WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 16, 2012

กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์เก็บศพหมอตุลย์สุดกร่อย สวนทางเวทีแก้112ล้นหลามห้องประชุมธรรมศาสตร์

ที่มา Thai E-News




ก้าวหน้ากับล้าหลัง-ภาพบนเป็นการประชุมแก้ไขม.112ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภาพล่างการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขมาตรา112ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 มกราคม 2555

หมอตุลย์บนเวทีอนุสาวรีย์ชัยฯ กับผู้มาชุมนุม มีคนตาดีนับได้ 31 คน รวมทั้งบิณฑ์กับอาสาร่วมกตัญญูแล้ว



กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ทำไมมีแค่นี้วะ-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ขนอาสาสมัครร่วมกตัญญูมาร่วมงาน กลายเป็๋นรายการเก็บศพหมอตุลย์ไปกลายๆเพราะคุยว่าจะมีคนมาต้านแก้ไข112นับ แสน สุดท้ายแสนสาหัส (เครดิตภาพ : อบอริจิ้น ประชาทอล์ค)


เมื่อวานนี้ขณะที่ประชาชนไทยแห่เข้าร่วมงานครก.แก้ไขมาตรา112ล้นหลามหอ ประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปรากฎว่าหมอตุลย์กลุ่มเสื้อหลากสีได้จัดชุมนุมคัดค้านที่อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีผู้เข้าร่วมหลักสิบคน โดยมีบิณฑ์ฺ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องปัญญากับเรณู ภาค 2 นำอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูไปเป็นมวลชนหลัก ด้วยบรรยากาศเงียบหงอย

"กลุ่มเสื้อหลากสี" นำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ รวมตัวกันในเวลา 16.00 น. ที่อนุสาวรืย์ชัยสมรภูมิ โดยในเฟซบุคของกลุ่มระบุว่า เพื่อเคลือนไหวเพื่อแสดงพลังปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ โดยมีการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการแก้ไข หรือ การยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในทุกกรณี ยังระบุด้วยว่า "จะคัดค้านการนำเงินภาษี ไปแจกจ่ายให้กับผู้ทำผิดกฎหมายที่ออกมาเผาบ้านเผาเมือง"

"ถ้าทุกคนไม่ออกมาคัดค้านมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ต่อไปพวกเราจะกลายเป็นคนที่ทำมาหากินแล้วจ่ายภาษีเลี้ยงโจรแดงให้มันมาเผา บ้านเผาเมืองอีก ขอเชิญออกมาคัดค้านกันเยอะๆ และ วันอังคารที่ 17 มกราคม 2555 เวลา 9.00 น. เรียนเชิญทุกท่านร่วมยื่นหนังสือคัดค้านการนำเงินภาษีไปเยียวยาผู้กระทำผิด กฎหมายให้กับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล พบกันบริเวณ หน้าประตู 4" เว็บไซต์ของกลุ่มระบุ


แห่ร่วมงานครก.แก้112ล้นหอประชุมธรรมศาสตร์



15 มกราคม 2555
คลิปการนำเสนอของ อ. วรเจตน์​ ภาคีรัตน์


อ่านข้อเสนอฉบับเต็มของนิติราษฎร์ เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่นี่ พร้อมอรรถาธิบายจากวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แก้ทำไมและอย่างไร โดยประชาไท

ที่มา ประชาไท

ขอบคุณภาพ uddthailand

วันที่ 15 ม.ค. 2555 ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์อธิบายโดยละเอียดถึงหลักการและเหตุผลในการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเขากล่าวว่าจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องมาอยู่กันตรงนี้ ถ้าสภาฯ รับที่จะแก้ไขมาตราดังกล่าว เป้าหมายเบื้องต้นคือนำร่างฯ ฉบับนี้ไปถึงมือของประธานรัฐสภา และให้สภาฯ พิจารณาไปตามลำดับ เราไม่มีอำนาจแก้ไขกฎหมายเอง ที่ทำได้คือการรวบรวมรายชื่อ ระยะเวลาที่เราจะใช้เบื้องต้นคือ 112 วัน

ผลแห่งผลไม้พิษรัฐประหาร 2519
“จากนี้เราจะต้องประสบพบเจอบุคคลที่ไม่เห็นด้วย พรรคการเมืองหลายพรรคการมืองก็แสดงเจตจำนงชัดเจนแล้วว่าจะไม่แก้ไขมาตรา 112” ตัวแทนนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์กล่าวและเท้าความถึงกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 2519 มีการล้อมปราบนักศึกษา ท้องสนามหลวง เป็นสถานที่ประหัตประหารนักศึกษา ในเวลานั้น นักศึกษาของหลายมหาวิทยาลัยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ วิทยุยานเกราะที่เป็นกระบอกเสียงภาครัฐได้ปลุกระดมให้ประชาชนเกลียดชังนัก ศึษาและนำไปสู่ความรุนแรง สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์สมัยใหม่

ผล พวงครั้งนั้นเกิดการรัฐประหาร และมีการออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมป.อาญา 112 การแก้ไขในคราวนั้นเป็นการแก้ไขกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำ 3 ปี ถึง 15 ปี หลังจากนั้นก็มีการเอากฎหมายฉบับนี้ไปใช้ เช่น คุณวีระ มุสิกพงศ์ หรือบุคคลที่ไม่ยืนขณะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี และการใช้กฎหมายนี้รุนแรงมากขึ้น หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และปรากฏสถิติสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ผมในฐานะนักเรียนเก่าเยอรมัน นึกไปถึงช่วงที่เยอรมนีปกครองโดยจักรพรรดิ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีการฟ้องร้องด้วยข้อหาหมิ่นฯ จำนวนมาก หลังสงครามสงบลง ก็มีการยกเลิกกฎหมายมาตราดังกล่าวด้วย

ปัจจุบันเยอรมนีมีความผิดฐาน หมิ่นประมาทประธานาธิบดีเช่นกัน ซึ่งต่างจากคนทั่วไป แต่ในการขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีจะมีเอกสารให้ประธานาธิบดีลงนามสละสิทธิ การใช้มาตราดังกล่าว หลายคนรู้ว่ากฎหมายแบบนี้ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นอันตราต่อสถาบันที่ กฎหมายต้องการคุ้มครองมากเท่านั้น

สำหรับกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ พระราชินีและรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้มีปัญหาแค่โทษเกินกว่าเหตุ หรือเปิดโอกาสให้บุคคลใดๆ ก็สามารถฟ้องร้องได้ แต่ปัญหาลึกกว่านั้น เพราะในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ คือ เมื่อเกิดการร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น ในทางสังคมก็จะถูกรังเกียจ และอาจจะถูกตัดสินจากสังคมไปแล้ว ในการดำเนินคดีบ่อยครั้งบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับการประกันตัว มีกรณีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยศาลมักให้เหตุผลว่า บทบัญญัติในมาตรานี้กำหนดโทษไว้สูง และการกระทำดังกล่าวกระทบกระเทือนจิตใจพสกนิกรประชาชนชาวไทยเพราะเป็นการ หมิ่นเบื้องสูง

สำหรับกระบวนการเข้าสู่การพิจารณาของศาล เขาจะสู้ว่าเขากระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิด ไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย

ครั้นถึงกระบวนการพิจารณาคดีของศาล หากเขาจะต่อสู้ว่าการกระทำของเขาเป็นการพูดวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต เพื่อให้ต่อสู้ในคดี ศาลก็จะไม่ยอมให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมทั้งการพิสูจน์ว่าแม้ที่กล่าวไปจะหมิ่นประมาทแต่ก็เป็นความจริง เป็นประโยชน์สาธารณะ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิในการขอพิสูจน์ความจริงนี้ในชั้นศาล เพราะบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษ ซึ่งต่างจากบุคคลธรรมดา ซึ่งระบบกฎหมายจะเปิดโอกาสให้ผู้กระทำการหมิ่นประมาทได้กล่าวไปด้วยความ สุจริต หรือข้อความที่กล่าวนั้นเป็นความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ไม่ใช่แค่ปัญหาตัวบทและการใช้ แต่คือปัญหาระดับอุดมการณ์
ปัญหาลำดับถัดไปคือ ปัญหาระดับอุดมการณ์ หลายคนยังเรียกว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่มีอยู่แล้ว นับแต่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าเปิดดูคำอธิบายกฎหมายอาญาที่บรรดานักวิชาการเขียนอธิบายคือ ความผิดตามมาตรา 112 จะไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งว่าการพูดวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นไปโดยสุจริตเพราะ สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์

คำอธิบายเหล่านี้ฝังอยู่ใน สำนึกของนักกฎหมาย ซึ่งในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้เลย บรรดาองค์กรที่ปฏิบัติการตามกฎหมาย ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปถึงผู้พิพากษามีแนวโน้มในการตีความบทบัญญัติดังกล่าวไปในลักษณ์ที่กว้าง และไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้ รัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มที่จะตีความไม่สอดคล้องกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช นี่คืออุดมการณ์ที่กำกับบรรดาองค์การที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“ทุกท่านที่ มาร่วมรณรงค์แก้ไขมาตรานี้ สมมติว่ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นว่าสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา รับไปพิจารณาและจะไปแก้ไข ท่านก็อย่าดีใจว่าปัญหาของการใช้กฎหมายนี้จะได้รับการแก้ไข หรือแม้แต่การยกเลิกไปเลย ท่านก็อย่านึกไปว่าการปรับใช้กฎหมายจะปรับใช้ไปอย่างเท่าเทียมกันระหว่างการ หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กับบุคคลธรรมดา ตราบเท่าที่อุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยยังไม่ได้ฝังลงไปในกระบวนการตาม กฎหมาย”

นี่จึงเป็นเพียงก้าวแรกที่จะไปปรับเปลี่ยน หลังจากรณรงค์เรื่องนี้แล้ว บรรดากฎเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญยัง จะต้องมีการอภิปรายต่อไปอย่างกว้างขวางในสังคมไทย การนำเสนอกฎหมายนี้จึงเป็นเพียงก้าวแรกในการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในสังคมไทย ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่จบอยู่ที่การนำเสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภาแล้วจบแค่ นั้น แต่เป็นการพูดถึงการที่ระบอบกษัตริย์อยู่อย่างสง่างามในระบอบประชาธิปไตยและ ในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับมาตรา 112 เราถูกปิดล้อมโดยสื่อมวลชนกระแสหลัก ว่าจะถูกป้ายสีว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเรียนว่าที่สุดแล้วเรื่องแบบนี้ต้องการการอธิบาย การเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ยังอยู่ในกรอบของรัฐที่เป็นราชอาณาจักร คือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพียงแต่เป็นการนำประเด็นนี้เข้าสู่พื้นที่สาธารณะ และทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางและตรงไปตรงมา และไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นความผิดตามาตรา 112 เสียเอง

ในการเสนอแก้ไขนี้ เสนออะไร และทำไมไม่เสนอยกเลิกไปเลย
วรเจตน์อธิบายว่า เหตุผลที่นิติราษฎร์เสนอในแนวทางแก้ไข ไม่ยกเลิก เพราะเป้าประสงค์หลักอยู่ที่การพยายามทำให้บทบัญญัติในเรื่องนี้ได้มาตรฐาน สากล คือในบรรดาประเทศที่เป็นราชอาณาจักร พบว่าประเทศเหล่านั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มแรกไม่มีกฎหมายคุ้มครองพระเกียรติของกษัตริย์ ราชินี และรัชทายาทเป็นพิเศษ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเคยมีกฎหมายลักษณะดังกล่าว แต่ยกเลิกไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะเดียวกันมีอีกหลายประเทศใน ยุโรป เช่น นอร์เวย์ สเปน มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ บางประเทศจำกัดไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์ และผู้สำเร็จราชการ บางประเทศครอบคลุมถึงบรรดาพระราชโอรส แต่ประเทศเหล่านี้ไม่มีประเทศใดเลยที่กำหนดโทษเอาไว้สูงเท่าที่มีใน ประเทศไทย

เมื่อผลการศึกษาออกมาเป็นเช่นนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อทำให้บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นบทบัญญัติในหมวดความมั่นคงอีกต่อไป และเพื่ออนุวัตรให้เป็นไปตามบทกฎหมายในประเทศที่มีบทบัญญัติลักษณะนี้ เราจึงเสนอหมวดใหม่ เพื่อค้มครองกษัตริย์ รัชทายาทและผู้แทนพระองค์

หลัก 2 ประการ ในการกำหนดโทษและความผิด
หนึ่ง ต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและได้มาตรฐานสากล
สอง ต้องอ้างอิงจากฐานความผิดที่บุคคลธรรมดากระทำต่อกัน คือเราจะไม่บัญญัติหลุดลอยไปจากกรณีที่บุคคลธรรมดากระทำต่อกัน โดยมุ่งคุ้มครองตัวบุคคล เมื่อเป็นเช่นนี้ ในการจัดทำกฎหมาย ในหมวดที่ทำขึ้นใหม่จึงเสนอให้มีการแยกตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองตำแหน่งพระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นั่นหมายความว่า 4 ตำแหน่งนี้จะไม่อยู่ในกฎหมายมาตราเดียวกันอีกต่อไป

ในส่วนที่เกี่ยวกับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เราเสนอให้แยกความผิดฐานหมิ่นประมาท ออกจากความผิดฐานดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้าย

ใน แง่ของโทษที่กำหนดขึ้นใหม่ กำหนดทุกฐานความผิดไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ หมายความว่า ในการกระทำความผิดทุกฐานความผิด ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ ไม่สามารถอ้างต่อไปว่าลงโทษขั้นต่ำ 3 ปี บางกรณี 5 ปี ถ้าผิด 4 กระทงก็คูณเข้าไป เป็น 12 ปี หรือ 20 ปี

และกำหนดโทษขั้นสูงสุดเอาไว้ เรากำหนดเฉพาะตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แตกต่างจากบุคคลธรรมดาเล็กน้อย คือบุคคลธรรมดา 1 ปี โทษสำหรับการหมิ่นประมาทกษัตริย์ 2 ปี ส่วนพระราชินี รัชทายาท กำหนดไว้เท่ากับบุคคลธรรมดา

การกำหนดเหตุยกเว้นความผิด
แม้กระทำครองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์ ทางวิชาการ ประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อประโยชน์แห่งรัฐธรรมนูญ และข้อความนั้นเป็นความจริง บุคคลนั้นไม่ต้องรับผิด แต่หากเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์และความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี ไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิด

เสนอสำนักราชเลขาธิการผู้มีอำนาจกล่าวโทษ
ปัญหาปัจจุบันคือ บุคคลใดก็สามารถกล่าวโทษได้เพราะมาตราดังกล่าวบัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง เป็นอาญาแผ่นดิน

วรเจตน์ เล่ากรณีที่เกิดขึ้นใน อบต. แห่งหนึ่ง ซึ่งมีการแข่งขันกันในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขณะที่มีการเทิดพระเกียรติ บ้านของคู่กรณีไม่ได้ประดับธงสัญลักษณ์ มีการส่งจดหมายมาถามว่า จะสามารถแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้หรือไม่ เพราะไม่ได้แสดงความดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย แต่ใครจะเป็นคนรับรองว่าเมื่อไปแจ้งความแล้วตำรวจจะไม่รับแจ้ง

วรเจตน์ กล่าวต่อไปว่า ในการต่อสู้ทางการเมืองมักจะกล้าวอ้างว่าบุคคลอื่นไม่จงรักภักดี นักการเมืองหลายคนที่ต้องการอภิปรายถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรง มาเพราะเกรงจะถูกกล่าวโทษว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

“เพื่อขจัดการใช้กฎหมายแบบนี้ เราจะไม่ยอมให้บุคคลใดก็ตามสามารถแจ้งความดำเนินคดี ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

โดย วรเจตน์กล่าวว่ามีการเสนอหลายความเห็น บางส่วนเสนอให้อัยการ หรือการตั้งบุคคลคณะหนึ่งขึ้นมาดำเนินการ ในส่วนของนิติราษฎร์นั้นเสนอโดยมุ่งตรงไปยังหน่วยงานที่ควรทำหน้าที่โดยตรง คือ สำนักราชเลขาธิการ

แม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งว่าการเสนอเช่นนี้จะทำ ให้สถาบันกษัตริย์เป็นคู่ขัด แย้งกับประชาชน แต่ยังยืนยันว่าต้องเป็นสำนักราชเลขาธิการ เพราะหากปล่อยให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมากลั่นกรอง หรือปล่อยให้บุคคลอื่นดำเนินการ ก็จะไม่พ้นไปจากแรงกดดันทางการเมืองอยู่ดี เช่น รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้วมีการหมิ่นประมาทกษัตริย์ขึ้น แล้วคณะกรรมการตกอยู่ภายใต้การกดดัน สุดท้ายก็ไม่แก้ปัญหาที่ต้องการแก้ จึงต้องหาหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งต้องเป็นสำนักราชเลขาธิการเพราะทำหน้าที่เป็นเลขาธิการในพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท ซึ่งการตัดสินใจที่ฟ้องร้องเป็นการตัดสินใจภายใน โดยสำนักราชเลขาฯ นั้น ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการเชื่อมโยงสถาบันกษัตริย์กับสถาบันการเมือง

ในเรื่องนี้ คอป. ได้มีการเสนอขอแก้ไขมาตรา 112 เช่นกัน ใน 2 ประเด็น คือ ให้กลับไปใช้อัตราโทษก่อนการแก้ไขปี 2519 คือโทษไม่เกิน 7 ปี แต่นิติราษฎร์เห็นว่ายังไม่ได้ระดับมาตรฐานสากล

ประเด็นที่ 2 คอป. เสนอว่า ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษควรเป็นสำนักพระราชวัง ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้ว สำนักพระราชวังไม่ได้รับผิดชอบในด้านนิติการโดยตรง ขณะที่สำนักราชเลขาฯ มีกองนิติการ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ร่างนี้จะไปสู่สภาฯ แต่....
วรเจตน์ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ 10,000 รายชื่อแน่นอน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีผู้แย้งแน่นอน คือ ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 8 ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะล่วงละเมิดไม่ได้ การเสนอนี้จะขัดแย้งกับมาตรา 8

วรเจตน์อธิบายว่า ไม่ขัดแย้งกันเลย เพราะยังมีบทกำหนดโทษอยู่ เพียงแต่ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

อีก เหตุผลหนึ่งคือ การกำหนดในมาตรา 8 ว่าพระมหากษัตริย์จะล่วงละเมิดมิได้ องค์พระมหากษัตริย์ต้องไปพ้นจากการเมือง เพราะการเมืองมีคนรักและคนชัง จึงต้องทำให้รับกับระบอบประชาธิปไตยคือพระมหากษัตริย์นั้นอยู่เหนือการเมือง

ข้อ โต้แย้งประการต่อมา จะมีข้อโต้แย้งว่า ในประมวลกฎหมายอาญาจะมีการคุ้มครองประมุขต่างประเทศฯ และโทษสูงกว่าที่นิติราษฎร์เสนอ วรเจตน์อธิบายว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์คือ เอาหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองประมุขของประเทศ ไปปรับแก้กับการคุ้มครองประมุขต่างประเทศไปในคราวเดียวกันซึ่งรัฐสภาทำได้ อยู่แล้ว

“หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปว่าด้วยการดูหมิ่น หมิ่นประมาทในกฎหมายไทย แต่ในช่วงทางเดิน 112 วันต่อไป คงจะมีปัญหาบ้าง ก่อนที่เราจะทำร่างฯ นี้ออกมา เราได้ตรึกตรองว่าร่างฯ นี้ทำในกรอบที่จำกัดในกรอบรัฐธรรมนูญของเรา มีกฎเกณฑ์ที่ร้อยรัดอยู่ แต่เชื่อว่าข้อเสนอนั้นสอดรับกับบรรดากฎเกณฑ์ที่มีอยู่” และเชื่อว่า ต่อไปหากกฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกันได้รับการแก้ไข ก็อาจจะมีการแก้ไขมาตรานี้อีก นิติราษฎร์จึงเสนอการแก้ไขภายใต้ข้อจำกัดอย่างรัดกุมที่สุด

วรเจตน์ กล่าวถึงขั้นตอนต่อไป คือ พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยให้สิทธิแก้บุคคลในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายซึ่งต้องตีความให้สอดรับกับ รัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ โดยกำหนดให้ทำโดยประชาชนจำนวน 50,000 คน แต่บทบัญญัตินี้ถูกทับโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ซึ่งกำหนดไว้ 10,000 คน

“ที่เราต้องการคือ 10,000 คน เกินหนึ่งหมื่นคนคือสิ่งที่เราปรารถนา”

มาตรา 112 เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยตรง ประชาชนย่อมเสนอแก้ไขได้
วรเจตน์กล่าวต่อไปว่า อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า การเสนอกฎหมายต้องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วจะมีคนไปร้องให้ตีตกไป โดยเขาอธิบายว่า ร่างแก้ไขมาตรา 112 นี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพโดยตรง เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดยกเว้นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และบทกำหนดโทษนั้นเกี่ยวข้องกับเสรีภาพของประชาชนอยู่แล้ว

“เวลานี้ พรรคการเมืองทุกพรรคปฏิเสธที่จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 อย่างชัดเจน แต่หนทางยังอีกยาวไกล เขาอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่ถ้าเขาไม่เปลี่ยนใจเราก็ต้องทำใจ เพราะร่างฯ ของเราก็จะไปตกเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภา ผมเชื่อว่าสมาชิกสภามีผู้ที่มีจิตใจรักประชาธิปไตยไม่น้อย ในเวลานี้ที่เราต้องทำคือ การรณรงค์เรื่องนี้จะเป็นการนำเอาปัญหานี้เข้าสู่พื้นที่สาธารณะอย่างเต็ม รูปแบบ ผมเชื่อว่า กิจกรรมที่เราทำต่อไปจะเป็นกิจกรรมที่จะได้รับความสนใจไม่เฉพาะในประเทศไทย เท่านั้น แต่จะเป็นกิจกรรมที่นานาชาติสนใจอย่างแน่นอน”

วรเจตน์ กล่าวและส่งข้อความถึงบรรดาผู้ที่ต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ว่าในมาตรา 15 ของ พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ว่าผู้ใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถ เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ความเห็นต่างกันไม่เป็นไร เมื่อเราสู่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ก็ขอให้คนที่เห็นต่างนั้นสู้อยู่ในกรอบของกฎหมายด้วย”

และ สุดท้าย วรเจตน์กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่าสิ่งที่กำลังทำคือการจุดความขัดแย้งว่า “ประเทศเราอ่อนไหวเหลือเกินกับความขัดแย้ง เราเสแสร้งกันเหลือเกินแล้ว ผมไม่อยากจะใช้คำที่มันรุนแรงไปกว่านี้ ขอความกรุณาเถิดว่าเลิกเสแสร้ง ความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตยเป็นของธรรมดาเป็นของสามัญอย่างยิ่ง ขอเพียงให้คนที่เห็นต่างกันมีโอกาสพูด มีโอกาสเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา อย่าไปไล่เขา อย่าไปบอกให้เขาไปอยู่ที่อื่น อย่าไปบอกให้เขาต้องเปลี่ยนสัญชาติ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในกรอบของกฎหมายทั้งปวง และกฎหมายที่เราเคารพนั้นก็เป็นกฎหมายที่ท่านเหล่านั้นรักษาอยู่”

วรเจตน์ กล่าวต่อไปว่าสำหรับขั้นตอนจากนี้ไป กระบวนการที่จะดำเนินการต่อไปจะอยู่ในความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง ของ ครก. 112 ซึ่งจะทำงานและขับเคลื่อนต่อไป “คณะนิติราษฎร์เป็นเพียงหนึ่งใน ครก. 112 โดยจะให้คำแนะนำในประเด็นกฎหมาย ถ้าท่านให้ความสนับสนุนนิติราษฎร์ก็ขอให้สนับสนุน ครก. 112 ด้วย”

วรเจตน์ กล่าวทิ้งท้าย โดยแสดงความคารวะต่อผู้ที่รณรงค์ในประเด็นปัญหามาตรา 112 ก่อนหน้านี้ ว่ามีหลายคนที่ในระหว่างการต่อสู้ต้องเผชิญกับการถูกกล่าวหาเช่นนั้นด้วย เช่นกรณีของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งหลังจากนิติราษฎร์เสนอหลักการแก้ไขมาตรา 112 โดยนายสมยศได้รณรงค์ต่ออย่างแข็งขัน และต่อมาได้ถูกจับกุม ดำเนินคดีและจนบัดนี้ยังไม่ได้รับการประกันตัว นอกจากนี้ กลุ่มสันติประชาธรรมที่ดำเนินการรณรงค์มาก่อนนิติราษฎร์ ยังมีนักวิชาการอื่นๆ ที่ได้ทำงานมาก่อน ถือว่าทั้งหมดมีส่วนในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น แต่วันนี้ ถึงเวลาที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นรูปธรรม หมดเวลาที่จะพูดอยู่ในห้อง แต่ต้องทำให้ประเด็นนี้เข้าสู่สาธารณะ

“ผมหวังว่านี่จะเป็นก้าวแรกและ เป็นก้าวสำคัญที่สุดก้าวหนึ่งในการพูดถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ในภาพรวมทั้งหมดในอนาคตในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้ ในนามของนิติราษฎร์ ผมขออนุญาตขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกิจกรรมวันนี้และหวังว่าเราจะมีความสำเร็จใน การรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป”

0000000

อ่านฉบับเต็ม ข้อเสนอนิติราษฎร์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

คณะนิติราษฎร์: นิติศาสตร์เพื่อราษฎร

ข้อเสนอ
เพื่อการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

โดย ตระหนักว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง และในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะจำกัดจนถึงขนาดกระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้นมิได้

กฎหมาย เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกับกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

เพื่อ รักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของ รัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่น ประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้

ประเด็นที่ ๑
การดำรงอยู่ของมาตรา ๑๑๒

ข้อเสนอ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

เหตุผล
๑. มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำ สั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็น “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร บทบัญญัติในมาตรานี้จึงขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
๒. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบทบัญญัติต่างๆใน ประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ ในลักษณะ ๑. ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อนำไปบัญญัติขึ้นใหม่เป็นลักษณะ... ความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


ประเด็นที่ ๒
ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียง ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ข้อเสนอ
๑. เพิ่มเติมลักษณะ... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
๒. นำบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปบัญญัติไว้ในลักษณะ...
๓. แยกความผิดในลักษณะ... เป็น ๔ ฐานความผิด คือ

  • ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
  • ความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
  • ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  • ความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เหตุผล
โดยสภาพของความผิด ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีสภาพร้ายแรงถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ต่อบูรณภาพ และต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร


ประเด็นที่ ๓
ตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครอง

ข้อเสนอ
แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครอง สำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใดดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใด ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...”

เหตุผล
เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหา กษัตริย์กับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ กล่าวคือ

  • ความผิดฐานปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๐๗)
  • ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๐๘)
  • ความผิดฐานปลงพระชนม์พระราชินี รัชทายาท และความผิดฐานฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา ๑๐๙)
  • ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา ๑๑๐)

ประเด็นที่ ๔
อัตราโทษ

ข้อเสนอ
๑. ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ
๒. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๒ ปี สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
๓. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๑ ปี สำหรับความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
๔. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๑ ปี สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
๕. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน สำหรับความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

เหตุผล
๑. ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าว
๒. เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำคุกน้อยเพียงใดก็ได้ตามควรแก่ กรณี และในกรณีที่ศาลเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่ไม่ควรลงโทษถึงขั้นจำคุก ศาลอาจใช้ดุลพินิจให้ลงโทษปรับแต่เพียงอย่างเดียวก็ได้
๓. เป็นการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้สมแก่สถานะแห่งตำแหน่ง จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงที่สูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น บุคคลธรรมดา แล้วแต่กรณี และเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับ โทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ อันเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงลดลงจากเดิม
๔. โดยเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ ซึ่งมีสถานะแตกต่างจากพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงกำหนดอัตราโทษให้แตกต่างกัน
๕. โดยเหตุที่ลักษณะของการกระทำความผิดและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความ ผิดฐานหมิ่นประมาท แตกต่างจากลักษณะของการกระทำความผิดและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความ ผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จึงสมควรแยกการกระทำความผิดทั้งสองลักษณะออกจากกันและกำหนดอัตราโทษให้แตก ต่างกัน


ประเด็นที่ ๕
เหตุยกเว้นความผิด

ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นความผิด ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใด ติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หรือหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”

เหตุผล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๕ รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมาตรา ๕๐ รับรองเสรีภาพในทางวิชาการ ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อการดังกล่าว จึงไม่สมควรเป็นความผิดทางอาญา


ประเด็นที่ ๖
เหตุยกเว้นโทษ

ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นโทษ ดังนี้
มาตรา ... “ในกรณีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามลักษณะ... ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่อง ความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์”

เหตุผล
แม้การกระทำนั้นเป็นความผิด แต่หากการกระทำนั้นเป็นการแสดงข้อความที่เป็นจริง และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็สมควรได้รับการยกเว้นโทษ


ประเด็นที่ ๗
ผู้มีอำนาจกล่าวโทษ

ข้อเสนอ
๑.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิดของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
๒.ให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระ เกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เหตุผล
๑. เพื่อมิให้บุคคลทั่วไปนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต
๒.โดยเหตุที่สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ และมีสถานะเป็นกรม อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๔๖ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ มีกองนิติการทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระ มหากษัตริย์และงานส่วนพระองค์และดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบในความ รับผิดชอบของสำนักราชเลขาธิการ จึงสมควรให้สำนักราชเลขาธิการทำหน้าที่ปกป้องพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

หมายเหตุ ข้อ เสนอนี้นอกจากจะเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แล้ว คณะนิติราษฎร์ยังมุ่งหวังให้เป็นมาตรฐานในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ความผิดฐานดู หมิ่นหรือหมิ่นประมาทกรณีอื่นๆในประมวลกฎหมายอาญาให้เป็นระบบและสอดคล้องกับ ข้อเสนอนี้ในโอกาสต่อไปด้วย


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔

Sunday, January 15, 2012

"อยากให้แม่เล่นเกมส์เศรษฐีด้วย" ลูกไปป์ขอแม่ปูวันเด็กฯ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สนามเสือป่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
พร้อมด้วย ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร (น้องไปป์) บุตรชาย
ได้เดินทางมายังสนามเสือป่า สำนักพระราชวัง เขตดุสิต กรุงเทพฯ
เพื่อเป็นประธานพิธีเปิดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2555 อย่างเป็นทางการ
พร้อมเยี่ยมเยียนและให้โอวาทเยาวชนด้วย
โดยมีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ


ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี และน้องไปป์ได้เดินเยี่ยมชมกิจกรรม “ตำรวจสัมพันธ์”
โดยมีตัวแทนเยาวชนสัมพันธ์ จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น) จำนวน 1,800 คน
ให้ต้อนรับ พร้อมปล่อยป้ายแพรเปิดงาน ก่อนเยี่ยมชมกิจกรรมต่างๆภายในงาน

ผู้สื่อข่าวได้ถาม ด.ช.ศุภเสกข์ ถึงของขวัญที่อยากได้จาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ (คุณแม่)
ด.ช.ศุภเสกข์ กล่าวว่า อยากให้คุณแม่มาเล่นเกมส์เศรษฐีด้วย
เพราะตั้งแต่คุณแม่เป็นนายกฯไม่ค่อยมีเวลาเล่นด้วยกัน พร้อมกล่าวว่าจำคำขวัญเด็กปีนี้ได้

จากนั้น นายกฯ และบุตรชายได้เดินทางโดยรถรางไปยังทำเนียบรัฐบาล






















































http://www.go6tv.com/2012/01/blog-post_14.html

เยียวยา แดง – มลายู

ที่มา ประชาไท

ครม.รัฐบาลปู อนุมัติงบ 2,000 ล้านบาท เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบคนเสื้อแดง อ้างว่าช่วยทุกกลุ่มทุกสี เฉลี่ยรวมรายละ 7.75 ล้าน ฝ่ายค้าน รมว.ยุติธรรมเงา ถาวร พรรคประชาธิปัตย์ ร้องรัฐบาลทบทวนการจ่ายเงินเยียวยาชายแดนใต้ ตั้งแต่ปี 47 “อภิสิทธิ์ หัวหน้าฝ่ายค้าน ปชป. ข้องใจนำภาษีจ่ายเยียวยาคนเผาเมือง” “เฉลิม รองนายกฯ ชงจ่ายเยียวยา 3 จว.ใต้ ปัดให้แต่เสื้อแดง” นี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการพาดหัวข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวออนไลน์ เพื่อประชาชน หรือ เพื่อคนของตน หรือ แค่“เล่น”การเมือง
หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 ม.ค. 55 ครม.เห็นชอบตามข้อเสนอคณะกรรมการประสานงานและติดตามการดำเนินงานตามข้อเสนอ แนะของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ที่มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นประธาน ให้ชดเชยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางการเมืองก่อนปี 49 ถึง 53 วงเงิน 2,000 ล้านบาท หรือจะได้รับการเยียวยาสูงสุดรวมรายละ 7.75 ล้านบาท
ถือว่าเป็นการเยียวยาจิตใจประชาชนคนไทยของรัฐบาลปู 1 ที่สามารถสร้างคะแนนเสียงต่อคนเสื้อแดงให้พุ่งสูงขึ้นได้ในพริบตา แต่ในประเทศที่ถูกเรียกว่า “ไทย” ไม่ได้มีเพียงเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นเพียงเหตุการณ์รัฐ ประหาร และการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง – เสื้อแดง เท่านี้ การตัดสินใจให้ความช่วยเหลือชดเชยในครั้งนี้ ไม่ได้มองออกไปยังพื้นที่ที่ห่างไกลจากเมืองหลวง พื้นที่ชายแดน ความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน มีมากมายหลายเท่า ซึ่งชีวิตของวีรชนที่ถูกสละวิญญาณออกจากร่างทิ้งไว้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ นับหลายพันคน เพียงพริบตาเดียวเช่นกันคะแนนเสียงรัฐบาลปู 1 ก็ตกลง การมอบเงินหลักล้านแก่ผู้ที่สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่อ้างว่าจาก เหตุการณ์ชุมนุมเหลือง-แดง รัฐบาลไม่สามารถควบคุมความคิดของประชาชนได้ว่า เงิน 7.75 ล้านบาท ว่าเป็นการปูนบำเหน็จแก่คนเสื้อแดงที่ต่อสู้เพื่อพรรคเพื่อไทยจนสามารถจัด ตั้งรัฐบาล
สังเกตได้จากการออกมาให้ข่าวของ นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. ที่ออกมาเรียกร้องเงินเยียวยาให้กับผู้เสียชีวิตเป็นประเด็นที่พูดกันมาใน ช่วงของการหาเสียงพรรคเพื่อไทยก็ได้เปิดประเด็นและพูดถึงในเรื่องเอาไว้เช่น กัน มันเป็นเหมือนกับการสัญญา ซึ่งเป็นการคุยกันกับบางกลุ่มที่สนับสนุนพรรค แต่ไม่ได้เป็นนโยบายที่ครอบคลุมทั่วทุกกลุ่มสี และพื้นที่ขัดแย้งทางการเมือง สอดคล้องกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. ที่ออกมากล่าวถึง เรื่องเดียวกันว่าเป็นเรื่องที่ทางพรรคเพื่อไทยเคยคุยกันตั้งแต่หลังการสลาย การชุมนุมว่า หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตรายละ 10 ล้านบาท 2 แกนนำ นปช. ออกมาพูดบนผลประโยชน์ของคนเสื้อแดงถือเป็นผู้มีบุญคุณต่อแกนนำคนเสื้อแดงที่ สามารถเข้าไปนั่งในสภาอันทรงเกียรติ และพรรคเพื่อไทยให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลและกุมเสียงข้างมากในสภาได้อีกด้วย
แต่ยังไม่ทันข้ามวันของการแถลงทางพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายถาวร เสนเนียม ส.ส.สงขลา ในฐานะที่เป็นรัฐมนตรีเงา ก.ยุติธรรม กล่าวในประเด็นที่มติครม.ปู อนุมัติชดเชยเงินเยียวยา2,000 ล้านบาท ว่า เป็นการกำหนดกรอบไว้เฉพาะแก่ผู้ชุมนุมปี 47 เป็นต้นมา ถาวร ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเงินเยียวยาแก่เหยื่อความรุนแรงจากเหตุการณ์ใต้ ตั้งแต่ปี 47 ที่มีการเสียชีวิตจำนวนมากในสมัยรัฐบาลทักษิณอีกด้วย เช่นเดียวกับ หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มองประเด็นนี้ว่ารัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนว่าเหยื่อที่จะได้รับการเยียว ยาจากนโยบายของรัฐบาล หากเป็นการเยียวยาเหยื่อทางการเมืองแล้วอีก 5,000 ชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดนใต้ รวมทั้ง 2,000 ศพจากการฆ่าตัดตอนยาเสพติด ต้องให้เกิดความเสมอภาคกันทุกกลุ่มกรณี จะให้นำเงินภาษีประชาชนไปจ่ายแจกแก่กลุ่มคนบางกลุ่มไม่ได้
สงครามน้ำลายในการเล่นเกมการเมืองของ 2 พรรคใหญ่ เป็นการนำเอาความสูญเสียของประชาชนทั้งที่มีเชื้อชาติ ศาสนาที่ต่างและคล้ายกัน เป็นการเดินเกมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มคะแนนเสียง และก็เป็นเครื่องมือในการลบภาพลักษณ์ของอีกฝ่ายได้อีกด้วย การลงมติของครม. เพื่อช่วยเหลือเยียวยา จ่ายค่าชดเชย ค่าปลงศพ ค่ารักษาพยาบาล และค่าอื่นๆรวมรายละ 7.75 ล้านบาท เห็นได้ชัดถึงให้ความช่วยเหลือที่มีมาตรฐานที่ต่างกัน หรือที่ได้ยินกันบ่อยคือ “2 มาตรฐาน” ระหว่างเหตุการณ์ชุมชนของกลุ่มคนเสื้อเหลือง และการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่เกิดการสูญเสียต่อประชาชนผู้ร่วมชุมนุม และประชาชนบริเวณโดยรอบของสถานที่ชุมนุม ร้านค้า บ้านเรือน ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โครงสร้างทางสังคม สภาพจิตใจ เหตุการณ์จากทั้งสองกลุ่มนี้ถือได้ว่าเป็นความคิดเห็นต่างทางด้านการเมือง และถือว่าส่วนใหญ่เป็นคน “ไทย” ที่มีเชื้อชาติเดียวกัน การให้ความช่วยเหลือจึงเป็นการมอบสิทธิประโยชน์เฉพาะกลุ่มที่ส่งผลให้ตนได้ สามารถยืนเด่นในฐานะนักการเมือง รัฐมนตรีได้เท่านั้น แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่ “พวกเดี่ยวกัน” คงต้องรอส่วนที่เหลือจากอภิสิทธิ์ชนเสียก่อน
สำหรับเหยื่อจากเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ตกเป็นเหยื่อซ้ำซ้อนต่อเกมการเมือง ที่ประชากรส่วนใหญ่ที่อาศัยเป็นคนเชื้อสายมลายู และนับถือศาสนาที่ต่างกันกับคนส่วนใหญ่และรัฐบาลจากส่วนกลาง ผู้ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เชื้อสายมลายู รวมทั้งคนไทยจากนอกพื้นที่ทั้งพุทธและมุสลิม ในประเด็นการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่แห่งนี้ ถือได้ว่ามีระเบียบของการช่วยเหลือเป็นต้นฉบับสำหรับการเยียวยากรณีอื่นใน ประเทศไทย แต่หลังการออกมาแถลงมติของครม.ที่มีการช่วยเหลือเยียวยากลุ่มคนเสื้อแดงที่ ได้มากกว่าสองเท่ากับการช่วยเหลือเหยื่อจากเหตุการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ เป็นการย้ำการแบ่งระดับชั้นของ“รัฐไทย” ไม่ว่าจะมีใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลก็ตาม การมองเห็นความต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง และปัจจัยอื่น เป็นตัวชี้วัดการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนงบประมาณด้านการพัฒนา การเยียวยา และในด้านอื่นๆ
และการออกมาแสดงความคิดเห็นต่อมติครม.รัฐบาลปู ของสองแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่พยายามนำประเด็นการเยียวยาคนเสื้อแดง เชื่อมกับการเยียวยากรณีเหตุการณ์ใต้ เป็นเกมการเมืองที่สลับสับเปลี่ยนการเล่นมาตลอด พรรคใดเป็นรัฐบาลอีกฝ่ายจะหยิบยกประเด็นชายแดนใต้ขึ้นมาโจมตี เมื่อตนมีคะแนนมากและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะถูกอีกฝ่ายกล่าวหาในประเด็นเดียวกัน แต่สิ่งที่ตนเองได้พูดในสมัยที่เป็นฝ่ายค้านกลับไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติแต่ อย่างใดเมื่อได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่ใช่เพียงความจริงใจในกรณีของการจ่ายเงินเยียวยาเท่านั้น ที่ทั้ง “รัฐไทย” และ “รัฐบาลไทย” สามารถแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่มลายูเท่านั้น การยอมรับในความคิดเห็นต่างทางการเมือง ความต่างทางวัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา ถือเป็นการเยียวยาความเข้าใจของรัฐไทยต่อชาวมลายูในพื้นที่ เพื่อที่จะสามารถยุติ เหตุร้าย ความสูญเสีย เด็กกำพร้า หญิงหม้าย ผู้ต้องสงสัย จำเลย และการคอรัปชั่นในโครงการของรัฐเองได้อีกด้วย
แต่เกมที่รัฐบาลปู พยายามลดกระแสการออกมาวิจารณ์การให้ความช่วยเหลือเยียวยาคนเสื้อแดง คือ การออกมาประกาศให้วันตรุษจีน เป็นวันหยุดราชการประจำปีสำหรับพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีประชากรเชื้อสายจีนอยู่จำนวนหนึ่งแต่น้อยกว่าชาวมลายูที่เป็นคนส่วนมาก และชาวไทยที่รองลงมา ถือว่าเป็นการมองเห็นความสำคัญในความต่างทางด้านเชื้อชาติของรัฐบาลชุดนี้ แต่การเรียกร้องให้มีการปิดในวันสำคัญทางวัฒนธรรมของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ เคยมีการยื่นเสนอต่อรัฐบาลหลายรัฐบาลรวมทั้งรัฐบาลทักษิณอีกด้วย แต่ข้อเรียกร้องของคนส่วนมากในพื้นที่ที่มีความต่างในหลายๆด้าน ได้รับการตอบรับน้อยและช้ามาก แต่สำหรับกลุ่มคนที่สามารถให้ผลประโยชน์แก่รัฐได้ รวมทั้งมีความเชื่อและเหมือนกันหลายๆด้านแล้วย่อมได้รับการตอบรับที่เร็ว กว่า
การมองเห็นความสำคัญของวันสำคัญๆทางวัฒนธรรมของคนมลายูในพื้นที่ชายแดน ใต้ แม้ว่าจะประกาศให้เป็นวันหยุดหรือไม่ และการมองเห็นความคิดเห็นที่ต่างทางด้านการเมืองการปกครอง หรือ ระบอบการปกครอง ที่เป็นแนวคิดที่สันติ หรือ รุนแรง รัฐจำเป็นที่ต้องเปิดพื้นที่การยอมรับในใจตนเอง(ผู้ปกครอง)เสียก่อนว่า มีแนวคิดที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง และพื้นที่เวทีทางการเมือง หรือเวทีพูดคุย เจรจากับกลุ่มแกนนำตัวจริงของขบวนการที่เคลื่อนไหวในพื้นที่ก็จะเกิดขึ้น ตามมา จะส่งผลให้การทิ้งงบประมาณลงมาไม่สิ้นเปลืองหรือศูนย์เปล่า และไม่จำเป็นที่ต้องทุ่มเงินเยียวยาเพื่อพวกพ้องให้เกิดปัญหาตามมาจนเกิด เป็นเกมการเมืองสาดน้ำลายใส่กันเกิดขึ้น
การเยียวยาสังคมด้วยความจริงใจ และยอมรับ คือ จิ๊กซอว์หนึ่งที่จะต่อให้เห็นคำว่า “สันติภาพ” ในพื้นที่ได้

เมื่อ “กรอบคิดแบบเรขาคณิต” ออกแบบกรอบของสังคม

ที่มา ประชาไท

บทความชิ้นนี้เป็นบทความที่ผู้เขียนนำเสนอต่อ คุณเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ครั้งเมื่อสมัยศึกษาอยู่ในระดับบัณฑิตศึกษา ได้รับคำแนะนำจากท่านเป็นอย่างดี ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนเป็นอย่างมาก อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดเริ่มของการเริ่มเขียนบทความเชิงวิชาการก็ว่าได้ แต่ความสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่ที่เรื่องนั้นแต่มันอยู่ที่ประเด็นที่นำ เสนอมากกว่า ซึ่งผู้เขียนนำมาเรียบเรียงและนำเสนอใหม่อีกครั้งในที่นี้

“กรอบคิด” เป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากต่อการที่จะกำหนดแนวทางต่างๆของสังคมหรือโลกนี้ก็ ว่าได้ การกระทำสิ่งใดของมนุษย์นั้นก็มักจะอิง “กรอบคิด” ที่ตนเองได้รับและถูกปลูกฝังมา ซึ่งอาจจะมาจากวัฒนธรรม ศาสนา หรืออะไรก็ได้ที่มากระทบตัวเราหรืออยู่รอบๆตัวเรา

ที่มาที่ไปของ “กรอบคิด” นั้น มาจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ขนบธรรมเนียม ประเพณี ไม่เว้นแม้เรื่องที่กำหนดโดย การเมือง (การเมืองเชิงวัฒนธรรม) หากแต่มีการผลิตซ้ำของข้อมูลเหล่านี้เรื่อยๆและต้องเป็นที่เห็นควรของสังคม โดยรวมแล้วละก็ สิ่งต่างจะค่อยๆซึมผ่านและตกผลึกเป็น “กรอบคิด” ฝังอยู่ในความคิดไปในที่สุด และจะอยู่ไปจนกว่ามีข้อมูลใหม่ที่สังคมยอมรับเข้ามาแทนที่

หากจะยกตัวอย่างในสังคมไทยแล้วละก็ ผู้เขียนก็จะพูดถึง “การเมืองเชิงวัฒนธรรม” แล้วกัน ซึ่งตรงนี้ทุกคนจะได้เห็นภาพว่ากรอบคิดถูกกำหนดและสร้างขึ้นมาและก็กลายเป็น รากฐานของสังคมที่จะปฏิบัติสืบต่อกันมาในที่สุด

ครั้งเมื่อสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม โดยยุคนั้น คณะราษฎร์ฯ ยังมีอำนาจอยู่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้มีแนวคิดที่ให้นำรูปของตนติดบนฝาผนังขึ้นเป็นการบ่งบอกซึ่งความศรัทธาที่ มีต่อผู้นำและแสดงพลังให้เห็นว่าตนเองสำคัญ เพื่อที่จะลดอำนาจของฝ่ายตรงข้ามลง (คงไม่สะดวกในการอธิบายรายละเอียด) จน “กรอบคิด” เรื่องรูปที่ติดฝาผนังนั้นมีมาจนถึงปัจจุบันโดยที่จุดมุ่งหมายก็ยังมิได้ เปลี่ยนไปแต่ประการใด ซึ่งเห็นได้ว่า “กรอบคิด” มีความสำคัญมาก ยิ่งหากผู้ใดสร้างจนนำไปสู่การกำหนดเป็น “กรอบคิด” ของสังคมได้แล้วถือว่าผู้นั้นมีความสามารถเป็นอย่างมาก

ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การที่เราจะเปลี่ยนอะไรของสังคม สิ่งแรกที่ควรจะเปลี่ยนเหนือสิ่งอื่นใด นั่นก็คือ การเปลี่ยนแปลง “กรอบคิด” นั่นเอง หากพูดกันให้เห็นภาพก็ต้องบอกว่า คงต้องทำลาย “กรอบคิด” เดิมๆที่กำหนดสังคมให้อยู่ในรูปแบบที่ตายตัว ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งผู้เขียนเรียกว่า “กรอบคิดแบบเรขาคณิต”

หากเปรียบแล้ว “กรอบคิด” ก็คงเหมือนกับสี่เหลี่ยมทรงเรขาคณิตที่คงตัวและไม่มีวันที่จะเปลี่ยนรูปร่าง ได้ ขาดซึ่งความยืดหยุ่นและความเป็นธรรมชาติราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีการ เคลื่อนไหว หากจะยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ เอาที่ใกล้ตัวเราๆมากที่สุดก็คือ หากเรากล่าวถึงชาวนา ลองจินตนาการดูว่าคุณเห็นอะไรในสมองของคุณ เชื่อแน่ว่าร้อยทั้งร้อยก็คงหนีไม่พ้นภาพ ชาย หรือ หญิง แต่งตัวซอมซ่อ ถือเคียว พร้อมควายและคันไถ หรือหากนึกถึง พนักงานธนาคาร ก็จะนึกถึงภาพ ชาย หรือ หญิง ใส่สูทผูกไทด์ ทำงานอยู่ในห้องแอร์ เป็นแน่

หากกล่าวถึงโครงสร้างทางสังคมในที่สุดแล้วกรอบคิดแบบนี้ เป็นสิ่งที่ถือว่าเป็นกระดูกชิ้นโตต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมไทย เลยก็ว่าได้ เพราะเมื่อผู้คนพอใจที่จะมีกรอบคิดแบบนั้นก็ย่อมส่งผลต่อสังคมว่า ชาวนา ก็ต้องเป็นแบบที่เขาคิดเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุดแล้ว เมื่อคุณเป็นชาวนาคุณก็ต้องยอมรับหลักนี้ เพราะแม้แต่ตัวชาวนาเอง ก็ยอมรับหลักนี้เช่นกันไม่เช่นนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องส่งลูกส่งหลานมาเรียน หนังสือในเมือง จนถึงกระทั่งการขายหรือจำนองที่ดินเพื่อให้ลูกหลานของตนได้เรียนสูง จะได้ไม่ลำบากเช่นตน

ดังนั้นการที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมนั้น สิ่งแรกที่ควรทำคือ การทำลายกรอบคิดรูปทรงเรขาคณิตที่อยู่ในสมองก่อนเป็นสิ่งแรก โดยส่งเสริมให้คนลบภาพที่นิยามในสมองทิ้งไป เลิกใช้ภาพเดิมๆแทนคำเหล่านั้น เลิกจำกัดความคิดว่า สิ่งนี้ต้องคู่กับสิ่งนี้เท่านั้นจึงจะเหมาะสม ชาวนาควรจะคู่กับความจนเท่านั้นจึงจะเหมาะสม หรือแม้แต่ความคิดที่ว่าเราผลิตข้าวก็ควรกินข้าวราคาถูก เราบ่นกันมากเมื่อข้าวขึ้นราคาโดยที่เราไม่เคยบ่นเลยในยามที่ กระเป๋าหลุยส์ มันจะแพงมากแค่ไหน ลองเปิดกว้างทางความคิด ชาวนาควรจะเป็นอะไรก็ได้ ชาวนาเป็นคนจนก็ได้ เป็นผู้ที่มีเครื่องบินส่วนตัวก็ได้ มีรถยนต์หรูๆขับก็ได้ สรุปแล้วก็คือ เป็นได้ทุกอย่างนั่นเอง

ต้องไม่ลืมว่ากรอบคิดแบบเรขาคณิตนี่แหละเป็นตัวการสำคัญที่ผู้เขียนเชื่อ ว่าทำให้สังคมมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก หากไม่เปลี่ยนความคิดเหล่านี้ความเหลื่อมล้ำก็จะมีอยู่ต่อไป กรอบของสังคมถูกบล็อกด้วยกรอบทางความคิด จนในที่สุดแล้วไม่อนุญาตให้ผู้ใดออกจากกล่องความคิดสี่เหลี่ยมนี้ไปได้ เป็นการแสดงถึงสังคมนั้นๆยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่ แต่ก็ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ยากมาก ยากมากกว่าการแก้รัฐธรรมนูญ ยากมากกว่าการแก้ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯเสียอีก สิ่งต่างๆเหล่านี้คงไม่ได้เปลี่ยนกันง่ายๆภายในวันเดียงเป็นแน่ เพราะแม้แต่ประชาธิปไตยของบ้านเราผ่านมา 78 ปี ก็ยังคงไม่สมบูรณ์นัก

และปัญหาอีกประการที่สำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงกรอบคิดนี้ ผู้เขียนขอตั้งข้อสังเกตและสงสัยล่วงหน้าว่า แล้วผู้คนที่อยู่ในสังคมที่สูงกว่าชาวนาเล่าจะยอมรับและเปลี่ยนแปลงกรอบคิด แบบเรขาคณิตนี้หรือเปล่า หรือว่าจริงๆแล้วเขาเหล่านั้นไม่อยากที่จะให้ชาวนาขึ้นมาอยู่ในระดับเดียว หรือสูงกว่าเขา เขาพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ นั่นก็แสดงให้เห็นว่าเขาก็พอใจเช่นกันที่จะปล่อยให้สังคมเหลื่อมล้ำอยู่ต่อ ไป ?

เปิดตัว "ครก.112" คาดใช้เวลา 112 วัน รวบรวม 10,000 รายชื่อ

ที่มา ประชาไท

เปิดตัวคณะรณรงค์ แก้ไขมาตรา 112 ผู้ฟังล้นห้องประชุมศรีบูรพา "ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" นำลงชื่อเสนอแก้กฎหมายตามข้อเสนอนิติราษฎร์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ระบุ ต้องแก้ไขมาตรานี้เพื่อแก้ไขการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล

เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมศรีบูพา (หอประชุมเล็ก) มธ. ท่าพระจันทร์ กฤตยา อาชวนิจกุล กล่าวเปิดตัวคณะรณรงค์ แก้ไขมาตรา 112 โดยกล่าวขอบคุณผู้ร่วมลงชื่อและร่วมฟังการเสวนาในวันนี้ เพราะกระบวนการมีส่วนร่วมนั้นเป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการสร้างระบอบการ ปกครองระบอบประชาธิปไตย

จากนั้นอ่านแถลงการณ์ โดยระบุว่านับแต่การรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา สถิติการจับกุมด้วยมาตรา 112 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉพาะปี 2553 มีการฟ้องรองถึง 478 ข้อหา นอกจากนี้ความ “จงรักภักดี” ยังได้กลายเป็นอาวุธสำหรับข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชังในหมู่ประชาชน และความอ่อนไหวต่อมาตรานี้มักทำให้ผู้ถูกกล่าวหาถูกกระทำอย่างไม่เคารพสิทธิ ขั้นพื้นฐาน เช่น ไม่อนุญาตให้ประกันตน ดำเนินการไต่สวนด้วยวิธีปิดลับ อีกทั้งยังต้องพบกับการกดดันจากสังคมรอบข้างอย่างมาก ทำให้เกิดกรณีล่าแม่มดจำนวนมาก

มาตรา 112 ยังป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของ ประเทศไทยตกต่ำอย่างถึงที่สุด โดยรายงานปี 2554 องค์กรฟรีดอมเฮาส์เปลี่ยสถานะเสรีภาพของไทยจากกึ่งเสรีเป็นไม่เสรี ส่งผลให้เราอยู่ในสถานกาพเดียวกับเกาหลีเหนือ พม่า จีน คิมบา โซมาเลีย ปากีสถาน

ล่าสุดคดี “อากง” (นายอำพล สงวนนามสกุล) และนายโจ กอร์ดอนได้ทำให้ชื่อเสียงประเทศไทยดังกระหึ่มไปทั้วโลก จนองค์กรระหว่างประเทศและประเทศต่างๆ ได้แสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112

ขณะเดียวกัน ภายในประเทศไทย การเรียกร้องเคลื่อนไหวให้แก้ไขมาตรา 112 ซึ่งในบรรดาการเคลื่อนไหวนี้ กลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ได้เสนอร่าง พ.ร.บ. แก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้สังคมร่วมกันพิจารณา โดยมีสาระสำคัญโดยสรุป คือ

1. ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

2. เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

4. เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

6. เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ

7. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์”

สำหรับการผลักดันรณรงค์ครั้งนี้ ต้องการรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 10,000 รายชื่อ โดยต่อไปนี้จะรณรงค์โดยคณะรณรงค์ 112 หรือ “ครก. 112”

การรณรงค์นี้ใช้เวลา 112 วัน โดยเอกสารที่ต้องใช้ คือ สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งลงนามรับรองเอกสารถูกต้อง และแบบฟอร์มขก. 1 โดยสามารถดาวน์โหลดเอกสารได้ที่ www.ilaw.org และส่งเอกสารทั้งหมดได้ที่ ตู้ปณ 112 ไปรษณีย์กรุงเทพฯ 10200

‘นิธิ’ ระบุ แก้ 112 เพื่อแก้ปัญหาการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล

ภายหลังการเปิดตัวครก. 112 มีการเปิดวีดีทัศน์ปาฐกถาโดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเขาระบุว่าในปัจจุบันนี้ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้สถาบันกษัตริย์เป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ระบอบกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในหลายๆ ประเทศทั่วโลกล้วนเป็นระบอบกษัตริย์ที่อนุวัตรตามระบอบประชาธิปไตย

ประเด็นต่อมาคือสัดส่วนของการลงโทษในความผิดมาตรานี้ ไม่สอดคล้องกับความผิดที่กระทำเท่าใดนัก นั่นคือเป็นข้อบังคับแน่นอนตายตัว ไม่มีทางเลือกอื่นอีก คือ

ถ้าจำเลยถูกพิพากษาว่ามีความผิด ต้องถูกจำขัง 3 ปี เป็นอย่างต่ำ 15 ปี เป็นอย่างสูง แล้วเมื่อเอาความผิดนี้ไปเทียบกับการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาก็จะพบว่าแตก ต่างกันมาก และรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น

ทั้งหมดเหล่านี้เป็นเพราะเหตุที่เราไปเอามาตรา 112 ไปอยู่ในหมวดความมั่นคงของรัฐ ผู้กระทำความผิดต้องเกี่ยวข้องหรือมีเจตนาชัดเจนว่ามุ่งทำลายความมั่นคงของ รัฐ ถ้าป็นการกระทำที่ไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น โทษก็ยิ่งต้องลดลงไป

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อย คือ อำนาจในการกล่าวหาฟ้องร้องบุคคลที่กระทำความผิดตามมาตรานี้ คือให้ทุกคนมีสิทธิที่จะกล่าวหาฟ้องร้องอย่างไรก็ได้ ถ้าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความั่นคงของรัฐ แต่ปรากฏว่า มาตรานี้ถูกใช้พร่ำเพรื่อ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือแม้แต่ใครไม่ชอบหน้าใครก็สามารถนำไปฟ้องร้องกล่าวโทษได้ ฉะนั้น จึงต้องมอบให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่จะวินิจฉัยว่าควรหรือไม่ควรกล่าว โทษฟ้องร้องตามมาตรานี้

สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้นคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 โดยตัวของมันเองจึงมีนัยยะทางการเมืองด้วย การตัดสินใจจะดำเนินคดีหรือไม่ ต้องใช้การพิจารณามากกว่าการบัญญัติของกฎหมาย บางครั้งการไม่ดำเนินคดี อาจจะเป็นผลดีต่อสถาบันฯ มากกว่า ไม่ใช่ใครก็ตามสามารถฟ้องร้องได้ ต้องมีหน่วยนงานที่จะใช้วิจารณญาณ

ตัวกฎหมายที่มีอยู่ทุกวันนี้ เปิดช่องให้มีการใช้กฎหมายไปในทางที่ฉ้อฉลต่อเจตจำนงค่อนข้างมาก ฉะนั้นพยายามบอกว่า ตัวกฎหมายไม่มีปัญหา ขอให้เราแก้ไขเฉพาะแนวปฏิบัติอย่างเดียว ไม่มีหลักประกันว่า การป้องกันการปฏิบัติที่ฉ้อฉลจะเป็นผลหรือไม่ และผู้ที่พูดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาในทางปฏิบัติ ภายใต้รัฐบาลที่กล่าวเช่นนั้นเองก็มีการฟ้องร้องหลายร้อยคดี

เมื่อใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล ภายใต้วัฒนธรรมและการเมืองที่เป็นเช่นทุกวันนี้ ก็ยิ่งทำให้การใช้กฎหมายฉ้อฉลมากขึ้นไปอีก เช่น เจ้าหน้าที่ไม่กล้าตัดสินใจไม่ฟ้อง ดังนั้นจึงต้องแก้ที่ตัวกฎหมายเพื่อให้ในทางปฏิบัติจะไม่มีใครนำมาตรานี้ไป ใช้อย่างฉ้อฉลได้

ภายหลังการปาฐกถาของนิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ดำเนินรายการได้ประกาศว่า รายชื่อแรกของการร่วมรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอของนิติราษฎร์ คือ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเข้าร่วมฟังการเสวนาดังกล่าวด้วย โดยได้รับเสียงปรบมือจากประชาชนผู้เข้าฟังการเสวนาอย่างกึกก้องด้วย

หมายเหตุ: งานเสวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของงาน "แก้ไขมาตรา 112 กิจกรรมวิชาการและศิลปวัฒนธรรม" ซึ่งจัดโดย "คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" เวลา 13.00-17.00 น. ณ หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกอบไปด้วยการแสดงละครเวที การตอบคำถามทางวิชาการ และการอภิปรายข้อเสนอเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ ซึ่งประชาไทจะทยอยนำเสนอต่อไป

สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ‘เอามั้ย! ทำแผนพัฒนาภาคใต้ฉบับพหุภาคี’

ที่มา ประชาไท

สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ

หลังจากอุ่นเครื่องด้วยวงเสวนาวิชาการเรื่อง “แผนพัฒนากับทางเลือกการพัฒนาภาคใต้ แผนพัฒนาที่ยั่งยืน” เมื่อตอนค่ำของวันที่ 13 มกราคม 2555

เช้าของวันที่ 14 มกราคม 2555 งานสมัชชาสุขภาพภาคใต้ และงานวิชาการ “ไอดิน กลิ่นใต้” พ.ศ. 2554 ที่จัดโดยเครือข่ายสุขภาพภาคใต้ ก็เริ่มเข้าสู่เนื้อหาด้วยปาฐกถาเรื่อง “กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม พื้นที่ภาคใต้” โดยนายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ คณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่และสมัชชาสุขภาพเฉพาะ ประเด็น

ข้อคิดแนวทางที่นายแพทย์สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เสนอแนะต่อสมัชชาสุขภาพภาคใต้ มีอะไรและเป็นอย่างไร มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังปรากฏต่อไปนี้

0 0 0

ผมมาถึงเมื่อวานนี้ (วันที่ 13 มกราคม 2555)ได้มาเห็นพิธีเมื่อเช้านี้ (วันที่ 14 มกราคม 2555) ผมมั่นใจว่าสมัชชาสุขภาพภาคใต้ ไม่มีวันตกต่ำ เวลาคนทำงานร่วมกันนะครับ หมอประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส มักจะเตือนให้ยึดหลักอปริหายธรรม แปลว่าธรรมะที่ป้องกันความเสื่อมในการทำงานร่วมกัน ข้อหนึ่งคือให้หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ สมัชชาสุขภาพภาคใต้ที่ผมเฝ้ามอง ในฐานะสมัชชาแห่งชาติ และในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบและกลไกสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่และ สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ได้เฝ้ามองพื้นที่นี้เป็นพิเศษ

ครั้งแรกที่จัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้ขึ้นมา ต้องขออภัย ผมคิดว่าพื้นที่นี้จะทำกันไปได้สักกี่น้ำ แต่นี่จัดมาเป็นครั้งที่ 4 แล้วนะครับ ภาคใต้มีการประชุมกันเป็นเนืองนิตย์ ไม่ใช่แค่ประชุม 14 จังหวัดเท่านั้น ทราบว่าแกนนำอื่นๆ ก็เข้ามาประชุมด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เข้าประชุมพร้อมเพรียงกัน เลิกประชุมพร้อมเพรียงกัน ไม่มีที่ว่าเข้ามาร่วมประชุมกัน ทีละคนสองคน พอประชุมไม่ทันเลิกก็หายไปแล้ว เพราะอันนี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญ

ลักษณะที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง เคารพในประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม ที่เห็นชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้นเลย งานวันนี้พูดถึงประวัติศาสตร์ภาคใต้ย้อนหลังไปไกลเลย รวมทั้งศิลปวัฒนธรรม

ประเด็นที่สามอยากยกขึ้นมา ที่คิดว่าท่านคงไปได้แน่ๆ คือ เคารพในอาวุโส และเคารพในสตรี เชื่อฟังสตรี 14 ท่าน ที่ผมเห็นเมื่อเช้านี้ มีสตรีอยู่ 4 ท่าน ซึ่งเป็นหนึ่งสาม มากกว่า ส.ส.ในสภาเสียอีก แปลว่าสมัชชาของเรา มีแนวโน้มไปได้ดีแน่ๆ จุดแข็งที่ผมเห็นเมื่อวานนี้ คือ การจัดกระบวนการอย่างเป็นระบบ มีกลไกที่เป็นระบบ บางเรื่องผมเห็นว่าดีกว่าสมัชชาชาติเสียอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วก็คงจะมีวิวัฒนาการค่อยๆ ปรับจนกระทั่งเหมาะสมกับภาคใต้ที่สุด

หลายท่านที่มาจากประชาชน จากภาคประชาสังคม อาจจะมองว่ารูปแบบนี้เป็นราชการจ๋า มันเหมือนเป็นระบบเกินไป ก็อาจจะลดความเป็นระบบลงได้ ค่อยคุยกับคนที่ทำงานทั้งหลาย ท้ายที่สุดแล้วค่อยทำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร อาจจะไม่มีกฎไม่มีระเบียบอะไรเลย แต่กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยผู้นำของท่านทั้งหมด ทั้ง 14 ท่าน และคนอื่นๆ ที่อยู่ในที่นี้ด้วย อาจจะช่วยกันปรับปรุงและพัฒนา และอยากจะเรียนว่าภาคใต้ เมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ แล้ว ถือว่าเป็นระเบียบที่สุด พร้อมเพรียงกันที่สุด วันนี้เราก็มีตัวแทนจากภาคอื่นๆ มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย ท่านจะต้องมีการแลกเปลี่ยนกันเป็นระยะ เมื่อเช้าผมมาเดินดูนิทรรศการ ยังไม่ได้ดูทุกจังหวัด หลังจากนี้เช้าๆ บ่ายๆ ผมจะเดินดูให้หมด เพราะผมคิดว่าจะได้เรียนรู้จากจังหวัดต่างๆ มากมาย ทุกจังหวัดไม่เหมือนกัน ทุกอำเภอๆเหมือนกัน ทุกตำบลไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการที่มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของจังหวัดต่างๆ เป็นสิ่งที่เป็นจุดแข็งของภาคใต้

ที่ผมเห็นเป็นจุดแข็งอีกข้อหนึ่งของสมัชชาสุขภาพภาคใต้คือ มีทั้งการขับเคลื่อนจนกระทั่งได้มติ นำมาขับเคลื่อนเป็นนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ อย่างที่ผมเรียนไว้ว่า การเอาเรื่องต่างๆ มาเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาสุขภาพ เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจนะครับ ประเด็นหลักในการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2555 เป็นประเด็นที่เสนอขึ้นมาจากสมัชชาภาคใต้ นั่นคือเรื่องภัยพิบัติ อันนี้แสดงถึงภาวะความเป็นผู้นำของทุกท่าน ที่เป็นคนภาคใต้

พวกท่านได้นำประเด็นของท่านขึ้นเป็นประเด็นของภาค สู่ประเด็นระดับชาติได้สำเร็จ เอาข้อตกลงระดับชาติลงมาสู่การปฏิบัติในพื้นที่ได้ มีทั้งขาขึ้นและขาเคลื่อนไปพร้อมกัน

ทั้งหมดนี้ เป็นกระบวนการที่เราเห็นว่า เป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่มีส่วนร่วมจริงๆ เราเห็นภาคประชาชน เราเห็นภาคประชาสังคม เราเห็นภาครัฐและภาควิชาการ แต่มีภาคธุรกิจเข้าร่วมน้อยไปหน่อย แต่เราก็ใช้กระบวนการพัฒนาข้อเสนอไปเรื่อยๆ

ผมเรียนอย่างนี้ ท่านผู้ฟังอาจจะต้องคิดย้อนหลังสักนิดนะครับ เราจัดเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วนะครับ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ประธานสมัชชาแห่งชาติคนแรกเป็นข้าราชการเป็นภาครัฐนะครับ ทำงานในระดับนโยบาย เป็นบุรุษ ส่วนคนที่ 2 เป็นสตรีนะครับ มาจากภาควิชาการ ประธานคนที่ 3 เป็นสตรีอีก เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เป็นนักธุรกิจที่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก เป็นผลิตผลของผู้ที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งนะครับ ซึ่งสร้างตนจากความไม่มีอะไร สู่ความสำเร็จสูงสุดได้คือ นางศิรินา โชควัฒนา ซึ่งเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ จะเห็นว่าเรามีประธาน ทั้งที่มาจากภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคธุรกิจ

ผมอยากจะท้าทายต่อไปครับว่า ยุคต่อไปให้ประธานมาจากภาคประชาสังคม จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ได้ เพราะที่ผ่านมามีผู้หญิงมาแล้วสองคน คนที่สี่จะเป็นผู้หญิงผู้ชายก็ได้ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ขอให้มาจากภาคประชาสังคมก็พอ เพื่อจะทำให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะโดยสมัชชาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นระดับพื้นที่ หรือเฉพาะประเด็น หรือระดับชาติ สามารถทำได้โดยคนในสาขาใดก็ได้ ไม่ใช่ทำได้เฉพาะผู้มาจากภาครัฐเท่านั้น ภาคประชาสังคมก็ทำได้ ภาคธุรกิจก็นำได้ แปลว่าเราทำงานร่วมกันได้

สมัชชาสุขภาพ ไม่ใช่สมัชชาของรัฐที่จะเอาคนของรัฐเข้ามาใส่ ไม่ใช่สมัชชาของประชาชนอย่างเดียว ที่จะเอาแต่เรื่องของประชาชน ไม่ใช่สมัชชาธุรกิจ ที่จะเอาเรื่องผลประโยชน์ทางธุรกิจมาใส่ แต่เป็นกลไกกระบวนการที่ทุกภาคส่วน มีเวทีพูดคุยกันอย่างฉันท์มิตร

ธุรกิจของคุณศิรินามูลค่าไม่ใช่ร้อยล้าน แต่เป็นหมื่นล้าน เป็นธุรกิจของครอบครัวคือ บริษัท สหพัฒนพิบูลย์ จำกัด ในห้องนี้รับรองเลยว่า มีคนใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัท สหพัฒน์พิบูลย์ จำกัดมากมายมหาศาล ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งหลับ คุณศิรินาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในกระบวนการของเรา 3–4 ปี ในนามของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ท่านได้แสดงจุดยืนยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เราเห็นได้ว่าปัจจุบันภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมกับภาคสังคมมากขึ้น

จุดที่ภาคใต้ 14 จังหวัดเข้มแข็งอยู่แล้ว และจะต่อยอดต่อไปได้มีอยู่ 2–3 ประเด็นคือ ประเด็นการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง อยากจะย้ำนะครับ ถ้าภาคประชาชนเราสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเอง รวมตัวทำอะไรด้วยกันเอง อันนี้สุดยอดมาก ไม่ต้องมีใครมารับรอง เป็นการจัดการตัวเองโดยภาคประชาสังคม

ขณะเดียวกันเราก็มีกลไกสมัชชา ที่มีกฎหมายรองรับ แม้จะเป็นกฎหมายที่ออกมาในสมัยรัฐบาลรัฐประหาร แต่กระบวนการต่างๆ เริ่มมาก่อนหน้านั้นเยอะแล้ว ถึงไม่มีรัฐบาลจากการรัฐประหาร กฎหมายนี้ก็คงมาถึงสักวัน เพราะผ่านกระบวนการพูดคุยมาทั่วประเทศ

เราจะทำอย่างไร ที่จะให้ภาคใต้กำหนดกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้เอง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ช่วยกันต่อยอดกันขึ้นมา สไลด์ที่ฉายเมื่อคืนนี้ เป็นงานวิชาการเชิงสังคมที่ดีมากชิ้นหนึ่ง เป็นการถอดแผนพัฒนาภาคใต้ออกมาให้เห็นกันชัดๆ ดูแล้วไม่ทราบว่าเป็นแผนพัฒนาฉบับนักธุรกิจหรือเปล่า ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมแค่ไหน เห็นภาพง่ายๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ทีนี้ถ้าเราจะต่อยอดขึ้นไปอีก ก็ตั้งคำถามว่า สมัชชาสุขภาพ 14 จังหวัดภาคใต้ หรืออาจจะจัดตั้งตัวเองเป็นสมัชชาปฏิรูปแห่งประเทศไทย เพื่อทำแผนพัฒนาภาคใต้ได้หรือไม่ จะต้องมีมติสมัชชารับรองอีกหรือไม่ ภาคใต้ 14 จังหวัด จะจัดตั้งเป็นสมัชชาปฏิรูป 14 จังหวัดภาคใต้ได้หรือเปล่า แล้วมีมติตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อทำแผนพัฒนาภาคใต้ โดยไม่ต้องรอให้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้ง

กำหนดมาเลยว่า ประธานเป็นใคร เอาคนจากที่ไหนมาก็ได้ จากส่วนกลางก็ได้ จากภาคใต้ก็ได้ ที่เราเห็นว่าเป็นคนที่น่าเชื่อถือ แล้วเอาหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วม คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็เข้ามาได้ เพราะเขาทำแผนพัฒนาภาคใต้ฉบับทางการ ให้เขาเข้ามาเป็นกองเลขาฯ เอาสถาบันการศึกษาเข้ามาร่วมด้วย เอาภาคประชาสังคมมาร่วมด้วย เอามาร่วมกันทำแผนพัฒนาภาคใต้ฉบับพหุภาคี ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จะได้แผนหรือไม่ แต่อยู่ที่กลไกและกระบวนการ ที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง สร้างความร่วมมือ สร้างความร่วมแรงร่วมใจ แผนพัฒนาฉบับนี้จะไปถึงคณะรัฐมนตรีหรือไม่ ไปถึงที่ไหนหรือเปล่า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

กลไกและกระบวนการที่ทำให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมนี่แหละคือที่มาของแผน ที่คนภาคใต้จะยึดเป็นแผนพัฒนาภาคใต้ ไม่ใช่ภาคประชาชนนะครับ แต่เป็นแผนของคนทุกภาคส่วน ใครจะเข้ามาทำอะไรที่นี่ เขาต้องดูแผนพัฒนาฉบับนี้ ถ้าเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของแผนจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ผู้รับผิดชอบในส่วนกลาง จนมาถึงคนในพื้นที่ ก็ไม่น่าจะมีใครมาสงสัยว่า ทำไมเราไม่เอาแผนพัฒนาชาติ อันนี้ผมอยากจะเสนอไว้นะครับ

กลไกของพวกเราจะรุกต่อไปได้หรือไม่ ผมคิดว่าเราต้องเริ่มจากการไม่ตั้งธงไว้ก่อนว่า อันนี้เอาหรือไม่เอา เรามาทำงานเชิงรุกกันต่อ เรามาทำงานด้วยกันดีกว่า เราทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่เราอยากได้ ผมอยากจะย้ำกับทุกคน รวมทั้งกับภาคธุรกิจด้วย กับสภาอุตสาหกรรมทั้งหมด ที่เราคุยกันสภาอุตสาหกรรมนี่แหละคือ ผู้เข้ามาลงทุนโครงการต่างๆ เราเอาเข้ามาร่วมกระบวนการจัดทำแผนเลย บอกให้เขารู้ว่าจะมาทำอะไรต้องนึกถึงพวกฉัน อันนี้ก็อยากเสนอไว้ว่า จะทำต่อไปหรือเปล่า

อันหนึ่งที่ผมอยากจะเสนอให้ 14 จังหวัดภาคใต้ต่อยอดก็คือ การพัฒนาผู้นำ ทั้งสมัชชาปฏิรูปและสมัชชาสุขภาพ เพื่อให้เราสามารถขับเคลื่อนเรื่องอื่นได้ด้วย ผมใช้คำว่าพัฒนาผู้นำ ไม่ได้หมายความว่าท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่ได้เป็นผู้นำ แต่เพื่อให้ทุกคนสามารถต่อยอดไปทำเรื่องอื่นๆ ได้อีก สามารถทำงานที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ เหมือนกับเราเรียนหนังสือ เริ่มมาจากการบวกลบคูณหาร แล้วค่อยมาเรียนหารเชิงซ้อน ตามมาด้วยคำนวณอย่างอื่น ต่อด้วยแคลคูลัส ซึ่งหลายท่านไม่รู้เรื่อง รวมทั้งผมด้วย จะได้ทำงานยากขึ้นเรื่อยๆ ได้ โดยค่อยๆ ต่อขีดความสามารถขึ้นมาจากพื้นฐาน

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ เพราะผมเห็นว่าตอนนี้เราสร้างผู้นำได้มากขึ้น ผมเห็นภาวะผู้นำเกิดขึ้นมากมาย เราจะต่อยอดศักยภาพการเป็นผู้นำขึ้นไปเรื่อยๆ การต่อยอดไม่ได้แปลว่า ไปจัดหลักสูตรให้ท่านไปเข้าเรียน ถ้าหากเรายอมรับการขับเคลื่อนแผนพัฒนาภาคใต้โดยพหุภาคี ตัวกระบวนการทำแผนทั้งหมดของทุกภาคส่วน ที่ต้องรับฟังความคิดเห็น ต้องผ่านกิจกรรมต่างๆ เมื่อทำอย่างนี้ผู้นำต่างๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมา ภายใต้กระบวนการทำงานร่วมกัน

อีกอย่างหนึ่งที่ผมเห็นคนภาคใต้ทำได้ดี คิดว่าสามารถต่อยอดได้ แล้วยังเป็นตัวอย่างภาคอื่นได้ด้วยก็คือ การเข้ามามีส่วนร่วมในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างเข้มแข็ง ผมใช้คำว่าอย่างเข้มแข็ง ไม่ได้หมายความว่าเข้ามาเฉยๆ แต่เข้าไปแล้วต้องแสดงความเห็น ต้องร่วมปรับปรุงระเบียบมติต่างๆ ที่มีการร่างมาอย่างจริงจัง มีข้อมูลพื้นฐานประกอบข้อเสนอ มี 14 จังหวัดสมาชิกยืนอยู่ข้างหลัง แปลว่าเรามีกระบวนการกลุ่ม คราวนี้เป็นกระบวนการกลุ่มที่สำคัญ ท่านเอาระเบียบวาระมาร่วมกันพิจารณาหามติในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

เรามาคุยกันครั้งนี้ ผมเห็นได้ชัด นี่คือตัวอย่างที่ดีในการขับเคลื่อนของตัวแทนแต่ละจังหวัด เมื่อกระบวนการนี้เดินไปถึงการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ผมเชื่อว่าจะมีการมอบหมายระเบียบวาระต่างๆ ให้ตัวแทนจากภาคใต้รับผิดชอบ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ตัวแทนจาก 14 จังหวัดภาคใต้ สามารถเรียกประชุมตกลงกันตรงนั้นได้เลยว่า ประเด็นนั้นๆ เราจะเอาอย่างไร อันนี้ผมเชื่อว่าเราเคยทำกันมาแล้ ว

เราจะทำอย่างไรให้กระบวนการการทำงานร่วมกันเป็นเรื่องปกติ ทำให้เป็นตัวอย่าง พอคนภาคใต้ 14 จังหวัดพูดปั๊บ คนนี้สนับสนุน คนนั้นสนับสนุน ต่างจากภาคอื่นที่พอลุกขึ้นพูดขึ้นมา คนฟังก็เงียบๆ ถ้าวันหนึ่งถูกรุกจนอยู่กันไม่ได้ จะทำกันอย่างไร

ผมขอเปรียบเทียบกับการประชุมสมัชชาอนามัยโลก ภูมิภาคที่เข้มแข็งที่สุด ไม่น่าเชื่อว่าเป็นแอฟริกา ด้วยสภาพภูมิภาคที่มีความล้าหลัง ด้อยพัฒนา จึงมีการรวมตัวกันอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญจะมีเหตุการณ์ Africa one voice เกิดขึ้นตลอด ทุกวันตอนเช้าก่อนการประชุมสมัชชาสุขภาพโลก รัฐมนตรีจากแอฟริกา 40 ประเทศ จะประชุมกันทุกเช้า นำเอาประเด็นสำคัญต่างๆ มาพูดคุยกัน

ประเด็นใดที่แอฟริกาต้องการ มีโอกาสน้อยมากที่เขาจะไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะเขามีสมาชิกมากกว่า 40 ประเทศ เป็นภูมิภาคที่ใหญ่มาก นอกจากนี้เขายังล็อบบี้ภูมิภาคอื่นๆ ที่ไม่ค่อยมีการร่วมตัวให้สนับสนุน พอภูมิภาคอื่นสนับสนุนแอฟริกาเราก็เอาด้วย ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเรา มีประเทศสมาชิก 10 ประเทศเท่านั้น เราต้องร่วมมือกับภูมิภาคอื่นในบางเรื่อง ก็หวังว่าทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จะหาผู้นำจากภาคใต้ไปดูการประชุมสมัชชาอนามัยโลกสักครั้ง จะได้เห็นว่าเขามีวิธีการทำงานอย่างไร

ผมเคยพูดว่า ผมกลัวการทำงานของภาคใต้ ผมกลัวว่าจะสมัชชาสุขภาพภาคใต้จะไปยึดสมัชชาแห่งชาติ แต่เป็นความกลัวที่มีความสุข ที่บอกว่าสมัชชาภาคใต้จะยึดสมัชชาสุขภาพแห่งชาตินั้น ท่านทำอยู่แล้ว การเตรียมตัวให้พร้อมที่เข้าร่วมประชุมพิจารณามติ นั่นคือการเตรียมการเข้าไปยึดสมัชชาชาติ ไม่ใช่เอามาเป็นสมบัติส่วนตัว แต่เป็นการเข้าไปมีบทบาท ด้วยความเข้มแข็ง

เหมือนประเทศไทยเรา ส่งทีมไปประชุมสมัชชาอนามัยโลกเยอะประมาณ 40–50 คน เราเอาคนเข้าร่วมประชุมทุกระเบียบวาระ ต้องทำงานกันอย่างหนัก เราใช้เวทีตรงนี้พัฒนาศักยภาพผู้นำ ถ้าท่านเป็นผู้นำเข้าไปพูดในที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก สิ่งที่จะได้รับก็คือ ภาวะผู้นำจะเกิดขึ้นทันที

ท่านสามารถเตรียมการส่งคนเข้าไปนำการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งไม่ผิดหลัก อีก 2 ปีข้างหน้าคนจากภาคประชาสังคม น่าจะเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในส่วนของภาคใต้ผมเห็นผู้นำอยู่หลายคน แม้แต่คุณเจริญ โต๊ะอีแต ผู้นำชาวประมงพื้นบ้านจากอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็สามารถเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้

ถ้าหากเราสามารถผลักดันให้คุณเจริญ โต๊ะอีแต เป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ อันนี้เป็นเรื่องเลย เพราะคณะเจริญ โต๊ะอีแต ไม่ใช่ตัวแทนจากภาคประชาสังคมธรรมดา แต่เป็นคนจากภาคประชาสังคมที่เข้าถึงข้อมูลในชุมชน เป็นประชาชนที่มาจากชุมชนจริงๆ ผมดูจากภาวะผู้นำแล้ว คุณเจริญ โต๊ะอีแต เป็นได้

อาจารย์กรรณิการ์ บันเทิงจิตร หน้าซีดเลย เพราะหากประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีที่มาหลากหลาย ฝ่ายที่หนักที่สุดคือฝ่ายเลขานุการ ดูแล้วคุณเจริญ โต๊ะอีแต น่าจะเข้าใจกระบวนการสมัชชามากที่สุดด้วย ผมไม่ใช่เชียร์คุณเจริญ โต๊ะอีแต ท่านทั้งหลายในที่นี้นี่แหละ ที่สามารถตกลงกันใน 14 จังหวัดภาคใต้ ขอส่งคนนี้ในนามของภาคประชาสังคมภาคใต้ เข้าประกวดเป็นประธานสมัชชาสุขภาพในอีก 2 ปีข้างหน้า

เตรียมการเลยครับ เมื่อถึงตอนนั้น ท่านจะประสบความสำเร็จ จากการเข้าไปมีส่วนร่วมกันอย่างเข็มแข็ง เป็นความภาคภูมิใจของคนภาคใต้ เป็นตัวอย่างให้ภาคอื่นเห็นว่า ชาวบ้านก็มาเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ ไม่ได้ลดหย่อนศักดิ์ศรีใดๆ ทั้งสิ้น อย่าไปคิดว่าข้าราชการระดับสูงเท่านั้น จะมาเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติได้ หรือต้องเป็นคนรวยเท่านั้นที่จะเป็นได้ ประชาชนเราก็เป็นได้ แล้วก็ไม่ทำให้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติกลายเป็นสมัชชาของประชาชน ขอให้เราเอาภาคส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย

เมื่อ 2 วันก่อนเราไปประชุมคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เลขาธิการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยออกมาสนับสนุนการปฏิรูปอย่างเต็มที่ เพราะภาคธุรกิจเริ่มชูธงต่อต้านการคอร์รัปชั่น ผมแปลกใจมาก เพราะปกติถ้าไม่มีระบบส่งส่วยธุรกิจจะลำบาก บ้านผมทำธุรกิจผมทราบดี ผมเสนอต่อสมัชชาสุขภาพและสมัชชาปฏิรูปว่า เราจะปล่อยให้ภาคธุรกิจเดินหน้าต่อสู้อยู่ฝ่ายเดียวละหรือ พวกเราก็ไม่ต้องการการทุจริตคอรัปชั่นใช่หรือไม่ ถ้าใช่ เราจะทำอย่างไรให้เราได้เข้าไปร่วมกับเขา

ขณะนี้ผมทราบมาว่า พวกเขารวมตัวกันได้ 20 องค์กรแล้ว จะทำอย่างไรให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และสำนักงานปฏิรูปเข้าไปร่วม จะทำอย่างไรให้สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือสมัชชาปฏิรูป นำภาคีเครือข่ายทั้งหมดทั่วประเทศเข้าไปร่วมกันกับหอการค้าไทยอ ฝ่ายธุรกิจพูดออกมาน่าสนใจมาก ภาคธุรกิจเขากลัวมาก เขาบอกว่าเขากลัวไข้โป้ง

ช่วงที่ริเริ่มเรื่องนี้ ภาคธุรกิจเองกลัวมาก เขาบอกว่าอย่าไปยุ่งเดี๋ยวอันตราย แต่มีผู้นำภาคธุรกิจหลายคน ค่อยๆ พูด ค่อยๆ ผลักดัน เพราะเห็นว่าหากไม่ออกมาต่อต้านการคอร์รัปชั่น ในระยะยาวธุรกิจเองจะไปไม่รอด ทั้งหลายลองคิดดูสิครับ งบประมาณแผ่นดินปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาท ผมเชื่อว่ามันหายไปเพราะการคอร์รัปชั่น น่าจะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ไม่รวมการคอร์รัปชั่นเชิงนโยบายอีกประมาณ 4 แสนล้านบาท จากงบประมาณ 2 ล้านล้านบาท งบประมาณส่วนนี้สามารถนำไปพัฒนาประเทศได้มากมาย

ผมอยากเชิญชวนทุกท่าน ดำเนินการ 2 เรื่องหลักๆ 1.แผนพัฒนาภาคใต้ทำกันเองได้หรือเปล่า ทำโดยกระบวนการการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ต้องให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำ เราทำเองจะได้เป็นแผนพัฒนาภาคใต้ที่แท้จริง 2.เตรียมผู้นำชุมชนและภาคประสังคมจากภาคใต้ เข้าไปเป็นประธานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ

ผมหวังว่ากระบวนการการเรียนรู้ จากการจัดสมัชชาสุขภาพภาคใต้ที่เข้มแข็ง จะนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับชาติต่อไป

คนใต้ยันไม่เอา ‘เมกะโปรเจ็กต์’ โต้ EIA เชฟรอนบิดเบือนข้อมูล

ที่มา ประชาไท

คนใต้ประสานเสียง ไม่เอาเมกะโปรเจ็กต์ “ชาวท่าศาลา” ยันพร้อมปกป้องแหล่งอาหารโลก โต้ EIA เชฟรอน บิดเบือนข้อมูล คนสตูลระบุท่าเรือน้ำลึกปากบาราเกิดเมื่อไหร่ ตรัง สตูล สงขลา เจอผลกระทบเต็มๆ ชี้ขุมทรัพย์เมืองสตูลมีหลากหลาย อยู่ได้ยั่งยืน
ไม่เอา – ตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ ขึ้นเวทีร่วมกับนักวิชาการ ประกาศไม่เอาเมกะโปรเจ็กต์ ที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาภาคใต้
เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 13 มกราคม 2555 ที่โรงแรมเรือรัษฎา อำเภอเมืองตรัง เครือข่ายสุขภาพภาคใต้ ได้จัดงานสมัชชาสุขภาพภาคใต้เป็นวันแรก ด้วยการเสวนาวิชาการเรื่องแผนพัฒนาภาคใต้กับทางเลือกการพัฒนาภาคใต้แผนพัฒนา ที่ยั่งยืน วิทยากรประกอบด้วย นายเจริญ โต๊ะอิแต ชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดนครศรีธรรมราช นายไกรวุฒิ ชูสกุล ผู้ประกอบการท่องเที่ยวจังหวัดสตูล นายทวีวัตร เครือสาย ตัวแทนภาคประชาสังคมจังหวัดชุมพร นางวันสุรีย์ พรหมภัทร ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ น.ส.ภารณี สวัสดิรักษ์ นักผังเมืองเพื่อสังคม
นายเจริญ กล่าวว่า ขณะนี้มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นที่ชายฝั่งอำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราชหลายโครงการ ส่งผลให้ชาวประมงต้องลุกขึ้นมาปกป้องระบบนิเวศน์ ร่วมกันเก็บข้อมูลทางทะเลนำไปผนวกกับภูมิปัญญาท้องถิ่น นำไปต่อสู้กับนโยบายของรัฐ ชาวอำเภอท่าศาลาจะปกป้องแหล่งอาหารหน้าบ้านให้เป็นแหล่งอาหารของชาวโลก จะไม่ยอมให้โครงการขนาดใหญ่ทำลาย เป็นที่น่าสังเกตว่า ในรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการก่อสร้างท่าเรือของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ที่อำเภอท่าศาลา ข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับชุมชนขาดหายไป เช่น ระบุว่าพื้นที่ที่จะใช้สร้างท่าเรือเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ขณะที่ข้อเท็จจริงเป็นแหล่งที่ชาวประมงใช้ประโยชน์เต็มพื้นที่ เป็นต้น
นายไกรวุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดสตูลมี 2 ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์แรกคือ ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างประเทศไทย–ประเทศมาเลเซีย และจังหวัดสตูล–จังหวัดตรัง ยุทธศาสตร์ที่ 2 เป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่ชอบมาพากลคือ ยุทธศาสตร์ท่าเรือน้ำลึกปากบารา ยุทธศาสตร์นี้มีการเติบโตของการท่องเที่ยวจังหวัดสตูลขวางอยู่
นายไกรวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ถ้าหากมีการก่อสร้างท่าเรือปากลบารา จะส่งผลกระทบถึง 3 จังหวัดคือ จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา เริ่มจากต้องเพิกถอนอุทยานแห่งชาติเกาะเภตรา ที่มีพื้นที่ครอบคลุมจังหวัดตรังถึง 4,700 ไร่ ต้องระเบิดภูเขาใน 3 อำเภอของสตูล เพื่อนำหินมาถมทะเล ต้องใช้ทรายก่อสร้างท่าเรือจากจังหวัดสงขลา ต้องมีโครงการต่อเนื่อง ได้แก่ รถไฟรางคู่ คลังน้ำมัน ในพื้นที่จังหวัดสตูล 5,000 ไร่ และที่จังหวัดสงขลา 10,000 ไร่
นายไกรวุฒิ กล่าวอีกว่า โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา เป็นโครงการที่นำความแตกแยกมาสู่ชุมชน ระหว่างคนในชุมชนที่ตระหนักถึงผลกระทบที่คนในชุมชนได้รับ กับคนในชุมชนที่รับข้อมูลด้านเดียวจากภาครัฐ หรือจากเจ้าของโครงการ เพื่อลดความขัดแย้งภายในชุมชน รัฐจะต้องเปิดเผยความจริงทั้งหมด
“ขณะนี้ภาคประชาชนกำลังทำแผนพัฒนาจังหวัดสตูลที่ยั่งยืน นำเสนอจุดเด่นของจังหวัดสตูล เช่น ความสมบูรณ์ของป่าเทือกเขาบรรทัด ความสวยงามของอุทยานแห่งชาติเกาะเภตรา ที่กินอาณาบริเวณครอบคลุมจังหวัดตรังและจังหวัดสตูล อุทยานแห่งชาติตะรุเตาแหล่งดำน้ำที่สวยงามที่สุดของประเทศ อำเภอละงูแหล่งฟอสซิลสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันเกาะตะรุเตายังมีความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ เพราะเป็นแหล่งให้กำเนิดดิกชันนารีไทย–อังกฤษ และอังกฤษ–ไทย ของนายสอ เสถบุตร อดีตนักโทษการเมือง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นทรัพยากรสำคัญของจังหวัดสตูล ที่จะทำให้ชาวจังหวัดสตูลสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน” นายไกรวุฒิ กล่าว
นางวันสุรีย์ กล่าวว่า ภาคใต้เป็นพื้นที่เล็กๆ ที่มีขีดความสามารถเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงคนทั้งโลกได้ ตนเคยลงไปศึกษาความเหมาะสมในการตั้งนิคมอุตสาหกรรมในจังหวัดหนึ่งของภาคใต้ ถูกชาวบ้านกล่าวหาว่ารับจ้างนายทุนเข้าไปศึกษา ตนจึงตั้งคำถามกับชาวบ้านว่า การตั้งนิคมอุตสาหกรรมจะทำให้ชาวบ้านมีความสุขหรือไม่ จากคำถามดังกล่าว ทำให้ในที่สุดโครงการตั้งนิคมอุตสาหกรรมต้องยุติ โครงการพัฒนาที่จะลงมาในพื้นที่ใดก็ตาม ต้องมีคำตอบชัดเจนว่า โครงการนั้นทำให้ชุมชนมีความสุขได้อย่างไร
นพ.ไพศาล เกื้ออรุณ สาธารณสุขจังหวัดตรัง กล่าวว่า แผนพัฒนาระดับชาติ ระดับประเทศ และระดับจังหวัด ควรตอบได้ว่าไม่ได้ทำลายความสุขของมนุษย์ การนำพาสังคมไปข้างหน้า ไม่ว่าโดยภาครัฐ ภาควิชาการ หรือภาคประชาสังคม จะต้องไม่มีการปกปิดข้อมูล ทุกฝ่ายต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลได้เท่าเทียมกัน และมั่นใจในภาคีทุกส่วน
น.ส.ภารณี กล่าวว่า ที่ผ่านมาแผนพัฒนาภาคใต้ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในพื้นที่ จึงทำให้คนไม่มีความสุข จากการทำแผนชุมชนของคนในจังหวัดนครศรีธรรมราช แสดงให้เห็นว่าชุมชนมีความสุขที่ได้จัดทำแผนพัฒนาด้วยตัวเอง ขนาดของแผนพัฒนาจะใหญ่หรือเล็ก จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าประชาชนมีความสุขกับการพัฒนาตามแผนนั้นหรือไม่ การจัดทำแผนพัฒนาจะต้องดำเนินการด้วยกระบวนการการมีส่วนร่วม ต้องไม่กระทบต่อปัจจัย 4 โดยเฉพาะไม่กระทบกับแหล่งอาหารของชุมชน ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น รวมทั้งต้องคำนึงถึงว่า จะมีผลกระทบต่อพหุวัฒนธรรมอย่างไรหรือไม่ จะทำอย่างไรให้แผนพัฒนาภาคใต้ อยู่ร่วมกับพหุวัฒนธรรมและพหุภาคีได้ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ที่ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ทุกฝ่ายเข้าถึงข้อมูล เข้าถึงข้อเท็จจริง มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้
“การจัดทำแผนพัฒนาใดๆ ก็ตาม ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ แต่ต้องต่อสู้กันด้วยข้อมูลความรู้ แสดงให้เห็นว่า แผนที่กำหนดขึ้นมามีประโยชน์หรือไม่อย่างใด ความเห็นที่แต่ละฝ่ายแสดงออกมา ไม่ควรตั้งอยู่บนความชอบ หรือไม่ชอบโครงการใดโครงการหนึ่ง” น.ส.ภารณี กล่าว
นายทวีวัตร กล่าวว่า จังหวัดชุมพรเป็นอีกจังหวัดหนึ่ง ที่มีโครงการขนาดใหญ่ลงพื้นที่ ตั้งแต่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงไฟฟ้าถ่านหิน เขื่อน อุตสาหกรรมเหล็ก ส่งผลให้ชาวบ้านในอำเภอละแม อำเภอปะทิว อำเภอสวี และอำเภอท่าแซะ รวมตัวกันออกมาเคลื่อนไหว เนื่องจากเกรงจะกระทบกับวิถีชีวิต และภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของชาวชุมพร เคยมีการชุมนุมคัดค้านพร้อมกับเชิญนายถาวร เสนเนียม ขณะเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย มารับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน ต่อมาก็ได้เข้าร่วมปฏิบัติการเพชรเกษม 41 จัดเวทีคู่ขนานกับการแถลงนโยบายของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อบอกกับรัฐบาลว่า คนภาคใต้ไม่ต้องการโครงการขนาดใหญ่
นายทวีวัตร กล่าวต่อไปว่า การต่อสู้ของชาวจังหวัดชุมพรใช้ 3 กลไกหลัก กลไกแรกเคลื่อนไหวผ่านกิจกรรมสุขภาวะ กลไกที่สองใช้สิทธิชุมชนผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การจัดทำร่างผังเมืองร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตชุมพร และการออกข้อบัญญัติท้องถิ่น กลไกที่สาม สื่อสารผ่านนักข่าวพลเมือง นำเสนอประเด็นสู่สาธารณชนให้ได้มากที่สุด

กัมพูชาแถลงไม่พอใจ 'นักชาตินิยมรุนแรงไทย' ประท้วงหน้า UN-ประดิษฐานภูมะเขือ

ที่มา ประชาไท

รัฐบาลกัมพูชาโต้ 'นักชาตินิยมรุนแรงไทยกลุ่มหนึ่ง' ชุมนุมยื่นหนังสือหน้ายูเอ็น และประดิษฐานภูมะเขือ โวยขัดคำสั่งศาลโลกและทำตรงข้ามผลประชุม GBC
14 ม.ค. 55 - เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจราย งานว่าเว็บไซต์สำนักนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมขององค์การพระวิหารแห่งชาติ 1 และคณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติของกัมพูชา ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2555 โดยเนื้อหาระบุว่า องค์การพระวิหารแห่งชาติ และคณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติ ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อกิจกรรมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ทำขึ้นโดยนักชาตินิยมรุนแรงไทยกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วย การประท้วงที่นอกบริเวณสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ที่กรุงเทพ และนำพวกนักเคลื่อนไหวกลุ่มใหญ่ มาประดิษฐานพระพุทธปฏิมากร บนภูมะเขือ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ปราสาทพระวิหาร และอยู่ลึกในพื้นที่ปลอดทหาร ตามมาตรการชั่วคราว ที่ออกโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice) ข่าวกิจกรรมเหล่านี้ ถูกเผยแพร่ในระบบแพร่ข่าวของไทย
แถลงการณ์ กล่าวต่อว่า องค์การพระวิหารแห่งชาติ และคณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติ ขอทำการกล่าวโทษอย่างรุนแรงต่อกิจกรรมเหล่านี้ ที่ไม่เพียงแค่ละเมิดอย่างชัดเจนต่อคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ออกเมื่อ 18 กรกฎาคม 2554 เท่านั้น แต่ยังตรงข้ามกับบันทึกในผลเชิงบวกของการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) ระหว่าง รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมในราชอาณาจักรไทย ที่ได้จัดขึ้น เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 ในกรุงพนมเปญ
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้กำหนดให้มีพื้นที่ปลอดทหารเป็นการชั่วคราว และได้ออกมติว่า ภาคีทั้ง 2 ต้องสกัดกั้นทุกกิจกรรม ที่อาจทำให้มีความตึงเครียด หรือ ขยายความขัดแย้ง ก่อนหน้าศาลตัดสิน หรือ ทำให้มีความยุ่งยากเพิ่มขึ้นในการแก้ปัญหา ขณะที่ การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่า ภาคีทั้ง 2 เห็นชอบร่วมกันที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ที่ออกเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2554 ด้วยความโปร่งใส เสมอภาค และสามารถตรวจสอบได้ องค์การพระวิหารแห่งชาติและคณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติ มีความกังวลอย่างยิ่งว่า กิจกรรมที่ใช้กระตุ้นประชาชนและสาธารณะนี้ จะถูกมองว่า เป็นความต้องการสร้างเหตุและความพยายามให้เกิดความตึงเครียด และขัดขวางต่อการอนุรักษ์ของปราสาทพระวิหาร ที่มีคุณค่าเป็นมรดกโลก และเป็นมรดกของมนุษยชาติทั้งหมด
แถลงการณ์กล่าวในตอนท้ายว่า องค์การพระวิหารแห่งชาติและคณะกรรมการมรดกโลกแห่งชาติ ขอผลักดันให้ภาคีทั้ง 2 เคารพต่อคำสั่งของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และผลของการประชุมเมื่อเร็ว ๆ นี้ ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป แล้วหวังอย่างหนักแน่นว่า นักชาตินิยมรุนแรงชาวไทยทั้งหมด จะไม่ทำกิจกรรมใดอีก ที่อาจเป็นอิทธิพลทางลบต่อความสัมพันธ์อันดีที่ได้เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ระหว่างประเทศข้างเคียง และประชาชนทั้ง 2 ที่ต้องการอยู่อาศัยด้วยความสันติสุขและร่มเย็นในโลกที่ศิวิไลและทันสมัย

แถลงจับมือระเบิด ต้นตอสถานทูตสหรัฐเตือนภัยก่อการร้าย เผยล่าอีกราย

ที่มา ประชาไท

เว็บไซต์ข่าวสดรายงาน ว่าวันที่ 13 ม.ค. เมื่อเวลา 23.00 น. พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษก บชน. แถลงข่าวที่ บชน. ว่า จากการประสานของตร. และหน่วยงานข่าวกรองทั้งในและต่างประเทศ จนได้รับการยืนยันแน่ชัดว่าจะมีชาวต่างชาติเข้าประเทศมาเพื่อก่อเหตุใน ประเทศไทย กระทั่งมีการตรวจพบชาวตะวันออกกลางที่มีรูปพรรณและพฤติกรรมตรงตามการข่าวที่ ได้รับมา จึงเชิญตัวผู้ต้องสงสัยดังกล่าวไปสอบปากคำตาม มาตรา 12 อนุ 7 พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง
จากการให้การของผู้ต้องสงสัยดังกล่าวพบว่ามีข้อมูลเป็นจริงว่า อาจจะมีการเข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย ผู้ต้องสงสัยดังกล่าวยังให้ข้อมูลถึงผู้ต้องสงสัยอีก 1 ราย ที่คาดว่าเป็นบุคลสำคัญในการเตรียมก่อเหตุในประเทศไทย และคาดว่ายังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ กทม. มีลักษณะเป็นชาวชาวตะวันออกกลาง รูปร่างสูงใหญ่ สูงประมาณ 180 ซ.ม.
พล.ต.ต.ปิยะ ยังแจกจ่ายภาพบุคลต้องสงสัยที่ต้องการติดตามตัวอยู่ ให้สื่อมวลชนนำไปเผยแพร่ พร้อมฝากถึงประชาชนว่า ให้ช่วยกันระวัง และสอดส่องดูแลหากพบเหตุบุคลดังกล่าวให้รีบแจ้งตำรวจที่อยู่ใกล้เคียง หรือโทร. 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษใน 3 จุดด้วยกันที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาตินิยม คือ ถนนข้าวสาร ซ.รามบุตรี ย่านบางลำพู และสุขุมวิท ซ. 22 รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ
นอกจาก ตามสถานที่ท่องเที่ยวที่ประชาชนต้องช่วยกันสอดส่องดุแลแล้ว หากพบรถหรือคนที่มีลักษณะผิดปกติ จอดซุ่มอยู่ที่ใดนานๆ หรือจอดทิ้งไว้เป็นเวลานานไม่มีคนดูแล หรือบ้านหลังไหนที่มีคนเข้าออกผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
โฆษกบชน. กล่าวยืนยันว่า ตร. และผบ.ตร. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ระดมหน่วยงานทั้งหมดให้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและป้องกัน รวมถึง อาสาสมัครและ เจ้าของร้านค้าทั้งในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ช่วยสอดส่องดูแลและช่วยแจ้งเบาะแส อาจทำให้เห็นด่านตรวจตราเพิ่มมากขึ้น แต่การดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการป้องกันเหตุ และติดตามตัวผู้ต้องสงสัย ไม่ได้หมายความว่าเกิดเหตุขึ้นแล้ว ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ
ส่วนกระแสข่าวว่าจะมีการวางระเบิดที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวปฏิเสธว่า จากการข่าวไม่มีเรื่องดังกล่าว แต่ได้ระดมกำลังเข้าดูแลเป็นพิเศษ รวมถึงสถานทูตต่างๆ และเหล่งท่องเที่ยวที่เฝ้าระวัง โดยมาตรการป้องกันดำเนินมาตั้งแต่ก่อนช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เพียงเป็นการกระจายกำลังดูแลป้องกันเหตุจากสถานที่จัดฉลองปีใหม่ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่สำคัญ

นักข่าวพลเมือง: เครือข่ายชาวบ้านเพชรบูรณ์ จี้สอบ จนท.ป่าไม้อ้างโครงการตามแนวพระราชดำริทำลายป่า

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายชาวบ้าน จ.เพชรบูรณ์ ชุมนุมเรียกร้องหน่วยงานรัฐลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาสองมาตรฐานด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ - ที่ดิน จี้การตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้อ้างโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ตามแนวพระ ราชดำริทำลายป่า

เมื่อวันที่ ๑๒ ม.ค. ๒๕๕๕ ที่สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๑ จ.พิษณุโลก เวลา ๑๓.๓๐ น. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าภูผาแดง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ประมาณ ๖๐ คน ได้ชุมนุมเรียกร้องให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารฯ เร่งรัดแก้ไขปัญหาการดำเนินงานสองมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ โดยเครือข่ายฯ ได้เดินรณรงค์จากวัดนางพญาถึงหน้าสำนักบริหารฯ
สืบเนื่องจากเครือข่ายองค์กรชาวบ้านฯ ได้ทำหนังสือร้องเรียนและให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ป่าไม้อ้างโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ตามแนวพระราชดำริบ้าน วังยาว – ห้วยระหงส์ ที่มีการแผ้วถางพื้นที่ป่าที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ เก็บหาของป่า บริเวณหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านห้วยระหงษ์ ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ จำนวน ๙๙ ไร่ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒ ไปยัง นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๒ ซึ่งทางรัฐมนตรีฯ ได้ให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๑ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๔ เครือข่ายฯ ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวและเรียกร้องให้ย้ายหัวหน้าโครงการคือ นายพจน์ ชินปัญชนะ ออกจากพื้นที่ เนื่องจากการทำงานไม่มีประสิทธิภาพ โดยอ้างโครงการพระราชดำริทำลายป่า ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่มีความโปร่งใส ทำให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน แต่ผลการเรียกร้องของชาวบ้านไม่เกิดผลอะไรในการปฏิบัติ
หลังจากนั้นเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เครือข่ายฯ ได้เข้าไปติดตามผลการสอบสวนของสำนักบริหารฯ และมีผลสรุปที่ทางเครือข่ายได้วิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตร่วมกันดังนี้
๑.คณะกรรมการสอบสวนและผู้ถูกสอบสวนอาจจะมีส่วนได้เสียกันในการดำเนิน งาน เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนเป็นหัวหน้าส่วนบังคับบัญชาของนายพจน์ ชินปัญชนะ ดังนั้นผลการสอบสวนจึงเข้าข้างกัน
๒.การตัดไม้ทำลายป่า ถูกอ้างว่าเป็นไม้ขนาดเล็ก และพื้นที่ที่ดำเนินการดังกล่าวเป็นป่าเสื่อมโทรม ซึ่งข้อสังเกตคือ สภาพป่าในพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าเบญจพรรณ รวมถึงเขตอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวก็มีสภาพป่าที่เหมือนกัน ผืนป่าเหล่านี้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในชุมชน เช่นเลี้ยงสัตว์ เก็บหาของป่า เป็นต้น หากจะอ้างว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม ในพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าไปจับกุมเป็นพื้นที่ที่ ชาวบ้านทำกินมาแต่ดั้งเดิมกลับถูกข้อหาบุกรุก และเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งเป็นจำนวนเงินหลายแสนบาท โดยเฉพาะชาวบ้านห้วยกลฑา ต.ปากช่อง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ ที่ไปรับจ้างหักข้าวโพดในหมู่บ้านของตัวเองกลับถูกข้อหาบุกรุกเรียกค่าเสีย หายทางแพ่งเป็นจำนวนเงิน ๔๗๐,๐๐๐ บาท ทั้ง ๆ ที่ชาวบ้านทำกินในที่ตัวเองไม่ถึง ๕ ไร่ กลับถูกจับกุม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตัดไม้เองกลายเป็นว่าพื้นที่นั้นเป็นป่าเสื่อมโทรม และมีกฎหมายมารองรับการกระทำ ถือว่าสองมาตรฐาน และไม่มีความเป็นธรรมปกป้องลูกน้องตัวเอง ละเมิดสิทธิชุมชน
๓.หากมีการยึดหลักการดำเนินงานตามแนวพระราชดำริในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของชุมชน ไม่ทำลายทรัพยากรป่าไม้ ทำไมเมื่อเริ่มดำเนินโครงการจึงมีการตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งการเข้าไปวางอำนาจในชุมชน ขาดการทำงานอย่างมีส่วนร่วม ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ สร้างความเสียหายให้เกิดความขัดแย้งในชุมชนและพยายามเข้าไปยุแหย่ให้เกิด ความแตกแยก
ดังนั้นเครือข่ายฯ จึงมีข้อเรียกร้องต่อผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๑ ดังนี้
กรณีโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ตามแนวพระราชดำริ
๑.ให้ย้ายนายพจน์ ชินปัญชนะ หัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ป่าไม้ตามแนวพระราชดำริบ้านวังยาว - ห้วยระหงส์ ออกจากพื้นที่ โดยระงับการดำเนินงานโครงการไว้ก่อน
๒.ให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการดำเนินงานโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนว พระราชดำริบ้านวังยาว - ห้วยระหงส์ ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน โดยให้มีตัวแทนเครือข่ายฯ และองค์กรภายนอก ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
๓.ให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดำริบ้านวังยาว - ห้วยระหงส์
กรณีการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง
๑.ให้สนับสนุนแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดิน ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูผาแดง ให้มีการจัดการที่ดินโดยชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน
๒.กรณีพื้นที่อพยพห้วยหวาย ให้เร่งรัดการเยียวยาชดเชยค่าเสียหายกับชาวบ้านตามผลการสำรวจข้อมูลของคณะทำ งาน ๘๘๔ / ๒๕๔๘ ที่ได้มีการรับรองผลการสำรวจร่วมกัน และมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาดัง กล่าว
หลังการเปิดห้องประชุมเพื่อรับฟังปัญหาและข้อเรียกร้องจากเครือข่ายฯ นายธงชัย ศิริพัฒนานุกูลชัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๑ ได้รับพิจารณาข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ โดยขอเวลา ๑๕ วัน เพื่อตรวจสอบข้อมูล และแนวทางแก้ไขปัญหาตามข้อเสนออีกครั้ง
ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ได้รับข้อเสนอดังกล่าว และจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด หากไม่มีผลในทางปฏิบัติก็จะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องต่อไป