WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 17, 2012

รัฐกับการเยียวยาชีวิต (État et l'indemnisation de la vie)

ที่มา ประชาไท

"เราถือว่าความจริงต่อไปนี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในตัวเอง นั่นคือ มนุษย์ทุกคนถูกสร้างขึ้นมาอย่างเท่าเทียมกัน และพระผู้สร้างได้มอบสิทธิบางประการที่จะเพิกถอนมิได้ไว้ให้แก่มนุษย์ ในบรรดาสิทธิเหล่านั้นได้แก่ ชีวิตเสรีภาพและการเสาะแสวงหาความสุข” [2]

จากข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คุณค่าของมนุษย์ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่อาจตีค่าหรือประเมินราคาได้ และนอกจากไม่สามารถประเมินราคาได้แล้ว ยังไม่สามารถที่จะเพิกถอนสิทธิต่างๆ ที่ประกอบขึ้นในความเป็นมนุษย์ได้อีกเช่นกัน

ในรัฐสมัยใหม่ที่ปกครองโดยหลักนิติรัฐและยึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตยนั้น เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองร่วมกับรัฐซึ่งถือเป็นหลัก การประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม (la démocratie participative ) กล่าวคือ เมื่อมีสถานการณ์ที่ความคิดเห็นของประชาชนไม่พ้องต้องกับรัฐ ประชาชนมีสิทธิที่จะแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วย และรวมถึงแสดงความต้องการของประชาชนได้ เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น รัฐต้องยอมอดกลั้นต่อความห็นต่างๆ แม้จะไม่พ้องกับการตัดสินใจของรัฐเองก็ตาม

อย่างไรก็ตามเมื่อมีการใช้เสรีภาพในการแสดงออกในการแสดงความคิดเห็นและ ความต้องการต่างๆ ไม่ว่าจะโดยวิธีการทางการสื่อสาธารณะ หรือการใช้เสรีภาพในการชุมชุมก็ตาม รัฐก็ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งควบคู่ไปด้วยกัน คือหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมเมื่อมีการชุมนุมทางการเมือง เพื่อแสดงออกถึงความต้องการแล้ว ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าจะต้องไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น ซึ่งรัฐมีหน้าที่ในการจัดการรักษาความสงบเรียบร้อยโดยวิธีการที่ได้สัดส่วน และเป็นสากล

ปัญหาที่เกิดขึ้นและต้องพิจารณาอย่างหนักแน่นในขณะนี้ คือเมื่อมีการใช้อำนาจรัฐไปกระทบต่อสิทธิในชีวิตของผู้ชุมนุมนั้นรัฐจะต้อง เยียวยาชดใช้หรือไม่

มติของคณะกรรมการประสานและติดตามผลการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะ กรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (ปคอป.) ที่ให้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองซึ่งครอบ คลุมตั้งแต่เหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 โดยให้ทำการเยียวยาให้เเล้วเสร็จภายใน 5 ปี

มติของ ปคอป.นี้ ย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย อันเนื่องมาจากสภาวะที่ความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกันอย่างสุดขั้วในเวลา นี้ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของการเยียวยาให้แก่ผู้ชุมนุมเสื้อแดง และรวมไปถึงมูลค่าหรือราคาของชีวิต ที่รัฐทำการประเมินให้ เช่น ศพละ 7.5ล้านบาท เป็นต้น

จากการสำรวจข้อความคิดเห็นต่างๆ ในสังคมออนไลน์อย่างเช่นเฟซบ๊ค จะเห็นว่า กลุ่มผู้ไม่เห็นด้วยได้ยกมูลค่าหรือราคาของข้าราชการที่เสียชีวิตในหน้าที่ โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐเสียชีวิต ได้รับเงินเยียวยา 5.7แสนบาท เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงในประเด็นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของราคาชีวิตที่ ถูกตีราคาที่แตกต่างกัน แต่หากผู้อ่านที่สนใจจะหาข้อมูลในเรื่องนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ไปติดตามอ่านได้ในงานของ ภาคภูมิ แสงกนกกุล [3]

เรื่องมูลค่าของชีวิต และอีกเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้ผู้เขียนต้องละในประเด็นนี้ นั่นคือเหตุผลสามัญที่สุด เนื่องจากผู้เขียนมีความรู้ในวิชาเศรษฐศาสจร์เพียงเล็กน้อยจึงไม่สามารถนำมา ใช้ในการวิเคาระห์ปรากฎการณ์นี้ได้

กลับมาเข้าเรื่องต่อในความเห็นของผู้ที่ไม่เห็นด้วยนั้นตัวตั้งตัวตีหลัก ในสังคมออนไลน์คงหนีไม่พ้นหน้าเพจของคุณวรกร จาติกวณิช ที่ได้ตั้งสถานะว่า เคยได้ยินแต่ปล้นแล้วเผา “แต่เผาแล้วปล้นต่อเพิ่งเคยเห็น[4] นี่ แหละ” หรือไม่ว่าจะเป็นการทำภาพปกไทม์ไลน์ในสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คมาแจกจ่ายแก่บุ คลที่นิยมชมชอบ โดยมีข้อความพาดหัวอย่างสวยหรู (ตามความเห็นของคุณวรกร) ที่ว่า “กูจ่ายภาษีเพื่อพัฒนาชาติไม่ใช่เพื่อสนับสนุนโจรเสื้อแดงเผาเมือง” เป็นต้น

ผู้เขียนขอยกกรณีการเยียวยาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิตมาเปรียบเทียบ ก่อน เช่น ในกรณีของผู้เสียชีวิตที่เป็นข้าราชการฝ่ายกลาโหมนั้น พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา14/1 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆในการชดเชยเชยไว้แล้ว ส่วนค่าเยียวยาเพิ่มเติมนั้น อาจต้องไปดูในส่วนของระเบียบกระทรวงกลาโหมต่อไป จะเห็นได้ว่า ในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ จะมีกฎหมายมารองรับถึงการเยียวยาในเบื้องต้นแล้ว แต่ในส่วนของประชาชนหรือเรียกกันให้สวยหรูว่าพลเมืองนั้น ยังไม่ปรากฎถึงการชดเชยอย่างเป็นรูปธรรม

หลักเกี่ยวกับความรับผิดชอบของฝ่ายปกครอง (responsabilité de l'administration) ในระบบกฎหมายปกครองของฝรั่งเศสนั้น ถือเป็นหน้าที่ที่ผูกพันของฝ่ายปกครองที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อทุกๆ กิจกรรมที่ได้กระทำลงไป ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะเกิดจากการใช้อำนาจในการออกคำสั่งทางปกครองหรือเกิดจาก ความผิดพลาดในการจัดทำบริการสาธารณะ ซึ่งหลักในความรับผิดของฝ่ายปกครองนั้นได้รับการพัฒนาหลักการมาจากคำ วินิจฉัยของศาลคดีขัดกัน (Tribunal des conflits) ในคดี Blanco (TC 8 Février 1873)โดยศาลคดีขัดกันได้ตัดสินในคดีดังกล่าวว่า ให้ศาลปกครองเป็นผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อันเนื่องมาจากการจัดทำบริการสาธารณะซึ่งเป็นมูลเหตุให้ศาลปกครองฝรั่งเศส ต้องตัดสินว่า จะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายปกครองทำการเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับการเสียหาย หรือไม[5]

เหตุที่ผู้เขียนยกตัวอย่างของประเทศฝรั่งเศสขึ้นมา ไม่ใช่เพราะผู้เขียนกำลังศึกษาในประเทศฝรั่งเศส หรือเป็นฝรั่งเศสนิยม แต่หากเป็นเพราะหลักกฎหมายปกครองของประเทศไทย โดยเฉพาะหลักการว่าด้วยการจัดทำบริการสาธารณะนั้น เราได้ยอมรับหลักการมาจากประเทศฝรั่งเศเป็นหลัก จึงไม่ผิดหากจะยกหลักของฝรั่งเศสมาเป็นตัวอย่าง และที่สำคัญหัวใจของหลักกฎหมายปกครองคือ การ

กระทำทางปกครองที่ผิดพลาดต้องได้รับการเยียวยา นั่นหมายความว่า หากมีกาารใช้อำนาจรัฐไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนไปแล้ว ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาจากรัฐ

ในส่วนของการเยียวยาผู้เสียหายจากการชุมนุมทางการเมืองนั้น ก่อนอื่นผู้เขียนขอแยกออกเป็นสองประเด็นหลัก ได้แก่

1.สิทธิในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธของประชาชนซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ

2. หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง

ในประเด็นแรก ผู้เขียนได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า เสรีภาพในการชุมนุมนั้นเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของรัฐประชาธิปไตย ซึ่งเป็นสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพใน การแสดงออก เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า ไม่มีรัฐใดสามารถที่จะชักจูงให้ประชาชนในรัฐเห็นพ้องกันไปในทิศทางเดียวกัน ได้ ความแตกต่างทางความคิดและสามารถแสดงออกและอยู่ร่วมกันได้ในสังคมที่มีความ หลากหลายทางความคิดซึ่งเป็นข้อดีประการหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยที่ต้องอดทน ต่อความคิดเห็นที่หลากหลาย และรัฐเองนั้นมีหน้าที่ในการที่จะรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายนั้น ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง เพราะรัฐคงไม่อาจตอบสนองความต้องการแก่ประชาชนทุกคนในรัฐที่มีความหลากหลาย ได้

แต่อย่างที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้นว่า การชุมนุมเรียกร้องนั้นย่อมที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ปริมณฑลใกล้เคียง การชุมนุมได้ ซึ่งหากความเสียหายเกิดขึ้นจากตัวผู้ชุมนุมผู้ได้รับผลกระทบ ย่อมที่จะสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้จากมูลเหตุ ละเมิด [6]

ดูตัวอย่างได้จากกรณีการยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเรียกร้องระหว่างเอกชนและเอกชนด้วยกัน เนื่องจากผู้ชุมนุมไม่ได้ใช้อำนาจรัฐ(ไม่มี) ในการก่อให้เกิดความเสียหาย

ในประเด็นที่สอง หน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ในประเด็นนี้เกี่ยวเนื่องกับประเด็นแรกในส่วนที่ว่า หากการชุมนุมเพื่อเรียกร้องต่างๆ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ปริมณฑลต่างๆ แล้วนั้น ย่อมเป็นหน้าที่ของฝายปกครองที่จะต้องเข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรีบบร้อย แต่ไม่ได้หมายความว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองนั้นจะดำเนินมาตรการใดๆ ก็ได้ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และไม่ได้หมายความว่า การเข้ามารักษาความสงบเรียบร้อยนั้นจะต้องเป็นการสลายการชุมนุม การกระชับพื้นที่หรือการขอพื้นที่คืนเสมอไป อาจเป็นเพียงมาตรการเพื่อระงับเหตุแห่งความไม่สงบนั้นชั่วคราวเป็นต้น เป็นที่เข้าใจโดยสากลโลกว่า การใช้อำนาจรัฐเข้าไปจัดการกับการชุมนุมนั้น ย่อมต้องก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น ทั้งกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างความสงบเรียบร้อบของบ้านเมืองและสิทธิที่รัฐ ธรรมนูญได้รับรองไว้ นอกจากการปะทะกันของสองหลักการดังกล่าวแล้วนั้น สิ่งที่อาจตามมา คือความสูญเสียทั้งที่สามารถเยียวยาได้ด้วยตัวเงินหรือทรัพย์สินหรือสิทธิ ประโยชน์อื่น และความเสียหายที่ไม่สามารถเยียวยาได้ไม่ว่าจะในทางใดก็ตาม

เมื่อความเสียหายได้เกิดขึ้น คำถามที่ตามมาเสมอคือ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น และรวมถึงควรจะมีการเยียวยาหรือไม่ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นที่ชัดเจนว่า มีกฎหมายและระเบียบต่างๆ ในการเยียวยาไว้แล้วและรวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ตกถึงทายาท จึงไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง (ในส่วนของมูลค่า ผู้เขียนขอละไว้เนื่องจากเหตุผลทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่กล่าวไว้ข้างต้น)

แต่ในส่วนของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจรัฐในการจัดการเกี่ยวกับ การชุมนุมนั้นไม่มีหลักกณฑ์ใดๆ มารองรับ พูดกันง่ายๆ คือ ความเสียหายของประชาชนที่มาร่วมชุมนุมนั้น ไม่มีราคาหรือมูลค่าใดๆ เมื่อเลือกที่จะเข้ามาชุมนุมแล้วก็ย่อมต้องรับความเสี่ยงเอง ฐานความคิดเช่นนี้เป็นฐานความคิดที่ผิด เพราะหากมองในแง่มุมนี้แล้ว จะพบว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้มาตรการใดๆ ก็ได้ รวมถึงมาตรการที่ไม่จำเป็นในการควบคุมการชุมนุม เช่น อาจใช้เฮลิคอปเตอร์โปรยแก๊สน้ำตาจากบนฟ้า หรือใช้รถหุ้มเกราะในการสลายการชุมนุม เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความเสียหายโดยไม่จำกัดขอบเขตให้แก่ผู้ชุมนุมด้วย เช่นกัน

หากมองในฐานคิดแบบนี้แล้วย่อมไม่แปลกที่จะมีการสถาปนาอำนาจรัฐตำรวจขึ้น มาเฉพาะการ โดยอ้างเหตุผลของความสงบเรียบร้อยและย่อมส่งผลไปถึงเสรีภาพในการแสดงออกของ ประชาชนที่จะถูกจำกัดไว้โดยไม่ต้องใช้กฎหมาย หากแต่ใช้ความหวาดกลัวและหวาดระแวงว่า เมื่อออกไปร่วมชุมนุมแล้ว ต้องแบกรับความเสี่ยงภัยเอง ซึ่งอาจจะได้รับตามที่เรียกร้องหรือไม่นั้นก็ยังไม่อาจรับประกันได้ เพราะคงไม่มีใครยอมที่จะเอาชีวิตอันมีค่าของตนเองเพื่อไปเสี่ยงกับจุดหมาย ที่อาจจจะมองไม่เห็นปลายทาง การเยียวยาต่อผู้เสียหายจึงไม่ใช่การตบรางวัลให้แก่ผู้ชุมนุม แต่เป็นเสมือนกับการชดใช้ความผิดของรัฐที่ได้กระทำลงไปต่อผู้เสียหายซึ่งควร จะได้รับการชดเชย แม้ว่าที่สูญเสียไปอาจจะไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยตัวเงินก็ตาม และยังเป็นการบังคับให้รัฐต้องเคารพต่อหลักสากลในการควบคุมไปในตัวอีกด้วย ว่า การสั่งการใดๆ นั้นต้องยึดถือหลักแห่งความได้สัดส่วนเป็นหลัก ไม่ใช่การใช้อำนาจตามอำเภอใจจนก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง

ผู้เขียนจึงอยากจะฝากข้อคิดไว้สักนิดว่า ไม่มีใครไม่รักชีวิตของตนเองและชีวิตของแต่ละคนไม่สามารถตีเป็นราคาหรือ มูลค่าใดๆได้ ไม่ว่าจะในทางกฎหมายหรือเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นจึงไม่ควรมองเพื่อนมนุษย์ด้วยกันว่า ออกมาชุมนุมเพื่อต้องการเงินชดเชย เพราะนอกจากเป็นการซ้ำเติมผู้เสียหายแล้ว ยังเป็นการลดความเป็นคนในตัวของผู้คิดอีกด้วยเ พราะคิดว่าชีวิตของเพื่อนมนุษย์มีราคาเพียงแค่เจ็ดล้านกว่าบาท



[1] นักศึกษาปริญญาเอก สาขากฎหมายปกครอง มหาวิทยาลัย Paul CEZANNE

[2] คำประกาศอิสระภาพของสหรัฐอเมริกา

[4] http://www.facebook.com/profile.php?id=1046875000 13 มกราคม 2555

[6] มาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

พม่า: การปล่อยนักโทษการเมืองเป็น 'ก้าวย่างสำคัญ' แต่ประตูต้องเปิด 'กว้างกว่านั้น'

ที่มา ประชาไท

การปล่อยตัวนักโทษการเมืองอย่างน้อย 130 คนในพม่าในวันนี้ รวมทั้งฝ่ายค้านที่มีชื่อเสียง อย่างเช่น เตเกว (Htay Kywe) ขุนตุนอู (U Khun Htun Oo) มินโกนาย (Min Ko Naing) และพระคัมภีระ (U Gambira) นับเป็นก้าวย่างสำคัญ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าว

ถือเป็นการอภัยโทษครั้งที่สองในรอบปีนี้ และเป็นครั้งที่สี่สำหรับรัฐบาลพม่าภายหลังการเลือกตั้ง ทำให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองแล้วอย่างน้อย 477 คน

แต่ยังคงมีนักโทษการเมืองอีกกว่าพันคนที่ยังถูกจองจำ หลายคนเป็นนักโทษทางความคิด รัฐบาลจึงต้องดำเนินการให้อภัยโทษต่อไปเพื่อให้นักโทษการเมืองทุกคนได้รับการปล่อยตัว ทั้งนี้ตามความเห็นของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

“การปล่อยนักโทษการเมืองเป็นก้าวย่างสำคัญ แต่ประตูต้องเปิดกว้างกว่านั้นเพื่อให้มีการปล่อยตัวนักโทษทางความคิดที่เหลืออยู่ทุกคน” เบนจามิน ซาวัคกี้ (Benjamin Zawacki) นักวิจัยด้านพม่า แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล กล่าว “ทางการต้องทำงานนี้ให้ลุล่วงไปทันที และไม่ให้เกิดปัญหาเช่นนี้อีก”

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แสดงข้อกังวลต่อรายงานว่า ทางการกำหนดเงื่อนไขในการปล่อยตัวนักโทษบางคน ทั้งยังเรียกร้องให้ทางการอนุญาตให้นักโทษที่ได้รับการปล่อยตัวสามารถเข้าสู่การเมืองได้อีกครั้ง และสามารถใช้สิทธิของตนอย่างเต็มที่ รวมทั้งเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมโดยสงบ

“การเคลื่อนไหวทางการเมืองซึ่งเป็นเหตุให้ฝ่ายค้านเหล่านี้ต้องติดคุก ก็เป็นส่วนหนึ่งที่นำไปสู่จังหวะการเปลี่ยนแปลง และเป็นผลให้มีการปล่อยตัวพวกเขาในวันนี้” เบนจามิน ซาวัคกี้ (Benjamin Zawacki) กล่าว “ทางการจะต้องไม่หวนกลับไปใช้วิธีปราบปรามอีก แต่ต้องเดินหน้าต่อไป”

มีข้อถกเถียงกันว่าในพม่ามีจำนวนนักโทษการเมืองอยู่เท่าไรกันแน่ ตัวเลขของรัฐบาลกับตัวเลขของฝ่ายค้านบางกลุ่มแตกต่างกันค่อนข้างมาก

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้กระตุ้นให้ทางการพม่าขอความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติเพื่อจัดการอภิปรายโดยให้มีตัวแทนของพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy - NLD) เข้าร่วม ทั้งนี้เพื่อสังคายนาตัวเลขและนิยามที่เกี่ยวข้องให้ตรงกัน

ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2554 มีรายงานข่าวว่าประธานาธิบดีเต็งเส่งระบุว่า “เขา “ไม่เห็นด้วย” กับนิยามบางประการเกี่ยวกับการเป็นนักโทษการเมือง”

“ในขณะที่มีรายงานข่าวว่า โกโกเล็ง (Ko Ko Hlaing) ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการเมืองของเขาได้กล่าวเมื่อเดือนตุลาคม 2554 ว่า ยังคงมีนักโทษทางความคิดเหลืออยู่ในพม่า “ประมาณ 600 คน” ซึ่งอาจจะตรงกับจำนวนนักโทษ 651 คนที่ทางการประกาศว่าได้รับการปล่อยตัวในวันนี้ เขายังกล่าวด้วยว่าความแตกต่างของตัวเลขอาจ “ขึ้นอยู่กับวิธีนิยามความหมายนักโทษทางความคิดกับนักโทษทั่วไป”

“รัฐบาลพม่าในระดับสูงสุดควรยอมรับว่ามีการคุมขังด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเพื่อประกันว่าจะไม่มีการคุมขังบุคคลด้วยข้อหาที่ไม่เป็นธรรมอีกในอนาคต และมีสาเหตุมาจากการตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับนิยามความหมาย” เบนจามิน ซาวัคกี้ (Benjamin Zawacki) กล่าว

“’คุณภาพ’ ของการปล่อยตัวครั้งนี้ถือว่าสูงมาก แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญกว่าคือปริมาณ แม้เรายินดีกับการปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญ แต่เรากระตุ้นให้ทางการปล่อยตัวนักโทษทางความคิดที่เหลือโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข”

ความเป็นมา
เตเกวและพระคัมภีระเป็นผู้นำ “การปฏิวัติชายจีวร” ซึ่งเป็นการประท้วงเมื่อเดือนกันยายน 2550 ขุนตุนอูเป็นประธานพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยในรัฐฉาน (Shan National League for Democracy) ส่วนมินโกนายเป็นผู้นำกลุ่มนักศึกษาปี 88 (88 Generation Student group)

ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2554 รัฐบาลพม่าได้ลดโทษหนึ่งปีสำหรับนักโทษทุกคนในประเทศ และมีการเปลี่ยนโทษประหารให้เป็นจำคุกตลอดชีวิต ส่งผลให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองอย่างน้อย 72 คนซึ่งได้รับโทษจนเกือบจะครบกำหนด

ในวันที่ 12 ตุลาคม 2554 รัฐบาลปล่อยตัวนักโทษการเมือง 241 คนเป็นการอภัยโทษร่วมกับนักโทษทั้งหมด 6,359 คน ในวันที่ 2 มกราคม 2555 มีการลดโทษจำคุกเป็นเวลาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระยะเวลาของโทษคุมขัง และยกเว้นไม่รวมกรณีจำคุกตลอดชีวิต ทั้งยังมีการเปลี่ยนโทษประหารให้เป็นจำคุกตลอดชีวิตทั้งหมด ในครั้งนี้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองอย่างน้อย 34 คน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จัดให้มีการรณรงค์โดยจดหมายระหว่างวันที่ 17 ตุลาคม – พฤศจิกายน 2554 เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวนักโทษทางความคิดทุกคนในพม่า มีผู้ลงนามในจดหมายกว่า 30,750 จาก 77 ประเทศทั่วโลก

สงครามกลางเมือง ภูเขา คนหนุ่ม: สงครามเกิดเพราะมันมีโอกาส

ที่มา ประชาไท

สงครามกลางเมือง ภูเขา คนหนุ่ม: สงครามเกิดเพราะมันมีโอกาส[1] [2]

แบ๊งค์ งามอรุณโชติ
นักเศรษฐศาสตร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า (ธนบุรี)

การก่อกบฏ (rebellion) และสงครามกลางเมือง (civil war) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั่วโลก แต่มักได้รับความสนใจศึกษาอย่างจำกัด คือเป็นงานที่มีลักษณะเชิงคุณภาพ, งานระดับจุลภาค และผู้ที่ศึกษามักอยู่ในสาขารัฐศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ กระทั่งเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมาจึงเริ่มมีการบุกเบิกศึกษาด้วยวิธีการเชิง ปริมาณโดยนักรัฐศาสตร์ปริมาณและนักเศรษฐศาสตร์ นักคิดที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการพัฒนาแนวคิดทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับ สงครามกลางเมือง (economic theory of civil war) ได้แก่ Paul Collier และ Anke Hoeffler ซึ่งเขียนงานเกี่ยวกับสงครามกลางเมืองอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1998

พัฒนาการทางทฤษฎีในระยะเริ่มต้นนั้นมักมองว่า การเกิดสงครามกลางเมืองเป็นเรื่องของความคับข้องใจทางประวัติศาสตร์ (historical grievance) อาทิ การถูกกดขี่ทางชาติพันธุ์วรรณนา เป็นต้น ทว่าเมื่อนักเศรษฐศาสตร์ได้เข้ามาร่วมพิจารณาและพัฒนาทฤษฎีที่จะอธิบายถึง การก่อตัวของสงครามกลางเมือง ก็ได้เกิดแนวคิดในระยะที่สองได้แก่ แนวคิดเรื่องแรงจูงใจ (motivation) แนวคิดนี้เชื่อว่า การจะเกิดสงครามกลางเมืองได้นั้น จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ก่อการมากกว่าโทษ แนวคิดนี้แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ขัดแย้งกับแนวคิดแรก (เรื่องความคับข้อใจ) แต่กว้างขวางครอบคลุมไปถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น เพื่อการปล้นสะดมและซาดิสม์ (predation and sadism) หรือ ผลประโยชน์ทางการเงิน

ดังนั้น ภายใต้แนวคิดเรื่อง “แรงจูงใจ” การก่อสงครามกลางเมืองอาจเป็นการจัดตั้งแบบแสวงหาผลกำไรหรือไม่แสวงหาผลกำไร ก็ได้ ทว่า, ปัญหาสำคัญของการตีความสงครามกลางเมืองว่าเป็นเรื่องของแรงจูงใจนั้นยังมี ข้อจำกัดสำคัญบางอย่างอยู่ อาทิ เราอธิบายไม่ได้ว่าทำไม การก่อกบฏ (rebellion) จนเกิดเป็นสงครามกลางเมืองจึงยังเกิดขึ้น ทั้งๆที่จริงแล้วหลังการต่อสู้อันยาวนานฝ่ายกบฏมีต้นทุนที่สูงมากและมักเป็น ฝ่ายพ่ายแพ้โดยส่วนใหญ่ [3] เว้นเสียแต่ว่าฝ่ายกบฏจะได้รับประโยชน์ระหว่างการต่อสู้อันยาวนานเหล่านั้น

ตัวอย่างเช่น กรณีการต่อสู้ของกลุ่มพยัคทมิฬ (Tamil Tigers) ในศรีลังกา ซึ่งใช้งบประมาณในการจัดตั้งต่อสู้กับรัฐราว 200-350 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี นับเป็นมูลค่ากว่าร้อยละ 20-34 ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทางอีสานของศรีลังกา เทียบกับรายจ่ายของพรรคฝ่ายค้านในอังกฤษแล้วยังมากกว่าหลายเท่าตัว (พรรคฝ่ายค้านอังกฤษใช้จ่ายราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การต่อสู้ทางการเมืองในระบบ ใช้ต้นทุนถูกกว่าการต่อสู้ด้วยการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธ ทว่าฝ่ายกบฏก็ไม่สนใจที่จะใช้ทางเลือกดังกล่าว

การศึกษาเพื่อยืนยันถึงทฤษฎีแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์กับสงครามมกลางเมือง นำมาสู่การพิสูจน์ความสัมพันธ์ของตัวแปรสำคัญๆ อาทิ มูลค่ารายได้ประชาชาติต่อหัว (Per capita income), อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (economic growth) และโครงสร้างรายได้ (income structure)

เฉพาะสองปัจจัยแรก, งานศึกษาจำนวนมากยืนยันว่า ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ มีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามกลางเมืองมากกว่าประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูง ผลการศึกษายังชี้อีกว่า หลังสงครามกลางเมืองสงบลงรายได้ต่อหัวมักลดลงมากด้วย ซึ่งจะทำให้โอกาสในการเกิดสงครามกลางเมืองซ้ำซ้อนเกิดขึ้นได้อีก (conflict trap)

ในส่วนของโครงสร้างรายได้ ประเด็นหลักถูกเน้นไปที่เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ กล่าวคือ ประเทศใดมีทรัพยากรธรรมชาติมากโอกาสที่จะเกิดสงครามกลางเมืองเพื่อแย่งชิง ทรัพยากรเหล่านั้นก็มีมาก และเมื่อเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นแล้วทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เหล่า นั้นก็จะเป็นแหล่งการเงินที่จะทำให้ฝ่ายกบฏ (ในความหมายของกำลังติดอาวุธที่อยู่ตรงข้ามรัฐ) สามารถต่อสู้ได้ยืดเยื้อยาวนานยิ่งขึ้น เช่น ปล้นน้ำมันจากท่อส่งน้ำมัน ขนเพชรไปขาย เป็นต้น ซึ่งหมายความว่า การกระจายตัวของทรัพยากรธรรมชาติก็ยังมีผลต่อความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นด้วย โดยหากรัฐบาลเป็นผู้ครอบครองทรัพยากร/แหล่งรายได้ทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว ความขัดแย้งจะรุนแรงน้อยกว่าการที่กลุ่มกบฏมีแหล่งทรัพยากรเป็นของตนเอง

ทั้งนี้ประเด็นทรัพยากร “อาจ” มีความสัมพันธ์กับจำนวนประชากรอย่างมาก เพราะยิ่งประชากรมีน้อยเท่าไหร่การแบ่งสรรทรัพยากรให้เกิดความพึงพอใจต่อทุก ฝ่ายยิ่งทำได้ง่าย และจะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงปัญหาสงครามกลางเมืองจากปัจจัยความขัดแย้งทาง ทรัพยากรไปได้มาก จึงเป็นเหตุให้งานศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า ประเทศใหญ่ๆ อย่างอาฟริกามีโอกาสเกิดสงครามกลางเมืองได้ง่ายกว่าประเทศเล็กๆ อย่างบรูไน แม้ว่าจะมีมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติใกล้เคียงกันก็ตาม (โดยให้ตัวแปรอื่นคงที่ – status quo)

การค้นพบข้างต้นที่ได้กล่าวมานี้ทั้งหมด เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง (อย่างน้อยก็สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ค่อยได้ประสีประสาทางการเมืองอย่าง ผู้เขียน) ทว่า ล่าสุด Collier Hoeffler and Rohner (2006) ได้เสนอแนวคิดล่าสุดเกี่ยวกับการเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมา คือแนวคิดที่เรียกว่า “feasibility hypothesis” ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าจะแปลแนวคิดนี้ออกมาเป็นคำสวยๆ อย่างไรดี จึงขอเรียกง่ายๆ ว่าทฤษฎี “สงครามเกิดเพราะมันมีโอกาส” หมายความว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ต้องพิจารณานอกเหนือไปจากเรื่องแรงจูงใจตามทฤษฎี ระยะที่สองแล้ว Collier Hoeffler and Rohner ยังชี้ชวนให้เราพิจารณาด้วยว่า “เงื่อนไข” ของการก่อกบฏและสงครามกลางเมืองมีความพร้อมไหม... ถ้ามี มันจะเกิดขึ้น!

ในการพัฒนาทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสงครามกลางเมืองระยะที่สามนี้ นักวิจัย ได้นำข้อมูลสงครามกลางเมืองนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 – 2004 มากกว่า 1,000 ครั้งทั่วโลกโดยใช้ข้อมูลของ Correlates of War (COW) project ของ Kristian Gleditsch (2004) มาทำการทดสอบตัวแปรสำคัญ 3 ตัวอันได้แก่ การคุ้มครองทางทหารของฝรั่งเศส (French security umbrella), สัดส่วนของคนหนุ่มในประชากรทั้งหมด และ สัดส่วนทางภูมิศาสตร์ที่เป็นภูเขา

ทั้งสามปัจจัยนี้ถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่การก่อกบฏจะเกิดขึ้นได้ เพราะการที่มีกองกำลังทหารของประเทศมหาอำนาจ (ในกรณีนี้คือฝรั่งเศส) ช่วยค้ำประกันความมั่นคงของรัฐบาลอยู่ ทำให้โอกาสเกิดสงครามกลางเมืองมีน้อยลง ในขณะที่สิ่งสำคัญของการต่อสู้ยืดเยื้อแบบสงครามกลางเมืองนั้นก็คือ กำลังทหาร (สัดส่วนประชากรที่เป็นคนหนุ่ม ระหว่าง 15-29 ปี) เพราะหากคนหนุ่มมีน้อย การหากำลังรบที่จะต่อสู้กับรัฐบาลก็จะมีไม่เพียงพอ-ไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้, ที่หลบภัย (ในที่นี้คือภูเขา) มีส่วนสำคัญอย่างมาก เพราะกลุ่มกบฏมักไม่ได้ถูกฝึกฝนมาให้รบเต็มรูปแบบ ดังนั้นจึงต้องการที่กำบังตนเองจากการโจมตีทางทหาร และภูเขาก็เป็นที่กำบังธรรมชาติที่ดี ซึ่งยืนยันโดยผลการศึกษาที่ชี้ว่า พื้นที่ซึ่งมีภูเขามากมีความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามกลางเมืองมากกว่าพื้นที่ ราบโล่ง

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ยังคงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษาทางด้าน เศรษฐศาสตร์ว่าด้วยสงครามกลางเมือง / ความขัดแย้งเท่านั้น หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสนใจอย่างยิ่งไม่ใช่เพราะว่ามันมีความสดใหม่ หรือน่าท้าทายทางวิชาการ หากเพราะความเข้าใจประเด็นเรื่องความรุนแรงจากแง่มุมต่างๆ (ไม่จำกัดเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์เท่านั้น) จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงทาง สังคม-สงครามกลางเมืองกับคนในชาติเดียวกันได้, ขอบพระคุณอาจารย์ ธานี ชัยวัฒน์ ที่จุดประกายให้ผู้เขียนได้รู้จักกับ Economics of civil war อีกครั้งครับ

[1] บท ความนี้เขียนขึ้นเนื่องในโอกาสวันครู เพื่อคารวะแด่อาจารย์ธานี ชัยวัฒน์ ผู้ทำให้ผู้เขียนได้สัมผัสเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นครั้งแรก และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เขียนเสมอมา สาเหตุที่เลือกบทความเกี่ยวข้องกับสงครามกลางเมืองก็เพราะ สงครามกลางเมืองในอาฟริกาเป็นหัวข้อ วิจัยระดับปริญญาเอกของอาจารย์ ธานี ผู้เขียนเชื่อว่า ไม่มีการคารวะครูใดใดจะดีไปกว่าการเจริญรอยตามครูและแบ่งปันความรู้ที่ครู สอนมาให้แก่บุคคลอื่นต่อไป

[2] งานชิ้นนี้เป็นการสรุปจาก Collier and Hoeffler and Rohner. Beyond Greed and Grievance: Feasibility and Civil War. 2006

[3] หมายเหตุ: Collier and Hoeffler and Rohner (2006) เขียนงานนี้ก่อนเกิดปรากฏการณ์ต่อต้านรัฐบาลในตะวันออกกลาง (Arab Spring)

กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับ ม.112 ของ “สยาม” vs “ไทย” ถอยหลัง หรือเดินหน้าเข้าคลอง

ที่มา ประชาไท

ปัจจุบันนี้ ถ้ากล่าวตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรแล้ว ราชอาณาจักรไทยไม่มี “กฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แต่อย่างใด ทั้งนี้ เพราะมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา (ปัจจุบัน) กำหนดไว้ว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี”

ดังนั้น “ราชอาณาจักรไทย” จึงมีแต่ “กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย”

ส่วนที่เรียกกันว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” (สมัยโบราณ) นั้น

ก็มีแต่เพียงในสมัย “ระบอบราชาธิปไตย” หรือ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์”

และได้ยกเลิกไปเมื่อเกิด “การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475” ให้เป็น “ระบอบประชาธิปไตย” (สมัยใหม่)

สรุป ดังนั้น แต่เดิม “ราชอาณาจักรสยาม” (สมัยโบราณ) จึงเคยมี “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ” ที่มีโทษจำคุกระหว่าง 3 ถึง 7 ปี

ส่วน “ราชอาณาจักรไทย” (สมัยใหม่) ต่อมา มี “กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” ขึ้นมาแทน และก็มีโทษจำคุกสูงกว่า คือ ระหว่าง 3 ถึง 15 ปี (นับได้ว่าสูงสุดในมาตรฐานสากล และนานาอารยประเทศโลก และ “ราชอาณาจักรไทย” สมัยใหม่ของเรา ก็มีคดีขึ้นโรงศาล มากที่สุดเป็นประวัติการในระดับมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่นกัน)

หมายเหตุ
หนึ่ง) หนังสือเล่มใหม่สุด King Bhumibol Adulyadej: A Life's Work, หนา 383 หน้า ราคา 1, 235 บาท 40 US$ พิมพ์ 10,000 เล่ม มี ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานที่ปรึกษา มีนักเขียนดัง 9 ท่าน เช่น คริส เบเกอร์ พอพันธุ์ อุยยานนท์ เดวิด สเตร็กฟุส ฯลฯ สอง) ในบทว่าด้วย กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หน้า 303-313 The Law of Lese Majeste มีข้อความ ถอดเป็นภาษาไทย (ไม่เป็นทางการ) ดังนี้ (ดูภาษาอังกฤษ ด้านล่างสุด)

สาม) จากปี 2536/1993 ถึงปี 2547/2004 โดยเฉลี่ยแล้ว จำนวนคดีหมิ่นฯ ใหม่ๆ ลดลงครึ่งหนึ่ง ไม่มีคดีหมิ่นฯ เลยในปี 2545/2002.......

อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาเร็วๆ นี้ จำนวนคดีหมิ่นฯ ที่ผ่านเข้ามาในระบบศาลของไทยนั้น เพิ่มขึ้นอย่างน่าสังเกต ในปี 2552/2009 มีคดีฟ้องร้องที่ส่งไปยังศาลชั้นต้น สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 165 คดี ขณะนี้ ประเทศไทย มีกฎหมายหมิ่นฯ ที่มีโทษรุนแรงที่สุดในรอบหนึ่งร้อยปี เทียบได้ก็แต่ระบบกฏหมายของญี่ปุ่นในยามสงคราม (โลก) เท่านั้น

โทษขั้นต่ำสุด (ของไทย) เท่ากับโทษสูงสุดของจอร์แดน และเป็นสามเท่าของโทษในประเทศระบอบกษัตริย์โดยรัฐธรรมนูญในยุโรป....

สี่) ข้อความภาษาอังกฤษ จากต้นฉบับ

From 1993 to 2004 the average number of new cases of lese majeste dropped by half, with no cases at all in 2002. In recent years, however, the number of lese majeste cases passing through the Thai judicial system has increased markedly. And all-time high of 165 charge of lese majeste were sent to the Court of First Instance in 2009.

Thailand currently has the most severe lese majeste law seen anywhere in more than a century, comparable only to Japanese wartime legislation.

The minimum sentense equals the maximum sentense in Jordan, and the maximum sentence is three times that found in most European constitutional monarchies.

หมอตุลย์เจอนอนประท้วง-พร้อมคำถาม "ยุให้ "ฆ่า" กันทำไม?"

ที่มา ประชาไท

เสื้อหลากสียื่นหนังสือทำเนียบ ค้านจ่ายชดเชยผู้เสียชีวิตเหตุสลายชุมนุม ลั่นจ่ายทำไมเพราะไม่ใช่การชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย เป็นการชุมนุมให้อภิสิทธิ์ยุบสภา-แล้วพรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจเท่านั้น ก่อนเจอฝ่ายหนุนเสื้อแดงชุมนุมต้านด้วยการ "กราบ-นอน" ประท้วง พร้อมชูป้ายถาม นพ.ตุลย์ "ไม่อยากให้จ่ายเยียวยา? แล้วยุให้ "ฆ่า" กันทำไม?"

วันนี้ (17 ม.ค.) นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินหรือกลุ่มเสื้อหลากสี พร้อมผู้สนับสนุน เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายสมภาส นิลพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เพื่อคัดค้านการจ่ายเงินชดเชยให้ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากการชุมนุมทางการ เมือง ในช่วงปี 2548-2553 โดยผู้เสียชีวิตจะได้รับเงินกว่า 7 ล้านบาท รวมต้องใช้งบประมาณกว่า 2 พันล้านบาท

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เผยแพร่คำให้สัมภาษณ์ของ นพ.ตุลย์ ซึ่งกล่าวว่า ทางเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการนำภาษีของประชาชนไปจ่ายให้กลับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มาเรียกร้องชุมนุมให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรียุบสภาฯ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยกลับมามีอำนาจ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่การชุมนุมทางประชาธิปไตย อีกทั้งยังมีการเผาบ้านเผาเมือง สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้คดีก่อการร้ายก็ยังอยู่ในชั้นอัยการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีต้องรอกระบวนการพิจารณาตามกระบวนการขั้นต้อนของศาลว่าการ ชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นถูกต้องตามกฏหมายหรือไม่ และการเบิกจ่ายเงินชดเชยนั้น จำเป็นต้องมีกฎหมายมารองรับด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลไม่ยุติมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว ทางเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินจะดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลต่อไป

อนึ่ง นพ.ตุลย์ ได้โพสต์ลงในเฟซบุคเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ด้วยว่า "รวมพลังกดดันครม.ให้ยกเลิกมติอัปยศ จ่ายเงินให้เสื้อแดงอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีกฤฎหมายรองรับ ใครร่วมกดดันรัฐบาลช่วยกันเผยแพร่ด้วยการกด like กด share ด้วยครับ"

ที่มาของภาพ: Nithiwat Wannasiri

อย่างไรก็ตาม มีผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงเดินทางมาคัดค้านการยื่นหนังสือของ นพ.ตุลย์ด้วย โดยในช่วงที่กลุ่มของ นพ.ตุลย์ ใกล้เลิกชุมนุม ผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงได้ประท้วงเชิงสัญลักษณ์บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล มีการเดินสลับการหมอบกราบกลุ่มของ นพ.ตุลย์ เป็นระยะทางประมาณ 100 เมตร พร้อมชูป้าย "ไม่อยากให้จ่ายเยียวยา? แล้วยุให้ "ฆ่า" กันทำไม?" "ไม่มีใครสมควรตายเพราะคิดต่างทางการเมือง" จากนั้นมีการล้มตัวลงนอนราบไปกับพื้นเพื่อแสดงการคัดค้านการยื่นหนังสือของ กลุ่ม นพ.ตุลย์ ดังกล่าว

ทั้งนี้ไม่มีการกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้น มีเพียงการตะโกนด่าจากกลุ่มผู้สนับสนุน นพ.ตุลย์ เช่น "น่าอนาถ" "น่าสมเพช" "พวกเผาบ้านเผาเมือง" โดยใช้เวลาไม่นานทั้งสองฝ่ายก็ได้ยุติการชุมนุม

“สมยศ” ตระเวนทั่วไทยสืบพยานถึง “นครสวรรค์”

ที่มา ประชาไท

สืบพยานโจทก์คดีกล่าวหา “สมยศ พฤกษาเกษมสุข” ผิด ม.112 ที่ “นครสวรรค์” หลังเดินทางสืบพยานที่สระแก้ว-เพชรบูรณ์ นัดหน้าสืบพยานที่สงขลา ด้านทนายเล็งค้านเหตุพยานโจทก์แม้จะมีภูมิลำเนาสงขลา แต่อาศัยอยู่ กทม.

ผู้สนับสนุนนายสมยศ พฤกษาเกษมสุขหน้าศาลจังหวัดนครสวรรค์ เมื่อ 16 ม.ค. 55

นายจอห์น เมย์นาร์ด เพื่อนเก่าแก่ของนายสมยศ เข้าเยี่ยมให้กำลังใจขณะการพิจารณาคดี (ภาพจาก “กลุ่มเพื่อนสมยศ”)

บทกวีที่นายสมยศ แต่งให้กำลังใจสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย

16 ม.ค. 55 ที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์ มีการสืบพยานในคดีที่นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข บรรณาธิการนิตยสาร Voice of Taksin, เรด พาวเวอร์ และแกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

โดยในวันนี้มีทั้งนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย กลุ่มนักกิจกรรมจากกรุงเทพฯ และกลุ่มคนเสื้อแดงจากนครสวรรค์เดินทางมาร่วมสังเกตการณ์ที่ศาล รวมทั้งมีแกนนำสหภาพแรงงานจากนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าแก่ของนายสมยศเดินทางมาให้กำลังนายสมยศด้วยเช่นกัน

ในเวลา 9.00 น. ก่อนเริ่มการสืบพยาน กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย และ Thailand Mirror ซึ่งจัดกิจกรรมแรลลี่เดินทางมาจากกรุงเทพฯ ราว 40 คน ได้ร่วมกันทำกิจกรรมหน้าศาล โดยการชูรูปนายสมยศ และชูป้ายที่มีข้อความเช่น “ผู้ถูกกล่าวหาต้องได้รับสิทธิประกันตัว” “คุกตารางฤๅจะหยุดยั้งความตั้งใจ “ปล่อยตัวนักโทษการเมือง” พร้อมทั้งตะโกนข้อความ “Free Somyot” หลายครั้งร่วมกัน เป็นที่สนใจแก่ผู้ที่ผ่านไปมา รวมทั้งร่วมกันร้องเพลง “เก็บตะวัน” ในตอนท้าย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโดยก่อนหน้านี้มีการสืบพยานโจทก์ปากแรกเรือนจำ จังหวัดสระแก้ว ต่อมาเป็นการสืบพยานที่ จ.เพชรบูรณ์ และวันนี้เป็นการสืบพยานที่ จ.นครสวรรค์ และเตรียมไปสืบพยานที่สงขลา สำหรับพยานปากที่สามที่จังหวัดนครสวรรค์ คือนางปนิดดา หอมหวาน อดีตเสมียนสำนักงานสุนัยทนายความ และเป็นพี่สาวของพยานโจทก์ปากที่สอง คือนางสาวเบญจา หอมหวาน อดีตเจ้าหน้าที่ธุรการของนิตยสาร Voice of Taksin

การสืบพยานใช้เวลาราว 20 นาที โดยพยานโจทก์เบิกความว่าตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับนิตยสารฉบับนี้ และน้องสาวก็ไม่เคยเล่าถึงเรื่องงาน มีแต่เคยบ่นว่าเหนื่อยจากงาน แต่ก็ไม่ทราบรายละเอียดใดๆ และตนเคยได้อ่านบทความสองชิ้นในนิตยสารที่เขียนโดยนายจิตร พลจันทร์ ในตอนที่ไปให้การกับดีเอสไอ แต่ตนก็ไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจความหมายของบทความดังกล่าว อีกทั้งไม่มีเนื้อหาตอนใดของบทความที่เอ่ยถึงพระมหากษัตริย์

เมื่อเสร็จสิ้นการสืบพยาน ทนายจำเลยได้แถลงต่อศาล ขอให้ส่งตัวจำเลยกลับไปที่เรือนจำกรุงเทพฯ ก่อน และคัดค้านการสืบพยานปากต่อไปที่จังหวัดสงขลา ด้วยเหตุทั้งเรื่องความปลอดภัยของจำเลย และสภาพเรือนจำที่แออัด อีกทั้งทางทนายจำเลยยินดีที่จะออกค่าใช้จ่ายให้กับ พยานปากต่อไป ให้สามารถเดินทางมาเบิกความที่ศาลในกรุงเทพฯ ได้โดยจำเลยเดินทางไปสงขลา แต่ศาลเห็นว่าศาลจังหวัดไม่มีอำนาจหน้าที่ใน เรื่องนี้ การส่งผู้ต้องขังไปพักไว้ที่ไหน ขึ้นอยู่กับอำนาจของราชทัณฑ์ ไม่อยู่ในอำนาจศาล และศาลต้องทำตามสำนวนและรายงานที่ศาลอาญากรุงเทพฯส่งเรื่องมา จึงแนะนำทนายจำเลยให้ไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเองโดยตรง จากนั้นนายสมยศได้แถลงต่อศาลเพิ่มเติมว่า ทางราชทัณฑ์เองก็บอกตนว่าไม่เคยเกิดคำสั่งศาลลักษณะนี้ที่ไม่ระบุวันเวลาส่ง ตัวจำเลย อีกทั้งยังให้ตระเวนไปมาในจังหวัดต่างๆ กว่าสามเดือนแล้วที่ตนไม่ได้กลับไปกรุงเทพฯ เท่ากับจะทรมานจำเลยในการพิจารณาคดี แต่ศาลก็ยังยืนยันให้ทนายจำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาโดยตรง

นายสุวิทย์ ทองนวล ทนายจำเลยกล่าวว่าศาลอ้างว่าไม่มีบันทึกเรื่องคำร้องขอให้ส่งตัวจำเลยกลับ กรุงเทพฯ และคัดค้านการไปสอบพยานที่สงขลา ทั้งที่ทนายก็ได้ยื่นขอศาลแต่ละจังหวัดทุกครั้ง ตั้งแต่ครั้งแรกของการนัดพร้อมที่ศาลอาญากรุงเทพฯ แล้ว แต่ศาลกลับไม่มีการบันทึกคำร้องไว้ นอกจากนั้นการลงไปสืบพยานที่สงขลาเหมือนเป็นการกลั่นแกล้ง เพราะพยานความเห็นที่ทางดีเอสไอเรียกไปสอบสวน ในฐานะผู้ที่ให้ความเห็นและบอกความรู้สึกจากการอ่านบทความ ซึ่งมีจำนวน 10 คน โดย 9 ใน 10 คนล้วนมีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ แต่อัยการที่กรุงเทพฯกลับเลือกพยานที่มีภูมิลำเนาอยู่สงขลามาเป็นพยานโจทก์ อีกทั้งในความเป็นจริงพยานคนนี้ก็อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯด้วย ถ้าไม่เรียกว่ากลั่นแกล้งก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร

ส่วนกรณีถ้าต้องลงไปสืบพยานโจทก์ปากต่อไปที่สงขลา ซึ่งตามกำหนดนัดจะมีขึ้นในวันที่ 13 ก.พ. นายสุวิทย์เห็นว่าอาจจะขอกำลังคุ้มครองจำเลยไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย และตนเตรียมจะกลับไปยื่นคำร้องให้ส่งตัวจำเลยกลับกรุงเทพฯ และคัดค้านการไปสอบพยานที่สงขลาต่อศาลอาญาอีกครั้งในวันที่ 17 ม.ค.นี้

ด้านสมาชิกกลุ่ม 24 มิถุนาฯ ซึ่งมีโอกาสเยี่ยมนายสมยศให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ถึงปัญหาเรื่องระเบียบในเรือนจำ ซึ่งได้สร้างปัญหาให้กับตัวผู้ต้องขัง ได้แก่ โซ่ตรวนของเรือนจำนครสวรรค์ที่หนักกว่าที่อื่น การไม่มีเชือกสำหรับดึงตรวนขึ้นมาเพื่อใช้ผ่อนน้ำหนักเวลาผู้ต้องขังเดิน ทำให้เกิดเสียงโซ่กระทบกับพื้นดังอยู่ตลอดเวลา หรือเรื่องที่ไม่สามารถส่งหนังสือต่างๆ เข้าไปให้ผู้ต้องขังอ่านได้ รวมทั้งการเปลี่ยนเรือนจำไปมายังทำให้นายสมยศมีอาการป่วยทุกครั้งหลังจาก ย้ายพื้นที่ และสภาพเรือนจำเกือบทุกที่ที่มีความแออัด นักโทษล้น

นายจอห์น เมย์นาร์ด ประธานสหภาพแรงงานไปรษณีย์แห่ง Aotearoa (PWUA) จากประเทศนิวซีแลนด์ กล่าวว่าเขาเป็นเพื่อนกับสมยศมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน สมยศเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง โดยเรียกได้ว่าสมยศเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ตนได้รู้จัก เป็นผู้ช่วยแนะนำตนให้รู้จักเพื่อนหลายคน พาไปรู้จักคนงานไทย และช่วยให้รู้จักสังคมไทย การเดินทางมาครั้งนี้ต้องการมาให้กำลังใจสมยศ เพราะไม่ได้เจอกันมานาน และต้องการสนับสนุนเพื่อน ตนดีใจที่สมยศยังได้รับการดูแลจากทั้งครอบครัวและนักกิจกรรมที่เดินทางมาให้ กำลังใจหลายคน และ สำหรับข้อกล่าวหาที่สมยศโดน ตนเห็นว่าในประเทศนิวซีแลนด์ หรือออสเตรเลีย ซึ่งก็มีพระราชินีแห่งอังกฤษเป็นกษัตริย์ ก็ยังไม่มีข้อหาแบบมาตรา 112 ทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเปิดเผย

วรเจตน์ ภาคีรัตน์: หลักการและเหตุผลในการแก้ไข ม.112

ที่มา ประชาไท

การอภิปรายทางวิชาการ "ข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112" โดย รศ.ดร.วรเจตน์ ภาครัตน์ จากคณะนิติราษฎร์ ในเวทีวิชาการ-ศิลปวัฒนธรรม "แก้ไขมาตรา 112" รณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จัดโดย คณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติม ม.112 หรือ "ครก.112" ที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2555



นิธิ เอียวศรีวงศ์: ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112?

ที่มา ประชาไท

เมื่อ 15 ม.ค. 55 - ในเวทีวิชาการ-ศิลปวัฒนธรรม "แก้ไขมาตรา 112" ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 หรือ "ครก.112" นำเทปบันทึกปาฐกถาหัวข้อ "ทำไมจึงต้องแก้ไขมาตรา 112" โดยนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มาเปิดในงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้



ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 17/01/55 พ่อปลาบู่ 2...อเมริกาสไตล์

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


จะตื่นตูม ตักเตือน เหมือนใส่ไคล้
ตามสไตล์ คนระยำ คำป้ายสี
กุเป็นเรื่อง สำราก ปากอัปรีย์
บอกจะมี เหตุร้าย หมายก่อการ....



ทำตัวเป็น บิ้กเบิ้ม เหิมเกริมหนัก
ที่แท้แอบ ซ่อนชนัก ไว้หักหาญ
เผยทาสแท้ วิปริต คิดสามานย์
ดั่งอันธพาล ชี้เป็น-ตาย ทำลายล้าง....



ไม่ปรึกษา หารือ ถือ..กูแน่
ใครจะแย่ เพียงใด ใครหม่นหมาง
ใช้วาจา สับปลับ ลับ ลวง พราง
เป็นไอ้บ่าง ช่างยุ กุเรื่องราว....

โปรดดูมัน เถิดหนา ประชาโลก
ความวิปโยค สับสน จนอื้อฉาว
ต่างมองดู รู้กำพืด มายืดยาว
เล่ห์แพรวพราว บ้าอำนาจ อุบาทว์นัก....

กฎ กติกา ของบ้านเมือง เรื่องละเอียด
โกรธ ชัง เกลียด ใช่รุกราน เข้าหาญหัก
ประชาชน บ้านของใคร ใครก็รัก
อย่าทึกทัก แค่หวังผล อย่างคนพาล....

๓ บลา / ๑๗ ม.ค.๕๕

จดหมายถึงนายกฯ "ขอให้สนับสนุนเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดการตนเอง"

ที่มา Thai E-News

เครือข่ายขับเคลื่อนเชียงใหม่จัดการตนเอง

225/112 หมู่บ้านสินธนา ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50210 โทรศัพท์/โทรสาร 053-380566 www. จังหวัดจัดการตนเอง.net หรือ www.p-power.com Email : cmcitizen@gmail.com


ที่ ชม.จต. 001/ 2555

9 มกราคม 2555


เรื่อง ขอให้สนับสนุนเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดการตนเอง

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สิ่งที่ส่งมาด้วย

1. เอกสาร สื่อรณรงค์ จำนวน 6 ชิ้น

2. ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ.... จำนวน 1 ฉบับ


จาก การที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา และได้ประกาศให้นโยบายการปฏิรูปประเทศไทยโดยการกระจายอำนาจ เป็นนโยบายสำคัญที่จะนำประเทศไทยออกจากวิกฤตินั้น ทางเครือข่ายประชาชนจังหวัดเชียงใหม่หลายกลุ่มหลายเครือข่าย ทั้งเครือข่ายพลังทางสังคม เครือข่ายองค์กรท้องถิ่น เครือข่ายธุรกิจ เครือข่ายวิชาการ เครือข่ายประชาสังคมร่วมทั้งกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ได้เห็นความสำคัญของนโยบายนี้ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งเป็น “ภาคีขับเคลื่อน เชียงใหม่จัดการตนเอง” โดยเห็นพ้องร่วมกันว่าจังหวัดเชียงใหม่มีความพร้อมที่จะจัดการตนเอง และได้ศึกษาความเป็นไปได้ ร่วมทั้งจัดเวทีแลกเปลี่ยนกับประชาชนกลุ่มต่างๆ ทุกอำเภอ เพื่อค้นหาแนวทาง รูปแบบการกระจายอำนาจอย่างเป็นรูปธรรม ร่วมทั้งได้ยกร่าง และเตรียมเสนอ “(ร่าง) พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พ.ศ......” ซึ่งมีหลักการให้จังหวัดเชียงใหม่สามารถบริหารจัดการตนเองได้ โดยยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค ให้คงเหลือเฉพาะการบริหารราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่

เพื่อ ให้เกิดรูปธรรมการแก้ไขวิกฤติของประเทศที่สอดคล้องกับนโยบายการปฏิรูปประเทศ ไทยและการกระจายอำนาจของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง ทางเครือข่ายฯ จึงใคร่ขอให้รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดนำร่อง “จังหวัดจัดการตนเอง” เพื่อเป็นรูปธรรม การปฏิรูปประเทศไทยและการกระจายอำนาจ ดังที่รัฐบาลได้ประกาศไว้

จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดทราบ และโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไป


ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง


(นายชำนาญ จันทร์เรือง)
ประธานเครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น


ติดต่อประสานงาน

นายชำนาญ จันทร์เรือง โทร. 081- 5957999

นายพรหมศักดิ์ แสงโพธิ์ โทร. 081- 6817986

นายสวิง ตันอุด โทร. 089 -7597779