WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 23, 2012

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 23/01/55 เปิดหลายบัญชี....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



หลายบัญชี เปิดไว้ เอาให้เหมาะ
ต่างยิ้มเยาะ คราวนี้ ต้องมีแผล
รายรอบตัว เริ่มหัวร่อ เสียงจอแจ
มันเอาแน่ หรือแค่ขู่ รอดูชม....

บัญชีเขียว เลี้ยวลัด ซัดกระหน่ำ
เหมือนตอกย้ำ พวกเบื้องลึก ผนึกผสม
ทำหนาวร้อน อ่อนระทวย ด้วยแรงลม
พวกคิดชั่ว แอบระทม ตรมหัวอก....

บัญชีแดง แสลงใจ ไอ้ทรราช
ป่าวประกาศ เสียงดัง หวังเก็บตก

คำเล่นลิ้น ยอกย้อน อ้อนแม่ยก
ยิ่งโกหก ยิ่งเข้าตัว มั่วร่ำไป....

บัญชีดำ จากลุงแซม แหยมประกาศ
หวังเติมวาด ให้เห็น เป็นเรื่องใหญ่
หลอกคนโง่ ให้คล้อยตาม หยามคนไทย
ทรามทั้งตัว ชั่วทั้งใจ ไร้คุณธรรม....

พอเปิด..หลายบัญชี ถูกบี้แหลก
มันไม่แปลก ตอแหลแลนด์ แดนขำๆ
ที่แน่ๆ ประชาชน ทนรับกรรม
พวกระยำ เล่นป้ายสี ไม่รีรอ....

๓ บลา / ๒๓ ม.ค.๕๕

“แต้อ๊วง”ในมุมมองลูกหลานจีนVSพระเจ้าตากสินบวชเป็นพระที่เมืองนครตามการโฆษณาชวนเชื่อ

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
23 มกราคม 2555


เว็บไซต์ whereisthailand อ้างรายงานจาก The Economist ว่า ประเทศไทยมีชาวจีนโพ้นทะเลจำนวน 7.06 ล้านคน ซึ่งมากเป็นอันดับสองของโลกรองจากอินโดนีเซียที่มี 7.67 ล้านคน แต่หากพิจารณาตามสัดส่วนประชากรแล้ว คนจีนในเมืองไทยคิดเป็นประมาณ 10% ของประชากร ส่วนคนจีนในอินโดนีเซียมีเพียง 3% ของประชากร ถือได้ว่าไทยมีสัดส่วนชาวจีนที่สูงที่สุดเป็นอันดับสามในโลกนอกจากดินแดนที่ เป็นของชาวจีน (แผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน) โดยเป็นรองเพียงสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งแม้จะมีจำนวนคนจีนน้อยกว่าไทย แต่ก็มีประชากรน้อยกว่าด้วยจึงมีคนจีนคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า

กลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลไทยจึงมีบทบาททางสังคมและวัฒนธรรมเป็นอันมาก ไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจเท่านั้น สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็เป็นลูกครึ่งจีน (พระนามเดิมคือแต้เจียว ราชสำนักชิงขนานพระนามว่าแต้อ๋อง-พระเจ้าแผ่นดินแซ่แต้) แม้กระทั่งพระราชวงศ์จักรีเองก็ยังยอมรับนับถือวัฒนธรรมจีนเข้าเป็นส่วน หนึ่งของพระราชประเพณี ดังปรากฏพระราชพิธีสังเวยพระป้ายสถิตวิญญาณบุรพกษัตริย์ ณ พระที่นั่งเวหาศน์จำรูญและพระที่นั่งอัมพรสถานทุกวันตรุษจีน

ผู้นำทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจของไทยหลายท่านก็เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เช่น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร(แซ่คู) สนธิ ลิ้มทองกุล(แซ่ลิ้ม) สุทธิชัย หยุ่น(แซ่หยุ่นหรือหลุน) ชิน โสภณพนิช(แซ่ตั้ง) ธนินท์ เจียรวนนท์ (แซ่เจี๋ย) และชนชั้นกลางทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นตลาดหลักของการบริโภคส่วนใหญ่ก็มีเชื้อสาย จีน ความเป็นจีนและความเป็นไทย จึงผสานกลมกลืนกันอยู่ในสังคมไทยปัจจุบันอย่างแยกไม่ออก
........

วันนี้วันตรุษจีนผมเลยขอนำประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง มาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบถึงความเป็นมา ระหว่างความคิดและความยึดติดในเรื่องราวของ “พระเจ้าตาก” ของลูกหลานเหลนโหลนไทย และ ลูกหลานเหลนโหลนจีน เพื่อพิสูจน์ว่าของใครจริงของใครเท็จ

ขอนำท่านผู้อ่านติดตาม แต้อ๊วงในมุมมองลูกหลานจีน


เถ่งไฮ่ เป็นอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน มีประชากรประมาณ ๗๑๐,๐๐๐ คน

ปัจจุบันเถ่งไฮ่เป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญแห่งหนึ่ง ตุ๊กตาต่างๆจากบริษัทผลิตของเล่นชื่อดังของโลก ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ หรือตุ๊กตาของวอลต์ดีสนีย์ที่ส่งไปขายทั่วโลก ผลิตมาจากโรงงานในอำเภอเถ่งไฮ่แทบทั้งสิ้น

คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักอำเภอเล็กๆ อย่างเถ่งไฮ่ แต่สำหรับลูกหลานชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย น่าจะคุ้นหูกับชื่อนี้ดี

คนจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาทำมาหากินบนแผ่นดินไทยในอดีตส่วนใหญ่มา จากเมืองแต้จิ๋ว โดยเฉพาะจากอำเภอเถ่งไฮ่ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล การเดินทางข้ามมาเมืองไทยสะดวกกว่า ด้วยเหตุนี้คนจีนในเมืองไทยส่วนใหญ่จึงพูดภาษาแต้จิ๋ว

บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนนับตั้งแต่ ปรีดี พนมยงค์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รวมถึงคนในตระกูล รัตตกุล ตระกูลหวั่งหลี ตระกูลเจียรวนนท์ ก็ล้วนมีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากอำเภอเถ่งไฮ่



สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือที่เรามักเรียกกันว่า พระเจ้าตาก ก็ทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋ว พระบิดาของพระองค์เป็นชาวแต้จิ๋ว เกิดในตระกูลแต้ ชื่อนายแต้เจียว อพยพจากอำเภอเถ่งไฮ่เข้ามาค้าขายในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระมารดาเป็นคนไทยชื่อนางนกเอี้ยง มีอาชีพค้าขาย พระ

เจ้าตากทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๒๗๗ (หนังสือบางเล่มกล่าวว่าทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๒๗๗)

มีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระเจ้าตากทรงได้กลับไปศึกษาที่ประเทศจีนระยะหนึ่งด้วย

พระสุสานด้านในมีแผ่นหินจารึกพระนามแปลเป็นไทยว่า

"สุสานในพระเจ้าตากสินแห่งราชตระกูลแต้จิ๋วสร้างในพระเจ้าแผ่นดินจีนเฉียนหลงฮ่องเต้พ.ศ.2339"


นายนิ้ม แซ่ตั้ง วัย ๗๙ ปี ชาวจีนซึ่งเกิดในอำเภอเถ่งไฮ่ และอพยพมาตั้งรกรากในเมืองไทยเมื่อ ๖๐ปีก่อน เล่าให้ฟังว่า
“สมัย ที่ผมอยู่เมืองจีน คนเถ่งไฮ่รู้จักเมืองไทยดี เพราะเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่คนเถ่งไฮ่เดินทางมาค้าขายที่เมืองไทย ที่มาตั้งรกรากอยู่เมืองไทยเลยก็มีมากความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นแน่นแฟ้นมาก ถึงกับมีคำไทยที่กลายเป็นภาษาแต้จิ๋ว คือคำว่า ตลาด ชาวแต้จิ๋วเอาไปใช้โดยออกเสียงว่า ตั๊กลัก


เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คนจีนที่นั่นก็รับรู้กันโดยตลอด
คนเถ่งไฮ่รู้จักและรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าตากดี เขาเรียกกันว่า แต้อ๊วง แปลว่า พระเจ้าแผ่นดินตระกูลแต้ บ้านเกิดของผมก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของท่าน จำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยไปเที่ยวบ้านหลังหนึ่งที่เก่าทรุดโทรมมาก เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของพระเจ้าตาก ผมยังเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าเมื่อ แต้อ๊วงเกิด พ่อของท่านก็พาท่านกลับมาเรียนภาษาที่เมืองจีน จนอายุได้ ๑๐ ขวบจึงส่งมาอยู่เมืองไทย


นายนิ้มกล่าวว่าคนจีนที่อพยพมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนิยมส่งลูกหลานกลับมา เรียนหนังสือที่บ้านเกิด เพราะต้องการให้ลูกหลานได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน และที่สำคัญคือเมื่อกลับมาเมืองจีนยังมีครอบครัว และญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดคอยดูแล ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่อาจต้องใช้ชีวิตตามลำพัง

จากการศึกษาประวัติพระบิดาของพระเจ้าตาก ก็พบว่า ไม่มีญาติพี่น้องอยู่เมืองไทยมากนัก บริเวณแหล่งดูดทรายแห่งหนึ่งในอำเภอเถ่งไฮ่ มีฮวงซุ้ยหรือสุสานเล็กๆแห่งหนึ่ง ทางเข้าทำเป็นซุ้มขนาดใหญ่ สุสานแห่งนี้เป็นสุสานเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ (พ.ศ.๒๒๗๘-๒๓๓๙) มีป้ายหินจารึกไว้ว่า

"สุสานของ แต้อ๊วง ทำการบูรณะซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ฤดูใบไม้ผลิ"

คนเถ่งไฮ่เชื่อกันว่า หลังจากที่พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน บรรดาญาติพี่น้องได้นำฉลองพระองค์กลับมายังบ้านเกิด และฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

คนเถ่งไฮ่ภูมิใจใน แต้อ๊วง มากว่า เป็นคนบ้านเราที่มีวาสนาเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไทย และมีความกล้าหาญยิ่ง เสี่ยงชีวิตไปรบกับพม่าเพื่อกอบกู้ชาติไทย
นายนิ้มกล่าว

บริเวณสุสานยังมีป้ายหินอีกแผ่นจารึกไว้ว่าสุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังฉลอง พระองค์ของ แต้อ๊วง ที่นำมาจากเมืองไทย ห้ามผู้ใดทำลายเด็ดขาด ลงชื่อโดยรัฐบาลท้องถิ่นแห่งอำเภอเถ่งไฮ่

ปัจจุบัน สุสานแห่งนี้ยังมีผู้นำดอกไม้ธูปเทียนมาแสดงความคารวะอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะจากบรรดาลูกหลานคนจีนจากเมืองไทยที่มีโอกาสไปเยี่ยมญาติในประเทศจีน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐต่อแผ่นดินไทย พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงมีพระราชประวัติหายไปกับหน้าประวัติศาสตร์ ชาติไทย

สิ่งที่ท่านจะได้เห็นนี้... คือพระสุสานพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในต่างแดน

คำถาม...ที่ว่า...?

จะเป็นแค่สุสานเก็บฉลองพระองค์ หรือ พระบรมสรีระของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ความลับที่เก็บซ่อนมาเกือบ 230 ปียังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป…

ทีนี้เรากลับมาเมืองไทยกันบ้าง สำหรับประเด็นการโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้า ตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลง จากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

ประเด็นนี้น่าคิดครับ ถ้าหากเป็นจริง ก็ต้องขอชมเชยบรรพบุรุษยอดนักวางแผนและกุศโลบายที่เยี่ยมยอดที่สุดหาใดปานของไทยเรา

ทางภาคใต้ มีร่องรอย ที่อ้างว่า พระเจ้าตากได้ทรงผนวชและใช้ชีวิตในบั้นปลายของพระองค์ท่านที่จังหวัดนครศรี ธรรมราช จนแตกหน่อออกกอมาเป็นสกุล “ณ นคร” จนถึงปัจจุบันนี้

เรื่องนี้ผมเคยถามพรรคพวกที่ใช้นามสกุล “ณ นคร” ว่านามสกุลนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร บุคคลใดเป็นต้นสกุลตัวจริง ร้อยทั้งหลายต่างยืดอกอย่างภาคภูมิใจว่า พระยาตาก คือ บรรพบุรุษต้นสกุลของเขา แต่พอถามต่อว่า แล้วมีหลักฐานอะไรยืนยัน มันก็ตอบว่า ประวัติศาสตร์ไทยเขียนไว้ตั้งนานแล้ว จบ...!!!

ร่องรอยประวัติศาสตร์ของพระองค์ มีปรากฏให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ทราบว่า ลูกอีช่างคิดตนใด ที่ล่วงรู้ถึงเรื่องราวของพระองค์ยังกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดเมื่อปีกลาย

"กษัตริย์ผู้เกรียงไกร พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นกษัตริย์ที่สร้างกรุงธนบุรีหลังจากที่ไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับ พม่า นักประวัติศาสตร์ไทยบางคนกลับไม่เชื่อว่า พระองค์ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ แต่เสด็จหนีลงเรือมาประทับ ณ วัดเขาขุนพนม ทรงดำรงพระองค์อย่างสมณเพศ ทรงสั่งสอนสมถะวิปัสสนา และทรงรับบิณฑบาตจากราษฎรและสวรรคต ณ ที่ประทับวัดเขาขุนพนม"
เป็น ข้อความที่จารึกอยู่ ณ ปากถ้ำบนภูเขา วัดเขาขุนพนม แต่ไม่ยักบอกว่านักประวัติศาสตร์คนไหน เพราะที่ผ่านๆมาก็มักเป็นเรื่องเล่าปรำปรา หรือแม่ชี หรือพระเกจิอาจารย์ท่านบอกว่านิมิตเห็นบ้าง หรือนั่งทางในพบบ้างเป็นพื้น

นอกจากนี้ยังมี เรื่องเล่ากันในหมู่สมาชิกตระกูล "ณ นคร" บางกลุ่มในปัจจุบัน ที่บอกว่าหลังจากที่พระเจ้าตากสินทรงผนวชที่วัดเขาขุนพนมระยะหนึ่งแล้ว ก็ได้ประชวรด้วยพระโรคอย่างหนึ่ง จึงจำเป็นต้องทรงลาผนวช แล้วเสด็จไปประทับอยู่ในจวนของเจ้าพระยานคร (น้อย) ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการอ้างด้วยว่า เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จสวรรคตแล้ว ได้มีใบบอกเข้าไปแจ้งรัฐบาลในกรุงเทพฯ ว่า "ท่านข้างใน" สิ้นแล้ว ส่วนพระบรมศพนั้นก็ได้ไปตั้งทำการพระเมรุที่ชายทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัด นครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ มีการอ้างถึง "หลักฐาน" เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเรื่องนี้อีกว่า ที่วัดแจ้งและวัดประดู่ซึ่งมีเก๋งไว้อัฐิของเจ้านคร (หนู) หม่อมทองเหนี่ยวชายา และของเจ้าพระยานคร (น้อย) นั้น มีศิลาจารึกภาษาจีนอยู่ ๓-๔ หลัก หนึ่งในนี้มีผู้อ้างว่า มีข้อความกล่าวถึงว่าเป็นหลุมศพของ "ผู้เป็นใหญ่แซ่เจิ้ง" เนื่องจากพระบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสิน "แซ่เจิ้ง" สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงใช้ "แซ่เจิ้ง" ด้วย สำเนียงแต้จิ๋วเรียก "แต้" เรื่อง นี้เป็นความจริงเพราะมีหลักฐานชั้นต้นยืนยันจำนวนมาก รวมทั้งพระราชสาส์นของพระเจ้าตากสินที่ทรงมีถึงพระเจ้ากรุงจีนก็ใช้ "แซ่เจิ้ง"

ก็เหมือนเดิมครับ พอถามว่า พระราชสาส์น และหลักฐาน ที่อ้างมันมีอยู่ที่ไหน หอสมุดแห่งชาติก็ไม่มี นักประวัติศาสตร์ก็ไม่มี แล้วนี่ผมจะเชื่อใครดี..???

สุดท้ายนี้ผู้เขียน ขอน้อมเกล้าคารวะต่อพระดวงวิญญาณของพระองค์ท่าน “แต้อ๊วง” ถ้ามีจริง ขอได้โปรดเมตตาช่วยเหลือให้ประเทศชาติไทย จงพ้นภัยจากภัยพิบัติธรรมชาติและมหันตภัยทางการเมือง ดั่งเช่นที่พระองค์ท่านได้ทรงกอบกู้เอกราชชาติไทยให้พ้นจากภัยพิบัติมาแล้ว ในประวัติศาสตร์ จนอยู่รอดปลอดภัย


เพื่อให้ลูกหลานเหลนโหลนในประเทศไทยมาฟัดกันเองในปัจจุบัน ด้วยเทอญ............

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-229ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้

Sunday, January 22, 2012

ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News

22 มกราคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

ไทย อีนิวส์ ขอนำเสนอคลิปนำเสนอของทีมอาจารย์นิติราษฎร์ ที่เวทีการขับเคลื่อนข้อเสนอของนิติราษฎร์และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2555 ณ. หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้อีกเช่นเคย มีผู้เข้าร่วมรับฟังข้อเสนอครั้งนี้ล้นหอประชุม


คลิปวีดีโอข้อเสนอของนิติราษฎร์



คลิปที่ 1


คลิป 2


คลิป 3


มติชนมีรายละเอียด

ที่มา มติชนออนไลน์

อัน เนื่องมาจากโอกาสรอบ 100 ปี คณะ ร.ศ. 130 และโอกาสเข้าสู่ปีที่ 80 ของการอภิวัตน์ 24 มิถุนายน 2475 คณะนิติราษฎร์ ได้จัดเสวนาทางวิชาการขับเคลื่อนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีการอภิปรายหัวข้อ "ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง" ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 22 มกราคม

จากข้อ เสนอเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้มีการเสนอข้อเสนอมีปฏิกิริยาจากหลายฝ่าย คณะนิติราษฎร์ได้รวบรวมคำถามที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากกระแสต่างๆ และมาเสนอคำตอบ ชี้แจงต่อข้อซักถามทั้งหลาย

นายปิยบุตร กล่าวถึง คำถามเรื่องการลบล้างผลพวงทางรัฐประหารในทางกฎหมาย ว่า ทางหลักนิตินั้น ทางนิติราษฏร์ได้รวบรวมข้อมูลจากประเทศต่างที่เกิดขึ้นอย่าง เช่น การประกาศความเสียเปล่าของการกระทำใดๆของรัฐบาลเผด็จการทหารในกรีซ หรือการประกาศความเสียเปล่าของการกระทำใดๆสมัยระบอบวิชี่ในฝรั่งเศส ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาจัดการในทางหลักวิชาทางนิติศาสตร์อย่างไร และประเทศก็ได้เข้าสู่สภาวะเสถียรภาพมากขึ้น เมื่อระบบกฎหมาย และการเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน ในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ในระบอบประชาธิปไตยย่อมมีความชอบธรรมอย่างเต็มที่ในการ ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร

ส่วนคำถามเรื่องการเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหารแต่มีข้อข้องใจว่าทำไมต้องครั้งปี 49 เท่านั้น

นาย ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ ยืนยันว่านิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารทุกครั้ง ดังนั้นจุดยืนคือรัฐประหารทุกครั้งเป็นการทำลายประชาธิปไตย และนิติรัฐ ซึ่งเมื่อถามว่าทำไมไม่ล้างครั้งที่ผ่านมานั้น ครั้ง 24 มิ.ย. 2475 นั้นอำนาจกลับมาสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง แต่ในข้อจำกัดหลายประการ จึงเริ่มที่ครั้งปี 49 ซึ่งมันส่งผลต่อปัจจุบัน รัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนี้ก็เกิดมาจากการรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. และหากทำสำเร็จก็เป็นไปได้ที่จะย้อนกลับไปทำลายครั้งก่อนๆที่ขัดกับหลัก ประชาธิปไตย

"แค่เสนอลบล้างรัฐประหารครั้งที่แล้ว ก็กรีดร้องกันตายแล้ว ถ้าเสนอให้ลบล้างทุกครั้งคนอื่นจะไม่หัวใจวายตายกันเลยหรือ" นายปูนเทพกล่าว

ต่อคำถามเรื่องข้อเสนอประเด็นลบล้างผลพวงรัฐประหารที่มีคนเชื่อว่าถ้านำไปปฏิบัติจริงก็ไม่ต่างกับการทำรัฐประหารเองนั้น

อ.สาวตรี สุขศรี ตอบว่า ขอวิจารณ์คำถามก่อนว่า เขามีการเอาอำนาจประชาชนไปเปรียบกับคณะรัฐประหาร ซึ่งผู้ถามเหมือนอยู่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ต่อมาคือ เป็นคำถามที่ดูถูกประชาชน เป็นการเอาคณะรัฐประหารที่ขโมยประชาธิปไตยจากประชาชนมายก ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง


ส่วนคำตอบคือ ถ้าไปเปิดรัฐธรรมนูญปี 40 หรือ 50 จะพบมาตรา 3 ว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชนชาวไทย เพราะฉะนั้น รัฏฐาธิปัตย์ก็คือประชาชน ไม่ใช่คณะรัฐประหารเพราะฉะนั้นการที่เราจะลบล้างผลพวงของคณะรัฐประหารที่ ทิ้งไว้จึงเปรียบไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นช่องไหนก็ตาม เมื่อการทำรัฐประหารเป็นความผิดต่อกฎหมาย การที่เราลุกขึ้นมาแล้วบอกว่านี่เป็นอำนาจของเรา จะบอกว่าการกระทำของเราสุดโต่งได้อย่างไร เมื่อเรารักษาศักดิ์ศรีของกฎหมาย บ้านเมือง สรุปคือการลบล้างผลพวงซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้องโดยประชาชนด้วยการลงมติแล้วก ลับจะบอกว่าเราทำผิด จะไปเทียบกับการขโมยอำนาจนั้น คำถามนี้ไม่ควรถามตั้งแต่แรก

คำ ถามเรื่องนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้าง ตามที่คปค. ต้องเสียแรงเหตุเป็นเพราะรัฐบาลที่ทำหน้าที่ทุจริต โกงบ้านเมือง เมื่อเสนอให้ลบล้างนั้น เหตุใดจึงไม่คิดกำจัดสาเหตุของการทำรัฐประหารไปด้วย

นาย ปูน เทพ ตอบว่า เหตุของการรัฐประหารที่ยกขึ้นมาว่า รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งใช้อำนาจโดยมิชอบนั้น ต่อคำถามง่ายๆนั้นคือทหารที่ขึ้นมาทำนั้นท่านไม่ทุจริตหรือ รัฐบาลที่เลือกมานั้นทุจริต เราตรวจสอบ เราวิจารณ์ได้ แต่ภายใต้รถถัง ปืน ประชาชนไม่มีหนทางตรวจสอบ ดังนั้นการทุจริต ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เหตุ แต่เป็นเพียงปัญหาที่ต้องแก้ไขในโครงสร้างประชาธิปไตย

นอกจากนี้ เรื่องการรัฐประหารเป็นเรื่องการคอร์รัปชั่นอำนาจ โดยที่ประชาชนไม่ยินยอม และเกิดไปตั้งพวกพ้องต่างๆขึ้นมา ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ต่างจากข้อกล่าวหาที่กล่าวหาอีกฝ่าย

ขณะ ที่คำถามเรื่อง การที่ประกาศให้นิรโทษกรรมคณะรัฐประหารเป็นโมฆะนั้นสุดโต่งไปหรือเปล่า หรือการทำแบบนี้ไม่ถือเป็นการตรากฎหมายย้อนหลังหรือไม่

อ.สาว ตรี กล่าวว่า คำถามที่ต้องตอบก่อนคือ ถ้าบอกว่าเราเป็นประเทศที่ปกครองโดยประชาธิปไตย ต้องมีความชัดเจน คือการทำรัฐประหารนั้นเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง แล้วกฎหมายบ้านเมืองนั้น นักฎหมายอาญาจะต้องมาตอบเลยว่า มาตรานี้อยู่ในม. 113 ซึ่งวันนี้ยังบังคับใช้อยู่ แต่ไม่เคยถูกใช้จริง

การตรากฎหมาย เพื่อลงโทษย้อนหลังนั้นหมายถึง ในขณะที่การกระทำนั้นไม่มีการบัญญัติกฎหมายว่าเป็นความผิด แต่รัฐประหารนั้นเป็นความผิดตลอดเวลา

"การที่จะมีบทบัญญัติที่ลบ ล้างผลพวงรัฐประหารนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการฆ่า คนตายและฆาตรกรยังมีอำนาจตรากฎหมายให้พ้นผิด โดยสังคมจำเป็นต้องปล่อยให้ฆาตรกรลอยนวล" กลุ่มนิติราษฎร์ระบุ

การลบล้างคำพิพากษาของศาลเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจในระบบประชาธิปไตยหรือไม่

คณะ นิติราษฎร์ระบุว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าหลักแบ่งแยกอำนาจทำหน้าที่อะไร ในรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าของสูงสุด หลักแบ่งแยกอำนาจให้ประกัน คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ผู้ที่จะได้รับผลการคุ้มครองจากหลักก็ต้องทำหน้าที่ให้ตรงกับภารกิจของตัว องค์กรตุลาการได้รับการแต่งตั้ง เพื่อพิทักษ์ประชาธิปไตย หากตุลาการใช้อำนาจของตนไปสนับสนุนให้วัตถุประสงค์ของการทำรัฐประหารโค่นล้ม ประชาธิปไตยบรรลุผล เท่ากับว่า ตุลาการไม่ได้รับใช้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย

ขณะที่ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่เสนอให้ลบล้างคำพิพากษาซึ่งเป็นผลพวงของ การทำรัฐประหารจะจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญและให้ประชาชนเป็นผู้ออกประชามติ ซึ่งเป็นอำนาจที่สูงกว่าอำนาจตุลาการ อันเป็นการลบล้างการใช้อำนาจตุลาการที่บิดผัน จึงไม่เป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ แต่เป็นการพิทักษ์รักษานิติรัฐ และประชาธิปไตยให้มั่นคงต่างหาก

คณะนิติราษฎร์ ยกตัวอย่างกรณีการลบล้างคำพิพากษาในสมัยนาซีเป็นการยกตัวอย่างผิดตัวหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นนั้นไม่หนักหน่วงเท่าสมัยนาซี สาเหตุที่ยกตัวอย่างนั้น เพื่อที่จะบอกว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะใช้อำนาจของปชช. กลับไปลบล้างการกระทำของระบอบเผด็จการนั้นทำได้ แต่เทียบกันหมัดต่อหมัดนั้นสมัยนาซีแรงกว่าเยอะ แต่หากจะวิจารณ์คำพิพากษาของศาลไทยนั้น เราสามารถวิจารณ์อย่างเต็มที่ได้พอๆกันกับศาลสมัยนาซีไหม เมื่อเรารู้ว่าเราวิจารณ์ได้ไม่เท่ากัน แล้วจะรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้น พอเราวิจารณ์ได้ไม่เต็มที่ก็ประเมินไม่ได้ว่าอะไรดีกว่ากัน


สำหรับคำถามเรื่อง การ ให้ประชาชนออกเสียงประชามตินั้นยังไม่ใช่สิ่งสูงสุด ยังมีองค์กรตุลาการที่มีอำนาจชี้ขาดว่าประชามตินั้นขัดต่อกฎหมายและไม่มีผล บังคับ อย่างกรณีตัวอย่างคดี Perry v. Schwazenegger ซึ่งศาลสูงสุดของสหรัฐฯพิพากษาออกเสียงให้ผลการลงประชามติของมลรัฐ แคลิฟอร์เนีย ที่ประชาชนเสียงข้างมากในมลรัฐแคลิฟอร์เนียลงมติบัญญัติในธรรมนูญของมลรัฐ ว่าการสมรสจะทำได้เฉพาะชายกับหญิงเท่านั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย?

นาย วรเจตน์ กล่าวว่า ความมั่วของคำถามเรื่องนี้อยู่ที่บอกว่า คดีนี้เป็นคำพิพากษาของศาลสูง มันไม่ถูกต้อง คำพิพากษาเป็นศาลชั้นต้นในระดับสหพันธรัฐของสหรัฐฯ ไม่ใช่การพิพากษาของศาลสูงสุดตามที่มีคนกล่าวอ้าง และคดียังอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ในระดับสหพันธรัฐ คำพิพากษาดังกล่าวจึงยังไม่ถือเป็นบรรทัดฐาน

"การออกเสียงประชามติ ต้องดูว่าเป็นเรื่องอะไร ในอเมริกาปกครองในระบบสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นคนละระบบของเรา หากไทยเป็นสหพันธรัฐไทยเวลาที่แบ่งอำนาจหน้าที่ แต่ละมลรัฐก็จะมีธรรมนูญการปกครองตัวเอง และจะตกอยู่ภายใต้กฎหมายของสหพันธ์"

การที่ศาลตัดสินนั้นเป็นการ ตรวจสอบธรรมนูญของมลรัฐเป็นการตรวจสอบธรรมนูญ ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย มิให้ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญของประเทศ อันเป็นรูปแบบการปกครองในประเทศที่เป็นสหพันธรัฐ

ส่วนกรณีรัฐธรรมนูญ 2549 ที่ถูกยกเลิกไปแล้วนั้นจะยังถูกยกเลิกได้อีกหรือไม่นั้น

อ.วรเจตน์ กล่าวว่า นักฎหมายจำนวนมากจะเชี่ยวชาญหลังจากที่มีการรัฐประหาร ยกเว้นการเขียนกฎหมายเอาผิดกับคนที่เอารถถังมาปล้นอำนาจ ความเชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์การเมืองพัฒนาไปถึงขีดสูงสุดวันที่ 19 ก.ย.

หลัง จากที่มีการยึดอำนาจก็มีการจัดทำรัฐธรรมนูญชั่วคราวมี สองมาตรา คือม. 36 และ37 คือให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ยึดอำนาจ จนกระทั่้งต่อมามีการจัดทำร่างรธน.ปี 50 มีการให้ประชาชนออกเสียงประชามติ มีบทบัญญัติม.309 และเป็นมาตราที่บอกว่าการกระทำใดๆที่รับรองนั้นให้ถือว่าชอบตามรธน.และ กฎหมาย

เราเสนอประกาศให้ม. 36 และ 37 เป็นโมฆะ ซึ่งกลุ่มนั้นก็บอกว่า มันถูกยกเลิกไปแล้วไม่ต้องไปแตะ คนที่ตั้งคำถามแบบนี้เราไม่ได้ยกเลิกสิ่งที่ยกเลิกไปแล้ว แต่เราจะให้อำนาจประชาชนไปประกาศบทบัญญัติว่าถือเสียเปล่าไม่เคยมีมาก่อนใน ระบบกฎหมาย และผลก็คือจะทำลายกล่องดวงใจของรัฐประหาร เมื่อทำลายแล้ว ผลคือไม่เคยมีการนิรโทษกรรม บทบัญญัติ 309 จะไม่มีผลอะไร ก็ถือว่าไม่เคยมีการยกโทษให้กับคนที่มีการกระทำความผิด และคนที่ทำนั้นก็ต้องเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรมและอยากจะบอกว่าการเขียน กฎหมายแบบนี้ตบตาเราไม่ได้

คำถามเรื่องการเสนอลบล้างเป็นการเสนอเพื่อ"ทักษิณ"หรือไม่ อ.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล กล่าวว่า เมื่อฟังแล้วของขึ้นและเสียดายที่หากคนถามเป็นนักกฎหมาย ท่ามกลาางการแย่งชิงอำนาจ นักกฎหมายเป็นผู้ที่ต้องมองและชี้ให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าอะไรคือกติกาที่ ทุกคนต้องยอมรับ ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจต้องมีกติกา ข้อกล่าวหาที่บอกว่าเราทำเพื่อทักษิณ นั้นเราพูดถึงทักษิณมากกมายขนาดนั้นหรือ

"อยากถามกลับไปว่าถ้าเป็น นักกฎหมายแล้วคุณไม่ได้เรียนสิ่งนี้มาเลย หรือ เรื่องกติกาทางความศักดิสิทธิ์ของกฎหมาย เป็นผม ผมจะคืนปริญญาบัตร หมายถึงสิ่งที่เราทำมา ทักษิณเป็นเรื่องที่เล็กน้อย พวกเราจะจัดการคุณทักษิณเองถ้ามีปัญหา ความชัดเจนของเราชัดอยู่แล้ว ทักษิณเป็นนายกฯได้เดี๋ยวเดียวก็ไปแล้ว แต่โครงสร้างอุดมการณ์นิติรัฐต้องอยู่ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องการ"

นาย วรเจตน์ กล่าวต่อว่า ประเด็นเรื่องล้มสถาบันในช่วงหลังที่พยายามโยนข้อกล่าวนี้มาทำลายการ เคลื่อนไหวทางความคิด ซึ่งถ้าดูตามกรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่เสนอมานั้น เราบอกชัดว่าเป็นรัฐธรรมนูญในราชอาณาจักร ซึ่งคือรัฐที่ประมุขเป็นกษัตริย์ แต่การล้มเจ้าเป็นการเปลี่ยนเป็นระบอบเป็นสาธารณรัฐต่างหาก แต่เราก็มีการปฎิรูปกฎเกณฑ์สถาบันกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียดต้องเพิ่มเติมที่จะต้องกล่าวในภายหลัง โดยรายละเอียดต่างๆที่บอกว่าห้ามแตะต้องจริงๆแล้วถูกแตะต้องมาตลอดหลัง รัฐประหาร

ยันไม่มีผลประโยชน์

นาย วรเจตน์ กล่าวทิ้งท้่ายว่า ตั้งแต่ก่อตั้งมา เราถูกโจมตีจากหลายฝ่าย การโจมตี การกล่าวร้ายต่างๆก็มีมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องข้อกล่าวหาเรื่องแรก เรื่องการรับเงินหรือการได้ผลประโยชน์จากอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งหลายคนที่โจมตีนั้นใช้จิตใจของตนเองประเมินคนอื่น ตนยืนยันว่าไม่มีเรื่องดังกล่าว ยืนยันว่าเรามุ่งหวังให้ประเทศเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ภายหลังข้อกล่าวหาเหล่านั้นก็น้อยลงและถูกยกระดับไปในเรื่องทางความคิด

เรื่อง พยานที่พิสูจน์ไม่ได้ก็มีเรื่องข้อกล่าวหาในเรื่องความคิด กลายเป็นบอกว่า "รู้นะเราคิดอะไรอยู่" มีคนบอกว่า บางคนมาอ้างว่ารู้จักตน หรือคนอื่นๆในนิติราษฎร์ดี ซึ่งกล่าวได้ว่า ถ้าอ้างแบบนี้หมายความว่า "ไม่รู้จักดี" การที่พูดนั้นเขาไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไร นี่คือความพยายามในการดิสเครดติมาทำลาย มีการพูดจาต่างๆนานาซึ่งเป็นเท็จ แต่เชื่อว่าสังคมไทยอยู่กับความเท็จมานานหลายปีแล้ว ตนเองก็ไม่มีปัญหากับสื่อ เพื่อนร่วมวิชาชีพ หรือใครทั้งสิ้น แต่อยากขอให้สู้กันแบบยุติธรรมในทางความคิด อย่าทำร้ายด้วยวิธีการสกปรกอย่างที่ทำมาโดยตลอด


"สำหรับเรื่อง การจัดสถานที่ที่นิติศาสตร์นั้นไม่มีค่าใช้จ่าย หรือมีก็เล็กๆน้อยๆเราก็ลงขันกันทำ แต่การจัดงานครั้งนี้ มีการใช้สถานที่ซึ่งไม่อาจสะดวกต่อการเรียนการสอน การที่มาจัดที่หอประชุมศรีบูรพาแม้จะมีค่าใช้จ่ายบ้างแต่ถึงวันนี้ เราไม่รับบริจาคใดๆ เพื่อให้เป็นการประชุมทางวิชาการโดยไม่มีข้อครหาใดๆ แต่หากครั้งต่อไปมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีความจำเป็นใดๆก็จะชี้แจงอย่างตรงไป ตรงมา ขอให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการรับเงินใดๆ ส่วนที่ผ่านมามีการติดต่อขอสนับสนุน ซึ่งตนคิดว่าอยากแค่เผยแพร่ความคิดไปสู่ประชาชน เราลงทุนน้อยแต่ผลกำไรที่ได้กลับมานั้นสูง สิ่งที่ทำไปทุกคนทำด้วยใจไม่ได้มุ่งหวังผลประโยชน์ใดๆแม้แต่น้อย "

ทั้งนี้ ในงานคณะนิติราษฎร์ยังได้เสนอรูปแบบและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในงานด้วย คลิกอ่านที่นี่

ผู้ก่อการร้าย..

ที่มา Thai E-News


ทหารพูดกับนักข่าวญี่ปุ่น"เพื่อความปลอดภัยของคนไทย ต้องฆ่าทิ้ง"

1 ใน 92 ศพ"ผู้ก่อการร้ายเผาบ้านเผาเมือง"ที่ได้รับกา่รเยียวยา 7.75 ล้าน และบางคนในประเทศนี้กำลังจะเป็นจะตายให้ได้กับเรื่องนี้-จากเฟซบุ๊คของ สหาย แดง

คุยเรื่องศาลICC กับโรเบิร์ต สุนัย อนุสรณ์สถาน 19 01 55

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse





MP3
http://www.mediafire.com/?2lzc28u1v6m6l32








http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1006

เพียงความเคลื่อนไหวในความมืด 21-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1017

กงฉี ฟาไฉ ซินเหนียนไขว้เล่อ 2012 ค่ะ

ที่มา thaifreenews

โดย Bell

สุขสันต์วันตรุษจีน

ซินเหนียน ไขว้เล่อ..นะคะ



Year of the Dragon
In Chinese tradition, each year is dedicated to a specific animal. The Dragon, Horse, Monkey, Rat, Boar, Rabbit, Dog, Rooster, Ox, Tiger, Snake, and Ram are the twelve animals that are part of this tradition. In 2012, the Dragon is welcomed back after the 2011 year of the Rabbit. Each of these animals are thought to bestow their characteristics to the people born in their year.


While the Year of the Rabbit was characterized by calm and tranquility, the Year of the Dragon will be marked by excitement, unpredictability, exhilaration and intensity. The Rabbit imbues people with a sense of cautious optimism, but people respond to the spirit of the Dragon with energy, vitality and unbridled enthusiasm, often throwing all caution to the wind – which can be an unwise move: The Dragon is all about drama but if you take unnecessary risks, you may find yourself starring in your own personal tragedy.

Re:

โดย แสงเทียน


新年快樂 5fc0f220



Re:

โดย ยงจังกึม



เจาะขุมทรัพย์'ณัฐวุฒิ'รมต.ป้ายแดง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo





เจาะทรัพย์สิน 'ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ' แกนนำ 'ไพร่' สู่เก้าอี้ 'อำมาตย์'
รัฐมนตรีป้าย 'แดง' หุ้นทีวีหาย รถยนต์ ที่ดินโผล่ 31 ไร่ รวยเบาะ ๆ 21.8 ล้าน


ความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่าง“คนยากจน”กับ“ชนชั้นนำ”
มักถูกหยิบไปเป็นประเด็นกล่าวถึงหลายครั้งไม่ว่าบนเวทีวิชาการ ในห้องเรียนรั้วมหาวิทยาลัย
แม้กระทั่งบนเวทีเคลื่อนไหวของกลุ่มทางการเมืองกลางถนนในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา


หลายต่อหลายครั้งที่ผู้กล่าวอ้างมิได้หยิบยกกรณีที่เป็นตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจน
หากแต่ใช้วาทกรรมสร้างความชอบธรรมให้แก่กลุ่มพวกตัวเองเท่านั้น

ความมั่งคั่งของนักการเมืองเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำได้อย่างดี
เนื่องเพราะบางคนเล่นการเมืองโดยอาชีพเพียงอย่างเดียวกลับมีฐานะมั่งคั่งนับร้อยล้านบาท
ขณะที่บางคนมีเพียงไม่กี่ล้านบาท

กรณี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ที่เพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555
ที่ผ่านมาอาจสะท้อน“รูปธรรม”ได้พอสมควร

ทั้งนี้ ตอนรับตำแหน่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย วันที่ 2 สิงหาคม 2554
นายณัฐวุฒิแจ้งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
มีทรัพย์สิน 14,896,105.84 บาท
นางสิริสกุล ใสยเกื้อ ภรรยา 5,754,746.41 บาท
บุตรไม่บรรลุนิติภาวะ 1,213,606.44 บาท
รวม 21,864,458.69 บาท หนี้สิน 6,738,043.40 บาท

ทรัพย์สินของนายณัฐวุฒิที่มีมูลค่ามากสุด ได้แก่
ที่ดินจำนวน 5 แปลง แบ่งเป็นใน อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช 4 แปลง เนื้อที่ 13-0-49 ไร่
(3 แปลงระบุว่าได้มาวันที่ 9 สิงหาคม 2553 จำนวน 2 แปลง ,
วันที่ 23 กันยายน 2553 จำนวน 1 แปลง ,
อีก 1 แปลงไม่ได้ระบุ)และ ที่ดิน ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.นนทบุรี 1 แปลง 274 ตารางวา
รถยนต์ 2 คัน มูลค่า 3,750,000 ทะเบียน ฮธ 777 กรุงเทพฯ
(มูลค่า 3,000,000 บาทได้มา 4 มี.ค. 2553 )
และ กพ 4141 นนทบุรี

นางสิริสกุล ภรรยา มากสุดเงินฝาก 8 บัญชี 3,843,646.41 บาท
ที่ดิน 1 แปลง ในพื้นที่ ต.ป่าเว อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 17-2-90 ไร่
(ระบุว่าได้มาวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553)
เงินลงทุน 3 รายการ ได้แก่ หุ้นสหกรณ์สุราษฎร์ธานี จำนวน 1,000 หุ้น ,
บมจ.การบินไทย 300 หุ้น
และ หุ้นสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานการบินไทย 160,100 บาท
รถยนต์ 1 คัน ทะเบียน กย 530 นนทบุรี (ได้มา 22 พ.ย.2553)

รวมที่ดินของนายณัฐวุฒิกับภรรยา 31-2-13 ไร่
มูลค่า 10,126,800 บาท
เงินฝาก 3 คน 12 บัญชีรวม 5,276,558.69 บาท

เบ็ดเสร็จมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 15,126,415.29 บาท

ก่อนหน้านี้ในช่วงขับเคลื่อนทางการเมืองนอกสภาปี 2550
นายณัฐวุฒิ มีเงินลงทุนในบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด หรือ พีทีวี 5 ล้านบาท
ในช่วงต่อมาก็ผ่องถ่ายให้บุคคลอื่น พร้อมๆกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเดียวกัน

จากขบวนการ“ไพร่แดง”มาสู่เก้าอี้เสนาบดี อำมาตย์ใหญ่ของระบบข้าราชการ
มองผิวเผิน“หุ้น”ที่หายไปต่อมาในช่วงปี 2553
มีที่ดินเพิ่มขึ้นจำนวน 29-0-39 ไร่ พร้อมสินทรัพย์กว่า 21 ล้านบาท

กล่าวหยาบ ๆ ถือว่า ก้าวข้ามพรมแดนแห่งความเป็นไพร่
(ระบบศักดินาคนธรรมดาสามัญมีศักดินา 25 ไร่) ไปเรียบร้อยแล้ว?

..................

(หมายเหตุ : ที่มา : http://www.isranews.org/)


http://www.norsorpor.com/ข่าว/n2726680/เจาะขุมทรัพย์%20ณัฐวุฒิ%20รมต.ป้ายแดง

ออกมาทำรัฐประหารเลย ถ้าอยากนองเลือดแบบลิเบีย ขู่ดีนักกล้าก็ออกมา

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมเริ่มรำคาญ พวกไม่มีเหตุผลที่จะพูดคุยกันให้เข้าใจ เรื่อง 112 เมื่อไม่มีเหตุผลที่จะยกมาหักล้างคนอื่นได้ ก็ขู่จะใช้กำลัง หักด้ามพร้าด้วยเข้า เมื่อหมดปัญญาที่จะยกเหตุผลมาสู้

แสดงว่าเรื่อง กฎหมาย 112 มันมีเรื่องไม่ถูกต้องจริงๆ ทั้งแนวคิด ตัวบท และการใช้อำนาจ เพราะหากมันมีเหตุมีผล การยกเหตุผลขึ้นมาสู้กับฝ่ายที่เสนอให้แก้ ฝ่ายนั้นก็ต้องตกไปหรือสู้ไม่ได้

นี่ขู่จะใช้กำลัง จะทำรัฐประหาร อะไรโดยตลอด กลายเป็นสังคมไร้อารยธรรม ป่าเถื่อน ไม่มีวัฒนธรรมไปได้ นี่หรือครับ "สังคมไทยที่มีลักษณะพิเศษ" ไม่เหมือนใครในโลก คือ มันป่าเถือนกว่าคนทั้งโลกเขาใช้ไหมครับ แล้วภูมิใจความไม่เหมือนใครในโลก ซึ่งก็คือสังคมป่าเถื่อนไร้อารยธรรมแบบนี้

ไม่มีสิ่งใด ที่ไม่มีเหตุมีผล ที่ดี สามารถดำรงอยู่ได้ ต่อให้ใช้กำลังขมขู่ สุดท้ายก็คงไม่มีใครกลัว และเขาก็พร้อมที่จะสู้กับความป่าเถื่อนอันนั้น

การสู้กับความไม่ถูกต้องนั้น เป็นหน้าที่ของมนุษย์ที่รักความเป็นธรรม รักความถูกต้องอยู่แล้ว

หาก เรื่องใด มีเหตุผล การจูงใจคนก็คงไม่ยาก เพราะคนส่วนใหญ่ย่อมมีเหตุมีผล แล้วนี่มันก็ศตวรรษที่ 21 คนไทยไม่ได้จบ ป. 4 แต่มีการศึกษา อ่านออกเขียนได้ จบ ม.6 กันค่อนประเทศแล้ว

ดังนั้น การขู่ออกมาทำรัฐประหาร ก็ทำเลยครับ หากจะทำรัฐประหาร โดยอ้างว่าไม่ต้องการให้มีการแก้ไขก็หมาย 112 ให้กฎหมายมันเป็น "อารยชน" ขึ้น ไม่ใช่กฎหมยป่าเถื่อน โดนต่อต้านไปทั่วโลกแบบนี้

อยากทำรัฐประหารเรื่องนี้ ก็ทำเลยกล้าๆ หน่อย
กฎหมายมีไว้ให้แก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัย ไม่ใช่เขามาเสนอให้เปลี่ยนระบอบการปกครองอะไร

แต่ทำรัฐประหารมันล้มรัฐธรรมนูญ ล้มล้างระบอบการปกครอง

ทุกคนเขาก็พร้อมจะสู้กับอำนาจที่ป่าเถื่อนอยู่แล้ว

เจาะข่าวตื้น 49 : ปรองดองกันใช้หนี้

ที่มา thaifreenews

โดย อามูโระ vs killer



สลิ่มเหลือขอ ปากดี

โดนๆ โกงกัน ก็ไม่ต้องมาอะไรมากหรอก มันก็มาจากที่พวกคุณ(มรึง)เเลือก­กันและคับ เลือกใครแล้วก็ช่วยคนนั้นใช้หนี­ไปและกัน

โดย : GodGamelnw

นี่ ไง รัฐบาลที่ควายแดงอยากได้กันนัก ไหนละ น้ำมันจะลดราคา ไหนละค่าครองชีพจะลดลง สุดท้าย แม่งแพงเหี้ย แพงยิ่งกว่ารัฐบาลไหนๆ สะใจกันแล้วสิ

โดย : trisulidevalai

สลิ่มหน้าหี บอกมาซิ รู้ความจริงแล้ว ยังจะหน้าด้านแถอีกเหรอ

ไอ้สัด ถ้าไม่มีควาย พวกมรึงก็ไม่มีข้าวกินหรอก มีแต่ควายแดงใช้

แล้วควายรุ้ง(ควายในเมือง) พวกมรึงหลบเลี่ยงภาษีเหรอ ไอ้เหรี้ย