WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 23, 2012

ขบวนกลองยาว "รปห” ปี 55 "สนธิ ลิ้ม" โห่ "พล.อ.บุญเลิศ" ฮิ้ววว .."บิ๊กตู่" ตะลาลา

ที่มา thaifreenews

โดย fee-faw-fum

ขบวนกลองยาว "รัฐประหาร” ปี 55 "สนธิ ลิ้ม" โห่ "พล.อ.บุญเลิศ" ฮิ้ววว .."บิ๊กตู่" ตะลาลา

สอดประสานรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย ของบรรดาพวกที่โหยหาเผด็จการคืนชีพ ประเทศ
ของเรากำลังเดินทางไปสู่ทิศทางที่ดีและแจ่มใส แต่ถูกหักมุมและถูกเล่นแร่แปรธาตุ
จากพวกมนุสโสสิ-นัตถิพันเต- มิได้ขอรับผมไม่ได้เป็นมนุษย์ เป็นผู้ไม่ยอมผ่อนคลาย
ตนเองเข้ามาอยู่ร่วมชายคาระบอบประชาธิปไตย พยายามชักแม่น้ำทั้งห้า ให้ผู้คนหันเห
และเลือกข้างพร้อมจะผลักกระชากลากถูให้จมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำ ไม่ยอมให้มีโอกาสที่
จะโผล่ขึ้นมาหายใจเหนือผิวน้ำ

ไปอ่านบทความของคุณกางเขนดง จากเว็บ อินเตอร์เน็ตฟรีดอม จะได้ทราบ
ขบวนการกลองยาว "รัฐประหาร" นี้ จะออกเสียงดังเป็น "ป๊ะโทนโทน" หรือจะเป็น"โจ๊ะทิงทิง"
และถ้าได้ยินเสียงจังหวะกลองยาวทั้งสองแล้ว อย่าได้สร้างเงื่อนไข หวาดระแวงกันเองจน
ตีกลองยาวคร่อมจังหวะ…มันไม่ไพเราะเสนาะหู ไม่เข้าจังหวะ เพลงเขาจะล่มเสียปล่าว

ที่มา http://www.internetofreedom.com/index.php?/topic/1507-

ผังล้มเจ้า คือการสร้างความชอบธรรมในการฆ่าเสื้อแดง เหมือนภาพดาวสยามแขวนคอนักศึกษา

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

เรื่องผังล้มเจ้าของ ศอฉ. นี่ต้องสืบสวนออกมาให้ชัดเจน เพราะเป้าประสงค์ของการแถลงผังล้มเจ้าออกมาในตอนการชุมนุมของเสื้อแดง คือ การพยายามสร้างความชอบธรรมในการใช้กำลัง "ฆ่าคนเสื้อแดง" และผังล้มเจ้าก็ทำงานของมันสำเร็จคือ "ฆ่าคนเสื้อแดงได่ 91 ศพ" เจ็บกว่าสองพันคน มันรับใช้วัตถุประสงค์ทางทหารได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

ก็เหมือนกับการแต่งภาพของหนังสือพิมพ์ดาวสยาม เมื่อ 6 ตุลาคม เพื่อสร้างความชอบธรรมในการฆ่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดังนั้น การสอบสวนเรื่องผังล้มเจ้า จะทำให้ผ่านๆ ไปไม่ได้ ต้องสอบสวนให้ได้ว่าต้นความคิดเป็นใคร กลุ่มใด แล้วต้องแถลงให้ประชาชนรู้

ตอนนี้ก็โยนกันไปมา แต่จริง ๆ แล้วคาดกว่า ศอฉ. นั่นแหละที่ทำมันขึ้นมา เพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้กำลังดังกล่าว

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมันคือเครื่องมือในการฆ่าคนไปเกือบร้อยศพ

Re:

โดย kiwi

ศอฉ. สร้างออกมาหลายเรื่องมากครับ

ตั้งแต่
ก่อการร้าย
ชายชุดดำ
ผังล้มเจ้า
อาวุธในสระน้ำ
ห้างไฟไหม้

แทบทุกกรณีก็เพื่อจะหาเหตุผลเหมาะๆในการยิงหัวคนเสื้อแดงได้โดยไม่ถูกต่อต้านจากสังคม
แต่ ผ่านเวลามาเรื่อยๆ ตอนนี้หลายเรื่องได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องเท็จทั้งหมด ตอนนี้เห็นเขาเหลืออยู่เรื่องเดียวคือเผาเมืองที่ใช้อ้างในทุกวันนี้ กำลังรออยู่ว่าเมื่อไหร่เรื่องนี้จะได้ข้อสรุปสักที รวมไปถึงศาลากลางไฟไหม้อีก เคสนี้ได้ยินทางรายการชูธงว่ามันไหม้ก่อนเสื้อแดงจะไปถึง และเทปก่อนหน้านั้นเหมือนเคยได้ยินคุณจตุพรขู่ไว้ว่ารู้ว่าทหารคนไหนไปเผา

เรื่อง พวกนี้ผมแนะนำว่าอย่าแล้วก็แล้วไป ทุกเรื่องพิสูจน์ได้ว่าไม่จริงก็ต้องจับคนตอหลดตอแหลมารับความผิดให้หมด เพื่อเป็นการคืนความบริสุทธิ์ให้กับเสื้อแดง ที่ถูกใส่ร้ายนับไม่ถ้วนเรื่อง

สุรพศ ทวีศักดิ์: พุทธศาสนาภายใต้ “ความเป็นไทย”

ที่มา ประชาไท

ข้อโต้แย้ง (argument) หลักประการหนึ่ง ของฝ่ายคัดค้านการแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 คือ การอ้าง “ความเป็นไทย” ซึ่งมี “ลักษณะพิเศษ” ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใครในโลก

หากถามว่า “ลักษณะพิเศษ” ที่ว่านี้คืออะไร คำอธิบายที่เรามักพบเสมอ คือความเป็นสังคมที่มีความทรงจำหรือ “สำนึก” ทางประวัติศาสตร์ว่า พระมหากษัตริย์เป็นวีรบุรุษเสียสละกู้ชาติ สร้างชาติ รักษาชาติบ้านเมืองมาให้พวกเราได้มีแผ่นดินอยู่อาศัยในปัจจุบัน ฉะนั้น สถาบันกษัตริย์จึงเป็นสถาบันที่มีบุญคุณต่อสังคมไทย ที่ต้องปกป้องไว้ด้วยเลือดเนื้อและชีวิต

แต่เมื่อเราไปดูประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ทุกประเทศที่ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์มาก่อน ต่างก็พูดถึง “ยุคกษัตริย์” ของตนเองในทำนองเดียวกันนี้ทั้งนั้น คือกษัตริย์เป็นนักรบ นักปกครอง สร้างชาติชาติบ้านเมืองมาก่อน

ทว่าก็มีข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่งว่า ทุกประเทศก็มีทั้งกษัตริย์ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ภายใต้ระบบกษัตริย์นั้นก็มีการชิงอำนาจกันระหว่างพ่อ แม่ ลูก พี่น้องกันเองบ้าง ขุนพลต่างๆ ล้มบัลลังก์สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์บ้าง ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป เอเชีย แม้แต่ในสยามประเทศเองก็เป็นแบบนี้เช่นกัน ฉะนั้น ข้อโต้แย้งข้างต้น จึงไม่ได้บ่งบอก “ลักษณะพิเศษ” ของสังคมไทยที่ไม่เหมือนสังคมไหนในโลกแต่อย่างใด

เมื่อถูกโต้แย้งกลับเช่นนี้ ก็มักจะมีคำอธิบายต่อมาอีกว่า กษัตริย์ของไทยไม่เหมือนกษัตริย์ที่ไหนในโลก เพราะกษัตริย์ไทยทรงทศพิธราชธรรม ปกครองแผ่นดินโดยธรรมมาตลอดทุกพระองค์ คนไทยจึงศรัทธาเคารพรักกษัตริย์ของตนเองยิ่งกว่าคนชาติไหนในโลก เพราะคนไทยถือว่ากษัตริย์คือ “ศูนย์รวมจิตใจ” ของคนในชาติ

แต่อันที่จริงชาวอังกฤษ ญี่ปุ่นเป็นต้น เขาก็คงศรัทธา เคารพรักกษัตริย์ของพวกเขาไม่น้อยไปกว่า (หรือาจจะมากกว่า?) คนไทย แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว เขาก็มีการทำข้อตกลงที่ถือเป็น “สัญญาประชาคม” ชัดเจนว่า สถานะ อำนาจ บทบาท หรือตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ของเขาต้อง “อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” ตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย ซึ่งหมายความว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้อยู่สถานะที่เป็น “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” และมี “ความศักดิ์สิทธิ์” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้เหมือนในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อ ไป

หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า ในประเทศอารยะสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ใช่ลดทอนอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้อยู่ภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยม สมบูรณาญาสิทธิราชย์

ฉะนั้น หากจะระบุ “ลักษณะพิเศษ” ของสังคมไทยที่ไม่เหมือนสังคมใดๆ ในโลกอย่างตรงไปตรงมา ก็คือ “ความเป็นสังคมที่ลดทอนอุดมการณ์ประชาธิปไตย (และ/หรืออุดมการณ์อื่นใด) ให้อยู่ใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์” นั่นเอง

รูปธรรมที่เห็นชัดก็เช่น รัฐธรรมนูญมาตรา 8 ป.วิอาญา มาตรา112 การจัดวางระบบอำนาจ เครือข่ายของสถาบันกษัตริย์ เช่น ระบบองคมนตรี กองทัพ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การประชาสัมพันธ์ “คุณวิเศษ” ด้านเดียว เป็นต้น

ลักษณะพิเศษดังกล่าวนี้เองที่เรียกได้ว่า คือ “ความเป็นไทย” อย่างแท้จริง และไม่ว่าอะไรก็ตามที่เรารับเอามาจากต่างชาติจะต้องถูกปรับให้สอดคล้อง สนับสนุน และ/หรือไม่ขัดแย้ง ไม่เป็นปฏิปักษ์หรือเป็นอันตรายต่อ “ความเป็นไทย” อันถือเป็น “แกนหลัก” ดังกล่าวนี้

จะว่าไป ไม่ว่าพุทธศาสนาที่เรารับมาจาอินเดีย ประชาธิปไตย หรือกระทั่งวิทยาศาสตร์ที่เรานำเข้าจากฝรั่งก็ล้วนแต่ถูกปรับ ถูกลดทอดความหมาย หลักการบางอย่างให้สอดคล้อง และ/หรือสนับสนุน “ความเป็นไทย” อันเป็นลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครในโลกดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น

ว่าเฉพาะพุทธศาสนาเถรวาทไทยปัจจุบันนั้น ต้องนับว่าเป็น “พุทธศาสนาภายใต้ความเป็นไทย” ในความหมายดังกล่าว เคยมีนักวิชาการหลายคนบอกว่า “ความเป็นไทยคือความเป็นพุทธ” หากนิยามนี้หมายถึง “ความเป็นไทยอยู่ภายใต้ความเป็นพุทธ” ผมว่าน่าจะเป็นนิยามที่ผิดจากความเป็นจริงอยู่มาก

เพราะไม่มี “ความเป็นไทยภายใต้ความเป็นพุทธ” อยู่จริง มีแต่ “ความเป็นพุทธภายใต้ความเป็นไทย” เหมือนประชาธิปไตยภายใต้ความเป็นไทย อย่างที่เราเรียกกันว่าพุทธแบบไทยๆ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ (หรือวิทยาศาสตร์แบบไทยๆ เป็นต้น)

พุทธภายใต้ความเป็นไทย หรือพุทธแบบไทยๆ ย่อมมีเนื้อหาและรูปแบบที่ตรงข้ามกับพุทธแบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

เพราะพุทธแบบดังเดิม (early Buddhism) คือ พุทธที่เกิดขึ้นในบริบททางสังคมวัฒนธรรมที่เชื่อว่า ระบบชนชั้นศักดิ์สิทธิ์ ธรรมะเป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นฐานรองรับความศักดิ์สิทธิ์ของระบบชนชั้น ความดี ความชั่ว หรือบุญ กรรม เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่มี “อำนาจลึกลับ” กำหนดชะตามกรรมของคน มีปาฏิหาริย์ดลบันดาลสุข ทุกข์ โชคลาภ เจริญ เสื่อม ฯลฯ ในชีวิตของผู้คน และ/หรือในความเป็นไปของโลก

แต่พุทธแบบดั้งเดิมปฏิเสธความเชื่อเหล่านั้นทั้งหมด แล้วนิยามความหมายของ “ธรรม” ใหม่ว่า “ธรรมคือของธรรมดา” ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจลึกลับดลบันดาลใดๆ ดังพุทธทาสภิกขุสรุปความหมายของธรรมะที่เป็นของธรรมดานั้นว่า ธรรมะคือ ธรรมชาติ กฎธรรมชาติ การปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ และผลที่เกิดจากการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ

จะเห็นว่า พุทธแบบดั้งเดิมได้เปลี่ยนความหมายของ “ธรรม” จากความเป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” ที่อยู่เหนือเหตุผล ให้กลายเป็นของธรรมดาที่มีความเป็นเหตุเป็นผล ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมเป็น “เอหิปสฺสิโก” คือ “ทนต่อการพิสูจน์” หมายความว่า ธรรมเป็นของที่สามารถพิสูจน์ซักไซ้ไล่เรียงให้เห็นความสมเหตุสมผลได้ (ในทางตรงข้าม อะไรก็ตามที่คนเชื่อว่า “ศักดิ์สิทธิ” หรือมี “ฤทธิ์ดลบันดาล” ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจซักไซ้ไล่เรียงให้เห็นความเป็นเหตุเป็นผลได้)

ขณะเดียวกันพุทธแบบดั้งเดิม ก็ปฏิเสธความศักดิ์สิทธิ์ของระบบชนชั้น ถือว่าคุณค่า หรือศักดิ์ศรีของมนุษย์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานะสูง-ต่ำทางชนชั้น แต่ขึ้นอยู่กับ “การกระทำทางศีลธรรม” (กรรม) หรือ การกระทำดี หรือชั่วของแต่ละคน

การกระทำทางศีลธรรม (moral action) หรือ “กรรม” ตามความคิดของพุทธแบบดั้งเดิม มีความหมายกว้างๆ ว่า “การกระทำใดก็ตามที่เป็นการเบียดเบียนก่อโทษทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น และหรือส่วนรวม ย่อมถือเป็นการกระทำที่ไม่ดี หรือผิดศีลธรรม” ส่วน “การกระทำใดก็ตามที่ไม่เป็นการเบียดเบียน และ/หรือเป็นการกระทำที่ส่งเสริมประโยชน์สุขแก่ตนและคนอื่น หรือส่วนรวม ย่อมเป็นการกระทำที่ดี หรือถูกในทางศีลธรรม”

กรรมในความหมายดังกล่าวนี้สอดรับกับความหมายของ “หัวใจ” พุทธศาสนาคือหลัก “อริยสัจสี่” ซึ่งเป็นหลักการเรื่องทุกข์กับความดับทุกข์ กรรมชั่วหรือการกระทำที่ไม่ดีทางศีลธรรม ก็หมายถึงการกระทำที่สร้างทุกข์ก่อปัญหา ส่วนกรรมดี หรือการกระทำที่ถูกทางศีลธรรม ก็คือการกระทำที่เป็นไปเพื่อลดทุกข์ หรือเพื่อความสิ้นทุกข์

ฉะนั้น กรรมในความหมายของพุทธแบบดังเดิม จึงไม่ใช่สิ่งลึกลับที่มีอำนาจดลบันดาลใดๆ แต่เป็นเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลระหว่างการกระทำกับผลที่ตามมา และยังรวมเอาความหมายของเสรีภาพในการเลือกการกระทำ ความรับผิดชอบต่อการกระทำ และความเสมอภาคทางศีลธรรมเข้าไว้ในความคิดเรื่องกรรมนี้ด้วย

แต่ “พุทธศาสนาภายใต้ความเป็นไทย” หรือพุทธศาสนาแบบไทยๆ กลับไปรับเอาความคิด ความเชื่อทั้งปวงที่พุทธศาสนาแบบดังเดิมเคยปฏิเสธมาไว้ทั้งหมด คือเป็นพุทธศาสนาที่เชื่อว่าธรรมเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ความดี บุญ กรรม มีอำนาจลึกลับดลบันดาลความเป็นไปในชีวิต และมีอำนาจพิเศษกำหนดสถานะสูง-ต่ำทางชนชั้นของผู้คน

ถามว่า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบ อาจเป็นเพราะพุทธศาสนายุคหลังพุทธกาลมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดด้วยการ “แปรรูป” ตนเอง โดยการผสมผสานกับความเชื่อในบริบทสังคมวัฒนธรรมในยุคเดียวกันมากขึ้น และพุทธศาสนาที่ “แปรรูป” แล้วนี้ก็ตกทอดมาสู่สังคมสยามยุคราชาธิปไตย

แน่นอนว่า ในยุคราชาธิปไตยอำนาจในการนิยามความหมาย การตีความ การใช้พุทธศาสนาก็อยู่ในมือของ “วัง” กับ “วัด” ที่เป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ว่าอำนาจที่เหนือกว่าย่อมเป็น “อำนาจวัง”

ฉะนั้น “โฉมหน้า” ของพุทธศาสนาภายใต้อำนาจของวัดกับวัง จึงเป็นโฉมหน้าของพุทธที่เน้นการสถาปนาสถานะของพระพุทธเจ้าให้เป็นบุคคล ศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์ธรรมดา สถาปนาให้ธรรมะเป็นของศักดิ์สิทธิรองรับความศักดิ์สิทธิ์ของสถานะแห่งพระ พุทธเจ้า พระสงฆ์สาวก ตลอดถึงพระเกจิอาจารย์รุ่นหลังๆ

ซึ่งธรรมอันศักดิ์สิทธิ์นั้น ย่อมรองรับสถานะอันศักดิ์สิทธิของกษัตริย์ในฐานะ “ธรรมราชา” อย่างมีนัยสำคัญด้วย ดังบางยุคกษัตริย์สถาปนาตนเองให้เป็นพระโพธิสัตว์ หรือกระทั้งเป็นพระพุทธเจ้าเลยก็มี ดังนามของกษัตริย์หลายองค์ที่ใช้ฉายานามของพระพุทธเจ้าเป็นชื่อของตนเอง หรือดังคำราชาศัพท์ที่ว่า “ข้าพระพุทธเจ้า” ก็แปลว่า “ข้าฯของพระพุทธเจ้า” นั่นเอง

สรุปว่า “พุทธศาสนาภายใต้ความเป็นไทย” ก็คือพุทธศาสนาที่ถูก “แปรรูป” ในยุคหลังพุทธกาลโดยการไปรับเอาหลักความเชื่อสำคัญที่พุทธแบบดั้งเดิมเคย ปฏิเสธ และสังคมไทยยุคราชาธิปไตยก็นำเข้ามาสนับสนุนความเข้มแข็งของระบบศักดินา จนตกทอดมาถึงปัจจุบันที่เราเรียกกันว่า “พุทธเถรวาทไทยมรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์” นั่นเอง

ปัจจุบันพุทธศาสนาภายใต้ความเป็นไทย นอกจาจะเป็นเครื่องมือสนับสนุน “ความศักดิ์สิทธิ์” ของอุดมการณ์กษัตริย์นิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว นิยามของธรรมะ ความดี บุญ กรรม ที่มีความหมายเป็น “ของศักดิ์สิทธิ์” มีอิทธิฤทธิ์ดลบันดาลยังถูกใช้เป็นเครื่องมือส่งเสริมสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ ของพระสงฆ์ สร้างความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรม วัตถุมงคลพาณิชย์ ธุรกิจบุญขายตรง ธรรมโฆษณาที่เน้นการใช้ธรรมะ ใช้รูปแบบการปฏิบัติธรรมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นคนดี คนอิ่มบุญ คนสงบ สะอาด สูงส่ง เหนือคนธรรมดาทั่วไป

แต่เป็นคนดี คนอิ่มบุญ คนสงบ สะอาด สูงส่ง ที่ไม่ใส่ใจใดๆ กับทุกขสัจจะที่เป็นความอยุติธรรมทางสังคม และ/หรือระบบมอมเมาเชิงความเชื่อ อุดมการณ์ที่ขัดต่อหลักการของพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม!

การจัดการศึกษารัฐไทย ล้มเหลวในแดนมลายู

ที่มา ประชาไท

ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การศึกษา” เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง นับว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่ การปรับปรุงระบบการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงและความต้องการ ของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่ผ่านมาถือได้ว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

ที่ผ่านมารัฐบาลมองสภาพสังคม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เหมือนกับส่วนกลาง และมองพื้นที่ตรงนี้จำเป็นต้องใช้กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับอันเดียวกัน

ถ้าเรามองปัญหาด้านคุณภาพทางการศึกษา พบว่านักเรียนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระดับชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ออกมาต่ำกว่ามาตรฐานและอยู่อันดับท้ายของประเทศ เมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องตกใจไปตามๆกัน ทำไมการศึกษาของเด็กในพื้นที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น

ปัญหาที่ตัวครูและบุคคลากรทางการศึกษา ช่วงที่รัฐบาลมีนโยบายอนุญาตให้ครูขอย้ายออกจากพื้นที่ มีผู้แสดงความจำนงขอย้ายออกประมาณ 5,000 กว่าคน แต่สามารถย้ายได้เพียงประมาณ 1,500 คน จากจำนวนครูซึ่งสอน 4 วิชาหลัก ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนครู แม้รัฐเปิดให้มีการจ้างครูอัตราจ้าง แต่ความรู้และประสบการณ์ไม่มากพอ จึงส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา และส่งผลไปถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามด้วย เนื่องจากครูส่วนหนึ่งลาออกไปสมัครทำงานในโรงเรียนของรัฐ

รวมไปถึงปัญหาระบบการอุดหนุนและสนับสนุนงบประมาณมีหลายปัญหา ประกอบด้วย การอุดหนุนรายหัวนักเรียนสามัญ ซึ่งจะเป็นการก่อปัญหาให้กับสถานศึกษาเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ได้แก่ ความไม่เท่าเทียมในการอุดหนุน โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่เป็นมูลนิธิได้รับการอุดหนุน 100% ขณะที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามอื่นๆ ได้รับการอุดหนุนเพียง 70% และปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างครูสอนสามัญกับครูสอนศาสนาอย่างเดียวใน โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

อีกทั้งปัญหาการอุดหนุนทางกายภาพ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของปอเนาะต่างๆในพื้นที่ เช่น ให้งบประมาณจัดทำเสาธงและป้าย ทั้งที่ต้องการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า เช่น ห้องน้ำ ระบบสาธารณูปโภคและสุขอนามัยรวมไปถึงสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เป็นต้น

ตลอดจนปัญหาการอุดหนุนงบประมาณพัฒนาบุคคลากร โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจะจัดสรรงบให้บุคลากรในสังกัดโดยตรงก่อน ทำให้งบไม่ค่อยเหลือไปถึงข้าราชการในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ที่ช่วยสอนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ส่งผลให้บุคลากรเหล่านั้นขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง

ส่วนการอุดหนุนงบประมาณให้สถานศึกษาเอกชน ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยฝ่ายการศึกษาเห็นว่า การอุดหนุนงบประมาณเพื่อการศึกษาให้กับสถานศึกษาเอกชนไม่เพียงพอ และตั้งข้อสังเกตว่า บางโรงเรียนได้รับเงินอุดหนุนมากตามจำนวนรายหัวนักเรียน แต่ในทางปฏิบัติก็ยังไม่เพียงพอ เพราะโรงเรียนต้องนำไปจัดสรรให้กับครูสอนศาสนาด้วย ซึ่งครูสอนศาสนาจะไม่ได้รับการอุดหนุน ขณะที่เงินอุดหนุนที่ได้ก็น้อยกว่าเมื่อเทียบกับสถานศึกษาของรัฐ ที่ได้รับทั้งเงินเดือนคณะครู บุคคลากร โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคอื่นๆในสถานศึกษา

วิชาสามัญ,อาชีพ ไม่เข้าใจวิถีมลายูมุสลิม
สำหรับปัญหาการส่งเสริมความรู้วิชาสามัญ ไม่สอดคล้องกับความเชื่อและวิถีชีวิต ของคนในพื้นที่ ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับ เนื่องจากพ่อแม่เป็นคนมลายูมุสลิมและเด็กมลายูมุสลิมในพื้นที่มีความเชื่อ และศรัทธาในการเรียนศาสนาแบบดั้งเดิมที่เรียนมาตั้งแต่บรรพบุรุษมากกว่า จึงขัดแย้งกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น หรือแม้แต่การส่งเสริมอาชีพ รัฐสนับสนุนให้ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เข้าไปสอนและฝึกอาชีพให้กับนักเรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะ แต่บางอาชีพก็ไม่ตรงตามความต้องการและไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพ ปัจจุบันของท้องถิ่น ไม่สามารถตอบโจทย์ได้

ทั้งหลายทั้งปวงรัฐมองการศึกษาของคนในพื้นที่ อย่างมีอคติ แปลกแยกออกไปจากสังคมส่วนใหญ่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงต่อชาติ ทั้งที่จริงสถาบันศึกษาปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ยังเป็นสถาบันที่ให้การอบรมบ่มเพาะมุสลิมให้คนเป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม แต่รัฐยังมีความพยายามในการควบคุมบทบาทของสถาบันการศึกษาปอเนาะ โรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อมิให้เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาด้านสังคมหรือการเมืองที่เป็นการกดทับความเป็น มุสลิมลงจนเป็นสาเหตุให้เกิดความขัดแย้งแม้ว่าในปัจจุบัน

เหตุผลที่เด็กมลายูมุสลิมต้องเรียนต่อในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเพราะ ในโรงเรียนรัฐไม่ได้ส่งเสริมการเรียนการสอนศาสนาอิสลามและภาษามลายู ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ปกครองจะต้องส่งบุตรเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม เพราะไม่ต้องการปะปนกันระหว่างหญิงและชาย เหมือนกับโรงเรียนสามัญของรัฐ อันเป็นการขัดต่อหลักการศาสนาอิสลามเป็นสิ่งที่จะต้องหลีกเลี่ยงอย่างชัดเจน

จากกระแสความขัดแย้งทั้งในต่างประเทศและเหตุการณ์ความขัดแย้งในจังหวัดชาย แดนภาคใต้ที่คนไทยมุสลิมเต็มไปด้วยความรู้สึกหวาดระแวงและชิงชังในอำนาจรัฐ โดยสรุป ปัญหาการจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่อดีตและแม้จะมีการปรับปรุง บ้างในปัจจุบัน แต่ปรากฏว่ายังขาดความเข้าใจวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนมลายูมุสลิม โดยอยู่ภายใต้การตัดสินจากส่วนกลางที่กำหนดนโยบายบนพื้นฐานของกรอบความมั่น คงของชาติเป็นหลัก จึงทำให้การจัดการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร และยังกลายเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ได้อีกด้วย

แนวทาง ข้อเสนอแนะ
การพัฒนาคุณภาพการศึกษา เช่น จัดการเรียนรู้ในระดับปฐมวัยด้วยระบบสองภาษา คือ ไทย – มลายูถิ่น พัฒนาหลักสูตรอิสลามศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา พัฒนาบุคลากรอิสลามศึกษาของรัฐ โรงเรียนตาดีกา ศูนย์การศึกษาประจำมัสยิดและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามให้ได้ใบประกอบ วิชาชีพ สนับสนุนงบประมาณและค่าตอบแทนอย่างเพียงพอ

การส่งเสริมศาสนศึกษา เช่น ปรับปรุงระเบียบ หลักเกณฑ์ในการจัดและอุดหนุนงบประมาณสำหรับสถานศึกษาด้านศาสนา ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมการสอนอัลกุรอาน เช่น กีรออาตี อิกเราะ เป็นต้น

การเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษา เช่น เร่งแก้ปัญหาเด็กออกกลางคัน เนื่องจากปัญหาความไม่สงบ ขยายการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย เช่น ศูนย์อบรมเด็กก่อนวัยในวัด มัสยิดและชุมชน พัฒนาสถาบันอุดมศึกษา ทั้งวิทยาลัยชุมชนให้เข้มแข็งและสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น

การพัฒนาการบริหารจัดการ โดยพัฒนาโครงสร้างการบริหารจัดการในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีอิสระ สนับสนุนให้นักศึกษามุสลิมได้เรียนต่อในประเทศ ทบทวนการอุดหนุน ศูนย์การศึกษาอิสลาม โรงเรียนตาดีกา สถาบันศึกษาปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพื่อความเป็นธรรม

นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทางรัฐบาลควรเอาใจใส่ ดูแล ดีกว่ามาประหัตประหารกัน เนื่องจาก การศึกษาพัฒนาคน คนพัฒนาชาติ ประชาชนมั่นคงประเทศชาติมั่งคั่ง

[วิดีโอ] กรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุหวังการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ใช้รัฐธรามนูญ 3 ฉบับแรกของไทยเป็นรากฐานการร่างเนื้อหา

22 ม.ค.55 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นตัวแทนในการนำเสนอ โดยกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนี้เป็นการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ยาวมากนัก แต่เปิดโอกาสให้มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดในแต่ละเรื่องเพื่อให้รัฐธรนรมนูญ ที่ทำขึ้นม-ามีคุณค่าสูงสุด และสถาพรตลอดไป

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

เปิดโมเดลรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ ร่างใหม่คาดใช้เวลา 9 เดือน

ที่มา ประชาไท

22 ม.ค.55 ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ตัวแทนนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอโมเดลการจัดำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยวิจารณ์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 นั้นมีคนได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในช่วงร่างรัฐธรรมนูญก็มีการบอกให้รับไปก่อนแก้ทีหลัง พอจะแก้ก็บอกไม่ให้แก้

“บ้านเราจะแก้อะไรก็ยากเหลือเกิน อาจจะถูกขู่ว่า อย่าแก้นะ เดี๋ยวปฏิวัติ ผมว่าเราเป็นอารยะมากพอ เราไม่ได้อยู่กันแบบอันธพาล ไม่ใช่ว่าไม่ได้ดั่งใจแล้วก็ใช้กำลังห้ำหั่นกัน”

วรเจตน์อธิบายต่อไปว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์เพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มี 2 ประเด็น คือ หนึ่ง วิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสอง คือ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรจะมีหน้าตาอย่างไร จะตอบคำถามแก้ปัญหาการเมืองการปกครองของไทยอย่างไรเพื่อให้เราพ้นไปจากวงจร ที่เกิดขึ้นมาหลายสิบปีเสียที

วิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญ

วรเจตน์ กล่าวถึงวิธีการจัดทำว่า ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 และจัดทำขึ้นมาใหม่ ซึ่งการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว และสร้างปัญหาหลายประการ การเนิ่นช้าต่อไปเท่าไรยิ่งส่งผลเสียต่อสาธารณะมากขึ้นเท่านั้น

อีกประการคือ ต้องการให้รัฐธรรมนูญใหม่นั้นมีความชอบธรรมสูงสุด คือ ให้ประชาชนออกเสียงประชามติ แต่การออกเสียงประชามติที่จะทำ จะไม่เป็นการออกเสียงแบบกำมะลออย่างทาผ่านมา ที่ว่าเป็นกำมะลอนั้นเพราะประชาชนที่ไปออกเสียงประชามตินั้นเขาไม่มีทาง เลือก เพราะมีการเขียนไว้ว่า ถ้าไม่เอา คมช. กับครม. จะไปปรึกษากันว่าจะเอาอะไรมาใช้

“เราเป็นสุภสาพบุรุษพอ เราไม่ทำแบบนั้น” วรเจตน์กล่าวพร้อมระบุว่า การออกเสียงประชามติจะเป็นการเอาร่างฯ ไปให้ประชาชนเลือกระหว่าง รัฐธรรมนูญ 2550 กับรัฐธรรมนูญที่ทำขึ้นใหม่ว่าจะเอาอันไหน แล้ววัดกันโดยประชามติ

กระบวนการจัดทำ

ในส่วนของกระบวนการจัดทำ เขาเสนอในเบื้องต้นให้แก้ไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันเพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง องค์กรที่จัดทำรัฐธรรมนูญ เรียกว่าคณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย ประกอบด้วยกรรมการ 25 คนให้สภาผู้แทนเลือก 20 คน วุฒิสภาเลือก 5 คน

ในส่วนของสภาผู้แทนฯ ให้แบ่งโควต้ากันไปตามสัดส่วนผู้แทน พรรคที่มีส.ส. มากได้โควต้ามาก พรรค ส.ส. น้องก็โควต้าน้อย ในส่วนขอวุฒิสมาชิก ก็อยากให้วุฒิสมาชิกที่มาจาการเลือกตั้งเท่านั้นที่มีสิทธิเลือก แต่ก็เพื่อให้วุฒิสมาชิกจากการสรรหามีส่วนร่วมด้วยและมองในแง่ควาเมป็นไปได้ จึงแบ่งเป็นสองส่วน คือ ส.ว.จากการเลือกตั้งให้ตั้งได้ 3 คน ส่วน ส.ว.จากการแต่งตั้งที่ไม่มีความชอบธรรมตามระบอบประชาธปิไตยก็ให้เลือกได้ 2คน

คุณสมบัติคือ ต้องไม่เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. หรือข้าราชการการเมือง การกำหนดแบบนี้เกิดจากการศึกษาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญที่โดดเด่นของโลก หลายฉบับ

ในส่วนของการมีส่วนร่วมของประชาชนก็กำหนดว่า เมื่อได้ตัวกรรมการแล้วก็มีการกำหนดกรอบการทำรัฐธรรมนูญ 30 วัน เมื่อกำหนดกรอบแล้ว กรรมการฯ มีหน้าที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เสร็จแล้วก็ยกร่างฯ

หลังจากนั้นนำร่างฯ นั้นเข้าสู่รัฐสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็น และนำร่างฯ ไปพิจารณาแก้ไข ซึ่งป็นอำนาจของคณะกรรมการ สุดท้ายก็ได้เป็นตัวร่างฯ ฉบับใหม่ แล้วให้ประชาชนลงประชามติ และให้ประกาศเป็นรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 9 เดือน

ทั้งนี้วรเจตน์กล่าวว่า แน่นอนว่าจะมีบางฝ่ายจะเริ่มสกัด คือให้ยุบสภาไปเสีย แต่การยุบสภาจะไม่เป็นอุปสรรคต่อคณะกรรมการชุดนี้

วรเจตน์กล่าวว่า โดยกระบวนการนี้ ประชาชนมีส่วนร่วมได้สองส่วน คือขั้นตอนประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นและขั้นตอนลงประชามติ

ปิยบุตร แสงกนกกุล กล่าวเสริมว่า รูปแบบที่นิติราษฎร์เสนออาจจะไม่ถูกใจคนที่คาดหวังเรื่องการมีส่วนร่วมขนาด ใหญ่ หรือรูปแบบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ปี 2540 แต่รูปแบบที่นิติราษฎร์เสนอนั้น เป็นการศึกษาจากการร่างฯ ทั่วโลกซึ่งยอมรับว่า คณะกรรมการขนาดใหญ่ไม่สามารถดำเนินการร่างฯ รัฐธรรมนูญได้สัมฤทธิ์ผล ถึงที่สุดก็ต้องมีการจัดทำโดยคณะทำงานที่เป็นกลุ่มย่อยลงไปอีก

“ไอเดียสภาร่างฯ แบบไทยเกิดขึ้นเพราะรังเกียจนักการเมือง เป็นมายาคติที่เกลียดนักการเมือง บอกว่าเดี๋ยวเขียนเองก็เข้าข้างนักการเมือง และอีกประการหนึ่งคือ ต้องการถ่วงเวลา” ปิยบุตรกล่าวและว่าเขาเห็นว่าโมเดลแบบสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีจุดอ่อนคือ ความล่าช้า ถูกเตะถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ

เขาย้ำว่าข้อเสนอการตั้งกรรมการชุดนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานสองข้อ คือความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและประสิทธิภาพของการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ

00000000


ข้อเสนอคณะนิติราษฎร์

เรื่อง รูปแบบองค์กรยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

และกระบวนการยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

ให้คณะรัฐมนตรีเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม “หมวด 16 การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่” โดยมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้

ชื่อองค์กรผู้มีหน้าที่ยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญ

คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตย

สถานะ

เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

องค์ประกอบ

ประกอบไปด้วยกรรมการ 25 คน

ที่มา

  • สภาผู้แทนราษฎร เลือกกรรมการ 20 คน โดยแบ่งตามอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองและ กลุ่มพรรคการเมืองที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร
  • วุฒิสภา เลือกกรรมการ 5 คน โดย 3 คนมาจากการเลือกของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และ 2 คนมาจากสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา
  • การแบ่งให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเลือกกรรมการตามสัดส่วนจำนวนดัง กล่าว คำนวณจากฐานจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภา 150 คน โดยให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าวุฒิสภา และให้ความสำคัญสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งมากกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่ มาจากการสรรหา

ลักษณะต้องห้าม

  • กรรมการต้องไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาหรือข้าราชการการเมือง

ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง

  • หลังจากออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ ให้คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตยพ้นจากตำแหน่ง
  • ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ไม่กระทบกระเทือนถึงการดำรงอยู่และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะจัดทำรัฐธรรมนูญ นิติรัฐและประชาธิปไตย

กระบวนการยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้คณะจัดทำรัฐธรรมนูญนิติรัฐและประชาธิปไตยดำเนินการตามกระบวนการและขั้น ตอนภายในระยะเวลา ดังต่อไปนี้

  • กำหนดกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญ - 30 วัน
  • รับฟังความคิดเห็น - 60 วัน
  • ยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา - 60 วัน
  • นำร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่รัฐสภาเพื่อรับฟังความเห็นและอภิปรายรายมาตรา แต่ไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญได้ ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นรัฐสภา - 60 วัน
  • นำความเห็นของรัฐสภากลับไปพิจารณาแก้ไข - 30 วัน
  • นำร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนศึกษาและรณรงค์ก่อนออกเสียงประชามติ - 30 วัน
  • ประชาชนออกเสียงประชามติ ในฐานะประชาชนเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ผลการออกเสียงประชามติให้ถือเป็นเด็ดขาด
  • พระมหากษัตริย์ทรงประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยมีประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
  • รวมระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 9-10 เดือน

อ่านกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยนิติราษฎร์ ที่นี่

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุหวังการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย ใช้รัฐธรามนูญ 3 ฉบับแรกของไทยเป็นรากฐานการวางร่างเนื้อหา

22 ม.ค.55 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ เสนอกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นตัวแทนในการนำเสนอ โดยกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนี้เป็นการปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตย และรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่ยาวมากนัก แต่เปิดโอกาสให้มีกฎหมายกำหนดรายละเอียดในแต่ละเรื่องเพื่อให้รัฐธรนรมนูญ ที่ทำขึ้นมีมีคุณค่าสูงสุด และสถาพรตลอดไป

รากฐานจากรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรก + รัฐธรรมนูญ 2540
จันจิรา เอี่ยมมยุรา กล่าวว่า กรอบเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น ใช้รัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกเป็นกรอบในการยกร่างฯ และพิจารณานำรัฐธรรมนูญปี 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ สถาบันทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐมาประกอบ

เหตุผลที่นำรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกมาเป็นกรอบนั้น เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่วางรากฐานประชาธิปไตยของไทย คือธรรมนูญชั่วคราวปี 2475 ที่เป็นฉบับแรกนั้นบัญญัติว่า อำนาจสูงสุดเป็นของราฎรทั้งหลาย เป็นการปักหมุดลงไปวางรากฐานว่าอำนาจสูงสุดซึ่งเดิมนั้นเป็นของกษัตริย์ บัดนี้ได้ถูกถ่ายโอนมาสู่ประชาชน

ก่อนหน้า 2475 เราไม่เคยมีแนวคิดที่จะถ่ายโอนอำนาจมาเป็นของประชาชน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไม่ได้มีแนวคิดที่จะถ่ายโอนอำนาจให้แก่ประชาชนด้วยพระองค์เอง หลักฐานนี้ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พระบาทสมเด็จพระปกเกหล้าฯ ได้โปรดฯ ให้พระยากัลยาณไมตรี ร่างรัฐธรรมนูญฯ ซึ่งเขียนเอาไว้ว่าอำนาจสูงสุดตลอดทั่วราชอาณาจักรเป็นของกษัตริย์ นี่คือหลักฐานว่ากษัตริย์ในรัชกาลนั้นยังคงสงวนอำนาจสูงสุดไว้เป็นของสถาบัน กษัตริย์ แต่รัฐธรรมนูญปี 2475 เป็นการถ่ายโอนอำนาจดังกล่าวมาสู่ประชาชน

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับ 2 คือรัฐธรรมนูญปี 2475 เป็นฉบับที่ระบุว่าสถาบันกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้กล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สถาปนารัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย สยามเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวที่แบ่งแยกไม่ได้ เป็นการยอมรับหลักราชารัฐ คือรัฐนั้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

นี่เองที่เป็นการประกาศระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะหลังจากนั้นพระมหากษัตริย์จะไม่มีอำนาจในการตรากฎหมายลำพังโดยพระองค์ เอง แต่ต้องทำโดยการแนะนำและยินยอมขององค์กรที่ใช้อำนาจแทนราษฎร

ในรัฐรรมนูญฉบับที่ 3 คือ รัฐธรรมนูญปี 2489 เป็นการสถาปนาระบบสองสภา ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เป็นการแสดงรูปธรรมของหลักการที่รัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับที่สองประกาศเอา ไว้ โดยกำหนดให้สภาผู้แทนและพฤฒิสภามาจากการเลือกตั้ง

สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นการสถาปนาโดยระบอบสภาผู้แทนและผสมผสานประชาธิปไตยโดยตรงด้วย คือให้ประชาชนสามารถเสนอแก้ไขกฎหมายได้ และเป็นผู้ตัดสินใจชี้ขาดบางประเด็น เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น

สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์เลือกประกาศคณะราษฎร์เป็นจิตวิญญาณของรัฐ ธรรมนูญ เพราะว่า เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2475 คณะราษฎร์ได้อ่านประกาศ 6 ประการ ซึ่งข้อ 4 คือ ให้ประชาชนมีสิทธิเสมอภาคกัน ไม่ใช่เจ้ามีสิทธิเหนือกว่า เป็นการลงหลักปักฐานหลักความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย และหลักความเสมอภาคนี้เองเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

สำหรับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นการรับรองสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นหลักรัฐธรรมนูญทั่วไป เพราะไทยได้ลงนามรับรองแล้ว

ในส่วนของประเด็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญนั้น จันทจิรา กล่าวว่า การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์จะเป็นการนำกลับมาซึ่งเจตจำนงของคณะราษฎร์ ซึ่งจะเริ่มต้นในโอกาสครบรอบ 80 ปีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

ประเด็นสถาบันกษัตริย์ ถึงเวลาพูด ควรจะต้องพูด
วรเจตน์กล่าวว่า หลังจากฟังข้อเสนอแล้ว เหมือนนิติราษฎร์เปิดแนวรบ 10 ทิศจะไปไหวหรือ ซึ่งเขากล่าวว่า จะเป็นการดีหากเปิดให้กลุ่มทางสังคมได้แสดงจุดยืน และหากเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ก็จะห็นว่าข้อเสนอนั้นเป็นการแก้ปัญหาเหมือนผ่า ตัดใหญ่ ซึ่งถ้าไม่ทำแบบนี้ก็แก้ปัญหาไม่ได้

เขากล่าวถึงข้อกล่าวหาเรื่องล้มเจ้า หรือล้มสถาบันที่หลายคนพยายามโยนข้อกล่าวหาเพื่อทำลายการเคลื่อนไหวทางความ คิดของนิติราษฎร์ ซึ่งเขาระบุว่าขอให้ฟังให้เข้าใจ โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่มองนิติราษฎร์เป็นศัตรูว่า รัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นรัฐธรรมนูญในราชอาณาจักร ไม่ใช่การเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ ดังนั้นเลิกการกล่าวหาดังกล่าวได้แล้ว แต่แม้จะเป็นราชอาณาจักร ก็ต้องมีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ตามระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้ แม้จะมีความเข้าใจ หรือการบัญญัติว่ารัฐธรรมนูญหมวดพระมหากษัตริย์นั้นห้ามแตะต้อง แต่หมวดดังกล่าวกลับถูกแตะต้องมาโดยตลอด เช่น ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ก็มีการแก้ไขในหมวดดังกล่าว

“บางเรื่องควรพูดกัน เมื่อถึงเวลาก็ควรจะพูด แล้วเปิดใจฟังกันว่าแต่ละฝ่ายมีเหตุผลอย่างไร เพื่อให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่และสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยต่อไป” วรเจตน์กล่าว

อีกประการคือ ความชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ วรเจตน์กล่าวว่า มีการให้ผู้พิพากษาศาลสูงเสนอโดย ครม. โดยรายละเอียดในทางกฎหมายจะมีกระบวนการเพื่อสร้างความชอบธรรมมาเป็นตัวกำหนด และตัวพิพากษาในศาลสูงควรเป็นแบบสากลคือไม่ควรจะมีจำนวนมากเกินไป

การรัฐประหารและการต่อต้านการรัฐประหาร
ปิยบุตร แสงกนกกุล อธิบายถึงเนื้อหาร่างฯ ดังกล่าวว่า มีการกำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญก่อนเข้ารับตำแหน่ง ประการที่หนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์ แสดงให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ในฐานะเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงต้องแสดงความเคารพในรัฐธรรมนูญ อีกประการหนึ่งคือ กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐที่เป็นศูนย์รวมจิตใจคนในชาติ จึงมีหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ

“ในประเทศที่เป็นราชอาณาจักร และเป็นประชาธิปไตยทั่วโลกมีบทบัญญัติเช่นนี้ทั้งสิ้น” เขากล่าวและว่าสังคมไทยเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วใน พ.ศ. 2475 แต่สังคมไทยถูกทำให้ลืม จึงต้องรื้อฟื้น

สำหรับหลักรัฐบาลพลเรือนเหนือทหารนั้น รัฐสภาต้องมีกรรมาธิการชุดหนึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบกองทัพทั้งในแง่งบประมาณและ รักษาสิทธิและหน้าที่ให้ทหารชั้นผู้น้อย

อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องสิทธิหน้าที่ของทหารชั้นผู้น้อยในการปฏิเสธคำ สั่งที่ละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งสามารถนำสิทธิที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนุญยกขึ้นต่อสู้กับคำสั่ง ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ส่วนประเด็นสุดท้ายคือ การต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน ซึ่งคณะนิติราษฎร์ได้เสนอมาตลอด และแม้รัฐรรมนูญที่ผ่านมาจะมีการเขียนถึงสิทธิในการต่อต้านรัฐประหาร แต่ต้องทำโดยสันติวิธี เขากล่าวว่าประเทศกรีซมีการรัฐประหารบ่อยมาก ล่าสุดมีการเขียนในรัฐธรรมนูญว่าประชาชนมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านการ แย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน ซึ่งการต่อต้านนี้คือ “ทุกวิธีการ” หลังการบัญญัติเช่นนี้ กรีซไม่มีการรัฐประหารอีกเลย เขากล่าวว่าแนวคิดเช่นนี้ หากนำมาปรับใช้กับไทยก็น่าจะได้ผลเช่นกัน

วรเจตน์กล่าวเสริมว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้ประชาชนต่อต้านได้โดยสันติวิธี แต่เขาเห็นว่าในบรรยากาศของการแย่งชิงอำนาจนั้น การเรียกร้องให้ประชาชนใช้สันติวิธีเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น

“คือการต่อต้านรัฐประหารทุกวันนี้ ท่านต้องไปกราบคนทำรัฐประหาร หรือไปทำสมาธิหน้ารถถังเพราะถ้าท่านใช้วิธีอื่นมันไม่สันติวิธี ผมแปลกใจมากเลยว่าทำไมเวลาจะต่อต้านอะไรแบบนี้คุณเรียกร้องสันติวิธี ถึงตอนนั้นมันเป็นการแย่งชิงอำนาจ ถึงเวลานั้นประชาชนทุกคนมีหน้าที่และสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญเอาไว้ ไม่จำเป็นต้องสันติวิธี” วรเจตน์กล่าว

ท้ายสุด วรเจตน์กล่าวถึงการโจมตี การกล่าวร้ายนคณะนิติราษฎร์ว่ามีมาอย่างต่อเนื่อง เรื่องแรกคือ เรื่องการรับเงิน หรือการได้ผลประโยชน์จากอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

“หลายคนที่โจมตีนั้นใช้จิตใจของเขาประเมินจิตใจของเรา เราทุกคนที่เป็นนิติราษฎร์นั้นมีศักดิ์ศรี เรามุ่งหวังอย่างเดียวอยากให้ประเทศเป็นนิติรัฐและเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้ จริง”

เขากล่าวว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว เพราะไม่มีมูลความจริง แต่ถูกยกระดับไปอีกชั้นหนึ่งคือ เรื่องทางความคิด

“สังคมนี้กำลังมีผู้วิเศษเข้าไปในสมองของเรา แล้วบอกว่ารู้นะ คิดอะไรอยู่ บางคนอ้างว่ารู้จักนิติราษฎร์ดี การที่เขาพูดแบบนั้นคือการที่เขาไม่รู้ว่าเราเป็นอย่างไร นี่คือความพยายามที่จะดิสเครดิต ใช้วิธีการแบบนี้มาทำลาย และมีการพูดจาไปต่างๆ นานา ซึ่งเป็นเท็จ เป็นการพูดมุสา แต่สังคมไทยเราก็อยู่กับความเท็จมานานหลายปีแล้ว ผมไม่มีปัญหากับใครเลย กับสื่อมวลชน หรือเพื่อนร่วมวิชาชีพ ใครจะตั้งกลุ่มอะไรตามไม่มีปัญหา แต่ขอให้สู้กันแบบแฟร์ๆ ทางความคิด อย่าทำร้ายกันด้วยวิธีการอันสกปรกต่างๆ ที่พยายามทำกันมาโดยตลอด”

วรเจตน์กล่าวว่า อีกประเด็นคือ นี่เป็นครั้งแรกที่เป็นการจัดงานที่หอประชุมเล็ก จากเดิมที่จัดที่คณะนิติศาสตร์ซึ่งไม่มีค่าใช้จ่าย แต่วันนี้ย้ายมาจัดที่หอประชุมเล็ก เพราะทางคณะแจ้งว่าไม่สะดวกให้ใช้สถานที่เนื่องจากเกรงจะเสียงดังรบกวนการ เรียนการสอน การย้ายสถานที่มีค่าใช่จ่าย แต่นิติราษฎร์จะยังไม่รับเงินบริจาคจากใครทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะร่ำรวย แต่อยากให้งานที่ทำเป็นกิจกรรมที่บริสุทธิ์ในทางวิชาการ จนถึงวันนี้ยังมีกำลังพอที่จะทำกันได้ และจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

กรอบเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์

กรอบเนื้อหาโดยสังเขปของรัฐธรรมนูญตามความคิดของคณะนิติราษฎร์ มีดังต่อไปนี้

รัฐธรรมนูญและเอกสารทางการเมืองที่ใช้เป็นพื้นฐานของการจัดทำรัฐธรรมนูญ

  • พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 254๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับ พัฒนาการในยุคร่วมสมัย
  • ประกาศคณะราษฎร
  • ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declarati0n 0f Human Rights) ลงวันที่ 1๐ ธันวาคม 1948 ของสหประชาชาติ

คำปรารภของรัฐธรรมนูญ

  • การอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475
  • ความเลวร้ายของรัฐประหารอันก่อให้เกิดวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย
  • การหวนกลับไปหาเจตนารมณ์ของคณะราษฎร และอุดมการณ์ประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร
  • ประกาศหลักการพื้นฐานของราชอาณาจักรไทย

ประเด็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูป “สถาบันกษัตริย์ – ศาล – กองทัพ –สถาบันการเมือง” ให้สอดคล้องกับประชาธิปไตยและนิติรัฐ ดังนี้

1. หลักราชอาณาจักร

  • ประมุขของรัฐ คือ พระมหากษัตริย์
  • ปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์
  • จัดวางโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประมุขของรัฐกับองค์กรผู้ใช้อำนาจอื่นๆ

2. หลักประชาธิปไตย

  • อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน
  • อำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นฐานแห่งอำนาจของระบบการปกครองประเทศและองค์กรผู้ใช้อำนาจทั้งหลาย
  • เจตจำนงของประชาชนแสดงออกโดยการเลือกตั้งอย่างแท้จริงที่กำหนดให้มีขึ้น ตามระยะเวลาที่แน่นอน โดยทั่วไป โดยเสมอภาค โดยเสรี และโดยลับ
  • เคารพเสียงข้างน้อย และเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยสามารถกลับมาเป็นเสียงข้างมาก

3. หลักนิติรัฐ

  • การปกครองโดยกฎหมายที่ยุติธรรม
  • กฎหมายที่ใช้ปกครองประเทศต้องมาจากความเห็นชอบของผู้แทนประชาชนหรือประชาชนโดยตรง
  • หลักการแบ่งแยกอำนาจ การประกันสิทธิเสรีภาพ

4. ความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ

  • รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
  • กำหนดให้มีองค์กรควบคุมกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ
  • หน้าที่ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญของกษัตริย์
  • กำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

5. ความเป็นรัฐเดี่ยวแบบกระจายอำนาจ

  • ราชอาณาจักรไทยเป็นรัฐเดี่ยว แบ่งแยกมิได้
  • รัฐต้องเคารพหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น

6. หลักประกันสิทธิและเสรีภาพ ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

  • กำหนดให้สิทธิและเสรีภาพที่รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นมีผลโดยตรง และผูกพันองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐทั้งปวง
  • รับรองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค และสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนสิทธิมนุษยชนที่รับรองไว้ในกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐ ภาคี

7. การแบ่งแยกอำนาจให้ได้ดุลยภาพระหว่างสถาบันการเมือง

  • แบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจสูงสุดของประชาชนเป็น 3 องค์กร ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ
  • กำหนดให้วิธีการใช้อำนาจเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
  • ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเป็นระบบรัฐสภา

8. โครงสร้างของสถาบันทางการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

  • กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง โดยใช้ระบบเลือกตั้งที่มีความยุติธรรมและเสมอภาคแก่ประชาชนผู้ออกเสียงเลือก ตั้งทั้งในแง่จำนวนคะแนนเสียงและค่าของคะแนนเสียง
  • กำหนดให้มีการปฏิรูปกฎหมายรัฐสภา
  • กำหนดให้มีพระราชบัญญัติรัฐมนตรี และข้อบังคับการประชุมคณะรัฐมนตรี
  • ยุบเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญในปัจจุบันที่ไม่มีสถานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในทางเนื้อหา
  • ประกันความเป็นสถาบันขององค์กรอิสระในทางปกครอง
  • กำหนดให้ใช้ระบบสภาเดี่ยว แต่หากต้องการให้ใช้ระบบสองสภา ที่มาของสภาทั้งสองต้องมาจากการเลือกตั้ง

9. ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยขององค์กรตุลาการ

  • ผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง ต้องได้รับการเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรี และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
  • กำหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบที่ได้รับการเลือกจากประชาชนหรือองค์ที่มีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยในศาลระดับล่าง
  • การแจ้งบัญชีทรัพย์สินของผู้พิพากษาศาลสูงและตุลาการศาลสูง และเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณะ
  • คณะกรรมการที่ทำหน้าที่บริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาและตุลาการต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชน
  • ปฏิรูปกฎหมายว่าด้วยกระบวนการได้มาซึ่งผู้พิพากษาตุลาการและว่าด้วยหน่วยธุรการของศาล

10. การยอมรับความเป็นสังคมพหุนิยม

  • รับรองความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อ

11. การตรวจสอบใช้อำนาจรัฐของทุกองค์กรให้ได้ประสิทธิภาพและดุลยภาพ

  • ปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจสอบอำนาจรัฐ

12. หลักประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

  • เคารพหลักเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมโดยกลไกตลาด
  • ส่งเสริมให้มีการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม และจัดให้มีระบบสวัสดิการอย่างทั่วถึง

13. หลักความสูงสุดของรัฐบาลพลเรือนเหนือทหาร

  • กำหนดให้มีผู้ตรวจการกองทัพที่แต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร
  • รับรองสิทธิและหน้าที่ของทหารในการปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและละเมิดกฎหมายอย่างชัดแจ้งและร้ายแรง
  • การแต่งตั้งโยกย้ายตำแหน่งระดับสูงในกองทัพเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี

14. ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยในกระบวนการจัดทำงบประมาณรายจ่าย

  • การเสนองบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารเท่านั้น
  • การพิจารณาและให้ความเห็นชอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา
  • องค์กรอื่นใดไม่อาจเสนอหรือแปรญัตติงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้

15. การต่อต้านการแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชน

  • กำหนดให้มีบทบัญญัติในหมวดว่าด้วย “การลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549” โดยมีเนื้อหาสาระตามข้อเสนอคณะนิติราษฎร์เรื่องการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
  • กำหนดให้ปวงชนชาวไทยมีสิทธิและหน้าที่ในการต่อต้านโดยวิธีการใดๆต่อการแย่งชิง (usurpation) อำนาจสูงสุดของประชาชน
  • กำหนดให้การแย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนเป็นความผิดอาญา ภายหลังการรื้อฟื้นอำนาจที่ชอบธรรมกลับมาได้แล้ว ก็ให้ดำเนินคดีต่อบุคคลที่แย่งชิงอำนาจสูงสุดของประชาชนดังกล่าว โดยให้อายุความเริ่มนับตั้งแต่มีการรื้อฟื้นอำนาจอันชอบธรรมนั้น

คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, 22 มกราคม 2555

นิติราษฎร์ตอบ 12 คำถามใหญ่ ย้ำข้อเสนอ‘ลบล้างผลพวงรัฐประหาร’

ที่มา ประชาไท

22 ม.ค.55 ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ จัดการเสวนาในหัวข้อ ‘ลบล้างผลพวงรัฐประหาร – นิรโทษกรรม- ปรองดอง’ มีนักวิชาการเข้าร่วมเสวนาทั้งหมด 7 คน ได้แก่ จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, สาวตรี สุขศรี, ปิยบุตร แสงกนกกุล, ปูนเทพ ศิรินุพงศ์, ฐาปนันนท์ นิพิฎฐกุล และกฤษณ์ ภูญียามะ โดยมีประชาชนเข้าร่วมรับฟังจนแน่นหอประชุม

ฐาปนันท์ ได้กล่าวปาฐกถาเปิดงานว่า การจัดการงานเสวนาดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากวาระครบรอบ 1 ปี เปิดตัวเว็บไซต์นิติราษฎร์ (enlightened-jurists.com) ซึ่งได้ทำแถลงการณ์ออกมา 4 ข้อ ได้แก่ การลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร, การเยียวยาผู้เสียหาย, การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ และการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112

นอกจากนี้ ปีนี้ยังครบรอบ 100 ปี ร.ศ. 130 ซึ่งมีเจตจำนงเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และเป็นวาระครบรอบ 80 ปีการอภิวัฒน์ 24 มิถุนายน 2475 และหลังจากนี้นิติราษฎร์จะทำงานวิชาการไปตลอดปี

จากนั้นวรเจตน์ ได้กล่าวถึงเนื้อหาการอภิปรายเรื่องข้อเสนอลบล้างผลพวงรัฐประหาร ซึ่งหลังจากมีการเสนอในปีที่แล้ว (2554) ก็มีปัญหาอุทกภัย ทำให้ต้องชะงักไป

วรเจตน์เท้าความว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายนปี 2554 นิติราษฎร์ ได้ออกแลงการณ์ 4 ข้อคือ 1.ลบล้างผลพวงการรัฐประหาร 2. การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 3.การเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังการรัฐประหาร 4.การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบันและจัดทำขึ้นใหม่

ข้อเสนอทั้ง 4 ประการ บางข้อนั้นได้เกิดเป็นรูปธรรมบ้างแล้ว เช่น ข้อเสนอเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายภายหลังรัฐประหาร ส่วนเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ขณะนี้กำลังมีการรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอต่อรัฐสภาต่อไป โดยใช้เวลา รวบรวม 112 วัน ที่เหลืออีก 2 ประเด็นคือ การลบล้างผลพวงของการรัฐประหารและการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นประเด็นที่นิติราษฎร์จะขับเคลื่อนไปตลอดทั้งปีนี้

สำหรับการลบล้างผลพวงของการรัฐประหารนั้น นิติราษฎร์เสนอให้การกระทำใดๆ ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่า ไม่มีผลทางกฎหมาย และเสนอให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549 ตกเป็นโมฆะ รวมถึงเสนอให้บรรดาคำวินิจฉัยของศาลที่มีความเชื่อมโยงกับการรัฐประหาร 19 กันยายนนั้นเสียเปล่า ส่วนคดีที่ยังไม่พิจารณาให้ยุติลง ซึ่งผลคือ บรรดาคำวินิจฉัยต่างๆ ที่ศาลเคยตัดสินไปแล้ว ต้องถือว่าไม่เคยมีและต้องเริ่มกระบวนการพิจารณากันใหม่

ส่วนการรัฐประหารที่เป็นโมฆะนั้นให้ถือว่าบรรดาประกาศต่างๆ ไม่มีผล และให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ประชาชนลงประชามติ หากประชาชนลงมติแล้วก็ทำให้การรัฐประหารและบรรดาประกาศของคณะรัฐประหารนั้น เสียเปล่าไป บรรดาบุคคลที่ทำรัฐประหาร บรรดาผู้สนับสนุน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113

สำหรับในช่วงแรกเป็นการประมวลผลคำถาม-ตอบหลังจากข้อเสนอดังกล่าวออกสู่ สาธารณะ โดยคณะนิติราษฎร์จะช่วยกันตอบคำถามคาใจเหล่านั้น โดยกฤษณ์ ภูญียามา เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในทางหลักวิชานิติศาสตร์ การลบล้างผลพวงของการรัฐประหารสามารถทำได้หรือไม่
ปิยบุตร: ในหลายประเทศใช้ กระบวนการตามกฎหมายโดยการประกาศความเสียเปล่าของการกระทำใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในสมัยเผด็จการ ด้วยการตรากฎหมายขึ้นมาเพื่อประกาศว่าสิ่งเหล่านั้นเสียเปล่า เสมือนสิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่น ในฝรั่งเศส มีการตรากฎหมายรื้อฟื้นความชอบธรรมของกฎหมายในระบอบสาธารณรัฐ โดยลบล้างการกระทำในระบอบวิชี่ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ เมื่อมีการดำเนินการดังกล่าวแล้วก็สามารถกลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย ได้อย่างปกติ

เหตุผลอีกข้อที่ยืนยันว่าทำได้ คือตอนที่มีการทำรัฐประหารแล้วก็ต้องเข้าสู่ระบบปกติ ไม่สามารถยึดอำนาจไว้เป็นระยะเวลาหลายๆ ปี เมื่อเข้าสู่ระบบปกติ อำนาจที่เป็นของประชาชนซึ่งถูกแย่งชิงเอาไป เมื่อกลับมาสู่มือประชาชนซึ่งทรงอำนาจสูงสุดอย่างแท้จริง ก็สามารถแสดงเจตจำนงว่าต้องการล้มล้างผลพวงของการรัฐประหารได้

คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบ ล้างผลพวงของรรัฐประหาร 19 กันยายน มีหลายคนของใจว่าทำไมเจาะจงเฉพาะ 19 กันยายน 2549 ทำไมไม่รวมการรัฐประหารครั้งอื่น
ปูนเทพ: เราประกาศและยืนยัน อย่างหนักแน่น คณะนิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารทุกครั้ง ดังนั้นรัฐประหารทุกครั้งตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมาเป็นรัฐประหารที่ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่การอภิวัฒร์ 24 มิถุนายน 2475 นั้เนป็นการดึงอำนาจกลับคืนมาสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ใครก็ตามที่แย้งให้ล้มล้าง 24 มิถุนายน 2475 ด้วยก็ควรยอมรับว่าท่านไม่เคารพว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนทั้งหลาย

สำหรับการเริ่มที่การรัฐประหาร 19 กันยา เพราะว่าผลกระทบยังมีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งหากล้มล้างครั้งล่าสุดได้สำเร็จ ก็ย่อมเป็นไปได้ที่จะย้อนกลับไปล้างผลพวงก่อนหน้านั้น และขอถามกลับถึงคนที่ตั้งคำถามด้วยว่า แค่นี้ท่านก็กรีดร้องจะเป็นจะตายแล้ว แต่ถ้าจะให้ย้อนไปล้มล้างผลพวงของการรัฐประหารทุกครั้ง ท่านไม่หัวใจวายตายหรือ

ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ในประเด็นการลบล้างผลพวงของคณะรัฐประหาร ถ้านำไปปฏิบีติจริง ก็ไม่ต่างกับคณะรัฐประหาร เพราะในฐานะรัฎฐาธิปัตย์ก็ย่อมให้อำนาจไปทางใดก็ได้ ใช่หรือไม่
สาวตรี: ต้องขอวิจารณ์คำถามก่อนใน 2 ประเด็น คือ คำถามนี้มีการเอาอำนาจประชาชนไปเปรียบกับการรัฐประหาร เปรียบเหมือนผู้ถามอยู่ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย สองคือ คำถามนี้เป็นคำถามที่ดูถูกดูแคลนประชาชนมาก เพราะเป็นการเอาคณะรัฐประหารที่ขโมยอำนาจไปเปรียบกับอำนาจของประชาชนที่เป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตยแท้จริง

ส่วนคำตอบนั้น คือ ถ้าเปิดดูรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน จะพบตั้งแต่มาตรา 3 ต้องดูว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนเป็นของปวงชนชาวไทย ฉะนั้นรัฎฐาธิปัตย์ที่แท้จริงคือประชาชนชาวไทยไม่ใช่คณะรัฐประหาร ฉะนั้นการที่เราจะลบล้างผลพวงของสิ่งที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้จึงเอาไปเปรียบ เทียบกันไม่ได้ เมื่อการทำรัฐประหารเป็นความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง การที่เราลุกขึ้นมาและบอกว่านี่คืออำนาจของเรา จะบอกว่าการที่เรารลบล้างผลพวงของการทำรัฐประหารโดยประชาชนโดยการลงประชามติ จะบอกว่าเราสุดโต่งได้อย่างไร และเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาเปรียบเทียบกันได้เลย

การที่คณะนิติราษฎร์เสนอ ให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร คณะนิติราษฎร์รู้หรือไม่ว่า เหตุผลที่คณะรัฐประหารต้องก่อการรัฐประหารในขณะนั้นเพราะมีการทุจริต คอร์รัปชั่น เหตุใดคณะนิติราษฎร์จึงไม่คิดกำจัดเหตุของการรัฐประหารด้วย
ปูนเทพ: เหตุผลของคณะรัฐประหารทุกครั้งจะอ้างเหตุว่ารัฐบาลโดยการเลือกตั้งของ ประชาชนนั้นใช้อำนาจโดยมิชอบ โดยทุจริต แล้วคณะรัฐประหารทั้งหลายท่านไม่ทุจริตหรือ รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาทุจริตหรือไม่นั้นตรวจสอบได้ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย แต่ภายใต้รถถังหรือกระบอกปืนนั้นตรวจสอบไม่ได้ ดังนั้นการทุจริตคอร์รัปชั่นย่อมไม่ใช่เหตุแห่งรัฐประหาร มันคือข้อบกพร่องในระบอบประชาธิปไตยที่จะแก้ไขได้ภายในระบอบประชาธิปไตยเท่า นั้น

ส่วนการรัฐประหารนั้นเป็นการขโมยอำนาจจากประชาชนไป ไม่ต่างกับการกล่าวหาอีกฝ่าย และขอย้ำว่าเราสามารถตรวจสอบรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตยได้ แต่ภายใต้รัฐประหาร มันเป็นไปไม่ได้

การที่นิติราษฎร์เสนอให้ การนิรโทษกรรมแก่คณะรัฐประหารเป็นโมฆะนั้น เป็นแนวทางที่สุดโต่งเกินไปหรือเปล่า ไม่ถือเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อลงโทษอาญาแก่บุคคลหรือ
สาวตรี: การทำให้การนิรโทษกรรมแก่ผู้ทำรัฐประหารเป็นโมฆะนั้น ต้องบอกว่า การทำรัฐประหารเป็นความผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง ซึ่งบัญญัติอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ซึ่ง ณ วันนี้ยังไม่ได้ถูกยกเลิกไปไหน ยังเป็นกฎหมายที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้จริงๆ

ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อลบล้าง เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือแบ่งแยกราชอาณาจักร หรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกบฏ ระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ถ้ายึดถือตามกฎหมายนี้ คณะรัฐประหารนั้นควรมีโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ความบดเบี้ยวที่เกิดขึ้นคือ มีคนไปยอมรับว่าหลังจากยึดอำนาจแล้ว เขากลายเป็นรัฎฐาธิปัตย์ ออกกฎหมายมานิรโทษกรรมตัวเองได้ ถามว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ประชาชนย่อมตอบได้ว่านี่เป็นเรื่องผิด ดังนั้น การที่เราจะตรากฎหมายเพื่อลบล้างสิ่งทีเป็นความผิดกฎหมายอยู่ตลอดมาให้หมดไป นั้นย่อมทำได้

ส่วนการออกกฎหมายย้อนหลัง หมายถึง ขณะนั้นยังไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้การกระทำนั้นเป็นความผิด ต่อมามีการตรากฎหมายให้สิ่งนั้เป็นความผิด แต่กรณีการรัฐประหารเป็นความผิดหรือไม่ มันเป็นความผิดอยู่ตลอดเวลา

การลบล้างคำพิพากษาของศาลเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

จันทจิรา: คำถามนี้คงจะมาจากฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย คือจากฝ่ายตุลาการ สำหรับคำถามนี้เราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหลักบางแยกอำนาจทำหน้าที่อะไร

ในรัฐประชาธิปไตย ประชาชนเป็นเจ้าของสูงสุด การมีหลักแบ่งแยกอำนาจเพื่อทำหน้าที่ปกป้องอำนาจของประชาชน ประกันคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ดังนั้นในแง่นี้ ผู้ได้รับความคุ้มครองจากหลักแบ่งแยกอำนาจก็ต้องทำหน้าที่ให้ตรงกับภารกิจ ของตัว คือ ทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน องค์กรตุลาการได้รับการแต่งตั้งจากอำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้ แล้วองค์กรตุลาการได้ประโยชน์จากหลักแบ่งแยกอำนาจ ได้ประโยชน์ คือ ความเป็นอิสระเพื่อตัดสินคดี คุ้มครองสิทธิของประชาชน ในแง่นี้ถ้าองค์กรตุลาการไม่ได้ทำหน้าที่ของตัว (องค์กรตุลาการไม่ได้หล่นมาจากฟ้า) เมื่อเขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ คำพิพากษาที่มีไปรับรองประกาศคณะปฏิวัติ ทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำลายระบบนิติรัฐ คำพิพากษ์นั้นต้องถูกลบล้างได้ด้วยอำนาจของประชาชน

ข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ได้เสนอให้ลบล้างทันที แต่ให้ผลนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่จะเสนอในวันนี้ ซึ่งจะมีการลงประชามติ และถ้าประชาชนรับรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็เท่ากับประชาชนใช้อำนาจสูงสุดไปลบล้างคำพิพากษา ซึ่งตรงกับหลักการประชาธิปไตย เมื่อตุลาการมาจากประชาชน ประชาชนก็ลบล้างคำพิพากษาที่ไม่เคารพหลักประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐได้ ถือเป็นการรักษาไว้ซึ่งหลักการแบ่งแยกอำนาจด้วยซ้ำไป

นิติราษฎร์เอาศาลไทยไปเปรียบเทียบกับศาลนาซีของเยอรมัน เป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัวหรือไม่
ปิยบุตร: 19 กันยาและเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมานั้นไม่หนักหน่วงเท่ากับนาซี ผมเดาได้แต่แรกแล้วว่าจะมีการเปรียบเทียบแบบนี้ แต่ผมตอบได้ว่าที่เรายกมาเพื่อบอกให้เห็นว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะใช้ อำนาจของประชาชนกลับไปลบล้างการกระทำใดๆ ในสมัยเผด็จการ หรือคำพิพากษาใยนสมัยเผด็จการ เมื่อเทียบกันปอนด์ต่อปอนด์ หมัดต่อหมัดแล้วนาซีหรือวิชี่องฝรั่งเศสมันต่างกับเรามาก

ประเด็นคือท่านวิพากษ์วิจารณ์ระบอบวิชี่และนาซีได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าท่านอยู่ในแผ่นดินแห่งนี้ท่านวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาของศาลไทยได้ อย่างเต็มที่หรือไม่ การวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา ท่านวิจารณ์ได้พอๆ กัน เปิดเผย หรือมากกว่าระบอบนาซีไหม แล้วท่านจะรู้ได้อย่างไรว่า คำพิพากษาที่เป็นผลพวงของ 19 กันยา มันแย่กว่าหรือไม่ เมื่อเทียบกับสมัยนาซี เพราะท่านสุ่มเสี่ยงที่จะโดนข้อหาต่างๆ เต็มไปหมด ไหนจะมีคนในศาลบางกลุ่มชอบเอาเรื่องการพิพากษาภายใต้พระปรมาภิไธยมาอ้าง ฉะนั้นเราเปรียบเทียบไม่ได้หรอกว่าคำพิพากษาภายใต้ระบอบไหนดีกว่ากัน

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผ้ด ำรงตำแนห่งทางการเมือง หรือกฎหมายที่ศาลดังกล่าวหยิบมาใช้ มีมาก่อนการรัฐประหารอยู่แล้ว จะบอกว่าเป็นผลพวงจากการรัฐประหารได้อย่างไร
จันทจิรา: คำถามนี้เรารู้ไต๋ ว่าต้องการเอานิติราษฎร์ไปทะเลาะกัยบศาลฎีกา เราอธิบายได้ว่า จริง ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมาก่อนการรัฐประหาร แต่ในคดีอาญานั้น มีกระบวนการผู้รวบรวมข้อเท็จจริง ผู้ตั้งประเด็นข้อกล่าวหา ก่อนที่จะมาถึงมือศาลฎีกา ซึ่งในคดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก่อน 19 กันยานั้นเป็นไปตามระบบกระบวนการตามปกติ คือเจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินการไป ยื่นต่ออัยการ หรือมาจากประชาชนก็ตาม

แต่หลัง 19 กันยา มีการตั้งองค์กรพิเศษที่ทำหน้าที่เฉพาะ ที่เรียกว่า คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ซึ่งเป็นหน่วยงานซึ่งทำให้กระบวนการในการทำคดีตั้งแต่หลัง 19 กันยามีความผิดปกติไป เพราะองค์ประกอบและที่มาของ คตส. ตั้งโดยคณะรัฐประหาร และองค์ประกอบเป็นการเลือกเป็นรายบุคคล ท่านคงจะได้ข่าวว่ามีผู้ได้รับการทาบทามเป็น คตส. บางคน ได้ลาออกไปก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ และมีการแต่งตั้งบุคคลบางคนเข้ามา

ในรายชื่อของคนที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคนที่มีข่าวคราวว่ามีความขัดแย้ง กับบุคคลที่ถูกฟ้องทั้งสิ้น ในแง่นี้ ความยุติธรรมทางอาญา ถือว่า ต้นน้ำของการฟ้องคดีมาจากองค์กรพิเศษที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีข้อสงสัยถึงควา เป็นกลาง มีข้อสงสัยว่าจะมีอคติต่อผู้ถูกฟ้อง กรณีอย่างนี้แม้ศาลฎีกาอยากจะพิจารณาคดีให้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไร เราก็ถือว่าคดีนั้นมีข้อบกพร่องเสียแล้ว

ดังนั้น เราจึงเห็นว่าคำพิพากษานั้นไม่ชอบด้วยระบบนิติรัฐและระบอบประชาธิปไตย

และข้อเสนอของเราไม่ได้เสนอให้ลบล้างคำพิพากษาแล้วไม่ทำอะไรอีก ต่างจากอภัยโทษหรือนิรโทษกรรม เราเสนอว่าเมื่อลบล้างคำพิพากษาแล้ว ให้กลับไปเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ ด้วยระบบปกติที่ใช้กับประชาชนคนอื่นๆ ข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นการรักษาหลักการเรื่องความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย อันเป็นหลักการพื้นฐานของระบบนิติรัฐนั่นเอง

แม้ข้อเสนอของนิติราษฎร์ จะเอาไปให้ประชาชนลงประชามติ แต่ประชามิตของประชาชนไม่ได้เด็ดขาดเสมอไป ตุลาการยังมีอำนาจชี้ขาดประชามตินั้นได้ ตัวอย่างเช่น คดี Perry V.Schwarzenegger (2010) ศาลสูงสหรัฐอเมริกาพิพากษาให้ผลการออกเสียงประชามติในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2008 ที่ประชาชนเสียงขางมากในมลรัฐลงมติให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญของมลรัฐว่าการ สมรสจะทำได้เฉพาะหญิงกับชายเท่านั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
วรเจตน์: คนถามจะถามแบบนี้เพื่อบอกว่าประชามติไม่ได้ใหญ่สุด เพราะศาลจัดการได้อยู่ดี เพราะประชาชนอาจจะหลงผิด ผมทราบว่าคำถามแบบนี้เป็นที่ฮือฮามากในเฟซบุ๊ค นิติราษฎร์เจอคำถามแบบนี้คงไปไม่เป็น

ผมตอบว่า บางอย่างมันดูดีแต่ซ่อนความมั่วอยู่ข้างใน ความมั่วของคำถามนี้คือการยกคดีที่เกิดขึ้นในอเมริกาเรื่องนี้ซึ่งยังไม่ เป็นคำพิพากษาสูงสุดของอเมริกา เป็นการให้ข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง และตัวอย่างที่มีการยกมาว่าศาลใช้อำนาจตุลาการชี้ว่าการออกเสียงประชามติขัด ต่อกฎหมาย ต้องไปดูรายละเอียดของคดีที่ยกตัวอย่างมา คือ ในอเมริกาเขาปกครองระบอบสหพันธรัฐ ซึ่งเป็นคนละระบบกับบ้านเรา (บ้านเราเป็นรัฐเดี่ยว) ระบบกฎหมายแบบนั้น แต่ละมลรัฐจะตกอยู่ใต้กฎหมายสหพันธรัฐ การที่ศาลบอกว่าประชามติไม่ชอบ เป็นการกระทำระดับมลรัฐ แล้วศาลบอกว่ามันขัดกับกฎหมายที่สูงกว่า คือกฎหมายของสหพันธรัฐ

อีกอย่าง การที่ผู้พิพากษาจะตัดสินเรื่องการลงประชามตินั้นทำได้เพราะในระบบนั้นศาล เขามาจากประชาชน เวลาเปรียบเทียบต้องดูด้วยว่าบ้านเราผู้พิพากษามาจากไหน มีจุดเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงกับประชาชนทางไหน

รัฐธรรมนูญ 2549 ได้ถูกยกเลิกแล้ว จะถูกยกเลิกซ้ำได้หรือไม่
วรเจตน์: นักกฎหมายบ้านเรามีความช่ำชองและเชี่ยวชาญมาก จากรุ่นสู่รุ่น มีการสั่งสมประสบการณ์ในการทำกฎหมายไม่ให้เอาผิดกับคนที่เอาปืนเอารถถังมา ปล้นอำนาจประชาชน และพัฒนาทักษะมากขึ้นเป็นลำดับ จนถึงขีดสูงสุดในการรัฐประหาร 2549

เทคนิคในทางกฎหมาย เมื่อยึดอำนาจได้เรียบร้อย ก็มีการจัดทำรัฐธรรมนูญชั่วคราวขึ้นมา เรียกว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 ซึ่งมีมาตรา 36 ให้นิรโทษกรรมผู้ยึดอำนาจ และมาตรา 37 ให้บอกว่าการกระทำที่ผิดกฎหมายให้ถือว่าไม่ผิด พ้นความรับผิดโดยสิ้นเชิง

รัฐธรรมนูญสองมาตรานี้ใช้ไปเรื่อยๆ จนมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ 2550 และให้ประชาชนออกเสียงประชามติ ซึ่งมีมาตรา 309 เป็นมาตราสุดท้ายที่บอกว่าการกระทำใดๆ ที่กระทำขึ้นและรับรองในรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 นั้นชอบด้วยกฎหมาย พูดง่ายๆ คือ มาตรา 309 บัญญัติรับรองการกระทำให้ถูกต้องไปตลอดกาล ซึ่งหากเขาทำได้เขาคงเขียนว่าการกระทำของ คปค. นั้นให้ชอบด้วยกฎหมายทั้งภพนี้และภพหน้า

เทคนิคทางกฎหมายแบบนี้ต้องลบล้างด้วยความถูกต้อง ถ้าการกระทำอันเป็นการนิรโทษกรรมเป็นสิ่งที่ผิดเพราะเป็นการลบล้างความผิด ให้คนผิด มันต้องมีการกระทำที่ถูกต้องไปลบล้างมันได้ ดังนั้นเราจึงเสนอให้ประกาศความเสียเปล่าของมาตรา 36-37 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2549 เสีย

คนที่ตั้งคำถามคือบอกว่านิติราษฎร์เพี้ยนไปแล้ว เพราะรัฐธรรมนูญดังกล่าวยกเลิกไปแล้ว ปัญหาคือ แม้เราจะยกเลิกมาตรา 309 ได้ เขาก็จะบอกว่าการกระทำนิรโทษกรรมนั้นเสร็จสิ้นไปแล้วตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 แต่แบบนี้ตบตาเราไม่ได้หรอก

เราไม่ยกเลิกรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 หรอก แต่เราจะใช้อำนาจไปประกาศว่าบทบัญญัติมาตรา 36-37 นั้นถือว่าเสียเปล่า ไม่มีผลทางกฎหมาย เราก็พุ่งตรงไปทำลายกล่องดวงใจคณะรัฐประหารเสีย ผลของมันคือ ไม่เคยมีการนิรโทษกรรม ดังนั้นบทบัญญัติมาตร 309 ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ไม่มีผลอะไร เพราะเท่ากับไม่เคยมีการนิรโทษกรรม ดังนั้นการรัฐประหารที่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ก็ยังมีอยู่ และผู้กระทำการนั้นแม้วันนี้จะไปเป็นประธาน กมธ.ปรองดองอะไรก็ตาม ก็ต้องมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะบทบัญญัติที่คุ้มครองท่านนั้นถูกทำลายลงแล้ว

ขอย้ำว่าเขียนกฎหมายแบบนี้ตบตาเราไม่ได้หรอก

ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เหตุใดนิติราษฎร์เสนอให้หยิบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกมาเป็นต้นแบบ
ฐาปนันนท์: ถ้าจะให้อุดมการณ์ประชาธิปไตยฝังรากลึกในแผ่นดินไทย ก็ต้องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น ที่ผู้นำคณะราษฎร์ประกาศในรัฐธรรมนูญ ฉบับแรก มาตรา 1 ว่าอำนาจสูงสุดนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย การย้อนกลับไปสู่อุดมการณ์นี้จะทำให้เราเห็นคุณค่าของการที่ประชาชนเป็นเจ้า ของอำนาจอย่างแท้จริง จะเป็นแนวทางที่ทำให้บ้านเมืองเดินไปอย่างถูกต้อง

จากนั้นการรัฐประหาร ปี 2490 ได้เป็นจุดเริ่มต้นวงจรอุบาทว์และทำลายอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ฝังอยู่ในรัฐ ธรรมนูญ 3 ฉบับแรก วงจรอุบาทว์ที่เริ่มจากการรัฐประหาร 2490 มาถึงการรัฐประหาร 2549

ตอบง่ายๆ คือ เพื่อทำอุดมการณ์ในรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรก (ธรรมนูญการ ปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2489 และอาจนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กร ทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับพัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทาง -ประชาไทสรุปเพิ่มเติมจากเอกสารการสัมมนา) กลับมาสู่ปัจจุบันเป็นความพยายามนำระบอบการเมืองการปกครองปัจจุบันกลับไป เชื่อมโยงอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร และประเด็นนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นอีก เพราะปีนี้เป็นครอบรอบ 80 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอุดมการณ์ประชาธิปไตยจาก 2475 เป็นต้นมา จะช่วยเป็นพื้นฐานเป็นแนวทางเป็นคบไฟให้เราได้เดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ซึ่งประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย”

ถามแบบเปิดอก ที่เสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 2549 ทำเพื่อทักษิณหรือเปล่า
ฐาปนันท์: ฟังคำถามแล้วเกิด ความคิดและความรู้สึก หนึ่งคือของขึ้น และสองคือเสียดายถ้าคนถามเป็นนักกฎหมาย เพราะท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจ นักกฎหมายนั้นคืผู้ที่ต้องมองและชี้ให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าอะไรคือกติกา สังคมที่ทุกคนต้องยอมรัย ในท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองต้องมีกติกาเหมือนกัน สิ่งที่เป็นข้อกล่าวหาพวกเราว่าเราสนับสนุนทักษิณ ทำเพื่อทักษิณ พวกเราพูดถึงทักษิณมากมายขนาดนั้นเลยหรือ ที่เราพูดทุกวันคือหลักการของบ้านเมือง ประชาธิปไตย นิติรัฐ และผมอยากถามกลับไปเหมือนกันว่าคุณเป็นนักฎหมายแล้วคุณไม่ได้เรียนสิ่งนั้น มาเลยนหรือ ถ้าเป็นนักฎหมายแล้วคุณไม่เห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายท่ามกลางความ เปลี่ยนแปลงของบ้านมืองนั้น ผมว่าคืนปริญญาบัตรไปดีกว่า คุณทักษิณนั้เนป็นเรื่องเล็กน้อยมาก พวกเรานี่แหละที่จะจัดการกับคุณทักษิณเอง แต่ไม่ใช่ว่ามีหนูตัวเดียวแล้วเผาบ้าน

พวกเราชัดเจนว่า คุณทักษิณนั้นเป็นนายกฯ ได้ ถ้าประชาชนยินยอม อายุ 80-90 ปี ก็ไปแล้ว แต่ระบบต้องอยู่ นิติรัฐต้องอยู่ นี่คือสิ่งที่นิติราษฎร์ทำ

ราชดำเนินเสวนา: เสนอจัดเวทีระดับตำบล ระดมไอเดียแก้ รธน.

ที่มา ประชาไท

ถกแก้ รธน. ลิขิต ธีรเวคิน เสนอแก้ ม.237-309 เหตุขัดหลักนิติธรรม ด้านลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ เสนอจัดเวทีระดับตำบล ระดมไอเดียแก้ รธน. สุนี ไชยรส เล็งแก้ที่มาองค์กรอิสระ-ส.ว.เหตุเลือกกันเองในวงจำกัด

22 ม.ค.54 ในราชดำเนินเสวนา ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์ เรื่อง "ทาง เลือกยกร่างรัฐธรรมนูญ: เลือกตั้ง สสร. หรือตั้งกรรมการ?" ที่ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าวและนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน

ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวว่า หากจะแก้รัฐธรรมนูญจะต้องแก้มาตรา 291 ให้มี สสร.เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ก่อน โดยหากจะแก้ มองว่ามี 2 มาตราซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมคือ มาตรา 237 ที่เปิดโอกาสให้มีการใช้กฎหมายย้อนหลัง ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งผิดหลักสากลและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และมาตรา 309 ที่เป็นเหมือนรัฐธรรมนูญเหนือรัฐธรรมนูญ โดยส่วนตัว มองว่าลึกๆ แล้วมาตรานี้คือการคงอำนาจ คตส. เพราะหากไม่มีมาตรานี้ เท่ากับต้องเลิกล้ม คตส. กลับไปใช้กระบวนการศาลแพ่งและอาญา รวมถึงต้องแก้ไขเรื่องที่มาของ กกต. และ ปปช.ซึ่งแต่งตั้งโดย คมช. และอยู่ในวาระนานถึง 9 ปี

ลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ รองประธานสภาพัฒนาการ เมือง กล่าวว่า เมื่อดูตัวเลขพบว่าประชาชน 57.81% เท่านั้นที่ลงมติรับรัฐธรรมนูญ 2550 ขณะที่ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ พบว่าประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 28 จังหวัด จำนวนมากไม่เคยอ่านรัฐธรรมนูญเลย จึงตั้งคำถามว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นตัวแทนความเห็นของประชาชน หรือเป็นกลไกของประชาชนทั้งประเทศจริงหรือไม่ ดังนั้น ส่วนตัวเห็นว่าควรแก้รัฐธรรมนูญ โดยเน้นที่กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของ รู้สึกว่าใช้เป็นเครื่องมือได้ ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีความยั่งยืน

ลัดดาวัลย์เสนอว่า ให้จัดเวทีระดับตำบล โดยอาจทำผ่านกลไกระดับตำบล อย่าง อบต. กรรมการหมู่บ้าน สภาวิชาการเมือง กกต. ปปช. ระดับจังหวัด ให้ประชาชนพูดคุยกันให้ตกผลึกว่าอยากเห็นรัฐธรรมนูญแบบใด เอาข้อเสนอมาประมวล และเลือกคนที่สามารถแสดงความเห็น เพื่อไปเสนอระดับจังหวัด ขึ้นไปถึงระดับประเทศ เมื่อทุกคนมีส่วนร่วม จะจดจำได้ว่าเป็นเจ้าของความคิดอะไร จะใช้เครื่องมืออย่างไร ในกรณีมีความเห็นต่าง ควรใช้กระบวนฉันทามติและใช้การโหวตระดับประเทศกรณีที่เห็นต่างกันมาก แล้วนำร่างรัฐธรรมนูญไปออกเสียงประชามติ

สุนี ไชยรส กรรมการปฏิรูปกฎหมาย แสดงความเห็นด้วยว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญซึ่งเกิดจากการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 นี้ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งทางการเมืองที่ดุเดือดมาก อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นด้วยหากกระบวนการแก้ไขจะเป็นไปด้วยความรวบรัด เพราะหากกระบวนการไม่ชอบ ประชาชนไม่มีส่วนร่วม จะนำสู่ปัญหาไม่จบสิ้น

สุนีกล่าวว่า กระบวนการร่างนั้น เห็นด้วยว่าต้องมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยที่มาของ สสร. ต้องจำแนกออกจากกระบวนการทางการเมือง ไม่ใช่เป็นรูปแบบการเลือกตั้งทั่วไปแบบ สส. สว. ก่อนกระบวนการร่าง ต้องกำหนดประเด็นให้ประชาชนถกเถียงโดยไม่มีเงื่อนเวลา หากทุกคนยอมรับว่าต้องแก้ไข ต้องมีเป้าหมายร่วมกันว่าแก้เพื่ออะไร เพื่อนำไปสู่การยอมรับที่กว้างขวาง โดยมีเงื่อนไขว่า สภาต้องไม่มีส่วนแก้ไขรายมาตรา และนำสู่ประชามติ

ทั้งนี้ สุนีเสนอว่า ประเด็นใหญ่ที่ควรมีการแก้ไขคือ กระบวนการเลือกองค์กรอิสระ และ ส.ว. ซึ่งเดิม มีที่มาจากภาคประชาชนบ้าง แต่ตอนนี้กลายเป็นมีที่มาจากศาลเป็นหลักและนักการเมืองบางส่วน เลือกกันไปมาในวงจำกัด แต่มีสิทธิแต่งตั้งและถอดถอน ส.ส. นอกจากนี้ บางหมวดของรัฐธรรมนูญที่ดีอยู่แล้ว เช่นเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ควรแก้ไข และอยากให้ส่งเสริมการกระจายอำนาจด้วย

วิรัตน์ กัลยา คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สิ่งที่พวกตนเองยืนยันมาตลอดคือแก้รัฐธรรมนูญได้ แต่ต้องดูช่วงเวลาว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ ตั้งคำถามไว้ว่าขณะนี้ประชาชนรู้เรื่องรัฐธรรมนูญดีแค่ไหน และจะแก้เพื่อใคร เพื่อประชาชนหรือใครบางคน ดังนั้น หากจะแก้รัฐธรรมนูญ ขอให้มีกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนโดยเท่าเทียมกัน จากนั้นตั้งคณะกรรมการอิสระศึกษาทั้งผล
ดีและผลเสีย สอบถามประชาชนว่าอยากแก้ประเด็นอะไร

ทั้งนี้ วิรัตน์เน้นว่า สิ่งที่ต้องคงอยู่คือการตรวจสอบถ่วงดุล เพราะการแทรกแซงองค์กรอิสระยังมีอยู่ พร้อมเตือนว่า แต่หากการแก้รัฐธรรมนูญเร่งรัดเกินไป ไม่เปิดให้ศึกษา หรือสังคมเคลือบแคลงว่าจะแก้เพื่อใคร จะทำให้เกิดความขัดแย้ง บ้านเมืองลุกเป็นไฟ

วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการ สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญนั้นไม่ว่าเขียนอย่างไรก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ทั้งหมด การจะแก้ปัญหาการแทรกแซง-ซื้อเสียงต้องแก้ที่วัฒนธรรมการเมือง ทั้งนี้ บางเรื่องเช่น การแก้มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรค อาจมีคนได้ประโยชน์ในอนาคต ไม่ควรตั้งแง่ว่าทุกคนได้ประโยน์ แต่บางคนได้ประโยชน์ไม่ได้ เหมือนการตัดถนน ที่คนทุกคนได้ประโยชน์ แต่คนที่บ้านอยู่แถวนั้นย่อมได้ประโยชน์ไปด้วย

วุฒิสารเสนอว่าควรรู้ก่อนว่าจะแก้สาระอะไร ถึงจะรู้ว่าที่มาของผู้ร่างฯ ควรเป็นใคร โดยต้องได้ข้อตกลงระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และไม่ควรรังเกียจตัวแทนทางการเมือง เพราะคนร่าง ไม่ว่าเป็นใครก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์ทั้งนั้น

พงษ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เสนอว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญควรมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อไม่ให้มีข้อครหาว่านักการเมืองมาร่าง ทั้งนี้ต้องมีกลไกรับฟังความเห็นประชาชนให้มากที่สุด โดยช่วง 4 เดือนก่อนมี สสร. ควรมีการโยนประเด็นให้ประชาชนถกเถียง เพื่อเตรียมข้อมูลให้ สสร.ที่จะมีขึ้น เมื่อได้ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วให้ลงประชามติ เพื่อแสดงถึงการยอมรับจากประชาชน

คนเชียงใหม่ร่วมรณรงค์ แก้ 112 ชี้แดงมีหลายเฉด ‘กลัว-กล้า’ ต่างกัน

ที่มา ประชาไท

คนเชียงใหม่ทยอยลงชื่อแก้ไข ม.112 ชี้เสื้อแดงมีหลายเฉดมีความกลัวความกล้าต่างกัน เพราะได้รับข้อมูลและมีความเข้าใจหลายระดับ ดีเจวิทยุชุมชนชี้ต้องเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมอย่างแท้จริง ส่งแบบฟอร์มกระจายไปตามที่ต่างๆ เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ อู่ซ่อมรถ และแผงหวย ของคนเสื้อแดง อำเภอและจังหวัดข้างเคียงเช่น ลำพูน, ลำปาง และเชียงราย

ชาวเชียงใหม่สนใจเริ่มทยอยมาลง ชื่อสนับสนุนการรณรงค์แก้ไข ม.112 โดยทางสถานีได้กระจายแบบฟอร์มไปตามร้านค้า เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ อู่ซ่อมรถ และแผงหวย ของคนเสื้อแดง อำเภอและจังหวัดข้างเคียงเช่น ลำพูน, ลำปาง และเชียงราย

22 ม.ค. 55 – ที่ร้านเร้ดค้อฟฟี่ ถ.ศรีดอนไชย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรม รับฟังการถ่ายทอดเสียง งานอภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร-นิรโทษกรรม-ปรองดอง” (รวมถึงไลน์สัญญาณเสียงออกอากาศทางคลื่น 99.15 MHz) และลงชื่อเพื่อแก้ไข ม.112 โดยมีผู้สนใจทยอยมาลงชื่อตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 55 ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์

ลุงมังกร ชาวบ้านป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าอยากให้มีการจัดกิจกรรมของนิติราษฎร์ในหัวเมือง เช่น อุบล ขอนแก่น เชียงใหม่ และเมืองใหญ่ตามต่างจังหวัด เพื่อที่จะได้เผยแพร่แนวคิดนี้ในวงกว้างมากขึ้น เมื่อถามว่ามีความกลัวในการลงชื่อครั้งนี้หรือไม่ ลุงมังกรกล่าวว่าไม่กลัวเพราะตนก็ทำตามกรอบกฎหมายทุกอย่าง

พี่มีน ชาวบ้านจาก อ.สันทราย อายุ 41 ปี ทำอาชีพค้าขาย กล่าว ว่าในด้านกฎหมายไม่กลัวที่จะลงชื่อครั้งนี้ เพราะคิดว่าเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ประสบการณ์ที่ได้ร่วมนำแบบฟอร์มไปให้เพื่อนบ้านที่เป็นเสื้อแดงลง ชื่อสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายนี้ พบว่าหลายรายยังไม่กล้าลงรายชื่อ เพราะยังไม่เข้าใจกระบวนการนี้ ที่ต้องมีการเตรียมเอกสาร เช่น สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน อาจมีความกลัวว่าข้อมูลของตัวเองจะถูกนำไปเผยแพร่แล้วมีผลกระทบต่อหน้าที่ การงานหรือเป็นที่จับตาของทางการ และถึงแม้คนเสื้อแดงแถวบ้านจะมีจานดำ ได้ดูว๊อยซ์ทีวีหรือเอเชียอัพเดท พูดคุยประเด็นนี้ (ม.112) กันบ้าง แต่คนเสื้อแดงก็มีหลายเฉด มีความเข้าใจและความกล้าต่างกัน มีทั้งที่กล้าลงชื่อและไม่สะดวกที่จะลงชื่อ

นายจักรพันธ์ บริรักษ์ ผู้จัดรายการคลื่นสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่ (FM 99.15 MHz) ให้ ความเห็นว่าหลังจากที่ทางสถานีร่วมรณรงค์ร่วมกับส่วนกลางมาตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 55 เป็นต้นมา ก็มีชาวบ้านที่รับฟังคลื่นทยอยมาลงชื่อกว่า 50 คนแล้ว และอาสานำเอกสารจากส่วนกลางไปให้เพื่อนบ้านร่วมลงชื่ออีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะมีคนร่วมแก้กฎหมายนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หากมีการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

จักรพันธ์ตั้งเป้าว่าจะมีการจัดรายการผ่านสถานีให้ความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการแก้ไข ม.112 อย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของสถานีก็ทำหน้าที่นี้มาตั้งแต่ตั้งสถานีแล้ว (ธันวาคม 2553) ตั้งแต่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความซุ่มเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งด้วยข้อ หาความมั่นคง จนมาถึงปัจจุบันที่ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังจะมีการจัดเวทีเสวนาเรื่องนี้ทุกเดือน โดยเชิญวิทยากรจากส่วนกลางมาให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชาวบ้านที่ฟังวิทยุ ชุมชนอีกด้วย รวมทั้งต้องกระจายแบบฟอร์มการแก้ไข ม.112 นี้ในวงกว้างมากที่สุดเพื่อให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมกับการณรงค์นี้อย่างแท้ จริง

โดยทางสถานีได้กระจายแบบฟอร์มไปตามสถานที่ต่างๆ เช่น สถานีวิทยุชุมชน ร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านลาบ อู่ซ่อมรถ และแผงหวย ของคนเสื้อแดง อำเภอและจังหวัดข้างเคียงเช่น ลำพูน, ลำปาง และเชียงราย (มีทั้งสะดวกให้ประชาสัมพันธ์ทางเว็บไซต์และไม่สะดวกประชาสัมพันธ์)

……

สำหรับผู้สนใจร่วมรณรงค์ในภาคเหนือในขณะนี้ (ณ เดือนมกราคม 2555 เตรียมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ไปลงชื่อได้ที่ …

ร้าน Book Re:public ถนนเลียบคันคลอง ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้าน 9 บรรทัด ซ.ชมจันทร์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้านเร้ดคอฟฟี่ ถ.ศรีดอนไชย อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้านก๋วยเตี๋ยวราษฎร ซ.ขนมบ้านอาจารย์ (หลังมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่) อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ร้านบัวเทพก๋วยเตี๋ยวน้ำตก ต.ท่ากว้าง อ.สารภี จ.เชียงใหม่

จ.เชียงราย ที่วิทยุชุมชน FM 100.5 MHz อ.เมือง จ.เชียงราย