ที่มา Voice TV
รายการ The Dauily Dose ประจำวันที่ 6 ม.ค. 2555
วิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขานุการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย "ประมาณสัก...ผมคิดว่าน่าจะ 50-60 คน ที่คิดว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทย"
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Voice TV
รายการ The Dauily Dose ประจำวันที่ 6 ม.ค. 2555
วิชิต ปลั่งศรีสกุล เลขานุการมูลนิธิ 111 ไทยรักไทย "ประมาณสัก...ผมคิดว่าน่าจะ 50-60 คน ที่คิดว่ายังอยู่กับพรรคเพื่อไทย"
ที่มา vattavan
วาทตะวัน สุพรรณเภษัช
บทความ วันนี้ เป็นปฐมบทของ พ.ศ.ใหม่ ผู้เขียนไม่อยากให้มีความเข้มข้นมากนัก เนื่องจากยังเป็นเวลาสบายๆของคนไทยเรา จึงอยากนำเรื่องเบาๆ มาสนทนากับท่านผู้อ่าน ก่อนที่จะเขียนวิพากษ์วิจารณ์แบบตะลุมบอนเหมือนเดิม ในสัปดาห์ต่อๆไป
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ทำให้คนไทยดูจะยำเกรงธรรมชาติกันมากขึ้ง ทั้งๆที่พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติเรานั้น ได้สอนให้คนไทยรู้และเข้าใจธรรมชาติ อันเป็น
‘ธรรมะ’ สำคัญ แต่น่าที่เสียดายอย่างยิ่ง ที่แม้ชาวเราจะรู้ในข้อนี้ กลับดำรงชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ แถมยังบังอาจหักหาญ ทำลายธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพราะความโลภและหลง จนลืมความถูกต้องชอบธรรม จนในที่สุดธรรมชาติได้ส่งผลร้ายแรง
อย่างยิ่ง ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์กันแล้ว
พอน้ำแห้งลง เราก็พบ “ขยะ” จำนวน มหาศาล อย่างไม่เคยพบเห็นมาก่อน ซึ่งเป็นภาระที่ทั้งเจ้าของบ้าน และเทศบาล องค์กรท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ประสพภัย จะต้องดำเนินการกำจัดไปตามหน้าที่แห่งตน
ทาง กทม.เองนั้น มีปัญหาเรื่องนี้ จนถึงขั้นต้องมีรายการ ปลดผู้อำนวยการเขต โทษฐานที่ไม่เอาใจใส่ ในการจัดการกับปัญหาขยะล้นเขต ในความรับผิดชอบของตนไปแล้ว 1 ราย
ท่ามกลางเสียงประชาชน ที่พากันบ่นเรื่องขยะล้นเมืองอย่างหนาหู แต่กลับมีรายงานข่าวว่า
บรรดาซาเล้งที่มีอาชีพเก็บขยะ มีรายได้เพิ่มจากเดิมหลายเท่าตัว ทำให้ใครก็ตาม ที่คิดว่างานเก็บขยะเป็นงานต่ำ แต่คนที่ร่ำรวยจากการค้าขายขยะ จนมีทรัพย์สินหลายสิบล้านบาท ก็มีให้เห็นกันแล้ว และที่น่าทึ่งมาก ก็คือ
ขยะเพียงจุดเดียว อย่างที่สถานีรถไฟจังหวัดพิษณุโลก มีคนจากสามครอบครัวมาเก็บขยะจากจุดนี้ สามารถเลี้ยงครอบครัวของพวกเขาได้เลย
น่าประหลาดใจนัก!
ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
มหาอุทกภัยครั้งนี้ ถือเป็นความ “วิบัติ” โดยแท้ แต่ขอให้ท่านทั้งหลาย จำคำของผมเอาไว้ให้ดี ว่า
เมื่อมี “วิบัติ” แล้วจะมี “อุบัติ” ควบคู่ไปด้วยกัน ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ
สิ่งที่ “อุบัติ” ขึ้นหลังน้ำท่วมครั้งร้ายแรงนี้ ทำให้เราเห็นทั่วกันคือ นวัตกรรมใหม่ๆที่เกิดจากภูมิปัญญาของคนไทย ทั้งจากผู้ประสบความเดือดร้อน และนักประดิษฐ์ทั้งสมัครเล่นและอาชีพ ที่มุ่งหวังจะช่วยพี่น้องชาวไทยด้วยกัน เช่น
ส้วมกระดาษ สุขาลอยน้ำ แผ่นพลาสติกห่อรถกันน้ำเข้า ประดิษฐ์กรรมจากของเหลือใช้ต่าง เช่น ขวดน้ำพลาสติก ฯลฯ
ผมฟังข่าวจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาว่า มีผู้ยื่นขอจดสิทธิบัตรนวัตกรรมใหม่ๆ อันเป็นผลมาจากน้ำท่วมครั้งนี้หลายรายแล้ว ซึ่งมีหลายรายการที่สามารถจดสิทธิบัตรได้
นี่คือ “อุบัติ” ที่เป็นผลมาจาก “วิบัติ” โดยแท้!
นวัตกรรมใหม่ที่ผมสนใจมากคือ หลังจากน้ำลดลง เมื่อเจ้าของบ้านที่ถูกน้ำท่วม เข้าฟื้นฟูบ้าน ก็พบกับปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะ “รา” ที่ขึ้นตามผนัง และเครื่องเรือนต่างๆ ซึ่งกำจัดได้ยากยิ่ง
ทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เขาก็คิดค้นน้ำยากำจัดเชื้อราขึ้น และแจกให้ราษฎรผู้เดือดร้อน ไปรับได้ฟรีๆ ซึ่งเขาให้ชื่อได้ถูกใจคนเขียนมาก คือ
“รา-อเวย์”
คำว่า”อเวย์” เป็นภาษาฝรั่ง คือ Away ซึ่งแปลว่าไปทางอื่น หรือจากไป เมื่อเอามาตามหลังภาษาไทย คือคำว่า “รา” ก็คงมีความหมายว่า น้ำยาที่ทางสถาบันนี้ คิดค้นให้ผู้คนได้ใช้กันนั้น จะทำให้ “เชื้อรา”ต้อนยอมจำนน และจากไปแต่โดยดี นั่นคือการกำจัด “รา” ที่ได้ผลนั่นเอง
เก๋ไก๋มาก ทั้งเรื่องน้ำยา และชื่อของผลิตภัณฑ์ ต้องขอ
ยกย่องไว้ ณ ที่นี้!
อย่างไรก็ตาม ผมหวังว่า รัฐบาลชุดปัจจุบันได้บทเรียนสำคัญจากภัยพิบัติในครั้งนี้ และจะต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมชัดเจนออกมา ให้ชาวบ้านเห็นเป็นรูปธรรม และที่สำคัญคือ
มาตรการต่างๆที่จะมีติดตามมา จะต้องได้รับความเชื่อถือ และความมั่นใจจากพี่น้องประชาชน ที่สำคัญคือ จะให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ซ้ำอีกไม่ได้แล้ว เพราะนั่นหมายถึง...
‘จุดจบ’ ของรัฐบาลนี้ด้วย!
ปีใหม่ นี้ คนไทยดูจะมีความสุข ระหว่างการเปลี่ยนศักราชกันมากขึ้น อาจเป็นเพราะบ้านเรา เพิ่งผ่านปีที่เลวร้ายของมหาอุทกภัย ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็มีความหวังว่า ชาติไทยของเราจะต้องก้าวหน้ากันต่อไป ด้วยความรุ่งเรืองสดใสมากกว่าทุกๆปี
สำหรับตัวผู้เขียน นึกเสียดายที่ผมพลาดโอกาสที่จะไปยืนบนสันเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก ตามคำเชิญชวนของทางผู้บริหารเมืองนั้น เพราะก่อนหน้ามีคำทำนายจาก ‘เด็กชายปลาบู่’ ที่ตายไปนานหลายปีแล้ว แต่ข่าวบอกว่า บิดาของเด็กชายคนนี้ ได้นำคำทำนายของเด็กคนนี้ออกมาเปิดเผย โดยบอกว่า
เด็กได้ทำนายเหตุการณ์ร้ายๆไว้อย่างถูกต้อง แล้วสื่อที่ไม่ชอบรัฐบาลของนายกฯปู นำเอามาเปิดเผยกันเป็นที่ครึกครื้น
คำทำนายของ ‘เด็กชายปลาบู่’ ที่สร้างความฮือฮามากหน่อยก็คือการทายทักว่า เขื่อนภูมิพลจะแตกคืนวันปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมา แต่ปรากฏว่า
เขื่อนสำคัญของบ้านเรา ยังมั่นคงดีอยู่ และคำทำนายก็กลายเป็นเรื่อง “ตอแหลตอหลด-ตดใต้น้ำ” ไป เหมือนอย่างคำทำนาย “ขยะ” อีกหลายๆเรื่องเคย แต่ครั้งนี้คนเมืองตากเขาไม่ยอม เลยมีการแจ้งความเอาผิดกับผู้เผยแพร่ข่าว ในความผิดฐาน
ทำให้ ‘ตกใจกลัว’ กันบ้าง!
เรื่องการออกมาเขย่าขวัญผู้คนอย่างนี้ พวกโหรหรือหมอดูทำเป็นประจำโดยผ่านคำทำนาย “ขยะ”ของพวกเขา และมักโดนด่าว่าเป็น ไอ้โหนต่องแต่งบ้าง โหนจังไรบ้าง โหนระยำบ้าง ฯลฯ แต่คนพวกนี้ก็ไม่เคยเข็ด หาเรื่องตอหลดตอแหลไปได้เรื่อยๆ ถึงแม้ว่าทางองค์การนาซ่า เขาแถลงออกมาเป็นเรื่องเป็นราวว่า
วันสิ้นโลก...เป็นเรื่องเหลวไหล!
แต่...ไอ้พวกนี้ก็คงไม่หยุด และคงต้องหาเรื่อง ‘แถ’ ไปจนได้
ไม่เชื่อก็คอยดูกัน!!
ผมสังเกตเห็นว่า บรรดานักพยากรณ์บ้านเรานั้น ได้แบ่งกันเป็นค่ายเป็นสี เหมือนกับวงการอื่นๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เพราะแม้กระทั่งนักศึกษา ว.ป.อ. ซึ่งก็เป็นผู้ใหญ่ในวงราชการ วงการธุรกิจการค้า และอื่นๆ ยังแบ่งกันเป็นเหลือง-เป็นแดง แล้วอย่างนี้
จะสำมะหาอะไร กับวงการหมอเดา-หมอดู!
การแบ่งค่ายของคนกลุ่มนี้นั้น มีสื่อหนังสือพิมพ์คือ ‘มติชน’ นำมาลงเผยแพร่ให้ชาวบ้านรู้ แม้ไม่ได้บอกชัดเจนว่า คนไหนเป็นสีอะไรหรืออยู่ค่ายไหน แต่ก็พอเดากันได้ยาก เพราะทางมติชนแยกประเภทไว้ จึงทำให้คนอ่าน มองเห็นสีของค่ายที่คนพวกสังกัด โผล่ขึ้นมาเอง ดังนี้
- หมอดูที่เชียร์รัฐบาลเก่า ก็จะมีคำทำนายออกมาว่า พรรคประชาธิเปรต จะได้เป็นรัฐบาลต่อไป แต่หมอดูฝ่ายตรงข้าม ก็ออกคำทำนายไปคนละทิศ
- หมอดูที่ไม่ฟันธง ว่าพรรคไหนจะได้เป็นรัฐบาล แต่พูดออกเป็นกลางแบบนวลๆ โดยอาศัยตอหลดด้วยคำทำนายแบบมีเงื่อนไข เพื่อเปิดช่องเอาไว้ให้ตัวเองสามารถแก้ไข หรือซ่อมแซมคำทำนายของตนได้ เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาแล้ว
กลุ่มนี้...เป็นพวกเอาตัวรอด!
- หมอดูฟันธงขาดลงไปเลย ว่าคุณยิ่งลักษณ์ได้เป็นนายกฯอย่างแน่นอน ใครที่กล้าทำนายอย่างนี้ได้ ก็จะได้รับการยกย่องมาก แต่ที่เห็น....
ดูจะมีเพียงรายเดียวเท่านั้น ที่แม่นจน...ขนลุก!!
หมอดูที่ปั่นกระแสตัวเองขึ้นมาไม่นาน แต่มาทำนายทายทักผิดพลาดอย่างจัง ที่พอจะยกเป็นตัวอย่าง ก็คือ นายกรหริศ บัวสรวง ที่ทำนายว่า คุณยิ่งลักษณ์ฯจะไม่มีทางได้เป็นนายก แต่เมื่อผู้หญิงคนนี้ กลายเป็น ‘นายกฯปู’ ไปแล้ว อีตาคนนี้เลย
เสียหน้าอย่างแรงไป
ไม่น่าเชื่อว่า ขนาดดูผิดดูพลาดอย่างนาย กรหริศฯ ยังดันทะลึ่งผลิตทำคำนายที่น่ากลัว ออกมาเขย่าขวัญชาวบ้านอีกตอนช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยทำนายว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงต่างๆนาๆ ผมไม่อยากนำมาเผยแพร่ซ้ำ แต่มีผู้มาถามความเห็นจากผม ว่า
มันจะเป็นความจริง ตามที่ไอ้เจ้านี่...มันทำนายหรือไม่?
จึงตอบเขาไปว่า
ในทัศนะส่วนตัวของผมแล้ว ที่ไอ้หมอเดาคนนี้มันพูด ไม่ใช่
‘คำทำนาย’ แต่น่าจะเรียกว่า ‘คำทำลาย’ เพราะการออกมาทำนาย ไม่เป็นมงคลอย่างนั้น และเมื่อย้อนหลังไปถึงคำทำนายเก่าที่ผิดพลาดของเจ้าตัว ทำให้มองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะต้องบอกกัน ว่า
นี่เป็นการจงใจออก ‘คำทำลาย’ ความเชื่อมั่นรัฐบาลชุดปัจจุบัน และทำลายขวัญกำลังใจของประชาชน
อย่างแท้จริง!
ฉะนั้น ผมไม่มีวันเชื่อไอ้หมอเดาตัวนี้ เพราะมันทายผิดซ้ำๆซากๆแล้ว ยังเสือกหน้าด้าน ออกมาทำนายทายทักอีก!
ทุเรศ...ชิบหาย!!
ท่านที่ตามอ่านบทความของ ‘วาทตะวัน’ มาโดยตลอด จะเห็นได้ว่า
ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ‘คุณปู’ เธอจะเป็นนายกฯไปอีกยาวนาน ไม่ใช่แต่ผมว่าคนเดียวนะครับ แต่มีพระเกจิ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาส วัดถ้ำค้างคาว คือ พระครูวิจิตรสุธาการ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า “พระอาจารย์นวย” ทำนายเอาไว้อย่างชัดเจน ก่อนการเลือกตั้งว่าคุณยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกฯ และคำทำนายนั้น
แม่นยำนัก!
พระอาจารย์รูปนี้ เป็นผู้เปลี่ยนชื่อให้นักเรียนเตรียมทหาร
รุ่นเดียวกับผม และนั่งเรียนติดกันตั้งแต่ปีแรก จากเดิมชื่อ “สมภพ” เป็น “สมทัต” ซึ่งต่อมาได้พระราชทานยศเป็นพลเอก และได้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุด จนเกษียณจากราชการไปหลายปีแล้ว
นอกจากนั้น พระอาจารย์นวยยังเปลี่ยนชื่อให้นายทหารและนายตำรวจอีกหลายนาย ซึ่งโชคชะตาของผู้ได้รับการเปลี่ยนชื่อ ก็แปรไปในทางที่ดีขึ้นกันทั้งนั้น เช่น พล.อ.ณพล บุญทับ (จากเดิมชื่อ “เรวัต”) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และรอง ผบ.ทบ.เป็นต้น
ผมขอคัดข้อความจาก "มติชนออนไลน์" ซึ่งได้สัมภาษณ์พระครูวิจิตรสุธาการ หรือ “พระอาจารย์นวย” ในหลายประเด็นที่ผู้คนอยากรู้ โดยเฉพาะคำถามที่ทุกคนอยากทราบมากที่สุด คือ
ใครจะได้เป็น ‘นายกรัฐมนตรี’ คนต่อไป!?
“มติชนออนไลน์" ลงไว้ตั้งแต่ วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ก่อนการเลือกตั้งเกือบ 2 เดือน ดังนี้
"พระครูวิจิตรสุธาราม" ตอบแบบฟันธงในทันทีว่า
"คุณยิ่งลักษณ์จะได้เป็นนายกฯ คนต่อไป ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม" คนไทยจะมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ และจะได้นั่งอยู่บนตำแหน่งผู้นำประเทศถึง...2 สมัย!
“เพื่อไทยจะได้เสียงเกินครึ่ง คือ 250 เสียง ส่วนประชาธิปัตย์จะได้ไม่ถึง 200 เสียง เพราะคุณยิ่งลักษณ์มีพลังในตัวสูงถึงระดับ 19 เทียบเท่ากับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเลข 19 ในทางโหราศาสตร์ถือเป็นเลขดี เลขจักรพรรดิ ขณะที่ดวงชะตาของคุณอภิสิทธิ์ในช่วงนี้ไม่ค่อยดีนัก จะสู้กับใคร ก็แพ้เขาหมด เพราะฉะนั้น หลังจากแพ้การเลือกตั้ง คุณอภิสิทธิ์ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเปลี่ยนหัวหน้าพรรคใหม่ เพื่อให้สู้กับคุณยิ่งลักษณ์ได้ในสมัยหน้า"
อย่างนี้แหละครับ ที่ผมว่าแม่นจน... “ขนลุก”
อยากจะเรียน กับท่านผู้อ่านว่า
มีพวกที่ชอบ ‘ได้-เสีย’ จาก การพนันขันต่อ ซึ่งมีความมั่นใจในคำทำนายของพระครูวิจิตรฯ เท่าที่ผมเห็นก็สองคนแล้ว ซึ่งหอบเงินก้อนใหญ่ จากการต่อรองผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา
เห็นคำทำนายของ ‘หลวงพ่อวัดถ้ำค้างคาว’ อย่างนี้แล้ว
ต้องฝากบอกไปยังไอ้พรรคฝ่ายค้านโลซก ให้รีบเปลี่ยนเอาไอ้
มุกควาย ออกไปจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสียที
จะเอานาย ‘กรณ์ เมียแก่’ หรือนาย ‘เทพไท ลูกถ้วย’ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคดักดาน ก็ยังมีโอกาสดีมากกว่า ‘มิสเตอร์
มุกควาย’ คนเก่า
หากบรรดาสมาชิกพรรคโลซก ยังขืนให้ไอ้หมอนี่ มันนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก็คงจะแพ้ซ้ำๆซากๆต่อไปอีก เพราะนอกจากบริหารบ้านเมืองไม่เป็นแล้ว ชาวบ้านเขาชังน้ำหน้า เต็มประดาอีกด้วย!
เปลี่ยนเสียที...ดีกว่าไหม!!?
เผื่อว่า...หลังจากนายกฯที่สวมรองเท้า ส้นสูงสองนิ้วครึ่งคนปัจจุบัน อยู่ครบสองสมัย ตามคำทำนายของพระอาจารย์นวย เจ้าอาวาสวัดถ้ำค้างคาวแล้ว และเมื่อถึงการเลือกตั้งอีก...
เจ็ดปีกว่าๆ...ข้างหน้าโน้นนนนนนนนนนน...
พรรคดักดานจะได้ไม่ ‘แพ้’ ทะรูดทะราด จนดูน่าเกลียดน่าชังอย่างครั้งที่แล้ว หรือเปลี่ยนหัวหน้าแล้ว ดวงของพรรคอาจดีขึ้น พอมีโอกาส...
ลุ้นสู้กับ ‘นายกฯปู’ หรือหลานๆของเธอ ที่จะสมัครชิงตำแหน่ง นายกฯประเทศไทยคนใหม่อย่าง...
คุณน้อง “พิณทองทา” หรือ คุณหนู “แพทองธาร”ได้บ้าง!!!?
.......
โชคดี มีสุข ทุกท่านครับ
ด้วยความเคารพ
วาทตะวัน
**************
( ***บทความประจำสัปดาห์ ตอน คำทำนาย…คำทำลาย!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 7 มกราคม 2555)ที่มา ประชาไท
ปุจฉาชน
โหวกเหวกส่งเสียงดัง
ด้วยมุ่งหวังยังจุดหมาย
ซักซ้อมเหงื่อโทรมกาย
ฝันเฉิดฉายหมายชื่นชม
เร้าเรียกเสียง "รุ่นพี่"
ทั้งพูดดีทั้งพูดข่ม
"รุ่นน้อง" เหนื่อยตรอมตรม
ยืนแทบล้มยังสู้ไป
ป๊าบหนึ่ง-ป๊าบสอง-ป๊าบสาม [1]
ทำซ้ำทำตามมิสงสัย
มือตรงหน้าคงไว้
จะเด่นไกลใน "งานบอล"
โสภาแลงามงด
คือทั้งหมดที่พร่ำสอน
เหนือ "จุฬาลงกรณ์"
ไม่ง้องอนประชาชน
บ้านเมืองเป็นอย่างไร
ไม่สนใจไม่ใคร่สน
ขอทำหน้าที่ตน
สูงส่งล้นแห่ง "แดนโดม"
ปุจฉาชน
ณ ตึกกิจกรรมนักศึกษา ธรรมศาสตร์ ท่าพรจันทร์
4 มกราคม 2554ที่มา ประชาไท
ตรวจสอบสถานการณ์เสรีภาพอินเทอร์เน็ตในปี 2555 กับ “ซี.เจ. ฮิงกิ” (C.J. Hinke) ผู้ก่อตั้งกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ในประเทศไทย (Freedom against Censorship Thailand – FACT) นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกันผู้ถูกจับมาแล้วกว่า 30 ครั้งจากการรณรงค์ต่อต้านสงครามเวียดนามในสหรัฐช่วงทศวรรษ 1960 และภายหลังผันตัวมาเป็นนักวิชาการและนักรณรงค์เพื่อขับเคลื่อนเรื่องเสรีภาพ ในประเทศไทย โดยก่อตั้งกลุ่มรณรงค์ต่อต้านการเซ็นเซอร์ในประเทศไทยเป็นกลุ่มแรก ซึ่งเรียกสั้นๆ ว่า “FACT” ในปี 2549
ทั้งนี้ ข้อมูลที่รวบรวมโดย “FACT” และโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 รัฐบาลไทยได้บล็อกเว็บไซต์ไปแล้วทั้งหมด 777,286 เว็บเพจ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ธันวาคม 2554) โดยกระทรวงไอซีทีใช้งบประมาณในการดำเนินการเฉลี่ยวันละ 1.5 ล้านบาท รวมทั้งสิ้นคิดเป็นราว 950 ล้านบาทในระยะเวลาสองปี อาจกล่าวได้ว่า แต่ละเว็บเพจมีราคา 1,210 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้มาจากที่อื่นใดนอกจากภาษีประชาชน...
คิดว่าแนวโน้มเรื่องเสรีภาพอินเทอร์เน็ตในปี 2555 จะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับรอบปีที่ผ่านมา คิดว่าจะดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไร
ซี.เจ. ฮิงกิ: เมื่อเราก่อตั้งกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ในประเทศไทย ในประเทศไทยขึ้นเมื่อปี 2549 การเซ็นเซอร์ไม่ใช่สิ่งที่สังคมไทยกำลังพูดถึงนัก ไม่มีใครถกเถียงในเรื่องนี้เลยแม้แต่ในมหาวิทยาลัย มันค่อนข้างเป็นประเด็นที่ปิดทีเดียวในขณะนั้น ผู้คนยังไม่เห็นว่าการเซ็นเซอร์จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขาอย่างไร แต่ทันใดที่เราเริ่มเปิดประเด็นนี้ขึ้นมา มันก็เสมือนว่าเรื่องนี้ถูกอัดอั้นอยู่ในจิตใจประชาชนมานาน เมื่อประตูเขื่อนได้เปิดออกและผู้คนเริ่มพูดคุยเรื่องการเซ็นเซอร์มากขึ้น มันก็กลายเป็นประเด็นร้อนเนื่องจากในเวลานั้นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้ สั่งปิดกั้นอินเทอร์เน็ต เพราะอินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งอันตรายต่ออำนาจของพวกเขา
อินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่เอื้อให้เกิดประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และการพูดคุยระหว่างมุมมองต่างๆ ของสาธารณะ ซึ่งรัฐบาลกลัวเรื่องนี้มาก พวกเขากลัวว่าเมื่อเขาอนุญาตให้เราพูดคุยกัน มันจะทำลายฐานอำนาจของรัฐบาลทหาร
หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลทหารก็บล็อกเว็บไซต์ยูทิวบ์อย่างสมบูรณ์เป็นเวลาเจ็ดเดือน และนั่นก็ทำให้ประชาชนไทยตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องการเซ็นเซอร์ ต่อมา หนังสือทางวิชาการว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ของพอล แฮนด์ลีย์ “เดอะ คิง เนเวอร์ สไมลส์” (The King Never Smiles) ก็ถูกสั่งแบน ที่มันน่าสนใจเพราะว่าหนังสือดังกล่าวนี้สามารถหาได้ทางออนไลน์อยู่แล้ว และรัฐบาลไทยก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบล็อกหนังสือเล่มนี้ อย่างไรก็ตาม ฉบับแปลภาษาไทยก็ได้กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต และมันก็ไม่เคยถูกสั่งแบนเลยด้วย ถึงแม้ว่าโจ กอร์ดอน ชาวไทย-อเมริกันจะถูกตัดสินจำคุกเนื่องจากทำลิงค์ไปยังฉบับแปลภาษาไทยก็ตาม
จริงๆ แล้ว กรณีของโจ กอร์ดอนนั้นน่าสนใจมากเพราะนี่เป็นคดีแรกที่ศาลเอาผิดกับตัวกลางในเรื่อง พื้นฐานที่สุดเช่นการไฮเปอร์ลิงค์ ในตอนแรก เขาถูกตั้งข้อหาด้วยการกระทำสองอย่าง คือการทำลิงค์ไปยังบทความสามตอนและบทนำของหนังสือ “เดอะ คิง เนเวอร์ สไมลส์” จากบล็อกของเขา และการถูกกล่าวหาว่าเป็นเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์นปช. ยูเอสเอ ทีนี้ คุณอาจจะจำได้ว่าไม่กี่เดือนก่อนที่โจ กอร์ดอนจะถูกจับ ธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ก็ถูกตัดสินจำคุก 13 ปี ด้วยข้อหาเป็นเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ นปช. ยูเอสเอ ฉะนั้น ใครเป็นเว็บมาสเตอร์ตัวจริงกันแน่? จะเป็นไปได้อย่างไรก็ที่คนสองคนถูกตั้งข้อหาเดียวกันในเวลาเดียวกัน มันเป็นเรื่องน่าขันที่สุด
เมื่อโจ กอร์ดอนถูกดำเนินคดี เขากลับไม่ได้ถูกตั้งข้อหาว่าทำลิงค์เชื่อมโยงไปยังเนื้อหาหมิ่นฯ แต่เขาถูกตั้งข้อหาว่าเป็นคนแปล “เดอะ คิง เนเวอร์ สไมลส์” ฉะนั้นนี่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจสำหรับผม สมมุติก็ได้ว่า การทำลิงค์ไปยังเนื้อหาหมิ่นฯ เท่ากับการผลิตซ้ำเนื้อหาหมิ่นฯ และมีความผิด ถึงแม้ว่าคนทำจะไม่ได้ผลิตเนื้อหาเองก็ตาม แต่ในการที่จะตัดสินว่ามันผิดจริงหรือไม่ คุณจำเป็นต้องอ่านเนื้อหานั้นก่อนเพื่อที่จะดูว่ามีเนื้อหาหมิ่นจริงหรือ เปล่า อยู่ดีๆ คุณจะมาพูดไม่ได้ว่า หนังสือ”เดอะคิง เนเวอร์ สไมลส์” เป็นหนังสือที่ไม่ดี ดังนั้นการทำลิงค์ไปยังหนังสือดังกล่าวเป็นอาชญากรรม มันไม่เป็นเหตุเป็นผลเลยแม้แต่น้อย ท้ายที่สุดแล้วเราจึงเห็นว่า รัฐบาลพยายามจะไขว้เขวให้เราเชื่อในเรื่องผิดๆ โดยที่ไม่ได้มองข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง
หลักนิติรัฐควรเป็นเครื่องจักรที่มีความแม่นยำมาก กฎหมายจำเป็นต้องเที่ยงตรง มิฉะนั้นคุณอาจจะเอาคนบริสุทธิ์เข้าคุกหรือแม้แต่ประหารชีวิต ฉะนั้นกฎหมายจำเป็นต้องเที่ยงตรงอย่างที่สุด และจนกว่าเราจะสามารถไปให้ถึงประชาธิปไตยอย่างแท้จริงที่มีหลักนิติรัฐเป็น สิ่งสูงสุด และรัฐบาลเปิดเผยข้อมูลและโปร่งใสต่อประชาชน เราก็คงยังไม่มีประชาธิปไตย หากให้ผมมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ ก็พบว่า ในการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะเข้าสู่ระบอบเผด็จการนั้น มันจะถลำลงไปอย่างรวดเร็ว เช่นในสมัยเขมรแดง ก็เป็นไปภายในสองถึงสามเดือน ระบบเผด็จการในพม่า ก็ราวๆ หกอาทิตย์ หรือการล่มสลายของราชวงศ์ในลาว ก็เพียงสามเดือนเท่านั้น
ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้ มีความคล้ายคลึงกับการเข้าสู่ระบบเผด็จการของประเทศเพื่อนบ้านของเราเป็น อย่างมาก ซึ่งในขณะนี้เรากำลังเห็นพม่าที่เริ่มจะเปิดประเทศมากขึ้น แต่ก็ยังคงมีนักโทษการเมืองหลายหมื่นคน และเมื่อเรากลับมามองประเทศไทย เราก็กำลังซ้ำรอยความผิดพลาดแบบเดียวกัน ทั้งอำนาจของกองทัพที่เพิ่มสูงขึ้น ความใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและกองทัพโดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่นเมื่อรัฐบาลตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ดังนั้น เรากำลังเห็นการพึ่งพาระหว่างรัฐบาลและกองทัพ และยิ่งกองทัพมีอำนาจเพิ่มขึ้นเท่าไร คุณก็ยิ่งเสี่ยงต่อการถูกรวบอำนาจโดยกองทัพ และเสี่ยงต่อการเป็นรัฐทหารมากขึ้นเท่านั้น แต่ผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังแทบไม่รู้ตัวในเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
แสดงว่าสำหรับประเทศไทย ระบอบเผด็จการมีความแนบเนียนกว่าที่อื่น?
ซี.เจ. ฮิงกิ: ใช่ จะว่าอย่างนั้นก็ได้ คือรัฐบาลค่อนข้างระมัดระวังที่จะไม่ทำอะไรให้กระทบกระเทือนต่อกองทัพ และผมคิดว่าการที่กองทัพมีอำนาจและใช้ในทางที่ผิดนี้ ก็เป็นรากฐานของอำนาจของชนชั้นนำด้วย ฉะนั้น ในความเป็นจริง สิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเฉพาะที่เริ่มมาจากหนังสือ “เดอะ คิง เนเวอร์ สไมลส์” ก็มาจากสาเหตุที่ว่าสถาบันฯ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับกองทัพนั่นเอง ความคิดเห็นของผมก็คือว่า ถ้าหากสถาบันฯ ไม่ได้สนิทสนมกับกองทัพขนาดนี้ สถาบันฯ ก็คงจะไม่มีอำนาจสูงเท่าในปัจจุบันและอาจจะไม่สามารถอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ ได้ ฉะนั้นในแง่หนึ่งมันก็เป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพากันนั่นเอง
แต่สิ่งที่ทุกรัฐบาลพยายามทำเพื่อปกครองประชาชน ก็คือสร้างความกลัวให้ปกคลุมสังคม ไม่ว่าจะเป็นความกลัวต่อเรื่องการก่อการร้าย สงครามยาเสพติด หรืออะไรก็ตามแต่ พวกเขาพยายามจะทำให้เราเกิดความกลัวเพื่อที่จะควบคุมสาธารณชนได้โดยง่าย ผมคิดว่ามันเริ่มเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นมา แต่ไม่ใช่ในแบบที่รัฐบาลกล่าวหา คือ รัฐบาลมักพูดถึงทฤษฎีสมคบคิดที่จะโค่นล้มสถาบันฯ ซึ่งผมคิดว่าไม่จริงเลยแม้แต่น้อย ผมพูดได้เลยว่าคนจำนวนมากที่ผมรู้จัก ที่เป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อเสรีภาพในการแสดงออกไม่ได้สนใจจะโค่นล้มสถาบัน กษัตริย์ ความจริงแล้วพวกเราหลายคนกลับเห็นว่าสถาบันฯ กลับเป็นสิ่งที่สร้างเสถียรภาพในสังคมไทย เราไม่เห็นว่ามันจะมีปัญหาอย่างไร เพราะทุกสังคมย่อมควรมีสัญลักษณ์ หรือประมุข ซึ่งประเทศที่ยังคงมีสถาบันกษัตริย์ก็ทำหน้าที่เช่นนั้น ฉะนั้น ผมไม่เห็นว่ามันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไร
ในความเป็นจริง มันไม่มีขบวนการเพื่อที่จะโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ มันไม่มีกระแสที่แรงกล้าเพื่อมุ่งเปลี่ยนประเทศไทยเป็นสาธารณรัฐ ที่จริงแล้ว มันจะมีความแตกต่างแค่ไหนกันเชียวหากเรามีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่ามันจะไม่มีความแตกต่างใดๆ ทั้งสิ้นต่อการดำเนินไปของสังคมไทยว่าเราจะมีสถาบันกษัตริย์หรือไม่มี อย่างไรก็ตาม สถาบันกษัตริย์ก็เป็นสัญลักษณ์ที่ค่อนข้างมีพลังและอำนาจ ฉะนั้น ผมจึงคิดว่ามันสำคัญมากที่เราได้ทำให้เรื่องการเซ็นเซอร์เป็นประเด็นร้อน และ FACT ก็เป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่นำเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาพูดคุย ในฐานะประเด็นหนึ่งของการเซ็นเซอร์
ตั้งแต่ การรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา แน่นอนว่าอำนาจของทหารก็มีสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน แต่หลังจากการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคมปี 2554 และพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาล คุณคิดว่าเราจะสามารถหลุดพ้นออกจากอำนาจเก่าๆ ได้หรือไม่
ซี.เจ. ฮิงกิ: ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับนักอนาธิปัตย์ชาวอเมริกัน เอมมา โกลด์แมน ที่พูดว่า “หากการลงคะแนนโหวตสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้จริง มันคงจะผิดกฎหมายไปแล้ว” ตัวผมเองนั้นไม่มีศรัทธาใดๆ ต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผมไม่คิดว่าการเลือกตั้งจะเท่ากับประชาธิปไตย แต่การสามารถมีส่วนร่วมของประชาชนต่างหากที่หมายถึงประชาธิปไตย และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมรัฐบาลถึงเกรงกลัวอินเทอร์เน็ต เพราะมันเป็นรูปแบบของประชาธิปไตยที่มีส่วนร่วม เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้บทสนทนาระหว่างเราสามารถเกิดขึ้นได้
ฉะนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลนี้มีคุณูปการต่อสังคมไทย คือการแยกและโดดเดี่ยวตนเองจากฐานเสียง นั่นคือมวลชนเสื้อแดง เวลาผมพูดว่าผมไม่สนใจในการเมืองแบบเลือกตั้ง ผมก็ไม่มีความสนใจในขบวนการเคลื่อนไหวแบบมวลชนเช่นเดียวกัน ผมคิดว่าทั้งขบวนการเสื้อเหลืองและเสื้อแดง มันอาจจะทำให้ประชาชนรู้สึกดีได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันไม่อาจจะทำให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ ผมคิดว่าสิ่งที่ทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงได้ คือบทสนทนาและการถกเถียง ฉะนั้นเราจึงควรมาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน
แล้วคุณมองว่าแนวโน้มของเสรีภาพอินเทอร์เน็ตในปี 2555 จะเป็นอย่างไร
ซี.เจ. ฮิงกิ: จริงๆ แล้วผมคิดว่ามันจะแย่ลงเรื่อยๆ นะ มันน่าสนใจเพราะว่า ทั้งในรัฐบาลประชาธิปัตย์และรัฐบาลเพื่อไทย เรามีรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นนักเลง (Gangster) พวกเขาเป็นนักการเมืองผู้มีอิทธิพลและกว้างขวาง และถ้าคุณสังเกตดู ก็จะเห็นว่าหน้าที่ของพวกเขาก็คือการเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต เพื่อไม่ให้เราสามารถพูดคุยกันได้ และตอนนี้รองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง ก็พูดเรื่องการใช้งบประมาณ 400 ล้านบาทไปกับเทคโนโลยีล่าสุดเพื่อเอาไว้บล็อกเว็บไซต์ต่างประเทศ
สิ่งที FACT ทำในทันที คือการเขียนจดหมายไปหารัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ฮิลลารี คลินตัน และประธานของสหภาพยุโรป เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลต่างประเทศหยุดขายเทคโนโลยีดังกล่าวแก่รัฐบาลไทย เพราะหากพวกเขาเชิดชูเสรีภาพอินเทอร์เน็ต แล้วเขาจะอนุญาตให้ประเทศตะวันตกขายเทคโนโลยีเหล่านี้แก่ไทยเพื่อจำกัดเสรี ภาพอินเทอร์เน็ตของเราได้อย่างไร
โดยรวมแล้วผมคิดว่าสถานการณ์จะยิ่งแย่มากขึ้นเรื่อยๆ ผมเห็นสิ่งที่เป็นลาดเลาในบ้านเราที่คล้ายกับสังคมภายใต้การควบคุมอย่าง เคร่งครัดในพม่า อาจจะไม่เท่ากับสมัยเขมรแดง แต่ก็คล้ายกับพม่าหลายอย่าง รวมถึงอำนาจของเผด็จการทหารที่มีมากขึ้น
คุณบอกว่าคุณไม่เชื่อในขบวนการเคลื่อนไหวแบบมวลชน แต่เชื่อในบทสนทนาและเสรีภาพในการพูด ทำไม? ช่วยขยายความหน่อยได้ไหม?
ซี.เจ. ฮิงกิ: ผมจะยกตัวอย่างให้ฟัง ในช่วงที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เมื่ออำนาจของรัฐบาลในการควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉินหมดลงในวันที่ 23 ธันวาคม 2552 มันควรจะยกเลิกการเซ็นเซอร์ทุกอย่างตามกันไปด้วย มันไม่ควรจะมีอะไรถูกเซ็นเซอร์อีกต่อไปแล้วในอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ยังไม่มีเว็บไซต์ใดซักแห่งเดียวที่ถูกยกเลิกการปิดกั้น ฉะนั้น เราจะเห็นว่ามันมาพร้อมกับวาระที่ซ่อนเร้น
ผมคิดว่า พื้นฐานของความคิดที่ก้าวหน้าในสังคมใดๆ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมันไม่มีการเซ็นเซอร์ หากคุณสามารถพูดอะไรก็ได้ ทุกคำพูดสามารถแสดงออกได้อย่างเสรี มันก็เท่ากับสนับสนุนประชาชนให้ดูถูกหรือเหยียดหยามคนอื่น แต่ถ้าคุณไม่ชอบ คุณก็ไม่ต้องไปมองหรือไปฟังมัน นั่นต่างหากคือการเซ็นเซอร์ที่แท้จริง ถ้าอะไรทำให้คุณโกรธหรือไม่ชอบใจ ถ้าการ์ตูนเกี่ยวกับกษัตริย์ของคุณทำให้คุณไม่ชอบใจ คุณก็แค่ไม่ต้องไปมองมัน แค่นั้นเอง ทำไมคุณจะต้องดิ้นรนในสิ่งที่จะไม่ได้อะไรขึ้นมาด้วย มันไม่มีเหตุผลเลยแม้แต่น้อย
ฉะนั้น ผมอยากจะเห็นเราเริ่มใหม่กันตั้งแต่ศูนย์ และดูว่าสังคมเราจำเป็นจะต้องมีการเซ็นเซอร์ขนาดไหนเพื่อที่จะให้มันทำงาน ได้ เราอาจจะตัดสินใจว่าเราไม่ต้องการมีการเซ็นเซอร์ใดๆ เลยก็ได้
ดูตัวอย่างสหรัฐอเมริกาซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เชิดชูสิทธิและ เสรีภาพในการพูดสิ แน่นอนว่าสหรัฐมีการเซ็นเซอร์ มีการเซ็นเซอร์กระแสหลักในสหรัฐตั้งมากมาย และก็มีการเซ็นเซอร์ในอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวกับหนังโป๊เด็กหรือเรื่องของ ลิขสิทธิ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่จริงแล้ว ผมไม่คิดว่ามีสังคมไหนที่ไม่มีการเซ็นเซอร์อยู่เลย แต่ผมคิดว่าสังคมไทยมันมากเกินไปหน่อย ในที่สุดแล้ว รัฐบาลกำลังบอกพวกเราอยู่ว่าเราโง่เกินกว่าที่จะคิดอะไรได้ด้วยตัวเอง ว่าเราต้องมีพี่เลี้ยงเด็กในรูปแบบของรัฐบาล เสมือนว่ารัฐบาลต้องการจะเล่นบทตำรวจที่คอยควบคุมศีลธรรมอันดี หากแต่พวกเขาไม่สมควรจะเป็นตำรวจศีลธรรม พวกเขาไม่ได้มีจิตใจที่สูงส่งไปกว่าพวกเราเท่าไหร่หรอก
แล้วทาง FACT มีข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไร
ซี.เจ. ฮิงกิ: ผมเคยพูดแล้วว่า ในประเด็นนี้ พวกเรามีความอ่อนไหวกันเกินไป สิ่งที่คนมักยกขึ้นมาพูดในการถกเถียงเรื่องนี้ คือการบอกว่า “พระมหากษัตริย์คือพ่อของเรา และพระราชินีคือแม่ของเรา” เยี่ยม! โอเค คราวนี้คุณลองมานึกแบบเดียวกันกับพ่อแม่ของคุณเองบ้าง คิดถึงพ่อและแม่ของคุณ ว่าหากมีใครมาดูหมิ่นพ่อและแม่ของคุณเองในหนังสือพิมพ์หรือในอินเทอร์เน็ต คุณจะเอาปืนและมายิงพวกเขาหรือจับพวกเขาเข้าคุกหรือเปล่าล่ะ มันคงจะบ้าที่สุดเลย
ฉะนั้น ข้อแนะนำของผมต่อหลายๆ คนก็คือว่า “อย่าหน้าบางมากเกินไป” อย่าอ่อนไหวเกินไปนักเลย ผมหมายถึงว่า มันก็เป็นแค่คำพูดเท่านั้นเอง เมื่อคุณเห็นวีดีโอในยูทิวบ์ที่ทำล้อเลียนราชวงศ์ มันก็เป็นเค่เรื่องไร้สาระ ทำไมเราต้องคิดว่ามันสำคัญอะไรด้วย พวกเรากำลังให้ค่ามันมากเกินไปหรือเปล่า และผมคิดว่าการที่รัฐบาลปฏิบัติต่อเรื่องนี้มากเกินกว่าเหตุ พวกเขาก็กำลังทำลายสถาบันกษัตริย์ด้วย
ผมได้ยินทฤษฎีสมคบคิดในระยะนี้มาว่า รัฐบาลมีวาระมุมกลับที่พยายามจะทำลายสถาบันกษัตริย์ด้วยการทำให้เราพูดถึง เรื่องกฎหมายหมิ่นฯ มากขึ้น เมื่อคุณมาลองคิดดู มีผู้พิพากษาที่ได้รับการศึกษาสูงๆ ตัดสินจำคุกชายคนหนึ่ง 20 ปี แน่นอนว่าเขาต้องคิดได้ว่ามันต้องมีผลกระทบส่งกลับมาแน่ๆ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่ได้คิดในแง่นี้ และพิจารณาเรื่องบทลงโทษอย่างเดียว ฉะนั้น ผมฟันธงเลยว่าผู้พิพากษาผู้นั้นต้องมีความผิดด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นเดียวกัน
มันยังทำให้ผมคิดด้วยว่า การวิพากษ์วิจารณ์ศาลที่ถูกนับว่าเป็นการหมิ่นศาลนั้น เป็นเรื่องที่ผิดปรกติอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้พิพากษาก็เป็นคนเหมือนๆ กับเรา ไม่ใช่เทวดาที่ไหน และในความจริงแล้ว มันเป็นบทบาทที่สำคัญของเสรีภาพในการพูดของเราในการกำหนดกลไกทางนิติบัญญัติ ตุลาการ และบริหาร เพื่อที่นักการเมืองจำเป็นต้องปฏิบัติตามในนามของประชาชน และผู้พิพากษาจำต้องปฏิบัติตามประโยชน์ของสาธารณะ
ทาง FACT เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นเดียวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ จริงๆ ในกรณีของ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มันเป็นอะไรที่แตกต่างกันนิดหน่อยเพราะก่อนหน้าที่จะมี พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มันจะต้องมีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากคุณจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ก็ต่อเมื่อมันมีอาชญากรรมให้ได้ จัดการ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์เรียกว่าเป็น “อาชญากรรม” นั้น สามารถใช้กฎหมายอาญาที่มีอยู่แล้วจัดการได้ทั้งหมด และทีจริง การเซ็นเซอร์ก็ไม่ใช่วิธีการที่จะแก้ไขปัญหานั้นด้วย
เช่นในกรณีของหนังโป๊ ปัญหาคือไม่ใช่ตัวของหนังโป๊เอง แต่ปัญหาคือการเอาเปรียบผู้หญิง และมันก็มีกฎหมายที่เพียงพอแล้วในการจัดการกับปัญหาดังกล่าว ฉะนั้น คุณไม่ควรจะมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ คุณไม่ควรจะมาพูดว่า “ปัญหานี้เป็นผลมาจากการเอาเปรียบสตรี ดังนั้นมันจึงต้องถูกเซ็นเซอร์” สิ่งที่ควรจะทำ คือการแก้ปัญหาที่การเอารัดเอาเปรียบเสตรี การพนันออนไลน์ หรืออะไรก็ตามแต่ คุณไม่ควรจะมาเริ่มแก้ที่อินเทอร์เน็ต คุณควรจะเริ่มที่ต้นตอของปัญหาในสังคมต่างหาก
คุณจะกล่าวอะไรกับคนที่บอกว่า การเสนอให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เท่ากับการล้มสถาบันกษัตริย์?
ซี.เจ. ฮิงกิ: ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมาก คือผมคิดว่า การที่ผู้นำคนใดๆ จะอยู่รอด มันขึ้นอยู่กับสามารถของเขาเอง ผมคิดว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงครองราชย์มากว่า 60 ปี และท่านก็ทรงทำหน้าที่ได้อย่างดีมาก โดยส่วนตัว ผมไม่มีปัญหาอะไรต่อสถาบันกษัตริย์ แต่การบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เข้มงวดมากในตอนนี้ เป็นเพราะพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป และเป็นเพราะการสืบสันตติวงศ์ ฉะนั้น รัฐบาลก็พยายามจะแสดงว่าพวกเขาจงรักภักดีต่อราชวงศ์มาก ด้วยการจับกุมประชาชนและเซ็นเซอร์อินเทอร์เน็ต
ในแง่หนึ่ง การถกเถียงเรื่องการเซ็นเซอร์ถูกลดทอนให้เหลือแต่เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ ซึ่งที่จริงแล้ว มันเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของยอดน้ำแข็งเท่านั้น ผมคิดว่าการที่คนไทยยอมรับว่าการเซ็นเซอร์เป็นสิ่งที่จำเป็นในการปกครองโดย รัฐเป็นเรื่องที่อันตรายมาก
FACT จำแนกการเซ็นเซอร์ที่มีอยู่ในสังคมไทยในแง่มุมต่างๆ ได้เกือบ 60 ชนิด ตั้งแต่การเซ็นเซอร์ในเกม การแต่งกาย ไปจนถึงการเซ็นเซอร์ทางศาสนา วัฒนธรม และสังคม เราเองถูกเซ็นเซอร์อยู่เสมอในทุกระดับ และเราแทบไม่รู้ตัวหรือสังเกตเลยด้วยซ้ำ
ในรอบปีที่ผ่านมา หากคุณต้องให้รางวัลบุคคลแห่งปีในวงการที่ต่อสู้เรื่องเสรีภาพหนึ่งคน คุณจะยกรางวัลนี้ให้แก่ใคร
ซี.เจ. ฮิงกิ: ผมคงจะยกรางวัลนี้ให้กับ ส.ศิวรักษ์ ผมเองใกล้ชิดกับเขาพอสมควร และผมคิดว่าเขาได้ทำอะไรมากมายเพื่อต่อสู้กับผู้มีอำนาจในสังคม คุณไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเป็น หรือสิ่งที่เขาพูดทั้งหมด และที่จริงมันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าเขาจะเคยถูกตั้งข้อหาด้วยกฎหมายนี้มาแล้วหลายครั้ง และถึงแม้หนังสือของเขาจะถูกแบนด้วยกฎหมายหมิ่นฯ มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องนั้น แต่มันเกี่ยวกับไอเดียว่าด้วยเรื่อง “พุทธศาสนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม” (Socially engaged Buddhism) ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ต่อสังคมที่มาจากการตระหนักรู้จากมโนสำนึกของตนเอง และผมคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือการไม่เกรงกลัวในการทำตามจิตสำนึกที่ถูกต้อง และสามารถกระทำโดยปราศจากความกลัว
นอกจากนี้ ผมยังคิดว่าในปีที่ผ่านมา การขึ้นมาของแกนนำสันติวิธีในกลุ่มเสื้อแดง นับเป็นเหตุการณ์ที่ความสำคัญตั้งแต่การปราบปรามประชาชนที่ราชประสงค์ เช่น การขึ้นมามีบทบาทของสมบัติ บุญงามอนงค์ของกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ผมคิดว่าเขามีความคล้ายกับ ส.ศิวรักษ์โดยบังเอิญ สำหรับผมแล้ว เมื่อคุณเปรียบเทียบสมบัติกับอริสมันต์ (พงษ์เรืองรอง) คุณจะเห็นว่ามันมีความแตกต่าง โดยเขาเป็นคนที่ยินดีที่จะฟังเสียงของประชาชน รับฟังความต้องการของมวลชน และเคารพสาธารณะ จริงๆ ผมหวังว่าสมบัติจะไม่ลงเลือกตั้งเป็นนักการเมืองนะ เพราะว่ามันจะทำลายสิ่งที่เขาสร้างมา ในความเป็นจริง ผมคิดว่า เขาเป็นผู้นำคนหนึ่งที่มีพลังมากทีเดียว และเป็นบุคคลหนึ่งที่ผมให้การเคารพนับถือ
อีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่าจับตา คือการที่สุภิญญา กลางณรงค์ ได้รับเลือกเป็นกรรมการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) โดยทั่วไปแล้ว เมื่อมีใครคนหนึ่งได้รับเลือกเข้าสู่ตำแหน่งเช่นนั้น เขาอาจจะเลือกที่จะสมยอม เหลิงอำนาจ หรือทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจจากภายในองค์กร เพื่อสนับสนุนให้เกิดเสรีภาพในการแสดงออก และผมก็หวังว่าเธอจะทำเช่นนั้น ผมรู้ว่าสุภิญญาได้รับข้อวิพากษ์วิจารณ์จากนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิและ เสรีภาพพอสมควร แต่ผมเองสนับสนุนเธอเต็มที่ในหน้าที่การทำงาน เมื่อมีใครสักคนที่ตระหนักถึงคุณค่าในเสรีภาพการแสดงออก และอยู่ในตำแหน่งที่มีอิทธิพลเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง และสามารถทำให้คนอื่นๆ ในกลุ่มข้าราชการและนักการเมืองตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว มันก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะผมเชื่อว่าพวกเขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ
ที่มา ประชาไท
มติชนออนไลน์ รายงานว่า วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๕ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการอัยการ
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา รองอัยการจังหวัดหนองบัวลำภู (ข้าราชการอัยการชั้น ๓) ให้ทรงดำรงตำแหน่ง อัยการจังหวัด ประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน(ข้าราชการอัยการชั้น ๔) ตั้งแต่วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔
ประกาศ ณ วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ที่มา Thai E-News
Q: ทำไมถึงมีคนเรียกพรรคประชาธิปัตย์ว่า "แมงสาบ"
A: เพราะหัวหน้าพรรคเดินไปไหนก็มีแต่เสียงผู้หญิงกรี๊ด.......
ที่มา เฟซบุ๊คส่วนตัวของวรกร จาติกวณิช
ที่มา Thai E-News
"หนูไม่มีปัญหาถ้าจะอยู่กับคนที่แตกต่าง (แต่) เขาจะมีปัญหาหรือเปล่าถ้าจะมาอยู่กับความแตกต่างอย่างหนู"
6 มกราคม 2555
ที่มา มติชนออนไลน์
สัมภาษณ์โดย ฟ้ารุ่ง ศรีขาว
แม้ว่าความเปลี่ยนแปลงของโลกจะเดินทางผ่านยุคแห่งการลงโทษโดยปราศจากการพิสูจน์ความผิดไปแล้ว แต่ในสังคมไทยยังมี "ข้อกล่าวหาต้องห้าม" ที่ใครก็ตามซึ่งถูกกล่าวหา ก็มักจะถูกสังคมพิพากษาจนแทบจะไม่ต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์ความผิด
"มติชนออนไลน์" สัมภาษณ์ "ก้านธูป" นักศึกษาปี 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ถูกหมายเรียกในกระบวนการยุติธรรม และเป็นจำเลยของสังคมในคดี "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ซึ่งถูก "ล่าแม่มด" ตั้งแต่ เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ จนถึงขณะนี้ ชีวิตของเธอผ่านความพลิกผันมากมาย จากที่เคยทำคะแนนสอบข้อเขียนเข้ามหาวิทยาลัยได้ 3 แห่ง แต่ท้ายที่สุด ก็มีเงื่อนไขที่ทำให้เธอไม่สามารถเป็น "นิสิต-นักศึกษา" ใน 3 สถาบันดังกล่าวได้
ไม่มีใครบอกได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความบังเอิญหรือโชคชะตาขีดกำหนดไว้ตั้งแต่แรก เพราะปัจจุบัน เธอกลายมาเป็น "ลูกแม่โดม" ที่มีบุคคลที่เธออยากเจริญรอยตามคือ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" นักประวัติศาสตร์ผู้อำนวยให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมและถูกมองว่าเป็นนักวิชาการที่รวบรวม "ข้อมูล" ได้อย่างมีน้ำหนักในการท้าทายกับความคิดและความเชื่อของคน ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม
สัมผัสทรรศนะของ "ก้านธูป" ได้ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้
@ตั้งแต่จบมัธยมปลาย สอบติดที่ไหนบ้าง
ปี 52 ติดที่คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และไปสอบสัมภาษณ์ตามปกติ แต่ผลออกมาไม่ผ่าน แล้วในปีเดียวกันก็ติด (รัฐศาสตร์) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่เดินทางไปสัมภาษณ์แล้ว ตัดสินใจไม่เข้าไปสัมภาษณ์ เพราะดูจากสถานการณ์ที่มีคนมาเยอะ คิดว่าตัวเองอาจจะไม่ปลอดภัย และหนูก็ไปคนเดียว จึงสละสิทธิ์ไม่ไปสัมภาษณ์ ส่วนปี 53 สอบติดที่ มศว.ประสานมิตร แต่เมื่อเข้าไปสัมภาษณ์แล้ว อาจารย์ไม่แฮปปี้กับการที่หนูสอบติด เมื่อไปสอบสัมภาษณ์ยังไม่ทันเสร็จอาจารย์เขาก็ให้กลับไปรอผลสัมภาษณ์ ก็ปรากฏว่าสอบสัมภาษณ์ ที่ มศว. ไม่ผ่าน จากนั้นปี 54 ก็มาสอบติดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
@วันสอบสัมภาษณ์ที่ม.เกษตรศาสตร์ คือก่อนหน้านั้นมีคนโพสต์ในเวบไซต์ให้ไปต่อต้านใช่หรือไม่
ใช่ค่ะ
@ที่บอกว่าอาจารย์ผู้สอบสัมภาษณ์ไม่แฮปปี้ คือมีปฏิกิริยาอย่างไร
ที่ม.ศิลปากรไม่มีปฏิกิริยา และสัมภาษณ์ตามปกติทุกอย่าง ส่วนที่ประสานมิตร พอ เราเดินเข้าไปก็แนะนำตัว แนะนำตัวยังไม่ทันจบ อาจารย์เขาก็เบรกแล้วบอกว่า ครูก็พอจะรู้ว่าเธอทำอะไรไว้บ้าง เพราะฉะนั้นก็กลับไปรอลุ้นผลสัมภาษณ์ที่บ้าน
@เปลี่ยนชื่อตอนไหน
ตอนสอบเข้า ม.ศิลปากรยังไม่เปลี่ยนชื่อ แต่ตอนมา มศว. เปลี่ยนชื่อแล้ว
@ความรู้สึกตอนสอบเข้า มธ. คิดว่าจะซ้ำรอย 3 มหาวิทยาลัยที่ผ่านมาไหม
ก็ลุ้นพอสมควรค่ะ ก็เตรียมใจไว้อยู่แล้ว ถ้าไม่ผ่าน
@เคยเจอผู้บริหารอย่าง อ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ และอ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุลไหม
ไม่เคยเจอเป็นการส่วนตัว แต่เคยเรียนกับอ.ปริญญา ในวิชา TU100 ต้องเจออาจารย์ในคาบเรียน
@ตอนรับเพื่อนใหม่ ไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีจริงหรือไม่
ไม่ จริงค่ะ เป็นการยืนกันกลางสนามบอล ต่อให้ใครไม่ยืนก็ต้องมีการกดดันจากคนรอบข้างอยู่แล้ว ต่อให้หนูหรือใครก็ตามก็เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ยืน
@ทราบหรือไม่ว่ามีข่าวลือว่าน้องไม่ยืน
ทราบ ค่ะ เห็นข่าว รู้สึกว่าไม่ make sense (สมเหตุสมผล) ที่เอาเรื่่องนี้มาโจมตี เพราะว่ามันไม่มีมูลความจริง แล้วลองจินตนาการดูก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว
@มาอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูก Sanction หรือไม่
ก็ มีบ้าง โดยการเสียดสีประชดประชัน เอาไปพูดกลางชั้น แล้วที่หนักสุดคือปารองเท้าใส่ เหตุการณ์เกิดในช่วงแรกๆ ของการเข้ามาในธรรมศาสตร์
@ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อย
ตอน นั้นเป็นช่วงกลางคืนแล้วมีกลุ่มนักศึกษากลับมาจากออกค่ายโดยมี อาการเมามาเป็นกลุ่ม เมื่อลงจากรถบริเวณที่พวกหนูนั่งทำงานอยู่กับเพื่อนๆ เขายืนคุยกันอยู่ แล้วรองเท้าก็ลอยมาโดนเรา แล้วเขาก็วิ่งเข้ามาเก็บแล้วบอกว่ารองเท้าหลุด
@เขารู้หรือไม่ว่าเป็น "ก้านธูป"
คือตั้งแต่เขาลงมาจากรถก็มีเสียงซุบซิบนินทาแต่แรก และฮือฮาเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนนั่งอยู่ตรงนี้
@แสดงว่าทุกคนรู้จักและรู้ว่าเคยมีคดี
ก็รู้ เพื่อนที่คณะทุกคนก็รู้
@คำพูดประชดเหน็บแนมคืออะไร
ก็เช่นว่า ใครไม่รัก...ก็ออกไปจากประเทศนี้ซะ แนวๆ เดียวกับท่าน ผบ.ทบ.ที่ไล่คนออกนอกประเทศ
@ด้านดีของบรรยากาศในธรรมศาสตร์คืออะไร
ทุก คนมีความแตกต่าง และหนูมองว่าการที่ทุกคนแตกต่างเป็นสิ่งสวยงามของโลกใบนี้ และหนูไม่เคยหันกลับไปทำร้ายคนอื่น หรือไปแซงค์ชั่นกลับ หรือกระทั่งไม่ได้โกรธเพื่อนๆ ที่ทำอย่างนั้นกับหนู เพราะหนูเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเขาได้รับข้อมูลมาอีกอย่างหนึ่ง
@ครอบครัวว่าอย่างไรบ้างเมื่อมีคดีขึ้นมา
ก็ให้กำลังใจกันดี
@เคยขึ้นเวทีเสื้อแดงจริงหรือเปล่า
จริง ค่ะ เคยขึ้นเวทีเสื้อแดงตั้งแต่ตอนอยู่มัธยม เป็นเวทีในกรุงเทพฯ ช่วงรวมพล ไปที่บ้านป๋าเปรม เป็นปีที่มีการสลายม็อบเสื้อแดงรอบแรกในเดือนเมษายน (2552)
@ทุกวันนี้ ยังทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย
ทำ กิจกรรมในมหาวิทยาลัยเหมือนที่นักศึกษาทั่วไปทำตามปกติคะ เป็นกลุ่มอิสระที่ทำงานร่วมกับทุกกลุ่มได้ และทำงานร่วมกับกลุ่มนอกมหาวิทยาลัยได้ด้วยซ้ำ
@ไม่เข็ดหรือไม่กลัวกับการโดนคดีอีกหรือ
หนู รู้สึกว่า ทำกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองเสมอไป เพราะฉะนั้น คำว่า ไม่เข็ด ก็เลยไม่รู้จะตอบยังไง เพราะบางกิจกรรมก็ไม่เกี่ยวกับการเมืองเลย
@ทำกิจกรรมอะไรบ้าง
เกี่ยวกับต่อต้านการรับน้องการโซตัส การใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัย
@ทำกิจกรรมตอนน้ำท่วมหรือไม่
ก็พยายามจะไปช่วยให้ได้มากที่สุด เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เพราะที่บ้านก็เป็นห่วง หนูก็เคยไปช่วยที่ศูนย์พักพิงที่ธรรมศาสตร์ แต่นั่งทำงานอยู่ดีๆ ก็มีคนเอากล้องมาถ่ายรูป หนูก็เลยไปทำที่อื่น เช่นที่ดอนเมืองแทน
@ครอบครัวห้ามทำกิจกรรมหรือไม่
ก็เตือน ก็ห้าม ไม่อยากให้ทำกิจกรรมมาก
@ทำไมยังอยู่ในเส้นทางการทำกิจกรรม ทั้งที่ถูกกล่าวหาในคดีร้ายแรง
ก็ อยากจะทำทุกอย่างให้เป็นปกติ ไม่อยากให้มันมีอิทธิพลกับชีวิตมากนัก เพราะไม่ว่ายังไง ชีวิตเราก็ต้องดำเนินต่อไป ส่วนคดี ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ
@ที่บ้านเป็นเสื้อแดง หรือเปล่า
ไม่ได้เป็นค่ะ
@แล้วเขาทำยังไงกับเรื่องนี้
เขา ก็ห้าม ก็เตือน พยายามจะดึงกลับไป หนูก็เข้าใจที่บ้านว่า ทำไมถึงพยายามจะห้าม แต่ที่สุดแล้ว ก็ทนไม่ได้กับความไม่เป็นธรรมในสังคมนี้ คือต่อให้ไม่ใช่หนู แต่เป็นคนอื่น เขาก็ต้องทำแบบนี้เหมือนกัน ถ้าเขาได้เห็นอะไรแบบที่หนูได้เห็น ได้สัมผัส
@จุดเปลี่ยนที่ทำให้คิดแบบนี้
มีหลายจุดมากคะ คือ คน ที่ติดตาม การเมือง คงจะรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในสังคมนี้ ที่มันเป็นมาอยู่ตลอด ไม่ว่าจะ 2 มาตรฐาน หรือการใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม มันทำให้เราไม่สามารถหยุดเพื่อเอาตัวรอดได้
@ตอนที่ถูกกล่าวหาอายุ 17 ปี ชีวิตช่วงนั้นรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมด้วยหรือเปล่า
หนูรู้สึกว่า "การคิดได้" มันไม่เกี่ยวกับเรื่องอายุค่ะ ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ถ้าคนมันจะคิดได้มันก็คิดได้
@อนาคตอยากทำงานอะไร
อยากเป็นอาจารย์ อยากเป็นครู อยากเจริญรอยตามอาจารย์สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล)
@ชอบเรียนวิชาอะไร
ตอนนี้หนูเพิ่งเรียนแค่ 6 ตัว ก็รู้สึกสนุกกับทุกวิชาที่ได้กำลังเรียนรู้อยู่
@ลงทะเบียนเรียนกับอาจารย์สมศักดิ์ด้วยหรือเปล่า
ก็ ไปนั่งซิทอินเฉยๆ (ฟังบรรยาย โดยไม่ได้ลงทะเบียนเรียน) เมื่อเทอมที่แล้วอาจารย์สมศักดิ์ สอนที่รังสิตตัวเดียว ก็เลยไปนั่งซิทอินตัวนั้น ตัวเดียว เป็นวิชาประวัติศาสตร์รัสเซีย
@ไปซิทอินวิชาอื่นด้วยหรือเปล่า
ก็ไปนั่งซิทอินกับ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์
@เรียนกับ "คณะนิติราษฎร์" ด้วยหรือเปล่า
ยังค่ะ ยังไม่มีโอกาส
@ ทำไมถึงเลือกเรียนคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์
เพราะ หนูเคยทำกิจกรรมจิตอาสา แล้วรู้จักพี่คนหนึ่งที่เขาเป็นรุ่นพี่เรียนคณะนี้เหมือนกัน แล้วรู้สึกว่าทัศนคติของเขาในการมองสังคมสวยงามมาก จรรโลงใจ คือ หลักการคณะนี้ ทำให้เขาคิดได้ขนาดนี้ มันรู้สึกแฮปปี้กับความคิดเขา ก็เลยอยากเข้ามาเรียนรู้ว่าอะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนี้
@ถูกกล่าวหาในข้อหารุนแรงในช่วงนี้ คิดว่าเกิดจากอะไร
การ ใช้ข้อกล่าวหานี้มาโจมตีกันทางการเมือง... คือมันก็เคลื่อนไปตามกระบวนการของมัน เพราะว่าการเมืองมันมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว
@คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อ หรือว่าเป็นปรากฎการณ์ที่สะท้อนสังคมนี้หรือเปล่า
หนู รู้สึกว่าต้องให้คนอื่นคิดกับหนูมากกว่า เพราะว่าหนูก็ยังใช้ชีวิตตามปกติของหนู ก็ไปกินข้าว ไปดูหนัง ไปเที่ยวเล่นและทำกิจกรรมตามปกติ
@ถูกขบวนการล่าแม่มดแล้วมีคนที่เรารู้จักส่วนตัวในขบวนการนั้นไหม
ไม่ ได้รู้จักใครเป็นการส่วนตัว หรือต่อให้รู้จักส่วนตัว ก็ไม่ทราบว่าเขาอยู่ในขบวนการนั้นหรือเปล่า แล้วก็ไม่มีปัญหา ถ้าจะคบกับคนเหล่านั้น
@ทำไมคิดว่าเราสามารถคบกับคนที่ตามล่าเราได้
คือ คณะสังคมสงเคราะห์ สอนให้หนูเรียนรู้แล้วก็อยู่ร่วมกับความแตกต่างในสังคมอยู่แล้วค่ะ เพราะฉะนั้น หนูก็เลยไม่มีปัญหา ถ้าจะอยู่กับคนที่แตกต่างกับหนู ขึ้นอยู่กับว่า คนคนนั้นเขาจะมีปัญหาหรือเปล่า ถ้าจะมาอยู่กับความแตกต่าง สิ่งที่แตกต่างอย่างหนู
@มีอะไรเป็นหลักในการดำเนินชีวิตสำหรับสิ่งที่เจอในอายุแค่นี้
มัน ก็เป็นแค่การเรียนรู้ เพราะทุกอย่าง สิ่งที่เข้ามาในชีวิต เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แล้วมันก็จะกลายมาเป็นบทเรียนเรา ที่ยังไงก็ต้องเรียนรู้ต่อไป มันต้องดำเนินชีวิตต่อไปให้ได้คะ
@เคยเครียดไหม
ก็เครียดเป็นปกติ ไม่ใช่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็มีเครียดเรื่องเรียน เรื่องสอบ เรื่องอื่นๆ ด้วย
@ครอบครัวไม่อยากให้น้องมาทำกิจกรรม แล้วสามารถประนีประนอมกับครอบครัวยังไง
หนู ก็มาทำกิจกรรม โดยไม่ให้มีผลกระทบ แล้วหนูก็พยายามทำอยู่หลังไมค์ (เบื้องหลัง) ไม่ออกหน้ามาก พยายามจะไม่ให้มีชื่อเข้าไปในกิจกรรม แต่ก็ยังทำอยู่ตามปกติ
@อยากเห็นสังคมเปลี่ยนแปลงไปแบบไหน
หนูคิดว่ามันก็กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ค่ะ ก็อยากให้เปิดกว้างกว่านี้ ยอมรับกันมากขึ้น เรียนรู้กันมากขึ้น
@คิดว่าทำไมต้องเป็นเรา ที่ถูกข้อกล่าวหานี้ด้วย
ข้อหานี้ใช้กล่าวหากันได้ง่ายมาก แล้วต่อให้ไม่เป็นหนู เดี๋ยวก็มีคนอื่นโดน แล้วมันก็กำลังมีอยู่เรื่อยๆ
@ขอเลื่อนพบเจ้าหน้าที่ สน.บางเขน ในวันที่ 11 ม.ค. นี้ เพราะอะไร
ติดสอบปลายเทอมที่ 1 คะ ยังสอบไม่เสร็จ เลื่อนสอบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ไปเป็น 11 ก.พ.
@หมายมาตรา 112 อ้างข้อเท็จจริงเหตุการณ์ในปีไหน
น่า จะเป็นปี 53 คือมีคนเผยแพร่ข้อความในอินเตอร์เน็ต โดยการแคปภาพในเฟซบุ๊กหลายอันมาลงในฟอร์เวิร์ดเมล์ ซึ่งไม่แน่ใจว่า การนำภาพตัดแปะในอินเตอร์เน็ต มาเป็นหลักฐานในการฟ้องแล้วจะเป็นหลักฐานฟ้องร้องได้จริงหรือ ในเมื่อมันตัดต่อยังไงก็ได้
@สรุป คือ มีข้อเท็จจริงว่ามีการตัดต่อภาพพร้อมข้อความ กล่าวหาว่า "ก้านธูป" โพสต์ข้อความบางอย่างแล้วนำมาเผยแพร่ จากนั้นก็มีการตามล่า ใช่หรือไม่
ใช่ค่ะ
@แล้วมหาวิทยาลัยดูแลอย่างไร
อาจารย์ ที่ปรึกษาที่คณะ ก็โทรมาสอบถามด้วยความเป็นห่วง อาจารย์บอกว่า ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของมัน เรื่องความปลอดภัยอาจารย์ก็ช่วยดูแลให้
@เหตุที่ย้ายบ้านจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่งตอน ม.4 เพราะถูกคุกคามหรือเปล่า
ไม่ได้ถูกคุกคามค่ะ แต่ครอบครัวย้ายอยู่แล้วก็ย้ายตามครอบครัว
@นอกจากการคุกคามในโลกอินเตอร์เนตแล้ว ในชีวิตจริง มีการคุกคามด้วยหรือไม่
ก็ มีบ้าง อย่างปีที่แล้ว ก็มีคนตามไปบ้านที่จังหวัดเดิม มีคนไปสอบถามแถวบ้านว่ารู้จักหรือเปล่า โดยมีคนอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่บ้าง เป็นคนทั่วไปบ้าง
@ฝ่ายที่ให้กำลังใจ เขาพูดกับเราว่าไงบ้าง
เขา บอกว่า "เป็นกำลังใจให้" หนูว่าแค่คำนี้คำเดียว ทุกอย่างก็ลงตัวแล้ว หนูว่าเรื่องกำลังใจสำคัญที่สุด เพราะสิ่งที่ทำให้หนูหยัดยืนได้ ก็คือกำลังใจจากเพื่อนๆ กำลังใจจากอาจารย์ที่รัก
@ได้เข้ามาศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วรู้สึกประทับใจอะไรหรือเปล่า
ก็รู้สึกว่ามหาวิทยาลัยนี้ เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดกว้างที่สุด ในบรรดามหาวิทยาลัยที่หนูเคยสอบได้มา ก็รู้สึกประทับใจตรงนี้มาก
@นิยมชมชอบบุคคลในประวัติศาสตร์ไหม
อืม หนูไม่บูชาบุคคลในประวัติศาสตร์ค่ะ ชอบที่จะชื่นชมคนที่เรารู้จักตัวจริงๆ มากกว่า เพราะเชื่อว่าถ้าเป็นคนที่หนูรู้จัก หนูจะชื่นชมชื่นชอบได้อย่างสนิทใจ หรือรักได้อย่างสนิทใจมากกว่าบุคคลในประวัติศาสตร์ค่ะ
@หมายความว่าเรื่องราวของคนที่ถูกบอกเล่าโดยที่เราไม่เคยสัมผัสส่วนตัว - เราไม่ได้เชื่ออะไรแบบนั้น
ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากถึงขนาดเอาไปเคารพบูชาหรือรักใคร่ เราไม่ได้เชื่อ
@ชอบอ่านหนังสืออะไร
หนังสือประวัติศาสตร์และก็นวนิยาย
@ชอบเขียนเรื่องอะไรเก็บเอาไว้
ก็เขียนพวกกลอน เพราะหนูก็ถนัดแต่งกลอน แต่งโคลง ก็ไม่ได้เขียนแค่เรื่องการเมือง เขียนเรื่องความรัก เพ้อเจ้อ ธรรมชาติ ก็เขียนค่ะ
@มีกลอนอะไรที่อยู่ในใจตลอดเวลา
(หัวเราะ) ก็มีกลอนของพี่วิสา คัญทัพ แต่รู้สึกว่าพี่วิสาเขาก็..(หัวเราะ) เขาก็มีความเปลี่ยนแปลงอะไรไปแล้ว
ที่มา Thai E-News
โดย สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ที่มา เฟสบุค สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ปี พ.ศ.๒๕๕๕ ถือเป็นปีมะโรงตามนัขษัตร ได้รับการกล่าวถึงในลักษณะต่างๆ บ้างก็ว่าจะเป็นปีมังกรทอง ที่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว บ้างก็ว่าเป็นปีมังกรน้ำ เพราะจะเกิดน้ำท่วมมากกว่าปีก่อน นอกจากนั้นยังมีประเภทคำทำนายว่า จะเกิดภัยพิบัติ หรือเป็นปีโลกแตก แต่ที่กล่าวมาส่วนมาก ล้วนแต่เป็นคำทำนายอันเหลวไหล นึกเดาเอาเอง โดยไม่มีรากฐานจากข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะคาดการณ์สถานการณ์ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ในบทความนี้ จะขอลองคาดการณ์จากข้อมูลที่เป็นจริงและขอนำเสนอว่า ปีนี้จะเป็นแห่งการรุกของฝ่ายประชาธิปไตย
ที่มา Thai E-News
ดร.ชาญ วิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อดีตอธิการบดี ธรรมศาสตร์ ตอบคำถาม เรื่องธรรมเนียมการยืนเคารพเพลง สรรเสริญพระบารมี ในโรงหนัง ในเมล์ลิสต์ ของนักวิชาการและนักกิจกรรมกลุ่มหนึ่ง ดังนี้
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51