WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 17, 2012

White-list คนดี : องค์กรภาคีสีขาว กระตุ้นองค์กรรับคนดีเข้าทำงาน

ที่มา Thai E-News


16 มกราคม 2555
ที่มา Voice TV


เครือ ข่ายองค์กรภาคีสีขาว เปิดตัว หนังสือเดินทางแห่งความดี โดยเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการจ้างงาน และเป็นการกระตุ้นทุกภาคส่วนในการรับ คนดี เข้าทำงาน

สำนัก งานทูตความดีแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์กรภาคีสีขาว ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันชั้นนำทั่วประเทศ เปิดตัว ดี พาสปอต หรือหนังสือเดินทางแห่งความดี ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนความดี ในรูปแบบสมุดบันทึกความดี และปลูกจิตสำนึกเยาวชนในการทำความดีทุกรูปแบบ พร้อมระดมเครือข่ายภาคธุรกิจให้ความสำคัญพิจารณาคัดเลือกผู้ถือ ดี พาสปรอต เข้าทำงานเป็นอันดับแรกๆ

นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานสำนักงานทูตความดีแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า ดี พาสปรอต เป็นสมุดบันทึกการสะสมแต้มความดีในการเข้าร่วมกิจกรรมแต่ละครั้ง ซึ่งสามารถเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า บุคคลนั้นเป็นคนดี และในขณะนี้โครงการมี 16 องค์กรต้นแบบ และ15 มหาวิทยาลัยนำร่องทั่วประเทศที่เข้าร่วมกิจกรรม

โดยตั้งเป้าให้ องค์กรต่างๆ อีก 500 แห่งเข้าร่วมโครงการ และเตรียมนำ ดี พาสปรอต ไปใช้จริงในสถาบันการศึกษาและองค์กรภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของการรับสมัครงานที่เน้นพิจารณาที่ผลการเรียนควบคู่ไป กับคะแนนความดีที่สะสม

ทางด้านนายแพทย์ชาญวิทย์ วสันต์ธนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะองค์กรสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ หรือ สสส. กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับคนดีเข้าทำงาน ถือเป็นการส่งเสริมความดีให้เป็นที่ประจักษ์

ซึ่งนอกจากจะสร้าง ประโยชน์ต่อองค์กรแล้ว ยังทำให้ที่ทำงานมีความสุข ประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ไปสู่สังคมที่นิยมยกย่องคนดี และส่งเสริมคนดีให้มีความก้าวหน้าในชีวิต

0 0 0 0 0

มีหลายปฏิกริยาต่อข่าวนี้ในเฟสบุค

จรรยา ยิ้มประเสริฐ เขียน "กู จะบ้าตายกับความเพี้ยนของผู้กุมความคิดในสังคมไทย การทำ white-list นี่ก็คือการ blacklist คนอื่นได้เลยเช่นกันนะ มันจะพากันออกนอกลู่นอกทาง นอกกรอบสิทธิมนุษยชน นอกกรอบประชาธิปไตย กันไปถึงไหน?"

Mongkhon Mars Atthajak โพสต์ว่า "พูดตรง ๆ ครับ บ้ากันไปแล้ว ถ้าจะเอามาตรฐานความดีแบบนี้นะครับ คนชนบท ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้งานทำหรอก ช่างนึกเรื่องโง่ ๆ แบบนี้กันออกมาได้"

และ คำ ผกา (Kiku Nohana) โพสต์สั้นๆ แต่แรงว่า "ปะ ไปบวชกัน"

ไทยอีนิวส์ต้องขออนุญาตยำใหญ่กับข่าวนี้ด้วยเช่นกันว่า

D-passport หรือ หนังสือเดินทางแห่งความดี (D-Ambassador) เป็นอีกเพียงหนึ่งความพยายามบนความฉาบฉวยและไร้ฐานคิดของสังคมดัดจริต ที่ยิ่งทำก็ยิ่งรังแต่จะนำมาซึ่งความน่าขบขันและน่าสมเพชเวทนา

ชะตา กรรมบ้านเมืองตั้งอยู่อยู่บนการวัดค่า "ดี-เลว" อันเสแสร้ง ยามนี้ จึงเปรียบดังคนที่กำลังเจ็บปวดกับฝีที่บวมเป่ง ใกล้ถึงเวลาปริแตก!

Monday, January 16, 2012

วันครู...ครูในดวงใจ “ยิ่งลักษณ์”

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic ประจำวันที่ 16 มกราคม 2555

อาชีพเรือจ้างหรือการเป็นพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ ของชาตินั้น เป็นอาชีพที่มีความหมาย และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทุกชีวิต แต่การเป็นพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ หรือเป็นเรือจ้าง นั้น ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาต่างๆมากมาย ทั้งสร้างความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า และความยากลำบาก แต่พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์เหล่านี้ พร้อมที่จะเสียสละเวลา และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับอนาคตของประเทศอย่างไม่มีความเหน็ดเหนื่อย

เนื่องในโอกาสวันครู 16 มกราคม 2555 รายการ Hot Topic ร่วมพูดคุยกับคุณครูประจำชั้นของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทั้ง 3 ท่าน คือซิสเตอร์อรศรี มนตรี ครูผู้สอนระดับอนุบาล ร.ร.เรยีนาเชลี คุณครูกาญจนา นันทขว้าง ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา ร.ร.เรยีนาเชลี และคุณครูสุภาพ วัฒนวิกย์กรรม์ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษา ร.ร.ยุพราชวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ติดตามชมได้ตั้งแต่เวลา 18.30 น.เป็นต้นไป

ถ้าสลิ่มคิดแบบนี้ทั้งหมดก็..ดี นะ

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ

ประเทศไทยจะได้ สูงขึ้น 77 77 77


คลิป "โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม" ให้สัมภาษณ์ยึดหลัก The Rule of Law

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



ด่วน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความคดีเสื้อแดง
ในศาลอาญาระหว่างประเทศ เยือนไทยอย่างเงียบกริบ
มาร่วมงานธรรมศาสตร์ พร้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนครั้งแรก
หลังลงเครื่องไม่กี่ชั่วโมง
ยืนยัน ควรแก้ไข มาตรา ๑๑๒ และต้องยึดหลักกฏหมาย The Rule of Law ให้ชัดเจน



http://www.go6tv.com/2012/01/rule-of-law.html

8 ราชนิกูล มีความกล้าหาญทางการเมืองเพิ่มอีกนิด จะสร้างคุณูปการที่ยิ่งใหญ่ได้

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


เวลานี้เป็นเวลาแห่งประวัติศาสตร์นะครับ เหมือนสมัยรัชกาลที่ 7 ก่อนมีการปฎิวัติ 2475 วันนั้น หากราชนิกูลที่มีสายตายาวไกลทั้งหลาย มีความกล้าหาญทางการเมือง เสนอให้มีการพระราชทานรัฐธรรมนูญก่อนหน้านั้น การปฎิวัติ 2475 ก็จะไม่เกิด โศกนาถกรรม หลายอย่างที่ตามมาเบี้ยงหลัง คงไม่เกิดขึ้น

แต่พวกเขากลับปล่อยให้ กลุ่มอภิรัฐมนตรี ที่เป็นปีกอนุรักษ์ ครอบงำ คัดการการพระราชทานรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็ไม่สามารถต้านการเปลี่ยนแปลงได้

วันนี้ สถานการณ์ก็คล้ายๆ กัน ไม่แตกต่างกันมากนัก แต่มันเป็นคลื่นลูกที่ใหญ่กว่า เพราะเป็นการตื่นตัวของประชาชนจำนวนมาก มีขบวนการประชาชนเสื้อแดงที่ต่อสู้ทางการเมืองมากว่า 5 ปี มีการจัดตั้งที่ค่อนข้างสมบูรณ์ มีอุดมการณ์ที่แน่นอน

พายุแห่งประชาธิปไตยลูกนี้ ใหญ่กว่าสมัยรัชกาลที่ 7 มากมายนัก
แต่พวกอนุรักษ์นิยม ก็คิดเหมือนเดิม ว่าจะเอาชนะ และต้านทานพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

กฎหมาย 112 ถึงอย่างไร ในที่สุด มันก็คงไม่อาจยืนต้านทานการเปลี่ยนแปลงไปได้ โลกไม่ได้หมุนย้อนหลัง แต่มันหมุนไปข้างหน้า ลัทธิเทวราชา ถึงอย่างไรก็ไม่อาจยืนต้านทานกระแสประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 21 นี้ได้

ราช นิกูลทั้ง 8 ที่ออกมาเขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหา 112 ตามข่าวของบางกอกโพสต์ ฉบับวันที่ 12 มกราคม 2555

อ้างถึง

แต่ พวกท่านเขียนจดหมายที่คลุมเครือและไม่ชัดเจนอย่างยิ่ง ทำให้ผลทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น น้อยเกินไปไม่ส่งผลกระทบอะไร เหมือนเป็นการแทงกั๊ก ต้องการอะไรก็ไม่แน่ชัด ไม่ได้ส่งผลดีต่อภาวะที่คลุมเครือที่พร้อมจะปะทะกันในเรื่องการแก้ไขปรับ ปรุงกฎหมาย 112 นี้เลย

หากพวกท่านกล้าหาญทางการเมืองขึ้นมาอีกสักนิด เขียนให้ชัดเจน ออกมารณรงค์เสียให้ชัดเจน ผมคิดว่าจะสามารถสร้างคุณูปการต่อสถาบันที่พวกท่านดำรงอยู่ได้อย่างมหาศาล

ท่าน ก็รู้ว่ารัฐบาล ยากที่จะวางตัวชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะเหมือนเป็น "คู่กรณีแห่งความขัดแย้ง" ครั้งนี้โดยตรง ถูกกล่าวหาตลอดว่าเป็นพวกจะล้มสถาบัน ดังนั้นการเคลื่อนไหวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในเรื่องนี้ จึงยาก

แต่กระแสประชาชนนั้นแรง ยากที่จะต่อต้านการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้ในที่สุด

พวกท่านชิงเปลี่ยนแปลง มันเองเสียก่อน ออกมาเป็นฝ่ายสนับสนุนเสียเอง
ฐานันดร ศักดิ์ ของพวกท่าน ผมเชื่อว่าจะทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมแบบสุดขั้วนั้นคิดรอบคอบมากยิ่งกว่าเดิม ได้ ไม่เอาเรื่อง 112 มาเป็นประเด็นขัดแย้งทางการเมือง สุดท้ายการต่อสู้ก็ต้องแตกหักกันจนได้

ผมว่ากล้าหาญทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกสักนิด จะช่วยเหลือประเทศชาติได้อย่างมาก

เปิดรายชื่อ 112 นักวิชาการ นักเขียน ศิลปินหนุนแก้ ม.112

ที่มา ประชาไท

ในการเปิดตัวคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา112 (ครก.112) เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงนามสนับสนุนให้เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย อาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ เข้าสู่รัฐสภา ได้มีการเปิดเผยรายชื่อนักวิชาการ 112 คนแรกที่ร่วมลงนามสนับสนุนการรณรงค์ครั้งนี้

รายชื่อผู้ร่วมรณรงค์ที่น่าสนใจ อาทิเช่น เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, ผาสุก พงษ์ไพจิตร, สุจิตต์ วงษ์เทศ, รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์, ทักษ์ เฉลิมเตียรณ, อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, นิธิ เอียวศรีวงศ์, เกษียร เตชะพีระ, คำสิงห์ ศรีนอก และ ปราบดา หยุ่น เป็นต้น ซึ่งหลายคนในนี้ เราไม่ค่อยเห็นพวกเขาลงนามในแถลงการณ์กับกลุ่มใดเลย

นอกจากนี้ ยังมีรายชื่อน่าสนใจอีกมาก โปรดดูกันอีกครั้ง
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ
ผาสุก พงษ์ไพจิตร เศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุจิตต์ วงษ์เทศ นักวิชาการ นักเขียน
รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ วุฒิสมาชิกและอัยการ
เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตคณบดีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ทักษ์ เฉลิมเตียรณ มหาวิทยาลัยคอร์แนล
อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์/ศิลปิน
ชัยศิริ จิวะรังสรรค์ ศิลปิน
ธงชัย วินิจจะกูล มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน
ธเนศวร์ เจริญเมือง คณะ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อานันท์ กาญจนพันธุ์ สังคมและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ยศ สันตสมบัติ สังคมและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เกษียร เตชะพีระ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์
กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ศรีประภา เพชรมีศรี โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาม.มหิดล
ขวัญระวี วังอุดม โครงการจัดตั้งสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษาม.มหิดล
เอกกมล สายจันทร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โกสุมภ์ สายจันทร์ รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
สมชาย ปรีชาศิลปกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ฉลาดชาย รมิตานนท์ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เกรียงศักดิ์ เชษฐพัฒนวนิช คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วัฒนา สุกัณศีล สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชัชวาล ปุญปัน อดีตอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ ม.เชียงใหม่
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จันทจิรา เอี่ยมมยุรา นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธีระ สุธีวรางกูร นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปิยบุตร แสงกนกกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาวตรี สุขศรี นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปูนเทพ ศิรินุพงษ์ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประจักษ์ ก้องกีรติ รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิชาต สถิตนิรมัย เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันรัก สุวรรณวัฒนา ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ ศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ ประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อนุสรณ์ อุณโน สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นลินี ตันธุวนิตย์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มรกต ไมยเออร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อัครพงษ์ ค้ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วาด รวี นักเขียน
ปราบดา หยุ่น นักเขียน
วรพจน์ พันธุ์พงศ์ นักเขียน
ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักเขียน นักแปล
มุกหอม วงษ์เทศ นักเขียน
สุรพศ ทวีศักดิ์ นักวิชาการ
ไอดา อรุณวงศ์ วารสาร “อ่าน”
คำสิงห์ ศรีนอก นักเขียน
ดวงมน จิตร์จำนง นักเขียน นักวิชาการ
วัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียน
วชิระ บัวสนธ์ นักเขียน
อธิคม คุณาวุฒิ นักเขียน
วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับภาพยนตร์
พิเชฐ แสงทอง นักเขียน
อนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียน
ทองธัช เทพารักษ์ นักเขียน
เรืองรอง รุ่งรัศมี นักเขียน
อุทิศ เหมะมูล นักเขียน
ซะการีย์ยา อมตยา นักเขียน
วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียน
เดือนวาด พิมพนา นักเขียน
ประกาย ปรัชญา นักเขียน
กฤช เหลือลมัย นักเขียน
วินัย ปราบริปู นักเขียน
บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียน
อติภพ ภัทรเดชไพศาล นักเขียน
ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง นักเขียน
ธิติ มีแต้ม นักเขียน
ศุภชัย เกศการุณกุล นักเขียน
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ นักแปลอิสระ
วิจักขณ์ พานิช นักเขียน นักแปล
สฤณี อาชวานันทกุล นักเขียน-นักวิชาการอิสระ
นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สื่อมวลชน
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี สื่อมวลชน
นพ. กิตติภูมิ จุฑาสมิต ผู้อำนวยการรพ. ภูสิงห์ จ.ศรีษะเกษ
อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน
จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการ สำนักข่าวประชาไท
จิตรา คชเดช ผู้นำแรงงาน, กลุ่ม Try Arm
สมบัติ บุญงามอนงค์ นักกิจกรรมสังคม
แดนทอง บรีน ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน
เยาวลักษณ์ อนุพันธ์ ทนายความ
ส. รัตนมณี พลกล้า ทนายความ
พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความ
ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ
ประเวศ ประภานุกูล ทนายความ
อนุสรณ์ ธรรมใจ เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
อันธิฌา ทัศคร ปรัชญาและศาสนา ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
กานดา นาคน้อย เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพอร์ดู (Purdue) สหรัฐอเมริกา
เก่งกิจ กิติเรียงลาภ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พฤกษ์ เถาถวิล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ดร.พงศาล มีคุณสมบัติ นักวิชาการอิสระด้านพลังงานนิวเคลียร์
ไชยันต์ รัชชกูล มหาวิทยาลัยพายัพ
คมลักษณ์ ไชยยะ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
ชัชวาลย์ ศรีพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมธรรมศาสตร์แห่งแคลิฟอร์เนีย
ชาตรี ประกิตนนทการ สถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
โกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เอมอร นิรัญราช คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พวงทอง ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เวียงรัฐ เนติโพธิ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นิติ ภวัครพันธุ์ รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นฤมล ทับจุมพล รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ฉลอง สุนทรวาณิชย์ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุวิมล รุ่งเจริญ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ธนาพล ลิ่มอภิชาต อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สุดา รังกุพันธุ์ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เกษม เพ็ญภินันท์ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วินัย ผลเจริญ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จรัล ดิษฐาอภิชัย
หมายเหตุ: เพิ่มเติมรายชื่อ เมื่อ 16 ม.ค.54 18.50น.

FAQ กับ “ครก. 112”

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการและนักเขียนซึ่งร่วมกันเสนอแก้ไข ม.112 ในนาม “คณะรณรงค์แก้ไข ม. 112 (ครก. 112)” ร่วมตอบคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการรณรงค์ให้แก้ไขมาตราดังกล่าว เช่น “พวกคุณเป็นคนไทยหรือเปล่า” “ขนาดมีกฎหมายยังเหิมกริมขนาดนี้ ถ้าไม่มีไม่ยิ่งหมิ่นกันทั่วหรือ” “ถ้าไม่ได้ทำผิดจะกลัวทำไม” ฯลฯ

ตามที่มีการจัดกิจกรรมเปิดตัว "คณะรณรงค์แก้ไข ม. 112" หรือ "ครก. 112" เพื่อเสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุาภาพในวันนี้ (15 ม.ค.) ที่ห้องประชุมศรีบูพา (หอประชุมเล็ก) มธ.ท่าพระจันทร์นั้น

ในช่วงหนึ่ง คณะนักวิชาการและนักเขียนซึ่งร่วมขับเคลื่อนการเสนอ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ในนาม "คณะรณรงค์แก้ไข ม. 112" หรือ "ครก. 112" ได้กันร่วมตอบคำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับการรณรงค์ให้แก้ไขมาตราดังกล่าว โดยผู้ร่วมตอบคำถามประกอบด้วย พวงทอง ภวัครพันธุ์ นักวิชาการจากคณะรัฐศ่าสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ยุกติ มุกดา วิจิตร จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ., สาวตรี สุขศรี นักกฎหมายอาญา จากกลุ่มนิติราษฎร์ และวาด รวี นักเขียน โดยเวียงรัฐ เนติโพธิ์ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬา.ฯ เป็นผู้รวบรวมคำถามพบบ่อยและทำหน้าที่พิธีกร

000

การแก้ไข ม. 112 จะทำให้สถาบันฯ มั่นคงได้อย่างไร

พวงทอง ภวัครพันธุ์: ประเด็นสำคัญในที่นี้ คือ การดำรงอยู่ของสถาบันกษัตริย์ จะต้องสอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย นั่นคือ สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองโดยไม่อยู่ภายใต้ความกลัว เช่นเดียวกับในต่างประเทศที่สถาบันฯ ดำรงอยู่ได้ เนื่องมาจากการปรับตัวเข้ากับคุณค่าของสังคมสมัยใหม่คือประชาธิปไตย ทั้งนี้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน คือ มาตรา 112 ซึ่งหากดำรงอยู่ ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตย และหากจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน จำเป็นต้องทำภายใต้หลักประชาธิปไตย

ในต่างประเทศเอง ประชาชนสามารถวิพาษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้โดยไม่ถือว่าเป็นความผิด และไม่ถูกคุกคามจากฎหมายที่ไม่เป็นธรรม เพราะเขามองว่า การวิพากษ์วิจารณ์จะทำให้สถาบันฯ เรียนรู้ถึงคุณค่าของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และเป็นหัวใจของการปรับตัวและการอยู่รอดของสถาบัน ทั้งนี้ ไม่มีสถาบันใดที่จะอยู่ได้อย่างมั่นคงโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน

นอกจากนี้ เวลาสื่อต่างประเทศเขียนถึงมาตรา 112 ที่เป็นไป อย่างกว้างขวาง จะกล่าวว่ากฎหมายดังกล่าวมีบทลงโทษสูงสุด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ต่อประชาคมโลกอย่างแน่นอน

ที่สำคัญ ต้องเข้าใจว่า การวิจารณ์โดยสุจริตมีเหตุผล ไม่เท่ากับเป็นการล้มล้างสถาบัน จึงเป็นที่หวังว่า การแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง จะไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความมั่นคงให้สถาบันฯ แต่ต้องเป็นการประกันสิทธิกับเสรีภาพของประชาชนด้วย

ขนาดมีกฎหมายยังเหิมกริมขนาดนี้ ถ้าไม่มีไม่ยิ่งหมิ่นกันทั่วหรือ

พวงทอง: ปัจจุบันอาจจะมีการหมิ่นฯ มาก แต่เชื่อว่าหากมีการแก้ไขมาตรา 112 สำเร็จ เชื่อว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของสถาบันที่จะลดลง คือ การวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะใช้อารมณ์ ดูหมิ่น หรือคำวิพากษ์วิจารร์ที่ปรากฏในทางลับจะลดลง เพราะหลังจากเรามีตัวกฎหมายที่จะคุ้มครองการวิพากษ์วิจารณ์อย่างสุจริต มีหลักฐานชัดเจนไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคุกคาม เราจะสามารถเปิดเวทีให้ประชาชนได้แลกเปลี่ยน การหมิ่นฯ ในทางลับ ไม่เปิดเผย เพราะการหมิ่นฯ ลักษณะนั้นป็นผลมาจาการที่ประชาชนมีข้อสงสัย แต่ไม่มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนรับฟังข้อมูลต่างๆ ถาเรามีเวทีที่ถูกต้องชอบธรรม มีเหตุผล การกระทำที่ใช้อารมณ์ก็จะลดน้อยลงไป ไม่มีการไปติดตามข้อมูลที่เป็นการใช้อารมณ์หรือหยาบคาย

แต่เราก็ต้องยอมรับว่าการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตก็จะเปิดกว้างมากขึ้น เพราะการรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์เป็นการปรับตัวที่สำคัญของสถาบันการเมือง ทุกสถาบันในโลกนี้

การแก้ไข ม. 112 จะช่วยฟื้นฟูประชาธิปไตยได้อย่างไร

ยุกติ มุกดาวิจิตร: ประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตยมา ตั้งแต่ พ.ศ.2475 การฟื้นฟูประชาธิปไตย จึงหมายถึงการฟื้นฟูหลักการสำคัญของคณะราษฎรตามคำประกาศฉบับที่ 1 ได้แก่ เอกราช ความปลอดภัยภายในประเทศ ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการดังกล่าวสามารถมีได้ตามหลักประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐ ธรรมนูญ การฟื้นฟูหลักดังกล่าว จึงเป็นการยืนยันตามหลักที่คณะราษฎรได้ประกาศไว้

จะเห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 ในปัจจุบัน ไม่ได้ให้หลักประกันกับประชาชนในหลักสิทธิเสรีภาพ เนื่องจากเราไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้เท่าๆ กัน เนื่องจากเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์แล้วคนๆ นั้นก็จะถูกจับ ในขณะที่มีคนบางกลุ่มที่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันแต่กลับถูกยกเว้นจากการดำเนิน คดีด้วยอภิสิทธิ์บางอย่างในสังคม

การแก้ไข 112 ต้องการดูหมิ่นเจ้าอย่างเสรี เป็นข้ออ้างของพวกไม่เอาเจ้า

ยุกติ: เรื่องเอาเจ้าไม่เอาเจ้าเป็นภาษาชาวบ้าน มันไม่เป็นประเด็น ผู้ที่เสนอให้แก้ไขไม่ได้เสนอให้ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์เป็นประมุข แต่เป็นการปกครองที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ เป็นข้อตกลงที่เราเห็นพ้องร่วมกัน ที่กล่าวหาว่าเรากลับไปใกล้ 2475 ซึ่งตลกมากคือจริงๆ เราต้องก้าวต่อไป แต่เราต้องกลับไปรื้อฟื้นเพราะที่ผ่านมาประวัติศาสตร์การเมืองไทยทำลายมติ ของคณะราษฎร์

ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่า สิทธิในการแสดงออกเรามีไม่เท่ากัน ถ้ามีไม่เท่ากันแสดงว่ากฎหมายนี้ไม่ได้ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพในการ แสดงออกอยู่ตลอดเวลา คือถ้าคุณไปอ่านข้อมูลในวิกิลีกส์ คุณจะพบว่าคนบางกลุ่มในสังคมสามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันได้อย่างเปิดเผยโดย วิธีของเขา แสดงว่ามีคนบางคนเท่านั้นหรือเปล่าที่จะมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน ดังนั้น การวิพากษ์วิจารณ์ควรจะเปิดเผย และถึงที่สุดมันไม่ได้มีผลในการทำลายสถาบันกษัตริย์ เพราะรัฐธรรมนูญรับรองสถานะของสถาบันอยู่ และทุกคนที่ดำเนินการเรีบกร้องให้แก้ไขกฎหมายนี้ก็เพราะเหตุผลว่า เราต้องการรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยและปกป้องสถาบันกษัตริย์

บุคคลทั่วไปยังมีกฎหมายเพื่อคุ้มครองเกียรติยศชื่อเสียง เมื่อเป็นถึงกษัตริย์ย่อมต้องมีกฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษหรือไม่

สาวตรี สุขศรี: ในที่สุดแล้ว ประเทศประชาธิปไตยต่างๆ มีกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่บุคคลพิเศษ โดย มาจากหลักการที่ว่า บุคคลที่เป็นประมุข มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะที่มากกว่า มีสิ่งที่ต้องแบกรับมากกว่า จึงต้องได้รับการคุ้มครองที่มากเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม การคุ้มครองดังกล่าวต้องห้ามมาจากฐานันดร หรือชาติกำเนิดพิเศษ เพื่อยืนยันหลักการว่าบุคคลนั้นมีความเท่าเทียมกัน

เช่น ในสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายคุ้มครองประธานาธิบดี ซึ่งโดยความคุ้มครองพิเศษนี้ หมายถึงการมีโทษที่หนักกว่า ซึ่งมิได้ใช้กับพระมหากษัตริย์เพียงเท่านั้น แต่หมายถึงประมุขของรัฐในทุกรูปแบบ และหากว่าเรากลับไปดูข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ก็จะพบว่ามีข้อที่ให้ความคุ้มครองพิเศษแก่ประมุขด้วย ทั้งนี้ มีข้อสังเกตสองประการคือ ความคุ้มครองพิเศษดังกล่าวจำเป็นต้องเหมาะสมแก่เหตุ และสอดคล้องกับประชาธิปไตย ซึ่งในประเทศไทย บทลงโทษบุคคลธรรมดาในข้อหาหมิ่นประมาท มีจำนวน 1 ปี ในขณะที่บทลงโทษของกฎหมายอาญามาตรา 112 คือ 3-15 ปี ซึ่งจะเห็นว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

จริงๆ แล้วกฎหมายไม่ได้มีปัญหาที่ตัวบท แต่มีปัญหาที่การบังคับใช้ แก้ที่การบังคับใช้ไม่ดีกว่าเหรอ

สาวตรี: คำพูดแบบนี้มักจะออกมาจากนักกฎหมาย เรียนว่าที่ตอบแบบนี้ ณ ปัจจุบัน ไม่ต้องตอบก็ได้ เพราะตอบยังไงก็ถูก เหมือนการพูดว่าประชาชนคนไทยต้องกินข้าว แต่ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้มีกับมาตรา 112 เท่านั้น เมื่อมีปัญหาก็มักจะบอกว่ามีปัญหาที่การบังคับใช้เท่านั้น แต่มันจะแย่มากๆ เลยถ้านักกฎหมายตอบเพื่อจะกลบปัญหาว่าปัญหานั้นเป็นปัญหาในระดับตัวบท บัญญัติเช่นกัน อย่างน้อย 3 ประการ

หนึ่ง อัตราโทษ ถ้าเราย้อนกลับไปบทบัญญัติคุ้มครองพระมหากษัตริย์ก่อนที่จะแก้ไขในปี 2519 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีเท่านั้น นี่ปัญหามากกับยุคปัจจุบันที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย

โทษที่กำหนดไว้มีอัตราโทษขั้นต่ำด้วย มีปัญหาแน่นอน เพราะผู้บังคับใช้กฎหมาย คือศาล ไม่สามารถใชดุลพินิจลงโทษน้อยกว่า 3 ปี ได้เลย

ประเด็นที่ 2 คือ การไม่มีบทยกเว้นความผิดและบทยกเว้นโทษ เรื่องนี้อาจารย์วรเจตน์ได้พูดแล้ว และข้อเสนอนี้นิติราษฎร์ได้เสนอเช่นเดียวกัน คือเราต้องเพิ่มบทยกเว้นความผืดขึ้นมา คือ ถ้าเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย แต่ วันนี้ไม่มีบทบัญญัตินี้เลย

ประเด็นที่ 3 มาตรา 112 เป็นอาญาแผ่นดิน เปิดโอกาสให้ใครก็ได้ฟ้อง หรือกล่าวโทษต่อเจ้าพนักงาน

จากปัญหาที่กล่าวมา นักกฎหมายก็ต้องตอบว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาบทบัญญัติต่างหาก

ทำไมต้องคิดตามฝรั่ง คนไทยก็มีสิ่งที่เราศรัทธาในแบบของเราเอง?

วาด รวี: ถ้าหากใช้ข้อโต้แย้งนี้ ก็อาจบอกได้ว่า ประเทศไทยเดินตามฝรั่งมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 คือตั้งแต่มีการคำนวนสุริยุปราคา อย่างไรก็ตาม ไทยก็มิได้เอาความทันสมัยของฝรั่งมาทั้งหมดโดยยังตกค้างสิ่งที่ล้าหลังเอา ไว้ ทั้งนี้ เขาชี้ว่า ประชาธิปไตยเป็นหลักการสากลที่ทันสมัย เป็นภูมิปัญญาของมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น จึงไม่เกี่ยวกับการเดินตามฝรั่ง และประชาธิปไตยเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่เคารพสิทธิและเสรีภาพ ซึงที่มาของอำนาจมาจากประชาชน มิใช่กษัตริย์

คนไทยด้วยกัน หยวนๆ อยู่แล้ว แม้ว่าโทษแรงมากๆ ในที่สุดก็อภัยโทษทำไมต้องรณรงค์ขอให้ลดโทษ

วาด รวี: คนต้องมีสิทธิเสรีภาพ การอภัยโทษทีหลังแต่ลงโทษก่อนแบบไม่ได้สัดส่วนความผิด ถือว่าผิดหลักยุติธรรม ละเมิดสิทธิเสรีภาพ

(เวียงรัฐสรุปว่า เราไม่ต้องการอภัยโทษ เราต้องการเสรีภาพ)

ทำไมไม่รณรงค์ให้ยกเลิก 112 ไปเลย

พวงทอง:ในช่วงปีที่ผ่านมา ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ทำให้ต้องเผชิญกับแรงปะทะเยอะมากทั้งหลายภาคส่วน ทั้งนี้ คณะรณรงค์ฯ ไม่มีปัญหากับกลุ่มที่เรียกร้องให้ยกเลิก และสนับสนุนด้วยซ้ำ ให้ช่วยกันจัดเวทีรณรงค์และเคลื่อนไหวให้ยกเลิก แต่สังคมไทยยังเป็นสังคมที่มีความหลากหลายและความขัดแย้งยังรุนแรง ทำให้จำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนี้ ยังเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังในสังคมไทยนานนับศตวรรษ ทำให้จำป็นต้องคิดถึงกระแสสังคมด้วย

เอามาตรา 112 ไปเทียบกับต่างประเทศได้อย่างไรเพราะสถาบันกษัตริย์ไทยมีลักษณะเฉพาะ

พวงทอง: สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ หรือของญี่ปุ่นก็มีลักษณะเฉพาะ สถาบันกษัตริย์ประเทศไหนก็มีลักษณะเฉพาะของเขา มีประเพณี วัฒนธรรมที่เฉพาะของเขาไป และประชาชนที่เคารพยกย่องกษัตริย์ของเขาก็มีด้วยเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ เสปน หรือประเทศอื่นๆ แต่สิ่งที่สถาบันกษัตริย์ทประเทศอื่นๆ มีก็คือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ให้เข้ากับสังคมประชาธปิไตย และสถาบันกษัตริย์เหล่านั้อยู่เหนือการเมือง ไม่มีบทบาททางการเมืองเพราะการมีบทบาททางการเมืองนั้นอยู่ในฐานะที่เสี่ยง ต่อตัวสถาบันเอง ถ้าเราจะพูดถึงลักษณะเฉพาะของสถาบันกษัตริยไทย ก็ต้องเป็นคุณค่าทางบวก ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม แต่อย่าเอากฎหมายที่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน อย่าเอากฎหมายที่ทำให้เกิดความกลัวมาเป็นลักษณะเฉพาะของสถาบันกษัตริย์ของ ไทย

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก เกิดกับคนกลุ่มน้อย เหตุใดไม่เอาเวลาไปแก้เรื่องอื่น

ยุกติ: ลักษณะแบบนี้จะทำให้เกิดพิษภัยสังคมสอง ประการ อย่างแรกคือ ทำให้เกิดความกลัวในการแสดงความคิดเห็น กลัวการใช้เสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ เช่น ในกรณีการประท้วงระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง โดยนายจ้างได้ใช้กลไกทางกฎหมายหมิ่นฯ ทำให้ลูกจ้างกลัว โดยการเปิดเพลงสรรเสรญพระบารมีทุกๆ 15 นาทีเพื่อกดดันลูกจ้าง และอย่างที่สองคือ ปัญหาควาไม่เป็นธรรม ด้วยการเปิดโอกาสให้ใครก็ได้เอากฎหมายนี้ไปฟ้องร้อง และยังเป็นการสร้างความกดดันในสังคม เช่น การไม่กล้าอภิปรายเรื่องนี้โดย ส.ส. หรืออาจารย์ นักศึกษา

เมื่อไม่ศรัทธา ทำไมไม่ไปอยู่ที่อื่น

ยุกติ: อันนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมาคิดกันให้มาก คือมีคนวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวครั้งนี้ว่ากลุ่มของ ครก. และนิติราษฎร์ มักจะเคลื่อนไหวในลักษณะใช้เหตุผลเป็นหลัก คือเราเป็นนักวิชาการเป็นนักเขียน เราพูดถึงกฎหมาย กฎหมายก็เป็นเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผล แต่การอยู่ในสังคมไม่ได้อยู่ด้วยความเป็นเหตุเป็นผลอย่างเดียว นั้นเป็นเรื่องรับได้ แต่ปัจจุบันนี้เราอยู่ในสังคมที่มีความรักสถาบันเกินกว่าที่จะรับฟังเหตุผล และคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ นี่คือความรักที่เป็นความศรัทธา เราต้องเข้าใจว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย เรามีพระมหากษัตริย์ที่มีคนรักในลักษณะศรัทธา และมีคนรักในฐานะประมุขด้วยความเป็นเหตุเป็นผล ในขณะที่ฝ่ายเชื่อมั่นในลักษณะศรัทธา เขาอยากจะให้เรารักแบบเขา มันเป็นคนละเรื่องกัน เป็นคนละเรื่องกับความเป็นเหตุเป็นผล แล้วจะอยู่ด้วยกันอย่างไร ผมขออนุญาตอ้างถึงคุณวสิษฐ เดชกุญชร ที่มีความเห็นเรื่องการเรียกร้องให้แก้ไขมาตรา 112 โดยกล่าวถึงคนที่เรียกร้องให้แก้ไขมาตราดังกล่าว ก็ขอพื้นที่ใหความศรัทธาบ้าง ผมอยากเรียนกลับว่าคนที่รักเทิดทูนสถาบันศรัทธาเกินเหตุผลก็ขอพื้นที่ให้คน ที่เคลื่อนไหวในเชิงเป็นเหตุเป็นผลบ้าง ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็จะอยู่ด้วยกันครับ

ทำไมต้องให้สำนักราชเลขาเป็นผู้สั่งฟ้อง

สาวตรี: ถ้าใช้ข้อโต้แย้งนี้ ก็อาจจะต้องบอกกลับไปว่า เป็นการไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ให้ประชาชนมาฟ้องร้องในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยว ข้องกับประชาชนโดยตรง นอกจากนี้ การฟ้องร้องด้วยกฎหมายหมิ่น จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณและความอดทนส่วนบุคคลเป็นตัวตัดสิน ว่าบุคคลนั้นรู้สึกว่าถูกดูหมิ่นเหยียดหยามหรือไม่ และเนื่องจากความอดทนของแต่ละบุคคลแตกต่างกันไปตามภูมิหลังทางสังคม จึงไม่ควรให้ใครก็ได้นำกฎหมายนี้ไปฟ้องร้องกันเอง

เมื่อกลับมาที่ข้อเสนอของนิติราษฎร์ นับว่าเป็นข้อเสนอขั้นต่ำที่สุดแล้วที่ให้สำนักราชเลขาเป็นผู้ฟ้องร้อง เมื่อเทียบกับข้อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษหรือฟ้องร้องด้วนตนเอง ด้วยข้อจำกัดทางสังคมต่างๆ ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์จึงกำหนดให้สำนักราชเลขาเป็นผู้ฟ้องเอง

อุดมการณ์ราชาชาตินิยม จะเปลี่ยนเป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้อย่างไร

เวียงรัฐ เนติโพธิ์: ขอตอบเองว่า ก็ทำอย่างที่ทำ คือทำให้กฎหมายสอดคล้องกับประชาธิปไตยเสีย

ความผิดตามมาตรา 112 เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐหรือไม่

วาด รวี: ความผิด 112 เป็นการกระทำโดยวาจา มันไม่เป็นเหตุเป็นผลเพราะการเป็นอยู่ของรัฐจะไม่ถูกสั่นคลอนเพราะตัว หนังสือ แต่การเอาผิดอย่างรุนแรงและไม่ได้สัดส่วนเพราะตัวหนังสือนั้นต่างหากที่ สะท้อนว่ารัฐนี้ไม่มั่นคงในตัวเอง

รัฐที่มั่นคงในระบอบประชาธปิไตย ไม่มีรัฐไหนถือสาหาความความผิดด้วยวาจาโดยการลงโทษอย่างรุนแรง

ถ้าบริสุทธิ์จริง ทำไมไม่ไปต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมาย ไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมไทยหรือ

วาด รวี: ที่ผ่านมาศาลไทยไม่เคยต่อต้านการรัฐประหารเลยนะ นอกจากไม่ต่อต้านยังคล้อยตามและยอมรับ นอกจากคล้อยตามและยอมรับแล้วยังมีผู้พิพากษาระดับสูงไปรับใช้ เพราฉะนั้นพฤติกรรมของศาลไทยสะท้อนอุดมการณ์ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ในฐานะที่คดีความที่เกิดจากการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกลับถือสาเอาความและ ลงโทษอย่างรุนแรง มันสะท้อนว่าศาลไทยมีอุดมการณ์กษัตริย์นิยมแบบเก่า เราไม่มีความเชื่อมั่นในความยุติธรรมของศาลไทยหรอก จนกว่าศาลไทยจะมีอุดมการณ์ประชาธิปไตยและเคารพเสรีภาพของประชาชน

มาตรา 112 เกี่ยวพันกับมาตรา 8 ถ้ายกเลิกมาตรา 112 ก็ต้องยกเลิก มาตรา 8 ด้วย

สาวตรี: คำถามนี้เป็นคำถามที่ค่อนข้างซีเรียส คือ ความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของมาตรา 8 และมาตรา 112 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคำตอบ ว่าสองมาตรานี้มีความเกี่ยวข้องกัน มักจะมาจากคำตอบของนักกฎหมายทั้งหลาย รวมถึงนักการเมืองที่เข้าใจผิด

หากเราดูให้ดี มาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญ จะเขียนไว้ว่า องค์พระมหากษัตริย์จะดำรงไว้ด้วยสถานะที่เป็นที่เคารพสักการะ และ ละเมิดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงวรรคแรก โดยมีวรรคที่สองของมาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ผู้ใดจะกล่าวหรือฟ้อง ร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ นั้นมิได้

ตรงนี้ต้องเรียนว่า หากเราไปดูรัฐธรรมนูญฉบับแรกในประเทศไทย สมัยพ.ศ. 2475 รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีวรรคแรก กล่าว คือไม่มีข้อความที่บอกไว้ว่า พระมหากษัตริย์ดำรงไว้ซึ่งฐานะเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ แต่จะมีวรรคสองเพียงเท่านั้นที่เขียนว่า ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางคดีมิได้ ตรงนี้ ต้องการสื่อว่า วรรคแรกที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ว่าด้วย เรื่องสถานะของพระมหากษัตริย์เกิดขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับที่สอง คือฉบับ 10 ธันวาคม 2475

เจตนารมย์ของมาตรา 8 ต้องการเขียนไว้เพื่อให้สอดรับกับหลักการที่บอกว่า The King can do no wrong คือให้พระมหา กษัตริย์พ้นไปจากความรับผิดใดๆ แต่พระมหากษัตริย์จะพ้นจากความรับผิดใดๆ ไปก็ต่อเมื่อท่านพ้นไปจากการเมืองอย่างแท้ จริง และที่กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้บอกว่ามีการเกี่ยวพันทางการเมืองเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ต้องการกล่าวถึงเจตนารมย์ของกฎหมายว่า เป็นแบบนั้น เอาเข้าจริงแล้ว มาตรา 8 ต้องการเพียงจะบอกว่า จะมีการกล่าวโทษฟ้องร้องพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะว่า ทรงมิได้ทำอะไรในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากมีคนอื่นทำให้ คือใช้อำนาจแทนในทางตุลาการ นิติบัญญัติ และบริหาร ถ้าเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเมื่อใดในทางการบริหารประเทศ นั่นหมายความว่า ไม่ใช่เรื่องของกษัตริย์ แต่เป็นเรื่องของหน่วยงานที่ทำหน้าที่เหล่านั้น

เพราะฉะนั้น มาตรา 8 มีความหมายเพียงเท่านี้ คือ ห้ามฟ้องร้อง ห้ามกล่าวหา อย่างไรก็ตาม มาตรา 8 ไม่ได้เป็นบทที่จะคุ้มครองหรือปกป้องไม่ให้ประชาชนทั่วไปวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันฯได้ ในเชิงสถาบันหรือสัญลักษณ์ ฉะนั้น ใครที่ตีความเอามาตรา 8 มาเกี่ยวพันกับมาตรา 112 แล้วบอกว่า ถ้ามีมาตรา 8 และมาตรา 112 แล้ว จึงไม่สามารถพูดถึง กล่าวถึง หรือวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตมิได้เลย อันนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง ฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจให้ดี

มีตัวอย่างกรณีการฟ้องร้องกันไปที่ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป โดยคนฟ้องร้องนั้นเป็นคนสเปน กรณีของศาลรัฐธรรมนูญ แห่งยุโรป ซึ่งเกิดขึ้นในยุคของฮวน คาร์ลอส กษัตริย์สเปน ซึ่งได้เสด็จไปเปิดศูนย์การไฟฟ้าที่แคว้นบาสก์ในปี ค.ศ. 2003 ผู้กล่าวหากษัตริย์ เป็นโฆษกของกลุ่มสมาชิกรัฐสภา ซึ่งให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวโดยกล่าวว่า กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส เป็นความ น่าละอายทางการเมืองอย่างแท้จริง ที่ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยความปลอดภัยสูงสุดของฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร ของเส ปน และรัฐบาลได้จำคุกผู้ร่วมขบวนการปลอดปล่อยแคว้นบาสก์ และมีการทรมาณด้วย โดยเขาได้พูดเชิงกล่าวหาว่า กษัตริย์สเปนได้สนับสนุนรัฐบาลในการทำการกดขี่นักโทษชาวบาสก์ที่ถูกกักขัง อยู่

รัฐบาลสเปนจึงได้ฟ้องร้องบุคคลผู้นี้ในฐานะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ อย่างร้ายแรง และต่อมาศาลสเปนได้ตัดสินลงโทษจำคุกหนึ่งปี ตัดสิทธิการสมัครการลงเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวและรอลงอาญา และถึงแม้ว่าจำเลยจะได้ขออุทธรณ์และฎีกาขึ้นไป ศาลฎีกาก็ได้ยืนยันตามคำตัดสินนี้ว่า จำเป็นต้องลงโทษในข้อหาหมิ่นพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนุญก็ยืนยันด้วยว่าการตัดสินนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม จำเลยผู้นี้ก็ได้ร้องเรียนคำตัดสินของศาลสเปนต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรป ปรากฎว่าศาลสิทธิฯ ยุโรปได้ตัดสินให้กรณีนี้ขัดต่อสิทธิ เสรีภาพและสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และสั่งให้ศาลสเปนต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับจำเลยดังกล่าว โดยเขาให้เหตุผลที่น่าสนใจและอาจเทียบเคียงได้กับมาตรา 8 ของไทยว่า

"วันที่ 3 กรกฎาคม ปี 2006 [สืบเนื่องจาก] ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศสเปน ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปพิจารณาเห็นว่า หลักการที่ปรากฎอยู่ในคำวินิจฉัยก่อนหน้านี้ ในปัญหาว่าด้วยการให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดแก่การคุ้มครองประมุขแห่งรัฐนั้น ย่อมมีผลบังคับได้ในระบอบราชาธิปไตยเช่นที่เป็นอยู่ในสเปน ซึ่งพระองค์ดำรงอยู่ในสถาบันอันมีลักษณะพิเศษ แม้ว่ากษัตริย์สเปนทรงดำรงพระองค์ในทางเป็นกลางในทางการเมือง ทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งรัฐ แต่สถานะที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายนี้ ย่อมไม่อาจปกป้องพระองค์จากข้อวิจารณ์อันชอบธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครง สร้างทางรัฐธรมนูญแห่งรัฐสเปนได้ ศาลแห่งรัฐบาสก์ได้อ้างเเหตุผลในเรื่องนี้ไว้ว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น นั้น ย่อมมีได้ในการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องโครงสร้างที่ว่านี้ แต่ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปยืนยันว่า เสรีภาพดั่งว่านี้ย้อมมีค่ามากขึ้นไปอีก ในกรณีการแสดงความเห็นที่กระทบอย่างรุนแรงที่คัดค้านต่อระบบที่มีอยู่ของ สเปน

ข้อเท็จจริงที่ว่า กษัตริย์ย่อมปราศจากความรับผิดใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดในทางอาญา โดยผลของรัฐธรรมนูญสเปนที่บัญญัติไว้แล้ว จักให้มีผลรวมถึงการจำกัดคำวิพากษ์วิจารณ์โดยอิสระต่อความรับผิดของกษัตริย์ อันมิมีขึ้นได้ในเชิงสถาบัน หรือแม้ในเชิงสัญลักษณ์ด้วยนั้น หาอาจกระทำได้ไม่ ทั้งนี้ ภายในขอบเขตอันเป็นไปเพื่อปกป้องพระเกียรติในฐานะประมุข ซึ่งเป็นบุคคลคนหนึ่ง"

โดยสรุปแล้ว ศาลยุโรปจึงตัดสินว่า กฎหมายยืนยันปกป้องกษัตริย์ในฐานะที่เป็นสถาบันกษัตริย์เท่านั้น แต่ไม่ได้ป้องกันจากป้องกันจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน ประชาชนคนไทย จึงมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้ตามกรอบของกฎหมายและอยู่ในหลัก ของกฎหมาย

การร่วมเสนอชื่อ ผิดกฎหมาย ม. 112 หรือเปล่า

สาวตรี: นี่เป็นคำถามที่สะท้อนว่ามาตรา 112 เป็นปัญหาจริงๆ เราไปตีความว่าการไม่ยืน เป็นความผิดตามาตรา 112 มาถึงวันนี้ไปตีความว่าการขอให้ยกเลิก การขอให้แก้ไขเป็นความผิด ซึ่งไม่ใช่ เพราะมาตรา 112 ไม่ใช่ตัวสถาบัน สิทธิในการเข้าชื่อแก้ไขกฎหมายเป็นสิทธิตามรัฐธรมนูญนะคะ รัฐธรรมนูญยังแก้ไขได้ ทำไม กฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายอาญา จะแก้ไขไม่ได้

การพูดว่าการแตะต้องมาตรา 112 เท่ากับการหมิ่นสถาบันฯ ถ้าเป็นคำพูดที่ออกจากปากนักการเมือง ทหาร อดีตนายทหาร ต้องไล่ให้กลับไปอ่านกฎหมายให้เข้าใจเสียก่อนว่าสิทธิในการแก้ไข หรือสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์เป็นสิทธิตามกฎหมายไม่ผิดอะไร แต่ถ้าคนที่พูดแบบนี้เป็นนักกฎหมาย จะบอกว่า ขอให้ท่านคืนปริญญาบัตรนิติศาสตร์เลยค่ะ

พวกมึงเป็นคนไทยหรือเปล่า

ยุกติ: คือผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีคนหลากหลาย มีความคิดหลากหลาย จะเปลี่ยนให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ให้ทุกคนแต่งตัวเหมือนกัน ไปอยู่เกาหลีเหนือดีกว่าครับ

เราอยู่ด้วยกันบนพื้นฐานของความแตกต่าง นอกจากนั้นสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ได้หยุดนิ่ง มีความเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่เราไม่รู้สึก วันนี้เป็นวันหนึ่งที่ผมคิดว่าเรา คือสีงคมไทยกำลังรู้สึกถึงควาเปลี่ยนแปลง จะปฏิเสธว่าคนจำนวนมากที่นั่งอยู่ที่นี่ไม่ใช่คนไทยไม่ได้

ตอนนี้สังคมกำลังเกิดความไม่ไว้วางใจ ชนชั้นสูงไม่ไว้วางใจชนชั้นล่าง ชนชั้นล่างไม่ไว้วางใจชนชั้นสูง ในภาวะแบบนี้ หลักการที่สำคัญในการเคลือ่นไหว คือ หลักการของ "อภัยยะ" คือการวางใจกัน ไม่ใช่แค่ในความหมายที่ว่า “อย่ากลัว” แต่ “วางใจกัน” ผมอยากจะบอกว่า “ไว้ใจเราเถอะครับ” เรายังไม่เปลี่ยนแปลงไวขนาดนั้นหรอกครับ

ประมวลภาพงานล่าชื่อแก้ไข 112 – นานาทัศนะประชาชนผู้เข้าร่วม

ที่มา ประชาไท

ประชาชนเข้าชื่อเสนอแก้กฎหมายอาญา ม.112 บริเวณหน้าห้องประชุมศรีบูพา มธ. ท่าพระจันทร์

นานาทัศนะจากผู้ร่วมงาน: ทำไมต้องแก้ 112 ?

คลิ้กอ่านรายละเอียดและชมภาพทั้งหมดได้ที่ ประชาไท

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย16/01/55 ก่อการร้ายตัวจริงของรัฐบาล,,,,

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ก่อการร้าย ตัวจริง ยิ่งกว่าเห็น
เปิดประเด็น โจมตี มีหลากหลาย
เฝ้าแต่พูด โง่งั่ง หวังทำลาย
แถมใส่ร้าย รายวัน ไม่หวั่นกลัว....

พวกสลิ่ม ยิ้มเยาะ หัวเราะร่าน
ด้วยสันดาน วิปริต คิดชั่วๆ
นักวิชาเกิน ต่ำทราม หยามเรียงตัว
หาเรื่องมั่ว โจมตี บี้แหลกราน....

เฝ้าแต่รอ จังหวะ จะล้มรัฐ
พวกใจสัตว์ สมนาม ตามหักหาญ
สมชื่อคน โสมม จมดักดาน
สืบสามานย์ อำมาตย์ชั่ว หลงตัวเอง....



นักการเมือง สอพลอ คอรัปชั่น
ใช้มารยา ฟาดฟัน มันข่มเหง
แบ่งกูมึง คิดเหยียบย่ำ ไม่ยำเกรง
ยังตั้งท่า อวดเบ่ง นักเลงระยำ....

ข้าราชการ มุบมิบ หวังหยิบฉวย
ทำเอออวย รอเงินทอน ย้อนขำๆ
กี่พันล้าน อร่อยลิ้น กินเต็มคำ

เส้นทางชั่ว พวกหนุนนำ ย้ำเรื่องเลว....

๓ บลา / ๑๖ ม.ค.๕๕

กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์เก็บศพหมอตุลย์สุดกร่อย สวนทางเวทีแก้112ล้นหลามห้องประชุมธรรมศาสตร์

ที่มา Thai E-News




ก้าวหน้ากับล้าหลัง-ภาพบนเป็นการประชุมแก้ไขม.112ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ภาพล่างการชุมนุมคัดค้านการแก้ไขมาตรา112ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 มกราคม 2555

หมอตุลย์บนเวทีอนุสาวรีย์ชัยฯ กับผู้มาชุมนุม มีคนตาดีนับได้ 31 คน รวมทั้งบิณฑ์กับอาสาร่วมกตัญญูแล้ว



กูบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ทำไมมีแค่นี้วะ-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ขนอาสาสมัครร่วมกตัญญูมาร่วมงาน กลายเป็๋นรายการเก็บศพหมอตุลย์ไปกลายๆเพราะคุยว่าจะมีคนมาต้านแก้ไข112นับ แสน สุดท้ายแสนสาหัส (เครดิตภาพ : อบอริจิ้น ประชาทอล์ค)


เมื่อวานนี้ขณะที่ประชาชนไทยแห่เข้าร่วมงานครก.แก้ไขมาตรา112ล้นหลามหอ ประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ปรากฎว่าหมอตุลย์กลุ่มเสื้อหลากสีได้จัดชุมนุมคัดค้านที่อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีผู้เข้าร่วมหลักสิบคน โดยมีบิณฑ์ฺ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องปัญญากับเรณู ภาค 2 นำอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูไปเป็นมวลชนหลัก ด้วยบรรยากาศเงียบหงอย

"กลุ่มเสื้อหลากสี" นำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ รวมตัวกันในเวลา 16.00 น. ที่อนุสาวรืย์ชัยสมรภูมิ โดยในเฟซบุคของกลุ่มระบุว่า เพื่อเคลือนไหวเพื่อแสดงพลังปกป้องสถาบัน พระมหากษัตริย์ โดยมีการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการแก้ไข หรือ การยกเลิกกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในทุกกรณี ยังระบุด้วยว่า "จะคัดค้านการนำเงินภาษี ไปแจกจ่ายให้กับผู้ทำผิดกฎหมายที่ออกมาเผาบ้านเผาเมือง"

"ถ้าทุกคนไม่ออกมาคัดค้านมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ ต่อไปพวกเราจะกลายเป็นคนที่ทำมาหากินแล้วจ่ายภาษีเลี้ยงโจรแดงให้มันมาเผา บ้านเผาเมืองอีก ขอเชิญออกมาคัดค้านกันเยอะๆ และ วันอังคารที่ 17 มกราคม 2555 เวลา 9.00 น. เรียนเชิญทุกท่านร่วมยื่นหนังสือคัดค้านการนำเงินภาษีไปเยียวยาผู้กระทำผิด กฎหมายให้กับนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล พบกันบริเวณ หน้าประตู 4" เว็บไซต์ของกลุ่มระบุ


แห่ร่วมงานครก.แก้112ล้นหอประชุมธรรมศาสตร์



15 มกราคม 2555
คลิปการนำเสนอของ อ. วรเจตน์​ ภาคีรัตน์


อ่านข้อเสนอฉบับเต็มของนิติราษฎร์ เพื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่นี่ พร้อมอรรถาธิบายจากวรเจตน์ ภาคีรัตน์ แก้ทำไมและอย่างไร โดยประชาไท

ที่มา ประชาไท

ขอบคุณภาพ uddthailand

วันที่ 15 ม.ค. 2555 ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์อธิบายโดยละเอียดถึงหลักการและเหตุผลในการแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยเขากล่าวว่าจริงๆ เราไม่จำเป็นต้องมาอยู่กันตรงนี้ ถ้าสภาฯ รับที่จะแก้ไขมาตราดังกล่าว เป้าหมายเบื้องต้นคือนำร่างฯ ฉบับนี้ไปถึงมือของประธานรัฐสภา และให้สภาฯ พิจารณาไปตามลำดับ เราไม่มีอำนาจแก้ไขกฎหมายเอง ที่ทำได้คือการรวบรวมรายชื่อ ระยะเวลาที่เราจะใช้เบื้องต้นคือ 112 วัน

ผลแห่งผลไม้พิษรัฐประหาร 2519
“จากนี้เราจะต้องประสบพบเจอบุคคลที่ไม่เห็นด้วย พรรคการเมืองหลายพรรคการมืองก็แสดงเจตจำนงชัดเจนแล้วว่าจะไม่แก้ไขมาตรา 112” ตัวแทนนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์กล่าวและเท้าความถึงกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ปี 2519 มีการล้อมปราบนักศึกษา ท้องสนามหลวง เป็นสถานที่ประหัตประหารนักศึกษา ในเวลานั้น นักศึกษาของหลายมหาวิทยาลัยถูกกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ วิทยุยานเกราะที่เป็นกระบอกเสียงภาครัฐได้ปลุกระดมให้ประชาชนเกลียดชังนัก ศึษาและนำไปสู่ความรุนแรง สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์สมัยใหม่

ผล พวงครั้งนั้นเกิดการรัฐประหาร และมีการออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมป.อาญา 112 การแก้ไขในคราวนั้นเป็นการแก้ไขกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำ 3 ปี ถึง 15 ปี หลังจากนั้นก็มีการเอากฎหมายฉบับนี้ไปใช้ เช่น คุณวีระ มุสิกพงศ์ หรือบุคคลที่ไม่ยืนขณะเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมี และการใช้กฎหมายนี้รุนแรงมากขึ้น หลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 และปรากฏสถิติสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ

ผมในฐานะนักเรียนเก่าเยอรมัน นึกไปถึงช่วงที่เยอรมนีปกครองโดยจักรพรรดิ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีการฟ้องร้องด้วยข้อหาหมิ่นฯ จำนวนมาก หลังสงครามสงบลง ก็มีการยกเลิกกฎหมายมาตราดังกล่าวด้วย

ปัจจุบันเยอรมนีมีความผิดฐาน หมิ่นประมาทประธานาธิบดีเช่นกัน ซึ่งต่างจากคนทั่วไป แต่ในการขึ้นรับตำแหน่งประธานาธิบดีจะมีเอกสารให้ประธานาธิบดีลงนามสละสิทธิ การใช้มาตราดังกล่าว หลายคนรู้ว่ากฎหมายแบบนี้ยิ่งใช้มากเท่าไหร่ยิ่งเป็นอันตราต่อสถาบันที่ กฎหมายต้องการคุ้มครองมากเท่านั้น

สำหรับกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ พระราชินีและรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไม่ได้มีปัญหาแค่โทษเกินกว่าเหตุ หรือเปิดโอกาสให้บุคคลใดๆ ก็สามารถฟ้องร้องได้ แต่ปัญหาลึกกว่านั้น เพราะในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ คือ เมื่อเกิดการร้องทุกข์กล่าวโทษ ผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษนั้น ในทางสังคมก็จะถูกรังเกียจ และอาจจะถูกตัดสินจากสังคมไปแล้ว ในการดำเนินคดีบ่อยครั้งบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับการประกันตัว มีกรณีเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยศาลมักให้เหตุผลว่า บทบัญญัติในมาตรานี้กำหนดโทษไว้สูง และการกระทำดังกล่าวกระทบกระเทือนจิตใจพสกนิกรประชาชนชาวไทยเพราะเป็นการ หมิ่นเบื้องสูง

สำหรับกระบวนการเข้าสู่การพิจารณาของศาล เขาจะสู้ว่าเขากระทำไม่ครบองค์ประกอบความผิด ไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย

ครั้นถึงกระบวนการพิจารณาคดีของศาล หากเขาจะต่อสู้ว่าการกระทำของเขาเป็นการพูดวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต เพื่อให้ต่อสู้ในคดี ศาลก็จะไม่ยอมให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง รวมทั้งการพิสูจน์ว่าแม้ที่กล่าวไปจะหมิ่นประมาทแต่ก็เป็นความจริง เป็นประโยชน์สาธารณะ แต่เขาก็ไม่มีสิทธิในการขอพิสูจน์ความจริงนี้ในชั้นศาล เพราะบทบัญญัติดังกล่าวไม่มีเหตุยกเว้นความผิดและยกเว้นโทษ ซึ่งต่างจากบุคคลธรรมดา ซึ่งระบบกฎหมายจะเปิดโอกาสให้ผู้กระทำการหมิ่นประมาทได้กล่าวไปด้วยความ สุจริต หรือข้อความที่กล่าวนั้นเป็นความจริงและเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ

ไม่ใช่แค่ปัญหาตัวบทและการใช้ แต่คือปัญหาระดับอุดมการณ์
ปัญหาลำดับถัดไปคือ ปัญหาระดับอุดมการณ์ หลายคนยังเรียกว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นความผิดที่ไม่มีอยู่แล้ว นับแต่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาสู่ระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ในทางปฏิบัติ ถ้าเปิดดูคำอธิบายกฎหมายอาญาที่บรรดานักวิชาการเขียนอธิบายคือ ความผิดตามมาตรา 112 จะไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งว่าการพูดวิพากษ์วิจารณ์นั้นเป็นไปโดยสุจริตเพราะ สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์

คำอธิบายเหล่านี้ฝังอยู่ใน สำนึกของนักกฎหมาย ซึ่งในประมวลกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติเรื่องนี้เลย บรรดาองค์กรที่ปฏิบัติการตามกฎหมาย ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ไปถึงผู้พิพากษามีแนวโน้มในการตีความบทบัญญัติดังกล่าวไปในลักษณ์ที่กว้าง และไม่สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้ รัฐธรรมนูญ มีแนวโน้มที่จะตีความไม่สอดคล้องกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช นี่คืออุดมการณ์ที่กำกับบรรดาองค์การที่ปฏิบัติตามกฎหมาย

“ทุกท่านที่ มาร่วมรณรงค์แก้ไขมาตรานี้ สมมติว่ามีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นว่าสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา รับไปพิจารณาและจะไปแก้ไข ท่านก็อย่าดีใจว่าปัญหาของการใช้กฎหมายนี้จะได้รับการแก้ไข หรือแม้แต่การยกเลิกไปเลย ท่านก็อย่านึกไปว่าการปรับใช้กฎหมายจะปรับใช้ไปอย่างเท่าเทียมกันระหว่างการ หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์กับบุคคลธรรมดา ตราบเท่าที่อุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยยังไม่ได้ฝังลงไปในกระบวนการตาม กฎหมาย”

นี่จึงเป็นเพียงก้าวแรกที่จะไปปรับเปลี่ยน หลังจากรณรงค์เรื่องนี้แล้ว บรรดากฎเกณฑ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกี่ยวพันกับสถาบันกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญยัง จะต้องมีการอภิปรายต่อไปอย่างกว้างขวางในสังคมไทย การนำเสนอกฎหมายนี้จึงเป็นเพียงก้าวแรกในการพูดถึงการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ในสังคมไทย ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่จบอยู่ที่การนำเสนอเรื่องต่อประธานรัฐสภาแล้วจบแค่ นั้น แต่เป็นการพูดถึงการที่ระบอบกษัตริย์อยู่อย่างสง่างามในระบอบประชาธิปไตยและ ในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับมาตรา 112 เราถูกปิดล้อมโดยสื่อมวลชนกระแสหลัก ว่าจะถูกป้ายสีว่าเป็นการกระทำที่ไม่หวังดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมเรียนว่าที่สุดแล้วเรื่องแบบนี้ต้องการการอธิบาย การเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ยังอยู่ในกรอบของรัฐที่เป็นราชอาณาจักร คือมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพียงแต่เป็นการนำประเด็นนี้เข้าสู่พื้นที่สาธารณะ และทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางและตรงไปตรงมา และไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นความผิดตามาตรา 112 เสียเอง

ในการเสนอแก้ไขนี้ เสนออะไร และทำไมไม่เสนอยกเลิกไปเลย
วรเจตน์อธิบายว่า เหตุผลที่นิติราษฎร์เสนอในแนวทางแก้ไข ไม่ยกเลิก เพราะเป้าประสงค์หลักอยู่ที่การพยายามทำให้บทบัญญัติในเรื่องนี้ได้มาตรฐาน สากล คือในบรรดาประเทศที่เป็นราชอาณาจักร พบว่าประเทศเหล่านั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มแรกไม่มีกฎหมายคุ้มครองพระเกียรติของกษัตริย์ ราชินี และรัชทายาทเป็นพิเศษ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเคยมีกฎหมายลักษณะดังกล่าว แต่ยกเลิกไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ขณะเดียวกันมีอีกหลายประเทศใน ยุโรป เช่น นอร์เวย์ สเปน มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นพิเศษ บางประเทศจำกัดไว้เฉพาะพระมหากษัตริย์ และผู้สำเร็จราชการ บางประเทศครอบคลุมถึงบรรดาพระราชโอรส แต่ประเทศเหล่านี้ไม่มีประเทศใดเลยที่กำหนดโทษเอาไว้สูงเท่าที่มีใน ประเทศไทย

เมื่อผลการศึกษาออกมาเป็นเช่นนี้ คณะนิติราษฎร์จึงเสนอยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อทำให้บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นบทบัญญัติในหมวดความมั่นคงอีกต่อไป และเพื่ออนุวัตรให้เป็นไปตามบทกฎหมายในประเทศที่มีบทบัญญัติลักษณะนี้ เราจึงเสนอหมวดใหม่ เพื่อค้มครองกษัตริย์ รัชทายาทและผู้แทนพระองค์

หลัก 2 ประการ ในการกำหนดโทษและความผิด
หนึ่ง ต้องสอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยและได้มาตรฐานสากล
สอง ต้องอ้างอิงจากฐานความผิดที่บุคคลธรรมดากระทำต่อกัน คือเราจะไม่บัญญัติหลุดลอยไปจากกรณีที่บุคคลธรรมดากระทำต่อกัน โดยมุ่งคุ้มครองตัวบุคคล เมื่อเป็นเช่นนี้ ในการจัดทำกฎหมาย ในหมวดที่ทำขึ้นใหม่จึงเสนอให้มีการแยกตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองตำแหน่งพระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นั่นหมายความว่า 4 ตำแหน่งนี้จะไม่อยู่ในกฎหมายมาตราเดียวกันอีกต่อไป

ในส่วนที่เกี่ยวกับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เราเสนอให้แยกความผิดฐานหมิ่นประมาท ออกจากความผิดฐานดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้าย

ใน แง่ของโทษที่กำหนดขึ้นใหม่ กำหนดทุกฐานความผิดไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ หมายความว่า ในการกระทำความผิดทุกฐานความผิด ศาลจะลงโทษน้อยเพียงใดก็ได้ ไม่สามารถอ้างต่อไปว่าลงโทษขั้นต่ำ 3 ปี บางกรณี 5 ปี ถ้าผิด 4 กระทงก็คูณเข้าไป เป็น 12 ปี หรือ 20 ปี

และกำหนดโทษขั้นสูงสุดเอาไว้ เรากำหนดเฉพาะตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แตกต่างจากบุคคลธรรมดาเล็กน้อย คือบุคคลธรรมดา 1 ปี โทษสำหรับการหมิ่นประมาทกษัตริย์ 2 ปี ส่วนพระราชินี รัชทายาท กำหนดไว้เท่ากับบุคคลธรรมดา

การกำหนดเหตุยกเว้นความผิด
แม้กระทำครองค์ประกอบความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถพิสูจน์ได้ว่าได้วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์ ทางวิชาการ ประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อประโยชน์แห่งรัฐธรรมนูญ และข้อความนั้นเป็นความจริง บุคคลนั้นไม่ต้องรับผิด แต่หากเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์และความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี ไม่เป็นเหตุยกเว้นความผิด

เสนอสำนักราชเลขาธิการผู้มีอำนาจกล่าวโทษ
ปัญหาปัจจุบันคือ บุคคลใดก็สามารถกล่าวโทษได้เพราะมาตราดังกล่าวบัญญัติไว้ในหมวดความมั่นคง เป็นอาญาแผ่นดิน

วรเจตน์ เล่ากรณีที่เกิดขึ้นใน อบต. แห่งหนึ่ง ซึ่งมีการแข่งขันกันในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขณะที่มีการเทิดพระเกียรติ บ้านของคู่กรณีไม่ได้ประดับธงสัญลักษณ์ มีการส่งจดหมายมาถามว่า จะสามารถแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรา 112 ได้หรือไม่ เพราะไม่ได้แสดงความดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย แต่ใครจะเป็นคนรับรองว่าเมื่อไปแจ้งความแล้วตำรวจจะไม่รับแจ้ง

วรเจตน์ กล่าวต่อไปว่า ในการต่อสู้ทางการเมืองมักจะกล้าวอ้างว่าบุคคลอื่นไม่จงรักภักดี นักการเมืองหลายคนที่ต้องการอภิปรายถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรง มาเพราะเกรงจะถูกกล่าวโทษว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

“เพื่อขจัดการใช้กฎหมายแบบนี้ เราจะไม่ยอมให้บุคคลใดก็ตามสามารถแจ้งความดำเนินคดี ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

โดย วรเจตน์กล่าวว่ามีการเสนอหลายความเห็น บางส่วนเสนอให้อัยการ หรือการตั้งบุคคลคณะหนึ่งขึ้นมาดำเนินการ ในส่วนของนิติราษฎร์นั้นเสนอโดยมุ่งตรงไปยังหน่วยงานที่ควรทำหน้าที่โดยตรง คือ สำนักราชเลขาธิการ

แม้ว่าจะมีข้อโต้แย้งว่าการเสนอเช่นนี้จะทำ ให้สถาบันกษัตริย์เป็นคู่ขัด แย้งกับประชาชน แต่ยังยืนยันว่าต้องเป็นสำนักราชเลขาธิการ เพราะหากปล่อยให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งขึ้นมากลั่นกรอง หรือปล่อยให้บุคคลอื่นดำเนินการ ก็จะไม่พ้นไปจากแรงกดดันทางการเมืองอยู่ดี เช่น รัฐบาลตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้วมีการหมิ่นประมาทกษัตริย์ขึ้น แล้วคณะกรรมการตกอยู่ภายใต้การกดดัน สุดท้ายก็ไม่แก้ปัญหาที่ต้องการแก้ จึงต้องหาหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งต้องเป็นสำนักราชเลขาธิการเพราะทำหน้าที่เป็นเลขาธิการในพระมหากษัตริย์ พระราชินี และองค์รัชทายาท ซึ่งการตัดสินใจที่ฟ้องร้องเป็นการตัดสินใจภายใน โดยสำนักราชเลขาฯ นั้น ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นการเชื่อมโยงสถาบันกษัตริย์กับสถาบันการเมือง

ในเรื่องนี้ คอป. ได้มีการเสนอขอแก้ไขมาตรา 112 เช่นกัน ใน 2 ประเด็น คือ ให้กลับไปใช้อัตราโทษก่อนการแก้ไขปี 2519 คือโทษไม่เกิน 7 ปี แต่นิติราษฎร์เห็นว่ายังไม่ได้ระดับมาตรฐานสากล

ประเด็นที่ 2 คอป. เสนอว่า ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษควรเป็นสำนักพระราชวัง ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้ว สำนักพระราชวังไม่ได้รับผิดชอบในด้านนิติการโดยตรง ขณะที่สำนักราชเลขาฯ มีกองนิติการ มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ร่างนี้จะไปสู่สภาฯ แต่....
วรเจตน์ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ 10,000 รายชื่อแน่นอน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีผู้แย้งแน่นอน คือ ในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 8 ว่าองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะล่วงละเมิดไม่ได้ การเสนอนี้จะขัดแย้งกับมาตรา 8

วรเจตน์อธิบายว่า ไม่ขัดแย้งกันเลย เพราะยังมีบทกำหนดโทษอยู่ เพียงแต่ปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

อีก เหตุผลหนึ่งคือ การกำหนดในมาตรา 8 ว่าพระมหากษัตริย์จะล่วงละเมิดมิได้ องค์พระมหากษัตริย์ต้องไปพ้นจากการเมือง เพราะการเมืองมีคนรักและคนชัง จึงต้องทำให้รับกับระบอบประชาธิปไตยคือพระมหากษัตริย์นั้นอยู่เหนือการเมือง

ข้อ โต้แย้งประการต่อมา จะมีข้อโต้แย้งว่า ในประมวลกฎหมายอาญาจะมีการคุ้มครองประมุขต่างประเทศฯ และโทษสูงกว่าที่นิติราษฎร์เสนอ วรเจตน์อธิบายว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์คือ เอาหลักเกณฑ์ในการคุ้มครองประมุขของประเทศ ไปปรับแก้กับการคุ้มครองประมุขต่างประเทศไปในคราวเดียวกันซึ่งรัฐสภาทำได้ อยู่แล้ว

“หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นการปฏิรูปว่าด้วยการดูหมิ่น หมิ่นประมาทในกฎหมายไทย แต่ในช่วงทางเดิน 112 วันต่อไป คงจะมีปัญหาบ้าง ก่อนที่เราจะทำร่างฯ นี้ออกมา เราได้ตรึกตรองว่าร่างฯ นี้ทำในกรอบที่จำกัดในกรอบรัฐธรรมนูญของเรา มีกฎเกณฑ์ที่ร้อยรัดอยู่ แต่เชื่อว่าข้อเสนอนั้นสอดรับกับบรรดากฎเกณฑ์ที่มีอยู่” และเชื่อว่า ต่อไปหากกฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกันได้รับการแก้ไข ก็อาจจะมีการแก้ไขมาตรานี้อีก นิติราษฎร์จึงเสนอการแก้ไขภายใต้ข้อจำกัดอย่างรัดกุมที่สุด

วรเจตน์ กล่าวถึงขั้นตอนต่อไป คือ พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมาย โดยให้สิทธิแก้บุคคลในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายซึ่งต้องตีความให้สอดรับกับ รัฐธรรมนูญปัจจุบันนี้ โดยกำหนดให้ทำโดยประชาชนจำนวน 50,000 คน แต่บทบัญญัตินี้ถูกทับโดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ซึ่งกำหนดไว้ 10,000 คน

“ที่เราต้องการคือ 10,000 คน เกินหนึ่งหมื่นคนคือสิ่งที่เราปรารถนา”

มาตรา 112 เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยตรง ประชาชนย่อมเสนอแก้ไขได้
วรเจตน์กล่าวต่อไปว่า อาจจะมีข้อโต้แย้งว่า การเสนอกฎหมายต้องเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน แล้วจะมีคนไปร้องให้ตีตกไป โดยเขาอธิบายว่า ร่างแก้ไขมาตรา 112 นี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพโดยตรง เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดยกเว้นการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และบทกำหนดโทษนั้นเกี่ยวข้องกับเสรีภาพของประชาชนอยู่แล้ว

“เวลานี้ พรรคการเมืองทุกพรรคปฏิเสธที่จะเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 อย่างชัดเจน แต่หนทางยังอีกยาวไกล เขาอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ แต่ถ้าเขาไม่เปลี่ยนใจเราก็ต้องทำใจ เพราะร่างฯ ของเราก็จะไปตกเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภา ผมเชื่อว่าสมาชิกสภามีผู้ที่มีจิตใจรักประชาธิปไตยไม่น้อย ในเวลานี้ที่เราต้องทำคือ การรณรงค์เรื่องนี้จะเป็นการนำเอาปัญหานี้เข้าสู่พื้นที่สาธารณะอย่างเต็ม รูปแบบ ผมเชื่อว่า กิจกรรมที่เราทำต่อไปจะเป็นกิจกรรมที่จะได้รับความสนใจไม่เฉพาะในประเทศไทย เท่านั้น แต่จะเป็นกิจกรรมที่นานาชาติสนใจอย่างแน่นอน”

วรเจตน์ กล่าวและส่งข้อความถึงบรรดาผู้ที่ต่อต้านการแก้ไขมาตรา 112 ว่าในมาตรา 15 ของ พ.ร.บ. เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ว่าผู้ใดกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สามารถ เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ความเห็นต่างกันไม่เป็นไร เมื่อเราสู่อยู่ในกรอบของกฎหมาย ก็ขอให้คนที่เห็นต่างนั้นสู้อยู่ในกรอบของกฎหมายด้วย”

และ สุดท้าย วรเจตน์กล่าวถึงข้อกล่าวหาว่าสิ่งที่กำลังทำคือการจุดความขัดแย้งว่า “ประเทศเราอ่อนไหวเหลือเกินกับความขัดแย้ง เราเสแสร้งกันเหลือเกินแล้ว ผมไม่อยากจะใช้คำที่มันรุนแรงไปกว่านี้ ขอความกรุณาเถิดว่าเลิกเสแสร้ง ความขัดแย้งในสังคมประชาธิปไตยเป็นของธรรมดาเป็นของสามัญอย่างยิ่ง ขอเพียงให้คนที่เห็นต่างกันมีโอกาสพูด มีโอกาสเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา อย่าไปไล่เขา อย่าไปบอกให้เขาไปอยู่ที่อื่น อย่าไปบอกให้เขาต้องเปลี่ยนสัญชาติ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในกรอบของกฎหมายทั้งปวง และกฎหมายที่เราเคารพนั้นก็เป็นกฎหมายที่ท่านเหล่านั้นรักษาอยู่”

วรเจตน์ กล่าวต่อไปว่าสำหรับขั้นตอนจากนี้ไป กระบวนการที่จะดำเนินการต่อไปจะอยู่ในความรับผิดชอบอย่างสิ้นเชิง ของ ครก. 112 ซึ่งจะทำงานและขับเคลื่อนต่อไป “คณะนิติราษฎร์เป็นเพียงหนึ่งใน ครก. 112 โดยจะให้คำแนะนำในประเด็นกฎหมาย ถ้าท่านให้ความสนับสนุนนิติราษฎร์ก็ขอให้สนับสนุน ครก. 112 ด้วย”

วรเจตน์ กล่าวทิ้งท้าย โดยแสดงความคารวะต่อผู้ที่รณรงค์ในประเด็นปัญหามาตรา 112 ก่อนหน้านี้ ว่ามีหลายคนที่ในระหว่างการต่อสู้ต้องเผชิญกับการถูกกล่าวหาเช่นนั้นด้วย เช่นกรณีของสมยศ พฤกษาเกษมสุข ซึ่งหลังจากนิติราษฎร์เสนอหลักการแก้ไขมาตรา 112 โดยนายสมยศได้รณรงค์ต่ออย่างแข็งขัน และต่อมาได้ถูกจับกุม ดำเนินคดีและจนบัดนี้ยังไม่ได้รับการประกันตัว นอกจากนี้ กลุ่มสันติประชาธรรมที่ดำเนินการรณรงค์มาก่อนนิติราษฎร์ ยังมีนักวิชาการอื่นๆ ที่ได้ทำงานมาก่อน ถือว่าทั้งหมดมีส่วนในหน้าประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น แต่วันนี้ ถึงเวลาที่จะทำให้เรื่องนี้เป็นรูปธรรม หมดเวลาที่จะพูดอยู่ในห้อง แต่ต้องทำให้ประเด็นนี้เข้าสู่สาธารณะ

“ผมหวังว่านี่จะเป็นก้าวแรกและ เป็นก้าวสำคัญที่สุดก้าวหนึ่งในการพูดถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ในภาพรวมทั้งหมดในอนาคตในเวลาไม่ช้าไม่นานนี้ ในนามของนิติราษฎร์ ผมขออนุญาตขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกิจกรรมวันนี้และหวังว่าเราจะมีความสำเร็จใน การรณรงค์เรื่องนี้ต่อไป”

0000000

อ่านฉบับเต็ม ข้อเสนอนิติราษฎร์เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

คณะนิติราษฎร์: นิติศาสตร์เพื่อราษฎร

ข้อเสนอ
เพื่อการรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

โดย ตระหนักว่ามนุษย์ ไม่ว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง และในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะจำกัดจนถึงขนาดกระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้นมิได้

กฎหมาย เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกับกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย

เพื่อ รักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของ รัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่น ประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้

ประเด็นที่ ๑
การดำรงอยู่ของมาตรา ๑๑๒

ข้อเสนอ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา

เหตุผล
๑. มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำ สั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๑ วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็น “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร บทบัญญัติในมาตรานี้จึงขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
๒. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบทบัญญัติต่างๆใน ประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ ในลักษณะ ๑. ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อนำไปบัญญัติขึ้นใหม่เป็นลักษณะ... ความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์


ประเด็นที่ ๒
ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียง ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ข้อเสนอ
๑. เพิ่มเติมลักษณะ... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
๒. นำบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปบัญญัติไว้ในลักษณะ...
๓. แยกความผิดในลักษณะ... เป็น ๔ ฐานความผิด คือ

  • ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
  • ความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
  • ความผิดฐานหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
  • ความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เหตุผล
โดยสภาพของความผิด ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีสภาพร้ายแรงถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการดำรงอยู่ต่อบูรณภาพ และต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร


ประเด็นที่ ๓
ตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครอง

ข้อเสนอ
แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครอง สำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใดดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใด ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...”

เหตุผล
เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหา กษัตริย์กับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ กล่าวคือ

  • ความผิดฐานปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๐๗)
  • ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ (มาตรา ๑๐๘)
  • ความผิดฐานปลงพระชนม์พระราชินี รัชทายาท และความผิดฐานฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา ๑๐๙)
  • ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา ๑๑๐)

ประเด็นที่ ๔
อัตราโทษ

ข้อเสนอ
๑. ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ
๒. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๒ ปี สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท
๓. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๑ ปี สำหรับความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
๔. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๑ ปี สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
๕. ลดอัตราโทษขั้นสูงให้เป็นจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน สำหรับความผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และกำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

เหตุผล
๑. ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าว
๒. เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษจำคุกน้อยเพียงใดก็ได้ตามควรแก่ กรณี และในกรณีที่ศาลเห็นว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด แต่ไม่ควรลงโทษถึงขั้นจำคุก ศาลอาจใช้ดุลพินิจให้ลงโทษปรับแต่เพียงอย่างเดียวก็ได้
๓. เป็นการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้สมแก่สถานะแห่งตำแหน่ง จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงที่สูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่น บุคคลธรรมดา แล้วแต่กรณี และเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับ โทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ อันเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงลดลงจากเดิม
๔. โดยเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ ซึ่งมีสถานะแตกต่างจากพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงกำหนดอัตราโทษให้แตกต่างกัน
๕. โดยเหตุที่ลักษณะของการกระทำความผิดและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความ ผิดฐานหมิ่นประมาท แตกต่างจากลักษณะของการกระทำความผิดและความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความ ผิดฐานดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จึงสมควรแยกการกระทำความผิดทั้งสองลักษณะออกจากกันและกำหนดอัตราโทษให้แตก ต่างกัน


ประเด็นที่ ๕
เหตุยกเว้นความผิด

ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นความผิด ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใด ติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หรือหมิ่นประมาทพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์”

เหตุผล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๔๕ รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และมาตรา ๕๐ รับรองเสรีภาพในทางวิชาการ ดังนั้น การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อการดังกล่าว จึงไม่สมควรเป็นความผิดทางอาญา


ประเด็นที่ ๖
เหตุยกเว้นโทษ

ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นโทษ ดังนี้
มาตรา ... “ในกรณีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามลักษณะ... ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่อง ความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์”

เหตุผล
แม้การกระทำนั้นเป็นความผิด แต่หากการกระทำนั้นเป็นการแสดงข้อความที่เป็นจริง และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็สมควรได้รับการยกเว้นโทษ


ประเด็นที่ ๗
ผู้มีอำนาจกล่าวโทษ

ข้อเสนอ
๑.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิดของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
๒.ให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษว่ามีการกระทำความผิดเกี่ยวกับพระ เกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เหตุผล
๑. เพื่อมิให้บุคคลทั่วไปนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต
๒.โดยเหตุที่สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ตามมาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ และมีสถานะเป็นกรม อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๔๖ วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.๒๕๔๕ มีกองนิติการทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระ มหากษัตริย์และงานส่วนพระองค์และดำเนินการเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบในความ รับผิดชอบของสำนักราชเลขาธิการ จึงสมควรให้สำนักราชเลขาธิการทำหน้าที่ปกป้องพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

หมายเหตุ ข้อ เสนอนี้นอกจากจะเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แล้ว คณะนิติราษฎร์ยังมุ่งหวังให้เป็นมาตรฐานในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ความผิดฐานดู หมิ่นหรือหมิ่นประมาทกรณีอื่นๆในประมวลกฎหมายอาญาให้เป็นระบบและสอดคล้องกับ ข้อเสนอนี้ในโอกาสต่อไปด้วย


คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๔