WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 6, 2012

กิจกรรมต่างๆ เดือนมกราคม 2555

ที่มา Thai E-News

โดยทีมข่าว ไทยอีนิวส์
6 มกราคม 2555

ทาง ทีมงานไทยอีนิวส์ จะทยอยนำกิจกรรมต่างๆ เพื่อประชาธิปไตยในเดือนมกราคมมาขึ้นนำเสนออย่างต่อเนื่อง หากต้องการเผยแพร่ข่าวสารกิจกรรมคนเสื้อแดง "รักประชาธิปไตย หัวใจเสรีภาพ" สามารถแจ้งข่าวกิจกรรมมาให้เราได้ที่ thaienews99@googlegroups.com

- - - - - - - - - - - -


7 ม.ค. 55 - ร่วมฟังปราศรัยและลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ


จัด โดย สภาประชาชนไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 291 + สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) +เครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.) และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ

ขอ เชิญชวนผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านร่วมฟังปราศรัยและลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 7 ม.ค. 55 หน้ารัฐสภา เวลา 17.30 น.เป็นต้นไป รายละเอียดดังนี้

7 ม.ค. 55
17.30 น. รวมตัวหน้ารัฐสภาและร่วมลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอให้นำสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านมาประกอบการลงชื่อด้วย

18.00 น. ฟังการปราศรัยใหญ่ "ทำไมประชาชนต้องขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ" พร้อมเผยยอดผู้ร่วมลงชื่อฯ ใกล้ครบ 50,000 ชื่อ ซึ่งจะเตรียมยื่นต่อรัฐสภาในวันที่ 12 ม.ค. 55 นี้

11 ม.ค. 55
13.30 น. การประชุมร่วมระหว่างสภาประชาชนไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ระหว่างองค์กร/แนวร่วมต่างๆ ก่อนนำยื่อนต่อประธานรัฐสภาในวันที่ 12 ม.ค. 55 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว

17.30 น. ปราศรัยร่างแก้ไขที่ "สภาประชาชนไทยเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291” อภิปรายและลงมติในร่างแก้ไขก่อนที่จะนำยื่นต่อประธานรัฐสภา

0 0 0 0 0


8 มกราคม 2555 - ร่วมขบวนแรลลี่เส้นทางสีแดงในกรุงเทพมหานคร

ขอ เชิญร่วมขบวนแรลลี่เส้นทางสีแดงในกรุงเทพมหานคร (ราชประสงค์-เรือนจำพิเศษกรุงเทพ) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพื่อส่งขบวนจักรยานเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพสู่กัมพูชา อาทิตย์ 8 ม.ค. กำหนดการ ดังนี้

10.00 น.ตั้งขบวนแรลลี่ รถจักรยาน มอเตอร์ไซด์ รถทุกชนิดหน้าเวิลด์เทรด

12.00 น. เคลื่อนขบวนทั่วกรุงเทพ เส้นทาง ราชประสงค์ ประตูน้ำ เพชรบุรี หลานหลวง ราชดำเนิน อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ราชวิถี อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สะพานควาย ลาดพร้าว พหลโยธิน เรือนจำพิเศษกรุงเทพ 16.00 น.ผูกผ้าแดง ปล่อยนกพิราบ หน้าเรือนจำ รอบมอบน้ำใจและสิ่งของบริจาคให้พี่น้องชาวอีสาน

สอบถาม 081-5836964



0 0 0 0 0



วันที่ 8 มกราคม 2555 คอนเสิร์ต คนแดนไกลเติมใจครอบครัวแดง

เวลา 12.00-24.00 น.

โครงการ เยียวยาและฟื้นฟูผู้ถูกคุมขังจากการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย พ.ศ. 2555 -2557

โดย UDD THAI OF EUROPE ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงปี 2552-2553 ที่ถูกคุมขัง ในเรือนจำเท่านั้น แต่จากการได้ลงพื้นที่ ระหว่างเดือน พ.ย-ธค 54 นอกจากได้ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ของผู้ถูกคุมขังการเมืองและได้ทำการเยียวยาแล้ว ยังพบว่าครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น ประสบปัญหาด้านการเงิน อันเนื่องมาจากขาดบุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการหารายได้มาจุนเจืออีกด้วย

ดัง นั้นทาง UDD THAI OF EUROPE จึงประชุมคณะกรรมการฯ และมีมติจากที่ประชุม ให้จัดทำกิจกรรมระดมทุน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้ถูกคุมขังทางการเมืองอีกทางหนึ่ง

โดย การจัดกิจกรรม ฟรีคอนเสิร์ต “คนแดนไกลเติมใจ ครอบครัวแดง” เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้ถูกคุมขังทางการเมือง ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ชื่อกิจกรรม : คอนเสิร์ต คนแดนไกลเติมใจครอบครัวแดง

ระยะเวลาดำเนินงาน : วันที่ 8 มกราคม 2555 เวลา 12.00-24.00 น.


ผู้รับผิดชอบกิจกรรม : UDD THAI OF EUROPE

วัตถุประสงค์
1. เพื่อหาทุนแก่ญาติผู้ถูกคุมขัง ฯ ซึ่งกำลังเดือดร้อนเนื่องจากขาดรายได้
2. เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ถูกคุมขังฯ

วิธีดำเนินการ
1. จัดคอนเสิร์ตการกุศล ภายในอิมพีเรียลฮอลล์ ชั้น 6 ศุนย์การค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว
2. เชิญแกนนำเสื้อแดง – รมต. -สส พรรคเพื่อไทย -แขกรับเชิญ ผู้ร่วมงาน ฯลฯ ร่วมบริจาคเงินและร้องเพลงตาม โอกาส
3. ถ่ายทอดทาง เอเชียอัพเดท
4. มีการแจ้งยอดเงินและรายนามผู้บริจาคตลอดรายการ



สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ 0848721926

วิเคราะห์ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ ต่อศาล ICC ของท่านทนายความโรเบิร์ต อัมเสตอร์ดัม

ที่มา Thai E-News

ทีม ข่าวไทยอีนิวส์ต้องขออภัยมิตรรักนักเขียนทั้งหลาย ที่ในช่วงปีใหม่ ทีมงานหลายคนติดภาระกิจ - ทั้งเรื่องเป็นเรื่องตาย และทั้งเรื่องครอบครัว - ทำให้การขึ้นข่าวสารต่างๆ อาจจะล่าช้าไปบ้าง แต่เราก็จะจะทยอยขึ้นข่าวต่างๆ ตามมาเรื่อยๆ

ขอ นำจดหมายเปิดผนึกของคุณดวงจำปาตั้งคำถามเรื่อง ICC ต่อคุณโรเบิร์ต อัมเตอร์ดัม ซักถามข้อสงสัยเกี่ยวกับ ICC ซึ่งอาจจะเป็นข้อสงสัยร่วมของหลายๆ คน มาฝากทุกท่าน


6 มกราคม 2555
โดย Doungchampa Spencer

เขียนเมื่อ 1 มกราคม 2555

วันนี้ เป็นวันขึ้นปีใหม่ เป็นการเริ่มต้นของ ปี พ.ศ. 2555

ประการ แรก ก็ขออำนาจของคุณความดีอันประเสริฐ จงช่วยบันดาลและปกป้องให้ท่านผู้อ่านประสบความสุข สดชื่น สมหวัง คิดสิ่งใด จงสมปรารถนาในสิ่งเหล่านั้น

(ขอใช้คำว่า คุณความดี เพราะใช้ได้กับทุกๆ ศาสนาค่ะ)

หวนไปถึงปีที่แล้ว (พ.ศ. 2554) มีเหตุการณ์หนึ่งซึ้่งเป็นที่ประทับใจอยู่จนถึงทุกวันนี้

นั่นก็คือเหตุการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2554 (11 เดือนแล้วนะคะ ปลายเดือนนี้ก็ครบหนึ่งปีเต็ม)

จำได้ว่า มีการประกาศทางหน้าเวปว่า จะมีการถ่ายทอดวิดีโอ คอนเฟอร์เรนซ์ จากกรุงโตเกียว นำโดย คุณทนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม นั่นเอง

ดิฉันจำได้ว่า มี อาจารย์เสื้อแดงทั้งสามท่าน คือ คุณหวาน, คุณจา และ คุณตุ้ม ช่วยแปลข้อความต่างๆ ที่คุณ อัมสเตอร์ดัมได้กล่าวไว้

รวม ไปถึง punch line ที่กล่าวถึง การฟ้องคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะบุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งทำความตกตะลึงแบบประทับใจให้กับผู้ฟังทุกๆ ท่าน

คำแถลงการณ์ของคุณอัมสเตอร์ดัมอยู่ที่นี่: Press Release: International Justice for Thai Impunity ดิฉันหาคำแถลงการณ์เป็นภาษาไทยไม่ได้ ก็เลยทำการแปลจากภาษาอังกฤาเป็นภาษาไทยเอง และโพสต์ไว้ที่นี่ค่ะ:

บทความแปล: แถลงการณ์: เรียกร้องขอความยุติธรรมจากนานาอารยะประเทศในเรื่องของการได้รับการละเว้นโทษของไทย

ใน เวลาช่วงเดียวนั้น (ปลายเดือนมกราคม ถึง ต้นเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554) ท่านรองประธานศาลอาญาระหว่างประเทศ คือท่านผู้พิพากษาคาอูล ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เพื่อทำการปาถกฐาให้กับพี่น้องคนไทยได้ฟังกันที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อเรื่อง ศาลอาญาระหว่างประเทศ – คุณสมบัติสำคัญ, สถานการณ์ในปัจจุบันและการท้าทายต่อปัญหา ข่าวนี้เป็นข่าวที่เงียบมากๆ จนกระทั่งคุณอัมเสตอร์ดัม ได้เขียนบทความว่า ให้ทางศาล ICC พิจารณาไม่ให้ท่านผู้พิพากษาคาอูลเข้ามาตัดสินในคดีที่ท่านได้ยื่นส่งไป เนื่องจากว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน จดหมายของคุณอัมสเตอร์ดัม เขียนส่งให้กับศาล ICC อยู่ที่นี่:คำร้องขอให้ตัดสิทธิ์ผู้พิพากษาฮันส์-ปีเตอร์ คาอูล (Hans-Peter Kaul)ในการพิจารณาคดีคนเสื้อแดง จดหมายของคุณอัมสเตอร์ดัม ส่งไปให้ท่านอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

การ ไฟล์เรื่องกับทางศาลอาญาระหว่างประเทศทั้งสองครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากการไฟล์เรื่องครั้งแรกโดยฝ่ายทีมงานของคุณอัมสเตอร์ดัม เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เรียกว่า รายงานเบื้องต้น ตามลิ้งค์ที่คุณอัมสเตอร์ดัมได้แถลงการณ์ไว้นะคะ Thailand, the ICC, and Crimes Against Humanity ตัวต้นฉบับนั้นเป็นภาษาอังกฤษ อยู่ที่นี่ค่ะ ชื่อว่า Preliminary Report into the Situation of the Kingdom of Thailand With Regard to the Commission of Crimes Against Humanity แปลเป็นภาษาไทยว่า สถานการณ์ของราชอาณาจักรไทยเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

ดิฉัน ได้อ่านบทความและรายงานที่ทีมงานของคุณอัมเสตอร์ดัมได้ยื่นส่งให้กับศาลอาญา ระหว่างประเทศ เป็นรายงานที่มีการวิเคราะห์และอ้างอิงได้อย่างดีเยี่ยมในระดับโลกเลยที เดียว รายละเอียดต่างๆ ไม่ต้องพูดถึงเลยเพราะมีความครบสมบูรณ์อยู่ในเนื้อหาและตัวของมันเองแล้ว

ถึง แม้ว่า รายงานฉบับนี้ จะเอาผิดได้แต่คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่เพียงผู้เดียว (ในฐานะสัญชาติอังกฤษ ที่สหราชอาณาจักรเป็นรัฐภาคีในธรรมนูญอนุสัญญากรุงโรม) รายงานได้รวมไปถึงการฆาตกรรมพี่น้องประชาชนมือเปล่าอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งเข้าขอบเขตของคำว่า “อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ

อย่าง ไรก็ตาม เวลาได้เนิ่นนานมาเกือบหนึ่งปีเต็ม (มากกว่า 4 เดือนถ้านับโดยการบริหารของพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำ) รัฐบาลของประเทศไทย ก็คงยังไม่ได้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเลย หลังจากที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เลือกเข้ามาบริหารราชการบ้านเมือง นั่นก็คือ:

1. การยอมรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ ในเรื่องคดี 91 ศพ (เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณสุนัย จุลพงศธร ได้เข้าไปยื่น เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2549 แต่ ทางรัฐบาลไทยยังไม่ได้ยอมรับอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ) หรือ

2. การให้สัตยาบัน หรือ Ratification เพื่อเป็นรัฐภาคีกับศาลอาญาระหว่างประเทศ เพื่อปกป้องไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต เพื่อผู้กระทำการเหล่านี้จะต้องถูกตัดสินภายใต้อำนาจของศาล ICC


บทความวิเคราะห์อยู่ที่นี่ค่ะ: ประเทศไทย กับ ศาลอาญาระหว่างประเทศ

ทั้ง สองเรื่องนี้ รัฐบาลของประเทศไทยจะต้องยอมรับอำนาจของศาล ICC ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีการส่งเรื่องไปที่องค์กรใดๆ ก็ตาม (ดิฉันได้ข่าวมาว่า จะส่งให้ทาง United Nations หรือสหประชาชาติเข้าช่วย) แต่เราก็ต้องไม่มั่ว ถือถามตนเองว่า ใครหรือองค์กรใดที่จะเป็นผู้ตัดสินคดีล่ะ? คำตอบก็คือ ICC นั่นเอง สุดท้ายมันก็ตกมาถึงคำถามในเรื่อง อธิปไตยของประเทศอยู่ดีว่า ประเทศไทย มีความสามารถและมีความยินยอมที่จะตัดสินคดีแบบนี้หรือไม่ ก่อนที่จะนำ ICC เข้ามาพิจารณาคดี? ซึ่งทาง ICC เอง เขามีหลักการเรียกว่า การเสริมเขตอำนาจภายในประเทศอยู่แล้ว หรือที่ภ่าษาอังกฤษเรียกว่า Complementary

เมื่อกระบวนการตุลาการ ของประเทศไทย ต้องกระทำการตัดสินภายใต้พระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มันก็เลยดูเหมือนว่า การตัดสินคดีต่างๆ (โดยเฉพาะเรื่องเหตุการณ์เมษายน และ พฤษภาคม พ.ศ. 2553) จะต้องได้รับการยินยอมจากพระองค์หรือเปล่า? ดิฉันไม่ทราบในเรื่องนี้ ก็แปลความตามความเข้าใจค่ะ (เพราะตามมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญนั้น พระองค์ท่านทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยนั้น โดยทางรัฐสภา, คณะรัฐมนตรี และ ศาล) ดูไปแล้วมันก็เลยเหมือนกับว่า มันขัดหลักการกันในเรื่องการยอมรับอำนาจของศาล ICC แบบที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเขาหยิบยกขึ้นมาอ้างกัน

ตามหลักการณ์จริงๆ แล้ว การยอมรับอำนาจศาล ICC สามารถทำได้โดยทางฝ่ายรัฐบาลไทยยินยอมเท่านั้น ในฐานะของการกระทำฝ่ายเดียวหรือ Unilateral Act แต่คงจะมีพวกอนุรักษ์นิยม พร้อมกับสื่อชั่วๆ ช่วยกันกระหน่ำ สร้างมาตรฐานใหม่ จนรัฐบาลไม่ยอมแตะเรื่องเหล่านี้อีก โดยอ้างถึงคำว่า “การทำแบบนี้ เป็นเรื่องที่ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” เท่านั้นแหละ รัฐบาลก็สั่นเป็นลูกนกไปแล้ว รวมทั้งพวกหยิบยกอ้างนู้นอ้างนี้ เพื่อให้องค์กรที่สั่งได้กระทำการตีความว่า รัฐบาลกระทำผิดหลักการ ฯลฯ

ด้วยเหตุผลหลายๆ ซึ่งเป็นขวากหนาม หรือ อุปสรรคอย่างที่กล่าวให้ท่านทั้งหลายได้ทราบมา เพราะ ฉะนั้น ดิฉันจึงมั่นใจว่า รัฐบาลไทยภายใต้การนำของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรในปัจจุบัน จะไม่กระทำการในเรื่องหนึ่งเรื่องใดให้กับศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC อย่างเด็ดขาด โดยอ้างหลักการของรัฐธรรมนูญ และเป็นการก้าวก่ายพระราชอำนาจ รวมไปถึงการยอมให้อำนาจอธิปไตยของประเทศ ได้ถูกย่ำยีโดยกระบวนการจากต่างประเทศ (ฝ่ายอนุรักษ์นิยม และสื่อชั่วๆ คงจะอ้างเหตุผลได้มากกว่าดิฉันเป็นแน่ ตามที่กล่าวมาแล้ว) ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็น่าจะประกาศออกมาโดยตรงเลยนะคะ ไม่ต้องทำเป็นหน่อมแน้มในเรื่องนี้ เพราะประชาชนเขารู้ทันว่า พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการดำเนินการในนโยบายเรื่องนี้ (และสามารถอ้างได้เต็มปากว่า พรรคเพื่อไทย ไม่เคยให้คำมั่นสัญญากับประชาชนในเรื่องการลงสัตยาบันนี้แต่อย่างใดด้วย)

เรื่อง นี้ น่าจะเป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองในอนาคต คงจะเข้าท่ากว่า แต่มันเหมือนกับว่า พูดอย่างทำอย่าง เพราะถ้าเลือกเข้าไปจริงๆ ก็คงกระทำไม่ได้อยู่ดี ตามเหตุผลที่กล่าวไว้แล้ว

----------------------

ขอ วกกลับไปที่คุณอัมสเตอร์ดัมอีกครั้งหนึ่ง เพราะดิฉันอยากจะเปรียบเทียบบางสิ่งบางอย่างให้ท่านผู้อ่านได้คิดและได้ฟัง กัน (ขออ้างอิงก่อนว่า เรื่องนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลคือตัวดิฉันเองแต่เพียงผู้เดียว ท่านอาจจะเห็นด้วยหรือไม่ แล้วแต่วิจารณญาณค่ะ)

เมื่อ วานนี้ (31 ธันวาคม 2554) เป็นวันสิ้นปี (ที่ USA เป็นวันทำงานธรรมดา ไม่ใช่วันหยุดทางการ) ดิฉันไปที่ US Postal Service (หรือ USPS) หรือเทียบเท่ากับไปรษณีย์ไทยนั่นแหละ เพื่อไปส่งพัสดุชิ้นหนึ่งให้กับคุณแม่ที่ แคนาดา โดยใช้ระบบของ USPS with Signature Confirmation คือการยืนยันว่าได้รับพัสดุด้วยลายเซ็นต์ เหมือนกับทาง EMS ที่ประเทศไทยใช้กัน ที่เราสามารถติดตามหรือ track ได้ว่า ตอนนี้ พัสดุอยู่ที่ไหน ถึงจุดหมายปลายทางแล้วหรือยัง เพื่อนๆ ผู้อ่านหลายท่านก็คงจะทราบว่า ระบบเหล่านี้ สามารถเช็คทางคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย

ตอนขับรถกลับมาที่บ้าน ก็เลยนั่งคิดเรื่อยเปื่อย จนคิดในเรื่องที่จะเขียนเกี่ยวกับ ICC พยายามวิเคราะห์ดูว่า ทำไมเคสของ ICC มันถึงได้นานขนาดนี้ แล้วเมื่อไรเขาจะรับพิจารณาเคสของคุณอัมสเตอร์ดัมบ้าง แล้วนี่มันเกือบปีแล้วนะ ตั้งแต่ยื่นเรื่องไป เลยเกิดความคิดขึ้นมาว่า

ทำไมทีมงานของคุณอัมสเตอร์ดัม ถึงไม่แสดงจดหมายให้ประชาชนเขาเห็นกันเลยว่า ทาง ICC ได้รับเคสหรือเอกสารจากคุณอัมสเตอร์ดัมเมื่อไร? พอไปค้นในเวปของคุณอัมเสตอร์ดัม ก็ไม่พบอะไรเลย นอกเสียจากว่าเป็นการสื่อสารของคุณอัมสเตอร์ดัม ให้กับทาง ICC อยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว

เมื่อเอาเรื่องการส่งพัสดุของดิฉันเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็คิดว่า ทางทีมงานของคุณอัมสเตอร์ดัมน่าจะส่งเอกสารเหล่านี้ไปตั้งนานแล้ว ควรมีการ confirm หรือยืนยันว่า ทางฝ่าย ICC เขาได้รับเอกสารที่คุณอัมสเตอร์ดัมส่งไปอย่างแท้จริง เพราะตามปรกติ ถ้าส่งจากแคนาดาหรือจากสหรัฐอเมริกา ไปที่เนเธอร์แลนด์ ก็คงได้รับภายในหนึ่งอาทิตย์ค่ะ ยิ่งสำนักงานคุณอัมเสตอร์ดัมอยู่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็คงจะเร็วกว่านั้นอีกด้วย

(เปรียบเสมือนตอนที่เราสมัคร งานทางเวป เมื่อเราคลิ๊ก Submit Application แล้ว บางทีเราก็จะได้ auto-generated email หรืออีเมล์ที่ออกมาโดยอัตโนมัติว่า ตอนนี้ ทางบริษัทได้รับข้อมูลของท่านแล้ว เขาจะติดต่อท่านกลับมาเมื่อท่านมีคุณสมบัติตามที่บริษัทเขาต้องการ ฉันใดก็ฉันนั้น บางทีก็ได้รับเป็นจดหมายตอบกลับเป็นลายลักษณ์อักษรมาเลย ภายในวันสองวัน)

เท่าที่อ่านมานั้น ทีมงานของคุณอัมสเตอร์ดัม ได้ติดต่อกับ ICC อย่างน้อยที่สุดสามครั้ง ตามที่ดิฉันได้ลำดับเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้นๆ อยากให้ฝ่ายทีมงานของท่าน นำเอาจดหมายของ ICC มาลงยืนยันให้ประชาชนเขาทราบได้ไหมคะ ว่าทางองค์กร ICC นั้นได้รับเอกสารของท่านโดยเรียบร้อยแล้ว?

ท่านทำใน นามขององค์กร นปช อย่างน้อย ทาง นปช ก็ควรจะออกมากล่าวให้ประชาชนทราบว่า ทาง ICC เขาได้ยืนยันว่า เอกสารได้รับแล้ววันที่เท่าไรเท่านั้นเอง จริงๆ แล้วมันก็ไม่น่าเป็นความลับ เพราะสมาชิกของ นปช ก็คือ ประชาชนเราๆ นี่แหละ หรือท่านจะบอกให้ ทาง นปช เขาแสดงจดหมายเอง ก็น่าจะแถลงให้ทราบทั่วกัน

ดิฉันไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด ถ้าท่านบอกว่า ทีมงานของท่าน ได้ส่งเอกสารที่มีมูลค่าขนาดนี้ โดยปราศจากการลงทะเบียน เอกสารแบบนี้ต้องส่งแบบระวังอย่างมากที่สุด เพราะเขาจะสามารถตรวจสอบได้แน่ว่า ท่านส่งไปวันที่เท่าไร ได้รับเมื่อไร และใครเป็นผู้เซ็นต์รับ

ดิฉันเชื่อว่า องค์กร ICC เขาไม่ได้ทำงานชุ่ยๆ หรอกค่ะ เอกสารระดับนี้ เมื่อพวกเขาได้รับ ก็จะต้องมีการส่งการยืนยันกลับมาให้ท่านเป็นลายลักษณ์อักษรว่า เขาได้รับแล้ว และ กำลังทำอะไรอยู่ในขั้นต่อไป รวมทั้งยืนยันความสมบูรณ์ว่า ไม่มีการขาดตกบกพร่องใดๆ อาจจะมีข้อมูลเพิ่งเติมว่า จะส่งต่อไปให้ส่วนงานไหนต่อ รวมไปถึงบุคคลที่สามารถติดต่อเพื่อความคืบหน้าด้วย ส่วนใหญ่จะมี Letterhead หรือตราประทับว่า การสื่อสารนั้น ออกมาจาก ICC จริง และคงไม่ใช่อีเมล์เพียงอย่างเดียว

ขอให้ท่านกรุณาช่วยโพสต์ให้ประชาชนเขาเห็นได้ไหมคะ ว่า ศาล ICC เขาได้รับเอกสารจากสำนักงานของท่านเรียบร้อยแล้ว เพราะไม่อย่างนั้น อาจจะมีหลายๆ ท่าน รวมทั้งดิฉัน อาจจะเริ่มความคิดและสร้างทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด หรือ (conspiracy theories) คล้ายๆ อย่างที่จะกล่าวให้ทราบแบบนี้ (อย่างหนึ่งอย่างใด หรือหลายๆ อย่างรวมกัน) ก็ได้ นั่นก็คือ:

1. อาจจะมีการตอบรับโดยทาง ICC มาตั้งนานแล้วว่า ทางองค์กร ICC ไม่สามารถรับพิจารณาคดีที่ยื่นไปได้ เนื่องจากว่า ประเทศอังกฤษยังต้องตีความเกี่ยวกับปัญหาในเรื่องสัญชาติของคุณอภิสิทธิ์ หรือ ขัดกับหลักการอื่นๆ ของ ICC แต่ทางสำนักงานของคุณอัมสเตอร์ดัม ยังต้องเก็บไว้ เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนในประเทศไทยเขาเสียกำลังใจ หรือ ต้องเก็บไว้เพื่อเป็นเครื่องมือของการต่อรองฐานอำนาจกับอีกฝ่ายอำมาตย์อยู่ หรือ

2. อาจจะมีการดึงเรื่องเพื่อเป็นการต่อรองกับอีกฝ่ายอำมาตย์จริงๆ ซึ่งไม่ได้เป็นความคิดมาจากคุณอัมเสตอร์ดัม แต่ถูกสั่งมาจากผู้ว่าจ้างคุณอัมสเตอร์ดัมเองนั่นแหละ ถ้าเป็นอย่างนี้ มันดูเหมือนกับ “หลอก”ให้ผู้คนเขาคิดกันว่า เคสกำลังอยู่ในการพิจารณาในเวลาขณะนี้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยมีการส่งเคสหรือเอกสารใดๆ ให้กับองค์กร ICC เลย

ถ้าเป็น อย่างนั้น มันดูเหมือน “ลิเกลวงโลก” กับพี่น้องประชาชนเขานะคะ โดยเฉพาะการเอาคนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์มาเป็นตัวประกันเพื่อผลประโยชน์ ทางการเมืองส่วนตัวของผู้ว่าจ้างคุณอัมเสตอร์ดัม

และ

3. หลังจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554 (วันที่ทีมงานคุณอัมเสตอร์ดัมส่งสารให้กับทาง ICC เรื่องการขอให้นำท่านผู้พิพากษาคาอูลออกจากการพิจารณาความ) ได้มีคลิปวิดีโอลับต่างๆ ว่อนออกมาตามอินเตอร์เนทเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงรูปถ่ายในเหตุการณ์ หลังจากที่พรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล แต่คลิปหรือข้อมูลที่มีเพิ่มเติมนั้น ไม่มีข่าวว่า ทางทีมงานของคุณอัมสเตอร์ดัมได้ส่งพยานวัตถุเหล่านี้เพิ่มเติมเป็นพยานหลัก ฐานให้กับทาง ICC เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการสัมภาษณ์วิดีโอของ สำนักข่าวบีบีซี ในหัวข้อ Justice Under Fire หรือ ความยุติธรรมที่ปลายกระบอกปืน ซึ่งดิฉันมีความเห็นว่า เป็นตัวบ่งบอกพยานหลักฐานได้อย่างดีทีเดียว (ยิ่งมีมากเท่าไร ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น ไม่ใช่หรือคะ?)

เพื่อนๆ ในกลุ่มของดิฉันหลายคนเริ่มสงสัยว่า ที่เป็นอย่างนี้ เนื่องจากว่า เราเห็นการสื่อสาร เพียง “ฝ่ายเดียว” จากทางฝ่ายคุณอัมเสตอร์ดัมไปถึง ศาล ICC เท่านั้นเอง ดิฉันคิดว่า มันไม่น่าจะยากเย็นเข็ญใจอะไรเลย ในการนำเอาจดหมายหรือการสื่อสารจาก ICC ออกมาเผยแพร่ว่า ทางศาล ICC เขาได้รับเคสของท่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2554 นะคะ อย่างน้อย ก็ทำให้ประชาชนเขาทราบและอุ่นใจด้วยว่า ในขณะนี้ เคสยังอยู่กับทางฝ่ายอัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศ ส่วนทาง ICC เขาจะทำอย่างไรต่อไปนั้น ก็เป็นเรื่องทางองค์กรของเขาเอง เพราะคุณอัมสเตอร์ดัม ได้กระทำหน้าที่ของทนายความระดับโลกอย่างสมบูรณ์แล้ว

สรุปแล้วก็คือ: ถ้า คุณอัมเสตอร์ดัมมีจดหมายหรือการสื่อสารซึ่งยืนยันจาก ICC ซึ่งตอบรับในเรื่องเอกสารซึ่งทางทีมงานได้ส่งไปแล้ว เรื่องความสงสัยเหล่านี้ ก็คงจะจบสิ้นลงค่ะ เราก็จะรอดูความคืบหน้าต่อไปด้วยความมั่นใจว่า มีบุคคลอย่างคุณอัมสเตอร์ดัมที่อุทิศตนเอง เพื่อสังคมและความยุติธรรมระหว่างประเทศโดยแท้จริง

ด้วยความนับถือและยกย่องในความสามารถของคุณอัมเสตอร์ดัมที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมทางกฎหมายค่ะ


Doungchampa Spencer

บุคคลอัปรีย์

ที่มา การ์ตูนมะนาว



มติชนสุดสัปดาห์ยอดเกินแสนทุกฉบับ ข้อเสนอของสมเกียรติ อ่อนวิมล จึงสะเหร่อมาก ๆ

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ได้คุยกับเพื่อนฝูงที่สนิทชิดเชื้อกับคนใหญ่คนโตบางคนในมติชน เขาบอกว่า

"ข้อมูล จากภายในบอกว่ามติชนสุดสัปดาห์ขณะนี้มียอดขายเกินแสนทุกฉบับ บางฉบับวิ่งขึ้นไปเกินกว่านี้อีกมากมาย ถ้าหากหน้าปกประทับใจประชาชนมาก ๆ อย่างเช่นรูปคุณทักษิณ หรือคุณยิ่งลักษณ์ ที่สวย ๆ หน่อย และเฮดไลน์ที่กระชากความรู้สึกประชาชนดี ๆ ก็จะเพิ่มยอดขายมากขึ้นได้ด้วย ตอนนี้มติชนสุดสัปดาห์เป็นผู้นำในตลาดหนังสือแบบเดียวกัน และนำแบบทิ้งห่างด้วย"


ดังนั้น เมื่อผมอ่านการเรียกร้องของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล สมุนใกล้ชิดของ นายปีย์ มาลากุล ให้แบนมติชนแล้วก็รู้สึกอนาถใจและสงสารแกมาก ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้คนที่เคยได้รับความนิยมจากประชาชนมากมายในอดีต จะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ จะรอดูว่าข้อเรียกร้องของแกมีเอฟเฟคขนาดไหน ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่เอาอ่าวแน่ เพราะถ้ายอดขายมติชนสุดสัปดาห์สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างนี้ มันก็แสดงว่า นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ไม่มีใครเขาให้ราคาแล้ว เหมือนนายปีย์ มาลากุล นายของเขา และคนที่เคยเป็นที่ยอมรับของสังคมอีกหลายคนนั่นแหละ

อยาก บอกว่า คนที่เคยผ่านพฤษภาทมิฬทุกคนรู้สันดานนายสมเกียรติ และนายปีย์ ดี เมื่อออกมาระดมกระจายเสียงทางวิทยุ จส.๑๐๐ ของพวกเขาว่า ประชาชนที่ชุมนุมอยู่บนถนนราชดำเนินกลับบ้านกันหมดแล้ว ในขณะที่เวลานั้นประชาชนไม่ยอม ออกมาสู้เต็มราชดำเนิน และโดนทหารยิงตายบาดเจ็บกันไปหลายคน คนอัปรีย์พวกนี้คือสมุนอำมาตย์ และไม่มีใครให้คุณค่าอีกแล้ว

อ้อ เพิ่มเติมอีกนิด ยอดขายของ เอเอสทีวีผู้จัดการรายสัปดาห์นั้นกระจอกมากวันนี้ เหลือเบะบาน มีแต่พวก "ไอ้งั่ง" เท่านั้นที่ซื้อครับ จะได้สบายใจกัน นี่คนเดียวกันเขาบอก

ไม่เอาผิดโกหก “ผังล้มเจ้า” สะท้อน “มโนธรรมทางสังคม” ป่วยขั้นโคม่า!!

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

ไม่เอาผิดโกหก “ผังล้มเจ้า” สะท้อน “มโนธรรมทางสังคม” ป่วยขั้นโคม่า!!

มี ข่าวว่า “ดีเอสไอ” จะนำเรื่อง “ผังล้มเจ้า” กลับมาสอบหาข้อเท็จจริง ผมอยากจะหวัง หรือ “ฝัน” ว่าเขาจะทำอย่างจริงจัง เรื่องนี้เป็นที่รู้ๆ กันแต่แรกว่า “โหกคำโต” อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยออกมาเตือน รบ.อธิสิทธิ์ และ ศอฉ.หลังจากแถลงข่าวเรื่องนี้ว่า พวกเขากำลังเขียน “นิยายแขวนคอ” เหมือนช่วง 6 ตุลาเพื่อเป็น “ข้ออ้าง” ล้อมปราบประชาชน

แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ อภิสิทธิ์พูดย้ำแทบทุกครั้งในแถลงการณ์ทางทีวีว่า เขาต้อง “รักษาสถาบันหลักของชาติ” พร้อมๆ กับการประโคมข่าว “ผังล้มเจ้า” และ “ขบวนการล้มเจ้า” การล้อมปราบประชาชนก็ดำเนินไปอย่างเลือดเย็น!

ถาม ว่า ถ้าไม่มี “ผังล้มเจ้า” ข้ออ้างเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า” ลำพังอภิสิทธิ์และสุเทพ จะกล้าใช้กำลังทหาร สไนต์เปอร์ กระสุนจริงประมาณ 200,000 นัด กองกำลังร่วม 50,000 นาย งบประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท สลายการชุมนุมของประชาชนที่เรียกร้อง “การเลือกตั้ง” เพียงเพื่อรักษา “อำนาจของตัวเอง” หรือ ที่สำคัญ “ทหารรักษาพระองค์” จะเอาด้วยหรือ

ฉะนั้น “ผังล้มเจ้า” จึงเป็น “นิยายแขวนคอ” อีกเรื่องที่ถูกใช้เป็น “อาวุธหลัก” ในการล้อมปราบประชาชนอย่างอำมหิต!

แต่ ในที่สุด นายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช.ก็ออกมาสารภาพว่า “ผังล้มเจ้าเป็นแค่การวิเคราะห์ใน ศอฉ.ไม่ใช่ข้อสรุป” และ“เสธ.ไก่อู” โฆษก ศอฉ.ก็ออกมาสารภาพต่อศาลว่า “ข้าฯ ได้รับมอบหมายให้นำเอกสารเหล่านั้นไปแจกแก่สื่อมวลชน ซึ่งเอกสารที่ไปแจกนั้นมิได้หมายความว่าผู้ที่มีชื่อในเอกสารเป็นผู้เกี่ยว ข้องในฐานะอยู่ในขบวนการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งให้สังคมพิจารณาและวินิจฉัยเอง…”

สรุปคือ ผังล้มเจ้าเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เป็นนิยายแขวนคอที่ใช้เป็นข้ออ้างล้อมปราบประชาชน จนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยศพ บาดเจ็บร่วมสองพันคน

จนบัดนี้ยังไม่มีคำตอบเรื่องความยุติธรรมและการเยียวยาแก่ประชาชนผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ

แต่ สังคมอันวิปริต สื่อวิตปริตของประเทศนี้ แทนที่จะเรียกร้องให้พวกแต่งนิยายโกหกเพื่อล้อมปราบประชาชนออกมารับผิดชอบ ต่อ “การล้อมปราบประชาชน” และต่อ “การอ้างสถาบันเป็นอาวุธ” ทำลายฝ่ายตรงข้าม กลับเรียกร้องให้ใช้ ม.112 ไล่ล่า “ฝ่ายที่ถูกระทำ” กลับเห็นว่า ฝ่ายที่เสนอยกเลิกหรือแก้ ม.112 คือฝ่ายทำลายสถาบัน แต่ไม่แม้แต่จะ “ฉุกคิด” ว่า การ “สร้างเรื่องเท็จอ้างสถาบันปราบปรามประชาชน” ต่างหาก คือการ “ทำลายสถาบัน” อย่างเลวร้ายที่สุด!

ฉะนั้น การปลุกกระแสล่าแม่มด ห้ามแตะ ม.112 แต่ไม่เรียกร้องความรับผิดชอบต่อการเขียน “นิยายแขวนคอ” เรื่อง “ผังล้มเจ้า” เพื่อปราบปรามประชาชน จึงสะท้อน “อาการป่วย” ของ “มโนธรรมทางสังคม” เข้าขั้น “โคม่า”

สุรพศ ทวีศักดิ์

คุณลูกชาวนาไท เต้นท่าน้องจ๊ะคันหู เข้ามาหน่อยครับ!!

ที่มา thaifreenews

โดย TAN007

ชาวงปีใหม่ผมได้เดินทางกลับบ้านเกิด และได้ไปเจออาจารย์ที่สอนผมสมัยประถม
แต่ตอนหลังเพิ่งรู้ว่าแกไปเป็นหัวคะแนนให้กับ สส.ประชาธิปัตย์ นายวิทูรย์ นามบุตร
เจอกันก็ทักทายยกมือไหวตามประสาศิษย์เก่าเจอครูประจำชั้น
เลยนั่งคุยกันสักพักสั่งข้าวปลาอาหารมาทานด้วยกัน และสั่งเบียร์ช้างมาดื่ม 2 ขวด
คุยกันสักพักถามกันเรื่องสถานะการบ้านเมืองสนามเล็กจนถึงสนามใหญ่เพราะปีต่อไป
แกจะลงสมัคร นายก อบต. จนมารู้ที่หลังว่าแกเป็นหัวคะแนนให้ สส.แมงสาป
และก็อ่านทั้งเวบ ประชาทอล์ค และ ไทยฟรีนิวส์ แต่แกไม่รู้ว่าแทน007 คือไคร 5555

กินข้าวกันคุยกันอยู่ร่วม 2 ชั่วโมง ไคล์แม๊กซ์มันมาอยู่ตรงที่แกบอกว่าพวกเสื้อแดง
เป็นกลุ่มคนที่เพ้อฝัน(แก่ไม่รู้ว่าผมแดง) และไม่มองความเป็นจริงดูได้จากพวกที่อ้างตัวว่า
เป็นนักรบไซเบอร์ฝ่ายแดงหลายๆ คนในเวบการเมืองหูหนวก ตาบอด เชียร์รัฐบาลจนไม่ลืมดูโลกความจริง
เช่นนายลูกชาวนาไทชอบเขียนบทความเชียร์รัฐบาลแบบมอมเมาผมอ่านแล้วคิดว่านายคนนี้มันคงเป็นคน
ของพรรคเพื่อไทยส่งมาบูมมวลชนในเวบแน่ๆ คุยกันได้แค่นั้นชักจะไม่เข้าท่าแล้วเบียร์หมดพอดี
ผมเลยขอตัวแยกจากแกไป ไม่นึกว่าคนเป็นถึงข้าราชการบำนาญชี 9 จะคิดได้แค่นี้หลังจากที่เจอกัน
ผมหมดศรัทธาอาจารย์ที่เคยสอนผมมา ณ ตรงนั้นเลย ไม่นึกว่าพี่ลูกชาวนาไทจะมีชื่อเสียงดังไปถึงอุบล


ภาพบรรยากาศท่องเที่ยวบ้านเกิดประกอบนิดหน่อย

















Re:

โดย ลูกชาวนาไทย

555 ขอบคุณครับคุณแทนที่บอกให้ทราบ

ชื่อเสียงดังไปที่โน้น

แต่จริงๆ อาจารย์เขาอาจรู้จักคุณ Tan007 ก็ได้นะครับ แต่แกล้งไม่รู้จัก แล้วตีวัวกระทบคราด 555
ไปด่าลูกชาวนาไทยแทน กระทบคราดไปเรื่อยๆ

555

Re:

โดย kiwi

ถ้าเรื่องการเมืองแล้วสำหรับบางท่าน อายุก็เป็นเพียงตัวเลข จริงๆล่ะนะครับ
ไม่เคยสัมผัส ไม่เคยประสบ ไม่เคยคลุกคลี เสพแต่สื่อ ฟังแต่เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ย่อมรู้มาแบบผิดๆ

ผมเองก็เคยได้ยินคนแม่เล่าว่าเจอคนประเภทนี้อยู่ระยะๆครับ
ก็ไม่แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมคนที่เป็นเสื้อแดงในสายราชการ รัฐวิสาหกิจถึงต้องเก็บเนื้อเก็บตัว

วัฒนธรรมองค์กรมันถูกปลูกฝังมานานครับ ล้มไม่ได้ง่ายๆ แต่จะค้านก็ไม่ได้เช่นกัน
เลยต้องเป็นเสือซุ่มกันซะส่วนใหญ่

เมืองไทย 2555 อะไรรอเราอยู่ ตอน 6: ไทยในเวทีระหว่างประเทศกับ ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ที่มา ประชาไท

จับตานโยบายระหว่างประเทศรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในปี 2555 บทบาทมหาอำนาจ จีน-สหรัฐในภูมิภาค และโอกาสของรัฐบาลในการเยือน “อินเดีย” ปลาย ม.ค. นี้พร้อมแนะ “ยิ่งลักษณ์” หากจะเดินการทูตแบบยุค “ทักษิณ” ต้องเน้นกรอบอาเซียนด้วยเพราะเป็นหัวใจนโยบายต่างประเทศของไทยมานับตั้งแต่ ยุคก่อตั้ง

สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ “ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์” นักวิจัยประจำสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ย้อน มองนโยบายการต่างประเทศของรัฐบาลที่เปลี่ยนผ่านจาก “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ถึงยุค “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” และทิศทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอุษาคเน ย์ในปี 2555 ชาติมหาอำนาจที่ขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาค จนถึงความพร้อมของไทยในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ (แฟ้มภาพ)

000

ประชาไท: ทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านในปีนี้ อาจารย์มองว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากรัฐบาลชุดก่อนหรือไม่ และมองกรณีที่นายกรัฐมนตรีของไทยเตรียมเยือนอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านมหาอำนาจประเทศหนึ่งอย่างไร

ปวิน: ก่อนอื่นต้องดูนโยบายต่างประเทศของไทยก่อน ซึ่งผมกล่าวในหลายโอกาสมาแล้วว่าจริงๆ แล้วไทยแทบไม่มีนโยบายต่างประเทศเลย ตั้งแต่สิ้นยุคทักษิณในปี ค.ศ. 2006 หลังจากนั้นก็เกิดปัญหาภายในของไทย เกิดปัญหามากมายตลอดเวลา จนกระทั่งเราไม่มีเวลาที่จะให้ความสนใจกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับด้านการ ต่างประเทศ

พอถึงยุคของอภิสิทธิ์ซึ่งอยู่นานนิดหนึ่ง แทนที่จะให้ความสนใจกับประเด็นด้านการต่างประเทศ กลับใช้ประเด็นด้านการต่างประเทศเป็นเครื่องมือทางการเมืองภายใน ก็ไม่ได้ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาก็เป็น กรณีที่เด่นขึ้นมา ผมคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์ขึ้นมาตามวิถีแบบประชาธิปไตย เป็นรัฐบาลที่ได้รับความชอบธรรม ผมคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์น่าจะหันมาให้ความสนใจกับนโยบายด้านการต่างประเทศมาก ขึ้น มากกว่ารัฐบาลชุดที่ผ่านมา ผมเห็นว่าคุณยิ่งลักษณ์อาจจะทำอะไรได้หลายๆ อย่าง แต่ก็อีกล่ะ คุณยิ่งลักษณ์เพิ่งขึ้นมาอยู่ในอำนาจได้เป็นเดือนที่ 5 ก่อนหน้านี้ก็มีปัญหาเรื่องน้ำท่วม และปัญหาวุ่นวายเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ก็ยังไม่มีเวลาให้การดูแลด้านการต่างประเทศอย่างจริงจัง

แต่ว่าในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมาหลายๆ ครั้งจะเห็นว่ารัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์เริ่มหันมาให้ความสนใจกับประเด็นด้านการ ต่างประเทศดีพอควร ผมคิดว่าหลังจากนี้เป็นต้นไป ถ้ารัฐบาลให้ความใส่ใจขึ้นมา เราก็อาจจะเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะนโยบายที่เรามีกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความเป็นมิตรมากขึ้น ซึ่งสาเหตุที่มีความเป็นมิตรมากขึ้น มาจากสองเหตุผลสำคัญ

เหตุผลแรกผมคิดว่า เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่างไปจากรัฐบาลชุดที่แล้ว คงเป็นนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่พยายามเอาตัวเองออกจากรัฐบาลชุดที่แล้ว นี่เป็นธรรมชาติของรัฐบาลทั่วโลก โดยเฉพาะในประเด็นของไทยที่มันขัดแย้งด้านการเมือง และการที่รัฐบาลชุดที่แล้วมีความขัดแย้งเยอะกับเพื่อนบ้าน รัฐบาลชุดนี้คงต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เผอิญว่าสิ่งที่ทำตรงกันข้ามมันกลายเป็นผลดีก็คือ ความพยายามผูกมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นแนวโน้มที่ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะดำเนินนโยบายแบบสร้างมิตรภาพ กระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่งเสริมความร่วมมือตามกรอบความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่ ฟังดูแล้วก็เป็นเบสิก แต่ผมคิดว่าอันนี้ก็คงจะเป็นแนวโน้มซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์คงจะทำต่อไป

อีกประเด็นหนึ่งคือ คุณยิ่งลักษณ์อาจจะกลับไปใช้นโยบายต่างประเทศแบบยุคคุณทักษิณซึ่งอยู่ในอำนาจมา 6 ปี ซึ่งผมเขียนหนังสือเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศคุณทักษิณไว้ โดยมี Character หลักอยู่บางประการ ยกตัวอย่างเช่น เน้นด้านธุรกิจเป็นหลัก ไม่เน้นด้านการเมือง ไม่ส่งเสริมเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย หรือสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ พยายามไม่เข้าไปก้าวก่ายในกิจการต่างประเทศของประเทศอื่น เน้นความเป็นไทย เน้นความเป็นอัตลักษณ์ของไทย ส่งเสริมความเป็นชาตินิยม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ อาจจะให้อำนาจกับเอกอัครราชทูตของไทยมากขึ้น เหมือนกับในยุคของคุณทักษิณที่มี CEO Ambassador

เนื้อหลักคงเป็นเรื่องนโยบายที่เน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งเราได้เห็นแล้วว่าทุกครั้งที่คุณยิ่งลักษณ์ไปเยือนต่างประเทศโดยเฉพาะใน ช่วงที่ผ่านมาเยือนประเทศอาเซียน ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นเรื่องการกระชับความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก มีอันเดียวที่ผมเห็นว่าแตกต่างไปนิดหนึ่งคือกรณีของพม่า ซึ่งคุณยิ่งลักษณ์เพิ่งไปเยือนกลับมา และมีโอกาสหารือพบปะกับนางออง ซาน ซูจี และคุณยิ่งลักษณ์พูดถึงความพร้อมของไทยในการส่งเสริมการปรองดองแห่งชาติของ พม่า รวมถึงการส่งเสริมประชาธิปไตยของพม่า แต่ผมว่ากรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่คุณยิ่งลักษณ์พูดไป ไทยจะนำไปปฏิบัติจริงจัง ผมคิดว่าทุกๆ ประเทศที่ต้องไปพม่าก็ต้องพูดแบบเดียวกัน

โดยสรุปแล้ว จากคำถามที่ถามมา ผมคิดว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง เราจะเห็นเทรนด์ที่มีการผูกมิตรมากขึ้น มีการกระชับความสัมพันธ์ ความร่วมมือมากขึ้น และเน้นธุรกิจเป็นหลัก

000

ในการติดต่อสัมพันธ์ของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ในกรณีพม่า เราจะเห็นว่าก่อนหน้าการเยือนของยิ่งลักษณ์ ทักษิณจะเข้าไปเยือนพม่าก่อนและพบกับตานฉ่วย อาจารย์คิดว่าเทรนด์แบบที่ ก่อนที่รัฐบาลจะเดินทางไปเยือนประเทศไหนๆ ก็ตาม จะมีการไปเยือนล่วงหน้าโดยทักษิณ จะเป็นโมเดลแบบนี้ในทุกกรณีหรือเปล่า

มันก็เป็นไปได้ ผมให้ความสนใจกับเรื่องนี้เหมือนกัน กับเรื่องที่คุณทักษิณได้เดินทางไปล่วงหน้าในหลายๆ ทริป ก่อนทริปที่คุณยิ่งลักษณ์จะไป ผมคิดว่ามันมีนัยยะทางด้านการเมืองหลายๆ อย่าง มากกว่านัยยะในด้านการต่างประเทศ

ถ้าเป็นนัยยะทางการเมือง ผมคิดว่าคุณทักษิณก็เหมือนเดิม เราก็รู้อยู่ว่าทักษิณเนี่ย ปากพูดว่าไม่สนใจการเมือง แต่ความเป็นจริงแล้วก็เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตลอด เรารู้อยู่ว่าคุณยิ่งลักษณ์เป็นหุ่นเชิดให้คุณทักษิณ มันก็เป็นจริง ในที่สุดแล้วคนที่บริหารรัฐบาลชุดนี้ก็ยังเป็นคุณทักษิณ ยังไม่พอ คนที่บริหารการต่างประเทศยังเป็นคุณทักษิณอีก นี่ก็เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับกัน

ผมคิดว่ามันมีนัยยะทางการเมืองที่เราต้องพิจารณากันคือ ทักษิณต้องการบอกให้รู้ว่า ทักษิณเป็นคนตัดสินใจ เป็นคนกำหนดนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ อีกเรื่องหนึ่งคือ มันเป็นผลประโยชน์ของตัวคุณทักษิณเอง อย่าลืมว่าทักษิณเพิ่งได้พาสปอร์ตคืน การไปเยือนต่างประเทศโดยใช้พาสปอร์ตไทยหรือก่อนหน้านี้ที่ไม่มีพาสปอร์ตไทย ก็ตาม ทักษิณต้องการจะชี้ให้ประชาคมโลกเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้วทักษิณคือผู้นำของไทยที่มีความชอบธรรม แต่ต้องถูกกระทำต่างๆ นานา โดยเฉพาะถูกรัฐประหาร คือทักษิณต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมคืนในเวทีระหว่างประเทศ

เพราะฉะนั้นก็มีวาระซ่อนเร้นของตัวคุณทักษิณเอง

คราวนี้ที่ย้อนกลับมาถึงเรื่องว่ามันจะมีผลกับนโยบายการต่างประเทศหรือ ไม่ ผมคิดว่าก็คงจะต้องมี หนึ่ง ก็อย่างที่บอกว่า ทักษิณเป็นผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศเอง เผลอๆ ทักษิณเป็นคนกำหนดด้วยซ้ำว่า คุณยิ่งลักษณ์ควรไปเยือนประเทศไหนก่อน เป็นคนลำดับความสำคัญหรือ Priority ให้รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์

สอง อาจจะเน้นว่า อย่างที่ผมพูดไปแล้วว่า มันอาจเป็นการกลับคืนมาของการทูตแบบทักษิณที่เอาเศรษฐกิจนำเป็นหลัก และการเมืองเป็นเรื่องรองถัดลงไป จะเห็นว่าผลการเยือนต่างประเทศทุกครั้ง ผลเป็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก ในเรื่องของพม่าเองเราต้องทำความเข้าใจว่า คุณทักษิณมีผลประโยชน์ในพม่าเยอะมาก และกรณีที่คุณทักษิณไปลงทุนส่วนตัวโดยผ่านชินคอร์ปในอดีต ซึ่งมันกลายเป็นปัญหาวุ่นวายเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ทับซ้อน เรื่องนี้จึงชี้ให้เห็นว่ายังมีความเกี่ยวข้องเรื่องผลประโยชน์และธุรกิจคุณ ทักษิณด้วย

และการที่คุณยิ่งลักษณ์พบกับออง ซาน ซูจี ก็น่าจะเป็นความคิดของคุณทักษิณ แต่อย่างที่ผมบอก มันไม่ได้หมายความว่า Suddenly (จู่ๆ) คุณทักษิณเกิดรักประชาธิปไตย หรือรัฐบาลชุดนี้อยากส่งเสริมประชาธิปไตย ผมคิดว่าการจัดให้พบกับออง ซาน ซูจี ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับคุณยิ่งลักษณ์ในแง่ที่ว่าคุณยิ่งลักษณ์ เข้าใจการเมืองภายในพม่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพม่า สนใจความเป็นไปของประเทศเพื่อนบ้าน ต้องการส่งเสริมประชาธิปไตย และในที่สุดแล้วก็นำไปสู่ผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากพม่า อีกเรื่องคือเรื่องท่าเรือน้ำลึกในทวาย ซึ่งเป็นผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจของไทยโดยตรง ผมคิดว่าในที่สุดแล้ว มันก็กลับมาสู่การทูตแบบทักษิณเหมือนเดิม

000

ต่อบทบาทของมหาอำนาจอย่าง จีนหรือสหรัฐอเมริกาในภูมิภาค ปีนี้มีสิ่งที่จะต้องจับตาหรือไม่ และบทบาททางการทหารของจีนในภูมิภาค นอกจากเรื่องพิพาทในทะเลจีนใต้ เรื่องหมู่เกาะสแปรตลีย์แล้ว กรณีทะเลด้านมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจีนกับพม่าพัฒนาความสัมพันธ์ทางทหารมาในระดับหนึ่งและล่าสุดเรื่องฐาน ทัพเรือของจีนในมหาสมุทรอินเดียจะมีผลต่อภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค และมีผลกับไทยอย่างไรบ้าง

ขอย้อนกลับไปที่คำถามแรกก่อนที่จะกลับมาคำถามใหม่ เรื่องเกี่ยวกับที่คุณยิ่งลักษณ์จะไปเยือนอินเดีย ผมคิดว่าไทยกับอินเดียเป็นประเทศที่สำคัญมาก เป็นประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่พร้อมๆ ไปกับจีน มีคนพูดถึง The Rise of China เรา ก็ควรต้องพูดถึง The Rise of India เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เสียสติสิ้นดี ถ้าเราไม่ให้ความสนใจกับประเทศอินเดีย

ที่ผ่านมาในยุคคุณทักษิณ ได้ให้ความสำคัญพอสมควร คุณทักษิณไปเยือนอินเดีย 2-3 ครั้ง อย่าลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้ลงนามร่วม กับอินเดียในความตกลงจัดตั้งเขตการค้าเสรี เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีนัยยะสำคัญ ที่เราไม่ควรมองข้าม แต่ในยุคคุณทักษิณเมื่อไปเยือนแล้วก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่ออินเดียเท่าไหร่ กรณีที่คุณยิ่งลักษณ์ไปน่าจะไปต่อความสัมพันธ์ที่ดี ที่เรามีกับอินเดีย ความสัมพันธ์โดยพื้นฐานยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการค้าเป็นหลัก เรื่องเกี่ยวกับการจัดตั้งเขตการค้าเสรี มีเรื่องเกี่ยวกับข้อตกลงด้านการบินระหว่างสองประเทศที่ผมคิดว่ายังพัฒนากัน ไปได้ เรื่องเกี่ยวกับการเชื่อมต่อระหว่างกันเมืองหลักๆ ของไทยกับของอินเดียโดยภาคการบิน

ที่สำคัญไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี คืออินเดียเองตั้งแต่ปี 1992 ก็ ใช้นโยบาย Look East คืออินเดียแต่เดิมมัวแต่วุ่นวายกับนโยบาย Look West หรือไม่ก็วุ่นวายอยู่ในอนุทวีปของตัวเอง โดยไม่มองความสำคัญ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปี 1992 ก็เป็นปีหลักที่อินเดียหันมามองความสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไทยในจุดนี้น่าจะพัฒนาบทบาทของตัวเองในการเป็นสะพาน เชื่อมอินเดียกับ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เพราะฉะนั้นเรื่องไม่ได้จำกัดแค่ผลประโยชน์แบบทวิภาคี แต่มีบทบาทอื่นที่คุณยิ่งลักษณ์สามารถเล่นได้ ในแง่บทบาทของเราในภูมิภาค ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญ และการเข้าไปพูดในรัฐสภาของอินเดียก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะว่าผู้นำหลักๆ ของโลก รวมถึงประธานาธิบดีโอบาม่าที่ไปเยือนอินเดียเมื่อคราวที่แล้วก็ไปพูดที่ รัฐสภาอินเดียเหมือนกัน ผมหวังว่าคุณยิ่งลักษณ์คงจะไปพูด และคงไม่ตะกุกตะกักเหมือนที่พูดครั้งที่ผ่านๆ มา และคงต้องดูกันต่อไปว่าประเด็นที่คุณยิ่งลักษณ์จะไปพูดเป็นอย่างไร

คืออินเดียเป็นประเทศประชาธิปไตยก็จริง ส่งเสริมประชาธิปไตยมาตลอด แต่หลังๆ อินเดียก็เปลี่ยนไปเยอะพอสมควรหันมาสนใจเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการที่อินเดียหันมาสนใจด้านเศรษฐกิจ ก็น่าจะสอดคล้องกับนโยบายของคุณยิ่งลักษณ์

ย้อนกลับมาคำถามเรื่องมหาอำนาจระหว่างจีนกับสหรัฐ ผมคิดว่าก็คงเป็นตัวแปรสำคัญในปีที่จะถึงนี้ การแข่งขันในภูมิภาคบอกได้เลยว่าเป็นการแข่งขันทางอำนาจระหว่างสองมหาอำนาจ คือจีนกับสหรัฐเป็นหลัก และการแข่งขันนี้มีส่วนในการกำหนดระเบียบของภูมิภาค หรือ Regional Order

อาเซียนเหมือนกับเป็นแค่ปัจจัยหนึ่ง เป็นเหมือนตัวแปรหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นอาวุธด้วยซ้ำที่แต่ละฝ่ายต้องการดึงอาเซียนมาเป็นพวกของตัวเอง แต่ความเป็นจริงแล้ว ความเป็นไปของภูมิภาคนี้ยังต้องถูกกำหนดด้วยสองมหาอำนาจหลัก ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือสหรัฐอเมริกา เมื่อสองเดือนที่ผ่านมาได้เข้าการประชุม EAS (East Asia Summit) เป็นครั้งแรกที่เข้าร่วมการประชุมอย่างเป็นทางการ ในฐานะสมาชิก EAS หนึ่ง ผมคิดว่าจีนลึกๆ ก็รู้สึกหวั่นใจในเรื่องเกี่ยวกับการที่สหรัฐเข้ามามีบทบาทโดยตรงผ่าน EAS กลายเป็นตัวคานตัวหนึ่งของจีน ก็คงจะมีอะไรน่าติดตามชม น่าติดตามดูภายในปีนี้

การดึงเอาคนของอาเซียนไปเป็นข้างตัวเอง ผมคิดว่ามันจะสร้างพลวัตพิเศษขึ้นมา ประเทศที่เห็นเด่นชัดว่าเป็นพวกสหรัฐก็อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ก็เห็นได้ชัดว่าเขาต้องการให้สหรัฐเข้ามามีบทบาท และส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่เพียงปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น แต่ยังต้องการใช้สหรัฐลดทอนอิทธิพลของจีนที่มีในภูมิภาค พบคิดว่าอย่างไรก็ตามประเทศเหล่านี้ก็ยังมองจีนว่าเป็นภัยตัวหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นภัยทางด้านการเมือง ภัยทางด้านการทหาร ภัยทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งหลายๆ คนมองข้ามไป ภัยทางเศรษฐกิจก็ในแง่ที่ว่าจีนเข้ามามีบทบาทครอบงำเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้พอ สมควร อีกกลุ่มประเทศหนึ่งซึ่งเข้าข้างจีนอย่างเห็นชัดๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอินโดจีน พม่า กัมพูชา ลาว กลุ่มประเทศนี้ตกอยู่ใน Satellite ของจีน ไทยเอง ผมคิดว่าก็เหยียบเรือสองแคมมาตลอด คือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ขณะเดียวกันเป็นพันธมิตรทางด้านการทหารกับสหรัฐก็คงต้องดูต่อไป

กับคำถามสุดท้าย ที่ถามว่าจีนกับอินเดียคิดว่าอันนี้ก็เป็นพลวัตสำคัญอันหนึ่ง เราไปโฟกัสมากแต่เรื่องทะเลจีนใต้ ซึ่งผมคิดว่าก็ยังเป็นประเด็นสำคัญ และประเด็นทะเลจีนใต้ก็ยังเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐ อเมริกาด้วย และผมก็ยังเชื่อว่ามันจะเป็นประเด็น เป็นวาระหลักใน อาเซียน ในการประชุม อาเซียน ทุกๆ ครั้งนับจากนี้ต่อไป เพราะผมคิดว่าปัญหาคงไม่ได้รับการแก้ไขในเร็ววัน มันมีความซับซ้อนมาก มันมีความขัดแย้งกันระหว่างการใช้วิธีแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคีหรือจะเอา ผ่านกรอบ อาเซียน ซึ่งผมคิดว่าต้องดีเบทกันอีกนานพอสมควร

ทั้งนี้ทั้งนั้นเลยทำให้คนมองข้ามอีกพลวัตหนึ่งที่เกิดขึ้นในอ่าวเบงกอล ในมหาสมุทรอินเดีย มันเป็นการต่อรองทางด้านอำนาจระหว่างจีนกับอินเดีย และผมคิดว่าพม่าก็กลายเป็น Battlefield (สมรภูมิ) ระหว่างจีนกับอินเดีย คือตัวพม่าเองเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ เป็นแหล่งวัตถุดิบให้กับทั้งจีนและอินเดีย รวมถึงมีความสัมพันธ์ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ มีการพึ่งพากันสูง อินเดียเองก็หวังที่จะขอความช่วยเหลือจากพม่าในการไม่ให้ความช่วยเหลือกลุ่ม กบฏที่อยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นพรมแดนที่ติดกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรื่องปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านขายน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ หรือเรื่องเกี่ยวกับวัตถุดิบอย่างเดียว มันก็เป็นประเด็นทางด้านการเมืองด้วย จีนเองก็มีประเด็นการเมืองมากเหมือนกัน ในเรื่องกรณีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่ากับชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดน ถ้าเราจำได้เคยมีกรณีชนกลุ่มน้อยโกก้างที่ข้ามไปและก่อให้เกิดปัญหามากมาย

ซึ่งผมคิดว่าการมองพม่าก็ต้องมองให้ชัดๆ ด้วยว่าพม่าอาจจะไม่ได้ถูก Manipulated อย่างเดียว แต่พม่าเองก็ Manipulate สถานการณ์ด้วย พม่าเองก็ใช้จีนในการคานผลประโยชน์อินเดีย ขณะเดียวกันใช้อินเดียคานผลประโยชน์กับจีน ถ้าหากถูกกดดันจากทั้งสองประเทศก็มาหาความช่วยเหลือจากไทย และตอนนี้ก็กำลังจะหาความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ผมคิดว่าพม่าเองจริงๆ ก็น่าสนใจ และไม่ได้ตกอยู่ในสถานะลำบากอย่างที่เราคิดในแง่ของด้านการทูต ผมคิดว่าพม่าไม่ได้เป็น “Passive Player” พม่าเองก็พยายามที่จะ ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Diversify foreign policy options” คือพยายามหาทางเลือกอื่นๆ ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศเพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลของ ประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ

000

ในเรื่องของการปรับตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนกรณีของไทย มองว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด

ผมคิดว่าเราไม่แน่ใจว่ามีความพร้อมที่จะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมอา เซียนหรือเปล่า มันก็มีปัญหาอยู่หลายๆ ปัญหา เริ่มจากในภูมิภาคนี้ก่อนก็คือว่า ผมเองไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าประเทศอื่นๆ นอกจากประเทศไทยแล้ว เราพร้อมจริงๆ แล้วหรือที่จะกลายไปเป็นชุมชนของอาเซียนทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม และเหลือเวลาอีกแค่ 3 ปี เท่านั้น มันยังมีช่องว่างที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ที่เห็นได้ชัดคือช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศ กำลังพัฒนาในอาเซียน รวมถึงช่องว่างในด้านการเมือง ประเทศบางประเทศยังไม่ให้ความสำคัญต่อกลไกที่มีอยู่ในอาเซียน ไทย-กัมพูชา ยกตัวอย่างนะครับในกรณีของเขาพระวิหาร ก็รู้ว่าไทยไม่ได้ให้ความศรัทธาต่ออาเซียนเลยเมื่อเกิดปัญหาขึ้น

ผมเลยไม่แน่ใจว่าคนไทยเข้าใจอาเซียนหรือเปล่า คนไทยทั่วๆ ไปเข้าใจความสำคัญของเรื่องนี้ไหม รัฐบาลทำพอหรือเปล่าในแง่ของการสร้างความเข้าใจว่าอะไรคือผลประโยชน์ของเรา ในการเข้าร่วมอาเซียน

มองในแง่ของรัฐบาล ผมก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลพร้อมหรือไม่ เราสามารถ fulfill Commitments (การบรรลุข้อตกลงร่วมกัน) ได้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางด้านเศรษฐกิจ เราเปิดเสรีพอไหม เรา Need Requirement อะไรหรือเปล่า ผมคิดว่าในเรื่องเศรษฐกิจ แม้มันจะยาก แต่ก็มีความเป็นไปได้ เพราะผมคิดว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจมันเป็นพื้นที่ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Less Controversial” (ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งได้น้อย) ถ้าเทียบกับความร่วมมือหรือการสร้างชุมชนในด้านอื่นๆ โดยเฉพาะในด้านการเมือง ผมคิดว่ามันอาจเป็นเรื่องยาก ปัญหาเขาพระวิหารที่มีอยู่ยังไม่จบสิ้น และเราเองก็ไปสัญญากับกัมพูชาแล้วว่าจะขอความช่วยเหลือจากอาเซียนแก้ไขปัญหา ก็ต้องดูต่อไปว่า เราพูดจริงหรือไม่ แล้วถ้าเกิดเราทำได้ก็อาจจะทำให้อาเซียนมีความหวังขึ้นมาในแง่การสร้างชุมชน ด้านการเมืองในปี 2015 ผมคิดว่าในที่สุดเราประกาศไปแล้ว เราก็คงจะต้องก้าวไปสู่จุดนั้น

ถ้าถามผมจริงๆ ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในปี 2015 ผมคิดว่าอะไรที่ทำได้ อาเซียนก็ต้องทำไปก่อน อะไรที่ทำไม่ได้ต้องค่อยๆ ปรับตัวกันต่อไป ค่อยๆ ขยับเขยื้อนไป แต่ผมอยากให้ทุกคนมองอาเซียนในแง่ดีนิดหนึ่ง คือมันก็เป็นเรื่องง่ายถ้าเราจะวิพากษ์วิจารณ์อาเซียนว่าได้แต่พูด ไม่ค่อยทำ สมาชิกก็ไม่ค่อยมีใครให้ความศรัทธาต่อกฎเกณฑ์อะไรต่างๆ ... ผมคิดว่าอยากให้มองในแง่ดีเพราะว่าอาเซียนก็พัฒนามาเร็วพอสมควรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นี่คือปีที่45 ของอาเซียนซึ่งก่อตั้งในปี 1967 มาถึงจุดนี้อาเซียนกฎบัตรอาเซียน และมีคณะกรรมาธิการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน แม้ว่าจะยังไม่มีบทบาทมากนัก แต่ก็มีคณะกรรมการขึ้นมา เพราะฉะนั้นทุกอย่างยังมีความหวังในอาเซียน แม้ว่าในปี 2015 เราจะยังไม่สามารถทำให้เป็นชุมชนแบบสมบูรณ์แบบ แต่ผมคิดว่ามันก็คงจะพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าพอลงมาถึงระดับ National Level แล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องทำมากกว่านี้ โดยเฉพาะในแง่ของการส่งเสริม ประชาสัมพันธ์เรื่องความเข้าใจต่ออาเซียน เน้นย้ำว่าผลประโยชน์ที่เราจะได้จากอาเซียนคืออะไร เพราะถ้าเรารู้ว่าผลประโยชน์ของเราอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าเราควรจะเดินไปตามแนวทางนั้น แต่จะเป็นเรื่องยาก ถ้าเรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลประโยชน์ของเราในอาเซียนคืออะไร

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะฝากไว้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์คือ ถ้าเกิดคุณยิ่ง ลักษณ์จะเอานโยบายคุณทักษิณกลับมาใช้ คุณยิ่งลักษณ์ต้องปรับอย่างมากโดยเฉพาะในเรื่องเกี่ยวกับอาเซียน เพราะว่าทักษิณไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องอาเซียนเลย ในความเป็นจริงแล้วทักษิณมองข้ามอาเซียนด้วยซ้ำ เพราะทักษิณไม่มีความเชื่อมั่นในอาเซียน ทักษิณต้องการสร้างกรอบความร่วมมือขึ้นมาใหม่ และเป็นคนที่ทะเยอทะยานสูง ทั้งๆ ที่อาเซียนเป็นหัวใจของนโยบายการต่างประเทศของไทยตั้งแต่ที่อาเซียนได้รับ การก่อตั้งขึ้นมา เพราะฉะนั้นจุดนี้เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเราหนีอาเซียนไม่พ้น ประเทศเราตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คุณยิ่งลักษณ์ต้องให้ความสำคัญกับอาเซียน และควรต้องรีบทำ ก่อนที่ประเทศอื่นๆ จะแย่งบทบาทนี้ไป โดยเฉพาะประเทศเกิดใหม่เช่นเวียดนาม

สมเกียรติ อ่อนวิมล ลั่นหยุดซื้อ นสพ.มติชน

ที่มา ประชาไท

แต่จะซื้อโพสต์ทูเดย์อ่านฉบับเดียวพอ โอด "มติชนสุดสัปดาห์" "ไร้สาระ" เอาทักษิณขึ้นปกให้เป็น "บุรุษแห่งปี" ยันจะเอียงไปทางไหนก็ได้ แต่การไม่ค้นคว้า-เอาทักษิณมาขึ้นปกถือเป็นฟางเส้นสุดท้าย

เมื่อวานนี้ (5 ม.ค.) นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ผู้สื่อข่าววงการโทรทัศน์อาวุโส ได้เผยแพร่บทความ "2555 หยุดซื้อหนังสือพิมพ์มติชน" ในเฟซบุคของตน มีรายละเอียดดังนี้

000

โพสต์ของสมเกียรติ อ่อนวิมลเรื่อง "2555 หยุดซื้อหนังสือพิมพ์มติชน"

“มติชนสุดสัปดาห์” ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม 2554-5 มกราคม 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1637 เรื่องขึ้นปก ยกย่อง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้เป็น “บุรุษแห่งปี” พาดหัวบนหน้าปกว่า :

บุรุษแห่งปี
COMING SOON
ไม่นานเกินรอ

เรื่องอยู่ในหน้า 7 เนื้อหาสั้นมาก ไม่เต็มหน้า ไม่มีสาระรายละเอียดอะไรเลย

“ไร้สาระ” ที่จะนำมาทำเรื่องขึ้นปก

เป็นบทความด้อยคุณภาพในระดับที่เป็นรายงานเรื่องใหญ่จากปก

กองบรรณาธิการมติชนไม่ทำการบ้าน ไม่ค้นคว้า ไม่มีหลักเกณฑ์ในการทำรายงานเรื่องบุรุษแห่งปีอะไรเลย คิดเอาเอง เขียนเอาเอง ตามจินตนาการที่สั้นมาก ๆ ด้วย โดยหลักแล้ว การทำงานเรื่องขึ้นปกนั้น ต้องถือเป็นงานสำคัญ งานใหญ่ ต้องเตรียมงานกันหลายคน หลายวัน อาจนานเป็นเดือน กองบรรณาธิการควรทำงานหนักกว่านี้ ต้องทำงานหนักจริง ๆ การมีความเห็นชื่นชมคุณทักษิณก็เป็นสิทธิและเสรีภาพของมติชน ผมไม่มีอะไรขัดข้องในเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยในเนื้อหาสาระหรือไม่ก็ตาม แต่ผมอยากอ่านงานที่มีการค้นคว้าที่ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้

อยากรู้ว่าการเป็นบุรุษแห่งปีของคุณทักษิณ ตามมาตรฐานของมติชนนั้นมีอะไรเป็นพิเศษบ้าง แต่ผมก็หาสาระให้คล้อยตามหรือแม้ที่จะให้โต้แย้งก็ยังหาไม่ได้

บทความสั้นมาก จนไม่ควรจะเป็นเรื่องขึ้นปก

หากมติชนมีมาตรฐานงานสื่อสารมวลชนเพียงเท่าที่เห็น นี้ คิดเงินผม 40 บาท สำหรับมติชนสุดสัปดาห์ และ 10 บาท สำหรับรายวัน ก็ไม่สมควรที่ผมจะเสียเงินอุดหนุนมติชนอีกต่อไป

ในช่วงวิกฤติการเมือง 3-5 ปีที่ผ่านมา การทำงานของหนังสือพิมพ์มติชน ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ ผมสรุปเป็นความเห็นส่วนตัวว่า คุณภาพงานข่าวสารของมติชนตกต่ำลงมาก ความคิดของกองบรรณาธิการสับสนอลวน แนวทางหลักเอียงไปทางสนับสนุนคุณทักษิณมาก โดยไม่แสดงนโยบายการบรรณาธิการให้ผู้อ่านได้รับทราบให้ชัดเจน ไม่แสดงความโปร่งใสต่อสาธารณชนในเรื่องการถือหุ้นจากกลุ่มการเมือง วิกฤติการเมืองภายในองค์กรของมติชนเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ละครั้งไม่ได้รับการชี้แจงให้หายกังขา

ผมอ่านมติชนมาตั้งแต่กำเนิดมติชนในปีแรก และซื้ออ่านโดยให้ส่งถึงบ้านทุกเช้าเสมอมาไม่เคยขาด เขียนบทความลงมติชนก็หลายครั้ง มติชนจะลำเอียงไปทางไหนผมไม่เคยถือเป็นเหตุสำคัญ เพราะผมวิเคราะห์ความอิสระหรือความลำเอียงของมติชนได้ ใครถือหุ้นในมติชนเท่าไหร่อย่างไรผมก็พอมีข้อมูล

ไม่ว่ามติชนจะเป็นกลาง หรือ ลำเอียงไปทางไหน ผมยินดีซื้อมติชนอ่านมาโดยตลอด

แต่พอมาพบความไม่ขยันในการทำงานค้นคว้าหาความจริงจาก เรื่องขึ้นปกมติชน สุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดนี้ ก็เป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ทำให้ผมตัดสินใจเด็ดขาดในวันนี้ ว่าจะหยุดซื้อมติชนอ่านจากวันนี้เป็นต้นไป

สาเหตุใหญ่มาจากความไม่ขยันทำงานค้นหาความจริงของมติชน มากกว่าจุดยืนทางการเมืองของกองบรรณาธิการ

เมื่อเย็นวันนี้คนส่งหนังสือพิมพ์มาเก็บเงินที่บ้านพอดี ผมเลยบอกคนส่งหนังสือพิมพ์ให้ทราบว่า:

จากพรุ่งนี้เช้าเป็นต้นไป ขอไม่เอามติชน (10 บาท).
เหลือไว้เพียง “โพสต์ทูเดย์” (15 บาท). ฉบับเดียวพอ.
ประหยัดเงินไปเดือนละ 300 บาท!

สมเกียรติ อ่อนวิมล
5 มกราคม 2555

ชำแหละจุดอ่อน-แข็ง 6 รูปแบบปกครองชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

เวทีสมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ ถกประเด็นกระจายอำนาจ วิเคราะห์ 6 รูปแบบการปกครองชายแดนใต้ ไล่ตั้งแต่ ศอ.บต., ทบวงชายแดนใต้, นครปัตตานี, 3 นครยะลา ปัตตานี นราธิวาส, ปัตตานีมหานคร

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 มกราคม 2555 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ได้นำเสนอรูปแบบทางเลือกการกระจายอำนาจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่อที่ประชุมสมัชชาเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พิจารณาลักษณะเด่นของรูปแบบการบริ หาร ข้อสนับสนุน และข้อวิจารณ์ของแต่ละทางเลือก

ในการนี้ ผศ.ดร.ศรีสมภพ ได้ประมวลข้อเสนอรูปแบบการกระจายอำนาจ สรุปได้ว่ามีทั้งสิ้น 6 ทางเลือก แยกเป็น ทางเลือกที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ในปัจจุบัน มีพื้นที่ดูแลครอบคลุม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลา และจังหวัดสตูล อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเลขาธิการที่ได้รับการแต่งตั้งจากส่วนกลาง มีผู้ว่าราชการจังหวัดจากการแต่งตั้งของกระทรวงมหาดไทย ดูแลรายจังหวัด ถือเป็นหัวใจสำคัญของการปกครองส่วนภูมิภาค ทำหน้าที่ประสานหน่วยงานจากกระทรวงต่างๆ สำหรับการทำงานในพื้นที่ ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ตั้งแต่ระดับจังหวัด เมือง และตำบลตามลำดับ

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวถึงลักษณะเด่นของ ศอ.บต.ว่า เป็นการบริหารและการปกครองรูปแบบพิเศษที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ให้การยอมรับ โครงสร้างการบริหาร เลขาธิการมาจากการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี มีสภาที่ปรึกษาการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ยังคงอยู่เหมือนเดิม

“จุดเด่นอยู่ตรงที่มีความเป็นเอกภาพในการบริหารราชการ และเป็นนิติบุคคล เลขาธิการมีอำนาจสั่งย้ายข้าราชการฝ่ายพลเรือน ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมออกนอกพื้นที่ได้ทันที โครงสร้างบริหารราชการและอำนาจหน้าที่ยังคงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

ส่วนข้อวิจารณ์นั้น นักวิชาการสภาประชาสังคมชายแดนใต้ผู้นี้ระบุว่า พื้นที่รับผิดชอบครอบคลุมจังหวัดที่ไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรงคือ จังหวัดสตูลและพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดสงขลาด้วย ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีอำนาจจริง มีงบประมาณจำกัด ขาดความเป็นอิสระ คนในพื้นที่ไม่ได้มีโอกาสเลือกผู้บริหารศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัด ชายแดนภาคใต้

สำหรับทางเลือกที่ 2 คือ ทบวงการบริหารพื้นที่ชายแดนใต้ มีสถานะเทียบเท่ากระทรวงจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐมนตรี มีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดที่มาจากการแต่งตั้ง ทำหน้าที่เป็นรองปลัดทบวง และมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวถึงลักษณะเด่นว่า อยู่ที่เป็นการบริหารปกครองรูปแบบพิเศษ ที่มีสถานะเทียบเท่ากระทรวง เป็นรูปแบบที่มีลักษณะประนีประนอมระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ยึดหลักการถ่ายโอนอำนาจ ในส่วนของโครงสร้างการบริหาร มีรัฐมนตรีว่าการทบวงเป็นผู้บริหารสูงสุด ปลัดทบวงเป็นข้าราชการประจำ โดยให้รองปลัดทบวงที่มาจากผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส กำกับดูแลการบริหารงานในแต่ละจังหวัด มีสมัชชาประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งตัวแทนภายในกลุ่มอาชีพ มีอำนาจให้ความเห็นชอบต่อนโยบายและงบประมาณของทบวงฯ นอกจากจะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ยังคงอยู่เหมือนเดิมแล้ว ยังมีสภาท้องถิ่นที่มีสมาชิกมาจากการเลือกตั้งในแต่ละเขตท้องถิ่น และผู้นำศาสนาที่สรรหามาจากท้องถิ่นอีกด้วย

“นับเป็นข้อเสนอรูปแบบการปกครอง ที่มีการถ่วงดุลกลุ่มพลังทุกฝ่าย มีลักษณะประนีประนอมระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น และระหว่างคนทุกกลุ่มในท้องถิ่น โดยมีฝ่ายการเมืองเป็นผู้ทำหน้าที่บริหารพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรง” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

สำหรับจุดอ่อนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์การปกครองรูปแบบทบวงว่า เป็นรูปแบบที่ไม่มีการกระจายอำนาจสู่ประชาชน เนื่องจากยังยึดติดอยู่กับระบบบริหารราชการ ไม่มีหลักประกันว่ารัฐมนตรีว่าการทบวง จะสะท้อนความเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ได้จริง ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่มีอำนาจจริง มีงบประมาณจำกัด และขาดความเป็นอิสระ

สำหรับทางเลือกที่ 3 ‘สามนคร 1’ ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า เป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชนเป็นรายจังหวัด ยังคงเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแค่ 2 ระดับคือ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

ลักษณะเด่นของ ‘สามนคร 1’ อยู่ตรงที่ประชาชนในพื้นที่ได้เลือกตั้งผู้ว่าราชการโดยตรง เป็นรายจังหวัด ยกเลิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด แต่ยังคงมีเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล และยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค ในส่วนของโครงสร้างการบริหาร มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สมาชิกสภาจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากเขต (อำเภอ) มีคณะกรรมการประสานงานระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลยังคงอยู่

ส่วนข้อที่ได้รับการสนับสนุนคือ ประชาชนสามารถเลือกผู้นำที่ตนเองต้องการได้ ในขณะที่ผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง มีความเป็นตัวแทนสูง และมีพันธะรับผิดชอบโดยตรงต่อผู้คนที่เลือกเข้ามา ลดแรงต้านจากองค์กรปกครองท้องถิ่นในปัจจุบัน เพราะเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบลยังคงอยู่ พร้อมกับยกฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจมากขึ้น ประชาชนในพื้นที่มีโอกาส ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในท้องถิ่นมากขึ้น

โดยข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ผศ.ดร.ศรีสมภพมองว่า อยู่ตรงที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่มีอำนาจจริง มีงบประมาณจำกัด ขาดความเป็นอิสระ การเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทำให้กลุ่มอิทธิพลเข้ามามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น ส่งผลเกิดการทุจริตสูงขึ้น และประชาชนยังไม่พร้อมที่จะเลือกผู้ว่าราชการจังหวัด

สำหรับทางเลือกที่ 4 ‘สามนคร 2’ เป็นการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของ ประชาชนเป็นรายจังหวัด ปรับจังหวัดให้เป็นท้องถิ่นรูปแบบพิเศษคล้ายกรุงเทพมหานคร

“ลักษณะเด่นของรูปแบบนี้คือ ประชาชนในพื้นที่เลือกตั้งผู้ว่าราชการโดยตรงเป็นรายจังหวัด ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค และองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบลโครงสร้างการบริหาร มีผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สภาจังหวัดมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากเขต หรืออำเภอต่างๆ มีคณะกรรมการประสานงานระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

ผศ.ดร.ศรีสมภพ อภิปรายว่า ประเด็นที่รูปแบบนี้ได้รับการสนับสนุนคือ ประชาชนสามารถเลือกผู้นำที่ตนเองต้องการได้ ในขณะที่ผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งก็มีความเป็นตัวแทนสูง และมีพันธะรับผิดชอบโดยตรงต่อผู้คนที่เลือกเข้ามา ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจเต็มในการบริหารและจัดการทั้งจังหวัด อัตรากำลังข้าราชการในท้องถิ่นจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสที่จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในท้องถิ่น มากขึ้นตามไปด้วย

ข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือ รูปแบบนี้จะเกิดแรงต่อต้านจากนักการเมืองท้องถิ่น ที่เคยมีบทบาทในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดิม การเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด จะทำให้กลุ่มอิทธิพลเข้ามามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น แนวโน้มการทุจริตจะมากตามไปด้วย และความไม่พร้อมของประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด

สำหรับทางเลือกที่ 5 ‘มหานคร 1’ เป็นการปกครองท้องถิ่นขนาดใหญ่ รวมพื้นที่จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอำเภอเทพา อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลาเข้าด้วยกัน เป็นหนึ่งหน่วยการปกครอง มีผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน มีองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดย่อย

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวถึงลักษณะเด่นว่า อยู่ที่ผู้ว่าราชการมหานครมาจากการเลือกตั้ง รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ในขณะเดียวกัน ยังคงไว้ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเดิม โครงสร้างการบริหาร ผู้ว่าราชการมหานครมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สภามหานครมาจากการเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้ง สภาเขตมาจากการเลือกตั้งโดยตรงภายในเขต และมีคณะกรรมการประสานงานระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น

“จุดเด่นอยู่ตรงที่ประชาชนสามารถเลือกผู้นำที่ตนเองต้องการได้ ในขณะที่ผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งก็มีความเป็นตัวแทนสูง และมีพันธะรับผิดชอบโดยตรงต่อคนที่เลือกมา และลดแรงต้านจากองค์กรปกครองท้องถิ่นในปัจจุบัน เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ยังคงอยู่ อัตรากำลังข้าราชการในท้องถิ่นจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสที่จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในท้องถิ่น มากขึ้นตามไปด้วย” ผศ.ดร.ศรีสมภพ

ส่วนข้อที่ถูกวิจารณ์ ผศ.ดร.ศรีสมภพมองว่า อยู่ตรงที่อำนาจของผู้ว่าราชการมหานคร อาจจะทับซ้อนกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล ทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเต็มที่ การเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด จะทำให้กลุ่มอิทธิพลเข้ามามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการทุจริตมากตามไปด้วย และยังมีข้อวิจารณ์ถึงความไม่พร้อมของประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ จังหวัดด้วย

ทางเลือกที่ 6 ‘มหานคร 2’ เป็นการปกครองท้องถิ่นขนาด ใหญ่ รวมจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และอำเภอเทพา อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี จังหวัดสงขลาเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งหน่วยการปกครอง มีผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และยกเลิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล

โดยมีลักษณะเด่นตรงที่ผู้ว่าราชการมหานครมาจากการเลือกตั้ง รับผิดชอบครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ปัจจุบัน สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่ โดยยกเลิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเดิม ทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล โครงสร้างการบริหาร ผู้ว่าราชการมหานครมาจากการเลือกตั้งโดยตรง สภามหานครมาจากการเลือกตั้งโดยตรงตามเขตเลือกตั้ง และสภาเขตมาจากการเลือกตั้งโดยตรงภายในเขต สภาประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งตามสาขาอาชีพ และมีคณะผู้อาวุโสทางจริยธรรม ซึ่งมาจากผู้รู้ทางศาสนาในพื้นที่

“จุดเด่น ประชาชนสามารถเลือกผู้นำที่ตนเองต้องการได้ ในขณะที่ผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้งก็มีความเป็นตัวแทนสูงและมีพันธะรับผิด ชอบโดยตรงต่อผู้คนที่เลือกมา การรวมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าด้วยกันสอดคล้องกับลักษณะเฉพาะทาง ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ อัตรากำลังข้าราชการในท้องถิ่นจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีโอกาสที่จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการในท้องถิ่น มากขึ้นตามไปด้วย” ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าว

ส่วนข้ออ่อนที่ถูกวิจารณ์ คือมีแรงต้านจากองค์กรปกครองท้องถิ่นในปัจจุบัน เพราะองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล จะถูกยกเลิก การเปิดให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการนครปัตตานี ทำให้กลุ่มอิทธิพลเข้ามามีอำนาจทางการเมืองมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการทุจริตมากตามไปด้วย และมีข้อวิจารณ์ถึงความไม่พร้อมของประชาชนในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการ จังหวัด

ค้าน “โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย” ชู 3 คำถามจี้รัฐบาลตอบ

ที่มา ประชาไท

กลุ่มทวายวอชต์ ร่วมเครือข่ายภาคประชาสังคม ร้องรัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์จากโครงการฯ ท้วงใช้ทุนสาธารณะมูลค่า 5.2 หมื่นล้านบาท-เวนคืนที่ดิน เอื้อโครงการเอกชน ซ้ำเจรจาซื้อขายไฟฟ้าพม่าเพิ่ม ชี้อาจกระทบความมั่นคงระบบไฟฟ้าของไทย

วันนี้ (5 ม.ค.54) กลุ่มทวายวอชต์ ร่วมเครือข่ายภาคประชาสังคมทั้งไทยและระหว่างประเทศ 17 องค์กร ร่วมกันออกแถลงการณ์ “โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย รัฐบาลต้องฟังประชาชนก่อนถลำสู่ความผิดพลาด” เรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาถึงผลประโยชน์และผลกระทบที่จะได้รับจากโครงการ ดังกล่าวอย่างรอบคอบ
สืบเนื่องจากกำลังจะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีไทยและพม่า 5 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงอุตสาหกรรม, กระทรวงพลังงาน, กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม) ที่เมืองทวาย ในวันที่ 7 ม.ค.55 และจากรายงานข่าวทางสื่อมวลชนจะมีการประชุม “ความร่วมมือโครงการ ท่าเรือน้ำลึกทวาย” เป็นหนึ่งในสามหัวข้อหลักของการประชุม ซึ่งเครือข่ายภาคประชาชนมองว่ารัฐบาลไทยกำลังพิจารณาสนับสนุนโครงการดัง กล่าวอย่างจริงจัง
แถลงการณ์ดังกล่าวตั้งคำถามและแสดงความห่วงใยต่อปัญหาธรรมาภิบาลของ โครงการท่าเรือนำลึกทวาย 3 ข้อ คือ 1.สมควรหรือไม่ที่รัฐบาลจะพิจารณาใช้ทุนสาธารณะมูลค่า 5.2 หมื่นล้านบาท เพื่อก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ระยะทางประมาณ 167 กิโลเมตร จากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังไปยังชายแดนไทยที่ จ.กาญจนบุรี รวมถึงการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนสายนี้ เพื่อรองรับโครงการของเอกชน
2.การให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เจรจาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นการดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชนที่อาจส่งผลต่อความมั่น คงของระบบไฟฟ้าของไทย กล่าวคือไฟฟ้า 3,600 MW จากโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย เป็นสัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศที่สูงถึง 30% จากปริมาณ 11,669 MW ที่วางแผนจะซื้อจากต่างประเทศในช่วงปี 2553-2573 และหากรวมการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อน ฮัตจี และท่าซาง ประมาณ 8,000 MW ที่จะมีการหารือในครั้งนี้ด้วยแล้ว ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากพม่าเพียงประเทศเดียวอาจสูงถึง 11,600 MW หรือเกือบ 100% ของปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า
3.การป้องกันและควบคุมผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการนี้มีแนวโน้มที่จะมีมาตรฐานที่ต่ำกว่าที่บังคับใช้ในประเทศไทย เสมือนเป็นการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากมีการก่อ สร้างโครงการนี้ในไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งโครงการนี้จะนำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และผลที่อาจติดตามมาคือการอพยพย้ายถิ่นของชาวทวายที่สูญเสียวิถีชีวิตดั้ง เดิม เพื่อมาเป็นแรงงานรับจ้างในประเทศไทย
“พวกเราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาถึงผลประโยชน์และผลกระทบ ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ด้วยการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์จากโครงการท่า เรือน้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และกิจการเกี่ยวเนื่องทั้งหมด และรับฟังความเห็นของประชาชนทุกกลุ่ม ก่อนการตัดสินใจใดๆ” แถลงการณ์ระบุ
ทั้งนี้ โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายซึ่งมีการระบุว่านี่คือเส้นทางสายตะวันออก-ตะวันตก สายใหม่ของอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง จะตั้งอยู่ทางตอนใต้ของพม่า โดยโครงการประกอบด้วยการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมครอบคลุมพื้นที่รวม 250 ตารางกิโลเมตร (156,250 ไร่) โรงไฟฟ้าถ่านหิน และถนนเชื่อมระหว่างไทยและพม่า จากเมืองทวาย ผ่าน จ.กาญจนบุรีไปยังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังของไทย โดยรัฐบาลพม่าได้ให้สิทธิสัมปทานโครงการนี้แก่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัทสัญชาติไทย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 พ.ย.53 อายุสัมปทาน 60 ปี
แถลงการณ์ดังกล่าวะบุรายละเอียดดังนี้
แถลงการณ์
5 มกราคม 2555
โครงการท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย รัฐบาลต้องฟังประชาชนก่อนถลำสู่ความผิดพลาด
ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ที่กรุงเนปิดอร์ ประเทศพม่า เมื่อวันที่ 19-20 ธันวาคม 2554 ได้มีการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่าเพื่อผลักดันการพัฒนาโครงการท่า เรือน้ำลึกทวาย ทางตอนใต้ของพม่า โครงการนี้ประกอบด้วยนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ระบบโลจิสติกส์เชื่อมระหว่างเมืองทวาย ผ่านจังหวัดกาญจนบุรีไปยังท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังของไทย มีการระบุว่านี่คือเส้นทางสายตะวันออก-ตะวันตกสายใหม่ของอนุภูมิภาคแม่น้ำ โขง อย่างไรก็ตาม โดยข้อเท็จจริงโครงการนี้เป็นของเอกชนโดยสมบูรณ์ เพราะรัฐบาลพม่าได้ให้สิทธิสัมปทานโครงการนี้แก่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวลล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) บริษัทสัญชาติไทย ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2553 อายุสัมปทาน 60 ปี โดยโครงการประกอบด้วยการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมครอบคลุมพื้นที่รวม 250 ตารางกิโลเมตร (156,250 ไร่) และถนนเชื่อมระหว่างไทยและพม่า แต่การณ์กลับปรากฏว่า รัฐบาลไทยกำลังพิจารณาสนับสนุนโครงการนี้อย่างจริงจัง เพราะจะมีการประชุมระดับรัฐมนตรีไทยและพม่า 5 กระทรวง (การต่างประเทศ, อุตสาหกรรม, พลังงาน, การคลัง และคมนาคม) ที่เมืองทวาย ในวันที่ 7 มกราคม 2555 สื่อมวลชนรายงานว่า มี “ความร่วมมือโครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย” เป็นหนึ่งในสามหัวข้อหลักของการประชุม
พวกเราองค์กรตามรายนามท้ายแถลงการณ์นี้ขอตั้งคำถามและ แสดงความห่วงใยต่อปัญหาธรรมาภิบาลของโครงการท่าเรือนำลึกทวายในสามประการ ดังนี้
ประการแรก ควรหรือไม่ที่รัฐบาลจะพิจารณาใช้ทุนสาธารณะมูลค่า 5.2 หมื่นล้านบาท เพื่อก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์ระยะทางประมาณ 167 กิโลเมตร จากท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังไปยังชายแดนไทยที่จังหวัดกาญจนบุรี รวมถึงการเวนคืนที่ดินเพื่อก่อสร้างถนนสายนี้ เพื่อรองรับโครงการของเอกชน
ประการที่สอง การให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เจรจาทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 3,600 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าถ่านหินภายในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายอันเป็นกิจการเกี่ยวเนื่อง ที่จะดำเนินการโดยบริษัทเจ้าของสัมปทาน เป็นการดำเนินนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อบริษัทเอกชนที่อาจส่งผลต่อความมั่น คงของระบบไฟฟ้าของไทย กล่าวคือไฟฟ้า 3,600 เมกะวัตต์ เป็นสัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศที่สูงถึง 30% จากปริมาณ 11,669 เมกะวัตต์ ที่วางแผนจะซื้อจากต่างประเทศในช่วงปี 2553-2573 และหากรวมการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำ ฮัตจี และท่าซาง ประมาณ 8,000 เมกะวัตต์ (ทั้งสองเขื่อนนี้ บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นผู้ได้สิทธิสัมปทานด้วย) ที่จะมีการหารือในครั้งนี้ด้วยแล้ว ปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากพม่าเพียงประเทศเดียวอาจสูงถึง 11,600 เมกะวัตต์ หรือเกือบ 100% ของปริมาณการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศของไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า และยังถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบไฟฟ้าของประเทศที่ต้องพึ่งไฟฟ้า จากโครงการเดียวในประเทศพม่าถึงร้อยละ 8-10 ของระบบไฟฟ้าทั้งหมดด้วย
ประการที่สาม มีแนวโน้มที่การป้องกันและควบคุมผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรม ต่างๆภายใต้โครงการนี้จะมีมาตรฐานที่ต่ำกว่าที่บังคับใช้ในประเทศไทย เสมือนเป็นการผลักภาระด้านสิ่งแวด ล้อมและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากมีการก่อสร้างโครงการนี้ในไทยไปยังประเทศ เพื่อนบ้านซึ่งมีมาตรฐานการคุ้มครองทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ต่ำกว่า อีกทั้งโครงการนี้จะนำไปสู่ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และผลที่อาจติดตามมาคือการอพยพย้ายถิ่นของชาวทวายที่สูญเสียวิถีชีวิตดั้ง เดิม เพื่อมาเป็นแรงงานรับจ้างในประเทศไทย
พวกเราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยพิจารณาถึงผลประโยชน์และผลกระทบต่างๆที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ ด้วย การตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์จากโครงการท่าเรือ น้ำลึกทวาย นิคมอุตสาหกรรม และกิจการเกี่ยวเนื่องทั้งหมด และรับฟังความเห็นของประชาชนทุกกลุ่ม ก่อนการตัดสินใจใดๆ
กลุ่มทวายวอชต์ (Tavoy Watch)
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขงและพม่า
มูลนิธินโยบายสุขภาวะ
มูลนิธิศักยภาพเยาวชน (ไทยัพ)
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
กลุ่มเขลางค์เพื่อการพัฒนา จ.ลำปาง
กลุ่มฮักเมืองก๊ก
คณะกรรมการองค์กรเอกชนด้านเอดส์
ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น
ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน
Burma Rivers Network
Burma Environment Working Group
Ethnic Community Development Forum
Karen Environment and Social Action Network
Karen Rivers Watch
Shw
e Gas Movement
Salween Watch