศาสนาอิสลาม 2,555 ราย และไม่ระบุศาสนา 501 ราย ตัวเลขนี้ไม่รวมเหตุการณ์ที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

มีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อได้รับผลกระทบทั้งเสียชีวิตแล้วก็บาดเจ็บสูงมากกว่า หนึ่งหมื่นสองพันกว่าราย ถ้าจะว่าไปแล้ว กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบน่าจะสูงมากกว่านั้น

หากนับจำนวนคนที่อยู่ในครอบครัวของผู้เป็นเหยื่อเหตุการณ์ความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ภรรยา ลูก หรือญาติพี่น้อง ผู้ได้รับผลกระทบอาจสูงมากถึงประมาณ 50,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ได้จากบทความของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี จากเว็บไซต์ deepsouthwatch.org

ผู้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเหล่านี้นั้นต้องขาดที่พึ่งและผู้นำในการหาเลี้ยงชีพ โดยเฉพาะภรรยาและลูกของผู้ที่เสียชีวิต

สำหรับข้อมูลตัวเลขเด็กกำพร้าที่ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความ ไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงเดือนสิงหาคม 2554 มีทั้งสิ้น 4,455 คน แยกเป็นจังหวัดปัตตานี 1,691 คน จังหวัดยะลา 1,027 คน จังหวัดนราธิวาส 1,586 คน และจังหวัดสงขลา 150 คน

ส่วนตัวเลขสตรีหม้ายที่ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงเดือนสิงหาคม 2554 มีทั้งสิ้น 2,295 ราย แยกเป็นจังหวัดปัตตานี 849 ราย จังหวัดยะลา 657 ราย จังหวัดนราธิวาส 714 ราย และจังหวัดสงขลา 75 ราย

สถิติคดีความมั่นคง นับถึง เดือนกรกฎาคม 2554 มีคดีอาญารวม 87,147 คดี เป็นคดีความมั่นคง 8,043 คดี เฉพาะคดีความมั่นคง เป็นคดีที่ไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิดมากถึง 6,133 คดี คิดเป็นร้อยละ 76.25 รู้ตัวผู้กระทำความผิด 1,910 คดี คิดเป็นร้อยละ 23.75 จับกุมผู้ต้องหาได้ 1,372 คดี คิดเป็นร้อยละ 17.06 ผู้ต้องหาหลบหนี 538 คดี การดำเนินคดีความมั่นคงจำนวน 8,043 คดี

ในชั้นพนักงานสอบสวน สั่งงดสอบสวนมากถึง 5,473 คดี คิดเป็นร้อยละ 68.05 พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้อง 1,606 คดี คิดเป็นร้อยละ 19.97 สั่งไม่ฟ้อง 228 คดี คิดเป็นร้อยละ 2.83 อยู่ระหว่างดำเนินคดี 736 คดี คิดเป็นร้อยละ 9.15

ชั้นอัยการมีคดีอยู่ในความรับผิดชอบทั้งสิ้น 7,307 คดี สั่งงดสอบสวน 4,959 คดี คิดเป็นร้อยละ 83.08 สั่งฟ้อง 676 คดี หรือร้อยละ 11.33 สั่งไม่ฟ้อง 334 คดี หรือร้อยละ 5.60 และอยู่ระหว่างดำเนินการ 1,338 คดี หรือร้อยละ 18.31

ชั้นศาล พิพากษาแล้ว 262 คดี จำเลย 484 คน ลงโทษ 143 คดี จำเลย 243 คน คิดเป็นร้อยละ 54.58 ของคดีทั้งหมดที่พิพากษาแล้ว ยกฟ้อง 119 คดี จำเลย 241 คน คิดเป็นร้อยละ 45.42

ในจำนวนคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ เป็นโทษประหารชีวิต 21 คดี จำเลย 21 คน จำคุกตลอดชีวิต 40 คดี จำเลย 56 คน จำคุก 50 ปีลงมา 82 คดี จำเลย 166 คน ข้อมูลจากเว็บไซด์ศูนย์ข่าวอิศรา

จากการศึกษา ข้อมูลสถิติคดีและและประมวลผลคดีความมั่นคง ภายใต้โครงการการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ซึ่งเป็นการศึกษาข้อมูลคดีความมั่นคงที่ผ่านการพิพากษาของศาลชั้นต้นระหว่าง ปี 2553 ถึงต้นปี 2554 จำนวน 100 คดี ข้อสรุปที่สำคัญคือในจำนวนคดีที่ศึกษาทั้งหมดนั้น มีถึง 72 คดีที่ศาลสั่งยกฟ้องด้วยเหตุเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ มีเพียง 28 คดีที่ถูกพิพากษาลงโทษ

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 5: คุยกับวาสนา ลำดี ขบวนการแรงงานหลังวิกฤตน้ำท่วม

ที่มา ประชาไท

คุยกับ “วาสนา ลำดี” อดีตคนงานที่ผันตัวมาทำงานด้านสื่อของคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ร่มใหญ่ของแรงงานหลากหลายกลุ่ม ในฐานะผู้มองเห็นปัญหาของคนงานกลุ่มต่างๆ ผ่านการบรรณาธิการข่าวนำเสนอในเว็บวอยซ์เลเบอร์ voicelabour.org ที่ถือเป็นเว็บที่มีชิ้นงานจากผู้ใช้แรงงานเองมานำเสนออย่างต่อเนื่องตลอดปีที่ผ่านมา


ปี 55 มีอะไรที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

เรื่องของการพิพาทแรงงาน ปัญหาการเลิกจ้าง ซึ่งเป็นผลกระทบจากน้ำท่วม การถูกกระทำ-ถูกละเมิดสิทธิของคนงาน การพลิกแพลงการใช้กฎหมายของภาครัฐกับนายจ้าง ข้อกล่าวหานี้อาจดูรุนแรง แต่จากพฤติกรรมการช่วยเหลือคนงานในช่วงน้ำท่วม จะเห็นว่ามีแต่นโยบายที่ไม่เอื้อประโยชน์ให้คนงาน มีการพยายามชี้ว่าการกระทำของนายจ้างถูกแล้ว ทำให้คนงานต้องยอมรับสภาพ

ต้องดูว่าการเลิกจ้างครั้งใหญ่จะมีวาระซ่อนเร้นในการเลิกจ้างหรือไม่ ที่ผ่านมา กลุ่มแรกที่ถูกเลิกจ้างในย่านอ้อมน้อยอ้อมใหญ่ สมุทรสาคร นครปฐม คือแรงงานข้ามชาติ ขณะที่ในอยุธยา ปทุมธานี กลุ่มแรกที่ถูกเลิกจ้างคือ แรงงานเหมาค่าแรง ตามมาด้วยสหภาพแรงงานและคนแก่ รวมถึงต้องจับตานโยบายขึ้นค่าจ้าง 300 บาทด้วย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องแนวคิดการนำเข้าแรงงานข้ามชาติของกระทรวง แรงงาน ด้วยเหตุผลว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังขาดแคลนแรงงาน โดยที่ไม่ได้พูดถึงการคุ้มครองเลย คือต้องดูว่าการนำเข้าเป็นแบบผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมายกันแน่ และมีความปลอดภัยแค่ไหน ที่จดทะเบียนแรงงานข้ามชาติกันมาก็ไม่เคยได้ตัวเลขทั้งหมดว่ามีแรงงานข้าม ชาติอยู่ในไทยเท่าไหร่

ในช่วงน้ำท่วม ก็จะเห็นว่าแรงงานเหล่านี้ไม่กล้าออกมาจากที่พัก เพราะเขาเข้ามาแบบผิดกฎหมาย บ้างก็กลัวว่าออกมาแล้วจะถูกยึดบัตรไหม บางคนมาร้องเรียนว่านายจ้างไม่ได้เลิกจ้าง แต่ไม่จ่ายค่าจ้าง ไม่ให้บัตร แต่บอกว่าจะหางานที่อื่นก็ไป ให้เวลาคิดอีกสามวัน แล้วกลับมาคุยใหม่ พวกเขาเลยเป็นคนผิดกฎหมาย หางานทำก็ไม่ได้ จะย้ายก็ไม่ได้ เพราะตามกฎหมาย นายจ้างต้องทำใบเลิกจ้างก่อน

ดังนั้น จะต้องจับตารายละเอียดการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ว่าจะดูแลเขาแบบไหน

นโยบายการลดเงินสมทบประกันสังคม ที่เหมารวมผู้ได้รับผลกระทบจากประมาณล้านคนกลายเป็นเก้าล้าน สถานประกอบจากเพียงพันกว่าแห่งกลายเป็นสามแสนกว่า มันมากเกินไป ไม่จำเป็นต้องทำขนาดนั้น มีคำถามว่าต้องการช่วยคนงานจริงหรือไม่ จะเห็นว่า แรงงานนอกระบบที่ประกันตนเองตามมาตรา 40 ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร ผู้ประกันตนเองโดยสมัครใจตามมาตรา 39 ก็ยังต้องจ่ายเงินสมทบของตัวเองตั้ง 400 กว่าบาท ดูเหมือนรัฐจะเน้นที่สถานประกอบการมากกว่า

คือมันมีผลกระทบทั้งทางอ้อมและทางตรงก็จริง แต่ควรไปดูแลว่ากระทบจริงไม่จริง ควรมีระบบตรวจสอบและประเมินด้วย แต่อันนี้ใช้วิธีการสุ่ม โยนไปหมดเลย ซึ่งจะกระทบแน่นอนต่อกองทุนประกันสังคมในอนาคต ซึ่งจะต้องเริ่มจ่ายชราภาพในปี 57 และตอนนี้ยังมีผลพวงจากการเลิกจ้าง ที่ไม่แน่ใจว่าคนงานที่อายุมากจะมีความสามารถจ่ายสมทบในมาตรา 39 ได้หรือไม่ และจะมีคนงานเข้าสู่มาตรา 39 หรือ33 อีกได้แค่ไหน เพราะฉะนั้น การลดเงินสมทบจะมีผลกระทบแน่นอน

นอกจากนี้ การมีมาตรการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ เช่น จ่ายค่าคลอดบุตร ฯลฯ ก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนงานที่ไม่มีงานทำ ความต้องการของคนงานในปี 55 คือต้องการดำรงชีวิต มีคำถามว่าจะอยู่ยังไง หกเดือนจะหางานได้ไหม มองว่า ประกันสังคมควรเอาเงินไปช่วยประกันการว่างงาน 2-3 เดือนที่ผ่านมามากกว่าการลด แลก แจก แถม

แรงงานกลุ่มอื่นๆ ที่ต้องจับตา
ระบบการเหมาช่วงการทำงาน หรือเกษตรพันธสัญญา ที่เหมือนการรับงานมาผลิตเอง มีที่ดิน สร้างสถานประกอบการของตัวเอง เล้าไก่เล้าหมูเอง การเป็นหนี้เป็นสินจะมากขึ้น เพราะหลังจากน้ำท่วม มีความเสียหายจำนวนมาก และรัฐเองก็ไม่ได้ดูแล แม้แต่เจ้าของสถานประกอบการก็ลอยตัว การแค่เอาข้าวสารไป 1 กระสอบ หรืออาหารสัตว์เท่าจำนวนสัตว์ที่เหลืออยู่ คิดว่าไม่ใช่ความช่วยเหลือที่ควรจะช่วยเหลือกัน บริษัทควรจะช่วยเหลือเขาด้วย ควรจะให้ฟรีด้วยซ้ำไป เพราะเหมือนกับเขาลงทุนที่ดินแล้ว คุณก็ควรจะลงทุนอย่างอื่นๆ ให้เขาด้วยไม่ใช่ขายให้ทุกอย่าง ตั้งแต่ยา ไก่ พันธุ์ อาหาร แล้วก็มานัดเวลาวันจับ เหมือนแค่เขามีคนซื้อประจำ ไม่ต้องไปเร่ขายเอง ซึ่งก็ไม่แน่นอนจริง เพราะถ้าหมูไม่ได้น้ำหนักตามที่กำหนดก็ไม่เอา น้ำหนักเกินก็ไม่ได้ ราคาตก ถามว่าทำไมต้องให้เขาแบกรับทุกอย่าง ภาครัฐก็ต้องดูเรื่องสัญญาที่เป็นธรรมให้เขาด้วย ซึ่งตรงนี้ไม่มี

หากบอกว่าจะไทยเป็นครัวของโลก อาหารต้องมีคุณภาพ คนที่สร้างอาหารก็ต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ใช่อยู่บนภาระรุงรังของหนี้สิน ข้าว-เมล็ดพันธุ์ที่หายไปจะมีแนวทางอย่างไร รัฐต้องเข้าไปช่วยเขา ไม่ใช่ให้เขาช่วยตัวเอง หรือไปซื้อจากบริษัทอื่นๆ ที่จะเอาของใหม่มาลงให้เขาพร้อมกับหนี้ที่จะเกิดขึ้น เป็นพันธะที่ทำให้ชีวิตของเขาไม่มีโอกาสหลุดพ้นจากหนี้ได้

ก่อนหน้านี้ เคยมีการประมวลข้อเสนอระยะยาวของขบวนการแรงงานว่าต้องยกเลิกการจ้างงานแบบ เหมาค่าแรงไปเลย การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ปีนี้จะเป็นอย่างไร (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)
การขับเคลื่อนให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว) และฉบับที่ 98 (การรวมตัวและร่วมเจรจาต่อรอง) การปฏิรูประบบประกันสังคม และการแก้ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ อาจดูเฉื่อยชา เนื่องจากที่ผ่านมาเจอกับวิกฤตน้ำท่วม จริงๆ ในขบวนยังมีการพูดคุยอยู่ว่าต่อไปจะต้องทำอะไร แต่อาจจะไม่ได้สื่อสารออกไปให้สื่อมวลชนได้รับรู้มากนัก

ในส่วนอนุสัญญาฉบับที่ 87 และ 98 กับการแก้ไข พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ อาจต้องขับเคลื่อนคู่กันไป เพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงาน เรื่องการจัดตั้งสหภาพแรงงาน การรวมกลุ่มของคนงานจะต้องเกิดขึ้น และโดยเกิดกับแรงงานทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่แรงงานในระบบ

สิทธิการรวมตัวของแรงงานจะทำให้เขาได้รับสวัสดิการ ความเท่าเทียม ความเป็นธรรม และอำนาจในการต่อรอง อย่างกรณีขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ถ้าเป็นคนงานที่มีสหภาพฯ เขาสามารถรวมกลุ่มดูแลตัวเองได้ มีความเท่าเทียมกันในการเจรจาต่อรองแบบมีศักดิ์ศรีระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ไม่ใช่ว่ารัฐจะต้องเข้ามาดูแลตลอด คุณอาจจะปล่อยมือบ้างได้ ถ้ามีการรวมตัวกันแบบเข้มแข็งของแรงงาน บางพื้นที่บางสถานประกอบการอาจจะได้ค่าจ้างมากกว่า300บาทก็ได้

ที่ผ่านมา สถานประกอบการจ้างงานแบบเหมาค่าแรง หรือแรงงานข้ามชาติ เพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อรองกับแรงงานที่มีการรวมกลุ่มกันอยู่แล้ว เช่น ปิดงานสหภาพแรงงาน แล้วเอาคนงานเหมาค่าแรงมาทำงานแทน ซึ่งสภาพการทำงานของแรงงานเหมาค่าแรงตอนนี้เลื่อนลอยมาก ไม่มีหลักแหล่ง ไม่มีความเป็นกลุ่มก้อน ถ้ามีบางสหภาพแรงงานไปจัดตั้งคนงานเหมาค่าแรง นายจ้างก็จะคืนสภาพการจ้างบริษัทนั้นซะ ก็ต้องยกออกมา การจัดตั้งก็หมดไป ตอนนี้มีความพยายามต่อรองของสหภาพแรงงานยานยนต์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ให้ลดจำนวนคนงานจ้างเหมาค่าแรง หรือปรับคนงานเหมาค่าแรงเป็นพนักงานประจำหลังจากพัฒนาฝีมือแล้ว อันนี้ก็พอแก้ปัญหาได้

ถ้าเป็นรัฐมนตรี ก่อนอื่น ต้องตรวจสอบสภาพการจดทะเบียนของบริษัทเหมาค่าแรง ความเป็นหลักแหล่ง การส่งคนเข้าไปทำงานในโรงงานต่างๆ ต้องเข้าไปตรวจสอบว่าเขาเป็นใคร เขาจัดสวัสดิการอย่างไร ค่าหัวที่ได้รับเป็นอย่างไร สิทธิต่างๆ ก็ต้องเข้าไปดูแล ไม่ใช่ปล่อยไปตามเวรตามกรรม

ปี 2558 จะเกิดประชาคมอาเซียน มีการเปิดเสรีด้านต่างๆ แรงงานมีการเตรียมการอย่างไรบ้าง
ส่วนของขบวนการแรงงานคุยกันเองน้อย ขณะที่ผลกระทบจากการเปิดเสรีแรงงานจะทำให้ประเด็นปัญหาแรงงานรุนแรงมากขึ้น ทั้งแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ และแรงงานต่างประเทศที่เข้ามาทำงานในไทย เพราะนโยบายของรัฐมนตรีแรงงานคือการพัฒนาฝีมือแรงงาน พัฒนาทักษะภาษาเพื่อส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ และมีแนวคิดคุ้มครองให้สามารถย้ายงานได้หากไปแล้วไม่ประสบผล มีคำถามว่าคุ้มครองทั้งระบบจริงหรือเปล่า แรงงานไทยไปต่างประเทศ ทุกวันก็ยังมีที่ลักลอบไปต่างประเทศ เสียค่าหัวค่อนข้างแพง จะได้รับการคุ้มครองไหม แรงงานต่างประเทศที่มาทำงานในประเทศไทยจะดูแลเขาแบบเดียวกันไหม ฉะนั้น การคุ้มครองแรงงานต้องมีกลไกที่เข้มแข็งมากกว่านี้ และดูกฎหมายระหว่างประเทศให้ดูแลทั้งหมด ระบบประกันสังคมก็ต้องครอบคลุมทั้งหมด ทั้งแรงงานไทย แรงงานต่างชาติที่มาทำงานในไทยและแรงงานไทยไปทำงานที่อื่น ถ้ากลไกยังไม่พัฒนาได้ขนาดนั้น การเปิดเสรีอาเซียนจะทำให้การกดขี่แรงงานหรือละเมิดสิทธิแรงงานแรงขึ้น


จะผลักดันให้เกิดการคุยกันได้อย่างไร

ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานก็ไม่ได้มีแนวคิดที่จะเอาขบวนการแรงงานทั้งหมดมานั่งคิดนั่ง คุยกันว่าเปิดประเทศแล้วระบบจะเป็นแบบนี้ๆ นะ มันต้องมีวิสัยทัศน์ทั้งหมด ไม่ใช่ให้แรงงานไปค้นคว้าหาเอาเอง ว่าอาเซียนมีกลไกคุ้มครองแรงงานอย่างไรบ้าง มีอะไรที่บอกว่าจะดูแลกันบ้าง คือแรงงานเขาทำงานในโรงงานมากกว่าแปดชั่วโมงอยู่แล้วต้องไปนั่งดูหรือ ฉะนั้นต้องมีกลไกคุยในส่วนของแกนนำหลักของขบวนการแรงงานทั้งหมด ให้รู้ว่าต่อไปจะคุณต้องเจออะไรบ้าง และเขาคิดยังไง ต้องมีการทำประชาพิจารณ์กันบ้าง พูดคุยกันบ้าง ไม่ใช่กระทรวงแรงงานก็บอกว่าจะทำของฉันอย่างนี้ ต้องพัฒนาฝีมือแรงงาน ฝึกภาษาอังกฤษ มองแค่นี้ไม่ได้

มองกลับไปปีที่แล้ว (54) ปรากฏการณ์อะไรที่ส่งผลกระทบต่อขบวนการแรงงาน
ช่วงการเลือกตั้งใหญ่ ขบวนการแรงงานกระตือรือล้นมากในการใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้วย นโยบายประชานิยมต่างๆ ซึ่งไม่เคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้นานแล้ว การที่เขาตั้งใจไปเลือกตั้งโดยนโยบายที่พรรคการเมืองให้ เช่น นโยบาย 300 บาท ซึ่งอาจไม่ต่างจากการขึ้นค่าแรงเป็นเปอร์เซ็นต์ของประชาธิปัตย์มากนัก แต่เห็นตัวเลขชัดเจนกว่า และเรื่องของนโยบายคุณภาพชีวิต เช่นเรื่องประกันสังคม การคุ้มครองสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงาน มีความชัดในตัวของมันอยู่ ก็ทำให้การทุ่มเทคะแนนเสียงลงไปเยอะ มีการยื่นข้อเสนอของแรงงานครบทุกกลุ่ม ทั้งในระบบ นอกระบบ ข้ามชาติ เกษตรพันธสัญญา มีการทำงานขับเคลื่อนให้ทำตามนโยบาย ล่าลายมือชื่อเสนอกฎหมาย ล่าลายมือชื่อ เพื่อให้ทำตามนโยบายค่าจ้าง 300 บาท เหมือนเตือนว่าภาคประชาชนเริ่มโต เริ่มคิดว่าจะต้องเสนอนโยบายของตัวเองต่อรัฐบาล แต่การตอบรับอาจจะดูน้อย

การตื่นตัวนี้จะส่งผลอย่างไรต่อขบวนการแรงงาน
ทำให้ขบวนการประชาธิปไตยเติบโตมากขึ้น จากคนงานที่ไม่เคยใช้สิทธิเลือกตั้งเลย ก็ลุกขึ้นมากา เพราะมีนโยบายแรงงาน ก่อนหน้านี้ พรรคการเมืองไหนก็ไม่เคยมีนโยบายด้านแรงงานเลย อาจมีเรื่องสวัสดิการแบบกว้างๆ แต่ไม่มีอะไรที่เฉพาะเจาะจง อย่างไรก็ตาม หลังจากเป็นรัฐบาลแล้ว หากพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถดำเนินนโยบายค่าจ้าง 300 บาทได้ อันนี้จะมีจุดเปลี่ยนแน่นอน ไม่ว่าจะอ้างน้ำท่วม เศรษฐกิจไม่ดีอะไรก็ตาม เพราะเหมือนแรงงานโตแล้ว อาจพลิกผันได้ คิดว่าต่อไปนโยบายจะมีผลต่อการเมือง และเลือกตั้งครั้งหน้านโยบายต่างๆ จะแรงขึ้นในทุกด้าน ยิ่งในอนาคต ที่คนถูกผลักให้เป็นแรงงานจำนวนมาก นโยบายด้านนี้จะสร้างความมั่นคงให้พรรคการเมือง

อีกปรากฏการณ์คือ น้ำท่วม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่กระทบ แรงงานจำนวนมาก เริ่มแรก คสรท.ออกมาเสนอข้อเสนอให้ดูแลแรงงาน ตามด้วยการตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการเลิกจ้าง การถูกละเมิดสิทธิ มีการตั้งศูนย์และระดมสิ่งของไปช่วยแรงงานเอง ซึ่งทำให้ขบวนการแรงงานแน่นแฟ้นมากขึ้น เพราะมีแรงงานหลายๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วม เช่น แรงงานข้ามชาติเข้ามาเป็นอาสาสมัคร มีการส่งต่อความช่วยเหลือให้เกษตรพันธสัญญา แรงงานนอกระบบ หรือแม้กระทั่งแรงงานในระบบซึ่งเป็นประชากรแฝงไม่มีทะเบียนบ้าน ทำให้ไม่ได้รับถุงยังชีพ หรือคนในพื้นที่แต่อยู่ในที่น้ำลึก ความช่วยเหลือเข้าไปไม่ถึง อาสาสมัครของเราก็ยังลุยเข้าไป นอกจากนี้ ก็มีการดูแลไปถึงผู้หญิง เด็ก รวมถึงสัตว์ ซึ่งก็ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ขบวนการแรงงานที่จะออกมาดูครบขนาดนี้

ปรากฏการณ์นี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีต่อขบวนการแรงงาน
ใช่ คิดว่ามันทำให้สังคมส่วนใหญ่รับรู้ว่าการทำงานของแรงงาน ไม่ได้ทำงานเชิงเรียกร้องอย่างเดียว แรงงานพร้อมจะเป็นผู้ให้ถ้ามีโอกาสในการทำบทบาทนั้น แล้วเขาไม่ได้ทำเพื่อสมาชิกกลุ่มของเขา แต่ทำเพื่อคนทุกคน ไม่ได้เลือกปฏิบัติเหมือนคนอื่นๆ หรือภาคการเมืองที่ไม่ควรมองเรื่องการเมืองแต่กลับมอง

บุคคลแห่งปีในวงการแรงงาน
แนวคิดของประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยอย่างพี่ชาลี ลอยสูง ซึ่งมองเห็นคนงานครบทุกกลุ่ม คลุกคลีกับคนงานตลอด ไม่เคยทิ้งตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายปี 53 ก็เจอเรื่องการเลิกจ้างคนงานแม็กซิส พอเลือกตั้ง ก็ลุยเรื่องการรณรงค์นโยบายแรงงาน พอน้ำท่วมก็ระดมข้าวของบริจาค ประสานงานได้ครบ ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และพร้อมขัดแย้งเพื่อปกป้องคนงาน อีกกลุ่มที่ภูมิใจคือ แนวคิดของกลุ่มผู้ใช้แรงงานอยุธยา ซึ่งเป็นที่แรกๆ ที่โดนน้ำท่วม พวกเขาลุกขึ้นมาตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์และลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบ ภัยโดยไม่ปฏิเสธ

บุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ส่งผลต่อขบวนการแรงงาน
นโยบายการเมืองก็ส่งผล ตั้งแต่ได้รัฐบาลชุดใหม่มา ดูเหมือนยังไม่ได้วัดฝีมือการทำงานด้านแรงงานเลย แต่นโยบายต่างๆ กระทบแรงงาน ถูกละเมิดสิทธิถ้วนหน้า ทั้งเรื่องน้ำท่วม และเรื่องขึ้นค่าจ้าง 300 บาท

นอกจากนี้ ก็คือกระทรวงแรงงาน ที่ควรเป็นกระทรวงของคนงานจริงๆ ไม่ใช่กระทรวงของนายจ้าง แต่บทบาทตอนนี้กลับทับซ้อนกับกระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงการคลัง เช่น เรื่องน้ำท่วม กระทรวงแรงงานกลับบอกว่าต้องดูแลสถานประกอบการก่อน ทำหนังสือขอความร่วมมือให้สถานประกอบการจ่ายค่าจ้าง 75% โดยรัฐจะจ่ายให้อีก 2,000 บาท มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่มาตรการดูแลลูกจ้างเลย บทบาทของกระทรวงแรงงานกระเทือนต่อการคุ้มครองสิทธิแรงงานในอนาคต

บทบาทของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องดูแลโรงงานต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงการคลังสนับสนุนเรื่องงบประมาณในการฟื้นฟู กระทรวงแรงงานควรจะคุ้มครองลูกจ้าง ว่าที่ว่างงานช่วงน้ำท่วมเป็นอย่างไร ต้องการอะไรบ้าง คนงานออกจากโรงงานหมดหรือยัง ยังอยู่ในห้องเช่าไหม แต่เรากลับไม่เห็นภาพเหล่านั้นเลย มีแต่ไปล้างโรงงาน ทำความสะอาด ลดเงินสมทบ

ตัวเลขผู้อพยพจากเกาหลีเหนือมาไทย พุ่งสูงลิ่วช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ที่มา ประชาไท

นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา จำนวนชาวเกาหลีเหนือที่เข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จากแค่ปีละหลายสิบคน เป็นปีละมากกว่า 2,000 คน ที่พากันหลบหนีจากการกดขี่ในประเทศของตน เดินทางอย่างลับๆ ผ่านทางจีนและลาวมาจนถึงประเทศไทย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ทางการไทยมักจะไม่ส่งพวกเขากลับประเทศ และมีหลายคนสามารถเดินทางกลับไปใช้ชีวิตในเกาหลีใต้ได้ด้วย

แดเนียล ชเคียฟ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Voice of Americas (VOA) ได้สัมภาษณ์ โทโมฮารุ เอบิอาระ นักกิจกรรมที่คอยช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทยมาเป็นเวลานานแล้ว ผ่านทางตำแหน่งของเขาคือผู้อำนวยการของ 'สมาคมช่วยเหลือผู้ถูกลักพาตัวชาวเกาหลีเหนือ' (Association for the Rescue of North Korea Abductees) พวกเขาพูดคุยกันถึงสาเหตุที่ทำให้ชาวเกาหลีเหนือเลือกเข้ามาในประเทศไทย ระยะเวลาในการเดินทาง รวมถึงกรณีล่าสุดที่หญิงไทยรายหนึ่งถูกลักพาตัวและกุมขังไว้โดยรัฐบาลเกาหลี เหนือ

0 0 0

คำถาม : อยากให้คุณเล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดของผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย
คำตอบ : ตั้งแต่ เมื่อ 5 ถึง 6 ปีก่อน ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญสำหรับผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือ เมื่อเดือน ม.ค. ถึงเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมามีมากถึงราวๆ 2,000 คน และถ้านับรวมกับในในอดีต 5-6 ปีที่แล้ว ตอนนี้ตัวเลขผู้อพยพชาวเกาหลีเหนือคงเป็นราวๆ 10,000 คน

มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ถึงทำให้มีคนนิยมใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางลี้ภัย
ก่อนหน้านี้จนกระทั่งถึงเมื่อ 5-6 ปีที่แล้ว ผู้อพยพลี้ถียจำนวนมากจะเดินทางผ่านเวียดนาม ซึ่งมีจำนวนมากกว่าที่ผ่านไทย รัฐบาลเวียดนามจะส่งตัวผู้ลี้ภัยเหล่านี้ต่อไปยังเกาหลีใต้เลยในทีเดียวไม่ ว่าจะมี 2 คนหรือ 300 คน แต่ต่อมารัฐบาลเกาหลีเหนือก็ทักท้วงรัฐบ่าลเวียดนามในเรื่องนี้ หลังจากนั้นจุดยืนของรัฐบาลเวียดนามต่อเรื่องผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือก็พลิก ด้านไป ทำให้ผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือส่วนใหญ่หันมาที่ประเทศไทยแทน มีไม่กี่คนเท่านั้นที่ไปที่เวียดนามในตอนนี้

แล้วทำไมพวกเขาถึงเลือกผ่านประเทศไทย
เส้นทางหลักๆ ของผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือคือเดินทางผ่านจีนตอนเหนือไปสู่มองโกเลีย แต่เส้นทางนี้บางทีก็ยุ่งยากเนื่องจากมีการตรวจรักษาความปลอดภัยของตำรวจจีน และในช่วงฤดูหนาวก็มีสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยให้ผ่านตรงนี้ไปเท่าไหร่ เพราะมันหนาวและอันตรายเกินไป แต่เส้นทางฝั่งใต้ผ่านลาวและไทยเป็นเส้นทางที่สามารถผ่านไปได้ตลอดปี และประเทศไทยก็ไม่เคยส่งตัวผู้ลี้ภัยเกาหลีเหนือกลับประเทศ รัฐบาลไทยมองว่าพวกเขาเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฏหมาย ไม่ใช่ผู้ลี้ภัย แต่ก็ไม่เคยส่งตัวพวกเขากลับประเทศเกาหลีเหนือ

เหตุใดผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือถึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้
เหตุผลยังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากการที่ตำรวจจีนในเขตทางตอนเหนือใกล้ๆ กับพรมแดนมองโกเลียมีความเข้มงวดในเรื่องผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือมาก แต่เส้นทางผ่านทางจีนตอนใต้ยังไม่เข้มงวดมากเท่า

ผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือบอกอะไรคุณบ้าง คนที่คุณช่วยเหลือ พวกเขาพูดอะไรถึงสถานการณ์ในเกาหลีเหนือบ้าง
ผมไม่ได้ติดต่อพวกเขาโดยตรง แต่ถ้าผมพบว่ามีผู้ลี้ภัยถูกตำรวจไทยจับกุมตัวไว้ ผมจะเอาอาหาร เสื้อผ้า กระดาษทิชชู่ และยาไปให้ นี่คือสิ่งที่ผมทำอยู่

ตอนที่คุณนำอาหารและยาไปให้ พวกเขาอยู่ในสภาพอย่างไรบ้าง
พวกเขาไม่ได้ป่วยหนัก แต่ก็มีไข้และมีโรคผิวหนัง กับปวดท้อง ไม่ได้มีอาการขั้นสาหัส แต่แทบทุกคนจะมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง

แล้วพอคุณได้คุยกับชาว เกาหลีเหนือที่ถูกขังอยู่ในคุกไทยหลังลี้ภัยเข้ามา พวกเขาได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความยากลำบากในการอพยพของพวกเขาอย่างไรบ้าง
ผู้ลี้ภัยที่ผมเจอในเกาหลีใต้บอกผมว่า มีหลายคนใช้เวลาหลายปีในการเดินทางจากเกาหลีเหนือมาจนถึงประเทศไทย ขณะที่บางคนใช้เวลามาถึงไทย 3-4 เดือน แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ใช้เวลาหลายปี พอพวกเขาออกจากเกาหลีเหนือแล้วก็ใช้เวลาอยู่ในทางตอนเหนือของจีนอยู่หลายปี พวกเขาอาจจะหางานทำที่นั่น แต่แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีพาสปอร์ตหรือสถานะที่จะทำงานในจีนได้ พวกเขาถึงหวาดกลัว กลัวว่าจะถูกตำรวจจีนจับ และบางครั้งแก็งค์มาเฟียในจีนก็มีการค้ามนุษย์ซื้อขายตัวพวกเขาโดยเฉพาะกับ ผู้หญิง

มีผู้หญิงชาวเกาหลีเหนือที่เกาหลีใต้คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า เขาถูกคนจีนขายตัวเธอ 3-4 ครั้งในช่วงที่เธออยู่ในจีน แก็งค์มาเฟียจีนค้าเธอให้แต่งงานกับชาวนาในจีน เธอหนีออกมาได้แต่ก็ถูกจับโดยแก็งค์มาเฟียอีก แล้วพวกเขาก็ขายตัวเธอไปให้ชาวนาจีนอีกคนหนึ่ง เรื่องราวประมาณนี้เกิดขึ้นเยอะมาก

หลังจากการเสียชีวิตของคิม จอง อิล แล้วคุณคิดว่าจำนวนของผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือที่เดินทางผ่านไทยจะเพิ่มมากขึ้นอีกหรือไม่
ในระยะสั้นผมไม่คิดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีการควบ คุมพรมแดนระหว่างจีนกับเกาหลีเหนือที่เข้มงวดมาก จีนส่งทหารไปยังชายแดนกว่า 2,000 นาย ดังนั้นในช่วง 2-3 เดือนนี้คงยากมากสำหรับผู้ลี้ภัย แต่หลังจากนี้ไปอีกครึ่งปีข้างหน้า ถ้าหากมีปัญหาทางการเมืองเกี่ยวกับผู้นำคนใหม่อีก พวกเขาอาจเริ่มลี้ภัยจากเกาหลีเหนืออีกครั้ง สิ่งสำคัญคือจุดยืนของจีน ถ้าหากพวกเขาจับกุมตัวผู้ลี้ภัยชาวเกาหลีเหนือในตอนเหนือของจีน ก็จะทำให้ไม่มีใครสามารถลงมาถึงไทยได้ แต่ถ้าหากพวกเขาไม่จับกุม จำนวนก็อาจจะเพิ่มสูงขึ้น

องค์กรของคุณทำงานเกี่ยวกับประเด็นผู้ที่ลูกลักพาตัวโดยรัฐบาลเกาหลีเหนืออย่างไรบ้าง
ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมารัฐบาลเกาหลีเหนือก็จับตัวชาวต่างชาติรวมแล้วหลายพันคน ที่มาจาก 12 ประเทศทั่วโลกเป็นอย่างน้อย มันเป็นคำสั่งจากคิม จอง อิล และพวกเราก็ทราบว่าคนที่ถูกจับมาจากประเทศอย่างเช่น ไทย, สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, โรมาเนีย, ฝรั่งเศส เป็นต้น

และมีรายหนึ่งที่ถูกลักพาตัวเป็นหญิงไทยจากเชียงใหม่ (อโนชา ปันจ้อย สงสัยว่าถูกทหารเกาหลีเหนือลักพาตัวจากมาเก๊าเมื่อ 33 ปีก่อน) ผมทราบเรื่องนี้มาจากคำให้การในปี 2005 ของ ชาร์ล โรเบิร์ต เจนกินส์ (ทหารอเมริกันผู้ที่หนีจากค่ายทหารในเกาหลีใต้ไปยังเกาหลีเหนื่อในปี 1965 เพื่อหลีกเลี่ยงการสู้รบในเวียดนาม และไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากประเทศจนกระทั่งในปี 2004) ในเกาหลีเหนือ ซึ่งตอนนี้เขาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น เขาบอกพวกเราว่าในตอนที่เขาอาศัยอยู่ในเกาหลีเหนือนั้นเพื่อนบ้านของเขาเป็น หญิงไทยที่ถูกลักพาตัวจากมาเก๊า และพวกเขาก็อยู่ในบริเวณเดียวกันถึงราว 10 ปี

ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจในเกาหลีเหนือ โทโมฮารุ เอบิฮาระ ก็กำลังพยายามช่วยเหลือครอบครัว อโนชา ปันจ้อย ในการรณรงค์ให้รัฐบาลไทย ผลักดันให้รัฐบาลเกาหลีเหนือให้คำตอบเกี่ยวกับการลักพาตัวในครั้งนี้

ที่มา
North Korean Refugees Seek Freedom Via Thailand, 29-12-2011, Voice of America
http://www.voanews.com/english/news/asia/North-Korean-Refugees-Seek-Freedom-Via-Thailand-136370353.html