ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สนามเสือป่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
พร้อมด้วย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร (น้องไปป์) บุตรชาย
ได้เดินทางมายังสนามเสือป่า สำนักพระราชวัง เขตดุสิต กรุงเทพฯ
เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2555 อย่างเป็นทางการ
พร้อมเยี่ยมเยียนและให้โอวาทเยาวชนด้วย
โดยมีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี และน้องไปป์ได้เดินเยี่ยมชมกิจกรรม “ตำรวจสัมพันธ์”
โดยมีตัวแทนเยาวชนสัมพันธ์ จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น) จำนวน 1,800 คน
ให้ต้อนรับ พร้อมปล่อยป้ายแพรเปิดงาน ก่อนเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆภายในงาน
ผู้สื่อข่าวได้ถาม ด.ช.ศุภเสกข์ ถึงของขวัญที่อยากได้จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ (คุณแม่)
ด.ช.ศุภเสกข์ กล่าวว่า อยากให้คุณแม่มาเล่นเกมส์เศรษฐีด้วย
เพราะตั้งแต่คุณแม่เป็นนายกฯไม่ค่อยมีเวลาเล่นด้วยกัน พร้อมกล่าวว่าจำคำขวัญเด็กปีนี้ได้
จากนั้น นายกฯ และบุตรชายได้เดินทางโดยรถรางไปยังทำเนียบรัฐบาล
























http://www.go6tv.com/2012/01/blog-post_14.html
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, January 15, 2012
"อยากให้แม่เล่นเกมส์เศรษฐีด้วย" ลูกไปป์ขอแม่ปูวันเด็กฯ
เยียวยา แดง – มลายู
ที่มา ประชาไท
มูฮาหมัดอัณวัร อิสมาอีล
เมื่อ “กรอบคิดแบบเรขาคณิต” ออกแบบกรอบของสังคม
ที่มา ประชาไท
เผ่า นวกุล
บทความชิ้นนี้เป็นบทความที่ผู้เขียนนำเสนอต่อ คุณเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ครั้งเมื่อสมัยศึกษาอยู่ในระดับบัณฑิตศึกษา ได้รับคำแนะนำจากท่านเป็นอย่างดี ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนเป็นอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มของการเริ่มเขียนบทความเชิงวิชาการก็ว่าได้ แต่ความสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่ที่เรื่องนั้นแต่มันอยู่ที่ประเด็นที่นำ เสนอมากกว่า ซึ่งผู้เขียนนำมาเรียบเรียงและนำเสนอใหม่อีกครั้งในที่นี้
“กรอบคิด” เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากต่อการที่จะกำหนดแนวทางต่างๆของสังคมหรือโลกนี้ก็ ว่าได้ การกระทำสิ่งใดของมนุษย์นั้นก็มักจะอิง “กรอบคิด” ที่ตนเองได้รับและถูกปลูกฝังมา ซึ่งอาจจะมาจากวัฒนธรรม ศาสนา หรืออะไรก็ได้ที่มากระทบตัวเราหรืออยู่รอบๆตัวเรา
ที่มาที่ไปของ “กรอบคิด” นั้น มาจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ขนบธรรมเนียม ประเพณี ไม่เว้นแม้เรื่องที่กำหนดโดย การเมือง (การเมืองเชิงวัฒนธรรม) หากแต่มีการผลิตซ้ำของข้อมูลเหล่านี้เรื่อยๆและต้องเป็นที่เห็นควรของสังคม โดยรวมแล้วละก็ สิ่งต่างจะค่อยๆซึมผ่านและตกผลึกเป็น “กรอบคิด” ฝังอยู่ในความคิดไปในที่สุด และจะอยู่ไปจนกว่ามีข้อมูลใหม่ที่สังคมยอมรับเข้ามาแทนที่
หากจะยกตัวอย่างในสังคมไทยแล้วละก็ ผู้เขียนก็จะพูดถึง “การเมืองเชิงวัฒนธรรม” แล้วกัน ซึ่งตรงนี้ทุกคนจะได้เห็นภาพว่ากรอบคิดถูกกำหนดและสร้างขึ้นมาและก็กลายเป็น รากฐานของสังคมที่จะปฏิบัติสืบต่อกันมาในที่สุด
ครั้งเมื่อสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยยุคนั้น คณะราษฎร์ฯ ยังมีอำนาจอยู่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีแนวคิดที่ให้นำรูปของตนติดบนฝาผนังขึ้นเป็นการบ่งบอกซึ่งความศรัทธาที่ มีต่อผู้นำและแสดงพลังให้เห็นว่าตนเองสำคัญ เพื่อที่จะลดอำนาจของฝ่ายตรงข้ามลง (คงไม่สะดวกในการอธิบายรายละเอียด) จน “กรอบคิด” เรื่องรูปที่ติดฝาผนังนั้นมีมาจนถึงปัจจุบันโดยที่จุดมุ่งหมายก็ยังมิได้ เปลี่ยนไปแต่ประการใด ซึ่งเห็นได้ว่า “กรอบคิด” มีความสำคัญมาก ยิ่งหากผู้ใดสร้างจนนำไปสู่การกำหนดเป็น “กรอบคิด” ของสังคมได้แล้วถือว่าผู้นั้นมีความสามารถเป็นอย่างมาก
ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การที่เราจะเปลี่ยนอะไรของสังคม สิ่งแรกที่ควรจะเปลี่ยนเหนือสิ่งอื่นใด นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลง “กรอบคิด” นั่นเอง หากพูดกันให้เห็นภาพก็ต้องบอกว่า คงต้องทำลาย “กรอบคิด” เดิมๆที่กำหนดสังคมให้อยู่ในรูปแบบที่ตายตัว ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผู้เขียนเรียกว่า “กรอบคิดแบบเรขาคณิต”
หากเปรียบแล้ว “กรอบคิด” ก็คงเหมือนกับสี่เหลี่ยมทรงเรขาคณิตที่คงตัวและไม่มีวันที่จะเปลี่ยนรูปร่าง ได้ ขาดซึ่งความยืดหยุ่นและความเป็นธรรมชาติราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีการ เคลื่อนไหว หากจะยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ เอาที่ใกล้ตัวเราๆมากที่สุดก็คือ หากเรากล่าวถึงชาวนา ลองจินตนาการดูว่าคุณเห็นอะไรในสมองของคุณ เชื่อแน่ว่าร้อยทั้งร้อยก็คงหนีไม่พ้นภาพ ชาย หรือ หญิง แต่งตัวซอมซ่อ ถือเคียว พร้อมควายและคันไถ หรือหากนึกถึง พนักงานธนาคาร ก็จะนึกถึงภาพ ชาย หรือ หญิง ใส่สูทผูกไทด์ ทำงานอยู่ในห้องแอร์ เป็นแน่
หากกล่าวถึงโครงสร้างทางสังคมในที่สุดแล้วกรอบคิดแบบนี้ เป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นกระดูกชิ้นโตต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อผู้คนพอใจที่จะมีกรอบคิดแบบนั้นก็ย่อมส่งผลต่อสังคมว่า ชาวนา ก็ต้องเป็นแบบที่เขาคิดเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เมื่อคุณเป็นชาวนาคุณก็ต้องยอมรับหลักนี้ เพราะแม้แต่ตัวชาวนาเอง ก็ยอมรับหลักนี้เช่นกันไม่เช่นนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องส่งลูกส่งหลานมาเรียน หนังสือในเมือง จนถึงกระทั่งการขายหรือจำนองที่ดินเพื่อให้ลูกหลานของตนได้เรียนสูง จะได้ไม่ลำบากเช่นตน
ดังนั้นการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ การทำลายกรอบคิดรูปทรงเรขาคณิตที่อยู่ในสมองก่อนเป็นสิ่งแรก โดยส่งเสริมให้คนลบภาพที่นิยามในสมองทิ้งไป เลิกใช้ภาพเดิมๆแทนคำเหล่านั้น เลิกจำกัดความคิดว่า สิ่งนี้ต้องคู่กับสิ่งนี้เท่านั้นจึงจะเหมาะสม ชาวนาควรจะคู่กับความจนเท่านั้นจึงจะเหมาะสม หรือแม้แต่ความคิดที่ว่าเราผลิตข้าวก็ควรกินข้าวราคาถูก เราบ่นกันมากเมื่อข้าวขึ้นราคาโดยที่เราไม่เคยบ่นเลยในยามที่ กระเป๋าหลุยส์ มันจะแพงมากแค่ไหน ลองเปิดกว้างทางความคิด ชาวนาควรจะเป็นอะไรก็ได้ ชาวนาเป็นคนจนก็ได้ เป็นผู้ที่มีเครื่องบินส่วนตัวก็ได้ มีรถยนต์หรูๆขับก็ได้ สรุปแล้วก็คือ เป็นได้ทุกอย่างนั่นเอง
ต้องไม่ลืมว่ากรอบคิดแบบเรขาคณิตนี่แหละเป็นตัวการสำคัญที่ผู้เขียนเชื่อ ว่าทำให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก หากไม่เปลี่ยนความคิดเหล่านี้ความเหลื่อมล้ำก็จะมีอยู่ต่อไป กรอบของสังคมถูกบล็อกด้วยกรอบทางความคิด จนในที่สุดแล้วไม่อนุญาตให้ผู้ใดออกจากกล่องความคิดสี่เหลี่ยมนี้ไปได้ เป็นการแสดงถึงสังคมนั้นๆยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ แต่ก็ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ยากมาก ยากมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ยากมากกว่าการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯเสียอีก สิ่งต่างๆเหล่านี้คงไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆภายในวันเดียงเป็นแน่ เพราะแม้แต่ประชาธิปไตยของบ้านเราผ่านมา 78 ปี ก็ยังคงไม่สมบูรณ์นัก
และปัญหาอีกประการที่สำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงกรอบคิดนี้ ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตและสงสัยล่วงหน้าว่า แล้วผู้คนที่อยู่ในสังคมที่สูงกว่าชาวนาเล่าจะยอมรับและเปลี่ยนแปลงกรอบคิด แบบเรขาคณิตนี้หรือเปล่า หรือว่าจริงๆแล้วเขาเหล่านั้นไม่อยากที่จะให้ชาวนาขึ้นมาอยู่ในระดับเดียว หรือสูงกว่าเขา เขาพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขาก็พอใจเช่นกันที่จะปล่อยให้สังคมเหลื่อมล้ำอยู่ต่อ ไป ?
เปิดตัว "ครก.112" คาดใช้เวลา 112 วัน รวบรวม 10,000 รายชื่อ
ที่มา ประชาไท
เปิดตัวคณะรณรงค์ แก้ไขมาตรา 112 ผู้ฟังล้นห้องประชุมศรีบูรพา "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" นำลงชื่อเสนอแก้กฎหมายตามข้อเสนอนิติราษฎร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ระบุ ต้องแก้ไขมาตรานี้เพื่อแก้ไขการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล
เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมศรีบูพา (หอประชุมเล็ก) มธ. ท่าพระจันทร์ กฤตยา อาชวนิจกุล กล่าวเปิดตัวคณะรณรงค์ แก้ไขมาตรา 112 โดยกล่าวขอบคุณผู้ร่วมลงชื่อและร่วมฟังการเสวนาในวันนี้ เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมนั้นเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการสร้างระบอบการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย
จากนั้นอ่านแถลงการณ์ โดยระบุว่านับแต่การรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา สถิติการจับกุมด้วยมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะปี 2553 มีการฟ้องรองถึง 478 ข้อหา นอกจากนี้ความ “จงรักภักดี” ยังได้กลายเป็นอาวุธสำหรับข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และความอ่อนไหวต่อมาตรานี้มักทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกกระทำอย่างไม่เคารพสิทธิ ขั้นพื้นฐาน เช่น ไม่อนุญาตให้ประกันตน ดำเนินการไต่สวนด้วยวิธีปิดลับ อีกทั้งยังต้องพบกับการกดดันจากสังคมรอบข้างอย่างมาก ทำให้เกิดกรณีล่าแม่มดจำนวนมาก
มาตรา 112 ยังป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของ ประเทศไทยตกต่ำอย่างถึงที่สุด โดยรายงานปี 2554 องค์กรฟรีดอมเฮาส์เปลี่ยสถานะเสรีภาพของไทยจากกึ่งเสรีเป็นไม่เสรี ส่งผลให้เราอยู่ในสถานกาพเดียวกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน คิมบา โซมาเลีย ปากีสถาน
ล่าสุดคดี “อากง” (นายอำพล สงวนนามสกุล) และนายโจ กอร์ดอนได้ทำให้ชื่อเสียงประเทศไทยดังกระหึ่มไปทั้วโลก จนองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112
ขณะเดียวกัน ภายในประเทศไทย การเรียกร้องเคลื่อนไหวให้แก้ไขมาตรา 112 ซึ่งในบรรดาการเคลื่อนไหวนี้ กลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้สังคมร่วมกันพิจารณา โดยมีสาระสำคัญโดยสรุป คือ
1. ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร
2. เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
3. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
4. เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
6. เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ
7. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์”
สำหรับการผลักดันรณรงค์ครั้งนี้ ต้องการรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 10,000 รายชื่อ โดยต่อไปนี้จะรณรงค์โดยคณะรณรงค์ 112 หรือ “ครก. 112”
การรณรงค์นี้ใช้เวลา 112 วัน โดยเอกสารที่ต้องใช้ คือ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งลงนามรับรองเอกสารถูกต้อง และแบบฟอร์มขก. 1 โดยสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ www.ilaw.org และส่งเอกสารทั้งหมดได้ที่ ตู้ปณ 112 ไปรษณีย์กรุงเทพฯ 10200
‘นิธิ’ ระบุ แก้ 112 เพื่อแก้ปัญหาการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล
ภายหลังการเปิดตัวครก. 112 มีการเปิดวีดีทัศน์ปาฐกถาโดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาระบุว่าในปัจจุบันนี้ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้สถาบันกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ระบอบกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในหลายๆ ประเทศทั่วโลกล้วนเป็นระบอบกษัตริย์ที่อนุวัตรตามระบอบประชาธิปไตย
ประเด็นต่อมาคือสัดส่วนของการลงโทษในความผิดมาตรานี้ ไม่สอดคล้องกับความผิดที่กระทำเท่าใดนัก นั่นคือเป็นข้อบังคับแน่นอนตายตัว ไม่มีทางเลือกอื่นอีก คือ
ถ้าจำเลยถูกพิพากษาว่ามีความผิด ต้องถูกจำขัง 3 ปี เป็นอย่างต่ำ 15 ปี เป็นอย่างสูง แล้วเมื่อเอาความผิดนี้ไปเทียบกับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาก็จะพบว่าแตก ต่างกันมาก และรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น
ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพราะเหตุที่เราไปเอามาตรา 112 ไปอยู่ในหมวดความมั่นคงของรัฐ ผู้กระทำความผิดต้องเกี่ยวข้องหรือมีเจตนาชัดเจนว่ามุ่งทำลายความมั่นคงของ รัฐ ถ้าป็นการกระทำที่ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น โทษก็ยิ่งต้องลดลงไป
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อย คือ อำนาจในการกล่าวหาฟ้องร้องบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรานี้ คือให้ทุกคนมีสิทธิที่จะกล่าวหาฟ้องร้องอย่างไรก็ได้ ถ้าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความั่นคงของรัฐ แต่ปรากฏว่า มาตรานี้ถูกใช้พร่ำเพรื่อ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือแม้แต่ใครไม่ชอบหน้าใครก็สามารถนำไปฟ้องร้องกล่าวโทษได้ ฉะนั้น จึงต้องมอบให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะวินิจฉัยว่าควรหรือไม่ควรกล่าว โทษฟ้องร้องตามมาตรานี้
สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้นคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 โดยตัวของมันเองจึงมีนัยยะทางการเมืองด้วย การตัดสินใจจะดำเนินคดีหรือไม่ ต้องใช้การพิจารณามากกว่าการบัญญัติของกฎหมาย บางครั้งการไม่ดำเนินคดี อาจจะเป็นผลดีต่อสถาบันฯ มากกว่า ไม่ใช่ใครก็ตามสามารถฟ้องร้องได้ ต้องมีหน่วยนงานที่จะใช้วิจารณญาณ
ตัวกฎหมายที่มีอยู่ทุกวันนี้ เปิดช่องให้มีการใช้กฎหมายไปในทางที่ฉ้อฉลต่อเจตจำนงค่อนข้างมาก ฉะนั้นพยายามบอกว่า ตัวกฎหมายไม่มีปัญหา ขอให้เราแก้ไขเฉพาะแนวปฏิบัติอย่างเดียว ไม่มีหลักประกันว่า การป้องกันการปฏิบัติที่ฉ้อฉลจะเป็นผลหรือไม่ และผู้ที่พูดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ภายใต้รัฐบาลที่กล่าวเช่นนั้นเองก็มีการฟ้องร้องหลายร้อยคดี
เมื่อใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล ภายใต้วัฒนธรรมและการเมืองที่เป็นเช่นทุกวันนี้ ก็ยิ่งทำให้การใช้กฎหมายฉ้อฉลมากขึ้นไปอีก เช่น เจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจไม่ฟ้อง ดังนั้นจึงต้องแก้ที่ตัวกฎหมายเพื่อให้ในทางปฏิบัติจะไม่มีใครนำมาตรานี้ไป ใช้อย่างฉ้อฉลได้
ภายหลังการปาฐกถาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ดำเนินรายการได้ประกาศว่า รายชื่อแรกของการร่วมรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ คือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมฟังการเสวนาดังกล่าวด้วย โดยได้รับเสียงปรบมือจากประชาชนผู้เข้าฟังการเสวนาอย่างกึกก้องด้วย
หมายเหตุ: งานเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน "แก้ไขมาตรา 112 กิจกรรมวิชาการและศิลปวัฒนธรรม" ซึ่งจัดโดย "คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" เวลา 13.00-17.00 น. ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบไปด้วยการแสดงละครเวที การตอบคำถามทางวิชาการ และการอภิปรายข้อเสนอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งประชาไทจะทยอยนำเสนอต่อไป
สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ‘เอามั้ย! ทำแผนพัฒนาภาคใต้ฉบับพหุภาคี’
ที่มา ประชาไท
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)
สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ
หลังจากอุ่นเครื่องด้วยวงเสวนาวิชาการเรื่อง “แผนพัฒนากับทางเลือกการพัฒนาภาคใต้ แผนพัฒนาที่ยั่งยืน” เมื่อตอนค่ำของวันที่ 13 มกราคม 2555
เช้าของวันที่ 14 มกราคม 2555 งานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ และงานวิชาการ “ไอดิน กลิ่นใต้” พ.ศ. 2554 ที่จัดโดยเครือข่ายสุขภาพภาคใต้ ก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหาด้วยปาฐกถาเรื่อง “กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม พื้นที่ภาคใต้” โดยนายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ คณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่และสมัชชาสุขภาพเฉพาะ ประเด็น
ข้อคิดแนวทางที่นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เสนอแนะต่อสมัชชาสุขภาพภาคใต้ มีอะไรและเป็นอย่างไร มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังปรากฏต่อไปนี้
0 0 0
ผมมาถึงเมื่อวานนี้ (วันที่ 13 มกราคม 2555)ได้มาเห็นพิธีเมื่อเช้านี้ (วันที่ 14 มกราคม 2555) ผมมั่นใจว่าสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ไม่มีวันตกต่ำ เวลาคนทำงานร่วมกันนะครับ หมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส มักจะเตือนให้ยึดหลักอปริหายธรรม แปลว่าธรรมะที่ป้องกันความเสื่อมในการทำงานร่วมกัน ข้อหนึ่งคือให้หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ สมัชชาสุขภาพภาคใต้ที่ผมเฝ้ามอง ในฐานะสมัชชาแห่งชาติ และในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่และ สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ได้เฝ้ามองพื้นที่นี้เป็นพิเศษ
ครั้งแรกที่จัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้ขึ้นมา ต้องขออภัย ผมคิดว่าพื้นที่นี้จะทำกันไปได้สักกี่น้ำ แต่นี่จัดมาเป็นครั้งที่ 4 แล้วนะครับ ภาคใต้มีการประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ ไม่ใช่แค่ประชุม 14 จังหวัดเท่านั้น ทราบว่าแกนนำอื่นๆ ก็เข้ามาประชุมด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เข้าประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิกประชุมพร้อมเพรียงกัน ไม่มีที่ว่าเข้ามาร่วมประชุมกัน ทีละคนสองคน พอประชุมไม่ทันเลิกก็หายไปแล้ว เพราะอันนี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญ
ลักษณะที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง เคารพในประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม ที่เห็นชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นเลย งานวันนี้พูดถึงประวัติศาสตร์ภาคใต้ย้อนหลังไปไกลเลย รวมทั้งศิลปวัฒนธรรม
ประเด็นที่สามอยากยกขึ้นมา ที่คิดว่าท่านคงไปได้แน่ๆ คือ เคารพในอาวุโส และเคารพในสตรี เชื่อฟังสตรี 14 ท่าน ที่ผมเห็นเมื่อเช้านี้ มีสตรีอยู่ 4 ท่าน ซึ่งเป็นหนึ่งสาม มากกว่า ส.ส.ในสภาเสียอีก แปลว่าสมัชชาของเรา มีแนวโน้มไปได้ดีแน่ๆ จุดแข็งที่ผมเห็นเมื่อวานนี้ คือ การจัดกระบวนการอย่างเป็นระบบ มีกลไกที่เป็นระบบ บางเรื่องผมเห็นว่าดีกว่าสมัชชาชาติเสียอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วก็คงจะมีวิวัฒนาการค่อยๆ ปรับจนกระทั่งเหมาะสมกับภาคใต้ที่สุด
หลายท่านที่มาจากประชาชน จากภาคประชาสังคม อาจจะมองว่ารูปแบบนี้เป็นราชการจ๋า มันเหมือนเป็นระบบเกินไป ก็อาจจะลดความเป็นระบบลงได้ ค่อยคุยกับคนที่ทำงานทั้งหลาย ท้ายที่สุดแล้วค่อยทำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร อาจจะไม่มีกฎไม่มีระเบียบอะไรเลย แต่กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยผู้นำของท่านทั้งหมด ทั้ง 14 ท่าน และคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่นี้ด้วย อาจจะช่วยกันปรับปรุงและพัฒนา และอยากจะเรียนว่าภาคใต้ เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ แล้ว ถือว่าเป็นระเบียบที่สุด พร้อมเพรียงกันที่สุด วันนี้เราก็มีตัวแทนจากภาคอื่นๆ มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ท่านจะต้องมีการแลกเปลี่ยนกันเป็นระยะ เมื่อเช้าผมมาเดินดูนิทรรศการ ยังไม่ได้ดูทุกจังหวัด หลังจากนี้เช้าๆ บ่ายๆ ผมจะเดินดูให้หมด เพราะผมคิดว่าจะได้เรียนรู้จากจังหวัดต่างๆ มากมาย ทุกจังหวัดไม่เหมือนกัน ทุกอำเภอๆเหมือนกัน ทุกตำบลไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของจังหวัดต่างๆ เป็นสิ่งที่เป็นจุดแข็งของภาคใต้
ที่ผมเห็นเป็นจุดแข็งอีกข้อหนึ่งของสมัชชาสุขภาพภาคใต้คือ มีทั้งการขับเคลื่อนจนกระทั่งได้มติ นำมาขับเคลื่อนเป็นนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างที่ผมเรียนไว้ว่า การเอาเรื่องต่างๆ มาเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจนะครับ ประเด็นหลักในการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2555 เป็นประเด็นที่เสนอขึ้นมาจากสมัชชาภาคใต้ นั่นคือเรื่องภัยพิบัติ อันนี้แสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำของทุกท่าน ที่เป็นคนภาคใต้
พวกท่านได้นำประเด็นของท่านขึ้นเป็นประเด็นของภาค สู่ประเด็นระดับชาติได้สำเร็จ เอาข้อตกลงระดับชาติลงมาสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้ มีทั้งขาขึ้นและขาเคลื่อนไปพร้อมกัน
ทั้งหมดนี้ เป็นกระบวนการที่เราเห็นว่า เป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มีส่วนร่วมจริงๆ เราเห็นภาคประชาชน เราเห็นภาคประชาสังคม เราเห็นภาครัฐและภาควิชาการ แต่มีภาคธุรกิจเข้าร่วมน้อยไปหน่อย แต่เราก็ใช้กระบวนการพัฒนาข้อเสนอไปเรื่อยๆ
ผมเรียนอย่างนี้ ท่านผู้ฟังอาจจะต้องคิดย้อนหลังสักนิดนะครับ เราจัดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วนะครับ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ประธานสมัชชาแห่งชาติคนแรกเป็นข้าราชการเป็นภาครัฐนะครับ ทำงานในระดับนโยบาย เป็นบุรุษ ส่วนคนที่ 2 เป็นสตรีนะครับ มาจากภาควิชาการ ประธานคนที่ 3 เป็นสตรีอีก เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักธุรกิจที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก เป็นผลิตผลของผู้ที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งนะครับ ซึ่งสร้างตนจากความไม่มีอะไร สู่ความสำเร็จสูงสุดได้คือ นางศิรินา โชควัฒนา ซึ่งเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ จะเห็นว่าเรามีประธาน ทั้งที่มาจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ
ผมอยากจะท้าทายต่อไปครับว่า ยุคต่อไปให้ประธานมาจากภาคประชาสังคม จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ เพราะที่ผ่านมามีผู้หญิงมาแล้วสองคน คนที่สี่จะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็ได้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอให้มาจากภาคประชาสังคมก็พอ เพื่อจะทำให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะโดยสมัชชาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นระดับพื้นที่ หรือเฉพาะประเด็น หรือระดับชาติ สามารถทำได้โดยคนในสาขาใดก็ได้ ไม่ใช่ทำได้เฉพาะผู้มาจากภาครัฐเท่านั้น ภาคประชาสังคมก็ทำได้ ภาคธุรกิจก็นำได้ แปลว่าเราทำงานร่วมกันได้
สมัชชาสุขภาพ ไม่ใช่สมัชชาของรัฐที่จะเอาคนของรัฐเข้ามาใส่ ไม่ใช่สมัชชาของประชาชนอย่างเดียว ที่จะเอาแต่เรื่องของประชาชน ไม่ใช่สมัชชาธุรกิจ ที่จะเอาเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจมาใส่ แต่เป็นกลไกกระบวนการที่ทุกภาคส่วน มีเวทีพูดคุยกันอย่างฉันท์มิตร
ธุรกิจของคุณศิรินามูลค่าไม่ใช่ร้อยล้าน แต่เป็นหมื่นล้าน เป็นธุรกิจของครอบครัวคือ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด ในห้องนี้รับรองเลยว่า มีคนใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท สหพัฒน์พิบูลย์ จำกัดมากมายมหาศาล ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ คุณศิรินาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในกระบวนการของเรา 3–4 ปี ในนามของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ท่านได้แสดงจุดยืนยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เราเห็นได้ว่าปัจจุบันภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคสังคมมากขึ้น
จุดที่ภาคใต้ 14 จังหวัดเข้มแข็งอยู่แล้ว และจะต่อยอดต่อไปได้มีอยู่ 2–3 ประเด็นคือ ประเด็นการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง อยากจะย้ำนะครับ ถ้าภาคประชาชนเราสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง รวมตัวทำอะไรด้วยกันเอง อันนี้สุดยอดมาก ไม่ต้องมีใครมารับรอง เป็นการจัดการตัวเองโดยภาคประชาสังคม
ขณะเดียวกันเราก็มีกลไกสมัชชา ที่มีกฎหมายรองรับ แม้จะเป็นกฎหมายที่ออกมาในสมัยรัฐบาลรัฐประหาร แต่กระบวนการต่างๆ เริ่มมาก่อนหน้านั้นเยอะแล้ว ถึงไม่มีรัฐบาลจากการรัฐประหาร กฎหมายนี้ก็คงมาถึงสักวัน เพราะผ่านกระบวนการพูดคุยมาทั่วประเทศ
เราจะทำอย่างไร ที่จะให้ภาคใต้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้เอง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ช่วยกันต่อยอดกันขึ้นมา สไลด์ที่ฉายเมื่อคืนนี้ เป็นงานวิชาการเชิงสังคมที่ดีมากชิ้นหนึ่ง เป็นการถอดแผนพัฒนาภาคใต้ออกมาให้เห็นกันชัดๆ ดูแล้วไม่ทราบว่าเป็นแผนพัฒนาฉบับนักธุรกิจหรือเปล่า ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมแค่ไหน เห็นภาพง่ายๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ทีนี้ถ้าเราจะต่อยอดขึ้นไปอีก ก็ตั้งคำถามว่า สมัชชาสุขภาพ 14 จังหวัดภาคใต้ หรืออาจจะจัดตั้งตัวเองเป็นสมัชชาปฏิรูปแห่งประเทศไทย เพื่อทำแผนพัฒนาภาคใต้ได้หรือไม่ จะต้องมีมติสมัชชารับรองอีกหรือไม่ ภาคใต้ 14 จังหวัด จะจัดตั้งเป็นสมัชชาปฏิรูป 14 จังหวัดภาคใต้ได้หรือเปล่า แล้วมีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อทำแผนพัฒนาภาคใต้ โดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้ง
กำหนดมาเลยว่า ประธานเป็นใคร เอาคนจากที่ไหนมาก็ได้ จากส่วนกลางก็ได้ จากภาคใต้ก็ได้ ที่เราเห็นว่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือ แล้วเอาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เข้ามาได้ เพราะเขาทำแผนพัฒนาภาคใต้ฉบับทางการ ให้เขาเข้ามาเป็นกองเลขาฯ เอาสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมด้วย เอาภาคประชาสังคมมาร่วมด้วย เอามาร่วมกันทำแผนพัฒนาภาคใต้ฉบับพหุภาคี ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จะได้แผนหรือไม่ แต่อยู่ที่กลไกและกระบวนการ ที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง สร้างความร่วมมือ สร้างความร่วมแรงร่วมใจ แผนพัฒนาฉบับนี้จะไปถึงคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ไปถึงที่ไหนหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
กลไกและกระบวนการที่ทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมนี่แหละคือที่มาของแผน ที่คนภาคใต้จะยึดเป็นแผนพัฒนาภาคใต้ ไม่ใช่ภาคประชาชนนะครับ แต่เป็นแผนของคนทุกภาคส่วน ใครจะเข้ามาทำอะไรที่นี่ เขาต้องดูแผนพัฒนาฉบับนี้ ถ้าเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแผนจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบในส่วนกลาง จนมาถึงคนในพื้นที่ ก็ไม่น่าจะมีใครมาสงสัยว่า ทำไมเราไม่เอาแผนพัฒนาชาติ อันนี้ผมอยากจะเสนอไว้นะครับ
กลไกของพวกเราจะรุกต่อไปได้หรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องเริ่มจากการไม่ตั้งธงไว้ก่อนว่า อันนี้เอาหรือไม่เอา เรามาทำงานเชิงรุกกันต่อ เรามาทำงานด้วยกันดีกว่า เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่เราอยากได้ ผมอยากจะย้ำกับทุกคน รวมทั้งกับภาคธุรกิจด้วย กับสภาอุตสาหกรรมทั้งหมด ที่เราคุยกันสภาอุตสาหกรรมนี่แหละคือ ผู้เข้ามาลงทุนโครงการต่างๆ เราเอาเข้ามาร่วมกระบวนการจัดทำแผนเลย บอกให้เขารู้ว่าจะมาทำอะไรต้องนึกถึงพวกฉัน อันนี้ก็อยากเสนอไว้ว่า จะทำต่อไปหรือเปล่า
อันหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอให้ 14 จังหวัดภาคใต้ต่อยอดก็คือ การพัฒนาผู้นำ ทั้งสมัชชาปฏิรูปและสมัชชาสุขภาพ เพื่อให้เราสามารถขับเคลื่อนเรื่องอื่นได้ด้วย ผมใช้คำว่าพัฒนาผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่ได้เป็นผู้นำ แต่เพื่อให้ทุกคนสามารถต่อยอดไปทำเรื่องอื่นๆ ได้อีก สามารถทำงานที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ เหมือนกับเราเรียนหนังสือ เริ่มมาจากการบวกลบคูณหาร แล้วค่อยมาเรียนหารเชิงซ้อน ตามมาด้วยคำนวณอย่างอื่น ต่อด้วยแคลคูลัส ซึ่งหลายท่านไม่รู้เรื่อง รวมทั้งผมด้วย จะได้ทำงานยากขึ้นเรื่อยๆ ได้ โดยค่อยๆ ต่อขีดความสามารถขึ้นมาจากพื้นฐาน
ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เพราะผมเห็นว่าตอนนี้เราสร้างผู้นำได้มากขึ้น ผมเห็นภาวะผู้นำเกิดขึ้นมากมาย เราจะต่อยอดศักยภาพการเป็นผู้นำขึ้นไปเรื่อยๆ การต่อยอดไม่ได้แปลว่า ไปจัดหลักสูตรให้ท่านไปเข้าเรียน ถ้าหากเรายอมรับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาภาคใต้โดยพหุภาคี ตัวกระบวนการทำแผนทั้งหมดของทุกภาคส่วน ที่ต้องรับฟังความคิดเห็น ต้องผ่านกิจกรรมต่างๆ เมื่อทำอย่างนี้ผู้นำต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา ภายใต้กระบวนการทำงานร่วมกัน
อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคนภาคใต้ทำได้ดี คิดว่าสามารถต่อยอดได้ แล้วยังเป็นตัวอย่างภาคอื่นได้ด้วยก็คือ การเข้ามามีส่วนร่วมในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างเข้มแข็ง ผมใช้คำว่าอย่างเข้มแข็ง ไม่ได้หมายความว่าเข้ามาเฉยๆ แต่เข้าไปแล้วต้องแสดงความเห็น ต้องร่วมปรับปรุงระเบียบมติต่างๆ ที่มีการร่างมาอย่างจริงจัง มีข้อมูลพื้นฐานประกอบข้อเสนอ มี 14 จังหวัดสมาชิกยืนอยู่ข้างหลัง แปลว่าเรามีกระบวนการกลุ่ม คราวนี้เป็นกระบวนการกลุ่มที่สำคัญ ท่านเอาระเบียบวาระมาร่วมกันพิจารณาหามติในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
เรามาคุยกันครั้งนี้ ผมเห็นได้ชัด นี่คือตัวอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนของตัวแทนแต่ละจังหวัด เมื่อกระบวนการนี้เดินไปถึงการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ผมเชื่อว่าจะมีการมอบหมายระเบียบวาระต่างๆ ให้ตัวแทนจากภาคใต้รับผิดชอบ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตัวแทนจาก 14 จังหวัดภาคใต้ สามารถเรียกประชุมตกลงกันตรงนั้นได้เลยว่า ประเด็นนั้นๆ เราจะเอาอย่างไร อันนี้ผมเชื่อว่าเราเคยทำกันมาแล้ ว
เราจะทำอย่างไรให้กระบวนการการทำงานร่วมกันเป็นเรื่องปกติ ทำให้เป็นตัวอย่าง พอคนภาคใต้ 14 จังหวัดพูดปั๊บ คนนี้สนับสนุน คนนั้นสนับสนุน ต่างจากภาคอื่นที่พอลุกขึ้นพูดขึ้นมา คนฟังก็เงียบๆ ถ้าวันหนึ่งถูกรุกจนอยู่กันไม่ได้ จะทำกันอย่างไร
ผมขอเปรียบเทียบกับการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ภูมิภาคที่เข้มแข็งที่สุด ไม่น่าเชื่อว่าเป็นแอฟริกา ด้วยสภาพภูมิภาคที่มีความล้าหลัง ด้อยพัฒนา จึงมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญจะมีเหตุการณ์ Africa one voice เกิดขึ้นตลอด ทุกวันตอนเช้าก่อนการประชุมสมัชชาสุขภาพโลก รัฐมนตรีจากแอฟริกา 40 ประเทศ จะประชุมกันทุกเช้า นำเอาประเด็นสำคัญต่างๆ มาพูดคุยกัน
ประเด็นใดที่แอฟริกาต้องการ มีโอกาสน้อยมากที่เขาจะไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะเขามีสมาชิกมากกว่า 40 ประเทศ เป็นภูมิภาคที่ใหญ่มาก นอกจากนี้เขายังล็อบบี้ภูมิภาคอื่นๆ ที่ไม่ค่อยมีการร่วมตัวให้สนับสนุน พอภูมิภาคอื่นสนับสนุนแอฟริกาเราก็เอาด้วย ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเรา มีประเทศสมาชิก 10 ประเทศเท่านั้น เราต้องร่วมมือกับภูมิภาคอื่นในบางเรื่อง ก็หวังว่าทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จะหาผู้นำจากภาคใต้ไปดูการประชุมสมัชชาอนามัยโลกสักครั้ง จะได้เห็นว่าเขามีวิธีการทำงานอย่างไร
ผมเคยพูดว่า ผมกลัวการทำงานของภาคใต้ ผมกลัวว่าจะสมัชชาสุขภาพภาคใต้จะไปยึดสมัชชาแห่งชาติ แต่เป็นความกลัวที่มีความสุข ที่บอกว่าสมัชชาภาคใต้จะยึดสมัชชาสุขภาพแห่งชาตินั้น ท่านทำอยู่แล้ว การเตรียมตัวให้พร้อมที่เข้าร่วมประชุมพิจารณามติ นั่นคือการเตรียมการเข้าไปยึดสมัชชาชาติ ไม่ใช่เอามาเป็นสมบัติส่วนตัว แต่เป็นการเข้าไปมีบทบาท ด้วยความเข้มแข็ง
เหมือนประเทศไทยเรา ส่งทีมไปประชุมสมัชชาอนามัยโลกเยอะประมาณ 40–50 คน เราเอาคนเข้าร่วมประชุมทุกระเบียบวาระ ต้องทำงานกันอย่างหนัก เราใช้เวทีตรงนี้พัฒนาศักยภาพผู้นำ ถ้าท่านเป็นผู้นำเข้าไปพูดในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก สิ่งที่จะได้รับก็คือ ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นทันที
ท่านสามารถเตรียมการส่งคนเข้าไปนำการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งไม่ผิดหลัก อีก 2 ปีข้างหน้าคนจากภาคประชาสังคม น่าจะเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในส่วนของภาคใต้ผมเห็นผู้นำอยู่หลายคน แม้แต่คุณเจริญ โต๊ะอีแต ผู้นำชาวประมงพื้นบ้านจากอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็สามารถเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้
ถ้าหากเราสามารถผลักดันให้คุณเจริญ โต๊ะอีแต เป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ อันนี้เป็นเรื่องเลย เพราะคณะเจริญ โต๊ะอีแต ไม่ใช่ตัวแทนจากภาคประชาสังคมธรรมดา แต่เป็นคนจากภาคประชาสังคมที่เข้าถึงข้อมูลในชุมชน เป็นประชาชนที่มาจากชุมชนจริงๆ ผมดูจากภาวะผู้นำแล้ว คุณเจริญ โต๊ะอีแต เป็นได้
อาจารย์กรรณิการ์ บันเทิงจิตร หน้าซีดเลย เพราะหากประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีที่มาหลากหลาย ฝ่ายที่หนักที่สุดคือฝ่ายเลขานุการ ดูแล้วคุณเจริญ โต๊ะอีแต น่าจะเข้าใจกระบวนการสมัชชามากที่สุดด้วย ผมไม่ใช่เชียร์คุณเจริญ โต๊ะอีแต ท่านทั้งหลายในที่นี้นี่แหละ ที่สามารถตกลงกันใน 14 จังหวัดภาคใต้ ขอส่งคนนี้ในนามของภาคประชาสังคมภาคใต้ เข้าประกวดเป็นประธานสมัชชาสุขภาพในอีก 2 ปีข้างหน้า
เตรียมการเลยครับ เมื่อถึงตอนนั้น ท่านจะประสบความสำเร็จ จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกันอย่างเข็มแข็ง เป็นความภาคภูมิใจของคนภาคใต้ เป็นตัวอย่างให้ภาคอื่นเห็นว่า ชาวบ้านก็มาเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ ไม่ได้ลดหย่อนศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งสิ้น อย่าไปคิดว่าข้าราชการระดับสูงเท่านั้น จะมาเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ หรือต้องเป็นคนรวยเท่านั้นที่จะเป็นได้ ประชาชนเราก็เป็นได้ แล้วก็ไม่ทำให้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติกลายเป็นสมัชชาของประชาชน ขอให้เราเอาภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย
เมื่อ 2 วันก่อนเราไปประชุมคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยออกมาสนับสนุนการปฏิรูปอย่างเต็มที่ เพราะภาคธุรกิจเริ่มชูธงต่อต้านการคอร์รัปชั่น ผมแปลกใจมาก เพราะปกติถ้าไม่มีระบบส่งส่วยธุรกิจจะลำบาก บ้านผมทำธุรกิจผมทราบดี ผมเสนอต่อสมัชชาสุขภาพและสมัชชาปฏิรูปว่า เราจะปล่อยให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียวละหรือ พวกเราก็ไม่ต้องการการทุจริตคอรัปชั่นใช่หรือไม่ ถ้าใช่ เราจะทำอย่างไรให้เราได้เข้าไปร่วมกับเขา
ขณะนี้ผมทราบมาว่า พวกเขารวมตัวกันได้ 20 องค์กรแล้ว จะทำอย่างไรให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานปฏิรูปเข้าไปร่วม จะทำอย่างไรให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือสมัชชาปฏิรูป นำภาคีเครือข่ายทั้งหมดทั่วประเทศเข้าไปร่วมกันกับหอการค้าไทยอ ฝ่ายธุรกิจพูดออกมาน่าสนใจมาก ภาคธุรกิจเขากลัวมาก เขาบอกว่าเขากลัวไข้โป้ง
ช่วงที่ริเริ่มเรื่องนี้ ภาคธุรกิจเองกลัวมาก เขาบอกว่าอย่าไปยุ่งเดี๋ยวอันตราย แต่มีผู้นำภาคธุรกิจหลายคน ค่อยๆ พูด ค่อยๆ ผลักดัน เพราะเห็นว่าหากไม่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชั่น ในระยะยาวธุรกิจเองจะไปไม่รอด ทั้งหลายลองคิดดูสิครับ งบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาท ผมเชื่อว่ามันหายไปเพราะการคอร์รัปชั่น น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ไม่รวมการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอีกประมาณ 4 แสนล้านบาท จากงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท งบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปพัฒนาประเทศได้มากมาย
ผมอยากเชิญชวนทุกท่าน ดำเนินการ 2 เรื่องหลักๆ 1.แผนพัฒนาภาคใต้ทำกันเองได้หรือเปล่า ทำโดยกระบวนการการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ต้องให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำ เราทำเองจะได้เป็นแผนพัฒนาภาคใต้ที่แท้จริง 2.เตรียมผู้นำชุมชนและภาคประสังคมจากภาคใต้ เข้าไปเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
ผมหวังว่ากระบวนการการเรียนรู้ จากการจัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้ที่เข้มแข็ง จะนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับชาติต่อไป
คนใต้ยันไม่เอา ‘เมกะโปรเจ็กต์’ โต้ EIA เชฟรอนบิดเบือนข้อมูล
ที่มา ประชาไท
อารีด้า สาเม๊าะ, ฮัสซัน โตะดง, มีณา เหตุหาก
โรงเรียนนักข่าวชายแดนใต้ ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (DSJ)
กัมพูชาแถลงไม่พอใจ 'นักชาตินิยมรุนแรงไทย' ประท้วงหน้า UN-ประดิษฐานภูมะเขือ
ที่มา ประชาไท
แถลงจับมือระเบิด ต้นตอสถานทูตสหรัฐเตือนภัยก่อการร้าย เผยล่าอีกราย
ที่มา ประชาไท
นักข่าวพลเมือง: เครือข่ายชาวบ้านเพชรบูรณ์ จี้สอบ จนท.ป่าไม้อ้างโครงการตามแนวพระราชดำริทำลายป่า
ที่มา ประชาไท
เครือข่ายชาวบ้าน จ.เพชรบูรณ์ ชุมนุมเรียกร้องหน่วยงานรัฐลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาสองมาตรฐานด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ - ที่ดิน จี้การตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้อ้างโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ตามแนวพระ ราชดำริทำลายป่า
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 14/01/55 ไม่มีเมื่อวาน...ก็ไม่มีวันนี้
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
เลือดหลั่งหยด กี่ชีวิต ถูกปลิดร่าง
เพื่อปูทาง สู่อำนาจ วาสนา
ก็สมควร ที่แลเหลียว มาเยียวยา
ซับน้ำตา พี่น้องไทย ที่ไหลริน....
เมื่อวันวาน ถูกไล่ล่า แล้วฆ่าโหด
พวกใจโฉด เล็งตรงเป้า จนด่าวดิ้น
เสียงโอดครวญ ร่ำไห้ ใครได้ยิน
เขาสูญสิ้น ทั้งชีวิต สิทธิ์เสรี....
ก็พวกเขา ต่อสู้ รู้กันทั่ว
อย่าได้กลัว เยียวยาให้ ในวันนี้
คนสั่งฆ่า ยังสุขกาย สบายดี
ไม่เห็นมี ใครทุกข์ทน หมองหม่นใจ....
ยังวิปโยค อาดูร เพราะสูญเสีย
จากลูก-เมีย ลาลับ ดั่งหลับไหล
คนข้างหลัง ยังอ้ำอึ้ง จะพึ่งใคร
ขอรัฐได้ อุ้มชู ช่วยดูแล....
สักกี่ล้าน แลกชีวิต ไม่คิดหวัง
ตราบใจยัง ร้าวรอน นอนเลียแผล
เพียงแค่หัน มองมา ว่า"ยังแคร์"
ไม่เปลี่ยนแปร หมางเมิน เดินสวนทาง....
๓ บลา / ๑๔ ม.ค.๕๕

