WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, January 21, 2012

ผมเชียร์ พล.อ.อ.สุกำพล รมต.กลาโหมสุดลิ่ม ให้ชนกับกองทัพ จัดแถวทหารครับ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้สถานการณ์แนวรบด้านกระทรวงกลาโหมนั้นร้อนแรงกว่า เรื่องการโจมตีรัฐมนตรีโดยลมปากจากสื่อบ้าง จาก ปชป.บ้าง จากพวก สว.สรรหาบ้าน ผมว่าเป็นเรื่องนินทากาเล ลมปากไม่มีความหมายอะไรมากนัก เพราะการเมืองไทยได้พ้นยุคประชาชนเป็นกลางไม่เป็นแฟนคลับของพรรคใด ฝ่ายใด เชียร์แต่นักการเมืองฝีปากกล้า คารมดี แล้วค่อยตัดสินใจในวันเลือกตั้งไปแล้ว

วันนี้การเมืองเลือกข้าง แบ่งสี แบ่งขั้ว เลือกอุดมการณ์ รับเงินหมาแต่กาเบอร์ 1 แล้ว
โวหารคารม การโจมตี ป้ายสี ไม่มีความหมายแล้ว

การ ปิดล้อมทางสื่อ การสาดโคลนข้างเดียว หากมันได้ผล ป่านนี้พรรคเพื่อไทย แพ้เลือกตั้งกราวรูด แตกกระจัดกระจาย กลายเป็นพรรคต่ำสิบไปนานแล้ว นายมาร์คคงได้เป็นนายกฯ จากการเลือกตั้งคะแนนท้วมท้นรอบสองไปแล้ว

แนว รบวันนี้อยู่ที่กระทรวงกลาโหม แม้ทุกฝ่ายจะสัมภาษณ์ว่าไม่มีปัญหา แต่การให้สัมภาษณ์แบบนี้มันคือ "มีปัญหา และกำลังตั้งป้อมคอยดู" หากไม่มีปัญหาจริงๆ ก็คงไม่มีใครพูดอะไร รอต้อนรับรัฐมนตรีอย่างเดียวไปนานแล้ว

พล.อ.อ.สุกำพล ในที่สุดก็คงเข้าไปแก้ไขบางอย่างในกระทรวงกลาโหม สลายความพร้อมที่จะทำรัฐประหาร และการสืบต่อสายอำนาจของพวกนายทหารที่เติบโตมาจากการทำรัฐประหารในปี 2549 แน่นอน

การที่ พล.อ.เปรม ยอมออกมาพบกับนายกฯปู แล้วมีการตีภาพข่าวของการปรองดองกระพือกันเต็มที่ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีมาก่อน นั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ฝ่ายตรงข้ามนั้น "หวั่นไหว" อย่างเต็มที่จึงต้อง "มีการเคลื่อนไหว" ให้เราเห็นว่า จากสงบนิ่งเป็นขยับบ้างแล้ว

วันนี้กองทัพไทยนั้น แม้จะยังมีอุดมการณ์แบบอำมาตย์ แต่มันก็พ้นยุค "ขุนศึก" ไปนานแล้ว การทำรัฐประหาร ด้วยเงื่อนไขว่า "เพราะถูกย้าย" เลยใช้กองทัพมาปกป้องตนเองนั้น ผมไม่คิดว่ามันจะสามารถทำได้ในเงื่อนไขการเมืองที่กำลังเผชิญหน้า การจัดตั้งของคนเสื้อแดงเข็มแข็ง และชาวโลกจ้องตาเขม็งอยู่ แล้วกองทัพก็มาทำรัฐประหาร เพราะ พล.อ.ประยุทธื จันโอชา และพวก บูรพาพยัคฆ์โดนย้าย

หากเกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ แสดงว่ากองทัพไทยังล้าหลังทางความคิดอย่างยิ่ง

แน่ นอนการทำรัฐประหารปี 2549 ไม่ใช่การทำรัฐประหารของกองทัพ แต่เป็นการทำรัฐประหาร "ของชนชั้นนำ" พวกอำมาตย์ โดยใช้กองทัพเป็นเครื่องมือ

เป็นการทำรัฐประหารเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ส่วนตัวของ นายพลคนใดในกองทัพ ที่เป็นเรื่องส่วนตัวเพียวๆ

วันนี้ไม่มีนายพลคนใดของไทย มีบารมีขนาดนั้น แบบนั้นมันต้อง นายพลเนวิน หรือนายพลซอหม่องของพม่าแล้ว

วันนี้ กองทัพทำรัฐประหารได้ด้วยความยากลำบาก ดังนั้นอำนาจต่อรองของกองทัพจริงๆ นั้น "มีไม่มากนัก" นอกจากเป็นอำนาจการบลั๊ฟหรือขู่เท่านั้น หาก "พล.อ.อ.สุกำพล" ไม่แคร์กับการบลัีพนั้น สิ่งที่เหลือป้องกันตัวของทหารมีอย่างเดียวคือ พรบ.จัดระเบียบกลาโหม เท่านั้น

เกมจะไปอยู่ตรงการแก้ไข พรบ.จัดระเบียบกลาโหมแน่นอน

ยก เว้นว่าฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์จะฉลาดกว่าเมื่อปีที่แล้ว คือ "แทนที่จะถอยสักก้าวสองก้าว" เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่จนมุมจนต้องแตกหัก ต้องเปลี่ยนเอา พล.อ.อ.สุกำพล มาแทน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ปีที่แล้วหากประยุทธ์ ฉลาดกว่านี้ ยอมถอยสักสองก้าว ให้มีการเปลี่ยนโผได้ในระดับที่ ตัวเองไม่เสียฐานสำคัญ การรุกหนักของพรรคเพื่อไทยในวันนี้ก็ไม่เกิดขึ้น

การไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว สุดท้ายก็จะโดนกินทั้งกระดานเป็นแน่

เพราะ ประยุทธ์จริงๆ ก็ไม่เหลืออะไร นอกจาก พรบ.จัดระเบียบกลาโหม กับ จำนวนเสียงโหวต ของ ผบ.เหล่าทัพเท่านั้น แต่หาก พรบ.โดนแก้ไข อำนาจต่อรองตรงนี้ก็หมดไป

วันนี้ผมเชียร์ พล.อ.อ.สุกำพล ครับ
แม้ตอนรับตำแหน่ง รมต.คมนาคม ผลงานไม่ประทับใจมากนัก แต่นั่นเป็นเพราะใช้คนไม่ถูกกับงาน เท่านั้นเอง

ใช้คนตาบอดให้ไปเย็บผ้า สอดรูเข็ม ถึงอย่างไรมันก็ไปไม่รอด คนตาบอดต้องเอาไปหมุนกี่ทอผ้า หมุนอย่างเดียวไม่ต้องทำอย่างอื่น

Friday, January 20, 2012

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์: อมตภาพของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ที่มา ประชาไท

การปฏิวัติที่ไม่เสียเลือดเนื้อในปี 2475 ทำให้ประเทศสยามสามารถล้มเลิกระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่มี อายุนับร้อยปีแล้วแทนที่ด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ ในฐานะที่เป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ไม่เคยตกเป็นอาณานิคม (อย่างเป็นทางการ) ของมหาอำนาจตะวันตก สิ่งนี้เองที่ทำให้สยามมีความภาคภูมิใจในอิสรภาพเป็นอย่างมาก นักประวัติศาสตร์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่วนใหญ่เห็นว่าเกียรติยศของสยามประเทศดัง กล่าวล้วนได้มาด้วยพระปรีชาสามารถและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของบูรพกษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (2411 - 2453) ซึ่งปกครองราชอาณาจักรในช่วงที่กระแสการล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียง ใต้ขึ้นสู่จุดสูงสุด กลยุทธ์อันแยบคายในการบริหารความสัมพันธ์กับมหาอำนาจนอกราชอาณาจักรของ พระองค์นั้นได้รับการยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม พระปรีชาสามารถที่ยากจะหาผู้เปรียบได้ของพระองค์กลับก็ไม่สามารถรับประกัน ความยั่งยืนของระบอบราชาธิปไตยได้ เพียง 22 ปีหลังการสวรรคตของพระจุลจอมเกล้าฯ ประเทศไทยก็ได้พานพบกับการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในสองรัชสมัยถัดมาคือ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (2453-2468) และพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (2468-2478) ได้แสดงให้เห็นว่าไม่สามารถปรับตัวให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ ทางการเมืองได้ จนถึงวันนี้เกือบ 80 ปีผ่านไปแล้วนับจากการล่มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แม้พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันจะทรงประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการ ฟื้นฟูและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถานภาพและพระราชอำนาจของสถาบัน กษัตริย์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา แต่การแปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหารในปี 2549 นั้น ได้สร้างความสั่นคลอนให้กับสถาบันกษัตริย์ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ สถาบันกษัตริย์จะสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่น และที่สำคัญกว่าคือความยึดโยงกับสังคมไทยสมัยใหม่อยู่ต่อไปได้หรือไม่ ทั้งนี้ หากมองไปรอบๆ ตัวเราจะพบว่า ระบบราชาธิปไตยของหลายๆ ประเทศในโลกต่างประสบชะตากรรมในทำนองเดียวกันเพียงเพราะว่าไม่สามารถอยู่ ร่วมกับระบอบประชาธิปไตยได้

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ไทยต่อบริบท ทางการเมือง โดยต้องการคลายปมปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่ว่า : อะไรคือมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสิ่งนี้ได้หล่อหลอมวัฒนธรรมทางการเมืองไทยในหลายปีที่ผ่านมาอย่างไร เราอาจพูดได้ว่า ถึงแม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะได้ล่มสลายไปหลายทศวรรษ แล้ว แต่ยังคงมีผลกระทบครอบงำองคาพยพทางการเมืองไทยอย่างยิ่งยวด อาจถึงขนาดที่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการประชาธิปไตย และตอกย้ำให้ความแตกแยกทางการเมืองที่กำลังขยายตัวแตกร้าวหนักยิ่งขึ้น นี่คือหนึ่งในมูลเหตุเบื้องหลังความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงไม่ กี่ปีที่ผ่านมานี้ การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ พตท ทักษิณ ชินวัตร ในปี 2544 ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่ออมาตยชน วิธีหนึ่งที่ใช้จัดการกับภัยคุกคามนี้ได้คือการกล่าวหาว่าทักษิณกำเริบ เสิบสาน และไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ในกระบวนการนี้ กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญเพื่อจัดการกับฝ่าย ตรงข้ามและผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง แต่การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้นกลับส่งผลในทางตรงกัน ข้าม กล่าวคือ ได้ส่งผลให้สถาบันกษัตริย์อ่อนแอลงอย่างมาก บทความนี้เสนอแนะว่า การจะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ยืนยงสืบไปได้นั้น ฝ่ายราชานิยมต้องยินยอมพร้อมใจให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างแท้จริง รวมถึงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีความล้าหลัง กลุ่มราชานิยมจะต้องเลิกสมมติอย่างทึกทักไปเองฝ่ายเดียวว่า สถาบันกษัตริย์ยังได้รับความจงรักภักดี (โดยปราศจากคำถาม) จากคน ไทยทุกคน—ซึ่งนี่อาจจะไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว

วิญญาณหลอนของสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แม้ว่าระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะจบสิ้นไปนานแล้ว แต่อิทธิพลของระบอบนี้ยังคงมีอยู่อย่างท่วมท้นและทรงพลานุภาพยิ่ง หากมองย้อนกลับไป จุดประสงค์ดั้งเดิมของการเลิกล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นก็เพื่อยกเลิก รูปแบบการปกครองที่ถือว่าไม่มีอารยะ และเพื่อให้สยามรับแนวคิดการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ฝ่ายราชานิยมกลับตระหนักถึงความจำเป็นที่จะรักษาไว้ซึ่งลักษณะบางประการ ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อช่วยปกป้องสถานะทางอำนาจที่พวกเขาเคยมี ปัจจุบัน มีมุมมอง 2 ด้านของสถาบันกษัตริย์ที่ขัดแย้งกันอยู่ –ซึ่งมุมมองเหล่านี้เป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับพสกนิกร ในด้านหนึ่งเป็นมุมมองแบบมาตรฐานทั่วไปต่อสถาบันกษัตริย์ ในด้านนี้จะเน้นให้เห็นถึงคุโณปการของสถาบันกษัตริย์ที่มีต่อประเทศ โดยหลักก็คือ การเป็นศูนย์รวมใจชาวไทยทั้งชาติและเป็นผู้ปกป้องบูรณภาพของแผ่นดิน จากงานวิจัยที่ชื่อ Saying the Unsayable: Monarchy and Democracy in Thailand (2010) ของ Soren Ivarsson และ Lotte Isager อธิบายว่า ในมุมมองแบบปกติทั่วไปนั้นกษัตริย์คือผู้ปกปักษ์รักษาทั้งจารีตประเพณี ชาติ และ ประชาธิปไตย; คือนักพัฒนาของคนไทยทุกหมู่เหล่าที่ทรงมีความเป็นสมัยใหม่ คอยให้คำแนะนำแก่รัฐบาล ให้ความดูแลทุกข์สุขแก่พสกนิกรของพระองค์ และเป็นสถาบันที่หล่อหลอมวัฒนธรรมการเมืองและสังคมไทยเฉกเช่นเดียวกับที่ “ข้าว”เป็นอาหารหลักของคนไทยมาช้านาน แต่ในขณะเดียวกันพระราชอำนาจอันทรงพลานุภาพที่ถูกปกป้องไว้ด้วยเกราะกำบัง ของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ก่อให้เกิดมุมมองอีกด้านหนึ่งต่อสถาบันกษัตริย์ ด้านนี้สะท้อนถึงความเชื่อที่ว่า พระราชอำนาจที่ยิ่งใหญ่อาจเป็นอุปสรรคต่อพัฒนาการทางประชาธิปไตย การยกย่องสรรเสริญพระราชอำนาจของฝ่ายราชานิยมอย่างล้นเกินนั้นถูกมองว่าอาจ เป็นการลดความสำคัญของสถาบันการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กลุ่มราชานิยมได้ร่วมมือจากนักประวัติศาสตร์อนุรักษ์นิยมและสื่อที่ทรง อิทธิพลในการสร้างภาพด้านลบต่อสภาพการเมืองของไทย ซึ่งแปดเปื้อนไปด้วยนักการเมืองเลวร้ายและไร้ศีลธรรม สำหรับพวกเขาแล้ว ข้อบกพร่องของระบบการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากการเข้ามาแทรงแซงของสถาบันอำนาจ นอกระบบรัฐสภา แต่เกิดจากการบรรดานักการเมืองที่ไร้ความรับผิดชอบและไร้จริยธรรมต่างหาก จากทัศนคติที่เชิดชูสถาบันกษัตริย์นี้ จุดจบของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงไม่ได้หมายถึงการจบสิ้นของ พระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ในทางตรงข้ามกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมการเมืองแบบใหม่ซึ่งฝ่าย ราชานิยมได้อ้างสิทธิโดยธรรมในการเข้าแทรกแซงทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเห็นว่ามีความจำเป็น แม้ว่าสิ่งที่พวกทำ (อาทิ การปกป้องผลประโยชน์ทางการเมืองของตน) นั้นอาจจะมีความเลวร้ายไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามของพวกเขาทำก็ตาม วิญญาณของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จึงยังคงตามหลอกหลอนการเมือง ไทยตราบจนทุกวันนี้

ก่อนอื่น มีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องอธิบายให้กระจ่าง ณ จุดนี้ว่า เมื่อพูดถึง “สถาบันกษัตริย์” คำนี้ไม่ได้หมายความถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ ในเชิงบุคคลแต่อย่างเดียว แต่คำนี้มีหมายความถึงองคาพยพทั้งหมดที่เกาะเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายรวมถึง ราชนิกุล องคมนตรี (ที่ปรึกษาและผู้ปฏิบัติงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท) รวมถึงฝ่ายราชานิยมซึ่งได้ปวารณาตัวที่จะปกป้องสถาบันกษัตริย์ในทุกภาคส่วน ของสังคม เช่น กองทัพ หน่วยงานราชการ พรรคการฝ่ายเมืองฝ่ายราชานิยม และกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย กลุ่มราชานิยมนี้แม้ว่าจะมีจุดยืนร่วมกันในการรักษาไว้ซึ่งพลานุภาพของพระ ราชอำนาจ แต่ก็ไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน พวกเขามีผลประโยชน์ มีแนวคิด มีมุมมองทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไป ในงานวิจัยที่ชื่อ “Network Monarchy and Legitimacy Crisis in Thailand” ซึ่งจัดพิมพ์โดย Pacific Review ในปี 2548 ศ. Duncan McCargo นักวิชาการชาวอังกฤษได้เรียกองคาพยพทั้งหมดนี้ว่า “Network Monarchy” หรือ “เครือข่ายสถาบันกษัตริย์” McCargo เสนอว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะเข้าใจการเมืองไทยก็คือการมองผ่านมุมมองของ เครือข่ายอำนาจหลากหลายที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน มีการต่อรองอำนาจกัน หรือแม้แต่มีการขัดแย้งกันต่อกัน ซึ่งสำหรับเขาแล้ว ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานี้ เครือข่ายอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทยคือเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีพระมหากษัตริย์อยู่บนส่วนยอดของเครือข่าย มีฝ่ายบริหารที่นำโดยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานองคมนตรี อย่างไรก็ดี แม้แต่ก่อนที่จะมีการก่อตั้งเครือข่ายสถาบันกษัตริย์นี้ กลุ่มกษัตริย์นิยมในรุ่นก่อนได้มีความพยายามรักษาไว้ซึ่งมรดกของระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ควบคู่ไปกับความต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ หรือที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยแบบไทย (Thai-style democracy) ที่ยังวนเวียนอยู่รอบพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ หรือพูดให้ง่ายก็คือ แม้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะสิ้นชีพไปแล้ว แต่คุณลักษณะหลายด้านของระบอบนี้ยังคงอยู่รอดปลอดภัย และได้รับการปกป้องรักษาไว้เป็นอย่างดี จากบทความเรื่อง “มรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ของ ศ. ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ที่ปรากฏในวารสารฟ้าเดียวกัน ได้กล่าวไว้ว่า จนถึงปัจจุบัน คตินิยมทางสังคมและทางการเมือง ความรู้ทางประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุดความคิด และสถาบันพระมหากษัตริย์เองนั้น ต่างก็ฝังรากยึดโยงอยู่กับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม การสนับสนุนให้สถาบันกษัตริย์มีบทบาทเป็นแบบอย่างของวิถีชีวิตคนไทยนั้น เปรียบเสมือนดาบสองคมที่ส่งผลทางลบต่อพัฒนาการการเมืองของประเทศไทย

เนื่องจากการสรรเสริญเยินยอพระเกียรติและกระบวนการยกสถาบันให้มีความ ศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงเทวราชอย่างไม่หยุดหย่อน ตลอดรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน ส่งผลให้เกิดสายใยที่แนบแน่นระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสังคมและการเมือง ทำหน้าที่เสมือนราวกับว่าเป็น “เรือนจำ” ที่กักขังไม่ให้คนไทยสามารถแสดงความคิดเห็นที่ต่างไปจากกรอบคิดกระแสหลัก “การคิดนอกกรอบ” กลายเป็นสิ่งต้องห้ามเนื่องจากมันอาจคุกคามต่อสถานะของเครือข่ายสถาบัน กษัตริย์ คนที่ละเมิดข้อห้ามดังกล่าวมากมายถูกลงทัณฑ์ที่มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 15 ปีตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันที่คุณจะพบการลงโทษแบบนี้เฉพาะในประเทศที่อ้างตัวเอง ว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพ (“ประเทศไทย”มีความหมายตามตัวอักษรว่า “ดินแดนแห่งเสรีภาพ”) เท่านั้น กรอบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่เรื่องสัพเพเหระไปจนถึงกฎเกณฑ์สำคัญ จากต้องยืนตรงในโรงภาพยนตร์เมื่อเพลงสรรเสริญพระบารมีบรรเลงขึ้น จนถึงการยืนตรงเคารพธงชาติทุกๆ 8 โมงเช้า และ 6 โมงเย็นเมื่อเพลงชาติถูกบรรเลงออกอากาศ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประชาชนจักต้องไม่แสดงการขัดขืนหรือต่อต้านเมื่อต้องเผชิญกับการแทรกแซงทาง การเมืองอย่างโจ่งแจ้งของฝ่ายราชานิยมที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ล่มสลายลงแล้วแต่กลุ่มราชานิยมและกลุ่มชนชั้นสูง สามารถเอาตัวรอดได้อย่างปลอดภัย ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์การเอาตัวรอดของคนกลุ่มนี้คือการสร้างความเชื่อที่ว่า ประเทศชาติจำเป็นต้องเลือกรับเฉพาะแนวคิดที่เหมาะสมกับประเทศเท่านั้น โดยเฉพาะแนวคิดที่มีต้นกำเนิดจากต่างชาติ แนวคิดจากชาติตะวันตก เช่นว่า ประชาธิปไตยนั้นจะต้องถูกนำมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับความเชื่อ วัฒนธรรม ชุดความคิด และขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นดั้งเดิม ไม่อย่างนั้นแล้วประเทศไทยจะสูญเสียเอกลักษณ์ที่เรียกว่า “ความเป็นไทย” แต่เราต้องตั้งข้อสังเกตว่า หลักการเรื่องความเป็นไทยนี้ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบหลักของประเทศไทย ได้แก่ ชาติ ศาสนาพุทธ และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ได้รับการสร้างขึ้นครั้งแรกในรัชกาลพระมงกุฎเกล้าฯ นั้น ก็ถูกใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะในการอนุรักษ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้ยืนนานต่อไป

เหล้าเก่าในขวดใหม่

หลังจากยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มานั้น ไทยประกาศใช้การปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ก็เป็นประชาธิปไตยแค่เปลือกนอกเท่านั้น แก่นแท้ในนั้นยังคงมีอุดมการณ์แบบกษัตริย์นิยมฝังไว้ต่างจากภาพที่เห็นจาก ภายนอก นี่คือสิ่งที่คนไทยส่วนมากเรียกว่า “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” กล่าวคือ แม้จะมีรูปแบบที่เป็นประชาธิปไตยแต่ฝ่ายราชานิยมก็ยังคงมีบทบาทสำคัญในทาง การเมือง ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นได้ถูกนฤมิตขึ้นให้สอดรับ กับทัศนะของคนกรุงเทพฯ เป็นหลัก รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม และความเชื่อที่ว่าพุทธศาสนาคือศาสนาประจำชาติ โดยความเชื่อเหล่านี้ ล้วนมีสถาบันกษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ ทำหน้าที่ผูกโยงชุด ความคิดที่ต้องการให้ประชาชนยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข ผลที่ตามมาก็คือ ฝ่ายราชานิยมประสบความสำเร็จเบื้องต้นในการสร้างรัฐไทยที่เป็นหนึ่งเดียว (unitary state)ซึ่งให้ความสำคัญกับสถาบันกษัตริย์อย่างท่วมท้น ยกตัวอย่างเช่น บทบาทของกษัตริย์ในการปกป้องอิสรภาพและอธิปไตยของชาติ ที่ได้ถูกปลูกฝังในจิตสำนึกของประชาชน มีการสรรเสริญบูรพกษัตริย์ในอดีตอย่างไม่หยุดหย่อนในเรื่องพระปรีชาสามารถใน การปกป้องผืนแผ่นดิน ไทย (และมักใช้เป็นข้ออ้างในการขับไล่ผู้ไม่เห็นด้วยทางการเมืองออกจากประเทศ ด้วยเหตุของการ “เนรคุณ” บูรพกษัตริย์) ดังนั้น บ่อยครั้งที่กลุ่มราชนิยมได้กระตุ้นให้เกิดกระแสชาตินิยม โดยการเน้นย้ำถึงการสูญเสียในดินแดนบางส่วนที่เชื่อว่าเคยเป็นผืนแผ่นดินไทย ทั้งๆ ที่ในความจริงนั้น วาทกรรมเรื่องการเสียดินแดนจะเป็นเพียงมายาคติ ชุดความคิดนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้เกิดกระแสชาตินิยมอย่างรุนแรง แต่ยังรวมถึงกระแสราชานิยมด้วย ถึงระดับที่ว่า ประชาชนต้องพร้อมที่จะยอมสละชีพเพื่อปกป้องชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยปรัชญาเหล่านี้เอง จึงทำให้ไม่เหลือพื้นที่ให้กับประชาชนที่มีความคิดต่าง โดยเฉพาะกลุ่มที่ตั้งคำถามถึงบทบาทที่แท้จริงของสถาบันกษัตริย์ในการเมือง ไทย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กระบวนการยกย่องสรรเสริญสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เพิ่มความเข้มข้นขึ้นจนถึง ระดับที่น่าเป็นกังวลใจ พระมหากษัตริย์ได้กลายเป็นมากกว่าประมุขของประเทศ โดยถูกยกให้กลายเป็นเสมือนเทพเจ้าที่ใครจะล่วงละเมิดมิได้ ในขณะเดียวกันก็มีภาพลักษณ์อีกด้านหนึ่งของของการเป็น “พ่อของแผ่นดิน” ภาพลักษณ์ในด้านนี้ได้ปรากฏอย่างชัดเจนในช่วงต้นของรัชสมัยปัจจุบัน เมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จฯ เยือนเกือบทุกแห่งหนตำบลในประเทศนับครั้งไม่ถ้วน โดยทรงมุ่งหวังจะสร้างความผูกพันกับพสกนิกรของพระองค์ อาจเรียกได้ว่า ไม่มีรัฐบาลไหนที่จะสามารถเทียบทันสถาบันกษัตริย์ได้ในการเอาชนะใจปวงชน พิสูจน์ได้จากการที่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นเสมอว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นคำตอบสุดท้ายในทุกวิกฤติการณ์ของชาติ แต่ความขัดแย้งระหว่างภาพลักษณ์สองด้านข้างต้นทำให้เกิดความสับสนยิ่ง แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะมีพระราชประสงค์ในการสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พสกนิกรมากเท่าใด แต่ภาพลักษณ์ด้านที่เป็นเสมือนเทวราชากลายมาเป็นกำแพงกั้นกลางระหว่าง กษัตริย์กับพสกนิกรอยู่เสมอ ธรรมเนียมปฏิบัติเก่าแก่ไร้อารยะมากมายได้ถูกรื้อฟื้นขึ้น อาทิ การหมอบคลาน เป็นต้น เป็นเรื่องน่าคิดที่ว่า การหมอบคลานนี้ได้ถูกยกเลิกมาตั้งแต่ปี 2416 ในสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ พระอัยกาของรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งทรงเห็นว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นเรื่องป่าเถื่อนและล้าสมัย การฟื้นฟูธรรมเนียมเหล่านี้นับว่าเป็นความประสงค์ให้มีการยกสถานะของพระมหา กษัติรย์ในลักษณะของการเป็นเทวาธิราช มากกว่าการเป็นธรรมราชาธิราช สถานะที่แตกต่างนี้มีความซับซ้อนยิ่งเมื่อมีการพิจารณาถึงบทบาทของกษัตริย์ ในบริบททางการเมือง เกี่ยวกับเรื่องนี้ นาย Paul Handley ผู้เขียนหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การที่ฝ่ายราชานิยมมีบทบาทเด่นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่องมา โดยตลอด ทำให้ดูเสมือนราวกับว่า พระมหากษัตริย์ลงมาเป็นผู้เล่นในเกมการเมืองเสียเอง และก่อให้เกิดคำถามต่อความเข้าใจที่ว่า สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองจริงหรือไม่ เมื่อใดก็ตามที่สถาบันกษัตริย์ถูกดึงเข้ามาสู่พื้นที่สาธารณะในบทบาทของการ เป็นตัวแสดงทางการเมือง ก็ย่อมนำไปสู่ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางอำนาจ (conflict of interest) หากมองเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามที่ไทยมีรับบาลที่เข้มแข็ง ก็มักถูกมองว่าเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์ นับตั้งแต่ทักษิณ สมัคร สมชาย และอาจรวมถึงยิ่งลักษณ์ ดังที่กล่าวข้างต้น หนทางหนึ่งของการกำจัดภัยเหล่านี้คือการใช้มาตรา 112 ในการห้ำหั่นคู่ต่อสู้ ตามสถิตินั้น ในปี 2548 มีคดีที่เกี่ยวกับกฏหมายหมิ่นฯ ขึ้นสู่ศาลชั้นต้นทั้งสิ้น 33 คดี ซึ่งได้รับการยกฟ้องในเวลาต่อมา 18 คดี ในปี 2550 จำนวนคดีเพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าเป็น 126 คดี และยังเพิ่มขึ้นเป็น 164 คดีในปี 2552 ก่อนจะเพิ่มขึ้นอีกสามเท่าตัวเป็น 478 คดีในปี 2553 ช่วงเวลาที่จำนวนคดีดังกล่าวเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจอยู่ภายใต้รัฐบาลของพรรค ประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ(2551-2554) จากการศึกษาของ ดร. David Streckfuss นักวิชาการชาวอเมริกันพบว่าอาจมีผู้ถูกจำคุกเนื่องจากคดีหมิ่นฯ เหล่านี้รวมแล้วนับหลายราย

ความ พยายามที่จะสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับสถาบันกษัตริย์ส่วนมากนับเป็นผล งาน ของฝ่ายราชานิยม แต่จำนวนไม่น้อยก็เป็นผลอันเนื่องมาจากพระราชกรณียกิจของพระองค์เอง โดยเฉพาะในฐานะของกษัตริย์นักพัฒนาผู้มีบทบาทอย่างสูงกับสังคมไทย ในงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับราชานิยมล้นเกิน (hyper-royalists) ที่ชื่อ “The Monarchy and Anti-Monarchy: Two Elephants in the Room of Thai Politics” ดร. ธงชัยได้กล่าวถึงการกลับมาของลัทธิราชานิยมในฐานะวัฒนธรรมสาธารณะว่า การเพิ่มขึ้นของความนิยมต่อพระมหากษัตริย์จะเห็นได้ชัดในช่วงหลังการจราจลใน ปี 2516 โดยความนิยมนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า สถาบันกษัตริย์ได้มีส่วนเข้ามายุติวิกฤตการณ์ทางการเมืองในครั้งนั้น รวมถึงครั้งต่อมาในปี 2535 ด้วย นอกจากนี้ สถานการณ์การเมืองในภูมิภาคก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สถาบันกษัตริย์เข้ามา มีบทบาทสำคัญทางการเมือง โดยในช่วงที่แนวคิดระบอบคอมมิวนิสต์กำลังแพร่กระจายทั้งในและนอกเขตแดนไทย สถาบันกษัตริย์ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการกำหนดยุทธศาสตร์การต่อสู้กับขบวน การคอมมิวนิสต์ แม้กระทั่งหลังจากที่สงครามเย็นจบสิ้นลงแล้ว ขณะที่รัฐบาลหลายชุดถูกโค่นล้มจากกระดานการเมือง แต่ตำแหน่งและสถานะของสถาบันกษัตริย์กลับมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นมาโดยตลอด การเข้ายุติจลาจลในปี 2535 เปรียบเสมือน “trophy” อีกชิ้นหนึ่งของสถาบันกษัตริย์ในฐานะของผู้รักษาเสถียรภาพให้กับระบบการ เมืองไทย จึงเห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของฝ่ายราชานิยมนั้นยากที่แยกออกจากการเมือง แต่คำถามสำคัญก็คือ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้เหมาะสมกับประเทศไทย มากน้อยเพียงใด (Does it really work?) จากที่ได้ย้ำไปข้างต้นว่า มีลักษณะหลายด้านของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ได้รับการปลูกฝังให้เข้ากับ ระเบียบการเมืองแบบใหม่ในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง ลักษณะเหล่านั้รไม่สามารถอยู่ร่วมกับคุณค่าสมัยใหม่ของระบอบประชาธิปไตย นำไปสุ่ความขัดแย้งทางด้านกรอบความคิด อาทิ ความขัดแย้งระหว่างอำนาจของพระมหากษัตริย์และอำนาจที่มาจากเสียงข้างมากของ ประชาชน (Royal power VS Popular mandate) ดร. ธงชัยเห็นว่าที่จริงแล้ว คำว่าประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนี้มันเป็นคำปฏิพจน์ที่มี ความหมายขัดแย้งในตัวเอง (oxymoron) เหมือนกับหลุมดำขนาดใหญ่ที่จะดูดกลืนระบบการเมืองทั้งหมดเข้าไปในตัวมัน

ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง”

ช่วงก่อนและหลังรัฐประหารในปี 2549 ได้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อมรดกของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทางการเมือง และได้เริ่มส่งสัญญาณของ “การเสื่อมความนิยมของแนวคิดราชนิยม” ออกมา ความเสื่อมนี้เกิดมาจากน้ำมือของกลุ่มราชานิยมเอง ตัวอย่างเช่น กรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือกลุ่มเสื้อเหลืองนิยมเจ้า ออกมาเคลื่อนไหวบนท้องถนนและใช้สัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับสถาบันกษัตริย์มา เป็นเครื่องมือในการโค่นระบอบทักษิณ คำขวัญอย่างเช่น “สู้เพื่อในหลวง” ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่ม พันธมิตรฯ เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงต่อมรดกตกทอดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่ใช่การ เคลื่อนไหวของทักษิณ หรือจากฝ่ายที่ถูกเรียกว่าเป็นพวกต่อต้านสถาบันแต่อย่างไร แต่กลับกลายเป็นกลุ่มพวกราชาชาตินิยมล้นเกิน (Hyper-Royalists) เสียเองต่างหาก พวกเขาได้ยังคงปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับความจริงใหม่ๆ ทางการเมือง ฤาประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีกครั้ง? ความไม่สามารถของสถาบันพระมหากษัตริย์ (และเครือข่ายพระมหากษัตริย์) ที่จะปรับตัวให้ทันกับกับความ เปลี่ยนแปลงของสภาวการณ์ทางการเมืองเป็นสาเหตุเดียวกันของการล่มสลายของ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี 2475 จะต่างกันบ้างก็ที่การเสื่อมถอยในวันนี้ถูกเร่งเครื่องด้วยปรากฏการณ์ล่าสุด ทางการเมืองไทยที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ “ตาสว่าง” สรุปโดยสั้น “ตาสว่าง” เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยจำนวนมากตระหนักและเข้าใจว่าประเทศไทยไม่เคยก้าวข้าม ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างแท้จริง ในขณะเดียวกันระบอบประชาธิปไตยของเราก็ได้ถูกตีรวนมาโดยตลอด หากสถาบันกษัตริย์ต้องการแสดงบทบาททางกาเมือง ประชาชนก็ควรจะมีสิทธิ์ในการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบบทบาทเหล่านั้น การขยายตัวของกระแส “ตาสว่าง” ดังกล่าวไม่ว่าจะในที่ลับหรือที่แจ้ง จะชักนำให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มากขึ้น เสียงของผู้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ดังกึกก้องขึ้น ชัดเจนขึ้น ยิ่งกว่าช่วงเวลาใดในประวัติศาสตร์ไทยในอดีต

ในการวิเคราะห์เรื่องบทบาทของสถาบันกษัตริย์นั้น การสืบสันตติวงศ์ย่อมเป็นประเด็นสำคัญที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ บทความนี้ขอกล่าวส่งท้ายว่า กระบวนการยกย่องสรรเสริญพระเกียรติที่ขาดความพอเพียงในขณะนี้นั้น ไม่เพียงแต่จะเผยให้เห็นถึงความกังวลใจ (anxiety) ของกลุ่มราชานิยมที่พยายามจะยึดติดกับอดีตอันรุ่งโรจน์แล้ว ยังมีผลข้างเคียงต่อรัชกาลถัดไปที่จะต้องแบกรับความกดดันอันยิ่งใหญ่ ทางออกของวิกฤตการณ์นี้จึงขึ้นอยู่กับความเข้าใจของบุคคลในเครือข่ายสถาบัน กษัตริย์ต่อสถานการณ์การเมืองที่เป็นจริง และความยินยอมพร้อมใจที่จะปฏิรูปตัวเองโดยการยอมสละซึ่งมรดกตกยุคที่ตกทอดมา จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไปให้ได้ในที่สุด

หมายเหตุ: บทความนี้แปลจากบทความภาษาอังกฤษของผู้เขียน: Pavin Chachavalpongpun, “Thailand: The Die-Hard Absolute Monarchy?”, Harvard International Review, Vol. 23, Issue 3 (24 December 2011)

คำตัดสินที่ต้องยอมรับ แต่ขอไม่จำนนต่อความอยุติธรรมที่เราไม่ได้เป็นคนก่อ

ที่มา ประชาไท

ไพจิต ศิลารักษ์

บทความของคนกำลังจะติดคุก "ไพจิต ศิลารักษ์" เขียนบทความนี้ขึ้น ในช่วงเวลาของการนับถอยหลังสำหรับการที่จะมีอิสรภาพต่อไปหรือจะต้องสูญเสีย อิสรภาพ ผมอาจจะติดคุกด้วยความผิดจากความเสียหายมูลค่า 800 บาท

ผมเขียนบทความนี้ขึ้น ในช่วงเวลาของการนับถอยหลังสำหรับการที่จะมีอิสรภาพต่อไปหรือจะต้องสูญเสีย อิสรภาพ ผมอาจจะติดคุกด้วยความผิดจากความเสียหายมูลค่า 800 บาท ซึ่งผมคงต้องบอกเล่าเรื่องนี้ไปอีกนานแสนนาน

7 กันยายน 2547 เวลา 10.00 น เศษ ที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ ห้องพิจารณาคดี ที่ 2 เป็นสถานที่นัดหมาย “พยานหลักฐานที่โจทย์นำสืบรับฟังได้ โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้นำกลุ่มผู้ชุมนุมในการพังประตูทางเข้าฝายราษีไศล และบุกรุกเข้าไปภายในฝายราษีไศล ปิดกั้นประตูไม่ยินยอมให้เจ้าพนักงานตำรวจ และเจ้าหน้าที่ของฝายราษีไศลออกไปภายนอก อันเป็นความผิดตามฟ้อง

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก 360 , 365, (2)(3) ประกอบ 364 , 83 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 เนื่องจากความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ และฐานร่วมกันบุกรุกในเวลากลางคืน เป็นความผิดบทหนักที่มีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานทำให้เสียทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ จำคุก 2 ปี/.” เสียงผู้พิพากษาอ่านคำตัดสินบน

20 มีนาคม 2551 เวลา 10.00 น. ที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ “จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,365,(2) (3) ประกอบมาตรา 362 ,83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 365 (2) (3) ประกอบมาตรา 362 ซึ่งเป็นบทหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1ปี 6 เดือน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก”

อนุญาตให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราวได้ ในชั้นฎีกา โดยใช้หลักประกันเดิม และตีราคาเป็น 400,000 บาท.......

วันนั้นศาลอุทธรณ์พิพากษาลดโทษจาก 2 ปี เหลือ 1 ปี 6 เดือน ซึ่งควรที่หลักประกันควรที่จะลดลงตามส่วนของโทษที่ลดลง อันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไป แต่ผู้พิพากษาศาลศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผู้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์กลับเพิ่มหลักประกันขึ้นอีก จาก 350,000 บาท เป็น 400,000 บาท เช่นนี้แหละผมจึงเข้าใจได้อย่างเดียวว่า “เขาเลือกแล้วว่าจะเอา” และ “ยังไงก็จะเอาให้ได้”

และในวันที่ 24 มกราคม 2555 ศาลจังหวัดศรีสะเกษนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งคงไม่ต้องคาดการณ์อะไรมาก เตรียมลุ้นต่อจะดีกว่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมตอกย้ำความจริงที่ว่า ไม่มีความเป็นกลางสำหรับชาวบ้าน อำนาจไม่เคยมีไว้เพื่อรับใช้คนจน เมื่อใดก็ตามที่คุณพลาด อำนาจก็จะจัดการคุณทันที

ผมหวนคิดถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2550 ขณะที่หลายคนกำลังชุมนุมกันเพื่อรอเผาศพพี่มด ที่วัดวชิรธรรมสาธิต อีกด้านหนึ่งที่ศาลจังหวัดอุบลฯ นัดตัดสินคดีอยู่ ผลการตัดสิน (คดีพี่มด ยึดเขื่อนปากมูล) ก่อนควันไฟจากเตาเผาศพพวยพุ่ง ศาลจังหวัดอุบลฯ สั่งจำหน่ายคดีออกจากสาระบบเพราะจำเลยเสียชีวิต

นี่ไง คือคำตอบของอำนาจที่จัดการกับผู้ที่ท้าทาย เป็นเรื่องยากที่จะ หรือเรียกหาความยุติธรรมความตายไม่ใช่ทางออกที่เลือกไว้ และการยอมรับโทษตามคำตัดสินก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นการยอมจำนน หากแต่เป็นเส้นคั่นระหว่างทาง ที่บางครั้งก็น่าจะเสียเวลาบางเล็กน้อยเพื่อก้าวผ่านมันไป

ผมไม่รู้ว่าคำพิพากษาศาลฎีกา จะตัดสินออกมาอย่างไร ในวันที่ 24 มกราคม นี้ แต่สิ่งที่ต้องบอกเพื่อรับรู้ร่วมกันว่ายังมีคนจนอีกจำนวนมาก ที่กำลังถูกรัฐใช้กระบวนการยุติธรรมเล่นงานอยู่กว่า 3,800 คดี บทลงโทษที่มักเกิดขึ้นกับคนจนเหล่านี้ มันเป็นความยุติธรรมของใคร กระบวนการยุติธรรมใช้เพียงปรากฏการณ์และมองการเดินขบวนของประชาชน เท่านั้นหรือ ? ผมยืนยันว่าหากไม่มีการชุมนุมในเดือนพฤษภาคม 2543 ของชาวบ้านราษีไศล เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดประตูเขื่อนราษีไศล และการเรียกร้องในครั้งนั้นก็เป็นเหตุที่นำมาสู่คดีนี้ ผมก็คงไม่ต้องตกเป็นนักโทษเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ตรงกันข้ามเพราะมีการชุมนุมในครั้งนั้น ซึ่งนำไปสู่การเปิดประตูระบายน้ำ จึงทำให้ชาวบ้านจำนวนกว่า 70,000 ชีวิต สามารถประกอบอาชีพเดิมอยู่ในชุมชนเดิมได้อย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน

หากเวลาหมุนกลับได้ โดยไม่มีเขื่อนราษีไศล ชุมชนก็ไม่ต้องมีความขัดแย้ง ไม่มีความแตกแยก ครอบครัวจะอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก มีที่ดินทำกินอย่างพอเพียงกับสมาชิกในครอบครัว มีป่าบุ่ง – ป่าทามให้เลี้ยงวัว – ควาย มีปลาสดๆ จากแม่น้ำมูนกินอย่างเต็มอิ่ม และผู้คนมีรอยยิ้มให้กัน

จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 19 ปี (เขื่อนราษีไศลสร้างเสร็จและเริ่มกักเก็บน้ำตั้งแต่ปี 2536 – 2555) ใครบ้างได้ทำนาปีละ 2 ครั้ง ใครบ้างได้งานทำ ใครบ้างที่ร่ำรวยเงินทอง สิ่งเหล่านี้ไม่เห็นว่าจะเกิดขึ้นเลย เห็นมีแต่ความยากจน ปนความขัดแย้ง ชุมชนแตกแยก วิถีชีวิตล่มสลาย บ้านช่องเหลือแต่คนแก่กับเด็กอยู่เฝ้า คนหนุ่มสาว คนวัยทำงานอพยพไปรับจ้างขายแรงงานในต่างถิ่น เพื่อนำเงินมาจุนเจือครอบครัว

เมื่อคุณเป็นนักโทษด้วยเหตุแห่งการใช้สิทธิในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชน

เมื่อคุณเป็นนักโทษเพราะพฤติกรรมที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการพัฒนาของรัฐบาล ด้วยเหตุว่าโครงการที่ก่อสร้างขึ้นมานั้น ได้ไปทำลายวิถีชีวิตของชาวบ้าน รวมทั้งยังไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม คุณได้ร่วมกับชาวบ้านซึ่งเป็นเหยื่อของโครงการพัฒนานั้น เรียกร้องความเป็นธรรมที่สมควรได้รับจากเจ้าของโครงการ กลไกการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนตามโครงสร้างการทำงานของรัฐ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ เวลาผ่านไปหลายปี ความเดือดร้อนไม่ได้รับการเยียวยา ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา ชาวบ้านไปติดตามทวงถามถึงความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา ไป 3 – 5 คน ก็เจอแค่ภารโรงเฝ้าประตู ไป100 – 200 คน ก็เจอเสมียนหน้าห้อง แต่เมื่อไปเป็น 1,000 คน ก็ได้เจอเจ้าผู้ว่า เจออธิบดี หากไปติดตามการแก้ไขปัญหา 5,000 – 10,000 คน ก็ถึงจะมีโอกาสได้เจอรัฐมนตรี แต่เมื่อชาวบ้านไปกันมากๆ รัฐบาลและราชการก็จะมองว่า “ไอ้พวกม๊อบ” ไม่ยอมทำมาหากิน วัน ๆ คิดแต่เรื่องเดินขบวน ทัศนคติเช่นนี้เกิดกับชาวบ้านตลอดเวลาที่มีการเคลื่อนไหวของชาวบ้านผู้เดือด ร้อน

จากนั้นรัฐบาลก็จะใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อมาจัดการกับผู้ชุมนุม เช่น 1.การใส่ร้ายป้ายสี ทำลายความชอบธรรม 2.ส่งคนมาการแทรกแซงในการเคลื่อนไหว 3.จัดม๊อบชนม๊อบ 4.การข่มขู่คุกคามผู้นำ (แกนนำ) และครอบครัว 5.การใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุม 6.ปล่อยหมากัด 7.การจับกุม 8.การดำเนินคดีกับผู้นำ และ9.การฆ่าผู้นำขาวบ้านในการเคลื่อนไหว ทุกกลุ่มขบวนการประชาชน จะต้องเจอกับมาตรการเช่นนี้อย่างทั่วถึงกันทุกกลุ่ม

วิธีการที่รัฐใช้เหล่านี้เพียงเพื่อที่จะไม่ให้มีการเคลื่อนไหวของชาว บ้าน ในขณะที่รัฐไม่ได้ใส่ใจในการแก้ไขปัญหาเลย ไม่มีใครหรอกที่จะเอาอนาคต เอาชีวิตมาแลกกับการเดินขบวน แต่มันไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เพราะครอบครัวและชุมชนที่ล่มสลายลงด้วยน้ำมือของรัฐ ที่ได้ยัดเหยียดความทุกข์ยากให้ เมื่อออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม ก็มีโอกาสเจอกับวิธีการป่าเถื่อนของรัฐ จะกลับไปชุมชนก็ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ การเดินขบวนจึงเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จำต้องทำ และเมื่อคุณก้าวเท้าออกมาเดินขบวนคุณจะต้องเตรียมใจรับกับสิ่งที่รัฐจะยัด เหยียดให้ อย่างไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้

มีชาวบ้านจำนวนมากที่ต้องเดินขบวน เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากนโยบายของรัฐ โครงการพัฒนาของรัฐอีกมากมาย และจะต้องมีนักโทษการเมืองเช่นนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการจับกุมคุมขังไม่ได้ทำให้ปัญหาความเดือดร้อนหมดไป แต่ตราบใดที่ความไม่เท่าเทียมของคนในสังคม การเอาเปรียบเพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติไปจากท้องถิ่น ยังรุนแรงอยู่เช่นนี้ การเดินขบวนก็ยังต้องมีต่อไป

หากคุณเป็นชาวบ้านที่ต้องสูญเสียที่ดินทำกิน เพราะน้ำจากเขื่อนมาท่วมนา โดยที่รัฐบาลไม่ให้การช่วยเหลืออะไรเลย และผู้สูญเสียที่ทำกินมีจำนวนหลายพันครอบครัว รวมทั้งญาติพี่น้องคนในชุมชนเดียวกับคุณ คุณจะทำอย่างไร ที่ไม่ต้องเดินขบวน ที่ไม่ต้องเป็นนักโทษการเมือง และไม่ต้องติดคุกด้วย

สงครามแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ระหว่างรัฐผู้มาปล้นชิง กับชาวบ้านในชุมชน ผู้ที่ต่อสู้ปกป้องวัฒนธรรมวิถีชีวิตที่สืบทอดต่อมาจากบรรพบุรุษ อย่างเต็มกำลังความสามารถมันจะต้องดำเนินไป ผ่านมาแล้ว 19 ปี และต้องเป็นอย่างนี้ต่อไปอีกกี่ปี ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร

จำต้องยอมรับ แต่จะให้ยอมจำนนต่อความอยุติธรรมที่พวกเราไม่ได้ก่อขึ้นได้อย่างไร

หากคำพิพากษาว่าต้องติดคุก ซึ่งเป็นคำตัดสินของศาลฎีกา ผมก็ต้องเข้าคุก เข้าไปอยู่ในคุกเดียวกันกับนักโทษ ปล้น ฆ่า ค้ายาบ้า และนักโทษคดีซึ่งเราเรียกว่า คดีอาชญากรรม โดยที่ผมเป็นนักโทษหนึ่งเดียวที่ติดคุกเพราะบังอาจกระทำการไม่เห็นด้วยการ โครงการพัฒนาของรัฐ ผมยังพยายามคิดหาเรื่องเล่าเพื่อนำไปแลกเปลี่ยนกับนักโทษในเรือนจำ แต่ก็ยังคิดไม่ออก เพราะไม่มีประสบการณ์ในการปล้น ฆ่า และอื่น ๆ แต่จำต้องพยามเพื่ออยู่ร่วมกับคนอื่นให้ได้ หากต้องติดคุกจริง

คำตัดสินที่จะมีขึ้นย่อมถือว่า สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม แต่ผมยังคงมีคำต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปก็คือ กระบวนการยุติธรรม ได้ทำหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมอย่างที่ควรจะเป็นหรือยัง เพราะผมมองว่าเป้าหมายของการอำนวยความเป็นธรรม คือการให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข แต่หลังคำตัดสินจะออกมาอย่างไรก็ตาม คนจนถูกรวมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการอยู่ร่วมในสังคมอย่างปกติสุข หรือยัง ซึ่งเป็นเรื่องที่กระบวนการยุติธรรมจะต้องสำรวจ การทำหน้าที่อำนวยความเป็นธรรมของตนเอง

ติดคุกอย่างไง ผมมั่นใจว่าต้องมีวันถูกปล่อยตัว เมื่อวันนั้นมาถึงหากการกดขี่ยังมีอยู่ ความเดือดร้อนของชาวบ้านยังไม่ได้รับการแก้ไขดังที่เป็นอยู่ ผมก็คงไม่อาจนิ่งเฉยได้ ก็จำต้องร่วมกับพี่น้องเพื่อสู้กับรัฐให้ได้ความเป็นธรรมต่อ ผมยอมรับได้ในคำพิพากษาที่จะมีขึ้น แต่คงมิอาจจำนนต้องความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับคนจนซึ่งเป็นพี่น้องของผมได้ แล้วผมจะกลับมาอยู่กับพี่น้องของผมอีกครั้ง.......

ท่องเที่ยวไทย จะก้าวอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?

ที่มา ประชาไท

ข่าวผู้ก่อการร้ายที่ประสงค์จะป่วนกรุงเทพฯ สร้างความระส่ำระสายในระดับรัฐบาลอย่างชัดเจน รัฐมนตรีบางท่านแสดงอาการหงุดหงิดจนเห็นได้ชัด ที่จริงก็น่าเห็นใจที่ว่ามีปัญหาความไม่สงบทีไรก็จะสูญเสียนักท่องเที่ยว ทุกที ดูกราฟรูปที่ 1
รูปที่ 1 จำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติระหว่างปี พ.ศ. 2513-2552
ในช่วงที่การท่องเที่ยวไทยกลายเป็นภาคเศรษฐกิจที่รัฐให้ความสำคัญมาก ขึ้นๆ ก็เกิดปรากฎการณ์ที่เป็นช็อก (Shock) ทั้งด้านบวกและลบที่ทำให้การขยายตัวของนักท่องเที่ยวนานาชาติต้องชะลอตัว หลายครั้ง (ตารางที่ 1) เช่น โรคอุบัติใหม่เช่น โรคซาร์ส ซึ่งได้กลายมาเป็นโรคประจำถิ่น ความไม่สงบทางการเมืองซึ่งในอดีตเกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่น การก่อการร้ายในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่ส่งผลกระทบมายังไทย แต่ใน 2-3 ปีที่ผ่านมาเกิดความไม่สงบทางการเมืองอย่างรุนแรงในประเทศ โดยเฉพาะการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและการบุกเข้าประชิดห้องประชุมของผู้นำนานา ประเทศในการประชุมที่พัทยา ทำให้สถานการณ์การท่องเที่ยวซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง และยังถูกกระหน่ำซ้ำเติมด้วยการถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลก เนื่องจากความล้มเหลวของสถาบันการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศใน ประชาคมยุโรป เหตุการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้รัฐบาลโหมการลงทุนในด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ มากขึ้น
แต่ความจริง ก็คือ นักท่องเที่ยวกลัวโรคระบาดมากกว่า การศึกษาของคุณอัครพงศ์ อั้นทอง สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ พบว่า การสูญเสียสูงสุดจะเกิดจากโรคระบาดต่างๆ มากกว่าวิกฤตทางการเมือง (ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 จำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่สูญเสียจากเหตุการณ์วิกฤตสำคัญระหว่างปี พ.ศ. 2544-2552
ที่ผ่านมามุมมองของผู้กำหนดนโยบายท่องเที่ยวไทย เป็นมุมมองที่สนใจแต่ผู้ประกอบการเพราะเป็นมุมมองที่หวังรายได้ โดยมีผู้ประกอบการเป็นฐานเสียง ไม่ใช่มุมมองของคนไทยทั้งปวงในฐานะเจ้าของทรัพยากรท่องเที่ยว มุมมองนโยบายดังกล่าว ก่อให้เกิดผลกระทบด้านการกระจายรายได้ ความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม และความร่อยหรอของทรัพยากรท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน
หากเราปล่อยให้การท่องเที่ยวไทยพัฒนาไปในรูปแบบปัจจุบัน คือเน้นด้านการตลาดและการหารายได้แต่เราปล่อยให้การบริหารจัดการท่องเที่ยว ยังแยกส่วนดังเช่นปัจจุบัน หากเราปล่อยให้ใครมือยาวสาวได้สาวเอาจากทรัพยากรท่องเที่ยว อนาคตการท่องเที่ยวไทยจะเป็นอย่างไร? ซึ่งในวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555 จะมีการประชุมเรื่อง“ท่องเที่ยวไทย: ก้าวย่างอย่างไรเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน”
นโยบายสาธารณะของไทยที่ผ่านมาเน้นด้านการตลาดหรือด้านอุปสงค์ (Demand) เป็นหลัก และเป็นนโยบายที่เน้นผลประโยชน์ให้แก่ธุรกิจ ดังนั้นประชาชนคนไทยทั่วไปมีความเห็นต่อนโยบายสาธารณะในด้านการท่องเที่ยว อย่างไรจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ เพราะคนไทยเป็นองค์ประกอบสำคัญของการท่องเที่ยว การศึกษาของสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่ พบว่า อัธยาศัยคนไทยเป็นองค์ประกอบการท่องเที่ยวที่คนต่างชาติพอใจมากที่สุด การที่ประชาชนคนไทยไม่เห็นด้วยกับนโยบายการท่องเที่ยวจะทำให้ประเทศไทยไม่ สามารถยืนหยัดในการแข่งขันระหว่างประเทศด้านการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน การประชุมนี้ยังตอบคำถามด้วยว่าสถานภาพและความสามารถในการแข่งขันของไทย (Competitiveness) เทียบกับคู่แข่งนานาประเทศเป็นอย่างไร
การประชุมสัมมนาทางวิชาการในครั้งนี้ก็เพื่อตอบคำถามหลักๆ ว่า คนไทยได้อะไรจากการส่งเสริมการท่องเที่ยว ภาคเศรษฐกิจท่องเที่ยวสร้างผลประโยชน์และต้นทุนอะไรให้แก่ประเทศไทย ภาคท่องเที่ยวจะคืนทุนให้แก่สังคมอย่างไร ประเด็นเชิงนโยบายที่ควรระมัดระวังในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอนาคตจะเป็น อย่างไร การสัมมนาครั้งนี้ยังได้เน้นการศึกษาความสามารถในการแข่งขันของไทยกับนานา ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้เชิญผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ Branding ของสเปน อีกด้วย ซึ่งการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นที่ โรงแรม รามา การ์เด้น กรุงเทพฯ เวลา 08.00 - 16.30 น. จองที่นั่งฟรี เหลือจำนวน 50 ที่นั่ง สามารถติดต่อเข้าร่วมการประชุมได้ที่สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โทรศัพท์ 0-5332-7590-1 ต่อ 11 โทรสาร 0-5332-7590-1 ต่อ 16 หรือ E-mail:aunapaporn99@gmail.com

งานแรกสมาคมมุสลิมพุทธจีน จิบน้ำชายามเช้าที่โคกโพธิ์กันเอง

ที่มา ประชาไท

ครั้งแรกที่สมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานี ลงพื้นที่หลังการรวมตัวของกลุ่มคนทั้ง 3 เชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม กับกิจกรรมจิบน้ำชายามเช้า ของชมรมโคกโพธิ์ ที่ศูนย์เด็กเล็กพรุจงเปลือย ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ภาพบรรยากาศกิจกรรมจิบน้ำชายาม เช้า ของชมรมโคกโพธิ์ ที่ศูนย์เด็กเล็กพรุจงเปลือย ตำบลนาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เมื่อเช้าวันอังคาร 10 มกราคม 2555

น้ำชายามเช้า กลายเป็นวิถีวัฒนธรรมปกติของคนชายแดนใต้มาช้านาน แต่ในช่วงที่ความไม่สงบปะทุขึ้น บรรยากาศความรื่นเริงและเรียบง่ายยามเช้าก็ถูกความหวาดระแวงสงสัยคืบคลาน ก้าวเข้ามาแทนที่ แต่เชื่อว่าไม่นาน ทุกอย่างจะกลับมาปกติ ด้วยความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งที่มีฐานที่มาแตกต่างกัน

ทุกวันนี้ ก่อนเวลาราชการ 7.30 ถึง 9.00 น. ทุกวันอังคาร บรรดาข้าราชการและพ่อค้าประชาชนกลุ่มหนึ่ง ต่างมานั่งจิบน้ำชา พูดคุยแลกเปลี่ยนในวงล้อมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ในนามของชมรมโคกโพธิ์กันเอง

10 มกราคม 2555 เป็นคิวขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) นาประดู่ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี เป็นเจ้าภาพ โดยมีนายคอซีย์ มามุ นายกอบต.คนปัจจุบันเป็นแม่งาน

งานจิบน้ำชาเช้านี้ มีความพิเศษแตกต่างไปจากปกติ เพราะมีแขกสำคัญกลุ่มหนึ่งประมาณ 10 คน ในนามสมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานี เข้ามาร่วมวงด้วย งานที่จัดขึ้นในศูนย์เด็กเล็กพรุจงเปลือย ใกล้ที่ทำการ อบต.นาประดู่ จึงคึกคักขึ้นมาทันที

นี่เป็นครั้งแรกที่สมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานี ลงพื้นที่หลังการรวมตัวของกลุ่มคนทั้ง 3 เชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรม ได้ร่วมก่อตั้งขึ้นได้ไม่นาน

หลังนายก อบต.หนุ่ม อย่างนายคอซีย์ กล่าวต้อนรับแล้ว ก็ถึงคราวที่ นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ในฐานะนายกสมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานีคนแรก กล่าวแนะนำสมาคม

“น้ำชายามเช้าผมถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะการรักษากิจกรรมนี้ไว้ ก็เหมือนกับการรักษาความสัมพันธ์ของเราทั้งสามพี่น้องไว้ด้วย ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ การพบปะแลกเปลี่ยนทุกข์สุขกอย่างนี้ได้ เป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้” นั่นคือคำทักทายแรกของ นายกฯ เศรษฐ์ อัลยุฟรี

จากนั้นนายกฯ เศรษฐ์ อัลยุฟรี ต่อด้วยการอธิบายถึงที่มาของสมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีนจังหวัดปัตตานีว่า ถ้าไม่มีลุงเคลื่อน (นายเคลื่อน พุ่มพวง) และบอบอเซ็ง (นายเซ็ง ใบหมัด) ที่เป็นคนคิดริเริ่มที่จะให้ความสัมพันธ์ระหว่างชาวไทยพุทธ มุสลิมและจีน ฟื้นกลับคืนมาอย่างเช่นในอดีต สมาคมนี้ก็ไม่เกิด

“ลุงเคลื่อนเสนอให้ผู้นำทั้งสามเชื้อสายมานั่งคุยกัน จนกระทั่งได้ตัวแทนจากสามเชื้อสาย ฝ่ายละ 7 คน มาเป็นกรรมการ และได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมแล้ว รวมทั้งได้เชิญผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัดและเป็นที่เคารพนับถือมาเป็นที่ ปรึกษา”

จุดประสงค์การตั้งสมาคมนี้ขึ้นมา ก็เพื่อสร้างพื้นที่พูดคุยเสวนาระหว่างกลุ่มคนที่แตกต่างกัน อันจะช่วยกันหาหนทางสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ได้

นายกฯ เศรษฐ์ อัลยุฟรี ย้ำว่า กิจกรรมที่จะจัดภายใต้สมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีนจังหวัดปัตตานี ต้องเป็นกิจกรรมที่ทั้ง 3 ฝ่ายยอมรับ

“ภารกิจสำคัญของสมาคมฯ นอกจากการสานสัมพันธ์ระหว่างสามพี่น้องแล้ว ยังมีภารกิจช่วยเหลือสังคม เช่น มีแผนการเยี่ยมเยือนและดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุไม่สงบ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชน หญิงหม้าย เด็กกำพร้าเป็นการสานต่องานจากภาครัฐ สมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานี จะเริ่มสร้างสันติภาพภาคประชาชนให้เกิดขึ้นให้ได้” นายกฯ เศรษฐ์ อัลยุฟรีทิ้งท้าย

ขณะที่ตัวแทนจากภาครัฐ อย่างนายเสรี ศรีหะไตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ที่ร่วมวงน้ำชาด้วย แสดงความเห็นว่า น่าจะเปลี่ยนชื่อจากสมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานี เป็นสมาคมพี่น้องคนไทยปัตตานี ซึ่งเป็นที่ที่คน 3 เชื้อชาติศาสนาที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นพี่น้องอยู่แล้ว

รวมทั้งเสนอให้มีตัวแทนจากทุกตำบลและให้รับเยาวชนเข้ามาเป็นสมาชิกด้วย เพื่อสร้างคนที่จะมาสานงานต่อ เนื่องจากเห็นว่า อนาคตของ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขึ้นอยู่กับเยาวชนรุ่นปัจจุบัน

“ขอให้สมาคมไทยมุสลิม พุทธ จีน จังหวัดปัตตานี เป็นต้นแบบในการสร้างความเป็นปึกแผ่นของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านแนวคิดครอบครัวเดียวกัน สร้างความรู้สึกกลมเกลียวของคนปัตตานีและขยายไปสู่พื้นที่อื่นในสังคมต่อไป”

บรรยากาศริมคลองในพรุจงเปลือยยังเย็นสบาย เพราะโอบล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่กับร่องรอยสายฝนที่ตกกระหน่ำเมื่อกลางดึก เมื่อใกล้ถึงเวลาทำงาน แต่ละคนก็แยกย้ายกันไป โดยหวังว่า ความสัมพันธ์ต่างศาสนาและเชื้อสาย จะแนบแน่นกลมเกลียวดังเดิม

จิบน้ำชายามเช้า ทลายช่องว่างรัฐกับชาวบ้าน

นายนิพนธ์ อินทรสกุล นายอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ในฐานะเจ้าภาพเลี้ยงน้ำชาเมื่อปลายปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบงานเลี้ยงน้ำชานี้ เป็นเสมือนการลดช่องว่างระหว่างประชาชนกับราชการ

“สิ่งที่ยังแก้ไม่ตก คือ ความห่างเหินระหว่างข้าราชการกับประชาชน ซึ่งมันเกิดขึ้นโดยตัวมันเองโดยตัวระบบราชการที่ทำให้ประชาชนเข้าไม่ถึง ประชาชนยังรู้สึกว่าการเดินไปหาข้าราชการเป็นเรื่องยุ่งยาก”

นายนิพนธ์ พูดถึงข้อดีของวงน้ำชาว่า การให้ข้าราชการมานั่งจิบน้ำชากับชาวบ้าน จะทำให้รับรู้ปัญหามากขึ้น เพราะจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น นำมาสู่การถกแถลงถึงทางแก้ไปด้วย ข้อมูลที่ได้ก็จะมีผู้นำไปสานต่อและปัญหาได้ถูกจุดเร็วขึ้น

“บางครั้งบางปัญหาที่ดูเหมือนเล็กมาก กลับกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ถ้าไม่คุยกัน เช่น ความขัดแย้งระหว่างพี่น้องพุทธกับมุสลิม ที่อาจเริ่มต้นมาจากปัญหาส่วนตัว แต่กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างสองศาสนาไป ถ้าไม่คุยทำความเข้าใจกันก่อน”

อำเภอโคกโพธิ์ โชคดีที่ยังรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ เพราะมีพื้นที่ที่ให้ทั้งสองฝ่ายมานั่งคุยกัน และผู้ใหญ่ของทั้งสองศาสนาก็ร่วมมือกัน ปัญหาจึงไม่มีโอกาสขยายกว้างออกไป

กิจกรรม “จิบน้ำชายามเช้า” ทุกวันอังคารแล้ว ไม่ได้จบไปเพียงแค่แต่ละคนแยกย้ายกันไป หากแต่ยังมีกิจกรรมครื้นเครงยามเย็นเดือนละครั้งด้วย เป็นกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกกิจกรรมหนึ่งด้วย

กลุ่มกรีนร้องผู้ตรวจการแผ่นดินค้านตั้ง "นลินี-ณัฐวุฒิ"

ที่มา ประชาไท

กลุ่มกรีนนำโดย จาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์, นัสเซอร์ ยีหมะ และประกิต จันทร์สมวงศ์ ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ระหว่างที่ลงพื้นที่ที่อำเภอวังน้ำเขียว คัดค้านตั้ง" นลินี-ณัฐวุฒิ "ผานิต ขอให้นายกฯ ชี้แจงใน 30 วัน
20 ม.ค. 55 - มติชนออนไลน์รายงาน ว่าในระหว่างที่ผู้ตรวจการแผ่นดินลงพื้นที่ที่อำเภอวังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ได้มีตัวแทนจากกลุ่มกรีน (Green Politics)ประกอบด้วย นายจาตุรันต์ บุญเบ็ญจรัตน์ นายนัสเซอร์ ยีหมะ และนายประกิต จันทร์สมวงศ์ ยื่นหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เรื่องขอให้ตรวจสอบปัญหาทางจริยธรรมของข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำ
หนังสือร้องเรียนของกลุ่มดังกล่าว ระบุว่า ตามที่รัฐบาลภายใต้การนำของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีและนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ โดยได้มีการโปรดเกล้าฯ ลงมาเป็นที่เรียบร้อยเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555 ทั้งนี้โฉมหน้าของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หรือ “ครม.ปู 2” ได้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนและสังคมอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะ สมและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่ต้องทำหน้ากอบกู้ฟื้นฟูประเทศไทยและจำเป็น ต้องสร้างสานศรัทธาจากทุกภาคส่วนอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้ปัญหาจริยธรรมถือว่าเป็นปัญหาวิกฤติเรื้อรังและสะสมมานานในระบบ ราชการและระบบการเมืองไทย รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 หรือฉบับปัจจุบัน ตระหนักและเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาจริยธรรมที่นับวันรุนแรงมากขึ้น จึงเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 ให้มีอำนาจในการตรวจสอบจริยธรรมของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและข้าราชการประจำ และหากพบข้อเท็จจริงผู้ตรวจการมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการถอดถอนบุคคลดัง กล่าวได้ทันทีเพื่อสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองและทำให้การเมืองสะอาด มีมาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรม กลุ่มกรีน (Green Politics) จึงข้อเรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรัฐสภาตรวจสอบข้อเท็จจริงและการกระทำ ที่ไม่เป็นไปตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการเมือง พ.ศ.2551 ของบุคคลทั้ง 4 คนดังต่อนี้
1. กรณีการแต่งตั้ง นางนลินี ทวีสิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่นางนลินี ทวีสิน ยังคงมีชื่อค้างคาอยู่ใน “บัญชีดำ” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 โดยสำนักงานทรัพย์สินต่างชาติ ของกระทรวงการคลัง สหรัฐอเมริการะบุว่า นางนลินี เป็น 1 ใน 3 นักธุรกิจที่ให้การช่วยเหลือการทุจริตของรัฐบาลนายโรเบิร์ต มูกาเบ อดีตประธานาธิบดีของประเทศชิมบับเว ซึ่งในแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่านางนลินี ได้ทำธุรกิจหลายประเภทร่วมกับภรรยา ซึ่งกลุ่มคนที่ถูกขึ้นบัญชีดำ จะถูกทางการสหรัฐดำเนินการยึดทรัพย์สิน และห้ามพลเมืองอเมริกันร่วมทำธุรกิจอีกด้วย ซึ่งภายหลังรับตำแหน่งรัฐมนตรี นางนลินีก็ยอมรับว่าตนเองมีชื่ออยู่ในบัญชีดำดังกล่าวจริงๆ
2. กรณีการแต่งตั้ง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งเป็นแกนนำแนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. โดยในช่วงชุมนุมเมื่อกลางปี พ.ศ. 2553 นายณัฐวุฒิ ในฐานะแกนนำคนสำคัญมีบทบาทในการจัดการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามครรลองของรัฐ ธรรมนูญ ละเมิดสิทธิเสรีภาพ และสร้างความเสียหายให้เกิดกับผู้อื่น และปราศรัยปลุกระดมยั่วยุจนเป็นเหตุให้เกิดการจลาจลและความรุนแรงขึ้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ภายหลังเหตุการณ์คลี่คลายนายณัฐวุฒิ และแกนนำม็อบครั้งนั้น ได้ถูกตั้งข้อหาร้ายแรงและอุกฉกรรจ์ โดยเฉพาะข้อหาก่อการร้าย ซึ่งศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัวและจำคุกนานกว่า 9 เดือน ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรม
3.กรณีนายอำพน กิตติอำพล ในฐานะเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ได้ปล่อยปะละเลย และนำรายชื่อบุคคลทั้ง 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งเป็นการกระทำระคายเคืองเบื้องพระยุคลละบาท สมควรที่จะได้รับการตรวจสอบพฤติกรรมดังกล่าว
4. นายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่อ้างว่าเลือกรัฐมนตรีด้วยตัวเองและได้พิจารณาคุณสมบัติเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งในฐานะผู้นำรัฐบาลเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรีที่ต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับ สนองพระบรม ราชโองการด้วย แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กลับละเลย ไม่ใส่ใจในการคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ต้องคำนึงถึงประมวล จริยธรรมของข้าราชการเมืองและข้าราชการประจำ
จากข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าบุคคลทั้ง 4 ได้ฝ่าฝืนระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการเมือง พ.ศ.2551 (ตามเอกสารที่ส่งมาด้วย) จึงเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 244 (2) ต้องดำเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้า หน้าที่ของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 279 ที่ระบุว่า “มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น
มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง จะต้องมีกลไกและระบบในการดำเนินงานเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ รวมทั้งกำหนดขั้นตอนการลงโทษตามความร้ายแรงแห่งการกระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นการกระทำผิดทางวินัย ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรายงานต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี และหากเป็นการกระทำผิดร้ายแรง ให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณา ดำเนินการ โดยให้ถือเป็นเหตุที่จะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งตามาตรา 270 การพิจารณา สรรหา กลั่นกรอง หรือแต่งตั้งบุคคลใด เข้าสู่ตำแหน่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งการโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้นจะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรมและคำนึงถึงพฤติกรรมทาง จริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย”
รายงานข่าวแจ้งว่า กลุ่มกรีน มีสายสัมพันธ์กับนายสุริยะใส กตะศิลา แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า หลังรับหนังสือร้องเรียน จะได้แจ้งไปยังนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายกฯ มี 2 บาทบาทคือ เป็นคนแต่งตั้งนางนลินีและนายณัฐวุฒิ และนายกฯต้องเป็นผู้กำกับจริยธรรมทางการเมือง ทั้งนี้ภายในสัปดาห์หน้า จะประชุมร่วมกับผู้ตรวจการแผ่นดินอีก 2 คน ก่อนจะให้นายกฯมาชี้แจงใน 30 วัน อันเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2547 โดยระหว่างนี้จะทำการรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐานคู่ขนานกันไป ทั้งนี้หลังจากนายกฯชี้แจง ถ้ารับฟังได้เรื่องก็จบ แต่ถ้ารับฟังไม่ได้ก็ต้องสอบสวนต่อไป

"สนธิ" ยุทหารให้รีบปฏิวัติแล้วพธม.จะมาร่วมยึดประเทศคืน

ที่มา ประชาไท

"สมเกียรติ" เชื่อระบอบทักษิณจ้างนักรบกัมพูชา-เวียดนาม 5,000 คนเพื่อชิงบัลลังก์ "พิภพ" ยัน พธม. ไม่ได้อ่อนแรงลง ถ้าชุมนุมต้องชนะเท่านั้น "สนธิ" โฟนอินลั่นจะไม่ให้ใครตีกินอีก เชื่อมีแต่พลังของ พธม. เท่านั้นที่จะค้ำจุนประเทศชาติได้ พร้อมสั่งทหารอย่านั่งเฉย ให้รีบปฏิวัติ แล้ว พธม. จะมาร่วมยึดประเทศไทยคืนจากพวกชั่ว

วันนี้ (20 ม.ค.) ที่อาคารบ้านเจ้าพระยา มีการเสวนา "ปีใหม่ ตรุษจีน พันธมิตรฯ" โดยถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวีด้วย โดยมีแกนนำพันธมิตรฯ เข้าร่วม 3 คน คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ใช้วิธีโฟนอินเข้ามา ขณะที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ไม่ได้เข้าร่วมแล้ว เนื่องจากออกจากการเป็นแกนนำและแยกไปอยู่พรรคการเมืองใหม่ ขณะที่ผู้ดำเนินรายการเสวนาคือนายประพันธ์ คูณมี


พิภพเชื่อระบอบทักษิณอ่อนแอลงแล้ว เพราะยิ่งลักษณ์เหลือแค่ 15 ล้านเสียง

นายพิภพ ธงไชย กล่าวว่า พันธมิตรฯ ไม่ได้อ่อนแรงลง แต่พิสูจน์ให้ถึงทองแท้ และมั่นใจว่าพันธมิตรฯ ที่มาพร้อมกันตรงนี้และที่ฟังรายการอยู่ที่บ้านก็ดีถือเป็นทองเนื้อแท้ ที่พร้อมจะออกมาต่อสู้กับทุนสามานย์ที่จะเข้ามายึดสมบัติชาติ ขณะที่ระบอบทักษิณไม่ได้แข็งแรงขึ้น แต่จริยธรรมอ่อนแอลง ฐานเสียงจาก 19 ล้านเสียง จากเมื่อสมัยพรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล ขณะนี้เหลือ 15 ล้านเสียงในยุคของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นแล้วเห็นว่าระบอบทักษิณไม่ได้เข้มแข็งขึ้น

ลั่นปีนี้จะเคลื่อนไหวอีก และถ้า พธม. ชุมนุม ต้องรับชัยชนะเท่านั้น

บัดนี้สังคมไทย เติบโตมีปัญญารู้เท่าทันเกมการเมือง ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเดินเกมก็ไม่ถนัด การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลไม่ว่ารัฐไหนก็ไม่แตกต่างกัน เพราะพันธมิตรฯ ต้องได้รับชัยชนะเท่านั้น สำหรับแกนนำพันธมิตรฯทั้ง 4 คนไม่มีถอดใจ และพร้อมที่จะปกป้องสถาบันชาติต่อไป ส่วนจะแต่งตั้งใครเป็นแกนนำอีกหรือไม่ ขอให้ถึงเวลาชุมนุมเราจะประเมินสถานการณ์กันวันต่อวัน แต่เชื่อแน่ว่าการเคลื่อนไหวจะต้องเกิดขึ้นแน่ในปีนี้

สมเกียรติเชื่อทักษิณจ้างนักรบกัมพูชา-เวียดนามเพื่อชิงบัลลังก์

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวว่า การต่อสู้ของระบอบทักษิณในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งสุดท้าย หวังล้มล้างสถาบัน ทราบว่าไปจ้างนักรบจากเขมรและเวียดนามไว้ 5,000 คน เพื่อชิงราชบัลลังก์ และเปลี่ยนการปกครองจากระบบประชาธิปไตยเป็นระบบสาธารณรัฐ โดยมีประธานาบดีเป็นประมุข ก่อนสถาปนาตัวเอง พันธมิตรฯ ต้องเตรียมตัวให้พร้อม หากเมื่อไรมีการแตะต้องเพื่อแก้รธน. 112 ในหมวดสถาบันกษัตริย์ หรือแก้ รธน.เพื่อนิรโทษกรรมให้ นช.แม้ว เราต้องออกมาแน่

จำลองลั่น พธม.จะลงจากภูมาเตะหมาเมื่อไหร่อยู่ที่พลังพี่น้อง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กล่าวชื่นชมว่าไม่มีพลังไหนจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการชุมนุมของพันธมิตร 384 วัน 384 คืน ถือเป็นการชุมนุมที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกนี้ มีคำถามว่าเมื่อไหร่พันธมิตรฯจะลงจากภู ลงมาเตะหมา ก็อยู่ที่พลังของพี่น้องพันมิตรฯ แต่เราต้องปล่อยให้หมากัดกันให้บอบช้ำ เสียก่อน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ไปรับเงิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า หากนายสนธิ ทำเช่นนั้นจริง ผมคงลาออกจากแกนำไปนานแล้ว และไม่ช่วยหาเงินบริจาคมาช่วยเหลือพนักงานเอเอสทีวี

สนธิลั่นชี้แจงเรื่องรับเงินไปแล้วหลายรอบ ใครที่ไม่เชื่อไปไกลๆ ผมดีกว่า

ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้โทรศัพท์เข้ามาในที่ชุมนุม (ฟังเสียง) โดยนายสนธิกล่าวว่า "พี่น้องเอ้ย ... พี่น้องครับ ผมพูดสั้นๆ นะครับ ขอบพระคุณ คุณประพันธฺ์ที่ตั้งคำถาม ถามเรื่องผมรับเงิน ผมกราบเรียนพี่น้องอย่างนี้ ผมเคยพูดแล้วหลายครั้ง ผมเบื่อที่จะพูด ไอ้ใครที่ฟังแล้วไม่เชื่อ ไปไกลๆ ผมเลยดีกว่า ผมรำคาญ คือผมไม่อยากพบ ไม่ต้องมาเคารพอะไรผม ผมคบเฉพาะแกนนำเนี่ย 3-4 คน คุณประพันธ์ และพี่น้องที่ยังรักและศรัทธาเชื่อมั่นในตัวผม การกระทำของผม เอเอสทีวี ทุกอย่างมันเป็นบทพิสูจน์"

เผยไม่ได้นั่งเฉยๆ แต่เตรียมพร้อมทุกวินาทีเพื่อสู้แตกหัก ยึดอำนาจรัฐ

แล้วผมจะบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้นั่งเฉยๆ ผมเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะออกมาสู้ แล้วสู้ครั้งนี้พี่น้อง ไม่ใช่มาประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด

ผมเป็นคนแรกที่ผมบอกว่า ทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำพระเจ้าอยู่หัว และถ้าออกมาครั้งนี้ ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการที่จะให้พวกแมลงสาปมาตีกินพวกเราอีก

ลั่นทหารอย่านั่งเฉย รีบปฏิวัติ แล้ว พธม. จะมาร่วมยึดประเทศไทยคืนจากพวกชั่ว

ผมเชื่อว่าในที่สุดแล้ว มีพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้น ที่จะค้ำจุนประเทศชาติได้ ทหารอย่านั่งเฉย รีบออกมาปฏิวัติเสีย แล้วพันธมิตรฯ ทั่วประเทศจะออกมาร่วมกับทหาร ยึดประเทศไทยคืนมาจากไอ้พวกชั่วๆ ก็เท่านี้แหละครับพี่น้อง ขอบพระคุณพี่น้อง

โดยนายประพันธ์ กล่าวกับนายสนธิว่า "อย่าเพิ่งวางสายนะครับ บอกพี่น้องได้สักนิดไหม ว่าวันนี้ที่ไม่สามารถมาพบพี่น้องในสถานที่แห่งนี้ได้ พอจะอธิบายพี่น้องสักนิดได้ไหมครับ" นายสนธิตอบว่า "ผมไม่สบายครับ ผมเจ็บหลัง ผมจะต้องมานวดและมาฝังเข็ม" นายประพันธ์ถามว่า "ถ้าพี่น้องพร้อม พี่สนธิพร้อมใช่ไหมครับ" นายสนธิตอบว่า "พร้อมครับ" ทำให้ผู้ชุมนุมปรบมือ และนายสนธิได้กล่าวส่งท้ายก่อนวางสายว่า "ขอบพระคุณมากครับ ซินเจียหยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้"

ที่มา: เรียบเรียงจาก เอเอสทีวี

นิติราษฎร์ย้ายที่จัดอภิปราย "ล้างผลพวงรัฐประหารฯ" ไปหอประชุมเล็ก มธ.

ที่มา ประชาไท

คณะนิติราษฏร์ต้องย้ายสถานที่จัดอภิปราย“ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษ กรรม-ปรองดอง” ในวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2555 จากห้อง LT 1 คณะนิติศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ไปยังหอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) เนื่องจากทางคณะนิติศาสตร์เกรงว่าจะมีประชาชนมาจำนวนมาก ส่งเสียงดังรบกวนการเรียนการสอน

มีรายงานว่าตามที่คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร จะจัดงานอภิปรายทางวิชาการ “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง” ในวันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม 2555 ที่ห้อง LT 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นั้น ปรากฏว่าท้ายที่สุด คณะนิติราษฏร์ต้องย้ายสถานที่จัดอภิปราย ไปยังหอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) เนื่องจากทางคณะนิติศาสตร์เกรงว่าจะมีประชาชนมาจำนวนมาก ส่งเสียงดังรบกวนการเรียนการสอน

ทั้งนี้ การขอใช้ห้อง LT1 ถือเป็นกิจกรรมทางวิชาการ ซึ่งสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่เมื่อจำเป็นต้องย้ายไปจัดที่หอประชุมศรีบูรพา ก็ถือเป็นการเช่าสถานที่ ซึ่งเสียค่าเช่าประมาณหมื่นกว่าบาท

นอกจากนี้ในการขอใช้หอประชุมศรีบูรพา ทางมหาวิทยาลัยได้เตือน ไม่ให้ใช้สถานที่นอกหอประชุมวางขายสินค้า ซึ่งนิติราษฎร์ก็จำเป็นต้องขอความร่วมมือประชาชนที่ไปร่วมงาน เพราะเกรงจะกระทบการขอใช้สถานที่ในครั้งต่อๆ ไป

สำหรับกำหนดการจัดงานยังคงมีรายละเอียดเช่นเดิม คือเริ่มตั้งแต่ 13.00 น. คณะนิติราษฎร์จัดเสวนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี คณะ ร.ศ. 130 และโอกาสเข้าสู่ปีที่ 80 ของการอภิวัตน์ 24 มิถุนายน 2475 เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” โดยมีสาระสำคัญคือ

• อภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง”
• แนวคำถาม-คำตอบ เรื่อง “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน 2549”
• “โต้” ปฏิกิริยาที่มีต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และเผยแพร่คู่มือลบล้างผลพวงรัฐประหาร
• ข้อเสนอวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งคณะนิติราษฎร์จะเสนอแนวทางการตั้ง สสร.และกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญในประเด็นที่สำคัญ

หมายเหตุ : ผู้ที่เข้าร่วมงานจะได้รับ 'คู่มือประชาชนล้มรัฐประหาร' ทั้งนี้มีจำนวนจำกัด

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 20/01/55 คนเก่าไป..คนใหม่มา..งานคงอยู่

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



คนเก่าไป คนใหม่มา ตามหน้าที่
หากคิดดี เดินร่วมทาง เพื่อสร้างสรรค์
สานนโยบาย ตอกย้ำ ทำร่วมกัน
ด้วยมุ่งมั่น แก้ปัญหา..ประชาชน....

ต้องเร่งมือ สืบสาน งานค้างอยู่
ร่วมฟื้นฟู เดินหน้า อย่าสับสน
สิ่งไหนดี ประสานให้ ในบันดล
เพื่อทุกคน มีความหวัง กำลังใจ....

นโยบาย รัฐบาล เร่งสานต่อ
เพื่อเกิดก่อ สิ่งงดงาม ตามผ่องใส
สร้างความสุข ทั่วถิ่น แผ่นดินไทย
ถึงเก่าใหม่ ก็น้ำดี สีเดียวกัน....

ค่าของคน ผลของงาน ท่านกำหนด
จะใสสด หรือล่วงลับ จนดับขันธ์
จะเฉื่อยเฉย หรือคุดคู้ คนรู้ทัน
ไม่นานวัน คงถูกบีบ ถีบออกไป....

ทำเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน อย่าสิ้นคิด
อยู่อย่างมิตร แล้วสร้างฝัน กับวันใหม่
ดีหรือเลว ตนก็รู้ อยู่แก่ใจ
อยากสดใส หรือซึมเศร้า เลือกเอาเอง....

๓ บลา / ๒๐ ม.ค.๕๕

ดวงจำปา: แนะนำวิธีรับมือและตอบโต้เจ้าหน้าที่เผด็จการคุกคามคนไทยในต่างประเทศ

ที่มา Thai E-News

20 มกราคม 2555
โดย ดวงจำปา

ที่มา Doungchampa Spencer


วันนี้ (19 มกราคม 2555) ได้อ่านบทความที่ว่า รองอธิบดีกรมสอบสวนพิเศษ (DSI) ได้ถูกปฎิเสธวีซ่าเข้าประเทศสหรัฐอเมริกา ตามบทความนี้ ธาริตรับสหรัฐฯ ไม่อนุมัติวีซ่า หน.สอบคดีล้มสถาบัน ดิฉันเลยนึกถึงบทความเก่า ซึ่งเคยเขียนลงไปในเวปของ Internet Freedom เมื่อตอนต้นปีที่แล้ว (กุมภาพันธ์ 2554)

เวปของ ไทยอีนิวส์ ได้ลงข่าวเรื่องนี้: DSIเบ่งกล้ามข้ามโลก ส่งกงสุลข่มขู่ขบวนการของคนเสื้อแดงในแอลเอ และหลังจากนั้น ดิฉันตัดสินใจเขียนบทความ ซึ่งลงไปที่ ไทยอีนิวส์ ซึ่งโพสต์รวมอยู่กับแถลงการณ์ของกลุ่มเสื้อแดง ที่นี่ -> ครือข่ายเสื้อแดงโลกเตือนDSIยุติไล่ล่าแดงต่างแดน จ่อดำเนินคดีกงสุลLAฐานเป็นมาเฟียเหนือกม.สหรัฐ

ถ้าท่านไม่สามารถอ่านบทความจากไทยอีนิวส์ได้ ดิฉันได้ copy บทความทั้งหมดและโพสต์ไว้ที่นี่ค่ะ:

บทความอ้่างอิง: การข่มขู่ของ DSI กับพี่น้องชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศ

-----------------------------

ดิฉันขอเขียนย้ำใหม่ให้ทราบว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีกในต่างประเทศ ไม่เป็นแต่เพียงประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่สามารถดัดแปลงใช้ในประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ได้ ดิฉันขอแนะนำวิธีรับมือและตอบโต้กรณีรัฐบาลเผด็จการคุกคามคนไทยต่างประเทศ ดังต่อไปนี้:

แนะนำวิธีรับมือและตอบโต้เจ้าหน้าที่เผด็จการคุกคามคนไทยต่างประเทศ:

ดิฉัน เคยเขียนกระทู้ไว้ใน Internet Freedom เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่แล้ว (2554) ขอนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง เรื่อง DSI ส่งคนมาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา - แนว ทางแก้ไข...ถ้ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น คนไทยในต่างประเทศควรปฏิบัติดังนี้:

1. เรียกตำรวจท้องถิ่นทันที

2. ถึงแม้ว่า ตัว Consul (กงสุล) หรือ หากเจ้าหน้าที่ทางการไทย จะได้รับการปกป้องโดยสิทธิทางการฑูต หรือ Diplomatic Immunity ซึ่งผู้บังคับใช้กฎหมายท้องถิ่น ไม่สามารถทำอะไรกับเขาได้ก็ตาม แต่เป็นหน้าที่ที่ผู้บังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นจะต้องอยู่กับคุณตลอดเวลาและ ต้องลงบันทึกรายวัน เป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ (ถ้าไม่ลงบันทึก คุณมีสิทธิร้องขอได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่ทำตาม กรุณาบันทึกชื่อและนามสกุลของเจ้าหน้าที่ท่านนั้นไว้ เพื่อการอ้างอิงภายหลัง)

3. อธิบายผู้บังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นด้วยว่า เจ้าหน้าที่ทางการไทย เขามาสอบถาม และ สืบข้อมูลเรื่องอะไร ถ้ามีการข่มขู่เกิดขึ้น ขอให้ลงบันทึกหลักฐานไว้ด้วย

4. ติดต่อกับ News Agency หรือ สื่อมวลชนในท้องถิ่น อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังทั้งหมด (ข้อนี้เป็นการย้อนศรที่เจ็บแสบ) ขอร้องให้เขียนเป็นข่าว หรือ ทำเป็นสกู๊ปข่าว / วิดีโอ ด้วย

5. จดทะเบียนรถ หรือ รายละเอียดของรถที่พวกเขาขับมาด้วย ว่า เป็นรถอะไร สีอะไร และทะเบียนอะไร ถ่ายรูปเอาไว้ รวมถึงรายละเอียดว่า พวกเขามาที่เคหะสถานคุณเวลาเท่าไรด้วย

6. ห้ามเดินทางไปที่สถานทูตฯ ไทยโดยเด็ดขาด เพราะ ในบริเวณสถานทูตฯ ไทย เจ้าหน้าที่ทางการไทยจะได้รับสิทธิพิเศษทางการฑูต พวกเขาจะมีสิทธิ เสมือนหนึ่งว่าอยู่ในดินแดนของประเทศไทย ดังนั้นคุณต้องอยู่นอกสถานฑูตไทย เพราะยังถือว่า เป็นดินแดนของประเทศที่คุณอาศัยอยู่ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเจ้าหน้าที่ทางการไทยต้องการหลอกล่อให้คุณ เข้าไปในบริเวณพื้นที่ของสถานทูตฯ ด้วยการหว่านล้อม หรือเทคนิคอื่นๆสารพัดวิธี เพื่อให้คุณตกหลุมพรางยอมไปกับพวกเขาให้ได้ และเพื่อที่จะสามารถดำเนินการกับคุณตามกฎหมายไทยได้ตามอำเภอใจของพวกเขา

7. เขียน blog หรือบันทึกข้อความของคุณใน Facebook หรือเวปที่เป็น Social Networks หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทางการไทยเหล่านี้มาพบกับท่าน และขอร้องให้ช่วยกันแชร์เรื่องนี้ออกไปให้มากที่สุด

8. ถ้ามีเวลาและสามารถใช้ภาษาท้องถิ่นได้ กรุณารายงานเรื่องนี้ให้กับ Department of State หรือ Ministry of Foreign Affairs หรือกระทรวงที่เทียบเท่ากับกระทรวงการต่างประเทศในประเทศนั้นๆ ทราบว่า มีบุคลากรระดับกงสุลต่างประเทศได้ใช้สิทธิพิเศษทางการฑูตเข้ามาข่มขู่ พลเมืองถาวรหรือประชากรของประเทศเขา

9. ช่วยกันกระจายข่าวเรื่องนี้ให้กับสถานีวิทยุของกลุ่มผู้รักประชาธิปไตยได้ ทราบ เพื่อวิทยากรของรายการจะสามารถดำเนินการถ่ายทอดให้ผู้ฟังได้ทราบถึงการกระทำ ของตัวบุคคลเหล่านี้

10. รัฐอย่างน้อย 31 รั้ฐ ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายเรื่อง Castle Doctrine หรือ Make My Day Law ซึ่งอนุญาตให้ผู้ที่อยู่อาศัยในเคหะสถานสามารถใช้อาวุธต่อ ผู้บุกรุกหรือผู้ที่ไม่ได้รับเชิญจากเจ้าของเคหะสถานได้ เมื่อมีความเชื่อว่า ชีวิตของตนเองกำลังตกอยู่ในอันตราย (เคยมีคนพูดให้ฟังว่า เจ้าหน้าที่สถานฑูตไทยหลายท่าน ชอบไปด้อมๆ มองๆ ว่า บ้านคนไทยนั้น มีคนที่ตัวเองต้องการไปพบอยู่หรือเปล่า แทนที่จะทำการนัดหมายและตกลงอย่างเป็นทางการเสียก่อน) การเข้าไปในบริเวณเคหะสถาน (ถึงแม้จะไม่มีรั้วกั้นก็ตาม ถือว่าเป็นการบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต) เรื่องนี้ บุคคลที่อยู่แต่ละประเทศ ต้องศึกษากฎหมายของประเทศนั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร ในเรื่องแบบนี้

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ คุณห้ามเซ็นเอกสารใดๆโดยเด็ดขาด คุณมีสิทธิทุกอย่าง รวมทั้งการขออนุญาตให้ทำการบันทึกเสียงหรือนำพยานบุคคลที่เป็นคนไทยไปกับคุณ เจ้าหน้าที่ทางการไทยไม่มีสิทธิขอตรวจดู Green Card, Passport, ใบขับขี่ หรือเอกสารทุกชนิดของคุณ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ประเทศนั้นๆ อย่างถูกกฎหมายหรือไม่ก็ตาม (เพราะเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องของผู้บังคับใช้กฎหมายของประเทศนั้นๆ)

สิทธิ ของคุณยังคงได้รับการปกป้องตามรัฐธรรมนูญของประเทศที่คุณอยู่ ถ้าเป็นทีประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐธรรมนูญในบทเพิ่มเติมที่ 5 และบทเพิ่มเติมที่ 7 ไม่มีใครสามารถพิจารณาคดีของคุณได้ด้วยกฎหมายของประเทศอื่น คุณยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ และมีสิทธิไม่ให้การใดๆได้ทั้งสิ้น

เจ้าหน้าที่ทางการไทย ไม่ใช่ผู้บังคับใช้กฎหมายตามกฎหมายของประเทศที่คุณอาศัยอยู่ อำนาจที่พวกเขามีอยู่ในประเทศไทยนั้นขัดกับอำนาจทางศาลของท้องถิ่นในต่าง ประเทศ ซึ่งพวกเขากำลังกระทำความผิดตามกฎหมายในดินแดนของประเทศที่คุณอยู่ในเรื่อง การใช้กฎหมายทับซ้อน หรือ Illegal Jurisdiction ไม่ใช่ตัวคุณ คนที่ต้องเกรงกลัวกฎหมายท้องถิ่นคือพวกเขา ไม่ใช่คุณ

พวกเขาจะใช้ เทคนิคการข่มขู่ทางจิตวิทยา หรือ Psychological intimidation เป็นต้นว่า ถ้าคุณไม่ร่วมมือ คุณจะกลับเมืองไทยไม่ได้ หรือ ครอบครัวที่เมืองไทยของคุณ จะมีปัญหา คุณไม่ต้องเกรงกลัวคำขู่ใดๆ ขอร้องให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น บันทึกข้อความเหล่านั้นไว้ทั้งหมด

พวกเขาไม่มีสิทธิ ไม่มีอำนาจใดๆในท้องถิ่น ผู้ถือหมายศาลจะเป็น Police, Sheriff หรือ Court Officers ของท้องถิ่นเท่านั้น ตรงกันข้าม พวกเขากำลังกระทำความผิดด้วยการ แอบอ้างตัวเองในการใช้อำนาจซ้อนอำนาจศาลท้องถิ่น และใช้ Diplomatic Immunity (สิทธิพิเศษทางการฑูต) เข้ามาบังหน้า ซึ่ง Police & Sheriff ในท้องถิ่น ยอมไม่ได้แน่ๆ ที่มีคนต่างชาติเข้ามาแอบอ้าง ใช้อำนาจต่างๆ ในเขตบังคับใช้กฎหมาย หรือ Jurisdiction ของพวกเขา ยิ่งถ้าพวกเจ้าหน้าที่ทางการไทยไม่ได้ติดต่อ Police & Sheriff ในท้องถิ่นก่อนหน้าด้วยแล้ว ถือว่าเป็นการไม่ไว้หน้ากัน (ขนาด FBI ในประเทศสหรัฐอเมริกา จะมาปฎิบัติงานในท้องถิ่นนั้น สำนักงานหรือตัวแทนของพวกเขายังต้องติดต่อกับผู้บังคับใช้กฎหมายของท้องถิ่น ก่อนเลย ว่า เขาจะ takeover หรือเป็นผู้รับทำเคสนั้นๆ แทน)

หวัง ว่า บทความนี้ คงเป็นประโยชน์สำหรับพี่น้องคนไทยที่อยู่ในต่างประเทศ ดิฉันคิดว่าประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ คงได้รับการปกป้องอยู่แล้วจาก กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ฉบับภาษาไทยอยู่ ที่นี่ค่ะ

ขอแนะนำให้ เพื่อนๆ ที่อยู่ต่างประเทศ ช่วยแชร์บทความนี้ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

Doungchampa Spencer

----------------------

บทความเกี่ยวเนื่อง:

บทความอ้่างอิง: การข่มขู่ของ DSI กับพี่น้องชาวไทยที่อยู่ต่างประเทศ