WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 19, 2012

ผ่า 3 ทางเลือกรัฐบาลยิ่งลักษณ์ สู่ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่าน นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ไปมอบนโยบายด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ ที่สำคัญและน่ายินดียิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดถึง “การทำให้ระบบสุขภาพทั้ง 3 ระบบให้มีบริการขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องนี้ที่มีมาอย่างยาวนานของคนไทย โดยจะมีการประชุมระดมสมองสำหรับผู้เกี่ยวข้องเร็วๆนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล นอกจากนั้นยังสั่งการให้กรมบัญชีกลางโดยผ่านบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไปศึกษาเพิ่มเติมอีก บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะสรุปแนวทาง และความเป็นไปได้สำหรับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการนำไปสู่ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ของคนไทย ซึ่งแนวคิดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี้ไม่ใช่ความคิดใหม่ ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอเป็นทางเลือกจากหลายฝ่ายที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไม่เป็นธรรมของบริการสุขภาพทั้ง 3 ระบบการรักษาพยาบาลมาแล้ว ซึ่งสามารถสรุปใน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) รูปแบบภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน 2) รูปแบบสำนักงานพัฒนาการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ (สพคส.) ที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และ 3) รูปแบบภาคเอกชน ที่เสนอโดยสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) และแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนบางกลุ่ม โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตารางที่ 1 ความแตกต่างในการออกแบบของ 3 รูปแบบ

รายละเอียด

ภาคประชาชน

สพคส.

เอกชน

ที่มาของเงิน

ระบบภาษีทั้งหมด

ระบบภาษียกเว้นประกันสังคม (ลูกจ้างและนายจ้างร่วมจ่ายเช่นเดิม)

มาจากการร่วมจ่ายจากประชาชนทุกคน ยกเว้นคนจน

การรวมและเฉลี่ยความเสี่ยง

ประชาชนทั้งประเทศ

แยก 3 กองทุน

กองทุนย่อยไม่จำกัด

การจ่ายเงินให้หน่วยบริการ

จ่ายแบบเดียวกัน

งบรายหัวเท่ากัน

จ่ายแบบเดียวกัน

งบรายหัวไม่เท่ากัน

จ่ายคนละแบบ

งบรายหัวไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับบริษัทเอกชน

หน่วยงานบริหาร

องค์กรอิสระ หน่วยงานเดียว

3 หน่วยงาน แต่มีหน่วยงานกลางมาควบคุมกำกับชุดสิทธิประโยชน์ วิธีจ่ายเงิน

บริษัทเอกชน อาจหลายบริษัท

ตัวอย่างประเทศอื่นๆ

ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ เช่น อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย

-

เยอรมัน สหรัฐอเมริกา

รูปแบบที่ 1 ข้อเสนอของภาคประชาชนและองค์กรเอกชน เป็น รูปแบบที่มีจุดเด่น ด้านความเป็นธรรมและประสิทธิภาพ โดยใช้เงินจากระบบภาษีของประชาชน มีหน่วยงานเดียวบริหารจัดการ ประชาชนสามารถไปใช้บริการโดยไม่ต้องบอกว่ามีสิทธิอะไร ซึ่งจะได้รับความเป็นธรรม และยังมีจุดเด่นในเรื่องประสิทธิภาพ เนื่องจากเสียงบบริหารจัดการเพียงสำนักงานเดียว มีผลจากอำนาจการต่อรองสูงของกองทุน (purchasing power) ต่อหน่วยบริการ มีการรวมและเฉลี่ยความเสี่ยงของประชาชนทั้งประเทศ ส่วนด้านคุณภาพก็ไม่แตกต่างจากรูปแบบอื่นเท่าใดขึ้นอยู่กับงบเหมาจ่ายรายหัว แต่มีจุดอ่อนเรื่องความยั่งยืนของงบประมาณในอนาคต เพราะเป็นภาระของภาษี และจะมีแรงต่อต้านจากประชาชนในระบบอื่นๆ ในการบริหารจัดการโดยหน่วยงานเดียว ที่สำคัญแรงต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะเชิงธุรกิจการแพทย์ที่จะเสียประโยชน์จากการทำธุรกิจ เนื่องจากกองทุนจะมีอำนาจต่อรองมากขึ้น บริษัทยาที่เคยทำกำไรได้สูง ก็อาจจะทำกำไรได้ลดลง เป็นต้น แต่ในภาพรวมถือได้ว่าเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก ประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนมากใช้ระบบนี้

รูปแบบที่ 2 ข้อเสนอสำนักงานพัฒนาการเงินการคลังด้านสุขภาพแห่งชาติ (สพคส.) ที่ตั้งขึ้นโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2553 โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยนั่งเป็นประธานด้วยตนเอง หวังที่จะตั้งสำนักงานขึ้นมาใหม่เพื่อคุมทั้ง 3 กองทุน เป็นหน่วยงานที่คอยกำหนดสิทธิประโยชน์ วิธีจ่ายเงิน และข้อมูลข่าวสารของทั้ง 3 กองทุน ต้องการให้ทั้ง 3 ระบบกระทบกระเทือนน้อยที่สุด แต่มีความใกล้เคียงกันมากที่สุด รูปแบบนี้เป็นรูปแบบประนีประนอม ที่ไม่ต้องการผ่าตัดทั้งระบบ แต่ก็อาจจะมีจุดอ่อนในทางปฏิบัติ เพราะแต่ละระบบมีบอร์ดเป็นของตนเอง มีวิธีการออกแบบระบบด้วยตนเอง สำนักงานใหม่ไม่มีอำนาจที่จะบังคับทั้ง 3 กองทุนได้ จึงยากที่จะดำเนินการได้จริงๆ หากจะมีในลักษณะนี้ระบบสุขภาพก็ต้องมีหลายร้อยกองทุน สำนักงานนี้จึงจะมีอำนาจเต็มที่ จุดเด่นของรูปแบบนี้คือการประนีประนอม ไม่กระทบต่อระบบประกันสังคม ไม่กระทบต่องบประมาณของรัฐบาลที่ต้องจ่ายให้กับผู้ประกันตนอีก 10 ล้านคน ไม่แก้ปัญหางบประมาณ แต่จะไม่ก่อให้เกิดความเป็นธรรม และประสิทธิภาพต่อระบบในระยะยาว และยังไม่เคยเห็นประเทศใดที่มีเพียง 2-3 กองทุนใช้ระบบนี้

รูปแบบที่ 3 ข้อเสนอเอกชน โดยสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (พรีม่า) และแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชนบางกลุ่ม ที่ต้องการให้เกิดการแข่งขันกันแบบทุนนิยม โดยต้องการให้ประชาชนทุกคนร่วมจ่าย (co-insurance) และให้บริษัทประกันชีวิตเอกชน เป็นผู้บริหารกองทุน ซึ่งอาจมีกองทุนไม่จำกัด ระบบนี้เป็นระบบที่มีจุดอ่อนทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม และไม่มีอะไรการันตีเรื่องคุณภาพ ที่สำคัญคือขัดกับลักษณะของระบบสุขภาพ ซึ่งมีลักษณะการตลาดล้มเหลว (market failure) ไม่สามารถใช้การตลาดแบบทุนนิยมเช่นภาคธุรกิจอื่นๆได้ ทั้งจาก ความไม่แน่นอน (uncertainty) ผู้ป่วยไม่รู้ว่าตนเองจะป่วยเมื่อใด โรคอะไร ความไร้สมมาตรของข้อมูลข่าวสาร (asymmetric information) ระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ การตัดสินใจต่างๆของผู้ป่วยนั้นขึ้นอยู่กับแพทย์ (agency relationship) และความเป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) อย่างไรก็ตามระบบนี้ก็มีจุดแข็งในเรื่องความมั่นคงทางการเงินการคลังของรัฐ ในระยะยาว เพราะเป็นการผลักภาระมาให้ประชาชนรับผิดชอบแทนในลักษณะต้องร่วมจ่าย แต่ไม่สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศได้ ตัวอย่างประเทศที่มีระบบนี้ คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกาสูงที่สุดในโลก จนประธานาธิบดีโอบามาต้องปฏิรูประบบในที่สุด และตัวอย่างจาก กองทุนคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถของไทย ที่มอบให้บริษัทประกันภัยเอกชนทำหน้าที่บริหารกองทุน แต่ละปีมีต้นทุนการบริหารจัดการสูงถึง 3,000-4,000 ล้านบาท ขณะที่มีเม็ดเงินกองทุนเพียง 10,000 ล้านบาทต่อปี เท่านั้น

ทั้ง 3 รูปแบบนี้อาจไม่ใช่รูปแบบสำเร็จรูปทั้งหมด แต่เชื่อว่าเป็นแนวทางกว้างๆ ที่จะนำไปสู่การหารือกันในการประชุมระดมสมองเพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำและ ความเป็นธรรมของระบบสุขภาพที่มีมาอย่างยาวนาน หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะเห็นรัฐบาลจริงใจกับการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำใน ระบบหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะการมีผู้ประกันตน 10 ล้านคน เพียงกลุ่มเดียวที่ยังต้องจ่ายเงินอยู่ และหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศและคนไทยทุกๆคน ที่สำคัญงานนี้เป็นการพิสูจน์ฝีมือทีมงานที่อยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยว่า มีกึ๋นและความจริงใจแค่ไหนในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของสวัสดิการรักษา พยาบาล หรือคิดเพียงแค่เอารูปแบบที่พรรคประชาธิปัตย์ออกแบบมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะ หน้า เพราะการไขความเหลื่อมล้ำของระบบหลักประกันสุขภาพในครั้งนี้นั้นยากกว่าการ ทำนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ที่ทำให้คนไม่เคยมีหลักประกันสุขภาพได้หลักประกันสุขภาพเมื่อ 10 ปีที่แล้ว หลายเท่านัก

ธเนศวร์ เจริญเมือง: ข้อเสนอเรื่องการรับปริญญา

ที่มา ประชาไท

ช่วงเดือนมกราคมทุกๆปี อากาศกำลังเย็นสบาย สถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งจัดพิธีรับปริญญาผมได้เห็นนักศึกษาถ่ายรูปในชุด บัณฑิต-มหาบัณฑิต ก็ชื่นใจครับ ยินดีกับพวกเขาและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

ผมคิดว่าคนสอนหนังสือระดับอุดมศึกษา มีความสุขกับ 2-3 เรื่อง 1. ได้เห็นคนหนุ่มสาวที่เข้าเรียนจบการศึกษา ได้รับปริญญาสมความตั้งใจ 2. จบออกไปเป็นสมาชิกที่มีคุณค่าทั้งต่อตนเอง-ครอบครัวและสังคมโดยรวม และ 3. เป็นสุขมากขึ้น เมื่อรู้ว่าพวกเขาทำอะไรเพื่อให้ตัวเขา-ครอบครัว-สังคม ยกระดับความนึกคิด-การทำงาน-คุณธรรม-และปฏิบัติการบางอย่าง ที่สังคมนั้นขาดหาย แต่พวกเขานำมันกลับคืนมา หรือพยายามที่จะยกระดับตนเอง-ครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติให้สูงขึ้น มุ่งมั่นที่จะทำสิ่งเหล่านั้น แม้ว่าจะยังไม่สำเร็จก็ตาม

ถ้าผมออกแบบมหาวิทยาลัยได้สำหรับประเทศนี้ โดยเฉพาะถ้ามหาวิทยาลัยนั้นมีบัณฑิต-มหาบัณฑิตนับหมื่นคน ผมจะเสนอจัดรายการรับปริญญา 2 วัน เสาร์และอาทิตย์เพื่อไม่ให้มีคนร่วมงานมากเกินไป เป็นรายการที่ไม่ต้องมีซ้อมอะไร เริ่มตอนสายๆ สัก 9.30 น. ผู้ปกครอง-ญาติมิตรไปนั่งที่ด้านข้างทั้งสองของด้านหน้าเวที ที่นั่งตรงกลางหน้าเวทีทั้งหมดให้ผู้จบการศึกษาทั้งหมดนั่ง

เริ่มพิธีด้วยการเชิญธงมหาวิทยาลัยและธงของคณะต่างๆ ตามด้วยคณาจารย์ในชุดครุยเต็มยศ เดินนำหน้าขบวนดุษฎีบัณฑิต-มหาบัณฑิต-บัณฑิตเข้ามา พร้อมเพลงมหาวิทยาลัยที่ดังกึกก้องตลอดเวลาที่ขบวนแถวอันทรงเกียรติเดินเข้า มาในงาน ครอบครัว-ญาติมิตรทั้งสองด้านลุกขึ้นยืนให้เกียรติต้อนรับ คณาจารย์ขึ้นไปนั่งบนเวที ส่วนเหล่าบัณฑิตนั่งตรงกลางทั้งหมด

พิธีการเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย ด้วยคำกล่าวของคณาจารย์จำนวนหนึ่ง ตามสูจิบัตรที่แจกให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคน จากนั้น ก็ จะเป็นปาฐกถาเกียรติยศของบุคคลสำคัญที่คณะผู้บริหารและบัณฑิตร่วมกันคัดสรร ตลอดหลายเดือนก่อนหน้า มากล่าวให้ความรู้และทัศนะบางประการ ตลอดจนแง่คิดบางอย่างแก่บัณฑิตใหม่

ต่อจากนั้น อธิการบดีก็จะขึ้นกล่าววาระสำคัญ คือการมอบปริญญา เช่น มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิต (ซึ่ง มักจะมีไม่กี่คน) และรางวัลยอดเยี่ยมด้านต่างๆ แก่บัณฑิต-มหาบัณฑิตหรือบางคน (ที่ควรจะเป็นรางวัลที่ทรงคุณค่าจริงๆ ไม่ใช่มอบรางวัลที่มากจนเกินไป)

จากนั้น ก็จะประกาศให้มหาบัณฑิตยืนขึ้น อธิการบดีก็จะกล่าวประกาศว่าพวกเขาที่ยืนเบื้องหน้าบัดนี้คือผู้จบการศึกษา เป็นมหาบัณฑิตเต็มภาคภูมิแล้ว หรืออาจจะให้บัณฑิตยืนขึ้นพร้อมๆกัน หรือแยกกันคนละกลุ่ม หรือแยกกันจัดคนละงาน สิ้นเสียงประกาศ ผู้จบการศึกษาทั้งหลายก็จะไชโยโห่ร้อง ขานรับด้วยเสียงปรบมือแสดงความยินดีของครอบครัว-ญาติมิตรรอบๆ อาจมีการโยนหมวกและช่อดอกไม้ขึ้นท้องฟ้า เป็นช่วงเวลาที่สุขสันต์และเป็นกันเองอย่างที่สุด งานดังกล่าวก็เสร็จสิ้นลง

จากนั้น ก็จะถ่ายรูปร่วมกันภายในงาน หรือบนเวที (บางส่วนก็ถ่ายไป มากแล้วในตอนเช้าก่อนที่จะเริ่มงานอย่างเป็นทางการ) 11.45 น. งานน่าจะจบ คนจบก็เดินไปรับใบปริญญาบัตรที่สำนักทะเบียน หรือสำนักทะเบียนอาจมาตั้งโต๊ะ รอมอบใบปริญญา ณ จุดนั้น ทั้งนี้ล้วนขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน

หมายความว่าพิธีศักดิ์สิทธิ์ มีความหมาย มีสาระ และมีความสุขถ้วนหน้านี้ ไม่ต้องมีใครซ้อมอะไรสักอย่าง ไม่ต้องลางาน ทุกคนมาร่วมงาน แต่งตัวสวยกันหมดครึ่งเช้าหรือครึ่งบ่ายของวันหนึ่งในวันสุดสัปดาห์ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ทุกอย่างก็จบหมด ไปฉลองอาหารมื้อเที่ยงกันอย่างยิ่งใหญ่ แล้วต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้าน แทบไม่ต้องมีใครที่ลางานหลายวัน

ป.ล. คนมีการศึกษาสูงสุดของประเทศทั้งคณาจารย์และเหล่าบัณฑิตย่อมต้องใช้เวลา อย่างคุ้มค่าในการทำงานสร้างสรรค์สังคม และแก้ไขปัญหาสังคมอย่างเต็มที่

สำหรับงานอันยิ่งใหญ่และมีความหมาย นี้ ครึ่งวันก็พอแล้วนี่ครับ ทำไมต้องซ้อมอะไรมากมาย ถึง 3-4 วัน นี่เอาคนระดับ ดร. รศ.ดร. ศ.ดร. คณบดี มาซ้อมอ่านชื่อคน อ่านอยู่นั่นแล้ว 3-4 วัน แล้วเอาบัณฑิตลางานมา 5-6-7 วัน เสียเงินหลายหมื่นบาท เสียเวลาก็ประเมินไมได้เลยว่าเสียหายเท่าใด

ทุกวันนี้ ที่สถาบันอุดมศึกษาในสังคมไทยจัดงาน รับปริญญาวันทำงาน ก็เพราะมีจุดหมายแอบแฝง เช่น ให้รุ่นน้องมาโรงเรียน ได้พบพี่บัณฑิต ได้คุยกัน ขอเงินบริจาค หรือรับเลี้ยง ได้ขายของหาเงินเข้าชมรม แต่เราคิดบ้างไหมว่าตลอดวันรับปริญญานั้น มีนับพันครอบครัวที่ขนกันมาเต็มมหาลัย นั่งๆนอนๆใต้ต้นไม้ บ้างก็หลับ บ้างก็เดินไปมาทั้งวัน

จริงๆ ก่อนจะไปถึงงานรับปริญญาแบบครึ่งวันเสร็จทุกอย่างที่ผมเสนอไปตอนต้นนั้น สำหรับแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เราก็สามารถปรับบางอย่างได้ เช่น ทำไมไม่ให้นักศึกษาแต่ละคณะหยุดเรียน จัดกลุ่มออกมาต้อนรับพาครอบครัวของบัณฑิตและผู้สนใจเข้าไปชมกิจการต่างๆ ของคณะ ไปดูห้องเรียน ห้องสมุด ห้องแล็บ ห้องวิจัย ห้องน้ำ โรงอาหาร ฯลฯ เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย (ที่หลายแห่งมี แต่แทบไม่เคยเปิดเลย)

ตกลงที่ผ่านมา และจนถึงเวลานี้ เราเอาคนมีการศึกษาสูงเป็นกะทิของทุกๆ หมู่บ้านตำบล-อำเภอมาซ้อมๆๆ เพื่อรับปริญญากันถึง 3-4 วัน ทั้งวัน ลางานกันเป็นอาทิตย์มาเพียงเพื่อทำงานพิธีบางอย่าง คือการนั่งนานๆ แล้วก็ซ้อมเดินๆๆๆ แล้วก็ยังไม่พอ เอาญาติมิตรพี่น้องมานั่งๆ นอนๆ ทั้งวันใต้ร่มไม้ โดยไม่ได้ทำอะไรเลย

ทำอย่างไร เราจึงจะไม่ต้องซ้อมมากมาย เสียเวลาทุกฝ่ายขนาดนี้ และทำอย่างไร เราจะทำให้ครอบครัวญาติมิตรได้สาระอะไรกลับบ้านบ้าง ไม่ใช่มานั่งๆนอนๆรอภายในรั้วมหาลัย แล้วได้ถ่ายรูปกับคนที่เขาภาคภูมิใจไม่กี่สิบรูป แล้วจากนั้น ก็นั่งรถกลับบ้าน มีแต่ความอิ่มเอมกลับไป แต่เสียเวลาทั้งวัน แล้วไม่ได้เรียนรู้อะไรเลยว่าสถาบันที่ลูกหลานของตนเองมาเรียนนั้น เขาสอนอะไรบ้าง

สำหรับมันสมองของประเทศทั้งหมดนี้ ได้เวลาหรือยังครับที่คนมีการศึกษาอย่างเราๆ จะคิดใหม่ และกล้าเปลี่ยนแปลงด้วยการทำอะไรดีๆ มีสาระกว่านี้ให้แก่ประเทศของเรา.

สุรพศ ทวีศักดิ์: คัดค้านการเยียวยาเท่ากับคัดค้านความก้าวหน้าของ “จริยธรรมทางสังคม”

ที่มา ประชาไท

เป็นเรื่องที่ไม่เกินความคาดหมาย สำหรับการออกมาคัดค้านการเยียวยาผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ พิการ จากการสลายการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2553 ตามมติคณะรัตมนตรี เพราะฝ่ายที่คัดค้านคือพรรคประชาธิปัตย์ หมอตุลย์ และ/หรือฟากตรงข้ามคนเสื้อแดง พรรคเพื่อไทย ที่มักคัดค้านบนจุดยืนของความเป็นฝักฝ่ายอยู่แล้ว ส่วนเหตุผลที่นำมาอ้างก็เป็นเหตุผลที่ “เบาหวิว” และ “เข้าตัวเอง” ตามเคย

เช่นที่ว่าทำไมต้องเอาเงินภาษีประชาชนตั้ง 2,000 ล้าบาท ไปปูนบำเหน็จให้ “พวกเดียวกัน” (หมายความว่า ปชป.ใช้ภาษีประชาชนร่วม 6,000 ล้านบาท สลายการชุมนุมจนทำให้ “พวกอื่น”ตาย 92 ศพ บาดเจ็บร่วม 2,000 คน เป็นสิ่งที่ชอบธรรม?)
ทำไมการเยียวยาจึงไม่ครอบคลุมกรณี 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 ฆ่าตัดตอนยาเสพติด กรือเซะ ตากใบ (อันนี้ อ.พวงทอง ตอบไปแล้วว่า ถ้า ปชป.เห็นว่าสิ่งที่สร้างสรรค์เช่นนี้ควรจะทำ ตอนที่ตนเองมีอำนาจทำไม่ไม่คิดจะทำ พอคนอื่นจะทำแล้วมาคัดค้านทำไม)
ส่วนที่ว่า ทำไมต้องไปจ่ายให้ให้พวกผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง วางระเบิด ฯลฯ (ก็ต้องถามว่า ตอนที่ ปชป.เป็นทั้งผู้กล่าวหา เป็นทั้งผู้มีอำนาจรัฐนั้น ได้จับ “ผู้ก่อการร้าย” ที่ว่าแฝงตัวอยู่ในที่ชุมนุมคนเสื้อแดง 500 คน ได้กี่คน ที่ตาย บาดเจ็บ พิการ พิสูจน์ได้ว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมืองกี่คน)
แต่ที่น่าตั้งข้อสังเกตไว้เป็นพิเศษคือ บรรดาผู้ที่ออกมาคัดค้านต่างเคยอวดอ้าง “คุณธรรมจริยธรรม” และความเป็น “คนดี” ของตนเองในการต่อสู้ทางการเมือง และประณามฝ่ายตรงข้ามว่าไร้จริยธรรม
ฉะนั้น การคัดค้านการเยียวยาจึงสะท้อนถึงความเป็นคนมีคุณธรรมจริยธรรม หรือความเป็น “คนดี” ของพวกเขาอย่างชัดแจ้งว่า ความมีคุณธรรมจริยธรรม หรือความเป็นคนดีของพวกเขามี “ความหมาย” อย่างไร
เราจะตอบคำถามนี้ได้ ถ้าเราพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า การเยียวยาครั้งนี้เป็นการแสดงถึง “ความก้าวหน้าทางจริยธรรม” อย่างไร
เนื่องจากการสลายการชุมนุมเป็นปัญหาทางสังคมการเมือง ฉะนั้น ความก้าวหน้าของจริยธรรมที่แสดงให้เห็นในการเยียวยาปัญหาดังกล่าว จึงต้องเป็น ความก้าวหน้าของ “จริยธรรมทางสังคม” (social morality)
สำหรับผู้อ่านที่เบื่อคำว่า “จริยธรรม” โปรดเข้าใจว่า ผมกำลังใช้ความหมายของคำว่า “จริยธรรม” กว้างๆ ตาม concept ทางจริยศาสตร์ (ethics) ไม่ใช่ concept ทางศาสนา ในจริยศาสตร์สังคม หรือปรัชญาสังคมการเมืองนั้น ไม่มีสังคมการเมืองใดๆ ในโลกนี้ (หรือโลกใดๆ ที่เราอาจจินตนาการถึงได้) ที่จะดำรงอยู่โดยปราศจากระบบ “คุณค่า” (value) ใดๆ หมายความว่า ระบบหรือกติกาการอยู่ร่วมกันของสังคมการเมืองใดๆ ก็ตาม จะต้องวางอยู่บนรากฐานของระบบคุณค่าบางอย่างเสมอ
เช่น ระบบสังคมการเมืองแบบสังคมนิยมเน้นคุณค่าเรื่องความเสมอภาคเป็นหลัก ขณะที่มองเรื่องสิทธิ เสรีภาพ เป็นเรื่องรอง ส่วนระบบสังคมการเมืองแบบประชาธิปไตยให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพเป็นหลัก ขณะที่ให้ความสำคัญกับ “ความเสมอภาคในความเป็นคน” แต่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจอาจไม่ได้ให้ความสำคัญในความหมายเดียวกับ สังคมนิยม เป็นต้น
และโดยที่สังคมเราได้เลือกแล้ว ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 ว่า เราจะเป็นสังคมประชาธิปไตย ฉะนั้น ความก้าวหน้าของ “จริยธรรมทางสังคม” ในการเยียวยาครั้งนี้ จึงหมายถึงความก้าวหน้าของการยอมรับ และปฏิบัติตามหลักจริยธรรมแห่งสังคมประชาธิปไตย คือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรมใน “มาตรฐานเดียวกัน”
ซึ่งการเยียวยาในครั้งนี้เป็นการแสดงให้เห็นความก้าวหน้าของจริยธรรมทางสังคมดังกล่าว เช่น
1. เป็นการเคารพคุณค่าของความเสียสละเพื่อปกป้องประชาธิปไตย ที่ ผ่านมาสังคมเรามักมองไม่เห็นคุณค่าของความเสียสละดังกล่าวนี้ เพราะอำนาจที่กุมชัยชนะทางการเมือง หรืออำนาจที่กำหนดการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองได้ “สร้างภาพ” ให้ผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตย เป็น “บุคคลอันตราย” ต่อความมั่นคงของชาติ ศาสน์ กษัตริย์
เมื่อมีรัฐบาลที่มาจากการเสียสละชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนอีกครั้ง จึงถึงเวลาที่รัฐบาลและสังคมนี้ต้องแสดงความเคารพต่อการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ ในประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่ผ่านมา เริ่มจากการเยียวยาเฉพาะหน้าครั้งนี้ก่อน หากจะมีการศึกษาเพื่อเยียวยาย้อนไปถึงเหตุการณ์พฤษภา 35 6 ตุลา 14 ตุลา ได้ ก็สมควรทำต่อไปอย่างยิ่ง
2. เป็นการสร้างบรรทัดฐานความรับผิดชอบด้าน “มนุษยธรรม” ของรัฐต่อประชาชนที่มีสำนึกสูงในความเป็นประชาธิปไตย นับแต่นี้รัฐจะเพิกเฉยปล่อยให้ประชาชนที่มีจิตสำนึกทางการเมืองสูงเช่นนั้น ต้องตาย บาดเจ็บ พิการ อย่างโดดเดี่ยว ไร้การเหลียวแลไม่ได้อีกต่อไป
3. เป็นการยกมาตรฐานการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประเทศให้ก้าวหน้าขึ้น เมื่อรัฐผิดพลาดละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน รัฐต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้ถูกละเมิดอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
การเยียวยาครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างมาตรฐานที่สูงขึ้นของ “ความรับผิดชอบ” แห่งรัฐที่แสดงออกให้เห็นถึงความเคารพต่อการเสียสละของประชาชน ยกระดับบรรทัดฐานความรับผิดชอบด้านมนุษยธรรม และการเคารพสิทธิมนุษยชนของรัฐให้สูงขึ้น นี่คือสิ่งบ่งบอกถึงความก้าวหน้าของจริยธรรมทางสังคม
แต่นอกจากตอนมีอำนาจรัฐ พรรคประชาธิปัตย์จะไม่แสดงความรับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวแล้ว เวลารัฐบาลอื่นกล้ารับผิดชอบยังออกมาคัดค้านเสียอีก ทั้งที่ควรจะมีวุฒิภาวะพอที่จะเข้าใจได้ว่า การคัดค้านการเยียวยา ก็คือการคัดค้านความก้าวหน้าของจริยธรรมทางสังคม
ซึ่งหมายถึง การปฏิเสธที่จะให้ความเคารพต่อความเสียสละเพื่อประชาธิปไตยของประชาชน และปฏิเสธการแสดงความรับผิดชอบด้านมนุษยธรรม และสิทธิมนุษยชนที่รัฐต้องมีต่อประชาชน
มันจึงสะท้อนให้เห็นว่า บรรดาคนที่เคยอวดอ้างความมีคุณธรรมจริยธรรม หรือความเป็นคนดีของตนเอง พวกตนเองในการต่อสู้ทางการเมือง และประณามฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นคนเลว ไร้คุณธรรมจริยธรรมนั้น เอาเข้าจริงคุณธรรมจริยธรรม หรือความเป็นคนดีที่พวกเขาอ้างถึงมันเป็นคนละเรื่องกับ “จริยธรรมทางสังคม” ตามระบอบประชาธิปไตย
เพราะความเป็น “คนดี” ซึ่งเกิดจากการมีคุณธรรมจริยธรรมที่ไม่ยึดโยงอยู่กับ และ/หรือไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนหลักจริยธรรมทางสังคม คือ หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ความยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกันอย่างหนักแน่น จึงทำให้บทบาทของบรรดาคนที่มีภาพลักษณ์เป็นคนดี คนมีคุณธรรมจริยธรรมทั้งหลายในประเทศนี้ มีความกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะแสดงบทบาทคัดค้านความความก้าวหน้าของ จริยธรรมทางสังคมอยู่เสมอๆ ตลอดมา (รวมทั้งคัดค้านการแก้ ม.112 และการล้างรัฐประหารด้วย)
เช่นที่ฝ่ายคัดค้านการเยียวยากำลังทำกันอย่างจริงจังในขณะนี้!

อำมาตย์ภาคประชาสังคมกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มา ประชาไท

หากยังจำกันได้ หลังจากที่ได้สั่ง “กระชับพื้นที่” จนเป็นผลให้ผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยเสียชีวิตและสูญหายนับร้อยรายและ บาดเจ็บพิการอีกนับพันราย รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินหน้าแผน “ปรองดอง” ที่กำหนดให้การปฏิรูปประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผน โดยมีชนชั้นนำของภาคประชาสังคมไทย คือ นายอานันท์ ปันยารชุน และนายแพทย์ประเวศ วะสี เป็นประธานคณะกรรมการกำกับการปฏิรูปและประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปตาม ลำดับ ทั้งนี้ โดยมีบุคคล กลุ่ม และองค์กรต่างๆ จากภาคประชาสังคมเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปนี้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ดี การปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่ รัฐบาลและกองทัพใช้เบี่ยงเบนความสนใจของสังคมต่อข้อเรียกร้องที่ให้มีการ พิสูจน์ข้อเท็จจริงและรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่การเข้าร่วมของภาคประชาสังคมไทยก็ถูกคัดค้านจากนักกิจกรรมและนัก วิชาการบางส่วนเนื่องจากเห็นว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลและทหารต่อ การใช้ความรุนแรงและใช้อำนาจรัฐอย่างไร้ความเป็นธรรม เป็นการเพิกเฉยต่อการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนและต่อกระบวนการอยุติธรรมที่ เกิดขึ้นในสังคมซึ่งนับเป็นความอำมหิตแบบหนึ่ง จนมีคำเรียกการปฏิรูปนี้ว่า ‘กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยอำมหิต’ และมีสโลแกนการคัดค้านที่คุ้นหูว่า ‘เสียดายคนตายไม่ได้ปฏิรูป’ อนึ่ง การเข้าร่วมกระบวนการปฏิรูปประเทศนี้ได้สะท้อนถึงอุดมการณ์ของภาคประชาสังคม ไทยที่ค่อนไปในทางอนุรักษ์นิยมและการสนับสนุนสถาบันการเมืองหรืออำนาจแบบ จารีต รวมถึงท่าทีที่ไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงต่อระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนและการ เลือกตั้ง

กระบวนการปฏิรูปประเทศยังคงดำเนินต่อมาแม้จะเปลี่ยนขั้วรัฐบาลแล้วก็ตาม โดยเฉพาะในส่วนคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นประเด็นหนึ่งที่คณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญและได้เข้ามามีบทบาทเป็น “เจ้าภาพ” ในการระดมความคิดและข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความรุนแรงและซับซ้อนมาก เฉพาะในรอบ 8 ปีที่ผ่านมามีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงเกือบ 5,000 ราย และผู้บาดเจ็บพิการอีกจำนวนมหาศาลขณะที่การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการจับกุม คุมขังทำร้ายร่างกายและไล่ล่าผู้ต้องสงสัยที่ไม่ถูกต้องตามกระบวนการ ยุติธรรมก็เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ที่ผ่านมานักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และกลุ่มองค์กรต่างๆ ในและนอกท้องถิ่นและระหว่างประเทศ ต่างก็พยายามอย่างมากที่จะแก้ไขปัญหา ทั้งในแง่การเยียวยา การส่งเสริมกระบวนการยุติธรรม การนำเสนอแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจและรูปแบบการปกครองที่เหมาะสม การรณรงค์ให้ยกเลิกการใช้กฎหมายความมั่นคง รวมถึงการผลักดันให้มีระบบการศึกษาที่เคารพในประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ทาง ศาสนาและชาติพันธุ์ของคนท้องถิ่น ทั้งนี้ การแต่งตั้งให้มีสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปเป็นประธาน ดูจะเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาสามจังหวัดชาย แดนภาคใต้ของชนชั้นนำภาคประชาสังคมผ่านทางคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป อนึ่ง กระบวนการสมัชชาฯ ได้เริ่มเปิดฉากขึ้นแล้วเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาและจะดำเนินการไปตลอดปี 2555 โดยจะมีการจัดเวทีในระดับต่างๆ เพื่อระดมความคิดจากกลุ่มคนที่หลากหลายในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้จำนวน 200 เวที

อย่างไรก็ดี การที่ชนชั้นนำของภาคประชาสังคมผู้ซึ่งมีบทบาทขับเคลื่อน ‘กระบวนการปฏิรูปประเทศไทยอำมหิต’ ผู้ซึ่งมีอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย และผู้ซึ่งทำให้ภาคสังคมไทยในสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันมี กลายสภาพเป็นเพียงเครื่องมือของการกดทับและการธำรงสถานะเดิมของสถาบันสังคม และการเมืองจารีต ได้เข้ามามีบทบาทในฐานะ “เจ้าภาพ” ในการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ได้นำมาสู่คำถามในใจฉันหลายประการ ข้อหนึ่งก็คือว่าปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถแยกออกออกจากปัญหาการ เมืองและโครงสร้างอำนาจในระดับชาติ อย่างกรณีอำนาจของกองทัพและของสถาบันหลักได้กระนั้นหรือ เมื่อย้อนกลับไปดูบทสัมภาษณ์ของนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เคยเสนอว่าการแก้ปัญหาแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นไปได้ก็ต้อง มี “การส่งสัญญาณจากนอกพื้นที่ลงไปเพื่อให้การต่อสู้หยุดชะงักก่อน ซึ่งผมเสนอ 3 สูตรคือ หนึ่ง ต้องอาศัยพระเจ้าอยู่หัว แต่สูตรที่หนึ่งนี้เป็นไปได้ยาก เพราะเราไปกำหนดท่านไม่ได้ สูตรที่สอง ผู้นำทางความคิด แต่ว่าผู้นำทางความคิดอย่างคุณอานันท์ อาจารย์ประเวศ หรือแม้แต่พลเอกเปรม ระดับนี้ จะมีบารมีทดแทนพระเจ้าอยู่หัวหนึ่งองค์ได้ ต้องใช้ประมาณพันคน ร้อยคนไม่พอ สูตรที่สองนี้จึงเป็นไปได้ยากมาก เพราะต้องส่งสัญญาณเข้าไปทั้งในพื้นที่และสังคมใหญ่” ก็ยิ่งทำให้ทำให้น่ากังวลอย่างมากต่อแนวคิดและอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังสมัชชาฯ นี้ว่าจะนำไปสู่การแก้หรือการเพิ่มปัญหาให้มากขึ้น

คำถามถัดมาที่เกิดขึ้นก็คือว่าปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถแยกขาด จากปัญหาความไม่เท่าเทียมเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายและในกระบวนการ ยุติธรรมที่ได้เกิดขึ้นกับผู้ด้อยโอกาสกลุ่มอื่นๆ ในประเทศไทย เช่น มวลชนผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ได้กระนั้นหรือ ข่าวการจัดงานเวทีสมัชชาปฏิรูปเฉพาะประเด็น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คึกคักและดูมีความหวังถึงการแก้ปัญหาอย่างสันติและ ไร้ความรุนแรงภายใต้การนำนายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานฯ ทำให้ฉันหวนรำลึกถึงบทความหนึ่งของนายแพทย์ผู้นี้ที่ฉันจำได้ฝังใจ บทความนี้ชื่อ “อีกสักเดือนจะเป็นไรไป?” ตีพิมพ์ใน กรุงเทพธุรกิจ ช่วงก่อนการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 ในบทความนายแพทย์พลเดชเรียกผู้ชุมนุมเสื้อแดงว่า “กลุ่มผู้ก่อการร้าย” ที่มีอาวุธหนักครบมือ และ “กบฏเสื้อแดงที่มุ่งปฏิวัติล้มล้างด้วยกำลังมวลชนและอาวุธ” เขาเสนอต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ว่าควร “ปล่อย ให้ม็อบฝ่อเหี่ยวกันไปเอง โดยการปิดล้อมทางเข้าออกทุกด้านอย่างแข็งแรง กดดันทั้งทางการเมืองและใช้มาตรการทางคดีเป็นพิเศษ ไม่นานแกนนำจะถูกโดดเดี่ยวจนถึงที่สุดและทิ้งมวลชนหนีไป” นายแพทย์พลเดชยังบอกอีกว่า “พวกกบฏเสื้อแดงจะไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ และพวกเขาพร้อมที่จะใช้โมเดลการก่อการร้ายแบบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ขยายไปทั่วประเทศ” และ “หากศึกนี้จบลงด้วยการเสมอกัน หรือ ‘วิน-วิน…แบบหน่อมแน้ม’ ทั้ง แกนนำและมวลชนกบฏจะยิ่งลำพองใจในชัยชนะทุกสมรภูมิของพวกเขา ขึ้นอยู่กับว่า การชุมนุมที่ราชประสงค์จะจบด้วยการถูกสลายหรือไม่ ซึ่งถ้ามีการสลาย ...ฝ่ายความมั่นคงจะจับตัวแกนนำทั้ง 24 คนได้มากแค่ไหน ส่วนใหญ่หรือส่วนน้อย ตัวใหญ่หรือตัวเล็ก จับเป็นหรือจับตาย” จากบทความนี้ฉันไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่าการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาค ใต้ที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินไปบนฐานแนวคิดเรื่องสิทธิเสรีภาพและ ความเสมอภาค จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไรภายใต้การเป็น “เจ้าภาพ” ของบุคคลประเภทนี้ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ยิ่งในการลดทอนความเป็นมนุษย์ ของผู้อื่นที่มีจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างจากกลุ่มตน

นอกจากนั้นฉันก็ยังมีคำถามว่าแล้วแนวคิดและอุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทนและการเลือกตั้ง (ซึ่งถือเป็นหลักการขั้นพื้นฐานที่สุดของระบอบประชาธิปไตย) ของชนชั้นนำภาคประชาสังคมไทยที่พยายามเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชาย แดนภาคใต้นั้น จะส่งผลดีต่อการแก้ไขปัญหาอย่างที่พวกเขากล่าวอ้างจริงหรือ ทั้งนี้ ในการกล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษผ่านวิดิทัศน์เวทีสมัชชาปฏิรูปชายแดนใต้ ครั้งที่ 1 “ชายแดนใต้ไม่ทอดทิ้งกัน” เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา นายแพทย์ประเวศ วะสี เน้นย้ำอุดมการณ์นี้อย่างชัดเจนว่าการกระจายอำนาจไปสู่ชุมชนท้องถิ่น อันจะนำมาสู่ภาวะท้องถิ่น/ชุมชนจัดการตนเองที่เอื้อต่อการเข้ามามีบทบาทของ ผู้นำตามธรรมชาตินั้น เป็นทางออกสำคัญในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากผู้นำตามธรรมชาติมีความซื่อสัตย์สุจริตและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มากกว่าผู้นำแบบอื่นๆ ดังที่ว่า “มีสภาผู้นำชุมชนที่มีผู้นำตามธรรมชาติ ที่มีอยู่ในชุมชนมารวมตัว เป็นสภาผู้นำชุมชน ซึ่งท่านทั้งหลายก็มีอยู่จะเป็นโต๊ะครู เป็นอิหม่าม เป็นผู้นำกลุ่มอาชีพอะไรต่างๆ ก็มีอยู่เป็นธรรมชาติในชุมชน และผู้นำตามธรรมชาติจะมีคุณสมบัติสูงกว่าผู้นำโดยการเลือกตั้งและโดยการแต่ง ตั้ง” และ “ผู้นำที่เกิดจากการเลือกตั้ง หรือโดยการแต่งตั้ง ซึ่งไม่แน่ แล้วแต่เหตุปัจจัยต่างๆ การใช้เงินใช้ทองใช้อำนาจใช้อะไรต่ออะไรต่างๆ ให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง” และ “ถ้าเรามองข้างบนไปที่นักการเมือง เราเกือบจะมองไม่เห็นเลยว่าเราจะมีคนที่สุจริต คนที่มีสติปัญญาสูง มีคนที่เห็นแก่ส่วนรวมจำนวนมาก แต่ว่าที่ชุมชนนั้นมีจำนวนมากทุกแห่งหนเป็นธรรมชาติ มีเป็นล้านๆ คน”

ปาฐกถานี้ของนายแพทย์ประเวศ วะสี สะท้อนให้เห็นถึงการละเลยที่จะใส่ใจถึงชีวิตที่สลับซับซ้อนของชาวบ้านมลายู มุสลิมและความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง การเลือกตั้ง และมิติต่างๆ ในชีวิตของพวกเขา จากประสบการณ์ของฉันในหมู่บ้าน บาบอ โต๊ะครู หรืออิหม่าม ซึ่งเป็น’ผู้นำตามธรรมชาติ’ ตามความหมายของนายแพทย์ประเวศ วะสี ส่วนใหญ่ก็มักมีสายสัมพันธ์ในทางใดทางหนึ่งกับผู้นำโดยการแต่งตั้งหรือเลือก ตั้ง เช่น เป็นเครือญาติ เป็นพี่น้อง หรือเป็นพ่อลูกกัน อีกทั้งยังไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่บาบอ โต๊ะครู หรืออิหม่ามจะเป็นผู้สนับสนุนหรือหัวคะแนนหรือแม้แต่เป็นกุนซือให้กับผู้ สมัครรายใดรายหนึ่งในการเลือกตั้งระดับต่างๆ ขณะที่การเมืองหรือการเลือกตั้งก็ไม่ได้แยกขาดจากชีวิตด้านอื่นๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกเช่นกันที่ผู้สมัคร สส., สจ., นายก อบจ, หรือ นายก อบต จะเข้าไปละหมาดและหาเสียงในมัสยิดในโอกาสต่างๆ รวมไปถึงการสร้างเครือข่ายทางสังคมหรือสายสัมพันธ์ของผู้คนในทางการเมือง ระหว่างการร่วมกิจกรรมเผยแพร่ศาสนาหรือการออกดาวะห์

ฉันเห็นว่าตราบใดเรื่องราวและสภาพชีวิตที่เป็นจริงของชาวบ้านมลายูมุสลิม ยังไม่ได้รับการใส่ใจและทำความเข้าใจ แม้จะจัดเวทีอีกสักสองพันเวที จัดให้ทั่วทุกหย่อมบ้านทุกตรอกซอกซอย ก็อย่าได้หวังว่าการจับเอาตัวแทนชาวบ้านมานั่งหน้ากระดานแปะด้วยกระดาษปรู ฟประกบด้วยกระบวนการเวทีที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีในฐานะพิมพ์เขียวจะนำไป สู่อะไรได้ นอกเสียจากการส่งเสริมสถานะและความชอบธรรมให้กับกลุ่มชนชั้นนำภาคประชาสังคม ไทยให้สามารถลอยหน้าลอยตาและสามารถแสดงความเหนือกว่าบุคคลอื่นๆ โดยไม่สำเหนียกเลยแม้แต่น้อยว่าพวกตนนั้นแหละคือต้นตอหนึ่งของปัญหา ทั้งปัญหาโครงสร้างการเมืองในระดับประเทศและปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

[บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหน้งสือรายสัปดาห์มหาประชาชน ประจำวันที่ 13-19 มกราคม 2554]

3 ปี ผู้ว่าฯ กทม. คนกรุงเทพฯ 60.8% ยังไม่ประทับใจ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 3 ปี ของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ของ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง “ประเมินผลงาน 3 ปี ผู้ว่าฯ กทม.” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,117 คน เมื่อวันที่ 12 -16 มกราคม ที่ผ่านมา พบว่า

คนกรุงเทพฯ ให้คะแนนความพึงพอใจผลงาน ของ กทม. ในยุคผู้ว่าฯ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ 5.78 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากผลสำรวจเมื่อตอนที่ ผู้ว่าฯ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ ทำงานครบ 2 ปี 6 เดือน 0.11 คะแนน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 โดยพึงพอใจผลงานด้านสุขภาพและการป้องกันโรคระบาดมากที่สุด (6.25 คะแนน) แต่พึงพอใจผลงานด้านการจราจรและระบบขนส่งมวลชนน้อยที่สุด (5.43 คะแนน)

สำหรับคะแนนการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ว่าฯ กทม. ของ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ได้คะแนน 6.15 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน ซึ่งลดลงจากผลสำรวจในช่วงที่ทำงานครบ 2 ปี 6 เดือน 0.13 คะแนน หรือลดลงร้อยละ 2.1 โดยได้คะแนนด้านความขยันทุ่มเทในการทำงานมากที่สุด (6.60 คะแนน) แต่ได้คะแนนด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่น้อยที่สุด (5.78 คะแนน) ซึ่งเมื่อพิจารณาในแต่ละด้านเปรียบเทียบกับช่วงที่ทำงานครบ 2 ปี 6 เดือนพบว่า มีเพียงด้านความขยันทุ่มเทในการทำงานเพียงด้านเดียวที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้น โดยเพิ่มขึ้นจาก 6.56 คะแนนเป็น 6.60 คะแนน

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับผลงานที่เด่นชัดน่าประทับใจในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ของผู้ว่าฯ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ พบว่า คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 39.2 เห็นว่า มีผลงานเด่นชัดน่าประทับใจ (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจในช่วงครบ 2 ปี ร้อยละ 8.6) โดยในจำนวนนี้ระบุว่าผลงานที่เด่นชัดมากที่สุดอันดับแรกคือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากน้ำท่วม (ร้อยละ 17.3) รองลงมา คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการอุโมงค์ยักษ์ การขยายเส้นทางรถไฟฟ้า (ร้อยละ 6.6) และความสะอาดของกรุงเทพฯ ทั้ง ทางเท้า ถนน และแม่น้ำลำคลอง (ร้อยละ 4.9) อย่างไรก็ตามคนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.8 ยังเห็นว่าผู้ว่าฯ ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ ไม่มีผลงานที่เด่นชัดน่าประทับใจ

เมื่อสอบถามถึงความคาดหวังต่อตัว ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร เมื่อตอนได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯ กทม. กับผลงานที่ปรากฏในขณะนี้พบว่า คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 44.1 เห็นว่ามีผลงานพอๆ กับที่คาดหวังไว้ (ลดลงจากผลสำรวจเมื่อครบ 2 ปี 6 เดือน ร้อยละ 2.1) ร้อยละ 15.5 เห็นว่าแย่กว่าที่คาดหวังไว้ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.8) และร้อยละ 13.2 เห็นว่าดีกว่าที่คาดหวังไว้ (ลดลงร้อยละ 1.6) ขณะที่ร้อยละ 27.2 ระบุว่าไม่ได้คาดหวังไว้

สุดท้ายเมื่อถามว่า “ถ้าวันนี้มีการเลือกตั้ง ท่านจะสนับสนุน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่” กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 37.9 ระบุว่าจะสนับสนุน (ลดลงจากผลสำรวจเดือน พ.ย. 54 ร้อยละ 1.4) ขณะที่ร้อยละ 18.3 ระบุว่าจะไม่สนับสนุน (ลดลงร้อยละ 11.3) และร้อยละ 43.8 ระบุว่ายังไม่แน่ใจ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.7)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 19/01/55 ต้องอย่างนี้...ถึงเอาอยู่!!

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



พวกทำตัว ไร้ผลงาน เกือบบ้านแตก
จากวันแรก ถึงหกเดือน เลอะเลือน เฉย
รอมอตอ รอมอชอ ก็เหมือนเคย
เงียบจังเลย แถมทำตัว มั่วเรื่อยไป....


ต้องกดปุ่ม ปรับออก บอกนัยยะ
ไม่ลดละ สิ่งกังวล คนสังสัย
จากเด็กกู เด็กมึง ถึงเด็กใคร
เส้นเล็ก ใหญ่ โดนถ้วนหน้า ไม่ว่ากัน....

ถึงตอนนี้ ใครงี่เง่า ต้องเอาอยู่
หากคุดคู้ ทำเฉไฉ ไม่สร้างสรรค์
หมดเวลา เกาะเก้าอี้ ไล่บี้ทัน
พวกใคร มัน วิ่งตีนขวิด หวิดวางมวย....

ได้เวลา ผ่องถ่าย หมายสาดแสง
พวกตะแบง กูเก่งแน่ แค่ฉกฉวย
ทำเฉื่อยชา น่าฉงน จนงงงวย
หมดตัวช่วย ประชาชน ก่นด่ายับ....

แสร้งบึ้มเงียบ กลางพรรค ประจักษ์ทั่ว
แถมรวมหัว ยื้อยุด พูดสับปลับ
ทำผิดพลาด ปานใด ไม่ยอมรับ
เลยล้มพับ ตกเก้าอี้ หนีลงรู....

๓ บลา / ๑๙ ม.ค.๕๕

ใครๆก็กล้าหาญลงชื่อแก้112ทั้งนั้น แล้วคุณหละ..?

ที่มา Thai E-News


ที่มา เฟซบุ๊ค Rosso Grassroot

คลิกที่นี่ เพื่อรับแบบฟอร์ม และอ่านขั้นตอนวิธีการร่วมลงชื่อแก้ไขม.112

โปรดเกล้าฯแล้ว "ครม.ยิ่งลักษณ์ 2" โผไม่พลิก ปรับออก 10 คน สลับ 6 คน รวมปรับเปลี่ยน 16 ตำแหน่ง

ที่มา Thai E-News

ขอแสดงความยินดีกับ ครม. ใหม่ทุกท่าน!


18 มกราคม 2555
ที่มา มติชนออนไลน์


นาย อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่แล้ว โดยมีการปรับรัฐมนตรีเดิมออก 10 คน และสลับตำแหน่งอีก 6 คน รวมการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ 16 ตำแหน่ง

1.ให้รัฐมนตรีพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

พลตำรวจเอก โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นางสาวกฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นางบุญรื่น ศรีธเรศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายสุรพงษ์ อึ้งอัมพรวิไล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี
นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี

2.ให้แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นรองนายกรัฐมนตรี
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นางนลินี ทวีสิน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

พลอากาศเอก สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายอารักษ์ ชลธารนนท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายศักดา คงเพชร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

หม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม


ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2555 เป็นปีที่ 67 ในรัชกาลปัจจุบัน

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี

คลิกดูประกาศฉบับสมบูรณ์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปฏิเสธข่าวสนับสนุนแก้ มาตรา 112

ที่มา Thai E-News


18 มกราคม 2555
ที่มา Voice TV


คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ปฏิเสธสนับสนุนแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ตาม ที่ปรากฏเป็นข่าวต่อสื่อมวลชนหรือสาธารณะโดยทั่วไป ในทำนองว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) สนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอเรียนว่า เรื่องนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เป็นบทบัญญัติ ที่ปกป้องพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขของประเทศ

ฉกเช่นเดียวกับประมุขของรัฐต่างประเทศ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๓ แห่งกฎหมายนี้ และเป็นหลักสากลที่นานาอารยประเทศให้การปกป้องประมุขของประเทศในหลักการ เดียวกัน ดังนั้น ข่าวที่ปรากฏต่อสื่อมวลชนหรือสาธารณะโดยทั่วไปว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสนับสนุนการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ นั้น จึงเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อนและไม่มีมูลความจริงแต่ประการใด จึงขอทำความเข้าใจต่อทุกฝ่าย มา ณ โอกาสนี้

อนึ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย โดยยึดหลักความสมดุลระหว่างสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการรักษา พระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๑๘ มกราคม ๒๕๕๕
0 0 0 0 0

ไทยอีนิวส์ขอนำเสนออีกครั้งกับ "ปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน: มอบแด่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทยที่เอียงกะเท่เร่"

ที่ได้จัดให้คณะกรรมการสิทธิเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554

สืบเนื่องจากกรณีข่าวร้อน "กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย 92 ศพ ผิดสมควรตาย ไล่กลับไปเขียนใหม่" ไทย อีนิวส์ขอนำเสนอปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน อันเป็นหลักการระดับชั้นประถมศึกษา เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่นำโดยศาสตราจารย์อัม รา พงศาพิชญ์

ทั้งนี้ทีมข่าวไทยอีนิวส์ ได้นำเสนอเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554 " ในสภาวะที่ทุกหลักการในประเทศไทยถูกฉีกกระจุย "ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน" รับรองสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์" จึงขอนำเสนออีกครั้งมา ณ ที่นี่

The Universal Declaration of Human Rights from Seth Brau on Vimeo.

คำประกาศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนสากล


ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 45 ประเทศร่วมก่อตั้งสหประชาชาติในปี 2488 และร่วมเซ็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2491

ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนที่ตระหนักในศักดิ์ศรีแห่งมนุษยชาติทุกชีวิตบนพื้นพิภพว่าเท่าเทียมกันและได้รับการคุ้มครองเสมอเหมือนกัน


สำนักงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยเขียนเรื่องบทบาทของระบบสหประชาชาติในไทย ไว้ว่า . .

ไทย เป็นประเทศผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งของสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ส่งบุคลากรไปร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ และรับรองมติด้านสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาและสนธิสัญญาเกี่ยวกับแรงงานและสิ่งแวดล้อม องค์กรสหประชาชาติระดับภูมิภาคเป็นจำนวนมากจัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ รวมทั้งคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่ง สหประชาชาติ (UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific - UNESCAP) และสำนักงานระดับภูมิภาคที่เพิ่งเปิดใหม่ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme - UNDP-RCB)

ในสภาวะที่ความ เชื่อถือในกระบวนการ นิติบัญญัติ ตุลาการ และรัฐสภาไทย อยู่ในช่วงตกต่ำ ไร้หลักการ ทั้งสังคมสับสน หวาดหวั่น และไม่แน่ใจว่า "อะไรคือหลักการที่ถูกต้อง ยุติธรรม และชอบธรรม" ที่ควรยึดถือปฏิบัติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ไทยให้สัตยาบัญนับตั้งแต่ปี 2491 คือแม่แบบแห่งหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมที่มนุษย์ในทุกสังคมต่างปราถนา


ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน

ด้วย เหตุที่การยอมรับศักศรีประจำตัวและสิทธิที่เสมอกันไม่อาจโอนแก่กันได้ของ สมาชิกทั้งปวงแห่งครอบครัวมนุษย์ เป็นรากฐานของเสรีภาพ ความยุติธรรมและสันติภาพ

ด้วย เหตุที่การเฉยเมยและดูหมิ่นเหยียดหยามสิทธิมนุษย์ด้วยกันเอง ได้ก่อให้เกิดการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนทารุณ กระทบกระเทือนมโนธรรมของมนุษยชาติอย่างรุนแรง โดยเหตุที่ได้มีการประกาศปณิธานสูงสุดของสามัญชนว่า ถึงวาระแห่งโลกแล้วที่นมุษย์จะมีเสรีภาพในการพูด ในความเชื่อถือ และทั้งมีเสรีภาพจากความกลัวและความต้องการ

ด้วย เหตุที่เป็นสิ่งจำเป็นที่สิทธิมนุษยชนควรได้รับการคุ้มครองโดยหลักนิติธรรม ถ้าไม่ต้องการให้มนุษย์ถูกบีบบังคับ ให้หาทางออกโดยการกบฎต่อทรราชย์และการกดขี่อันเป็นที่พึ่งสุดท้าย

ด้วย เหตุที่เป็นสิงจำเป็นที่จะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างชาติ ต่างๆด้วยเหตุที่บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ยืนยันไว้ในกฎบัตร ถึงความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในศักดิ์ศรีและคุณค่าของตัวบุคคล และความเสมอกันแห่งสิทธิทั้งชายหญิง และได้ตัดสินใจที่จะส่งเสริมความก้าวหน้า ทางสังคมตลอดจนมาตฐานแห่งชีวิตให้ดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น

ด้วย เหตุที่รัฐสมาชิกได้ปกฏิญาณที่จะให้ได้มา โดยการร่วมมือกับสหประชาชาติ ซึ่งการส่งเสริม การเคารพ และการถือปฎิบัติโดยสากลต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ด้วยเหตุที่ความเข้าใจตรงกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ มีความสำคัญยิ่ง เพื่อให้คำปฎิญาณนี้เกิดสัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มเปี่ยม

ดังนั้น ณ บัดนี้ สมัชชา จึงขอประกาศให้....

ปฏิญญา สากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตราฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จ สำหรับประชาชนทั้งหลายและประชาชาติทั้งปวง ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ปัจเจกบุคคล ทุกผู้ทุกนามและองค์กรของสังคมทุกหน่วย โดยการรำลึกเสมอถึงปฏิญญานี้ พยายามสั่งสอนและให้การศึกษาเพื่อส่งเสริม การเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ ด้วยมาตรการที่เจริญก้างไปข้างหน้า ทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับและถือปฎิบัติต่อสิทธิเหล่านั้น อย่างเป็นสากลและได้ผล ทั้งในหมู่ประชาชนของรัฐสมาชิกเอง และในหมู่ของประชาชนแห่งดินแดน ที่อยู่ภายใต้ดุลอาณาของรัฐสมาชิกดังกล่าว.

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อ 1

มนุษย ทั้งหลายทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฎิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง

ข้อ 2

บุคคล ชอบที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตามที่ระบุไว้ในปฏิญญานี้ ทั้งนี้โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเ รื่องใดๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นใด ชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นใด

นอกจากนี้การจำแนกข้อแตกต่าง โดยอาศัยมูลฐานแห่งสถานะทางการเมือง ทางดุลอาณาหรือทางเรื่องระหว่างประเทศของประเทศ หรือดินแดนซึ่งบุคคลสังกัดจะทำมิได้ ทั้งนี้ไม่ว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดแห่งอธิปไตยอื่นใด

ข้อ 3

บุคคลมีสิทธิในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย

ข้อ 4

บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาระจำยอมใดๆมิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม้ได้ทุกรูปแบบ

ข้อ 5

บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฎิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหด ไร้มนุษยธรรมหรือเหยียดหยามเกียรติมิได้

ข้อ 6

ทุกๆคนมีสิทธิที่จะได้รับ การยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมาย ไม่ว่า ณ ที่ใดๆ

ข้อ 7

ทุกๆ คน ต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฎิบัติใดๆ ทุกคนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอหน้าจากการเลือกปฎิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฎิบัติเช่นนั้น

ข้อ 8

บุคคล มีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอย่างได้ผล โดยศาลแห่งชาติซึ่งมีอำนาจเนื่องจากการกระทำใดๆ อันละเมิดต่อสิทธิขั้นมูลฐาน ซึ่งตนได้รับจากรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย

ข้อ 9

บุคคลใดจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้

ข้อ 10

บุคคล ชอบที่จะเท่าเทียมกันอย่างบริบูรณ์ ในอันที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย โดยศาลที่เป็นอิสระและ ไร้อคติ ในการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนข้อที่ตนถูกกล่าวหาใดๆ ทางอาญา

ข้อ 11

บุคคล ที่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะจะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี

บุคคล ใดจะถูกถือว่ามีความผิดอันมีโทษทางอาญาใดๆ ด้วยเหตุที่ตนได้กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ ซึ่งกฎหมายของประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่ได้กระทำนั้นมิได้ถูกระบุว่ามีความผิดทางอาญามิได้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นหนักกว่าโทษที่ใช้อยู่ในขณะที่การกระทำความผิดทาง อาญานั้นเกิดขึ้นมิได้

ข้อ 12

การ เข้าไปสอดแทรกโดยพลการในกิจส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถาน การส่งข่าวสาร ตลอดจนการโจมตีต่อเกียรติยศและ ชื่อเสียงของบุคคลนั้นจะทำมิได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจากการสอดแทรก และการโจมตีดังกล่าว

ข้อ 13

บุคคลมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและในถิ่นที่อยู่ภายในขอบเขตดินแดนของแต่ละรัฐ

บุคคลมีสิทธิที่จะเดินทางออกนอกประเทศใดๆ รวมทั้งของตนเอง และมีสิทธิที่จะกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน

ข้อ 14

บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่นๆ เพื่อลี้ภัยจากการถูกกดขี่ข่มเหง

สิทธิ นี้จะถูกกล่าวอ้างมิได้ในกรณีการฟ้องคดี ซึ่งโดยจากความจริงเกิดจากความผิดที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง หรือจากการกระทำที่ขัดต่อความมุ่งประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ

ข้อ 15

บุคลลมีสิทธิในการถือสัญชาติ

การถอนสัญชาติโดยพลการ หรือปฎิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติ ของบุคคลใดนั้น จะกระทำมิได้

ข้อ 16

ชาย หญิงเมื่อเจริญวัยบริบรูณ์แล้ว มีสิทธิที่จะสมรสและสร้างครอบครัว โดยไม่มีการจำกัดใดๆเนื่องจาก เชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา บุคคล ชอบที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องการสมรส ในระหว่างการสมรส และในการขาดจากการสมรส

การสมรสจะกระทำได้โดยการยินยอมอย่างเสร ี และเต็มใจ ของคู่ที่ตั้งใจจะกระทำการสมรส

ครอบครัวคือ กลุ่มซึ่งเป็นหน่วยทางธรรมชาติและพื้นฐานทางสังคม และชอบที่จะได้รับความคุ้มครองโดยสังคมและรัฐ

ข้อ 17

บุคคลมีสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยลำพังตนเอง และโดยการร่วมกับผู้อื่น

การยึดเอาทรัพย์สินของบุคคลใดไปเสียโดยพลการจะกระทำมิได้

ข้อ 18

บุคคล มีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะเปลี่ยนศาสนา หรือความเชื่อ และเสรีภาพที่จะแสดงให้ศาสนาหรือความเชื่อประจักษ์ในรูปแบบการสั่งสอน การปฎิบัติกิจ การเคารพสักการะบูชา สวดมนต์ และพิธีกรรม ไม่ว่าจะโดยลำพังตนเอง หรือร่วมกับผู้อื่นในประชาคม ในที่สาธารณะหรือในที่ส่วนตัว

ข้อ 19

บุคคล มีสิทธิและเสรีภาพในความเห็น และการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะยึดมั่น ในความคิดเห็นโดยปราศจากการสอดแทรก และที่จะแสวงหารับ ตลอดจนการแจ้งข่าว รวมทั้งความคิดเห็นโดยผ่านสื่อใดๆ โดยมิต้องคำนึงถึงเขตแดน

ข้อ 20

บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม และสมาคมโดยสงบ

การบังคับให้บุคคลเป็นเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมจะกระทำมิได้

ข้อ 21

บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในรัฐบาลของตนไม่ว่าจะโดยหรือผู้แทนที่ผ่านการเลือกอย่างเสรี

บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าถึงการบริการสาธารณะในประเทศของตน

เจต จำนง ของประชาชน จะเป็นฐานอำนาจของรัฐบาล เจตจำนงนี้จะแสดงออกโดยการเลือกตั้ง เป็นครั้งเป็นคราวอย่างแท้จริง โดยการให้สิทธิออกเสียงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมและโดยการลงคะแนนลับ หรือโดยวิธีการลงคะแนนอย่างเสรี

ข้อ 22

ใน ฐานะสมาชิกของสังคม ด้วยความเพียรพยายามของชาติตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศ และโดยสอดคล้องกับการจัดระเบียบและทรัพยากรของแต่ละรัฐบุคคลมีสิทธิในความ มั่นคงทางสังคม และชอบที่จะได้รับผลแห่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจำเป็นต่อศักดิ์ศรีและการพัฒนาบุคลิกภาพ อย่างเสรีของตน

ข้อ 23

บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน และเลือกงานอย่างเสรี และมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ ที่จะได้รับการคุ้มครองจากการว่างงาน

บุคคลมีสิทธิที่จะรับค่าตอบแทนเท่ากัน สำหรับการทำงานที่เท่ากัน โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติใดๆ

บุคคล ที่ทำงานมีสิทธิในรายได้ซึ่งยุติธรรม และเอื้อประโยชน์เฟื่อเป็นประกันสำหรับตนเอง และครอบครัวให้การดำรงค์มีด่าควรแก่สักดิ์ศรี ของมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ เพิ่มเติม

บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน เพื่อคุ้มครองผลประดยชน์ของตน

ข้อ 24

บุคคลมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งการจำกัดเวลาทำงานที่ชอบด้วยเหตุผล และมีวันหยุดเป็นครั้งคราวที่ได้รับค่าตอบแทน

ข้อ 25

บุคคล มีสิทธิในมาตราฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี สำหรับตนเองครอบครัว รวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลและบริการทางสังคมที่จำเป็น และสิทธิในความมั่นคงในกรณีย์ว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพ อื่นใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนควบคุมได้

มารดา และบุตรชอบที่จะได้รับการดูและความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรส ย่อมได้รับการคุ้มครอง ทางสังคมเช่นเดียวกัน

ข้อ 26

บุคคล มีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์โดยไม่คิดมูลค่า อย่างน้อยที่สุดในขั้นประถมศึกษษ และขั้นพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ ขั้นเทคนิคและประกอบอาชีพเป็นการศึกษาที่ต้องจัดให้มีโดยทั่วๆไป ขั้นสูงสุดเป็นขั้นที่จะเปิดให้ทุกคนเท่ากันตามความสามารถ

การ ศึกษาจะมุ่งไปทางการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมพลังการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และมุ่งเสริมความเข้าใจ ขันติและมิตรภาพระหว่างประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติและศาสนา และจะมุ่งขยายกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อธำรงสันติภาพ

ผู้ปกครองมีสิทธิก่อนผู้อื่นที่จะเลือกชนิดของการศึกษา สำหรับบุตรหลานของตน

ข้อ 27

บุคคล มีสิทธิที่จะเข้าร่วมการใช้ชีวิตทางวัฒนธรรมในประชาคมออย่างเสรี ที่จะพึงพอใจในศิลปะและมีส่วนในความคืบหน้า และผลประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์

บุคคล มีสิทธิในการได้รับการคุ้มครองประโยชน์ทางด้านศีลธรรม และทางวัตถุอันเป็นผลได้จากการประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปธที่ตนเป็นเจ้าของ

ข้อ 28

บุคคล ชอบที่จะได้รับประโยชน์จากระเบียบสังคมและระหว่างประเทศ อันจะอำนวยให้การใช้สิทธิและเสรีภาพบรรดาที่ได้ระบุไว้ใน ปฏิญญานี้ทำได้อย่างเต็มที่

ข้อ 29

บุคคลมีหน้าที่ต่อประชาคมอันเป็นที่เดียวซึ่งบุคลิกภาพของตนจะพัฒนาได้อย่างเสรีเต็มความสามารถ

ใน การใช้สิทธิและเสรีภาพบุคคลต้องอยู่ภาพใต้เพียงเช่นที่จำกัดโดยกฎหมายเฉพาะ เพื่อความมุ่งประสงค์ ใหเได้มาซึ่งการยอมรับ และเคารพในสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขอลศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการโดยทั่วๆไป ในสังคมประชาธิปไตย

สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ มิว่าด้วยกรณีย์ใด จะใช้ขัดกับความมุ่งประสงค์และหลักการ ของสหประชาชาติไม่ได้

ข้อ 30

ข้อ ความ ต่างๆตามปฏิญญานี้ ไม่เปิดช่องที่จะแปลความได้ว่า ให้สิทธิใดๆแก่รัฐ กลุ่มชนหรือบุคคลใดๆ ที่จะประกอบกิจกรรม หรือกระทำการใดๆ อันมุ่งต่อการทำลายสิทธิและเสรีภาพใดๆ ที่ได้ระบุไว้ในบทบัญญัติฉบับนี้.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรรมการสิทธิด้วยกันใจไม่ด้านพอ เบรกรายงานฉบับหมอชูชัย92ศพผิดสมควรตาย ไล่กลับไปเขียนใหม่

ในสภาวะที่ทุกหลักการในประเทศไทยถูกฉีกกระจุย "ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน" รับรองสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไวๆนี้กับเสนาบดีณัฐวุฒิ:อย่าทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง มิเช่นนั้น เราขาดกัน

ที่มา Thai E-News



ผมขอวิงวอนผู้บริหารและพรรคเพื่อไทยให้นึกถึงหยดเลือดคราบน้ำตา ของพี่น้อง อิสรภาพที่คนเสื้อแดงอุทิศทุ่มเทลงไปสละลงเป็นเส้นทางเพื่อให้ท่านเดินมา เป็นรัฐบาล แต่ขอว่าอย่ามาเหยียบย่ำการต่อสู้ หรือทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง หากท่านไม่ทำอย่างนั้นเราก็จะเดินทางไปร่วมกันต่อไป แต่หากท่านทำอย่างนั้นเมื่อใด ผมก็จะใช้เสรีภาพของนักต่อสู้ออกไปยืนอยู่กับคนเสื้อแดง

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Voice TV

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดง ได้ขึ้นเป็นรมช.เกษตรฯคนใหม่ตามโผ ต่อไปนี้เป็นคำให้สัมภาษณ์รายการHot Topicกับจอม เพชรประดับ ทางสถานีโทรทัศน์Voice TV เมื่อวันที่ 12สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าหลังเลือกตั้ง 3 กรกฎาคมฯ ไม่มีแกนนำคนใดของเสื้อแดงได้ตำแหน่งรัฐมนตรี เรานำมารีวิวอีกครั้ง เป็นเสมือนขอคำมั่นสัญญาจากณัฐวุฒิว่า เขายังมีภารกิจตามที่เขาพูดไว้
.........

การที่แกนนำคนเสื้อแดงไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมตรีหรือมีตำแหน่งทางการ เมืองแม้เพียงคนเดียวนั้น เราเคารพการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทย เพราะเราก็แสดงท่าทีมาตลอดว่า ไม่เคยเรียกร้องตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด เราเดินมาด้วยการต่อสู้ ทุกวันนี้และต่อไปก็ยังเป็นสถานการณ์ต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การฮันนี่มูนทางการเมือง

"พี่น้องคนเสื้อแดงก็เอาใจช่วย พอทราบผลหลายคนผิดหวังโทรมาร้องไห้ ผมก็ต้องอธิบายว่า เราต้องเคารพการตัดสินใจของพรรค และเรายังต้องต่อสู้ทางการเมืองร่วมกันต่อไป พวกเรายังเป็นคนเสื้อแดง"

เมื่อประชาชนหนุนให้จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ รัฐบาลก็ควรเดินหน้าให้เป็นประชาธิปไตย ทำตามนโยบายที่ไปประกาศหาเสียงไว้ให้ได้ แต่นอกจากการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องแล้ว ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงก็ยังคาดหวังว่า รัฐบาลต้องทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แก้ไขปัญหาช่วง 4-5ปีที่ผ่านมานี้ ต้องพูดเรื่องนิติธรรม ความยุติธรรม การเยียวยาผู้สูญเสีย การสะสางปัญหา ประเทศชาติประชาชนก็จะได้ประโยชน์

ภาระหน้าที่ของรัฐบาลนอกจากเรื่องปากท้อง และปัญหาเฉพาะหน้า รัฐบาลต้องมีภารกิจสำคัญดังนี้

หลักนิติธรรม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนนี้ยังใช้ฉบับปี2250ที่มาจากรัฐประหาร และเป็นเผด็จการหลายเรื่อง

การอำนวยความยุติธรรมแก่ทุกฝ่ายให้เท่าเทียมกัน เช่น คนถูกฆ่า 92 ศพ จนป่านนี้ยังไม่มีการดำเนินคดีเลย หัวหน้าทำคดี(ธาริต เพ็งดิษฐ์)ก็เป็นกรรมการ ศอฉ.ที่มีหน้าที่ออกคำสั่งปราบปรามสลายการชุมนุม แล้วเอามาเป็นหัวหน้าคดี แบบนี้ขัดหลักนิติธรรมหรือไม่ แล้วบอกว่าย้ายไม่ได้อย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนบุคคล หรือคนของใคร แต่เป็นเรื่องหลักนิติธรรม

ส่วนการทำงานของรัฐบาลไม่ใช่ว่าต้องแก้ปัญหาเศรษฐกืจปากท้องก่อน แต่ทำไปพร้อมๆกับปัญหาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เรื่องหลักนิติธรรม การเยียวยาผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต ห้างร้านที่เสียหาย ทำไปพร้อมๆกันได้เลย และต้องทำโดยเร็ว หากเราไม่ทำเรื่องนี้ให้คลี่คลายได้เร็วจะเป็นปัญหา

"รัฐบาลอย่ามัวแต่หันไปมองว่าใครหน้าตาดีหรือไม่ดี หรือไปเกี้ยเซี้ยซูเอี๋ยกับอำนาจนอกระบบ แต่ให้หันหน้ามามองหน้าประชาชนที่เลือกท่านเข้ามาเป็นรัฐบาล และกล้าเปลี่ยนโครงสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่มีการกดขี่กันต่อไป แต่หากยังเต็มไปด้วยการกดขี่สันติภาพก็ไม่มีทางเกิดได้จริง"

เรื่องเสื้อแดงมีตำหนิ แน่นอนครับนักรบย่อมมีบาดแผล ถูกใส่ร้ายถูกกล่าวหา แต่เราภาคภูมิใจกับการต่อสู้ทุกบาทก้าวที่ร่วมมากับคนเสื้อแดง เราเดินมาบนเส้นทางพลาดก็ตายพ่ายก็คุก แล้วทำให้รัฐบาลเดินหน้าไปได้ เราก็ภาคภูมิใจ

เรื่องหน้าตาของรัฐบาลนั้นไม่ควรวิจารณ์ แต่ดูว่าที่มาจากประชาชนหรือไม่ และทำงานแล้วดีหรือไม่ หากพิจารณาหน้าตาก็ดูตอนรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คนก็ไชโยโห่ร้องว่าหน้าตาดี แต่มีที่มาจากการทำรัฐประหาร ผลสุดท้ายก็ได้ชื่อว่าเป็นครม.ขิงแก่เท่านั้น

นอกนั้นแกนนำนปช.ต้องทำงานจัดตั้งทำงานความคิดและเคลื่อนไหวร่วมกับพี่น้อง ต่อไป แต่ไม่ได้แปลว่าจะออกมาชุมนุม อาจเป็นการจัดปราศรัย ให้การศึกษากันไป

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะไปตั้งโรงเรียน หรือจัดตั้งมวลชนนั้น เขามีจุดยืนผิด ไม่ได้อยู่ข้างประชาชนหรือประชาธิปไตย แต่ฉกฉวยประโยชน์จากความไม่เป็นประชาธิปไตย ขณะที่นปช.นั้นคิดว่าโรงเรียนประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดคือสถานการณ์ที่ไม่ เป็นประชาธิปไตยของประเทศ เราเพียงแต่นำไปเสนอเท่านั้น

คำถามว่าเสื้อแดงจะถอนตัวจากพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ตอนนี้ยังเร็วและไกลเกินไป แต่ผมขอวิงวอนผู้บริหารและพรรคเพื่อไทยให้นึกถึงหยดเลือดคราบน้ำตาของพี่ น้อง อิสรภาพที่คนเสื้อแดงอุทิศทุ่มเทลงไปสละลงเป็นเส้นทางเพื่อให้ท่านเดินมา เป็นรัฐบาล ท่านจะบอกว่าหน้าตาแกนนำเสื้อแดงไม่ดีมีรอยตำหนิมีบาดแผลอย่างไรก็ว่าไป พวกผมไม่ขอตัดพ้อ แต่ขอว่าอย่ามาเหยียบย่ำการต่อสู้ หรือทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง หากท่านไม่ทำอย่างนั้นเราก็จะเดินทางไปร่วมกันต่อไป แต่หากท่านทำอย่างนั้นเมื่อใด ผมก็จะใช้เสรีภาพของนักต่อสู้ออกไปยืนอยู่กับคนเสื้อแดง วันนี้ประชาชนเดินมาไกลกว่าจะเอาการต่อสู้ไปผูกไว้กับใคร คือเลือดเนื้อ ชีวิต อิสรภาพตลอด 4-5 ปี เขาไม่ได้ผูกพันกับผมหรือคุณจตุพรหรือพรรคเพื่อไทย