WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 12, 2012

สนับสนุนสื่ออิสระ: ประชาไทขอรับการสนับสนุน

ที่มา Thai E-News

11 มกราคม 2555
โดยทีมข่าว ไทยอีนิวส์

สนับสนุนกันตามกำลังศรัทธา เพื่อช่วยให้สื่อข่าวอิสระทางอินเตอร์เนตทั้งหลาย สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้


ประชาไทขอรับการสนับสนุน

ทุกวันนี้ "เว็บไซต์ประชาไท" ดำเนินการผลิตข่าวและเผยแพร่บทความ อย่างต่อเนื่องผ่านเว็บไซต์ prachatai.com (หากเปิด .com ไม่ได้ ให้ลอง prachatai3.info) วันละ 10-15 ชิ้น พร้อมทั้งเผยแพร่ทาง facebook และ twitter

ปีที่ผ่านมาเว็บไซต์ประชาไทมีผู้อ่านเฉลี่ย 178,000 คน/เดือน จำนวนคลิ๊กอ่านมากกว่า 25,000 ครั้ง/วัน (สถิติ1) มีสมาชิกแฟนเพจ Prachatai ใน facebook มากกว่า 20,000 คน และมีการเข้าถึงมากกว่า 10,000 ครั้ง/สัปดาห์ (สถิติ2)

ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การดำเนินงานของนักข่าว กองบรรณาธิการ และทีมงานเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดรวม 14 คน พร้อมทั้งนักข่าวภาคสนาม เจ้าหน้าที่ทำงานนอกเวลาเสริมงานกองบรรณาธิการอีกประมาณ 10 คนทั่วประเทศ

การดำเนินการดังกล่าว เว็บไซต์ประชาไทมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานประมาณ 6 ล้านบาทต่อปี เว็บไซต์ประชาไทจึงอยากขอการสนับสนุนจากผู้อ่าน ร่วมผลักดันให้เราสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ช่องทางสนับสนุนเว็บไซต์ประชาไท

  1. แบ่ง ปันข้อมูลข่าวสาร-บทความ โดยแชร์ผ่าน Social Media ทั้ง Facebook, Twitter และช่องทางอื่นๆ เพื่อให้เว็บไซต์ประชาไทมีผู้อ่านมากยิ่งขึ้น
  2. ลงโฆษณาแบนเนอร์ ในเว็บประชาไท อ่านข้อมูลได้ที่ รายละเอียด พื้นที่โฆษณา
  3. สนับสนุน ซื้อสินค้าจาก ร้านค้าประชาไท ที่เว็บไซต์ PrachataiStore.com
    ร้านค้าประชาไท
  4. โอนเงินบริจาค ผ่านช่องทางต่อไปนี้
    • โอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร

      ชื่อบัญชี มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน เลขที่บัญชี 091-0-10432-8 ธนาคารกรุงไทย สาขารัชดาภิเษก-ห้วยขวาง
      และส่งโทรสารสำเนาการโอนมาที่โทร. 02 690 2712 หรือทางอีเมล service@prachatai.com

      สำหรับ ผู้ที่โอนเงินจากต่างประเทศใช้ข้อมูลต่อไปนี้ = ชื่อบัญชีภาษาอังกฤษ: FCEM, Bank Address:336 Ratchadapisek Road, Samsennok, Huai Khwang, Bangkok 10320 Thailand, Swift Code:KRTHTHBK

    • โอนเงินออนไลน์ผ่าน paysbuy
      paysbuy
    • โอนเงินออนไลน์ผ่าน paypal

    • หมายเหตุ: การบริจาคนี้นำไปหักภาษีไม่ได้

Wednesday, January 11, 2012

บิ๊กไมโครซอฟชาวออสซี่หอบ10ล้านแต่งสาวสุรินทร์

ที่มา Voice TV

บิ๊กไมโครซอฟชาวออสซี่หอบ10ล้านแต่งสาวสุรินทร์

ผู้บริหารไมโครซอฟหอบเงิน10ล้าน ทองคำ40บาทนั่งช้าง แต่งงานสาวเมืองสุรินทร์ เผยพบรักที่ภูเก็ต

นายแพทริค อายุ 42ปี ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทไมโครซอฟ ชาวออสเตรเลีย ได้พาพ่อแม่ญาติพี่น้องกว่า 30คน เดินทางมาที่บ้านกล้วย ต.ทับทัน อ.สังขะ จ.สุรินทร์ เพื่อแต่งงานกับ น.ส.อโณทัย วิเศษชาติ อายุ 36ปี ซึ่งพ่อแม่ฝ่ายหญิง พอใจไม่เรียกร้องสินสอดแต่อย่างใด ซึ่งได้แต่งงานตามประเพณีของไทยทุกประการ ท่ามกลางญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน ที่มาร่วมแสดงความยินดีจำนวนมาก โดยมีขบวนขันหมาก มีการหาบขันเงิน ขันทอง

ส่วนเจ้าบ่าวได้นั่งบนช้างและญาติๆ โดยชาวบ้านกว่า 300คน ที่ออกมาต้อนรับคณะพร้อมเต้นรำกับขบวนแห่ดนตรีในจังหวะร็อค กันตรึมอย่างสนุกสนาน โดยตลอดเส้นทางผ่านทุ่งนา เกือบ 2กิโลเมตร เจ้าบ่าวได้มอบขันเงินขันทองให้พ่อแม่เจ้าสาว เป็นคนเปิดและนับดู ปรากฏว่า เป็นเงินสดจำนวน 10ล้านบาท ทองจำนวน 40บาท สร้างความฮือฮาเป็นอย่างยิ่ง

น.ส.อโณทัย เปิดเผยว่า ทำงานที่บริษัทด้านไมโครซอฟที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นสาขาหนึ่ง ในจำนวนกว่า 100แห่งทั่วโลก ที่เจ้าบ่าวเป็นผู้บริหารอยู่ และได้พบรักกับ นายแพทริค ใช้เวลากว่า 6ปีแล้ว หลังจากนี้ไปก็คงจะได้เดินทางไปทั่วโลกพร้อมกับเจ้าบ่าว เพื่อจะไปคอยดูแลในฐานะภรรยาอย่างเต็มที่ต่อไป

ซี 7 มือตบบ้องหูเครียด ตร.ออกหมายเรียก

ที่มา Voice TV









ตำรวจสุวรรณภูมิออกหมายเรียกข้าราชการ ซี 7 ที่ทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่สนามบินมารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 7 วัน ด้านอธิบดีกรมศุลกากร ยอมรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบต่อภาพลักษณ์ขององค์กร

จากกรณีคลิปวิดีโอข้าราชการ ซี7 สังกัดกรมศุลกากร ใช้มือตบเข้าที่บริเวณใบหูทั้ง 2 ข้างของเจ้าหน้าที่สนามบิน หลังเจ้าหน้าที่ชายรายหนึ่งขออนุญาตใช้อุปกรณ์สแกนวัตถุแปลกปลอมตรวจค้นตาม หน้าที่ แต่ชายคนดังกล่าวไม่ยินยอม นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเสื่อมเสียภาพลักษณ์ขององค์กร จึงมีคำสั่งลงวันที่ 11 มกราคม โยกย้าย เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวที่ปรากฏในคลิป คือ นายสมบัติ ชาติไชยไววิทย์ อายุ 55 ปี ข้าราชการซี 7 สังกัด สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้มาประจำการที่กรมศุลกากร

พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยให้รายงานความคืบหน้าและสรุปผลภายใน 30 วัน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามระเบียบข้าราชการพลเรือน และหากพบมูลความผิดจะลงโทษทางวินัย ซึ่งโทษจะมีตั้งแต่ภาคฑัณท์ไปจนถึงไล่ออกตามลำดับขั้นความผิด และต้องเคารพการตัดสินใจของคณะกรรมการที่ตั้งขึ้น พร้อมกับยืนยันว่า กรมศุลกากรได้ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบเรื่องนี้เป็นพิเศษ และการกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่ต้องการให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก

ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมานายศิริชัย ใหม่ชุ่ม อายุ 33 ปี ผู้เสียหายได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิพร้อมทีมทนาย แต่ปฎิเสธที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุณการณ์ที่เกิดขึ้น



ขณะที่พันตำรวจเอกณัฐนันนท์ นานาสมบัติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้ออกหมายเรียกให้ข้าราชการคนดังกล่าวมารับทราบข้อ กล่าวหาโดยให้ระยะเวลา 7 วัน ในการเดินทางเข้ารับทราบตามหมายเรียก แต่หากครบกำหนดยังไม่มาไม่เข้ามาก็ต้องออกหมายจับ ตามกระบวนการทางกฎหมาย นอกจากนี้มีรายงานว่าข้าราชการรายนี้เกิดอาการเครียดจนต้องเข้ารักษาตัวที่ โรงพยาบาล

นอกจากนี้ เว็ปไซต์เดลินิวส์ รายงานข่าวว่า พ.ต.ท.สมชาติ มณีรัตน์ พนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้เรียกตัวนายศิริชัย ใหม่ชุ่ม อายุ 33ปี บ้านเลขที่ 489 ถนนอ่อนนุช กรุงเทพมหานคร เข้าให้ปากคำเพิ่มเติม กรณีเข้าแจ้งความว่าขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่วินิจฉัยภาพแล้วถูกทำร้ายร่างกาย ด้วยการตบบ้องหูจนแก้วหูฉีกขาด โดยมี พ.ต.อ.ณัฐนันท์ นานาสมบัติ ผกก.สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นประธานในการสอบปากคำ

นายศิริชัย เปิดเผยภายหลังเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมว่า ตนเป็นพนักงานวินิจฉัยภาพภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ขณะปฏิบัติหน้าที่ตามปรกติช่วงเวลา 13.00 น. ของวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา นายสมบัติ ชาติไชยไววิทย์ อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 28/6 ตรอกวัดม่วงแค (เจริญกรุง34) ต.บางรัก เขตบางรัก กทม. เดินผ่านเข้ามาในช่องตรวจและได้กล่าวว่าไม่ยินยอมให้ตรวจร่างกาย ซึ่งตนก็ยังไม่ทันได้ตรวจร่างกายแต่ทันใดนั้น ผู้ต้องหาคนดังกล่าวได้ใช้มือทั้งสองข้างตบมาที่บ้องหูเข้าอย่างแรงจนมึน ประคองสติแทบไม่ได้ จากนั้นตนได้ถอยหนีออกไปพร้อมก้มขอโทษด้วยความนอบน้อม ก่อนที่เพื่อนพนักงานได้พาไปพบแพทย์โดยแพทย์วินิจฉัยว่ามีอาการแก้วหูฉีกขาด

ผู้เสียหายผู้นี้ กล่าวต่อว่า หลังพบแพทย์เสร็จช่วงบ่ายของวันเดียวกันจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความไว้เป็น หลักฐาน กระทั่งวันนี้พนักงานสอบสวนได้เรียกตนและผู้อยู่ในเหตุการณ์เข้าให้ปากคำดัง กล่าว พร้อมนำภาพผู้ก่อเหตุให้ตนชี้ยืนยันว่าชายในภาพดังกล่าวเป็นผู้ลงมือก่อเหตุ จริงสวน ทางด้านของคดีตนขอดำเนินเรื่องจนถึงที่สุด เวลานี้พี่และเพื่อน ๆ ต่างโทรศัพท์มาให้กำลังใจกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับในช่วงเวลานี้ยังอยู่ในช่วงของการลาป่วยจึงยังไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ ตามปกติ

ด้าน พ.ต.อ.ณัฐนันท์ กล่าวว่า พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ ได้สั่งกำชับการปฏิบัติงานสอบสวนให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามระเบียบอย่าง ตรงไปตรงมา เวลานี้เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งกล้องวงจรปิดและพยานแวดล้อมไว้ ทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายร่างกาย ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียกให้มาพบพนักงานสอบสวนภายในวันที่ 18 ม.ค. นี้ แต่ผู้ถูกกล่าวหายังไม่มีการติดต่อเข้ามาแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวเอพีรายงานข่าวเผยแพร่ไปทั่วโลกว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรของไทยคนหนึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง เมื่อมีภาพเป็นคลิปวิดีโอปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ยูทูบแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่า ใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หลังเดินผ่านการตรวจรักษาความปลอดภัย แล้วไม่ยอมให้ตรวจร่างกายโดยแสดงอาการเกรี้ยวกราด พร้อมกับใช้ฝ่ามือตีเข้าอย่างแรงบริเวณบ้องหูสองข้างของเจ้าหน้าที่คนดัง กล่าว พร้อมกับชี้ให้ดูป้ายประจำตัว ทำให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชั้นผู้น้อยต้องน้อมศีรษะแสดงอาการขอโทษ ที่ไปก้าวล่วงต่อเจ้าหน้าที่ผู้นั้นล่าสุดมีผู้เข้าไปชมคลิปในเว็บไซต์ชื่อ ดังแล้วกว่า 5,000 รายด้วยกัน.

การเปลี่ยนผ่าน...ปัญหาที่ไม่เคยผ่านไป

ที่มา ประชาไท

การเปลี่ยนผ่านในทางการเศรษฐกิจเมืองเป็นเรื่องที่ถูกถกเถียงอย่างไม่จบ สิ้นทั้งในทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ และหากกล่าวให้เจาะจงมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งผู้ที่มีแนวความคิดหลักๆ ตรงกัน เช่น พยายามมุ่งสู่ประชาธิปไตย พยายามมุ่งสู่สังคมที่ปราศจากการขูดรีด เขาเหล่านั้นก็ยังไม่อาจจะตกลงร่วมกันได้โดยง่ายนักว่า กระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะใช้วิธีการที่ “ฉับพลันทันด่วน” หรือ “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” ถึงจะเหมาะสม บทความนี้จึงจะกล่าวถึงการวิวาทะในเรื่องของการเปลี่ยนผ่านการปกครองไปสู่ ระบอบประชาธิปไตย (Democratization) เปรียบเทียบกัน

การเปลี่ยนผ่านจากระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไปสู่ระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นเรื่องที่ยากในการวิเคราะห์ เพราะเพียงแค่เริ่มต้น ผู้ที่ต้องการจะวิเคราะห์เรื่องนี้ก็จะต้องประสบกับความยากลำบากที่จะต้อง ตอบคำถามเอาเสียแล้วว่า ระบอบประชาธิปไตยหมายความว่าอย่างไร? โดยเฉพาะเมื่อเรามีความคิดเห็นตรงกันว่า “ชื่อ” ของระบอบการเมืองที่ใช้อย่างเป็นทางการนั้นไม่ได้บอกอะไรแก่เรามากมายนัก

Acemoglu กับเพื่อนร่วมงานของเขา Robinson ได้ให้นิยามของความเป็นประชาธิปไตยเอาไว้ว่า “ประชาธิปไตยโดยทั่วไปแล้วหมายถึงสถานการณ์ที่มีความเท่าเทียมกันในทางการ เมือง โดยเปรียบเทียบกับระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” (Acemoglu and Robinson, 2006: 29) นิยามดังกล่าวอยู่บนข้อสมมติฐานเพิ่มเติมที่ว่า (หนึ่ง) สิทธิทางการเมืองที่ทั่วถึงกันนี้จะนำมาซึ่งการทำนโยบายทางเศรษฐกิจที่ตรง ความต้องการของคนส่วนใหญ่ในสังคมด้วย และ (สอง) คนส่วนใหญ่ของประเทศคือคนยากจน ดังนั้น การที่คนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในทางการเมืองจะทำให้นโยบายของรัฐบาล ประชาธิปไตยมีลักษณะให้ความสำคัญกับคนจนในประเทศนั้นๆ (pro-poor policy)

การที่มีนโยบายเข้าใกล้ความต้องการของคนจนมากยิ่งขึ้นเป็นทั้งคุณสมบัติ ของพัฒนาการประชาธิปไตย ในขณะเดียวกันก็นำมาสู่ทฤษฎีอีกประการหนึ่งของ Acemoglu และ Robinson นั่นคือทฤษฎีการปฏิวัติ (coup theory) โดยเขาทั้งสองอธิบายว่า เมื่อพัฒนาการของประชาธิปไตยมีแนวโน้มจะทำให้นโยบายของรัฐดังกล่าวเอนเอียง ไปหาคนจนมากยิ่งขึ้น คนรวย(ในงานของ Acemoglu มักเรียกว่า elite) ย่อมมีความรู้สึกถูกคุกคามในสองระดับด้วยกันคือ (หนึ่ง) ถูกคุกคามโดยอำนาจทางการเมืองที่ลดลง และ (สอง) ถูกคุกคามโดยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ลดลงซึ่งเป็นผลพวงมาจากอำนาจทางการ เมืองที่ลดลงอีกทีหนึ่ง และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมพัฒนาการประชาธิปไตยในบางประเทศจึงถูกทำให้ถดถอยลง ด้วยการปฏิวัติ เช่น การเก็บภาษีชนชั้นนำสูงขึ้นในละตินอเมริกานำมาสู่การปฏิวัติในท้ายสุด (Kaufman and Stallings, 1991)

“ความขัดแย้ง” ข้างต้นเป็นความขัดแย้งระหว่างคนจนและคนรวย (the poor/the rich) หรือ ประชาชนและชนชั้นนำ (citizen/elite) โดยฝ่ายหนึ่งต้องการประชาธิปไตยและอีกฝ่ายต้องการระบอบการเมืองที่ไม่เป็น ประชาธิปไตย ความขัดแย้งนี้จะนำไปสู่เกมของการปฏิวัติ (game of coup) โดยเกมนี้ทั้งสองฝ่ายจะต้องเลือกที่จะต่อสู้กันเพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ โดยรวมของตนเองเอาไว้ให้มากและนานที่สุด, การต่อสู้ระหว่างคู่ขัดแย้งนี้นำมาสู่แนวคิดสองกระแสด้วยกัน:

กระแสที่หนึ่ง, เป็นกระแสที่เห็นว่าการต่อสู้เพื่อที่จะเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยนั้น ต้องจำกัดอำนาจของชนชั้นนำอย่างเข้มงวดหรือสลายชนชั้นนำให้หมดไป ไม่เช่นนั้นเมื่อสภาวการณ์เอื้ออำนวยชนชั้นนำก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาปฏิวัติ หรือเปลี่ยนแปลงการปกครองกลับไปสู่ระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยได้อีก แนวทางในกระแสนี้เชื่อว่าการประนีประนอมหรือรีรอให้เวลาแห่งการเปลี่ยนผ่าน ทอดยาวออกไป คือการสลายพลังการของปฏิวัติประชาชนต่อชนชั้นนำอ่อนแอลง

แนวคิดในกระแสที่หนึ่งนี้ มักถูกวิจารณ์ว่า มีแนวโน้มที่จะนำไปสู่ความรุนแรง เพราะฝ่ายชนชั้นนำซึ่งเล่นเกมการปฏิวัตินี้ด้วย ย่อมตระหนักถึงภัยคุกคามและพร้อมที่จะตอบโต้อย่างเต็มที่ ในประเทศที่ชนชั้นนำถือครองสินทรัพย์ในรูปที่ดินมากกว่าแรงงาน ชนชั้นนำอาจเลือกวิธีการปราบปรามอย่างรุนแรง (repressive approach) เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่กระทบต่อความมั่งคั่งของชนชั้นนำมากนัก (ดู Acemoglu and Robinson, 2006)

กระแสที่สอง, เป็นกระแสที่มองเรื่องความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำและประชาชนเป็นเรื่องที่มี พัฒนาการอย่างเป็นลำดับ การลัดขั้นตอนกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย อาจก่อให้เกิดความผันผวนทางการเมือง ความสูญเสีย และอาจกลายเป็นการปฏิวัติเพื่อกลับมาสู่จุดเดิม (revolution as repetition) หากยังไม่มีสถาบันทางการเมืองที่มั่นคงเพียงพอ กระแสการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในแบบที่สองนี้ มองว่าชนชั้นนำเป็นคนที่มีเหตุมีผลและสามารถที่จะเห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่าน ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยได้หากสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมขึ้นมา

เงื่อนไขเหมาะสมที่จะทำให้ชนชั้นนำยินยอมเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบ ประชาธิปไตยก็คือ การที่ชนชั้นนำได้มีเวลา (และทรัพยากรอื่นๆ)เพียงพอที่จะสร้างคะแนนความนิยมทางการเมืองของตนเองก่อน ที่จะเปลี่ยนแปลงสู่ระบอบประชาธิปไตย ชนชั้นนำจะยังได้รับอภิสิทธิ์ทางเศรษฐกิจการเมืองบางประการเหนือไปกว่าบุคคล ทั่วไปในระยะเปลี่ยนผ่าน โดยการได้รับอภิสิทธิ์เหล่านี้จะลดลงอย่างเป็นลำดับในระหว่างที่พัฒนาการของ ประชาธิปไตยดำเนินไปโดยไม่มีการสะดุดหยุดลงด้วยการปฏิวัติ [1]

การที่ชนชั้นนำจะยินยอมผ่อนปรนอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองของตนเองออกมา อย่างค่อยเป็นค่อยไปได้นั้น จำเป็นต้องผ่านเงื่อนไขเบื้องต้น (necessary condition) ที่สำคัญสองข้อเสียก่อน นั่นคือ (หนึ่ง) ชนชั้นนำต้องตระหนักว่าเขามีทางเลือก และ (สอง) เขาอยู่ในสภาวะเสี่ยง หรือกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้นก็คือ ประชาชนต้องมีพลังมากพอจะต่อรองชนชั้นนำจริงๆ หากชนชั้นนำไม่ยินยอมผ่อนปรนการผูกขาดอำนาจและทรัพยากรของตนเองออกมา (credible threat)

ภายใต้เงื่อนไขทั้งสองประการข้างต้น, หากประชาชนส่งสัญญาณที่หนักแน่นมากพอให้แก่ชนชั้นนำได้คิดคำนวณ ก็มีโอกาสอย่างมากที่ชนชั้นนำจะยอมผ่อนปรนอำนาจทางการเมืองหรือเศรษฐกิจของ ตนเอง และในระยะยาวเมื่อประชาชนเข้าถึงทรัพยากรได้มากขึ้น (มีชนชั้นกลางมากขึ้น) มีการสร้างสถาบันทางการเมือง ซึ่งหมายรวมถึงการสร้างอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้อย่างเหนียวแน่นมั่นคงขึ้น พัฒนาการประชาธิปไตยก็จะรุดหน้าไปอย่างราบรื่น

แนวคิด (concept) ทั้งสองกระแสที่ยกมากล่าวถึงอย่างง่ายนี้ อันที่จริงแล้วมีรายละเอียดที่สามารถโต้แย้งกันไปมาได้อย่างไม่รู้จบ และอาจแยกเป็นแนวคิดย่อยๆ ที่แตกต่างออกมาต่างหากได้อีกมาก และอย่างที่เกิดขึ้นเสมอ นั่นคือการถกเถียงเชิงพรรณนาความมักไม่อาจนำมาซึ่งข้อสรุปที่แน่นอนได้ ดังนั้นเราอาจจะต้องสอดส่องหาหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อตรวจสอบแนวคิดทั้ง สองกระแสดังกล่าว

หนึ่งในงานที่ช่วยให้เราเข้าใกล้ข้อพิสูจน์มากขึ้นเล็กน้อยก็คืองานของ Joseph, W. (2009) ซึ่งพยายามทดสอบว่า ผู้นำในระบอบไม่เป็นประชาธิปไตยมีแนวโน้มจะสนองตอบต่อการให้เงินช่วยเหลือ (หรือตัดเงินช่วยเหลือ)อย่างไรบ้าง หากถูกร้องขอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองของตนเองไปสู่ประชาธิปไตย งานชิ้นนี้เข้าข่ายแนวคิดกระแสที่สองซึ่งเรากล่าวถึง เพราะผู้นำเผด็จการมีทางเลือกที่จะรับเงินช่วยเหลือต่อไปแล้วค่อยๆ เปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตย หรือยอมถูกตัดเงินช่วยเหลือ (credible threat) แล้วปกครองแบบไม่เป็นประชาธิปไตยต่อไป ซึ่งมีความเสี่ยงจะถูกปฏิวัติโดยประชาชน

ผลการศึกษาของ Joseph, W. (2009) ชี้ว่า ระบอบเผด็จการทหารจะพยายามอยู่ในอำนาจยาวนานขึ้นและมีแรงจูงใจที่จะเปลี่ยน แปลงการปกครองตนเองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยน้อยลง ในขณะที่ระบอบราชาธิปไตยและระบอบพรรคการเมืองผูกขาดพรรคเดียวมีโอกาสเปลี่ยน แปลงไปสู่ประชาธิปไตยได้มากขึ้น

งานของ Joseph, W. (2009) มีส่วนช่วยอย่างยิ่งในการยืนยันเบื้องต้นว่า แนวคิดเรื่องการประนีประอมกับชนชั้นนำเพื่อเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตยใน ระยะยาวนั้นสามารถที่จะทำได้ในสองระบบคือระบบราชาธิปไตย และระบบเผด็จการพรรคการเมืองเดียว แต่ไม่ประสบความสำเร็จในกรณีเผด็จการทหาร ส่วนหนึ่งก็เพราะระบอบเผด็จการทหารมักไม่สามารถสร้างความนิยมอย่างกว้างขวาง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การแข่งขันทางการเมืองแบบประชาธิปไตยได้

ทว่า การพิจารณาผลการศึกษาของ Joseph, W. (2009) จำเป็นต้องระมัดระวังในการตีความในสองประเด็นด้วยกันคือ (หนึ่ง) ผลการทดสอบ ไม่ได้บอกว่าการต่อสู้ทางการเมืองแบบถอนรากถอนโคนใช้การไม่ได้ การบอกว่าวิธีการที่ A ใช้งานได้ ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าวิธีการ B ใช้งานไม่ได้ ทั้งสองเรื่องต้องพิจารณาแยกขาดจากกัน ผลการทดลองของ Joseph, W. (2009) ไม่ได้ให้ข้อสรุปอะไรเลยต่อวิธีการแบบกระแสถอนรากถอนโคน (สอง) ในระบอบการเมืองจริงๆ ชนชั้นนำอาจไม่ได้มีเพียงชนชั้นนำเดี่ยว (single elite) แต่เป็นลักษณะของการร่วมมือกันเช่น พรรคการเมืองพรรคเดี่ยวอาจร่วมมือกับทหาร ราชาธิปไตยอาจร่วมมือกับทหาร ซึ่งงานของ Joseph, W. (2009) ยังไม่สามารถอธิบายถึงจุดนั้นได้ และ (สาม) ต้องเข้าใจข้อจำกัดของแบบจำลองที่ใช้ในการศึกษา อาทิ ผู้นำในระบอบเผด็จการซึ่งกำลังกล่าวถึงนี้มีลักษณะแบบอรรถประโยชน์นิยม (utilitarianism) ซึ่งหมายความว่าเขาให้คุณค่ากับความสุขที่สามารถวัดได้ เป็นต้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเดินทางของข้อวิวาทะว่าด้วยการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจการเมืองไปสู่จุดที่ เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น จึงยังไม่บรรลุจุดสิ้นสุด กระแสของการเปลี่ยนแปลงที่เชี่ยวกราก หรือกระแสของการเปลี่ยนแปลงที่ไหลเอื่อย นั้นยังคงเป็นทางเลือกที่ยากจะหาข้อยุติในกลุ่มหัวก้าวหน้าว่าวิธีการใดดี กว่ากัน... การเปลี่ยนผ่านจึงยังเป็นปัญหาที่ไม่เคยผ่านไป


เอกสารอ้างอิง
Acemoglu, Daron and Robinson, James (2006). Economic Origins of Dictator and Democracy. Cambridge University Press.
Joseph, W. (2009). How Foreign Aid Can Foster Democratization in Autoritarian Regimes. American Journal of Political Science, 552-571.
Kaufman, Robert R. and Stallings Barbara (1991). The Political Economy of Latin American Populism. University of Chicago Press.


//////////////////////
[1] ในหลายประเทศได้มีการจัดตั้งสถาบันทางการเมืองที่ค้ำประกันว่าชนชั้นนำจะมี ปากเสียงในการคัดค้านนโยบายซึ่งเอนเอียงจะให้ความสำคัญกับคนจำนวนมาก (Pro-majority policy) เอาไว้ในโครงสร้างทางการเมืองด้วย อาทิ Prussian Junkers ในเยอรมนีศตวรรษที่ 19 หรือ British House of Lord ในอังกฤษ เป็นต้น ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ทำให้ระบอบประชาธิปไตยแบบประธานาธิบดีมีแนวโน้มที่จะ เกิดการรัฐประหารมากกว่าระบอบรัฐสภา เพราะระบอบรัฐสภาเปิดให้ชนชั้นนำได้วิ่งเต้น หรือแทรกแซงจากชนชั้นนำได้ง่ายกว่าระบอบประธานาธิบดี (ดู Acemoglu and Robinson, 2006)

ความอึดอัด

ที่มา ประชาไท

ผมนั่งทบทวนอยู่นานกว่าจะตัดสินใจเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงเพื่อนผู้เป็น กัลยาณมิตร คนหนึ่งเพื่อให้เขาช่วยแนะนำและพิจารณาความคิดของผม เพียงเพราะความคิดของผมนั้นสั้นจนเกินควร แม้ลักษณะความคิดทางการเมืองตามที่เรากำหนดไว้นั้น ไม่ได้ระบุจำนวนประเด็นขั้นต่ำเอาไว้ หรือแม้แต่โดยหลักการตามที่เราตกลงไว้ร่วมกันนั้น มันก็ไม่ควรจะสั้นเหมือนกับความคิดของผมนี้ มันเป็นความอึดอัดที่ต้องตกอยู่ในกรอบบางอย่างแม้จะไม่ผิด หากแต่มันไม่ควรในความรู้สึกของผม ผมจึงต้องเขียนปกป้องตัวเองก่อน ก่อนที่จะฝืนความรู้สึกดังกล่าวออกมาโดยเผยแสดงให้เห็นผ่านความคิดสั้นๆนี้

กรอบบางอย่างที่ว่านั้น ผมไม่เคยอยากจะรู้จักมันสักเท่าไหร่ตั้งแต่เด็ก ดูได้จากการที่ผมไม่เคยตั้งคำถามกับมันเลยว่าจริงๆแล้ว มันคืออะไรและทำไมผมจึงต้องเชื่อมันโดยไม่ตั้งข้อสงสัยหรือสังเกต ผมก็แค่ใช้ชีวิต แค่ใช้ชีวิตก็ลำบากแล้ว แล้วยังจะต้องสงสัยกับสรรพสิ่งเพื่อให้ชีวิตยุ่งยากไปมากกว่าเดิมทำไม จนวันนี้ความคิดบางส่วนของผมเปลี่ยนไป เมื่อผมเข้าใจในความรู้สึกอึดอัดจนต้องเสียน้ำตา เมื่อไม่มีเสรีภาพแม้แต่การจะพูดแสดงความคิดเห็นของตนเอง เช่น เมื่อผมแสดงความคิดเห็นกับผู้ใหญ่ แล้วผู้ใหญ่มักจะไม่รับฟังด้วยแนวคิดและคำพูดที่ว่า "เถียงผู้ใหญ่" สำหรับผมแล้ว เหตุผลเพียงน้อยนิดนี้ ประเทศนี้มันจึงเป็นประเทศที่ดีสำหรับผู้ใหญ่ และมันเป็นประเทศที่หนุ่มสาวถูกกัดกิน (ด้วยจารีต) ผมวิพากษ์แนวคิดของสิ่งนั้น เพื่อให้สิ่งนั้นมีอยู่ เพียงเพราะเราต้องใช้ชีวิตร่วมกัน ผมใช้ชีวิตร่วมกับสิ่งนั้นที่เป็นโครงสร้างหลักของประเทศนี้มาพอควร และกรอบบางอย่างที่ว่ามันกดทับผมเอาไว้ แม้จะเข้าใจว่าการรื้อมันง่าย การสร้างมันยาก แต่ผมไม่ได้คิดที่จะรื้อเพื่อสร้างสิ่งใด ผมแค่ต้องการการรับฟังอย่างมีเหตุมีผลและใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสมดุลในลักษณะ การวิพากษ์กันและกันเพื่อให้กันและกันมีอยู่ ก็เท่านั้น

และนี้คือจดหมายฉบับนั้นที่ผมเขียนถึงเขา และผมก็ได้แต่เฝ้ารอเขาตอบกลับมาโดยหวังว่าคำตอบหรือคำแนะนำนั้นจะเลิกกดทับ ผมไว้กับความคิดที่ปิดกั้น

“อ้อม อ้อม” แม่ตะโกนเรียกผมจากชั้นล่าง ผมวิ่งลงมาตามเสียงนั้น

“มีไรเหรอ แม่”

“ล้างจานให้ที เดี๋ยวนี้เลย แม่จะออกไปแล้ว” แม่ผมพูด ขณะที่ผมเหลือบไปเห็นพี่ชายที่นั่งเล่นเกมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างเมามันส์ และควันสีเทาของบุหรี่ล่องลอยขึ้นจากบุหรี่ที่ถูกวางไว้กับที่เขี่ย

“แต่ อ้อมทำ…” ผมไม่ได้พูดคำว่า “งาน” ออกไปเพราะ

“แม่บอก ก็ทำ แค่นั้น” ผมตั้งใจเหลือบมองไปที่พี่ชายให้แม่เห็น ก่อนจะเดินไปที่ครัวและล้างจานกองโตเพียงลำพัง หากแต่ในใจก็ครุ่นคิดแต่เพียงว่า แม้กระทั่งบ้านยังมีความเป็นการเมืองแบบนี้ ประเทศนี้จะเป็นอย่างไร

“แย้…ชนะแล้ว” เสียงพี่ชายดังจนถึงครัว

“เพราะรัก” เสียงจากเหยื่อการสลายการชุมนุมเสื้อแดง เมษายน 53

ที่มา ประชาไท

กลุ่ม Redfam Fund เดินทางไปอัมพวา เพื่อเยี่ยมสมจิตต์ เปรมวงษ์ และ ประชา ศรีคุณ คนขับแท็กซี่ที่เจ็บป่วยเรื้อรังเนื่องจากแก๊สน้ำตา ในการสลายการชุมนุม 10 เม.ย. 53

“รัก” คำสั้นๆ คำเดียวที่ทำให้เราได้เห็น ว่าชีวิตของพวกเขา 3 คน เดินมาถึงจุดนี้ในวันนี้ได้อย่างไร

เพราะภาพและข้อความของ จิตตรา คชเดช [1] ที่ กึ๋ย รักพี่ต้องหนีพ่อ เสื้อแดงแกนนอน เอามาแชร์ใน FB พร้อมตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “เราจะทำอะไรได้มากกว่าแชร์” ทำให้เรา Redfam Fund [2] ได้ออกไปพบเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน คือ 1 คุณลุง และ 2 คุณป้า ที่อัมพวา [3] พื้นที่ที่ว่ากันว่าเป็นถิ่นที่ของคนเสื้อเหลือง และ ส.ส.ดาวเด่นของสภาปี 55

แรกเจอ

เที่ยงวันเสาร์ที่ 7 มกราคม ป้าสมจิตต์ เปรมวงษ์ ยืนรอเราที่หน้าร้าน “อัมพวาตามสั่ง” ร้านอาหารเพิงหมาแหงนเล็กๆ ข้างสถานีตำรวจอัมพวา ตามที่นัดหมายซึ่งจิตตราช่วยประสานให้วันก่อน แล้วเธอก็พาเราไปที่โรงพยาบาลนภาลัย อ.อัมพวา ทันที

ที่นั่น ป้าจิตตรา ศรีคูณ นั่งเฝ้าสามีที่สมองไม่รับรู้อะไร[4] ซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอตลอด 20 เดือนที่ผ่านมา

ประชา ศรีคุณ อายุ 61 ปี ผิวสีขาวซีด นอนเอียงข้างโดยมีหมอนหนุนขาและสะโพกเอาไว้ ทั้งตัว มีเพียงแขนข้างขวาที่ยังมีความรู้สึกและขยับมือเคลื่อนไหวได้ แต่มักใช้ดึงสายยางให้อาหารที่ต่อไว้ที่จมูก พยาบาลจึงใช้อุปกรณ์ดัดแปลงจาก ขวดน้ำเกลือครอบไว้ ดวงตาที่มองมายังเราผู้แปลกหน้านั้นไร้ความรู้สึกตอบสนองใดๆ

ป่วยเรื้อรังจากแก๊สน้ำตา

ก่อนหน้านั้นลุงประชาขับรถแท็กซี่อยู่ในกรุงเทพฯ และป้าจิตตรามีร้านขายอาหารตามสั่งร้านเล็ก ๆ ลุงเคยมีรายได้ดี สมัยที่การท่องเที่ยวคึกคัก ทั้งยังเคยเข้าไปคุยกับนายกฯทักษิณสมัยที่ท่านขอพบคนขับแท็กซี่ แต่หลังจากเกิดรัฐประหารทุกอย่างก็ย่ำแย่ลง เมื่อการทำมาหากินฝืดเคืองป้าจิตตราก็เริ่มขยับกลับมาเช่าห้องที่อัมพวาและ ปรับปรุงเพิงร้านเก่า ๆ ที่หน้าสถานีตำรวจซึ่งครอบครัวเคยใช้ประโยชน์มานาน 15 ปี และไม่นานต่อมาลุงก็เลิกขับแท็กซี่และย้ายตามกลับมา

พอเริ่มมีการชุมนุม นปก. ตั้งแต่ 19 กันยายน 49 ลุงและป้า และป้าสมจิตต์ก็เข้าร่วมด้วยเสมอเพราะว่าเห็นว่ามีความไม่ถูกต้องและความไม่ ยุติธรรมเกิดขึ้น แม้จะกลับมาอยู่อัมพวาแต่ทั้งลุงและป้าก็ยังไปร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และบ่อยครั้งที่ลุงแอบไปร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ ทั้ง ๆ ที่มีเงินติดตัวไม่กี่สิบบาท

วันที่ 10 เมษายน 53 ที่มีการสลายการชุมนุมด้วยแก๊สน้ำตา ลุงประชาและป้าสมจิตต์อยู่ในที่ชุมนุมบริเวณถนนราชดำเนิน ทั้งคู่ถูกแก๊สน้ำตา และสัมผัสอาการปวดแสบปวดร้อนตามเนื้อตัวไม่ต่างจากคนอื่น

“ตอนอยู่ ที่ราชดำเนิน น้องชายเราเป็นตำรวจ บอกว่าให้เรากลับ ฝ่ายนั้นเขาเตรียมไว้แล้วจะสลาย แต่เราก็ไม่กลับ กลับได้ไง ไม่ชนะเราไม่กลับ มาถึงขั้นนี้แล้ว” ป้าสมจิตต์กล่าวด้วยใจนักเลง

วันรุ่งขึ้นป้าสมจิตต์ส่งลุงประชากลับบ้านที่อัมพวาให้ไปพักผ่อนเพราะ เกรงว่า โรคภูมิแพ้ที่เป็นโรคประจำตัวจะกำเริบ แต่แล้ว ตีหนึ่งของวันที่ 12 เมษายน ลุงมีอาการชักและหมดสติ ป้าจิตตราซึ่งอยู่กับลุงเพียงลำพังจึงต้องเรียกรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลแม่ กลองมารับเข้าห้องไอซียู

ลุงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลแม่กลอง 2 เดือน โดยที่ทางโรงพยาบาลไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความเจ็บป่วยของลุงมากนัก นอกเสียจากจะบอกให้มารับลุงกลับกลับไปดูแลเองที่บ้านและให้เตรียมใจรับ สภาพ... อีก 1 เดือนถัดมาลุงประชาก็ชักและเข้าโรงพยาบาลด้วยรถฉุกเฉินอีกครั้ง และต่อมาทางโรงพยาบาลแม่กลองก็ส่งตัวลุงมาโรงพยาบาลที่อัมพวา

“ตอนที่เอาลุง เข้าโรงพยาบาลตอนแรกไม่ได้บอกเขาว่าเราเป็นเสื้อแดง เพราะที่นี่เป็นที่ของคนเสื้อเหลืองกันทั้งจังหวัด จนกระทั่งลุงป่วยนานถึง 7 เดือนแล้วจึงค่อยทำเรื่องแจ้งไปยัง นปช. ที่เขาเปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ ได้เงินมา 10,000 บาทหลังจากนั้นก็ไม่ได้อะไรอีก เราก็ดูแลกันเองมาโดยตลอด 20 เดือนแล้ว” ป้าสมจิตต์กล่าว

หลังจากที่ส่งเรื่องร้องเรียนกับศูนย์ฯ แล้ว รัฐบาลอภิสิทธิ์ได้จ่ายค่าดูแลให้กับลุงประชาอีกวันละ 200 บาท เป็นเวลา 365 วัน และค่าชดเชยความเสียหายอื่นๆ อีก 30,000 บาท รวมทั้งสิ้น 103,000 บาท แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลของคนเสื้อแดง เงินช่วยเหลือในส่วนนี้ก็ขาดหายไป

ปัจจุบัน เนื่องจากต้องดูแลลุง และด้วยอาการปวดแข้งปวดขาของตนเองทำให้ป้าจิตตราไม่สามารถทำร้านอาหารต่อไป ได้ จึงให้พี่หมูน้องสาวทำแทน[5]

สู้เพื่อให้รู้ว่ารักทักษิณ

ก่อนหน้านี้ป้าสมจิตต์มีอาชีพค้าขายเสื้อผ้า ในช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดงเธอมีหน้าที่รวบรวมคนรักทักษิณในเขตคู้บอน 27 และมีกลุ่มเสื้อแดงแม่กลองซึ่งเป็นญาติพี่น้องมาร่วมสมทบ

“มันไม่ถูกต้อง อะไรๆ ที่ทางฝ่ายนี้ทำ ที่ทักษิณทำ ฝ่ายนั้นว่าทำผิดหมด มันไม่ยุติธรรมเลย เราเองก็เป็นลูกตำรวจน้ำดีเหมือนกัน เราก็ต้องออกไปสู้ เลือดตำรวจเหมือนกัน"

ป้าสมจิตต์ชื่นชมผลงานของรัฐบาลทักษิณ โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค พี่สาวของเธอที่กลับมาจากต่างประเทศก็ใช้สิทธินี้ผ่าตัดรักษาโรคหัวใจ และโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลรักษาต่อเนื่องอย่างโรคภูมิแพ้และสะเก็ดเงิน ทุกวันนี้ลุงประชาเองก็รักษาด้วยสิทธิดังกล่าวด้วยเช่นกัน

หลังการชุมนุมปิดสนามบินของคนเสื้อเหลืองทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ การค้าขายของป้าสมจิตต์ก็ย่ำแย่ตามไปด้วย แต่นั่นยังไม่เท่ากับที่ทำให้นายกทักษิณฯผู้ที่ทั้งเธอ พี่สาว และพี่เขย รักและชื่นชอบไม่ได้กลับมาเมืองไทยอีก

“รักทักษิณมาก ฉันรักมาก ฉันสู้มาตลอด สู้เพื่อให้กลับมา” เสียงป้าจิตตราขาดหายเป็นห้วง ๆ ก่อนจะก้มลงซับน้ำตา

คำฝากจากคนรักทักษิณ นปช. และเพื่อนเสื้อแดงที่ยังถูกจำคุก

จนถึงวันนี้ป้าสมจิตต์รับภาระดูแลพี่สาวและพี่เขย ที่ผ่านมาเธอต้องวิ่งเต้นอย่างหนักเพื่อจะทำให้ลุงประชาได้รับการช่วยเหลือ เยียวยา แต่เงินที่ได้มาก็เป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาที่ลุงเจ็บ ป่วย

ป้าสมจิตต์กล่าวซ้ำ ๆ ว่าอยากให้ลุงประชาได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้ อยากให้มีคนมาช่วยดูแลกันบ้าง เพราะไม่รู้ว่าจะป่วยแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

ความจริงเธอจะไม่อยากเรียกร้องอะไรมากเพราะเข้าใจดีว่าพี่น้องเสื้อแดงก็ ร่วม ต่อสู้ด้วยกันมา ไม่อยากกล่าวหาว่าร้ายเพราะเชื่อว่าแต่ละคนก็เต็มที่กันแล้ว และพวกเธอก็ยอมเสียสละไปร่วมต่อสู้กันเองจะเรียกร้องอะไรก็คงไม่เหมาะไม่ควร แต่เธอก็รู้สึกไม่ค่อยชอบใจเมื่อไปศูนย์ช่วยเหลือเยียวยาฯแล้วถูกทำให้มี ลักษณะเหมือนขอทาน

ป้าสมจิตต์และป้าจิตตราฝากบอกถึงรัฐบาล ชุดนี้ว่าปัญหาใหญ่ๆ อย่างน้ำท่วมผ่านไปแล้ว พวกเธอจึงอยากให้รัฐบาลที่มาจากคนเสื้อแดงได้หันมาช่วยเหลือดูแลสองพันกว่า คนที่ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเมษา-พฤษภา 53 ได้แล้ว ทั้งยังจะต้องตามเรื่องการสะสางหาผู้รับผิดชอบต่อคนที่เสียชีวิตจากการสลาย การชุมนุมทั้ง 91 ศพ

การเฝ้าติดตามข่าวสารของพี่น้องเสื้อแดงจากเอเชียอัพเดท ทำให้ป้าสมจิตต์และป้าจิตตราทราบข่าวทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องผู้ต้องขัง เสื้อแดง น้องก้านธูป คุณสมยศ ฯลฯ ทั้งสองคนรู้สึกเห็นใจทั้งฝากความห่วงใยและกำลังใจไปถึงทุกคน และอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือพวกเขา และพี่น้องเสื้อแดงที่ยังถูกจับกุมคุมขังอยู่ได้รับอิสรภาพด้วย

ส่วนป้าจิตตรานั้น ถึงตอนนี้ หวังเพียงแค่อยากให้ทักษิณรับรู้เรื่องของลุงประชา ศรีคูณ คนที่ลุงกับป้าไปต่อสู้เพื่อให้ได้กลับมาประเทศไทย ว่ายังรักและเป็นห่วง แม้จะอยากให้กลับประเทศไทยโดยไวๆ แต่... ถ้ายังไม่ปลอดภัยก็ยังไม่ต้องกลับมา

ดูคลิปสัมภาษณ์ เพราะรัก (1) ลุงประชา-ป้าจิตตรา-ป้าสมจิต ความยาว:: ‎5:57

หมายเหตุ

[1]
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150458331067895&set=a.115714592894.102440.657712894&type=1

[2] Redfam Fund : กลุ่มผู้ช่วยเหลือญาติผู้ต้องหาคดีการเมือง จ.อุบลราชธานี และ จ.เชียงใหม่

[3] หลังจากการที่จิตตรา คชเดช พบกับพี่สมจิตโดยบังเอิญที่อัมพวา เมื่อ 2 มกราคม 55 ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ก็ไปเยี่ยมลุงประชาและป้าจิตตรา ศรีคูณ ในวันรุ่งขึ้น พร้อมเงินช่วยเหลือส่วนตัว 5,000 บาท แต่ที่มากกว่านั้นสำหรับป้าจิตตราคือกำลังใจที่ได้รับกับคนที่แกบอกว่ารัก มาก เหมือนลูกชายคนโต จนพี่สมจิตต้องปรามว่าอย่าดึงเขาลงมา

[4] สมทบทุนช่วยเหลือ ลุงประชา – ป้าจิตตรา ศรีคูณได้ที่บัญชีธนาคารกรุงไทย สาขาตลาดแม่กลอง ชื่อบัญชี นางจิตตรา ศรีคูณ เลขที่บัญชี 709-012-764-8

[5] เพื่อนเสื้อแดงที่ไปเที่ยวอัมพวา แวะไปอุดหนุนและให้กำลังใจกันได้ที่ ร้านอัมพวาตามสั่ง ข้างสถานีตำรวจอัมพวาได้ทุกวัน ศุกร์ – เสาร์ – อาทิตย์

ครม.เยียวยาเหยื่อสลายชุมนุมเสียชีวิต 4.5 ล้านบาทต่อราย

ที่มา ประชาไท

10 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามที่คณะกรรมการประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อ เสนอแนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีแลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เสนอแนะมาตรการ กลไก และวิธีการในการเยียวยาผู้เสียหาย และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงหรือความขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ถึงเมษา-พฤษภาปี 2553 ดังนี้

1.กรณีเสียชีวิต อัตรา 4.5 ล้านบาทต่อราย โดยคำนวณตามฐานข้อมูลรายได้เฉลี่ยประจำต่อคนต่อเดือนตามสถิติรายได้ประชา ชาติของประเทศไทย (GDP per Capita) ของปี 2553 ซึ่งเท่ากับ 1.5 แสนบาท ชดเชยค่าเสียโอกาสเป็นเวลา 30 ปี โดยประมาณว่าผู้เสียชีวิตมีอายุเฉลี่ยที่ 35 ปี จะมีโอกาสทำงานไปจนถึงอายุ 65 ปี

2.เงินช่วยเหลือค่าปลงศพ อัตรา 2.5 แสนบาทต่อราย

3.เงินชดเชยกรณีทุพพลภาพ อัตราเท่ากับเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต

4.เงินชดเชยกรณีสูญเสียอวัยวะ สูญเสียอวัยวะสำคัญ อัตราร้อยละ 80 ของกรณีเสียชีวิต (3.6 ล้านบาทต่อราย) สูญเสียอวัยวะไม่สำคัญ อัตราร้อยละ 40 ของกรณีเสียชีวิต (1.8 ล้านบาทต่อราย)

5.กรณีได้รับบาดเจ็บไม่สูญเสียอวัยวะ ได้รับบาดเจ็บสาหัส อัตราร้อยละ 25 ของกรณีเสียชีวิต (1.1 ล้านบาทต่อราย) ได้รับบาดเจ็บไม่สาหัส อัตราร้อยละ 15 ของกรณีเสียชีวิต (6.7 แสนบาทต่อราย) ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย อัตราร้อยละ 5 ของกรณีเสียชีวิต (2.2 แสนบาทต่อราย)

6.เงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล กรณีเสียชีวิตจ่ายไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย กรณีทุพพลภาพและสูญเสียอวัยวะสำคัญจ่ายไม่เกิน 2 แสนบาทต่อราย กรณีรักษาต่อเนื่องไม่เกิน 2 แสนบาทต่อรายต่อปี กรณีได้รับบาดเจ็บสาหัสจ่ายไม่เกิน 5 หมื่นบาท กรณีได้รับบาดเจ็บไม่สาหัสจ่ายไม่เกิน 2 หมื่นบาท กรณีได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจ่ายไม่เกิน 1 หมื่นบาทต่อราย

7.การชดเชยเยียวยาผู้ที่ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง กรณีที่ศาลยกฟ้อง ให้ได้รับเงินชดเชยในอัตราเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัว โดยคำนวณจากรายได้ 1.5 แสนบาทต่อปี กรณีถูกศาลตัดสินให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินระยะเวลาที่กำหนด ให้ได้รับเงินชดเชยเท่ากับจำนวนระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวเกินกว่าระยะเวลาให้ จำคุก

และ 8.การชดเชยเยียวยาความสูญเสียทางด้านจิตใจ อาทิ กรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ อัตรา 3 ล้านบาทต่อราย กรณีศาลยกฟ้อง แต่ถูกควบคุมหรือคุมขัง เกินกว่า 180 วัน อัตรา 1.5 ล้านบาทต่อราย เกินกว่า 90 วันแต่ไม่ถึง 180 วัน อัตรา 7.5 แสนบาทต่อราย กรณีศาลตัดสินให้จำคุก แต่ถูกควบคุมหรือคุมขังเกินระยะเวลาให้จำคุก เกินกว่า 180 วัน อัตรา 1 ล้านบาทต่อราย และเกินกว่า 90 วันแต่ไม่เกิน 180 วัน อัตรา 5 แสนบาทต่อราย

อย่างไรก็ตาม การชดเชยเยียวยาให้ครอบคลุมถึงคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทาง การเมือง ทุกเหตุการณ์ นับแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยมาชุมนุมขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เหตุรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 เหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดง ทั้งปี 2552 มาจนถึงเหตุความรุนแรงเมษา-พฤษภาปี 2553 รวมวงเงิน 2 พันล้านบาท โดยไม่รวมถึงความเสียหายจากเหตุการณ์อื่นๆ อาทิ กรณีตากใบหรือกรือเซะ

....................
ที่มา:
มติชนออนไลน์

ผู้แทน 'ยูเอ็น’ ด้านเสรีภาพการแสดงออก เยือน ‘ประชาไท’

ที่มา ประชาไท

‘แฟรงค์ ลา รู’ ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออกแห่งยูเอ็น เข้าเยี่ยมสำนักข่าวประชาไทในวาระการมาเยือนไทยอย่างไม่เป็นทางการ ระบุจะยังคงสนับสนุนให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และพร้อมให้ความช่วยเหลือตามต้องการ

10 ม..ค. 55 แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออกของสหประชาชาติ ได้เข้าเยี่ยมสำนักข่าวประชาไท ในวาระการมาเยือนประเทศไทยอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนจะเดินทางไปเข้าร่วมเวทีสัมมนาด้านเสรีภาพการแสดงออกที่สิงคโปร์ในวัน พรุ่งนี้ โดยลา รู ย้ำว่า ทางยูเอ็นจะยังคงหนุนให้รัฐบาลไทยทำการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อไปในอนาคต

ลา รู กล่าวกับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย และเขาหวังว่าจะได้กลับมาอีก เพื่อตรวจดูสถานการณ์ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงออกในประเทศไทยในทุกแง่ มุม ไม่เพียงแต่ในแง่ของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเรื่องการแสดงออกทางวัฒนธรรม, สิทธิในการชุมนุมโดยสันติ, การคุ้มครองผู้สื่อข่าว, สิทธิในการเข้าถึงข้อมูล

IMG_1202

แฟรงค์ ลา รู ผู้ตรวจการพิเศษด้านเสรีภาพการแสดงออก เข้าเยือนสำนักข่าวประชาไท

ทั้งนี้ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เขาได้แถลงผ่านทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่า ทางยูเอ็นเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทำการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ เนื่องจากการบังคับใช้และบทลงโทษที่สูงเกินไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล

“ผู้ตรวจการพิเศษ ไม่ได้จะมุ่งแต่วิจารณ์ติติงรัฐบาล แต่ผู้ตรวจการพิเศษมีหน้าที่เพื่อให้การสนับสนุนทางเทคนิคแก่รัฐบาลตามต้อง การ เพื่อที่จะปรับปรุงมาตรฐานทางสิทธิมนุษยชนและพัฒนาประชาธิปไตย” ลา รู กล่าว

ต่อข้อวิจารณ์ที่ว่า ข้อเสนอดังกล่าวของยูเอ็น เป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยนั้น ลา รู กล่าวว่า ไม่ว่าในประเทศใดๆ หลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนต่างมีผลบังคับใช้เท่ากันทั้งสิ้น เนื่องจากหลักสิทธิมนุษยชนเป็นหลักสากล และศักดิ์ศรีของมนุษย์ก็มีเท่าๆ กัน เขาจึงอยากจะให้ประชาชนทุกคนได้รับการประกันในสิทธินี้

“ผมยังคงยืนยัน (ในสิ่งที่ได้แถลงไป) และนี่ก็ไม่ใช่เป็นการแทรกแซงด้วย เนื่องจากสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องในทางระหว่างประเทศ และเป็นความรับผิดชอบของประเทศที่ทันสมัย มีอารยะ และเป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีแต่ประเทศที่ต้องการจะกลับไปสู่ระบอบอำนาจนิยม ไร้อารยะ และไม่ตามครรลองประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะปฏิเสธหลักสิทธิมนุษยชน” ผู้แทนจากยูเอ็นกล่าว

มองจากฝั่งมาเลย์ มุสลิมชายแดนใต้ต้องเปิดสมองมองโลก

ที่มา ประชาไท

มูฮำหมัด ดือราแม สำนักข่าวประชาไท
รวยริน เพ็ชรสลับแก้ว โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)

เฟาซี นาอิม บี.หะยี เนาะห์ (Fauzi Naim B.HJ Noh) ประธานสภาธุรกิจมาเลเซีย (JBC Malaysia)

ในแวดวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย ภายใต้สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย–มาเลเซีย–ไทย หรือ IMT–GT (Indonesia–Malaysia–Thailand Growth Triangle) เป็นที่รับรู้กันว่า ภาคเอกชนมาเลเซียมีความกระตือรือร้นมากที่สุดตลอดระยะเวลา 18 ปี ของการก่อเกิด IMT – GT ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

เฟาซี นาอิม บี.หะยี เนาะห์ (Fauzi Naim B.HJ Noh) ประธานสภาธุรกิจมาเลเซีย (JBC Malaysia) ในฐานะหัวหน้าคณะภาคเอกชนของมาเลเซียในการประชุม IMT–GT ให้สัมภาษณ์ หลังเสร็จสิ้นการประชุม IMT–GT ครั้งล่าสุด ระหว่างวันที่ 5–7 ธันวาคม 2554 ที่โรงแรมเจดับเบิ้ลยู แมริออท เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ ประเทศอินโดนีเซีย

0 0 0

ทำไม่ฝ่ายมาเลเซียจึงมีความกระตือรือร้นมากใน IMT–GT
มาเลเซียเป็นประเทศเล็ก ต้องพึ่งพาวัตถุดิบทางอุตสาหกรรมจากประเทศไทยและอินโดนีเซีย เช่น ปลา สำหรับอุตสาหกรรมอาหารทะเล ไก่ แป้งมันสำปะหลัง และอาหารอีกหลายชนิดจากไทย เช่น ข้าวสาร เรานำเข้าวัวจากไทย 250,000 ตัวต่อปี

ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องพึ่งทุกอย่างจากไทย ต้องทรัพยากรจากไทยมาสนับสนุนอุตสาหกรรมและอาหารของมาเลเซีย

ปัจจุบันมาเลเซียมีโรงงานอุตสาหกรรมยาง ก็ต้องพึ่งพาวัตถุดิบยางพาราจากไทย เราต้องพึ่งพาผลไม้จากไทย และเราต้องพึ่งแรงงานก่อสร้างจากไทย ต้องพึ่งพาแรงงานประมงจากไทย แต่ขณะนี้ก็ยังไม่พอ

เพราะฉะนั้น หลักการของ IMT–GT ย่อมไม่ใช่หลักการที่จะปล่อยให้ใครอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นหลักการที่เราจะอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่หลักการของแข่งขันกัน เราเชื่อเรื่องนี้ว่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย คิดเหมือนกัน

มาเลเซียต้องพึ่งพาไทยและอินโดนีเซียในทุกด้าน เพราะเราเป็นประเทศเล็ก ทรัพยากรของเรามีไม่พอกินไม่พอใช้ซักอย่าง

บางเรื่องไทยก็ต้องพึ่งมาเลเซียเหมือนกันนะ
ประเทศไทยมีทางเลือกมากกว่า มีทางเลือกที่จะนำเข้าทรัพยากรจากประเทศต่างๆ มาใช้ได้มากกว่า ขณะที่ไทยต้องการน้ำมันจากมาเลเซีย ประเทศไทยก็หาซื้อน้ำมันจากที่อื่นได้ ก๊าซธรรมชาติประเทศไทยก็หาซื้อจากประเทศอื่นได้

ขณะที่สิ่งของที่มาเลเซียต้องพึ่งจากไทย มาเลเซียไม่สามารถหาจากที่อื่นได้ เช่น ปลา พืชผัก ข้าวสาร ไก่ เป็นต้น

มองพัฒนาการของ IMT–GT ที่มีมา 10 กว่าปีแล้ว มาถึงวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ให้ประโยชน์กับมาเลเซียเยอะ สิ่งที่มาเลเซียได้รับโดยตรงก็คือ ด้านอาหารและการเกษตรตามที่กล่าวมาแล้ว ในด้านการท่องเที่ยว คนที่มาเที่ยวที่ภูเก็ต ก็จะเดินทางมาเที่ยวต่อที่มาเลเซีย

ในสาขาผลิตภัณฑ์ฮาลาล ผลิตภัณฑ์ฮาลาลที่ผลิตในประเทศไทย เช่น สับปะรด มาเลเซียนำเข้าจากไทยแล้วส่งออกต่อไปยังตะวันออกกลาง เราเป็นพ่อค้าคนกลาง เรานำเข้ามาแล้วใช้ตราฮาลาลของมาเลเซียส่งออกต่อ

ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ท่าเรือปีนังของมาเลเซีย สินค้า 15 เปอร์เซ็นต์ ประมาณ 1 ล้านตู้คอนเทนเนอร์ต่อปีมาจากประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นยางพารา

ความร่วมมือในสาขาผลิตภัณฑ์ฮาลาลระหว่างไทยกับมาเลเซียในกรอบ IMT–GT ลงตัวหรือยัง
ความร่วมมือในด้านฮาลาล สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสาขานี้คือ การรับรองและมาตรฐานฮาลาล 2 อย่างนี้ เราทำงานร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยกับสำนัก งานพัฒนาอิสลามของมาเลเซีย หรือ JAKIM ไทยกับมาเลเซียทำงานร่วมกันในเรื่องการรับรองและมาตรฐานฮาลาล

ในด้านอุตสาหกรรมภายใต้ฮาลาล มีการริเริ่มทำงานร่วมกัน ทั้งด้านการรับรองและด้านมาตรฐาน การตรวจสอบโรงงานระหว่างการผลิตและหลังการผลิต การตราผลิตภัณฑ์ ทั้ง 3 อย่างนี้ เราทำงานร่วมกัน

ปัญหาคือเรื่องการตราผลิตภัณฑ์ บริษัทที่ได้รับตราฮาลาลบางส่วน เราเข้าไปตรวจสอบปีละครั้ง เวลาที่เราไม่ได้เข้าไปตรวจ เขาก็มักจะทำงานไม่ตรงไปตรงมา ไม่ปฏิบัติตามระเบียบและหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งมักเป็นปัญหาของฝ่ายไทย

ดังนั้น ในการตรวจรับรอง เราจำเป็นต้องมีความเข้มแข็งมากกว่านี้ เวลาที่เราเข้าไปตรวจในโรงงาน ทุกอย่างถูกต้องตลอด แต่พอเวลาเราไม่เข้าไปตรวจโรงงานก็หย่อนยาน เราตรวจตั้งแต่โรงงาน กระบวนการผลิต วัตถุดิบและคนงาน

ปัจจุบันนี้ เรามีมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ทำงานร่วมกันในเรื่องฮาลาล ไม่ว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยปุตรามาเลเซีย มหาวิทยาลัยไซน์มาเลเซีย ทั้งหมดทำวิจัยฮาลาลได้ดีมาก รวมทั้งเรื่องการศึกษาและการฝึกอบรม

นอกจากความร่วมมือที่ได้กล่าวถึงแล้ว ผลดีที่มาเลเซียและไทยได้รับร่วมกันคือ เราได้ทำงานร่วมกันในการเพาะพันธุ์ยางพารา โดยเพาะต้นกล้ายางไปแล้ว 56 ล้านต้น เพื่อนำไปปลูกในภาคอีสานของไทย ปลูกไปแล้ว 7–8 หมื่นไร่

อีกอย่างที่เป็นผลดีคือ จะมีโครงการตั้งฟาร์มไก่ที่ปัตตานี ผลิตไก่ให้ได้ 50 ล้านตัว เป็นการร่วมทุนระหว่างเอกชนไทยกับมาเลเซีย ผลดีที่ไทยได้รับแน่ๆ คือ ร้านต้มยำของคนไทยในมาเลเซีย ที่มีถึง 2 พันแห่ง

การมาถึงของ AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) กระทบกับบทบาทของ IMT – GT อย่างไรบ้าง
แน่นอนมีผล เพราะ IMT–GT เป็นพื้นที่นำร่องของ AEC เป็นตัวสร้างสรรค์ให้ AEC ถ้า IMT–GT ประสบความสำเร็จ AEC ก็จะประสบความสำเร็จด้วย

ในอาเซียนมีถึง 10 ประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็มีปัญหา ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าก็มีปัญหา แต่ไทยกับมาเลย์ไม่มี

ถ้าพื้นที่ IMT–GT มีความเข้มแข็ง ก็จะสามารถกำหนด AEC ได้ แต่มองดูแล้ว AEC จะมาครอบพื้นที่ IMT–GT มากกว่า
ไม่ใช่ เพราะ AEC เป็นหลักการใหญ่ แต่ของจริงคือ IMT–GT เพราะ IMT–GT คือ ธุรกิจการค้าข้ามแดน คือครอบครัวเดียวกัน คือประวัติศาสตร์เดียวกัน จะเปรียบเทียบกับประเทศฟิลิปปินส์กับพม่า ก็ไม่ได้เพราะทั้งสองประเทศนั้นอยู่ไกลกันมาก เพราะฉะนั้น IMT–GT มีความเป็นไปได้มากกว่า เพราะชายแดนติดกัน

ดังนั้น IMT–GT ประชาชนในอนุภูมิภาคนี้ไปมาหาสู่กัน วันเสาร์ อาทิตย์ เป็นวันหยุดคนมาเลย์ไปเที่ยวเมืองไทยกันเยอะ อย่างผมเดินทางไปปีนังลำบากรถติด ไม่รู้จะไปไหน ผมก็พาครอบครัวไปเที่ยวหาดใหญ่ หรือไม่ก็กระบี่

สัปดาห์หนึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเลย์ไปหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 3 หมื่นคน ตอนนี้โรงแรมในหาดใหญ่เต็มหมด หาดใหญ่กลายเป็นที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว เป็นแหล่งช็อปปิ้งของนักท่องเที่ยว เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางอาหาร

ในฐานะที่สภาธุรกิจมาเลเซียเข้มแข็งที่สุดใน IMT–GT มองสภาธุรกิจของฝ่ายไทยและอินโดนีเซียอย่างไร
สภาธุรกิจมาเลเซียคือเบอร์หนึ่ง เหตุผลก็ตามที่ผมได้บอกไปแล้ว เพราะเราต้องขวนขวาย เราต้องค้นหาเพื่อความอยู่รอด ส่วนไทยเป็นประเทศใหญ่ มีธุรกิจใหญ่ๆ อย่างคุณสุทิน (นายสุทิน พรชัยสุรีย์ นายกสมาคมไม้ยางพาราไทย และกรรมการผู้จัดการบริษัท เขามหาชัยพาราวู้ด จำกัด จังหวัดนครศรีธรรมราช) ทำธุรกิจไม้ยางพารากับมาเลเซียแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ อีก 90 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่ประเทศจีน

ส่วนคุณโอฬาร (นายโอฬาร อุยะกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ผลิตภัณฑ์ปลากระป๋องสยาม จำกัด จังหวัดสตูล) ทำธุรกิจกับมาเลเซียแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 95 เปอร์เซ็นต์ทำธุรกิจกับญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป

ไทยเป็นประเทศใหญ่ มาเลเซียต้องพึ่งไทย ดังนั้น เราจึงต้องการ IMT–GT

IMT – GT เป็นเหมือนทางเดิน เหมือนสะพานของมาเลเซีย เพราะฉะนั้นมาเลเซียจึงต้องผลักดันให้เข้มแข็ง

ขณะที่ประเทศไทยสบายๆ ไทยไม่ต้องกระตือรือร้นก็ได้ เพราะธุรกิจของไทยใน IMT–GT มีปริมาณแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่เหลือไปที่จีน ไปที่อื่นๆ ในสายตานักธุรกิจไทย IMT–GT จึงไม่สำคัญ

ประเทศไทยเชื่อมกับโลก มาเลเซียเชื่อมแค่ระดับภูมิภาค สินค้าไทยส่งไปทั่วโลก ทั้งอาหารทะเล ไม้ยางพารา ข้าวสาร ทุกอย่างเลย

มีอะไรบ้างที่ไทยนำเข้าจากมาเลเซีย น้ำมันดีเซล น้ำมันพืช ขนม เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

แล้วมองสภาธุรกิจอินโดนีเซียอย่างไร
อินโดนีเซียมีเศรษฐกิจภายในประเทศที่เข้มแข็งมาก ทรัพยากรเยอะ ตลาดใหญ่ ประชากรมาก พวกเขาไม่ต้องพึ่งการส่งออก ยกเว้นน้ำมันกับทอง ทำให้เขาขาดความกระตือรือร้น

ในด้านผลิตภัณฑ์ฮาลาล อินโดนีเซียผลิตขึ้นมาบริโภคภายในประเทศก็เพียงพอ ไม่ต้องส่งออกก็อยู่ได้ เพราะจำนวนผู้บริโภคภายในประเทศมีมากมายเกินพอ เพราะฉะนั้นตรงไหนมีความร่วมมือ มาเลเซียก็จะไปตรงนั้น ด้วยเหตุนี้ มาเลเซียจึงต้องการ IMT–GT

มองอย่างนี้ IMT – GT น่าจะให้ประโยชน์กับมาเลเซียมากที่สุด
ถ้าเราดูในด้าน SMEs (วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดย่อม) สำหรับพวกที่เพิ่งทดลองเรียนรู้ในการทำธุรกิจ IMT–GT จำเป็น เพราะไม่ใช่ว่าเขาจะทำธุรกิจไปสู่ระดับโลกได้ทันที พวกเขาต้องเริ่มในภูมิภาคก่อน

สิ่งที่สำคัญสำหรับไทยมากกว่ามาเลเซียคือ การศึกษาภาษาอังกฤษ นักศึกษาหลายคนก่อนที่จะเดินทางไปเรียนที่ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย พวกเขาก็มาเรียนภาษาอังกฤษที่ปีนัง ของประเทศมาเลเซียก่อน 1–2 ปี

แน่นอนมาเลเซียให้ความสำคัญกับไทย เพราะไทยมีทรัพยากรหลากหลายและมีสินค้าที่ดี ขณะที่มาเลเซียมีความร่วมมือที่เข้มแข็งกับหลายประเทศ เช่น ประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับมาเลเซียดีมาก และประเทศในเครือจักรภพ ที่มาเลเซียเป็นสมาชิก

บริษัทของมาเลเซียและของไทย จึงควรร่วมมือกัน

ขณะนี้ความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างไทยกับมาเลเซียเป็นอย่างไรบ้าง
ดี ไม่มีปัญหาอะไร รวมทั้งในเรื่องการศึกษา การนำเข้าและส่งออกในกลุ่มประเทศเครือจักรภพ ที่ตอนนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้น มากกว่าทางตะวันออกกลาง

ประเทศในเครือจักรภพ หรือประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ มีหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย ส่วนประเทศในตะวันออกกลางก็คือประเทศสมาชิก OIC หรือกลุ่มประเทศสมาชิกที่ประชุมอิสลาม ซึ่งต่อไปจะมีความสำคัญต่อประเทศไทย

เพราะฉะนั้น IMT–GT จึงมีความสำคัญกับมุสลิมในภาคใต้ของไทยด้วย เพราะพวกเขาเข้ามาทำธุรกิจในมาเลเซีย จนทำให้คนมาเลเซียต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ไปปลูกยางพารากับปาล์มน้ำมันที่อินโดนีเซีย อย่างร้านต้มยำในก็เป็นของคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเขาเข้ามาทำธุรกิจนี้หลายปีแล้ว

ในประเทศไทยไม่มีร้านต้มยำกุ้งโดยเฉพาะ มีแต่ร้านอาหารทั่วไป ที่มีต้มยำกุ้งเป็นหนึ่งในรายการอาหาร ตอนนี้ต้มยำกุ้งจึงเป็นตราสินค้า (แบรนด์) ของมาเลเซียไปแล้ว เพราะในไทยมีแต่ภัตตาคารอาหารไทย ไม่มีภัตตาคารต้มยำกุ้ง

มุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ต้องเข้ามาเรียนรู้เรื่องกองทุนฮัจย์ของมาเลเซีย (Tabong Haj) คนมาเลเซียจะฝากเงินเข้ากองทุนนี้ เพื่อเตรียมเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นกองทุนที่ใหญ่มาก จนสามารถทำธุรกิจได้

มุสลิมไทยควรต้องมาเรียนรู้ว่ากองทุนนี้ทำอะไรบ้าง กองทุนนี้มีโรงแรมของตัวเอง ตั้งอยู่ใกล้กับสนามบิน นี่เป็นโอกาสที่คนมุสลิมจากประเทศไทยเข้ามาศึกษาได้ รวมทั้งโอกาสทางอาชีพการงาน เพราะฉะนั้นคนมุสลิมในไทยต้องไขว่าคว้าหาโอกาส คนมุสลิมในไทยต้องเปิดสมอง

มุสลิมใต้ต้องออกเดินทางไปข้างนอก ไม่ใช่อยู่แต่นราธิวาส ปัตตานี ยะลา อยู่เหมือนกบในกะลา ไม่ใช่แต่ละวันอยู่กับการเล่นนก มุสลิมต้องเปิดสมอง ต้องมองออกไปทั่วโลก ต้องเดินทางไปกรุงเทพมหานคร ต้องเดินทางไปที่อื่นๆ

ไม่ต้องไปถึงกรุงเทพมหานคร แค่ข้ามแดนมาดูฝั่งมาเลเซียก็พอ
ถ้ามาที่มาเลเซียก็ไม่มีอะไรแตกต่าง พวกเขาต้องไปกรุงเทพฯ เพื่อให้รู้ว่าคนมุสลิมในชายแดนใต้ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว ต้องไปดูมุสลิมปาทานที่กรุงเทพฯ พวกนี้กษัตริย์ไทยไปเอามาจากอินเดีย เอามาเป็นทหารรับจ้าง

พวกเขาต้องไปดูมุสลิมในมลฑลยูนนานของจีน ที่จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย พวกเขาต้องเปิด ถ้ามุสลิมไม่ออมออกมาข้างนอก มัวแต่อยู่ในนราธิวาสก็ไม่ได้เปิดมุมมองใหม่ๆ อยู่แต่ในโลกแคบๆ

ผมบอกกับมุสลิมในภาคใต้ของไทยว่า คุณต้องไปทำสวนยางพาราทั่วประเทศไทย ผมเคยไปที่จังหวัดชัยภูมิ ตราด พิษณุโลก ถ้าพวกคุณไปด้วยคุณก็ได้เปิดสมอง รัฐบาลไทยดีมาก เปิดโอกาสให้กับทุกคน

มาประชุมคราวนี้ ผมพาเพื่อนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้บางคนมาร่วมประชุมด้วย เพื่อเปิดมุมมองพวกเขา พวกเขาต้องเปิดสมองก่อนเป็นอันดับแรก เพราะปัญหาอยู่ที่หัว ถ้าเปิดหัวได้ทุกอย่างก็จะเปิดตาม

นี่คือความสำคัญอันดับหนึ่งของ IMT–GT ความสำคัญอันดับที่สองคือ เปิดโอกาสทางการค้าผ่านแดน

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปิดความคิดให้คนมุสลิม นี่คือความสำคัญของ IMT–GT ที่มีต่อประเทศไทย

มาเลเซียยังต้องทำงานอีกมาก ทั้งใน IMT–GT ความร่วมมือ 5-5-5 หรือลีมอดาซาร์ ซึ่งเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยกับ 5 รัฐทางตอนเหนือของมาเลเซีย ใน 5 สาขา

5 แรก คือ 5 จังหวัดของไทย ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล ส่วน 5 ที่ 5 คือ 5 รัฐของมาเลเซียคือ เคดะห์ เปอร์ลิส ปีนัง เปรัก และกลันตัน และ 5 สุดท้าย คือ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล และโลจิสติกส์

ลีมอดาซาร์ เริ่มขึ้นในสมัยที่นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นสภาธุรกิจของไทยต้องมีความเข้มแข็งเพื่อให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น

เราไม่เชื่อว่ามาเลเซียด้อยกว่าไทยในหลายเรื่องอย่างที่คุณบอก
มาเลเซียเป็นประเทศเล็ก เศรษฐกิจของมาเลเซียขึ้นอยู่กับสินค้าที่ใช้ทักษะสูง แต่ปริมาณการค้าก็ยังสู้ไทยไม่ได้ ไทยมีบริษัท ซีพี ซึ่งยิ่งใหญ่มาก มีบริษัท ป.ต.ท. เป็นบริษัทปิโตรเลียมระดับโลก ทิ้งห่างเปโตรนาสของมาเลเซียหลายขุม

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 11/01/55 ใครก็ได้...ขอให้แก้เป็นพอ.....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



รัฐธรรมนวย อัปลักษณ์ ประจักษ์ชัด
ต้องแน่วแน่ เร่งรัด จัดแก้ไข

ไม่คิดสน ใครอาสา มายังไง
เพียงหวังว่า แก้ให้ได้ ไม่รอรี....



คอ.นธ.ฟันฝ่า เดินหน้าแก้
ด้วยแน่วแน่ ฮึดสู้ กู้ศักดิ์ศรี
ดร.อุกฤษ์ ตัวชง คงเข้าที
ร้ายหรือดี ต้องคอยดู เดี๋ยวรู้กัน....

*คณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.)

สสร.จ่อตั้ง ด้วยหวังผล
สักกี่คน ที่ร่วมทาง คิดสร้างสรรค์
บ้างขัดแข้ง ขัดขา ท่าดึงดัน
ไม่มีวัน ทันได้แก้ ยิ่งแย่ลง....

ผลพวงจาก รัฐประหาร สามานย์ชัด
ใยผูกมัด คนไทย ให้ไหลหลง
ดีไม่ดี อย่าหือ คือต้องปลง
ฉบับ"สงค์" ฟันดำ ย้ำเผด็จการ....

ใครก็ได้ หากแน่วแน่ คิดแก้ไข
ให้เป็นไป ตามเรื่องราว ที่กล่าวขาน
แล้วเดินหน้า ลบรอยบาป ภาพพวกมาร
ล้างอันธพาล ของประเทศ เปรตครองเมือง....

๓ บลา / ๑๑ ม.ค.๕๕