WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 24, 2012

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 24/01/55 หยุดข่มขู่ ประชาชน..หยุดปล่อยข่าวรัฐประหาร

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


หยุดข่มขู่ จะปฏิวัติ รัฐประหาร
หยุดสันดาน ชั่วช้า พาดิ่งเหว
หยุดอัปรีย์ จัญไร ไอ้พวกเลว
หยุดร้อนรุ่ม สุมเปลว จากทุรชน....

เสียงเห่าหอน เป็นระลอก มันบอกเหตุ
ยิ่งสมเพช ปนเวทนา น่าฉงน
เหมือนไม้เด็ด หวังอำพราง เส้นทางตน
หลอกผู้คน พวกโง่งม ผสมโรง....

หยุดข่มข่ม ประชาชน คนชุบเลี้ยง
หากเบนเบี่ยง จะฉิบหาย ตายทั้งโขลง
ที่ผ่านพ้น ใครกากเดน เห็นโทงๆ
จะตายโหง หากยังดื้อ คิดถือดี....

ควรจะอยู่ ในที่ ที่ควรอยู่
หยุดแหกคอก บอกอวดรู้ กู้ศักดิ์ศรี
หยุดคิดเอง เออเอง เก่งทั้งปี
ต้นตอมี ควรศึกษา หาเรื่องจริง....

หยุดข่มขู่ คุกคาม พูดหยามหยัน
หยุดดึงดัน อัปรีย์ ดั่งผีสิง
หยุดสร้างเงื่อน ย้อนยอก หลอกเหมือนลิง
หยุดอ้างอิง เอ็ง-ข้า..และสถาบัน....

ขอถือโอกาส สวัสดีและทักทายตรงนี้นะครั
เนื่องจากติดภารกิจที่แดนไกล ขอบคุณครับ

๓ บลา / ๒๔ ม.ค.๕๕

การเมืองเรื่องป้ายโรงเรียนเก่าฯพณฯณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ที่มา Thai E-News

ปีที่เปลี่ยนไปกับป้ายที่เปลี่ยนแปลง-เมื่อ ปี 53 ตอนณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นแกนนำเสื้อแดงประท้วง ได้มีการขึ้นป้ายชาวเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ขออัปเปหินายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกจากสายสัมพันธ์ พอมาปี 55 ที่ณัฐวุฒิได้ตำแหน่งรมช.เกษตรฯมีการขึ้นป้ายว่า..

โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ขอแสดงความยินดีกับ ฯพณฯณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ที่มา:หน้าเพจ[รัก]เบญจมราชูทิศ

ต่อมา อาจารย์ณิชมน ธีระบัญชร ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช อธิบายความเรื่องป้ายว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2553 ประมาณเดือน เมษายน พฤษภาคม ที่มีการเผาบ้านเผาเมือง แล้วเกิดป้ายที่ระบุว่า
"ขออัปเปหิ ตัดสายสัมพันธ์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
" ป้ายนี้ เป็นการกระทำและเคลื่อนไหวของกลุ่มศิษย์เก่าจำนวนหนึ่ง โดยมีนายสุเมธ สอดจิตต์ เป็นแกนนำ ซึ่งทางโรงเรียนไม่เกี่ยวข้องด้วย

พอปี 2555 ป้าย" โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ขอแสดงความยินดีนั้น" เป็นการขึ้นป้ายโดยทางโรงเรียน ซึ่งถ้าจะแยกให้ออกคือ โรงเรียน กับ ศิษย์เก่า คนละกลุ่มกันและมีหน้าที่ต่างกัน โดยเฉพาะเรื่อง การเมือง กับการรักษาสถาบันชื่อเสียง

ที่โรงเรียนขึ้นนั้นเป็นการแสดงความยินดีกับศิษย์เก่าทุกคนที่ได้มีหน้ามีตา ในสังคมระดับประเทศ ไม่ใช่เป็นการสนับสนุน จึงอยากจะขอให้เข้าใจถึงเจตนาของโรงเรียน โรงเรียนเป็นกลาง และโรงเรัยนไม่ได้รับคำสั่งจากใครให้ขึ้นป้าย

ถึงอย่างไรก็หนีความจริงไม่พ้นที่ว่าเขาคือศิษย์เก่าของเบญจมฯ ดังนั้นจากข้อความนี้หวังว่าเพื่อนๆคงเข้าใจถึงเจตนาของโรงเรียน ถ้าอยากจะโทษใคร อยากจะให้โทษเป็นรายบุคคลไปด้วยความคิดเห็นส่วนตัว ใครเข้าข้างใคร อยู่ฝ่ายไหน ผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าโรงเรียนมุ่งมีเจตนาดีต่อศิษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นศิษย์เก่า หรือ ศิษย์ใหม่ก็ตาม

ทั้งนี้นายสุเมธ สอดจิตต์ ศิษย์เก่า ร.ร.เบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช รุ่น 25/28 เปิดเผยว่า ได้รณรงค์เชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษาที่เป็นศิษย์เก่า และปัจจุบัน มาร่วมแสดงพลังในการคัดค้าน และให้เอาป้ายหน้าโรงเรียนลง ซึ่งเขียนข้อความ แสดงความยินดีกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช.ที่ได้รับตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์

จากนั้นในวันที่ 24ม.ค. จะรวบรวมการแสดงความรู้สึกที่เขียนลงในกระดาษเอ4 ยื่นให้กับผู้บริหารของโรงเรียนที่หน้าเสาธง เพื่อให้ทางโรงเรียน ประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรในกรณีของนายณัฐวุฒิ เพราะก่อนหน้านี้เคยประกาศอับเปหิ แต่มาวันนี้กลับยกย่องเชิดชู และอยากให้ผู้บริหารคิดทบทวนให้ดีว่าที่กระทำอยู่นั้นดีหรือไม่

บอกต่อด่วน! สำหรับผู้เข้าชมหนังมันส์หยดเลือดทะลุจอที่ "เมเจอร์" อย่าลืมยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี

ที่มา Thai E-News

แบ่งปันภาพโดย Nithiwat Wannasiri

24 มกราคม 2555

โดยทีมข่าวไทย อีินิวส์


ขอบอก ต่อด่วนต่อผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่จะเข้าชมภาพยนตร์ที่เครือเมเจอร์ ตอนนี้มีการมอบหน้าที่เพิ่มเติมอีกตำแหน่งให้กับพนักงานโรงภาพยนตร์ ให้ทำหน้าที่เป็นตำรวจจำเป็น คอยตรวจเช็คการยื่นทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีของผู้เข้าชมภาพยนตร์ อย่างเคร่งครัด


เพื่อ ร่วมแสดงความรักล้นเกินกับเครือเมเจอร์ ไทย อีนิวส์ เห็นข่าวดีงามเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องรีบบอกต่อผู้อ่านทุกท่านด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีต่อผู้ อ่านไทย อีนิวส์ทุกท่านเช่นกัน

ขอ ให้ทุกท่านดูหนังเลือดสาดกันด้วยความสนุกสนาน เมามันส์ในอารมณ์ และออกจากโรงหนังด้วยความภาคภูมิใจว่าคุ้มค่าความเป็นไทย ที่ซื้อหนึ่งได้ของแถม คือนอกจากได้ทั้งความสนุกและความมันส์แล้ว ยังได้แสดงความเคารพต่อพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตา เพื่อนร่วมชาติ

ทั้ง นี้ไทยอีนิวส์ ขอร่วมเผยแพร่ข้อมูลที่มาที่ไปเกี่ยวกับที่มาของเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อที่ทุกท่านจะได้เข้าโรงภาพยนตร์ด้วยความเข้าใจถึงความสำคัญของเพลงนี้ มากยิ่งขึ้น

0 0 0 0 0


ที่มาและขอขอบคุณ วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
เพลงสรรเสริญพระบารมี
โปสการ์ดโน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี สมัยรัชกาลที่ 5
โปสการ์ดโน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี สมัยรัชกาลที่ 5
เพลงชาติของ ธงชาติของประเทศไทย สยาม (พ.ศ. 2431 - 2482)
ธงชาติของไทย ไทย (พ.ศ. 2482 - ปัจจุบัน)
ชื่ออื่น เพลงชาติสยาม
เพลงสรรเสริญพระบารมี
เนื้อร้อง สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, พ.ศ. 2456
ทำนอง ปโยตร์ ชูรอฟสกี้, พ.ศ. 2431
ประกาศใช้ พ.ศ. 2431 (ทำนองและเนื้อร้องเดิม)
พ.ศ. 2456 (เนื้อร้องปัจจุบัน)
เพลงสรรเสริญพระบารมี
บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา
เพลงสรรเสริญพระบารมี บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

About this sound เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นบทเพลงซึ่งบรรเลงเพื่อสรรเสริญพระบารมีแห่งพระมหากษัตริย์ เดิมทีเพลงสรรเสริญพระบารมีใช้เป็นเพลงประจำชาติของไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2431 - 2475 นับเป็นเพลงชาติไทยฉบับที่ 3 ของไทย ทำนองโดย ปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย[ต้องการอ้างอิง] (บ้างก็ว่าเป็นครูเพลงชาวฮอลันดาชื่อ เฮวุดเซน[ต้องการอ้างอิง]) ประพันธ์เมื่อ พ.ศ. 2431 คำร้องเป็นพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งนิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีลงสรงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร

ในตอนแรกคำร้องดังกล่าวในท่อนสุดท้าย ใช้คำว่า ฉะนี้ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเปลี่ยนคำว่า ฉะนี้ ให้เป็น ชโย ดังที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากคำว่า ฉะนี้ เมื่อร้องตามทำนองของเพลงแล้ว คนมักจะออกเสียงเพี้ยนเป็นคำว่า ชะนี ทำให้พระองค์ทรงรำคาญพระราชหฤทัย จึงทรงเปลี่ยนจากคำว่า ฉะนี้ เป็น ชโย ซึ่งแผลงมาจากคำว่า ไชโย และ ชย[1]

ประวัติ

เพลงสรรเสริญพระบารมี มีเค้าโครงว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้มีเพลงที่มีลักษณะคล้ายเพลงสรรเสริญพระบารมีอยู่ก่อนแล้ว ใช้บรรเลงในเวลาพระมหากษัตริย์เสด็จลงท้องพระโรงและเสด็จขึ้น[ต้องการอ้างอิง]

แต่เพลงสรรเสริญพระบารมีในฐานะเพลงชาตินั้น เริ่มปรากฏในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีการใช้เพลง ก็อดเซฟเดอะคิง ซึ่งเป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติของอังกฤษ บรรเลงเป็นเพลงถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์ ตามแบบอย่างการฝึกทหารของอังกฤษ พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) ได้ใช้ทำนองเพลงนี้แต่งคำร้องสรรเสริญพระบารมีถวายโดยให้ชื่อว่า "จอมราชจงเจริญ" [2]

จนกระทั่งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้เสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์และเกาะชวาในปี พ.ศ. 2414 ขณะที่ทรงประทับอยู่ที่สิงคโปร์นั้น ทหารอังกฤษได้ใช้เพลง "ก็อดเซฟเดอะคิง" บรรเลงเป็นเพลงเกียรติยศรับเสด็จ ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าทั้งอังกฤษและไทยต่างใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีเพลง เดียวกัน ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังเมืองปัตตาเวีย ชาวฮอลันดาที่ ตั้งอาณานิคมที่นั้น ได้ถามถึงเพลงประจำชาติของไทย เพื่อจะได้นำไปบรรเลงรับเสด็จ พระองค์จึงมีพระราชดำริแก่ครูดนตรีไทย ให้แต่งเพลงแตรวงรับเสด็จเพื่อใช้แทนเพลง "ก็อดเซฟเดอะคิง"[3]

คณะครูดนตรีไทยจึงได้เสนอเพลงบุหลันลอยเลื่อน (หรือเพลงทรงพระสุบิน) ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายเฮวุดเซน (Heutsen) ครูดนตรีในกรมทหารมหาดเล็กชาวฮอลันดา เรียบเรียงทำนองขึ้นใหม่ให้เป็นทางดนตรีตะวันตก และได้ใช้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2414 จนถึง พ.ศ. 2431[4] (ดร. สุกรี เจริญสุข ได้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพลงเดียวกันกับเพลงสรรเสริญเสือป่า ซึ่งใช้เป็นเพลงเกียรติยศของเสือป่าในสมัยรัชกาลที่ 6[5]

ต่อ มาจึงมีการเปลี่ยนมาใช้เพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับที่เป็นผลงานของ ปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurovsky) นักประพันธ์ชาวรัสเซีย เมื่อ พ.ศ. 2431 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธ์เนื้อร้องประกอบและได้ออกบรรเลงครั้งแรกที่ศาลายุทธนาธิการในปีเดียวกัน[6] ต่อมาทรงนิพนธ์เนื้อร้องของเพลงนี้อีกหลายเนื้อร้องเพื่อขับร้องในกลุ่มต่าง ๆ กัน เช่น ทหาร นักเรียนชาย นักเรียนหญิง เป็นต้น แต่มีเนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอีกสำนวนหนึ่งที่เป็นพระนิพนธ์ในพลเรือ เอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ สำนวนนี้เป็นสำนวนสำหรับทหารเรือขับร้องโดยเฉพาะ[7]

เนื้อร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับปัจจุบันนั้น เดิมทีเป็นเนื้อร้องที่พระองค์ได้นิพนธ์ขึ้นเพื่อใช้ในพระราชพิธีลงสรงของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำเพลงสรรเสริญพระบารมี มาพระราชนิพนธ์คำร้องขึ้นใหม่ โดยทรงรักษาคำร้องเดิมเอาไว้เกือบทุกอย่าง ยกเว้นแต่ทรงเปลี่ยนคำร้องในท่อนสุดท้ายว่า ฉะนี้ ให้เป็น ชโย และประกาศใช้ ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2456 และใช้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เพลงสรรเสริญพระบารมีไม่ได้ใช้ในฐานะเพลงชาติอีกต่อไป แต่ยังคงใช้ในฐานะของเพลงถวายความเคารพแด่องค์พระมหากษัตริย์ มีอยู่ช่วงหนึ่งมีการตัดทอนเพลงนี้ให้สั้นลง แต่ได้ยกเลิกการใช้แล้ว


เนื้อเพลง

โน้ตเพลงสรรเสรืญพระบารมี ฉบับเผยแพร่โดยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ตามมติคณะรัฐมนตรีลงวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2546

เนื้อเพลงนี้ คือเนื้อเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใช้ในปัจจุบัน

ข้าวรพุทธเจ้า
เอามโนและศิระกราน
นบพระภูมิบาล
บุญดิเรก
เอกบรมจักริน
พระสยามินทร์
พระยศยิ่งยง
เย็นศิระเพราะพระบริบาล
ผลพระคุณ ธ รักษา
ปวงประชาเป็นสุขศานต์
ขอบันดาล
ธ ประสงค์ใด
จงสฤษดิ์ดัง
หวังวรหฤทัย
ดุจถวายชัย
ชโย

วาระและโอกาสในการใช้

  1. พิธีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ/หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ต้องบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  2. พิธี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ/หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมกับประมุขต่างประเทศ ให้บรรเลงเพลงชาติของประมุขต่างประเทศ ก่อน แล้วจึง บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี รับเสด็จฯ เมื่อประมุขต่างประเทศเสด็จฯ กลับ หรือไปตามลำพัง ให้บรรเลงเพลงชาติของประเทศนั้น เพื่อ ส่งเสด็จฯ
  3. พิธีที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จพระราชดำเนิน ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  4. พิธีที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
  5. พิธีที่ผู้แทนพระองค์ ปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในงานเสด็จพระราชดำเนินต่างๆ
    1. ถ้าผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรือ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร คือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ หรือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จพระราชดำเนินให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ทั้งรับและส่งเสด็จฯ
    2. ถ้า ผู้แทนพระองค์เป็นบุคคลอื่น เมื่อผู้แทนพระองค์มาถึง ไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ และเมื่อผู้แทนพระองค์นั่งเรียบร้อยแล้ว ให้บรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเป็นการเปิดงานและปิดงาน เมื่อผู้แทนพระองค์กลับไม่ต้องบรรเลงเพลงใด ๆ
  6. การใช้ในช่วงเวลาก่อนฉายภาพยนตร์ ในโรงภาพยนตร์หรือสถานที่ที่มีการฉายภาพยนตร์ ตลอดจนถึงการแสดงคอนเสิร์ต ดนตรี และมหรสพต่างๆ
  7. ใช้ในช่วงยุติการกระจายเสียงประจำวันของสถานีวิทยุกระจายเสียงในประเทศไทย
  8. ใช้ ในช่วงเริ่มต้นและยุติการแพร่ภาพออกอากาศประจำวัน ของสถานีวิทยุโทรทัศน์ในประเทศไทย หรือในช่วงเปลี่ยนแปลงวันออกอากาศไปสู่วันใหม่ (ซึ่งจะขึ้นอยู่กับแต่ละสถานี)

สื่อ

การบันทึกเสียง

เพลงสรรเสริญพระบารมีมีการบันทึกเสียงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2443 ซึ่งเป็นการบรรเลงโดยวงดนตรีคณะละครนายบุศมหินทร์ที่ประเทศเยอรมนี บันทึกลงบนกระบอกเสียงชนิดไขผึ้งของบริษัทเอดิสัน [8] และมีการบันทึกเสียงโดยมีการขับร้องประกอบครั้งแรกโดยเป็นเสียงร้องของแม่ ปุ่น (ไม่ทราบนามสกุล) และแม่แป้น (แป้น วัชโรบล) ในแผ่นเสียงปาเต๊ะร่องกลับทางของบริษัทปาเต๊ะ ประเทศฝรั่งเศส ส่งแตรวงกรมทหารราบที่ 3 (ปัจจุบันคือกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์) เมื่อ พ.ศ. 2450 [9]

0 0 0 0 0

นักรบไซเบอร์: "การรื้อสร้าง ๒๔๗๕" คณะราษฎรในฐานะผู้ร้ายทางประวัติศาสตร์

ที่มา Thai E-News

23 มกราคม 2555
โดย เรดด์ เลิฟ


การ กลับมามีบทบาททางการเมืองและ การสร้างพันธมิตรทางการเมืองของชาว "น้ำเงินแท้" กับนักการเมืองฝ่ายค้านเพิ่มการโจมตีคณะราษฎรมากขึ้น สำหรับบทบาทการรื้อสร้างการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ของกลุ่มนักการเมืองฝ่ายนิยมระบอบเก่า ในช่วงปี ๒๔๙๑ นั้น ได้มีการรวบรวมบทความของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่รื้อสร้างความหมายของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และบทบาทของคณะราษฎรซึ่งเขียนลงในหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตย (ช่วงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ถึง ๓๑ ธันวาคม ๒๔๙๐) ในนาม "แมลงหวี่" เป็นเล่มชื่อเบื้องหลังประวัติศาสตร์ เล่ม ๑


"แมลง หวี่" ได้เริ่มต้น "รื้อ" การปฏิวัติ ๒๔๗๕ ว่าเป็นการปฏิวัติที่ผู้ก่อการได้ใช้อำนาจเหนือกฎหมายเป็นขบถล้มอำนาจเจ้า ซึ่งคนไทยนั้นไม่พร้อม แต่สำหรับการ "ปฏิวัติ" ๒๔๙๐ นั้นที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติที่เป็นไปตามมติมหาชน เขาเห็นว่าตั้งแต่หลังการปฏิวัติ ๒๔๗๕ มา "ประชาชนไทยได้ผ่านยุคทมิฬของคนพาลและยุคหินชาติของคนถ่อยที่สุดด้วย อภินิหารของสยามเทวาธิราช เราจึงได้ก้าวมาสู่ยุคแสงสว่างรำไร"

เขา ได้กล่าวย้ำถึงแนวคิดในเค้าโครงการเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์ฯ ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เพื่อเปรียบเปรยถึงอิทธิพลทางการเมืองของหลวงประดิษฐ์ฯ กับกรณีสวรรคตอย่างลึกลับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลว่า เหมือนกับอิทธิพลของคอมมิวนิสต์กำลังแพร่เข้าไปในประเทศกรีกเป็นผลให้ พระเจ้าแผ่นดินกรีกต้องสิ้นพระชนม์ลงด้วยพระอาการลึกลับเช่นกัน และเขาได้โจมตีหนังสือพิมพ์ที่วิจารณ์รัฐบาลของคณะรัฐประหารว่า เป็นพวก "เสียงท่าช้าง"

สำหรับการสร้างความหมายใหม่ให้กับระบอบเก่าในอดีต นั้น แมลงหวี่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องถ้าประชาชนไปเข้าใจว่า การปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นนำมาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๗๕ เพราะเขาเห็นว่า ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมานานตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว เขาเห็นว่า ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงนั้น คือรัฐธรรมนูญของไทย เป็นสิ่งมีสง่าราศีกว่าแมคนาคาตาของอังกฤษ เพราะมิได้มาจากการบังคับเช่นอังกฤษแต่มาจากความสมัครใจของกษัตริย์ไทย รวมความแล้ว เขาเห็นว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยมาช้านาน และเป็นก่อนที่จะเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ เสียอีก ดังนั้นการปฏิวัติ ๒๔๗๕ จึงเป็นการทำลายประชาธิปไตยแบบไทย ด้วยเหตุนี้เขาจึงเห็นว่าที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๐ นั้น มีลักษณะที่แปลก กล่าวคือ เป็นการขอพระราชทาน แต่แทนที่จะกำจัดตัดตอนพระราชอำนาจ กลับแสดงการถวายพระราชอำนาจคืนพระมหากษัตริย์

หลังจากวิพากษ์การ ปฏิวัติและคณะราษฎรแล้ว "แมลงหวี่" เปิดบทที่ชื่อว่าด้วยพระมหากษัตริย์ โดยได้ประเมินคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติของสิ่งที่คณะราษฎรทำกับพระ มหากรุณาธิคุณของกษัตริย์แต่ปางก่อนในประวัติศาสตร์ไทยที่เขาเชื่อว่ามี มากว่า ๖๐๐ ปีนั้น ว่ามิอาจเปรียบเทียบกันได้ หากจะเปรียบก็เป็นได้แค่เพียง "พระชั้นโสดากับพระอรหันต์" และเขาเห็นว่า "พระปกเกล้าทรงเป็นกษัตริย์ที่มีหัวใจเป็นนักประชาธิปไตย...เป็นผู้ที่ดำริ ริเริ่มที่จะให้สยามได้ก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง...ทรงมีพระราช ดำริที่พระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทยมาก่อน...ด้วยหลักฐานเหล่านี้ จึงพอจะกล่าวยืนยันได้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยเป็นประชาธิปไตยมาก่อนที่สยามจะได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำ"

นอกจากนี้ "แมลงหวี่" ประเมินว่า ระบอบประชาธิปไตยไทยที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติของคณะราษฎรนั้นไม่เหมาะสมกับ เมืองไทย ดังนี้ "ประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายความว่าเป็นการปกครองที่ถือเอาข้างมากแต่เสียง เท่านั้น เพราะการเอาโจร ๕๐๐ มาประชุมกับพระ ๕ องค์...ลงมติกันทีไร โจร ๕๐๐ เอาชนะพระได้ทุกที" ดังนั้นสำหรับเขาผู้ที่ไม่ยอมรับผู้แทนราษฎรจากการเลือกตั้งของประชาชนตาม หลักเสียงข้างมากว่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว ความหมายของคำว่า "ประชาธิปไตย" แบบใดกันที่เขาต้องการ หรือเป็นประชาธิปไตยในความหมายที่อภิสิทธิ์ชนมีบทบาททางการเมือง "แมลงหวี่" ได้เฉลยคำตอบว่า "ประชาธิปไตย" ในความหมายในใจของเขา คือ "การปกครองโดยเสียงข้างมากที่เรียกว่าประชาธิปไตยจะต้องไม่ถือเอาเกณฑ์เสียง ข้างมากเป็นสำคัญ" (!!?) สุดท้าย เขาได้ประกาศจุดยืนทางอุดมการณ์การเมืองว่า เขาเป็น "คนมีหัวใจประชาธิปไตย แต่มีหัวใจนิยมพระมหากษัตริย์"

สำหรับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ใช้นิยายเรื่องสี่แผ่นดินในการรื้อฟื้นอดีต และเพื่อชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมของสังคมหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาเริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้เป็นตอนๆ ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐของเขาในช่วงปี ๒๔๙๔-๒๔๙๕ นิยายเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องผ่านชีวิตของหญิงชนชั้นสูงผู้หนึ่งนามว่า "พลอย" ที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความงดงามในช่วงระบอบเก่า เขาให้ภาพชีวิตเจ้านายที่น่าพิสมัย แต่พลันทุกอย่างก็มลายสิ้นเมื่อเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕

ครอบ ครัวของพลอย ที่เคยสงบสุขก็เผชิญกับปัญหา เกิดความสับสนวุ่นวาย ความขัดแย้งในการเมือง เกิดสงคราม เกิดการพลัดพราก ความโศกาอาดูรในนิยายขนาดยาวเล่มนี้สร้างความซาบซึ้งอย่างมากต่อผู้อ่าน และหลายครั้งที่ผู้เขียนใช้ปากของ "พลอย" แสดงความคิดเห็นทางการเมืองแทนผู้เขียนในลักษณะที่ว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วทุกอย่างมีแต่เสื่อมลง ในท้ายที่สุด เรื่องปิดฉากลงเมื่อตัวละครเอกตายพร้อมกับการสูญเสียพระมหากษัตริย์ของไทย งานชิ้นนี้ของเขาได้รับการพิมพ์ซ้ำหลายครั้งมาก ตลอดจนถูกนำไปผลิตซ้ำในรูปของละครโทรทัศน์หลายครั้งในการครอบงำความรู้สึก นึกคิดของผู้คนจวบกระทั่งปัจจุบัน

สุรชัย แซ่ด่าน เตรียมอดข้าวประท้วง จี้ทำไมนักโทษคดีหมิ่นไม่ได้ย้าย

ที่มา Thai E-News


23 มกราคม 2555
ที่มา ประชาไท

23 ม.ค.55 มีรายงานข่าวจากผู้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระบุว่า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือแซ่ด่าน ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือความผิดตามมาตรา 112 ได้เตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์กรณีที่ผู้ต้องขังคดี หมิ่นฯ ไม่ได้รับการพิจารณาให้ย้ายไปยังเรือนจำชั่วคราว และจากนั้นหากไม่มีความคืบหน้าสุรชัยเตรียมจะอดอาหารประท้วง

นาย สุรชัยระบุว่า การจะพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 เป็นผู้ต้องหาทางการเมืองหรือไม่ ต้องพิจารณาถึง1.กระบวนการทางความคิด 2.พฤติการณ์การกระทำผิด และ 3.สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น สำหรับกระบวนทางความคิดนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าตนเองมีกระบวนทางความคิดทางการ เมืองมาตลอด 40 ปี คดีนี้ถือเป็นการกระทำผิดทางมโนธรรม ซึ่งเป็นความผิดขั้นสูงกว่าการร่วมชุมนุมเสียอีก ส่วนพฤติการณ์การกระทำความผิด ก็เกิดจากการเปิดเวทีอภิปรายซึ่งเป็นการกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบ ไม่ได้ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อผู้ใด ส่วนสถานการณ์การเมืองหรือบริบทในเวลานั้นก็เห็นได้ชัดว่ามีการนำสถาบันมา เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

สุ รชัยระบุว่า เมื่อรวมทั้งสามอย่างนี้แล้วสามารถสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ตามมาตรา 112 นั้นมีสถานภาพเป็นนักโทษการเมืองอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้ ควรได้รับการควบคุมตัวในสถานที่ควบคุมตัวพิเศษ ไม่ว่าระหว่างการพิจารณาคดีหรือแม้แต่ส่วนที่ได้รับโทษเด็ดขาดแล้ว เพราะคดีนี้มีความอ่อนไหว มีแรงเสียดทานสูง ไม่มีความปลอดภัยเมื่ออยู่รวมกับผู้ต้องขังทั่วไป ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีผู้ต้องขังคดีนี้หลายคนถูกทำร้าย แม้แต่ตนเองซึ่งนับว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์การติดคุกมานานก็ ยังถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากเจ้าหน้าที่ที่มีความคิดตรงข้าม ทำให้ที่ผ่านมาตนประกาศจะอดข้าวไปแล้วครั้งหนึ่ง กรณีที่มีเจ้าหน้าที่โยนอาหารของตนลงกับพื้น จนผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องมาไกล่เกลี่ย

สุรชัยระบุอีกว่าไม่เห็น ด้วยที่คณะกรรมการที่พิจารณาเงื่อนไขของผู้จะได้ รับการย้ายไปเรือนจำใหม่เป็นข้าราชการประจำจากราชทัณฑ์ เพราะย่อมมีความเกรงกลัวต่อแรงเสียดทาน เห็นพรรคประชาธิปัตย์ออกมาค้านก็กลัว ทั้งที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (คอป.) ก็เสนอให้ครอบคลุมถึงผู้ต้องโทษคดีหมิ่นฯด้วยแล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้พิจารณาเรื่องนี้ควรเป็นรัฐบาลและฝ่ายการเมือง

“ถูก คดีหมิ่นเป็นการเมืองขั้นสูงกว่า ส.ส.กระทำผิดเสียอีก ถ้าไม่นับเท่ากับดูถูกเรา เราสู้มาตั้ง 40 ปี ถ้าอาทิตย์นี้ผ่านไปยังไม่มีคำตอบ สิ่งที่จะทำต่อไปคืออดอาหารประท้วง” สุรชัยกล่าว

หวังตั้ง "เครือข่ายผู้ต้องขัง" เดินเรื่องประกันเอง

ธัน ย์ฐวุฒิ (ของสงวนนามสกุล) ระบุว่า อย่างไรนักโทษคดีหมิ่นฯ ก็ควรจะต้องได้รับการย้ายไปเรือนจำชั่วคราวด้วย เพราะผู้ต้องโทษคดีนี้ซึ่งเป็นคดีทางความคิดแต่เมื่ออยู่ในเรือนจำจะลำบาก กว่าปกติ ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ช่วงแรกหลายคนถูกกลั่นแกล้งด้วย นอกจากนี้ในสายตาของเขาคดีนี้ถือเป็นการเมืองมากที่สุด เพราะข้อหานี้ถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งทางการเมืองได้ง่าย

“เราไม่ได้ หวังว่าที่นั่นจะสุขสบายกว่านี้ มันไม่สำคัญเท่ากับการได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน มีคนมาเยี่ยม แบบที่ไม่ใช่เยี่ยมนักโทษอาญา แต่มาเยี่ยมในฐานะสหายร่วมรบ และอย่างน้อยที่สุดข่าวสารต่างๆ จะได้รับรู้กันอย่างรวดเร็ว” ธันย์ฐวุฒิกล่าว

เขาระบุด้วยว่า อยากให้มีกลุ่ม “เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกคุมขังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการ เมืองตั้งแต่รัฐประหาร 2549” โดยให้ทนายหรือตัวแทนของผู้ต้องขังจัดแถลงข่าวข้อเรียกร้อง ความคืบหน้าต่างๆ เป็นระยะ โดยเฉพาะเรื่องประกันตัวโดยประสานกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ขึ้นต่อ นปช.

สมยศตระเวรคุกหลายจังหวัด ระบุแออัดขั้นวิกฤต


สม ยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดีหมิ่นอีกรายที่เพิ่งถูกย้ายกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ หลังต้องย้ายที่คุมขังไปยังจังหวัดสระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ เพื่อสืบพยานโจทก์และมีกำหนดต้องไปจังหวัดสงขลาอีก ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำต่างจังหวัดค่อนข้างแย่ เนื่องจากมีนักโทษล้นเกิน

“มันแออัดทุกตารางนิ้ว เคยเห็นหมาโดนยัดขังกรงในรถแบบที่ออกข่าวไหม นั่นแหละ คุกเมืองไทยวิกฤตแล้ว”

สำหรับ ประเด็นการย้ายผู้ต้องขังคดีการเมืองไปยังเรือนจำแห่งใหม่นั้น สมยศระบุว่าตนเองเฉยๆ กับเรื่องนี้ แม้มันอาจจะดีในแง่จำแนกแยกแยะคนได้ แต่บางทีการเอานักโทษการเมืองไปอยู่รวมกันอาจเป็นประโยชน์กับรัฐในแง่การ ควบคุมได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ที่คุมขังใหม่ยังมีสภาพเป็นตึกที่ไม่มีสนามหรือพื้นที่โล่ง

“คุกการเมืองมันควรจะดีกว่านี้ เพราะมันเป็นคดีทางความคิด และเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย” สมยศกล่าว

สมศักดิ์ เจียมฯ :Irony (ตลกร้าย) ของการเคลื่อนไหว 112 ของ “นิติราษฎร์-ครก.112”: เกิดจาก “อากง” แต่คงไม่ได้ช่วยอะไร “อากง”

ที่มา Thai E-News


คง ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่การเคลื่อนไหวเรื่อง 112 ของ “นิติราษฎร์-ครก.112” ในขณะนี้ ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางนั้น เป็นผลสะเทือนมาจากการตัดสินกรณี “อากง” เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2554 (คือ 2 เดือนมาแล้ว)

ความ “ช็อก” ที่เกิดจากคำตัดสินนั้น บวกกับการตัดสินคดี โจ กอร์ดอน และการยืนยันคำตัดสินกรณี ดา ตอร์ปิโด ที่ตามมาในระยะเวลาไล่เรี่ยกัน บวกกับการตั้งข้อหาอาจารย์สุรพศ ทวีศักดิ์ และ “ก้านธูป” และ บวกกับการที่สหรัฐอเมริกา (รวมทั้งรอยัลลิสต์บางคนเองอย่าง อานันท์ ปัญยารชุน ฯลฯ) ได้ออกมาแสดงท่าทีเรียกร้องให้มีการแก้ไข 112.... เหล่านี้ ทำให้เกิดเป็นกระแสที่ทำให้การเคลื่อนไหว 112 ของ “นิติราษฎร์-ครก.112” คราวนี้ ดูเหมือนจะได้รับเสียงตอบรับอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ถ้า ลองเปรียบเทียบกับเมื่อ “นิติราษฎร์” เสนอร่างแก้ไข 112 ครั้งแรก เมื่อเดือนมีนาคม ปีกลาย แม้จะเกิดขึ้นในระยะใกล้กับที่ สุรชัย แซ่ด่าน และ สมยศ พฤกษาเกษมสุข ถูกจับกุมตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดเป็นกระแสอะไรมากนัก .... ต้องยอมรับว่า สำหรับชนชั้นกลางบ้านเรา แม้แต่ผู้ที่เอนเอียงไปในทาง “เสรีนิยม” รวมทั้งบรรดานักวิชาการต่างๆ กรณีสุรชัย-สมยศ ไม่สามารถทำให้เกิดความไม่พอใจกันได้มากนัก (เป็นความจริงว่า ส่วนหนึ่งมาจากการที่ทั้งคู่ “เพียงถูกจับ” ไม่ได้ถูกตัดสิน – “อากง” เอง ถูกจับเข้าคุกเป็นปี ก่อนที่จะมีคำตัดสิน ก็ไม่ได้มีคนให้ความสนใจมากนัก – แต่การตัดสินลงโทษหนัก โดยตัวเอง ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้คนไม่พอใจกันเหมือนกรณี “อากง” ถ้าเราดูกรณีก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น “ดา ตอร์ปิโด” หรือ “หนุ่ม นปช.usa.” ซึ่งโดนโทษจำคุกไปคนละหลายๆปี)

โดยสรุปแล้ว กรณี “อากง” เป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญ ที่ทำให้การเคลื่อนไหว 112 ของ “นิติราษฎร์-ครก.112” ครั้งนี้ ได้รับการตอบรับในลักษณะนี้

แต่ irony (ตลกร้าย) ของเรื่องนี้คือ การเคลื่อนไหวที่เกิดจากกรณี “อากง” นี้ ในที่สุด คงจะไม่สามารถช่วยอะไร “อากง” ได้ (อย่างน้อย ขณะนี้ ก็ผ่านมา 2 เดือนเต็มๆแล้ว “อากง” ที่ทำให้หลายคนโกรธ และเสียใจ กับ คำตัดสินที่ไม่ยุติธรรม ก็ยังคงอยู่ในคุกต่อไป ... และถ้าจะว่าไปแล้ว ก็ไม่ค่อยมีคนพูดถึงโดนตรงนักแล้ว โดยเฉพาะ ไม่มีการพูดกันว่า ตกลงจะมีทางช่วย “อากง” ผู้ซึ่งความทุกข์สาหัสจากคำตัดสิน เป็น “ต้นเหตุ” ของ “ความตื่นตัว” เรื่อง 112 ครั้งนี้ได้อย่างไร แม้แต่ในระหว่างการ “เปิดตัว” รณรงค์ของ “นิติราษฎร์-ครก.112” เอง

ตั้งแต่ที่ เริ่มมีคำตัดสินกรณี “อากง” และ อาจารย์ ดร.ปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธ์) ออกมารณรงค์ เรื่อง “ฝ่ามืออากง” และมีคนเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะชนชั้นกลางเสรีนิยมในเมือง ผมก็ได้เสนอต่อ ดร.ปวิน ว่า แม้การเคลื่อนไหว “ฝามืออากง” จะเป็นเรื่องดี แต่ในที่สุด เราต้องมีมาตรการ หรือ ข้อเสนอ รูปธรรมว่า จะทำอย่างไร ให้ “อากง” เป็นอิสระ หลุดพ้นคดีโดยสิ้นเชิง (คือหมายความว่า ต่อให้ศาลเห็นการเคลื่อนไหวในลักษณะ “ฝ่ามืออากง” แล้ว จะเปลี่ยนใจ ยอมให้ “อากง” ประกันตัว มาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ผมก็เห็นว่า เป็นเรื่องไม่ยุติธรรม ต้องหาทางให้คดียุติโดยสิ้นเชิงมากกว่า) ซึ่ง ผมก็เสนอว่า มีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือ น่าจะรณรงค์ ผลักดันเสนอให้มีการ “ออก พรบ.นิรโทษกรรม” แก่ “อากง” และผู้ตัองหาคดี 112 คนอื่นๆ (ถ้าไม่นับการที่ผู้ต้องหา “สารภาพ” ซึ่งก็ไมใช่การสิ้นสุดคดีโดยแท้จริง แม้จะรอ “อภัยโทษ” ออกมา ก็มีคำตัดสินผิด ติดตัว)

ผมได้เสนอด้วยว่า การเสนอให้ออก พรบ.นิรโทษกรรม ดังกล่าว น่าจะทำในลักษณะเป็นการ “นิรโทษกรรมทั่วไป คดีการเมือง หลัง รัฐประหาร 19 กันยา” โดยให้ แยก คดีของคนธรรมดาทั่วไป คือ คนที่โดนคดี 112 ทุกคน บวกกับทั้งเสื้อแดงและพันธมิตร ระดับที่ไมใช่แกนนำ (คือไม่นับรวมเอากรณีทักษิณ หรือ แกนนำพันธมิตร หรือ ผู้นำรัฐบาลและทหาร ไว้ด้วย) ซึงก็จะทำให้สามารถช่วยเหลือ คนเสื้อแดง ระดับชาวบ้านธรรมดา ทีหลายคนถูกตัดสินจำคุกคนละหลายสิบปีไปแล้ว (เช่น คดีเผาจวน) อีกหลายคนก็ยังถูกคุมขัง โดยทีทั้งหมดนี้ ทั้ง นปช. และรัฐบาลเพื่อไทย ไม่มีทีท่าว่าจะสนใจทุ่มเทหาทางช่วยให้เป็นอิสระโดยแท้จริงแต่อย่างใด

น่า เสียดายว่า ข้อเสนอของผม ไม่ได้รับการตอบรับจากทั้ง ดร.ปวิน และบรรดาท่านที่กำลัง “ฮือฮา” กับการเข้าร่วมการเคลื่อนไหวในลักษณะ “ฝ่ามืออากง” หรือ “อภัยยาตรา” เป็นต้น

แล้วก็มาถึงกรณีการเคลื่อน ไหว 112 ของ “นิติราษฎร์-ครก.112” ในขณะนี้ ที่มีนักวิชาการที่มีชื่อเสียงจำนวนมากเข้าร่วมอย่างไม่เคยมีมาก่อน

อย่าง ไรก็ตาม ความจริงคือ เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว “ฝ่ามืออากง”, การรณรงค์ 112 ของ “นิติราษฎร์-ครก.112” นี้ จะไม่มีทางทำให้ “อากง” เป็นอิสระได้เลย เพราะไม่มีทางที่สภาจะผ่านร่างกฎหมายที่กำลังล่ารายชื่อนี้อยู่เลย ผม ได้เสนอว่า ถ้าประเมินแบบ realistic (สมจริง) จริงๆ อย่างมากที่สุด ถ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกี่ยวกับ 112 ก็คงได้แค่ระดับที่ “คอป.” เสนอ แต่แม้ข้อเสนอ “คอป” เอง (ทีให้กลับไปใช้โทษแบบก่อน 6 ตุลา) ถ้าจะเป็นไปได้จริง ก็จะต้องมีเหตุการณ์ “ระดับปาฏิหาริย์” เกิดขึ้นก่อน ซึงในขณะนี้ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีแต่อย่างใด (ผมเขียนประเด็นนี้ ก่อนที่ “คอ.นธ.” จะเสนอเรื่อง 112 ออกมา ซึ่งแย่กว่าข้อเสนอของ “คอป.” เสียอีก)

เกี่ยว กับประเด็นนี้ ผมเสียดายที่ ในการ “เปิดตัว” ครก.112 เมื่อวันที่ 15 ที่ผ่านมา นักวิชาการบางท่าน เช่น ดร.พวงทอง พูดราวกับว่า ร่างของ “นิติราษฎร์-ครก.112” มีความเป็นไปได้ของการผ่านสภา (“ถ้าร่างฉบับนี้ ผ่านสภา ก็เชื่อว่า จะทำให้การอภิปรายเรื่องสถาบันกษัตริย์ อย่างมีเหตุผล เพิ่มมากขึ้น ...” อะไรทำนองนี้) ผมเห็นว่า นี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง การพูดในลักษณะ “ให้ความหวัง” แบบลมๆแล้งๆหรือ ประเมินแบบ ไม่สมจริงเช่นนี้ ยังดี ที่เมื่อวันที่ 22 ที่ผ่านมา ดร.วรเจตน์ ได้พูดในลักษณะที่ realistic หน่อย คือ ได้ยอมรับกับประชาชนตรงๆว่า ถ้าร่างไปถึงสภาแล้ว ถูกปฏิเสธ หรือ ตกไป ก็คงทำอะไรไม่ได้

ที่ผมเสียใจและเสียดายมากๆคือ “กระแสสูง” เรื่อง 112 อันเกิดจากกรณี “อากง” ในครั้งนี้ ในที่สุด จะไม่สามารถช่วยอะไร “อากง” ได้

ผมเอง มีความเห็นว่า สิ่งที่ความจริง “นิติราษฎร์-ครก.112” น่าจะทำ คือเรื่องในลักษณะต่อไปนี้

(1) “นิติราษฎร์” น่าจะเสนอให้เลิก กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยสิ้นเชิง ไมใช่เสนอให้แก้ ในลักษณะที่เสนอไป

[* ความเห็นนี้ ถ้าใครได้ตามอ่าน facebook ของผม ที่ปิดไปแล้ว ก็คงทราบกันดี ในที่นี้ ผมจึงไม่ขออธิบายละเอียด แต่จะขอเรียนเพิ่มเติมเพียงว่า ก่อนการ “เปิดตัว” ครก.112 ไม่กี่วัน อาจารย์ “นิติราษฎร์” คนสำคัญท่านหนึ่ง ได้กรุณาให้เกียรติเขียนจดหมายถึงผมเป็นส่วนตัว อธิบายชี้แจงข้อที่ผมไม่เห็นด้วยกับร่าง “นิติราษฎร์” ... อย่างไรก็ตาม หลังจากอ่านทบทวนจดหมายดังกล่าวแล้ว ประกอบกับติดตามการแถลงในวัน “เปิดตัว” ของ “นิติราษฎร์” และนักวิชาการ นักเขียน ที่ร่วมใน “ครก.112” ตังแต่วันที่ 15 มาจนบัดนี้ ผมขออภัยที่จะแจ้งว่า ผมยืนยันไม่เปลี่ยนความเห็นเรื่องนี้ ... ผมจะหาโอกาสอธิบายเรื่องนี้โดยละเอียดในโอกาสอื่น]

สำหรับนักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ ที่เข้าร่วมเป็น “ครก.112” สนับสนุน ร่าง “นิติราษฎร์” อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ หาก “นิติราษฎร์” หันมาเสนอให้เลิกกฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิงตามที่ผมเสนอเช่นนี้ ถ้าบรรดานักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ เหล่านั้น จะให้การสนับสนุนด้วย ก็คงเป็นการดี แต่หาก “ไม่พร้อม” จะให้การสนับสนุน “นิติราษฎร์” ก็ควรเสนอไปเอง

ไม่ว่าอย่างไร การเสนอให้เลิก กฎหมายหมิ่นฯ โดยสิ้นเชิง เช่นนี้ ไม่ควรทำในลักษณะ ล่ารายชื่อ เสนอต่อสภาฯ เพราะไม่มีประโยชน์ ไม่มีทางจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงอะไรในขณะนี้ได้ (แต่ต้องย้ำว่า ที่ทำอยู่ขณะนี้ ก็ไม่มีทางเช่นกัน ดังกล่าวแล้วข้างต้น) “นิติราษฎร์” (และนักวิชาการ, นักเขียน ฯลฯ ที่ “พร้อม” จะสนับสนุน) ควรเพียงแต่เสนอเรื่องนี้ ในลักษณะเป็น “ไอเดีย” สำหรับรณรงค์ทางความคิดในระยะยาว (ทำนองเดียวกับที่เสนอเมื่อปีกลาย ที่ไม่ได้ทำการล่ารายชื่อ)

และที่สำคัญ เพราะผมมีข้อเสนออื่น สำหรับการรณรงค์ล่ารายชื่อ ที่คิดว่ามีประโยชน์-ได้ผลกว่าในขณะนี้ แทน นั่นคือ

(2) “นิติราษฎร์” และนักวิชาการ นักเขียน ฯลฯ ควรหันมารณรงค์ ทำเป็น “ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมทั่วไป คดีการเมือง” ทีจะครอบคลุมถึงผู้ต้องหา 112 ทุกคน (ดา ตอร์ปิโด, อากง, โจ, หนุ่ม นปช.usa, สมยศ, สุรชัย ... ย้อนหลังไปถึงสุวิชา ท่าค้อ และคนอื่นๆที่ตัดสินไปแล้ว และออกจากคุกหลังการ “สารภาพ-ขออภัยโทษ” ไปแล้ว เพื่อให้ไม่มีประวัติคดีติดตัวเลย) และบรรดาคนระดับธรรมดาๆ ของทั้งเสื้อแดง และพันธมิตร (คดีเผาจวน, คดีปล้นห้างเซ็นทรัลเวิร์ล ฯลฯ)

โดยที่ ควรทำการล่ารายชื่อ เพื่อเสนอ “ร่าง พรบ.นิรโทษกรรมทั่วไป” ที่ว่านี้ เข้าสู่สภาฯ

ผมเชื่อว่า แม้ โอกาสสำเร็จในเรื่องนี้ จะไม่ถึงกับมาก แต่รับประกันว่า มากกว่าการล่ารายชื่อเรื่อง 112 ที่กำลังทำกันอยู่นี้ อย่างชนิดเทียบกันไม่ได้แน่นอน เพราะกรณีที่กำลังทำกันนี้ ต้องการ “ยิ่งกว่าปาฏิหาริย์” เสียอีก (ซึ่งคงไม่เกิดแนนอน ดังที่เสนอข้างต้นว่า อย่างมากที่สุด “ปาฏิหาริย์” อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบที่ “คอป.” เสนอ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววเลย แม้แต่ระดับนี้)

คงจะจำกันได้ว่า ก่อนหน้านี้ “พรรคเนวิน” เคยเสนอไอเดียทำนองนี้มาก่อน (แม้จะคงไม่ได้คิดจะรวมคดี 112 ไว้ด้วย) ผมจึงเห็นว่า ไอเดียเรื่อง “นิรโทษกรรมทั่วไป” ไม่ถึงกับเป็นไอเดียที่ เป็นไปไม่ได้เลยในขณะนี้ (ต่างกับสิ่งที่ ครก.112 กำลังทำอยู่) ปัญหาที่อาจจะเป็น “จุดสะดุด” ที่ใหญ่ที่สุด คือเรื่องคดี 112 นั่นแหละ คดีการเมืองอื่นๆ ถ้าจะเรียกร้องให้ นิรโทษกรรม คนธรรมดา ไม่รวมทักษิณ, แกนนำพันธมิตร, ผู้นำรัฐบาล-ผู้นำทหาร อาจจะมีความเป็นไปได้สูงไม่น้อย แต่นี่เป็นอะไรที่เราต้องช่วยกันรณรงค์ ให้ต้องรวมคดี 112 ไว้ด้วย ...

ขอย้ำอีกครั้งว่า การ รณรงค์ของ “นิติราษฎร์-ครก.112” ในขณะนี้ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากเช่นนี้ ก็เพราะเป็นผลมาจากความทุกข์ยากสาหัสของ “อากง” (และผู้ต้องขัง 112 คนอื่นๆ) แต่เป็นเรื่อง irony (ตลกร้าย) และเป็นเรื่องน่าเสียดาย และน่าเสียใจอย่างยิ่งว่า การรณรงค์นี้ ดูทีท่าแล้ว จะไม่สามารถช่วยอะไร “อากง” (และผู้ต้องขัง 112 คนอื่น) ได้เลย

Monday, January 23, 2012

RED USAชื่นชมโอบาม่า-สหรัฐฯกรณีไม่อนุมัติวีซ่าให้DSIบุกไปสอบสวนคนไทยในอเมริกาข้อหา112

ที่มา Thai E-News


โดย RED USA-LA
23 มกราคม 2555

เผยจดหมายเปิดผนึกเสื้อแดงแอลเอถึงปธน.โอบาม่าและทางการสหรัฐฯชื่นชมกรณีไม่อนุมัติวีซ่าให้DSIเข้าไปสอบสวนคดี112กับคนไทยในสหรัฐฯ

กรณีทางการสหรัฐฯไม่รับคำร้องขอวีซ่าแก่ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองผู้อำนวยการกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เพื่อเดินทางไปสอบปากคำคนไทยในสหรัฐอเมริกาเสริมรูปคดีแก่การตั้งข้อหานาย จักรภพ เพ็ญแข เคยไปอภิปรายที่นั่น โดยกล่าวหา่อ้างว่ามีเนื้อความหมิ่นสถาบันกษัตริย์ไทย

อันเนื่องจากรายงานข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ศกนี้ที่ว่าเจ้าหน้าที่ดีเอสไอนำโดย พ.ต.อ.ประเวศน์ได้ยื่นขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าสหรัฐในวันที่ ๒๒ มกราคมโดยอ้างว่าเพื่อไปดำเนินสอบสวนบุคคลที่เคยไปฟังการปาฐกถาของนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งนี้อ้างว่ามีความสำคัญในการดำเนินคดีต่อนายจักรภพข้อหาจาบจ้วงสถาบัน แต่ปรากฏว่า “สถานทูตสหรัฐฯแทงเรื่องกลับโดยระบุว่าหากจะสืบสวนสอบสวนประเด็นนี้ สหรัฐฯไม่ให้ความร่วมมือ” อันทำให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษให้สัมภาษณ์ว่า “การไม่อนุมัติวีซ่าเป็นปัญหาเรื่องของถ้อยคำที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่ครบถ้วน ของเอกสารการขอวีซ่า” และ “ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงถ้อยคำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นเพื่อนำไปยื่นขออนุมัติทำ วีซ่าใหม่แล้ว” (ตามรายงานข่าว น.ส.พ.กรุงเทพธุรกิจ และไทยรัฐ) นั้น

กลุ่มคนไทยที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯซึ่งรวมตัวกันภายใต้สมัญญา RED USA-LA “เร็ดยูเอสเอ-แอลเอ” กระทำกิจกรรม และรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยแท้จริง และสิทธิมนุษยชนภายในประเทศไทยมาเป็นเวลาหลายปี เห็นควรที่จะแสดงความชื่นชมต่อการตัดสินใจไม่รับคำร้องวีซ่าของกงสุลสหรัฐ ดังกล่าว เนื่องจากต้องตรงกับหลักการสิทธิมนุษยชนทางการเมืองในการรับฟัง เลื่อมใส และแสดงออก อันเป็นสิทธิพื้นฐานที่ประชาชนไทยพึงมี และสอดคล้องกับหลักการไม่ล่วงล้ำสิทธิสภาพนอกอาณาเขต รวมทั้งคำประกาศของประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ เกี่ยวกับการสงวนสิทธิไม่อนุญาตบุคคลเดินทางเข้าประเทศสหรัฐ บทที่ ๑ ข้อ (เอ) อันมีใจความเข้าข่ายให้ถือว่าจุดมุ่งหมายของดีเอสไอในการขอวีซ่าขัดแย้งต่อ คำประกาศนี้

ข้อความดังกล่าวกล่าวว่า

(a) Any alien who planned, ordered, assisted, aided and abetted, committed or otherwise participated in, including through command responsibility, widespread or systematic violence against any civilian population based in whole or in part on race; color; descent; sex; disability; membership in an indigenous group; language; religion; political opinion; national origin; ethnicity; membership in a particular social group; birth; or sexual orientation or gender identity, or who attempted or conspired to do so.

(หมายเหตุ เรานำเสนอข้อความเป็นภาษาอังกฤษตามต้นฉบับแท้จริงของคำประกาศโดยไม่แปลเป็น ภาษาไทยเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาข้อโต้แย้งที่มักมีอ้างเป็นทางเลี่ยงกันอยู่ เสมอว่าภาคภาษาไทยไม่ตรงกับเป้าหมายแท้จริง ทำนองเดียวกับที่ดีเอสไออ้างว่าคำร้องขอวีซ่าไม่ผ่านเพราะถ้อยคำไม่สมบูรณ์ ดังกล่าวข้างต้น)


การเขียนจดหมายถึงทางการสหรัฐฯ และบุคคลทางการเมืองต่างๆ ตั้งแต่ประธานาธิบดีลงไปถึงเจ้าหน้าที่กงสุลประจำประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงความพึงพอใจในการวินิจฉัยอย่างสมเหตุสมผล ต้องตรงต่อแนวทางการปฏิบัติราชการอย่างเที่ยงตรง และมั่นคงในหลักการสิทธิมนุษยชน

หากแต่ยังต้องการย้ำเตือนว่า แม้ดีเอสไอจะแก้ไขถ้อยคำเสียใหม่เพื่อให้คำร้องขอวีซ่าได้รับการยอมรับ ทางการสหรัฐฯก็มิบังควรอนุมัติเพียงเพราะถ้อยคำสละสลวยยิ่งขึ้นแต่เจตนาใน การรบกวน และ/หรือ อาจถึงขั้นคุกคามสวัสดิภาพ และการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในสหรัฐอเมริกาของบุคคลเชื้อชาติไทย ดังที่เคยปรากฏมาแล้วครั้งหนึ่งในกรณีที่กงสุลคมกฤต จองบุญวัฒนา จากสถานกงสุลไทยประจำนครลอส แองเจลิส กระทำต่อชาวไทยท่านหนึ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ ๒๕๕๔ เนื่องจากวิธีการแอบแฝง และบิดเบือนเพื่อใช้กำหราบ ลงโทษ และกล่าวหาผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองถูกนำมาใช้จนเป็นนิสัยเสื่อมทราม อย่างบ่อยครั้งในรัฐบาลไทยชุดที่แล้ว

นอกเหนือจากนั้นกลุ่มยังเห็นว่าการไม่ยอมรับคำร้องวีซ่าของกงสุลสหรัฐฯครั้ง นี้เป็นนิมิตหมายที่ดีต่อการเจริญเติบโตในทางสร้างสรรค์แก่หลักการ ประชาธิปไตยอันแท้จริงในประเทศไทย เมื่อทางการสหรัฐฯวินิจฉัยนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ กับประเทศไทยโดยคำนึงถึงหลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชนในหมู่ประชาชนมากขึ้น มิได้จมปลักอยู่กับมารยาท และทางปฏิบัติอันเป็นจารีตที่จะเชิดชูกลุ่มผู้ปกครอง และบุคคลชั้นสูงของไทย เลยไปถึงกรณีที่ปรากฏในเอกสารวิกิลี้คที่ว่า สถานทูตสหรัฐฯจะไม่เข้าไปแตะต้องประเด็นที่เป็นข้อถกเถียง และอื้อฉาวอันเกี่ยวพันไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยใดๆ ทั้งสิ้น

................
( แถลงการณ์ฉบับภาษาอังกฤษถึงประธานาธิบดีโอบาม่า,รัฐมนตรีต่างประเทศ ฮิลลารี่ คลินตัน ,เอกอัคราชทูต และกงสุลใหญ่สหรัฐฯประจำประเทศไทย และวุฒิสมาชิกที่เกี่ยวข้อง )


January 20, 2012

President Barack Obama, Secretary of States Hillary Clinton, Senator Dianne Feinstein, Senator Barbara Boxer, Los Angeles Mayor Antonio Villaraigosa, Ambassador to Thailand Kristie Kenney, Consul general Elizabeth Pratt and et, all.

In support of the decision not to grant a visa to enter the United States for a Deputy Director of the Department of Special Investigation from Thailand.

We are a group of American citizens with Thai ethnic descendant living in and around Los Angeles county in the State of California, who would like to express our gratification on the news received from Thailand the other day that the American Consular in Bangkok rejected an application to travel to the U.S. by a deputy director of the Thai Department of Special Investigation, Police Colonel Praves Mullpramook.

We are in full support of the decision for its justification according to the presidential proclamation on August 4, 2011, SUSPENSION OF ENTRY AS IMMIGRANTS AND NONIMMIGRANTS OF PERSONS WHO PARTICIPATE IN SERIOUS HUMAN RIGHTS AND HUMANITARIAN LAW VIOLATIONS AND OTHER ABUSES.
Section 1. The entry into the United States, as immigrants or non-immigrants, of the following persons is hereby suspended:

(a) Any alien who planned, ordered, assisted, aided and abetted, committed or otherwise participated in, including through command responsibility, widespread or systematic violence against any civilian population based in whole or in part on race; color; descent; sex; disability; membership in an indigenous group; language; religion; political opinion; national origin; ethnicity; membership in a particular social group; birth; or sexual orientation or gender identity, or who attempted or conspired to do so.

The decision is also a humanitarian act in protection of the rights of American peoples who are members of the Thai ethnic community of greater Los Angeles for which they are the target of investigation by the Thai DSI on a matter irrelevant to their well being. The Thai DSI wants to interrogate Thai ethnics in Los Angeles to build up a case against a former Minister under the Taksin Shinawatra government who fled the country on lese majeste charge.

In February last year, a consular official from Thai Consulate Office in Los Angeles names Mr. Komkrich Chongbunwatana went to one Thai ethnic political activist at his apartment and presented himself as an agent from the Thai DSI asking questions about the activist’s opinion in Thai politics and the monarchy. This incident prompted for anguish that Thai authority could send an official to the U.S. and interrogate a suspect of unfaithfulness to the monarchy. Many people in Thailand, so far almost 500, were jailed for an offence which anyone else can report to the authority that he or she defamed the monarchy as the Thai criminal code 112 was used by political opponents.

The law is wide open for anyone to charge anyone under the code. The accused will be incarcerated and put in jail waiting for a closed trial or sentenced to a minimum of three years and up to fifteen years for each count.

A recent infamous case for which a sixty-two years old man was charged for sending messages through telephone service deemed violating the law, though the prosecutor could not prove beyond reasonable doubt the man was sentenced to spend 20 years in jail as guilty only upon circumstantial evidences. Another well publicized case involved an American citizen of Thai ethnic origin was sentenced to fifteen years in prison for an accusation he posted a translated version of a banned book, The King Never Smile, which is a historical report academically written by Paul Hanley. The two cases are inglorious examples of Thai justice system grossly disregarding universal human right conducts.

We are writing this letter with appreciation for the U.S. consular for making us feel secure being a law abiding U.S. citizen. We also want to express our concern that we could live peacefully and in harmony with other U.S. citizens not having to fear about being persecuted by our home country.

Respectfully Yours,
Red USA-LA

วันนี้ข่าวทางวิทยุเยอรมนีได้ออกว่า องค์กรสิทธิ์มนุษยชนโลกกำลัง..เพ่งเล็ง112

ที่มา thaifreenews

โดย ป้าพลอย

ให้แปลกใจนายพลทหารของกองทัพไทยเสียยิ่งนัก ไม่ว่ากี่นายทำไมจึงชอบทำตัวเป็นปรปักษ์กับ
ประชาชนเสียจริง ทั้งๆที่ตนเองต้องอาศัยเงินภาษีของประชาชนเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและเลี้ยง
ครอบครัว ทำไมเห็นประชาชนเป็นสัตรูอยู่ร่ำไป? การออกมากล่าวหาประชาชนว่าจะล้มร้างสถาบัน
ทั้งที่ยังไม่เห็นมีใครออกมาตะโกนตามท้องถนนประกาศว่าจะล้มร้างสถาบันสักคน
มีแต่พวกสลิ่มที่ออกมาเกะกะสร้างความลำคาญให้
ผู้คน แล้วใหนละกลุ่มคนที่นายพลออกมากล่าวหา?

การออกมาขู่ประชาชนเรื่องสถาบันนั้น นายพลกำลังเป็นผู้สร้างความเสื่อมทรามให้สถาบันเสียเอง
วันนี้ได้รับฟังข่าวทางวิทยุของเยอรมนีประมาณเที่ยงวันในระหว่างรับประทานอาหารเที่ยง
เห็นบอกว่าองค์กรสิทธิ์มนุษยชนกำลังเร่งที่จะสอบสวนสาเหตุของการจับกุมคนไทยที่ถูก
กล่าวหาว่าทำผิดกฏ 112 ซึ่งถูกยัดเยียดให้เข้าคุกโดยไม่เป็นธรรมด้วยเรื่องหมิ่น
ตอนนี้ทั่วโลกกำลังมองอย่างสนใจเป็นอันมาก เอาเลยท่านายพลที่ออกมา
เป็นข่าวเรื่องนี้ ยิ่งทำให้ทั่วโลกยิ่งเห็นความเสื่อมยิ่งขึ้น

อย่ามาโทษประชาชนที่ไม่รู้ไม่เห็นในการกระทำของพวกคุณ อย่ามายัดเยียดให้ประชาชน
ที่ไม่มีส่วนร่วมพวกคุณเองที่ทำให้สถาบันเสื่อม เพราะพวกคุณเองใช้สถาบันเป็นเครื่องมือ
ทำลายฝ่ายตรงกันข้ามจนเละ ไม่ใช่ประชาชนเป็นผู้ทำ กี่ร้อยกี่พันรายที่จับคนไม่มีความผิดเข้าคุก
ล่าสุดที่กระฉ่อนไปทั่วโลกนั่นคือเรื่องอากงติดคุก 20 ปี จนองค์กรสิทธิมนุษยชนโลก
ทนนิ่งเฉยไม่ได้อีกแล้ว

ข่าวคงมีรายละเอียดในหน้าหนังสือพิมพ์พรุ่งนี้ นี่คือความโหดร้ายที่หยิบยื่นให้ประชาชนชาวไทย
ในสายตาของชาวโลก ที่จับคนไทยเข้าคุกโดยการยัดเยียดข้อหาซึ่งไม่เป็นธรรมให้
คนเหล่านั้นไม่ได้ทำร้ายใคร ไม่ได้จับอาวุธไปฆ่าใครแต่ถูกลงโทษถึง 20 ปี
นี่คือหลักฐานฟ้องไปทั่วโลกว่าประเทศไทยใช้กฏนี้เกินกว่าเหตุและ
คงไม่ปล่อยให้ทำเช่นนี้อีกต่อไป รอข่าวเรื่องนี้คงตามมาไม่นานว่า
องค์กรสิทธิมนุษยชนโลกจะจัดการอย่างไร?..

2012-01-22@2234 นลินีแถลงสดไม่ติดBlack list ของสหรัฐ,เข้าอเมริกาได้

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

2012-01-22@2234 นลินีแถลงสดไม่ติดBlack list ของสหรัฐ,เข้าอเมริกาได้

ขบวนกลองยาว "รัฐประหาร" ปี 2555 "

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีชน คนใต้

การประกาศเรียกทหารให้ออกมายึดอำนาจของกลุ่ม "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย" เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำระหว่างการชุมนุม

บาง ช่วงอาจเป็นแค่สัญญานควันที่ไม่ชัดเจนนัก แต่บางครั้งก็ใช้วิธีการยั่วยุท้าทายว่ากองทัพยุคนี้ไม่กล้า แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นครั้งที่ "สนธิ ลิ้มทองกุล" ประกาศชัดเจนที่สุด

...เรียกร้องให้ทหารออกมายึดอำนาจ

กลุ่มพันธมิตรฯ จัดงานตรุษจีนปีใหม่ที่ลานหน้าบ้านเจ้าพระยา ถนนพระอาทิตย์เมื่อวันศุกร์ที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา

บน เวทีมีการเสวนาเปิดใจแกนนำพันธมิตรฯ ดำเนินรายการโดยนายประพันธ์ คูณมี ส่วนแกนนำฯที่เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพิภพ ธงไชย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

แต่ "ไฮไลท์" ของการเสวนาไม่ได้อยู่บนเวที แต่กลับอยู่ที่เสียงของ "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำคนสำคัญจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่โทรศัพท์มาปราศรัยกับพี่น้องพันธมิตรฯ

เพราะ "สนธิ" เรียกร้องให้กองทัพออกมายึดอำนาจ

"ทหารอย่านั่งเฉย รีบออกมาปฏิวัติเสีย"

พร้อมกับประกาศชัดว่าการต่อสู้ของกลุ่มพันธมิตรฯครั้งต่อไป จะไม่เพียงแค่การประท้วงบนท้องถนนเท่านั้น

แต่มีเป้าหมายคือ "ยึดอำนาจรัฐ"

และนี่คือ "คำต่อคำ" ของ "สนธิ"

"พี่ น้องครับ ผมพูดสั้นๆ ขอบคุณที่คุณประพันธ์ตั้งคำถามเรื่องผมรับเงิน ผมกราบเรียนพี่น้องอย่างนี้ ผมเบื่อที่จะพูด ใครที่ฟังแล้วเชื่อ ไปไกลๆผมเลยดีกว่า ผมรำคาญ คือ ผมไม่อยากคบ ไม่ต้องเคารพอะไรผม ผมคบเฉพาะแกนนำ 3 - 4 คน คุณประพันธ์ และพี่น้องที่ยังรักและศรัทธาเชื่อมั่นในตัวผม การกระทำของผมและเอเอสทีวีเป็นบทพิสูจน์

ผมจะบอกให้รู้ว่าผมไม่ได้ นั่งเฉยๆ ผมเตรียมพร้อมทุกวินาทีที่จะออกมาสู้ และสู้ครั้งนี้ ไม่ใช่ประท้วงที่ถนน จะต้องสู้เพื่อยึดอำนาจรัฐเลย

ต้องสู้เพื่อแตกหัก เพราะถ้าไม่แตกหักแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเราไปไม่รอด

ผม เป็นคนแรกที่บอกว่าทหารเท่านั้นที่จะเป็นเสาค้ำพระเจ้าอยู่หัว แต่ถ้าทหารไม่สามารถจะค้ำได้ อีกไม่นานพวกเราคงต้องออกมาค้ำประเจ้าอยู่หัว

และถ้าออกมาครั้งนี้ ต้องชนะอย่างเด็ดขาด ไม่มีการตีงูให้กากิน แล้วก็ไม่มีการให้แมลงสาปตีกินพวกเราอีก

ผมเชื่อว่าในที่สุดจะมีเพียงพลังของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะค้ำจุนประเทศชาติได้

ทหารอย่านั่งเฉย รีบออกมาปฏิวัติเสีย

แล้วพันธมิตรฯทั่วประเทศจะออกมาร่วมกับทหารยึดประเทศไทยคืนมาจากไอ้พวกชั่วๆ

เท่านี้ล่ะครับ พี่น้องครับ ขอบพระคุณพี่น้องมากครับ"

นี่คือ "จุดยืน" ที่เด่นชัดของแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ...

...ประชาธิปไตย"



หลัง จาก "สนธิ" ประกาศจุดยืนแค่วันเดียว พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานมูลนิธิโรงเรียนเตรียมทหารก็ออกมาย้ำในเรื่องการยึดอำนาจอีกครั้งใน รายการ "ลับ ลวง พราง" ทางวิทยุอสมท. 100.5

พล.อ.บุญเลิศ เป็นนายทหารเตรียมทหารรุ่น 1 รุ่นเดียวกับพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

เขาเคยร่วมกับพล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ยึดอำนาจเมื่อปี 2520 แต่ล้มเหลว

พล.อ.บุญเลิศ ยกเรื่องการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 มาเป็นประเด็น

"ผมอยากให้ทหารทำด้วยซ้ำ ถ้ามีสถานการณ์จำเป็น ไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่เพื่อปกป้องสถาบัน"

พล.อ.บุญ เลิศกล่าวว่าเขาพอใจกับบทบาทของกองทัพต่อการออกมาปกป้องสถาบันพระมหา กษัตริย์ เห็นกองทัพเอาจริงเอาจังเรื่องการต่อต้านการหมิ่นสถาบัน โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และท่านอื่นๆ ด้วย แต่อาจไม่มีโอกาสได้แสดงออกให้เห็น

พล.อ.บุญเลิศ กล่าวว่า อยากให้ทหารแสดงออกกันมากๆ ปกป้องชาติ สถาบันกษัตริย์ และดูแลประชาชน ส่วนเรื่องมีความพยายามในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นั้นมองว่าจะต้องไม่แก้ ไม่แตะต้อง อะไรที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ถ้า มันถึงที่สุด ทางกองทัพก็ต้องพูดกันบ้าง ไม่ใช่พูดแค่มันปาก ต้องเอาจริง หากมันเกินเลยจนทหารทนไม่ได้ เพราะใน 7 - 8 ปี มีการทำลายสถาบันกษัตริย์มากเหลือเกิน ถ้าถึงที่สุด ถ้ามันมากเกินไปจนทนไม่ไหว ทหารก็อาจจะปฏิวัติแน่นอน และต้องมี ตนเป็นทหารเก่า และกบฏเก่า เชื่อว่าจะต้องมี

พล.อ.บุญ เลิศ กล่าวว่า มีเปอร์เซ็นต์สูงที่จะเกิดการปฏิวัติ ถ้ายังไม่เลิกดูหมิ่นสถาบัน ผมว่าไม่ช้า ไม่นาน ผมอยากให้ทหารทำด้วยซ้ำ ถ้ามีสถานการณ์จำเป็น ไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่ต้องเพื่อปกป้องสถาบัน

แม้พล.อ.บุญเลิศ เป็นนายทหารที่เกษียณอายุแล้ว และไม่มีบารมีมากเท่าไรในกองทัพ

แต่อย่าลืมว่าพล.อ.บุญเลิศ มีอีกสถานะหนึ่งคือเป็น "เพื่อนร่วมรุ่น" ของพล.อ.สุรยุทธ์

การ ประสานเสียงของ "สนธิ" และ "พล.อ.บุญเลิศ" จึงเป็นความพยายามที่จะย้อนเวลากลับไปสู่ปี 2549 ที่เริ่มต้นการจุดเชื้อไฟของการยึดอำนาจจากกลุ่มพันธมิตรฯ และ "ทหารแก่" โดยอาศัยปมเงื่อนสำคัญ 2 เรื่อง คือ

1.สร้างเงื่อนไขเรื่องหมิ่นสถาบันเบื้องสูง

และ 2. สร้างความหวาดระแวงเรื่องจะโดนปลดให้เกิดกับนายทหารที่กุมอำนาจอยู่

บาง ทีที่เกมนี้ถูกจุดขึ้นมาในช่วงนี้ อาจเป็นเพราะเห็น "โอกาส" จากการแต่งตั้งพล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่

การสร้าง "หมอกควัน" ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบกหวาดระแวง จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก

นี่คือ "โอกาส" ที่ผู้โหยหาการรัฐประหารมองเห็น

โดยไม่สนใจเลยว่าการรัฐประหารทำให้ประเทศไทยเสียหายยับเยินขนาดไหน