WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 13, 2012

ฆ่าแกนนำแดงภูเก็ตตร.ชิงปิดคดีขัดผลปย.-ชู้สาว-การพนัน เป่าทิ้งปมการเมืองแก๊งเหลืองรุมยำ-ทุบรถ

ที่มา Thai E-News

ภาพบน-รอยกระสุนที่มือปืนยิงปลิดชีวิตนายวิสุทธิ์ เจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในภูเก็ต และแกนนำเสื้อแดงภูเก็ต ภาพล่าง-วิสุทธิ์ ถ่ายภาพกับเสธ.แดงขณะนำคนเสื้อแดงภูเก็ตร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯเมื่อปี2553 ทั้งนี้เขาเคยถูกอันธพาลพันธมิตรกลุ้มรุมทำร้ายและทุบรถมาหนหนึ่งขณะที่ไป จัดกิจกรรมเสื้อแดงในภูเก็ต ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นดงเสื้อเหลือง และวิพากษ์วิจารณ์ข้าราชการระดับสูงในจังหวัด รวมทั้งตำรวจพัวพันบ่อนพนัน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
13 มกราคม 2555

ตำรวจภูเก็ตพุ่งประเด็นการสังหารเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และแกนนำเสื้อแดงภูเก็ตไปที่การนำเสนอข่าวปกป้องทรัพยากรธรรมชาติทำให้ขัดผล ประโยชน์ผู้มีอิทธิพล นอกจากนั้นเป็นประเด็นชู้สาว และการพนัน เป็นประเด็นรองลงมา แต่๋็เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่มีการตั้งประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมืองแต่อย่างใด แม้ผู้ตายเ้ป็นแกนนำเสื้อแดง และเคยถูกอันธพาลการเมืองเสื้อเหลืองในภูเก็ตคุกคามทำร้าย รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์ข้าราชการในจังหวัด

ได้เกิดเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายวิสุทธิ์ ตั้งวิทยาภรณ์ อายุ 44 ปี เจ้าของ และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์อินไซด์ภูเก็ต และ แกนนำนปช.ภูเก็ต เสียชีวิต เมื่อเวลา 09.15 น.วานนี้ โดยคนร้าย 2 คนขับรถจักรยานยนต์ฮอนด้าคลิก ปาดหน้ารถยนต์เก๋งฮอนด้า แจ๊ซ สีดำ ป้ายทะเบียน กฉ-2863 ภูเก็ต ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มม.ยิงเข้าใส่ด้านหน้ากระจกรถของนายวิสุทธิ์ 4 นัดกระสุนปืนทะลุกระจกรถด้านหน้าคนขับถูกบริเวณหน้าอก 2 นัด และไหล่ 1 นัด ได้รับบาดเจ็บสาหัส นำตัวส่งโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต แต่ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

พล.ต.ต.พิสัณห์ จุลดิลก รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 กล่าวว่า เป็นคดีที่สำคัญและเป็นคดีที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ในการเสนอ ข่าวเพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และจากที่สอบถามคนที่เกี่ยวข้องทราบว่า นายวิสุทธิ์ หรือ“เอ๋ อินไซด์” พยายามปกป้องทรัพยากรของชาติ แต่ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลผลประโยชน์มาคุกคามถึงชีวิต

จากการสอบถามภรรยาและเพื่อนของผู้ตาย ทราบว่าผู้ตายพยายามนำเสนอข่าวสารในการปกป้องทรัพยากรของชาติ แต่กลับถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพล และผลประโยชน์มาคุกคามถึงชีวิต ซึ่งจะมีการสรุปสาเหตุที่ชัดเจนอีกครั้ง

ขณะนี้ประเด็นหลักๆ ที่คาดว่า น่าจะเป็นสาเหตุของการลอบสังหารนั้นได้ตั้งไว้หลายประเด็นโดยเฉพาะเรื่องของ การออกเอกสารสิทธิที่ดิน ที่หาดฟรีดอม และนาคาเล ซึ่งจากการขุดคุยดังกล่าวอาจจะไปกระทบผลประโยชน์ของผู้มีอิทธิพลและผล ประโยชน์ ส่วนเรื่องประเด็นชู้สาว และการพนันนั้นขณะนี้เป็นประเด็นรองลงมา แต่ยังไม่ตัดประเด็ดใดออกไป โดยวันที่ 13 จะมีการสรุปกันอีกครั้งหนึ่ง
เว็บไซต์phuketpostnews รายงานว่า นายวิสุทธิ์ เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น อินไซด์ภูเก็ต ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่ขุดคุ้ยเรื่องต่างๆ ที่ไม่ชอบมาพากลในจังหวัดภูเก็ต ไม่ว่าจะเป็นการออกเอกสารที่ดินไม่ถูกต้องจำนวนหลายแปลง นอกจากนี้ยังเป็นแกนนำเสื้อแดง (นปช.ภูเก็ต) เคยลงสมัครรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดภูเก็ต เขต 1 อ.เมือง ภูเก็ต แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าจะลงสมัครรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลตำบลรัษ ฎา ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ นี้

สาวกพันธมิตรใจบอดยินดีปรีดากับการตาย เผยเคยโดนอันธพาลพธม.ล้อมกรอบทุบรถ ตีหัวแดงภูเก็ตเลือดอาบ

ข่าวการเสียชีวิตของนายวิสุทธิ์ มีสาวกของพันธมิตรเข้าไปแสดงความเห็นท้ายข่าวของASTVผู้จัดการในทำนองสาแก่ ใจที่แกนนำเสื้อแดงภูเก็ตเสียชีวิตอย่างล้นหลาม โดยที่เว็บไซต์ผู้จัดการปล่อยฟรีไม่มีกา่ีรกลั่นกรองแต่อย่างใด (ดูความเห็นในท้ายข่าวผู้จัดการ:มือปืนควบ จยย.สังหารโหด “เอ๋ อินไซด์” เจ้าของ นสพ.ท้องถิ่น-แกนนำ นปช.ภูเก็ตดับ)


แต่ก็มีคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยเข้าไปแสดงความไว้อาลัยทางเฟซบุ๊คของเอ๋ อินไซด์ จำนวนมากเช่นกัน

นายวิสุทธิ์ นอกจากเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นแล้วยังเป็นแกนนำเสื้อแดงภูเก็ตที่มี บทบาทอย่างแข็งขันต่อเนื่อง ทั้งกิจกรรมเสื้อแดงในภูเก็ต และเข้าร่วมกิจกรรมและการชุมนุมของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ เคยถูกกลุ่มอันธพาลการเมืองพันธมิตรทำร้ายคุกคามมาก่อนหน้านี้ โดยสำนักข่าวเนชั่นเคย รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกา่ยน 2551 กลุ่มพันธมิตภูเก็ต 200 คน พร้อมมือตบ ได้เดินทางไปรวมตัวกันบริเวณทางเข้าโรงแรม เพื่อกดดันไม่ให้กลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ต หรือเสื้อแดงภูเก็ต รวมตัวกันจัดประชุมสัมมนา

ทั้งนี้เนื่องจากทางกลุ่มได้ทราบว่าในช่วงเวลา 19.00 น.ทางกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ต จะมีการจัดประชุมสัมมนาสมาชิกประมาณ 100 คน ภายในโรงแรมดังกล่าว และจะมีแกนนำของกลุ่ม นปช.จากส่วนกลางมาร่วมประชุมด้วย

จนกระทั่งเวลา 18.30 น.ของวันเดียวกัน ได้มีรถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ส สีบรอนด์เงิน หมายเลขทะเบียน กฉ.440 ภูเก็ต ซึ่งเป็นของ นายวิสุทธิ์ ตั้งวิทยาภรณ์ เลขากลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ต ขับเข้ามายังทางเข้าโรงแรม เมื่อทางกลุ่มพันธมิตรฯ เห็นเข้า ก็ได้เข้าล้อมรถไว้พร้อมกับตะโกนไล่ และก็มีบุคคลบางส่วนได้เข้าไปทุบรถยนต์จนทำให้กระจกด้านหลังทางขวา แตกเป็นรู

นอกจากนี้บริเวณที่กระจกด้านคนขับ ยังมีรอยร้องเท้าติดอยู่ที่กระจก เมื่อนายวิสุทธิ์ เห็นเช่นนั้นได้พยายามที่จะขับรถออกจากบริเวณดังกล่าว หลังจากนั้นได้ทางสมาชิกกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ต ก็ได้ทยอยกันเดินทางเข้ามายังบริเวณโรงแรม แต่เมื่อเห็นกลุ่มพันธ์มิตรมารวมตัวกันดังกล่าว ต่างก็แยกย้ายกันกลับออกไป

จนกระทั่งมีผู้ชายสวมเสื้อสีแดงขับเข้ามา 2 คน ทราบชื่อ นายวิทวัช แซ่นาย อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 68/54 ถ.แม่หลวน อ.เมือง ภูเก็ต เป็นคนขับ และ นายวิทยา แซ่นาย อายุ 52 ปี ซึ่งเป็นบิดาของนายวิทวัช ทางกลุ่มพันธมิตรฯบางส่วนได้วิ่งตามเข้าไปใช้ไม้ตีเข้าที่ศีรษะของนายวิทยา ได้รับบาดเจ็บต้องนำตัวส่งเข้าทำการรักษาพยาบาลที่รพ.วชิระ ภูเก็ต ทางแพทย์ทั้งทำการเย็บบาดแผลจำนวน 4 เข็ม

อย่างไรก็ตามทางกลุ่มพันธมิตรฯ ได้รวมตัวกันอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ทางผู้จัดการโรงแรมคาทีน่า ก็ได้ออกมาแจ้งว่า ได้มีการยกเลิกการจองห้องประชุมสัมมนาทั้งหมดแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ ที่รออยู่ด้านนอก จึงได้ประกาศให้ผู้ที่มาร่วมชุมนุมแยกย้ายกันกลับบ้าน

ขณะที่ทางกลุ่มพิทักษ์ประชาธิปไตยจังหวัดภูเก็ต ประกอบด้วยนายวิสุทธ์ นายวิทยา และนายวิทวัช ก็ได้เข้าแจ้งความกับ พ.ต.ท.สฤษฏ์ บุตรหนองแสง สารวัตรเวร สภ.เมือง ภูเก็ต เพื่อให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่มารวมตัวกันที่บริเวณด้านหน้าโรงรีมคาทีน่าดังกล่าว ในข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายและทำลายทรัพย์ต่อไป

เปิดเฟซบุ๊คก่อนตายวิจารณ์การเมือง-ข้าราชการ

ก่อนการเสียชีวิตไม่กี่วัน เฟซบุ๊คของเอ๋ อินไซด์ได้วิจารณ์ประเด็นการเมืองและข้าราชการในจังหวัดภูเก็ตไว้ 2 เรื่อง

เรื่องแรกเขียนไว้เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2555 เวลา 17.34 น.ว่า

อยากฝากถึง...พี่อารี ไกรนรา...ช่วงนี้มีคนอ้างชื่อพี่ไปหากินอยู่ในภูเก็ต 2-3 คน คอยรับอาสาคนของพรรคแมงสาปมาฟอกสีวิ่งเต้นตำแหน่ง ยังงัยก็สอบถามข้อมูลทางภูเก็ตบ้าง เพราะไอ้พวกที่แอบอ้างมันไม่เคยช่วยเหลืออะไรคนเสื้อแดงหรือพรรคเพื่อไทยใน ภูเก็ต มีแต่คอยหาเศษ หาเลยอยู่เสมอ หากอยากรู้เป็นใครบ้างก็ติดต่อผมได้ และเชื่อว่ากรณีเยี่ยงนี้มีทุกจังหวัด...

อีกเรื่องเขียนไว้ในวันที่ 7 มกราคม เวลา 17.39 น.ว่า

ภูเก็ตได้รองผู้ว่าฯ ใหม่แล้ว เป็นชาย 1 หญิง 1 แต่เสียดายไอ้คนเก่าไม่โดนย้าย ไม่รู้รัฐบาลนี้เป็นอะไร ชอบเลี้ยงหอกข้างแคร่ ชอบดูแลเหี้ยกลายพันธุ์ ชอบฟันพวกตัวเอง ...

เขายังได้วิจารณ์นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ในภูเก็ตว่าเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ขณะที่บางรายพัวพันบ่อนการพนันในเว็บบล็อกชื่อ phuketdaily ว่า


พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีความใกล้ชิดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นอย่างมาก และในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็มีส่วนในการช่่วยเหลือจนพรรคประชาธิปัตย์ สามารถกวาดเรียบทั้ง 2 ที่นั่งในพื้นที่ภูเก็ต และหลังการเลือกตั้งเจ้าตัวก็ทราบชะตากรรมเป็นอย่างดี แต่ก็พยายามที่จะมีการวิ่งเต้นต่อสายกับนักการเมืองซีกรัฐบาลหลายช่องทางแต่ ก็ไม่ประสบผล ที่สุดก็ถูกโยกเข้ากรุเป็น ผบก.กองกฎหมาย

ทางด้าน พล.ต.ต.เดชา บุตรน้ำเพชร รอง ผบช.ภ.8 นั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ไม่มีชื่ออยู่ในโผแต่อย่างใด แต่ก็ถูกเลื่อยขาเก้าอี้โดยนายตำรวจใหญ่ใน ภ.8 รายหนึ่ง ที่ต้องการยึดขาเก้าอี้ตัวเอง โดยใส่ความกับนักการเมืองซีกรัฐบาลบางคนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับบ่อนการพนัน ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้วบุคคลดังกล่าวนั่นเองที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และมีลูกน้องชื่อ จ่า"ท" เป็นมือขวาคอยเก็บผลประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตส่งส่วยให้ทุกเดือน ...

เป็นคนมีจิตอาสาเพื่อสังคม

นอกจากเป็นสื่อมวลชนท้องถิ่น และแกนนำเสื้อแดงภูเก็ตแล้ว นายวิสุทธิ์เป็นผู้มีจิตอาสาเพื่อสังคม โดยจัดกิจกรรมเพื่อส่วนรวมมาโดยตลอด เมื่ิอปลายปีเขารวบรวมผ้าห่มไปบริจาคแก่ชาวบ้านที่อ.ชาติตระการ พิษณุโลก จำนวน 1,000 ผืน และก่อนเสียชีวิตก็กำลังเตรียมงานวันเด็กในวันเสาร์ที่ 14 มกราคม

คำฝากจากวิสุทธิ์ถึงคนเสื้อแดง

มาถึงวันนี้ ผมมองว่า "พรรคเพื่อไทย" ได้เป็นแค่รัฐบาลหรอกครับ หากแต่การบริหารงานยังคงตกอยู่ภายใต้ข้าราชการสายแมงสาปแทบทั้งสิ้น ในทุกกระทรวง ทบวง กรม เป็นเพียงเพราะความมียางอายมากเกินไปเท่านั้นที่ไม่ยอมย้ายไอ้พวกข้าราชการ ทาสแมงสาปออกจากการกุมอำนาจ ... มันจึงเกิดเหตุการณ์ต่างๆ มาคอยมะรุมมะตุ้มอย่างนี้

ฝากพี่น้องคนเสื้อแดงที่รักครับ พวกเราหลายคนยังไม่ได้ออกจากคุกกันเลย แถมคดีก็ไม่มีความคืบหน้า พวกเราจะเอายังไงกันดี สงสารพี่น้องเราที่อยู่ข้างใน ขณะที่หลายคนได้ดิบได้ดีก็อย่าลืมตัว อย่ามัวแต่แย่งเก้าอี้ แย่งตำแหน่ง รับปากอะไรพวกเราเอาไว้จงอย่าลืม ทั้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ คืนความเป็นธรรมให้แก่คนเสื้อแดง แก้ ม.112 และนำท่านทักษิณกลับบ้าน ...


ได้มีการนำศพนายวิสุทธิ์ไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่ศาลา 2 วัดขจรรังสรรค์ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง ภูเก็ต

Thursday, January 12, 2012

ร้อนถึงราชนิกูลจี้รัฐแก้112รับจับดะกระเทือนสถาบัน เหลิมจ้องออกกม.ฟันพวกผูกขาดจงรักภักดีคุก5ปี

ที่มา Thai E-News

มติชนออนไลน์ รายงานวันนี้ในหัวข้อข่าวเรื่อง "8 ราชนิกูล" ดัง ร่วมส่งจดหมายถึงนายกฯ แนะรัฐบาลปรับปรุงแก้ไข ม.112 โดยอ้างอิงรายงานข่าวจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ฉบับประจำวันที่ 12 มกราคม 2555 รายงานว่า ราชนิกูลกลุ่มหนึ่งได้ออกมาเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

โดยราชนิกูลผู้มีชื่อเสียงจำนวน 8 คน ได้แก่ หม่อมราชวงศ์สายสวัสดี สวัสดิวัตน์ (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ หรือ ท่านชิ้น - มติชนออนไลน์), หม่อมราชวงศ์สายสิงห์ ศิริบุตร (ธิดาในหม่อมเจ้าศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน์ - มติชนออนไลน์), หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ (ธิดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ - มติชนออนไลน์), นายวรพจน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (อดีตเอกอัครราชทูต - มติชนออนไลน์), พลเอก หม่อมราชวงศ์กฤษต กฤดากร, หม่อมราชวงศ์ภวรี สุชีวะ (รัชนี), หม่อมราชวงศ์โอภาส กาญจนะวิชัย และนายสุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ได้ลงนามในจดหมายที่ส่งไปถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มกราคม ซึ่งมีเนื้อหาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายมาตรา ดังกล่าว

จดหมายที่ส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีมีเนื้อหาระบุว่า จำนวนคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้เพิ่มขึ้นอย่างสำคัญในช่วงเวลา 7 ปี จากจำนวน 0 คดี ในปี พ.ศ.2545 มาเป็น 165 คดี ในปี พ.ศ.2552 ซึ่งข่าวคราวเกี่ยวกับคดีความเหล่านั้นได้ถูกรายงานไปทั่วโลก และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงมากขึ้นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

จดหมายของราชนิกูลกลุ่มนี้ยังได้อ้างถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2548 ซึ่งทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าการลงโทษจับกุมคุมขังบุคคลผู้วิพากษ์วิจารณ์ สถาบันนั้น มีแต่จะก่อปัญหาให้แก่พระองค์เอง ("แต่อย่างไรก็ตาม เข้าคุกแล้ว ถ้าเป็นการละเมิดพระมหากษัตริย์ พระมหากษัตริย์เองเดือดร้อน เดือดร้อนหลายทาง ทางหนึ่งต่างประเทศเขาบอกว่าเมืองไทยนี่พูดวิจารณ์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ว่าวิจารณ์ไม่ได้ก็เข้าคุก มีที่เข้าคุก เดือดร้อนพระมหากษัตริย์" - พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548)

"นับแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสดังกล่าว มีรัฐบาลหลายชุดหมุนเวียนกันเข้ามาบริหารประเทศ แต่ไม่มีรัฐบาลชุดใดเลยที่จะริเริ่มดำเนินการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ รวมทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน" จดหมายที่ส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ

"เมื่อครั้งที่รัฐบาลจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 7 รอบ ในปี พ.ศ.2554 รัฐบาลควรใช้โอกาสนั้น ทำความเข้าใจในพระราชประสงค์ของในหลวงต่อประเด็นดังกล่าวด้วย" นายสุเมธ หนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายกล่าวและว่า ราชนิกูลกลุ่มนี้ได้พบปะกันในช่วงสิ้นปี 2554 เพื่อร่วมครุ่นคิดในประเด็นว่าด้วย "การบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ในทางที่ผิดซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบของการบังคับใช้กฎหมายเช่นนั้นที่มีต่อประเทศไทย ทั้งภายในไทยเองและภายนอกประเทศ"

"ที่สำคัญสุดเหนือสิ่งอื่นใด พวกเราต้องการให้มีการคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเองก็ทรงวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายมาตราดังกล่าว" นายสุเมธ ให้สัมภาษณ์

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ราชนิกูลกลุ่มนี้ออกมาเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ แต่กลับไม่มีการระบุอย่างเด่นชัดว่าเนื้อหาของกฎหมายในส่วนใดที่ควรได้รับ การแก้ไข

"พวกเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย เราคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งต้องแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาที่เกิด ขึ้น" นายสุเมธกล่าวและว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาลชุดนี้ที่จะทำการปกป้องสถาบัน และในกรณีนี้ ยังถือเป็นการเอาใจใส่ต่อความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สังคมไทยกำลังแตกแยก ประชาชนแบ่งออกเป็นฝักฝ่ายอย่างสุดขั้ว รัฐบาลจึงควรให้ความสนใจกับคำแนะนำของในหลวง ก่อนจะดำเนินมาตรการอื่นใด

ปชป.ยังตามล่าแม่มดตามเฟซบุ๊ค เหลิมผุดไอเดียออกกฎหมายดัดหลังพวกผูกขาดความจงรักภักดีคุก5ปี

ศิริโชค” แฉกลางกรรมาธิการฯ มีเฟซบุ๊กอ้างเป็นหน่วยงานลับ แดงใต้ดิน หมิ่นสถาบัน แถมกล้าท้าทาย “เฉลิม” ไม่กล้าจับ ด้านเจ้าตัวเต้น บอกพร้อมลุยปราบทันที ไม่กลัวเสียฐานคะแนนเสียง

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร มี ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานการประชุม โดยเชิญ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการป้องกันและปราบปรามการนำเสนอ ข้อมูลที่ผิดกฎหมายหรือไม่เหมาะสมผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ 10) มาชี้แจงเรื่องการปราบเว็บหมิ่นสถาบัน

โดย ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงว่า หลังได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นประธานปราบปรามเว็บหมิ่นสถาบัน ได้ปรับปรุงขั้นตอนการออกหมายศาล และการปิดเว็บหมิ่นสถาบันให้มีความรวดเร็วขึ้น โดยยึดหลักรัฐศาสตร์นำนิติศาสตร์ ขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ และ 6 กลุ่มผู้ให้บริการการเว็บไซต์

ขณะที่ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชี้แจงว่า การทำงานของคณะกรรมการปราบเว็บหมิ่นสถาบัน มุ่งเน้นปิดกั้นการเผยแพร่เว็บหมิ่นสถาบันอย่างรวดเร็ว มีศูนย์เฝ้าระวังที่บูรณาการจากส่วนราชการทุกกระทรวง โดยปัจจุบันขั้นตอนตั้งแต่การแจ้งเรื่อง การออกคำสั่งศาล จนถึงการปิดเว็บไซต์ใช้เวลา 1-4 วัน จากเดิมใช้เวลาเกือบ 20 วัน ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 54 มีคำสั่งบล็อกเว็บไซต์ไม่เหมาะสม 757 ยูอาร์แอล และมีคดีอยู่ระหว่างสอบสวน 1,453 คดี แต่เมื่อปิดไปแล้วก็มีการเลี่ยงไปเปิดใหม่ ซึ่งหากเป็นพวกมืออาชีพจะไม่ทิ้งร่องรอยให้ติดตามได้

นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะที่ปรึกษากรรมาธิการฯ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหามากคือเรื่องเฟซบุ๊ก จากการติดตามพบว่ามีบุคคลใช้ชื่อเฟซบุ๊กว่า “หน่วยงานลับ แดงใต้ดิน” เป็นการรวมพลคนหมิ่นสถาบัน มีกลุ่มเพื่อนถึง 4,944 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทย บุคคลผู้นี้มีความสามารถพิเศษรู้ล่วงหน้าทุกครั้งเวลาจะถูกตำรวจออกหมายจับ มักจะมาเขียนข้อความลงในเฟซบุ๊กล่วงหน้า และยังมีการท้าทายว่า ร.ต.อ.เฉลิมไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวจะเสียฐานเสียงคนเสื้อแดง จึงอยากให้ตำรวจเร่งปราบเว็บนี้ เพราะเปิดมานาน 1 เดือนแล้ว นอกจากนี้อยากทราบความคืบหน้าการดำเนินคดีนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำ นปช. ข้อหาหมิ่นสถาบันด้วย

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยืนยันว่า หากใครหมิ่นสถาบัน รัฐบาลยอมไม่ได้ ต้องถูกดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ก็ตาม แต่ตั้งข้อสังเกตว่า คนทำผิด มักไม่เปิดเผยตัวตนจริงๆ เพราะหากคนที่ไม่ชอบพรรคเพื่อไทย ก็อาจดำเนินการเปิดเว็บนี้ เพื่อกลั่นแกล้งกัน ไม่ใช่ว่าพอเอ่ยชื่อเสื้อแดง แล้วจะมาอ้างว่า เป็นพวกตนทั้งหมด ยืนยันว่า เรื่องการปราบเว็บหมิ่นสถาบัน นายกฯ ได้สอบถามความคืบหน้าทุกสัปดาห์

ส่วนกรณีของนายสุนัย ได้มอบให้กองปราบดำเนินการหาพยานหลักฐานอยู่ นอกจากนี้ที่ผ่านมา ตอนหาเสียง ตนและพรรคพวกถูกกล่าวหาเรื่องไม่จงรักภักดี จึงมีแนวคิดอยากแก้ไขหรือเพิ่มกฎหมายใหม่เรื่องความจงรักภักดี โดยห้ามกล่าวหาบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่จงรักภักดี หรือบอกว่า ตัวเองจงรักภักดี แต่คนอื่นไม่จงรักภักดี หากใครฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 5 ปี แนวคิดนี้ในอนาคตตนต้องพูดในพรรค หากจะทำจริงต้องหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกา.

10 ‘Smoking Guns’ that Tied Abhisit-Suthep to Crime/10หลักฐานมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือด

ที่มา Thai E-News





From the documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive---

By Thai E-News
อ่านพากษ์ภาษาไทย 10 หลักฐานเอกสารมัดแน่นมาร์ค-เทือกชดใช้หนี้เลือดวีรชน


Thaienews would like to present the evidence to our readers’ consideration, that this is NOT ‘about payback politics’, but a crime, a massacre, that both of them have to face the consequences.

They were not witnesses of the crime, but perpetrators of the crime.

1. The following document is the Internal ‘Top Secret’ government document that both Suthep Thaugsuban and Colonel Sansern Kaewkamnerd acknowledged that it was genuine.






The essence of the document is that it showed Abhisit Vejjajiva, the Prime Minister at the time, was the one who issued the order through Suthep Thaugsuban with acknowledgement from the Army Chief, ordering the military to disperse the protesters, which resulted in 92 deaths, over 2,000 injuries, and more than 400 protesters arrested.

2. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the military ‘Information operation’, which really a ‘Misinformation operation’, accusing the Red Shirt demonstrators as ‘terrorists’. This misinformation operation laid groundwork for ‘license to kill’ and created an environment for the people to be more amenable to the military actions.

AW-SP-69-81
The essence of this document is that it showed the effectiveness of the ‘Information operation’. Through coordinated operations of the government and the military, many Thais were brainwashed into supportive of the military actions. With Thai media constantly showing the burning images of Central World department store, Siam Theater amongst others, had created impression that the Red shirts were criminal, arsonists, and deserved to die.

3. The following is the ‘Lessons Learned’ document from the ‘Tighten the Cordon operation’ used in dispersing the protesters.

Lesson 7

Lesson 7The essence of this document is that it was clear from the start among the military apparatus that the government had plan to use the military force to pressure the United Front of Democracy against Dictatorship (UDD). They used the military to cordon off the site to pressure the protesters to end the occupation, not to bring back negotiation. On 12 May, then Prime Minister Abhisit, while in the meeting of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), ordered the military to activate the plan.

This ‘Tighten the Cordon operation’ is a military ‘battle’ plan against the protesters which employed heavy military machineries such as tanks, live ammunitions, and snipers to cordon off the protest site preventing people from going in or out.

4. The following document listed the names of the military commanders involved in the operations on 10 April-19 May 2010.








The essence of the document is that it showed place and time of the military personnel who involved in the operations. It also listed the names and places of protesters killed from the operations, which can be used to implicate those involved.

5. The following is the document from the Truth for Reconciliation Commission of Thailand (TRCT), which Abhisit commissioned. As part of its missions, the TRCT was to investigate and determine the truth about the violence that occurred during April-May 2010. It founded that at least 13 protester deaths were from the military actions.

รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1
The essence of the report is that at least 13 protester deaths were from the government actions. The report did not mention the so-called ‘Men in Black’ were responsible for any protesters’ death during 10 April-19 May 2010. Investigations into these deaths either by the police or the Department of Special Investigation (DSI) were tainted with political interference, no attempts to bring those responsible to justice. The report did not support any amnesty plan.

รายงานความคืบหน้า คอป ครั้งที่ 1

6. From the Wongsak Sawasdipanich’s Interview on Suthep’s shotguns request


The Matichon-Weekly issued number 1618 dated 19-25 August 2011 had a report on Wongsak’s refusal to order the provincial governors to turnovers the 300 shotguns to Suthep.

Wongsak said that Suthep phoned him and asked him to turnover 300 shotgun rifles to CRES, but he refused because it was beyond his authority.

He expressed disagreement with using force to settle conflicts no matter what ‘color of shirts’ you are. The conflict should be settled through dialog, not under barrel of a gun. This perhaps made him got transferred from director-general of the Provincial Administration. He later got his old job back.


7. TRCT unveiled charges against Red Shirts were ‘Inflated’



Somchai Hom-laor, chairman of the TRCT’s fact finding subcommittee, said many charges filed against Red Shirts had been inflated and now 53 Red Shirts faced accusations of arson and terrorism, carrying a maximum penalty of death.

He also said police investigators and public prosecutors admitted to being pressured by the Abhisit Vejjajiva government’s policy makers to inflate charges and they had ended up filing ‘indiscriminate’ charges against the Red Shirts demonstrators.

“The feeling of the [Red Shirts] demonstrators is that they are victims of a one-sided judicial process while state officers who have committed crimes to a greater or lesser extent are not being put through the judicial process.” Somchai said according to the Nation.

8. DSI had the policy that ‘came from the top’ to blame the Red Shirts as much as possible.



In the BBC documentary, Thailand – Justice Under Fire, reported a conversation with anonymous DSI official who stated that:

“The DSI has policy to blame the Red Shirts as much as possible. If the perpetrators could not be found, blame the Red Shirts. If you could not find who fired the shot, you have to assume that the Red Shirts and their supporters did it. This order was from the chief of the DSI”.


9. Col Sansern claimed the order to use force came from Mark and Tuek


On 15 November 2011, Col Sansern Kaewkamnerd, spokesperson of the Centre for the Resolution of the Emergency Situation (CRES), said during the police investigations into the bloody crackdown of the protesters during April-May 2010 that CRES came into existence through the executive order of then Prime Minister Abhisit Vejjajiva, while Suthep Thaugsuban as deputy prime minister and CRES chairman.

He stated that the military will not be able to use force in dispersing the Red Shirts without having order from CRES which got its order from Abhisit and Suthep.

10. Suthep admitted at Rachaprasong that he was the one who issued the order.

During the July-3-election rally at Rachaprasong, Suthep Thaugsuban admitted that he ordered everything; “Mark had nothing to do with it”, he was quoted as saying.




I ordered everything I am responsible

..

From the above documents, eye-witnesses, and reports; is it safe to say that Mark-and-Tuek, were the perpetrators and should be responsible for their crimes?

Is it too much to ask for their arrests and prosecutions? What kind of justice would they receive--- the same as the Red Shirt Arisman Pongruangrong who was denied bail for afraid of fleeing, or something special for the elites?

เบื่อ..เซ็ง...เครียด

ที่มา การ์ตูนมะนาว



....กริ๊ดดดดดดดดดดด.....

ที่มา การ์ตูนมะนาว




....กริ๊ดดดดดดดดดดด.....

ที่มา การ์ตูนมะนาว




สุรพศ ทวีศักดิ์@ชาวบ้านธรรมดา พวกโนเนม ก้าวล้ำหน้าไปไกลกว่าพวกดังๆ

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

แต่ก่อนผมเคยตามอ่านงานเขียนของนักวิขาการดังๆ และคอลัมนิสต์ดังๆ ซึ่งมีไม่มากนักในประเทศนี้ แถมบางทียังไปตามซื้อรวมเล่มบทความของเขามาอ่านอีก (งานทางพุทธศาสนาก็เลือกอ่านเฉพาะพระที่ถูกยกย่องว่าเป็นปราชญ์ หรือพระดังๆ)

แต่ช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ ผมรู้สึกว่าอ่านอะไรพวกนี้แล้วมันหนืดเนือย ติดตัน ยังไงไม่รู้ เลยพูดกับตัวเองว่า “ถ้ากรูเลิกอ่านงานของคนดังๆ ไม่กี่คนพวกนี้ กรูจะโง่ลงหรือเปล่าวะ” สุดท้ายก็เลิกอ่าน (หรืออ่านบ้างแค่ผ่านๆ) แล้วหันไปอ่านงานเขียนนักวิชาการอื่นๆ ที่ผมไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะงานเขียนของพวก “โนเนม” ในประชาไท และเว็บอื่นๆ ตามอ่านแม้กระทั่งที่เขาเถียงกันท้ายบทความต่างๆ ซึ่งมีทั้งเหตุผล หลักการดีบ้างไม่ดีบ้างและหยาบคายกวนตีนก็เยอะ

แต่สุดท้าย ผมคิดว่าผมได้คำตอบที่ค่อนข้างแน่ใจว่า ผมไม่น่าจะโง่ลงนะ เพราะระยะหลังมานี้ ผมสังเกตว่านักวิชาการหรือคอลัมนิสต์ดังๆ เริ่มเห็นคล้อยตาม หรือคิดไปทางเดียวกับ “พวกโนเนม” มากขึ้นอ่ะ

ไม่ ว่าจะเป็นเรื่องชาวบ้านขายสิทธิ์ขายเสียงที่พวกเขาเคยมองแค่ว่า “ชาวบ้านตกเป็นเหยื่อนักธุรกิจการเมือง” เขาก็ดูจะเข้าใจมากขึ้นว่า การขายสิทธิ์ขายเสียงไม่ได้ทำให้การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งปราศจาก “การใช้เหตุผล” อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากชาวบ้านอยู่กับความเป็นจริงที่ว่าทุกพรรคล้วนซื้อเสียง และเขาก็รับเงินจากทุกพรรค แต่จะเลือกพรรคที่เขาเห็นว่ามีนโยบายที่ดีกว่า เป็นต้น

แล้วยังเรื่องต่อต้านรัฐประหาร ที่ ชาวบ้านตาสีตาสาออกมาต่อต้านก่อน พวกนักเขียนโนเนมเขียนต่อต้านก่อน พวกดังๆ ก็มาคล้อยตามทีหลัง ยิ่งเรื่อง ม.112 ยิ่งชัดเจนว่า ชาวบ้าน พวกโนเนมออกมาเจ็บตัวก่อน ออกมาเดินรณรงค์ให้ยกเลิก ม.112 มาก่อนนานแล้ว พวกดังๆ จึงกล้าออกมา “พูดตาม”

ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องใหญ่ๆ เช่น เรื่อง ความไม่ชอบธรรมของ รบ.อภิสิทธิ์ที่สลายการชุมนุมตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนทำให้คนตาย “25 ศพ” พวกโนเนมและชาวบ้านธรรมดาต่างเห็นว่า รบ.อภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแล้ว แต่บรรดานักวิชาการดังๆ ต่างสงวนท่าที หรือไม่ก็ไม่ออกความเห็นตรงๆ (พวกเขาถนัดเล่นสำนวน “เชิงวาทศิลป์” มากกว่า เพราะนั่นหมายถึงความเป็น “คนฉลาด” รู้สถานการณ์!) จน 91 ศพไปแล้ว แม้แต่พระชื่อดังยังต้องขอ “นับศพ” ก่อนว่า ตายเพราะทหารกี่ศพ ตายเพราะชายชุดดำกี่ศพ จึงจะบอกได้ว่า รบ.อภิสิทธิ์หมดความชอบธรรมแค่ไหน เพียงใด

สรุป ชาวบ้านธรรมดา พวกโนเนมทั้งหลาย ก้าวล้ำหน้าไปไกลกว่าพวกดังๆ และแน่นอนก้าวล้ำหน้า "สื่อกระแสหลัก" ไปไกลโขแล้วด้วย! (จบข่าว)

จากเฟชบุค อ.สุรพศ ทวีศักดิ์

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย น่าจะเห็นสิ่งนี้แล้ว

ที่มา thaifreenews

โดย ขวดเปล่า




ที่มาจาก
http://shows.voicetv.co.th/wakeup-thailand/27530.html

ช่วงต้นรายการ wake up thailand วันที่ 11 มค. 55 คุณชูวัส พิธีกรสงสัยว่า
ไทยโพสต์ ลงพาดหัวแบบนี้ ต้องการบอกว่าคนถูกยิงตาย แล้วค่อยมาเผาเมืองต่อหรืออย่างไร
การนำเสนอน่าจะมีปัญหา เหมือนตั้งใจอยากให้ทุกฝ่ายรู้สึกโกรธรึเปล่า

ผมเองก็สงสัยว่า
สมาคมได้ติดตามหนังสือพิมพ์ทุกฉบับของทุกวันหรือเปล่าหรือว่าไม่มีศักยภาพขนาดนั้น
ที่จริง ทางสมาคมฯ ควรออกมาชี้แจงบ้าง หรือว่าไม่มีใครร้องเรียนก็ไม่ทำอะไร

แถมอันนี้อีกอัน ไปเจอมา

"ปูนบำเหน็จ...รับเละ"

Re:

ที่จริง หากมีวิธีสื่อสารที่ไม่ทำให้เข้าใจผิดน่าจะดีกว่าไหม
ลองดูฉบับที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ดูบ้างก็น่าจะเห็นความแตกต่าง

สุนิสา เลิศภควัต เฉลย'ใครฆ่าคนจน'

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ข่าวทะลุคน



ร.ท.หญิง สุนิสา เลิศภควัต ฝากข้อความถึง มัลลิกา บุญมีตระกูล

"คนที่ฆ่าคนจนเห็นว่าเป็นรัฐบาลของประชาธิปัตย์มากกว่า
โดยเฉพาะกรณี 91 ศพ"


จากสถานภาพที่เท่าเทียมกันใน 2 พรรคการเมือง คือ
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์

ตอบโต้เจ็บ หลังฝั่งน.ส.มัลลิกาอ้างนโยบายรัฐบาลเป็นนโยบายที่ฆ่าคนจน

พร้อมชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ถูกต้อง

เพราะนโยบายของเพื่อไทยมุ่งแก้ปัญหาความยากจน

เปิดโอกาสให้คนจนพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ 300 บาท
เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท
กองทุนพัฒนาสตรี
และนโยบายเอสเอ็มแอล
ล้วนสร้างโอกาสพัฒนาทักษะทางทำมาหากินให้ประชาชนมีรายได้ที่ดีขึ้น

ขอความร่วมมือจากพรรคประชาธิปัตย์ให้เล่นการเมืองอย่างสร้างสรรค์



คนเขียนหนังสือ "ทักษิณ WHERE ARE YOU" แจ้งเกิดตัวเองสู่ทุกวงการ

เกิด 7 มี.ค. 2518 ปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ (สังคม วิทยาและมานุษย วิทยา)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ทำงานเลขา นุการในบริษัทเล็กๆ อยู่ 2-3 เดือน แล้วสมัครรับราชการทหาร

ติดยศร้อยตรีที่กรมสรรพาวุธทหารบก จากนั้นย้ายเข้าสำนักงานเลขานุการกองทัพบก

ไปอยู่ศูนย์วิทยุกองทัพบก จัดรายการใช้ชื่อ "หมวดเจี๊ยบ"
ต่อมาโอนเข้าช่อง 5 เป็นผู้สื่อข่าวสายทหาร และผู้ประกาศข่าวช่วงเบรก




พ.ศ.2550 ดังสนั่นสังคม เมื่อเปิดตัวหนังสือทักษิณฯ

เจ้าตัวเปิดเผยว่าควักกระเป๋าตัวเอง
ตีตั๋วเรือบินไปลอนดอน สัมภาษณ์อดีตนายกฯ หลังถูกปฏิวัติ 19 ก.ย.2549

น้ำตาหยดเพราะต้นสังกัดเป็นพิษ
ที่สุด ลาออก ก่อนเข้าพรรคเพื่อไทยแบบไม่เหนือความคาดหมาย

เป็นรองโฆษกพรรค ฝีปากล่าสุด

ขอคืนคำว่า"ฆ่าคนจน"ให้พรรคประชาธิปัตย์


http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3hNVEV5TURFMU5RPT0=&sectionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1pMHdNUzB4TWc9PQ==

นายแน่มาก คฑาวุธ 11-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=965