WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, January 24, 2012

รายการชูธง จตุพร 23-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1025

ที่นี่ความจริง อ.ตุ้ม อ.หวาน 23-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1027

จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกเพื่อไทย ที่นี่MV5 23 1 2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1028

บวรศักดิ์ เมื่อคุณออกจากเหตุผล ก็กลายเป็นนักเลงหรืออันธพาลภายใต้คราบนักวิชาการ

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


จากการออกมาตอบโต้ผ่าน facebook ของ ดร.บวรศักดิ์ ที่ตอบโต้ ดร.วรเจตน์ว่า เนรคุณทุนอานันทมหิดลนั้น ตามที่นายบวรศักดิ์ กล่าวใน Facebook ของตนดังนี้

“ผมว่าก่อนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณเสนอ
ควรแก้ข้อบังคับทุนอนันทมหิดล ให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณ
และไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทุนจะง่ายกว่ามั๊ย
ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย”

ผมอ่านแล้วรู้สึกเลยว่า นี่บวรศักดิ์ ได้ก้าวออกจากเหตุผลไปแล้ว

และ ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมา ว่าแท้ที่จริงแล้ว บวรศักดิ์ไม่ใช่ปราญช์ หรือผู้รู้ที่ควรค่าแก่การนับถือเท่าใด ก็แค่ทาสรับใช้ระบอบอำมาตยาธิปไตยเท่านั้นเอง

คือ การรับใช้ระบอบใดระบอบหนึ่ง ก็คงไม่มีปัญหาอะไร หากคุณมีอุดมการณ์อย่างนั้น
แต่ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการ การรับใช้ระบอบใดๆ ก็ต้องมีเหตุผลหรือคุณธรรมของนักวิชาการนั้นอยู่ ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่ นักเลงหรือนักโต้วาทีเท่านั้น

นักวิชาการ ก็ต้องโต้กันด้วยเหตุผล ไม่ใช่โต้ไปที่ผู้พูดหรือผู้เสนอ ว่า เป็นใคร หรืออะไร ดีหรือเลวอย่างไร เพราะมันไม่ได้เกี่ยวกับ "ข้อเสนอ" หรือประเด็นที่เขาเสนอมา

คุณต้องโต้แย้งไปที่ประเด็นนั้น ไม่ใช่โต้แย้งไปที่ผู้พูด

การ ด่าว่า ดร.วรเจตน์ เนรคุณ คือการโต้แย้งไปที่ผู้พูด อย่างนั้น หากสืบสาวราวเรื่องต่อไป ใครที่กินเงินของสาธารณะชน จากภาษี หากทำลายต่อต้านประชาชน ก็เนรคุณทั้งนั้น ดร.บวรศักดิ์ อาจ "เนรคุณ" มากกว่า ดร.วรเจตน์ก็ได้ เพราะกินเงินเดือนประชาชนมาทั้งชีวิตเหมือนกัน แต่ไม่รับใช้ประชาชน

การโต้อย่างนี้ มีแต่ทำให้คนตีกัน

บวร ศักดิ์ ไม่เห็นด้วยกับ วรเจตน์ ในประเด็นใด ที่เขาเสนอมา ทั้งเรื่องแก้ 112 แก้ รธน. การล้างผลพวงของรัฐประหาร ก็โต้แย้งประเด็นเหล่านี้ด้วยเหตุผลที่หนักแน่นกว่า ที่ วรเจตน์เสนอมา สังคมจะได้มองที่เหตุที่ผลว่ามันหักล้างกับที่ วรเจตน์เสนอมาได้หรือไม่

แต่ ก็ไม่เคยเห็น บวรศักดิ์ ที่อ้างว่าเป็นนักกฎหมายมหาชนชั้นครู เขียนบทความทางวิชาการอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หักล้างประเด็นเหล่านี้ได้ด้วยเหตุด้วยผล ก็เคยเห็นมีบทความอันหนึ่ง ว่าต่างประเทศเขาก็มีกฎหมายหมิ่น แล้วโดนเอกอัครราชทูตเนเธอแลนด์ Mr. Van den Hout โต้แย้งเอาจนเงียบไป

พอเป็นประเด็นใหญ่ๆ บวรศักดิ์ก็ไร้กึ้น ไม่สมกับราคาคุย ประเด็นต่างๆ ที่เคยคิดว่าเก่ง มันก็แค่การเขียนสนับสนุนระบอบอำมาตย์ ที่แต่ก่อนยังไม่มีใครกล้าโต้แย้งเท่านั้น เพราะกลัวเกรงอำนาจทางสังคม

วันนี้ พอต้องสู้จริงๆ บวรศักดิ์ก็ไร้กึ้น ออกจากเหตุผล เข้าสู่โหมดการท้าตีท้าต่อย ลำเลิกบุญคุณไปโน้น ไม่สมกับเป็นนักวิชาการใหญ่ อย่างที่พยายามวางตัวเองเป็นแบบนั้นเลย

เรียกว่า "ยุคมืดทางภูมิปัญญาของนักวิชาการสายอำมาตย์" ก็ว่าได้ เพราะส่วนใหญ่ที่ผมเห็นคือ "ออกจากเหตุผล" เข้าสู่การใช้วิธีการอื่นในการโต้แย้งทั้งสิ้น เช่น ด่าว่าคนเสนอ ซึ่งรวมๆ ก็คือการใช้อำนาจคุกคาม ไม่ต่างจากท้าดวลปืนเท่าใดนัก เพราะเหตุผลสู้ไม่ได้

หากนักวิชาการใดเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่ใช่นักวิชาการแล้ว เขากลายเป็นนักเลง อันธพาลในคราบนักวิชาการไป

Re:

นักวิชาการ ผมว่า การโต้แย้ง ก็ต้องใช้เหตุผลเท่านั้น

ไม่มีอาวุโส อำนาจ การด่าว่าผรุสวาท หรือวิธีการอื่นในการโต้แย้งผู้เสนอประเด็นใดๆ ทั้งสิ้น

ส่วน คนอื่นๆ จะด่าว่า ผรุสวาท ลำเลิกบุญคุณ ก็อาจทำได้ เพราะเขาไม่ใช่นักวิชาการ และการทำอย่างนี้ก็หักล้าง สิ่งที่ผู้เสนอ "นำเสนอ" ขึ้นมาไม่ได้ เหตุผลที่นักแน่น สามารถโยกคลอนได้ด้วยเหตุผลที่หนักแน่นกว่าเท่านั้น ไม่มีทางที่จะโยกคลอนได้ด้วยวิธีการที่เรียกกันว่า "การก้าวออกจากเหตุผล" ไปได้ เพราะหากก้าวออกจากเหตุผล "คุณก็ไม่ใช่นักวิชาการ" แล้ว เพราะมันคือการใช้อำนาจบาตรใหญ่นั่นเอง

ผมไม่นึกว่าคนระดับบวรศักดิ์ จะหลุดได้ถึงขนาดนี้

นี่แสดงว่าระบอบอำมาตย์กำลังอับจนอย่างยิ่งทีเดียว

เพราะ ฝากของอำมาตย์ไม่มีนักวิชาการใด ที่ใหญ่มีภูมิความรู้มากกว่า ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณแล้ว นี่ถือว่าเป็น "ไม้ตายสุดท้าย" ของระบอบอำมาตย์โดยแท้ ไม้ตายสุดท้าย ไร้กึ้นขนาดนี้ ผมว่าน่าอนาถเหลือเกิน

มันจะต่างอะไรกับ โฆษกสถานีวิทยุยานเกราะ ในสมัยปราบนักศึกษา 6 ตุลาคม 2519

เกียรติ สิทธิอมร โต้ จิรายุ ห่วงทรัพย์

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel


ข่าวพบยาเสพติดในบ้านเช่าของลูกตาลนางจริญญา หาญณรงค์

http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34167.0


กรณีข่าวพบยาเสพติดในบ้านเช่าของลูกตาลนางจริญญา หาญณรงค์



23-01-2555 เกียรติ สิทธิอมร ผู้แทนการค้าไทยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แถลงข่าวตอบโต้นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย




"ทุกคนทราบดีครับ ความสัมพันธ์ผมกับคุณลูกตาลเป็นอย่างไร
สื่อทุกคนในที่นี้ทราบดี ที่ทำเนียบก็ทราบดี ที่สภาก็ทราบดี

การที่คุณจิรายุแกล้งทำเป็นไม่ทราบ
ต้องไปเอาหนังสือฉบับเดือนกันยายนออกมาอ้าง
แล้วไม่พูดชื่อผม ผมกำลังพูดว่าคุณกำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย
เท่ากับละเมิดหรือหมิ่นผู้อื่น ระวังให้ดี การไปบอกใครก็แล้วแต่
บอกจนท.รัฐว่าควรจะมีการตรวจสอบดำเนินให้ถี่ถ้วน
เท่ากับคุณให้ร้ายคนอื่นแล้ว เป็นที่ชัดเจนว่าในเบื้องต้น
คุณลูกตาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เมื่อวานนี้รองผู้การก็บอกว่าคุณลูกตาลไม่เกี่ยวข้อง
คุณจิรายุก็พยายามโยงเรื่องครั้งนี้ ความโชคไม่ดี ความมีเคราะห์ครั้งนี้
ผมตั้งคำถามว่า จิตใต้สำนึกของความเป็นมนุษย์ของคุณมีอะไรกันแน่
เห็นคนล้มคุณเหยีบซ้ำ คิดโยงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ให้พรรคตนเอง คิดได้แค่นั้นมาตราฐานคุณต่ำมากตรับ
เหตุการเมืองที่น่ารังเกียจ ให้ประชาชนตัดสินเองละกันว่า
มีใครคิดเห็นอย่างไรกับคุณจิรายุ
เบื้องต้นมีใครคิดเห็นอย่างไรกับคุณจิรายุ
ผมไปดูในกระทู้มีแต่คนด่าคุณ
ผมขอเตือนนะครับเสี่ยงมากกับการละเมิดคนอื่น
นักกฏหมายกำลังดู"

"ให้ประชาชนตัดสินเขามีความเห็นอย่างไรกับคุณจิรายุ"
ปล. ประชาชนตัดสินมีความคิดเห็นอย่างไรกับคุณเกียรติ สิทธิอมร

คลิกดูคลิปวีดีโอ การแถลงข่าวของเกียรติ สิทธิอมร

V

http://www.springnewstv.tv/program/scoop/6153.html

Re:






สื่อทุกคนทราบดี
สื่อไม่กล้าเอ่ยชื่อคุณเกียรติ สิทธิอมร
บุคคลในภาพผ่านรายการวิทยุ
คุณจิรายุ ทราบดีหรือไม่แต่คุณจิรายุก็ไม่กล้า
เอ่ยชื่อคุณเกียรติ สิทธิอมร บุคคลในภาพวันแถลงข่าว

ผู้แทนการค้าไทยของคุณนลินี เช่นกัน
สื่อเอเชียอัพเดท สื่ออื่นๆ อีกหลายสื่อ
ตัวอย่าง สื่อสปริงค์นิวส์ก็ไม่อ่ยชื่อคุณเกียรติ สิทธิอมร
ผู้แทนการค้าไทย รัฐบาลอภิสิทธิ์กับกรณีการจับยาเสพติดรายใหญ่ครั้งนี้
สื่อสปริงค์นิวส์ได้แต่เอ่ยชื่อคุณลูกตาล จริญญา หาญณรงค์ อดีตเป็น...
กับโดโด้ ซะอย่างงั้น
และขาดไม่ได้ตัวคุณเกียรติ สิทธิอมร เอง....กลับเอ่ยไม่ชัดเจน
ว่าคุณกับลูกตาล จริญญา หาญณรงค์ เป็นอะไรกัน
นอกจากใช้คำว่า"มีความสัมพันธ์กัน"

22-01-2555
สื่อสปริงค์นิวส์ไม่เอ่ยชื่อคุณเกียรติ สิทธิอมร ในกระแสข่าวจับยาเสพติดรายใหญ่


Uploaded by Springnews53 on Jan 22, 2012
ย้อนรอยจับยาบ้ารายใหญ่

อ่านประวัติศาสตร์ 'การสาบานตนของประมุขแห่งรัฐ' เรื่องที่เคยพูดกันมาแล้วเมื่อ พ.ศ. 2475

ที่มา ประชาไท

คณะนิติราษฎร์ นำเสนอ กรอบเนื้อหาเบื้องต้นในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น โดยมีหลักการในข้อ 4 ระบุว่า

กำหนดให้ประมุขของรัฐต้องสาบานตนว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและพิทักษ์ไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

หลักการและเหตุผลของคณะนิติราษฎร์ตามที่ได้แถลงคือ เป็นเงื่อนไขการเข้าสู่ตำแหน่ง *เพื่อก่อตั้งหน้าที่ในฐานะประมุขของรัฐ ที่สถาปนาขึ้นโดยอำนาจแห่งรัฐธรรมนูญ ต้องเคารพและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ ตามแนวทางนานาอารยประเทศที่เป็นราชอาณาจักร (มีประมุขของรัฐ เป็น กษัตริย์ หรือ สืบตำแหน่งโดยวิธีสืบสายโลหิต)

*ข้อสังเกต : เป็นกรณีแตกต่างเล็กน้อยกับการสาบานตนที่เป็นข้อถกเถียงในคราวร่างรัฐ ธรรมนูญ ฉบับที่ 2 (10 ธันวาคม 2475) เพราะในคราวนั้นเป็นการถกเถียงว่าจะกำหนดให้กษัตริย์สาบานตน "ก่อนเข้ารับหน้าที่" หรือไม่ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเงื่อนไข "การใช้อำนาจในตำแหน่ง"

ด้วยเหตุที่ เคยมีข้อถกเถียงในคราวอภิปรายในการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ก็สมควร พิจารณาข้อถกเถียงในสมัยนั้น ดังนี้

รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 36/2475 วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2475 (ตอนบ่าย) ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เริ่มเปิดประชุมเวลา 14.10 นาฬิกา [1]

นายหงวน ทองประเสริฐ : "ในหมวดสภาผู้แทนราษฎรว่า ผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ อยากทราบความประสงค์ของท่านประธานอนุกรรมการว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณไหม

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ : "ผู้ที่เป็นสมาชิกสภานี้ก่อนที่จะเข้ามารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณและตามประเพณีราชาภิเศกก็มีการปฏิญาณอยู่แล้ว

นายหงวน ทองประเสริฐ : "ควรบัญญัติไว้"

พระยาราชวังสัน : "ในประเทศเด็นมารคถึงเป็นรัชชทายาทก็ต้องปฏิญาณเหมือนกัน เพราะในโอกาสบางคราวต้องทำการเป็นผู้แทนพระเจ้าแผ่นดิน แต่ความคิดของเรานี้ก็เพื่อวางระเบียบว่า สิ่งใดที่เป็นแบบธรรมเนียมอยู่แล้ว เราไม่อยากพูดมากนัก ตามความคิดเดิมในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ประสงค์ไม่ให้ยาวเกินไป สิ่งใดที่มีและพิจารณาแล้วเห็นว่าเหมือนกัน ฉะนั้นจึ่งไม่บัญญัติไว้ เพราะความคิดเช่นนั้นเราวางไว้เห็นว่าไม่เป็นอะไร ทั้งเห็นความสะดวกกว่าการบัญญัติเช่นนี้จะดีกว่า"

นายหงวน ทองประเสริฐ : "ความจริงเห็นด้วย แต่ธรรมเนียมนั้นไม่ใช่บทบังคับ อีกประการหนึ่งสิ่งนี้เป็นคราวแรกไม่เคยใช้มา"

พระยามนธาตุราช : "ประเทศอื่น ๆ ที่จะผัดเปลี่ยนพระเจ้าแผ่นดิน เขามีในรัฐธรรมนูญ"

พระยาราชวังสัน : "ในธรรมนูญบางฉะบับได้บัญญัติคำไว้ว่าจะปฏิญาณอย่างนั้น ของเราทราบว่า พระเจ้าแผ่นดินต้องทรงปฏิญาณต่อหน้าเทวดาทั้งหลายและพระพุทธรูป เป็นต้น เราอยากจะเงียบเสีย"

นายหงวน ทองประเสริฐ : "ขอเรียนถามว่าควรจะแก้ไขอย่างไรหรือไม่"

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ : "ไม่เห็นจำเป็นเพราะไม่ทำให้ดีขึ้นหรือเลวลง มีอยู่แล้วจะไปล้างเสียทำไม ถ้าแม้ว่าความข้อนี้ตัดความหรือเพิ่มสิทธิก็ควรอยู่ การที่บัญญัติไว้เช่นนี้เพื่อเขียนไว้ให้หรู ๆ ถึงไม่เขียนก็รู้อยู่แล้ว"

นายหงวน ทองประเสริฐ : "เพื่อความเข้าใจของราษฎรทั้งหลาย ให้ลงมติว่าสมควรหรือไม่"

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม : "ข้าพเจ้าขอแถลงให้ที่ประชุมทราบ เท่าที่นายหงวน ทองประเสริฐ ได้ร้องให้เติมร่างว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรปฏิญาณนั้น การที่ไม่เขียนไว้ก็ดี ให้ถือว่าเวลาขึ้นเสวยราชย์ต้องทรงกระทำตามพระราชประเพณี การที่ไม่เขียนไว้นี้ไม่ใช่เป็นการยกเว้นที่พระองค์จะไม่ต้องทรงปฏิญาณ ขอให้จดบันทึกข้อความสำคัญนี้ไว้ในรายงาน"

นายจรูญ สืบแสง : "เป็นที่เข้าใจแล้วว่า พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงปฏิญาณตามนี้ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญสำคัญอย่างยิ่ง เท่าที่ได้จดบันทึกรายงานยังน้อยไป ถ้าอย่างไรให้มีไว้ในธรรมนูญจะดียิ่ง"

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม : "สภาผู้แทนราษฎรต้องเห็นชอบในการอัญเชิญพระมหากษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์หรือใน การสมมตรัชชทายาท ถ้าองค์ใดไม่ปฏิญาณเราคงไม่ลงมติให้"

นายจรูญ สืบแสง : "องค์ต่อ ๆ ไปอาจไม่ปฏิญาณ"

พระยาราชวังสัน : "ตามหลักในที่ประชุมต่าง ๆ ถ้ามีคำจดในรายงานแล้ว เขาถือเป็นหลักการเมือนกัน"

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ : "แถลวให้สมาชิกลงมติมาตรา 9 ว่า การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎมนเทียรบาล หรือให้เติมคำว่า "จะต้องปฏิญาณ""

ประธานสภาฯ : "บัดนี้มีความเห็น 2 ทาง คือทางหนึ่งเห็นว่า ควรคงตามร่างเดิม อีกทางหนึ่งเห็นว่า ควรเติมความให้ชัดยิ่งขึ้น"

ที่ประชุมลงมติตามร่างเดิม 48 คะแนน ที่เห็นว่าให้เติมความให้ชัดขึ้นมี 7 คะแนน เป็นอันตกลงว่าไม่ต้องเติมความอีก"

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่าน จะเห็นได้ว่า ในสมัยนั้น ในโครงสร้างความคิดอาจจะยังไม่เป็นระบบอย่างในวิชาการกฎหมายมหาชนยุคสมัย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สภาผู้แทนราษฎร กลายสภาพในทางนิตินัยเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้น) ไม่เห็นความสำคัญอย่างยิ่งของแบบพิธีในต่างประเทศที่อนุญาตให้กษัตริย์เป็น ประมุข และทำลายกฎเกณฑ์ทางอำนาจของผู้ทรงอำนาจในระบอบเก่า

เงื่อนไขเรื่องความยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรกรณีกษัตริย์ไม่ปฏิญาณ ก็ได้ถูกทำลายสิ้นตั้งแต่คณะรัฐประหารโดย รสช. รัฐธรรมนูญ ปี 34 กำหนดในมาตรา 21 กำหนดให้กรณีกษัตริย์ สวรรคต และกษัตริย์ตั้งรัชทายาทไว้ ให้ประธานรัฐสภาประกาศให้ รัฐสภา "รับทราบ" ซึ่งดั้งเดิม นับแต่ 2475 เป็นต้นมา สภาผู้แทนราษฎร (กรณีรัฐธรรมนูญ 10 ธ.ค.2475) หรือรัฐสภา (นับแต่ รัฐธรรมนูญ 2489) ต้องได้รับความ "เห็นชอบ/ยินยอม" จากรัฐสภา นั่นหมายความว่า ดั้งเดิม รัฐสภา มีอำนาจลงมติไม่เห็นชอบด้วยองค์รัชทายาท แล้วคัดเลือกขึ้นได้เอง เป็นว่า การตั้งรัชทายาทและการเข้าสู่ตำแหน่งประมุขของรัฐ เป็นไปโดยอำนาจตามอัธยาศัยของกษัตริย์พระองค์ก่อน หรือกรณีอื่น เป็นอันตัดขาดความสัมพันธ์จากผู้แทนปวงชน ซึ่งอำนาจให้ความเห็นชอบนี้ เป็นเหตุผลสำคัญในการอภิปราย 2475 ของฝ่ายสนับสนุนไม่ต้องบัญญัติ "การปฏิญาณหรือสาบานตน" ในคราวนั้น กล่าวคือ ยกข้อนี้ขึ้นอ้าง ว่า ถึงอย่างไรเสีย สภาฯ ก็ต้อง "ให้ความเห็นชอบ" อยู่ดี ดังนั้น หากพระองค์ไม่ปฏิญาณ ก็ต้อง "ไม่เห็นชอบการเข้าสู่ตำแหน่งกษัตริย์" จึงเป็นเงื่อนไขที่ตกไป

นอกจากนี้ วิวัฒนาการของกฎหมายพัฒนาไปข้างหน้า ในเชิงบังคับองค์กรของรัฐทุกสถาบันองค์กร ต้องผูกพันกับ ความสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และมีความชอบด้วยธรรมทางประชาธิปไตย ทั้งในทางเนื้อหา และในทางแบบพิธี ป้องกันการใช้อำนาจโดยทางตรง โดยทางอ้อม ในวิถีทางล้มล้างรัฐธรรมนูญ ดั่งปรากฎในยุคสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนระบบตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐที่ถูกบรรจุเพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญที่ สถาปนาขึ้นใหม่ของบรรดารัฐต่างๆ ร่วมสมัยหลังสงคราม เป็นวิวัฒนาการหนึ่งของหลักนิติรัฐที่ถูกทำให้ปรากฎในทางรูปธรรม.

__________________________

เชิงอรรถ

[1] นรนิติ เศรษฐบุตร (รวบรวม). เอกสารการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 (โดยสภาผู้แทนราษฎร). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542. หน้า 48 - 50.

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: ประชาธิปไตยหลายมาตรฐาน

ที่มา ประชาไท

อีกสักพักเราคงจะได้เห็นกันว่า ส่วนผสมระหว่าง อารมณ์ริษยาของพรรคฝ่ายค้าน อาการดัดจริตของสื่อมวลชนไทย และ ประชาธิปไตยแบบหลายมาตรฐานของสหรัฐนั้นจะสำแดงฤทธิ์แรงพอจะทำให้นลินี ทวีสิน ตกจากเก้าอี้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่

พลพรรคประชาธิปัตย์ กำลังใช้ทักษะชั้นสูงในการพูดอ้อมค้อมอย่างฉะฉานเพื่อแสดงให้สังคมไทยเห็น ว่า การที่นลินีโดนจัดอยู่ในบัญชีของกลุ่มเป้าหมายที่จะต้องโดนคว่ำบาตรของสำนัก งานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ กระทรวงการคลังสหรัฐในกรณีซิมบับเวนั้นเป็นเรื่องเสื่อมเสียอย่างร้ายแรงต่อ ประเทศชาติและราษฎรไทย (บางคนกำลังพูดว่าต่อความเป็นประชาธิปไตยของไทยด้วย)

พวกเขาไม่พูดว่า การที่นลินีโดนห้ามทำธุรกิจกับบุคคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันผิดหรือ ถูกอย่างไร แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี ใช้คำว่า การแต่งตั้งบุคคลซึ่งมี “ข้อจำกัด” อันอาจจะกระทบกระเทือนต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลและของประเทศไทยโดยรวม คำพูดของอภิสิทธิ์นั้นรัดกุมมากทั้งในแง่กฎหมายและในแง่การเมือง เขาไม่ได้ว่าอะไรมากไปกว่าจะบอกว่า การที่นลินีติดต่อทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันไม่ได้นั้นคือข้อจำกัด แต่คำพูดนี้มีช่องว่างอยู่ดี เพราะอดีตนายกรัฐมนตรีย่อมรู้อยู่แก่ใจดีอยู่แล้วว่า การเป็นรัฐมนตรีของประเทศไทยนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในบัญชีไหน ก็มีข้อจำกัดในการทำธุรกิจด้วยตัวเองอยู่แล้ว นี่ยังไม่นับว่า รัฐมนตรีในรัฐบาลของเขาก็เคยมีข้อจำกัดทางกฎหมายอยู่ไม่น้อยเช่นกัน บางคนมีข้อจำกัดมากกว่านี้อีก หมายถึงไม่มีความรู้ความสามารถเสียด้วยซ้ำไป ยังได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของเขาได้จนสิ้นอายุของรัฐบาล ประการสำคัญ นลินีไม่ได้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และหากปรากฎว่านลินีไม่ได้รับมอบหมายให้ต้องติดต่อโดยตรงกับประเทศสหรัฐ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นข้อจำกัด

เจ้าหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆที่ฉลาดน้อยกว่าอภิสิทธิ์ พยายามจะแสวงหาความผิดของนลินีแบบตรงๆ ไปเลย โดยการอ้างความคลุมเครือว่า การถูกจัดอยู่ในบัญชีของกระทรวงการคลังเท่ากับการโดนห้ามเข้าประเทศสหรัฐไป ด้วย บางคนไปไกลขนาดว่า นลีนีไม่มีสิทธิ์ซื้อแมคโดนัลกับโคคาโคล่ากินด้วยซ้ำไป เพราะนั่นเป็นการทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันโดยตรง บางคนพยายามพูดว่าเธออาจจะช่วยทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำธุรกิจเหมืองอัญมณีในแอฟริกา (อันที่จริงอยากพูดว่าความความผิดของเธอคือ เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลน้องสาวทักษิณมากกว่า)

สื่อมวลชนที่ทำตัวเป็นลูกหาบให้พรรคประชาธิปัตย์จำนวนมากก็เกาะขบวนแห่ นี้ไปด้วยเช่นกัน พวกเขาจะเพียรเฝ้าถามเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอยู่ทุกเมื่อเชื่อ วันที่เจอหน้า ว่ารัฐบาลจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร นลีนีจะแสดงสปิริตด้วยการลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ ความเห็นของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์จะได้รับการรายงานข่าวอย่างละเอียดยิบใน ทุกประเด็น ไม่ว่าความเห็นนั่นจะ “บู่” เพียงใดก็ตาม

นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งระยะหลังๆเธอเริ่มแสดงอาการ นักการเมืองเขี้ยวๆ ออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งอยู่ในตำแหน่งนานวัน ภาพความเป็นนายกหญิง แม่น้องไปป์ ผู้ใสซื่อ จะหายไปและแทนที่ด้วยนายกรัฐมนตรีหญิงผู้จัดเจน อีกไม่นานเธอคงกลายเป็นหญิงเหล็ก ด้วยการเลี่ยงที่จะตอบคำถามที่ตอบยากหรือไม่อยากตอบไปเสียดื้อๆ อย่างนั้นเอง การไม่ตอบคำถาม ในทางข่าวถือว่า ประเด็นตาย เพราะรายงานได้อย่างเดียวว่า นายกรัฐมนตรีไม่ตอบคำถาม เอาแต่ยิ้มอย่างเดียว มุกนี้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เคยใช้ได้ผลมาแล้วตลอดระยะเวลา 8 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง สิ่งที่สื่อมวลชนไทยเกลียดที่สุดคือ การอมพะนำ

ปัญหาของนลีนีนั้นไม่ใช่ปัญหาทางศีลธรรม แต่มีคนพยายามจะสร้างศีลธรรมและจริยธรรมในเรื่องนี้ด้วยก็ตาม ทว่าในความเป็นจริงเรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ ล้วนๆ หากความไม่ปรากฎชัดว่า นลีนี ได้ค้าสิ่งผิดกฎหมายที่ขัดศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว สิ่งที่เธอทำลงไปคือการ “ดูแล” เครส มูกาเบ ภรรยาของประธานาธิบดี โรเบิร์ต มูกาเบ ก็เพียงแต่ขัดกับ “ท่าที” ทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐต่อประเทศซิมบับเวและผู้ปกครองประเทศนั้นเท่านั้น เอง

ปัญหาที่น่าพิจารณาคือ ประเทศไทย รัฐบาลไทย และ สังคมไทย จะต้องมีท่าทีทางการเมืองระหว่างประเทศต่อซิมบับเว แบบเดียวกับสหรัฐหรือไม่ คำตอบดูเหมือนจะไม่

ในเดือนมีนาคม 2003 ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บูช ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อคว่ำบาตรรัฐบาลซิมบับเว ฐานที่กระทำการอันเป็นปรปักษ์ต่อสถาบันและกระบวนการประชาธิปไตยภายในประเทศ คำสั่งนั้นได้ทำการคว่ำบาตรต่อชาวซิมบับเวทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลเป็น การเฉพาะเจาะจง และในปี 2005 ปรากฎว่าได้มีการขยายขอบเขตคำสั่งนั้นให้ครอบคลุมสมาชิกในครอบครัวของบุคคล ที่อยู่ในเป้าหมายที่ได้ประกาศไปก่อนหน้า และให้รวมถึงบุคคลที่ให้ความช่วยเหลือบุคคลที่อยู่ในบัญชีเช่นว่านั้นด้วย กรณีของนลินีน่าจะต้องด้วยความในวรรคหลังนี้

ผลของคำสั่งคือ ห้ามบุคคลสัญชาติอเมริกันไม่ว่าอยู่ที่ใดในสหรัฐทำธุรกรรมใดๆกับบุคลในบัญชี ดังกล่าวหรือบุคคลที่ได้กระทำการแทนบุคลลในบัญชีดังกล่าวด้วย ธุรกรรมที่ห้ามนั้นให้หมายรวมถึง การนำเข้า-ส่งออก ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม การเป็นนายหน้าทางการค้า การให้การสนับสนุทางการเงินหรือช่วยอำนวยความสะดวกทางการเงิน การกระทำใดอันจะเป็นการละเมิดหรือหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรนี้ก็ถูกห้ามด้วยเช่น กัน

ภายใต้คำสั่งนี้ ชาวสหรัฐมีหน้าที่ต้องดำเนินการสกัดกั้นการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของบุคคลใน บัญชีดังกล่าว ที่ผ่านเข้ามาหรืออยู่ภายใต้การควบคุมของคนสหรัฐ คำว่าทรัพย์สินนี้ให้หมายรวมถึง เงิน เช๊ค ดราฟท์ บัญชีธนาคาร หุ้น และ ตราสารทางการเงินอื่นๆ L/C, B/L, B/S และตัวสินค้าด้วย การสกัดกั้นทรัพย์สินนี้ให้รวมถึงดอกผลที่เกิดจากธุรกรรมของบุคคลในบัญชี นั้นด้วย

เพื่อประโยชน์ของคำสั่งนี้บุคคลสัญชาติอเมริกันหรือคนสหรัฐนั้นให้หมาย รวมถึงสาขา สำนักงานตัวแทน หรือ สำนักงานอื่นใดของบริษัทสหรัฐที่อยู่ในต่างประเทศ และสาขาหรือสำนักงานของบริษัทต่างประเทศที่อยู่ในสหรัฐด้วย
บุคคลที่ฝ่าฝืนคำสั่งนี้จะมีโทษปรับ 500,000 ดอลล่าร์สหรัฐหรือคิดเป็นสองเท่าของมูลค่าธุรกรรมแต่ละครั้ง บุคคลธรรมดาอาจจะต้องโทษจำคุกถึง 10 ปีหากละเมิดคำสั่งดังกล่าว

โปรดสังเกตุว่า คำสั่งนี้ออกบังคับต่อคนสัญชาติอเมริกัน คนที่มีถิ่นที่อยู่ถาวรในสหรัฐ องค์กรหรือหน่วยงานภายใต้กฎหมายสหรัฐ ซึ่งก็รวมถึงสาขาหรือตัวแทนบริษัทต่างชาติ หรือใครก็ตามที่อยู่ในสหรัฐ

กรณีนลินี หากปรากฎว่าเดินทางเข้าสหรัฐย่อมตกอยู่ภายใต้กฎหมายสหรัฐและคำสั่งนี้ด้วย นั่นอาจเป็นเหตุผลว่า แม้เธอไม่ถูกสั่งห้ามเข้าสหรัฐแต่อาจจะไม่กล้าเดินทางไปด้วยเกรงผลทางกฏหมาย ของคำสั่งนี้

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ กระทรวงการคลังสหรัฐผู้ถืออำนาจตามคำสั่งนี้ ได้จัดให้การคว่ำบาตรอยู่ใน OFAC Sanction program ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายๆโครงการคว่ำบาตรที่รวมถึง กรณี พม่า คิวบา อิรัค เลบานอน ลิเบีย เกาหลีเหนือ การก่อการร้าย การต่อต้านยาเสพติด และอะไรต่อมิอะไรมากมายที่ดำเนินการภายใต้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐ
การคว่ำบาตรของสหรัฐหรือของประเทศอื่นๆส่วนใหญ่ในตะวันตกนั้น เป็นมาตรการทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างหนึ่งที่ดำเนินการเพื่อบีบบังคับ ให้ประเทศในเป้าหมายดำเนินการอย่างที่ต้องการ โดยมากมักมีข้ออ้างเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นหลักใหญ่ เช่นในกรณีของพม่า และ เกาหลีเหนือ จัดอยู่ในประเภทนี้ ในหลายกรณีก็มีปัญหาเรื่องการก่อการร้ายเข้ามารวมอยู่ด้วย กรณีของลิเบีย จะรวมอยู่ในเรื่องเหล่านี้

สหรัฐมีการดำเนินการและปฏิบัติต่อแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน หลายประเทศที่ถูกสหรัฐคว่ำบาตรแบบเดียวกันอาจจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง กันออกไป ทั้งนี้แล้วแต่คำสั่งและรายละเอียดของคำสั่งฝ่ายบริหารที่ออกมาแต่ละคราวไม่ เหมือนกัน หากจะเปรียบเทียบกรณีซิมบับเว กับ พม่า หรือ เกาหลีเหนือ จะเห็นได้ชัด กรณีรัฐวิสาหกิจไทยซื้อแก๊สหรือบริษัทไทยหรือสัญชาติอื่นจำนวนมากทำธุรกิจ กับพม่า ไม่ปรากฎว่าจะถูกจัดอยู่ในบัญชีต้องห้ามเช่นเดียวกับนลีนี หลายบริษัทของไทยทำการค้าและการลงทุนในเกาหลีเหนือ ก็ยังปรากฎว่าสามารถทำธุรกรรมใดๆกับสหรัฐได้ตามปกติไม่ต้องถูกจัดในบัญชี ต้องห้ามอีกเช่นกัน

การถูกขึ้นบัญชีในรายการคว่ำบาตร ไม่ควรถือว่าเป็นความผิดบาปทางศีลธรรม แม้แต่จะถือว่าเป็นปรปักษ์ต่อความเป็นประชาธิปไตยยังยาก ด้วยว่าชื่อในบัญชีอาจจะถูกเคลื่อนย้ายเข้าออกได้หรือเปลี่ยนแปลงได้ตาม สถานการณ์ ตัวอย่างกรณีของพม่าที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ หลายประเทศกำลังยกเลิกการคว่ำบาตรพม่า เมื่อพบว่าการคว่ำบาตรนั้นไม่ค่อยได้ผล หรือ ให้ผลไปทางตรงกันข้าม หรือ สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป เช่นเดียวกัน สถานการณ์ใหม่ในซิมบับเวหรือข้อมูลใหม่หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมูกาเบ อาจจะเป็นเหตุให้สหรัฐทบทวนการคว่ำบาตรได้

ประการสำคัญ มาตรฐานทางประชาธิปไตยหรือสิทธิมนุษยชนที่สหรัฐใช้เป็นเกณฑ์ในการบังคับใช้ การคว่ำบาตรนั้น ไม่ได้เป็นมาตรฐานอันเดียวที่ยอมรับกันได้ทั่วโลก หลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย ไม่ได้ดำเนินการคว่ำบาตรหลายประเทศตามสหรัฐ หากแต่ดำเนินการติดต่อมีความสัมพันธ์ทางการทูตและทำการค้ากันอย่างปกติแม้ สหรัฐจะคว่ำบาตรก็ตาม

กรณีซิมบับเวนั้น ไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตด้วยมาตั้งแต่ปี 1985 (2528) สองประเทศมีความสัมพันธ์กับในระดับปกติแม้ว่าไม่ได้ใกล้ชิดนัก ซิมบับเวตั้ง เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ เป็นกงศุลกิตติมศักดิ์ ตามตำแหน่งแล้วดูเหมือนว่าเขามีหน้าที่ต้องอำนวยความสะดวกให้กับผู้นำซิมบับ เวหากเดินทางมาเยือนประเทศไทย รวมทั้งส่งเสริมการค้า การลงทุนระหว่างกัน ซึ่งอาจจะมีโอกาสไปต้องตรงกับผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัวมูกาเบ้ได้ด้วย แต่เกรียงศักดิ์ไม่โดนจัดเข้าบัญชี อนึ่งเกรียงศักดิ์ เคยเป็นอดีตสส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

แม้ซิมบับเว จะถูกสหรัฐคว่ำบาตรแต่ปรากฎว่า ประเทศไทยมีการค้ากับประเทศนี้ด้วย แม้ว่าจะไม่มากนักก็ตาม มูลค่าการค้าไทย –ซิมบับเว เมื่อปีที่แล้ว 38.69 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ไทยส่งออก 17.04 ล้านดอลล่าร์ ไทยนำเข้า 21.65 ล้านดอลล่าร์ ปรากฎว่าไทยขาดดุลการค้า -4.61 ล้าน ดอลล่าร์สหรัฐ สินค้าส่งออกของไทยไปซิมบับเวส่วนใหญ่เป็น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เคหะสิ่งทอ เครื่องยนต์สันดาปภายในแบบลูกสูบ ผลิตภัณฑ์ยาง

เดือนมกราคม ปี 2008 ระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐบาลขิงแก่ของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นปีที่นลินีโดนขึ้นบัญชี (เธอโดนขึ้นบัญชีเดือนพฤศจิกายน ปีเดียวกันนั้น) ปรากฎว่าประธานาธิบดีมูกาเบ เดินทางผ่านมาประเทศไทยเพื่อแวะต่อเครื่องบินไปสิงคโปร์ และในปี 2010 ซึ่งประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ปรากฎว่ามีเจ้า หน้าที่ระดับสูงคือประธานสภาผู้แทนราษฏรซิมบับเว เคยเดินทางมาประชุมในประเทศไทยด้วย

ไม่เคยปรากฎว่าประเทศไทยมีความเห็นต่อปัญหาประชาธิปไตยในซิมบับเวอย่าง เคร่งครัดนัก ว่ากันตามจริงประเทศไทย และรัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัย ก็ไม่ค่อยเคร่งครัดกับความเป็นประชาธิปไตยสักเท่าใดนัก แม้ว่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆก็ตาม ดังนั้นไม่ต้องคาดหวังว่าประเทศไทยจะเคร่งครัดต่อความเป็นประชาธิปไตยตาม ความเห็นของรัฐบาลสหรัฐในประเทศอื่น

คงเป็นเรื่องประหลาดมากทีเดียว สำหรับสังคมการเมืองไทย ที่จะสร้างหรือถือมาตรฐานเรื่องนี้มากดดันให้รัฐมนตรีคนหนึ่งต้องลงจาก ตำแหน่งเพราะมีความเห็นเรื่องประชาธิปไตยไม่สอดคล้องกับสหรัฐ

‘ใบตองแห้ง’ Voice TV: สัปดาห์สีข้างถลอก

ที่มา ประชาไท

ใบตองแห้ง
21 ม.ค.55
ที่มา: เว็บไซต์วอยซ์ทีวี http://www.voicetv.co.th/blog/699.html

ก่อนอื่นต้องขอยกย่องความกล้าหาญของนิติราษฎร์ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 และบรรดานักวิชาการ นักกิจกรรม ผู้ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ชุดแรก ซึ่งแสดงให้เห็นพลังอันเข้มแข็งของผู้รักสิทธิเสรีภาพ รักประชาธิปไตย ต้องการเห็นประเทศนี้ก้าวไปสู่ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ” อย่างแท้จริง

การลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ต้องใช้ความกล้าหาญมากนะครับ เพราะต้องเสี่ยงสูญเสียสถานะที่ทุกคนดำรงอยู่ ยกตัวอย่างง่ายๆ อนุสรณ์ ธรรมใจ เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ กับคณาจารย์เกือบทั้งมหาวิทยาลัย เป็นพันธมิตรพันธุ์แท้ อนุสรณ์ยังเคยเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ บางจาก อสมท. จัดรายการวิทยุ โทรทัศน์ ซึ่งการลงชื่อแก้ 112 เสี่ยงที่จะถูกกดดัน ถูกต่อต้าน จนสูญเสียสถานะและโอกาสต่างๆ
คนอื่นๆก็เผชิญความเสี่ยงหลากรูปแบบกันไป ผมยังหวั่นใจแทนอาจารย์หลายมหาวิทยาลัย ที่บรรยากาศคงไม่เปิดกว้างเหมือนจุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์ เช่น อาจารย์เกษตรฯ ศิลปากร สงขลานครินทร์ หรืออาจารย์คมลักษณ์ ไชยยะ ที่อยู่สถาบันราชภัฏ พระนครศรีอยุธยา
ที่พูดนี่ไม่ใช่จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ จะสบายนะครับ มีคลื่นใต้น้ำเหมือนกัน อย่างน้อย อ.วรเจตน์ ก่อนเคลื่อนไหวเรื่องนี้ก็ต้องปลงไว้ก่อนว่าชีวิตนี้อาจไม่ได้เป็น ศาสตราจารย์ อ.ธีระ อ.สาวตรี อ.ปิยบุตร ฯลฯ ถูกกาหัวไว้ อาจไม่ได้เป็น ผศ.รศ. พวกนักเขียน ก็อาจจะมียอดขายหนังสือลดลง ลุงคำสิงห์ ศรีนอก “ลาว คำหอม” ก็อาจต้องออกจากค่าย “อมรินทร์”
คือถ้าเปรียบเทียบกัน ถ้าใครเอาเอกสารมาให้ลงชื่อต่อต้านการแก้ไข ม.112 วิสัยคนไทยย่อมลงง่ายกว่า โดยเฉพาะพวกที่เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ลงชื่อแก้มีแต่จะหาเหาใส่หัว ลงชื่อต้าน ถึงไม่ก้าวหน้าก็เสมอตัว อยู่ฝ่ายแก้มีแต่จะโดนข้อกล่าวหา อยู่ฝ่ายต้านไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผล
ผู้กำกับหนังอย่าง เจ้ย, วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง ก็กล้าหาญมากนะครับ เพราะคนในวงการบันเทิง ดารานักร้อง คนที่ทำมาหากินกับกระแสนิยม เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องต้องห้าม แต่ถ้ามีเรื่องโหนเจ้าเมื่อไหร่ โดดใส่ทันที ย่อมเป็นผลดีกับอาชีพ ถ้าได้แสดงละครเฉลิมพระเกียรติ ได้ร้องเพลงเฉลิมพระเกียรติ ก็ถือเป็นการอัพเกรด ความฝันอันสูงสุดคือซักวันจะได้เป็นพี่เบิร์ด แม้แต่พวก NGO ก็เหมือนกัน พวกนักอนุรักษ์ที่ต่อสู้พิทักษ์ป่าอย่างโดดเดี่ยวมานาน ตอนหลังก็อาศัยพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จฯ มาอัพเกรดการต่อสู้
ฉะนั้น ถ้าผลการรวบรวมรายชื่อออกมาเท่าไหร่ เราสามารถประเมินได้ว่านั่นคือ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของผู้ที่อยากลงชื่อจริง เพราะผู้ที่อยากลงชื่อแต่มีสถานะต้องกริ่งเกรง หรือผู้ที่เห็นว่าการรณรงค์ครั้งนี้มีเหตุผล แต่ไม่กล้าแสดงความเห็นของตน คงมีมากกว่า 3-4 เท่า
แบบว่าแม้แต่ชาวบ้านธรรมดา ก็ยังกลัวลงชื่อแล้วจะมึความผิดฐาน “ล้มเจ้า” ต้องปลุกปลอบใจกันหลายยก

อะไรมันจะไร้สาระ

หลัง จากนิติราษฎร์และ ครก.เปิดการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ผมสำรวจกระแสมาตั้งแต่ต้นสัปดาห์จนปลายสัปดาห์ พบว่าไม่มีใครเสนอความเห็นทางกฎหมายตอบโต้นิติราษฎร์อย่างเป็นสาระแม้แต่ราย เดียว
ที่พอเป็นชิ้นเป็นอันก็มีแต่แถลงการณ์สยามประชาภิวัฒน์ กับข้อเขียนของ “กูรู” สำนักเนติบริกร มีชัย ฤชุพันธ์ ในไทยโพสต์
ที่เสนอหน้ามารายแรกแล้วหงายเลย ก็คือสมคิด เลิศไพฑูรย์ ที่อยู่ๆ ก็ไปเขียนลงเฟซบุคว่า ไม่สบายใจ มธ.ให้เสรีภาพนิติราษฎร์มาล่ารายชื่อในมธ. แต่นิติราษฎร์ให้สัมภาษณ์ว่าใครคัดค้านขัดขวางนิติราษฏร์ผิดกฏหมายเข้าชื่อ อาจถูกจำคุก ทำไมนิติราษฎร์เรียกร้องให้มีเสรีภาพในการวิจารณ์สถาบัน แต่ไม่เห็นด้วยกับการมีเสรีภาพในการวิจารณ์นิติราษฎร์
โหย เพิ่งได้เสียงเชียร์จากกรณีก้านธูปไปหมาดๆ ไม่น่ามาเสียรังวัดเลย ท่านอธิการ นิติราษฎร์พูดชัดเจนว่า ถ้าใครขัดขวางการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เป็นความผิดตามมาตรา 15 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมายพ.ศ. 2542 แต่นิติราษฎร์ไม่เคยพูดว่าห้ามวิจารณ์นิติราษฎร์หรือข้อเสนอ
ผมไม่เข้าใจ ทำไมสมคิดตายน้ำตื้นอย่างนี้ ที่ให้สัมภาษณ์มติชนก็หาสาระมิได้ ท่านบอกว่าท่านเข้าไปเขียนรัฐธรรมนูญ 2550 ให้ คมช.พ้นตำแหน่ง อย่างนี้จะหาว่าเชียร์รัฐประหารได้อย่างไร เป็นไอเดียท่านนะ ที่ให้ คมช.พ้นตำแหน่ง ผมอ่านแล้วหัวร่อกลิ้งเลยครับ ท่านอธิการ สีข้างยังอยู่ดีหรือเปล่า
สยามประชาภิวัฒน์ทำท่าจะดี ตั้งการ์ดสวย แต่พอออกรูปมวยเท่านั้น เละไม่เป็นท่า อ.พิชาย รัตนดิลก อ.สุวินัย ภรณวลัย ท่านแรกไปพูดออก ASTV ท่านหลังเขียนลงเฟซบุค อ้างเป็นตุเป็นตะคล้ายกันว่า นี่เป็นแผนทักษิณ หวังจะยั่วยุให้ทหารรัฐประหารแล้วใช้มวลชนตอบโต้ ล้มล้างระบอบ
อ.สุวินัยเลยโดน อ.เกษียร เตชะพีระโต้ มติชนออนไลน์เอาไปลงให้เฮฮากันข้ามโลก เพราะตอนท้ายยังแถมให้อ่านข้อความในเฟซบุค อ.สุวินัย ที่ท่านเห็นพระธาตุเสด็จลงมา 25 องค์
ที่ฮาได้ใจคือ อ.ศาสตรา โตอ่อน ไปออก ASTV กับคุณปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตร แล้วเห็นพ้องกันว่าอเมริกาหนุนให้แก้ ม.112 เพื่อทำลายสถาบัน เพื่อแสวงหาแหล่งพลังงาน อ.ศาสตรายังยกย่องกัดดาฟี เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของลิเบีย
เทปนี้ฮาโคตรๆ เลยครับ โก๊ะตี๋ชิดซ้าย ให้อาจารย์นิติศาสตร์ อยากถามว่าท่านจะยกย่องโรเบิร์ต มูกาเบ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของซิมบับเวไหม
อ.เกษียรบอกว่านี่คือตรรกของ “คนเห็นผี” เพราะคนธรรมดาไม่เห็นผี มีแต่หมอผีที่อ้างว่าเห็นผี
อะไรมันจะไร้สาระซะปานนั้น กับการทำตัวเป็นหมอผี ของกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ท่านอ้างว่านิติราษฎร์ตกเป็นเครื่องมือ (หรือยอมเป็นเครื่องมือ) ของทักษิณและอเมริกา
ถ้างั้น ผมก็ควรจะกล่าวหาบ้างว่า สนธิ ลิ้ม เป็นเครื่องมือของทักษิณและอเมริกา ที่ยุให้ทหารทำรัฐประหารร่วมกับพันธมิตร เพื่อทักษิณและมวลชนเสื้อแดงจะได้ตีโต้ ล้มล้างระบอบ
ข้อกล่าวหาที่สยามประชาภิวัฒน์ ปลุกปั่นใส่นิติราษฎร์และผู้ลงชื่อสนับสนุนการแก้ไข ม.112 เปรียบเหมือนวัวสันหลังหวะกล่าวโทษคนอื่น เพราะพวกท่านทั้ง 26 คน เอ่ยชื่อมาล้วนแต่หน้าเก่าขาประจำ อ.บรรเจิด สิงคะเนติ ทั่วโลกรู้จักว่าหลังรัฐประหารท่านเข้าไปเป็น คตส. ส่วน อ.คมสัน โพธิ์คง กับ อ.จรัส สุวรรณมาลา ก็เป็น สสร. ในราย อ.จรัสนี่ เคยรับงบ คมช.มาทำ “วิจัยประชาธิปไตย” แล้วใช้งบเดินทางไปบรรยายตามมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ใช้สถานะคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ แก้ต่างให้การทำรัฐประหารว่าถูกต้องชอบธรรมแล้ว
อ.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ นี่เป็น “หน้าห้อง” อ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ตั้งแต่ที่ ม.สุโขทัย จนเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วก็ไปอยู่หน้าห้อง เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง คือเลขาของสุเทพ เทือกสุบรรณ ในรัฐบาลประชาธิปัตย์
พวกท่านมีภูมิหลังที่ใช้วิชาการรองรับการเลือกข้าง แต่กลับมากล่าวหานิติราษฎร์และนักคิดนักเขียนนักวิชาการที่ลงชื่อ ซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เคยรับตำแหน่งรับผลประโยชน์ใดใดจากรัฐบาลไทยรักไทย พลังประชาชน มาจนเพื่อไทย ในนั้นยังมีหลายท่านที่เคยวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทักษิณอย่างเข้มข้น หนักหน่วง ยิ่งกว่า 26 คนนี้เสียอีก เช่น อ.พนัส ทัศนียานนท์ สมัยเป็น สว.ก็เป็นคู่หูกับ อ.แก้วสรร อติโพธิ์ ต่อสู้ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทักษิณหลายต่อหลายเรื่อง อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ก็เป็นเจ้าของผลงานที่พวกนักวิชาการพันธมิตรชอบคาบไปอ้าง โดยเฉพาะ อ.เกษียร เตชะพีระ เป็นผู้บัญญัติคำว่า “ระบอบทักษิณ” ให้พวกแกนนำพันธมิตรเอาไปทำมาหากินโดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ อ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล นี่ก็ซือแป๋ของคำนูณ สิทธิสมาน (แน่จริงลองด่าสิ)
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าลองย้อนปูมหลังของสยามประชาภิวัฒน์ไปอีก เราจะพบว่า อ.สุวินัย สมัยกลับจากญี่ปุ่นใหม่ๆ ท่านก็โด่งดังเพราะเขียนตำรามาร์กซิสม์ฉบับเกียวโต แต่ตอนนี้ไหงท่านกลับมากล่าวหานิติราษฎร์เป็นฝ่ายซ้าย อ.บรรเจิด สิงคะเนติ ก็มีบทบาทที่น่าชื่นชมตรงที่ท่านเคลื่อนไหวช่วยเหลือคนไทยพลัดถิ่น ให้ได้สัญชาติไทย มาโดยตลอด
นี่มันน่าประหลาดใจนะ ครับ คนที่อุทิศตนช่วยเหลือคนไทยพลัดถิ่น กลับไปเห็นดีเห็นงาม กับการไล่คนไทยด้วยกันที่มีความเห็นต่าง ออกไปอยู่ต่างประเทศ ผมไม่เข้าใจว่าท่านคิดได้ไง
อ.สุวินัยแจ้งข่าวล่าสุดในเฟซบุคสยามประชาภิวัฒน์ว่า สำนักข่าวทีนิวส์จะให้เวลาออกอากาศทางทีวีดาวเทียม สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ทีนิวส์ของสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ไหลไปเข้ากันตามคำพังเพย
อะไรคือความเป็นไทย
คราวนี้มาพูดถึงแถลงการณ์ของสยามประชาภิวัฒน์ และข้อเขียนของมีชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งมีสาระบางประการคล้ายกัน
ประเด็นแรก คือการโต้แย้งว่า ถ้าแก้ไขมาตรา 112 ก็จะลดคุ้มครองพระมหากษัตริย์ลงในระดับเดียวกับบุคคลทั่วไป กำหนดบทลงโทษต่ำกว่าประมุขของรัฐต่างประเทศ และผู้แทนรัฐต่างประเทศ ตามมาตรา 133 และมาตรา 134 เจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 136 และผู้พิพากษาหรือตุลาการมาตรา 198
ซึ่ง “กูรู” มาสเตอร์ไมน์ของการรัฐประหาร 19 กันยา ผู้ออกแบบให้เอา “ตุลาการภิวัฒน์” มาจัดการทักษิณ อย่างมีชัย บรรยายให้ฟังละเอียดยิบ ว่ามาตรา 133,134,136,198 เป็นอย่างไร
ลงทุนซะขนาดนั้นท่านไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฎร์เลยหรือครับ ข้อเสนอของนิติราษฎร์มีหมายเหตุตอนท้ายชัดเจนว่า
“ข้อเสนอนี้ นอกจากจะเป็นข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แล้ว คณะนิติราษฎร์ยังมุ่งหวังให้เป็นมาตรฐานในการปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความผิด ฐานหมิ่นประมาทและ ดูหมิ่นกรณีอื่นๆ ในประมวลกฎหมายอาญา ได้แก่ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายประมุข หรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ (มาตรา ๑๓๓ และมาตรา ๑๓๔) ความผิดฐานดูหมิ่น เจ้าพนักงาน (มาตรา ๑๓๖) ความผิดฐานดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา (มาตรา ๑๙๘) และความผิดฐาน หมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา (มาตรา ๓๒๖ และมาตรา ๓๒๘) ให้เป็นระบบและสอดคล้องกับข้อเสนอนี้ในโอกาสต่อไปด้วย”
อ่านเข้าใจไหมครับ หรือไม่ได้อ่าน เขาหมายความชัดเจนว่าถ้าจะแก้ 112 ก็ต้องแก้ไขทุกมาตราที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดโทษลงมาให้ต่ำกว่า โดยยังพูดถึงความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาด้วย ซึ่งก็ควรจะลดโทษลงหรือไม่มีโทษอาญาอีก
ยังจำได้ไหมสมัยหนึ่งที่ทักษิณไล่ฟ้องสื่อ นักกฎหมายก็ร้องแรกแหกกระเชอกันว่า ควรเอาอย่างอารยะประเทศ ความผิดฐานหมิ่นประมาทเขาไม่มีโทษจำคุกแล้ว มีแต่ความผิดทางแพ่ง จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกันหนักๆ อย่างไรก็เชิญ
แต่มาตอนนี้นักกฎหมายพวกนี้ที่ไปอยู่ข้างพันธมิตร ข้างสลิ่ม ปิดปากเงียบ
บางคนอ่านเข้าใจ เช่น ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าว เขียนลงไทยรัฐออนไลน์ แต่อ้างว่าการที่นิติราษฎร์เสนอแก้ไขแบบแยกส่วนโดยไม่ได้มองทั้งระบบ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงมากับข้อเสนอหรือไม่
โห เขียนชี้นำกันซะขนาดนี้ คนอ่านก็คล้อยตามท่านอยู่แล้วว่านิติราษฎร์มีเจตนาแอบแฝง
ประเด็นที่สอง ทั้งสยามประชาภิวัฒน์และมีชัย อ้างตรงกันว่าตามรัฐธรรมนูญมาตรา 8 “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะ อันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้”
แล้วท่านก็บอกว่าเพราะเหตุนี้จึงต้องมีมาตรา 112 เพื่อไม่ให้ “ดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย”
เอ๊ะ ผมถามหน่อยว่านิติราษฎร์เสนอให้ยกเลิกความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย หรือครับ นิติราษฎร์เสนอให้ยังบัญญัติความผิดนี้อยู่ และคุ้มครองสูงกว่าคนธรรมดาด้วย ถ้าอย่างนั้นท่านตั้งใจจะโต้แย้งตรงไหน
ผมเข้าใจว่าท่านจะโต้แย้งตรงที่นิติราษฎร์เสนอบทยกเว้นความผิด และยกเว้นโทษ แต่ไม่พูดออกมาตรงๆ เพราะรู้ว่าจะเป็นจุดอ่อน “กูรู” ก็เลยตีขลุม เขียนให้การเสนอแก้ไขเป็นเหมือนยกเลิก
โปรด เข้าใจนะครับว่า ทุกประเทศในโลกที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ล้วนมีบทบัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ” หรือบางประเทศก็ใช้คำว่า “ผู้ใดจะละเมิดมิได้” แต่มีไม่กี่ประเทศ (เข้าใจว่าเราประเทศเดียว) ที่บัญญัติเข้ามาทั้งสองประโยค
แต่นั่นไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะทุกประเทศ ซึ่งล้วนมีกฎหมายคุ้มครองพระมหากษัตริย์ เขาตีความว่าประชาชนสามารถแสดงความเห็น ติชมโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยไม่มีความผิด
เพราะอะไร เพราะนั่นไม่ใช่การละเมิด ไม่ใช่การลบหลู่ ไม่ใช่การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท
แต่มีชัยเขียนเหมือนกับว่า การแสดงความเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ คือการลบหลู่ดูหมิ่นไปเสียหมด ไม่ควรจะที่จะให้มี แม้แต่การแสดงความเห็นโดยสุจริต
มีชัยพูดให้มั่วไปหมดว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไม่ใช่ใครจะใส่ร้ายใคร ดูหมิ่นใครก็ได้ ต้องเคารพสิทธิคนอื่น พูดเหมือนกับว่าถ้าแก้ไขมาตรา 112 แล้วจะเปิดโอกาสให้ใส่ร้าย ดูหมิ่น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้ บิดเบือนไปขนาดนั้นเลยหรือครับ กูรู
ทั้งมีชัยและสยามประชาภิวัฒน์พยายามอ้างว่าต้องคุ้มครองพระมหากษัตริย์ เหนือคนธรรมดา ในแง่ของโทษ ใช่ครับ แต่ในลักษณะความผิด ไม่ใช่ครับ เพราะการดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ไม่ว่าคนธรรมดาหรือพระมหากษัตริย์ก็เหมือนกันคือต้องเป็นการใช้ถ้อยคำลบหลู่ ดูหมิ่น จาบจ้วง ใส่ความให้เสียหาย ส่วนการแสดงความเห็นโดยสุจริต แสดงความเห็นที่ไม่ได้ทำให้เสียหาย หรือแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ตามมาตรา 329,330 ก็ไม่เป็นความผิดเช่นกัน
พูดง่ายๆว่า การหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ก็คือการกระทำที่เข้าลักษณะความผิดตามมาตรา 326 “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง”
นี่คือฐานทางกฎหมาย ที่เหมือนกัน แต่การคุ้มครองคือต้องกำหนดโทษสูงกว่า
แต่มีชัยพูดเหมือนกับว่า 112 ต้องตีความต่างจาก 326 โดยต้องไม่มีข้อยกเว้นตามมาตรา 329,330 ถึงจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 8 อย่างนั้นหรือครับ
มาตรา 326 มาตรา 329 มาตรา 320 คือหลักประกันสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย นี่ผมยังต้องอธิบายให้กูรูเข้าใจอีกหรือ ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องไม่กระทบสิทธิผู้อื่น เว้นเสียแต่กรณีที่การแสดงความคิดเห็นพาดพิงนั้นเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งในที่นี้ก็คือบุคคลสาธารณะ
นี่คือหลักการประชาธิปไตย ที่ต้องใช้กับทุกองค์กรสถาบัน เช่นเดียวกับความผิดฐานหมิ่นเจ้าพนักงาน หมิ่นศาล ท่านยกตัวอย่างว่าหมิ่นเจ้าพนักงานนั้นรวมกระทั่งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ใช่ครับ แต่ถ้าเป็นการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของกำนันผู้ใหญ่บ้านก็ ย่อมทำได้ นั่นคือสิทธิประชาธิปไตย
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ แม้มีลักษณะพิเศษ เป็นองค์ประมุขที่ได้รับความเคารพเทิดทูน แต่ในการทำหน้าที่ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลต่อส่วนรวม ย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องรับฟังความคิดเห็น เสียงสะท้อน ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ส่วนใหญ่จึงพยายามวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันพระมหากษัตริย์ให้เกี่ยวข้อง กับการใช้อำนาจให้น้อยที่สุด ตามหลัก The King can do no wrong เพราะ The King can do nothing ยกตัวอย่างบางประเทศ เช่นอังกฤษ สมเด็จพระราชินีไม่เคยมีแม้แต่พระบรมราโชวาทของตัวเอง เมื่อเปิดประชุมรัฐสภา ก็เป็นรัฐบาลร่างถวาย
อีกประการหนึ่งที่มีชัยพยายาม อ้าง คืออ้างความเป็นไทย อ้างว่าอย่าเอาความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม หรือความอ่อนไหว แตกต่างกันไป
ผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า แต่ละประเทศมีประเพณี วัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน แต่ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็มีความเป็นสากล นั่นคือ เปิดให้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีเหตุผล
ท่านยกตัวอย่างฝรั่งด่าพ่อแม่ไม่ว่ากัน คนไทยยอมไม่ได้ นั่นคือประเพณี แต่ในเรื่องเสรีภาพของความคิดเห็น ไม่ว่าฝรั่งหรือไทย ก็ย่อมมีสิทธิเห็นต่างจากพ่อแม่ แม้จะเคารพรักพ่อแม่เพียงใด นั่นคือประชาธิปไตย
ถ้ายกตัวอย่างให้ชัดเจนกับ มาตรา 112 คือผมคิดว่าต่อให้แก้ไขอย่างไร วิสัยคนไทย ก็จะไม่เอาในหลวงหรือพระบรมวงศานุวงศ์มาวาดการ์ตูนล้อ เหมือนอังกฤษ เหมือนยุโรป นี่คือความเป็นไทย แต่ถ้าเราจะพูดถึงบทบาทของสถาบัน แสดงความเห็นว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ นั่นคือประชาธิปไตย
มีชัยยกความเป็นไทยมาโต้นิติราษฎร์ แล้วก็ทำให้ผมงุนงง ตรงที่วันถัดมา ท่านกลับปกป้องรัฐบาลที่แต่งตั้งนลินี ทวีสิน ทั้งที่ถูกอเมริกาขึ้นแบล็กลิสต์ ไม่ทราบว่าท่านต้องการแสดงออกว่าท่านไม่ได้เลือกข้างทางการเมืองหรือเปล่า แต่ตรรกของท่านก็เลอะเทอะอีกเช่นกัน บอกว่าไม่ขัดคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้าม ไม่บกพร่องตามวัฒนธรรมประเพณีไทย เป็นอันใช้ได้ จะไปคิดตามอเมริกาได้อย่างไร
ท่านยังด่าอเมริกาว่าเหมือนเด็กเกเร ยกกรณีพม่าว่าสองมาตรฐาน (อ้าว พูดเหมือนสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล) แถมยังยุส่งว่าว่างๆ ให้เชิญมูกาเบมาเล่นสงกรานต์เมืองไทย
“บอกให้ชาวบ้านรู้ล่วงหน้าด้วย ก็แล้วกัน คนไทยจะได้พร้อมใจกันไปต้อนรับให้เอิกเกริก เพราะนิสัยคนไทยนั้นถ้าเป็นประมุขของประเทศมาเยือนแล้ว ไม่ว่าจะรักหรือเกลียด เราก็ต้อนรับเต็มที่เสมอ ซึ่งยากที่คนอเมริกันจะเข้าใจได้ เพราะที่อ้างว่าเป็นผู้นำสิทธิและเสรีภาพนั้น ใจยังไม่กว้างพอที่จะเข้าใจหรือยอมรับวัฒนธรรมประเพณีของประเทศทั้งหลายที่ แตกต่างไปจากความเชื่อของตนได้”
วัฒนธรรมประเพณีอีกแล้ว ไม่ทราบว่าได้อิทธิพลความคิดพันธมิตร ว่าอเมริกาจ้องล้มสถาบัน เพื่อแสวงหาแหล่งพลังงาน อย่างนั้นหรือเปล่า
ขอเรียนว่ามันไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมประเพณีนะครับ ที่อเมริกาเขาต่อต้านมูกาเบ มันเป็นเรื่องที่มูกาเบเป็นเผด็จการ คอรัปชั่น เข่นฆ่าประชาชน มันคือเรื่องประชาธิปไตย ท่านจะว่าอเมริกา 2 มาตรฐาน ก็ว่าได้ แต่ทำไมเราไม่ยึดมาตรฐานประชาธิปไตยให้ดีกว่าอเมริกา
หรือว่าท่านมีมาตรฐานเดียว คือสนับสนุนเผด็จการ
ผมยังขำเรื่องนี้ไม่หายว่าทำไมพวกสลิ่มถึงไม่เข้าไปเชียร์อเมริกาใน เฟซบุคของสถานทูตบ้าง ทีเขาอ้างคำกล่าวของลินคอล์น กลับเข้าไปโวยวายจะเป็นจะตาย ใครเป็นพวกสองมาตรฐานกันแน่ครับ เพราะกลุ่มนักเขียนนักวิชาการ ที่ร่วมลงชื่อแก้ 112 อย่างคุณพิภพ อุดมอิทธิพงศ์ ก็ยังเขียนลงเฟซบุค ประณามรัฐบาลว่าไม่ควรแต่งตั้งนลินี เพราะเธอถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวพันกับเผด็จการ เป็นเผด็จการที่โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม เคยยกมาเทียบกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสียด้วยซ้ำ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้รับกำลังใจจากนานาชาติ ให้พัฒนาประชาธิปไตย จะแต่งตั้งคนที่ถูกกล่าวหาเช่นนี้ไม่ได้
เห็นไหม ฝ่ายเราก็มีมาตรฐานเดียว คือไม่เอาเผด็จการ ไม่ได้เลือกข้างว่ารัฐบาลไหน

มอง “ความบ้า” ผ่านความคิดทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา หากผู้ใดสนใจข่าววงการบันเทิงก็คงไม่มีใครที่จะไม่ติดตามข่าวของ นักร้องหนุ่มชื่อดังที่มีข่าวเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวและเรื่องราวของยาเสพย์ ติด แน่นอนว่าบางคนอาจมองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะในความรู้สึกนึกคิดของคนเป็นจำนวนมากมองว่า ยาเสพย์ติดกับนักดนตรี เป็นของคู่กันราวกับน้ำเต้าหู้ที่เกิดมาคู่กับปาท่องโก๋

หากมองถึง ความอยากรู้ คำชม คำว่ากล่าว กำลังใจ ที่มีนักร้องหนุ่มผู้นั้น ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเพลง “ได้อย่างเสียอย่าง” ของอัสนีและวสันต์มาทันที เพราะมันก็ใช้ได้กับทุกเรื่องจริงๆ หากเป็นธรรมดาทั่วไปมีเรื่องแบบนี้ก็คงไม่แปลกและไม่มีประเด็นอะไรที่น่า สนใจ แต่หากคุณเป็นคนที่สังคมจับตามอง (หรือกล่าวว่าเป็นคนของสังคมอย่างที่เขาเรียก) คุณก็ต้องยอมแลกกับเสรีภาพบางส่วนในชีวิตคุณก็เท่านั้น

หลายคนอาจมองว่าเขาผู้นั้น เพี้ยน เสียสติ คนไม่ดี และจนสุดท้ายหลายคนก็อาจมองว่า “เขาบ้า” ไปแล้ว จากเหตุนี้ทำให้ผู้เขียนอยากที่จะสนใจมองถึงทรรศนะที่มีต่อคำว่า “บ้า” ขึ้นมาทันที ว่าสิ่งใดที่เป็นตัวแบ่งว่าใครบ้า หรือ ไม่บ้า ใช้อะไรเป็นตัวแบ่งและแนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลจากสิ่งใด

หากศึกษาถึง แนวคิดทางการเมืองและสังคมของตะวันตก ของ ธเนศ วงศ์ยานนาวา ได้อธิบายความถึง “คนบ้า” ผ่านแนวคิดของ Logos ที่นำไปสู่ Reason หรือ Rationality กล่าวโดยรวบรัดคือ เมื่อ Reason ทำให้เกิดแนวความคิดแบบความเป็นศูนย์กลางและกระบวนการรวมศูนย์ (Centralization) ทำให้ทุกคนมีมาตรฐานเดียวกันในชีวิต เมื่ออยู่รวมกันในสังคมทุกคนก็มีเป้าหมายเดียวกัน มีเพียงมาตรฐานเดียวเท่านั้นในสังคม เมื่อเป็นเช่นนั้นหากผู้ใดมีแนวความคิดที่ต่างไปจากผู้ที่มี Reason ปกติในสังคมก็มักจะถูกทำลายล้างออกไปจากสังคม

แนวคิดของ Reason ในลักษณะความเป็นศูนย์กลางถูกอธิบายผ่านการก่อเกิดของสถานกักกันคนบ้าของชาว ยุโรปตะวันตก โดยหากกล่าวอย่างสรุปโดยอ้างงานเขียนของ Michel Foucault กล่าวคือ คนปกติที่อยู่ในสังคมนั้นถูกจัดกลุ่มให้อยู่ในผู้ที่มี Reason ส่วนคนบ้าก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ที่ไม่มี Reason ดังนั้นวิธีการในการจัดการเขาเหล่านั้นก็คือการกันให้เขาออกจากสังคมปกติไป อยู่ในสถานที่ที่เขาควรจะอยู่ เป็นการแบ่งแยกบุคคลออกจากกันอย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่เรื่อของคนบ้าเท่านั้นที่ถูกแบ่งแยก แต่หลักคิดของ Reason นี้ยังดำเนินต่อมาในส่วนของ อาชญากร คนจรจัด หรือแม้แต่การจัดการกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อน เป็นต้น

การจัดการกับผู้ที่มี Reason ต่างจากคนอื่นสมัยแรก อาจจะทำด้วยวิธีการที่รุนแรงก็ได้ เช่น การลอยทะเลเพื่อให้ผู้คนเหล่านั้นหา Reason ของตนเอง จนในศตวรรษที่ 17 ก็อาศัยการสร้างสถานกักกันให้คนเหล่านี้อยู่รวมกัน เพราะผู้คนมีความกลัวคนบ้าหากใช้วิธีการแบบสมัยแรก (กลัวว่าจะพบกันอีกและเกิดอันตราย) แต่มาสู่ศตวรรษที่ 18 ความบ้าก็สามารถจัดการได้โดยการเปลี่ยน Reason ของคนเหล่านั้นให้เป็นดั่งเช่นคนปกติด้วยการพูดคุย

หากว่ากรอบคิดแบบ Reason นี้ได้รวมกับแนวความคิดแบบ รัฐชาติ ด้วยแล้วยิ่งทำให้การแบ่งแยกทรงพลังมากยิ่งขึ้นไปกันใหญ่ ตามแนวคิดแบบเสรีนิยม รัฐชาติ พยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมแม้ในความเป็นจริงแล้วจะ ทราบเป็นอย่างดีว่าสังคมนั้นเต็มไปด้วยความขัดแย้งก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ (Normal) ที่จะคิดในลักษณะนี้เพราะความปกตินั้นขึ้นกับสถานการณ์เฉพาะหน้าและความคาด หวังในอนาคต โดยในที่นี้ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ (Normal) ตามความคาดหวังในอนาคต

หากนำเอาแนวคิดสองแนวทางดังกล่าวผนวกกันแล้ว ก็จะยิ่งเป็นพลังอันน่าสะพรึงกลัวในการจัดการกับคนที่มีแนวความคิดผิดแปลกไป จากแนวทางของสังคมที่ถูกกำหนดโดยกรอบของ รัฐชาติ โดยผู้ที่มีแนวคิดต่างจากชาติพันธุ์หนึ่งที่เป็นตัวแทนชาติพันธุ์ของรัฐก็ มักจะถูกกล่าวหาเสมอว่า คุณเป็นคนของรัฐนั้นหรือเปล่า

หากอยากให้เห็นภาพก็คงเปรียบได้กับว่า เมื่อคุณได้ยินเพลงชาติแล้วคุณไม่ยืนตรง (อาจจะด้วยเหตุผลใดก็สุดแล้วแต่) ก็จะมีเสียงแว่วๆดังลอยตามหลังมาว่า “คนไทยหรือเปล่า” แต่ในความคิดของผู้เขียนแล้วการจะทำอะไรควรจะเกิดจากความตั้งใจจริงมากกว่า การยืนเพราะเขายืนกันทั้งนั้น ในสังคมไทยหลายครั้งที่ใครคิดต่างจากประเพณี ขนบธรรมเนียม ความเชื่อหรือสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น ก็จะถูกกล่าวหาไปต่างๆนานา หรือบางครั้งก็ถูกขับให้ออกจากสังคมไปเลยก็ได้

กลับมาถึงเรื่องของ “คนบ้า” อีกครั้ง หากคิดกันเล่นๆ วันหนึ่งหากเราหลับใหลอยู่ในค่ำคืนอันแสนวิเศษ เมื่อตื่นมาสู่โลกความเป็นจริงแล้วพบว่าตนเองอยู่ในที่ใดก็ไม่ทราบ ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะคนที่เรากล่าวว่าเขาคือ “คนบ้า” เขาอาจจะวางแผนทำอะไรบางอย่างเสมือนหนึ่งเป็น Pinky and the Brain ที่วางแผนยึดครองโลก จับคุณสู่สถานที่กักกันบ้าง ในข้อหามี Reason ไม่ปกติดั่งพวกเขา หรือหมายความสั้นๆว่า “เราบ้า” ก็ได้ใครจะไปรู้

Q&A “ล้างผลพวงรัฐประหาร” กับนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 22 ม.ค.55 ที่หอประชุมศรีบูรพา (หอประชุมเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ จัดการเสวนาในหัวข้อ ‘ลบล้างผลพวงรัฐประหาร – นิรโทษกรรม- ปรองดอง’ มีนักวิชาการเข้าร่วมเสวนาทั้งหมด 7 คน ได้แก่ จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, วรเจตน์ ภาคีรัตน์, สาวตรี สุขศรี, ปิยบุตร แสงกนกกุล, ปูนเทพ ศิรินุพงศ์, ฐาปนันนท์ นิพิฎฐกุล และกฤษณ์ ภูญียามะ

โดยในช่วงแรกเป็นการ “ถาม-ตอบ” โดยเป็นการตอบคำถาม ที่เกิดขึ้นหลังคณะนิติราษฎร์มีข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร” ที่นำเสนอในช่วงครบรอบ 5 ปีรัฐประหาร 19 ก.ย. 49 (ข่าวที่เกี่ยวข้อง) เช่น ได้เสนอให้การกระทำใดๆ ของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เสียเปล่า ไม่มีผลทางกฎหมาย และเสนอให้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2549 ตกเป็นโมฆะ บรรดาบุคคลที่ทำรัฐประหาร บรรดาผู้สนับสนุน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ฯลฯ





12 คำถาม ถาม-ตอบโดยคณะนิติราษฎร์เรื่องข้อเสนอลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร

โดยคณะนิติราษฎร์จะช่วยกันตอบคำถามคาใจเหล่านั้น โดยมีกฤษณ์ ภูญียามา เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยคำถามทั้งหมด 12 ข้อ ได้แก่

หนึ่ง ในทางหลักวิชานิติศาสตร์ การลบล้างผลพวงของการรัฐประหารสามารถทำได้หรือไม่

สอง คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยายน มีหลายคนของใจว่าทำไมเจาะจงเฉพาะ 19 กันยายน 2549 ทำไมไม่รวมการรัฐประหารครั้งอื่น

สาม ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ในประเด็นการลบล้างผลพวงของคณะรัฐประหาร ถ้านำไปปฏิบัติจริง ก็ไม่ต่างกับคณะรัฐประหาร เพราะในฐานะรัฎฐาธิปัตย์ก็ย่อมให้อำนาจไปทางใดก็ได้ ใช่หรือไม่

สี่ การที่คณะนิติราษฎร์เสนอให้ลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร คณะนิติราษฎร์รู้หรือไม่ว่า เหตุผลที่คณะรัฐประหารต้องก่อการรัฐประหารในขณะนั้นเพราะมีการทุจริต คอร์รัปชั่น เหตุใดคณะนิติราษฎร์จึงไม่คิดกำจัดเหตุของการรัฐประหารด้วย

ห้า การที่นิติราษฎร์เสนอให้การนิรโทษกรรมแก่คณะรัฐประหารเป็นโมฆะนั้น เป็นแนวทางที่สุดโต่งเกินไปหรือเปล่า ไม่ถือเป็นการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อลงโทษอาญาแก่บุคคลหรือ

หก การลบล้างคำพิพากษาของศาลเป็นการทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

เจ็ด นิติราษฎร์เอาศาลไทยไปเปรียบเทียบกับศาลนาซีของเยอรมัน เป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัวหรือไม่

แปด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือกฎหมายที่ศาลดังกล่าวหยิบมาใช้ มีมาก่อนการรัฐประหารอยู่แล้ว จะบอกว่าเป็นผลพวงจากการรัฐประหารได้อย่างไร

เก้า แม้ข้อเสนอของนิติราษฎร์จะเอาไปให้ประชาชนลงประชามติ แต่ประชามติของประชาชนไม่ได้เด็ดขาดเสมอไป ตุลาการยังมีอำนาจชี้ขาดประชามตินั้นได้ ตัวอย่างเช่น คดี Perry V.Schwarzenegger (2010) ศาลสูงสหรัฐอเมริกาพิพากษาให้ผลการออกเสียง ประชามติในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2008 ที่ประชาชนเสียงขางมากในมลรัฐลงมติให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญของมลรัฐว่าการ สมรสจะทำได้เฉพาะหญิงกับชายเท่านั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สิบ รัฐธรรมนูญ 2549 ได้ถูกยกเลิกแล้ว จะถูกยกเลิกซ้ำได้หรือไม่

สิบเอ็ด ในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เหตุใดนิติราษฎร์เสนอให้หยิบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับแรกมาเป็นต้นแบบ

และสิบสอง ที่เสนอให้ลบล้างผลพวงรัฐประหาร 2549 ทำเพื่อทักษิณหรือเปล่า

โดยรายละเอียดของคำถาม-คำตอบทั้ง 12 ข้อมีรายละเอียดในวิดีโอคลิป