WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 26, 2012

เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย)

ที่มา ประชาไท

ชื่อเดิม: เรื่องที่คนในอยากเล่า... คนนอกอยากรู้ของคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ


แม้เรือนจำในประเทศไทยจะพัฒนามาตรฐานและตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก แล้วก็ตาม แต่ภายใต้งบประมาณอันจำกัด ระบบปิด การรองรับผู้ต้องขังล้นเกิน ฯลฯ จึงยังมีเรื่องราวอีกมากที่คนนอกยังไม่รู้และเป็นความยากลำบากที่คนในต้อง เผชิญเพียงลำพัง

‘ประชาไท’ เปิดจดหมายจาก ‘เล่าซัน’ นักโทษคดีการเมืองผู้มีประสบการณ์ตรงในเรือนจำแห่งหนึ่งของประเทศไทย เราบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้มากนัก นอกจากความพยายามอย่างน่านับถือในการรวบรวมและส่งต่อข้อมูล ด้วยความหวังของทั้งเขาและเราว่า การรับรู้ของสังคมจะทำให้เกิดการปรับปรุง “ระบบ” ยุติธรรมไทย โดยเฉพาะพื้นที่คุมขังประชาชนชายขอบที่สุดกลุ่มหนึ่งของสังคม

หมายเหตุ: จดหมายนี้ส่งมาก่อนที่จะมีการย้ายผู้ต้องขังเสื้อแดง (ยกเว้นคดี 112) ไปเรือนจำชั่วคราวหลักสี่

0000000

มีคนถามกันมาเยอะ เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุกว่าในแต่ละวันใช้ ชีวิตกันอย่างไร ทำอะไรบ้างตั้งแต่ตื่นนอน มีความยากลำบากมากน้อยแค่ไหน จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง จากประสบการณ์ของคนเสื้อแดงที่เคยอยู่ในคุกมาก่อนคนหนึ่ง

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ผู้ที่เคยติดตามข่าวสารของแกนนำในเรื่องราวที่พวกเขาเคยผ่านคุกมาก่อนที่เคย มีการเผยแพร่กันไปบ้างแล้วในช่วงที่แกนนำ ปนช.ถูกจองจำอยู่ จนกระทั่งปล่อยประกันออกไป มีความคล้ายกันบางอย่าง แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก อันมาจากการได้รับการปฏิบัติดูแลที่ต่างกัน ที่แกนนำ นปช.จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่า ได้รับเกียรติมากกว่า ส่วนผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงรายอื่นๆ ได้รับการดูแลปฏิบัติเหมือนนักโทษทั่วไป ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หลายรายถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจากเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ถูกทำร้ายจากผู้ต้องขังด้วยกัน ทั้งจากการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ และทั้งแบบลับหลังที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้

ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราไม่แตกต่างจากนักโทษคนอื่นๆ สิ่งที่ทำในแต่ละวัน เช่น การทำงาน, การกินอาหาร, การหลับนอน ก็เหมือนนักโทษทั่วไปทุกอย่าง ซึ่งพอจะแยกเป็นเรื่องๆ ได้ เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนตะวันตกดิน

วันปกติที่ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ

พวกเราจะตื่นกันประมาณ 6 โมงเช้า ก่อนออกจากห้องนอน จะมีการตรวจนับจำนวนคนก่อน เมื่อครบแล้ว ผู้คุมก็จะเปิดประตูให้ออกไปทำภารกิจส่วนตัว เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ เรามีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการทำภารกิจให้เสร็จเพื่อให้ทันอาหารหลวงมื้อเช้า ซึ่งส่วนใหญ่อาหารเช้าจะเป็นแกงจืดกับข้าวสวย เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว เสียงออดก็ดังเพื่อเรียกรวมแถวตามห้อง เวลาประมาณ 7.30 น. เพื่อเตรียมตัวเคารพธงชาติและสวดมนต์

ภายหลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว ทุกคนจะแยกย้ายกันไปตามกองงานต่างๆ ที่ทุกคนจะได้รับมอบหมาย ตอนเข้ามาอยู่ในแต่ละแดน มีกองงานอยู่หลายกองงานไม่ซ้ำกัน ทุกคนจะถูกบังคับให้ทำ เช่น กองงานปั่นถ้วย เย็บรองเท้า ปลั๊กไฟ ฯลฯ ด้วยเหตุผลที่เจ้าหน้าที่อ้างว่า ต้องให้ผู้ต้องขังทำเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดมาก (แต่ความจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ขอเล่าในลำดับต่อไป)

ในระหว่างวัน ผู้ต้องขังที่มียอดงานจะต้องทำให้เสร็จและในวันธรรมดาอย่างนี้ ผู้ต้องขังทุกคนมีสิ่งที่เฝ้ารอที่จะได้รับ นั่นคือ “การได้รับใบเยี่ยมญาติ” ที่จะมีการประกาศชื่อผู้ที่มีญาติมาเยี่ยมอยู่ตลอดช่วงเวลาทำงาน การได้เยี่ยมญาติคือโอกาสของพวกเราในการได้ออกไปจากกำแพงสี่เหลี่ยมที่แสนจะ อึดอัด ไปชมโลกภายนอกบ้าง และนี่คือสิ่งที่มีความสุขที่สุดของผู้ต้องขังทุกคน

เวลาประมาณ 11.00 น. จะมีพักเบรกกินข้าวต้มหรือขนม มื้อนี้ฟรีเช่นกัน ช่วงบ่ายพวกเราก็ยังทำงานไปเรื่อยๆ ใครทำเสร็จก็สามารถพักผ่านได้ตามอัธยาศัยได้ ไม่เสร็จก็ทำกันต่อไปจนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยมญาติ เวลา 15.00 น.โดยประมาณ ก็จะถึงเวลาอาบน้ำกันก่อนขึ้นนอนและจะมีอาหารเย็นให้กินอีกครั้งก็ประมาณ เวลา 15.00 น. มื้อนี้เป็นมื้อหนัก คนจะกินกันเยอะเพราะต้องอยู่บนห้องนอนประมาณ 14 ชั่วโมง เมื่อกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาขึ้นเรือนนอน 15.30 น. เราจะอยู่ในเรือนนอนกันแล้วใครจะดูหนัง อ่านหนังสือ ฯลฯ ก็ทำกันไป ทีวีจะปิดตอนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ถือเป็นอันจบสิ้นทุกอย่างในวันนั้น

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ

ทุกอย่างตามตารางเวลาจะดำเนินไปตามปกติ ตื่น 6 โมงเช้า อาบน้ำ กินข้าวเช้า กลางวัน เย็น เหมือนวันปกติทุกอย่าง ที่แตกต่างก็คือ “ไม่มีเยี่ยมญาติ และไม่ต้องทำงาน” เท่านั้น พวกเราไม่มีใครชอบวันหยุด โดยเฉพาะนักโทษ/ผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดเพราะไม่ได้พบทนาย ประกันตัววันหยุดไม่ได้ แต่ที่ทุกคนไม่ชอบวันหยุดเลยคือ “ไม่มีการเยี่ยมญาติ”

ถัดจากนี้ไปผมจะขอชี้แจงรายละเอียดเป็นข้อๆ ในส่วนต่างๆ ที่น่าสนใจ (แต่จะมีใครอยากรู้หรือเปล่า ไม่รู้) ดังนี้

1.

การอาบน้ำ/แปรงฟัน และภารกิจส่วนตัว

ที่นี่เราอาบน้ำกันกลางแจ้งครับ จะมีบ่อน้ำกว้างประมาณ 1x4 เมตรอยู่หลายบ่อ บางแดนจะมีระบบสปริงเกอร์คือปล่อยน้ำออกจากท่อที่วางไว้สูงประมาณ 2 เมตร ในบริเวณบ่อน้ำทุกคนสามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการจำกัดการใช้ ส่วนใหญ่การอาบน้ำมักจะทำควบคู่กันไปกับการซักผ้า โดยเฉพาะตอนเช้า อาบน้ำเสร็จ ซักผ้าต่อแล้วก็ตากเลยเพื่ออาศัยแดดตอนเช้าทำให้เสื้อผ้าแห้ง สำหรับใครที่มีฐานะไม่ดีสักหน่อยอาจซักด้วยตัวเอง ซักเอง ตากเอง เก็บผ้าเอง แต่ถ้าพอมีทุนอยู่บ้าง (เรียกกันว่า “ญาติถึง”) ก็อาจใช้บริการซักผ้าจากผู้ต้องขังด้วยกันที่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนละ 100-500 บาท (จ่ายเป็นบุหรี่ก็ 2-10 ซอง) ยิ่งแพงยิ่งสะอาดมีออฟชั่นเยอะ เช่น แยกน้ำซัก ใช้แฟบมียี่ห้อ ตบท้ายด้วยปรับผ้านุ่ม ฯลฯ

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการจ้างเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดีกว่าซักเอง เพราะโอกาสที่ผ้าจะหายน้อยมาก (แต่ไม่ใช่ไม่มี) ผู้รับจ้างซักผ้าส่วนใหญ่จะพอมีบารมี มักไม่มีใครกล้าขโมยเพราะอยู่มานาน การถูกขโมยเสื้อผ้าถือเป็นเรื่องใหญ่มากในคุก เพราะเราไม่สามารถมีชุดเสื้อผ้าได้มาก เนื่องมาจากล็อกเกอร์ที่ใช้ใส่ของมีขนาดเล็ก ประมาณ 30x50x50 cm ที่เราจะต้องใส่ของใช้ส่วนตัวเราทั้งหมด เช่น เสื้อผ้า ขัน กล่องสบู่ แปรงสีฟัน รวมถึงของฝากที่คนข้างนอกซื้อเข้ามา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ล็อกเกอร์ของเราแต่ละคนในวันที่ญาติมาเยี่ยมและซื้อของ มาให้จะถูกยัดเข้าไปจนแน่น แทบไม่มีพื้นที่หายใจเลยก็มี

การอาบน้ำของที่นี่ เราอาบรวมกัน ไม่มีการแยกระหว่างคนปกติกับคนป่วย ซึ่งทุกแดนเราอาศัยรวมอยู่กับผู้ต้องขังที่ป่วยสารพัดโรค เช่น โรควัณโรค ที่เราเรียกกันติดปากว่า โรคทีบี (TB) โรคเอดส์ โรคผิวหนังต่างๆ ที่ฮิตที่สุดคือโรคหิด หรือที่ภาษาคุกเรียกว่า “ตะมอย” โรคเหล่านี้สามารถแพร่กันได้ผ่านทางน้ำที่ใช้ เราทุกคนจึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงติดโรคเหล่านี้ได้ทุกคนและทุกเวลา และสามารถติดได้ง่ายมากๆ ด้วย สิ่งที่เราจะทำได้นั่นคือ การป้องกันตัวเอง เช่น ใช้สบู่ฆ่าเชื้อโรคแทนสบู่ธรรมดา และยาสระผมที่มีตัวยาป้องกันเชื้อราแทนยาสระผมธรรมดา และพยายามอยู่ให้ห่างผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ที่เดินกันปะปนกับคนทั่วไป โดยไม่มีการแยก นับเป็นความตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งที่พวกเราต้องเผชิญกัน

ในช่วงที่แกนนำยุค นปก. ถูกจับเข้าไปในคุกใหม่ๆ ในช่วงปีไหนผมไม่ทราบได้ จำได้ว่าแกนนำคนหนึ่งกล่าวติดตลกว่า ประสบการณ์ที่เขาประทับใจที่สุดก็คือ “การถ่ายทุกข์ในคุก” เพราะส้วมที่นี่เป็นแบบเปิด เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและขอยืนยันเลยว่านี่คือสิ่งที่น่าหนักใจที่สุด สำหรับผู้ต้องขังหน้าใหม่ทุกคน หลายคนในช่วงสัปดาห์แรกๆ แทบไม่ได้ถ่ายเลยก็มี

ลักษณะส้วมในนี้เคยมีคนบอกว่าเหมือนส้วมในประเทศจีน ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเหมือนหรือเปล่าเพราะไม่เคยไป แต่พอจะบรรยายให้เห็นลักษณะได้ก็คือ จะเป็นส้วมแบบที่ไม่มีประตู แต่ทำกำแพงล้อมซ้ายขวาและด้านหลังสูงประมาณ 80 cm ด้านบนโล่งไม่มีหลังคา ด้านหน้าเป็นทางเข้า เป็นกำแพงสูงประมาณ 40 cm สำหรับเดินข้ามเข้าไปนั่ง เป็นส้วมแบบนั่งยอง วางต่อๆ กันไป โดยใช้กำแพงร่วมกัน (ดังรูป)

เวลาใช้ก็เข้าไปนั่งทำธุระท่ามกลางคนที่เดินไปเดินมา สำหรับคนที่ไม่เคยเข้าคุกมาก่อนอาจจะอาย (แน่นอนล่ะ ต้องอาย) แต่นานๆ ไปก็จะชิน และถือเป็นเรื่องปกติ ทำยังไงได้ในเมื่อมันไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า อ้อ .. สำหรับส้วมที่ว่านี้ ในนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกแทนคือคำว่า “บ๊อก” เข้าใจว่ามาจากคำว่า “บ็อกซ์” (BOX) ที่แปลว่า “กล่องสี่เหลี่ยม” เวลาจะไปเข้าส้วม เขาจะพูดว่า “ไปเข้าบ็อก” แทน และส้วมที่เราใช้ในห้องนอนก็จะแบบเดียวกัน คือเป็น “บ็อก” เหมือนกัน บางห้อง บางแดน จะมี 1-2 บ็อก แต่ส่วนใหญ่จะมีเพียง 1 บ๊อกเท่านั้น

ยังมีอีกเรื่องที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น นั่นคือ ความสกปรกหรือความเสี่ยงที่จะติดโรคผิวหนังจากการอาบน้ำ บ่อยครั้งที่เราตักน้ำขึ้นอาบ เราจะพบว่าเกิดอาการคันขึ้นมาในทันที และถ้าคันแล้วไม่ฟอกสบู่ด้วยสบู่ยาหรือล้างอีกทีให้สะอาด หลังอาบน้ำเสร็จจะเกิดตุ่มขึ้นมาทันที เป็นเรื่องที่แย่มากๆ เลยจริงๆ

2.

การกินอาหาร

อยู่ในคุกไม่มีทางอดตาย ถ้าไม่เลือกที่จะกิน ทีนี้มีอาหารให้กินวันละ 3 มื้อ คือ ข้าวเช้า ประมาณ 7.00 – 7.30 น. มื้อเที่ยงเป็นข้าวต้ม ขนมหวาน เวลา 11.00 – 11.30 น. มื้อเย็นก็ประมาณ 15.00 น. เป็นแบบนี้ทุกวัน อาหารก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ถึงกับว่าดีหรืออร่อย แต่สำหรับผู้ต้องขังที่ไม่เคยติดคุกมาก่อน รับรองกินไม่ลงแน่ๆ ที่นี่จะมีข้าวสวยให้กิน ใครที่ไม่ชอบแกงหลวงสามารถซื้อกับข้าวจากร้านค้าสงเคราะห์ที่อยู่ภายในเรือน จำต่างหากได้ โดยมื้อกลางวันจะเปิดให้กินเวลา 13.00 น. มื้อนี้เป็นมื้อสำหรับผู้ที่พอมีเงินซื้อ ซึ่งจะต้องใช้ถ้วยชามของตัวเอง มื้อเช้าส่วนใหญ่จะเป็นแกงจืด ต้มจับฉ่าย ประเภทอาหารที่ไม่เผ็ด มื้อกลางวันหลักๆ จะเป็นข้าวต้มกับกับข้าวเช่น ยำผักกาดดอง กระเทียมดอง หัวไชโป๊วผัดไข่ ปลาเค็ม (ปลาอะไรก็ไม่รู้ถ้าเห็นข้างนอกคงไม่กล้ากิน แต่มาอยู่ในนี้แล้วอร่อยแฮ *0*) บางมื้อ บางวัน จะมีพ่วงขนมหวาน เช่น ต้มถั่วแดง ต้มสาคู พอกินได้ แต่เหม็นสาบมากๆ มื้อเย็นส่วนใหญ่จะเป็นแกงเผ็ดที่เน้นหนักไปทางมะเขือเปราะ มะละกอ แตงร้าน ต้มหัวปลา (หางปลาไม่ค่อยมี) หมูไม่เป็นหมู ไก่ไม่เป็นไก่ เพราะจะสับให้มองไม่ออกว่าเป็นส่วนไหน รวมๆ แล้วก็ถือว่าพอกินได้ประทังชีวิตได้

3.

มีที่ให้ซื้อของเองมั้ยภายในเรือนจำ

ส่วนใหญ่ญาติผู้ต้องขังจะสงสัยว่า ผู้ต้องขังจะสามารถซื้อของใช้ ขนม นมต่างๆ ได้ภายในเรือนจำหรือเปล่า คำตอบคือ มีครับ เขาเรียกว่า “ร้านค้าสงเคราะห์” มีอยู่ในทุกแดน คล้ายๆ กับร้านเซเว่นอีเลฟเว่นข้างนอก แต่สินค้าน้อยกว่า เดินหยิบซื้อเองไม่ได้ จะซื้อทีต้องเขียนใส่กระดาษแล้วไปต่อคิวซื้อเอา ซึ่งจะชุลมุนมากๆ ก่อนจะเล่าเรื่องวุ่นๆ ในการซื้อของที่ร้านค้าสงเคราะห์ คงต้องชี้แจงเรื่องการซื้อสินค้าภายในเรือนจำก่อน สำหรับนักโทษทุกคนแล้ว จะมีกฎระเบียบเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะเส้นใหญ่แค่ไหน รวยมากเท่าไหร่ ที่นี่จะอนุญาตให้เราใช้ได้เต็มที่ วันละ 200 บาท เกินแม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้ ระบบจะไม่อนุมัติ การจ่ายเงินจะทำผ่านบัตรประจำตัวที่เรียกว่า “บัตรสมาร์ทการ์ด” ลักษณะบัตรก็เหมือนบัตรเอทีเอ็มที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป ด้านหน้าบัตรจะมีรูปเราที่ถ่ายตอนเข้ามาในคุกใหม่ๆ มีหมายเลขนักโทษ รายละเอียดต่างๆ แล้วก็ชื่อคดี ด้านหลังจะเป็นแถบแม่เหล็ก แบบเดียวกับบัตรเอทีเอ็มเปี๊ยบ

การซื้อของที่ร้านสงเคราะห์จะแบ่งเป็นการซื้อของแห้ง เช่น สบู่ ยาสีฟัน กาแฟ น้ำอัดลม เป็นสินค้าสำเร็จรูป การซื้อของแห้งทำได้โดยการเขียนใส่กระดาษ โดยระบุรายการของที่ต้องการเสร็จแล้วเอากระดาษใบนี้ไปต่อคิวซื้อ วันธรรมดาร้านค้าจะเปิดให้ซื้อของแห้งตอน 11.00 – 13.00 น. วันหยุดจะเปิดขายเร็วหน่อย อยู่ที่ความพร้อมของสินค้าที่เบิกเข้ามาในร้าน

อันต่อมา คือการเบิกอาหารสำหรับคนที่พอมีเงินอยู่บ้าง ไม่อยากกินข้าวหลวงก็สามารถเลือกซื้ออาหารจากร้านค้าสงเคราะห์ได้ ความจริงแล้วมีอาหารที่เราสามารถเลือกซื้อได้ถึง 4 ทางด้วยกัน และมีความแตกต่างกัน ได้แก่

ทางที่ 1.การสั่งซื้ออาหารหน้าร้านค้า อาหารที่ขายผ่านหน้าร้านคืออาหารที่ไม่ต้องจดเพื่อสั่งซื้อทางร้านค้า จะเอามากองให้เลือกซื้อกันสดๆ เลย สนใจอันไหนก็หยิบแล้วรูดปื้ดได้เลย จุดเด่นของอาหารหน้าร้านคือ ไม่แพง ถุงละ 20 บาท แต่ถุงเล็กชะมัด มีแกงต่างๆ ขนมหวาน ขนมปัง ตามแต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลร้านค้าจะวัดดวงเอามาขาย ผมคิดว่าอันนี้เป็นผลประโยชน์พิเศษของผู้คุมร้านค้านะ เพราะสินค้าจะแพงเป็นพิเศษ อย่างโยเกิร์ตที่เราซื้อที่เซเว่นข้างนอก 12 บาท หน้าร้านจะขาย 20 บาท ยาคูลท์ผมไม่รู้ว่าเวลานี้ข้างนอกขายเท่าไหร่ แต่ในนี้ขาย 10 บาท ใครอยากกินก็ต้องทนซื้อเอา เรียกร้องไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้บังคับให้ซื้อของหน้าร้านนี้ ผมอยากให้มีการตรวจสอบมากที่สุด เขาขายเกินราคามากๆ โดยสรุปจุดเด่นของการซื้อของหน้าร้านคือ สะดวก รวดเร็ว มีอาหารของกินแปลก แต่ข้อเสียคือแพง

อ้อ.. สินค้าหน้าร้านนี้หมดแล้วหมดเลยนะครับ เขาเอาเข้ามาจำกัดใครที่คิดจะซื้อกับข้าวแต่ไม่ได้สั่งล่วงหน้า ถ้าพลาดสินค้าหน้าร้านแล้วละก็ ไม่มีอะไรกินเลยล่ะ

ทางที่ 2. การสั่งซื้อสินค้า (อาหาร) ล่วงหน้าจากร้านค้าสงเคราะห์หรือที่เราเรียกกันว่า “การสั่งออเดอร์” อาหารจากร้านสงเคราะห์มีมากมายหลายอย่าง เกือบทั้งหมดจะราคา 25 บาท ได้ของเยอะกินได้จุใจ แต่ต้องสั่งล่วงหน้าคือสั่งวันนี้ได้วันรุ่งขึ้น วิธีการคือ ถ้าเราจะกินอะไรพรุ่งนี้ วันนี้เราจะต้องจดรายการอาหารที่เราต้องการใส่เศษกระดาษ แล้วเอาไปใส่ในกล่องรับใบออเดอร์ วันรุ่งขึ้นก็รอจ่ายเงินแล้วรอรับของ ซึ่งการซื้อของ รับของออเดอร์นี้วุ่นวายมากๆ ใครไปรับของช้า ก็จะถูกคนอื่นที่มาก่อนเอาไป โดยรวมแล้วอาหารออเดอร์นี้ใช้ได้เลย แต่น่าเบื่อตรงกระบวนการซื้อและรับของเท่านั้นเอง

ทางที่ 3. ทางนี้คือทางที่เรียกว่าไฮโซสุดๆ ถือว่ามีระดับมากๆ นั่นคือ สั่งซื้อสินค้าจาก “สโมสร” ที่นี่จะสั่งเช้าได้เย็นไม่ต้องคอยข้ามวัน จะสั่งซื้อของจากสโมสรได้ ต้องมีเงินฝากไว้กับสโมสร โดยญาติต้องไปติดต่อเพื่อเปิดบัญชีกับทางสโมสรในชื่อของผู้ต้องขัง เมื่อมีการสั่งซื้อก็จะตัดบัญชีเงินที่ฝากไว้กับทางสโมสรออกไป การใช้เงินที่สโมสรนั้นไม่จำกัดวงเงินนะครับ จะซื้อเท่าไหร่ก็ได้ ตราบใดที่ยังมีเงินฝากกับทางสโมสรอยู่ อยากกินพิซซ่าฮัท เอ็มเค เอสแอนด์พี เคเอฟซี สั่งได้หมด แต่ขอบอกก่อนนะครับว่าที่นี่ชาร์จโหดมากๆ เช่น สั่งเคเอฟซี 100 บาท ค่าส่ง 30 บาท สโมสรโทรสั่งให้ พอของมาส่ง สโมสรจะคิดค่าบริการ 30% จากค่าสินค้าเบ็ดเสร็จ ซื้อของ 100 จ่าย 160 บาท ถ้าสั่ง 500 ค่าส่ง 30 สโมสรบวก 150 รวมค่าของ 680 บาท ถือเป็นกำไรอย่างงามของสโมสร แต่เป็นเวรกรรมของผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม การสั่งซื้อสินค้า อาหารจากสโมสรจะนิยมเฉพาะในหมู่ผู้ต้องขังที่มีอันจะกินเท่านั้น กับชาวต่างชาติที่มีเงินเยอะๆ ตอนแกนนำ นปช.ถูกจับเข้ามาก็ใช้บริการของทางสโมสรนี่แหละ อาหารของทางสโมสรจะเนื้อเป็นเนื้อ หมูเป็นหมู ค่อนข้างมีคุณภาพดี แต่แพงชะมัด ถุงนิดเดียวราคา 50 บาทขึ้นทั้งนั้น โดยรวมแล้วอาหารที่สั่งทางสโมสรจะแพงมากๆ มีเงินเสียอย่างสโมสรจัดให้ได้หมด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ต้องขังระดับ 5 ดาวเท่านั้น

ทางที่ 4 ทางสุดท้ายที่เรียกได้ว่าโลคลาสสุดๆ คือการซื้ออาหารจากพ่อค้า (นักโทษด้วยกันเองที่สั่งสินค้ามาขายเองจากร้านค้าสงเคราะห์) ความจริงแล้วทางเรือนจำไม่สนับสนุนให้มีพ่อค้า บางแดนถ้าจับได้ถือว่ามีความผิดทางวินัยเลย พ่อค้าที่ว่าจะสั่งซื้ออาหารที่คิดว่าขายดีๆ มาไว้ จากนั้นนำมาวางเร่ขายโดยแลกกับนมหรือบุหรี่ ซึ่งจะบวกกำไรพอสมควร ในความคิดผม ผมคิดว่าทางเลือกนี้เหมาะมากกับผูต้องขังที่ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีที่ไม่ สามารถสั่งซื้อสินค้าด้วยวิธีธรรมดาได้ แต่อาจมีบุหรี่ นมที่ได้จากการรับจ้าง บริการต่างๆ ก็สามารถนำของเหล่านั้นมาแลกเป็นอาหารกับพ่อค้าได้

ขอชี้แจงเรื่องสิ่งของที่ใช้เป็นตัวกลางแทนเงินในคุกสักหน่อย ที่เห็นชัดเจนและได้รับความนิยมเห็นจะมี 2 อย่าง นั่นคือ นมกับบุหรี่ นม 1 กล่องแทนเงิน 10 บาท บุหรี่ 1ซอง (กรองทิพย์,สายฝน,LM,มาร์โบโล) ไม่ว่าข้างนอกจะมีราคาเท่าไหร่ แต่ในนี้แทนเงิน 50 บาท ซึ่งเราสามารถใช้บุหรี่แทนเงินได้เลย เช่น ค่าซักผ้าเดือนละ 300 บาท ก็เอาบุหรี่จ่าย 6 ซอง เป็นที่รู้กัน สำหรับอาหารที่พ่อค้านำมาขายมักจะจัดเป็นชุด เช่น อาหาร 1 อย่าง (25บาท) กับขนม 1 อย่าง(10บาท) รวม 35 บาท พ่อค้าจะขาย 1 ซอง(50บาท) หรือขนม 2 อย่าง(20บาท) พ่อค้าจะขาย 3 กล่อง(นม) นมในที่นี่คือนมอะไรก็ได้ ที่นิยมก็นมแลคตาซอย, ไวตามิลค์ ที่เวลาเยี่ยม พวกท่านซื้อให้แพ็คละ 6 กล่องนั่นแหละครับ

ถึงตอนนี้ท่านคงจะพอรู้แล้วนะครับว่า อาหารในนี้ซื้อหากันอย่างไร สำหรับเพื่อนๆ นปช.ที่ถูกจับเข้ามาที่กำลังถูกจองจำอยู่ที่มีทุนน้อยหน่อยก็สามารถเลือก บริโภคอาหารจากร้านค้าสงเคราะห์ได้ แต่จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่ามีเพื่อนๆ นปช.เกินกว่าครึ่งหรืออาจจะ60-80% ที่แทบไม่มีโอกาสได้กินอาหารดีๆ เลย จึงไม่แปลกใจที่ผมเคยบอกกับผู้ที่มาเยี่ยมว่า มาม่าเป็นอาหารที่วิเศษสุดๆ รวมถึงปลากระป๋องด้วย ทั้งๆ ที่เป็นอาหารที่เวลาเราอยู่ข้างนอกคุก เราแทบไม่มองมันเลยด้วยซ้ำ และจากโครงการเลี้ยงอาหารกลางวันผู้ต้องขังที่ทางกลุ่มราษฎรประสงค์ร่วมกับ พี่น้องเสื้อแดงหลายๆ กลุ่มที่เห็นใจและห่วงใยผู้ต้องขังที่ทางกลุ่มฯ ซื้อให้นั้นคืออาหารในระดับสโมสร และเชื่อได้เลยว่าพวกเราในนี้มีโอกาสได้กินอาหารอย่างนี้น้อยมาก อย่าสงสัยว่าผมจะเขียนบรรยายโอเว่อร์เกินไปนะครับ นี่คือความจริงเลยล่ะ

4.

เรื่องการทำงานในเรือนจำ

เรื่องนี้ก็มีคนถามกันมาเยอะ เพราะเป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงเป็นอันมาก จากการเข้าเยี่ยม นปช.ที่เรือนจำ และจากการสอบถามแต่ละคนพบว่าเรื่องงานนี่แหละเป็นปัญหาและทำให้เพื่อนๆ ผู้ต้องขัง นปช.ทุกข์ใจ ลำบากใจมากที่สุด สำหรับผู้ต้องขังทุกคนแล้ว เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในนี้ทุกคนจะต้องถูกจำแนกไปตามกองงานต่างๆ กองงานก็จะแบ่งอย่างกว้างๆ ได้เป็น 2 อย่าง คือ กองงานที่มียอดงาน และไม่มียอดงาน ที่มียอดงานได้แก่ กองงานปั่นถ้วยกระดาษ กองงานเย็บรองเท้า เป็นต้น กองงานถ้วยกระดาษ ถือเป็นกองงานที่ใช้ในการลงโทษก็ได้ เช่น กรณีถ้ามีนักโทษคนไหนทำผิดวินัยก็จะถูกย้ายไปลงกองงานปั่นถ้วย นักโทษที่เด็ดขาดแล้ว หรืออยู่ในระหว่างก็จะต้องทำงานเหมือนกัน พวกที่ยังหนุ่มยังแน่นอยู่มักจะถูกจับให้ทำหน้าที่ปั่น ที่มีอายุหน่อยหรือพิการหรือป่วยเป็นโรคก็จะถูกจับทำด้านถอดเสียบ

อย่าเพิ่งงงนะครับ ถ้วยกระดาษที่ว่าก็คือถ้วยกระดาษรูปกรวย ที่เราเห็นเราใช้กันตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ธนาคาร ห้างสรรพสินค้านั่นแหละครับ วันๆ พวกเรา นปช.และผู้ต้องขังคนอื่นๆ จะต้องทำ (เรียกว่า “ปั่นถ้วย”) ให้ได้อย่างน้อยวันละ 4-5 กิโลกรัม ถ้านับเป็นใบแล้วก็ประมาณ 2,000-2,500 ใบ (1 กิโลกรัม ประมาณ 500 ใบ) ทำไม่เสร็จโดนเฆี่ยนครับ หรือทำไม่ทันก็ต้องจ้างเค้า หรือตัดยอดงานกับนายที่เป็นหัวหน้ากองงานอยู่ โดยจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาทโดยประมาณ หรือคิดเป็นบุหรี่ก็เดือนละ 2 แถว (20ซอง) จ่ายแล้วก็เดินเซิ้งได้เลยครับ ไม่มีจี้ ไม่มีเรียก หรือวุ่นวายใดๆ เพื่อนๆ เราบางคนที่พอจะมีทุนทรัพย์อยู่บ้างก็จะจ่ายครับ โธ่ ใครจะไปทนไหว นั่งหลังขดหลังแข็งแต่เช้าทุกวัน ยังไงก็ไม่ไหว หลายครั้งที่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนๆ มีหลายคนบอกว่าต้องรีบกลับไปปั่นงานต่อ คำว่าปั่นงานก็นี่แหละครับ ออกมานานกลับไปไม่ทัน บางทีเพื่อนๆ มาเยี่ยมกันด้วยน้ำใจลืมซื้อของฝาก พอเรากลับแดนก็ต้องหานมไปจ้างงานออก ลำบากแท้จริงๆ

นอกจากนี้ยังมีกองงานเย็บรองเท้าที่ต้องรับยอดเต็มวันละ 13-15 คู่ครับ คู่นะครับไม่ใช่ข้าง เวลามาเยี่ยม นปช.ลองให้พวกเขาชูมือให้ดูครับ ถ้ามือเลอะกาวก็มาจากปั่นถ้วย ถ้านิ้วชี้นิ้วกลางเป็นแผลก็มาจากรองเท้าชัวร์ (เย็บรองเท้านิ้วต้องเสียดสีกับด้ายเย็บรองเท้า ในขณะที่ดึงด้ายเข้าออก ดังนั้นนิ้วจึงเป็นแผล)

แล้วสำหรับกองงานที่ไม่มียอดงาน ก็อย่างเช่น กองงานปลั๊กไฟ (จัดเรียงกล่องปลั๊กไฟใส่กล่อง) กองงานโรงเลี้ยง กองงานพัฒนาแดน เหล่านี้ใช้แรงงานอย่างเดียวกครับ แต่ก็งานหนักไม่ใช่เล่น ทั้งนี้ทั้งนั้น จากที่เล่ามาทั้งหมด ตามระเบียบของทางเรือจำ การทำงานของผู้ต้องขังจะไม่มีการบังคับนะครับ ทำด้วยความสมัครใจ ยิ่งโดยเฉพาะผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ยังไม่ตัดสินที่ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตามกฎหมายน่าจะไม่ต้องทำงาน เลยด้วยซ้ำ จุดประสงค์ของการทำงานที่แท้จริงคือ การให้ผู้ต้องขังมีอะไรทำบ้าง จะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องคดีความ แต่ในความเป็นจริงแล้วที่เป็นอยู่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย การทำงานกลับทำให้ผู้ต้องขังมีความเครียดเพิ่มเข้าไปอีก เหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้ต้องขังที่ทุกข์ทรมานอยู่แล้วในทุกข์มากขึ้น นี่คือปัญหาที่น่าจะได้รับการแก้ไขโดยด่วนที่สุด ขออีกนิดสำหรับเรื่องผลตอบแทนในการทำงาน จะบอกว่าที่นี่เขามีปันผลให้คนงานด้วยนะครับ เห็นตัวเลขแล้วอย่าตกใจ กองงานเย็บรองเท้าเย็บวันละ 15 คู่ 1 เดือน 4 สัปดาห์ ก็ 300 คู่ (600 ข้าง) ถ้าทำได้เอาไปเลยเดือนละ 95 บาท กองงานปั่นถ้วยปั่นวันละ 5 กิโ (2,500 ใบ) 1 เดือน 4 สัปดาห์ 100 กิโล (250,000 ใบ) ถ้าทำได้เอาไปเลย 90-120 บาท ลองไปเฉลี่ยดูนะครับว่าค่าแรงต่อชิ้นต่อโลเท่าไหร่ และงานที่ทำจำนวนมหาศาลต่อวัน ผลประโยชน์ตกไปอยู่กระเป๋าใคร ขอฝากเอาไว้เป็นข้อมูลให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนใหม่ด้วยครับ *หมายเหตุ เงินที่ผู้ต้องขังได้รับจากการทำงานในแต่ละเดือน ที่นี่เขาไม่เรียกค่าแรง/ค่าจ้าง แต่เรียก “เงินปันผล”

ติดตามต่อในตอนหน้า

ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์เตรียมทำรายการทอล์กโชว์คุยเรื่องอนาคตโลก

ที่มา ประชาไท

จูเลียน อัสแซนจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ ประกาศจะจัดซีรีส์พูดคุยเชิงลึกกับผู้เล่นหลักทางการเมือง นักคิดและนักปฏิวัติจากทั่วโลก ภายใต้ธีม "โลกในวันพรุ่งนี้"

ซีรีส์ดังกล่าวจะเริ่มออกอากาศกลางเดือนมีนาคม เป็นเวลา 10 สัปดาห์ๆ ละ 1 ตอนๆ ละ 30 นาที ในช่วงต้น การถ่ายทอดสัญญาณครอบคลุมผู้ชมกว่า 600 ล้านรายผ่านเคเบิล ดาวเทียม และเครือข่ายแพร่สัญญาณภาคพื้นดิน

อัสแซนจ์ ระบุในใบแถลงข่าวว่า "ในซีรีส์นี้ ผมจะสำรวจความเป็นไปได้ในอนาคตของพวกเรา ผ่านการสนทนากับผู้ที่กำลังก่อร่างมัน พวกเรากำลังมุ่งหน้าสู่ยูโทเปีย หรือดิสโทเปีย (แนวคิดของสังคมที่กดขี่และเลวร้าย ตรงข้ามกับยูโทเปีย-ประชาไท) และเราจะวางแนวทางของเราอย่างไร นี่เป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นที่จะได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับแขกรับเชิญใน รายการรูปแบบใหม่ ที่จะสำรวจแนวความคิดและการต่อสู้ของพวกเขาในเชิงลึกและชัดเจนกว่าที่เคยมี มา"

ที่มา: http://wikileaks.org/New-Assange-TV-Series.html

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 26/01/55 เวทีใหม่..ให้เต้น

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


มาจะกล่าวบทไป...
ฉลองชัย เฮฮา ประสาเพื่อน
จะวันนี้ วันไหน ไม่ลืมเลือน
คอยย้ำเตือน ผิดถูก รักผูกพัน....


คือรางวัล คนเสื้อแดง สาดแสงส่อง
บันไดทอง เส้นทาง ผู้สร้างฝัน
เวทีใหม่ “ให้เต้น” เด่นเร็วพลัน
ร่วมสร้างสรรค์ นักต่อสู้ ผู้ร่วมทาง....


เป็นพลัง สวยงาม ตามส่งเสริม
“เพื่อน” คนเดิม พร้อมเติมวาด ไม่บาดหมาง
รัก “เสื้อแดง” หนุนเกื้อ ไม่เจือจาง
ทุกสิ่งอย่าง ไม่ลบเลือน ยังเหมือนเดิม....


ทางข้างหน้า มีอุปสรรค และขวากหนาม
อาจลุกลาม ล้ำลึก อย่าฮึกเหิม
ต้องเรียนรู้ ไขว่คว้า มาเพิ่มเติม
คิดริเริ่ม สร้างฝัน อย่างมั่นใจ....


ขออย่าลืม วันแสนเศร้า เราสูญเสีย
โดนทะเฮี่ย ยิง-ฆ่า พาหวั่นไหว
เลือดทุกหยด ที่ดับดิ้น เขาสิ้นไป
อยู่ตรงไหน ให้ตระหนัก รักเสื้อแดง....


๓ บลา / ๒๖ ม.ค.๕๕

รักหมอตุลย์-สำนึกบุญคุณบิณฑ์ วันนี้ฟังเพลงสรรเสริญก่อนดูปัญญากับเรณู2ทุกโรงทั่วประเทศ

ที่มา Thai E-News

หนัง ปัญญาเรณู 2 ประเดิมลงโรงฉายวันนี้ ขณะที่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับและเจ้าของหนังที่เคยท้าทายว่าใครไม่อยากดูก็ไม่ต้องมาดู ถึงกับลงทุนเขียนข้อความทางเฟซบุ๊คขอให้คนมาดูแล้ว

สวัสดีตอนเช้าครับเพื่อนๆทุกๆท่าน..วันนี้แล้วนะครับที่ ปัญญา-เรณู2 ฉายวันแรก

ครับ..ผมมาขอกำลังใจจากเพื่อนๆทุกๆท่านครับ ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมสักครั้งเถอะครับ ไม่เคยขออะไรที่เป็นทางการอย่างนี้มาก่อนเลยครับ..ตอนนี้ผมเองก็ออกเดินสาย โปรโมททุกวันเลย บ้างครั้งการตอบpostต่างๆอาจจะล่าช้าไปบ้างต้องขอโทษด้วยนะครับเพระาผมตอบ เองเล่นเองทุกคำพูดออกมาจากใจครับ..ทุกๆท่านคือกำลังของผมครับ :-)

เรียกว่าคนละอารมณ์กับก่อนหน้านี้..

เรื่องหนังของผม..ผมทำหนังมาเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย..ใครจะดู หรือไม่ดูก็เรื่องของพวกเค้า..หนังผมจะไม่ได้เงินหรือได้เงินมันก็เรื่องของ ผมเพราะมันเป็นเงินของผม-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เขียนก่อนหน้านี้

ตกลงแล้วเพื่อนจะไปอุดหนุน คุณ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กันบ้างไหม ? วันที่26นี้ ฉายทุกโรงภาพยนตร์ ไปกันเถอะนะค่ะ เขาทำให้สังคม มาจนนับไม่ถ้วน แล้วสังคมจะไม่ตอบแทนเขา บ้างหรือ? คุณ บิณฑ์ จะได้ มี ตังค์ ไปช่วยเหลือ สังคมอีกต่อไป -เฟซบุ๊คแม่ยกบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

คุณบิณฑ์ออกมาพูดจริงจัง ซีเรียสมาก แล้วก็ฟังไม่ผิดหูว่า ต้นทุนการผลิต 120 ล้านบาท ถ้าต้นทุนเท่านั้นจริงๆ ขอรถถัง เครื่องบิน ยานอวกาศ สัตว์ประหลาด แม่มด คางคก ฯลฯ เข้าฉากด้วยนะ จะได้ดูอลังฯ ตามที่โม้ไว้

120 ล้าน(กีบป่าว) แต่ถ้าเป็นจริงเราว่าเวอร์มาก เพราะดูจากตัวอย่าง
ไม่ได้เห็นมีอะไรอลังการเลย เห็นมีแต่ควายเข้าฉาก หรือควายค่าตัวแพง?!-กระทู้พันทิป ปัญญาเรณู ภาคแรกงบ 50 ล้าน ภาคสอง 120 ล้าน ขนาดนั้นเลยหรือ ?

........

หาก"ปัญญาเรณู 2" ของบิณฑ์ เจ๊งอีกเรื่อง อำนาจของเสื้อแดงจะน่าเกรงขามมาก

โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา เว็บบอร์ดไทยฟรีนิวส์

กระแสการบอยคอตหนังของบิณฑ์ เรื่อง ปัญญาเรณู-2 คาดว่าจะขึ้นสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากในที่สุดหนังเรื่องนี้เจ๊งแบบหมดท่าเหมือนหนัง คนโขน หรือ หมาแก่ ผมเชื่อว่าพลังทางการเมืองของคนเสื้อแดงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จะไม่มีนักธุรกิจหรือ ดาราคนใด กล้าที่จะแสดงออกต่อต้านคนเสื้อแดงอีก

อำนาจต่อรองในการปฎิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ 112 จะเพิ่มสูงขึ้นมาก
และเชื่อว่าจะสามารถทัดทานกับกองทัพได้อย่างเหมาะสมเลยทีเดียว ในการต่อต้านการทำรัฐประหาร

พลังทางการเมืองเช่นนี้ สำหรับฝ่ายตรงข้ามแล้วเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันต่อต้านไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ไม่ว่าจะมีอำนาจทางทหาร หรือ มีตำแหน่งทางสังคมสูงขนาดไหนก็ตาม

เพราะกระแสต่อต้าน บอยคอต มันเกิดขึ้นเองแล้วลามออกไปเองอย่างรวดเร็ว แม้สื่อกระแสหลักจะไม่สนับสนุน ก็ไม่มีผลต่อการขยายตัวของการบอยคอตของคนเสื้อแดง

ปีที่แล้ว คนเสื้่อแดงสั่งสอน "มาม่า" อย่างเจ็บปวดไปแล้ว

การออกมาโวยวายของ ปชป. ให้ยุบหมู่บ้านเสื้อแดง (ยังกับว่าจะมีใครมีอำนาจที่จะยุบได้ แม้แต่ทักษิณเองก็น่าจะทำไม่ได้) แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวอย่างยิ่ง ของพรรค ปชป.

ความกังวลใจของฝ่ายอำมาตย์ต่อการขยายตัวของหมู่บ้านเสิื้อแดงบอกถึงความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี

ผมคิดว่าทศวรรษนี้เป็นของคนเสื้อแดง

จนกว่าขบวนการอนุรักษ์นิยม จะสามารถปรับตัวก้าวหน้าขึ้นมาท้าทายได้ คงอีกนานพอสมควร (แต่ผมคิดว่าในอนาคตก็คงเกิด การเมืองไทยจะเป็นสองพรรคสองขั้ว)

เครื่องมือ บอยคอตนี้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ หากมันใช้ได้ผล มันจะมีความรุนแรงยิ่ง เพราะมันจะทำให้เป้าหมายที่ถูกบอยคอต ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็จะพังทลายจนหมดสิ้น

อำนาจเช่นนี้ ไม่มีองค์กรทางธุรกิจใดในระบบทุนนิยม กล้าตอแย

ภาพนี้ทำเอาฮากลิ้ง ใครเชื่อผู้จัดการก็บ้าแล้ว ฮา ฮา ฮา . . .

ที่มา Thai E-News

26 มกราคม 2555
ที่มา รวมวาทกรรมสลิ่มอกหัก

ไทย อีนิวส์ ผ่านไปเห็นภาพนี้ที่่เฟสบุค ที่ทำเอาขำกลี้งไปครึ่งชั่วโมง จนอดรนทนไม่ได้ต้องเอามาแบ่งปันผู้อ่านเพื่อเสียงหัวเราะประจำวัน เมื่อเห็นข่าวผู้จัดการพยายามสร้างปีศาจล้มเจ้า เช่นเดียวกับดาวสยามในยุค 2519 เพื่อหวังปลุกผีหรือระดมนวพลและกระทิงแดงในวัยดึกมาเผานั่งยางและสังหาร ประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่ลานโพธิ์อีกครั้ง

ใครเชื่อผู้จัดการก็บ้าแล้ว ฮา ฮา ฮา . . .



ชิบหายแล้วกนกด่าเพลินพวกแก้112พ่องตายไม่รู้จักสั่งสอน เจ้านายหยุ่นเนชั่นดันโดนหมัดหลงเข้าเต็มๆ

ที่มา Thai E-News


"กนก" ถามกลุ่มขอแก้ไข ม.112 "พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?"

เว็บไซต์ประชาไท รายงานว่า วันนี้ (25 ม.ค.) นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวเครือเนชั่น ได้โพสต์ลงในเฟซบุค "Kanok Ratwongsakul" วิจารณ์กลุ่มที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า "ทุกๆ 10 นาที จะมีคนโพสต์ต่อต้าน กลุ่มที่จะขอแก้มาตรา 112 ลงที่เฟซบุ๊คนี้ ผมก็ตามอ่านตลอด บางคนลงรูปของอาจารย์นิติฯ ธรรมศาสตร์ ที่เป็นหัวหอกแก้มาตรานี้ ซึ่งผมจะลบออกทุกครั้ง เพราะไม่อยากเห็นหน้าคนกลุ่มนี้บนเฟซบุ๊คผม ถ้าพวกนี้อายุ 30 – 40 กว่าปี ตามที่เสธ.หนั่นไล่ให้ไปอ่านประวัติศาสตร์ ผมสงสัยว่า พ่อแม่เขายังอยู่หรือเปล่า รุ่นพ่อรุ่นแม่น่าจะทันได้เห็น”ในหลวง” ทรงงานมาตลอด ถ้าลูกไม่ใส่ใจในความเป็นกษัตริย์นักพัฒนา มัวแต่ดื้อด้านจะแก้กฎหมายท่าเดียว
แล้วพ่อแม่พวกนี้ทำอะไร อยู่..ไม่ห้ามปรามเลยหรือ? หรือวายชนม์ไปหมดแล้ว? ผมขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมก้าวล่วง แต่อยากถามคนกลุ่มนี้จริงๆว่า พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?"

ปรากฎว่าเรื่องนี้สร้างความฮือฮาในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คมาก เพราะ 1 ในบรรดาผู้รณรงค์แก้ไขม.112 รายสำคัญคือนายปราบดา หยุ่น นัีกเขียนรางวัลซีไรต์ ลูกชายนายสุทธิชัย หยุ่น เจ้าของเครือเนชั่น และเป็นเจ้านายของนายกนกนั่นเอง ที่สำคัญนายสุทธิชัยก็ยังอยู่ไม่ได้วายชนม์แต่อย่างใด

เฟซบุ๊กสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น (TyphoonBooks Thailand) ของนายปราบดา หยุ่น ได้โพสต์ข้อความว่า

"ปกติไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวเลย แต่บางข่าววันนี้ทำให้อยากบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากๆ คือการมีพ่อกับแม่ที่มอบสิ่งมีค่าที่สุดกับเรามาตลอด นั่นคืออิสระทางความคิดและการใช้ชีวิต สำหรับเรา ความหมายของการอบรมสั่งสอนลูกที่ดีคือแบบนี้ ไม่ใช่แบบที่อบรมให้ไหม้เกรียมไปด้วยการบังคับ และสั่งสอนให้ตกเป็นทาสของขนบงมงาย"


ภาพและเครดิต:เว็บบอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้ิอม

เปิดใจหมดเปลือก "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" ถึง (บวรศักดิ์ อุวรรณโณ?): ผมกำลังตอบแทนบุญคุณทุนอานันทมหิดล

ที่มา Thai E-News

จำเป็นยิ่งที่จะต้องช่วยแชร์กระจาย การตอบประเด็นโจมตีต่างๆ ต่อกลุ่มนิติราษฎร์ โดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์



25 มกราคม 2555

ที่มา มติชนออนไลน์


หลังจากที่ “นิติราษฎร์” แถลงการณ์เรื่อง การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 วันที่ 15 มกราคม 2555
จนไปถึงการออกแถลงการณ์ลบผลพวงที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร วันที่ 22 มกราคม 2555

แรงสะท้อนกลับจากข้อเสนอร้อนๆ รุนแรงอย่างไม่น่าเชื่อ

ฝ่ายที่เห็นด้วยก็มาก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็โผล่ออกมาไม่น้อย

แต่ ที่ดุเดือดแบบสุดๆ คือ การปรากฎตัวของมวยรุ่นใหญ่อย่าง “ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ

ดร. ปื๊ด ตั้งสเตตัสในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

“ผม ว่าก่อนจะแก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่พวกคุณ เสนอ ควรแก้ข้อบังคับทุนอานันทมหิดล ให้ผู้รับทุนสาบานว่าจะไม่เนรคุณและไม่ทรยศต่อพระมหากษัตริย์ผู้พระราชทาน ทุนจะง่ายกว่าไหม ข้อเสนอผมไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญเลย”

ครั้งหนึ่ง ดร.ปื๊ด เคยกล่าวยกย่อง ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ว่าเป็นนักกฎหมายรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง

แต่วันนี้ ข้อหา"เนรคุณ"ดูจะกลายเป็นข้อหาฉกรรจ์ไปเสียแล้ว

ก่อนหน้านี้ มติชนออนไลน์ เคยถามคำถามทำนองเดียวกันนี้กับ “วรเจตน์ ภาคีรัตน์” มาแล้ว

“สิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นไม่ขัดแย้งกับทุนที่อาจารย์เคยได้รับเพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า”

ไปฟังคำตอบกันเลย...
-----------------------------------------

เหตุใดนิติราษฎร์จึงต้องพูดถึงสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ในสังคมมากขึ้น

วันนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเยอะ แล้วการพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ค่อนข้างเสี่ยงใน สังคมไทย แต่ว่าวันนี้ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ไม่เห็นพอมีใครที่จะหยิบจับเรื่องนี้มา ทำได้อย่างเป็นวิชาการ เป็นเหตุเป็นผล ผมจึงตัดสินใจทำ และทำทุกอย่างด้วยความปรารถนาดีต่อสังคมไทย ด้วยความหวังดีอย่างที่สุดต่อสถาบันฯ ไม่มีความมุ่งหมายต่อการที่จะล้มล้างสถาบันฯ แต่อย่างใด อีกอย่างหนึ่งคือคนที่กล่าวหาว่าล้มเจ้าหรือล้มล้างสถาบันฯ นั้น ส่วนใหญ่ก็จะไม่ให้เหตุผลในการโต้แย้งสักเท่าไหร่ เรายืนยันตลอดมารวมถึงในร่างแก้ไขก็ชัดเจนว่าเราอยู่ในรัฐที่เป็นราช อาณาจักร เพียงแต่ต้องทำให้สถาบันฯ สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย พอมีคนที่ไม่สามารถใช้เหตุผลถกเถียงได้ ก็เบี่ยงประเด็นไปถามว่า นิติราษฎร์ต้องการปกครองแบบไหน ตอนไปรายการ “ตอบโจทย์” คุณภิญโญก็ถาม ผมว่าผมก็ตอบชัดว่า นิติราษฎร์ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในรัฐที่อยู่เป็นราชอาณาจักร ผมก็สงสัยว่าคนที่ถามผมต้องการการปกครองในระบอบไหนครับ ต้องการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างงั้นหรือ ซึ่งถ้าเป็นระบอบนี้ เราจะไม่มีการยอมรับ เราจะสู้ไม่ยอมย้อนกลับไปในระบอบนั้นแล้ว เพราะ สุดท้ายแล้วเมื่อสังคมเข้าสู่จุดแตกหักทางความคิด สถาบันฯ ก็จะดำรงอยู่อย่างยากลำบาก ดังเช่น ช่วงก่อนและหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 สุดท้ายการกลับไปในระบอบนั้นสถาบันพระมหากษัตริย์จะทำการใดๆ พระมหากษัตริย์จะทำการใดต่างๆ ในทางกฎหมาย พระองค์ก็ต้องรับผิดชอบในทางกฎหมายนั้นด้วย ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางการเมือง เราอยากให้เป็นแบบนั้นหรือ ระบอบที่เรารณรงค์อยู่ในตอนนี้เป็นระบอบที่สอดคล้องกับสากลที่สุด

อาจารย์รู้สึกอย่างไรที่มักโดนฝ่ายตรงข้ามถามว่า “ล้มเจ้ารึเปล่า” เพราะอาจารย์เองก็เป็นคนไทย อีกทั้งยังพูดและคิดตามกรอบของกฎหมาย

ก็ รู้สึกว่าบางทีคนก็ไม่เข้าใจ และก็ต้องอดทนในการอธิบาย ซึ่งผมก็ใช้ความอดทนตลอดมาในระยะเวลาหลายปี พยายามอธิบายให้สังคมได้รับฟัง เราต้องเข้าใจว่าสังคมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว มันไม่เหมือนเดิมแล้ว คนที่ไม่เข้าใจในข้อเสนอของนิติราษฎร์คือไม่เข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของ สังคม จะยึดจะเอาสังคมให้อยู่ในรูปแบบเดิมซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แล้ว ผมห่วงเหลือเกินว่าหากไม่มีการเปลี่ยนอะไรให้มันรับกับสภาพการณ์ มันจะเกิดการแตกหักแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นเป็นสิ่งที่เราทุก คนไม่พึงปรารถนาแล้วเราคาดไม่ถึงว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมา

มีประวัติศาสตร์อยู่แล้วใช่ไหมที่เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีความประนีประนอมกัน

ใน ประวัติศาสตร์โลกก็เป็นบทเรียนให้เราอยู่แล้ว ทำไมเราต้องไปซ้ำรอยในที่อื่น ทำไมเราไม่หาทางออกแล้วเปลี่ยนผ่านสังคมไปอย่างสันติ สถาบันฯ ไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน องค์กรไหนต้องอยู่กับกฎหมายแบบไหน ผมเรียนแบบนี้ว่าคนที่พูดเรื่องนี้ต้องลดละประโยชน์ส่วนตัวไว้เสียก่อน คนที่เคยได้ประโยชน์หลังการรัฐประหารครั้งที่ผ่านมา กรุณาคิดและก็วางประโยชน์ส่วนตัวหน่อย หลายคนก็ได้รับประโยชน์ไปมากแล้ว เป็นประธานกรรมการ ดำรงตำแหน่ง ได้รับเงินมากมายแล้ว นิติราษฎร์ไม่เคยได้รับประโยชน์อะไรจากสิ่งที่ได้นำเสนอออกไปแม้แต่บาทเดียว เราทำด้วยใจ หลายคนในกลุ่มนิติราฎร์ก็ไม่ได้เป็นคนมีฐานะสูง แต่ว่าเวลาจะทำอะไรเราก็ลงขันกันครับ อาจจะครั้งละหนึ่งพันเพื่อทำกิจกรรม แผ่นพับและอื่น ๆ ในการจัดเวทีเสวนา มีหลายคนจะบริจาคเงินให้กิจกรรมที่นิติราษฎร์ทำ ผมไม่ต้องการเงินของใครทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะนิติราษฎร์มีเงินแต่เราต้องการให้เรื่องที่รณรงค์อยู่นั้นเป็น เรื่องที่บริสุทธิ์และเป็นเรื่องทางวิชาการจริงๆ

เมื่อ ต้องการจะให้สถาบันมีสถานะที่ สอดคล้องกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย เหตุใดจึงเริ่มที่การขอยื่นแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเรื่องแรก

เป็น เพราะว่ากฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่กระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ที่จะต้องพูดกันต่อไป เวลานำออกมาบังคับใช้มันมีคนถูกจับ ถูกลิดรอนเสรีภาพ ปัญหาสำคัญของมาตรานี้คือ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 กฎหมายหมิ่นฯ เขียนว่า “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้วจึงเขียนว่า “หมิ่นประมาทองค์พระมหากษัตริย์” แม้ถ้อยคำจะเขียนแบบเดียวกันเลย แต่ เวลาจะมาบังคับใช้นั้นจะตีความแบบเดียวกันไม่ได้เพราะว่าอุดมการณ์ที่กำกับ ตัวบทกฎหมายนั้นอยู่คนละประเภทกัน แต่ปัจจุบันการตีความกฎหมายหมิ่นฯ ดูจะขัดแย้งกับระบอบการปกครองระบอบประธิปไตย ซึ่งแบบนี้มันจะเกิดผลเสียเพราะมันไม่รับกับตัวระบอบ

กระแส สังคมส่วนหนึ่งบอกว่าการที่นิติ ราษฎร์แยกกฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากหมวดความมั่นคง เท่ากับกำลังทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่มั่นคงหรือไม่

ตัว บทกฎหมายเขียนชัดเจนว่า คนที่กระทำความผิดก็ต้องได้รับโทษตามข้อกฎหมาย ยังมีการคุ้มครองพระเกียรติของพระมหากษัตริย์อยู่ แล้วก็คุ้มครองเป็นพิเศษมากกว่าประชาชนทั่วไป เพียงแต่เราทำให้สถานะของสถาบันฯ มีความเป็นสากลมากขึ้นตามประเทศที่มีประมุขของรัฐคือพระมหากษัตริย์ เวลา เราพูดว่าต้องรักษาความมั่นคงของสถาบันฯ ไว้ เราต้องหมายถึงการรักษาให้สง่างามตามมาตรฐานสากล ไมใช่ว่าประเทศไทยพูดอย่าง แต่ต่างประเทศพูดอีกอย่าง

พูดถึงกลุ่มคนที่ต้องการให้บทลงโทษเกี่ยวกับกฎหมายอาญามาตรา 112 มีโทษมากขึ้น




นัก วิชาการด้านกฎหมายอีกฝ่ายบอกว่าถ้า ต้องแก้ให้กฎหมายอาญามาตรา 112 ออกจากกฎหมายความมั่นคง หรือยกเลิกไปเลยนั้น ก็จะต้องยกเลิกมาตรา 8 ของรธน.ด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องมาถก เถียงกัน สังคมเข้าใจเรื่องมาตรา 8 ตาม รธน. ต่างกัน เวลาเราทำความเข้าใจตัวบทกฎหมายไม่ใช่เพียงแค่ตีความไปตามลายลักษณ์อักษรที่ เขียนขึ้นมาเพราะถ้าเป็นแบบนั้นใคร ๆ ก็ตีความตามความเข้าใจของตัวเองทั้งนั้น ดังนั้นรธน.เป็นส่วนหนึ่งของระบอบการปกครอง เราจึงต้องตีความระบอบการปกครองของเราด้วย ด้วยเหตุนี้การแก้ไขม.112 จึงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับมาตรา 8 ในแง่ที่ว่า ความมุ่งหมายของมาตรานี้ก็เพื่อเทิดองค์พระมหากษัตริย์ให้ทรงพ้นไปจาก การเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์และความขัดแย้ง จะดึงพระมหากษัตริย์ลงมาไม่ได้

อีกกระแสหนึ่งบอกว่าเสนอให้ยกเลิกม.112 ไปเลย อาจารย์ทำไมจึงไม่เสนอไปถึงขั้นนั้น

เรา ศึกษาเปรียบกฎหมายในหลายประเทศก็ยังมีกฎหมายคุ้มครองประมุขของรัฐ อยู่ แม้ประเทศญี่ปุ่นจะไม่มีกฎหมายคุ้มครอง แต่หลายประเทศยังมี เราจึงอนุโลมไปตามนั้น

หลาย ครั้งเวลามีข้อเสนอจากนิติราษฎร์ปราก ฎออกมาในหน้าสื่อสารมวลชนก็จะถูกเรียกว่า “นิติเรด” “แก๊งค์ลิงหลอกเจ้า” ซึ่งทำให้คนที่ฟังข้อเสนอของเรามีภาพลบต่อสิ่งที่เราจะพูด ในแง่นี้จะแก้ไขหรือโต้ตอบกลุ่มคนที่ให้ค่ากับนิติราษฎร์ไปในทางลบอย่างไร





มีนักวิชาการบอกว่านิติราษฎร์กำลังทำอะไรอยู่ แก้กฎหมายกลับไปกลับมา ไม่รู้หรือว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น กฎหมายจะต้องเงียบ”

ปืน ไม่ได้ดังตลอดเวลามันแค่ดังอยู่ช่วง หนึ่งเท่านั้น สังคมที่ถูกกดทับเอาไว้ เนียนบ้างไม่เนียนบ้าง สักวันหนึ่งคนก็จะรู้ แล้วเขาก็จะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แน่นอนว่าการลุกขึ้นยืนมันต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเพราะฝ่ายที่ไม่อยากให้ ลุกขึ้นยืนจะกดทับแล้ว แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีพลังไหนที่จะแข็งแกร่งไปกว่าพลังหรืออำนาจของประชาชน แม้เสียงปืนจะดัง พลังของปืนจะรุนแรง แต่สุดท้ายแม้ในประวัติศาสตร์โลกก็จารึกไว้ว่า พลังของประชาชนนั้นแข็งแกร่งที่สุด ไม่มีใครต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงได้หรอก

สิ่งที่นิติราษฎร์กำลังทำอยู่หวังผลประโยชน์จากพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่

สิ่ง ที่เราทำอยู่นั้นมาจากมโนสำนึกของเรา ถ้าเราไม่ทำในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เรามองหน้าในกระจกไม่ได้ เท่ากับว่าเราเลือกไปในอีกข้างแล้วหากเราอยู่เฉยกับความอยุติธรรมในสังคม นี้ หลายคนที่เวลาเลือกแล้วมันมีความแตกต่างอย่างชัดเจนก็คือ เวลาที่อีกฝ่ายเลือกเข้าได้ประโยชน์ เงิน ตำแหน่งต่าง ๆ หลังจากที่เขาเลือกข้างไปแล้ว แต่นิติราษฎร์เลือกไปยืนฝั่งตรงข้ามซึ่งเราไม่ได้อะไรเลย เงินก็ไม่ได้รับ ตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการก็ยังอยู่กับที่ นอกจากไม่ได้อะไรแล้วเรายังต้องเสียเงินเพื่อต้องการบรรลุในสิ่งที่เราทำ ผมพูดตรง ๆ เปิดใจเลยนะ ถ้าผมไปเชียร์รัฐประหาร ไปเป็นคนร่างรธน.หลังจากรัฐประหาร ผมว่าผมคงได้อะไรมากกว่าที่เป็นอยู่แน่นอน อาจจะได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือวิชาการมากมาย แต่ที่ผมเลือกอยู่ข้างนี้ ผมไม่ได้อะไรเลยนอกจากว่าความรู้สึกที่ว่าเราได้ทำตามหลักการในสิ่งที่เรา เรียนมาในเรื่องกฎหมายมหาชน รู้สึกได้ทำในสิ่งที่มันถูกต้อง ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ผมรู้สึกสลดใจกับสังคมนะ ในขณะที่ข้างหนึ่งได้ประโยชน์เห็นจากการทำรัฐประหาร ไม่มีสื่อไหนมาตรวจสอบ กลุ่มปัญญาชน นักวิชาการเงียบสนิท ฝ่ายผมที่ไม่เคยได้อะไรเลย ทำไปจากอุดมการณ์กลับถูกกล่าวหา ป้ายสีอยู่ตลอดเวลา ว่าทำเพื่อทักษิณ ทั้งชีวิตผมจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยคุยกับทักษิณเลย


จะเล่นการเมืองไหม

ผม ยังไม่อยากพูดอะไรที่มันต้องมัดตัวเองในอนาคต แต่ใจผมจริง ๆ ไม่อยากเล่นการเมือง คุณพ่อผมก็เตือนเสมอว่า ถ้าเป็นไปได้อย่าไปเล่นการเมืองเลย

เวลาเดินสวนกับอาจารย์ร่วมคณะที่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับนิติราษฎร์ อาจารย์มีปฏิกิริยาอย่างไร

ถ้า คนที่คุยกันได้ก็คุยเรื่องดิน ฟ้า อากาศ ไม่ได้คุยกันเรื่องกฎหมายเพราะเรารู้ว่าแต่ละคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าทางเดินผมถูก เขาก็คงเชื่อว่าทางเดินของเขาก็ถูก แต่ผมเชื่อว่าอาจารย์หลายคนในคณะนี้ที่รู้จักผมดี แม้จะยืนฝั่งตรงข้ามกันแต่เขาก็จะยืนยันแทนผมได้ว่า ผมเป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอะไร ไม่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองคนไหนเลย เพราะกลุ่มอาจารย์ในคณะนี้ก็เห็นกันมาตลอดตั้งแต่ยังไม่มีกลุ่มนิติราษฎร์ ด้วยซ้ำ รู้จักกันดี แน่นอนว่าหลังจากมีกลุ่มนิติราษฎร์เกิดขึ้นมา ความสัมพันธ์กับอาจารย์ที่คิดต่างจากเราก็จะลดน้อยลงไป ส่วนอาจารย์อีกกลุ่มหนึ่งที่ยืนตรงข้ามกับเราในลักษณะที่ชวนหาเรื่องมากกว่า คุยกันด้วยเหตุผลก็จะบอกว่า ไม่ควรใช้คำว่านิติหรืออ้างความเป็นอาจารย์นิติศาสตร์ มธ. ผมอยากตอบว่า ผมมาเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ถูกต้องตามกฎบังคับของมหาวิทยาลัยทุก ข้อ

ในฐานะที่เป็น อาจารย์สอนลูกศิษย์ ถ้าลูกศิษย์มีจุดยืนทางการเมืองแบบหนึ่งที่ทั้งตรงกับเราและไม่ตรงกับเรา ในฐานะอาจารย์ก็เป็นที่รู้จักในทางการเมือง อาจารย์จะสอนลูกศิษย์อย่างไร

ผม บอกลูกศิษย์เสมอว่า เวลาจะเชื่อผมหรือเคารพคล้อยตามในเหตุผลของผมนั้นให้เชื่อเพราะเหตุผลของผม นั้นดี ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นผมบอกจึงเชื่อ เราต้องเคารพในเหตุผลมากกว่าตัวบุคคล ไม่ใช่ใครบอกอะไรมาก็เชื่อไปหมดเพราะเห็นว่าเป็นฝ่ายเดียวกัน อีกทั้งถ้าจะแย้งผมว่าผมพูดผิดตรงไหนก็สามารถทำได้แต่ต้องมีเหตุผลรองรับ ด้วยนะ ไม่ใช่กล่าวหาลอย ๆ สำหรับนักศึกษาที่อาจจะมีความคิดไม่ค่อยตรงกับผมนั้น โดยปกติวิชาที่ผมสอนบางครั้งในเทอมหนึ่งอาจจะมีอาจารย์ผู้สอน 2 คน ใครไม่ชอบหลักการของผมก็สามารถไปเรียนกับอีกคนหนึ่งได้ หรือถ้าปีไหนไม่มีอาจารย์ผู้สอนอีกคน ผมก็จะเปิดวิชานี้ไว้แค่เทอมหนึ่ง แล้วเทอมสองก็ให้คนที่ไม่อยากเรียนกับผมไปเรียนช่วงเทอมสอง คือผมพยายามที่จะไม่ผูกขาดวิชาใดวิชาหนึ่งเป็นผู้สอนคนเดียว ผมจะพยายามให้มีผู้สอนที่หลากหลายในวิชาที่ผมสอนอยู่ ให้นักศึกษามีสิทธิเลือกอาจารย์ที่อยากเรียน


ในอีกแง่หนึ่งที่เรานำเสนอสิ่งที่ขัดแย้งกับผลประโยชน์จากฝ่ายตรงข้าม เคยโดนขู่ไหมครับ แล้วถ้าเคยรู้สึกกลัวไหม

ก็ มีเขียนจดหมายมาด่า มีมาขู่บ้าง ในความเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา ผมเป็นนักวิชาการตัวเล็ก ๆ คงไม่สามารถจ้างบอดี้การ์ดมาคุ้มครองได้ แต่เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ผมไม่ทำอะไรเลย คนเราเกิดมาตายครั้งเดียว เพียงแต่ชีวิตหนึ่งผมอยากทำสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ให้ผลประโยชน์แก่เพื่อนร่วมชาติ

สุด ท้ายอาจารย์เป็นนักกฎหมายที่จบจาก เยอรมันด้วยทุนอานันทมหิดล หลายคนบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่นั้นขัดแย้งกับทุนที่อาจารย์เคยได้รับ เพื่อไปศึกษาต่อในต่างประเทศรึเปล่า

เพราะ ผมเป็นนักเรียนทุนอานันทมหิดลนี่ แหละครับ ผมจึงต้องออกมาเคลื่อนไหว สิ่งที่ผมทำอยู่คือการตอบแทน กตัญญูต่อผู้ที่ให้ทุนอานันทมหิดลแก่ผม ที่ผมทำทุกอย่างก็เพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ผมไม่รู้ว่านักเรียนคนอื่น ๆ ที่ได้ทุนนี้มีจินตนาการเรื่องนี้อย่างไร แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ผมทำก็เพื่อความดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์สืบไป ผมชัดเจนเสมอว่าผมต้องการรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นราชอาณาจักร

บทความวิเคราะห์: คลื่นลูกใหม่ – การตื่นตัวของพรรคการเมืองแนวที่สาม

ที่มา Thai E-News

25 มกราคม 2555
โดย ดวงจำปา

ที่มาเฟสบุค Doungchampa Spencer


Glacier Bay National Parkเมื่อสองปีที่แล้ว ดิฉันมีโอกาสเดินทางไปพักที่ Glacier Bay National Park, Alaska มี โอกาสได้เห็นธารน้ำแข็ง (Glacier) และภูเขาน้ำแข็ง (iceberg) อันมหึมา จริงๆ น้ำแข็งเหล่านี้ ถูกสร้างมาด้วยฝีมือธรรมชาติอย่างแข็งแกร่งเป็นเวลานับพันปี แต่มันก็มีการสูญสลาย เมื่อมีปัจจัยอื่นๆ แทรกเข้ามาแทน

เลยนึกถึงว่า อะไรหนอที่สามารถทำลายความแข็งแกร่งและทนทานของก้อนน้ำแข็งเหล่านี้ คำตอบก็คือ ทั้งปัญหาโลกร้อน และคลื่นที่กระทบโถมอยู่ตลอดเวลาที่สามารถสลายความแข็งแกร่งเช่นนี้ได้

เปรียบเสมือนกับการตื่นตัวของคลื่นลูกใหม่ นั่นก็คือ การตื่นตัวต่อทางเลือกของพรรคการเมืองแนวที่สามนั่นเอง

พรรค การเมืองพรรคที่สาม ก่อตัวขึ้นมามากขึ้นในหลายๆ ประเทศ เนื่องจากระบบการสื่อสารที่ดีรวมไปถึงหลักการของโลกาภิวัฒน์ การตื่นตัวในเรื่องนี้ เกิดขึ้นเพราะกระแสกระตุ้นในความต้องการการปกครองที่เป็นแบบประชาธิปไตย อย่างแท้จริง

ประชาชนจำใจที่ต้องเลือกพรรคที่เลวน้อยกว่าอีกพรรคหนึ่ง เพราะในปัจจุบันมีทางเลือกอยู่เพียงสองทาง

หลัก การง่ายๆ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง คือ จะมีพรรคการเมืองในรูปแบบของฝ่ายเสรีนิยม หรือ Progressives จะเกิดควบคู่ด้วยการคานอำนาจกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม หรือ Conservatives เสมอ มีทั้งเรื่องดีและเรื่องเสีย คือฝ่าย Progressives นั้น ชอบใช้จ่ายเงินงบประมาณอย่างนับไม่ถ้วน เพื่อการพัฒนาบ้านเมืองรวมไปถึง mega projects หลายอย่าง ซึ่งสร้างหนี้สร้างสินให้กับประเทศ ดังนั้น นโยบายของทางฝ่าย Progressives จึงดูเหมือนสร้างฐานทางวัตถุ และรวมไปถึงการขึ้นภาษีอากรอย่างสูงมาก เป็นต้นว่า ภาษีการซื้อขาย, ภาษีรายได้ และ ภาษีทางการค้า เสรีภาพมีมาก งบประมาณจะมีน้อยในเรื่องของความมั่นคงและทางการป้องกันรักษา ประเทศ ฝ่าย Progressives จะสนับสนุนในเรื่องการช่วยเหลือธุรกิจเล็กๆ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการก่อให้เกิดแรงงาน

สำหรับฝ่ายอนุรักษ์นิยม นั้น ชอบระบบที่เคยทำกันมาอย่างแต่ก่อน รัฐบาลที่เล็กและควบคุมได้ ไม่ชอบการสร้างหนี้สร้างสิน แต่ชอบเอาเงินภาษีมาใช้อย่างพอควร ไม่มีเรื่อง mega projects มากนัก พยายามลดภาษีให้กับนายจ้าง เพื่อการสร้างงานในขอบเขต ภาษีของทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมเป็นภาษีระดับต่ำ ทางฝ่ายอนุรักษ์นิยมชอบใน เรื่องความรักชาติ และการปลุกกระแสต่อการใช้สินค้าในพื้นที่หรือประเทศของตนเอง เพื่อเป็นการส่งเสริมรายได้ภายในประเทศกัน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมชอบหลักการของการปกป้องประเทศด้วยกองทัพที่แข็งแกร่ง งบประมาณจะถูกส่งไปในการคุ้มครองประเทศ สิทธิเสรีภาพมีเหมือนกัน แต่ถูกจำกัดในเรื่องความมั่นคงของรัฐ

การกำเนิดของพรรคการเมืองคลื่น ลูกใหม่ หรือ แนวที่สาม คือ การนำเอาสิ่งที่ดีๆ ของทั้งสองระบบ เข้ามาอยู่คู่กัน กลายเป็นระบบ hybrid เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ของหลายๆ ประเทศ จะยึดเอาพรรคการเมืองเป็นหลัก เพื่อความมั่นคงต่อการบริหารประเทศ ไม่ว่าพรรคเหล่านั้น จะทำอะไรไม่เข้าท่า ประชาชนที่มีความศรัทธาต่อพรรคการเมืองเหล่านั้น ก็ยังเป็นแก่น (core) ของพรรคอยู่นั่นเอง ดังนั้น ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ไม่ว่า พรรคการเมืองจะชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายแค่ไหนก็ตาม หลักการของ 52% ต่อ 48% ยังใช้ได้อยู่เสมอ คือ ได้รับเสียงเกินครึ่งหนึ่ง ถ้ามีการสูสีขึ้นมาก็เป็นแบบ 50.05% ต่อ 49.95%

การตื่นตัวของพรรคการ เมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งแนวที่สาม เกิดขึ้นเนื่องจากว่า การเลือกเอาบุคคลที่เลวน้อยกว่าเข้าไปบริหารประเทศ มันไม่ได้ทำอะไรก้าวหน้าให้กับประเทศชาติเลย แถมสร้างความเบื่อหน่ายด้วยการทะเลาะเบาะแว้ง แทนที่จะจับมือกันเพื่อการพัฒนาประเทศ แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เราจะเห็นว่า มีหลายครั้งที่ผู้แทนของประชาชนแต่ละรัฐ กระทำการโหวดตรงกันข้ามกับพรรคการเมืองที่เขาสังกัดอยู่ เพราะต้องการช่วยเหลือประชาชนที่เลือกเขาขึ้นมา


แนวทางของพรรคการเมืองแนวที่สามนั้น เคยเกิดขึ้นในสมัยการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี ค.ศ. 1992 ซึ่ง นาย Ross Perot (รอสส์ เพอโรท์) ได้คะแนนเสียงความนิยมเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ประธานาธิบดี จอร์ช เฮอร์เบิร์ท วอล์กเกอร์ บุช พ่ายแพ้ต่อ ผู้ว่าการรัฐอาแคนซอร์ คือ นายวิลเลี่ยม เจฟเฟอร์สัน คลินตั้น หรือ ประธานาธิบดี บิลล์ คลินตั้น นั่นเอง

คะแนนเสียงของพรรคการเมืองแนวที่สามนั้น สามารถฉุดดึงให้พรรคการเมืองที่ถือว่า “เป็นต่อ” ประสบความพ่ายแพ้ได้ที เดียว จากนั้น ประธานาธิบดีคลินตั้น ได้นำเอานโยบายบางส่วนของนาย เพอโรท์เข้ามาในการบริหารประเทศ ซึ่งก่อให้เกิดการสร้างงานที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศที เดียว เขาเป็นผู้ต่อต้านนโยบายเขตการค้าเสรีในทวีปอเมริกาเหนือ จึงได้รับคะแนนนิยมเป็นอย่างยิ่ง (ผลเลือกตั้งของ นายเพอโรท์ในรัฐ ยูท่าห์ และ รัฐเมนท์นั้น นายเพอโรท์มาเป็นอันดับสอง ทั้งสองรัฐ โดยสามารถชนะ ประธานาธิบดีบุช ในรัฐเมนท์ และ ประธานาธิบดีคลินตั้นในรัฐยูท่าห์ได้)

ในประเทศอังกฤษ ดิฉันได้สังเกตุเห็นการเคลื่อนตัวในพรรคการเมืองแนวที่สามมาหลายปีแล้ว ดูจากตัวอย่างที่:

รายชื่อพรรคการเมืองในประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่ง แสดงให้เห็นการพุ่งขึ้นของพรรคการเมืองแนวที่สามจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2010 มีพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยมและสหภาพหรือ (Conservative and Union Party), ฝ่ายพรรคแรงงาน หรือ(Labour Party) และ ฝ่ายเสรีประชาธิปไตย (หัวก้าวหน้า) (Liberal Democrats) ประเทศอังกฤษได้รับสามแนวทาง ทำให้เกิดนโยบายพรรคร่วมมาตลอด

เมื่อปีที่แล้ว เราได้เห็นการพุ่งของพรรคการเมืองแนวทางที่สามขึ้นมาเช่นเดียวกันในประเทศแคนาดา


Ron Paul - TEA partyแม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเอง ทางเลือกของพรรคการเมืองแนวทางที่สามได้ผุดขึ้น จาก นายรอน พอลล์ ซึ่งเป็นผู้แทนของพรรครีพับลิกัน แต่นโยบายของเขามีความแตกต่างกับทางฝ่ายรีพับลิกันใหญ่ คะแนนของนายรอน พอลล์อาจจะน้อยแบบไม่สามารถเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกันได้ แต่เป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เพราะเขาเป็นผู้ฉุดคะแนนประชาชนที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองและจากฝ่ายรีพับลิ กันเองออกไปด้วย

-------------------------------------------------------------


แนวทางของพรรคการเมืองที่สามเกิดขึ้นด้วยเหตุผลอะไร?

ถ้าจะให้ดิฉันวิเคราะห์ มันมีความเป็นไปได้ด้วยเหตุผลดังนี้:

1. ความเบื่อหน่ายต่อพรรคการเมืองที่ตนเองสังกั ซึ่ง ไม่ปฎิบัติตามสัญญาหลังจากที่ได้รับเลือกเข้าไปบริหารประเทศ สัญญาประชาคมเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เรื่องนี้รวมไปถึงความคับแค้นใจ และความหมดหวัง จากพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรค ซึ่งไม่สามารถปฎิบัติหรือแก้ไขได้

2. การยึดถือนโยบายหลักเพียง 1-2 นโยบายซึ่งเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนจากพรรคการเมืองอื่นๆ และ เมื่อประชาชนวิเคราะห์แล้ว มีความเชื่อมั่นว่า นโยบายเหล่านี้สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งแตกต่างกับ พรรคการเมืองโดยทั่วไป ที่ทำคำมั่นสัญญาไว้หลายๆ ข้อ ตัวอย่างเช่น ของนายรอน พอลล์ ตั้งชื่อการเคลื่อนไหวของฝ่ายตนเองว่า Tea party ซึ่งมีนโยบายในการ ลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล, งดการเก็บภาษีอย่างโหดเหี้ยม รวมไปถึงการลดจำนวนหนี้สินที่รัฐบาลก่อนๆ ได้เคยก่อเอาไว้ รวมไปถึงการยึดถือความเป็นอิสรภาพตามที่ว่าไว้โดยรัฐธรรมนูญ

3. ลกาภิวัฒน์ของอินเตอร์เนท ประชาชน มีความรู้สึกว่า ความเห็นของตนเองซึ่งได้เผยแพร่เป็นกระแสอยู่ตามโลกอินเตอร์เนท เป็นต้นว่าที่ Social Networks และเวปบอร์ดทางการเมืองต่างๆ รวมไปถึง Facebook ด้วย มีคนได้ฟัง และ ได้รับความคิดเห็นในทางสาธารณะ ประชาชนรู้สึกว่า เสียงของตนเองเพียงเสียงเดียว ในการโต้ตอบหรือสนทนา สามารถสร้างความแตกต่างที่ดีขึ้นในทางสังคม เหมือนกับภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า you alone can make a difference. เลยเกิดความคิดที่ว่า ไม่จำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยกับพรรคการเมืองที่ตนสังกัดอยู่โดยเสมอไป

4. ระบบการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ทำให้ เรื่องการโปรปรากานด้า หรือ โฆษณาชวนเชื่อที่เคยประสบผลสำเร็จในอดีต กลับกลายเป็นเรื่องที่หลอกลวงประชาชนให้เชื่อ ตัวอย่างที่เห็นๆ กันคือ ที่ประเทศเกาหลีเหนือ เป็นต้น

เรื่องนี้รวมไปถึงแรงจูงใจและแรงดล บันดาลใจที่ได้จากนักเขียน, นักจัดรายการวิทยุเพื่อประชาธิปไตย รวมไปถึงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรอื่นๆ อีกด้วย

5. การสาดโคลนใส่ร้ายป้ายสีนักการเมืองอย่างไม่เว้นวัน แทนที่ จะทำให้ประชาชนเห็นคล้อยไปด้วย กลับเป็นการทำลายพรรคการเมืองเหล่านั้นเอง พรรคการเมืองเหล่านี้อาจจะมีฐานเสียงอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถเพิ่มความนิยมอะไรได้นัก สมัยโลกาภิวัฒน์ ประชาชนต้องการที่จะเห็นการสร้างสรรค์ มากกว่าการทำลายล้าง ดิฉันจะเรียกสภาพของพรรคการเมืองแบบนี้ว่า มีแต่ ทรงกับทรุด เนื่องจาก ประชาชนมีความเบื่อหน่าย ไม่ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับท้องถิ่นเขากันเลย

อาจจะมีเหตุผลอีกหลายประการที่พรรคการเมืองแนวทางที่สามสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ดิฉันอาจจะยังไม่ได้กล่าวอย่างครบถ้วน

พรรคการเมืองแนวที่สามสามารถผุดเกิดที่ประเทศไทยได้ ด้วยหลักการที่กล่าวมา คือ “การกล่าวถึงนโยบายเดียวอย่างชัดเจนว่า ต้องการทำอะไรเพื่อเป็นประโยชน์กับประชาชนบ้าง” นี่ คือสิ่งที่พรรคการเมืองแนวที่สามสามารถสร้างความแตกต่างและปูทางเลือกให้กับ ประชาชน ดิฉันจะไม่แปลกใจเลย ถ้ามีการผุดขึ้นมาเป็นต้นว่า “พรรคของเรา ขอสัญญาว่า จะกระทำการแก้ไข รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะ......” อะไรก็ว่ากันไป


จากกระแส การประโคมข่าวแบบหักหน้าประชาชนที่ตนเองเป็นตัวแทน รวมไปถึงเสียงจากพี่น้องประชาชนที่ให้การสนับสนุน จะทำให้กระแสของพรรคการเมืองแนวที่สามเกิดขึ้นเป็นการคานอำนาจจากพรรคใหญ่ ทั้งสองพรรคได้ทันที

สำหรับเรื่องการยึดติดตัวบุคคลนั้น รัฐธรรมนูญก็กำหนดเรียบร้อยว่า จะเป็นเกินสองวาระไม่ได้ ดังนั้น ประชาชนก็มีทางเลือกว่าจะเอานโยบายที่ดีสำหรับระยะยาว หรือ จะยึดถือตัวบุคคลอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็ว่ากันเข้าไปเองนะคะ การยึดถือตัวบุคคล มีโอกาสทำให้พรรคการเมืองนั้น ทรุดลงไปอย่างง่ายดาย เพราะการจู่โจมสาดร้ายป้ายสีนั้น กระทำได้ง่ายมากๆ

ตามหลักการอยู่รอดที่เคยกล่าวไว้โดย ชาร์ล ดาร์วินที่ กล่าวว่า สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ จะสามารถคงอยู่ได้นานที่สุด มันเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองที่มีแต่ทรงกับทรุดนั้น จะต้องปรับตัวให้เข้ากับโลกาภิวัฒน์อย่างไร ถึงจะมีโอกาสได้เป็นผู้บริหารประเทศชาติกับเขา เราคงเห็นกันไม่นานถึงความเสื่อมและสิ้นสลายลงไป


ดิฉัน มีความคิดว่า เราทั้งหลายคงจะได้เห็นพรรคการเมืองแนวที่สามผุดขึ้นมาโดยไม่ช้า โดยเฉพาะ เมื่อทางพรรคเพื่อไทยยิ่งปฎิเสธและให้ความร่วมมือต่อการปราบและแก้ไขความอ ยุติธรรมในกระบวนการต่างๆ แถมยังเมินกับประชาชนที่เขาลงคะแนนให้ ส่วนผู้คนทั่วไปที่ไม่ใช่ฐานเสียง เขาก็ไม่เลือกพรรคแมลงสาบแน่ๆ (เพราะพรรคนี้กำลังรอการสิ้นสลายของตนเอง ถ้าไม่มีการแก้ไขการออกข่าวไปในทางสร้างสรรค์ว่า เขามีโครงการที่จะช่วยเหลือประชาชนอย่างไรบ้าง)

บุคคลที่ต้องการทาง เลือกที่สาม เปรียบเสมือนกับภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งอาจจะเห็นอย่างผิวเผินจากส่วนยอดของมันว่ามีจำนวนเพียงเล็กน้อย (แต่เราจะไม่สามารถมองเห็นได้ว่า มันจมอยู่ในน้ำอีกเท่าไร) ประชาชนเหล่านี้แหละ ที่จะเป็นผู้ฉุดพรรคเพื่อไทยลงมาเอง เนื่องจากเขามีความมั่นใจและความหวังที่ดีกว่าในทางเลือกที่สามแล้ว และคิดว่าทางพรรคเพื่อไทยก็ควรทราบดีว่า ควรจะมีจำนวนประชาชนที่ “ก้าวข้าม” ตัวบุคคลที่ทางพรรคพยายาม "ฉุดรั้ง" อยู่ไปแล้วมากเท่าไร

ใน อนาคตก็หวังว่า ก่อนคนที่ตัวแทนของพรรคจะออกมาให้สัมภาษณ์อย่างกร่างๆ แบบไม่แคร์ในความคิดและความรู้สึกของประชาชนที่เขาเลือกตนเองเข้าไป ก็ควรได้รับทราบถึงคำพระ ซึ่งกล่าวในภาษาบาลีว่า “ปมาโท มัจฺจุโน ปทํ” นะคะ แปลว่าอะไร ไปค้นกันเอาเองนะคะ...

Doungchampa Spencer

Wednesday, January 25, 2012

วิพากษ์มีชัย ฤชุพันธุ์ กรณี ม.112

ที่มา Thai E-News

แทน ที่“มีชัย” จะออกมาบอกกันตรงๆเลยว่าหมั่นไส้และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข แต่กลับเบี่ยงประเด็นเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจไขว้เขวไปว่าผู้ที่ต้องการ แก้ไขมาตรา 112 นั้น ต้องการที่จะยกเลิกการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์

โดย ชำนาญ จันทร์เรือง

อนุสนธิบทความของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ในไทยโพสต์วันที่ 20 มกราคม 2555 ในเรื่อง “ปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา”

ซึ่งกองเชียร์ของฝ่ายตรงข้ามกับนิติราษฎร์ออกมาแสดงความยินดีกันเสียยกใหญ่ ว่า ขนาดกูรูทางด้านกฎหมายยังไม่เห็นด้วยจนต้องออกมาโต้ตอบสั่งสอนพวกนิติราษฎร์

แต่สำหรับผมที่ถึงแม้ว่าจะเห็นด้วยกับนิติราษฎร์ แต่ก็มิใช่เห็นด้วยไปเสียทั้งหมดในทุกประเด็น เมื่ออ่านบทความชิ้นนี้ของ“มีชัย ฤชุพันธุ์” แล้ว ผมเห็นว่าถ้าเป็นการตรวจข้อสอบคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันที่ตัดหัวกระดาษออก โดยไม่ให้รู้ว่าเป็นของใครแล้ว ผมให้สอบตก เพราะไม่ได้ตอบโจทย์ในปัญหากฎหมายที่นิติราษฎร์ยกขึ้นมาเลย แต่กลับไปยกเรื่องอื่นอ้อมไปอ้อมมา

แต่หากเป็นข้อสอบเก็บคะแนนในห้องเรียนที่เห็นชื่อชั้นของผู้ตอบแล้ว แม้จะไม่สามารถตอบถูกตามธงคำตอบ แต่ก็ให้ผ่านในฐานะที่ยังพยายามเขียนให้เต็มหน้ากระดาษเข้าไว้โดยไม่ส่ง กระดาษเปล่า ที่สำคัญคือสามารถโน้มน้าวชักจูงผู้ที่อ่านไม่ละเอียดพอ เพียงแต่เห็นชื่อผู้เขียนบทความก็เคลิ้มได้

ที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าเมื่ออ่านบทความของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ชิ้นนี้เผินๆแล้วก็ดูน่าเชื่อถือ เพราะเกริ่นเสียดูดีว่า

“ เพราะขึ้นชื่อว่า "กฎหมาย" เมื่อล้าสมัย หรือไม่เหมาะสมกับสังคม หรือขัดต่อความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ก็สมควรยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขได้เสมอ”ต่อด้วย “คนที่มีความจงรัก ภักดีอย่างเหลือล้น ก็อาจกล่าวหาคนที่จงรักภักดีอย่างธรรมดาได้ สุดแต่ใครจะหยิบยกขึ้นมาใช้เป็นข้อกล่าวหาเชือดเฉือนใคร และในที่สุดก็เลยกลายเป็นอาวุธทางการเมือง”

และยังเสริมอีกว่า

การที่มนุษย์มีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการพูดหรือการแสดงความคิดเห็นนั้น มิได้หมายความว่าจะพูดหรือแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็ได้ เพราะสิทธินั้นมาควบคู่กับหน้าที่ คือในการใช้สิทธิ ก็ต้องคำนึงถึงหน้าที่ที่จะต้องเคารพถึงสิทธิของคนอื่นด้วย อยู่ๆ ใครจะลุกขึ้นใส่ร้ายใคร หรือดูหมิ่นใคร หรืออาฆาตมาดร้ายใคร แล้วอ้างว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการพูดหรือการแสดงความคิดเห็นได้เสียเมื่อ ไหร่กัน”
โดยไม่เพียงแต่อ้างรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 8 แล้วบอกว่าไม่ควรแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้วยังยกเอากฎหมายอื่นมาอ้างอีก เช่น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 133,134 ซึ่งเกี่ยวข้องกับประมุขต่างประเทศหรือผู้แทนรัฐต่างประเทศ /มาตรา 135 ความผิดเกี่ยวกับธงหรือเครื่องหมายของรัฐต่างประเทศ/มาตรา 136 การดูหมิ่นเจ้าพนักงาน/มาตรา 206 เกี่ยวกับวัตถุหรือสถานที่อันเป็นที่เคารพของศาสนา ฯลฯ

แล้วสรุปปิดท้ายว่า

“ ในเมื่อกฎหมายปัจจุบันให้ความคุ้มครองสถาบันหลักทั้ง 3 สถาบัน คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้งยังให้ความคุ้มครองแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ อื่นๆ ที่กระทำการตามหน้าที่ ทำไมจึงสมควรยกเลิกการคุ้มครองแต่เฉพาะพระมหากษัตริย์ โดยไม่พูดถึงหรือแตะต้องการคุ้มครองสถาบันผู้นำสูงสุดของต่างประเทศ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ชาติ และศาสนา ที่กฎหมายไทยให้ความคุ้มครองอยู่

ทำไมสถาบันอื่นๆยังสมควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ

ทำไมจึงจะยกเลิกแต่เฉพาะการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งรัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองว่าเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดละเมิดมิได้ เหตุผลคืออะไร

หรือตั้งใจจะยกเลิกการคุ้มครองเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือเจ้าพนักงาน ก็ไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองกันเป็นพิเศษ ก็พูดมาเสียให้ชัด

เพื่อประชาชนจะได้เข้าใจได้ถูก และแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยได้อย่างถูกต้อง ”

ซึ่งเมื่ออ่านอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วจะพบว่านอกจาก“มีชัย ฤชุพันธุ์” จะอ้างรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 8 แล้วบอกว่าไม่ควรแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งผมเห็นว่าการแก้ไขให้ติชมโดยสุจริต ไม่ใช่การล่วงละเมิดแต่อย่างใด

และ“มีชัย ฤชุพันธุ์” ยังตีขลุมรวมๆไปกับความผิดบุคคลหรือเจ้าพนักงานอื่นๆ โดยไม่ได้ตอบปัญหาของความไม่สมเหตุสมผลหรือหลักของความได้สัดส่วนของโทษกับ การกระทำความผิดในลักษณะใกล้เคียงกันว่า เหตุใดถึงมีความแตกต่างในความหนักเบากว่ากันอย่างมากมายมหาศาล

และไม่ได้ตอบปัญหากรณีการใช้กฎหมายอย่างฉ้อฉล เช่น ใครก็ได้ที่สามารถเป็นผู้เสียหายนำไปใช้กลั่นแกล้งกันแต่อย่างใด ฯลฯ แต่ไปยกเอาเหตุผลด้านประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งไม่ใช่ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย โดยเฉพาะประโยคที่ว่า

“ ที่สำคัญต้องไม่นำเอาความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม
ที่สำคัญต้องไม่นำเอาความรู้สึกของประเทศอื่นมาเป็นมาตรฐาน เพราะแต่ละประเทศย่อมมีประเพณี วัฒนธรรม หรือความอ่อนไหว แตกต่างกันไป ”
ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน ไทย จีน ฝรั่ง สูง ต่ำ ดำ ขาว ไพร่ ผู้ดี ก็ล้วนแล้วแต่มีสิทธิพื้นฐานในความเป็นมนุษย์เหมือนกันตามปฎิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ที่บัญญัติว่า
" มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระ เสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฏิบัติต่อกันฉันพี่น้อง ( All human beings are born free and equal in dignity and rights.They are endowed with reason and conscience and should act towards one another in a spirit of brotherhood)”

ไม่ใช่เลือกเอาเฉพาะที่เข้าข้างความเห็นของตนเองเท่านั้นจึงจะถือว่าถูกต้อง พอไม่ตรงกับที่ตนเองต้องการก็อ้างเอาลักษณะเฉพาะตัวของประเทศไทยตามความเห็น ของหมู่หรือของพวกตนเองกำหนดขึ้นไปเป็นข้อยกเว้น

ผมไม่ได้แปลกใจอะไรมากนักที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์”ซึ่งเป็น “เนติบริกรต้นแบบ”ตัวจริง จะเขียนบทความออกมาในทำนองนี้ เพราะมีภูมิหลังเกี่ยวข้องกับอำนาจนิยมและเป็นมือเป็นไม้ของคณะรัฐประหารมาโดยตลอด

ล่าสุดก็ออกมายุให้เชิญจอมเผด็จการโรเบิร์ต มูกาเบ แห่งซิมบับเวมาเยือนไทยเสียอีกแน่ะ โดยอ้างว่าคนไทย(???)ยินดีต้อนรับอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าเป็นความหวังดีแต่ประสงค์ร้ายเพื่อให้รัฐบาลพังเร็วขึ้นหรือเปล่า

และในกรณีปัญหาการแก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานี้อีกก็เช่นกัน แทนที่“มีชัย ฤชุพันธุ์” จะออกมาบอกกันตรงๆเลยว่าหมั่นไส้และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข แต่กลับเบี่ยงประเด็นเพื่อทำให้ผู้อ่านเข้าใจไขว้เขวไปว่าผู้ที่ต้องการ แก้ไขมาตรา 112 นั้น ต้องการที่จะยกเลิกการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือตั้งใจจะยกเลิกการคุ้มครองเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ หรือเจ้าพนักงาน ซึ่งไม่เป็นความจริงในทั้งสองประเด็น

อันว่านักกฎหมายที่เชี่ยวชาญในด้านการตีความเข้าข้างเจ้านายหรือนายจ้างของ ตนเอง หรือเชี่ยวชาญในการหาช่องว่างของกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงนั้น ผู้คนเขาให้การยกย่องว่าเป็นคนที่ฉลาดหลักแหลม อยากได้เอาไว้ใช้งานเพื่อเป็นมือเป็นไม้

ในขณะเดียวกันผู้คนเขาก็มักจะดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ไว้ใจมากนักไม่ได้ และกรณีนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นสัจธรรมดังกล่าว

ไม่ว่านักกฎหมายผู้นั้นจะมีผู้คนยกย่องว่าเป็นถึง “กูรู”ก็ตาม

--------------------
หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 25 มกราคม 2555

พลุระเบิด สุพรรณ ตาย4 เจ็บ 74

ที่มา thaifreenews

โดย แหลม

พลุระเบิด สุพรรณ ตาย4 เจ็บ 74

ดูคลิป พลุระเบิด สุพรรณ คลิก


วันนี้ (25 มกราคม) มีรายงานว่า นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะแพทย์ ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในงานฉลองตรุษจีน ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช ทั้งหมด 15 ราย และที่โรงพยาบาลศุภมิตร จำนวน 5 ราย

โดย นายวิทยา กล่าวว่า จากเหตุการณ์พลุระเบิดในครั้งนี้ มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 74 ราย กระทรวงสาธารณสุข ได้ระดมหน่วยแพทย์กู้ชีพจากโรงพยาบาลในจังหวัดสุพรรณบุรี กว่า 10 ทีม ดูแลช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้ตัวเลขผู้เสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ รวม 4 ราย ส่วนผู้บาดเจ็บส่งรักษาที่โรงพยาบาล 2 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช จำนวนทั้งหมด 60 ราย ในจำนวนนี้ แพทย์รับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล 15 ราย และโรงพยาบาลศุภมิตร ส่งรักษาตัวทั้งหมด 14 ราย ในจำนวนนี้ แพทย์รับตัวไว้รักษา 5 ราย ส่วนที่เหลืออาการไม่มากนัก แพทย์ดูแลบาดแผลและให้กลับบ้านได้

สำหรับผู้บาดเจ็บสาหัส 3 ราย รายแรกเป็นหญิงชาวจังหวัดชัยนาท ถูกแท่งเหล็กยาว 1.5 เมตร ทิ่มที่ด้านหลัง บาดแผลยาวประมาณ 40 เซนติเมตร แพทย์ได้นำตัวเข้าห้องผ่าตัดเพื่อเอาเหล็กออก และให้เลือด 8 ยูนิต, รายที่ 2 เป็นชายอายุ 40 ปี ศีรษะแตกมีบาดแผลที่ใบหน้า และรอบ ๆ โพรงจมูก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะนี้รู้สึกตัวดี และรายที่ 3 เป็นหญิงอายุ 70 ปี รายนี้อาการวิกฤติอยู่ในขั้นน่าห่วง มีอาการหยุดหายใจก่อนถึงโรงพยาบาล แพทย์กระตุ้นหัวใจ และใช้เครื่องช่วยหายใจ ขณะนี้ยังไม่รู้สึกตัว โดยหญิงรายนี้มีประวัติมีโรคประจำตัวคือ โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง แพทย์ได้ทำการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่พบสิ่งผิดปกติในสมอง ขณะนี้นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้องไอซียูโรงพยาบาลศุภมิตร

นอกจากนี้ นายวิทยา ได้สั่งการให้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวแก่ประชาชนที่บ้านเรือนถูกไฟไหม้จากเหตุพลุระเบิด ในงานฉลองตรุษจีนที่ศาลหลักเมือง จ.สุพรรณบุรี ประมาณ 20 หลังคาเรือน พร้อมกับได้ประสานรัฐมนตรีว่ากระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ให้การดูแลเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และผู้เสียชีวิตทุกราย รวมทั้งประชาชนที่บ้านถูกไฟไหม้ด้วย


อ่านทั้งหมด พลุระเบิด สุพรรณ