WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, January 25, 2012

ที่นี่ความจริง อ.ตุ้ม อ.หวาน 24-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1032

รายการชูธง จตุพร 24-1-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1031

ชมภาพ นายกฯปู ไปเยือนฟิลิปปินส์ 19ม.ค.55 (ฉบับสมบูรณ์)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก


ชมภาพทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ปัญหาการแต่งตั้ง รมต. ดร.นลินี กับการสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง

ที่มา ประชาไท

เจริญ คัมภีรภาพ
สถาบันแห่งการริเริ่มภาคประชาชน

ผมติดตามข่าวสารกรณีปัญหาการแต่งตั้ง ดร.นลินี ทวีสิน ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งได้มีพระบรมราชโองการโปรกเกล้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยความสนใจยิ่งใน ฐานะที่เป็นพลเมืองคนหนึ่ง ที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครองหลักประกันสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ โดยอยากจะทราบว่าท้ายที่สุดแล้วผลจะออกมาเป็นเช่นไร แต่กระนั้นก็ตามขณะรอการเข้าถวายสัตย์และปฏิญาณเพื่อเข้าทำหน้าที่บริหาร ราชการแผ่นดินในฐานะรัฐมนตรี ได้มีการเปิดเผยภายหลังว่า ดร.นลินี ทวีสิน ถูกขึ้นบัญชีดำ หรือ blacklist จากหน่วยงานหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นบุคคลที่ห้ามมิให้ติดต่อทำธุรกิจ กับสหรัฐอเมริกา สืบเนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ดร.นลินี ให้การสนับสนุนด้านการเงินทำธุรกิจกับภรรยาผู้นำซิบบับเว นายโรเบริ์ต บูกาเบ้ ต่อมา ดร.นลินี ได้ออกมาปฏิเสธทันทีว่าเป็นความเข้าใจผิดไม่เป็นความจริงว่าตนไม่ได้ทำ ธุรกิจอย่างที่สหรัฐอเมริกากล่าวหา ขณะเดียวกันกับมี ส.ส.จากพรรคการเมืองเก่าแก่ พรรคประชาธิปัตย์รวมถึงผู้นำฝ่ายค้าน ออกมาแสดงความคิดเห็นทักท้วงให้นายกรัฐมนตรีทบทวนการแต่งตั้ง ดร.นลินี บางคนเสนอว่าให้ลาออกภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณ ทั้งยังมี ส.ว. บางคนบอกว่าควรทบทวนเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศใหญ่ เป็นสมาชิกถาวรสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ บางกลุ่มถึงกับยื่นเรื่องร้องขอต่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา โดยว่าการแต่งตั้ง ดร.นลินี นั้นมีปัญหาด้านจริยธรรม ขณะที่มี ส.ส. บางกลุ่มบอกว่าการตั้ง ดร.นลินี ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไม่สง่างาม เพราะเหตุแห่ง “ข้อกล่าวหา” ดังกล่าว..

ไม่ว่าข้อทักท้วงหรือการขยายผลให้เป็น “ปัญหาทางการเมือง” เพื่อหวังผลสืบเนื่องต่อไปอย่างไรก็สุดแล้วแต่ กรณีการแต่งตั้ง ดร.นลินี ที่เป็นปัญหาที่ถกเถียงกันในเวลานี้ จริง ๆ ไม่ได้เป็น “ปัญหา” แต่มีคนบางกลุ่มพยายามทำให้เป็น “ปัญหา” ถ้าหากเป็นปัญหาจริงจึงเป็นปัญหาที่ต้องใคร่ควรต่อไปว่า ระหว่างปัญหาจากหน่วยงานหนึ่งในสหรัฐที่กล่าวหา กับ ปัญหาจากสังคมการเมืองฝั่งของประเทศไทยนั้น อย่างไหนเป็น “ปัญหาที่แท้จริง” ที่สมควรพิจารณาทบทวนมากกว่ากัน

ผมฟันธงได้เลยว่าเมื่อได้สำรวจตรวจสอบ ทัศนคติข้อคิดความเห็นต่อเรื่องนี้จาก ส.ส. ส.ว. หรือกลุ่มการเมืองที่ออกมาเรียกร้องในเวลานี้แล้ว ปัญหาจากฝั่งของประเทศไทยหรือปัญหาทางสังคมวิทยาทางการเมืองไทยต่างหากที่ เป็นปัญหามากสุด ๆ ในสายตาผมปัญหาที่ว่านี้ยิ่งใหญ่มากถึงขนาดว่าหากสังคมการเมืองไทยผ่าน เหตุการณ์นี้ไปไม่ได้ ไม่มีแม้บรรทัดฐานที่ถูกต้อง ประเทศไทยจัดว่าเป็นรัฐที่ล้มเหลว (failure state) จริง ๆ ทั้งนี้หากจะต้องพิเคราะห์ให้ถึงที่สุดมองจากทางฝั่งหน่วยงานของสหรัฐ อเมริกา หรือ ประเทศสหรัฐอเมริกาเอง เขาย่อมดำเนินการทุกวิถีทางที่จะรักษาผลประโยชน์ของเขาในทุก ๆ กรณี โดยเฉพาะต่อนโยบายระหว่างประเทศ รวมถึงหน้าตาประเทศด้วย ไม่ว่าจะมองผ่านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ ความมั่นคง หรือ การเมืองเชิงภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม เขาย่อมทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อ “ผลประโยชน์” ของชาติเขาเป็นหลักใหญ่ใจความ ดูกรณีตัวอย่างการก่อสงครามในตะวันออกกลางเพื่อ น้ำมัน แม้แต่การผลักดันให้มีการลงโทษพม่าด้วยการบอยคอต (boycott) ไม่ให้ทำมาค้าขายกับพม่าจากปัญหาประชาธิปไตยในพม่า แต่กลับมีบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกามิใช่หรือ ที่แพ้คดีในศาลสูงสหรัฐอเมริกาที่ต้องจ่ายเงินให้ชาวกระเหรี่ยงในจำนวนมาก มายมหาศาล จากการถูกลงโทษโดยคำพิพากษาศาลในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากการถูกกล่าวหามีส่วนร่วมเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวกระ เหรี่ยงในประเทศพม่า

ผมเองโดยส่วนตัวเคยมีประสบการณ์เล็กๆ กรณีคล้ายๆ ไม่แตกต่างจากรณี ดร.นลินี มากนักเหตุเกิดราวปีพุทธศักราช ๒๕๓๙ ขณะที่ผมและคณะช่วยกระทรวงสาธารณะสุข ริเริ่มกฎหมาย (Law Initiative) พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิภูมปัญญาการแพทย์แผนไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒ ที่ใช้บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน กฎหมายซึ่งสร้างหน่วยงานสำคัญในกระทรวงสาธารณะสุขที่รู้จักในนาม สถาบันการแพทย์แผนไทย ปัญหาเกิดขึ้นโดยมีหน่วยงานหนึ่ง ของสหรัฐอเมริกาไม่พอใจที่ประเทศไทยจะมีการตรากฎหมายดังกล่าวมาใช้บังคับ คงเป็นเพราะหน่วยงานดังกล่าวของสหรัฐอเมริกาเกรงว่าจะกระทบกระเทือนสร้างผล กระทบต่อนโยบายด้านทรัพย์สินทางปัญญา ที่สหรัฐพยายามผลักดันอยู่ในองค์การการค้าโลก โดยมีจดหมายโดยตรงมาทางสถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานทูตสหรัฐอเมริกา ได้ส่งจดหมายดังกล่าวต่อรัฐบาลไทยเพื่อขัดขวางการจัดทำกฎหมายดังกล่าว โชคดีที่คุณหมอเพ็ญนภา ลาภเจริญทรัพย์ รมต. กระทรวงสาธารณะสุข รวมถึงรัฐบาลที่ผ่านมาถึงสองรัฐบาลคือ รัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ์ และ รัฐบาลคุณชวน หลีกภัย ที่สืบต่อมาไม่ยอมทำตามแรงกดดันจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้พวกผมในฐานะกลุ่มที่ริเริ่มได้รณรงค์เผยแพร่การแทรกแซงกิจการ ภายในของสหรัฐอเมริกาสู่สากล ผลปรากฏว่ามีองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า ๒๐๐ องค์กร สนับสนุนข้อริเริ่มร่างกฎหมายที่สหรัฐอเมริกาคัดค้านไทย เรื่องไปไกลถึงเวทีองค์การการค้าโลก WTO (World Trade Organization) สมาชิกในองค์การการค้าโลกต่างสนับสนุนจุดยืนของไทยในการมีกฎหมายดังกล่าวใน ทุกทวีป จนยกย่องข้อริเริ่มกฎหมายของไทยเป็นตัวอย่างในการปกป้องทรัพยากรชีวภาพและ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เหตุผลเบื้องหลังความยุ่งยากและความยากลำบากในการทำให้มี พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิภูมปัญญาการแพทย์แผนไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒

ที่กล่าวมา ซึ่งถูกหน่วยงานของสหรัฐอมริกามากดดันรัฐบาลไทยไม่ให้ทำนั้น มีท่าทีท่วงทำนองไม่ต่างจากกรณีการขึ้นบัญชีดำ ดร.นลินี นั่นก็คือ การบริหารประเทศ รัฐบาลต้องฟังและระมัดระวังไม่ทำอะไรที่สวนทางกับผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกา แต่รัฐบาลในอดีตได้สร้างบรรทัดฐานที่ดี ในการดำรงรักษาความถูกต้อง การดำรงรักษาอิสรภาพอำนาจอธิปไตยแห่งรัฐ ผลที่ตามมาคือประเทศได้กฎหมายปกป้องทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาการแพทย์แผน ไทย และเป็นข้อริเริ่มที่ประเทศต่าง ๆ ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ ความต่างอาจจะมีบ้างเมื่อครั้งสหรัฐกดดันรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐบาลไทย กรณีการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิภูมปัญญาการแพทย์แผนไทย พุทธศักราช ๒๕๔๒ ไม่มีคนไทย ส.ส. และ ส.ว. ตลอดจนกลุ่มการเมืองใดพยายามปกป้องให้ยอมทำตามที่หน่วยงานสหรัฐอเมริกาต้อง การ

แต่กรณีบัญชีดำ ดร.นลินี กลับมี ส.ส. จากพรรคการเมืองเก่าแก่ ผู้นำฝ่ายค้าน และ ส.ว. ออกมาแสดงออกในเชิงให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ ดร.นลินี ยอมและถือเอาข้อกล่าวอ้างและการขึ้นบัญชีดำจากหน่วยงานสหรัฐอเมริกามาเป็น หลักเกณฑ์ ยกเว้นไม่ต้องคำนึงถึงความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้ในปัจจุบัน แม้ไม่มีมูลเหตุใด ๆ อันเข้าลักษณะขัดจากคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

ผมยังเชื่อต่อไปอีกว่าคงมีมาตรการทางการเมืองตามมาอีกหลากหลายอย่างแน่ โดยมิพักต้องพิจารณาใคร่ครวญถึง หลักการความถูกต้องตามกฎหมาย บรรทัดฐาน และ นิติธรรมระหว่างประเทศ (International Rule of Law) ดังนั้นผมจึงขอสรุปฟันธงเลยว่าปัญหา หากจะเป็นปัญหาจริง ๆ นั้นเป็นปัญหาของเราเอง ที่ไม่ช่วยกันสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง หลักการที่ถูกต้อง เพื่อนำไทยสู่การเผชิญหน้าต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่นับวันยิ่งสลับซับซ้อน หลงใหลวกวนอยู่แต่การเล่นการเมืองไปวัน ๆ และดีแต่พูดคำที่สวยหรูหลอกคนไทยไปวัน ๆ

ผมอยากให้นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เอากรณีการแต่งตั้ง ดร.นลินี เป็นการแสดงภาวะผู้นำ (leadership) ในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในทางบริหาร ที่จะเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อการนี้ ขอให้เข้าใจและพึงระลึกอยู่เสมอว่าประเทศไทยเป็นรัฐที่มีเอกราชอธิปไตย (sovereign state) มีความเป็นอิสระ (Independence) และ มีความสามรถในการใช้อำนาจสูงสุดของรัฐ (Autonomous State) ในการดำเนินการใด ๆ ตามเงื่อนไขแห่งรัฐธรรมนูญ ถูกต้องสอดคล้องกับหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ (International Rule of Law)ในประการสำคัญการที่หน่วยงานหนึ่งในรัฐ ๆ หนึ่งประกาศขึ้นบัญชีดำใด ๆ ออกมา จะไปสร้างข้อผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ (International legal binding) กับรัฐอีกรัฐหนึ่งให้ปฏิบัติตาม หรือไปมีผลบังคับเหนือบุคคลหรือยับยั้งสิทธิของพลเมืองของรัฐอีกรัฐหนึ่งมิ ให้ใช้สิทธิหรือยกเลิกเพิกถอนสิทธิใด ๆ ที่ได้รับการรับรองและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญต้องเสียไปนั้น ยังไม่มีรัฐประเทศใดในโลกใช้หลักการนี้ให้มีผลการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์บังคับ ใช้ หรือแม้จะเป็นกรณีจารีตธรรมเนียมระหว่างประเทศ (International Norms) ในทางตรงกันข้ามกรณีของประเทศไทย ตามประมวลกฎหมายอาญา กำหนดลักษณะความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร บัญญัติไว้ความว่า มาตรา ๑๑๙ “ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักร ตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษ ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต”

สุดท้าย ดร.นลินี ในฐานะที่ได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยชอบตามรัฐธรรมนูญ ก็อย่าหลีกหนีถอดใจลาออกตามข้อเรียกร้อง เพราะเท่ากับท่านมีส่วนในการทำลายอธิปไตยที่รัฐทุกรัฐมีเท่าเสมอกันตามกฎ บัตรสหประชาชาติ อีกทั้งการเดินตามหนทางเสียงเรียกร้องดังกล่าวนั้นมาจากความคิดที่ป่วย หนัก....

ความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของประมุขแห่งรัฐ: มายาภาพในสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

ยอดพล เทพสิทธา<1>

“ที่เสนอให้เอาเรื่องหมิ่นสถาบันออกจากเรื่องความมั่นคง ผมไม่รู้ว่าเขาเกิดและเติบโตมาจากประเทศไหน เพราะถ้าเป็นคนไทยแท้ๆจะรู้ว่าความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติคือความมั่นคง ของประเทศ ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และที่อ้างว่าการไม่ปล่อยให้มีการวิจารณ์อย่างเสรีจะทำให้สถาบันเป็น ปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย ผมก็อยากรู้ว่านักวิชาการคณะนี้ไปศึกษาหาความรู้มาจากไหน เพราะสถาบันไม่เคยเป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย”<2>

ข้อความดังกล่าวข้างต้นกล่าวโดย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์จากข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจที่บกพร่อง ในเรื่องเกี่ยวกับรัฐและประมุขของรัฐ

บทความนี้ไม่ได้ต้องการกล่าวถึงความมั่นคงของรัฐในทางการทหารการเศรษฐกิจ หรือการสังคมในด้านต่างๆแต่ต้องการมุ่งเน้นให้เห็นถึงมายาภาพที่อยู่ในมโน สำนึกของพลเมืองไทยที่ถูกผลิตซ้ำมานานว่าสถาบันกษัตริย์และสถาบันรัฐเป็น สิ่งที่ต้องอยู่คู่กันและไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด

บทเกริ่นนำ

รัฐเป็นสิ่งที่มนุษย์สมมุติขึ้นมาเพื่อสถาปนาให้เป็นสถาบันที่ทรงอำนาจ ทางการเมืองโดยทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการกำเนิดรัฐนั้นมีมากมายหลาย ทฤษฎีไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีที่ว่ารัฐเกิดจากสัญญาประชาคมหรือรัฐเกิดจากความขัด แย้ง(สำนักมาร์กซิส)และรัฐเกิดจากการจัดตั้งสถาบัน การอธิบายปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่มีการหยิบโยงเอาความมั่นคงของ สถาบันกษัตริย์มาเป็นจุดเชื่อมต่อกับความมั่นคงของรัฐนั้นจึงเป็นการเชื่อม โยงที่ค่อนข้างผิดฝาผิดตัว เพราะสถาบันกษัตริย์นั้นเป็นเพียงสถาบันการเมืองหนึ่งหรือเป็นหน่วยการเมือง หนึ่งที่อยู่ภายในรัฐไม่ได้อยู่เหนือรัฐหรือเป็นสถาบันที่เป็นปัจจัยถึงความ มั่นคงของรัฐดังที่เข้าใจกัน

อำนาจทางการเมืองกับรัฐ

ในสังคมบุพกาลอำนาจทางการเมืองนั้นไม่ปรากฎว่าอยู่ที่ตัวบุคคลใบุคคล หนึ่งโดยเฉพาะอำนาจทางการเมืองในสังคมบุพกาลนี้เป็นอำนาจที่เกิดจากความหวาด กลัวพลังของธรรมชาติดังนั้นผู้ที่ทรงอำนาจทางการเมืองในสังคมบุพกาลนี้จะ เป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ็ที่สามารถติดต่อกับธรรมชาติได้เช่นผีปู่ผีย่าหรือผู้ อาวุโสในเผ่าต่างๆที่เชื่อกันว่าพลังที่ติดต่อกับพระเจ้าและควบคุมธรรมชาติ ได้ อำนาจทางการเมืองในสังคมบุพกาลในสังคมบุพกาลนี้เราเรียกกันว่าเป็นอำนาจ นิรนาม(pouvoir anonyme)ซึ่งไม่อาจระบุได้ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงเนื่อง จากไม่สามารถระบุได้ว่าใครกันแน่ที่มีอำนาจสูงสุดในเผ่า

เมื่อสังคมพัฒนาจากสังคมบุพกาลมาสู่ยุครัฐชาติ ชาติต่างๆในยุโรปตะวันตกเริ่มมีแนวคิดในการจัดสร้างชาติขึ้น สังคมในยุคนี้พัฒนาขึ้นมาอีกระดับจากสังคมศักดินาโดยกษัตริย์ในยุโรปเริ่ม ที่จะสะสมกำลังอำนาจเป็นของตัวเองและพยายามที่จะลดอำนาจของขุนนางในยุค ศักดินาแม้จะดูเหมือนว่ากษัตริย์จะเป็นผู้ทรงอำนาจทางการเมืองแท้จริงแล้ว กษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจที่สูงสุดอย่างแท้จริงเนื่องจากอำนาจของกษัตริย์นั้น เป็นอำนาจที่ผูกพันกับลักษณะส่วนบุคคลกล่าวคือหากกษัตริย์มีลักษณะเข้มแข็ง อำนาจของกษัตริย์ก็จะเข้มแข็งตามไปด้วยแต่หากกษัตริย์นั้นอ่อนแออำนาจของ กษัตริย์ก็จะอ่อนแอตามลงไปด้วยอันเนื่องมาจากเหล่าบรรดาขุนนางหรือผู้มี อำนาจจากที่อื่นอาจเข้ามาท้าทายพระราชอำนาจได้จึงทำให้อำนาจของกษัตริย์นั้น ไม่ใช่อำนาจสูงสุดที่แท้จริงหากเปรียบเทียบกับกรณีของเมืองไทยลองนึกย้อน กลับไปถึงสมัยอยุธยาที่มีการช่วงชิงราชบัลลังก์กันอยู่เป็นประจำไม่ว่าจะ เป็นแย่งชิงกันระหว่างสายเลือดเดียวกันหรือเกิดจากบุคคลภายนอก ลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงและความไม่ต่อเนื่องของสถาบันทาง การเมืองดังนั้นในยุคที่ยังมีการนำเอาอำนาจผูกติดกับคุณสมบัติของบุคคลนี้ รัฐ(สมัยใหม่)จึงยังไม่ถือกำเนิดขึ้น

จากสภาพสังคมในยุครัฐชาตินี้ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงและความไม่มีสเถียร ภาพของอำนาจทางการเมืองภายในรัฐจึงได้มีความพยายามที่จะแยกอำนาจทางการ เมืองออกจากตัวบุคคลแต่ปัญหาที่ตามมาคือเมื่อแยกอำนาจทางการเมืองออกจากตัว บุคคลไปแล้วนั้นจะนำอำนาจนั้นไปมอบให้แก่ผู้ใดเพราะหากมอบให้บุคคลใดบุคคล หนึ่งแล้วก็ย่อมที่จะต้องวนกลับไปหาปัญหาเดิมคือความไม่ต่อเนื่องและมั่นคง ของอำนาจทางการเมืองดังนั้นจึงมีการจัดตั้งสถาบันหนึ่งขึ้นมาโดยให้มีฐานะ เป็นนิติบุคคลและให้สถาบันนั้นเป็นสถาบันที่ทรงอำนาจทางการเมืองซึ่งเรียก สถาบันนั้นว่ารัฐ เมื่อมีการแยกอำนาจทางการเมืองออกจากตัวบุคคลและนำมาให้แก่รัฐแล้วสิ่งที่ ตามมาคือกษัตริย์หรือผู้ปกครองนั้นไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจทางการเมืองนั้น ต่อไปหากแต่เป็นเพียงบุคคลที่เข้ามาใช้อำนาจนั้นแทนรัฐ<3>

ปัจจัยที่แสดงถึงการแยกอำนาจทางการเมืองจากตัวบุคคลมาให้แก่รัฐนั้นมี หลายปัจจัยได้แก่ปัจจัยในการเข้าสู่อำนาจกล่าวคือการเข้าสู่อำนาจของผู้ ปกครองจะถูกกำหนดโดยกฎหมายและจะไม่ใช่การเข้าสู่อำนาจโดยอาศัยคุณสมบัติ พิเศษเฉพาะตัว ปัจจัยต่อมาคือเรื่องของความต่อเนื่องของอำนาจทางการเมืองกล่าวคือเมื่อผู้ ใช้อำนาจทางการเมืองหมดสภาพลงหรือตายไปอำนาจทางการเมืองไม่ได้สิ้นสุดลงตาม ไปด้วยเนื่องจากผู้ปกครองเป็นเพียงผู้ที่เข้ามาใช้อำนาจแทนรัฐเท่านั้นไม่ ได้เป็นเจ้าของอำนาจทางการเมืองดังเช่นในสังคมยุคโบราณตัวอย่างที่เห็นได้ ชัดจากปัจจัยเรื่องความต่อเนื่องได้แก่ เมื่อกษัตริย์(ในยุโรป) สวรรคตลงจะมีการร้องว่า The King is dead,Long live the King<4> ซึ่งเป็นการแสดงถึงสัญลักษณ์ว่าเมื่อกษัตริย์สวรรคตแล้วน้นย่อมจะมีกษัตริย์ องค์ต่อไปเข้ามาใช้อำนาจทางการเมืองแทนเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของอำนาจ และปัจจัยสุดท้ายได้แก่เรื่องเหตุผลของรัฐ(raison d'Etat)กล่าวคือในทุกๆกิจกรรมที่ผู้ปกครองได้ทำลงไปนั้นต้องเป็นกิจกรรมที่ เกี่ยวข้องกับประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ทำไปเพื่อผลประโยชน์แห่งตน <5>

ความต่อเนื่องของรัฐและเหตุผลของรัฐ

รัฐทุกรัฐกำเนิดขึ้นมาโดยมีเหตุผลของตนเองกล่าวคือเพื่อเป็นสถาบันแห่ง อำนาจทางการเมืองและเป็นสถาบันที่มีหน้าที่ในการตอบสนองความต้องการอันหลาก หลายของพลเมืองภายในรัฐหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเพื่อทำหน้าที่ในการจัดทำ บริการสาธารณะนั่นเองซึ่งหลักสำคัญในการจัดทำบริการสาธารณะหลักหนึ่งคือหลัก แห่งความต่อเนื่องของบริการสาธารณะซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่สอดรับกับหลักความ ต่อเนื่องของรัฐ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าเหตุผลของรัฐนั้นต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของส่วน รวมหรือพลเมืองภายในรัฐ หากรัฐไม่มีความต่อเนื่องของอำนาจแล้วการจัดทำบริการสาธารณธย่อมจะสะดุดหรือ ชะงักทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนตัวผู้ปกครองดังนั้นการที่รัฐจำเป็นต้องมีความ ต่อเนื่องของอำนาจนั้นก็เป็นไปเพื่อความต่อเนื่องของารจัดทำบริการสาธารณะ นั่นเอง


ความมั่นคงของรัฐและผู้ปกครอง

เมื่อมีการสถาปนารัฐขึ้นสถานะพิเศษของผู้ปกครองที่เคยมีอำนาจเด็ดขาดได้ ถูกยกเลิกลงอันเนื่องมาจากหลักการว่าด้วยเหตุผลของรัฐนอกเหนือจากนั้นเมื่อ ผู้ปกครองไม่ได้มีสถานะที่เชื่อมโยงกับรัฐนั้นย่อมก่อให้เกิดความมั่นคงของ รัฐในฐานะนิติบุคคลที่ไม่มีจุดเชื่อมโยงกับผู้ปกครองอีกต่อไปดังนั้นการที่ กล่าวว่าเมื่อผู้ปกครองตายลงนั้นรัฐจะต้องล่มสลายลงไปด้วยหรือเมื่อประมุข ของรัฐเกิดความไม่มั่นคงขึ้นในสถานะของตนเองแล้วนั้นจึงไม่ได้กระทบต่อความ มั่นคงของรัฐ(ในทางกฎหมาย)แต่อย่างใด ตัวอย่างเช่นเมือมีการประหารพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกแห่งราชวงศ์บูรบงนั้นรัฐ ฝรั่งเศสไม่ได้ล่มสลายหรือไม่มั่นคงแต่อยางใดเพราะมีการสถาปนาผู้ปกครองและ การปกครองรูปแบบอื่นขึ้นมาแทนที่ระบบสมบูรณาญาสิทธิราชญ์หรือในกรณีของพระ เจ้าไกเซฮร์วิลเฮมล์ที่สองแห่งเยอรมนีเมื่อถูกโค่นล้มลงโดยกลุ่มนายทหารรัฐ เยอรมันก็ยังคงอยู่ได้แม้อาจจะไม่มีความมั่นคงในทางเศรษฐกิจก็ตาม (ปัจจัยจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง)หรือตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นในรัช สมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิ์ฮิโรฮิโต เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สองสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาจัดระเบียบใหม่ใน ญี่ปุ่นและสร้างระบบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญขึ้นรัฐญี่ปุ่นก็ไม่ได้เกิด ความไม่มั่นคงขึ้นแต่กลับมั่นคงมากขึ้นเสียมากกว่าเมื่อรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น ได้กำหนดเกณฑ์ในการเข้าสู่การเป็นจักรพรรดิ์อย่างชัดเจน จากตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการที่ผู้ปกครองหมดคุณสมบัติไปนั้นไม่ได้ ส่งผลกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐแต่อย่างใดเพราะระบบกฎหมายและระบบการเมือง ของแต่ละรัฐนั้นจะสถาปนาการปกครองและผู้ปกครองใหม่ขึ้นมาแทนที่เพื่อให้เกิด ความต่อเนื่องของการใช้อำนาจ

การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112กับความมั่นคงของรัฐ

ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112โดยให้แยก ออกจากหมวดว่าด้วยความมมั่นคงของรัฐนั้นเป็นข้อเสนอที่ตรงตามหลักวิชาการ เรื่องรัฐดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผู้ปกครองและรวมถึงประมุขของรัฐนั้นได้ถูก แยกออกจากสถาบันรัฐตั้งแต่มีการสถาปนารัฐขึ้นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112โดยแยกออกมาจากหมวดความมั่นคงแห่งรัฐจึงเป็นข้อเสนอที่ไม่ขัดกับ หลักวิชาใดๆทั้งสิ้น

อีกทั้งข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112ของกลุ่มนิติราษฎร์ยังเป็น การสร้างหมวดใหม่ขึ้นมาในประมวลกฎหมายอาญาคือหมวดความผิดเกี่ยวกับพระ เกียรติยศของประมุขของรัฐจึงเป็นข้อเสนอที่ต้องรับฟังและเปิดกว้างทางความ คิดอย่างมากเพราะป็นข้อเสนอที่ช่วยประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่าจะไม่ ถูกกลั่นแกล้งโดยใช้ความผิดตามมาตรานี้และนอกจากนั้นยังเป็นการแก้ความเข้า ใจที่สับสนมาอย่างยาวนานระหว่างความมั่นคงของประมุขของรัฐและความมั่นคงของ รัฐว่าแท้จริงแล้วเป็นคนละเรื่องเดียวกันมิฉะนั้นเราอาจได้เห็นสภาพของ ประเทศไทยที่เป็นสังคมอุดมแห่งความครอบงำไม่ต่างจากเกาหลีเหนือ

===========================

เชิงอรรถ

<1> นักศึกษาปริญญาเอก สาขากฎหมายปกครอง มหาวิทยาลัย Paul CEZANNE

<2> http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=13141

<3> บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, แม่บทความคิดว่าด้วยรัฐ, เอกสารโรเนียวประกอบคำบรรยาย คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์

มหาวิทยาลัย

<4> บวรศักดิ์ อุวรรณโณ,กฎหมายมหาชนเล่มหนึ่ง,วิญญูชน

<5> เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์,รัฐ รัฐธรรมนูญและกฎหมาย, พิมพ์ครั้งที่ห้า, วิญญูชน หน้า 46

ภาคภูมิ แสงกนกกุล: จิตสาธารณะ

ที่มา ประชาไท


จิตสาธารณะคือการที่สมาชิกในสังคมตระหนักถึงความสำคัญในการเสีย สละแบ่งทรัพยากรหรือผลประโยชน์ส่วนตนให้กับสังคม เพื่อให้สังคมนั้นนั้นนำทรัพยากรหรือผลประโยชน์ส่วนนี้มาใช้ก่อเกิดประโยชน์ ให้กับสมาชิกทุกคนในสังคมตลอดจนตัวผู้ให้เอง

เราจะมาเริ่มต้นอธิบายกันว่าเหตุใดมนุษย์จึงมีความเชื่อเช่นนั้น?
มนุษย์มีกรรมสิทธิ์ (property) ในสิ่งที่ตนครอบครองและสามารถใช้ประโยชน์ในสิ่งที่ตนครอบครองได้ตามต้องการ แต่ทว่ามนุษย์เองเป็นสัตว์สังคม และไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ตามลำพัง กรรมสิทธิ์จะไม่มีประโยชน์ใดเลยถ้าไม่มีกรอบของสังคมมารับประกันความเป็น เจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น สมมติเราอยู่ในยุคป่าเถื่อนที่ผู้แข็งแรงกว่าย่อมกินผู้ที่อ่อนแอกว่า กรรมสิทธิ์ไม่มีความหมายเมื่อผู้แข็งแรงกว่าสามารถใช้กำลังแย่งชิงสิ่งของ จากผู้อ่อนแอกว่าได้เสมอ

ดังนั้นมนุษย์จึงรวมตัวกันอยู่เป็นสังคม และกำหนดกรอบของสังคมเพื่อคุ้มครองสิ่งของที่ตนครอบครอง อย่างไรก็ตามปัญหาต่างๆ จะตามมามากมายยิ่งขึ้นถ้าจำนวนกรรมสิทธิ์ของเอกชนมากขึ้นตามลำดับ เราจะสามารถระบุได้อย่างไรว่า ของที่ใช้ร่วมกันไม่สามารถแยกจากกันได้ อย่างเช่น อากาศที่หายใจนั้นเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อลดข้อขัดแย้งในสังคม สังคมจึงมีสินค้าสาธารณะขึ้นเพื่อให้ทุกคนในสังคมมีสิทธิร่วมใช้โดยมิได้ ระบุว่ามันเป็นของปัจเจกคนใดคนหนึ่ง การกำหนดสินค้าสาธารณะนั้นนอกจากเพื่อลดข้อขัดแย้งแล้ว ยังส่งผลช่วยเกิดประโยชน์ให้กับปัจเจกบุคคลและสังคมโดยรวมมากกว่าการเห็นแก่ ตัวครอบครองทุกอย่างเพียงผู้เดียว ยกตัวอย่างเช่น สมมติ นาย ก ต้องการสร้างสะพานข้ามแม่น้า ซึ่งถ้า นาย ก ต้องการสร้างเพื่อใช้คนเดียวแล้วกีดกันไม่ให้ผู้อื่นใช้ นาย ก ต้องสะสมเงินเป็นเวลานานเท่าใดถึงสามารถสร้างสะพานได้ และถ้าคนทั้งสังคมคิดเหมือนนาย ก แต่ละคนคงต้องเก็บเงินเพื่อสร้างสะพานทั้งชีวิต และสมมติเมื่อทุกคนเก็บเงินและสร้างเสร็จแล้ว สังคมนี้จะมีสะพานจำนวนมากโดยไม่จำเป็น แต่ถ้าทุกคนในสังคมเจียดเงินรวมกันสร้างสะพานหนึ่งเส้นเพื่อให้ทุกคนได้ใช้ เป็นสินค้าสาธารณะแล้ว ทุกคนในสังคมก็สามารถมีสะพานใช้ได้ทันใจ และประหยัดทรัพยากรส่วนตัวและส่วนรวมได้มากกว่า

แนวความคิดที่นำทรัพยากรส่วนบุคคลมาเป็นทรัพยากรสาธารณะ หรือการก่อให้เกิดจิตสาธารณะนั้นมีสองแนวความคิดคือ สายอรรถประโยชน์นิยม (utilitarisme) และสายเสรีนิยม (liberal)

Utilitarisme and Liberalisme
สายอรรถประโยชน์นิยม Jeremy Bentham เชื่อว่าในระดับปัจเจกบุคคลสิ่งที่กระทบต่อประโยชน์สำหรับมนุษย์เช่น ความสุข ความเจ็บปวด สามารถวัดค่าเป็นสเกลและเปรียบเทียบได้ ผลประโยชน์เป็นแรงผลักดันของมนุษย์ให้เกิดกิจการต่างๆ มนุษย์ที่มีเหตุผลย่อมหาหนทางเพื่อให้ตนเองได้ผลประโยชน์สูงสุด และเพราะเนื่องจากอรรถประโยชน์ของปัจเจกคนสามารถบวกลบได้ ในระดับสังคม welfare ของสังคมจึงเกิดจากการบวกรวมกันของอรรถประโยชน์ปัจเจกทุกคนในสังคม

ถึงแม้มนุษย์แสวงหาประโยชน์ตนเองสูงสุด แต่ก็ตระหนักถึงความสำคัญในสภาพความเป็นอยู่ของสังคมที่สามารถส่งผลกระทบต่อ ประโยชน์ของพวกเขาทั้งทางตรงและทางอ้อม policy maker ที่เป็นพวกอรรถประโยชน์นิยมจึงสนใจที่จะแสวงหาว่าควรจะโอนถ่ายทรัพยากรของ แต่ละคนมาเท่าไรเพื่อนำทรัพยากรนี้ไปใช้ผลิตนโยบายสาธารณะที่ส่งผลประโยชน์ ให้ทุกคนในสังคมสูงสุดและส่งผลให้ welfare สังคมมากขึ้นตามมา เมื่อเขียนสมการจึงได้ว่า


(1)

W คือ welfare ของสังคม,
คือ ทรัพยการที่แต่ละคนควรถูกโอนถ่าย, คือ อรรถประโยชน์ของปัจเจกบุคคล, คือ ทรัพยากรที่ปัจเจกบุคคลมี, P คือ นโยบายสาธารณะ และ b คืองบประมาณ

สมการที่หนึ่งอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า หมายถึง งบประมาณสาธารณะมีค่าได้น้อยกว่าหรือเท่ากับทรัพยากรที่รัฐเก็บมาจากปัจเจกบุคคลทุกคน สมการที่หนึ่งมีจุดประสงค์เพื่อหา optimal เพื่อให้เกิด welfare สังคมสูงสุด

อย่างไรก็ตามมนุษย์มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของตน ผู้ใดจะมาพรากมิได้ การที่รัฐโอนถ่ายทรัพยากรของเอกชนเพื่อไปใช้นโยบายสาธารณะจึงเป็นการละเมิด กรรมสิทธิ์ แต่ทว่าสังคมต้องการทรัพยากรเพื่อมาทำนโยบายสาธารณะให้เป็นจริง และปัจเจกบุคคลก็ตระหนักผลดีนี้เช่นกัน ปัจเจกบุคคลจึงเข้าร่วมสังฆกรรมนี้โดยการทำสัญญาประชาคม ให้องค์กรทางสังคมเป็นผู้มีอำนาจในการโอนถ่ายทรัพยากร ซึ่งองค์การทางสังคมนี้คือองค์การบริหารที่มีอำนาจทางกฎหมายรองรับ ถ้ารัฐกระทำการยึดกรรมสิทธิ์เอกชนใดๆ โดยปราศจากกฎหมายแล้วมันก็ไม่ต่างอะไรจากการปล้น

ในสายเสรีนิยมมีความเชื่อต่างจากสายอรรถประโยชน์นิยมว่า ปัจเจกบุคคลมีจิตสำนึกสาธารณะได้เองโดยรัฐไม่ต้องแทรกแซง ซึ่งต่างจากสายอรรถประโยชน์นิยมที่เชื่อว่า ปัจเจกบุคคลมีสายตาไม่กว้างไกลไม่สามารถรู้ได้ว่าควรจะถ่ายโอนทรัพยากร เท่าไร และการรอคอยความเมตตาให้คนบริจาคนั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ดังนั้นรัฐจึงต้องเข้ามาแทรกแซงกำหนดว่าแต่ละคนควรจ่ายเท่าไร สำหรับสายเสรีนิยมนั้นการถ่ายโอนทรัพยากรของเอกชนเกิดได้เฉพาะกรณีที่เอกชน ยินยอมมอบให้เอง เช่นการบริจาค แต่จุดประสงค์ของสายเสรีนิยมนั้นมิใช่ welfare ของสังคม แต่ต้องการ maximize อรรถประโยชน์ของตนเอง และเป็นตัวปัจเจกบุคคลเองที่รู้ว่าควรจะจ่ายให้สาธารณะเท่าไรเพื่อที่ว่าตน เองได้ประโยชน์จากการให้ทั้งทางตรงและทางอ้อม สมการจึงเขียนได้ว่า

(2)

คือ อรรถประโยชน์ของบุคคล, คือ ทรัพยากรที่ปัจเจกบุคคล, คือทรัพยากรที่ปัจเจกบุคคลตัดสินใจโอนถ่าย และ D คือฟังก์ชันผลประโยชน์ที่เกิดจากการโอนถ่ายทรัพยากร

สมการที่สองมีจุดประสงค์เพื่อหา optimal ที่ทำให้ปัจเจกชนได้ประโยชน์สูงสุด โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเขาไม่สามารถบริจาคมากกว่าทรัพย์สินที่เขามี

ภาษีและการบริจาค
การมีจิตสาธารณะเพื่อโอนถ่ายผลประโยชน์หรือทรัพยากรนั้นมีได้หลายแบบ เช่น การโอนแรงงานให้สาธารณะ เป็นต้น แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น เราจะดูกรณีเปรียบเทียบกันระหว่างภาษีกับการบริจาคด้วยเงิน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สามารถวัดค่าได้ชัดเจน เมื่อส่วนรวมจำเป็นต้องมีทรัพยากรเพื่อใช้กับนโยบายสาธารณะ การนั่งรอให้ปัจเจกบุคคลนั่งสมาธิเกิดนิมิตจิตสาธารณะขึ้นเพื่อแบ่งทรัพยากร มาให้นั้นอาจไม่เพียงพอ รัฐจึงทำการให้ทุกคนมีจิตสาธารณะขึ้นโดยการจ่ายภาษี

ภาษีคือ จำนวนเงินที่เอกชนมีหน้าที่ต้องจ่ายให้กับรัฐตามหน้าที่ที่กติกากฎหมายบ้าน เมืองเขียนเอาไว้ เพื่อที่ว่ารัฐจะได้นำภาษีมาใช้กับนโยบายสาธารณะเพื่อประโยชน์ทั้งต่อคนจ่าย ภาษีและทุกคนในสังคม และเมื่อปัจเจกชนตัดสินใจที่จะเซ็นสัญญาประชาคมนี้จึงต้องมีภาระหน้าที่ตาม มา ภาษีโดยตัวของมันเองแล้วคือการลดทรัพย์สินของปัจเจกชนอันเป็นการลดกำลังซื้อ และอรรถประโยชน์โดยตรง และสิ่งที่แตกต่างระหว่างภาษีกับเงินบริจาคคือ ภาษีนำมาเพื่อใช้กับนโยบายสาธารณะโดยที่รัฐบาลมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิด สวัสดิภาพโดยรวมในสังคมสูงสุด ดังนั้นบางนโยบายสาธารณะอาจไม่ส่งผลกระทบต่อ นาย ก แต่อาจจะส่งผลดีกับนาย ข และส่งผลเสียต่อ นาย ค แต่เมื่อรวมผลประโยชน์แต่ละคนรวมกันแล้วปรากฏว่า สวัสดิภาพของสังคมดีขึ้นนโยบายนี้ย่อมสมเหตุสมผล ซึ่งต่างจากเงินบริจาคตรงที่คนให้เป็นคนตัดสินใจยินยอมเองและผลประโยชน์จาก การบริจาคก็ให้กับตัวผู้ให้เองโดยตรง จึงไม่แปลกที่การเสียภาษีสร้างความไม่พอใจให้กับคนบางกลุ่ม และคนจำนวนมากจึงทำการหลีกเลี่ยงภาษี หรือออกมาโวยวายจะไม่จ่ายภาษี

แต่ทว่าภาษีเป็นหน้าที่ที่ทุกคนในสังคมต้องจ่ายตามกฎหมาย ข้ออ้างที่จะไม่จ่ายภาษีเพราะว่านโยบายสาธารณะไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ตน หรืออวดอ้างว่าภาษีนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ดังนั้นตนควรมีสิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะเองนั้นย่อมฟังไม่ขึ้น บุคคลย่อมต้องรับผลของการไม่จ่ายภาษีเอง แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจกับเหตุการณ์ในสังคมไทยปัจจุบันชี้ให้เห็นว่ามีคน จำนวนมากไม่เข้าใจว่าภาษีคืออะไร การอวดอ้างว่า ภาษีเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแล้วมีการลำเลิกบุญคุณนั้นจึงเป็นการไร้เหตุผล ยิ่ง เพราะ

  • ปัจเจกบุคคลมีกรรมสิทธิ์เฉพาะในทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น ซึ่งถ้าคุณเหมารวมว่าภาษีทั้งหมดเป็นของคุณย่อมเป็นการมั่วซั่วอย่างยิ่ง เช่น ถ้าคุณจ่ายภาษีตลอดทั้งชีวิตรวมทั้งหมดหนึ่งแสนบาท คุณก็ควรเป็นเจ้าของเฉพาะแสนบาท การที่รัฐบาลออกนโยบายเยียวยามูลค่ากว่าพันล้านบาทแล้วคุณไม่พอใจ คุณก็ควรจะเรียกร้องในส่วนที่คุณเสีย ไม่ใช่มาเหมารวมความเป็นเจ้าของทั้งหมด เพราะภาษีเกิดจากรวบรวมเงินจากทุกคนในสังคม มิใช่ว่าคุณไม่พอใจแล้ว คนอื่นจะไม่พอใจตามคุณด้วย

    อย่างไรก็ตาม การคิดแบบนี้เป็นวิธีการคิดที่ผิดอย่างยิ่งและไม่ควรเกิดขึ้นในสมองเลย เพราะมันหมายความว่าคนที่จ่ายภาษีมากกว่าย่อมเสียงดังมากกว่าในสังคม ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยมันไม่ใช่ ทุกคนเท่าเทียมกันหมดภายใต้การเลือกตั้ง หนึ่งคนหนึ่งเสียง แค่คุณคิดว่าเพราะคุณจ่ายภาษีจึงเป็นเจ้าของภาษี มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ผิดแล้วการไม่พอใจนโยบายสาธารณะแล้วออกมาวิจารณ์ นั้นเป็นสิทธิที่ทุกคนทำได้ แต่อย่างน้อยควรอยู่ในกรอบของกฎหมายที่ถูกต้อง และความเข้าใจที่ดีก่อน

  • และถ้าวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง ภาษีนั้นไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ถึงแม้รัฐบาลเป็นผู้ใช้จ่ายภาษีก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของ รัฐบาลเป็นแค่ตัวกลางที่นำภาษีมาใช้ตามนโยบายสาธารณะที่ตนเองหาเสียงก่อน เลือกตั้งให้เป็นจริง ปัจเจกบุคคลหมดสภาพกรรมสิทธิ์ในเงินภาษีที่จ่ายไปนับตั้งแต่ที่เขาจ่ายไป แล้ว

    การที่รัฐมีนโยบายสาธารณะต่างๆ เป็นหน้าที่ของรัฐ และภาษีที่รัฐใช้ก็ไม่ใช่ของรัฐ ดังนั้นข้อดีของนโยบายสาธารณะคือ บุคคลที่ได้รับประโยชน์นั้นไม่ได้เป็นหนี้ชีวิตใครที่ต้องชดใช้คืน เพราะว่ารัฐไม่ได้มีตัวตนจริง ยกตัวอย่างเช่น กรณีทุนการศึกษาที่ใช้เงินภาษีอากรจ่าย ผู้ที่มีสิทธิได้รับทุนนั้นไม่ได้เป็นหนี้ชีวิตรัฐแต่อย่างใด รัฐเพียงแต่ให้เงินทุนกับคนนี้เพราะเชื่อได้ว่าจะสามารถนำความรู้ที่เรียน มากลับมาผลิตผลประโยชน์ให้ตนเองตลอดจนคนอื่นๆ มากขึ้นและส่งผลให้สวัสดิภาพสังคมโดยรวมมากขึ้นตามมา ส่วนการใช้ทุนนั้นไม่ได้หมายความว่านักเรียนทุนทำการชดใช้บุญคุณของรัฐแต่ อย่างใด มันเป็นเพียงแต่ข้อสัญญาระหว่างรัฐกับนักเรียนทุนเท่านั้นว่า หลังจากจบการศึกษาแล้วจะกลับมาทางานในประเทศ การทวงถามบุญคุณจากนัก เรียนทุน โดยที่ตนเองไม่ได้ออกเงินสักบาทและภาษีนั้นไม่ได้มีใครเป็นกรรมสิทธิ์ใคร จึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง

ส่วนเงินบริจาคนั้น ผลประโยชน์ที่ได้จากการทำบุญมีทั้งทางตรง เช่น ทำบุญเพื่อได้ชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์ ได้การยอมรับในสังคม เพื่อลดภาษี ได้ความอิ่มเอมใจ หรือตลอดจนเพื่อได้ขึ้นสวรรค์เป็นต้น ผลประโยชน์ทางอ้อม เช่น เงินบริจาคให้กับสมาคมหนึ่ง นำไปช่วยให้เด็กมีการศึกษามากขึ้นและลดอัตราการเกิดอาชญากรรมเป็นการส่งผล ทางอ้อมให้ผู้ให้สามารถมีชีวิตในสังคมได้อย่างสงบสุข อย่างที่กล่าวไว้แล้ว การบริจาคแตกต่างจากภาษีสองประการคือ การบริจาคมีไว้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง และผู้ให้รู้เองว่าจะให้เท่าไรถึงจะดีกับตัวเองที่สุด แตกต่างจากภาษีที่รัฐเป็นคนมาตัดสินโดยที่ไม่รู้ว่าผู้เสียภาษีจะได้ ประโยชน์จริงหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ เราอาจเจอคนที่นิยมชมชอบการทำบุญแต่กลับหลบเลี่ยงหนีภาษี

นอกจากนี้การบริจาคสามารถก่อให้เกิดห่วงโซ่สำนึกบุญคุณขึ้น มา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่สามารถระบุตัวผู้ให้และผู้รับได้ชัดเจน การบริจาคทำให้เกิดสภาพความไม่เท่ากันระหว่างผู้ให้และผู้รับ เมื่อผู้ให้รู้สึกว่าตนเองเหนือกว่าผู้รับ และสามารถเรียกร้องบุญคุณใดๆ ได้จากผู้รับ แต่ทว่าการทวงลำเลิกบุญคุณเป็นวิสัยที่มนุษย์ปุถุชนที่ดีควรทำหรือ? เพราะการบริจาคนั้นส่งผลดีโดยตรงกับตัวผู้ให้เองอยู่แล้ว แล้วผู้ให้ยังคงหวังผลตอบแทนในอนาคตจากผู้รับอีกหรือ? ถ้าผู้ให้หวังจะให้ผู้รับมาตอบแทนในอนาคตแล้วการบริจาคก็ไม่ได้แตกต่างจาก การลงทุนเลยและยังเป็นการลงทุนที่ใช้ทุนต่ำมาก เพียงแค่คุณให้เงินคนอื่นคุณก็สามารถทวงบุญคุณได้ชั่วชีวิต และถ้าวิเคราะห์กันตามจริงแล้วกรรมสิทธิ์ในตัวเงินที่ให้มันถูกโอนถ่ายไปให้ ผู้รับตั้งแต่ผู้รับได้เงินบริจาคนั้น

บทส่งท้าย
การจะได้ชื่อว่าเป็นคนมีจิตสาธารณะไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิด โดยทุกคนสามารถแบ่งผลประโยชน์บางส่วนให้กับสาธารณะ เพื่อให้สังคมนำกลับมาสร้างประโยชน์ให้กับทุกคน ถ้าทุกคนมีจิตสำนึกได้เองว่าจิตสาธารณะเป็นสิ่งจำเป็น ก็สามารถกระทำการได้เองตามแนวเสรีนิยม หรือถ้าคุณนิยมจิตสาธารณะแบบตามข้อบังคับจากรัฐส่วนกลาง ก็เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการนำธุรกิจใต้ดินมาอยู่บนดินและจ่ายภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย เท่านี้คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลมีจิตสาธารณะแล้ว

ไม่เข้าใจอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะเสียเงินเป็นพันล้านให้คณะกรรมการหนึ่งวิจัยเรื่องจิตสาธารณะไปทำไม

ป่าไม้ในประเทศไทย: การจัดการดูแลโดยชุมชน และ อปท.

ที่มา ประชาไท

1) คำจำกัดความของป่า
“ป่าไม้” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช2481 มาตรา 4 ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้บัญญัติว่า “ป่า หมายความว่าสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า” พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช2484 “ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน” ต่อมาตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 “ป่า หมายความว่า ที่ดิน รวมตลอดถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะ และที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย”จะเห็นว่าตามความหมายข้าง ต้น “ป่าไม้” มีความหมายกว้างขวางมาก เกินกว่าที่ชาวบ้านทั่วไปจะเข้าใจซึ่งถ้าเราถ่ายถอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ในรูปแบบอื่นๆ เช่น โฉนดที่ดิน สค.1 นส.3ก นสล.(หนังสือสำคัญที่หลวง) หรือที่ราชพัสดุ สปก-401 ฯลฯ ก็จะถือว่าพื้นที่เหล่านั้นจะกลายสภาพเป็นพื้นที่ “ป่า” และอยู่ในการดูแลของกรมป่าไม้

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่อนุรักษ์ เช่น พื้นที่อุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าจะอยู่ภายใต้กฎหมายที่เข้ม งวดและจำกัดกิจกรรมของมนุษย์มากกว่า พื้นที่ป่าสงวน หลักในการจัดการอุทยานแห่งชาติ ก็คือ การรักษาและฟื้นฟูสภาพป่าและสิ่งมีชีวิตในป่าไว้ตามธรรมชาติและเปิดพื้นที่ บางส่วนเพื่อให้ราษฎรเข้าไปชมความงามของธรรมชาตินั้นด้วยเหตุนี้กฎหมายจึง อนุญาตให้ราษฎรเข้าไปในเขตดังกล่าวได้แต่ต้องปฏิบัติตนมิให้เป็นการทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติหรือกระทบต่อความเป็นอยู่ของสัตว์ป่า [2]

โดยมีมาตรา 16 ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติเป็นมาตราสำคัญที่ห้ามทำกิจกรรมที่จะมีผลกระทบต่อระบบ นิเวศ เช่น ครอบครอง แผ้วถาง เผาป่า เก็บหาผลประโยชน์ ฯลฯ [3]

จะเห็นว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ราษฎรไม่สามารถที่จะเข้าไปหาของป่า นำสัตว์ไปเลี้ยง จัดทำเหมืองฝายหรือใช้ประโยชน์ในเขตพื้นที่อุทยานในกรณีใดๆ ได้เลย

ซึ่งจะเห็นว่าป่าอยู่ในการครอบครองของรัฐในหลากหลายรูปแบบแต่ป่าไม้ใน ประเทศไทยก็มีจำนวนลดลงอย่างน่าตกใจในช่วงหลายสิบปี่ที่ผ่านมาโดยในปี พ.ศ. 2507 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่า 171 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 53.7 ของพื้นที่ประเทศ ในปี พ.ศ. 2528 ลดลงเหลือ 93.2 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 29.4 ของพื้นที่ประเทศ ในปี พ.ศ. 2541 เหลืออยู่เพียง 80.8 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 25.2ของพื้นที่ประเทศ(ในปี พ.ศ. 2553 เหลือประมาณ 80 ล้านไร หรือคิดเป็นร้อยละ 25 ของพื้นที่ประเทศ)และมีแนวโน้มว่าป่าไม้ในประเทศไทยจะมีจำนวนลดลงทุกปี

สาเหตุของการลดลงของป่าไม้ในประเทศเนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ ประการแรก คือ ช่วงก่อนปี พ.ศ.2532 มีการให้สัมปทานป่าไม้เพื่อใช้สอยในประเทศและส่งออก ทำให้ป่าส่วนใหญ่ที่ถูกสัมปทานเป็นป่าเสื่อมโทรม ประการที่สอง คือ การบุกรุกแผ้วถางของราษฎรและนายทุน เพื่อเป็นที่ทำการเกษตรและที่อยู่อาศัย ประการที่สาม คือ เกิดจากนโยบายของรัฐที่มุ่งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน เขื่อน อ่างเก็บน้ำ รวมถึงการส่งเสริมการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทำให้เกิดการบุกรุกป่าเพิ่มมากขึ้น จะเห็นได้ว่าจำนวนป่าไม้ในประเทศไทยลดลงจากหลายสาเหตุ (ผจญ สิทธิกัน,2544 : 1-2 และ ตะวัน อินต๊ะวงศ์,2548 : 1-2) และสาเหตุที่สำคัญที่สุด คือ การไม่มีประสิทธิภาพขององค์กรภาครัฐ คือ กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ “รัฐ” เป็นผู้ดูแลป่าไม้แต่เพียงผู้เดียว ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะระยะเวลา 50 ปี ป่าไม้ของประเทศไทยลดลงกว่าครึ่ง นำมาสู่การเสนอแนวคิดการจัดการป่าโดยประชาชน ทั้งในรูปแบบประชาชนในรูปคณะกรรมการ หรือถ่ายโอนการดูแลป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งตามกฎหมายมีอำนาจหน้าที่และงบประมาณอยู่แล้ว

2) การจัดการป่าชุมชน
ป่าชุมชนเป็นการจัดการป่าที่มีมาแต่เดิมในทุกท้องถิ่น ของประเทศไทย เช่น ในภาคเหนือเรียกว่าป่าหน้าหมู่ หรือของหน้าหมู่ ภาคอีสานมีป่าดอนปู่ตา ภาคใต้ มีป่าพรุ ที่ทุกคนในชุมชนมีสิทธิในการเข้าไปใช้ประโยชน์ตราบที่ไม่ทำให้ป่าเสียหาย ป่าชุมชนสามรถจำแนกได้เป็น 2 รูปแบบคือ

1. ป่าชุมชนดั่งเดิม คือ ป่าประชาชนที่ได้รักษาไว้โดยมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน คือ

1.1 เพื่อใช้ในการประกอบพิธีกรรมตามประเพณี เช่น การรักษาป่าดอนปู่ตาในภาคอีสาน ป่าช้าในภาคเหนือ ซึ่งป่าดังกล่าวจะไม่ถูกทำลาย

1.2 เพื่อเป็นแหล่งซับน้ำให้พื้นที่นาหรือพื้นที่ประกอบการเกษตรกรรม หรือป้องกันการพังทลายของหน้าดิน พบพื้นที่ป่าชนิดนี้ในกลุ่มชาติพันธุ์ในที่สูง เช่น กระเหรี่ยง หรือคนพื้นราบบางกลุ่ม ป่าชนิดนี้จะถูกรักษาเป็นอย่างดีเพราะนอกจากเป็นพื้นที่ซับน้ำแล้ว ป่าชนิดนี้ยังเป็นแหล่งอาหาร แหล่งเก็บหาสมุนไพรของชุมชนด้วย

1.3 เพื่อเป็นเขตอภัยทาน เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ตัดชีวิตตามหลักศาสนา ป่าชนิดนี้จะอนุรักษ์ไว้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่พักพิงของมนุษย์และสัตว์ ไม่มีการตัดต้นไม้ในบริเวณนี้ จะพบว่ามีป่าชนิดนี้แทบทุกภูมิภาค

1.4 เพื่อเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ป่าชนิดนี้ส่วนมากจะมีความงดงามตามธรรมชาติ เช่น มีถ้ำ มีน้ำตก เป็นต้น

1.5 เพื่อเป็นแหล่งอาหารและใช้สอย ป่าชนิดนี้จะอยู่ใกล้หมู่บ้าน เป็นที่หาของป่า เช่น เห็ด หน่อไม้ สมุนไพร เป็นต้น

2. ป่าชุมชนแบบพัฒนา คือ ป่าที่เกิดจากการส่งเสริมให้สร้างป่าขึ้นสำหรับหมู่บ้านเพื่อเป็นแหล่ง ทรัพยากรที่ชาวบ้านพึ่งพาอาศัยเนื่องจากป่าไม้ที่มีแต่เดิมขาดแคลน โดยมีหลายรูปแบบ เช่น

2.1 ป่าชุมชนเพื่อการใช้สอย เป็นป่าที่ได้รับการการสร้างขึ้นในที่ดินประเภทต่างๆ เช่น ที่ สาธารณะ ที่สองข้างทาง สันอ่างเก็บน้ำ เพื่อใช้ประโยชน์จากไม้

2.2 ป่าโรงเรียน คือ ป่าที่ปลูกบริเวณโรงเรียน เพื่อการศึกษาด้านเกษตร และสิ่งแวดล้อม

2.3 ป่าที่ปลูกในวัด หรือ สำนักสงฆ์ ป่าในลักษณะนี้คล้ายเขตอภัยทาน

2.4 การกันพื้นดินสาธารณะประโยชน์ร้อยละ 20 เพื่อเป็นแหล่งใช้สอยของหมู่บ้าน

2.5 การจัดป่าชาติ(รัฐ)ให้เป็นป่าชุมชน ตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาที่ดิน ครั้งที่ 4/2530 เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2530 ให้กันพื้นที่ป่าที่มีอยู่ไม่เกิน 500 ไร่ ไม่ติดกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ให้เป็นป่าชุมชน โดยให้องค์กรหมู่บ้าน ตำบล เช่น คณะกรรมการหมู่บ้าน สภาตำบล(สภา อบต. ในปัจจุบัน) เป็นผู้ดูแล (โกมล แพรกทอง,2533: 6-8 อ้างใน, ตะวัน อินต๊ะวงศ์,2548 : 10-12)

การจัดการชุมชนในแต่ละท้องถิ่นจะมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่เงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้ชุมชนจัดการ รักษา อนุรักษ์ป่าได้นั้น ชุมชนในบริเวณนั้นๆต้องมีลักษณะร่วมสำคัญบางประการ เช่น

1. มีความเป็นชุมชนสูง ความเป็นชุมชนของชาวบ้านมาจากพื้นฐานของการใช้ประโยชน์จากดิน น้ำ ป่า และผลิตผลจากป่าร่วมกัน

2. มีทรัพยากร น้ำ ป่า ที่อยู่ในสภาพใช้งานได้

3. มีผู้นำที่เข้มแข็งและมีภูมิปัญญาเดิมที่จะนำมาใช้ในการออกกฎ ระเบียบ เพื่อควบคุมการใช้ประโยชน์จากป่า

4. มีองค์กรชุมชน หรือหมู่บ้าน ที่เข้มแข็งในรูปแบบใดรูปแบหนึ่ง เช่น องค์กรเหมืองฝาย สภา อบต. คณะกรรมการหมู่บ้าน เป็นต้น

5. มีจารีตการจัดการทรัพยากร ที่ถือว่าเป็นทรัพยากรส่วนรวม

6. ชุมชนมีความเสถียรด้านสังคม วัฒนธรรม และการจัดองค์กร

7. มีเครือข่ายความสัมพันธ์การใช้ หรือร่วมใช้ทรัพยากรในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เสน่ห์ จามริก และยศ สันตสมบัติ,2536: 175-178/เล่ม 2)

นอกจากปัจจัยข้างต้นที่ทำให้เกิดป่าชุมชนแล้ว ยังพบว่าป่าชุมบางท้องที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น ป่าชุมชนในเขต อบต. เชียงดาว เกิดจากชุมชนมีผู้นำที่เข้มแข็ง เห็นความสำคัญของป่าชุมชน โดยอาศัยประเพณีวัฒนธรรมมาเป็นเครื่องมือในการจัดการป่าชุมชน เช่น การเลี้ยงผีฝาย การบวชป่า มาเป็นเครื่องมือไม่ให้คนทำลายป่า สอดคล้องกับการจัดการป่าของบ้านทุ่งยาว อบต.ศรีบัวบาน (ประชัน พิบูรย์,2544 : 89 และ อุบลวรรณ สุภาแสน,2543 : 50) ป่าชุมชนในเขต อบต. แม่นะ เกิดจากความเป็นคนพื้นที่สูง คนในชุมชนมีความสัมพันธ์เหนี่ยวแน่น มีจิตสำนึกการอนุรักษ์ป่า รวมถึงอาศัยทรัพยากรป่าไม้ในการดำรงชีวิต เช่น หาหน่อไม้ เห็ด และไม้ในการสร้างบ้าน ทำให้มีการจัดการป่าชุมชนที่เข้มแข็ง ส่วนป่าชุมชนในเขต อบต.ปิงโค้ง ป่าชุมชนเกิดจากประชาชนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ถูกกีดกันในเรื่องที่ดินทำกินและได้รับความเดือดร้อนร่วมกัน จึงได้รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายลาหู่ในการจัดการป่าชุมชนร่วมกันระหว่าง ชุมชนต่างๆ โดยอาศัยวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อมาใช้ในการจัดการป่าชุมชน (ประชัน พิบูรย์,2544 : 89)

จะเห็นว่าการจัดการป่าชุมชนของชาวบ้านมีหลากหลายรูปแบบและต้องมีลักษณะ สำคัญบางประการที่ทำให้สามารถรักษาป่าไว้ได้ นอกจากองค์กรชาวบ้านจะมีบทบาทอย่างสำคัญในการจัดการป่าชุมชนแล้ว อปท. บางแห่งก็มีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการอนุรักษ์ และจัดการทรัพยากรป่าไม้ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทของ อปท. แต่ละแห่ง ว่ามีบทบาทมากน้อยแค่ไหน อย่างไร การที่ อปท. (ในที่นี้ คือ อบต.)เข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในการจัดการทรัพยากรป่าเนื่องด้วย พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ได้ให้อำนาจในการปกครองท้องถิ่นไว้อย่างกว้างขวาง ยังได้กำหนดบทบาทหน้าที่คุ้มครอง ดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ (ผจญ สิทธิกัน,2544 : 5 และ อุบลวรรณ สุภาแสน,2543 : 1-3)นอกจากนี้

“ตามมติคณะรัฐมนตรีเมือวันที่ 22 เมษายน 2540 ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. หรือสภาตำบลและชุมชน เข้าร่วมดูแลรักษาป่าไม้ไม่ให้มีการบุกรุก ทำลาย หรือการใดอันเป็นการกระทบกระเทือนต่อการรักษาป่าและหรือสิ่งแวดล้อมต่อไป ถ้ามีการกระทำการใดๆ อันเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าใหม่หรือเป็นการทำลาย หรือกระเทือนต่อการรักษาป่าและหรือสิ่งแวดล้อมให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่าง เฉียบขาด” (กรมป่าไม้ : 2540 อ้างใน, ผจญ สิทธิกัน,2544 : 12) รวมถึงหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ที่ มท 0305/ว 1789 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2540 เรื่อง

“มาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและบุกรุกป่าไม้ แจ้งให้จังหวัดดำเนินการแจ้งองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนตำบล ให้มีหน้าที่คุ้มครองดูแล และบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยให้รวมถึงป่าไม้ ตามกฎหมายอันเกี่ยวกับหน่วยการปกครองท้องถิ่นนั้นๆ และร่วมกับส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดการทรัพยากรที่ดินและ ป่าไม้ให้เป็นไปอย่างมีระบบโดยพิจารณาจัดสรรงบประมาณสนับสนุนส่วนราชการ นั้นๆ...” (กรมป่าไม้ : 2540 อ้างใน, ผจญ สิทธิกัน,2544 : 13) จะเห็นได้ว่า อปท. มีบทบาทและหน้าตามที่กฎหมาย และระเบียบรองรับอย่างกว้างขว้างทำให้ อปท. บางเห็นมีบทบาทเด่นมากในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ รวมถึง อปท. แต่ละแห่งก็จะมีรูปแบบ จุดเด่น และข้อจำกัดที่ต่างกัน ดังจะเสนอต่อไปข้างหน้า

3) บทบาท อบต. กับการจัดการป่าชุมชน
บทบาทของ อปท.(ในที่นี้ คือ อบต.) แต่ละพื้นที่ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ มีมากบ้างน้อยบ้างตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แม้ว่า อปท. จะมีอำนาจ และหน้า แต่จากสภาพของพื้นที่ที่แตกต่างกัน ทำให้ อปท. ส่วนมากมีหน้าที่เป็นตัวกลาง หรือผู้ประสานงานมากกว่าที่จะเป็นผู้จัดการป่าโดยตรง แต่จะมี อปท. บางแห่งมีบทบาทสูงก็เกิดจากความสัมพันธ์ก่อนที่จะมาเป็นสมาชิก หรือผู้บริหาร อปท. หรือความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมาย การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของ อปท. มีอุปสรรค ปัญหาในหลายๆด้าน ทำให้การจัดการไม่บรรลุเป้าประสงค์ตามที่การถ่ายโอนอำนาจต้องการ โดยการจัดการป่าชุมชนมีลักษณะร่วมกันบางประการ ไม่ว่าเป็นการจัดการโดยชาวบ้าน หรือ อบต. คือ

1. มีการจำแนกประเภทของป่าชุมชน และกำหนดขอบเขตของพื้นที่ป่าต่างๆ ไว้อย่าชัดเจน เช่น ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย เป็นต้น

2. มีการร่างระเบียบกฎเกณฑ์ แนวทางการใช้ประโยชน์จากป่า และมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ รวมถึงแจ้งให้สมาชิกทราบและถือปฏิบัติ

3. มีการประชุมปรึกษาหารือระหว่างสมาชิกเป็นครั้งคราว เพื่อทบทวนกฎเกณฑ์ และแนวทางการจัดการป่าชุมชน (ประชัน พิบูรย์,2544 : 89, อุบลวรรณ สุภาแสน,2543 : 46-50, วรัญญาศิริอุดม,2551 : 254 และ ณัฐวุฒิ พิมพ์ลัดดา,2551: 117-119)

การจัดการป่าของ อบต. ในเขต จ.เชียงใหม่
พื้นที่ป่าในเขตรับผิดชอบของ อบต. ใน จ.เชียงใหม่ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ขาดเล็ก ทำให้ อบต. อยู่ในฐานะผู้ประสานงาน หรือจัดกิจกรรมอนุรักษ์มากกว่าจะเป็นผู้ดูแลผืนป่า การจัดการส่วนใหญ่ของ อบต. อย่างเช่น

1. จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์ ปลูกจิตสำนึกเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้(อบต. หนองจ๊อม, อบต.โหล่งขอด)

2. อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแก่คนในท้อง ถิ่น (อบต. หนองจ๊อม, อบต.โหล่งขอด) ให้เจ้าหน้าที่ อบต. สมาชิก อบต. เป็นตัวจักรสำคัญในการเชื่อมโยงนโยบาย และโครงการต่างๆให้ประชาชนชนในท้องถิ่น (กิติศักดิ์ ปานะโปย,2544: 61)

3. พื้นที่ใดที่มีพื้นที่สาธารณะก็ได้มีการจัดตั้งป่าชมชนในเขตหมู่บ้าน นั้นๆ(อบต.ดอยหล่อ อบต. ป่าแดด (กิติศักดิ์ ปานะโปย,2544: 61)

4. ดำเนินการร่วมกับหมู่บ้านในการทำแนวป้องกันไฟ (อบต.โหล่งขอด)

5. ปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่ป่าที่มีมาแต่เดิม เพื่อเพิ่มจำนวนต้นต้นไม้ให้มากขึ้น (อบต.โหล่งขอด)

6. มีโครงการจัดตั้งอาสาสมัครดูแลป่าร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในเขตพื้นที่ อบต. (อบต.โหล่งขอด)

7. สนับสนุนงบประมาณในการดูแลป่าไม้ (อบต.โหล่งขอด)

จะเห็นว่า อบต. ใน จ. เชียงใหม่ ที่มีพื้นที่ป่าชุมชนขนาดเล็กและบางพื้นที่ไม่มี ทำให้ อบต. ไม่ค่อยใส่ใจต่อการจัดการป่าไม้ แต่ในทางกลับกันกับสะท้อนปัญหาการบริหารจัดการ และอุปสรรคในการดำเนินงาน เช่น

1. ความไม่สอดคล้องระหว่างกฎหมายป่าไม้และกฎหมาย อบต.

2. การขาดความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกที่ดีเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของสมาชิก อบต. และประชาชนในพื้นที่

3. การขาดแผนงานและงบประมาณ โดยตรงสำหรับกิจการจัดการป่าไม้ในส่วนของ อบต.

4. ความไม่ชัดเจนในบทบาทของ อบต. เกี่ยวกับการจัดการป่าไม้

5. การขาดการประสานงานที่เพียงพอระหว่าง อบต. กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้

6. นายทุนหรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มีผลต่อการจัดการป่าไม้ รวมถึงการตัดสินปัญหาของ อบต. (ผจญ สิทธิกัน,2544 : 78)

7. การรวมศูนย์ในการจัดการของภาครัฐ(กรมป่าไม้ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ตะวัน อินต๊ะวงศ์,2548 : 22))

8. เจ้าหน้าที่ และสมาชิก อบต.ได้รับข่าวสารการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้น้อยมาก เพียงไม่กี่ครั้งต่อปี (กิติศักดิ์ ปานะโปย,2544: 61)

โดย อบต. และประชาชนในพื้นที่ได้เสนอแนวทางที่จะทำให้ อบต. สามารถจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ

1. ให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรป่าไม้แก่ สมาชิก อบต. และประชาชนในพื้นที่อย่างจริงจัง

2. ประสานงานและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดกับเจ้าที่ป่าไม้

3. จัดตั้งหรือจัดหาบุคลากรที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านกิจการจัดการทรัพยากรป่าไม้ไว้ใน อบต.
4. เรียนรู้และกำหนดบทบาทที่ชัดเจนของ อบต. ในด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้(ผจญ สิทธิกัน,2544 : 79)

5. มีการวางแผนการจัดการโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการ

6. มีการดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ทุกปี

7. มีการรณรงค์ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวขึ้นในพื้นที่ป่าและพื้นที่สาธารณะ เช่น สองข้างถนน ลำเหมือง ป่าช้า เป็นต้น

8. ให้ประชาชนได้เข้ามาร่วมกิจกรรมต่างๆมากขึ้น (ผจญ สิทธิกัน,2544 : 96 และ กิติศักดิ์ ปานะโปย,2544: 58, 64 )

9. กฎระเบียบในการอนุรักษ์ป่าของทุกหมู่บ้านควรมีการบันทึกไว้เป็นลาย ลักษณ์อักษร เพื่อให้เกิดความชัดเจนในเรื่องข้อตกลง และข้อห้ามการใช้ประโยชน์จากป่า และทำการเผยแพร่ให้สมาชิกในชุมชนใกล้เคียงได้รับทราบ

10. ควรมีการจัดตั้งกองทุนในระดับตำบลสำหรับการอนุรักษ์ป่า โดยขอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ อบต. ก็ต้องตั้งงบประมาณประจำปี เพื่อให้การจัดการทรัพยากรป่าไม้มีประสิทธิภาพสูงสุด

11. ควรมีการร่วมมือในการจัดการป่าไม้ระดับตำบล หรืออำเภอ รวมทั้งพื้นที่มีป่าติดกัน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการจัดการป่าไม้ โดย อบต. เป็นศูนย์ประสานงาน

12. ควรมีการออกพระราชบัญญัติป่าชุมชนโดยเร็ว (ตะวัน อินต๊ะวงศ์,2548 : 50)

จากการสำรวจพบว่าประชาชนมีความพอใจ หรือความต้องการให้ อบต. จัดการทรัพยากรป่าไม้แทนรัฐร้อยละ 48.8 เห็นด้วยอย่างยิ่ง 18.4 ไม่แน่ใจร้อยละ 26.2 (ตะวัน อินต๊ะวงศ์,2548 : 39)จะเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ อบต. เข้ามาจัดการ หรือมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ เพราะ อบต. เป็นองค์กรที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนในท้องถิ่น กิจกรรมของ อบต. ชาวบ้านสามารถจับต้องได้ และตรวจสอบง่ายกว่ากิจกรรมของรัฐส่วนกลาง อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัจจุบัน อบต. ตัวอย่างข้างต้นจะมีบทบาทน้อยในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ แต่ในอนาคตอันใกล้ บทบาทหน้าที่ของ อบต. ต้องมากขึ้น มีความพร้อมทั้งความรู้ และบุลากร รวมถึงงบประมาณ เพื่อสอดรับกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่อย่างไรก็ตามหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ หรือแม้แต่ อบต. ต้องออกกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ เพื่อไม่ให้อำนาจ หน้าที่ซ้อนทับ หรือแม้อำนาจหน้าที่จะซ้อนทับกัน ก็ต้องมีหน่วยงานคอยประสานเพื่อให้การจัดการทรัพยากรป่าไม้เกิดประสิทธิภาพ สูงสุด

4) การจัดการป่าชุมชน ที่ อบต. มีบทบาทสูง กรณี อบต. ศรีบัวบาน อ.เมือง จ.ลำพูน
อำนาจตาม พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และมติคณะรัฐมนตรี ที่ได้ให้อำนาจในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ รวมถึงออกบทบัญญัติต่างๆ ได้อย่างกว้างขว้างทำให้ อบต. สามารถเข้าไปจัดการอนุรักษ์ รักษา และจัดการทรัพยากรป่าไม้ได้ ในกรณีนี้ทำให้องค์การบริหารส่วนตำบล เป็นองค์กรหลักองค์กรหนึ่งในการจัดการป่าชุมชน แม้ว่าในช่วงแรกจะมีปัญหาบ้างก็ตามเนื่องจากความไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของ อบต.

แต่อย่างไรก็ตาม อบต. มีอำนาจตามกฎหมาย และมีงบประมาณ ทำให้ อบต.ศรีบัวบาน เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงาน และจัดการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในระดับตำบล บทบาทของ อบต. ศรีบัวบานในการจัดการป่าชุมชน (อุบลวรรณ สุภาแสน,2543 : 130-131)คือ

1. สมาชิก อบต. ส่วนหนึ่งเป็นผู้นำหมู่บ้านในการอนุรักษ์ป่าชุมชนอยู่แล้ว คอยเป็นตัวประสานงานระหว่างชุมชนกับ อบต.

2. การที่ อบต. ศรีบัวบานมีหลายหมู่บ้านและแต่ละหมู่บ้านมีป่าชุมชน ทำให้ อบต. ศรีบัวบาน มีสถานะเป็นศูนย์กลางประสานงานระหว่างคณะกรรมการป่าชุมชนของหมู่บ้านต่างๆ

3. ในเขตพื้นที่ อบต. ศรีบัวบ้านมีป่าชุมชนจำนวนมาก และมีประวัติศาสตร์การจัดการป่าชุมชนมายาวนานกว่า 80 ปี ทำให้พื้นที่นี้มีความเข้มแข็งในการจัดการ ผู้นำส่วนหนึ่งของป่าชุมชนได้เข้ามาเป็นผู้บริหาร และสมาชิก อบต. ทำให้การจัดการระหว่างองค์กรรัฐ (อบต.) และภาคประชาชนเป็นไปได้ด้วยดี (อุบลวรรณ สุภาแสน,2543 : 43-50) แต่อย่างไรก็ตาม อบต. ศรีบัวบานก็ไม่มีอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จในการเข้าไปจัดการป่าชุมชนที่ชาวบ้าน เป็นผู้ดูแล เป็นแต่เพียง หน่วยประสานงานกลางเท่านั้น รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร อบต. สมาชิก อบต. กับคณะกรรมการป่าชุมชนก็มีผลอย่างมากต่อการจัดการป่าชุมชน

การทำงานร่วมมือกันระหว่างชาวบ้านและ อบต. กรณี อบต. ศรีบัวบาน ในการอนุรักษ์ป่าชุมชนในพื้นที่นี้มีมาก่อนการจัดตั้ง อบต. และเป็นพื้นที่ที่พิสูจน์ให้เห็นความสำเร็จของการจัดการป่าชุมชนโดยชาวบ้าน โดยเริ่มต้นจากการอนุรักษ์ป่าต้นตะเคียนเพียง 60 ไร่ ในปี พ.ศ. 2458 จนในปัจจุบันมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์มากกว่า 3,000 ไร่ โดยการจัดการป่าของชุมชนบ้านทุ่งยาว อบต.ศรีบัวบาน ใช้รูปแบบประชาคม โดยแบ่งป่าออกเป็นป่าอนุรักษ์ และป่าใช้สอย มีกรรมการป่าชุมชนจำนวน 64 คน จาก 2 หมู่บ้าน คือ บ้านทุ่งยาว และบ้านทุ่งยาวเหนือ กรรมการมีวาระ 2 ปี กรรมการเลือกจากผู้อาวุโส และผู้นำในท้องถิ่น เช่น ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ซึ่งการจัดการป่าชุมชนในบ้านทุ่งยาว ในเขต อบต. ศรีบัวบาน มีรูปแบบที่คล้ายกับป่าชุมชนในเขตพื้นที่อำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่านตามการศึกษาของ มงคล สุกใส ( 2538 : 66-70 )

การจัดการป่าชุมชนของบ้านทุ่งยาวได้มีการออกกฎ ระเบียบการใช้ป่าชุมชน เพื่อเป็นแนวทางในการอนุรักษ์ป่าไม้ กฎระเบียบบางข้อ(อุบลวรรณสุภาแสน,2543 : 46-50 ) เช่น

1. ห้ามตัดไม้ทุกชนิดในป่าอนุรักษ์และป่าใช้สอย ยกเว้นได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการป่าไม้

- ให้คนยากจน หรือผู้ที่แยกครอบครัวใหม่ สามารถขออนุญาตตัดไม้มาสร้างบ้านได้เพียงครั้งเดียวโดยขอไม่เกิน 15 ต้น

- หากนำมาสร้างที่พักพิงชั่วคราวในไร่ สวน (ห้าง ตูบ) ขอได้ไม่เกิน 12 ต้น ขนาดของไม้พื้นที่หน้าตัดไม่เกิด 6 นิ้ว และขอได้ปีละไม่เกิน 10 รายเท่านั้น

- หากผู้ใดลักลอบตัดไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการป่าไม้ ผู้ใหญ่บ้านและคณะกรรมการป่าไม้มีสิทธิโดยชอบธรรมในการปรับไหม โดยปรับนิ้วละ 2,000 บาททุกๆความยาว 1 เมตร และยึดของกลางเป็นของหมู่บ้าน

2. ไม้ที่ล้มตายตามธรรมชาติให้นำมาใช้ประโยชน์ส่วนรวม

3. ห้ามนำสมุนไพรหายากออกจากป่าก่อนได้รับอนุญาต
4. ห้ามขุดรากผักหวานออกจากป่า แต่นำเมล็ดออกมาได้

5. ห้ามนำกล้วยไม้ทุกชนิดออกจากป่า

6. ห้ามนำหิน ดิน ออกจากป่าก่อนได้รับอนุญาต และจะอนุญาตให้ชาวบ้านทุ่งยาวเท่านั้น

7. ห้ามคนหมู่บ้านอื่นเข้า มาล่าสัตว์ทุกชนิด สำหรับคนในหมู่บ้านทุ่งยาว ให้สามารถล่าสัตว์เพื่อบริโภคได้ แต่ห้ามนำไปขาย

8. อนุญาตให้คนในหมู่บ้านอื่นเข้ามาเก็บเห็ดในป่าได้

“กฎระเบียบนี้ เรียกว่า“สัญญาประชาคม” ของหมู่บ้านทุ่งยาวทั้งหมด ผู้ใดจะกล่าวว่าไม่รู้ หรือไม่ทราบกฎระเบียบนี้ แล้วปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎนี้ มิได้”

สอคล้องกับการจัดการป่าชุมชนของบ้านม้งหนองหอย ที่มีการจัดแบ่งป่าออกเป็นป่าใช้สอย และ ป่าอนุรักษ์ รวมถึงมีการจัดเวรยามเฝ้าระวัง ตรวจตรา มีการสร้างกฎเกณฑ์ข้อบังคับเข้ามาเป็นเครื่องมือในการจัดการป่าร่วมกัน (วรัญญาศิริอุดม,2551 : 254,ณัฐวุฒิ พิมพ์ลัดดา,2551: 117-119 และ มงคล สุกใส,2538 : 66-70) รวมถึงบทบาทของ อบต. ก็เป็นตัวกลางระหว่างชาวบ้านและองค์กรภาครัฐ (วรัญญาศิริอุดม,2551 : 91) ไม่ได้เป็นผู้จัดการป่าชุมชนโดยตรง ซึ่งจะแตกต่างจาก อบต. ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่ อบต. เข้ามามีส่วนอย่างสำคัญ ในการจัดการปัญหาป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม เนื่องด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ 1. ในเขตพื้นที่ อบต. ดอยแก้วมีความแตกต่างด้านประชากรสูง คือ มีคนเมืองในที่ราบ กะเหรี่ยง และม้งในที่สูง ทำให้ อบต. มีที่มาจากสมาชิกทุกกลุ่มชาติพันธุ์เป็นผู้ประสานงานประสาน และจัดการป่าไม้ได้อย่างดี 2. อบต. มีบทบาทและหน้าที่ตามกฎหมาย รวมถึงเครือข่าย หรือกลุ่มป่าชุมชนในพื้นที่นี้ไม่เข้มแข็งเท่าเครือข่ายป่าชุมชนในพื้นที่ อบต. ศรีบัวบาน โดย อบต. มีบทบาท คือ

1. เป็นตัวเชื่อมหรือผู้ประสานงานระหว่างภาครัฐและหมู่บ้านในด้านต่างๆ
2. ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ภาครัฐและนำข้อมูลข่าวสารที่ได้รับจากภาครัฐมาเผยแพร่แก่ลูกบ้าน หรือคนในหมู่บ้าน
3. เป็นที่ปรึกษาหรือให้คำแนะนำด้านกฎหมายหรือเรื่องเกี่ยวข้องกับภายนอกชุมชนแก่คนในหมู่บ้าน
4. ดูแลทุกข์ สุข ของประชาชนในหมู่บ้าน
5. บริหารงบประมาณในการพัฒนาหมู่บ้าน เป็นต้น (ณัฐวุฒิ พิมพ์ลัดดา,2551: 62)
6. นอกจากนี้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระดับลุ่ม น้ำ รวมถึงสมาชิก อบต. ก็มีบทบาทเป็นคณะกรรมการที่มีบทบาทสำคัญโดยกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

- กำหนดนโยบายและแนวทางในการจัดการพื้นที่ป่าลุ่มน้ำ และทรัพยากรอื่นๆ
- ตัดสินใจอนุมัติ แผนงาน/โครงการและงบประมาณต่างๆในการปกป้องคุ้มครองป่าต้นน้ำทั้งป่าสวน บน(ขุนน้ำ) ป่าสวนกลาง และป่าตอนล่าง รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ต่างๆในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำ
- เลือกตั้ง แต่งตั้ง ถอดถอน คณะกรรมการดำเนินงาน (หรือคณะกรรมการทำงาน)
- ติดตาม ตรวจสอบ กำกับดูแล แลประเมินผล การดำเนินงานของคณะกรรมการดำเนินงาน ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
- กำหนดแนวทางในการดำเนินงาน และออกระเบียบข้อบังคับของคณะกรรมการจัดการพื้นที่ป่าลุ่มน้ำ
- แนะนำให้คำปรึกษาสนับสนุน อำนวยความสะดวกต่างๆในการทำงานของคณะกรรมการดำเนินงาน (ณัฐวุฒิ พิมพ์ลัดดา,2551: 112-113)

นอกจากนี้เรายังเห็นบทบาทของ อบต. แม่ทา อบต. ทาเหนือ อ.แม่ออน จ. เชียงใหม่ อบต.ทาทุ่ง หลวง อ.แม่ทา จ.ลำพูน ที่ได้ออกข้อบัญญัติในเรื่องป่าชุมชน โดยมีการจัดแบ่งป่าไม้ในพื้นที่ออกเป็นป่าชนิดต่างๆ เช่น ป่าอนุรักษ์ ป่าใช้สอย เพื่อให้สามารถใช้ป่าได้อย่างยั่งยื่น และชาวบ้านไม่บุกรุกป่าเพิ่มเติมการจัดการป่าในรูปแบบนี้สามารถรักษาป่าไม้ ได้อย่างยั่งยืนเพราะชาวบ้านมีส่วนร่วมในการจัดการและเป็น “เจ้าของ” ทำให้เกิดสำนึกและความตระหนักในการดูแลรักษา ซึ่งปรากฏว่าภายหลังจากมีการจัดทำ “ป่าชุมชน” และ “ออกข้อบัญญัติ” แล้วปรากฏว่าชาวบ้านหยุดบุกรุกป่า ไม่ลักลอบตัดไม้ และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงทรัพยากรอื่นๆ ที่เกิดจากป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด พืชสมุนไพร สัตว์ป่า ฯลฯเพิ่มมากขึ้น [4]

อบต. มีบทบาทอย่างสำคัญในการสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร การรักษากฎระเบียบ การตรวจตราเฝ้าระวัง ฯลฯ ทำให้ อบต. ขยายบทบาทหน้าที่ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่าง สำคัญ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงว่าการออกข้อบัญญัติสามารถทำได้หรือไม่

แม้ว่า อปท. จะยังคงมีอุปสรรคปัญหาอยู่ เช่น ขาดองค์ความรู้ บุคลากร งบประมาณ และกฎหมายที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างหน่วยงาน ทำให้ อปท.ไม่สามารถบริหารจัดการได้เต็มที่ รวมถึง การที่อปท.พึ่งตั้งได้ไม่นานทำให้ขาดความเข้าใจระหว่าง อปท. และชาวบ้าน แต่เราจะเห็นว่า อปท.สามารถรักษาทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างดีอปท. ซึ่งเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า อปท. จะมีบทบาทอย่างสำคัญต่อไปในอนาคตในการดูแลป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ

เอกสารอ้างอิง

กรมป่าไม้. รายงานการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่ององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทิศทางการ

พัฒนาป่าชุมชน. กรุงเทพฯ: ส่วนป่าชุมชน กรมป่าไม้, 2540.

กอบกุล รายะนาคร. องค์ปกครองส่วนท้องถิ่น : สถานภาพ และช่องว่างการศึกษา. เชียงใหม่ :

สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2554.

กิติศักดิ์ ปานะโปย. ความรู้และทัศนคติของสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลต่อการอนุรักษ์

ทรัพยากรป่า อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544.

โกมล แพรกทอง. ป่าชุมชนในประเทศไทย คู่มือเจ้าหน้าที่รัฐ. กรุงเทพฯ : ฝ่ายส่งเสริมและพัฒนา

ป่าชุมชน กองจัดการที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, มปป.

ชัยพงษ์ สำเนียง.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและ

สิ่งแวดล้อม. สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2554.

การจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. เผยแพร่ในเว็ปไซด์ประชาไท (23/12/54) http://prachatai.com/journal/2011/12/38463

ชาญยุทธจันทรากุล. ศักยภาพในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ของประชาชนในลุ่มน้ำแม่อิง

ตอนบน จังหวัดพะเยา. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2543.

ณัฐวุฒิ พิมพ์ลัดดา. ความขัดแย้งและการจัดการความขัดแย้งของทรัพยากรป่าไม้โดยการ

จัดการร่วม : กรณีศึกษาบ้านห้วยขนุน ตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการใช้ที่ดินและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2551.

ตะวัน อินต๊ะวงศ์. บทบาทขององค์กรบริหารส่วนตำบลและประชาชนในการจัดการทรัพยากรป่า

ไม้ : กรณีศึกษาการจัดการป่าไม้แม่หาด ตำบลโปงทุ่ง อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่. การค้นคว้าแบบอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2548.

เธียรสกุล บรรหาร. ปัจจัยทางสังคมของกำนันและผู้ใหญ่บ้านที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการ

อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ : กรณีศึกษาจังหวัดลำปาง.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544.

นรินทร์ ประทวนชัย. การจัดการทรัพยากรป่าไม้ของชุมชนบนพื้นที่สูงบ้านโป่งฝา อำเภอแม่อาย

จังหวัดเชียงใหม่.วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2543.

ประชัน พิบูลย์. ศักยภาพการพัฒนาป่าชุมชน โดยองค์การบริหารส่วนตำบลใน อำเภอเชียงดาว

จังหวัดเชียงใหม่.วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544.

ประวิทย์ เรืองจรัส.การจัดการทรัพยากรป่าไม้โดยชุมชน : กรณีศึกษาชุมชนลุ่มน้ำงาว อำเภอ

งาว จังหวัดลำปาง. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544.

ผจญ สิทธิกัน. บทบาทองค์การบริหารส่วนตำบลในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ : กรณีศึกษา

จังหวัดเชียงใหม่. การค้นคว้าแบบอิสระรัฐศาสตรมหาบัณฑิต. สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2544.

มงคล สุกใส. การอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ : ศึกษาเฉพาะกรณี กิ่งอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน.

วิทยานิพนธ์รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2538.

เสน่ห์ จามริก และยศ สันตสมบัติ. ป่าชุมชนในประเทศไทย : แนวทางการพัฒนา เล่ม 2 ป่าฝน

เขตร้อนกับภาพรวมของป่าชุมชนในประเทศไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 2546.

อุบลวรรณ สุภาแสน.บทบาทขององค์การบริหารส่วนตำบลและประชาชนในการจัดการ

ทรัพยากรป่าไม้ในตำบลศรีบัวบานอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน. วิทยานิพนธ์รัฐศาสตร

มหาบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและการปกครอง บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,

2543.

[1] งาน ในส่วนนี้เป็นการสำรวจพรมแดนความรู้ของการจัดการทรัพยากรป่าไม้ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น จากวิทยานิพนธ์และหนังสือที่ศึกษาอปท. ในพื้นที่ภาคเหนือ แต่ด้วยเวลาที่จำกัดจึงทำได้ในระดับหนึ่ง เพื่อชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการจัดการ ข้อจำกัด และแนวทางที่เหมาะสมต่อไปในอนาคต งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัย “การศึกษานโยบายสาธารณะเพื่อขับเคลื่อนการกระจายอำนาจสู่ อปท.และชุมชน” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ โครงการ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของภาคประชาชน และการขยายพื้นที่ทางการเมืองของประชาชน” สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อย่างไรก็ตามงานชิ้นนี้ได้รับความเมตตาจาก ศ.ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด รศ.ดร.กอบกุล รายะนาคร ที่ให้ความรู้ และโอกาสในการทำงาน ร่วมรับฟังการสัมนา และลงพื้นที่ในหลายๆ ที่ซึ่งทำให้เกิดความรู้ ความคิด และความเข้าใจต่อ อปท. อย่างมากมาย ขอบคุณ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ครูผู้กรุณาในหลายวาระ หลายโอกาส ร่วมแลกเปลี่ยน พูดคุยอย่างเท่าเทียม ศ.ดร.สมชัย ฤชุพันธุ์ รศ.สุรัสวดี หุ่นพยนต์ ที่ให้โอกาสในการทำงานและข้อเสนอแนะ ขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกๆท่านโดยเฉพาะพี่อร ที่เป็นธุระในหลายเรื่องให้ ชัยนุวัฒน์ ปูนคำปีน, รุ่งเกียรติ กิติวรรณ, อาร์ม, ฟิวส์, ท็อป, แดน, ที่เป็นธุระในเรื่องต่างๆ ให้ อย่างไรก็ตามข้อบกพร่องของงานชิ้นนี้ไม่ว่าเกิดจากปัจจัยใด ย่อมเป็นของผู้เขียนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

[2] ณรงค์ ใจหาญ จาก: http://law.tu.ac.th/law_center/law_document/book/b2-10.html

[3] มาตรา 16 ภายในเขตอุทยานแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใด (1)ยึดถือหรือครอบครองที่ดิน รวมตลอดถึงก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า(2)เก็บหา นำออกไป ทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งไม้ยางไม้น้ำมันยาง น้ำมันสน แร่หรือทรัพยากรธรรมชาติอื่น (3) นำสัตว์ออกไป หรือทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สัตว์ (4)ทำด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ดิน หินกรวดหรือทราย (5) เปลี่ยนแปลงทางน้ำหรือทำให้น้ำในลำน้ำ ลำห้วย หนอง บึงท่วมท้น หรือเหือดแห้ง (6) ปิดหรือทำให้กีดขวางแก่ทางน้ำหรือทางบก (7) เก็บหา นำออกไปทำด้วยประการ ใดๆ ให้เป็นอันตราย หรือทำให้เสื่อมสภาพ ซึ่งกล้วยไม้ น้ำผึ้ง ครั่งถ่านไม้ เปลือกไม้ หรือมูลค้างคาว (8) เก็บ หรือทำด้วยประการใด ๆให้เป็นอันตรายแก่ดอกไม้ ใบไม้หรือผลไม้ (9)นำยานพาหนะเข้าออกหรือขับขี่ยานพาหนะในทางที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (10)นำอากาศยานขึ้นลงในที่ที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้นเว้นแต่จะได้รับอนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่ (11)นำหรือปล่อยปศุสัตว์เข้าไป (12) นำสัตว์เลี้ยงหรือสัตว์พาหนะเข้าไปเว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดี กำหนดโดยอนุมัติของรัฐมนตรี (13)เข้าไปดำเนินกิจการใดๆ เพื่อหาผลประโยชน์เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ (14) ปิดประกาศ โฆษณาหรือขีดเขียนในที่ต่างๆ (15)นำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์หรือจับสัตว์ หรืออาวุธใดๆเข้าไปเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และปฏิบัติ ตามเงื่อนไขซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้อนุญาตนั้นกำหนดไว้ (16)ยิงปืน ทำให้เกิดระเบิดซึ่งวัตถุระเบิด หรือจุดดอกไม้เพลิง (17)ส่งเสียงอื้อฉาวหรือกระทำการอื่นอันเป็นการรบกวนหรือเป็นที่เดือดร้อน รำคาญแก่คนหรือสัตว์ (18)ทิ้งขยะมูลฝอยหรือสิ่งต่างๆ ในที่ที่มิได้จัดไว้เพื่อการนั้น(19)ทิ้งสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงซึ่งอาจทำให้ เกิดเพลิง

[4] สัมภาษณ์ นายก อบต.แม่ทา นายกนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน วันศุกร์ที่ 8 เมษายน 2554 ณ ห้องประชุมสถาบันศึกษาศึกษานโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และนายก อบต. ทาเหนือสมาชิก อบต. และชาวบ้าน ต.ทาเหนือ วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 ณ ห้องประชุม องค์การบริหารส่วนตำบลทาเหนือ

สยามประชาภิวัฒน์เชื่อแนวคิด "นิติราษฎร์" จะทำให้เกิดความวุ่นวาย

ที่มา ประชาไท

"คมสน โพธิ์คง" เชื่อการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์สอดคล้องกับความต้องการของ "ทักษิณ" ส่วน "ศาสตรา โตอ่อน" ชี้แนวคิด "นิติราษฎร์" ต้องการสืบทอด "ปรีดี พนมยงค์" แต่ไม่พิจารณาจารีต-สังคมไทย เผยมีหลายกลุ่มทนพฤติกรรมนิติราษฎร์ไม่ไหว-เล็งยื่นศาล รธน. สั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว และให้ ปชช. ดำเนินคดีอาญาในหมวดความมั่นคง

หลังจากที่คณะนิติราษฎร์มีข้อเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 22 ม.ค. ที่ผ่านมานั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง) วันนี้ (24 ม.ค. 55) ในเว็บไซต์สุทธิชัย หยุ่น รายงานความเห็นของนายศาสตรา โตอ่อน และ นายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ต่อข้อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของคณะนิติราษฎร์

ศาสตราชี้ข้อเสนอนิติราษฎร์ขัด รธน.

โดยนายศาสตรา โตอ่อน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต สมาชิกกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวถึงข้อเสนอการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคณะนิติราษฎร์ว่า ในทางกฎหมาย ถือว่า การกระทำที่เป็นการลดสถานะของพระมหากษัตริย์นั้น เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ 2550 หลายมาตรา

ทั้งนี้ ได้แก่ มาตรา 2 ระบุว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข , มาตรา 8 ระบุว่าบุคคลใดจะละเมิด กล่าวหา หรือฟ้องร้ององค์พระมหากษัตริย์ไม่ได้ ไม่ว่าทางใด ๆ

และ มาตรา 68 ที่ระบุห้ามไม่ให้บุคคลใดใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ

เชื่อต้องการสืบทอด "ปรีดี" แต่ไม่พิจารณาในจารีต-สังคมไทย

นายศาสตรา กล่าวว่า แนวคิดของคณะนิติราษฎรฺ ต้องการสืบทอดเจตนารมย์ของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร พ.ศ.2475 โดยไม่พิจารณาในจารีต ประเพณี และวิถีของสังคมไทย

"ขณะนี้ ทราบว่า มีหลายกลุ่มที่ทนกับพฤติกรรมดังกล่าวไม่ไหว และจะหาช่องทางตามกฎหมายดำเนินการกับกลุ่มนิติราษฎร์ เบื้องต้นมีช่องทางตามมาตรา 68 วรรค 2 โดยให้ประชาชนเข้าชื่อเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้ยกเลิก การกระทำดังกล่าว และยังเปิดให้ประชาชนสามารถดำเนินคดีอาญาในหมวดความมั่นคงของรัฐ" นายศาสตรา กล่าว

อดีต สสร. 50 โจมตี "นิติราษฎร์" ต้องการล้มระบอบการปกครองไทย

นายคมสัน โพธิ์คง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ฐานะสมาชิกกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ต่อประเด็นองค์กรยกร่าง, กระบวนการยกร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงข้อเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ศาล และกองทัพว่า “ข้อเสนอนี้ต้องการเปลี่ยนระบบปกครอง มีแนวคิดคล้ายกับแนวคิดของคณะราษฎร์ ที่ได้ทำการปฏิวัติ เมื่อพ.ศ.2475 ซึ่งกระบวนการของคณะนิติราษฎร์นี้เหมือนจะต่อยอดจากการกระทำเมื่อ พ.ศ.2475 โดยใช้หลักวิชาการมาครอบงำวิธีคิดของคนสังคม และนำมวลชนมากดดันซึ่งการ เคลื่อนไหวนี้เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่มีภาควิชาการนำหน้า ประเด็นนี้ผมมองว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ใช่ปมปัญหาของสังคม แต่ปัญหาเกิดจากกลุ่มทุนที่เข้ามาครอบงำพรรคการเมือง” นายคมสัน กล่าว

เรื่องสภาตั้งผู้ตรวจการกองทัพเป็นโมเดล "คอมมิวนิสต์"

นายคมสัน กล่าวว่าสำหรับการตั้งผู้ตรวจการกองทัพที่ถูกแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎรนั้น ทางนิติราษฎร์ ได้ใช้โมเดลของการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ มาใช้ โดยคอมมิวนิสต์ เรียกว่าเป็นผู้ชี้นำทางการเมือง

“ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ สังคมต้องคุยกันให้เยอะ เพราะคิดว่าคงเป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น แต่ผมมองว่าหากแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้ จะทำให้เกิดความวุ่นวาย เพราะเป็นการหักดินระบอบการปกครอง แบบ 360 องศา เมื่อพิจารณาในสถานการณ์ปัจจุบันแล้วข้อเสนอนี้อาจเกิดเป็นข้อถกเถียงของ ทั้งฝ่ายศาล ทหาร และกระบวนการยุติธรรม สุดท้ายอาจทำไปสู่ความแตกแยกได้” นายคมสัน กล่าว

เชื่อการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์สอดคล้องกับความต้องการของ "ทักษิณ"

นายคมสัน กล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ เป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวคิดและความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นตนขอเรียกให้คณะนิติราษฎร์ ชี้แจงต่อสังคมให้ชัดว่านำเงินที่ใช้ในการเคลื่อนไหวมาจากไหน เพราะการจัดเสวนาที่ต่อเนื่องเป็นประจำ รวมถึงทำเอกสารแจก ต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง หากได้มาจากการบริจาค เปิดเผยผู้ให้บริจาคได้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และให้สังคมเห็นว่าการเคลื่อนไหวนี้ไม่มีผลประโยชน์ใดแอบแฝง

ชาวไตแดงตั้งพรรคการเมืองเตรียมร่วมเลือกตั้งซ่อมพม่า

ที่มา ประชาไท

ชาวไตแดง หรือ ไตแลง เชื้อสายตระกูลไทซึ่งมีมีถิ่นอาศัยอยู่มากในรัฐคะฉิ่น ได้ตั้งพรรคการเมืองเตรียมเข้าร่วมการเลือกตั้งซ่อมในพม่าที่จะมีขึ้นในต้นเดือนเมษายนนี้

มีรายงานว่า ชนชาวไตแดงในพม่าได้ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองกับ ทางการพม่าเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา ใช้ชื่อพรรคว่า "พรรคพัฒนาแห่งชาติไตแลง" Taileng Nationalities Development Party (TNDP) ก่อตั้งโดยการนำชาวไตแลง 4 คน อดีตสมาชิกพรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทใหญ่ (SNDP) ซึ่งได้เข้าร่วมการเลือกตั้งพม่าเมื่อ 2552

สมาชิกพรรคไตแดง (TNDP) คนหนึ่งเปิดเผยว่า สาเหตุที่จัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อหวังทำหน้าที่เรียกร้องสิทธิและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชาวไตแดง และชนเผ่าต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในรัฐคะฉิ่น ก่อนนั้นชาวไตแดงไม่เคยตั้งพรรคการเมือง ระยะหลังเห็นว่าการมีพรรคการเมืองมีสมาชิกซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนอยู่ในสภาอาจจะช่วยเป็นเสียงให้กับประชาชนได้

สำหรับพรรคไตแดง (TNDP) ที่กำลังอยู่ระหว่างยื่นจดทะเบียนมีสมาชิกรวมทั้งหมด 18 คน ยังไม่มีประธานพรรค มีเพียงแกนนำจัดตั้งพรรคคือนายจายเทอ่อง อดีตสมาชิกพรรคการเมืองไทใหญ่ (SNDP) ซึ่งหากได้รับการอนุมัติการจดทะเบียนจะเข้าร่วมแข่งขันเลือกตั้งซ่อมในรัฐคะฉิ่น ในภาคสะกายและภาคมัณฑะเลย์ของพม่า

ทั้งนี้ชาวไตแดง หรือ ไตแลง เป็นชนเชื้อสายเดียวกับไทใหญ่ ปัจจุบันมีถิ่นอาศัยอยู่มากในรัฐคะฉิ่น ตอนเหนือของพม่า เช่นเมืองป่างหล่ายพู, เมือง ยาง, อินต่อ และเมืองมอก ในภาคมัณฑะเลย์ของพม่า เช่นเมืองกอลาง, เวียงเสือ และในภาคสะกายพม่าเช่น เมืองโหหมากลาง และคำตี ปัจจุบันประชากรชาวไตแลงมีประมาณ 4 แสนคน

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/


"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org

ล้านคำบรรยาย การ์ตูรเซีย 25/01/55 อุปสรรค คือเต็มไปด้วยมือตีน ของพี่เบิ้ม

ที่มา blablabla



ภาพถ่ายของฉัน

เพราะพี่เบิ้ม คิดชั่ว คือตัวถ่วง
สร้างเป็นบ่วง มือตีน ไม่สิ้นสลาย
จึงได้เห็น อุปสรรค มีมากมาย
ล้วนทำลาย กฎ-ระบอบ อันชอบธรรม....

ขู่ฟ่อๆ อ้างโน่นนี่ ตนดีหมด
แสร้งโป้ปด ดั่งนิทาน มารขย้ำ
เผด็จการ จึงครองเมือง เรืองระยำ
พวกหนุนนำ ก็เชิดชู เหมือนรู้ทาง....

ผลพวงบาป คนใจสัตว์ ก่อรัฐประหาร
สืบสามานย์ เรียงตัว หัวยันหาง
ประเทศชาติ ย่อยยับ จมอับปาง
ไร้ทิศทาง ยังถ่มถุย คุยรายวัน....

เสียงเตือนภัย สมมติ ขุดหลุมล่อ
พวกสอพลอ ก็เข้าทาง พลางเย้ยหยัน
รมต.บัญชีดำ ย้ำทันควัน
ทาสพวกมัน แต่ปางไหน ใยต้องแคร์....

แต่ละเบิ้ม โคตรชั่ว เป็นตัวถ่วง
สร้างกลลวง แยบยล จนเป็นแผล
ประชาชน ต่างรอวัน จะผันแปร
แล้วดูแล สร้างความหวัง อย่างยั่งยืน....


๓ บลา / ๒๔ ม.ค.๕๕