WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 8, 2012

แฉโกหก "กรณ์" การล้างหนี้กองทุนฟื้นฟู เกิดขึ้นในรัฐบาลมาร์ค ไม่ใช่ รัฐบาลปู

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



จากกรณี ที่นายกรณ์ จาติกวนิช ได้ออกมาให้ข่าวให้ร้ายโจมตี การออก "กม.โอนหนี้"
ซึ่งเกิดจากกองทุนฟื้นฟูสมัยนายชวน หลีกภัย ซึ่งเสียหายกว่า 1.14 ล้านล้านบาทนั้น

นายกรณ์ พูดไม่เห็นด้วยกับการผลักหนี้ก้อนโตจากรัฐบาล
คืนกลับไปยังธนาคารแห่งประเทศไทยว่า จะทำให้ระบบการเงินของชาติล่มสลาย

ทีมงานได้ลองค้นย้อนหลังกลับไป ปรากฏว่า
แนวคิดการ "ล้างหนี้กองทุนฟื้นฟู" ไม่ใช่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์เลย
แต่เกิดขึ้น "ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์" ต่างหาก
โดยมีวิธีการแก้ไข ให้ออกพันธบัตรปลอดดอกเบี้ย
ให้นำเงินทุนสำรองเงินตราไปค้าขายหากำไร และ ให้แก้ไข พรบ.เงินตรา
เพื่อ "ย้ายเงินทางบัญชี" มาจ่ายดอกเบี้ย และเมื่อสืบค้นเพิ่มเติม
ก็ได้พบแนวคิดว่า เคยมีครั้งหนึ่งที่
กรณ์ เสนอให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ มาค้าขายหากำไรไปใช้หนี้

ดังรายละเอียดต่อไปนี้



ที่มา นสพ. โพสต์ทูเดย์ 14 ธันวาคม 2553

สืบค้นออนไลน์ ที่
http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/เศรษฐกิจ/64734/ล้างหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ-ไม่ทำเจ็บตัว-ทำก็เจ็บใจ


ล้างหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไม่ทำเจ็บตัว ทำก็เจ็บใจ

การออกมาเปิดเผยมาตรการแก้ปัญหาหนี้กองทุน
เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท
ของ จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่า
กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้อนุมัติแผนสะสางหนี้กองทุนฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว
น่าจะเป็นการเปิดศึกสงครามรอบใหม่ของหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ


โดย...ทีมข่าวการเงิน

การออกมาเปิดเผยมาตรการแก้ปัญหาหนี้กองทุน
เพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.14 ล้านล้านบาท
ของ จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ว่า
กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้อนุมัติแผนสะสางหนี้กองทุนฟื้นฟูเรียบร้อยแล้ว
น่าจะเป็นการเปิดศึกสงครามรอบใหม่ของหน่วยงานเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

เพราะแนวทางที่กระทรวงการคลังกำลังขับเคลื่อนนั้น คือ
ให้ อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง แต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง
กระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ)
เพื่อวางแผนแก้ไขให้เสร็จภายในปี 2554

พิจารณารายละเอียดแผนการแก้ไขแบ่งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนแรก จะสะสางหนี้เอฟไอดีเอฟ 1 วงเงิน 4.6 แสนล้านบาท
ด้วยการออกพันธบัตรอัตราดอกเบี้ย 0% (ซีโร่คูปอง) ขายให้แบงก์ชาติ
เพื่อนำเงินที่ได้ไปชำระอัตราดอกเบี้ยที่เป็นภาระงบประมาณปีละ 7.6 หมื่นล้านบาท

ส่วนที่สอง จะสะสางหนี้เอฟไอดีเอฟ 3 วงเงิน 6.4 แสนล้านบาท
ด้วยการเสนอให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.เงินตรา
เพื่อให้แบงก์ชาติสามารถบริหารหาผลกำไร
จากเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมากขึ้น

ส่วนที่สาม จะเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.เงินตราว่าด้วย
เรื่องการบันทึกบัญชีผลกำไรขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
เพื่อให้บัญชีผลประโยชน์ของแบงก์ชาติ
มีเงินมาชำระเงินต้นตามกฎหมายกำหนดได้มากขึ้น

จักรกฤศฏิ์ บอกว่า
หากเริ่มต้นทำได้ครึ่งหนึ่งก็จะประหยัดงบประมาณได้ปีละ 23 หมื่นล้านบาท
หากทำได้ทั้งหมดจะประหยัดเงินได้ถึง 67 หมื่นล้านบาท
ทำให้รัฐบาลมีเงินไปสร้างรถไฟฟ้าได้ปีละ 1 เส้นทาง ได้อย่างสบายๆ

ฟังตื้นๆ อาจมองว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ความเป็นจริงแล้ว
ทั้งสามส่วนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นการตอกย้ำความขัดแย้งรอบใหม่
ระหว่างกระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติ!!!

และเป็นการศึกที่บรรดาผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยหรือแบงก์ชาติไม่ยอมรับ

ไม่ยอมรับยังไม่พอ ยังคัดค้านอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

ขนาด ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ แบงก์ชาติ
คนที่ กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ทาบทามมานั่งเก้าอี้นี้
และเคยพูดคุยกันในเรื่องนี้มาก่อน ยังออกมาคัดค้านตรงๆ โต้งๆ

ประสาร พูดชัดว่า กรณีที่กระทรวงการคลังเสนอให้แบงก์ชาติ
นำเงินมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลไม่มีอัตราดอกเบี้ย หรือซีโร่ คูปอง
เพื่อนำเงินมาชำระเงินต้นกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เห็นด้วย

ประสาร บอกว่า ไม่ค่อยเป็นผลดีหลายประการ

ประการแรก จะทำให้วินัยทางการเงินของประเทศเสียไป
เนื่องจากไปสร้างธรรมเนียมที่ไม่ดี ถ้าวันหนึ่งข้างหน้าเกิดรัฐบาลชุดใดชุดหนึ่ง
ในอนาคตขาดวินัยทางการคลัง
และไม่มีการจัดเก็บรายได้เพิ่มจนขาดดุลบัญชี
และไม่สามารถขอกู้จากตลาดได้ก็จะหันมาที่ธนาคารกลาง
แล้วกล่าวอ้างว่าเมื่อปี 25532554 ยังสามารถทำได้

ถ้าเปิดประตูครั้งหนึ่งก็จะเสียวินัยทางการคลัง
และการที่ธนาคารกลางไปปล่อยกู้กับทางรัฐบาล
เป็นเรื่องที่ธนาคารกลางทั่วไปจะต้องระมัดระวังมาก

ส่วนปัญหาการที่หนี้เงินต้นแทบไม่ลดลง
ก็ต้องพยายามหาทางออกดูว่าจะทำอย่างไรต่อไป

ดังนั้น ทางออกของการแก้ปัญหาของหลายประเทศ
ส่วนใหญ่มักจะนำปัญหาที่หาทางออกไม่ได้เข้าไปที่รัฐสภา

ประการที่สอง การปล่อยกู้ดังกล่าวไม่มีการเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ย
จะยิ่งเป็นการโยนภาระค่าใช้จ่ายไว้ที่แบงก์ชาติอย่างมาก

เพราะเข้ารับจำนำของมา แต่คนขายไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ยให้

ชัดๆ โต้งๆ ว่า กระบวนความคิด การก่อรูปทางนโยบายของรัฐขัดกันโดยสิ้นเชิง
คนในแบงก์ชาติปฏิเสธความคิดในการรื้อวิธีการจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟูที่รัฐบาล
โดยกระทรวงการคลังที่กำลังเผชิญปัญหายักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก
หากต้องการจะจัดงบประมาณแบบสมดุลตามที่ประกาศไว้

เพราะวิธีที่กระทรวงการคลังขบคิดกันนั้น
เท่ากับเป็นการรื้อวิธีปฏิบัติที่ตกลงกันไว้แต่เดิมและร่วงมาเป็นเวลา 13 ปี...

เป็น 13 ปี ที่กระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติตกลงกันว่า
หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ร่วม 1.4 ล้านล้านบาทนั้น
กระทรวงการคลังจะรับจ่ายภาระดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการเข้าแทรกแซงสถาบันการเงิน
ในห้วงปี 2540 จนเศรษฐกิจล่มสลาย ส่วนแบงก์ชาติจะรับผิดชอบการจ่ายเงินต้น

แต่ 13 ปีผ่านไป รัฐบาลรับจ่ายดอกเบี้ยไปปีละ 67.5 หมื่นล้านบาท
รวมสะระตะก็ตั้งงบประมาณจ่ายไปแล้วร่วม 77.5 แสนล้านบาท

แต่หนี้เงินต้นลดลงจาก 1.4 ล้านล้านบาท เหลือ 1.14 ล้านล้านบาท
ลดลงแค่ 3 แสนล้านบาท

ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป เงินงบประมาณแผ่นดินก็จะร่อยหรอลง
จากการเจียดงบไปจ่ายหนี้กองทุนฟื้นฟูทุกปี ปีละ 67 หมื่นล้านบาท

เนื่องจากแบงก์ชาติจ่ายหนี้เงินต้นไม่ได้
จะจ่ายหนี้ได้ก็ต้องมีกำไรจากผลดำเนินการเท่านั้น

แต่ปัจจุบันนี้กว่า 13 ปี มาแล้วแบงก์ชาติไม่ได้มีกำไรเลย
ที่ไม่มีผลกำไรก็เพราะต้องเอาเงินบาทไปแทรกแซงค่าเงินบาท
ไม่ให้ผันผวนหรือแข็งค่าเร็วขึ้นนี่แหละ

วิธีการก็ไม่มีอะไรซับซ้อน
การเอาเงินบาทไปขาย ได้เงินเหรียญสหรัฐกลับมา
เงินทุนสำรองเพิ่มพูนขึ้นทุกที แต่เงินบาทแข็งค่าขึ้น แบงก์ชาติก็ยิ่งขาดทุนทุกปี

เมื่อขาดทุนก็ไม่มีเงินไปชำระหนี้เงินต้น รัฐบาลส่งแต่ดอก โดยหนี้เงินต้นไม่ลด

13 ปีผ่านไปไวเหมือนโกหก วิธีการแทรกแซงไม่ได้เปลี่ยน
เพียงแค่ปรับทิศจากพยุงไม่ให้อ่อนค่ามาเป็นพยุงมิให้แข็งค่าเท่านั้น

ยิ่งปีนี้อาจจะเป็นปีที่แบงก์ชาติขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นประวัติการณ์
ก็ได้หากพิจารณาจากค่าเงินบาทที่กระโดดแข็งค่าขึ้น
มาจาก 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ มาเป็น 29.5030.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

ถ้ายังเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป ไม่แน่ว่าอีก 56 ปี ดอกก็คงท่วมเงินต้น

อนาถาพอๆ กับแม่ค้าที่กู้หนี้นอกระบบมาทำมาหากินนั่นแหละ

สงครามทางนโยบายรอบนี้ จึงอาจยืดเยื้อและอาจมีคนเจ็บตัวได้ในไม่ช้า
หากบรรดาผู้คนที่หลงรักสมบัติเจ้าคุณปู่
และบรรดาศิษยานุศิษย์ของ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
พากันออกโรงมาต่อต้านกระบวนทางนโยบายในการสะสางปัญหาของชาติ
ที่หมักหมมมายาวนานจนกลายเป็นดินพอกหางหมู

เพราะถึงตอนนี้ผู้บริหารกระทรวงการคลังก็ไม่มีหนทางออก
นอกจากจะหากระบวนการ
ที่จะมีทางประหยัดภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 67 หมื่นล้านบาทไปฟรีๆ
เพื่อนำเงินนั้นมาพัฒนาประเทศ

เดิมพันครั้งนี้จึงใหญ่ที่อาจทำให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอาจต้องยอมเจ็บเนื้อเจ็บตัว
เพราะความยึดมั่นในหลักการและวิธีคิดได้

ถึงตอนนั้นไม่แน่ ระบบรัฐสภาอาจเป็นทางออกในการแก้ปัญหา พ.ร.บ.เงินตรา
เพื่อเปิดทางให้ธนาคารกลางสามารถบริหารเงินทุนสำรอง
จะได้นำเงินจากกำไรมาจ่ายเงินต้นได้บ้าง

ไม่เช่นนั้นปัญหาหนี้ 1.14 ล้านล้านบาท จะเป็นดินพอกหางหมูลากถูไปกับรัฐบาล
จนไม่สามารถหาเงินมาพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นได้

ที่มา นสพ. โพสต์ทูเดย์ 14 ธันวาคม 2553

สืบค้นออนไลน์ ที่
http://www.posttoday.com/วิเคราะห์/เศรษฐกิจ/64734/ล้างหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ-ไม่ทำเจ็บตัว-ทำก็เจ็บใจ


http://www.go6tv.com/2012/01/blog-post_3196.html

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ถนนประชาธิปไตย ๒๕๕๕ ปีแห่งการรุกของพลังประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท

ปี พ.ศ.๒๕๕๕ ถือเป็นปีมะโรงตามนัขษัตร ได้รับการกล่าวถึงในลักษณะต่างๆ บ้างก็ว่าจะเป็นปีมังกรทอง ที่ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว บ้างก็ว่าเป็นปีมังกรน้ำ เพราะจะเกิดน้ำท่วมมากกว่าปีก่อน นอกจากนั้นยังมีประเภทคำทำนายว่า จะเกิดภัยพิบัติ หรือเป็นปีโลกแตก แต่ที่กล่าวมาส่วนมาก ล้วนแต่เป็นคำทำนายอันเหลวไหล นึกเดาเอาเอง โดยไม่มีรากฐานจากข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่า จะคาดการณ์สถานการณ์ในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ในบทความนี้ จะขอลองคาดการณ์จากข้อมูลที่เป็นจริงและขอนำเสนอว่า ปีนี้จะเป็นแห่งการรุกของฝ่ายประชาธิปไตย

การคาดการณ์นี้ มาจากข้อสรุปอย่างกว้างว่า ความหมายของ ปี พ.ศ.๒๕๕๓ คือ ปีแห่งการต่อสู้ของประชาชนคนเสื้อแดง ปี พ.ศ.๒๕๕๔ คือ ปีแห่งการฟื้นตัวของขบวนการประชาธิปไตย โดยเฉพาะชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อเดือนกรกฎาคม ถือว่ามีความหมายสำคัญในทางประวัติศาสตร์อย่างมาก

ทั้งนี้คงต้องขยายความให้ชัดเจนมากขึ้นว่า สถานการณ์ตั้งแต่หลังการรัฐประหาร ๑๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ที่มีการโค่นล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นต้นมา คือ สถานการณ์แห่งความขัดแย้งระหว่างพลังฝ่ายอำมาตยาธิปไตย และพลังฝ่ายประชาธิปไตยของประชาชน ในระยะแรก ฝ่ายอำมาตย์มีความได้เปรียบ เพราะเป็นฝ่ายควบคุบกำลังทหาร ควบคุมกลไกรัฐ กลไกศาล และครอบงำความคิดด้วยสื่อมวลชนกระแสหลัก ฝ่ายอำมาตย์ได้ตั้งรัฐบาลเผด็จการของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ มาควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่แรก โดยไม่คำนึงถืงเจตนารมย์ของประชาชนส่วนข้างมาก และวาดภาพผีทักษิณขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ฝ่ายตน ต่อมา เมื่อจัดให้มีการเลือกตั้ง ประชาชนก็ได้แสดงเจตนารมย์ชัดเจน โดยการเลือกพรรคพลังประชาชน ที่ได้รับการสนับสนุนจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาบริหารประเทศ ฝ่ายอำมาตย์ไม่พอใจ จึงโอบอุ้มเอาพรรคประชาธิปัตย์ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้ง มาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ประชาชนจำนวนมากจึงได้รวมตัวกันเป็นขบวนการคนเสื้อแดง ภายใต้การนำของ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.) และต่อสู้คัดค้านตลอดมา ฝ่ายอำมาตย์ตอบโต้โดยการใช้กำลังทหารเข้ากวาดล้าง และจับกุมคุมขังทั้งด้วยข้อหาก่อการร้าย ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา ๑๑๒ และ ข้อหาอืนๆ รวมทั้งใช้สื่อกระแสหลักโจมตีทำลายภาพลักษณ์ของคนเสื้อแดง ให้เป็นพวกเผาบ้านเมือง แต่ก็ไม่ประสบผล เพราะเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ประชาชนก็เลือกพรรคเพื่อไทยอย่างท่วมท้น ฝ่ายอำมาตย์ต้องถอยทางยุทธศาสตร์อีกครั้ง โดยยอมให้พรรคพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ

แต่กระนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงอยู่ ฝ่ายอำมาตย์ก็ยังคงมีมหิธานุภาพ โดยเฉพาะยังคงควบคุมกองทัพแห่งชาติ โดยอาศัย พรบ.กลาโหม ที่ออกในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ จุลานนนท์ เป็นเกราะป้องกัน ไม่ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้าไปจัดดำเนินการ นอกจากนี้ก็ยังควบคุมอำนาจตุลาการ และรองรับความชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.๒๕๕๐ ที่เปิดทางให้ฝ่ายตุลาการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองได้อย่างเปิดเผย และ ยังใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑๒ ข่มขู่คุกคามประชาชนไม่ให้มีความเห็นต่างจากพวกอำมาตย์ และฝ่ายอำมาตย์ยังคงควบคุมกำหนดกรอบสำหรับสื่อมวลชนกระแสหลัก ที่มอมเมาประชาชนและปกป้องพวกอำมาตย์ ดังนั้น ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยจึงเป็นเพียงจังหวะก้าวแรก จะต้องมีการรุกทำให้ในขั้นตอนต่อไป จึงจะทำให้สังคมไทยบรรลุเป้าหมายประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

ในยุทธศาสตร์ระยะยาวของการต่อสู้ เป็นที่แน่นอนว่า พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องชนะอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุผลประการแรกคือ ประชาธิปไตยเป็นกระแสการเมืองของโลกนานาชาติ ประเทศสำคัญในโลกต่างก็สนับสนุนแนวทางประชาธิปไตยทั้งสิ้น ไม่มีประเทศใดเลยที่อำมาตยาธิปไตยได้รับชัยชนะ ประการที่สอง ประชาชนไทยมีความตื่นตัวมากขึ้น ปรากฏการณ์ตาสว่างขยายตัว ผู้คนเห็นธาตุแท้อันหลอกลวงของฝ่ายอำมาตย์มากขึ้น ประการที่สาม ระบอบศักดินานั้น เป็นยาหมดอายุ ย่อมพ่ายแพ้ต่อกาลเวลา

คำถามสำคัญในขณะนี้ คือ พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะทำการรุกอย่างไร จึงจะทำให้สถานการณ์พัฒนาไปในทางที่เป็นคุณแก่ขบวนการประชาชน

ในขณะนี้ เราก็จะเห็นได้แล้วว่า ใน พ.ศ.๒๕๕๕ นี้จะมีประเด็นหลักที่นำไปสู่การต่อสู้ทางความคิดและทางการเมืองอย่างแหลมคม อย่างน้อย ๒ เรื่อง คือ เรื่องแรก กระแสการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งได้เขี่ยลูกแล้ว โดยพรรคเพื่อไทย แนวทางการแก้ไขที่เป็นไปได้ในขณะนี้ คือ การตั้งสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นมารับหน้าที่ เป้าหมายเฉพาะหน้า คือ ต้องผลักดันการตั้ง สสร.ที่เป็นประชาธิปไตย เช่น ให้ประชาชนเป็นผู้เสือกสมาชิก สสร.ทางตรง และถ้าหากว่า จะต้องมีนักกฏหมายหรือนักวิชาการเข้าร่วม ก็จะต้องไม่เป็นเนติบริกรที่เคยรับใช้รัฐประหาร เช่น การกำหนดคุณสมบัติว่า ผู้ที่เคยเข้าร่วมในรัฐบาล สภานิติบัญญัติ และ สภาร่างรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร ไม่มีสิทธิเข้าเป็นสมาชิก เป็นต้น นอกจากนี้ คงต้องถกเถียงในเชิงข้อเสนอ เช่น เรื่องการยกเลิกวุฒิสมาชิกลากตั้ง การนำอำนาจตุลาการกลับคอกศาล การเพิ่มอำนาจรัฐสภา และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง การยกเลิกองคมนตรี เป็นต้น

แต่ประเด็นที่แหลมคมยิ่งกว่านั้น คือ กระแสการรณรงค์เรื่องการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพราะในหลายปีที่ผ่านมา ได้เห็นแล้วว่า ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้กลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำมาตย์ในการใส่ร้าย ป้ายสี จับกุมคุมขังประชาชน และทำลายปัญญาชนฝ่ายประชาธิปไตย และการดำเนินคดีเหล่านี้ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยกระบวนการศาล การคัดค้านการใช้มาตรา ๑๑๒ จึงกลายเป็นกระแสใหญ่ และใน พ.ศ.๒๕๕๕ นี้ จะเป็นกระแสใหญ่มากขึ้น ชวนผู้คน รวมทั้งปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมออกมาถกเถียง อันจะเป็นการขยายความรู้เชิงวิพากษ์แก่สังคมมากยิ่งขึ้น

ในการณรงค์ประเด็นเหล่านี้ จะเห็นได้ว่า บทบาทการเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของ นปช.จะลดลง ตราบเท่าที่ นปช.ไม่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขมาตรา ๑๑๒ พลังของฝ่ายปัญญาชนที่ก้าวหน้า ที่มีกลุ่มนิติราษฎร์เป็นแกนกลาง จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น เพราะข้อเสนอของฝ่ายนิติราษฎร์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลบล้างผลพวงรัฐประหาร และปฏิรูปมาตรา ๑๑๒ เป็นข้อเสนอที่ชัดเจนและเป็นธรรม กลุ่มประชาชนคนเสื้อแดงหลายกลุ่มจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวเช่นนี้

สำหรับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย การสนับสนุนและความนิยมอาจจะตกต่ำลงในกลุ่มคนเสื้อแดง ตราบเท่าที่ยังคงล่าช้าในการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ในกรณีเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ และยังวางเฉยในการช่วยเหลือพี่น้องคนเสื้อแดง ที่ยังถูกดำเนินคดีและจำคุก เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรทำ นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และดำเนินโครงการตามที่สัญญาไว้กับประชาชน ก็คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย และควรที่จะออกกฏหมายนิรโทษกรรม นำพี่น้องประชาชนผู้ได้รับผลจากกรณีการเมืองออกมาจากคุก โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ให้เข้าใจว่าคนเหล่านี้เสียสละและต่อสู้อย่างกล้าหาญ เพื่อทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ จึงสมควรที่จะได้รับการช่วยเหลือ

และที่สำคัญที่สุด รัฐบาลเพื่อไทยอย่าไปตามรอยความผิดพลาดของรัฐบาลชุดที่แล้ว เช่นการปราบปราบเข่นฆ่าประชาชน การละเมิดสิทธิมนุษยชน และไล่จับกุมประชาชนที่เห็นต่างตามอินเตอร์เนต ซึ่งเป็นวิธีการอันไม่ศิวิไลซ์ และเป็นการทำลายฐานของฝ่ายตนเองอย่างโง่เขลา ประเทศไทยจะก้าวหน้าต่อไปในทางประชาธิปไตย ก็ต่อเมื่อไม่มีนักโทษการเมือง และไม่มีนักโทษทางความคิด

ในลักษณะเช่นนี้ ปี พ.ศ.๒๕๕๕ ประชาชนก็จะมีความสุขโดยทั่วกัน

เรายังจะจั​ดงานบอลฯกั​นอีกหรือ

ที่มา ประชาไท

ในขณะที่เสรีภาพในการคิด ในการพูดและความยุติธรรมในสังคมล้มหายไปอย่างรวดเร็ว การปิดกั้นการแสดงออกและกระบวนการทำให้เชื่องผุดขึ้นในทุกๆตารางเมตร มหาวิทยาลัยที่เปรียบประดุจดั่งบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร ผู้มีคำขวัญจับใจว่า"เสรีภาพทุกตารางนิ้ว" และมหาวิทยาลัยคู่แข่งทางอุดมการณ์อย่างมหาวิทยาลัยที่มีคำขวัญอันยิ่งใหญ่ ว่าเป็น"เสาหลักแห่งแผ่นดิน" กลับเร่งเร้าจัดงานเชื่อมสัมพันธ์กระชับไมตรีที่ดูเหมือนจะเป็นงานเหล่หญิง ส่องหนุ่มอวดโอ้การเป็นมหาวิทยาลัยที่"เก่งกว่า"เป็นจุดประสงค์หลักมากกว่า อย่าง"งานฟุตบอลประเพณี" ถึงแม้ว่าจะมีเหตุการณ์อุทกภัยหรือเหตุการณ์ทางการเมืองที่ร้ายแรงเพียงใด แต่งานก็ยังเลื่อนไปจัดในเดือนถัดๆมาอยู่ดี

เป็นเรื่องสมควรแล้วหรือที่เราจำเป็นต้องมีงานอย่างนี้ทุกๆปีไม่ให้ขาดตก บกพร่อง ในขณะที่เสรีภาพแห่งปัญญาที่นิสิตนักศึกษาจำเป็นต้องแสวงหาถูกริดรอน ในขณะที่เสรีภาพแห่งการแสดงออกที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการศึกษาถูกปิดกั้น ทำไมเราถึงไม่รู้สึกร้อนหนาวแต่อย่างไร เรายังมุ่งมั่นซ้อมหลีดอันตระการตราที่ค่าชุดการแสดงสามารถนำไปช่วยผู้ยาก ไร้หรือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมได้ทั้งจังหวัด หรือทั้งที่เวลาในการมุ่งมั่นซ้อมสแตนด์เหน็บแนมมหาวิทยาลัยคู่ตรงข้าม และสร้างอัตลักษณ์ความภูมิใจแบบสถาบันนิยมสามารถนำไปใช้พัฒนาสังคมและเสริม สร้างความรู้ความเข้าใจในสิทธิ เสรีภาพ และความยุติธรรมที่สังคมนี้พึงได้รับมากกว่า

การเสริมสร้างสถาบันนิยมของธรรมศาสตร์ที่ผูกติดกับอุดมการณ์ของอ.ปรีดี, คณะราษฎร, การต่อสู้ของขบวนการนักศึกษา, เสรีภาพ ฯลฯ ไม่ได้ทำให้พวกเขาตระหนักเลยหรือว่า ในขณะนี้สิ่งที่พวกเขากำลังยึดโยงอยู่ ไม่ได้มีความหมายอีกแล้ว ในประเทศที่สังคมไม่มีความเท่าเทียมกัน ซ้ำยังจับคนที่มีอุดมการณ์แบบขบวนการนักศึกษา,แบบ อ.ปรีดี, ผู้ที่มีความคิดเสรีนิยม หรือกระทั่งประชาชนผู้ไม่มีทางสู้ เข้าคุกเพียงเพราะพวกเขามีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกับอุดมการณ์ของรัฐ พวกเขาไม่เคยดูข่าวเลยหรือ หรือเขาพยายามปิดกั้นตัวเองออกจากโลกภายนอกและนอนกอดภาพการต่อสู้ทาง อุดมการณ์ครั้งก่อนไว้อย่างเดียว

หรือแม้กระทั่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีคำขวัญอันยิ่งใหญ่อย่าง"เสาหลัก แห่งแผ่นดิน" และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งหรือสองของประเทศ ก็มิได้ตระหนักถึงการจัดงานที่"ไม่พอเพียง" เช่นนี้ หรือไม่ตระหนักว่าเสาหลักนี้ได้ปล่อยให้ประชาชนร่วงลงมาจากแผ่นดินด้วยการ ดีดของมือที่มองไม่เห็นมากมายเพียงใด งานฟุตบอลประเพณีจึงป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองงบประมาณและเวลาที่สามารถเปลี่ยน แปลงสังคมได้อย่างมากมายมหาศาล ทั้งยังส่งเสริมสถาบันนิยมที่นำไปสู่การใช้ระบบโซตัส การเชื่อฟังอย่างจำยอม นำไปสู่การใช้ระบบอำนาจนิยมที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและการเพิกเฉยต่อปัญหา ในขณะที่พวกคุณกำลังสนุกสนานกับงานฟุตบอลประเพณี ยังมีคนอีกมากที่นั่งร้องไห้เพราะความอยุติธรรมในสังคมและความเดือดร้อน อย่างมาก

พวกเขาควรหวังกำลังหลักที่สำคัญเช่นนิสิตนักศึกษาอย่างพวกคุณไหม?

ขอส่งท้ายด้วยกลอนของสุจิตต์ วงษ์เทศ - กูเป็นนิสิตนักศึกษา สนพ.ประพันธ์สาส์น พิมพ์ครั้งที่สอง ตุลาคม 2529

กูเป็นนิสิตนักศึกษา
วาสนาสูงส่งสโมสร
ย่ำค่ำนี่จะย่ำไปงานบอลล์
เสพเสน่ห์เกสรสุมาลี
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
พริ้งสง่างามผงาดเพียงราชสีห์
มันสมองของสยามธานี
ค่ำนี้กูจะนาบให้หนำใจ
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เจ้าขี้ข้ารู้จักกูหรือไหม
หัวเข็มขัด กลัดกระดุม ปุ่มเน็คไทร์
หลีกไปหลีกไปอย่ากีดทาง
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
มหาวิทยาลัยอันกว้างขวาง
ศึกษาสรรพรสมิเว้นวาง
เมืองกว้างช้างหลายสบายดี
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เดินเหินดูสง่ามีราศี
ย่ำค่ำกูจะย่ำทั้งราตรี
กรุงศรีอยุธยามาราธอน
เฮ้ย กูเป็นนิสิตนักศึกษา
มีสติปัญญาเยี่ยมสิงขร
ให้พระอินทร์เอาพระขรรค์มาบั่นรอน
อเมริกามาสอนกูเชี่ยวชาญ
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
หรูหราแหลมหลักอัครฐาน
พรุ่งนี้ก็ต้องไปร่วมงาน
สังสรรค์ในระดับปริญญา
ได้โปรดฟังกูเถิดสักนิด
กูเป็นนิสิตนักศึกษา
เงียบโว้ย-ฟังกู--ปรัชญา
กูอยู่มหาวิทยาลัย...
...กูอยู่มหาวิทยาลัย
รู้ไหม เห็นไหม ดีไหม
อีกไม่นานเราก็ต่างจะตายไป
กอบโกยใส่ตัวเองเสียก่อนเอย.

สันต์ หัตถีรัตน์: “แพทย์-พยาบาลแนวใหม่”

ที่มา ประชาไท

หลักการและเหตุผล

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา แม้จะมีการผลิตแพทย์และพยาบาลเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย แต่ประชาชนในชนบทและแม้แต่ประชาชนในกรุงเทพมหานครที่อยู่ห่างไกลศูนย์ความ เจริญ (ทางวัตถุ) ก็ยังขาดแคลนแพทย์และพยาบาลอย่างมาก

ประชาชนที่อยู่ในและใกล้ศูนย์ความเจริญ (ทางวัตถุ) ก็ขาดแคลนแพทย์ที่สามารถดูแลตนได้ทุกอวัยวะและทุกระบบแบบองค์รวม ซึ่งหมายถึงจิตใจและร่างกายทุกส่วนของตนที่มีความสัมพันธ์กับครอบครัวและ ชุมชนของตน นั่นคือ ขาดแคลนแพทย์ที่สามารถดูแลตนทั้งร่างกายและจิตใจ รวมทั้งครอบครัว และชุมชนในท้องถิ่นของตนด้วย

สาเหตุที่สำคัญของการขาดแคลนดังกล่าว คือ ระบบการเรียนการสอนแพทย์และพยาบาลในปัจจุบัน ที่ใช้วิธีการสอบคัดเลือกความรู้เป็นสำคัญ ทำให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นเด็กในกรุงและ เมืองใหญ่ ที่มีโอกาสได้รับความรู้สำหรับการสอบมากกว่าเด็กในชนบท รวมทั้งการมีโอกาสกวดวิชา (“กวดข้อสอบ”) ได้ใกล้เคียงข้อสอบจริงมากกว่า เป็นต้น เด็กเหล่านี้ย่อมไม่คุ้นเคยกับวิถีชีวิตในชนบท เมื่อจบแล้ว จึงไม่อยากออกไปทำงานในชนบท และถึงจะถูกบังคับให้ออกไปทำงานใช้ทุนในชนบท ก็อยู่อย่างไม่มีความสุขเป็นส่วนใหญ่ และไม่ช้าไม่นาน ก็จะกลับบ้านในกรุงในเมืองที่ตนคุ้นเคยมากกว่า เป็นต้น

นอกจากนั้น ระบบการเรียนการสอนแพทย์และพยาบาลในปัจจุบัน ยังมุ่งเน้นความรู้ด้านทฤษฎี โดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ของโรคและการดูแลรักษา โดยลืมหรือไม่สนใจในด้านสังคมศาสตร์ (ความสัมพันธ์ของผู้ป่วยกับครอบครัว ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ) ด้านศิลปะศาสตร์ (วัฒนธรรม การพูดและการแสดงออก การปรับตัว การบริหารจัดการ ฯลฯ) ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น (การแพทย์พื้นบ้าน การดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ฯลฯ) เป็นต้น ทำให้เด็กที่จบแล้วรู้จักแต่ด้านวิทยาศาสตร์ของโรคและการดูแลรักษาโรค โดยลืมมิติของ “คน” จึงรักษา “โรค” มากกว่ารักษา “คน” และเกิดความขัดแย้งกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาในท้องถิ่น

อนึ่ง อาจารย์แพทย์ในปัจจุบันส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะอวัยวะหรือระบบ ทำให้การเรียนการสอนและการเป็นแบบอย่างแก่ศิษย์ ก่อให้เกิดทัศนะคติในการเป็นแพทย์เฉพาะอวัยวะหรือระบบให้แก่ศิษย์ ทำให้ศิษย์คุ้นเคยกับการดูแลเฉพาะอวัยวะหรือระบบ นั่นคือ การดูแลรักษาผู้ป่วยแบบแยกเป็นส่วนๆ (ส่วนของใครของมัน!) ไม่เกี่ยวข้องกัน ไม่ก้าวก่ายกัน ไม่ร่วมปรึกษาหารือกันเพื่อให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวมได้ ซึ่งนอกจากจะเกิดอันตรายทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยแต่ละคนต้องไปรักษากับแพทย์หลายคน เสียเวลาในการเดินทางและการรอพบแพทย์ แล้วยังเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

ถ้าแพทย์แต่ละคนสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนเดียว การผลิตแพทย์แบบนี้จะยิ่งทำให้ขาดแคลนแพทย์ เพิ่มขึ้นๆ อย่างรวดเร็ว และผู้ป่วยจะต้องเสียเงิน เสียเวลา และเจ็บตัว (เกิดภาวะแทรกซ้อน) เพิ่มขึ้น ตามคำพังเพยว่า “มากหมอมากความ” นั่นเอง

จึงจำเป็นที่จะต้องมีการผลิต “แพทย์-พยาบาลแนวใหม่” ที่สามารถรักษาพยาบาลผู้ป่วยแบบองค์รวม (ซึ่งรวมถึงครอบครัว และชุมชนด้วย) อย่างมีความสุขในท้องถิ่นที่ตนคุ้นเคย และได้รับการคุ้มครองดูแลโดยประชาชนในท้องถิ่นนั้น

วัตถุประสงค์ เพื่อให้

1. ประชาชนในท้องถิ่นที่ต้องการแพทย์และพยาบาล มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการผลิต “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” เพื่อให้ได้แพทย์และพยาบาลแบบที่ตนต้องการ

2. “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” สามารถปฏิบัติงานในท้องถิ่นที่ขาดแคลนได้อย่างมีความสุขและความผูกพันกับท้องถิ่นที่ตนปฏิบัติงานอยู่

3. การผลิต “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” เป็นต้นแบบสำหรับการปฏิรูประบบการศึกษาอื่นๆ ให้ผลผลิตของระบบการศึกษามีความสุขและความผูกพันกับท้องถิ่นและสังคม มีความใฝ่รู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่อง และสามารถประยุกต์วิทยาการต่างๆ มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลสำหรับท้องถิ่นและสังคมของตนแม้จะมี ทรัพยากรต่างๆอย่างจำกัดได้

ปัจจัยที่จะนำไปสู่การริเริ่มการผลิตแพทย์และพยาบาลแนวใหม่

1. การรณรงค์ให้ประชาชนได้ตระหนักว่า การขาดแคลนแพทย์และพยาบาลในท้องถิ่นของตน ไม่ได้เป็นความผิดของตน และไม่ได้เป็น “กรรมเก่า” ของตนที่ตนต้องเกิดมาในท้องถิ่นนั้นๆ แต่เป็นเพราะนโยบายของผู้บริหารประเทศและผู้บริหารระบบการเรียนการสอนแพทย์ และพยาบาล ที่ทำให้แพทย์และพยาบาลที่ผลิตได้เกือบทั้งหมดไม่อาจปฏิบัติงานในท้องถิ่น ที่ไม่คุ้นเคยได้อย่างมีความสุข และการรวมศูนย์การผลิตแพทย์และพยาบาลไว้ในกรุงเทพมหานคร และในเมืองใหญ่ๆ ตลอดจนหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ถูกต้อง ที่มุ่งเน้นด้านธุรกิจ/การพาณิชย์และการเชี่ยวชาญเฉพาะอวัยวะหรือระบบ มากกว่าการดูแลผู้ป่วยและประชาชนแบบองค์รวม เป็นต้น

2. ประชาชนที่ต้องการแพทย์และพยาบาล จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันตัวแทนของตน เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สมาชิกสภาส่วนท้องถิ่นต่างๆ รัฐบาล ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ให้ตระหนักว่า ตนต้องการแพทย์และพยาบาล ที่สามารถดูแลตนแบบองค์รวมได้ในท้องถิ่นของตนอย่างมีความสุข และไม่ต้องการแพทย์และพยาบาลที่ถูกบีบบังคับให้ออกไป (ใช้ทุน) ดูแลตนอย่างไม่มีความสุข ซึ่งอยู่ได้ไม่นานก็จากไป และต้องมาเริ่มต้นกันใหม่

3. หากมีการต่อต้าน/คัดค้านการผลิต “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” โดยแพทยสภา สภาพยาบาล และ/หรือสถาบันการศึกษาปัจจุบัน รัฐบาลและรัฐสภาควรจะพิจารณาตราพระราชบัญญัติการศึกษาวิชาชีพแนวใหม่ เป็นทางเลือกต่างหากจากหลักสูตรการศึกษาในปัจจุบัน โดยใช้โครงการการผลิต “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” เป็นโครงการนำร่อง เพื่อเป็นต้นแบบสำหรับการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาในวิชาชีพอื่นๆต่อไป ในทำนองเดียวกันกับพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ทำให้ประชาชนกว่า 40 ล้านคนมีโอกาสได้รับการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน

หลักสูตรแพทย์-พยาบาลแนวใหม่

1. หลักการ

1.1 ประชาชนมีส่วนร่วม

1.2 การคัดเลือกและการเรียนการฝึก ดำเนินการในท้องถิ่น

1.3 การเรียนส่วนใหญ่เป็น การเรียนโดยปฏิบัติ (สิกขา หรือ on-the-job training) ร่วมกับครูผู้สอน/ผู้ฝึก และเป็นการเรียนด้วยตนเอง โดยค้นคว้าจากตำรา หนังสือ และ/หรืออินเตอร์เน็ต ตามปัญหาที่ตนสนใจหรือพบเห็นจากผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม แล้วนำมาเสวนาร่วมกับครูและผู้เรียนอื่นๆ

1.4 ห้องเรียน คือ ท้องถิ่น ชุมชน และสังคมที่ตนเกี่ยวข้อง รวมทั้งสถานพยาบาลในระดับต่างๆ รวมทั้งสถานพยาบาลพื้นบ้าน

1.5 การได้รับค่าครองชีพ ค่าเล่าเรียน และผลตอบแทนการปฏิบัติงานในขณะเล่าเรียน ตามความรู้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ “บันไดวิชาชีพ” เช่น จากผู้ต้อนรับผู้ป่วยและญาติ เป็นผู้ช่วยดูแลผู้ป่วยและญาติ เป็นผู้ช่วยพยาบาล เป็นพยาบาล เป็นพยาบาลเวชปฏิบัติ เป็นแพทย์ โดยการเลื่อนลำดับแต่ละขั้นขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ (ไม่ขึ้นกับกำหนดเวลาตายตัว ผิดกับการเรียนทั่วไป ที่ใช้จำนวนเดือนจำนวนปี เป็นตัวกำหนดหลักสูตร)

2. ผู้มีสิทธิเรียน

ผู้มีสิทธิเข้าเรียนหลักสูตรแพทย์-พยาบาลแนวใหม่ คือ ประชาชนในท้องถิ่นที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี จบมัธยมศึกษา มีความรักในงานดูแลผู้ป่วย และได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการในท้องถิ่น

3. การคัดเลือกผู้มีสิทธิเรียน

ผู้ที่รักงานดูแลผู้ป่วยและสนใจที่จะเรียนหลักสูตรแพทย์และพยาบาลแนว ใหม่ ให้แจ้งพ่อแม่/ผู้ปกครอง ซึ่งจะแจ้งต่อไปยังคณะกรรมการท้องถิ่นสำหรับหลักสูตรแพทย์และพยาบาลแนวใหม่ (คณะกรรมการฯ)

คณะกรรมการฯ ควรประกอบด้วย ผู้นำชาวบ้าน (พระ ครู ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบล และอื่นๆ ที่ชาวบ้านศรัทธา) ร่วมกับแพทย์และพยาบาลในสถานพยาบาลในท้องถิ่นนั้น ที่คิดว่าตนจะสามารถดูแลสั่งสอน “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” ได้ เป็นต้น

คณะกรรมการฯ จะคัดเลือกและจัดให้ผู้สมัครเหล่านั้น ได้ลองไปฝึกปฏิบัติงานต้อนรับผู้ป่วยและญาติตามสถานพยาบาลในท้องถิ่นของตนใน ช่วงที่ผู้สมัครว่าง เช่น ในวันหยุดราชการ ในช่วงปิดภาคเรียนเป็นต้น เป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน (ไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน) โดย พ่อแม่/ผู้ปกครอง/คณะกรรมการฯ สนับสนุนค่าเดินทางและค่าอาหารให้แก่ผู้สมัคร

หลังเสร็จสิ้นการลองปฏิบัติงานต้อนรับผู้ป่วย และผู้ป่วยจบมัธยมศึกษาแล้ว คณะกรรมการฯ จะร่วมประชุมกันคัดเลือกผู้สมัครให้เหลือเพียงจำนวนหนึ่ง (2-5 คน) ขึ้นอยู่กับความสามารถของแพทย์และพยาบาลในสถานพยาบาลในท้องถิ่นนั้นที่จะรับ ดูแลและสั่งสอนผู้เรียนเหล่านั้นได้ และขึ้นกับพ่อแม่/ผู้ปกครอง และคณะกรรมการฯ ที่จะสามารถหาทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียน และการดำรงอยู่ของผู้เรียนในขณะเล่าเรียน

4. สถานที่เรียนและปฏิบัติงาน

4.1 สถานพยาบาลระดับต่างๆ ในท้องถิ่น โดยเฉพาะสถานีอนามัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (ตำบล) โรงพยาบาลชุมชน (อำเภอ) และโรงพยาบาลทั่วไป (จังหวัด) ที่มีแพทย์และพยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขอื่นๆ ที่เต็มใจและยินดีจะดูแลและฝึกอบรม “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่”

4.2 หน่วยรักษาพยาบาลพื้นบ้าน เช่น ในวัด บ้าน/สำนักงานของหมอพื้นบ้าน เป็นต้น

4.3 บ้านของผู้ป่วย และสถานสงเคราะห์ต่างๆ สำหรับเด็ก คนชรา คนพิการ และผู้ป่วยเรื้อรัง เป็นต้น

4.4 สถานพยาบาลในระดับอื่นๆ เพื่อให้นักเรียนได้ดูงานตามความเหมาะสม

5. การเรียนและการประเมิน

หลังได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้เรียน (นักสิกขา หรือ ผู้ปฏิบัติ) แล้ว

5.1 ในระยะแรก นักสิกขาจะได้รับมอบหมายให้ฝึกปฏิบัติหน้าที่ต้อนรับผู้ป่วยในสถานพยาบาลที่ ใกล้บ้านของตน เช่น การแนะนำตนเองต่อผู้ป่วยและญาติ การทำบัตรผู้ป่วยให้ การนำผู้ป่วย/ญาติไปนั่งพัก/รอในสถานที่ที่เหมาะสม การนำผู้ป่วย/ญาติไปห้องสุขาหรือที่อื่นในสถานพยาบาลที่ผู้ป่วย/ญาติสามารถ เข้าไปได้ การพูดคุยกับผู้ป่วย/ญาติ เพื่อให้คลายเครียดคลายกังวลขณะรอพบแพทย์และพยาบาล เป็นต้น

ในช่วงเวลาที่ว่างจากการต้อนรับผู้ป่วย นักสิกขาจะต้องจดบันทึกสิ่งที่ตนได้ปฏิบัติ และวิเคราะห์ว่าตนได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการได้ต้อนรับผู้ป่วย/ญาติแต่ละคน มีจุดแข็ง-จุดอ่อนอะไรบ้างที่ตนคิดได้ และควรจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร เมื่อครูผู้ดูแลว่างในช่วงบ่าย/เย็นพร้อมกันแล้ว จะได้นำสิ่งที่ตนบันทึกไว้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูและนักสิกขาคนอื่น (ถ้ามีนักสิกขาในสถานพยาบาลนั้นเกิน 1 คน) แล้วครูจะมอบหมายให้นักสิกขาไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมในปัญหา/หัวข้อที่ได้ จากการเสวนา โดยศึกษาจากตำรา หนังสือ และ/หรืออินเตอร์เน็ต เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันใหม่ในเย็นวันรุ่งขึ้น

หลังฝึกปฏิบัติงานเช่นนี้ประมาณ 1-2 เดือน ครูผู้ดูแลอาจจะประเมินได้ว่า นักสิกขาที่ตนดูแลอยู่มีความรู้ความสามารถและเจตคติที่จะไต่อันดับสู่ระยะ ที่สองได้หรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจหรือคิดว่านักสิกขาคนนั้นอาจจะปรับตน/ปฏิบัติตนได้ดีกว่าในสถาน พยาบาลอื่น ก็อาจพิจารณาส่งไปฝึกปฏิบัติในสถานพยาบาลอีกแห่งหนึ่ง หากครูผู้ดูแลทั้ง 2 แห่ง หรือ 3 แห่ง เห็นพ้องต้องกันว่า นักสิกขาผู้นั้นไม่มีเจตคติที่ดีพอสำหรับการดูแลผู้ป่วย และ/หรือ ไม่สามารถเรียนรู้และปฏิบัติการต้อนรับผู้ป่วยได้ดีพอหลังจากฝึกปฏิบัติมา 4-6 เดือนแล้ว ก็อาจพิจารณาให้พ้นจากการเป็นนักสิกขาได้

สำหรับผู้ที่มีเจตคติดี มีความใฝ่รู้ และสามารถเรียนรู้ได้ดี และมีทักษะในการต้อนรับผู้ป่วยเป็นอย่างดี ก็จะได้รับการเลื่อนอันดับให้ขึ้นสิกขาในระยะที่สอง

5.2 ในระยะที่สอง นักสิกขาจะได้ปฏิบัติในการช่วยดูแลผู้ป่วยที่นอนรักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาล เช่น การทำ/ป้อนอาหาร การดูแลความสะอาดเตียงและร่างกายผู้ป่วย การพูดคุย การช่วยเคลื่อนไหวร่างกายและส่วนต่างๆ ให้แก่ผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต การบีบนวดแบบเบาๆ การวัดไข้ การหายใจ ชีพจร และความดันเลือด การตวงวัดปริมาณน้ำดื่มและปัสสาวะของผู้ป่วยในแต่ละช่วงเวลา การระวังการติดเชื้อและการแพร่เชื้อ เป็นต้น

เช่นเดียวกับระยะแรก นักสิกขาจะต้องบันทึกสิ่งที่ตนปฏิบัติ และวิเคราะห์ประโยชน์ จุดแข็ง-จุดอ่อนในการปฏิบัติของตนสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้ดูแลและนักสิกขาอื่นในช่วงเวลาที่ว่าง พร้อมกัน แล้วครูผู้ดูแลจะมอบหมายให้นักสิกขาไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติมจากตำรา หนังสือ และ/หรืออินเตอร์เน็ต เช่น ไข้เกิดจากอะไร การหายใจเกิดจากอะไร ชีพจรเกิดจากอะไร ความดันเลือดเกิดจากอะไร แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในวันต่อไป เป็นต้น

ในระยะที่สองนี้ นักสิกขาจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตผู้ป่วยอย่างละเอียดจากการพูดคุยกับผู้ป่วย สาเหตุของการป่วยที่ผู้ป่วยเข้าใจ (ซึ่งอาจไม่ถูกต้อง แต่จะได้รับการชี้แจงจากครูผู้ดูแลในระหว่างการเสวนา) กายวิภาคและสรีรวิทยาเบื้องต้นของอวัยวะต่างๆ วิธีการดูแลผู้ป่วยทั่วไปให้เหมาะสมกับสภาพครอบครัว เศรษฐฐานะ และสิ่งแวดล้อม การปฐมพยาบาล เป็นต้น และเรียนรู้ที่จะทำงานวิจัย เช่น ประชาชนในชุมชนของตนมีปัญหาอะไรบ้าง สาเหตุของปัญหา สาเหตุของการเจ็บป่วย เป็นต้น

หลังฝึกปฏิบัติเช่นนี้ประมาณ 2-4 เดือน ครูผู้ดูแลจากสถานพยาบาล 2-3 แห่ง อาจจะประเมินได้ว่า นักสิกขามีเจตคติและความรู้ความสามารถที่จะไต่อันดับสู่ระยะที่สามได้หรือ ไม่

ถ้าไม่ได้ ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยดูแลผู้ป่วยต่อไป จนกว่าจะผ่านการประเมินให้ขึ้นสู่ระยะที่สามได้ การฝึกปฏิบัติในฐานะนักสิกขา จะได้รับเงินอุดหนุนจากคณะกรรมการฯ และสถานพยาบาลที่ได้ประโยชน์จากแรงงานของนักสิกขานั้น ยกเว้นในกรณีที่ครูผู้ดูแลเห็นว่า นักสิกขาผู้นั้นกระทำในสิ่งที่ผิดจริยธรรม และ/หรือ กฎระเบียบอย่างรุนแรง ก็อาจพิจารณาให้พ้นจากสภาพนักสิกขาได้

5.3 ในระยะที่สาม นักสิกขาจะได้ฝึกปฏิบัติเป็นผู้ช่วยพยาบาล เช่น การทำ/ให้อาหารทางท่อจมูก-กระเพาะ การใส่ท่อจมูก-กระเพาะ การสวนปัสสาวะ/อุจจาระ การทำแผล การให้ออกซิเจน การดูแลผู้ป่วยในรายละเอียดที่สูงขึ้นกว่าในระยะที่สอง เป็นต้น

เช่นเดียวกับระยะก่อนๆ นักสิกขาจะต้องบันทึกสิ่งที่ตนได้ปฏิบัติ และวิเคราะห์ประโยชน์ จุดแข็ง-จุดอ่อนในการปฏิบัติของตนสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้ดูแลและนักสิกขาอื่นในช่วงที่ว่างพร้อมกัน ฯลฯ

ในระยะที่สามนี้ นักสิกขาจะได้เรียนรู้กายวิภาค และสรีรวิทยาของคนเพิ่มขึ้น ได้เรียนรู้พยาธิวิทยาและโรคง่ายๆ ที่พบบ่อย พร้อมกับการดูแลผู้ป่วยในโรคต่างๆ การปฐมพยาบาลในระดับที่สูงขึ้นรวมทั้งการคลอดฉุกเฉิน การกู้ชีพขั้นต้น การติดตามครูผู้ดูแลออกไปดูผู้ป่วยที่บ้าน และจุดเกิดเหตุ การป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น และการทำงานวิจัยเกี่ยวกับการเจ็บป่วย หรืออื่นๆ

หลังฝึกปฏิบัติงานเช่นนี้ประมาณ 4-6 เดือน ครูผู้ดูแลจากสถานพยาบาล 2-3 แห่ง อาจจะประเมินได้ว่า นักสิกขามีเจตคติและความรู้ความสามารถที่จะไต่อันดับสู่ระยะที่สี่ได้หรือ ไม่

ถ้าไม่ได้ ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลต่อไป จนกว่าจะผ่านการประเมินให้ขึ้นสู่ระยะที่สี่ได้ โดยจะได้รับเงินอุดหนุนในการปฏิบัติงานสูงขึ้นกว่าระดับก่อน

5.4 ในระยะที่สี่ นักสิกขาจะได้ฝึกปฏิบัติเป็นพยาบาล ตามกำหนดหน้าที่ของพยาบาลวิชาชีพทั่วไป โดยเริ่มจากงานพยาบาลง่ายๆ ก่อน และค่อยๆ ให้ยากขึ้นๆ ตามลำดับ

เช่นเดียวกับระยะก่อนๆ นักสิกขาจะต้องบันทึกสิ่งที่ตนได้ปฏิบัติ และวิเคราะห์ประโยชน์ จุดแข็ง-จุดอ่อนในการปฏิบัติของตน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้ดูแลและนักสิกขาอื่นในช่วงที่ว่างพร้อมกัน ฯลฯ

ในระยะที่สี่นี้ นักสิกขาจะได้เรียนรู้กายวิภาคและสรีรวิทยาของคนเพิ่มขึ้น ได้เรียนรู้พยาธิวิทยาและโรคต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งการดูแลรักษาผู้ป่วยในระยะต่างๆ ที่พบบ่อยในท้องถิ่น การปฐมพยาบาลในระดับสูง การคลอดทารกท่าก้นหรือท่าผิดปกติอื่นที่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้โดยไม่ต้อง ผ่าคลอด การกู้ชีพขั้นสูง การให้ยา การฉีดยา การใช้อุปกรณ์และเวชภัณฑ์ต่างๆ ทางการรักษาพยาบาล การบริหารจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล การแนะนำ การฝึกอบรมและการรณรงค์ให้ผู้ป่วยและประชาชนรู้จักวิธีป้องกันโรคและส่ง เสริมสุขภาพ การดูแลผู้ป่วยแบบพื้นบ้าน เป็นต้น และการทำงานวิจัยในระดับที่สูงขึ้น หรือการสร้างนวัตกรรมในการดูแลผู้ป่วย เป็นต้น

หลังฝึกปฏิบัติงานเช่นนี้ประมาณ 2-3 ปี ครูผู้ดูแลจากสถานพยาบาล 3-4 แห่ง อาจจะประเมินได้ว่า นักสิกขามีเจตคติและความรู้ความสามารถที่จะไต่อันดับสู่ระยะที่ห้าได้หรือ ไม่

ถ้าไม่ได้ ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพยาบาลต่อไป จนกว่าจะผ่านการประเมินให้ขึ้นสู่ระยะที่ห้าได้ โดยจะได้รับเงินอุดหนุนในการปฏิบัติงานสูงขึ้นกว่าระดับก่อน

5.5 ในระยะที่ห้า นักสิกขาจะได้ฝึกปฏิบัติเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติ ตามกำหนดหน้าที่ของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป โดยเริ่มจากงานดูแลรักษาโรคง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ให้ยากขึ้นๆ ตามลำดับ

เช่นเดียวกับระยะก่อนๆ นักสิกขาจะต้องบันทึกสิ่งที่ตนได้ปฏิบัติ และวิเคราะห์ประโยชน์ จุดแข็ง-จุดอ่อนในการปฏิบัติของตน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้ดูแลและนักสิกขาอื่นในช่วงที่ว่างพร้อมกัน ฯลฯ

ในระยะที่ห้านี้ นักสิกขาจะได้เรียนรู้โรคต่างๆ เพิ่มขึ้น รวมทั้งการดูแลรักษาโรคเหล่านั้น การเย็บแผล การผ่าฝี การถอดเล็บ การเข้าเฝือก และหัตถการอื่นๆ ที่ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ และสามารถทำแทนแพทย์ได้ เมื่อแพทย์ไม่อยู่ และผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินหรือจำเป็นต้องได้รับการทำหัตถการนั้น การเรียนรู้การแพทย์พื้นบ้าน (การนวด สมุนไพร) ฯลฯ และการทำงานวิจัยหรือการสร้างนวัตกรรมในการรักษาพยาบาล เป็นต้น

หลังฝึกปฏิบัติงานเช่นนี้ประมาณ 4-12 เดือน ครูผู้ดูแลจากสถานพยาบาลประมาณ 3-4 แห่ง อาจจะประเมินได้ว่า นักสิกขามีเจตคติและความรู้ความสามารถที่จะไต่อันดับสู่ระยะที่หกได้หรือไม่

ถ้าไม่ได้ ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพยาบาลเวชปฏิบัติต่อไป จนกว่าจะผ่านการประเมินให้ขึ้นสู่ระยะที่หกได้ โดยจะได้รับเงินอุดหนุนการปฏิบัติงานสูงขึ้นกว่าระดับก่อน

อนึ่ง นักสิกขาในระดับนี้ อาจจะต่อยอดเป็นพยาบาลเวชปฏิบัติฉุกเฉิน พยาบาลดมยา พยาบาลผ่าตัด และอื่นๆ ตามความชอบของตน และตามความต้องการของท้องถิ่นได้

5.6 ในระยะที่หก นักสิกขาจะได้ฝึกปฏิบัติเป็นแพทย์ ตามกำหนดหน้าที่ของแพทย์ทั่วไป โดยเริ่มจากงานดูแลรักษาและผ่าตัดโรคง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ให้ยากขึ้นๆ ตามลำดับ

เช่นเดียวกับระยะก่อนๆ นักสิกขาจะต้องบันทึกสิ่งที่ตนได้ปฏิบัติ และวิเคราะห์ประโยชน์ จุดแข็ง-จุดอ่อนในการปฏิบัติของตน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูผู้ดูแลและนักสิกขาอื่นในช่วงที่ว่างพร้อมกัน ฯลฯ

ในระยะที่หกนี้ นักสิกขาจะได้เรียนรู้รายละเอียดของโรคต่างๆ รวมทั้งวิธีการรักษาเพิ่มขึ้น การผ่าตัดทั่วไป การบริหารจัดการและการประสานงาน การแนะนำ การฝึกอบรม และการรณรงค์เกี่ยวกับการป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพ การออกหน่วยเคลื่อนที่ไปช่วยเหลือผู้ป่วยและประชาชนในถิ่นทุรกันดาร การเรียนรู้การแพทย์พื้นบ้าน (การนวด สมุนไพร) ฯลฯ และการวิจัยหรือการสร้างนวัตกรรม เป็นต้น

หลังจากฝึกปฏิบัติงานเช่นนี้ประมาณ 2-3 ปี ครูผู้ดูแลจากสถานพยาบาล 3-4 แห่ง อาจจะประเมินได้ว่า นักสิกขามีเจตคติและความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะจบออกไปเป็นแพทย์ได้หรือ ไม่

ถ้าไม่ได้ ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพยาบาลเวชปฏิบัติต่อไป หรือถ้ามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นแพทย์ให้ได้ ก็ให้ฝึกปฏิบัติงานแพทย์ต่อจนกว่าจะสามารถผ่านการประเมินได้

สำหรับผู้ที่จบเป็นแพทย์แล้ว อาจไปต่อยอดเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ต่อไปได้ ตามความชอบของตนและตามความต้องการของท้องถิ่น

หมายเหตุ : ถ้าแพทยสภา และสภาพยาบาล ยินยอมให้ “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” เข้าสอบเพื่อเอาใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา และใบประกอบวิชาชีพพยาบาลจากสภาพยาบาลได้ “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” ย่อมยินดีที่จะเข้าสอบตามที่แพทยสภาและสภาพยาบาลใช้สอบแพทย์และพยาบาลตาม หลักสูตรเดิม เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์และเครือข่ายการส่งต่อผู้ป่วยที่เป็นประโยชน์แก่ ผู้ป่วยมากขึ้น

แต่ถ้าแพทยสภาและสภาพยาบาล ไม่ยินยอม รัฐบาลและรัฐสภาก็จำเป็นจะต้องออกกฎหมายรับรองวิชาชีพ “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นที่ขาดแคลนแพทย์และพยาบาล สามารถมีแพทย์และพยาบาลที่สมบูรณ์แบบ เพื่อดูแลรักษาประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้น

ประโยชน์ที่จะได้รับ

1. ประชาชนในท้องถิ่นที่ขาดแคลนแพทย์และพยาบาล จะมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการผลิตแพทย์และพยาบาลตามความต้องการของตน

2. จำนวนแพทย์และพยาบาลในท้องถิ่นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยรัฐบาล (ส่วนกลาง) จะเสียค่าใช้จ่ายในการผลิตน้อยมาก (น้อยกว่าการผลิตแบบปัจจุบันหลายสิบเท่า) เพราะใช้ทรัพยากรตามที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

3. ชนิดของแพทย์และพยาบาลที่ผลิตได้ จะเป็น “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” ที่สามารถรักษาผู้ป่วยและประชาชนแบบองค์รวม และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุข เพราะมีความผูกพันและได้รับการอุ้มชูดูแลจากประชาชนในท้องถิ่นนั้น

4. การเรียนด้วยการฝึกปฏิบัติและการเรียนเอง จะทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการดูแลผู้ป่วย และมีความสามารถในการเรียนรู้และการใฝ่รู้ที่จะเรียนเองได้จากผู้ป่วย ครอบครัว ชุมชน ตำรา หนังสือ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

5. ผู้เรียนได้รับการอุดหนุนค่าเล่าเรียน ค่าดำรงชีวิตจากการปฏิบัติงานไปพร้อมกับการเรียน และการอุ้มชูดูแลอื่นๆ จากประชาชนในท้องถิ่น ร่วมกับการมี “บันไดวิชาชีพ” เพื่อความก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ ตามศักยภาพของตนได้

6. การผลิต “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” จะเป็นต้นแบบสำหรับการปฏิรูปการศึกษาในสาขาวิชาชีพอื่นๆ ได้ และเป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นในการบริหารจัดการการศึกษาให้เหมาะสมกับ ความต้องการของท้องถิ่น

7. ความรักและความผูกพันระหว่าง “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” กับประชาชนในท้องถิ่นที่อุ้มชูดูแลตนมาโดยตลอด จะลดความขัดแย้งระหว่าง แพทย์-พยาบาล กับ ผู้ป่วยและครอบครัวลงได้อย่างมาก และทำให้เกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของแพทย์และพยาบาลดีขึ้น

8. “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” จะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูวัฒนธรรมไทยแต่ดั้งเดิม แห่งการพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดูแลกันเองได้ และมีน้ำใจไมตรีต่อกัน จะได้บรรเทาลัทธิ “ตัวใครตัวมัน” และ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ของวัฒนธรรมตะวันตกและ “คนกรุงคนเมือง” ลงได้ไม่มากก็น้อยในอนาคต

สรุป

ประชาชนในท้องถิ่นที่ขาดแคลนแพทย์และพยาบาล ผู้สามารถดูแลรักษาตนทั้งจิตใจและร่างกายทุกส่วนทุกระบบแบบองค์รวม ต้องร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันรัฐบาลและผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เร่งอนุมัติการผลิต “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบันและความร่วมแรงร่วมใจของประชาชนผู้มี ความต้องการเช่นนั้น ซึ่งอาจจะต้องการพระราชบัญญัติใหม่เพื่อลดแรงต่อต้านจากแพทยสภา สภาพยาบาล และสถาบันการศึกษาต่างๆ และเอื้ออำนวยให้ “แพทย์และพยาบาลแนวใหม่” เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้การดูแลรักษา “คน” และ “สุขภาพ” ของประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกันได้ในอนาคตอันใกล้.

โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง หลักและอุดมการณ์ในร่างแก้ไข ม.112 ของนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: อธิบายหลักและอุดมการณ์ในร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์

ประเด็นปัญหาของกฎหมายอาญามาตรา 112 สองประการสำคัญที่สุดคือ

1. การตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในการปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

2. ความไม่ได้สัดส่วนกันระหว่างบทลงโทษและฐานการกระทำผิด

ประการแรก การตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองในการปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น

ไม่เพียงปรากฏว่ามีการใช้ข้อกล่าวหานี้ในการเล่นงานคู่แข่งทางการเมืองใน หมู่นักการเมืองเท่านั้น ในหมู่ประชาชนทั่วไปที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันทางการเมือง ก็มีการใช้กฎหมายดังกล่าวมาร้องทุกข์กล่าวโทษกันด้วยเช่นกัน ดังกรณี I pad ผู้นิยมกลุ่มพันธมิตร แจ้งความ สุรพศ ทวีศักดิ์ นักเขียน-อาจารย์มหาวิทยาลัย ซึ่งอภิปรายแสดงความคิดเห็นท้ายบทความ จะจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ในสังคม-การเมืองไทยอย่างไร? ในเว็บไซต์ประชาไท เป็นต้น

แม้ว่าจะมีการพยายามปฏิเสธจากฝ่ายต่าง ๆ เช่น นักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยืนกรานว่าไม่มีการใช้กฎหมายดังกล่าวมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ก็ดูเป็นเพียงการพยายามแก้ตัวมากกว่า เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคหนึ่งที่หยิบยกเรื่องสถาบันกษัตริย์มาโจม ตีคู่แข่งทางการเมืองบ่อยครั้งที่สุด กรณี “ผังล้มเจ้า” ของ ศอฉ. ซึ่งมีนักการเมืองจากพรรคประชาธิปัตย์ 2 คน คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด ก็ปรากฏคำให้การในชั้นศาลของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในเวลาต่อมาว่า ขบวนการล้มเจ้าเป็นเพียงการขยายความไปเองของสื่อมวลชน ทั้งที่ในระหว่างที่นำเสนอนั้น ฝ่ายรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และ ศอฉ. ประโคมข่าวเรื่องดังกล่าวไปทั่ว และพยายามโน้มน้าวสาธารณชนให้เชื่อว่ามีขบวนการดังกล่าวอยู่จริง

การที่พรรคการเมืองทุกพรรคต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องงดเว้นการนำเรื่อง สถาบันกษัตริย์มาใช้ในการหาเสียง และ กกต.มีมติออกมาเป็นข้อควรปฏิบัติ ย่อมสะท้อนให้เห็นอย่างบ่ายเบี่ยงไม่พ้นว่า ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงเวลาหลายปีมานี้ มีการนำสถาบันกษัตริย์เข้ามาพัวพันกับการเมืองจนแยกไม่ออกจากความขัดแย้ง ซึ่งหากจะยกกรณีตัวอย่างก็คงทำได้ยาวยืด อีกทั้งยังมีการใช้ข้อกล่าวหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือทางการ เมือง ในการโจมตี และแจ้งความดำเนินคดีกัน จนสถิติคดีความความผิดเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 ไต่ขึ้นสูงตามลำดับ และขึ้นไปในจุดสูงสุด คือ เกือบ 500 คดี ในปี 2553 ที่มีการล้อมปราบคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ กระทั่งมีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ประการที่สอง เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ที่ผ่านมา การตัดสินลงโทษผู้ถูกกล่าวหาตามความผิดในกฎหมายนี้ มีคำตัดสินจำคุกตั้งแต่ 2 ปี 6 เดือน ไปจนถึง 20 ปี

เมื่อพิจารณาจากฐานของการกระทำผิด ซึ่งเป็นการกระทำผิดโดยวาจา โดยการแสดงออกผ่านการพูด การเขียน การแปลหนังสือ หรือแม้กระทั่งการพิมพ์ข้อความทีเล่นทีจริงของเด็กวัยรุ่นในอินเตอร์เน็ต

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ขัดกับทั้งหลักการและอุดมการณ์ของระบอบ ประชาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังขัดกับหลักกฎหมายที่การกระทำผิดและการลงโทษ ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสม สัมพันธ์ และได้สัดส่วนกัน

การลงโทษประชาชนอย่างรุนแรงในโทษฐานความผิดจากการแสดงออกทางวาจา หรือทางตัวหนังสือ อย่างไม่ได้สัดส่วนนี้ ก่อให้เกิดวิกฤตอันรุนแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น และสะท้อนให้เห็นปัญหาที่อยู่ลึกลงไปกว่าบทกฎหมาย นั่นคืออุดมการณ์ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังกฎหมาย และคอยขับเคลื่อนความรู้สึกนึกคิดของผู้คนและเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ต้องดำเนินคดีจนมีผลปรากฏออกมาดังที่เห็น ทั้งที่กรณีจำนวนมากหรือเกือบทั้งหมด ไม่สมเหตุสมผล ไม่ว่าจะมองจากหลักกฎหมาย หรือจากสามัญสำนึกความรู้สึกธรรมดาทั่วไปก็ตาม

ในท่ามกลางปัญหาที่ทวีความรุนแรงและไร้ความเป็นธรรมขึ้นทุกวัน มีข้อเสนอต่าง ๆ จากหลายฝ่าย เช่น ข้อเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปเลย ข้อเสนอแก้ไขในสองประเด็นของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อ การปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และข้อเสนอ ร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งประกอบด้วย 7 ประเด็นสำคัญ โดย ร่างแก้ไขของนิติราษฎร์นี้ จะมีการอภิปรายและเชิญชวนประชาชนให้ลงรายชื่อยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎร์ ให้พิจารณาแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ซึ่งจะดำเนินการโดย คณะรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 (ครก. 112)

ในบทความนี้ ผมจะกล่าวเฉพาะร่างแก้ไขของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ผมเห็นด้วยที่สุด

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ประกอบด้วย 7 ประเด็น ผมจะไม่นำข้อเสนอมากล่าวซ้ำทั้งหมด สามารถดูตัวร่างแก้ไขพร้อมทั้งหลักการและเหตุผลได้ที่เว็บไซต์ของคณะนิติราษฎร์ ทั้ง 7 ประเด็นในร่างแก้ไขของคณะนิติราษฎร์นี้ สามารถสรุปรวบเป็น 4 ประเด็นสำคัญ ซึ่งจะเป็นการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้สอดคล้องกับหลักการและอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่เพียงแต่ตัวบทกฎหมาย แต่ยังเป็นการกำหนดแนวทางในการทำความเข้าใจ แนวทางในการตีความ และแนวทางในการดำเนินคดี เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ซึ่งต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค

ประเด็นแรก แยกแยะฐานการกระทำผิดให้ถูกต้องเหมาะสม ไม่ให้บิดเบือน ขยายความเกินกว่าเหตุ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ประเด็นนี้ก็คือการย้ายหมวดของบทบัญญัติการกระทำผิดให้ออกจากหมวด “ความมั่นคง” และนำไปบัญญัติใหม่ในหมวดที่ว่าด้วย เกียรติยศ ชื่อเสียงของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งก็ประกอบไปด้วย กษัตริย์ ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในทางปฏิบัติก็ต้องยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในหมวดความมั่นคงเดิม และบัญญัติขึ้นในหมวดใหม่ ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับ ชื่อเสียง เกียรติยศของ กษัตริย์ ราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

การย้ายหมวดดังกล่าวจะช่วยไม่ให้ทั้งผู้กล่าวโทษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ศาล และประชาชน เข้าใจผิด และขยายการตีความความผิดไปจนเกินกว่าเหตุ ลากโยงการดูหมิ่น หมิ่นประมาท ไปสู่การสั่นคลอนการดำรงอยู่ของรัฐ ลำพังการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย นั้น ไม่สามารถสั่นคลอนการดำรงอยู่ของรัฐได้ ไม่มีผลต่อความมั่นคง การตีความให้ไปเกี่ยวกับความมั่นคงเป็นแนวคิดที่มองเห็นรัฐเปราะบางและ อ่อนแออย่างไร้เหตุผล เพียงแค่มีการหมิ่นประมาทสถาบันกษัตริย์เกิดขึ้นก็กลายเป็นรัฐที่ไม่มั่นคง ได้ ซึ่งไม่เป็นความจริง และไม่มีเหตุผล แนวการตีความดังกล่าวนอกจากจะไร้เหตุผลแล้ว ยังผิดเพี้ยน บิดเบี้ยว และเป็นที่หัวเราะเยาะของนานาประเทศ คงไม่มีประเทศใด รัฐใดในโลกที่จะขาดความมั่นคงเพียงเพราะคำพูดหรือตัวหนังสือที่ดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย เพียงแค่นั้น ตรงกันข้าม รัฐที่เอาผิด ลงโทษ การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท อย่างรุนแรงจนเกินกว่าเหตุต่างหาก ที่ดูเป็นรัฐที่อ่อนไหว เปราะบาง อ่อนแอ และสั่นคลอนง่าย

การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท นั้น ไม่สามารถสั่นคลอนการดำรงอยู่ของรัฐได้ หากแต่การเอาผิดลงโทษอย่างรุนแรง และถือเป็นจริงเป็นจังกับการดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นเพียงการกระทำผิดโดยคำพูด โดยวาจา ซึ่งไร้พิษสงใด ๆ ต่างหากที่ทำให้รัฐขาดความมั่นคง ขาดความสุขุมและมั่นใจในตัวเอง กลายเป็นรัฐที่ขี้ตกใจ และเปราะบาง

นอกจากนี้แล้ว การเชื่อมโยงการดูหมิ่น หมิ่นประมาทเข้ากับความมั่นคงยังเอื้อให้มีการนำกฎหมายไปขยายความเล่นงานกัน ทางการเมือง จนส่งผลให้สถาบันกษัตริย์ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง ดังเช่นในกรณี ผังล้มเจ้า เป็นต้น

ประเด็นที่สอง อัตราโทษและตำแหน่งที่ได้รับความคุ้มครอง

อันที่จริงตำแหน่งที่ต้องได้รับความคุ้มครองมีเพียงกษัตริย์เท่านั้น ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์นั้น แท้จริงแล้วก็คือระบอบประชาธิปไตยที่ยอมให้มีกษัตริย์อยู่ต่อไปในทาง สัญลักษณ์และพิธีการในโลกสมัยใหม่ โลกก่อนสมัยใหม่นั้น รัฐส่วนใหญ่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ อำนาจสูงสุดในการปกครองนั้นอยู่ที่กษัตริย์ กล่าวคือ กษัตริย์ถือเป็นองค์อธิปัตย์โดยตัวเอง สมัยดังกล่าวยังไม่มีคำว่า “ประเทศ” ในความหมายปัจจุบัน เพราะตัวกษัตริย์นั่นแหละคือตัว “รัฐ” ร่างกายของกษัตริย์ก็คือ “ประเทศ” ไม่ใช่ผืนดิน ปราสาทราชวัง สิ่งปลูกสร้าง หรือประชากร (สังเกตว่าในพงศาวดารโบราณของไทย หรือจีน เมื่อบ้านเมืองแตกแยกแปรปรวน แบ่งเป็นก๊กต่าง ๆ คนที่อยากครองอำนาจสูงสุดก็ต้องแย่งชิงเอาตัวกษัตริย์มาอยู่กับตนให้ได้ จึงจะมีความชอบธรรมเหนือผู้อื่น) ต่อมาเมื่อเกิดความสำนึกในเรื่อง สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคแล้ว อำนาจอธิปไตยจึงเป็นของปวงชน ไม่ใช่ของกษัตริย์อีกต่อไป แน่นอนว่าอำนาจสูงสุดนั้น สามารถจะอยู่ได้ในนิยามเดียวเท่านั้น ในเมื่ออยู่ในนิยาม “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน” แล้ว ก็ไม่อาจจะอยู่กับกษัตริย์ หรือเป็นตัวกษัตริย์ได้อีกต่อไป กษัตริย์จึงไม่ใช่องค์อธิปัตย์ดังที่เคยเป็นมา หากแต่รัฐที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย (อำนาจเป็นของปวงชน) ที่มีกษัตริย์นั้น ยังคงมีความรู้สึกผูกพันกับกษัตริย์ ยังคงให้เกียรติกษัตริย์ จึงยินยอมให้กษัตริย์ดำรงอยู่ต่อไปในฐานะของสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตย ยินยอมให้เป็นภาพแทนหรือตัวแทนในทางสัญลักษณ์ และพิธีการ แทนปวงชน

รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเองก็บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 3 ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้”

ในทางกฎหมาย กษัตริย์ไทยจึงไม่ได้มีความแตกต่างจากกษัตริย์อื่น ๆ โดยทั่วไปของประเทศประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ คือทรงเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตยแทนปวงชน แต่ไม่ใช่เป็นองค์อธิปัตย์ด้วยตนเองอีกต่อไปเหมือนเช่นในสมัยโบราณ

อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ กษัตริย์ซึ่งเป็นประมุข และถือเป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งอาจจะต้องเป็นประธานในพิธีการ ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในเชิงประเพณีก็ดี ในเชิงวัฒนธรรมก็ดี ก็อาจจะมีเหตุขัดข้องให้ไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ เช่น อาจจะล้มป่วย หรือมีกิจกรรมสำคัญที่ต้องทำในเวลาใกล้เคียงหรือซ้ำซ้อนกัน ดังนั้น ราชินี รัชทายาท (ไม่ได้หมายถึงลูกหลานแต่เป็นตำแหน่งของผู้ที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป) หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ชื่อก็บอกอยู่ในตัวว่าคือผู้ที่มาทำราชการแทนกษัตริย์) ก็สามารถเป็นผู้ทำหน้าที่แทนกษัตริย์ได้ในวาระต่าง ๆ และในระหว่างที่กำลังทำหน้าที่หรือราชการนั้น ๆ ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ที่กำลังทำหน้าที่แทนปวงชน หรือกำลังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตยของปวงชนเช่นเดียวกัน จึงสามารถมีบทบัญญัติให้คุ้มครองได้เช่นเดียวกับกษัตริย์ ให้สังเกตว่า บุคคลทั้งสี่นี้คือ “ตำแหน่ง” ที่อาจจะเป็นบุคคลเดียวกันก็ได้ เช่น อาจมีการแต่งตั้งให้ ราชินี หรือรัชทายาท เป็น “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ด้วยก็ได้ หรือจะแต่งตั้งคนอื่นมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ได้ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ในร่างแก้ไขของนิติราษฎร์นั้น ได้แยกแยะโทษของบุคคลตามตำแหน่งทั้ง 4 โดยให้โทษของกษัตริย์สูงกว่าบุคคลตามตำแหน่งอีก 3 ตำแหน่ง ซึ่งก็เป็นไปตามหลักสากล และเป็นไปตามหลักการและความเป็นมา ดังที่กล่าวมาแล้ว คือ ตำแหน่งของผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชนในเชิงสัญลักษณ์ หรือองค์อธิปัตย์แทนนี้ แท้จริงแล้วก็คือกษัตริย์เพียงพระองค์เดียว

ในส่วนของอัตราโทษได้มีการแก้ไขลดโทษลงให้ได้สัดส่วนกับการกระทำผิด เพิ่มโทษปรับ และไม่ระบุโทษขั้นต่ำ แยกแยะการดูหมิ่น และหมิ่นประมาทให้เกิดความชัดเจน ทั้งนี้เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐ ประชาชน หรือศาลค่อย ๆ เรียนรู้ปรับตัวเพื่อตีความกฎหมายดังกล่าวให้สอดคล้องกับหลักการและ อุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งโดยทั่วไปในทางสากลแล้ว การกล่าวโทษดำเนินคดีหมิ่นประมาทมักไม่ปรากฏ โดยเฉพาะกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว แทบไม่มีการฟ้องร้องกันเลย ไม่ใช่เพราะไม่มีการหมิ่นประมาทกษัตริย์ในต่างประเทศ ไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองกษัตริย์ในต่างประเทศ แต่เป็นเพราะผู้คนในประเทศเสรีส่วนใหญ่ มีความอดทนอดกลั้นสูง เห็นเรื่องการดูหมิ่นล่วงเกินทางวาจาเป็นเรื่องไม่ใหญ่โตหรือสลักสำคัญ แต่คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญและเอาจริงเอาจังกับเรื่องการละเมิดสิทธิ เสรีภาพมากกว่า ที่ต่างประเทศไม่มีปัญหาเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ไม่ใช่เพราะไม่มีการหมิ่น หรือไม่มีกฎหมายหมิ่น กฎหมายนั้นมี แต่เขาไม่ฟ้องกันเองต่างหาก เพราะเขาเห็นว่าเป็นเรื่องเด็ก ๆ ขี้ผง ไม่เกี่ยวกับความมั่นคงอะไร ไม่ควรจะต้องตีโพยตีพายละลายน้ำพริกจิกตีกันไปเปล่าปลี้ไม่มีสาระ

ประเด็นที่สาม เหตุยกเว้นความผิดและเหตุยกเว้นโทษ

ในร่างแก้ไขของคณะนิติราษฎร์ ได้เพิ่มบทบัญญัติของเหตุยกเว้นความผิด และเหตุยกเว้นโทษเข้ามา โดยบทบัญญัติดังกล่าวก็สอดคล้องต้องกันกับบทบัญญัติการกระทำผิดฐานหมิ่น ประมาท ดูหมิ่น บุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นการสมควรและสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่จะบัญญัติขึ้นมา เพราะวิจารณญาณของคนจำนวนมากในปัจจุบัน ยังไม่สามารถแยกแยะการดูหมิ่น หมิ่นประมาท กับการวิจารณ์ออกจากกันได้ ทั้งนี้ เห็นได้จากทั้งฝ่ายวิจารณ์ และฝ่ายที่ไม่ต้องการให้แก้กฎหมาย ก็มักปรากฏความเห็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่สามารถแยกแยะสองเรื่องออกจาก กันได้

แม้ว่าในโลกเสรี การล้อเลียน หรือแสดงความเห็นที่อาจจะคาบลูกคาบดอกระหว่างการดูหมิ่น หมิ่นประมาท กับการวิจารณ์ หรือแม้แต่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นอย่างชัดแจ้ง มักจะไม่ถือสาหาความ หรือไม่ร้องทุกข์กล่าวโทษกัน แต่ในกรณีของไทย ยังมีวัฒนธรรมการตีความในเรื่องนี้ในลักษณะของอำนาจนิยมอยู่สูง ขณะเดียวกัน กฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีอยู่ก็เป็นเสมือสิ่งปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น ตกเป็นเครื่องมือทางการเมือง และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอุดมการประชาธิปไตย ผู้คนที่ถูกปิดกั้นการแสดงออกและแสดงความคิดเห็นยิ่งนานวันเข้า ก็ยิ่งสั่งสมความไม่พอใจ ในขณะเดียวกัน ความขัดแย้งทางการเมืองก็ยังคงดำรงอยู่ และสถาบันกษัตริย์ก็กลายเป็นประเด็นที่พัวพันกันอยู่ในความขัดแย้ง

ในภาวะการณ์เช่นนี้ ที่ต่างฝ่ายต่างหวาดระแวง จึงควรแยกแยะการวิจารณ์และการหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ให้ชัดเจน ผู้ที่หมิ่นประมาท ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้าย ก็ควรถูกลงโทษอย่างสมเหตุสมผล และยุติธรรม ในขณะเดียวกัน ผู้ที่วิจารณ์โดยใช้เหตุผล เพื่อประโยชน์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็ควรได้รับการสนับสนุน เพื่อบังคับความขัดแย้งให้คลี่คลายไปในทิศทางของการสร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเหตุผล และมีความอดทนอดกลั้นต่อกัน

ในอนาคตภายภาคหน้า หากอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้รับการพัฒนา ความขัดแย้งในสังคมคลี่คลาย บัญญัติกฎหมายในร่างแก้ไขของนิติราษฎร์นี้ก็จะเป็นเช่นเดียวกับกฎหมายหมิ่น พระบรมเดชานุภาพในนานาประเทศที่มีกษัตริย์ คือ มีกฎหมายที่สมเหตุสมผลอยู่ แต่ไม่ค่อยมีการฟ้องร้องกล่าวโทษกัน เนื่องจากสังคมมีวุฒิภาวะมากขึ้น

ประเด็นที่สี่ ผู้มีอำนาจกล่าวโทษ

ร่างแก้ไขของคณะนิติราษฎร์ บัญญัติให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับ พระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

บทบัญญัติดังกล่าว จะช่วยแก้ไขปัญหาการนำกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างตรงประเด็น ที่สุด เนื่องจากปัจจุบันที่เป็นอยู่ ใครจะร้องทุกข์กล่าวโทษก็ได้ จะไปแจ้งความที่ไหนก็ได้ ก่อให้เกิดการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ ไม่แต่เพียงในทางการเมือง แต่ยังใช้กลั่นแกล้งกันเนื่องจากความขัดแย้งในทางส่วนตัวด้วย เช่น การกลั่นแกล้งคู่กรณีด้วยการไปแจ้งความที่สถานีตำรวจซึ่งอยู่ห่างจากที่อยู่ อาศัยหลายร้อยกิโลเมตร

สำนักราชเลขาธิการ มีกองนิติการ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหน่วยงานราชการ กินเงินเดือนจากรัฐบาล และเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมาย และดูแลเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์โดยตรง จึงเหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทน เพราะอยู่ใกล้ชิดสถาบันกษัตริย์ ดูแลกิจการเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อยู่แล้ว โดยหน้าที่ของหน่วยงานเหมาะแก่การใช้ดุลยพินิจในเรื่องนี้ที่สุด อีกทั้งในกรณีที่ต้องการสอบถามความเห็นจากพระมหากษัตริย์โดยตรง ก็สามารถทำได้โดยสะดวก

ผู้ที่ไม่เห็นด้วยและคิดว่าจะเป็นการทำให้พระมหากษัตริย์ต้องมาฟ้องร้อง ดำเนินคดีด้วยตนเองนั้น แสดงให้เห็นความไม่เข้าใจในสองส่วน ส่วนแรกคือ ไม่สามารถแยกแยะสถาบันกษัตริย์ ออกจากตัวบุคคลได้ การดำเนินการโดยสำนักราชเลขาธิการ มีความแตกต่างจากการที่กษัตริย์เป็นผู้ดำเนินการเอง สำนักราชเลขาเป็นหน่วยงานที่อาจจะถือว่าเป็นส่วนประกอบหนึ่งของสถาบัน กษัตริย์ แต่ไม่ใช่สถาบันกษัตริย์โดยตัวเอง และยิ่งไม่ใช่องค์กษัตริย์โดยตัวเอง ไม่สามารถเป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยของปวงชนได้ แต่สามารถเป็นบุคคลที่สามในการดำเนินการต่าง ๆ แทนกษัตริย์ได้

ความไม่เข้าใจในส่วนที่สองคือ ในหลายประเทศที่มีกษัตริย์ก็ให้กษัตริย์เป็นผู้กล่าวโทษเอง ในกรณีของการหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนพระองค์ การที่ให้กษัตริย์เป็นผู้กล่าวโทษเอง ก็คือให้กษัตริย์เป็นผู้ใช้ดุลยพินิจเอง เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกับตัวของพระองค์เองโดยตรง จึงสมควรที่จะเป็นผู้ใช้อัตวิสัย ไม่สมควรที่จะมีผู้อื่นมาวินิจฉัยแทนจนพร่ำเพรื่อไปหมด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว กษัตริย์ก็กล่าวโทษเองในนามเท่านั้น เพราะถึงที่สุดก็จะมีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเข้ามาดำเนินการให้อยู่ดี

ประเด็นเรื่องใครก็ฟ้องได้นี้เป็นปัญหาของกฎหมายอาญามาตรา 112 ในปัจจุบันที่แทบจะยอมรับร่วมกันทุกฝ่าย อาจจะเหลือแต่ฝ่ายที่เสียประโยชน์คือ ผู้ที่ยังต้องการใช้สถาบันกษัตริย์และกฎหมายนี้เป็นเครื่องมือเพื่อผล ประโยชน์ในทางการเมืองเท่านั้นที่ยังคงคัดค้านอยู่

ปาฐกถาชลิดาภรณ์: จาก “หลังบ้าน” ถึงนายกฯหญิง: ความเป็นหญิง พื้นที่ทางการเมืองและชีวิตทางสังคม

ที่มา ประชาไท

ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ รองศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "จากหลังบ้าน ถึงนายกรัฐมนตรีหญิง: ความเป็นหญิง พื้นที่ทางการเมืองและชีวิตทางสังคม" ในงานธรรมรำลึก 100 ปี ชาตกาล ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อวันที่ 2 ม.ค.54 ที่ผ่านมา โดยได้เผยแพร่ไว้ในบล็อกส่วนตัว ประชาไท เห็นว่าน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อ

00000

จาก “หลังบ้าน” ถึงนายกรัฐมนตรีหญิง: ความเป็นหญิง พื้นที่ทางการเมือง และชีวิตทางสังคม


ภาพจาก http://www.pridi-phoonsuk.org

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ถูกจดจำในฐานะผู้หญิงคนสำคัญที่มีตำแหน่งแห่งที่ใน “ประวัติศาสตร์การอภิวัฒน์ไทย” พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) ได้กล่าวถึงความสำคัญของท่านว่า “มิใช่เป็นเพียงบุคคลหนึ่งที่มีชื่อผ่านเข้ามาในประวัติศาสตร์ ในฐานะเป็นภริยาของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เท่านั้น แต่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งด้วยทีเดียว”

ท่านผู้หญิงพูนศุขทิ้งมรดกเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงในฐานะผู้หญิง ที่ยืนเคียงข้างผู้นำทางความคิดและการเมืองคนสำคัญของประวัติศาสตร์การเมือง ไทย และได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับบทบาททางตรงของผู้หญิงในการเมืองให้เราได้คิดใคร่ ครวญต่อ วาระ 100 ปีชาตกาลของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นโอกาสให้ทบทวนตำแหน่งแห่งที่ของผู้หญิงในระบบการเมือง ผลกระทบของความเป็นหญิงต่อชีวิตทางสังคมการเมือง

ผู้หญิงมีบทบาทหรือส่งอิทธิพลทางการเมืองได้จากหลายตำแหน่งแห่งที่ ผู้คนในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 คุ้นเคยกับการมองผู้หญิงในฐานะพลเมืองและ/หรือผู้มีตำแหน่งหรือมีส่วนร่วม โดยตรงในกระบวนการกำหนดกติกาและจัดสรรทรัพยากรส่วนรวม แต่ผู้หญิง (และผู้ชายอีกจำนวนไม่น้อย) ส่งอิทธิพลต่อความเป็นไปของสังคมของตน “โดยอ้อม” ผ่านความสัมพันธ์กับผู้ชายที่พวกเธอเกี่ยวข้อง ในฐานะแม่ เมีย ลูกสาว ฯลฯ

คนในหลายสังคมการเมืองได้รับรู้เรื่องราวของผู้หญิงที่ไม่ได้มีตำแหน่ง หน้าที่หรืออำนาจที่เป็นทางการ แต่สามารถส่งอิทธิพลต่อความเป็นไปในระบบการเมืองและการกำหนดกติกาและนโยบาย สาธารณะ ผ่านความสัมพันธ์กับผู้ชายในตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ ผู้หญิงเหล่านี้ถูกจดจำในทางบวกบ้างลบบ้าง บางคนถูกประณาม บางคนได้รับการยกย่องเชิดชู ขึ้นอยู่กับบทบาทของพวกเธอและภาพที่คนในสังคมมองเห็น

สังคมไทยตระหนักถึงบทบาทโดยอ้อมของผู้หญิงในการเมืองเช่นนี้ คนไทยพูดถึง “หลังบ้าน” ในความหมายของภรรยาผู้นำ ผู้มีอำนาจ หรือบุคคลสำคัญ” เพื่อสื่อให้เห็นที่ทางของผู้หญิงและช่องทางในการใช้อำนาจหรือส่งผลกระทบต่อ ความเป็นไปในอาณาบริเวณสาธารณะของพวกเธอ

เมื่อมองชีวิตและทัศนะของท่านผู้หญิงพูนศุขผ่านกรอบความเข้าใจเกี่ยวกับ เพศสภาพในการเมืองเช่นนี้ จะเห็นความพิเศษของท่านผู้หญิงมากขึ้น ทัศนะและประสบการณ์ชีวิตของท่านผู้หญิงสะท้อนแง่มุมน่าสนใจเกี่ยวกับสอนความ เชื่อและบทบาทของผู้หญิงในการเมืองไทย ทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างเพศสภาพกับชีวิตทางสังคม และได้ใคร่ครวญถึงฐานคติเกี่ยวกับการเมืองและความเป็นชุมชนทางการเมืองที่ น่าสนใจ ท่านผู้หญิงได้ทิ้งโจทย์ไว้ให้เราได้คบคิดต่อในประเด็นเหล่านี้

ท่านผู้หญิงพูนศุขให้ภาพของผู้หญิงไทยว่า “เมื่อก่อนนี้ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง ผู้ชายเดินนำหน้า แต่ปัจจุบันควรเดินคู่กันไป ผู้หญิงไหนจะต้องช่วยครอบครัวทำมาหาเลี้ยงชีพ ไหนจะต้องเลี้ยงลูก..”

“แต่ทั้งนี้ผู้หญิงไทยก็ต้องยกระดับตนเองทุกๆ ด้าน พร้อมที่จะรับตำแหน่งรับผิดชอบบ้านเมือง ผู้หญิงเป็นเพศที่ละเอียดอ่อน แต่ก็เข้มแข็ง สามารถผนึกกำลังกันตรวจสอบการบริหารบ้านเมืองของทุกกลุ่มที่เข้ามาแสวงหา อำนาจและผลประโยชน์ เป็นประตูขวางกั้นมิให้เกิดการคอร์รัปชั่น หรือทุจริตในตำแหน่งหน้าที่การงานของสามีและบุคคลต่าง ๆ ที่จะแทรกแซงเข้ามาในครอบครัวของผู้บริหาร สิ่งนี้ฉันคิดว่าสำคัญมากที่จะทำให้การเมืองของบ้านเราก้าวไปสู่ยุคของ คุณธรรมครองเมือง”

ความรู้สึกของคู่ชีวิตของท่านคือ อาจารย์ปรีดี ต่อท่านผู้หญิงพูนศุข บอกเราเกี่ยวกับการทำหน้าที่ “หลังบ้าน” ของท่านผู้หญิง เห็นได้จากข้อความตอนหนึ่งในจดหมายของ อ.ปรีดี พนมยงค์ ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2512 ถึงท่านผู้หญิงเนื่องในโอกาสครบรอบแต่งงานวันที่ 16 ครบรอบ 41 ปี

“พี่มิใช่เพียงระลึกถึงวันนั้นตามพิธีการเท่านั้น หากระลึกถึงคุณความดีของน้องที่ได้ซื่อสัตย์ต่อพี่ทั้งในการงานที่เราได้ ร่วมรับใช้ชาติไทยและในความเปนอยู่ส่วนตัวและครอบครัว น้องต้องพลอยได้รับความลำบากเนื่องจากศัตรูข่มเหงพี่ แต่น้องมิได้เสื่อมคลายในความรักและความเห็นใจพี่ตลอดมา น้องมิเพียงแต่เปนภรรยาที่ดีเท่านั้นแต่เปนเพื่อนที่ดีที่สุดของพี่”

ข้อความ/ทัศนะที่ยกมาข้างต้นทำให้เราเห็นแง่มุมสำคัญเกี่ยวกับผู้หญิงใน สังคมการเมืองหลายประการ ที่สำคัญยิ่งคือบทบาทที่ซับซ้อนของผู้หญิง และความสำคัญของ “หลังบ้าน” ในระบบการเมือง

บทบาทของผู้หญิงไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในครัวเรือน คอยทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการบ้านช่อง การดูแลความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวและเลี้ยงดูลูก แต่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพดังที่ท่านผู้หญิงพูนศุขได้กล่าวถึงไว้ การให้ภาพบทบาทของผู้หญิงเช่นนี้ดูไม่น่าตื่นเต้นสำหรับคนทั่วไปที่คิดว่า ใครๆ ก็รู้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่คนคิดว่ารู้กันอยู่แล้วนี้กลับไม่มีผลในการกำหนดนโยบายสาธารณะและ ทิศทางของสังคมโดยรวม การเคลื่อนไหวเพื่อปรับภาพของพลเมืองในกระบวนนโยบายสาธารณะดำเนินต่อเนื่อง มายาวนาน เพื่อจะทำให้นโยบายของรัฐรองรับบทบาทของผู้หญิงไทยหลายกลุ่มที่ทำงานนอกบ้าน และต้องรับผิดชอบการดูแลครัวเรือนไปด้วยพร้อมกัน โดยเฉพาะการเลี้ยงดูเด็ก การทึกทักตามความเชื่อเรื่องการแบ่งบทบาทระหว่างเพศสภาพว่าการดูแลครัวเรือน การเลี้ยงดูเด็กและการดูแลคนป่วย/คนชราทำโดยผู้หญิงในครัวเรือน โดยรัฐ บริษัทห้างร้าน หรือชุมชน ไม่ต้องแทรกแซง ดูจะคลาดเคลื่อนจากประสบการณ์ชีวิตของผู้หญิงจำนวนมาก

บทบาทหน้าที่ทั้งในบ้านและนอกบ้านของผู้หญิงทำให้กิจกรรมที่เกี่ยวข้อง กับการดูแลเด็ก คนชรา และคนป่วย ทำได้ลำบากมากขึ้น และถูกส่งต่อให้ภาคบริการในระบบตลาด การดูแลเด็ก คนป่วยและคนชรากลายเป็นกิจกรรมที่คนนอกครัวเรือนทำเพื่อแลกเปลี่ยนกับค่า จ้าง กิจกรรมการดูแลจำนวนมากไม่ได้ทำ “ฟรี” โดยผู้หญิงในครัวเรือนอีกต่อไป แม้ว่าผู้หญิงจำนวนหนึ่งจะยังทำหน้าที่ “แม่บ้าน” หรือทำงานอยู่ที่บ้านที่เอื้อต่อการทำกิจกรรมด้านการดูแลครัวเรือนไปด้วย การพาผู้หญิงหลายกลุ่มออกจากครัวเรือนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ การเมืองหรือการศึกษา ด้วยเหตุผลตั้งแต่การเรียนรู้ฝึกฝนเพื่อบรรลุศักยภาพและการเพิ่มพูนความ สามารถในการเลือก (ตามค่านิยมแบบเสรีนิยมที่ยึดกุมความเชื่อของคนมากมายในหลายสังคม) หรือความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ผู้หญิงต้องทำมาหาเลี้ยงชีพและเกื้อกูลคนใน ครอบครัว ทำให้กิจกรรมว่าด้วยการดูแลผู้คนในครอบครัวไม่ตรงกับความเข้าใจว่าด้วยการ แบ่งบทบาทระหว่างเพศ การคิดใคร่ครวญถึงบริการสาธารณะและสวัสดิการของรัฐควรมีภาพที่เปลี่ยนไปนี้ ด้วย ประเด็นนี้ถูกนำเสนอและแลกเปลี่ยนกันมานาน แต่ผลเชิงการเปลี่ยนแปลงดูจะไล่ไม่ทันการเปลี่ยนในเชิงซ้อนทับของบทบาท ผู้หญิง

ภาพของผู้หญิงที่ท่านผู้หญิงพูนศุขได้กล่าวถึงไว้ น่าจะเป็นอีกแรงหนึ่งที่กระตุ้นเตือนให้ตระหนักรู้ถึงการแบ่งงานและบทบาทนอก บ้าน – ในบ้านที่ไม่ตรงกับความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับที่ทางและกิจกรรมที่เกี่ยวกับ การดูแลครัวเรือนและผู้คนในครอบครัว

นอกจากบทบาทหน้าที่ของผู้หญิงไทยที่ไม่ได้จำกัดแต่ในครัวเรือนแล้ว ทัศนะของท่านผู้หญิงที่ได้หยิบยกมาข้างต้นให้ภาพที่น่าสนใจเกี่ยวกับตำแหน่ง แห่งที่ของผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” เรื่องราวของท่านผู้หญิงทำให้คนรุ่นหลังได้เห็นตัวอย่างของ “หลังบ้าน” ที่ไม่ได้เป็น “ช้างเท้าหลัง” แต่คือคู่ชีวิต (ตามความหมายของคำ ไม่ได้เป็นเพียงคู่สมรสตามพิธีกรรมหรือการรับรองของรัฐ) ของรัฐบุรุษซึ่งมีชีวิตทางการเมืองที่ไม่ธรรมดา ผู้หญิงที่จะเล่นบทบาทเช่นนี้ได้ต้องมีคุณลักษณ์หลายประการที่เอื้อให้ทำ เช่นนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจ ความอดทนและอดกลั้น ไปจนถึงความตั้งใจที่จะไม่แทรกแซงหรือใช้อำนาจของสามีในทางเอื้อประโยชน์ของ ครอบครัวพวกพ้อง

แม้ว่าวิถีปฏิบัติเช่นนี้สอดคล้องกับภาพของ “หลังบ้าน” ในอุดมคติ หลายคนคงยอมรับว่าเป็นเรื่องยากเย็นที่จะทำ ด้วยเหตุนี้ท่านผู้หญิงพูนศุขจึงได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในฐานะ“หลัง บ้าน” ที่เป็นแบบอย่างให้ผู้คน

โดยทั่วไป “หลังบ้าน” ที่คนไทยจำได้มักออกไปในทางการแทรกแซงอำนาจที่เป็นทางการของสามีเพื่อแสวงหา ประโยชน์ บางกรณี “หลังบ้าน” ใช้อำนาจอยู่ “หลังฉาก” จนกลายเป็นผู้มีอำนาจนอกระบบที่ถูกติฉินนินทาหรือประณามทางสังคมขึ้นอยู่กับ การกระทำและผลกระทบ “หลังบ้าน” ที่คนจำได้และกล่าวขวัญถึงมักออกไปในทางร้ายและโกงมากกว่าจะเป็นแง่มุมที่ดี งาม การประณามนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการกระทำที่ดูจะละเมิดความเชื่อความเข้าใจ ว่าด้วยเส้นแบ่งสมมติระหว่างพื้นที่ต่างๆ ของชีวิตทางสังคม และขอบเขตกับรูปแบบของของการแสวงหาและการใช้อำนาจที่เหมาะสมของแต่ละอาณา บริเวณของชีวิต ประเด็นนี้จะได้ขยายความต่อไป

ท่ามกลางการติฉินนินทาและประณาม “หลังบ้าน” ของผู้มีบทบาทและอำนาจทางการเมือง การถูกจดจำในฐานะ “หลังบ้าน” ที่มีภาพลักษณ์งดงามเป็นที่เคารพนับถือของท่านผู้หญิงพูนศุข จึงถือได้ว่าพิเศษและควรทำความเข้าใจ ที่สำคัญคือการไม่หาประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่และอำนาจของชายที่เป็นสามี และไม่สนับสนุนให้สามีฉ้อราษฎร์บังหลวง ดังที่ท่านผู้หญิงให้ภาพของภรรยาในฐานะประตูขวางกั้นคอร์รัปชั่น การเล่นบทบาทที่พอเหมาะพอควรของหลังบ้านในอุดมคติ การเป็น “หลังบ้าน” ในลักษณะนี้ได้ต้องมีคุณลักษณ์หลายประการ

สิ่งที่ท่านผู้หญิงพูนศุขพูนศุขทิ้งไว้ให้เรา คือการเป็นตัวอย่างของ “หลังบ้าน” ที่คนให้คุณค่า ความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตเฉพาะของ “หลังบ้าน” ของผู้นำทางการเมืองและความคิดคนสำคัญ ทัศนะและประสบการณ์ของท่านผู้หญิงพูนศุขเกี่ยวกับผู้หญิงกับการเมืองไทย ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” ขณะเดียวกันก็ได้ทิ้งโจทย์สำคัญให้ได้คิดใคร่ครวญต่อเกี่ยวกับความ เชื่อ/ความหมาย/ค่านิยมที่กำกับความเข้าใจของเราเกี่ยวกับผู้หญิงในการเมือง และเลยไปถึงลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิง-ความเป็นชายกับความเข้าใจโลก ทางการเมืองของเรา

เพศสภาพ: ผู้หญิงกับความเป็นหญิง

การทำความเข้าใจ “หลังบ้าน” และบทบาททางการเมืองของผู้หญิงตามโจทย์ที่ท่านผู้หญิงพูนศุขทิ้งไว้ให้เราคบ คิด อาศัยกรอบคิดว่าด้วยการแบ่งคนออกเป็นสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด คือผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้น โดยการนิยามเชื่อมโยงลักษณะที่ต่างกันเข้ากับแต่ละเพศสภาพ และการให้คุณค่ากับลักษณะเหล่านั้นแตกต่างกัน การแบ่งประเภท บทบาท ที่ทาง และการให้ค่าที่ต่างกันนี้ ส่งผลต่อชีวิตทางสังคมของคน

โปรดสังเกตว่ากรอบคิดเช่นนี้ไม่ได้พูดถึงผู้หญิงและผู้ชายในฐานะบุคคล หรือกลุ่มคน และไม่ได้โต้เถียงว่าผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย เพราะหญิงชายแต่ละคนไม่ได้มีลักษณะครบถ้วนเต็มที่ตามการกำหนดลักษณะเพศสภาพ เหมือน ๆ กัน แต่ดูจะมีความต่างอยู่มากในหมู่คนที่มองตนเองหรือถูกจัดให้เป็นผู้มีเพศสภาพ หญิง แต่การพยายามทำความเข้าใจนี้ดูจากกรอบการแบ่งลักษณะและการให้คุณค่าในระบบ สองเพศสภาพ ว่ามีผลต่อชีวิตทางการเมืองของคนอย่างไร

ลำดับการชวนคิดในประเด็น “หลังบ้าน” และผู้หญิงในการเมือง จะเริ่มจากความเชื่อเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่ หลักการที่ต่างกันของแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน และการเชื่อมโยงกับความเป็นชายหญิง การจัดแบ่งเช่นนี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์และประสบการณ์ของผู้หญิงในฐานะผู้มีส่วน ร่วมทางการเมืองในฐานะพลเมืองและในฐานะ “หลังบ้าน” อย่างไร ผู้หญิงออกไปมีบทบาทในพื้นที่นอกบ้านเผชิญกับอะไร แล้วจึงยกระดับไปสู่การตั้งคำถามและข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับและเปิดรับหลัก การที่ต่างกันของระบบสองเพศสภาพในชุมชนทางการเมือง

การแบ่งพื้นที่ชีวิตทางสังคม เพศสภาพและการเมือง

แม้ว่ารัฐไทยจะสมาทานหลักการความเสมอภาคเท่าเทียมระหว่างชายหญิง โดยใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับตั้งแต่ฉบับปีพ.ศ. 2517 เป็นต้นมา ทำให้คนหลายกลุ่มในสังคมไทยเข้าใจว่าผู้หญิงกับผู้ชายทำกิจกรรมประเภทต่าง ๆ ในชีวิตได้เหมือนๆ กันและถูกตัดสินภายให้มาตรฐานเดียวกัน แต่แท้ที่จริงเราสมาทาน “หลักการ” ความเสมอภาคเท่าเทียม วิถีปฏิบัติและความเชื่อค่านิยมหลายประการของคนไทยไม่ได้สอดคล้องกับหลักการ ดังกล่าว แม้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปเราได้เห็นการหยิบยกหลักการดังกล่าวนี้เป็นเครื่องมือ สำคัญในการต่อสู้ผลักดันประเด็นทางการเมือง ความเสมอภาคเท่าเทียมเป็นอุดมคติที่บางคนอยากเห็นปรากฏเป็นจริง แต่หลักการความเสมอภาคนี้ได้รับผลกระทบจากการแบ่งแยกผู้คนบนฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น ชาติพันธุ์ ศาสนา ฯลฯ โดยมิติของการแบ่งนี้พาดทับกันอย่างซับซ้อนและมีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละ บริบทและกรณี

คนไทยได้เห็นผู้หญิงมากมายออกมามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจและการเมือง แต่ดูเหมือนที่ทางของผู้หญิงในระบบการเมืองยังเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดหลาย ประการ วิธีการมองและตัดสินผู้หญิงในระบบการเมืองผูกพันอยู่กับการมองบทบาทผู้หญิง โดยเชื่อมโยงกับครัวเรือนอยู่มาก

ผู้หญิงกับการเมืองดูเหมือนจะเป็นคนละเรืองที่ไม่เกี่ยวกันสำหรับคนจำนวน ไม่น้อย ท่านผู้หญิงพูนศุขพูดถึงการเข้าไปมีบทบาทของผู้หญิง หลายคนพูดถึงการสนับสนุนให้ผู้หญิงมีบทบาทมากๆในทางการเมือง สะท้อนความเข้าใจว่าผู้หญิงไม่ได้อยู่ในพื้นที่การเมืองมาแต่เดิม (เช่นเดียวกับคนอีกหลายกลุ่ม) แต่ผู้หญิงไม่เคยมีอิทธิพลในทางการเมืองจริงหรือ เราได้ยินเรื่องราวของผู้หญิงที่มีอิทธิพลมากมายที่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นใน พื้นที่การเมืองอย่างเปิดเผย แต่คนรู้สึกได้ถึงอำนาจ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงตามความเชื่อและวิถีปฏิบัติ ของผู้หญิงหลายคนที่ไม่สอดคล้องจึงเป็นเรื่องน่าสนใจ ความไม่สอดคล้องนี้ส่งผลอย่างไรบ้างในทางสังคม และกลไกในการกำกับเพื่อให้วิถีปฏิบัติของผู้คนเป็นไปตามอุดมคติเป็นอย่างไร

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยส่งผลต่อการเมืองและความเป็นไปของสังคมมาจากพื้นที่ อื่นที่ไม่ใช่กระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการ การศึกษาผู้หญิงในการเมืองตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับช่องทางในการแสวงหาอำนาจ และใช้อำนาจโดยอ้อมของผู้หญิงหลายคน ที่อาศัยความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชายผู้มีอำนาจในฐานะคู่รัก ภรรยา ลูกสาว ฯลฯ ช่องทางเช่นนี้ดูไม่เหมาะควรเพราะเป็นการข้ามพื้นที่และใช้อำนาจโดยคนที่ไม่ ได้มีอำนาจโดยตรง นอกจากนี้ยังยากแก่การตรวจสอบที่ทำให้หลักการความโปร่งใสและพร้อมรับผิดของ ผู้ใช้อำนาจทางการเมืองเป็นไปได้ยาก แม้ว่ากระบวนการตรวจสอบในหลายระบบการเมืองจะพยายามครอบคลุมคู่สมรสและบุตร ธิดาของผู้มีอำนาจทางการเมืองด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่า “หลังบ้าน” จำนวนมากไม่ใช่ “คู่สมรส” ตามกฎหมายหรืออยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบผัวเดียว – เมียเดียว ประกอบกับการแบ่งพื้นที่ที่ทำให้ความสัมพันธ์และการกระทำมากมายซ่อนเร้น อย่างมิดชิดในอาณาบริเวณส่วนตัวที่ไม่ได้เปิดเผยให้เป็นที่รับรู้ ทำให้การตรวจสอบติดตามบทบาทและอิทธิพลของ “หลังบ้าน” ทำได้ยากเย็น

ประเด็นเหล่านี้สะท้อนความเชื่อว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ที่จำกัดความเข้าใจ และการให้คุณค่ากับบทบาทและหลักการที่กำกับกิจกรรม/กิจการต่าง ๆ ในพื้นที่นั้น แต่คนและหลักการไม่ได้เคารพการแบ่งและเส้นแบ่งสมมตินี้อย่างเคร่งครัด การข้ามพื้นที่ของคนและหลักการที่กำกับพฤติกรรมของคนเกิดขึ้นเสมอและทำให้ หลายคนอึดอัดคับข้องใจอยู่ไม่น้อย

การเรียกภรรยาบุคคลสำคัญหรือผู้นำว่า “หลังบ้าน” สะท้อนความเข้าใจเกี่ยวกับที่ทางของผู้หญิง ในฐานะแม่และเมีย บทบาทหน้าที่หลักของผู้หญิงอยู่ในบ้าน ไม่ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่การงานที่ต้องปะทะสังสรรค์กับโลกนอกบ้าน ความเชื่อนี้เผชิญกับการข้ามพื้นที่ของผู้คนและหลักการที่ถูกมองว่าเป็น ปัญหา


- เพศสภาพ การแบ่งบทบาทหน้าที่ทางเพศ และพื้นที่ของชีวิตทางสังคม

ความเป็นหญิง – ความเป็นชายเกี่ยวข้องกับการแบ่งบทบาทตามแง่มุมการเจริญพันธุ์ เนื่องจากผู้หญิงเป็นผู้ตั้งท้อง คลอดลูก และให้นมทารก หน้าที่การเลี้ยงดูเด็กจึงถูกมอบหมายให้ผู้หญิงไปด้วย นักคิดคนสำคัญหลายคนเชื่อมโยงผู้หญิงเข้ากับครัวเรือนโดยดูจากการแบ่งบทบาท ตามเพศที่เกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ ครัวเรือนเป็นพื้นที่ของผู้หญิงและนักคิดจำนวนมากเห็นว่าผู้หญิงไม่ควรมี บทบาทในการเมือง ในฐานะกิจกรรมเพื่อจะกำหนดกติกาของชุมชนทางการเมือง เพราะผู้หญิงขาดคุณสมบัติสำคัญสำหรับการแสดงบทบาททางการเมือง[1]

ข้อสังเกตที่น่าสนใจของนักทฤษฎี/นักเคลื่อนไหวแนวสตรีนิยมในประเด็นความ เป็นหญิง – ความเป็นชาย ได้แก่ การนิยามความเป็นหญิงโดยเชื่อมโยงกับความเป็น “วัตถุทางเพศ” ที่ดำรงอยู่เพื่อสนองความต้องการทางเพศของผู้ชายและความเป็นแม่[2] สอง แง่มุมที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันเองนี้ต่างก็เกี่ยวกับการนิยามตัวตนของ ผู้หญิงในความสัมพันธ์กับผู้อื่น ใส่ใจกับความต้องการของผู้อื่นการเลี้ยงดูกล่อมเกลาเด็กในระบบที่แบ่งมนุษย์ ออกเป็นสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด โดยผู้เลี้ยงดูเด็กมีเพศสภาพหญิง ส่งผลต่อวิธีการเลี้ยงให้เด็กโตขึ้นเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงด้วย การเลี้ยงดูทำให้ผู้หญิงหลายกลุ่มมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับอารมณ์และความ ต้องการของคนอื่น[3]

ภาพความเป็นหญิงในใจของผู้คน ณ เวลานี้ยังเกี่ยวข้องกับการใช้อารมณ์ การดูแลและให้ความสำคัญกับความเห็นและความต้องการของผู้อื่นเป็นหลัก ในขณะที่ผู้ชายถูกมองเชื่อมกับการใช้เหตุผล อึดอัดกับอารมณ์และความผูกพันทางอารมณ์ การนำและความเป็นผู้นำ การทำความเข้าใจผู้หญิง-ผู้ชายมักตั้งอยู่บนฐานความต่างนี้และเปรียบเปรยว่า หญิงชายในระบบการแบ่งคนออกเป็นสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัดมาจากดาวคนละดวง แตกต่างกันมากและต้องอาศัยการทำความเข้าใจหลายประการ

การเน้นความต่างระหว่างชายหญิงและตีขลุมว่าผู้หญิงเป็นเช่นนั้น/ผู้ชาย เป็นเช่นนี้ มักจะเผชิญกับกรณียกเว้นมากมายในชีวิตทางสังคม กล่าวคือคนมีเพศสภาพชายและเพศสภาพหญิงจำนวนมากไม่ได้มีลักษณะ การกระทำและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับความเป็นหญิงและความเป็นชายอย่างที่ยึด ถือกัน ผู้คนในสังคมทำให้เราพอจะเห็นได้ว่าผู้หญิงทุกคนไม่ได้เอื้ออาทรหรือมีความ เป็นแม่ ผู้ชายทุกคนไม่ได้ละเลยอารมณ์หรือไม่ใส่ใจกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการ ดูแล แท้ที่จริงการแบ่งหญิงชายในลักษณะขั้วตรงข้ามไม่สอดคล้องกับการต่อรองของผู้ คนที่มีผลให้คนจำนวนมากมีลักษณะผสมผสานหรือไม่เป็นไปตามความเป็นชายหญิงแบบ สุดขั้วหรือเต็มร้อย

ผลที่สำคัญของระบบสองเพศสภาพต่อชีวิตทางสังคมอาจคือการจำกัดความคิดการ มองโลกและการตัดสินตนเองตามความเชื่อแบบสองเพศสภาพอย่างเคร่งครัด จนมองไม่เห็นโลกที่ผู้คนมีความซับซ้อนและเลื่อนไหลมากกว่าจะหยุดนิ่งและ ชัดเจนด้านลักษณะและบทบาทของเพศสภาพ ดูเหมือนว่าคนจะไม่ได้เป็นชายจริง – หญิงแท้อย่างที่เราเข้าใจเสียเลยทีเดียว สิ่งที่กำกับความเชื่อ การเห็นโลกและวิถีชีวิตของเราคือการนิยามความเป็นหญิงและการให้คุณค่ากับ ลักษณะที่เราเชื่อมโยงกับความเป็นชายหญิงมาก

ความเชื่อเรื่องการแบ่งบทบาทหน้าที่ตามเพศสภาพและการจัดพื้นที่ให้กับ บทบาทเหล่านั้น โดยมีค่านิยมหรือหลักการที่แตกต่างกันเพื่อกำกับกิจกรรมทั้งหลายทั้งปวงใน แต่ละพื้นที่ ส่งผลต่อการดำเนินการทางการเมือง รวมไปถึงบทบาทและรูปแบบการส่งอิทธิพลหรือผลักดันความเป็นไปในพื้นที่การ เมืองของผู้คนต่างเพศสภาพด้วย

ความเข้าใจการเมืองในฐานะกิจกรรมเพื่อกำหนดทิศทาง กติกา และการจัดสรรทรัพยากรส่วนรวม เพื่อประโยชน์สุขสาธารณะ ทำให้การเมืองดูเหมือนจะไม่ใช่กิจกรรมของผู้หญิง เพราะเป็นเรื่องสาธารณะและเกิดในพื้นที่สาธารณะซึ่งไม่ใช่พื้นที่หลักของ ผู้หญิง นอกจากนี้ผู้หญิงยังขาดลักษณะสำคัญที่จำเป็นต่อการดำเนินการทางการเมืองใน ความหมายที่ได้หยิบยกมานี้

การเมืองกับเพศสภาพหญิงจึงดูเหมือนจะต่างคนต่างอยู่ โดยพื้นที่การเมืองให้คุณค่าหรือดำเนินการตามหลักการของการใช้เหตุผล การแข่งขันและอำนาจ หลักการและกติกาของการเมืองในพื้นที่สาธารณะไม่ได้รวมเอาลักษณะที่ถูกเชื่อม โยงกับความเป็นหญิงไว้ด้วย


- ครัวเรือนกับการเมือง

ถ้าเราเชื่อนักปราชญ์กรีก ผู้หญิงไม่ควรมีบทบาทในการเมืองซึ่งเป็นกิจกรรมการโน้มน้าวชักจูงด้วยเหตุผล เพื่อให้เห็นด้วยกับแนวทางหรือข้อเสนอของเรา เพราะผู้หญิงด้อยหรือพร่องในเรื่องเหตุผล และไม่มีเวลาในชีวิตเหลือเพื่อจะเข้าร่วมในการแลกเปลี่ยนโต้เถียงด้วยเหตุผล เนื่องจากบทบาทหน้าที่ในครัวเรือนที่เป็นงานต้องใช้เวลาในชีวิตมากมายเพื่อ จะปฏิบัติ กิจกรรมทางการเมืองในความหมายนี้จึงเป็นเรื่องของผู้ที่มีเวลาพอจะทำได้ คนหลายกลุ่มรวมทั้งผู้หญิงไม่มีเวลาจะคิดใคร่ครวญและร่วมในการแลกเปลี่ยน โน้มน้าวโดยใช้เหตุลในประเด็นสาธารณะต่าง ๆ ถ้ามองเช่นนี้ผู้หญิงจึงไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบการเมือง

อาณาบริเวณที่ผู้หญิงมีบทบาทหน้าที่คือครัวเรือน ซึ่งมีกฎกติกาและหลักการคนละชุดกับการเมือง ในขณะที่การเมืองเป็นกิจกรรมเพื่อประโยชน์สุขสาธารณะ ครัวเรือนเป็นพื้นที่ที่สมาชิกมีเป้าหมายเดียวกันคือความร่มเย็นเป็นสุขของ ครัวเรือนเอง[4] เมื่อ หลักที่ต่างกันนี้ถูกใช้ในอีกพื้นที่หนึ่งจะถูกมองว่าเป็นปัญหา เช่นคนที่ไม่สนใจช่วยเหลือเกื้อกูลญาติพี่น้อง หรือปฏิบัติต่อพี่น้องเท่าเทียมกับคนนอกครอบครัว จะถูกมองว่าเป็นคนไม่เอาไหนจากเครือญาติ แต่การเอื้อประโยชน์กับเครือญาติในการทำงาน ในการเมืองหรือระบบเศรษฐกิจ กลายเป็นบาปผิดใหญ่ที่กฎหมายของหลายรัฐห้าม สังคมประณาม หรือกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้ถูกขับไล่ในทางการเมืองได้

ความเชื่อว่าผู้หญิงเหมาะกับบทบาทในบ้าน และหลักของความสัมพันธ์ในครัวเรือนกับการเมืองไม่เหมือนกัน ความเป็นหญิงที่ถูกนิยามตามหน้าที่ของการดูแลและความเอื้ออาทร แต่เป็นความเอื้ออาทรและการดูแลที่จำกัดอยู่เฉพาะสมาชิกในครัวเรือน การคิดถึงประโยชน์สุขของสมาชิกครัวเรือนทำให้ไม่เหมาะกับกิจกรรมทางการเมือง ที่เป็นเรื่องประโยชน์สุขส่วนรวม และเป็นพื้นที่ของหลักการสากลไม่ใช่ความเฉพาะเจาะจง[5]

การยึดหลักและค่านิยมที่ต่างกันสำหรับสองพื้นที่ ทำให้การข้ามพื้นที่ของคนหรือหลักการถูกมองว่าเป็นปัญหา ความคาดหวังให้คนต่างเพศสภาพตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ของตน เคารพการแบ่งบทบาทและพื้นที่ รวมไปถึงการปฏิบัติตนตามเพศสภาพ ตั้งแต่เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม กิริยา และวิถีชีวิต คนจำนวนไม่น้อยไม่ชอบใจเมื่อเห็นหรือได้ยินร่องรอยของการแทรกแซงอำนาจของ ผู้ชายในตำแหน่งทางการเมือง ราชการหรือธุรกิจ เพราะเห็นว่าอำนาจนั้นเป็นของผู้ชาย (โดยเฉพาะเมื่อผู้ชายขึ้นสู่อำนาจและครองอำนาจโดยการคัดสรรเลือกตั้งของ ประชาชน) ผู้ชายที่มีตำแหน่งหน้าที่ควรจะเป็นผู้ใช้อำนาจนั้น และในเวลาที่ค่านิยมอย่างความโปร่งใสและพร้อมรับผิดชอบ ยึดกุมความเชื่อของคนจำนวนมาก การใช้อำนาจหน้าที่ต้องเป็นไปในลักษณะที่ผู้คนติดตามครวจสอบได้

ผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” ที่พยายามจะกำกับการใช้อำนาจของผู้ชายที่ตนสัมพันธ์หรือส่งอิทธิพลผ่าน ผู้ชายในตำแหน่งทีมีอำนาจ ถูกมองอย่างหวาดระแวงเพราะความเชื่อว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการแทรกแซง กิจกรรมในพื้นที่ที่ไม่ใช่ของตน ถ้ามองจากความเชื่อเกี่ยวกับรูปแบบการได้มาซึ่งอำนาจที่ต้องผ่านการรับรอง ของพลเมืองในรัฐผ่านการเลือกตั้ง บรรดา “หลังบ้าน” ไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกโดยประชาชน แต่เป็น “ของแถม” ที่มากับผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนเองชื่นชอบอยากให้เป็นตัวแทนทางการเมือง หรือเข้าไปทำหน้าที่ในสถาบันทางการเมือง

การก้าวก่ายอำนาจของสามีหรือชายที่ใกล้ชิดโดยบรรดา “หลังบ้าน” ถูกมองเป็นเรื่องปกปิดซ่อนเร้นอยู่ใน “บ้าน” ที่สาธารณะไม่มีโอกาสติดตามรับรู้ (แท้ที่จริงพอจะรับรู้ได้บ้างไม่มากก็น้อย ผ่านเครือข่ายการนินทาที่พัฒนาไปตามการเติบโตของสื่อหลากหลายรูปแบบ แม้ว่าเนื้อหาของการนินทามักจะถูกเติมสี บิดเบือนหรือขยายขอบเขตมากบ้างน้อยบ้าง คนในหลายสังคมมีแนวโน้มจะเชื่อเรื่องราวที่ตนเองได้ยินผ่านการสื่อสารแบบบอก เล่าเชิงกระซิบเช่นนี้ว่าน่าจะเป็นเรื่องจริง เพราะเรามักเชื่อว่าอะไรปิดๆบังๆ มักมีมูล และการประณามผู้มีอำนาจผ่านการนินทาเป็นรูปแบบหนึ่งของการต่อสู้ขัดขืนของ ผู้มีอำนาจน้อย) แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การก้าวก่ายอำนาจมักถูกมองในทางลบ มาจากฐานความเชื่อว่าผู้หญิงมักใส่ใจกับครอบครัวมากกว่าจะให้ความสำคัญกับผล ประโยชน์ส่วนรวมของสังคม

ความเป็นหญิงที่นิยามโดยมอบหมายหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลครัวเรือนให้ ผู้หญิง ทำให้ “หลังบ้าน” คิดถึงแต่ความร่ำรวยหรือผลประโยชน์ของครอบครัวตนเองเท่านั้น กลายเป็นแรงผลักให้เกิดการเบียดบังผลประโยชน์สาธารณะได้ ผู้หญิงในฐานะภรรยาถูกมองในฐานะปัจจัยเร้าหรือกดดันให้ชายที่เป็นสามีเกิด พฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ เพราะผู้หญิงสนใจแต่ประโยชน์สุขเฉพาะของครอบครัวตนเอง ความเห็นแก่ตัวของผู้หญิงกับความต้องการจะสร้างครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ นำไปสู่ความเสื่อมถอยของผู้ชายที่มีบทบาททางเพื่อประโยชน์ส่วยรวม

เมื่อผู้นำต้องการจะครอบครองทรัพย์สิน เพื่อสะสมความร่ำรวยและสร้างฐานะครอบครัว ผู้นำก็จะหมดสภาพความเป็นผู้ปกป้องประชาชน แรงกดดันต่อผู้นำยังมาจาก “หลังบ้าน” เมื่อภรรยาบ่นว่าดูแคลนเขาถึงความไม่เอาไหนอันเนื่องมาจากไม่สนใจแสวงหา ทรัพย์สินทำให้ไม่มีหน้ามีตาเมื่อเทียบกับภรรยาในครอบครัวอื่น “หลังบ้าน” ในฐานะแม่ตำหนิสามีให้ลูกฟัง ทำให้ลูกไม่เห็นคุณค่าในความซื่อสัตย์และดูแคลนพ่อของตนเอง ลูกชายเริ่มท้าทายพ่อที่แม่บอกว่าไม่เอาไหนและพยายามแสดงว่าตนเองเป็น “ผู้ชาย” มากกว่า[6]

ภาพของภรรยาในฐานะ “หลังบ้าน” จึงกลายเป็นปัจจัยบ่อนทำลายความดีงามของผู้ชายโดยกระตุ้นให้ผู้ชายคำนึงถึง ผลประโยชน์ของครัวเรือนเครือญาติมากกว่า เพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งและหน้าตาของครัวเรือนเอง[7]

คุณสมบัติที่ทำให้ผู้หญิงเป็นที่รักและยกย่องในครัวเรือนในฐานะแม่และ เมีย ได้แก่การให้ความสำคัญกับประโยชย์สุขของสมาชิกในครัวเรือนและเครือญาติ กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้หญิงถูกมองอย่างหวาดระแวงและดูแคลน ลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิงไม่เหมาะกับกิจกรรมทางการเมือง ในความหมายของการกำหนดกติกาและการจัดสรรทรัพยากรเพื่อประโยชน์สุขสาธารณะ

ในขณะที่ “หลังบ้าน” ถูกมองอย่างหวาดระแวง หลายคนเชื่อว่า “หลังบ้าน” สามารถจะเล่นบทบาทคู่คิดของผู้ชายที่มีอำนาจ และเหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในทางที่ผิดได้เช่นเดียวกัน โดยสนับสนุนสามีให้อยู่ในร่องในรอยของหลักจริยธรรมและความดีงามสำหรับผู้ ครองอำนาจ ประเด็นนี้ถูกหยิบยกโดยนักทฤษฎีสตรีนิยม เช่น Mary Wollstonecraft ว่าผู้หญิงควรมีโอกาสหาความรู้และฝึกฝนผ่านการเรียนหนังสือเพื่อที่จะเล่น บทบาทคู่คิดของสามีได้ เพราะการอบรมให้ผู้หญิงเล่นบทบาทผู้หญิงเพื่อเป็นแม่และเมียในครัว เรือนอย่างสมบูรณ์แบบไมได้เตรียมให้ผู้หญิงทำหน้าที่คู่คิดและคู่ชีวิตของ สามี[8]

มุมมองนี้บอกเราว่าการเป็นเพื่อนและที่ปรึกษาของสามีไม่ใช่เรื่องที่ ผู้หญิงทุกคนจะทำได้เพียงเพราะเป็นผู้หญิงหรือเป็นภรรยา แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายประการของผู้หญิงแต่ละคน รวมทั้งลักษณะของความสัมพันธ์ของแต่ละคู่ อาจกล่าวได้ว่าลักษณะการเป็นเพื่อนคู่คิดและคู่ชีวิตที่ผ่านความยากลำบากและ ภัยอันตรายระดับเดียวกับที่สามีอย่างท่านอาจารย์ปรีดีต้องเผชิญ เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่พิเศษยิ่ง

ความรัก ห่วงใย ใส่ใจทุกข์สุข และการดูแลทีถูกจัดให้เป็นเรื่องหลักของความสัมพันธ์ในครัวเรือน กลายเป็นปัญหาในพื้นที่สาธารณะ หลายคนเชื่อว่าความเอื้ออาทรจะทำให้ความสามารถในการคิดถึงประโยชน์สุขส่วน รวมน้อยลง และไม่สามารถรักษาการคิดและตัดสินโดยยึดหลักการความเป็นสากลไว้ได้ เพราะคนมีแนวโน้มจะย่อหย่อนการบังคับใช้กติกาหรือเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ เราผูกพันหรือมีความหมายในเชิงส่วนตัว ความเอื้ออาทรควรถูกกันออกจากกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะที่ควรยึดหลักความ ยุติธรรมที่เป็นสากลและไม่เลือกข้างหรือเข้าข้างใคร

ผู้หญิงในการเมือง – การข้ามพื้นที่ของผู้หญิง

การมีบทบาทในครัวเรือนหรือทำหน้าที่ปกครองดูแลครัวเรือนอาจจะต่างจากความ เข้าใจของภาพ “แม่บ้าน” ที่ดูแลบ้านโดยมีสามี (ที่ออกไปทำงานนอกบ้าน) หาเลี้ยง ในเวลาที่ครัวเรือนเป็นหน่วยการผลิตด้วย การถูกจัดบทบาทหน้าที่ให้อยู่ในครัวเรือนอาจไม่ใช่เรื่องลำบากยากเย็น แต่เมื่อการผลิตย้ายออกจากครัวเรือนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมหรือภาคธุรกิจ การค้า “สมัยใหม่” รูปแบบการหาเลี้ยงชีพต้องพึ่งพิงรายได้นอกบ้าน คนที่อยู่ติดกับครัวเรือนต้องเผชิญกับปัญหาการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจดังที่เรา ได้เห็นจากประสบการณ์ของหญิงชนชั้นกลางหลายกลุ่ม

ภาพของผู้หญิงในฐานะ “แม่บ้าน” ที่ถูกจำกัดบทบาทให้เป็นแม่และเมียในครัวเรือน ไม่มีบทบาทโดยตรงในระบบการเมืองถูกมองว่าเป็นเรื่องของอดีต การเปลี่ยนแปลงเชิงความคิดในทางการเมืองและเศรษฐกิจทำให้เกิดการตั้งคำถาม เกี่ยวกับที่ทางของผู้หญิงบางกลุ่มที่ไม่มีโอกาสเลือกวิถีชีวิตของตนเอง ข้อเรียกร้องสำคัญจากการวิพากษ์การจำกัดที่ทางของผู้หญิงไว้ในครัวเรือน คือผู้หญิงควรมีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ออกมามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตซึ่งย้ายออกจากครัวเรือนไปมีพื้นที่แยกต่าง หาก เพื่อจะทำมาหาเลี้ยงชีพได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งการรวมผู้หญิงเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองที่เป็นทางการ

ในขณะที่ผู้หญิงบางกลุ่มเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจอยู่แล้ว ผู้หญิงอีกหลายกลุ่มต่างชนชั้นเข้ามามีบทบาทในลักษณะต่าง ๆ ในระบบการเมืองและเศรษฐกิจ ผู้หญิงในหลายสังคมในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ถูกคาดหมายให้มีบทบาทในพื้นที่สาธารณะด้วยเหตุผลเรื่องปากท้อง ความพึงพอใจในชีวิต ฯลฯ

การแบ่งพื้นที่และการนิยามเพศสภาพเช่นนี้ ทำให้เราเข้าใจผู้หญิงกับการเมืองไทยได้อย่างไร หญิงสามัญชนชาวสยามมีบทบาทในทางเศรษฐกิจมาโดยตลอดและดูจะแยกไม่ออกชัดเจนจาก บทบาทหน้าที่ในครัวเรือนนัก ภาพของหญิงที่เป็นผู้ตามหรือ “หลังบ้าน” ดูจะเป็นวิถีของหญิงชนชั้นสูงบางกลุ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหญิงชั้นสูงจะเล่นบทบาท “หลังบ้าน” ที่น่ารักไร้พิษสงกันไปทุกคนการจำกัดบทบาทและพื้นที่ของผู้หญิงเช่นนี้ไม่ ได้ผลเสียเลยทีเดียว เราได้ยินเรื่องราวของ “หลังบ้าน” ผู้ทรงอิทธิพล สามารถผลักดันความเป็นไปทางการเมืองและสังคมผ่านความสัมพันธ์กับชายที่มี อำนาจ

ในหลายสังคมมีเรื่องเล่า (นินทาที่มีวัตถุประสงค์ที่ปะปนระหว่างความเป็นอาวุธทางการเมืองเพื่อโต้ตอบ ผู้มีอำนาจมากกว่าในรูปแบบที่ผู้มีอำนาจน้อยกว่าทำได้กับความสนุกไว้ด้วย) เกี่ยวกับผู้หญิงหลังฉากผู้ทรงอิทธิพล ความทรงจำร่วมระดับโลกของ “หลังบ้าน” เหล่านี้ได้แก่ ซูสีไทเฮา (ชื่อของพระนางกลายเป็นคำเรียกการแทรกแซงทางการเมืองและการใช้อำนาจของหลัง บ้าน) เป็นต้น

อันที่จริงไม่ว่าคนที่จะด่าหรือชม “หลังบ้าน” ส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นหรือรับรู้โดยตรงว่าผู้หญิงหลังฉากเหล่านี้ทำอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น เรื่องราวของผู้หญิงทรงอิทธิพลตั้งแต่ท้าวศรีสุดาจันทร์ มาจนถึงป้าย่ายายและนายใหญ่/นายหญิง มาจากการบอกเราปากต่อปากที่น่าจะเติมสีจนพวกเธอมีอิทธิฤทธิ์น่าหวาดกลัวโดย น้อยคนจะได้เห็นการกระทำหรือการใช้อำนาจของพวกเธออย่างเปิดเผย แต่ผู้คนก็เชื่อว่าพวกเธอกำกับทิศทางของการเมืองจากหลังฉากหลังบ้าน โดยไม่เคยเห็นเต็มตา บางคนถูกเล่าถึงความเมตตา เฉลียวฉลาด บางคนในฐานะนางมารหาประโยชน์ ไม่ว่าจะอย่างไรพวกเธอเหมือนเทพหรือปีศาจที่ไม่เคยมีใครรู้ด้วยตา แต่พลังอำนาจเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวาง

ผู้หญิงในฐานะ “หลังบ้าน” ถูกมองอย่างหวาดระแวงเพราะพวกเธออาจทำให้เกิดการข้ามพื้นที่ของค่านิยมให้ ความสำคัญกับครัวเรือน-เครือญาติเข้ามาสู่พื้นที่สาธารณะ ภาพลักษณ์เช่นนี้เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่สำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่การเมือง ในฐานะ “นักการเมือง” หรือ “นักเลือกตั้ง”

การเมืองในฐานะกระบวนการกำหนดกติกาและนโยบายสาธารณะ เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้รวมเอาผู้หญิงและคนหลายกลุ่มไว้ด้วย แต่ถูกผูกขาดโดยผู้ชายกลุ่มเล็กที่มีภูมิหลังทางสังคมใกล้เคียงกันมายาวนาน ผู้หญิงและคนหลายกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อจะถูกรวมเข้าสู่ระบบการเมืองต้องแข่ง ขันและทำงานในบริบทที่วิถีปฏิบัติ กติกาและภาษาที่ใช้ถูกกำหนดและผลิตซ้ำโดยผู้ชายและเพื่อผู้ชายกลุ่มเล็ก ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอยู่รอดในบริบทเช่นนี้

ผู้หญิงในระบบการเมืองที่เป็นทางการจำนวนหนึ่งเรียนรู้และรับกติกาและ หลักการแบบผู้ชาย เพื่อจะให้สู้ได้และเป็นที่ยอมรับ แปลว่าผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้ชายเพื่อจะให้ประสบความสำเร็จในกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่สาธารณะ

แม้เมื่อผู้หญิงจำนวนมากมายได้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่สาธารณะ ดูเหมือนพวกเธอไม่ได้นำหลักและวิธีการที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงมาด้วย ผู้นำหญิงหลายคนที่มักถูกหยิบยกเป็นตัวอย่างความสำเร็จของผู้หญิงในการเมือง เพราะพวกเธอก้าวขึ้นเป็นผู้นำรัฐได้ มีลักษณะความเป็นหญิงเหล็กที่เข้มแข็ง พร้อมใช้ความรุนแรงในการจัดการความขัดแย้งและการบริหารงานมากกว่าผู้นำชาย หลายคน ฯลฯ

แล้วผู้หญิงสามารถจะเป็นผู้หญิงในความหมายของการทำงานโดยอาศัยลักษณะหรือ ยึดหลักการที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิงได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น แทนที่จะยึดลีลามหานิยมที่เชิดชูลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นชายอย่างความ เป็นอิสระไม่เชื่อมโยงหรือพึ่งพิงใคร เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้นำหญิงจะเปลี่ยนความหมายของอำนาจและการใช้อำนาจให้ เป็นเรื่องของการแบ่งปันอำนาจมากกว่าการยึดกุมอำนาจไว้ที่ตนเอง หรือดึงและสนับสนุนลักษณะดี ๆ ของคนให้ได้แสดงออกมากกว่าจะเน้นความสำคัญของตนเองในฐานะคนเก่งที่ใครต่อใคร เป็นได้เพียงลูกน้องหรือผู้ตาม[9]

การมีส่วนร่วมในพื้นที่สาธารณะของผู้หญิงอาจจะไม่ได้เปลี่ยนกติกา หลักการและวิถีปฏิบัติของพื้นที่ได้ชัดเจนนัก แต่ผู้หญิงต่างหากเป็นฝ่ายต้องปรับและเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ นั้น ๆ ได้

ข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับการแบ่งพื้นที่และหลักการที่แตกต่างของแต่ ละพื้นที่ที่สัมพันธ์กับเพศสภาพ คือการแบ่งนี้ทำให้ค่านิยมบางเรื่องเท่านั้นกำกับการมองโลกและการกระทำของคน ในพื้นที่เฉพาะ ผลที่ตามมาคือการขาดดุลยภาพในวิธีคิดของมนุษย์หรือไม่ การตั้งคำถามทำนองนี้ที่หลายท่านคุ้นเคยกันคือ การที่วิธีการมองโลกโดยมีมนุษย์ที่มุ่งแสวงประโยชน์ด้านวัตถุและการ พิชิต-แข่งขัน-เอาชนะเป็นศูนย์กลาง นำไปสู่การทำลายล้างโลกธรรมชาติและการใช้ความรุนแรงระหว่างมนุษย์อย่างกว้าง ขวาง

ประเด็นที่ถูกหยิบยกเสมอคือ การมองโลกและให้คุณค่าเฉพาะบางแง่มุม โดยไม่รวมลักษณะที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงไว้ด้วย กลายเป็นผลเสียต่อมนุษย์โดยรวมหรือไม่ มนุษยชาติและชุมชนทางการเมืองอยู่ได้โดยการแข่งขัน การเอาชนะ การยึดกุมอำนาจ และความเป็นอิสระหรือการไม่พึ่งพิง? หรือแท้ที่จริงแล้วการให้คุณค่ากับลักษณะเหล่านั้นแต่เพียงอย่างเดียวต่าง หากที่ทำให้มนุษย์โดยรวมยากลำบาก และการอยู่รอดของมนุษย์ต้องอาศัยความเอื้ออาทรที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็น หญิงด้วย

การที่กติกาและหลักการของพื้นที่สาธารณะนอกครัวเรือนไม่เปลี่ยนนัก กระทบการดำเนินการต่าง ๆ ของผู้หญิงมากมายในพื้นที่สาธาณะอยู่มาก ความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทที่ทางที่เหมาะสมของผู้หญิงในฐานะแม่-เมียในครัว เรือน ที่มีคุณลักษณ์ต่างจากผู้ชายซึ่งมีบทบาทหน้าที่หลักในพื้นที่สาธารณะเพื่อหา เลี้ยงและเป็นผู้นำครัวเรือน ทำให้ผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะ มีตำแหน่งที่เป็นทางการเมืองในการเมืองและระบบเศรษฐกิจต่างก็เผชิญกับความ คาดหวังหรือการตัดสินโดยมาตรฐานที่ขัดแย้งกันเอง

ผู้นำทางการเมืองและนักบริหารหญิงถูกเรียกร้องและคาดหวังให้ทำงานด้วย ลีลาแบบผู้ชาย อยากให้ผู้หญิงเป็นเหมือนผู้ชาย แต่ก็ต้องการให้แสดงความเป็นหญิงด้วย การสำรวจของนิตยสารฟอร์บส (Forbes) พบว่าคนจำนวนไม่น้อยอยากให้ผู้หญิงในตำแน่งผู้นำพร้อมแข่งขัน เด็ดขาดห้าวหาญ แต่ก็ไม่ชอบเมื่อพวกเธอเจ้าเล่ห์และแสวงหาอำนาจเต็มที่โดยละเลยจะแสดงความ ใส่ใจหรือเห็นใจผู้อื่น คนไม่ชอบที่ผู้นำหญิงเข้มแข็งเกินไป แต่ก็ไม่ชอบเมื่อเธอแสดงอาการที่ถูกจัดว่าเป็นความอ่อนแอ คนไม่ชอบที่ผู้หญิงเจ้าอารมณ์แต่ก็ไม่ชอบเมื่อเธอไม่แสดงอารมณ์[10]

กติกาและหลักการของพื้นที่สาธารณะทำให้การแสดงอารมณ์ของผู้หญิงเป็นปัญหา ร้องไห้ก็ถูกมองว่าอ่อนแอ น้ำตาของผู้หญิงทำให้หลายคนอึดอัดเพราะไม่รู้ว่าจะจัดการอย่างไร เมื่ออารมณ์หลายประเภทปรากฏในพื้นที่สาธารณะจึงดูผิดที่ผิดทางสำหรับกติกา ที่เรียกร้องการใช้เหตุผล ไม่หวั่นไหวด้วยอารมณ์

นอกจากนี้ ผู้หญิงในตำแหน่งที่มีอำนาจบางคนถูกมองว่าขึ้นสู่ตำแหน่งนั้นได้เพราะสิทธิ พิเศษ หรือเส้นสายดีมากกว่าความสามารถของตนเอง ภาพลักษณ์และความคาดหวังที่ขัดแย้งกันเองนี้เพิ่มความยุ่งยากให้ผู้หญิงใน การทำงานในพื้นที่สาธารณะ

ในสังคมไทยแม้เมื่อมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยเชื่อว่าที่ทางของผู้หญิงและผู้ชายในทางการเมือง ไม่เหมือนกัน ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทที่ทางของผู้หญิงในชุมชนทางการเมืองยังเป็นไปโดย สอดคล้องกับความเชื่อว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ชีวิตออกเป็นอาณาบริเวณสาธารณะ และอาณาบริเวณส่วนตัว – ผู้หญิงกับบ้าน หรือคาดหวังให้ผู้หญิงเล่นบทบาทคล้าย ๆ ในครัวเรือนในพื้นที่สาธารณะ เช่นชอบให้ผู้หญิงเล่นบทบาทแม่/ป้า/พี่สาวที่คอยดูแลเรื่องกินอยู่และความ รู้สึกของคนในที่ทำงาน เป็นต้น

การเล่นบทบาทดูแลและเป็นฝ่ายสนับสนุนปนสงเคราะห์โดยผู้หญิงในพื้นที่ สาธารณะอาจจะได้รับการชี่มชมชื่นชอบจากบางคน (แม้ว่าหลายเวลาจะปนอาการรำคาญและอึดอัด เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูกหลายคู่) แต่ไม่ใช่ลักษณะที่ถูกให้ค่าว่าเป็นผลดีต่อการปฏิบัติงาน สำหรับคนที่หวังจะก้าวหน้าในองค์กรหรือสถาบันในระบบตลาดหรือการเมืองที่เป็น ทางการแบบนักเลือกตั้ง ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยไม่สามารถจะเล่นบทบาทดูแลคนอื่นเช่นนั้นได้ จึงถูกประณามเมื่อการกระทำและการสัมพันธ์กับผู้อื่นของเธอไม่สอดคล้องกับ ความคาดหวังเกี่ยวกับบทบาทเชิงเพศสภาพ

ภาพรวมของชีวิตทางสังคมของคนทำให้เราเห็นว่า การจัดแบ่งและจำกัดลักษณะ บทบาทและหลักการเฉพาะของแต่ละกลุ่มที่ทำให้โลกดูมีระบบระเบียบตามจินตนาการ หมู่ของคน แท้ที่จริงไม่ได้เป็นระเบียบและแบ่งแยกกันเด็ดขาดชัดเจนในเรื่องการดำเนิน ชีวิต กิจกรรมและปฏิสัมพันธ์ของผู้คนมากมาย

ในเวลานี้ผู้หญิงมากมายเข้าไปมีบทบาทต่างๆ กันในพื้นที่สาธารณะ และไม่ได้จำกัดบทบาทเพียงความเป็น “หลังบ้าน” ผ่านโยงใยความเป็นแม่-เมีย-ลูกสาว-พี่สาว-น้องสาว แต่การให้คุณค่ากับลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิงไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ลักษณะอย่างความเอื้ออาทรถูกให้คุณค่าในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่ยังจำกัดอยู่กับวงศาคณาญาติและมิตรภาพ แต่คนหลายกลุ่มไม่ชอบที่ความเอื้ออาทรในโยงใยความสัมพันธ์นี้จะปรากฏใน กระบวนนโยบายและการบริหารจัดการสาธารณะ

ปรากฏการณ์ที่เราได้เห็นมาโดยตลอดคือการข้ามพื้นที่ไปมาของผู้คนและหลัก การ/ค่านิยมในการกำกับพฤติกรรมและความสัมพันธ์ คนบางกลุ่มได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในบางพื้นที่ เช่นความพยายามเพิ่มจำนวนผู้หญิงในสถาบันทางการเมืองที่เป็นทางการ เป็นต้น แต่หลักการในการกำกับพื้นที่ยังเป็นเช่นเดิม จึงดูเหมือนว่ามีแต่ตัวคนที่ข้ามพื้นที่ไป และถูกบีบบังคับโดยสถานการณ์ให้รับวิถีปฏิบัติของพื้นที่ที่ตนเองได้ข้ามไป การข้ามพื้นที่ของหลักการถูกมองว่าเป็นปัญหา เช่นความเชื่อว่าการครองอำนาจและใช้อำนาจในพื้นที่สาธารณะถูกทำให้อ่อนแอลง ได้โดยความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างผู้มีอำนาจมากกว่าและผู้มีอำนาจน้อยกว่า หรือความแตกต่างของอำนาจในความสัมพันธ์ทำให้ความรักดูจริงน้อยลง เป็นต้น

ความเอื้ออาทรกับชีวิตทางสังคม

การใคร่ครวญถึงบทบาทของผู้หญิงในการเมืองจากที่ทางในครัวเรือนถึงการมี ส่วนร่วมทางตรงในฐานะพลเมืองของรัฐ ทำให้เราได้เห็นการต่อสู้ผลักดันและความพยายามจะรวมผู้หญิงเข้าสู่ระบบการ เมือง แต่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนการให้คุณค่าลักษณะและหลักการที่เชื่อมโยงกับความเป็น หญิง เรารวมผู้หญิงเข้าสู่ระบบการเมือง แต่ไม่ได้คิดถึงการรวมเอาแง่มุมหลายประการของความเป็นหญิงเข้าสู่พื้นที่การ เมืองด้วย

ในขณะเดียวกันการพิเคราะห์การดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลักดันกติกาและ นโยบายสาธารณะ ทำให้เราได้เห็นการข้ามพื้นที่ของความสัมพันธ์และหลักการที่กำกับพฤติกรรม เราได้เห็นการเอื้อประโยชน์ต่อครอบครัว พี่น้อง และพวกพ้อง และจัดการกระทำเช่นนั้นว่าเป็นการฉ้อราษฎร์บังหลวง ระบบการเมืองต่างๆ พยายามสร้างและปรับเปลี่ยนกลไกต่าง ๆ เพื่อตรวจสอบและเอาผิดกับการกระทำเช่นนี้

ความเชื่อว่าด้วยการแบ่งพื้นที่ทางสังคมที่กำกับโดยหลักการต่างชุดกัน และเป็นพื้นที่ของคนต่างเพศสภาพ ทำให้เราคาดหวังและประเมินการกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะตามหลักการของพื้นที่ สาธารณะ เมื่อเข้าสู่พื้นที่สาธารณะ เราคาดหวังว่าคนจะวางโยงใยความสัมพันธ์ส่วนตัวอันซับซ้อนของความผูกพันทาง อารมณ์และเครือญาติทิ้งไว้ที่บ้าน แล้วปฏิบัติหน้าที่ในฐานะปัจเจกที่คิดใคร่ครวญและเลือกเพื่อประโยชน์สุขส่วน รวม ไม่เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องเพื่อนฝูง

คำถามที่น่าคิดต่อก็คือ แล้วมนุษย์แยกตนเองออกจากโยงใยความสัมพันธ์รอบตัวเขาได้หรือไม่ หรือแท้ที่จริงตัวตนของเขาถูกนิยามโดยโยงใยความสัมพันธ์ที่มีความหมายใน ชีวิต ที่เขาและเธอพาไปด้วยทุกหนทุกแห่งเมื่อทำกิจกรรมหรือเกี่ยวข้องกับผู้อื้นใน พื้นที่ต่าง ๆ ของชีวิตทางสังคม การมองโลกและการเลือกของเราถูกกำกับอยู่โดยโยงใยความสัมพันธ์นี้

เพราะเราแยกตัวตนของเราออกจากโยงใยความสัมพันธ์ที่ทำให้เราเป็นเราไม่ได้ เราจึงมีแนวโน้มจะเห็นญาติเรา เพื่อนเรา ดีกว่าคนอื่น แต่ผู้คนก็ไม่ได้รังเกียจการช่วยเหลือเกื้อกูลและเอื้ออาทรไปเสียทุกเรื่อง ในพื้นที่สาธารณะ และเห็นประโยชน์ของลักษณะความสัมพันธ์เหล่านี้ในบางสถานการณ์ ตัวอย่างที่น่าจะทำให้หลายคนเข้าใจประเด็นนี้คือ เมื่อวิกฤติน้ำท่วมในปีพ.ศ. 2554 กระทบกรุงเทพมหานคร เกิดการกว้านซื้อของอุปโภคบริโภคจนนำไปสู่สภาพการขาดแคลนสินค้าราวกับเกิด สงครามใหญ่ คำอธิบายที่น่าสนใจว่าทำไมจึงเกิดการกักตุนลักษณะนี้ได้แก่ ความตื่นตระหนกของชนชั้นกลางไทย ที่เป็นห่วงตนเองและครอบครัว พยายามจะทำทุกอย่างเพื่อประกันความอยู่รอดและอยู่ดีเหมือนในเวลา “ปกติ” (หมายถึงเวลาที่ไม่เกิดวิกฤติที่สั่นคลอนโลกและความเคยชินของพวกเธอและเขา)

เราตั้งคำถามว่าทำไมคนไทยไม่เหมือนคนญี่ปุ่นที่เอื้อเฟื้อและคิดถึงผู้ อื่นด้วยแม้ในยามประสบภัย และพยายามสื่อ “สาร” สำคัญให้คนไทยคิดถึงคนอื่นด้วย คิดถึงแต่ตนเองและครอบครัวไม่ได้ เราได้เห็นการช่วยเหลือกันของเพื่อนบ้านที่ก่อนน้ำจะท่วมไม่สนใจแม้จะทำความ รู้จักกัน เราได้เห็นการอาสาให้ความช่วยเหลือของเครือข่ายภาคประชาชน ที่เข้าถึงผู้ประสบภัยมากมายในหลายพื้นที่ ผู้มีจิตอาสาเหล่านี้ดูจะคิดถึงความอยู่รอดและทุกข์สุขของคนอื่นที่ไม่ใช่ ส่วนหนึ่งของคนในครอบครัวและเพื่อนฝูงได้ การช่วยเหลือกันทั้งในระดับชุมชนและการอาสาของเครือข่ายภาคประชาชนทำให้หลาย คนอยู่รอดได้

เมื่อเผชิญสถานการณ์วิกฤติ เราอยากให้คนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งใหญ่ที่นำไปสู่การปะทะด้วยความรุนแรง เราอยากให้คนเห็นความเชื่อมโยงกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมชาติ ดูเหมือนว่า เราไม่ได้หวาดกลัวความเอื้ออาทรนอกครัวเรือนไปเสียทีเดียว และเห็นประโยชน์ของความเชื่อมโยงกันและดูแลช่วยเหลือกันในหลายสถานการณ์

คำถามที่น่าจะต้องคบคิดต่อในเวลาที่เอื้ออำนวยต่อการชวนคิดในประเด็นนี้ คือ เราควรจะใคร่ครวญเกี่ยวกับที่ทางและคุณค่าของความเอื้ออาทรในชีวิตทางสังคม การเมืองหรือไม่ หรือว่าจะกระตุ้นเร้าให้คนเอื้ออาทรต่อกันในยามวิกฤติแล้วก็กลับไปสู่วิธี คิดและการมองโลกแบบเดิมต่อไปเมื่อภัยอันตรายลดลง หรือเราจะคิดใหม่เกี่ยวกับหลักการที่เราจัดวางไว้ในพื้นที่สาธารณะโดยเชื่อม โยงกับบทบาททางเพศสภาพของผู้หญิง เพื่อจะทำให้ความเอื้ออาทรได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สาธารณะ เช่นเดียวกับความยุติธรรม เสรีภาพ และหลักการอื่น ๆ ที่เราเชิดชูให้คุณค่า

สิ่งที่เราหวาดหวั่นไม่น่าจะใช่ความเอื้ออาทรโดยตัวเอง เราเห็นปัญหาของความเอื้ออาทรที่จำกัดอยู่แต่กับคนในครอบครัว เครือญาติและเพื่อนฝูง แต่ก็เห็นประโยชน์ของความเอื้ออาทรที่ขยายออกนอกวงศ์วานว่านเครือ ไปรวมเอาคนอื่นอีกมากมายไว้ด้วย ความเอื้ออาทร (ที่ไม่ได้เป็นไปโดยงดงามราบรืนและเป็นสุขตลอดเวลา แต่มีความอึดอัด ขัดแย้งและเหน็ดเหนื่อยปะปนอยู่ด้วยมาก คนที่เคยเลี้ยงเด็กหรือดูแลคนชราน่าจะพอนึกภาพออก)[11] ที่เป็นฐานสำคัญของโยงใยความสัมพันธ์ที่มีความหมายในชีวิตเรา ประคับประคองเราให้อยู่รอดและอยู่ดีทั้งทางกายและจิตใจ จำกัดอยู่ในความสัมพันธ์ส่วนตัวนี้ โดยไม่ได้ขยายไปสู่แวดวงที่ใหญ่กว่า จนกลายเป็นเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมต่อพวกพ้องพี่น้องของ เราและคนอื่น

การจำกัดวงความเอื้ออาทรในความสัมพันธ์ส่วนตัวกลายเป็นข้อจำกัดในเวลาที่ ผู้คนเผชิญวิกฤติที่ชีวิตไม่ได้เป็นไปตาม “ปกติ” แต่เผชิญกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่กระทบความอยู่รอดของตนและสมาชิกในครัวเรือน น่าสนใจว่าในยามวิกฤติ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันที่ขยายขอบเขตไกลไปกว่าวงศ์วานว่านเครือต่างหากที่ ทำให้มนุษย์อยู่รอด

ความเอื้ออาทรในชีวิตทางสังคมไม่ควรจำกัดอยู่ในครัวเรือน แต่น่าจะครอบคลุม “คนอื่น” ไว้ด้วย และทำให้เราคิดถึงความอยู่รอดและอยู่ดีของผู้คนอีกมากมายที่ไม่ได้เกี่ยว ข้องสัมพันธ์เป็นเครือญาติหรือเพื่อนฝูงของเราได้

การพูดถึงที่ทางและการให้คุณค่ากับความเอื้ออาทรอาจถูกมองว่าไร้เดียงสา ในสายตาคนทื่เชื่อว่ามนุษย์มีองค์ประกอบที่ไม่น่ารักและเห็นแก่ตัว เราไม่สามารถจะเปลี่ยนความเป็นมนุษย์ได้และควรจะปลดปล่อยผู้คนออก จากกรอบกติกาที่กดดัน กดขี่ บังคับให้คนต้องซ่อนเร้นหรือบิดเบือนความเป็นมนุษย์ของตนเอง ภาพของมนุษย์เช่นนี้อาจจะสะท้อนความเคยชินจากการมองโลกไม่ครบถ้วน ที่เบียดขับลักษณะหลายประการของมนุษย์ไปเก็บไว้ในพื้นที่ส่วนตัวโดยเชื่อม โยงกับความเป็นหญิงและไม่ถูกให้คุณค่า

ข้อเสนอว่าด้วยที่ทางของความเอื้ออาทรที่ถูกเชื่อมโยงกับความเป็นหญิงนี้ ไม่ได้ฝากความหวังให้คนเป็นคนดีเพื่อโลกนี้จะได้ดีขึ้น แต่เสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีการมองและให้คุณค่ากับความเอื้ออาทรที่มีความหมาย เชิงครอบคลุมและไม่จำกัดผู้ที่เป็นเป้าหมายของความอาทร ว่าจะต้องเป็นคนในครัวเรือนและแวดวงของเราเท่านั้น จากการมองว่าความเอื้ออาทรไม่มีที่ทางในการต่อสู้แข่งขันเพื่อเอาชนะ เพราะจะทำให้คนพ่ายแพ้ เราน่าจะมองความเอื้ออาทรในฐานะรูปแบบการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ทำ ให้คนอยู่รอดไปด้วยกัน

การปรับคุณค่าของความเอื้ออาทรในชีวิตทางสังคมการเมืองจะเป็นไปได้ ต้องไม่ติดกรอบและติดกับกรอบการแบ่งเพศสภาพและการให้คุณค่ากับลักษณะที่ เชื่อมโยงกับความเป็นชายมากกว่าลักษณะที่เชื่อมโยงกับความเป็นหญิง และมองทะลุการจำกัดหลักการของแต่ละพื้นที่ที่ทำให้ชีวิตทางสังคมของคนขาด ดุลยภาพ

การคิดใคร่ครวญถึงประสบการณ์ของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และทัศนะของท่านเกี่ยวกับผู้หญิงในการเมืองทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ความเป็นหญิง การแบ่งพื้นที่ของชีวิตทางสังคม และหลักการเฉพาะของแต่ละพื้นที่นั้น การข้ามพื้นที่ของคนและหลักการดำเนินไปในรูปแบบต่างๆ เราอยู่ในเวลาที่เชื่อกันว่าผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองโดยตรงได้ แต่ก็ไม่หลุดจากกรอบการแบ่งเพศสภาพและพื้นที่

ข้อเสนอของดิฉันไม่ใช่การเพิ่มจำนวนหรือนำผู้หญิงเข้าสู่พื้นที่การเมือง ภาครัฐ หรือการกำหนดกติกาของสังคมการเมือง การรวมผู้หญิงเข้าสู่ระบบการเมืองโดยไม่รวมหลักการหลายประการที่เชื่อมโยง กับความเป็นหญิงมาด้วยไม่ทำให้ชีวิตทางสังคมของเราเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่สิ่งที่น่าจะเป็นคือการรวมเอาลักษณะและหลักการที่เชื่อมโยงกับความเป็น ผู้หญิงเข้าสู่พื้นที่สาธารณะให้ได้ผสมผสาน ปะทะสังสรรค์ ทัดทานและถ่วงดุล หลักการความยุติธรรมแบบแห้งแล้งไม่เห็นใจคน

////////////////////////////////////////////////

[1] งานของ Susan Moller Okin, Women in Western Political Thought (Princeton: Princeton University Press, 1979) ให้ภาพการแบ่งบทบาทหน้าที่ทางเพศและพื้นที่ของชีวิตทางสังคมตามแนวคิดของนัก ปรัชญาอย่างน่าสนใจ
[2] Allison M. Jaggar, Feminist Politics and Human Nature (Sussex: Harvester Press, 1983).
[3] Carol Gilligan, In a Different Voice (Cambridge: Harvard University Press, 1982).
[4] Arlene Saxonhouse, “Aristotle: Defective Males, Hierarchy and the Limits of Politics,” in Feminist Interpretations and Political Theory, ed. Mary Lyndon Shanley and Carole Pateman (Cambridge: Polity Press, 1991), p. 46.
[5] เรื่องเดียวกัน, หน้า 48-9.
[6] Susan Moller Okin, “Philosopher Queens and Private Wives: Plato on Women and Family,” in Feminist Interpretations and Political Theory, ed. Mary Lyndon Shanley and Carole Pateman (Cambridge: Polity Press, 1991), p. 15.
[7] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.
[8] Mary Wollstonecraft, A Vindication of the Rights of Women, http://etext.virginia.edu/toc/modeng/public/WolVind.html.
[9] Birute Regine, “Women CEOs: Bold Enough to Be a Woman? in Huffington Post, http://www.huffingtonpost.com/birute-regine/female-ceos_b_1063671.html?ir=Women.
[10] “The 10 Worst Stereotypes About Powerful Women,” Forbes, 24 October 2011, http://www.forbes.com/sites/jennagoudreau/2011/10/24/worst-stereotypes-powerful-women-christine-lagarde-hillary-clinton/
[11] Joan C. Tronto, “Care as a Political Concept,” in Nancy J. Hirschmann and Christine Di Stefano, Revisioning the Political (Boulder: Westview Press, 1996).