WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 25, 2012

นิติราษฎร์ตอบประเด็น "การสาบานตนของกษัตริย์ว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ"

ที่มา Thai E-News

25 มกราคม 2555

แม้ จะล่าไปนิด แต่บทความชิ้นนี้ของนิติราษฎร์ชิ้นนี้ ท่ีตอบคำถามที่ฝ่ายรอยัลลิสต์ต่อประเด็นว่าทำไมกษัตริย์ต้องสาบานตนต่อ รัฐสภา และรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก ในฐานะรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร รวมทั้งปัญหามาตรา 112 และการเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นบทความที่ควรจะได้เผยแพร่ในวงกว้าง

ชื่อบทความเดิม นิติราษฎร์ ฉบับ ๓๓
โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล
ทีมา นิติราษฎร์
(เผยแพร่เมื่อ 1 มกราคม 2555)


“Mais voici les rangs qui se confondent; les barrières élevées entre les hommes s'abaissent;
on divise les domaines, le pouvoir se partage, les lumières se répandent, les intelligences s'égalisent; l'état social devient démocratique,
et l'empire de la démocratie s'établit enfin paisiblement dans les institutions et dans les mœurs.
Je conçois alors une société où tous, regardant la loi comme leur ouvrage,
l'aimeraient et s'y soumettraient sans peine;
où l'autorité du gouvernement étant respectée comme nécessaire et non comme divine,
l'amour qu'on porterait au chef de l'État ne serait point une passion,
mais un sentiment raisonné et tranquille …”
“แต่นี่แหละ คือ ตำแหน่งแห่งที่ ลำดับชั้นที่ปะปนกันไป กำแพงขวางกั้นก็ค่อยๆทลายลง
มีการแบ่งทรัพย์สิน อำนาจถูกแบ่งออกไป
ความ สว่างไสวทางปัญญาแพร่หลาย ภูมิปัญญาเท่าเทียมกัน สภาพสังคมก็กลายเป็นประชาธิปไตย และในท้ายที่สุด อาณาจักรแห่งประชาธิปไตยได้สร้างขึ้นอย่างสันติในสถาบันและในประเพณี
ดัง นั้น ข้าพเจ้าจึงพินิจเห็นสังคมหนึ่งที่ทุกคน, ซึ่งมองกฎหมายเสมือนเป็นผลงานรังสรรค์ของตนเอง, รักใคร่ซึ่งกันและกัน และยอมอยู่ภายใต้สังคมนั้น
เป็นสังคมที่อำนาจของผู้ปกครองได้รับการเคารพในฐานะเป็นเรื่องจำเป็น หาใช่เพราะเป็นเทวสิทธิ์ ความรักที่มอบให้ต่อประมุขของรัฐย่อมมิใช่เกิดจากอารมณ์ปรารถนา
แต่เกิดจากความรู้สึกที่มีเหตุมีผลและสงบนิ่ง...”
Alexis de Toqueville, De la démocratie en Amérique, Tome I, 1835, p.14.



- ๑ -
การสาบานตนของกษัตริย์ว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ


ใน ประเทศที่เป็นราชอาณาจักรและเป็นประชาธิปไตย หรือประเทศที่ใช้ระบอบประชาธิปไตยอันอนุญาตให้กษัตริย์เป็นประมุข รัฐธรรมนูญกำหนดให้กษัตริย์ในฐานะประมุขของรัฐต้องสาบานตนก่อนเข้ารับ ตำแหน่งว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และมักมีบทบัญญัติเกี่ยวกับหน้าที่ของกษัตริย์ในการเคารพรัฐธรรมนูญ เช่น

สเปน ในมาตรา ๖๑ “กษัตริย์ต้องปรากฏตนต่อหน้ารัฐสภาเพื่อสาบานตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ของตน อย่างซื่อสัตย์ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เคารพสิทธิของพลเมืองและประชาคมปกครองตนเอง”

เบลเยียม ในมาตรา ๙๑ วรรคสอง “กษัตริย์ จะขึ้นครองราชย์ได้ภายหลังสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้ารัฐสภา คำสาบานมีดังนี้ “ข้าพเจ้าขอสาบานว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายของราษฎรชาวเบลเยียม รักษาเอกราชของชาติ และบูรณภาพแห่งดินแดน”

เดนมาร์ก ในมาตรา ๘ “ก่อน เข้าสู่อำนาจ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะรัฐมนตรีว่าจะไม่ละเมิด รัฐธรรมนูญ กษัตริย์ต้องทำคำประกาศนั้น ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่ง ส่งมอบให้กับรัฐสภาเพื่อเก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของรัฐสภา อีกฉบับ เก็บไว้ในหอจดหมายเหตุของราชอาณาจักร...”

นอร์เวย์ มาตรา ๙ “... กษัตริย์ต้องสาบานต่อสภาผู้แทนราษฎรว่า ข้าพเจ้าขอสัญญาและสาบานว่าจะปกครองราชอาณาจักรนอร์เวย์ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย..."

เนเธอร์แลนด์ ในมาตรา ๓๒ “โดย เร็วที่สุด ภายหลังเริ่มใช้อำนาจ กษัตริย์ต้องสาบานตนอย่างสง่าผ่าเผยต่อที่ประชุมรัฐสภาอันเปิดเผยซึ่งจัด ขึ้นในสถานที่ประชุมเดียวเท่านั้น คือ อัมสเตอร์ดัม พระองค์ต้องสาบานและสัญญาว่าจะจงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญและซื่อสัตย์ต่อการ ปฏิบัติหน้าที่”

กรณีของ “ราชอาณาจักร” ไทยนั้น ไม่ปรากฏชัดเจนว่า กษัตริย์ ผู้เป็นประมุขของรัฐ ต้องมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ความคิดดังกล่าวก็ได้รับการถกเถียงในช่วง ๒๔๗๕ ดังปรากฏให้เห็นจากนายปรีดี พนมยงค์ เคยเล่าไว้ว่า "ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๑๐ ธ.ค. มีปัญหาว่าจะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาพหลฯและข้าพเจ้า เข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา มีพระราชกระแสรับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่มีประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นเขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ และต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้ ส่วนสยามนั้น รับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้วก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก ข้าพเจ้ากราบทูลว่า เมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปให้มีความใดเติมไว้ในพระราช สัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไป ก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ"

นายปรีดีฯ ยังเล่าต่อไปอีกว่า "พระยา พหลฯกราบบังคมทูลว่า การทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้นจะทรงกระทำอย่างไร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้ พระยาพหลฯกราบทูลต่อไปว่าคณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไปจะ คิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมาแล้วจะทูลเกล้าฯถวายรัฐธรรมนูญใหม่ของเขาให้ทรงลงพระ ปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร รับสั่งว่าพระองค์จะถือว่า พวกนั้นเป็นกบฏ และในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่าพวกนั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชสมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายพระองค์อื่นลงพระปรมาภิไธย ให้"[๑]

เมื่อพิจารณาประวัติศาสตร์การเมืองไทย และระบบรัฐธรรมนูญของต่างประเทศแล้ว จะเห็นได้ว่า หน้าที่ของกษัตริย์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และการสาบานตนของกษัตริย์ก่อนเข้ารับตำแหน่งว่าจะเคารพและพิทักษ์รัฐธรรมนูญ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนไม่อาจพูดถึงได้

หาก บุคคลใดกล่าวหาว่าความคิดเช่นนี้เป็นความคิดสุดโต่ง เป็นความคิดอันตราย เป็นการจาบจ้วง ลิดรอนพระราชอำนาจ หรือไปถึงขนาดว่า “ล้มเจ้า” ข้าพเจ้าเห็นว่า ความคิดของบุคคลเหล่านั้น คงเป็นความคิดที่กลั่นกรองออกจาก “สมอง” ที่ “หลงยุค” อยู่ในสมบูรณาญาสิทธิราชย์


- ๒ -
รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก

ในฐานะรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยตามอุดมการณ์ของคณะราษฎร

ใน ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ที่เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๕๔ ในประเด็นที่ ๔ เรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในส่วนของเนื้อหาของรัฐธรรมนูญใหม่นั้น คณะนิติราษฎร์เห็นว่ารัฐธรรมนูญที่จะนำมาใช้เป็นต้นแบบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ใหม่ สมควรเป็นพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕, รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ และอาจนำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ในส่วนของการประกันสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนโครงสร้างสถาบันการเมืองและองค์กรทางรัฐธรรมนูญเท่าที่สอดคล้องกับ พัฒนาการในยุคร่วมสมัยมาเป็นแนวทางในการยกร่าง

เหตุที่คณะนิติราษฎร์ จำเพาะเจาะจงมุ่งเน้นไปที่รัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรก ก็เนื่องจากพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกนั้นเป็นรัฐธรรมนูญที่จัดวางระบอบประชาธิปไตยและ หลักความเป็นราชอาณาจักรซึ่งกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๘๙ เป็นรัฐธรรมนูญที่สืบเนื่องต่อมาตามกระบวนการปกติ โดยที่ไม่มีการล้มล้างรัฐธรรมนูญนอกวิถีทางประชาธิปไตย

การรัฐประหาร ล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเกิดขึ้นครั้งแรกในวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ต่อมา คณะรัฐประหารได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ การรัฐประหารครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของ “วงจรอุบาทว์” ในระบอบการเมืองไทย นับแต่นั้น รัฐธรรมนูญฉบับที่สืบเนื่องต่อมา ก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ถูกตัดตอนจากอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ให้นำรัฐธรรมนูญ ๓ ฉบับแรกมาเป็นต้นแบบในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ จึงเป็นความพยายามนำระบอบการเมืองการปกครองในปัจจุบันกลับไปเชื่อมโยง อุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎร

นอกจากนี้ เราอาจพิจารณาความเห็นของนายปรีดี พนมยงค์ ต่อรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ได้อีกด้วย นายปรีดีฯ เห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเป็นโมฆะ ระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ และฉบับต่อๆมา ก็เป็นโมฆะ นอกจาก “มิใช่ระบบการเมืองประชาธิปไตยตามวิถีทางรัฐธรรมนูญโดยชอบ” แล้วยัง “มิใช่เป็นระบบปกครองที่สมบูรณ์ในตัวของรัฐธรรมนูญนั้นเอง” ด้วยเหตุผลสามประการ ดังนี้

ประการแรก การลงนามของกรมขุนชัยนาทนเรนทรในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มเป็นโมฆะ เพราะ “หัว เรื่องรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว เขียนตำแหน่งผู้ลงนามแทนพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” ซึ่งในภาษาไทยคำว่า “คณะ” หมายถึงบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป แต่เหตุใดจึงมีผู้ลงนามเพียงคนเดียว คือ “รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร” ส่วนหลายคนที่มีจิตใจสังเกตก็แสดงความเห็นว่า เมื่อก่อนหน้าวันที่ ๘ พฤศจิกายนนั้น เคยได้ฟังวิทยุกรมโฆษณาการอ่านประกาศกฎหมายหลายฉบับ คือ เมื่ออ่านคำว่า “คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” แล้ว ก็อ่านต่อไปถึงชื่อคณะนั้นที่ลงนาม ซึ่งผู้ลงนาม ๒ ท่าน คือ “รังสิต กรมขุนชัยนาทนเรนทร” และ “มานวราชเสวี” (พระยามานวราชเสวี) แสดงว่า คณะนั้นประกอบด้วยบุคคล ๒ คน ฉะนั้นผู้ใช้ความสังเกตจึงเห็นได้ทันทีว่า รัฐธรรมนูญ (ฉบับใต้ตุ่ม) ดังกล่าวเริ่มแสดงถึงการเป็นโมฆะตั้งแต่หัวเรื่องของรัฐธรรมนูญฉบับนั้น”[๒]

ปรีดีฯ ยังได้ชี้ชวนให้พิจารณาประกาศตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๙ อีกด้วยว่า เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชยังทรงพระเยาว์ รัฐสภาจึงลงมติตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร เป็นประธาน และพระยามานวราชเสวี โดยมีข้อตกลงว่าในการลงนามเอกสารราชการนั้น ให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ลงนาม ดังนั้น รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่มซึ่งกรมขุนชัยนาทฯองค์เดียวเป็นผู้ลงนามจึงเป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนข้อกำหนดในประกาศแต่งตั้งคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฉบับวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๘๙[๓]

ประการที่สอง ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายปรีดีฯ เห็นว่า "... ผู้สำเร็จราชการที่ตั้งโดยรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ นี้ก็ได้ปฏิญาณตนต่อรัฐสภาว่า "จะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" ดั่งนั้นถ้ากรมขุนชัยนาทฯได้ปฏิบัติตามที่ปฏิญาณและไม่ยอมลงพระนามแทนองค์ พระมหากษัตริย์ในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม และปฏิบัติหน้าที่จอมทัพแทนองค์พระมหากษัตริย์ขณะทรงพระเยาว์แล้ว ระบอบแห่งรัฐธรรมนูญใต้ตุ่มอันเป็นบ่อเกิดให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญต่อมาอีก หลายฉบับ จนมวลราษฎรจำกันไม่ได้ว่ามีกี่ฉบับก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้..."[๔]

ประการที่สาม ผู้ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในรัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม เป็นตำแหน่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ นายปรีดีฯ อธิบายว่าผู้ลงนามรับสนองฯในรัฐธรรมนูญ ๒๔๙๐ คือ จอมพล ป. พิบูลสงคราม “ผู้ บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย เป็นตำแหน่งที่คณะรัฐประหาร ตั้งให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งผิดต่อกฎหมาย และผู้นั้นไม่มีอำนาจตามที่กฎหมายที่จะลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”[๕]


- ๓ -
๑๑๒


หลัง จากคดี “อากง” กระแสเรื่องการปฏิรูปมาตรา ๑๑๒ ก็กลับเข้าสู่สาธารณะอีกครั้ง นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ท่ามกลางกระแสคดี “อากง” มีทั้งฝ่ายสนับสนุนให้ยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ให้แก้ไขมาตรา ๑๑๒ บ้างก็หวงห้ามแก้ราวกับมาตรา ๑๑๒ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันมิอาจล่วงละเมิดได้ บ้างไปไกลกล่าวนั้น เสนอให้เพิ่มโทษเข้าไปอีก ในบรรดาความเห็นต่างๆเหล่านี้ ข้าพเจ้าสนใจในความคิดเห็นของบรรดารอแยลลิสม์ผู้ดูมีทีท่าเป็นผู้มีสติปัญญา และมีเหตุมีผล จึงใคร่ขอตั้งเป็นข้อสังเกต ดังนี้

บรรดารอแยลลิสม์ ผู้ดูมีทีท่าเป็นผู้มีสติปัญญาและมีเหตุมีผลหลายท่านแสดงความเห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ไม่มีปัญหา แต่ปัญหาในปัจจุบันเกิดจากการบังคับใช้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความเห็นในลักษณะนี้ พูดเมื่อไร ก็ถูกเมื่อนั้น ไม่ต่างอะไรกับการวิจารณ์สังคมหรือเสนอแนะทางแก้ปัญหาในทุกเรื่อง ก็จะโยนไปที่ปัญหาการศึกษา

บุคคลที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ ตำรวจ พนักงานอัยการ ตลอดจนศาล ดำเนินการและตัดสินคดีที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ อย่างที่เป็นอยู่ เพราะอะไร? ลองจินตนาการดูว่า ถ้าสถานะของสถาบันกษัตริย์ไม่เป็นดังเช่นปัจจุบัน ถ้าสถานะของสถาบันกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยเหมือนกับสถานะของสถาบัน กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสเปน ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แล้วการดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ จะเป็นเช่นนี้หรือไม่? ถ้าสังคมในราชอาณาจักรไทยไม่ถูกครอบงำโดยอุดมการณ์แบบกษัตริย์นิยมดังเช่น ทุกวันนี้ ความกระตือรือร้นของเหล่าอุลตร้ารอแยลลิสม์ และการใช้การตีความกฎหมายมาตรา ๑๑๒ ของผู้ปฏิบัติการทางกฎหมาย จะเป็นเช่นนี้หรือไม่?

เช่นนี้แล้ว ปัญหาของมาตรา ๑๑๒ จึงอยู่ที่การบังคับใช้ของบรรดาเจ้าหน้าที่ อยู่ที่ปัญหาของพวกอุลตร้ารอแยลลิสม์ เพียงเท่านี้หรือ? ปัญหาอยู่ที่ใดกันแน่? อะไรเป็นเหตุให้อุลตร้ารอแยลลิสม์ ผู้ปฏิบัติการทางกฎหมาย ปฏิบัติเช่นนั้น?

การให้เหตุผลว่ามาตรา ๑๑๒ มีปัญหาที่การบังคับใช้ มาตรา ๑๑๒ ไม่ได้มีปัญหาที่ตัวกฎหมาย จึงเป็นการผลักปัญหาไปโทษที่ “คน” โดยจงใจละเลยโครงสร้าง เบื้องหลัง ตลอดจนอุดมการณ์ที่ยึดครองสังคมนี้
ข้อเสนอของรอแยลลิสม์ที่ให้แก้ไข มาตรา ๑๑๒ เฉพาะกรณีลดโทษให้กลับไปเท่ากับอัตราโทษตอนปี ๒๕๑๙ และหาองค์กรใดองค์กรหนึ่งรับผิดชอบในการร้องทุกข์กล่าวโทษ จึงเป็นการ “แก้ไข” ที่ไม่ใช่ “แก้ไข” แก้ไปก็เหมือนไม่แก้

ในความเห็นส่วนตัว ของข้าพเจ้า การรณรงค์แก้ไขหรือยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่าง และระบอบประชาธิปไตย และด้วยการแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา ๑๑๒ ตามพื้นฐานนี้เอง จะส่งผลไปถึงสถาบันกษัตริย์ ทำให้สถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่กับประชาธิปไตยได้


- ๔ -

ประกาศนิติราษฎร์ ฉบับที่ ๓๓ นี้ ข้าพเจ้าขออนุญาตแนะนำหนังสือ ๒ เล่ม เล่มแรก ประวัติรัฐธรรมนูญ ของ สุพจน์ ด่านตระกูล หนังสือเล่มนี้ ท่านจะได้ทราบถึงรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยตามความตั้งใจของคณะราษฎร และการต่อสู้ระหว่างคณะราษฎรกับระบอบเก่า โดยผ่านรัฐธรรมนูญ สุพจน์ฯได้คัดเอาเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ และคำอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยนั้น ซึ่งมีความก้าวหน้า และกล้าหาญที่จะอภิปรายประเด็นปัญหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา

เล่มที่สอง แผนชิงชาติไทย ของสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ หนังสือเล่มนี้ คือ วิทยานิพนธ์ของสุธาชัยฯ ในชื่อ “การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามครั้งที่สอง (พ.ศ.๒๔๙๑-๒๕๐๐)” ท่านจะได้ทราบถึงสาเหตุ ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ตลอดจนผลของรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน ๒๔๙๐ ต่อเนื่องไปถึงการรัฐประหาร ๑๖ กันยายน ๒๕๐๐ ของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในประกาศพระบรมราชโองการ ตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร โดยไม่มีผู้ใดลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ

หนังสือทั้งสองเล่มเหมาะ สมอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเฉพาะในช่วง ๒๔๗๕ – ๒๕๐๐ นอกจากท่านจะได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยแล้ว หนังสือทั้งสองเล่มนี้ ยังช่วยให้ท่านได้ตระหนักว่า สถานะของสถาบันกษัตริย์ไทยในปัจจุบัน ไม่ได้มีลักษณะเช่นนี้มาตลอดกาล แต่ถูกทำให้เข้มแข็งอย่างเป็นกระบวนการและเป็นระบบ มีการต่อสู้กัน ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ เพียงแต่ว่า ปัจจุบันนี้ อุดมการณ์กษัตริย์นิยมได้ยึดกุมสังคมไทยอยู่

ในวาระที่เข้าสู่ ปี ๒๕๕๕ อันเป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปี คณะ ร.ศ. ๑๓๐ และครบรอบ ๘๐ ปี อภิวัตน์ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ข้าพเจ้าเห็นว่า เป็นโอกาสที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการรณรงค์เรื่องประชาธิปไตย เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องสิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนลบล้างสิ่งปฏิกูลที่ตกทอดมาจากระบอบรัฐประหาร

และหากถามว่า สถานการณ์ในปี ๒๕๕๕ และปีถัดๆไปจะเป็นเช่นไร ข้าพเจ้าคงไม่มีความสามารถคาดเดาได้ด้วยตนเอง แต่ข้าพเจ้าขอยกข้อเขียนของนายปรีดี พนมยงค์ ตั้งแต่ ๒๕๐๐ มาเป็นคำตอบ เพื่อให้ท่านได้พิจารณาอย่างแยบคาย ดังนี้

"...ในระยะหัวต่อหัว เลี้ยวระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่นั้น เราอาจเห็นในบางสังคมว่าระบบเก่าที่สลายไปแล้วได้กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ทั้งระบบหรือส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบ ดูประหนึ่งว่าระบบเก่าหรือส่วนของระบบเก่า จะวกกลับมาตั้งมั่นอยู่ต่อไป และคล้ายกับเป็นวิถีที่แย้งกฎแห่งอนิจจัง

แต่สิ่งที่ลวงตาเช่นนั้น เป็นเรื่องชั่วคราว ตามวิถีแห่งการปะทะในระยะหัวต่อหัวเลี้ยว ทั้งนี้ก็เพราะระบบเก่ายังคงมีพลังที่ตกค้างอยู่ จึงดิ้นรนตามกฎที่ว่า “สิ่งที่กำลังจะตายย่อมดิ้นรนเพื่อคงชีพ” การต่อสู้ทำนองนี้อาจเป็นไปได้หลายยก โดยต่างฝ่ายต่างผลัดกันชนะผลัดกันแพ้ ระบบของสังคมในระยะหัวต่อเช่นนั้นย่อมมีลักษณะปลีกย่อยต่างๆที่ได้รับการ แก้ไขให้เหมาะแก่สถานการณ์ของฝ่ายชนะ แต่ในที่สุดพลังเก่าพร้อมทั้งระบบก็หลีกเลี่ยงไปไม่พ้นจากกฎแห่งอนิจจัง ระบบใหม่ที่ได้รับชัยชนะนั้นก็ดำเนินไปตามกฎอันเดียวกัน โดยมีระบบใหม่ยิ่งกว่ารับช่วงเป็นทอดๆต่อไป

... ความจริงก็ปรากฏว่ามีบุคคลซึ่งดูเหมือนจะเป็นวรรณะใหม่ แต่ก็ไม่เข้าใจกฎอนิจจัง โดยถือว่าสภาวะเก่าเป็นของถาวร และไม่พอใจในความพัฒนาของสภาวะใหม่ที่ต้องเป็นไปตามกฎธรรมชาติ บุคคลจำพวกนี้อาจไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อไขของวรรณะเก่า แต่บำเพ็ญตนเป็นสมุนของพลังเก่ายิ่งกว่าบุคคลแห่งอันดับสูงของวรรณะเก่า ทั้งนี้ก็เพราะพลังเก่าที่สลายไปนั้น ได้สูญสิ้นไปเฉพาะรูปภายนอกของระบบการเมือง แต่บุคคลเก่ายังแฝงอยู่ในกลไกอำนาจรัฐและอำนาจเศรษฐกิจ ซึ่งยังคงมีทรรศนะทางสังคมตามระบบเก่าที่ล้าหลัง สิ่งตกค้างของระบบเก่าชนิดนี้มีทรรศนะที่ผิดจากกฎธรรมชาติยิ่งกว่าบุคคล ก้าวหน้าแห่งวรรณะเก่าเอง ฉะนั้นจึงดำเนินการโต้กฎธรรมชาติและกฎแห่งอนิจจัง ดึงสังคมให้ถอยหลังเข้าคลองยิ่งกว่าพวกถอยหลังเข้าคลองที่จำต้องเป็นไปตาม สภาวะของเขา แต่อย่างไรก็ตาม การดึงให้สังคมถอยหลังก็เป็นไปเพียงชั่วคราว เพราะในที่สุดกฎแห่งอนิจจังต้องประจักษ์ขึ้น"
[๖]

- - - - - - - - - - - - -

เชิงอรรถ

[๑] ปรีดี พนมยงค์, จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๔๓, หน้า ๖๘-๖๙

[๒] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, สำนักพิมพ์แม่คำผาง, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๕๓, หน้า ๒๒๙.

[๓] เพิ่งอ้าง, หน้า ๒๒๙-๒๓๑.

[๔] ปรีดี พนมยงค์, จงพิทักษ์เจตนารมณ์ประชาธิปไตยสมบูรณ์ของวีรชน ๑๔ ตุลาคม, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๔๓, หน้า ๗๐.

[๕] ปรีดี พนมยงค์, ชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์, สำนักพิมพ์แม่คำผาง, พิมพ์ครั้งที่ ๕, ๒๕๕๓, หน้า ๒๓๓

[๖] ปรีดี พนมยงค์, ความเป็นอนิจจังของสังคม, คณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปี ชาตกาล นายปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโส, พิมพ์ครั้งที่ ๙, ๒๕๔๒, หน้า ๒-๔. ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.openbase.in.th/files/pridibook010.pdf

ยังไม่หยุด "วิวาทะ "สุวินัย-เกษียร" (อีกครั้ง) "นิติราษฎร์" มีอุดมการณ์ "ปฏิวัติถาวร" และเป็น "ทรอตสกีอิสต์"? "

ที่มา Thai E-News

24 มกราคม พ.ศ. 2555
ที่มา มติชนออนไลน์


หลังจากเคลื่อนไหวประเด็นการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 และรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มา 2 อาทิตย์ติดต่อกัน

"ก้อนอิฐ" ก็เริ่มถูกปาเข้าใส่นักวิชาการคณะนิติราษฎร์หนักและถี่ขึ้นเรื่อยๆ ไล่ตั้งแต่นักวิชาการกฎหมายรุ่นพี่อย่าง "บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ที่ตั้งคำถามไปที่เรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับสถานะนักเรียนทุนอานันทมหิดลของ "วรเจตน์ ภาคีรัตน์"

ขณะที่นักการเมืองรุ่นเก๋าอย่าง "พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์" ก็บอกว่านิติราษฎร์เป็น "เด็กๆ" และไล่ให้ไปศึกษา "ประวัติศาสตร์" เสียก่อน

ด้าน "ศาสตรา โตอ่อน" อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะสมาชิกกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวถึงข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ของนิติราษฎร์ว่า ในทางกฎหมาย ถือว่าการกระทำที่เป็นการลดสถานะของพระมหากษัตริย์นั้น เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ 2550 หลายมาตรา เบื้องต้นมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 โดยให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ยกเลิก การกระทำดังกล่าวและยังเปิดให้ประชาชนสามารถดำเนินคดีอาญาในหมวดความมั่นคง ของรัฐ

แต่ที่มีน้ำหนักน่ารับฟังและชวนถกเถียงทางความคิดมากที่สุดใน ช่วง 2 วันที่ผ่านมา กลับเป็นบททดลองเสนอเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางความคิดของกลุ่มนิติราษฎร์โดย "สุวินัย ภรณวลัย" อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหนึ่งในนักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ซึ่งได้เขียนบันทึก "(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 19)" ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว มีเนื้อหาดังนี้

ผมมีมุมมองหนึ่งที่อยากทดลองนำเสนอเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางความคิดของกลุ่มนิติราษฏร์เพื่อแลกเปลี่ยนกับพวกเรา หัวข้อ "การปฏิวัติถาวร 2475 ของพวกนิติราษฎร์" จากการได้ติดตามอ่านบทสัมภาษณ์ของเหล่าแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์อย่างต่อเนื่อง ตัวผมเริ่มมีความชัดมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าในทางความคิดหรืออุดมการณ์พวกแกนนำกลุ่มนิติราษฏร์ต้องการอะไร

พูด แบบสรุปรวบรัดก็คือ ผมคิดว่าในทางความคิดพวกเขาต้องการสืบทอดการปฏิวัติ 2475 ที่พวกเขามองว่าเป็นการปฏิวัติที่ไม่สมบูรณ์ unfinished revolutionโดยพวกเขามุ่งผลักดันการปฏิวัติ 2475 นี้ทางความคิดต่อไปอีกแบบการ ปฏิวัติถาวร permanent revolution ตามแนวคิดของทรอตสกี้ อดีตนักมาร์กซิสต์ชื่อดังแห่งสากลที่ 4 ที่เคยนำการปฏิวัติร่วมกับเลนินจนโค่นระบอบจักรพรรดิซาร์ของรัสเซียสำเร็จมา แล้วในปี ค.ศ.1917 จนกระทั่งการปฎิวัติ 2475 สำเร็จบริบูรณ์ในที่สุดในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

ด้วยเหตุนี้เองพวกเขาจึงเน้นที่การปลูกฝังอุดมการของนิติราษฏร์ที่เป็น "การปฏิวัติถาวร 2475" ให้แก่มวลชนเพื่อข้ามพ้นตัวบุคคลไม่ว่าจะเป็นแกนนำกลุ่มนิติราษฎร์อย่างอาจารย์วรเจตน์ หรือ "พ่อค้าการปฏิวัติถาวร 2475" อย่างทักษิณ ชินวัตร

หากมองจากมุมมองข้างต้นนี้ ผมถือว่าพวกนิติราษฏร์ได้ประสบความสำเร็จไปแล้วตามแนวทางทางความคิดที่พวกเขาได้วางไว้ การด่าทอก่นด่าตัวบุคคลจากฝ่ายต่อต้านจึงไม่ทำให้พวกเขาหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ทักษิณ เองอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองก็ตกเป็นเครื่องมือให้พวกนิติราษฎร์ใช้ เพื่อบรรลุอุดมการณ์การปฏิวัติถาวร 2475 ของพวกเขาด้วยเช่นกัน

ด้วยจิตคารวะและสมานฉันท์ยิ่งครับ


สุวินัย ภรณวลัย


ต่อมา นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ได้แสดงความเห็นต่อบททดลองเสนอของนายสุวินัยว่า


คำว่า "การปฏิวัติถาวร" (permanent revolution) หรือถ้าพูดให้เต็มตามทฤษฎีของฝ่ายทรอตสกีอิสต์ (หนึ่ง ในสองผู้นำสำคัญของการปฏิวัติรัสเซีย อดีตผบ.กองทัพแดงคนแรก และต่อมาหลังเลนินตาย ถูกสตาลินเนรเทศและส่งนักฆ่าตามไปสังหารทิ้งที่เม็กซิโก) คือ "การปฏิวัติที่ยังไม่สิ้นสุดและมีลักษณะเชิงซ้อน" (unfinished & combined revolution) เป็นแนวคิดที่มีบุคลิกเฉพาะคือ - ต่างจากพวกสตาลิน หรือพวกที่เชื่อในการปฏิวัติเป็นขั้นตอน stagist revolution/stagism อย่างเหมาเจ๋อตุงที่เสนอว่าต้องปฏิวัติประชาธิปไตยกระฎุมพีก่อน แล้วต่อยปฏิวัติสังคมนิยมต่อภายหลัง ตามขั้นตอนพัฒนาการสังคมและพลังการผลิต ห้ามข้ามขั้น - ฝ่ายทรอตสกีอิสต์เชื่อว่าใน สังคม ทุนนิยมด้อยพัฒนาอย่างรัสเซียสมัยพระเจ้าซาร์และโลกที่สาม ภารกิจการปฏิวัติประชาธิปไตยกระฏุมพีกับภารกิจปฏิวัติสังคมนิยมนั้นทับซ้อน เหลื่อมซ้อนกัน ไม่อาจแยกขั้นตอนจากกันได้ ดังนั้นฝ่ายชนชั้นกรรมกรและพรรคปฏิวัติของชนชั้นนี้ต้องทำการปฏิวัติทั้ง 2 ภารกิจแนบเนื่องกันไปเลยเป็นกระบวนการเดียว คือทั้งทำปฏิวัติประชาธิปไตย (แทนพวกกระฎุมพีซึ่งอ่อนแอ) และทำปฏิวัติสังคมนิยม (โค่นนายทุนและทุนนิยม) พร้อมกันไปในทีเดียว

เอา เข้าจริง สุวินัยนั่นแหละที่เป็นหนึ่งในผู้นำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎีปฏิวัติ ถาวรของทรอตสกี้จากญี่ปุ่นมาเผยแพร่ในเมืองไทยเมื่อสามสิบปีก่อนหลังพคท.แตก และคำว่า "เชิงซ้อน" ที่แปลจาก (combined) ในภาษาอังกฤษ แต่ไม่รู้ว่าแปลจากคำว่าอะไรในภาษาญี่ปุ่นก็เป็นคำที่สุวินัยหยิบมาใช้เป็น คนแรก จะเรียกว่าสุวินัยเป็นประกาศกทฤษฎีปฏิวัติถาวรและเชิงซ้อนตัวจริงก่อนนิติ ราษฎร์ก็ได้

แต่คณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์เป็นพวกเชื่อใน "การปฏิวัติถาวร" แบบที่สุวินัยเคยเชื่อหรือ? ผม เห็นต่างไป ข้อคิดข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์แค่ต้องการให้ประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้ภารกิจการสร้างประชาธิปไตยในเมืองไทยที่คั่งค้างมาตั้งแต่การอภิวัฒน์ 2475 บรรลุผลสมตามเจตนารมณ์ของคณะราษฎรโดยเฉพาะสายอาจารย์ปรีดี-มธก.เท่านั้น ในทางข้อเสนอเชิงนโยบายและภาษาวาทกรรมที่คณะนิติราษฎร์ใช้ เอาเข้าจริงไม่มีอะไรสังคมนิยมเลย แม้ว่าสมาชิกบางท่านอาจเคยปาฐกถาแสดงความเห็นอกเห็นใจในแนวคิดภราดรภาพนิยม ของอ.ปรีดี ซึ่งเป็น "สังคมนิยมอ่อน ๆ" ก็ตาม แต่จะบอกว่าคณาจารย์ทั้งกลุ่มเอาสังคมนิยมและมีข้อเรียกร้องเชิงหลักนโยบาย ที่ต่อต้านทุนนิยมชัดเจนนั้นไม่ได้ ไม่มีหลักฐาน เป็นการคาดเดาทั้งเพ - เพราะถ้าจริง หลักนโยบายนั้นก็จะต่อต้านทักษิณและระบบทุนนิยมแบบเสรีนียมใหม่ของทักษิณ อย่างแน่นอนในตัว

ข้อวิเคราะห์ของอ.สุวินัยเรื่องนี้จึงไม่มีหลักฐาน เชิงประจักษ์ รองรับ เป็นการคาดเดาซึ่งจะนำไปสู่การสวมหมวกกันง่าย ๆ ว่าใครต่อใครเป็นทรอตสกี้อิสต์ เอาเข้าจริงในหมู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองปัจจุบัน คนที่ประกาศตัวเป็นทรอตสกี้อิสต์ชัดเจนมีอยู่ ก็คืออาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ รายนั้นเขาเปิดเผยโต้ง ๆ เลย ข้อ กล่าวหาของอ.สุวินัย - อดีตผู้สมาทานทรอตสกี้ - กรัมชี่ - โรซ่า ลุกเซมบูร์ก - สหภาพแรงงานเสรีโซลิดาริตี้ ฯลฯ ในยุคเอียงซ้ายของแก ว่าคณาจารย์นิติราษฎร์เป็นทรอตสกีอิสต์ หลอกใช้ทักษิณจึงเหลวไหลผิดฝาผิดตัว เห็นคนอื่นในเงาของตัวในอดีตไปเสีย

ด้วยตรรกะ เพี้ยน (ขออนุญาตยืมคำอ.สุวินัยมาใช้นะครับ) แบบนี้ ก็อาจพูดได้เหมือนกันว่า อ.สุวินัยและพธม.เอาเข้าจริงเป็นนักปฏิวัติถาวรแบบทรอตสกีอิสต์ (สังเกตดูว่าพวกเขาเรียกร้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขพร้อม ทั้งต่อต้านทุนนิยมทักษิณสุด ๆ และมีชาวสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ในอดีตในหมู่ปัญญาชนของกลุ่มหลายคน เช่น อ.สุวินัย, คุณสุรพงษ์ ชัยนาม เป็นต้น) และอ.สุวินัยกับพธม.หลอกใช้อำมาตย์-ป๋าเปรมเพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมนิยม -คอมมิวนิสต์ของตัวได้เหมือนกัน - แต่แน่นอน คิดแบบนั้นมันเพี้ยนนะครับ และผมไม่ได้คิดแบบนั้น (แต่ใครจะลองคิดดูเล่น ๆ ก็ได้ว่ามันเพี้ยนแค่ไหน....)

ถ้าจะสู้กันทางความคิด อย่ามั่ว ต้องละเอียดและระมัดระวัง ใส่ใจวิเคราะห์ความคิดของฝ่ายที่คุณเห็นต่างพอ ๆ กับที่คุณใส่ใจรายละเอียดของความคิดตัวเอง ใน ข้อนี้ ยังไม่เห็นอ.สุวินัยทำอย่างจริงจังกับคณะนิติราษฎร์เลย ขณะที่สมัยทักษิณ อ.สุวินัยลงแรงวิเคราะห์วิจารณ์ความคิดทักษิณละเอียดกว่ามาก ผมขอท้าทายให้ทำ อย่างน้อยก็ให้จริงจังเท่า ๆ กับที่ผมวิเคราะห์วิจารณ์ความคิดประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (เลือกตั้ง 30 แต่งตั้ง 70) ของสนธิ ลิ้มทองกุล

ทรอตสกี้

ซึ่งนายสุวินัยได้ตอบข้อวิจารณ์ของนายเกษียรผ่านบันทึก "(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 21)" ว่า

หลังจากออกจากการทำสมาธิในตอนเช้าและมาเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ผมก็เห็นข้อความที่อาจารย์เกษียรเขียนวิจารณ์ผมเรื่องบททดลองเสนอ "การปฏิวัติถาวร 2475" ของพวกนิติราษฎร์ ผมยิ้มให้กับอาจารย์เกษียรเพื่อนของผมด้วยความยินดีและเปี่ยมไมตรี ผม คิดว่าความเข้าใจของผมกับของอาจารย์เกษียรเกี่ยวกับนิติราษฎร์น่าจะตรงกันนะ ครับ กล่าวคือนิติราษฎร์มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าทางความคิด ที่จะผลักดันการปฏิวัติประชาธิปไตยของประเทศไทยที่เริ่มมาตั้งแต่ 2475 ให้สำเร็จสมบูรณ์

เพียง แต่ผมใช้คำอธิบายสิ่ง นี้มาจากเงาอดีตที่เคยเป็นมาร์กซิสต์ของผมโดยใช้แนวคิดของทรอตสกี้เรื่องการ ปฏิวัติถาวรมามองเรื่องนี้เท่านั้นเอง ผมไม่ได้มั่วหรอกนะครับ (อิ อิ คำว่าตรรกะเพี้ยนที่สื่อเขียนถึงนั้นสื่อเขาเขียนเองผมใช้คำว่าลดทอนต่างหาก ตอนที่คอมเมนท์อาจารย์เกษียรนะครับ) เพราะผมไม่ได้คิดในเรื่องการปฏิวัติสังคมนิยมในแก่นความคิดของนิติราษฏร์เลย สิ่งที่อาจารย์เกษียรวิจารณ์ผมมา ในเรื่องนี้ผมขอน้อมรับว่าเป็นความบกพร่องในการสื่อสารของผมเองเพราะดันไป หยิบยืมแนวคิดของทรอตสกี้มาใช้อธิบายกลุ่มนิติราษฏร์นั่นเอง

แต่จริงๆแล้วความเข้าใจของเราตรงกันครับ และอาจารย์เกษียรก็อธิบายความคิดเรื่องการปฏิวัติประชาธิปไตยของนิติราษฎร์ได้ดีกว่าผมมาก กล่าว คือในทางความคิดแล้วการล้มล้างสถาบันเจ้าเพื่อสืบทอดการปฏิวัติ 2475ให้สมบูรณ์ เป็นสิ่งที่นิติราษฎร์คิดในเชิงหลักการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เรื่องนี้เราเห็นตรงกันครับ สิ่งที่เราต่างกันก็คือ ผมไม่ยอมรับเรื่องนี้ในบริบททางประวัติศาสตร์ตอนนี้ แต่ตัวอาจารย์เกษียรยอมรับได้ต่างหาก ผมรู้สึกดีใจเสมอที่ได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์เกษียรครับ

ด้วยรักและผูกพันเสมอ

สุวินัย ภรณวลัย

นายเกษียรจึงตอบกลับว่า

ผมไม่เห็นว่าข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์จะ "ล้มล้างสถาบันเจ้า" ตรงไหนเลยครับ? อาจารย์สุวินัยเอาอะไรมาตีความแบบนั้นหรือครับ? ที่ผมเห็นคือเขาต้องการระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ที่มีสถาบันกษัตริย์แน่นอน จุดต่างจากฝั่งพันธมิตรฯน่าจะอยู่ตรงข้อเสนอของนิติราษฎร์ไม่ต้องการให้มี การใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือในทางการเมือง โดยเฉพาะจากกลุ่มพลังทางการเมืองที่อ้างอิงล้อมรอบสถาบันกษัตริย์อยู่ เช่น พันธมิตรฯ เป็นต้น ขอทีเถอะครับ อย่ายัดถ้อยคำใส่ปากคนที่เขาไม่ได้พูด ไม่มีใครล้มล้างเจ้าในข้อเสนอของนิติราษฎร์ แต่มีคนล้มล้างประชาธิปไตยแน่นอนและได้ทำการล้มล้างไปแล้วด้วยเมื่อปี 2549 คือ คปค.ของผู้นำเหล่าทัพ โดยมีพธม. ตีฆ้องร้องเชียร์ครับ ลูกผู้ชายก็น่าจะรับกันตรง ๆ ทำคือทำ แล้วอย่าไปเที่ยวกล่าวหาคนอื่นว่าทำในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ เขาไม่ได้คิดจะล้มเจ้า แต่ล้มการเมืองที่ใช้เจ้าเป็นเครื่องมือครับ อ.สุวินัย (กลับไปอ่านตอนต้นอีกที)


ก่อนที่นายสุวินัยจะเขียนบันทึก "(กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ในสถานการณ์สู้รบ 23)" มีเนื้อความว่า

จากการได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์เกษียร การประเมินบทบาทของกลุ่มนิติราษฏร์ถ้าใช้ภาษาของผมจะอยู่ในระหว่างสองขั้วคือขั้วที่เป็นอุดมคติและปลอดการเมืองซึ่งผมมองกลุ่มนี้ในฐานะผู้เสนอ "การปฏิวัติประชาธิปไตยถาวร 2475" ส่วนในอีกขั้วหนึ่งที่เป็นกลุ่มการเมืองที่มีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝงซึ่งผมมองกลุ่มนี้ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ "บริบททักษิณ"

บทบาท ของกลุ่มนิติราษฎร์ใน ความเป็นจริงน่าจะอยู่ในขอบเขตระหว่างสองขั้วนี้แหละครับ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอัตวิสัยและตัวตนของปัจเจกแต่ละคนว่าจะประเมินกลุ่มนี้ ว่าโน้มเอียงไปในทางขั้วใด ผมคิดว่านี่เป็นการมองบทบาทของกลุ่มนิติราษฏร์อย่างเที่ยงธรรมที่สุดแล้วนะ ครับ

ด้วยจิตคารวะและสมานฉันท์ยิ่งครับ


สุวินัย ภรณวลัย

"สุรชัย แซ่ด่าน" ตัดสินใจรับสารภาพ 2 คดี นัดพิพากษา 28 ก.พ. นี้

ที่มา Thai E-News


24 มกรามคม 2555
โดยทีมข่าว ไทยอีนิวส์

หลัง จากประกาศอดอาหารประท้วงเมื่อวาน วันนี้ที่ที่ศาลอาญา รัชดา ประชาไทรายงานข่าวว่า สุรชัยกลับคำรับสารภาพ และศาลนัดวันพิพากษาคดีวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555

ที่มา ประชาไท

24 ม.ค.55 ห้องพิจารณาคดี 801 ศาลอาญา ถนนรัชดา ศาลนัดสืบพยานโจทก์คดีหมายเลขดำที่ อ.1620/2554 ที่พนักงานอัยการ ฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้องนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือด่านวัฒนานุสรณ์ เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำเลยได้กลับคำให้การที่ปฏิเสธในชั้นสอบสวน เป็นรับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 28 ก.พ.55 โดยมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติไปสืบเสาะประวัติของจำเลยเพื่อนำมาประกอบ การพิจารณาภายใน 30 วัน

นายคารม พลพรกลาง ทนายความของนายสุรชัย ให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้เหตุเกิดในงานสัมมนาที่อิมพีเรียล ลาดพร้าว ท้องที่ สน.โชคชัย ขณะที่ยังมีอีกคดีหนึ่งที่ศาลรับฟ้องแล้วคือคดีที่ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ศาลออนุญาตตามที่จำเลยร้องขอให้หยิบคดีหลังซึ่งนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 30 ม.ค.55 นี้มาพิจารณาโดยผู้พิพากษาคณะเดียวกันเลยในวันนี้ เนื่องจากจำเลยจะรับสารภาพทั้งหมด ดังนั้น ในวันที่ 28 ก.พ.นี้จะมีการพิพากษาทั้งสองคดี

ทั้งนี้เว็บไซต์ศาลอาญาระบุคำฟ้อง ของโจทก์ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1620/2554 ว่า “เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2553 เวลาประมาณ 1830 นาฬิกา ถึงเวลากลางคืนหลังเที่ยงต่อเนื่องกัน จำเลยพูดกล่าวข้อความ ใส่ความ อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาตร้าย พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ต่อประชาชนผู้มาฟังการชุมนุมปราศรัย “เสวนาตาสว่างกว่าเดิม ครั้งที่ 2 โดย 4 ส.” ว่ามีส่วนบงการหรืออยู่เบื้องหลังทางการเมือง และเป็นเหตุให้เกิดวิกฤติการณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง โดยจำเลยมีเจตนาที่จะทำให้ประชาชนทั่วไปเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุเกิดที่ แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร และทั่วราชอาณาจักรเกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”

ส่วนคดีที่ดอยสะเก็ด นั้น คือคดีหมายเลขดำที่ อ.3187/2554 ระบุว่า “วันที่ 11 กันยายน 2553 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้าย ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ด้วยการพูดปราศรัยต่อประชาชน ณ เวทีปราศรัยชั่วคราว บริเวณสนามกีฬาเทศบาลตำบลดอยสระเก็ด ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เหตุเกิดที่ ต.เชิงดอย อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112”

นาง ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยานายสุรชัย กล่าวว่า ทราบว่ายังมีคดีอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนอีกอย่างน้อย 2 คดี ซึ่งที่ผ่านมาตนเองได้เรียกร้องไปยังคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความ จริงเพื่อความปรองดอง (คอป.) ให้ประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้รวมคดีทั้งหมด เพื่อให้คดีสิ้นสุดโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นก็จะทยอยฟ้องต่อไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าจะรับสารภาพไปแล้ว


0 0 0 0 0



23 มกราคม 2555
ที่มา ประชาไท

23 ม.ค.55 มีรายงานข่าวจากผู้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ระบุว่า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือแซ่ด่าน ผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือความผิดตามมาตรา 112 ได้เตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนต่ออธิบดีกรมราชทัณฑ์กรณีที่ผู้ต้องขังคดี หมิ่นฯ ไม่ได้รับการพิจารณาให้ย้ายไปยังเรือนจำชั่วคราว และจากนั้นหากไม่มีความคืบหน้าสุรชัยเตรียมจะอดอาหารประท้วง

นาย สุรชัยระบุว่า การจะพิจารณาว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 112 เป็นผู้ต้องหาทางการเมืองหรือไม่ ต้องพิจารณาถึง1.กระบวนการทางความคิด 2.พฤติการณ์การกระทำผิด และ 3.สถานการณ์การเมืองในขณะนั้น สำหรับกระบวนทางความคิดนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าตนเองมีกระบวนทางความคิดทางการ เมืองมาตลอด 40 ปี คดีนี้ถือเป็นการกระทำผิดทางมโนธรรม ซึ่งเป็นความผิดขั้นสูงกว่าการร่วมชุมนุมเสียอีก ส่วนพฤติการณ์การกระทำความผิด ก็เกิดจากการเปิดเวทีอภิปรายซึ่งเป็นการกล่าวอย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบ ไม่ได้ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อผู้ใด ส่วนสถานการณ์การเมืองหรือบริบทในเวลานั้นก็เห็นได้ชัดว่ามีการนำสถาบันมา เป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์

สุ รชัยระบุว่า เมื่อรวมทั้งสามอย่างนี้แล้วสามารถสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ตามมาตรา 112 นั้นมีสถานภาพเป็นนักโทษการเมืองอย่างไม่มีทางปฏิเสธได้ ควรได้รับการควบคุมตัวในสถานที่ควบคุมตัวพิเศษ ไม่ว่าระหว่างการพิจารณาคดีหรือแม้แต่ส่วนที่ได้รับโทษเด็ดขาดแล้ว เพราะคดีนี้มีความอ่อนไหว มีแรงเสียดทานสูง ไม่มีความปลอดภัยเมื่ออยู่รวมกับผู้ต้องขังทั่วไป ที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีผู้ต้องขังคดีนี้หลายคนถูกทำร้าย แม้แต่ตนเองซึ่งนับว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงและมีประสบการณ์การติดคุกมานานก็ ยังถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากเจ้าหน้าที่ที่มีความคิดตรงข้าม ทำให้ที่ผ่านมาตนประกาศจะอดข้าวไปแล้วครั้งหนึ่ง กรณีที่มีเจ้าหน้าที่โยนอาหารของตนลงกับพื้น จนผู้บังคับบัญชาระดับสูงต้องมาไกล่เกลี่ย

สุรชัยระบุอีกว่าไม่เห็น ด้วยที่คณะกรรมการที่พิจารณาเงื่อนไขของผู้จะได้ รับการย้ายไปเรือนจำใหม่เป็นข้าราชการประจำจากราชทัณฑ์ เพราะย่อมมีความเกรงกลัวต่อแรงเสียดทาน เห็นพรรคประชาธิปัตย์ออกมาค้านก็กลัว ทั้งที่คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดอง (คอป.) ก็เสนอให้ครอบคลุมถึงผู้ต้องโทษคดีหมิ่นฯด้วยแล้วก็ตาม ดังนั้น ผู้พิจารณาเรื่องนี้ควรเป็นรัฐบาลและฝ่ายการเมือง

“ถูกคดี หมิ่นเป็นการเมืองขั้นสูงกว่า ส.ส.กระทำผิดเสียอีก ถ้าไม่นับเท่ากับดูถูกเรา เราสู้มาตั้ง 40 ปี ถ้าอาทิตย์นี้ผ่านไปยังไม่มีคำตอบ สิ่งที่จะทำต่อไปคืออดอาหารประท้วง” สุรชัยกล่าว

หวังตั้ง "เครือข่ายผู้ต้องขัง" เดินเรื่องประกันเอง

ธัน ย์ฐวุฒิ (ของสงวนนามสกุล) ระบุว่า อย่างไรนักโทษคดีหมิ่นฯ ก็ควรจะต้องได้รับการย้ายไปเรือนจำชั่วคราวด้วย เพราะผู้ต้องโทษคดีนี้ซึ่งเป็นคดีทางความคิดแต่เมื่ออยู่ในเรือนจำจะลำบาก กว่าปกติ ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ช่วงแรกหลายคนถูกกลั่นแกล้งด้วย นอกจากนี้ในสายตาของเขาคดีนี้ถือเป็นการเมืองมากที่สุด เพราะข้อหานี้ถูกนำมาใช้กลั่นแกล้งทางการเมืองได้ง่าย

“เราไม่ได้ หวังว่าที่นั่นจะสุขสบายกว่านี้ มันไม่สำคัญเท่ากับการได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน มีคนมาเยี่ยม แบบที่ไม่ใช่เยี่ยมนักโทษอาญา แต่มาเยี่ยมในฐานะสหายร่วมรบ และอย่างน้อยที่สุดข่าวสารต่างๆ จะได้รับรู้กันอย่างรวดเร็ว” ธันย์ฐวุฒิกล่าว

เขาระบุด้วยว่าอยากให้มีกลุ่ม “เครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากการถูกคุมขังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการ เมืองตั้งแต่รัฐประหาร 2549” โดยให้ทนายหรือตัวแทนของผู้ต้องขังจัดแถลงข่าวข้อเรียกร้อง ความคืบหน้าต่างๆ เป็นระยะ โดยเฉพาะเรื่องประกันตัวโดยประสานกับรัฐบาลโดยตรง ไม่ขึ้นต่อ นปช.

สมยศตระเวรคุกหลายจังหวัด ระบุแออัดขั้นวิกฤต


สม ยศ พฤกษาเกษมสุข ผู้ต้องขังคดีหมิ่นอีกรายที่เพิ่งถูกย้ายกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ หลังต้องย้ายที่คุมขังไปยังจังหวัดสระแก้ว เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ เพื่อสืบพยานโจทก์และมีกำหนดต้องไปจังหวัดสงขลาอีก ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำต่างจังหวัดค่อนข้างแย่ เนื่องจากมีนักโทษล้นเกิน

“มันแออัดทุกตารางนิ้ว เคยเห็นหมาโดนยัดขังกรงในรถแบบที่ออกข่าวไหม นั่นแหละ คุกเมืองไทยวิกฤตแล้ว”

สำหรับ ประเด็นการย้ายผู้ต้องขังคดีการเมืองไปยังเรือนจำแห่งใหม่นั้น สมยศระบุว่าตนเองเฉยๆ กับเรื่องนี้ แม้มันอาจจะดีในแง่จำแนกแยกแยะคนได้ แต่บางทีการเอานักโทษการเมืองไปอยู่รวมกันอาจเป็นประโยชน์กับรัฐในแง่การ ควบคุมได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วยซ้ำไป นอกจากนี้ที่คุมขังใหม่ยังมีสภาพเป็นตึกที่ไม่มีสนามหรือพื้นที่โล่ง

“คุกการเมืองมันควรจะดีกว่านี้ เพราะมันเป็นคดีทางความคิด และเป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย” สมยศกล่าว

Tuesday, January 24, 2012

ว่าที่หนังสือต้องห้าม: วิวาทะร้อนคนคลั่งเจ้า VS คนรักประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News

24 มกราคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


จรรยา ยิ้มประเสริฐ ได้เขียนหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อ"การตอบโต้ระหว่างคนคลั่งสถาบันกับคนรัก ประชาธิปไตยด้วยหลักเหตุผล" โดยประมวลจากการตามไล่ล่าแม่มดทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค

ในระยะหลายปีมานี้ที่ "ใครๆ ก็มีสิทธิ์เจอเข้ากับตัว"

เพียงแค่ว่า คุณมีทัศนะทางการเมืองที่แตกต่างจากบรรดานักล่าแม่มดคลั่งเจ้า ที่ทึกทักผูกขาดความรักชาติรักสถาบันไว้เพียงแต่ฝ่ายเดียว



อ่าน คำตอบ(โต้) กับคนรักสถาบันฯ จาก คนรักประชาธิปไตย

เปิดใจหมดเปลือก "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ถึง (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ?)

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เปิดใจหมดเปลือก "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ถึง (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ?):
ผมกำลังตอบแทนบุญคุณทุนอานันทมหิดล




สัมภาษณ์ : พันธวิศย์ เทพจันทร์

หลังจากที่ “นิติราษฎร์” แถลงการณ์เรื่อง การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 วันที่ 15 มกราคม 2555
จนไปถึงการออกแถลงการณ์ลบผลพวงที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร วันที่ 22 มกราคม 2555


แรงสะท้อนกลับจากข้อเสนอร้อนๆ รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ


ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มาก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็โผล่ออกมาไม่น้อย


แต่ที่ดุเดือดแบบสุดๆ คือ
การปรากฎตัวของมวยรุ่นใหญ่อย่าง “ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ”
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ


ดร. ปื๊ด ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า


“ผมว่าก่อนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณเสนอ
ควรแก้ข้อบังคับทุนอานันทมหิดล ให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณ
และไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทานทุนจะง่ายกว่าไหม
ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย”



ครั้งหนึ่ง ดร.ปื๊ด เคยกล่าวยกย่อง ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ว่าเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

แต่วันนี้ ข้อหา"เนรคุณ"ดูจะกลายเป็นข้อหาฉกรรจ์ไปเสียแล้ว

ก่อนหน้านี้ มติชนออนไลน์ เคยถามคำถามทำนองเดียวกันนี้กับ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” มาแล้ว


“สิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นไม่ขัดแย้งกับทุนที่อาจารย์เคยได้รับ
เพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า”


ไปฟังคำตอบกันเลย...
-----------------------------------------


เหตุใดนิติราษฎร์จึงต้องพูดถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์
ในสังคมมากขึ้น




วันนี้ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเยอะ
แล้วการพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ค่อนข้างเสี่ยงในสังคมไทย
แต่ว่าวันนี้ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นพอมีใครที่จะหยิบจับเรื่องนี้
มาทำได้อย่างเป็นวิชาการ เป็นเหตุเป็นผล
ผมจึงตัดสินใจทำ และทำทุกอย่างด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมไทย
ด้วยความหวังดีอย่างที่สุดต่อสถาบันฯ
ไม่มีความมุ่งหมายต่อการที่จะล้มล้างสถาบันฯ แต่อย่างใด

อีกอย่างหนึ่งคือคนที่กล่าวหาว่าล้มเจ้าหรือล้มล้างสถาบันฯ นั้น
ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้เหตุผลในการโต้แย้งสักเท่าไหร่
เรายืนยันตลอดมารวมถึงในร่างแก้ไขก็ชัดเจนว่า
เราอยู่ในรัฐที่เป็นราชอาณาจักร
เพียงแต่ต้องทำให้สถาบันฯ สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย
พอมีคนที่ไม่สามารถใช้เหตุผลถกเถียงได้ ก็เบี่ยงประเด็นไปถามว่า
นิติราษฎร์ต้องการปกครองแบบไหน
ตอนไปรายการ “ตอบโจทย์” คุณภิญโญก็ถาม ผมว่าผมก็ตอบชัดว่า
นิติราษฎร์ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในรัฐที่อยู่เป็นราชอาณาจักร
ผมก็สงสัยว่าคนที่ถามผมต้องการการปกครองในระบอบไหนครับ
ต้องการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างงั้นหรือ
ซึ่งถ้าเป็นระบอบนี้ เราจะไม่มีการยอมรับ เราจะสู้ไม่ยอมย้อนกลับไปในระบอบนั้นแล้ว
เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อสังคมเข้าสู่จุดแตกหักทางความคิด สถาบันฯ
ก็จะดำรงอยู่อย่างยากลำบาก ดังเช่น
ช่วงก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475
สุดท้ายการกลับไปในระบอบนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์จะทำการใดๆ
พระมหากษัตริย์จะทำการใดต่างๆ
ในทางกฎหมาย พระองค์ก็ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายนั้นด้วย
ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมือง เราอยากให้เป็นแบบนั้นหรือ
ระบอบที่เรารณรงค์อยู่ในตอนนี้เป็นระบอบที่สอดคล้องกับสากลที่สุด




อาจารย์รู้สึกอย่างไรที่มักโดนฝ่ายตรงข้ามถามว่า “ล้มเจ้ารึเปล่า”
เพราะอาจารย์เองก็เป็นคนไทย อีกทั้งยังพูดและคิดตามกรอบของกฎหมาย



ก็รู้สึกว่าบางทีคนก็ไม่เข้าใจ และก็ต้องอดทนในการอธิบาย
ซึ่งผมก็ใช้ความอดทนตลอดมาในระยะเวลาหลายปี
พยายามอธิบายให้สังคมได้รับฟัง
เราต้องเข้าใจว่าสังคมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว มันไม่เหมือนเดิมแล้ว
คนที่ไม่เข้าใจในข้อเสนอของนิติราษฎร์คือ
ไม่เข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม
จะยึดจะเอาสังคมให้อยู่ในรูปแบบเดิมซึ่งมันเป็นไปไม่ได้
แล้วผมห่วงเหลือเกินว่า
หากไม่มีการเปลี่ยนอะไรให้มันรับกับสภาพการณ์
มันจะเกิดการแตกหักแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
หลังจากนั้นเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่พึงปรารถนา
แล้วเราคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมา




มีประวัติศาสตร์อยู่แล้วใช่ไหม
ที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีความประนีประนอมกัน



ในประวัติศาสตร์โลกก็เป็นบทเรียนให้เราอยู่แล้ว
ทำไมเราต้องไปซ้ำรอยในที่อื่น
ทำไมเราไม่หาทางออกแล้วเปลี่ยนผ่านสังคมไปอย่างสันติ สถาบันฯ
ไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน องค์กรไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน
ผมเรียนแบบนี้ว่าคนที่พูดเรื่องนี้ต้องลดละประโยชน์ส่วนตัวไว้เสียก่อน
คนที่เคยได้ประโยชน์หลังการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา
กรุณาคิดและก็วางประโยชน์ส่วนตัวหน่อย
หลายคนก็ได้รับประโยชน์ไปมากแล้ว
เป็นประธานกรรมการ ดำรงตำแหน่ง ได้รับเงินมากมายแล้ว
นิติราษฎร์ไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ได้นำเสนอออกไปแม้แต่บาทเดียว
เราทำด้วยใจ หลายคนในกลุ่มนิติราฎร์ก็ไม่ได้เป็นคนมีฐานะสูง
แต่ว่าเวลาจะทำอะไรเราก็ลงขันกันครับ
อาจจะครั้งละหนึ่งพันเพื่อทำกิจกรรม แผ่นพับและอื่น ๆ ในการจัดเวทีเสวนา
มีหลายคนจะบริจาคเงินให้กิจกรรมที่นิติราษฎร์ทำ
ผมไม่ต้องการเงินของใครทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะนิติราษฎร์มีเงิน
แต่เราต้องการให้เรื่องที่รณรงค์อยู่นั้นเป็นเรื่องที่บริสุทธิ์และเป็นเรื่องทางวิชาการจริงๆ



เมื่อต้องการจะให้สถาบันมีสถานะ
ที่สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
เหตุใดจึงเริ่มที่การขอยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเรื่องแรก



เป็นเพราะว่ากฎหมายอาญามาตรา 112
เป็นกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ
ที่จะต้องพูดกันต่อไป
เวลานำออกมาบังคับใช้มันมีคนถูกจับ ถูกลิดรอนเสรีภาพ
ปัญหาสำคัญของมาตรานี้คือ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475
กฎหมายหมิ่นฯ เขียนว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว
จึงเขียนว่า “หมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์”
แม้ถ้อยคำจะเขียนแบบเดียวกันเลย
แต่เวลาจะมาบังคับใช้นั้นจะตีความแบบเดียวกันไม่ได้
เพราะว่าอุดมการณ์ที่กำกับตัวบทกฎหมายนั้นอยู่คนละประเภทกัน
แต่ปัจจุบันการตีความกฎหมายหมิ่นฯ
ดูจะขัดแย้งกับระบอบการปกครองระบอบประธิปไตย
ซึ่งแบบนี้มันจะเกิดผลเสียเพราะมันไม่รับกับตัวระบอบ



กระแสสังคมส่วนหนึ่งบอกว่า
การที่นิติราษฎร์แยกกฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคง
เท่ากับกำลังทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มั่นคงหรือไม่



ตัวบทกฎหมายเขียนชัดเจนว่า
คนที่กระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษตามข้อกฎหมาย
ยังมีการคุ้มครองพระเกียรติของพระมหากษัตริย์อยู่
แล้วก็คุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าประชาชนทั่วไป
เพียงแต่เราทำให้สถานะของสถาบันฯ มีความเป็นสากลมากขึ้น
ตามประเทศที่มีประมุขของรัฐคือพระมหากษัตริย์
เวลาเราพูดว่าต้องรักษาความมั่นคงของสถาบันฯ ไว้
เราต้องหมายถึงการรักษาให้สง่างามตามมาตรฐานสากล
ไม่ใช่ว่าประเทศไทยพูดอย่าง แต่ต่างประเทศพูดอีกอย่าง




พูดถึงกลุ่มคนที่ต้องการให้บทลงโทษ
เกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 มีโทษมากขึ้น




นักวิชาการด้านกฎหมายอีกฝ่ายบอกว่า
ถ้าต้องแก้ให้กฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากกฎหมายความมั่นคง
หรือยกเลิกไปเลยนั้น ก็จะต้องยกเลิกมาตรา 8 ของรธน.ด้วย



เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมาถกเถียงกัน
สังคมเข้าใจเรื่องมาตรา 8 ตาม รธน. ต่างกัน
เวลาเราทำความเข้าใจตัวบทกฎหมาย
ไม่ใช่เพียงแค่ตีความไปตามลายลักษณ์อักษรที่เขียนขึ้นมา
เพราะถ้าเป็นแบบนั้นใคร ๆ ก็ตีความตามความเข้าใจของตัวเองทั้งนั้น
ดังนั้นรธน.เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครอง
เราจึงต้องตีความระบอบการปกครองของเราด้วย
ด้วยเหตุนี้การแก้ไขม.112 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมาตรา 8
ในแง่ที่ว่า ความมุ่งหมายของมาตรานี้
ก็เพื่อเทิดองค์พระมหากษัตริย์ให้ทรงพ้นไปจากการเมือง
เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และความขัดแย้ง
จะดึงพระมหากษัตริย์ลงมาไม่ได้


อีกกระแสหนึ่งบอกว่าเสนอให้ยกเลิกม.112 ไปเลย
อาจารย์ทำไมจึงไม่เสนอไปถึงขั้นนั้น



เราศึกษาเปรียบกฎหมายในหลายประเทศก็ยังมีกฎหมายคุ้มครองประมุขของรัฐอยู่
แม้ประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีกฎหมายคุ้มครอง แต่หลายประเทศยังมี เราจึงอนุโลมไปตามนั้น



หลายครั้งเวลามีข้อเสนอจากนิติราษฎร์ปรากฎออกมาในหน้าสื่อสารมวลชน
ก็จะถูกเรียกว่า “นิติเรด” “แก๊งค์ลิงหลอกเจ้า”
ซึ่งทำให้คนที่ฟังข้อเสนอของเรามีภาพลบต่อสิ่งที่เราจะพูด
ในแง่นี้จะแก้ไขหรือโต้ตอบกลุ่มคนที่ให้ค่ากับนิติราษฎร์ไปในทางลบอย่างไร




มีนักวิชาการบอกว่านิติราษฎร์กำลังทำอะไรอยู่
แก้กฎหมายกลับไปกลับมา
ไม่รู้หรือว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายจะต้องเงียบ”



ปืนไม่ได้ดังตลอดเวลามันแค่ดังอยู่ช่วงหนึ่งเท่านั้น
สังคมที่ถูกกดทับเอาไว้ เนียนบ้างไม่เนียนบ้าง
สักวันหนึ่งคนก็จะรู้ แล้วเขาก็จะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
แน่นอนว่าการลุกขึ้นยืนมันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด
เพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้ลุกขึ้นยืนจะกดทับแล้ว
แต่เชื่อเถอะว่า
ไม่มีพลังไหนที่จะแข็งแกร่งไปกว่าพลังหรืออำนาจของประชาชน
แม้เสียงปืนจะดัง พลังของปืนจะรุนแรง
แต่สุดท้ายแม้ในประวัติศาสตร์โลกก็จารึกไว้ว่า
พลังของประชาชนนั้นแข็งแกร่งที่สุด
ไม่มีใครต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงได้หรอก


สิ่งที่นิติราษฎร์กำลังทำอยู่
หวังผลประโยชน์จากพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่



สิ่งที่เราทำอยู่นั้นมาจากมโนสำนึกของเรา
ถ้าเราไม่ทำในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เรามองหน้าในกระจกไม่ได้
เท่ากับว่าเราเลือกไปในอีกข้างแล้วหากเราอยู่เฉยกับความอยุติธรรมในสังคมนี้
หลายคนที่เวลาเลือกแล้วมันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ
เวลาที่อีกฝ่ายเลือกเข้าได้ประโยชน์ เงิน ตำแหน่งต่าง ๆ
หลังจากที่เขาเลือกข้างไปแล้ว
แต่นิติราษฎร์เลือกไปยืนฝั่งตรงข้ามซึ่งเราไม่ได้อะไรเลย
เงินก็ไม่ได้รับ ตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการก็ยังอยู่กับที่
นอกจากไม่ได้อะไรแล้วเรายังต้องเสียเงินเพื่อต้องการบรรลุในสิ่งที่เราทำ
ผมพูดตรง ๆ เปิดใจเลยนะ
ถ้าผมไปเชียร์รัฐประหาร ไปเป็นคนร่างรธน.หลังจากรัฐประหาร
ผมว่าผมคงได้อะไรมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน
อาจจะได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการมากมาย
แต่ที่ผมเลือกอยู่ข้างนี้ ผมไม่ได้อะไรเลย
นอกจากว่าความรู้สึกที่ว่าเราได้ทำตามหลักการ
ในสิ่งที่เราเรียนมาในเรื่องกฎหมายมหาชน รู้สึกได้ทำในสิ่งที่มันถูกต้อง
ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ
ผมรู้สึกสลดใจกับสังคมนะ ในขณะที่ข้างหนึ่งได้ประโยชน์เห็นจากการทำรัฐประหาร
ไม่มีสื่อไหนมาตรวจสอบ กลุ่มปัญญาชน นักวิชาการเงียบสนิท
ฝ่ายผมที่ไม่เคยได้อะไรเลย ทำไปจากอุดมการณ์กลับถูกกล่าวหา ป้ายสีอยู่ตลอดเวลา
ว่าทำเพื่อทักษิณ ทั้งชีวิตผมจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยคุยกับทักษิณเลย


จะเล่นการเมืองไหม


ผมยังไม่อยากพูดอะไรที่มันต้องมัดตัวเองในอนาคต
แต่ใจผมจริง ๆ ไม่อยากเล่นการเมือง
คุณพ่อผมก็เตือนเสมอว่า ถ้าเป็นไปได้อย่าไปเล่นการเมืองเลย



เวลาเดินสวนกับอาจารย์ร่วมคณะ
ที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับนิติราษฎร์ อาจารย์มีปฏิกิริยาอย่างไร



ถ้าคนที่คุยกันได้ก็คุยเรื่องดิน ฟ้า อากาศ ไม่ได้คุยกันเรื่องกฎหมาย
เพราะเรารู้ว่าแต่ละคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง
ผมเชื่อว่าทางเดินผมถูก เขาก็คงเชื่อว่าทางเดินของเขาก็ถูก
แต่ผมเชื่อว่าอาจารย์หลายคนในคณะนี้ที่รู้จักผมดี
แม้จะยืนฝั่งตรงข้ามกันแต่เขาก็จะยืนยันแทนผมได้ว่า
ผมเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอะไร ไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนไหนเลย
เพราะกลุ่มอาจารย์ในคณะนี้ก็เห็นกันมาตลอด
ตั้งแต่ยังไม่มีกลุ่มนิติราษฎร์ด้วยซ้ำ รู้จักกันดี
แน่นอนว่าหลังจากมีกลุ่มนิติราษฎร์เกิดขึ้นมา
ความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่คิดต่างจากเราก็จะลดน้อยลงไป
ส่วนอาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนตรงข้ามกับเรา
ในลักษณะที่ชวนหาเรื่องมากกว่าคุยกันด้วยเหตุผลก็จะบอกว่า
ไม่ควรใช้คำว่านิติหรืออ้างความเป็นอาจารย์นิติศาสตร์ มธ.
ผมอยากตอบว่า
ผมมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถูกต้องตามกฎบังคับของมหาวิทยาลัยทุกข้อ



ในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์
ถ้าลูกศิษย์มีจุดยืนทางการเมืองแบบหนึ่งที่ทั้งตรงกับเราและไม่ตรงกับเรา
ในฐานะอาจารย์ก็เป็นที่รู้จักในทางการเมือง อาจารย์จะสอนลูกศิษย์อย่างไร



ผมบอกลูกศิษย์เสมอว่า
เวลาจะเชื่อผมหรือเคารพคล้อยตามในเหตุผลของผมนั้นให้เชื่อเพราะเหตุผลของผมนั้นดี
ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นผมบอกจึงเชื่อ เราต้องเคารพในเหตุผลมากกว่าตัวบุคคล
ไม่ใช่ใครบอกอะไรมาก็เชื่อไปหมดเพราะเห็นว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน
อีกทั้งถ้าจะแย้งผมว่าผมพูดผิดตรงไหนก็สามารถทำได้แต่ต้องมีเหตุผลรองรับด้วยนะ
ไม่ใช่กล่าวหาลอย ๆ สำหรับนักศึกษาที่อาจจะมีความคิดไม่ค่อยตรงกับผมนั้น
โดยปกติวิชาที่ผมสอนบางครั้งในเทอมหนึ่งอาจจะมีอาจารย์ผู้สอน 2 คน
ใครไม่ชอบหลักการของผมก็สามารถไปเรียนกับอีกคนหนึ่งได้
หรือถ้าปีไหนไม่มีอาจารย์ผู้สอนอีกคน ผมก็จะเปิดวิชานี้ไว้แค่เทอมหนึ่ง
แล้วเทอมสองก็ให้คนที่ไม่อยากเรียนกับผมไปเรียนช่วงเทอมสอง คือ
ผมพยายามที่จะไม่ผูกขาดวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นผู้สอนคนเดียว
ผมจะพยายามให้มีผู้สอนที่หลากหลายในวิชาที่ผมสอนอยู่
ให้นักศึกษามีสิทธิเลือกอาจารย์ที่อยากเรียน


ในอีกแง่หนึ่งที่เรานำเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์จากฝ่ายตรงข้าม
เคยโดนขู่ไหมครับ แล้วถ้าเคยรู้สึกกลัวไหม



ก็มีเขียนจดหมายมาด่า มีมาขู่บ้าง
ในความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา
ผมเป็นนักวิชาการตัวเล็ก ๆ คงไม่สามารถจ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มครองได้
แต่เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมไม่ทำอะไรเลย คนเราเกิดมาตายครั้งเดียว
เพียงแต่ชีวิตหนึ่งผมอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ให้ผลประโยชน์แก่เพื่อนร่วมชาติ




สุดท้ายอาจารย์เป็นนักกฎหมาย
ที่จบจากเยอรมันด้วยทุนอานันทมหิดล
หลายคนบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นขัดแย้งกับทุน
ที่อาจารย์เคยได้รับเพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า



เพราะผมเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลนี่แหละครับ
ผมจึงต้องออกมาเคลื่อนไหว
สิ่งที่ผมทำอยู่คือการตอบแทน กตัญญูต่อผู้ที่ให้ทุนอานันทมหิดลแก่ผม
ที่ผมทำทุกอย่างก็เพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ผมไม่รู้ว่านักเรียนคนอื่น ๆ ที่ได้ทุนนี้มีจินตนาการเรื่องนี้อย่างไร
แต่สำหรับผมแล้ว
สิ่งที่ผมทำก็เพื่อความดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป
ผมชัดเจนเสมอว่าผมต้องการรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นราชอาณาจักร



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327323116&grpid=01&catid=&subcatid=

สัญญาประชาคม จาก ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช

ที่มา thaifreenews

โดย เสือน้อย

โดย ผู้สื่อข่าวรากหญ้า
23 มกราคม 2555

ร่วมฟัง "สัญญาประชาคม" ที่ ดร.สุชาติ รมต.ศึกษาคนใหม่จะให้กับนักเรียนและประชาชนไทย

เชิญ ร่วมรับฟังการแถลง "นโยบายการศึกษาไทย" โดย ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ในวันพุธที่ 25 มกราคมนี้ เวลา 9.00-10.00น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 11 ,ช่อง Asia Update, วิทยุ FM 92.0

การ แถลงนโยบายในครั้งนี้ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ได้เตรียมการให้มีการเชื่อมต่อสัญญาน ถ่ายทอดสด ไปยังโรงเรียน และห้องเรียนทั่วประเทศไทย

" เป็นโอกาสที่ผมจะพูดโดยตรงกับนักเรียนกว่า 18 ล้านคนทั่วประเทศ ที่ผมถือว่ามีความสำคัญ และสิ่งที่ผมจะพูดจะเป็นสัญญาประชาคม ที่ผมจะให้กับนักเรียนและประชาชนไทยครับ" ดร.สุชาติกล่าวกับผู้สื่อข่าวรากหญ้า

และผู้สื่อข่าวรากหญ้า ได้รายงานเพิ่มเติมว่า ขอเชิญชวน พี่น้องประชาชนที่รักและศรัทธาในตัว ดร.สุชาติ ร่วมให้กำลังใจ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งวันแรก โดยขอนัดหมาย รวมตัวกันที่สนามหญ้า บริเวณหน้าอาคารสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เวลา 10.30น. และทราบมาว่า ดร.สุชาติ ได้ตระเตรียมอาหารกลางวันแบบคนกันเองไว้เลี้ยงต้อนรับพี่น้องทุกท่านด้วย..
QQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQQ

ใครที่สนใจเชิญไปให้กำลังใจอาจารย์กันได้ครับ.

ชมภาพ+วีดีโอ นักบินหญิง ยิ่งลักษณ์ที่ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี 23ม.ค.55(ฉบับสมบูรณ์)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก



ชมภาพทั้งหมดและ วีดีทัศน์ คลิ้กที่นี่

รายการชูธง จตุพร 23-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1025

ที่นี่ความจริง อ.ตุ้ม อ.หวาน 23-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1027

จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกเพื่อไทย ที่นี่MV5 23 1 2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1028