WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 8, 2012

อุ่นเครื่องเรื่องศาลโลก: ความคืบหน้าคดีปราสาทพระวิหาร

ที่มา ประชาไท

วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ อดีตนักกฎหมายในคดีศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ
http://www.facebook.com/verapat.pariyawong

ข่าวที่กัมพูชาขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) “ตีความ” คำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร พ.ศ. 2505 เริ่มกลับมาอุ่นตัวอีกครั้งในต้นปี พ.ศ.2555 แต่เมื่อรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสื่อมวลชนดูจะยังไม่สร่างจากการพักปีใหม่ ผู้เขียนจึงจำต้องฝากข้อมูลให้ประชาชนเตรียมอุ่นเครื่องเรื่องศาลโลกไว้ 3 ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ 1: ศาลโลกจะมีคำพิพากษาในเดือนกุมภาพันธ์นี้จริงหรือ ?
เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยหลายสำนักได้รายงานคำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำนองว่า เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาศาลโลกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ และเพื่อไม่ให้การพิพากษาคดีคาบเกี่ยวกับช่วงการเปลี่ยนแปลงองค์คณะ จึงคาดว่าศาลโลกจะมีคำพิพากษาภายในเดือนกุมภาพันธ์ (ดูข่าว เช่น http://bit.ly/yyofVV, http://bit.ly/umw72E, http://on.fb.me/tgYHAP, http://bit.ly/rtZARS)

ผู้เขียนเห็นว่ารายงานข่าวดังกล่าวเป็นการนำเสนอที่ผิดพลาดและหละหลวม เพราะข้อเท็จจริงปรากฎชัดเจนว่าศาลโลกจะยังไม่มีคำพิพากษาภายในเดือน กุมภาพันธ์ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก ศาลโลกได้แจ้งให้ทั้งไทยและกัมพูชาทราบแล้วว่า ศาลได้อนุญาตให้ไทยและกัมพูชายื่นบันทึกคำอธิบายเพิ่มเติม (further written explanations) โดยฝ่ายกัมพูชายื่นได้ภายในวันที่ 8 มีนาคม 2555 และฝ่ายไทยยื่นได้ภายในวันที่ 21 มิถุนายน 2555 กล่าวให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ กระบวนพิจารณาของศาลในคดีนี้จะยังคงใช้เวลาอย่างน้อยไปถึงปลายปี 2555 หลังที่ไทยได้ยื่นเอกสารดังกล่าว (ซึ่งหลังจากนั้นทนายความอาจขอให้ศาลอนุญาตให้คู่ความแถลงชี้แจงเป็นวาจาต่อ ศาลอีกรอบก็เป็นได้)

ทั้งนี้ การที่ศาลอนุญาตให้มีการส่งเอกสารเพิ่มเติมดังกล่าว ถือเป็นเรื่องปกติที่ถูกต้องตามระเบียบศาล (Rules of Court) ข้อที่ 98 วรรคสี่ โดยศาลอาจอนุญาตเห็นว่ายังมีประเด็นที่คู่ความต้องโต้เถียงหักล้างกันต่อ เนื่องจากบันทึกข้อสังเกต (written observations) ซึ่งไทยและกัมพูชาได้ยื่นต่อศาลไปแล้ว โดยฉบับของไทยมีรายละเอียดกว่าพันหน้า หรืออีกนัยหนึ่งก็อาจเป็นความพยายามของคู่ความในการเพิ่มเวลาการเจรจานอกศาล เช่น เจรจาถอนคดีเพื่อลดความเสี่ยงของผลคำพิพากษาก็เป็นได้ ทั้งนี้ ศาลโลกได้ออกเอกสารข่าวดังกล่าวไปตั้งแต่วันที่ 5 ธันวาคม 2554 (http://www.icj-cij.org/docket/files/151/16843.pdf)

ประการที่สอง เหตุผลของนายอภิสิทธิ์ (ตามรายงานข่าว) ที่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะผู้พิพากษาศาลโลกในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ก็เป็นเหตุผลที่คลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงเช่นกัน เพราะระเบียบวิธีพิจารณาของศาลโลกไม่มีเรื่อง “การเปลี่ยนองค์คณะ” ในเดือนกุมภาพันธ์ตามที่ข่าวอ้าง กล่าวคือ ผู้พิพากษาศาลโลกที่เข้ารับตำแหน่งตามวาระก็ต้องร่วมเป็นองค์คณะพิจารณาทุก คดีจนครบวาระเว้นมีเหตุเฉพาะ เช่น ถอนตัวจากคดี หรือ มีกระบวนพิจารณาเร่งด่วน (Chamber of Summary Procedure) ศาลโลกจึงแตกต่างจากศาลในประเทศที่อาจมีการจ่ายสำนวนให้ผู้พิพากษาสามคนจาก หลายคนเป็น “องค์คณะ” ในคดีหนึ่งคดีใดเป็นการเฉพาะ

ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ในเดือนกุมภาพันธ์ตามระเบียบของศาลโลกก็ คือ “การสิ้นวาระดำรงตำแหน่ง” ของผู้พิพากษาศาลโลกบางรายซึ่งไม่ได้เข้าออกจากตำแหน่งในศาลโลกพร้อมกัน กระนั้นก็ดี องค์การสหประชาชาติได้ดำเนินการคัดเลือกผู้พิพากษาที่จะมีวาระดำรงตำแหน่ง เริ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ปลายปี 2554 แล้ว (http://bit.ly/tNSTEF) ทั้งนี้ ผู้พิพากษาที่ดำรงตำแหน่งครบวาระมีทั้งสิ้นห้าราย แต่มีสามรายในนั้นที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกวาระ และมีสองรายที่พ้นจากวาระ (ทั้งสองรายเป็นฝ่ายเสียงข้างมากที่ลงมติให้ไทยและกัมพูชาถอนกำลังทหารตามคำ สั่งมาตรการชั่วคราว) อย่างไรก็ตาม ธรรมนูญศาลโลก ข้อ 13 วรรคสาม ประกอบกับระเบียบศาลข้อที่ 33 โดยทั่วไปก็เปิดช่องให้ผู้พิพากษารายเดิมที่พิจารณาคดีค้างอยู่สามารถนั่ง พิจารณาจนช่วงคดีเสร็จสิ้นแม้ตนจะพ้นวาระไปแล้วก็ตาม

ประการที่สาม แม้หากจะไม่พิเคราะห์ให้ลึกซึ้งถึงเหตุผล สองประการที่กล่าวมา บุคคลธรรมดาที่แม้จะไม่ได้เป็นนักการเมืองหรือสื่อมวลชน หากสำรวจตรรกะเบื้องต้นให้ดีสักครู่ ก็จะพบว่าการที่ศาลจะเร่งพิจารณาคดีของศาลให้เสร็จภายในไม่กี่เดือนเพื่อให้ คดีจบทันการสิ้นวาระของผู้พิพากษานั้น ฟังจะขัดแย้งกับความเป็นจริงที่ว่า ปัจจุบันมีคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาโดยศาลโลกอยู่ไม่น้อยกว่าสิบคดี และแต่ละคดีใช้เวลาไม่น้อยกว่าสองถึงสามปี ดังนั้น ตรรกะที่ว่าศาลจะพยายามทำให้ทุกคดีเสร็จสิ้นภายในเวลาอีกไม่กี่เดือนได้นั้น ย่อมน่าเคลือบแคลงยิ่งนัก

จากเหตุผลสามประการที่กล่าวมา หากนายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ตรงตามข่าวจริง คงต้องเห็นใจที่ปรึกษาด้านกฎหมายระหว่างประเทศของนายอภิสิทธิ์ที่หละหลวมจน ทำให้บุคคลระดับผู้นำฝ่ายค้านและอดีตผู้นำประเทศ “ปล่อยไก่” ต้อนรับปีใหม่มาทั้งเล้า อย่าลืมว่านายอภิสิทธิ์คนเดียวกันนี้เคยได้ให้สัมภาษณ์เรื่อง “การถอนตัวภาคีอนุสัญญามรดกโลกฯ” ไปก่อนการเลือกตั้ง แต่หลังเลือกตั้งพอน้ำท่วมมรดกโลกที่อยุธยากลับปรากฎว่าไทยไม่เคยถอนตัวดัง ที่หลายคนเข้าใจ (http://on.fb.me/mJX3b2 )

ส่วนที่ปรึกษาฝ่ายรัฐบาลเองก็น่าเห็นใจเช่นกัน เพราะดูท่าจะยังไล่ไก่เข้าเล้าไม่ทัน เห็นได้จากการที่ นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตอบโต้คำสัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ โดยเน้นโจมตีแต่เรื่องรัฐบาลชุดเก่า แต่กลับไม่มีรายงานว่านางฐิติมาได้แก้ไขข้อมูลคลาดเคลื่อนชุดใหม่ให้ประชาชน เข้าใจให้ถูกต้องหรือไม่ (เช่น http://bit.ly/A3mgyP และ http://bit.ly/yLhnj7) ยิ่งหากจะมีข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่รู้และเข้าใจเรื่องนี้เป็น อย่างดี แต่กลับสงวนเนื้อสงวนคำหรือไม่มีการประสานงานระหว่างกันจนปล่อยให้โฆษก รัฐบาลทำงานอย่างไร้ข้อมูล ก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย

ยังมิพักที่ต้องเห็นใจสื่อมวลชนไทยที่ทำข่าวเหนื่อยมาตลอดช่วงปลายปี ยังไม่ทันสร่างจากพักปีใหม่ ก็พลาดท่าไม่ได้ตรวจสอบเนื้อหาข่าวย้อนหลังจนรายงานข่าวขัดแย้งให้ประชาชน สับสนแต่ต้นปี

ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนโปรดอุ่นเครื่องและรู้ให้ลึกยิ่งกว่านักการเมืองและสื่อมวล ชนไทยว่า ศาลโลกจะยังไม่พิพากษาคดีในเดือนกุมภาพันธ์นี้อย่างแน่นอน

ประเด็นที่ 2: ไทยยังมีข้อพิพาทอยู่กับกัมพูชาในศาลโลกจริงหรือ ?
คำถามนี้อาจฟังดูแล้วน่าฉงน แต่ขอฝากให้บรรดาเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ตลอดจนสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ทั้งหลายนำไปอุ่นเครื่องเตรียมการกล่าวอ้าง ให้ระมัดระวังว่า ในทางกฎหมายนั้น หากจะกล่าวอ้างให้ถูกต้องตรงกับสิ่งที่ไทยได้แถลงต่อศาลไปก่อนหน้านี้ ย่อมต้องถือว่าไทยไม่มีข้อพิพาทกับกัมพูชาที่เกี่ยวกับความหมายหรือขอบเขต ของคำพิพากษา พ.ศ. 2505 แต่อย่างใด เพราะสำหรับไทยแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวมีความชัดเจนว่าไม่เกี่ยวข้องกับเส้นเขตแดน และไทยก็เห็นว่ากัมพูชาได้รับทราบและเข้าใจคำพิพากษาชัดเจนต้องตรงกัน และอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบโดยยึดแนวรั้วลวดหนามรอบปราสาทมากว่าสี่สิบปี แต่ฝ่ายกัมพูชากลับมาตีประเด็นให้ศาลหลงเข้าใจว่าไทยและกัมพูชาอ่านคำ พิพากษาคนละแบบมาตลอด ซึ่งไทยย่อมปฎิเสธว่าไม่เป็นความจริง

ผู้เขียนย้ำว่า แม้คำสั่งมาตรการชั่วคราวของศาลเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2554 ย่อหน้าที่ 31 จะสรุปประเด็นการตีความคำพิพากษา “ที่มีมูล” (appears to exist) ไว้สามประเด็น คือ (1) เรื่องบริเวณใกล้เคียงรอบตัวปราสาท (vicinity) (2) เรื่องความต่อเนื่องของพันธกรณีในการถอนทหารและเคารพอธิปไตย และ (3) เรื่องสถานะของแผนที่และเส้นเขตแดน แต่กฎหมายก็เปิดช่องให้ศาลยังคงสามารถปฎิเสธที่จะรับตีความประเด็นใดประเด็น หนึ่งหรือทั้งหมดได้ หากศาลพบว่าแท้จริงแล้วคู่ความได้มีความเข้าใจคำพิพากษาตรงกัน หรือประเด็นที่กัมพูชาขอให้ตีความนั้นเกินเลยไปจากขอบเขตของคำพิพากษาเดิม

ดังนั้น หากผู้ใดต้องการจะร่วมสงวนท่าทีของไทยให้สอดคล้องกับข้อต่อสู้ที่ไทยแถลงไป ต่อศาลโลก แทนที่จะไปกล่าวหรือรายงานว่าไทยกับกัมพูชามีข้อพิพาทเกี่ยวกับคำพิพากษา หรือเห็นไม่ตรงกันจนทำให้ศาลโลกต้องกลับมาตีความ ก็ควรจะเปลี่ยนเสียใหม่เป็นว่า ไทยเห็นว่าไทยกับกัมพูชาเข้าใจขอบเขตและความหมายของคำพิพากษาตรงกันมาโดย ตลอด แต่กัมพูชามากลับลำตีประเด็นเรื่องเขตแดนภายหลัง ดังนั้น เมื่อไทยกับกัมพูชาเข้าใจขอบเขตและความหมายของคำพิพากษาตรงกัน อีกเรื่องเขตแดนยังเกินเลยขอบเขตของคำพิพากาษเดิม ศาลโลกย่อมไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปตีความคำพิพากษาได้

ประเด็นที่ 3: การถอนกำลังทหารให้เป็นไปตามคำสั่งศาลโลกละเมิดอธิปไตยไทยจริงหรือ ?
เมื่อมีข่าวว่าไทยและกัมพูชาพร้อมจะร่วมมือกัน ปฏิบัติตาม “คำสั่งมาตรการชั่วคราว” ของศาลโลก โดยการถอน (หรือ “ปรับ”) กำลังทหารออกจากพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ก็มีผู้ห่วงใยเริ่มทักท้วงว่าหากไทยปฏิบัติตาม ย่อมถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยเพราะการถอนทหารกินบริเวณมาในเขตของ ไทยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังมีผู้ห่วงใยท้วงติงว่า ก่อนที่รัฐบาลจะไปดำเนินการตกลงกับกัมพูชาเพื่อถอนหรือปรับกำลังทหารนั้น รัฐบาลจะต้องดำเนินการขอความเห็นชอบจากรัฐสภาและรับฟังความคิดเห็นตามรัฐ ธรรมนูญ มาตรา 190 เสียก่อน

ผู้เขียนเกรงว่าความห่วงใยและหวังดีดังกล่าวอาจไม่ได้ตั้งอยู่บนความแตกฉานในข้อกฎหมาย ดังนี้

ประการแรก การปฏิบัติตามคำสั่งศาลเพื่อเคารพเขตปลอด ทหารชั่วคราวดังกล่าว เป็นเพียงเรื่องมาตรการชั่วคราวที่มุ่งป้องกันการปะทะกันด้วยอาวุธ ซึ่งไทยและกัมพูชามีสิทธิขอให้ศาลแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หากมีเหตุผลจำเป็น ที่สำคัญ พิกัดที่ศาลใช้กำหนดเขตปลอดทหารชั่วคราวดังกล่าว มิได้มีผลทางกฎหมายต่อเขตแดนแต่อย่างใด ดังที่ศาลได้ย้ำอย่างชัดเจนในคำสั่งหลายครั้ง (เช่น ย่อหน้าที่ 21, 38 และ 61) ว่าการพิจารณาออกคำสั่งครั้งนี้ ศาลย่อมไม่ก้าวเข้าไปวินิจฉัยประเด็นที่กัมพูชาอ้างว่าดินแดนส่วนใดเป็นของ ใครหรือเขตแดนจะต้องเป็นไปตามเส้นหรือแผนที่ใด (ประเด็นที่คนไทยควรรู้เกี่ยวกับคำสั่งศาลโลก โปรดดู http://on.fb.me/ovWF6a) นอกจากนี้ เพียงการที่ทหารไทยยืนหรือไม่ยืนอยู่ ณ จุดใด มิได้เป็นเครื่องวัดว่าไทยมีอธิปไตยเหนือพื้นที่นั้นหรือไม่แต่อย่างใด

ประการที่สอง รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ไม่ได้บัญญัติถึงกรณีการปฎิบัติตามคำสั่งศาลโลก และแม้จะมีผู้ตีความว่าไทยและกัมพูชาจะถอนหรือปรับกำลังตามข้อตกลงระหว่าง สองประเทศก็ดี แต่หากการดำเนินการดังกล่าวเป็นการทำข้อตกลงเพื่อประสานงานในทางบริหารเป็น การชั่วคราว โดยการอาศัยอำนาจของฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพล การดังกล่าวก็มิต้องด้วยกรณีของมาตรา 190 ในทางกลับกัน การพยายามยัดเยียดให้อำนาจของฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะการใช้อำนาจที่เป็นของฝ่ายบริหารโดยแท้ เช่น การควบคุมเคลื่อนย้ายกำลังพลทหาร ตกอยู่ภายใต้อำนาจนิติบัญญัติหรือตุลาการตามมาตรา 190 จะกลับกลายเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจและความรับผิดชอบในทาง ประชาธิปไตย และชักนำให้เกิดภาวะความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินในที่สุด

ประการที่สาม การยก “อำนาจอธิปไตย” ขึ้นอ้างอย่างพร่ำเพรื่อโดยที่ผู้อ้างไม่เข้าใจถึงความหมายของคำดังกล่าว ย่อมเป็นกับดักที่อันตรายยิ่งนัก ในโลกปัจจุบันแทบจะไม่มี “อำนาจอธิปไตยเด็ดขาด” หลงเหลืออีกแล้ว มีแต่เพียง “อำนาจอธิปไตย” ภายใต้กฎหมายและความร่วมมือระหว่างประเทศ การที่ไทยและกัมพูชายอมปฎิบัติตามคำสั่งศาลโลกก็ไม่ใช่เพราะถูกบังคับหรือ เพื่อสมยอมแก่ใคร แต่เพื่อยินยอมให้เจ้าของ “อำนาจอธิปไตย” ทุกหมู่เหล่าอยู่ร่วมบนโลกใบนี้ได้อย่างสงบสุข ตามที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงผูกพันทางกฎหมายไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ การที่ไทยเข้าทำสนธิสัญญาดังกล่าวเสียอีก กลับเป็นเครื่องยืนยันว่าไทยพร้อมที่จะใช้ “อำนาจอธิปไตย” ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อรักษา “อำนาจอธิปไตย” ของไทยไว้ให้คงอยู่ร่วมกับ “อำนาจอธิปไตย” ของผู้อื่น อย่างเสมอภาค ยุติธรรมและไม่เบียดเบียนกัน (รายละเอียดเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตย และมาตรา 190 โปรดดู http://bit.ly/AbacnL)

หมายเหตุ: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหาร ศึกษาได้ที่ https://sites.google.com/site/verapat/temple

ห้ามแก้ไขมาตรา 112 : ความคิดกับความแค้นของอำมาตย์หลงยุค

ที่มา ประชาไท

กระแสการเคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญากำลังขยายตัวทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยมีความเห็นว่า เป็นกฎหมายที่มีขอบเขตกว้างและบทลงโทษที่รุนแรงเกินไป กลายเป็นเครื่องมือการทำลายทางการเมืองและการลิดรอนสิทธิมนุษยชน โดยที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เองได้แถลงจุดยืนไม่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ในขณะที่นายทหารและพรรคการเมืองมีปฏิกิริยาอย่างรุนแรง อาทิเช่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวว่า พวกที่อยากแก้ไขมาตรา 112 “ก็ไปอยู่ต่างประเทศก็แล้วกัน” เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์นายอรรถพร พลบุตร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าวถึงกรณีกลุ่มนิติราษฎร์รณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาว่า ให้โอนสัญชาติไปเคลื่อนไหวในต่างประเทศ

การที่คนเหล่านี้มีความยึดมั่นถือมั่นในแนวคิดจารีตนิยมสุดขั้ว หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงถึงกับดาหน้าออกมาตะโกนไล่ตะเพิดคนที่มีความคิดเห็น แตกต่างไปจากจารีตดั้งเดิมให้ไปอยู่ต่างประเทศเป็นทัศนะคับแคบ ล้าหลัง แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าในยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งเชื่อมโยงทุกประเทศ ทุกมุมโลกเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีประเทศหนึ่งประเทศใดอยู่โดดเดี่ยวได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับประเทศอื่น

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัตน์ ซึ่งทั่วโลกในขณะนี้อยู่ในกระแสเสรีประชาธิปไตยที่เน้นความสำคัญในเรื่อง สิทธิมนุษยชน แม้แต่ในแวดวงการค้าระหว่างประเทศยังกำหนดมาตรฐานสากลทั้งในด้านคุณภาพ สินค้า และการเคารพสิทธิมนุษยชนของคนงาน

ในอีกด้านหึ่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของสหประชาชาติ (UN) ได้ร่วมให้สัตยาบรรณในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และยังเป็นภาคีในอนุสัญญาสิทธิพลเรือน และสิทธิทางการเมืองอีกด้วยจึงไม่อาจปฏิเสธแรงกดดันจากนานาชาติที่เห็นว่า ประเทศไทยยังมีกฎหมายล้าหลังละเมิดสิทธิมนุษยชนดังที่นาย Frank La Rue ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออกได้ส่งแถลงการณ์ให้รัฐบาลไทยแก้ไข มาตรา 112 และให้ปล่อยนักโทษการเมืองซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพรวมไปถึง องค์กรสิทธิมนุษยชนจากภาคเอกชน 8 แห่งในเอเชีย ยุโรป คานาด ซึ่งออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ปล่อยตัวนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร RED POWER ผู้ถูกกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่ได้รับสิทธิประกันตัว

การมีกฎหมายล้าหลังละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมไม่เป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ การกีดกัน การเลือกปฏิบัติในกระบวนการยุติธรรม การใช้ดุลยพินิจของศาลที่ใช้บทลงโทษรุนแรง จึงถูกนานาชาติดูถูกประเทศไทยว่ายังป่าเถื่อน ล้าหลัง แม้แต่พม่าซึ่งปกครองด้วยเผด็จการทหารมายาวนานยังต้องผ่อนคลายสิทธิมนุษยชน เช่น ปล่อยตัวนักโทษการเมือง เพราะแรงกดดันจากนานาชาติ

หรือว่า...เราจะทำการปิดประเทศ ไม่ต้องคบหาสมาคมกับใครในโลกนี้ ประเทศไทยจะได้มีอัตลักษณ์ที่แสนภูมิใจกันไปตลอดเหมือนกับแกนนำพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยเสนอกันมาก่อนว่า ประเทศไทยควรปิดประเทศแล้วจัดระเบียบภายในสังคมกันใหม่

การเอ็ดตะไร ไล่ตะเพิดคนที่มีความเห็นแตกต่างจากจารีตเดิมให้ไปต่างประเทศนอกจากสะท้อน ความคับแคบ และความเห็นแก่ตัวที่โง่เขลาแล้วยังสะท้อนแนวคิดสำคัญของระบอบประชาธิปไตย อีกประการหนึ่ง ใครคือเจ้าของประเทศ ? อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ?

แน่นอนหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญหลายฉบับระบุตรงกันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หรือประเทศไทยเป็นของราษฎรทั้งหลายนั่นเอง

การไล่ตะเพิดคนอื่นที่เรียกร้องเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นโดยไม่เห็นด้วย กับมาตรา 112 ให้มีการปรับปรุง หรือบางกลุ่มเสนอให้ยกเลิกไปเลยแบบนี้ เท่ากับว่าพวกเขาเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย จะให้ใครอยู่อาศัยหรือไล่ตะเพิดใครย่อมทำได้ กระทั่งหากยึดอำนาจ ก่อการรัฐประหารก็ย่อมทำได้ตลอดเวลา ดังที่พวกนายทหารกองทัพบกเคยร่วมมือกันยึดอำนาจเมื่อคราวรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา

พวกเขามีความคิดมิติเดียวโดยไม่เข้าใจว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีมา ตั้งแต่สมัยรัฐกาลที่ 5 ซึ่งขณะนั้นมีโทษสูงสุดแค่ 3 ปีเท่านั้น ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มโทษเป็น 7 ปี และสุดท้ายรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ได้แก้ไขเพิ่มโทษเป็น 3 – 15 ปี โดยศาลในขณะนี้จะพิพากษาโทษอยู่ในระหว่าง 6 – 15 ปี หมายความว่ามาตรา 112 นั้นมีการแก้ไขมาแล้วถึง 3 ครั้งด้วยกัน

จึงเป็นเรื่องเหลวไหลและพิกลพิการสำหรับใครก็ตามที่ตะหวาดลั่นห้ามแตะ ต้อง ห้ามแก้ไข หรือบางคนถึงกับกล่าวว่าใครที่คิดแก้ไขมาตรา 112 เป็นพวกสติไม่ดี

การห้ามแก้ไข หรือห้ามคิดไปเป็นอย่างอื่นต้องคงความเป็นมาตรา 112 ตราบชั่วฟ้าดินสลาย คือการมองกฎหมายอย่างหยุดนิ่ง มองกฎหมายเพื่อประโยชน์ทางการเมืองส่วนตนเพื่อการปราบปรามผู้มีความคิดเห็น แตกต่างให้หมดไป

ประเทศไทยจึงไม่อาจสร้างนิติรัฐ และไม่อาจไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ หากผู้ปกครอง และนักการเมืองยังขาดความกล้าหาญในการับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างหรือท้าทาย และพึงพอใจแต่เพียงการประจบสอพลอ การเชื่อฟัง ยอมจำนน และสิโรราบต่อผู้มีอำนาจ

เป็นอันว่าประเทศไทยต้องอยู่กับ “จารีตประเพณี” อยู่กับโครงสร้างเดิมเก่าแก่ อยู่กับกฎหมาย และกลไกอันล้าหลัง หากใครคิดเห็นเป็นอย่างอื่นต้องพบกับคุกตะราง หรือไม่ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน ไปเสียให้พ้นจากแผ่นดินไทย

LiveScience เผย 10 อันดับงานวิจัยใต้สะดือแห่งปี 2011

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์ข่าววิทยาศาสตร์ชั้นนำของสหรัฐฯ จัดอันดับ 10 งานวิจัยใต้สะดือยอดเยี่ยมของปี 2011 มีทั้งเรื่องเซ็กส์ทอยที่ชาวสหรัฐฯ โปรดปราน ปลาหมึกที่มีเพศสัมพันธ์พิสดาร และใครจะรู้ล่ะว่าการนั่งสมาธิเพิ่มความสุขทางเพศรสได้

บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็ลงไปแตะเรื่องใต้สะดือแล้วก้ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ ออกมา ปีที่ผ่านมาก็เช่นกัน เมื่อมีนักวิจัยลงไปสำรวจเรื่องชวนให้ขวยเขินจำพวก การถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไป, เซ็กส์ทอย, และการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ ทั้ง 10 เรื่องต่อไปนี้ถูก Livescience จัดให้เป็น 10 อันดับงานวิจัยใต้สะดือประจำปี 2011

1.) ไม่ใช่เพียงผู้ชายเท่านั้นที่รู้สึกว่าตนถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไป

จากงานวิจัยของวารสารเพศวิทยา Sexologies ฉบับเดือน ต.ค. 2011 การถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไปเกิดในเพศหญิงมากกว่าที่คิด ในการสำรวจขั้นต้นจากกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงชาวโปรตุเกส โดยโรงพยาบาลในโปรตุเกสเปิดเผยว่ามีผู้หญิงร้อยละ 14 ประสบกับปัญหาการถึงจุดสุดยอดไม่พึงปรารถนาก่อนเวลาอันควรอยู่บ่อยๆ ผู้หญิงกลุ่มนี้ไม่สามารถควบคุมการถึงจุดสุดยอดของตัวเองได้ และมักจะรู้สึกอึดอัดหากจะมีเพศสัมพันธ์ต่อ ทำให้คู่นอนรู้สึกไม่ดี นักวิจัยเผยว่าพวกเขาจะทำการวิจัยต่อยอดเพื่อศึกษาว่า การถึงจุดสุดยอดเร็วเกินไปในเพศหญิงนั้น จะถูกจัดเป็นความผิดปกติในการมีเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับการหลั่งเร็วในเพศ ชายได้หรือไม่

2.) ชาวอเมริกันโปรดปรานไวเบรเตอร์

เรื่องนี้อาจจะไม่น่าแปลกใจนัก ในปีที่ผ่านมามีการสำรวจพบว่าชาวอเมริกันดูจะชื่นชอบเซ็กส์ทอย อย่างน้อยก็ในกลุ่มผู้หญิง จากการสำรวจของสหรัฐฯ พบว่า กลุ่มตัวอย่างราวครึ่งหนึ่งเห็นด้วยกับประโยคที่ว่า "ไวเบรเตอร์ (เซ็กส์ทอยที่เป็นเครื่องระบบสั่น) เป็นส่วนหนึ่งของวิธีทางเพศของผู้หญิงที่ดีต่อสุขภาพ" เปรียบเทียบกับร้อยละ 10 ของกลุ่มตัวอย่างที่มองประโยคนี้ในแง่ลบ รวมถึงผู้มีความเชื่อที่ว่าการใช้ไวเบรเตอร์เป็นการดูถูกคู่นอนของพวกเธอ

ก่อนหน้านี้คณะผู้วิจัยทีมเดียวกันเคยสำรวจพบว่า มีกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงร้อยละ 53 และผู้ชายร้อยละ 45 เคยใช้ไวเบรเตอร์มาก่อน และพบความเกี่ยวข้องระหว่างการใช้ไวเบรเตอร์กับความพึงพอใจทางเพศ

3.) การทำสมาธิช่วยเพิ่มความสุขทางเพศรส

เรื่องนี้เป็นเรื่องเซ็กส์ในเหล่าสตรีเพศอีกแล้ว งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งในเดือน พ.ย. ปีที่ผ่านมาพบว่า ผู้หญิงที่ "ทำสมาธิวิปัสสนา" จะมีร่างกายที่ไวต่อการตอบสนองสิ่งเร้าทางเพศเช่น รูปอิโรติก มากขึ้น นักวิจัยรายงานในวารสารเวชศาสตร์กายจิต (Psychosomatic Medicine) ว่า การทำสมาธิที่เน้นให้คนอยู่กับปัจจุบันขณะ จะช่วยยับยั้งความวิตกกังวลและความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นในช่วงที่ ผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ได้

4.) มนุษย์โบราณก็มีการผสมข้ามพันธุ์

ก่อนหน้านี้ในปี 2010 เคยมีข่าวการสำรวจพบว่า มนุษย์เผ่าพวกเราและนีแอนเดอทาล เคยมีความสัมพันธ์กัน แต่ในปี 2011 มีการสำรวจไปไกลกว่านั้น เมื่อมีการค้นพบในเดือน มิ.ย. ว่า นักวิจัยค้นพบหลักฐานทางดีเอนเอ ที่บอกว่ามนุษย์ยุคปัจจุบันมีชิ้นส่วนของพันธุกรรมนีแอนเดอทาลอยู่ร้อยละ 9 ยกเว้นในทวีปแอฟริกา นั่นหมายความว่า การทดลองมีเพศสัมพันธุ์กันข้ามเผ่าพันธุ์จนเกิดการผสมยีนส์กันน่าจะเกิดขึ้น ไม่นานหลังจากที่มนุษย์เราอพยพออกจากทวีปแอฟริกา

และในทวีปเอเชียเมื่อ 23,000 ถึง 45,000 ปีที่แล้ว มนุษย์เราก็มีความใกล้ชิดกับมนุษย์พันธุ์เดนีโซวาน ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ที่แตกแขนงเผ่าพันธุ์มาจากเครือญาตินีแอนเดอทาล

อีกนัยหนึ่ง การมีเพศสัมพันธ์ข้ามพันธุ์อาจจะเกี่ยวเนื่องกับการคุมกำเนิดด้วยก็ได้ เมื่องานวิจัยในเดือน ก.ย. 2011 เผยว่าการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างมนุษย์กับนีแอนเดอทาลจะมีโอกาสเกิดลูกเพียง ร้อยละ 2 เท่านั้น

5.) วัยรุ่นคิดว่าออรัลเซ็กส์ มีความเสี่ยงน้อยกว่า

แม้จะมีหลักฐานชี้ว่าการทำออรัลเซ็กส์ (การทำรักด้วยปาก) มีความเสี่ยงบางส่วนต่อมะเร็งหู คอ จมูก แต่วัยรุ่นก็คิดว่าการออรัลเซ็กส์มีความเสี่ยงน้อยกว่าการสอดใส่ทางช่องคลอด หรือทวารหนัก ในเดือน ก.พ. 2011 มีการนำเสนองานวิจัยในที่ประชุมประจำปีของสมาคมเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ แห่งอเมริกา (American Association for the Advancement of Science) ซึ่งเปิดเผยว่า มีวัยรุ่นร้อยละ 14 คิดว่าการทำออรัลเซ็กส์ไม่ได้มีความเสี่ยงใดๆ ต่อสุขภาพ ในความจริงคือมีไวรัสอยู่ตัวหนึ่งที่ชื่อ papilloma virus (HPV) ที่สามารถติดต่อระหว่างคน และความเสี่ยงต่อการติดไวรัสนี้ในปากและคอจะเพิ่มขึ้นหากยิ่งมีการทำออ รัลเซ็กส์ให้คู่นอนมากคน

6.) การได้รับวัคซีนต้านไวรัส ไม่ได้เป็นการส่งเสริมให้วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์มากขึ้น

ยังคงอยู่ในประเด็นเรื่องเพศของวัยรุ่น งานวิจัยล่าสุดเมื่อเดือน ธ.ค. 2011 เปิดเผยว่าการที่วัยรุ่นรับวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ไม่ได้ทำให้พวกเขาอยากสำส่อนทางเพศเพิ่มขึ้น ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้จะได้รับการตีพิมพ์ในวารสารเวชศาสตร์ป้องกันของสหรัฐฯ (American Journal of Preventative Medicine) โดยศูนย์สถิติและควบคุมโรครายงานว่าวัยรุ่นผู้หญิงที่ได้รับวัคซีนป้องกัน HPV ไม่ได้มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับวัยรุ่นหญิงที่ไม่ได้รับ วัคซีน

ผู้วิจัยรานงานว่า วัยรุ่นหญิงที่ได้รับวัคซีน HPV จะใช้ถุงยางตอนมีเพศสัมพันธ์มากกว่าวัยรุ่นหญิงที่ไม่ได้รับวัคซีน น่าจะเป็นเพราะพวกเธอได้รับความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการรับวัคซีน HPV ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องอายเลย

7.) นักศึกษาชอบคุยโวเรื่องเพศมากกว่าทำจริง

ในเดือน ก.ย. นักวิจัยได้เปิดโปงเรื่องที่อาจทำให้นักศึกษาจอมคุยต้องทำตัวลีบลงไปบ้าง แม้นักศึกษาจะเชื่อว่าการมีเพศสัมพันธ์ในช่วงวัยเรียน รวมถึงการนอกใจเป็นเรื่องปกติ แต่ก็มีหลายรายที่เป็นการเล่าขวัญชาวหอพัก มากกว่าจะทำจริง

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเนบราสก้า-ลินคอน ได้สอบถามนักศึกษาว่าเพื่อนของพวกเขามีเพศสัมพันธ์กับนักศึกษาคนอื่นมากน้อย ขนาดไหน แล้วก็พบว่าสิ่งที่รับรู้มาไม่ค่อยตรงกับความจริงเท่าไหร่ ตัวอย่างเช่น มีนักศึกษาร้อยละ 90 คิดว่า การมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นอย่างน้อย 2 คนเป็น "เรื่องปกติ" สำหรับวัยนักศึกษา แต่ในความจริงแล้วมีเพียงร้อยละ 37 เท่านั้นที่มีเพศสัมพันธ์กับจำนวนคนที่ว่ามา การคุยโวเรื่องบนเตียงไม่เคยจะเก่าเลยจริงๆ

8.) ปลาหมึกน้ำลึกปล่อยสเปิร์มแล้วชิ่ง

แม้ว่าสัตว์จะไม่เรื่องมากในเรื่องเพศเท่ามนุษย์ พวกมันไม่ค่อยเรียกร้องหาความเป็นส่วนตัวเท่าใดนัก แต่เจ้าปลาหมึกน้ำลึกอย่าง Octopoteuthis deletron มีเซ็กส์ที่หวือหวากว่านั้น พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกอันมืดมิดแถบชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย น้อยครั้งที่พวกมันจะได้เจอปลาหมึกตัวอื่นที่อยู่ในสปีชีส์เดียวกัน นักวิจัยรายงานในวารสาร Biology Letters ว่าเมื่อปลาหมึกพวกนี้พบเจอพวกเดียวกัน มันไม่ใช้เวลาดูด้วยซ้ำว่าตัวที่มันเจอเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย แต่พวกมันจะฉีดกลุ่มสเปิร์มไปที่ตัวที่เพิ่งจะเจอกันทันที จากนั้นก็ชิ่งหนีไป ฟังดูเป็นเรื่องน่าอายสำหรับตัวที่ถูกยิงสเปิร์มใส่ แต่เป็นเรื่องดีสำหรับนักวิจัยในการติดตามการพยายามสืมพันธุ์ของพวกมัน โดยกลุ่มสเปิร์มก็จะยังคงติดตัวปลาหมึกตัวเป้าหมายขณะที่พวกมันว่ายน้ำต่อไป

9.) แบททีเรียชวนแหวะบนโต๊ะกาแฟ

พักเรื่องเซ็กส์ๆ ไว้ชั่วคราว เพราะมีอีกงานวิจัยชิ้นหนึ่งของปี 2011 ที่เป็นข่าวร้ายเอามากๆ สำหรับโต๊ะกาแฟของหนุ่มโสด เนื่องจากนักวิจัยด้านจุลชีววิทยาบอกว่า ห้องพักของชายหนุ่มโสดจะมีแบททีเรียมากกว่าห้องพักของสาวโสด 15 เท่า และแบททีเรียบางชนิดที่พบก็เป็นแบททีเรียชนิดเดียวกับที่อยู่ในอุจจาระ

ความจริงอีกข้อหนึ่งคือ มีการตรวจพบโคลิฟอร์มแบททีเรียในอุจจาระดังกล่าวบนโต๊ะกาแฟของกนุ่มโสดใน อัตรา 7 ต่อ 10 ของกลุ่มตัวอย่างที่สำรวจ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีแบททีเรียที่ว่าคือการที่ผู้ชายมักเอาเท้าพาดกับโต๊ะ ในขณะที่ยังใส่รองเท้าอยู่

แต่หญิงโสดก็อย่าได้ใจไป มีการตรวจพบโคลิฟอร์มแบททีเรียในที่พักของพวกเธอด้วยเช่นกัน เพียงแค่มีความหนาแน่นน้อยกว่าที่พักของชายโสดเท่านั้นเอง จุดสำคัญอื่นๆ ที่พบโคลิฟอร์มแบททีเรียพวกนี้ได้แก่ ร๊โมทโทรทัศน์, โต๊ะข้างเตียงนอน และลูกบิดประตู

10.) การมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์และมะเร็งองคชาติ

แม้จะเป็นอันดับสุดท้าย แต่ก็ชวนให้หวาดเสียว (หรือหวาดผวา) ไม่แพ้อันดับอื่น เมื่อนักวิจัยได้เผยแพร่ผลงานในวารสารเวชศาสตร์ทางเพศ (Sexual Medicine) ในเดือน พ.ย. ที่ผ่านมาเปิดเผยว่าการมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์มีส่วนเกี่ยวโยงกับโรคมะเร็ง องคชาติ

นักวิจัยค้นพบความเกี่ยวข้องนี้จากการศึกษากลุ่มตัวอย่างชาย 492 คนในแถบชนบทของบราซิล พวกเขาพบว่ามีถึงร้อยละ 35 ของกลุ่มตัวอย่างที่บอกว่าตนมีเพศสัมพันธ์กับสัตว์ครั้งหนึ่งในชีวิต และนักวิจัยก็พบว่าคนที่ป่วยเป็นมะเร็งองคชาติมักจะเป็นคนเดียวกับที่มีเพศ สัมพันธุ์กับสัตว์ พวกเขาตั้งสมมุติฐานว่าการบาดเจ็บขององคชาติและสารคัดหลั่งในสัตว์สปีชี่ส์ อื่นอาจเป็นตัวทำให้เกิดเชื้อโรคที่เป็นเหตุของมะเร็ง เช่นเดียวกับ papillomo ไวรัสของคน

ที่มา

10 Science Stories That Made Us Blush in 2011, LiveScience, 28-12-2011
http://www.livescience.com/17656-embarrassing-science-2011.html

‘พงศ์โพยม’เตือนอย่าหลงโมเดล ทิ้งโจทย์ 13 ข้อปฏิรูปชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

วงอภิปรายทางเลือกปกครองชายแดนใต้ พงศ์โพยม วาศภูติ เตือนอย่ามัวหลงโมเดล แต่ให้เพิ่มอำนาจประชาชน ฝาก13ข้อกระจายอำนาจชายแดนใต้ โจทย์สำคัญดับไฟใต้ได้หรือไม่

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 5 มกราคม 2555 มีการอภิปรายเรื่อง “ทางเลือกการกระจายอำนาจในรูปแบบพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ : มุมมองที่หลากหลาย ในงานสมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ ครั้งที่ 1 “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มีนายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และอดีตคณะกรรมการปฏิรูป นายสวิง ตันอุด ผู้อำนวยการสถาบันการจัดการทางสังคม ผศ.ดร.บุษบง ชัยเจริญวัฒนะ นายกสมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้ พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม คณะกรรมการประชาสังคม สภาพัฒนาการเมือง ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี รองนายกนายกสมาคมรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ภาคใต้ ร่วมอภิปราย

นายพงศ์โพยม อภิปรายว่า อย่าหลงกับรูปแบบการปกครองมากนัก แต่ต้องพยายามเอาอำนาจของรัฐมาให้กับภาคประชาชนในรูปขององค์กรปกครองท้อง ถิ่น แต่เป็นองค์กรปกครองท้องถิ่นที่บวกกับภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชน โดยต้องสร้างกลไกลภาคประชาชนมาถ่วงดุลกลไกขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้น มา

“แนวทางการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เลือกได้ 2 แบบ คือ แบบค่อยเป็นค่อยไป โดยการขออำนาจให้ท้องถิ่นมากขึ้น หรือแบบก้าวกระโดดอย่างที่พวกเรากำลังจะทำกันอยู่นี้ ผมชอบคำว่าจังหวัดจัดการตนเองเพราะดูดีและรัฐคงจะปฏิเสธยาก จะใช้คำว่า super ท้องถิ่น หรือท้องถิ่นรูปแบบพิเศษก็แล้วแต่ แต่พยายามหลีกเลี่ยงคำว่าเขตปกครองตนเอง เพราะล่อแหลมหรือมีความหวาดระแวงของฝ่ายอื่นอยู่”นายพงศ์โพยม กล่าว

นายพงศ์โพยม กล่าวว่า สิ่งที่ตนอยากเตือนในเรื่องการกำหนดรูปแบบการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้มี 13 ข้อ ข้อแรก รูปแบบขององค์กร บทบาท อำนาจหน้าที่ ต้องชัดเจน เช่นจะทำเหมือนเชียงใหม่มหานครแล้วจะดูแลไหวหรือไม่

ข้อ 2การกำกับดูแลของส่วนกลางจะมีแน่นอน แต่จะยอมมากน้อยแค่ไหน ข้อ 3 การตรวจสอบจากองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต้องมี ข้อ 4 หน่วยงานส่วนกลางในพื้นที่ยังต้องมีอยู่ เพราะยังมีงานส่วนหนึ่งที่รัฐบาลยังสงวนไว้

นายพงศ์โพยม กล่าวว่า ข้อ 5 เป็นข้อที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องภาษี รายได้และรายจ่าย จะตกลงกันอย่างไรกับรัฐบาลกลาง ถ้าตกลงกันไม่ได้ รัฐบาลก็ไม่ให้แน่เก็บภาษีเองแน่

ข้อ 6 เรื่องงานบริหารบุคคล ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ไม่ใช่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นขนาดเล็ก 80% ของหน่วยงานที่มีอยู่ตอนนี้จะต้องมาอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใหม่นี้ เพราะฉะนั้นงานบริหารงานบุคคลจะยุ่งยากมาก

“ข้อ 7 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วจะเอาอย่างไร ทั้งเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือยกระดับอบจ.ให้เป็น super อบจ. หรือจะเป็นเหมือนกรุงเทพมหานคร ผมก็ไม่สามารถวิจารณ์ได้” นายพงศ์โพยม กล่าว

นายพงศ์โพยม กล่าวว่า ข้อ 8 การปกครองท้องที่ คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะคงไว้หรือยกเลิก ข้อ 9 กลไกการมีส่วนร่วม การตรวจสอบถ่วงดุลโดยภาคประชาชน จะยอมให้มีหรือไม่

นายพงศ์โพยม กล่าวว่า ข้อ 10 กรณีที่มีข้อขัดแย้งกับราชการ จะหาทางออกอย่างไร คณะกรรมการปฏิรูปเสนอให้มีศาลปกครองท้องถิ่น ในกรณีมีความขัดแย้งกันทางนโยบาย การแก้ปัญหาจะจบตรงไหน คณะกรรมการปฏิรูปเสนอให้มีคณะอนุญาโตตุลาการ ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ ก็ไปที่ศาลปกครองท้องถิ่น แต่ถ้าผิดกฎหมาย ตำรวจก็ดำเนินคดีไปตามปกติ ข้อ 11 กรณีมีการร้องเรียน ร้องทุกข์เกี่ยวกับการบริหารงานท้องถิ่น ใครจะเป็นเจ้าภาพ จะอยู่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทนของรัฐบาลกลางที่ถูกส่งมาหรือไม่

นายพงศ์โพยม กล่าวว่า ข้อ 12 เป็นข้อที่สำคัญ คือ การใช้อำนาจบังคับ (Enforcement) ของโครงสร้างการปกครองใหม่ จะมีปัญหาการบังคับใช้กฎหมายกับประชาชนหรือไม่

“ข้อ 13 รูปแบบที่กำลังเสนออยู่นี้ ตอบโจทก์ของการแก้ปัญหาความไม่สงบได้หรือไม่ จะเป็นโจทย์แรกที่รัฐบาลจะถามว่า ความสงบจะเกิดขึ้นหรือไม่หากมีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบใหม่ขึ้นมาในพื้นที่ ท้ายที่สุดต้องมีการยกร่างกฎหมายขึ้นมาพร้อมกับคำตอบที่มีเหตุมีผล โดยมีข้อมูลสถิติ ตัวเลขสนับสนุน” นายพงศ์โพยม กล่าว

นายสวิง อภิปรายว่า ตนมี 5 ประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดรูปแบบการปกครองใหม่ ประเด็นแรก คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐส่วนกลางกับองค์กรใหม่จะเป็นอย่างไร ส่วนตัวเห็นว่า ถ้าจะจัดการตอนเองก็ไม่ควรจะมีหน่วยงานจากส่วนกลางเข้ามากำกับดูแลอีกต่อไป หมายความว่าจะไม่มีการปกครองส่วนภูมิภาค แต่จะมีส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งอนารยะประเทศส่วนใหญ่เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแล้ว

นายสวิง กล่าวว่า การปกครองส่วนท้องถิ่นก็ต้องให้เป็นรัฐบาลท้องถิ่น เพราะสามารถออกข้อกำหนด ข้อบัญญัติต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ในต่างประเทศกฎหมายใดที่ขัดกับท้องถิ่น ให้ยึดถือท้องถิ่นเป็นหลัก ในญี่ปุ่น กำหนดให้ท้องถิ่นออกกฎหมายได้ แต่ห้ามต่ำกว่ามาตรฐานกลางที่รัฐบาลกลางตั้งไว้ เพราะงานต่างๆ รัฐบาลท้องถิ่นทำได้หมดแล้ว รัฐบาลส่วนกลางจะมาบ่ง บอก ชี้แนะ กำกับ ไม่ได้อีกแล้ว ทำได้เพียงแค่ชักชวน จูงใจ ร่วมมือและสนับสนุนเท่านั้น

“ต้องปรับโครงสร้างรัฐส่วนกลางให้เล็กลง และรับผิดชอบแค่ 3 เรื่อง คือ การต่างประเทศ การป้องกันประเทศและการเงินการคลัง อย่างอื่นมาไว้ที่ท้องถิ่นทั้งหมด เพราะทุกวันนี้ท้องถิ่นสามารถจัดการได้หมดแล้ว” นายสวิง กล่าว

นายสวิง กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 2 ความสัมพันธ์ภายในจังหวัด โดยยุบผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วให้นายก อบจ.มาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้ง

“ตอนนี้เราคุ้นชินกับคำว่ากับฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้นต้องสร้างขาที่สามขึ้นมา ที่เชียงใหม่เรียกว่า สภาพลเมือง ทำหน้าที่ 3 เรื่อง คือ สร้างการมีส่วนร่วม วางแผนวิสัยทัศน์ และไต่สวนสาธารณะนักการเมือง” นายสวิง กล่าว

นายสวิง กล่าวว่า ประเด็นที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างจังหวัดกับท้องถิ่น จังหวัดไม่ได้เป็นหัวหน้าของเทศบาล แต่ทำหน้าที่จูงใจ สนับสนุน ไม่ใช่บังคับบัญชา ที่คิดอย่างนี้เพราะใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง คือ พื้นที่ใครคนนั้นดูแล เพื่อให้องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กสามารถที่จะจัดการตนเอง

“ที่เชียงใหม่กำหนดไว้ว่า งบประมาณ 100 % ต้องจัดให้ท้องถิ่น 70% คงไว้ที่ส่วนกลางของจังหวัดแค่ 30% พอ มิฉะนั้นงบประมาณก็จะกองอยู่ที่จังหวัด ดังนั้นต้องดันงบประมาณลงพื้นที่ให้หมด เพื่อให้พื้นที่จัดการตนเอง” นายสวิง กล่าว

นายสวิง กล่าวว่า ประเด็นที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นขนาดเล็ก ทุกวันนี้พอจะไปกันได้แล้ว เพราะมี 3 ขา คือ ท้องถิ่น ท้องที่ และสภาองค์กรชุมชน ทั้ง 3 ขานี้ต้องเข้มแข็ง ต้องทำให้ 3 ขานี้ร่วมมือกันจึงจะสามารถจัดการตนเองได้

นายสวิง กล่าวว่า ประเด็นสุดท้าย คือ เรื่องภาษีหรือเงิน ทุกวันนี้ รัฐส่วนกลางเก็บภาษี 100% ส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 25% ทั่วโลกเปลี่ยนหมดแล้ว โดยให้ท้องถิ่นเป็นผู้เก็บภาษีแล้วส่งให้ส่วนกลาง ถ้าท้องถิ่นเป็นผู้เก็บภาษีหมายความว่า เก็บภาษีได้ 100% เก็บไว้ 70% แล้วส่งให้ส่วนกลาง 30% เพราะส่วนกลางดูแลแค่ 3 เรื่องเท่านั้น ไม่ต้องใช้งบประมาณมาก งานทุกอย่างอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว

“ตอนนี้เชียงใหม่กับอีก 8 จังหวัดทางภาคเหนือกำลังเคลื่อนไหวในเรื่องจังหวัดจัดการตนเองนี้อยู่ โดยจังหวัดเชียงใหม่กำลังจะเสนอพระราชบัญญัติจังหวัดจัดการตนเองภายใน 3 – 4 เดือนข้างหน้านี้ เพราะได้ยกร่างกฎหมายเสร็จแล้ว หลังจากนั้นหลังเทศกาลสงกรานต์ก็จะเคลื่อนไหวใหญ่ในเรื่องนี้” นายสวิง กล่าว

พล.ต.ต.จำรูญ กล่าวว่า โครงสร้างการเมืองการปกครองในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นไปไม่ได้ที่จะเหมือน กับการปกครองในภาคอื่นๆ เพราะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ถึง 80% เพราะฉะนั้นต้องมีรูปแบบที่เป้นของตัวเอง เพื่อให้สอดคลองกับสภาพของพื้นที่

พล.ต.ต.จำรูญ กล่าวว่า รูปแบบโครงสร้างการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานีมหานคร เกิดจากการรับฟังความคิดเห็นของคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 2,000 คน จากประชากรทั้งหมดประมาณ 2 ล้านคน จึงยังเป็นเพียงความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ปัตตานีมหานครจึงยังไม่ใช่ข้อสรุปว่า โครงสร้างใหม่ในการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องใช้รูปแบบปัตตานีมหานคร

ผศ.ดร.ศรีสมภพ กล่าวว่า ในการนำเสนอรูปแบบหรือโมเดลการปกครองจังหวัดชายแดนภาคใต้ 6 โมเดลในเวทีสมัชชาปฏิรูปครั้งนี้ ที่จริงแล้วยังโมเดลที่ 7 คือกระดาษเปล่าที่รอให้ประชาชนเข้ามาเขียน ซึ่งโมเดลที่ 7 อาจเป็นโมเดลที่ดีที่สุดก็เป็นได้

คอป.ไปอีสาน ญาติยื่นจม. ‘สมชาย หอมลออ’ เร่งรัดประกันตัว-เยียวยา

ที่มา ประชาไท

5 ม.ค.55 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ได้จัดการประชุมเพื่อหารือร่วมกับผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ภาคอีสาน โดยมีนายสมชาย หอมลออ หนึ่งในกรรมการ คอป. เป็นประธานในการประชุม และมีผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ทั้งผู้ที่เคยถูกจับกุมแต่ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ญาติของผู้ที่ยังถูกคุมขังอยู่ และญาติของผู้ได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตจากจังหวัดอุบลฯ อุดรฯ มุกดาหาร มหาสารคาม และศรีสะเกษ เดินทางมาร่วมให้ข้อมูล

นายสมชายกล่าวถึงภารกิจของ คอป. ซึ่งในทางหนึ่งต้องรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของผู้ได้รับผลกระทบ และในอีกทางหนึ่งต้องนำข้อมูลที่ได้รับฟังไปกระตุ้นรัฐบาล พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ได้รับ ผลกระทบ จากนั้น ได้เปิดให้ผู้ได้รับผลกระทบนำเสนอเรื่องคดี และปัญหาความเดือดร้อนของตน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีผู้ต้องขังที่ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกในคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ มีทั้งสิ้น 4 คน อุดรฯ 5 คน มุกดาหาร 13 คน, ผู้ต้องขังคดีพยายามเผาที่ว่าการอำเภอเมือง จ.มหาสารคาม จำนวน 9 คน ญาติได้เรียกร้องต่อ คอป.ว่า ต้องการให้ได้รับการประกันตัว เพราะเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้ทำผิด เช่น กรณี นายสนอง เกตุสุวรรณ พยานโจทก์ปากสุดท้ายเป็นนายทหารนอกราชการของ กอ.รมน.ให้การว่านายสนองเข้าไปห้ามคนเสื้อแดงไม่ให้เผาศาลากลาง แต่สุดท้ายนายสนองถูกศาลตัดสินจำคุก 33 ปี 4 เดือน ส่วนคนที่ศาลตัดสินยกฟ้องในคดีเหล่านี้ หลังจากที่ติดคุกมาเป็นปีก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ เลย

ตัวแทนญาติระบุอีกว่า ส่วนผู้ถูกยิงในศาลากลางอุบลฯ 5 คน ถูกขังอยู่ 6 เดือน แล้วประกันตัวออกมา โดยกู้เงินดอกเบี้ยร้อยละ 20 มาวางเป็นหลักทรัพย์ ปัจจุบันคดีตัดสินแล้ว จำคุก 3 ปี 9 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 4 ปี แต่คนยิงยังไม่รู้เป็นใคร ไม่มีการดำเนินคดี เงินที่กู้มาประกันตัวเองก็ไม่มีใครรับผิดชอบ

นอกจากนี้ มีกรณีนายรังสรรค์ รัตนวรรณ ถูกทำร้ายร่างกายในขณะชุมนุมปี 2552 แต่กลับมาเสียชีวิตที่บ้าน(จ.ศรีสะเกษ) ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานใดเลย

นายพิเชษฐ์ ทาบุดดา อดีตผู้ถูกคุมขังในคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลฯ ซึ่งถูกจำคุกอยู่ 15 เดือน โดยไม่ได้รับการประกันตัว กล่าวว่า คอป.ทำงานมาเป็นปีแล้ว การที่ต้องมาสอบถามทีละคนว่าคดีเป็นอย่างไร แสดงว่าไม่ได้มีการเตรียมการกันมาก่อนเลย ถ้า คอป.มีความจริงใจที่จะช่วยผู้ได้รับผลกระทบ ข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ต้องมีแล้ว ปีที่แล้วก็ถามอย่างนี้ เวลาผ่านไป 1 ปี ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ประเด็นหลักคือ พวกที่ถูกยิง พวกที่ติดคุกจะช่วยเหลืออย่างไร จะเยียวยาหรือประกันตัวออกมาอย่างไร จนถึงวันนี้ คอป.ทำอะไรได้บ้าง ถ้าทำไม่ได้เราจะทำของเราเอง รัฐบาลเคยทำสัญญาประชาคมว่าจะช่วยพวกเสื้อแดงที่ติดคุก

กรรมการ คอป. ชี้แจงว่า คอป.ไม่มีอำนาจ มีแต่ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล สิ่งที่ คอป.ทำได้คือ สะท้อนสภาพปัญหาไปยังรัฐบาลทั้งโดยตรงและโดยผ่านสื่อ และเสนอรัฐบาลว่าควรจะดำเนินการอย่างไร คอป.ไม่คุยกับศาล เพราะถือหลักว่าศาลควรเป็นอิสระ ข้อเสนอหลักๆ ของ คอป.ก็เหมือนกับผู้ได้รับผลกระทบนำเสนอ คือ คนที่ติดคุก โดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ทำความผิดควรได้รับการประกันตัว โดยรัฐบาลอาจช่วยเหลือเรื่องเงินประกัน หรือถ้าศาลไม่ให้ประกัน ก็อุทธรณ์โดยให้เหตุผลต่อศาล อัยการหรือ พนง.สอบสวนไม่ควรค้าน และสนับสนุนให้ประกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลทำได้ ส่วนกรณียกฟ้อง ปกติจะติดคุกฟรี แต่ คอป.เสนอให้ควรได้รับการชดเชยอย่างน้อยตามค่าแรงขั้นต่ำ

นายสมชายกล่าวอีกว่า รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์รับปากว่าจะสนับสนุนตามที่ คอป.เสนอไปทุกอย่าง เราก็ต้องดูว่าเขาจะสนับสนุนมากน้อยแค่ไหน ผู้ได้รับผลกระทบต้องไปตามกับรัฐบาล ไม่ใช่ตามกับ คอป. ทั้งนี้ หลังจากมาฟังเสียงสะท้อนจากเจ้าของปัญหาในวันนี้ คอป.จะ ทำ จม.ถึงรัฐบาลภายใน 1 อาทิตย์ และเข้าพบกับรองนายกฯ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ประธาน ปคอป. เพื่อชี้แจงเรื่องเหล่านี้ ส่วนจะได้ประกันตัวเมื่อไหร่ รัฐบาลก็คงบอกไม่ได้ เพราะอำนาจอยู่ที่ศาล

ส่วน คอป.จะมีอายุอีกแค่ 6 เดือน หลายเรื่องที่เสนอไปเชื่อว่าจะยังไม่สำเร็จ อยู่ที่ตัวผู้ได้รับผลกระทบเอง ต้องรวมตัวกันเป็นพลังขับเคลื่อน อย่างคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภาคม 35 อย่าหวังพึ่ง คอป. การผลักดันจากคนเสื้อแดงเองจะมีพลังมาก เพราะรัฐบาลเป็นของท่าน ท่านเลือกมา เขาต้องฟัง ทำอย่างไรให้เรื่องนี้พี่น้องเสื้อแดงมีความรู้สึกอย่างเดียวกัน และส่งสัญญาณไปทางรัฐบาล คอป.ทำในขอบเขตอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว

นายพิเชษฐ์ กล่าวถึงกรณีคนที่ศาลตัดสินยกฟ้องว่า จะกำหนดกฎเกณฑ์ว่าอย่างน้อยค่าแรงขั้นต่ำไม่ได้ สิทธิเสรีภาพของคนเทียบตัวเงินไม่ได้ คอป.ควรระบุเลยว่าเสียชีวิตให้ 10 ล้าน คนบาดเจ็บ/ติดคุกเอาไป 5 ล้าน ให้ไม่ให้อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าใครอยากได้เงินมากให้มาตาย มาติดคุกแทนพวกเรา และถ้าภายในเดือนนี้ไม่ได้รับคำตอบว่าพวกเราจะได้รับการประกันหรือเยียวยา เมื่อไหร่ เราจะเคลื่อนไหวใหญ่เข้ากรุงเทพ

พร้อมกันนี้ นายกองชัย ชัยกัง ตัวแทนกลุ่มญาติผู้ต้องขังฯ ได้อ่านข้อเรียกร้อง และยื่นหนังสือต่อนายสมชาย โดยมีข้อเรียกร้องให้ คอป.ดำเนินการช่วยเหลือหรือเร่งรัดให้มีการดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ ได้รับผลกระทบ โดยให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาจำเลยที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ตัดสินให้จำคุก และชะลอการพิจารณาให้ชั้นอุทธรณ์/ฎีกาออกไป, ให้การเยียวยาต่อผู้ที่ถูกคุมขังเป็นเวลานาน โดยในที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง หรือถูกขังเกินกว่าโทษ, ให้ชะลอคดีที่ยังอยู่ในชั้นอัยการหรือศาลชั้นต้น และให้ทบทวนหมายจับที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

0000000000000

กลุ่มญาติผู้ต้องขังในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมปี 2553

5 มกราคม 2555

เรื่อง ขอให้เร่งรัดการดำเนินการช่วยเหลือผู้ต้องขังและเยียวยาผู้ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม

เรียน นายสมชาย หอมลลออ กรรมการคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)

จากการที่มีประชาชนถูกจับกุม/ดำเนินคดีเป็นจำนวนมากในคดีที่เกี่ยวข้องกับ การชุมนุมปี 2553 ทั้งคนที่มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างจากฝ่ายรัฐในช่วงเวลาดังกล่าว และประชาชนทั่วไป พวกเขาเหล่านี้และครอบครัวต่างได้รับผลกระทบอย่างหนัก ปัจจุบัน ถึงแม้สถานการณ์ทางการเมืองได้คลี่คลายลง ประชาชนได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่มีความเห็นต่างทางการเมืองยังคงดำรงอยู่ การดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้จึง เป็นไปอย่างล่าช้า พวกเขาและครอบครัวยังรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในชาติ เราในฐานะกลุ่มญาติผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงขอเรียกร้องต่อ คอป.ให้ดำเนินการช่วยเหลือหรือเร่งรัดให้มีการดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบ ดังนี้

1. ให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาจำเลยที่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ตัดสินให้จำคุก และชะลอการพิจารณาให้ชั้นอุทธรณ์/ฎีกาออกไป

2. ให้การเยียวยาต่อผู้ที่ถูกคุมขังเป็นเวลานาน โดยในที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง หรือถูกขังเกินกว่าโทษ

3. ให้ชะลอคดีที่ยังอยู่ในชั้นอัยการหรือศาลชั้นต้น เช่น คดีเผาศาลากลางและเอ็นบีทีที่จังหวัดขอนแก่น คดีเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหารที่ผู้ต้องหาเข้ามอบตัวในภายหลัง

4. ให้ทบทวนหมายจับที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ กลุ่มญาติฯ ได้ส่งข้อมูลมาด้วยจำนวนหนึ่งเพื่อประกอบการพิจารณาของ คอป. หรือส่งต่อข้อมูลให้รัฐบาล

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการ ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้

ขอแสดงความนับถือ

กลุ่มญาติผู้ต้องขังในคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมปี 2553

คิดถึงวันอาทิตย์.....สีแดง....08/01/55

ที่มา blablabla


วันอาทิตย์ สีแดง แสงสดใส
สาดส่องไป ทั่วถิ่น แผ่นดินสยาม
เหนือ-ใต้-ตก-อิสาน- กลาง ต่างลือนาม
สีแดงงาม เกิดก่อ ทอประกาย....

เหล่านักสู้ ธุลีดิน ถวิลสร้าง
ถูกปลิดชีพ วายวาง จนห่างหาย
กี่ร่างเขา..ถูกไล่ล่า ถูกฆ่าตาย
ยังเดียวดาย ถูกทิ้ง ยิ่งทวี....

คนฆ่ายัง สุขสม อารมณ์ขัน
ยิ้มเยาะหยัน กันอีก ไม่หลีกหนี
ว่านักสู้ ธุลีดิน โง่สิ้นดี
พูดย่ำยี ฝังแค้น จนแน่นทรวง....

วันอาทิตย์ สีแดง สาดแสงสวย
อบอวลด้วย ความดี ที่ใหญ่หลวง
สามัคคี คือความหวัง สิ่งทั้งปวง
ให้โชติช่วง ทั่วปฐพี ด้วยสีแดง....

เมษา..พฤษภาเลือด ไม่เหือดหาย
เพื่อนล้มตาย ด่าวดิ้น จนสิ้นแสง
รอสะสาง พวกระยำ ที่จำแลง
ให้เปลี่ยนแปลง กลับทิศ นิมิตรดี....

ถูกยุแยง ตะแคงรั่ว มั่วไปหมด
คำโป้ปด ใส่ไคล้ ให้หมองศรี
ขออย่างเดียว คือ"ความรัก สามัคคี"
หนึ่งเดียวมี ผงาดสู้..ผู้ทำลาย....

๓ บลา / วันอาทิตย์สีแดง ๘ ม.ค.
๕๕


(ต้นฉบับ เผยแพร่ ๘ พ.ค.๕๔)

กระหึ่มวันนี้เที่ยงวันยันเที่ยงคืนฟรีคอนเสิร์ต คนแดนไกลเติมใจครอบครัวแดง เราไม่ทอดทิ้งเพื่อนเรา

ที่มา Thai E-News

วันนี้(8ม.ค.)เที่ยงวันยันเที่ยงคืนที่ชั้น6 อิมฯลาดพร้าว พบนักร้องรับเชิญกิติมศักดิ์ แกนนำเสื้อแดงและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาทิ จตุพร พรหมพันธ์ ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ วิภูแถลง พัฒนภูมิไท ก่อแก้ว พิกุลทอง ศิลปินเสื้อแดง นำทีมโดย แป๊ะ บางสนาน รังสี เสรีชัย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 มกราคม 2554
8 มกราคม 2554

สำหรับ งานนี้ผู้ที่ต้องการบริจาคโดยตรง...ไม่ว่ามากหรือน้อย..คุณแดงแจ๊ด แกนนำ Red EU (นปช.ยุโรป) แม่งานในคราวนี้จะจัดทำป้ายให้และขอเชิญให้ขึ้นไปมอบหน้าเวทีเลย โดยติดต่อคุณแดงแจ๊ดได้โดยตรงเที่หมายเลข 084-872-1-926

ด้วยความอนุเคราะห์ของผู้สนับสนุนการจัดงานในชื่อคุณ Miss Red Shirts ได้มอบบริจาคพลอยให้แก่ผู้จัดงานจำนวน 5 รายการ
เพื่อนำมาประมูลในงานนี้เพื่อหารายได้ช่วยเหลือครอบครัวคนเสื้อแดงที่ติดคุก พลอยสวยมากราคาแพง แต่ราคาประมูลเริ่มต้นไม่สูง
จึงขอเชิญทุกท่านที่สนใจเข้าร่วมประมูลพลอยในงานนี้

0 0 0 0 0



วันที่ 8 มกราคม 2555 คอนเสิร์ต คนแดนไกลเติมใจครอบครัวแดง

เวลา 12.00-24.00 น.

โครงการ เยียวยาและฟื้นฟูผู้ถูกคุมขังจากการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย พ.ศ. 2555 -2557

โดย UDD THAI OF EUROPE ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงปี 2552-2553 ที่ถูกคุมขัง ในเรือนจำเท่านั้น แต่จากการได้ลงพื้นที่ ระหว่างเดือน พ.ย-ธค 54 นอกจากได้ทราบถึงปัญหาต่าง ๆ ของผู้ถูกคุมขังการเมืองและได้ทำการเยียวยาแล้ว ยังพบว่าครอบครัวของบุคคลเหล่านั้น ประสบปัญหาด้านการเงิน อันเนื่องมาจากขาดบุคคลผู้เป็นกำลังสำคัญในการหารายได้มาจุนเจืออีกด้วย

ดัง นั้นทาง UDD THAI OF EUROPE จึงประชุมคณะกรรมการฯ และมีมติจากที่ประชุม ให้จัดทำกิจกรรมระดมทุน เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้ถูกคุมขังทางการเมืองอีกทางหนึ่ง

โดย การจัดกิจกรรม ฟรีคอนเสิร์ต “คนแดนไกลเติมใจ ครอบครัวแดง” เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาครอบครัวผู้ถูกคุมขังทางการเมือง ให้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ชื่อกิจกรรม : คอนเสิร์ต คนแดนไกลเติมใจครอบครัวแดง

ระยะเวลาดำเนินงาน : วันที่ 8 มกราคม 2555 เวลา 12.00-24.00 น.


ผู้รับผิดชอบกิจกรรม : UDD THAI OF EUROPE

วัตถุประสงค์
1. เพื่อหาทุนแก่ญาติผู้ถูกคุมขัง ฯ ซึ่งกำลังเดือดร้อนเนื่องจากขาดรายได้
2. เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้ถูกคุมขังฯ

วิธีดำเนินการ
1. จัดคอนเสิร์ตการกุศล ภายในอิมพีเรียลฮอลล์ ชั้น 6 ศุนย์การค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว
2. เชิญแกนนำเสื้อแดง – รมต. -สส พรรคเพื่อไทย -แขกรับเชิญ ผู้ร่วมงาน ฯลฯ ร่วมบริจาคเงินและร้องเพลงตาม โอกาส
3. ถ่ายทอดทาง เอเชียอัพเดท
4. มีการแจ้งยอดเงินและรายนามผู้บริจาคตลอดรายการ



สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ 0848721926


กิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยในเดือนมกราคม 2555


8 มกราคม 2555 - ร่วมขบวนแรลลี่เส้นทางสีแดงในกรุงเทพมหานคร

ขอ เชิญร่วมขบวนแรลลี่เส้นทางสีแดงในกรุงเทพมหานคร (ราชประสงค์-เรือนจำพิเศษกรุงเทพ) เพื่อสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเพื่อส่งขบวนจักรยานเส้นทางสีแดงเพื่อสันติภาพสู่กัมพูชา อาทิตย์ 8 ม.ค. กำหนดการ ดังนี้

10.00 น.ตั้งขบวนแรลลี่ รถจักรยาน มอเตอร์ไซด์ รถทุกชนิดหน้าเวิลด์เทรด

12.00 น. เคลื่อนขบวนทั่วกรุงเทพ เส้นทาง ราชประสงค์ ประตูน้ำ เพชรบุรี หลานหลวง ราชดำเนิน อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ราชวิถี อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สะพานควาย ลาดพร้าว พหลโยธิน เรือนจำพิเศษกรุงเทพ 16.00 น.ผูกผ้าแดง ปล่อยนกพิราบ หน้าเรือนจำ รอบมอบน้ำใจและสิ่งของบริจาคให้พี่น้องชาวอีสาน

สอบถาม 081-5836964

ยอดสวนทาง หลังสมเกียรติฯแอนตี้มติชน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 มกราคม 2555

หลังจากนายสมเกียรติ อ่อนวิมล นักสื่อสารมวลชนอาวุโส ได้โพสต์รูปบทความไว้บนบันทึกของเฟสบุ๊คตนเองในหัวข้อที่ชื่อ “ปีใหม่ 2555 หยุดซื้อ มติชน” รายงานจากท้องตลาดกลับพบว่ามติชนสุดสัปดาห์ขายเกลี้ยง



คุณสายลมรักจากเว็บPrachatalk ได้ให้รายงานที่มีความเชื่อถือได้ดังนี้

สงสัยจะเกิดปรากฏการณ์ สมเกียรติโฟเบี่ย แม่งเลยทำให้มติชนสุดสัปดาห์หมดไปจากเซเว่นอีเลเว่นอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ วันนี้เพิ่งวันเสาร์ (หนังสือออกวันศุกร์)

วันนี้สายๆหลังจากออกไปธุระที่ไม่ไกลจากบ้านนัก เลยกะว่าไปซื้อมติชนเล่มล่าสุด ประชด ดร.แห่งเมืองสุพรรณ ซะหน่อยจะดีกว่า เลยขับรถเลยไป แถวๆเซเว่น แถวๆบ้านมี 2 ร้านห่างกันราวๆ 1.5 กิโล

เข้าไปถึงร้านแรก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจอแต่ ASTV รายสัปดาห์ และเนชั่น วางคู่กัน ถามน้อง ๆ ว่า มติชนล่ะ

น้องมันบอกโดยไม่เงยหน้าว่า หมดพี่ (กำลังจดอะไรอยู่ก็ไม่รู้)

เออ ไม่เป็นไร ขับเลยไปอีกกิโลนึง เข้าไปอีกร้าน(เซเว่น)

ปรากฏการณ์ มีเหลือแต่ ASTV และเนชั่น มติชนหมด ยังคงอยู่ (ฮา)

ครานี้ขักฉุน เพราะคงต้องชับไปตลาดแล้ว ห่างไปอีก ร่วม ๆ 4 กิโล ที่สำคัญมันหาที่จอดยาก

มาถึงหน้าตลาด เอาว๊ะจอกน้าเซเว่นอีกร้าน ร้านนี้หย่ายยย

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า คำตอบคืด มติชนหมด

ครานี้เลยฝากรถไว้หน้าเซเว่นแล้วเดินไปซื้อในตลาดแม่มเลย

เลยซื้อได้

คิด ๆ แล้ว มันสื่อถึงอะไรบางอย่างกับสังคมนี้

การวัดเรต ตามเซเว่น ถ้าถือเป็นโพลแบบบ้านๆ มติชนกินขาด เนชั่น และ ASTV มีทุกร้าน (คิดว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับจำนวนหนังสือที่วาง น่าจะสั่งมาเท่า ๆ กัน)

สงสัย ต่อไปต้องซื้อตั้งวันศุกร์ คือวันแรกที่วางแผง

ปล. ผมอ่านมติชนรายสัปดาห์มาเป็นเวลานับ 10 ปีแล้ว ไม่ใช่มาอ่านหลังจากมีเรื่อง

อนึ่ง คุณ Bugbunny ได้ให้ข้อมูลวิเคราะห์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวไว้ที่ ITF ดังนี้

มติชนสุดสัปดาห์ขณะนี้ยอดเกินแสนทุกฉบับ ข้อเสนอของสมเกียรติ อ่อนวิมล จึงสะเหร่อมาก

ได้คุยกับเพื่อนฝูงที่สนิทชิดเชื้อกับคนใหญ่คนโตบางคนในมติชน เขาบอกว่า

"ข้อมูลจากภายในบอกว่ามติชนสุดสัปดาห์ขณะนี้มียอดขายเกินแสนทุกฉบับ บางฉบับวิ่งขึ้นไปเกินกว่านี้อีกมากมาย ถ้าหากหน้าปกประทับใจประชาชนมาก ๆ อย่างเช่นรูปคุณทักษิณ หรือคุณยิ่งลักษณ์ ที่สวย ๆ หน่อย และเฮดไลน์ที่กระชากความรู้สึกประชาชนดี ๆ ก็จะเพิ่มยอดขายมากขึ้นได้ด้วย ตอนนี้มติชนสุดสัปดาห์เป็นผู้นำในตลาดหนังสือแบบเดียวกัน และนำแบบทิ้งห่างด้วย"

ดังนั้น เมื่อผมอ่านการเรียกร้องของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล สมุนใกล้ชิดของ นายปีย์ มาลากุล ให้แบนมติชนแล้วก็รู้สึกอนาถใจและสงสารแกมาก ไม่น่าเชื่อว่าวันนี้คนที่เคยได้รับความนิยมจากประชาชนมากมายในอดีต จะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ จะรอดูว่าข้อเรียกร้องของแกมีเอฟเฟคขนาดไหน ซึ่งมั่นใจได้ว่าไม่เอาอ่าวแน่ เพราะถ้ายอดขายมติชนสุดสัปดาห์สูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างนี้ มันก็แสดงว่า นายสมเกียรติ อ่อนวิมล ไม่มีใครเขาให้ราคาแล้ว เหมือนนายปีย์ มาลากุล นายของเขา และคนที่เคยเป็นที่ยอมรับของสังคมอีกหลายคนนั่นแหละ

อยากบอกว่า คนที่เคยผ่านพฤษภาทมิฬทุกคนรู้สันดานนายสมเกียรติ และนายปีย์ ดี เมื่อออกมาระดมกระจายเสียงทางวิทยุ จส.๑๐๐ ของพวกเขาว่า ประชาชนที่ชุมนุมอยู่บนถนนราชดำเนินกลับบ้านกันหมดแล้ว ในขณะที่เวลานั้นประชาชนไม่ยอม ออกมาสู้เต็มราชดำเนิน และโดนทหารยิงตายบาดเจ็บกันไปหลายคน คนอัปรีย์พวกนี้คือสมุนอำมาตย์ และไม่มีใครให้คุณค่าอีกแล้ว

อ้อ เพิ่มเติมอีกนิด ยอดขายของ เอเอสทีวีผู้จัดการรายสัปดาห์นั้นกระจอกมากวันนี้ เหลือเบะบาน มีแต่พวก "ไอ้งั่ง" เท่านั้นที่ซื้อครับ จะได้สบายใจกัน นี่คนเดียวกันเขาบอก

Saturday, January 7, 2012

"มูราคามิเมืองไทย"แย้ง"สมเกียรติ"ลั่นหยุดซื้อมติชน-หรือเจ็บปวดที่หนังสือเป็นของปวงชน?

ที่มา ข่าวสด


วิวาทะเกี่ยวกับสื่อในเครือมติชน ที่น่าสน

มติชนออนไลน์ รายงานว่า นายสมเกียรติ อ่อนวิมล นักสื่อสารมวลชนอาวุโส โพสต์รูปบทความไว้บนบันทึกในเฟซบุ๊กของตนเอง โดยบทความดังกล่าวมีหัวข้อว่า "ปีใหม่ 2555 หยุดซื้อ มติชน" ก่อนจะถูกโต้แย้งอย่างน่าสนใจผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดย "อนุสรณ์ ติปยานนท์" นักเขียนรุ่นใหม่ที่หลายคนขนานนามให้เป็น "มูราคามิเมืองไทย" ซึ่งรวมเรื่องสั้น "เคหวัตถุ" และ "นิมิตต์วิกาล" ของเขา เคยเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์มาแล้ว 2 ครั้ง


ต่อไปนี้ คือ วิวาทะเกี่ยวกับสื่อในเครือมติชนของทั้งคู่


โปรดติดตามอ่านโดยระทึกในดวงหทัยพลัน


สมเกียรติ อ่อนวิมล


"มติชนสุดสัปดาห์" ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม 2554-5 มกราคม 2555 ปีที่ 32 ฉบับที่ 1637 เรื่องขึ้นปก ยกย่อง พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้เป็น "บุรุษแห่งปี" พาดหัวบนหน้าปกว่า :


บุรุษแห่งปี


COMING SOON


ไม่นานเกินรอ


เรื่องอยู่ในหน้า 7 เนื้อหาสั้นมาก ไม่เต็มหน้า ไม่มีสาระรายละเอียดอะไรเลย

"ไร้สาระ" ที่จะนำมาทำเรื่องขึ้นปก


เป็นบทความด้อยคุณภาพในระดับที่เป็นรายงานเรื่องใหญ่จากปก


กองบรรณาธิการมติชนไม่ทำการบ้าน ไม่ค้นคว้า ไม่มีหลักเกณฑ์ในการทำรายงานเรื่องบุรุษแห่งปีอะไรเลย คิดเอาเอง เขียนเอาเอง ตามจินตนาการที่สั้นมาก ๆ ด้วย โดยหลักแล้ว การทำงานเรื่องขึ้นปกนั้น ต้องถือเป็นงานสำคัญ งานใหญ่ ต้องเตรียมงานกันหลายคน หลายวัน อาจนานเป็นเดือน กองบรรณาธิการควรทำงานหนักกว่านี้ ต้องทำงานหนักจริง ๆ การมีความเห็นชื่นชมคุณทักษิณก็เป็นสิทธิและเสรีภาพของมติชน ผมไม่มีอะไรขัดข้องในเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าผมจะเห็นด้วยในเนื้อหาสาระหรือไม่ก็ตาม แต่ผมอยากอ่านงานที่มีการค้นคว้าที่ละเอียดลึกซึ้งกว่านี้


อยาก รู้ว่าการเป็นบุรุษแห่งปีของคุณทักษิณตามมาตรฐานของมติชนนั้นมีอะไรเป็น พิเศษบ้างแต่ผมก็หาสาระให้คล้อยตามหรือแม้ที่จะให้โต้แย้งก็ยังหาไม่ได้


บทความสั้นมากจนไม่ควรจะเป็นเรื่องขึ้นปก


หากมติชนมีมาตรฐานงานสื่อสารมวลชนเพียงเท่าที่เห็นนี้ คิดเงินผม 40 บาท สำหรับมติชนสุดสัปดาห์ และ 10 บาท สำหรับรายวัน ก็ไม่สมควรที่ผมจะเสียเงินอุดหนุนมติชนอีกต่อไป


ในช่วงวิกฤติการเมือง 3-5 ปีที่ผ่านมา การทำงานของหนังสือพิมพ์มติชน ทั้งรายวันและรายสัปดาห์ ผมสรุปเป็นความเห็นส่วนตัวว่า คุณภาพงานข่าวสารของมติชนตกต่ำลงมาก ความคิดของกองบรรณาธิการสับสนอลวน แนวทางหลักเอียงไปทางสนับสนุนคุณทักษิณมาก โดยไม่แสดงนโยบายการบรรณาธิการให้ผู้อ่านได้รับทราบให้ชัดเจน ไม่แสดงความโปร่งใสต่อสาธารณชนในเรื่องการถือหุ้นจากกลุ่มการเมือง วิกฤติการเมืองภายในองค์กรของมติชนเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ละครั้งไม่ได้รับการชี้แจงให้หายกังขา


ผมอ่านมติชนมาตั้งแต่กำเนิดมติชนในปีแรก และซื้ออ่านโดยให้ส่งถึงบ้านทุกเช้าเสมอมาไม่เคยขาด เขียนบทความลงมติชนก็หลายครั้ง มติชนจะลำเอียงไปทางไหนผมไม่เคยถือเป็นเหตุสำคัญ เพราะผมวิเคราะห์ความอิสระหรือความลำเอียงของมติชนได้ ใครถือหุ้นในมติชนเท่าไหร่อย่างไรผมก็พอมีข้อมูล


ไม่ว่ามติชนจะเป็นกลาง หรือ ลำเอียงไปทางไหน ผมยินดีซื้อมติชนอ่านมาโดยตลอด


แต่พอมาพบความไม่ขยันในการทำงานค้นคว้าหาความจริงจากเรื่องขึ้นปกมติชนสุดสัปดาห์ฉบับล่าสุดนี้ ก็เป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ทำให้ผมตัดสินใจเด็ดขาดในวันนี้ ว่าจะหยุดซื้อมติชนอ่านจากวันนี้เป็นต้นไป


สาเหตุใหญ่มาจากความไม่ขยันทำงานค้นหาความจริงของมติชน มากกว่าจุดยืนทางการเมืองของกองบรรณาธิการ


เมื่อเย็นวันนี้คนส่งหนังสือพิมพ์มาเก็บเงินที่บ้านพอดีผมเลยบอกคนส่งหนังสือพิมพ์ให้ทราบว่า:


จากพรุ่งนี้เช้าเป็นต้นไป ขอไม่เอามติชน (10 บาท).


เหลือไว้เพียง "โพสต์ทูเดย์" (15 บาท). ฉบับเดียวพอ.


ประหยัดเงินไปเดือนละ 300 บาท!


สมเกียรติ อ่อนวิมล


5 มกราคม 2555

----------


อนุสรณ์ ติปยานนท์


เรื่องการงดซื้อมติชนของ อาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล นี้ ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวโบราณครั้งบรมสมกัปป์ได้เรื่องหนึ่ง


ในอดีตนั้นตรงประตูเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ฝั่งท่าพระจันทร์จะมีแผงหนังสือตั้งติดกำแพงอยู่แผงหนึ่ง


ที่ น่าสนใจคือในแผงนี้ล้วนมีแต่หนังสือหนักและยั่วยวนการแสวงหาของนักศึกษายุค นั้นเป็นหลักอีกทั้งยังเป็นแผงหนังสือที่เปิดเช้าราวสิบโมงและปิดแผงไปใน ช่วงบ่าย


...


ช่วงเวลาเที่ยงที่นักศึกษาออกมาหาอาหาร กลางวันทานแผงนี้จะขายดีแบบแทบไม่เห็นตัวเจ้าของช่วงเวลานั้นเองที่หนังสือ พิมพ์มติชนกำเนิดมาได้ไม่นานการวางเลย์เอาท์แบบหัวนอก ไม่มีรูปอาชญากรรม โป๊เปลือยเป็นจุดขาย ทำให้เป็นหนังสือพิมพ์ที่ขายยาก จะขายได้แต่เฉพาะนักศึกษาโดยเฉพาะที่แผงริมกำแพงนี้ หนังสือพิมพ์มติชนลงมาเท่าไหร่ทั้งนักศึกษาอาจารย์แย่งซื้อราวแจกฟรี และเป็นที่รู้กันว่าใครถือหนังสือพิมพ์มติชนเดินในมหาวิทยาลัย ไม่ใช่พวกหัวก้าวหน้าก็ต้องเป็นนักกิจกรรมตัวเอ้


ข่าวใหญ่ๆ ที่มติชนเล่น และได้รับการตอบรับจากนักศึกษาช่วงนั้นมากมีหลายข่าวเช่นการคัดค้านการขึ้นค่ารถเมล์ หรือการคัดค้านเขื่อนน้ำโจนเป็นต้น


กาลเวลาผ่านไปแผงหนังสือนั้น ต้องล้มหายตายจากเพราะการปรากฎตัวของร้านดอกหญ้าที่แอร์เย็นและมีหนังสือให้ เลือกมากกว่าส่วนมติชนก็กลายเป็นหนังสือพิมพ์ที่ใครก็อ่านได้ไม่น่ากลัว เหมือนดังก่อน ทว่าสิ่งที่น่าสนใจคือมติชนสุดสัปดาห์ที่ถือว่าเป็นยอดของหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ที่ครบทุกรส และดูจะเข้าถึงคนทุกกลุ่มมากกว่าในอดีตด้วยซ้ำ


กาลเวลาผ่านไปอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา มติชนสุดสัปดาห์ กลายเป็นหนังสือที่ไม่ใช่สำหรับคนชั้นนำทางความคิดหากแต่กลายเป็นสื่อความคิดโดยแท้ ภาพของหญิงวัยกลางคนต่างอำเภอที่มาถามหามติชนถึงตลาดบางบัวทอง ภาพของชายวัยชราที่เพ่งอ่านมติชนสุดสัปดาห์ในรถโดยสาร ปาย-แม่ฮ่องสอน เป็นภาพที่ทำให้ผมหยุดมองและครุ่นคิดถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น


นี่อาจจะเป็นยุคสมัยที่แท้ที่มติชนคือมติ-ชนที่ชนและเป็นของปวงชนจริงๆ


จนอาจทำให้แฟนเก่าเฉพาะกลุ่มที่สงวนมติชนไว้ให้ตนเองกำลังเจ็บปวดกับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ก็เป็นได้มิใช่หรือ?

นักล่าแม่มด Vs. น้องก้านธูป ผมอ่านความเห็นเธอแล้วเธอไม่ได้อ่อนแอเลย

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

เพิ่งอ่านบทสัมภาษณ์ของน้องก้านธูปในมติชน รู้ว่าเธอเจออะไรมากมาย ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา ต้องเรียนล้าช้าไปถึงสองปี แต่จากที่เปิดใจ เธอไม่ได้อ่อนแอเลย เธอกลับเข็มแข็ง และเข้าใจโลกมากกว่าผู้ใหญ่วัย 80 ปี ขึ้นไปเลยอีก

เรียกว่าคนนั้น เมื่อคิดได้ มันก็ไม่เกี่ยวกับอายุ (สำนวนน้องก้านธูป) ก็เหมือนหุ่นยนต์ที่กลายเป็นมนุษย์ วันที่ตระหนักรู้ ก็ถือว่าถือว่าเติบโตขึ้นแล้ว

ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยากำลังอย่างที่หลวงวิจิตรวาทการว่าเอาไว้

น้องก้านธูปคือปัญญาชนที่เติบโตขึ้นทางจิตวิญญาญในยุคแห่งการต่อสู้

เธอคงไม่ใช่คนเดียวที่มีปัญหากับ 112 (555 มีเพื่อนเยอะ) แต่เธออาจเป็นแม่มดที่เด็กสุดก็ว่าได้ ที่โดนล่าโดยนักล่าแม่มด

นัก ล่าแม่มด ผมยังสงสัยว่าพวกนี้จะอยู่รอดในสังคมที่มีแต่แม่มดมากมายได้อย่างไร ภารกิจของนักล่าแม่มดไม่มีทางบรรลุผลได้ ในสังคมที่มีความคิดแตกต่างกันมากมายมหาศาลแบบนี้ สุดท้ายนักล่าแม่มดจะรู้ตัวเองว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางแม่มดเต็มไปหมด

นัก ล่าแม่มด ในทางยุทธศาสตร์ตอนนี้ ถือว่า เป็นตัวคะตะลิสต์ ในการทำลายล้าง 112 เร็วยิ่งขึ้น ยิ่งล่าแม่มด ก็ยิ่งทำให้เหล่าแม่มดทั้งหลาย รวมตัวกันล่า 112 มากยิ่งขึ้น

เพราะจะปลอดภัยจากนักล่าแม่มดได้ มีแต่ต้องแก้ไข หรือยกเลิก 112 เท่านั้น

เป็นกำลังให้น้องก้านธูปครับ ตอนนี้เรียนให้จบก่อนก็แล้วกันนะครับ

เมื่อเราเติบโต ยืนได้ด้วยลำแข้งของตนเอง เราก็มีอิสระอย่างสมบูรณ์ที่จะคิดและทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่นได้อย่างเต็มที่

สบายใจได้เลยครับยุคนี้เป็นยุค Renaissance ฟื้นฟูปัญญาของคนไทย
ไม่ใช่ยุคมืด เป็นยุคที่นักล่าแม่มด ในที่สุดจะยืนอยู่ไม่ได้หรอกครับ