WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 26, 2012

นักปรัชญาชายขอบ: คู่มือปกป้องสถาบัน

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ
25 มกราคม 2555

เป็นความจริงว่า คนไทยส่วนใหญ่รักเจ้า แต่ก็อาจมีคนบางส่วนไม่รักเจ้า ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราสามารถเข้าใจได้ และควรยอมรับความรู้สึกที่แตกต่างกันของผู้คนในสังคมได้

ในสถานการณ์ปัจจุบันความเห็นต่างในเรื่อง “การปกป้องสถาบัน” มีสองฟาก คือ

ฝ่ายที่เห็นว่า ควรแก้ไข ม.112 และปฏิรูปกติกา โครงสร้าง อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ 2475 ทั้งนี้เพื่อให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง หรือพ้นไปจากการเมือง ปิดประตูการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง และ/หรือเป็นเครื่องมือทำรัฐประหารโดยสิ้นเชิง

อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ม.112 ไม่มีปัญหา ไม่ควรแก้ และไม่ควรปฏิรูปกติกา โครงสร้างใดๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และเห็นว่าเป็น “ภารกิจ” ที่พวกตนต้องออกมาคัดค้านข้อเสนอของฝ่ายแรก ภารกิจนี้ คือ “ภารกิจปกป้องสถาบัน”

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมองอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ฝ่ายแรกก็ไม่ได้คิดจะล้มเจ้า ก็ยังยืนยันว่าสถาบันกษัตริย์ยังมีคุณค่าต่อสังคมไทย สถาบันกษัตริย์ต้องดำรงอยู่ต่อไป แต่ต้องอยู่เหนือการเมืองจริงๆ แบบอารยประเทศ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นต้น และฝ่ายหลังก็ยืนยันว่าต้องมีสถาบันเช่นกัน

แล้วทำไมจึงขัดแย้งกันเรื่องปกป้องสถาบัน?

เพื่อแก้ปัญหานี้ ผมจึงขอเสนอ “คู่มือการปกป้องสถาบัน” ซึ่งมีหลักปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

ก. มาตรการเชิงลบ (negative) ต้องไม่ทำต่อไปนี้
1. ต้องไม่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ไม่อ้างสถาบันทำลายศัตรูทางการเมือง ไม่เรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบัน

2. ต้องไม่ใช้ข้อหา “ล้มเจ้า” กับฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง และ/หรือใช้ ม.112 ไล่ล่าแม่มด

3. ต้องไม่กล่าวหากันในเรื่องเนรคุณ ไม่จงรักภักดี ไม่เข้าใจความเป็นไทย ไม่ใช่คนไทย หรือไล่คนเห็นต่างออกนอกประเทศ และ/หรือหยิบยกเรื่องส่วนตัวใดๆ ของฝ่ายคิดต่างเห็นต่างมาโจมตี

4. ทหารต้องหยุดอ้างสถาบันทำรัฐประหารตลอดไป ต้องเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์ในโลกสมัยใหม่จะมั่นคงอยู่ได้ภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยที่ “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” อย่างแท้จริงเท่านั้น การอ้างสถาบันเพื่อสร้างระบอบเผด็จการเป็นการทำลายสถาบันและประชาธิปไตย อย่างอำมหิตที่สุด!

ข. มาตรการเชิงบวก (positive) ต้องทำต่อไปนี้
1. ต้องมีขันติธรรม (tolerance) ในการเผชิญกับความเห็นต่างทางการเมือง พยายามฟังความคิดต่าง เห็นต่าง ฟังให้ได้ศัพท์ จับประเด็น ข้อเสนอ หลักการ เหตุผล ของอีกฝ่ายให้ชัด แล้วโต้แย้งกันด้วยเหตุผลเท่านั้น ไม่หาช่องทางเอาผิดทางกฎหมายกับฝ่ายตรงข้ามโดยเด็ดขาด

2. ต้องเปิดเวทีสาธารณะถกเถียงกันด้วยเหตุผลอย่างถึงที่สุดว่า สังคมไทยควรอยู่กันด้วยอุดมการณ์แบบไหน ระหว่าง “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์กำกับประชาธิปไตย” (หมายถึง อุดมการณ์ของการปกครองที่สถาบันกษัตริย์แตะต้องไม่ได้แบบกษัตริย์ยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีอำนาจเหนือประชาธิปไตย และถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง และการทำรัฐประหารอย่างที่เป็นมาตลอด) กับ “อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” (หมายถึงอุดมการณ์ของการปกครองที่สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้ จริง ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการทำรัฐประหารอีกต่อไป ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ตามเจตนารมณ์ 2475)

3. ต้องนำข้อสรุปที่ได้จากการถกเถียงตามข้อ 2 เข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายใด กระบวนการของรัฐสภาต้องรับไปดำเนินการต่อตามเจตจำนงทั่วไปของประชาชน

ถ้าทุกฝ่ายยึดถือปฏิบัติตาม “คู่มือปกป้องสถาบัน” ฉบับนี้อย่างเคร่งครัด สถาบันกษัตริย์จะดำรงอยู่อย่างมั่นคงคู่กับความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และประชาชนเป็น “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” อย่างแท้จริง ตลอดไป

วาด รวี: ซ้าย–ขวา กับตำแหน่งของจุดยืนทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

คำว่า “ซ้าย” และ “ขวา” เป็นคำเรียกทั่วไปเพื่อระบุตำแหน่งของแนวคิดทางการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ว่ามีความโน้มเอียง หรือเข้าใกล้ขั้วความคิดใดระหว่างการผูกขาดอำนาจอย่างเด็ดขาด (ขวาสุด) และไม่มีการผูกขาดอำนาจเลย (ซ้ายสุด)

ในประวัติศาสตร์การเมืองของโลก เมื่อเอ่ยถึง “ขวาสุด” ก็มักจะนึกถึง เผด็จการฟาสซิสม์ เช่น นาซี เป็นต้น ซึ่งนอกจากมีลักษณะผูกขาดอำนาจอย่างเด็ดขาด และมีอุดมการณ์ชาตินิยมอย่างเข้มข้นแล้ว ยังเชื่อว่าหนทางดังกล่าวคือวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขยายสิทธิในการ ถือครองกรรมสิทธิ์ของเอกชน ส่วนฝ่าย “ซ้ายสุด” นั้น ก็มักจะนึกถึง คอมมูนิสต์ ซึ่งต้องการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกันในมิติทางเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องการให้มีระบบการถือครองกรรมสิทธิ์หลงเหลืออยู่เลย ซึ่งก็ถูกมองว่าสุดขั้วไปอีกทางหนึ่ง

“ซ้าย” และ “ขวา” จึงเป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้เป็นกรอบในการกล่าวถึงกลุ่มการเมือง และแนวคิดทางการเมือง เพื่อไล่ระดับให้เห็นตำแหน่งของสิ่งเหล่านั้นในท่ามกลางบริบทที่ขัดแย้งกัน อยู่ในสังคมนั้น ๆ ว่าแต่ละกลุ่มอยู่ตรงจุดใดของเส้นซึ่งปลายข้างหนึ่งอาจจะคือ ฟาสซิสม์ และ ปลายอีกข้างอาจจะคือ คอมมูนิสต์ การเรียกกลุ่มการเมืองหรือแนวคิดทางการเมืองใด ๆ ว่า ซ้าย หรือ ขวา จึงขึ้นอยู่กับบริบทของกลุ่มการเมืองนั้น ๆ หรือบริบทของแนวคิดนั้น ๆ เป็นหลัก และไม่มีความหมายตายตัว เช่น ในสังคมที่มีเพียงแนวความคิดคอมมูนิสต์กับสังคมนิยมอยู่เพียงแค่สองแนวคิด ก็ต้องนับว่า คอมมูนิสต์คือปีกซ้าย ขณะที่สังคมนิยมคือปีกขวา

คำว่า ซ้าย และ ขวา ในยุโรปปัจจุบันมีชนชั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการแบ่งแยก ฝ่ายซ้ายมักหมายถึงแนวคิดที่ใฝ่หาความเป็นธรรมในสังคม ขณะที่ฝ่ายขวามักหมายถึงแนวคิดที่ต้องการปกป้องทรัพย์สินเอกชนและระบบทุน นิยม

นิยามดังกล่าวข้างต้นของยุโรปนี้ มีความแตกต่างจากสถานการณ์ดั้งเดิม อันเป็นจุดกำเนิดของคำว่า ซ้าย และ ขวา ที่แท้จริงเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน

รากเหง้าของคำว่า ซ้าย และ ขวา นั้น กำเนิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยคำนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี 1789 ซึ่งเป็นปีแรกของการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อมีการประชุมสภาฐานันดรทั่วไป

การประชุมสภาฐานันดรทั่วไปเกิดขึ้นจากการกดดันของ “ฐานันดรที่สาม” ซึ่งเป็น “คนกลุ่มใหม่” ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทางการเมือง คนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย พ่อค้า นายธนาคาร นักอุตสาหกรรม เกษตรกร ลูกจ้าง

ฝรั่งเศสขณะนั้นปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ โดยฐานันดรที่มีสิทธิทางการเมือง และมีสิทธิ์ออกเสียงในสภามีเพียง ขุนนาง และ พระ เท่านั้น เมื่อกลุ่มคนที่เรียกว่าฐานันดรที่สามลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทางการเมือง ในที่สุดพระเจ้าหลุยส์ก็ยินยอมให้มีการเลือกตั้งซึ่งก็มีผู้แทนฐานันดรที่ สามได้รับเลือกตั้งถึง 579 คน (จากสมาชิกสภา 1,154 คน)

ในการประชุมสภาฐานันดรทั่วไป (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสภาแห่งชาติ) นั้นเองที่ ผู้ที่เลือกที่นั่งทางฝั่งขวาส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของขุนนาง พระ และข้าราชการ ซึ่งมีจุดยืนอยู่ที่การปกป้องระบบทรัพย์สินของตน และมีความเห็นว่าขุนนางและพระจะต้องมีสิทธิทางการเมือง “มากกว่า” คนอื่น ส่วนผู้ที่นั่งทางฝั่งซ้ายส่วนใหญ่คือผู้แทนฐานันดรที่สามที่สนับสนุนนโยบาย เสรีนิยมของพระเจ้าหลุยส์ ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบทรัพย์สิน ขจัดอภิสิทธิ์ของขุนนางและพระ และต้องการจำกัดอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์

“เราเริ่มที่จะจำกันได้ สำหรับผู้ที่ภักดีกับศาสนาและกษัตริย์ไปนั่งทางฝั่งขวา เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงเสียงตะโกน, สบถสาบาน และความสัปดนซึ่งครื้นเครงกันอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม”

ข้างต้นคือคำพูดที่มีชื่อเสียงของ Baron de Gauville ซึ่งกล่าวในสภาแห่งชาติ

คำว่า ซ้าย ในสังคมไทยมักใช้กันอย่างสับสน โดยส่วนใหญ่มักจะหมายถึงมาร์กซิสม์ หรือไม่ก็ปัญญาชนที่เคยเคลื่อนไหวและหนีเข้าป่าในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคม ระห่าง ปี 2516 – 2519 และพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย

จริง ๆ แล้วปัญญาชนในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคมที่เป็นมาร์กซิสม์ขณะนั้นอาจจะแทบไม่ มีเลย ขณะเดียวกันคนที่เป็นเสรีนิยมก็มีเป็นจำนวนน้อยเท่านั้น

ฝ่ายซ้ายของไทยโดยภาพรวม นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ก็คือทั้งฝ่ายที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม มาร์กซิสม์ และคอมมูนิสต์ ขณะที่ฝ่ายขวาคือคนที่มีแนวคิดแบบจารีตนิยม กษัตริย์นิยม ส่วนฝ่ายที่อยู่กลาง ๆ หน่อยอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งคนที่เป็นฝ่ายซ้ายในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลา ในปัจจุบันก็มีเป็นจำนวนไม่น้อยที่กล่าวได้ว่ามีแนวคิดทางการเมืองที่ตั้ง อยู่ตรงพิกัดเดียวกับอนุรักษ์นิยม คืออยู่ระหว่าง ผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยมและสังคมนิยมซึ่งเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง กับ ผู้ที่มีแนวคิดแบบจารีตนิยม กษัตริย์นิยม ซึ่งต้องการรักษาอำนาจและระบบเดิมเอาไว้

ปัญหาสำคัญที่สร้างความสับสนในการทำความเข้าใจกับตำแหน่งของแนวคิดทางการ เมือง ซึ่งนำไปสู่ความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง และทำให้เกิดวิธีคิดวิธีนิยามที่สะเปะสะปะ ก็คือ คนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า ซ้าย ให้เป็นความหมายเดียวกับ มาร์กซิสม์ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ และเป็นคนละเรื่องกัน

ดังที่กล่าวไปแล้ว คำว่า ซ้าย นั้นเกิดตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนที่มาร์กซจะเกิดหลายสิบปี ซึ่งรากเหง้าของคำว่าฝ่ายซ้ายในทางการเมือง ก็คือ ฝ่ายที่เรียกร้องให้มีสิทธิทางการเมืองเท่ากัน ในสถานการณ์ที่ กษัตริย์ ขุนนาง พระ ข้าราชการ มีสิทธิทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว พร้อมกันนั้นฝ่ายซ้ายก็ต้องการที่จะจำกัดอำนาจของกษัตริย์จากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ซึ่งนิยามต้นกำเนิดนี้ นับว่าแตกต่างจากคำว่า “ซ้าย” และ “ขวา” ในสังคมการเมืองยุโรปปัจจุบันดังที่กล่าวมาข้างต้น

เหตุที่นิยามของคำในยุโรปปัจจุบันไม่ได้มีความหมายเดิมเหมือนตอนปฏิวัติ ฝรั่งเศสอีกต่อไป ก็เพราะประเทศเหล่านี้ได้ข้ามผ่านปัญหาเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบัน กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย บางประเทศผ่านไปโดยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์อีกต่อไป ขณะที่บางประเทศก็ผ่านไปโดยที่สถาบันกษัตริย์สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับ ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างราบรื่น ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแท้จริง และปล่อยให้หลักการของระบอบประชาธิปไตยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อม ๆ กับยอมรับและยอมอยู่ใต้อาณัติของสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการที่สถาปนาความเป็นสมัยใหม่

ส่วนเหตุที่คำว่า “ซ้าย” ในสังคมไทยมักจะใช้กันอย่างสับสนก็เพราะหลงคิดว่าสังคมของเราได้ก้าวสู่ความ เป็นสมัยใหม่เช่นเดียวกับยุโรปแล้ว ซึ่งไม่จริง และเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่สำนึกในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ไม่ได้เป็นสำนึกที่แท้จริงของสังคม และยังไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ กับระบอบประชาธิปไตยได้ ความเป็นสมัยใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้พอ ๆ กับความเป็นมาร์กซิสม์

การผูกขาดธุรกิจพลังงานไทยของ ปตท. และชะตากรรมคนไทย

ที่มา ประชาไท

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการขึ้นราคาก๊าซ NGV โดยส่วนตัวของผู้เขียน เห็นด้วยว่า นโยบายการอุดหนุนก๊าซ NGV และ LPG นั้นไม่ยั่งยืน เพราะราคาขายปลีกที่ถูกกว่าราคาตลาดทำให้มีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง รวมทั้งมีการลักลอบนำก๊าซ LPG ออกนอกประเทศทำให้เป็นรูรั่วทางการเงินที่อุดเท่าไรก็ไม่พอ

แต่ประเด็นที่เป็นข้อกังขาของสาธารณชน คือ ต้นทุนของก๊าซ NGV และ LPG ที่แท้จริงนั้นคือเท่าไร เพราะดูเหมือนประชาชนจะถูกมัดมือชกเนื่องจากราคาขายปลีกที่ทางกระทรวง พลังงานอ้างถึงนั้นล้วนเป็นราคาที่ “บวกต้นทุน” ของผู้ประกอบการ มิใช่ราคาตลาดเนื่องจากตลาดพลังงานไทยเป็นตลาดที่ผูกขาดตั้งแต่ต้นน้ำจนปลาย น้ำแบบเบ็ดเสร็จโดย ปตท. และ บริษัทในเครือ ทำให้ไม่มีราคาตลาดที่สามารถอ้างอิงได้ มีแต่ตัวเลขต้นทุนที่ “ที่ปรึกษา” ของ กระทรวงพลังงานคำนวณขึ้นมา ซึ่งในกรณีของราคา NGV ที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ คือ สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 18 ของตึก ปตท.ที่ถนนวิภาวดีรังสิต และมีอดีตผู้บริหาร ปตท. รวมถึง คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เป็นกรรมการมูลนิธิสถาบันแห่งนี้อีกด้วย

โดยหลักการแล้ว รัฐควรทำหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจผูกขาดเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่แนวนโยบายด้านพลังงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันกลับสะท้อนว่ารัฐอยู่ข้างผู้ ประกอบการซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็น (1) การงุบงิบโอนโครงข่ายท่อก๊าซที่ผูกขาดให้แก่ บมจ. ปตท. (รวมทั้งสิทธิประโยชน์ทุกประการที่ ปตท. เคยได้รับ) ในช่วงที่มีการนำ ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี พ.ศ. 2544 (2) การขึ้นราคาก๊าซ LPG เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ จัดเก็บเพิ่มขึ้นถึง 12 บาท และ (3) การเปิดทางให้ ปตท. เข้าเทกโอเวอร์ธุรกิจกลั่นน้ำมันหลายแห่งจนกระทั่ง ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทกลั่นน้ำมัน 5 แห่งใน 6 แห่ง (เหลือเพียง เอสโซ่ แห่งเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ถูกเทคโอเวอร์) ส่งผลให้ ปตท. และบริษัทในเครือผูกขาดธุรกิจการกลั่นน้ำมันโดยมีส่วนแบ่งตลาดการกลั่น น้ำมันสูงถึงร้อยละ 85 อนึ่ง การผูกขาดธุรกิจกลั่นน้ำมันส่งผลให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจต่อเนื่องคือ ธุรกิจปั๊มน้ำมันด้วย ทุกวันนี้ ท่านผู้อ่านแทบจะไม่พบเจอปั๊มน้ำมันอิสระเลย ที่เหลืออยู่ก็อยู่ในสภาพที่ร่อแร่เพราะไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง ต่างกับแต่ก่อนที่เราจะเห็นปั๊มน้ำมันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เชลล์ Jet คาลเท็กซ์ หรือ เอสโซ่ ก็ดี

การที่รัฐบาลเลือกที่จะเข้าข้าง ปตท. ตลอดมาเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ (สำหรับระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบไทยๆ) เนื่องจากกำไรอันมหาศาลของ ปตท. (ปี พ.ศ. 2553 กำไร 167,376 ล้านบาท) นั้นเป็นขุมทรัพย์ของผู้กุมอำนาจนโยบายทั้งที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการ ประจำ หากท่านเข้าไปดูโครงสร้างกรรมการ ปตท. ทุกยุคทุกสมัย ก็จะพบแต่ข้าราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สำนักงานอัยการ เป็นหลัก [1] โดย มีนักธุรกิจที่มีสายโยงใยกับการเมืองเข้ามาร่วมด้วย เช่นในปัจจุบันก็มีนักธุรกิจสายโทรคมนาคมเข้าเป็นกรรมการ ปตท. ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจที่มีรายได้เกือบล้านล้านบาท จะไม่มี “มืออาชีพ” ทางด้านพลังงาน กฎหมายพลังงาน หรือ ธุรกิจพลังงานที่เข้ามาบริหารจัดการเลย

นอกจากนี้แล้ว รายงานการวิจัยของ ดร. ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ [2] ยัง ระบุว่าค่าตอบแทนคณะกรรมการของ ปตท. ในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งสูงถึง 42 ล้านนั้น (หรือกรรมการท่านละเกือบ 3 ล้านบาท) สูงกว่าของค่าใช้จ่ายในหมวดเดียวกันนี้ของ Statoil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของนอร์เวย์ซึ่งมีรายได้ธุรกิจเป็นสองเท่าของ ปตท. และมีการประชุมกรรมการถึง 27 ครั้งต่อปี ทำให้เกิดความสงสัยว่าค่าตอบแทนสูงลิ่วนั้นเป็นไปเพื่อที่จะ “ซื้อใจ" กรรมการซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของ ปตท. หรือไม่

ผู้เขียนมีความเห็นว่า การ “ผูกขาดโดยเสรี” ของ ปตท. เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศไทย ยิ่งในยุคที่ราคาน้ำมันแพง ประเทศยิ่งต้องขวนขวายในการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดหาแหล่งพลังงาน เพื่อที่จะประหยัดเงินตรา แต่ระบบที่ผูกขาดแบบสมบูรณ์ที่เป็นอยู่ไม่เอื้อต่อสิ่งเหล่านี้เลย ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่กำกับดูแลต่างก็ดูเหมือนจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับ ปัญหานี้เลย ผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลก็ดูเหมือนจะเข้าไปมีส่วนได้เสียกับ ปตท. เกือบหมด ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในฐานะผู้ซื้อก๊าซรายใหญ่ก็ไม่แยแสต่อราคาค่าก๊าซที่ รับซื้อเพราะต้นทุนทั้งหมดสามารถ “ผ่านต่อ” ไปยังค่าไฟฟ้าซึ่งผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระ ในขณะที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลมิให้เกิดการผูก ขาดในธุรกิจพลังงานก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใดเพื่อที่จะสลายอำนาจผูกขาดของ ปตท. เช่น โดยการออก กฎ กติกาเพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเชื่อมต่อและเช่าใช้โครงข่าย ท่อก๊าซที่ ปตท. ผูกขาดในปัจจุบันแม้จะปฏิบัติหน้าที่มาแล้วถึง 4 ปี

ผู้เขียนยังไม่เห็นว่าจะมีรัฐบาลไหนที่จะกล้าหรืออยากที่จะสลายขุมทรัพย์ ของ ปตท. เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าการผูกขาดของ ปตท. นั้นเป็นเพียงระเบิดเวลา เพราะความไม่พอใจนั้นยิ่งนับวันยิ่งแพร่หลายในกลุ่มประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ดังที่สะท้อนจาก blog ต่างๆ หรือ comment ในบทความในสื่อที่เกี่ยวกับ ปตท. ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ฉบับใดๆ เป็นมุมมองในด้านลบเกือบทั้งหมด ความไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วเมื่อแผนที่จะลดการถือ หุ้นของภาครัฐใน ปตท. ให้เหลือร้อยละ 49 นั้นเป็นอันต้องพับไป

ผู้เขียนหวังว่ารัฐบาลคงจะตระหนักถึงปัญหาที่กล่าวมานี้ และคลายข้อกังขาของสาธารณชนโดยการให้กระทรวงพลังงานออกมาชี้แจงรายละเอียด เกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนก๊าซ NGV และ หลักเกณฑ์ในการขึ้นราคาก๊าซ LPG ที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจปิโตรเคมีโดยเฉพาะ ตามที่ คุณ รสนา โตสิตระกูล สว. กทม. และ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ตั้งคำถาม ชะตากรรมของคนไทยและธุรกิจไทย (ที่ไม่ผูกขาด แต่ต้องแข่งขัน) จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทนอยู่กับระบบที่มีอยู่ไปได้อีกนานเพียง ใด.



[1] เมื่อ ปลายปี พ.ศ. 2553 ปปช. ได้มีข้อเสนอแก่ ครม. มิให้แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุม กำกับ ทั้งด้านนโยบายและด้านการปฏิบัติ เป็นประธานกรรมการ และ เจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นประธานหรือกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทในเครือ ด้วยเหตุผลของการทับซ้อนของบทบาทหน้าที่และผลประโยชน์ทางการเงิน

[2] บท ที่ 5 กรณีศึกษาบริษัท ปตท (มหาชน) จำกัด ใน รายงานฉบับสมบูรณ์ “ธรรมาภิบาลในองค์กรของรัฐ: กรณีศึกษารัฐวิสาหกิจไทย” สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 2552

มท.1 ระบุไม่มีนโยบายแตะ ม.112 ผบ.ทบ.อยากเว้นวรรคงดพูดกระตุก รบ. ช่วยดู

ที่มา ประชาไท

ยงยุทธย้ำไม่แตะ ม.112 ไม่ควรวิจารณ์เรื่องดังกล่าวเพราะไม่เหมาะสม ผบ.ทบ.อยากเว้นวรรคงดพูดแก้มาตรา112 กระตุกรัฐบาลช่วยดู DSI ระบุหากผู้เกี่ยวข้อง ศอฉ.ไม่ชี้แจงแผนผังล้มเจ้า อาจสั่งไม่ฟ้องคดี

26 ม.ค. 55 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยมีมติชัดเจนว่าจะต้องให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทิ้งแนวคิดของนายอุกฤษ มงคลนาวิน ซึ่งแล้วแต่ว่าส.ส.ร.จะพิจารณากันอย่างไร

ส่วนมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโยงกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยเฉพาะป.วิอาญา มาตรา 112 และมีกระแสออกมาคัดค้านกันมาก ทำให้มองเหมือนว่าพรรคไปสะกิดให้เครือข่ายของตัวเองออกมาเสนออะไรที่จะยิ่ง เป็นการสร้างปัญหานั้น นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนได้พูดตั้งแต่ยังเป็นฝ่ายค้านในเรื่องของความจงรักภักดีที่ไม่ได้เป็น เรื่องของผู้หนึ่ง ผู้ใด แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เป็นคนไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็มีความเห็นตรงกันอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือเกล้า เหนือกระหม่อม อย่าเอามาวิจารณ์ เป็นสิ่งที่อยู่ในที่สูง

“แต่สำหรับใครก็ตามที่มีความเห็นส่วนตัว ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ต้องรับผิดชอบเอง ผมก็พูดได้เฉพาะในนามของพรรค แต่ไม่สามารถพูดในนามของกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิกของพรรค และไม่ใช่ว่าเราจะมีนโยบายหรือไม่มีนโยบายที่จะไปแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 แต่เรื่องนี้ไม่อยู่ในศีรษะเลย” นายยงยุทธ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวตรงนี้อย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า เขามีกฎหมายที่จะดำเนินการอยู่แล้ว ใครทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองไป และที่ผ่านมาก็มีการลงโทษอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทั้งนี้คนที่ตัดสินก็คือประชาชนและสื่อซึ่งประชาชนจะได้เข้าใจ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าประชาชนทั่วไปในประเทศไทยไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในศีรษะ อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลบางคน

ผบ.ทบ.อยากเว้นวรรคงดพูดแก้มาตรา112 กระตุกรัฐบาลช่วยดู

ด้านสำนักข่าวทีนิวส์รายงาน ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวกรณีคลังแสงกรมสรรพาวุธทหารบก จังหวัดนครสวรรค์ระเบิดและเกิดไฟลุกไหม้วานนี้ว่า ได้สั่งกำชับคลังแสงของกองทัพให้มีความระมัดระวัง ขณะนี้ไม่น่าไม่เป็นห่วงแล้ว ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นก็จะมีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนเหตุที่จังหวัดศรีสะเกษบริเวณปราสาทตาควายนั้น ได้สั่งให้ลงโทษทหารที่ทำปืนลั่นจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วเพราะถือว่า เป็นการประมาท ยืนยันไม่มีการปะทะกับทหารกัมพูชา

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึงการแก้ไขกฏหมายมาตรา 112 รวมทั้งมาตรา8 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันว่า ต่อไปนี้ตนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว แต่จะให้รัฐบาลเป็นผู้ออกมาพูดชี้แจงและดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขกฏหมาย ซึ่งจะต้องว่าไปตามขั้นตอนกฏหมาย

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณี พ.ต.ปิยะณัฐ เจตน์จำรัส นายทหารสังกัดหน่วยทหารช่าง กองทัพภาคที่ 3ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดว่า ขณะนี้ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบแล้ว ส่วนทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการเรียกไปสอบสวนนั้น ก็สามารถนำตัวไปสอบตรวจได้เลย ทางกองทัพจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด

ดีเอสไอขู่ช่างภาพทีวีแดง โทษคุก 15 ปี-หมิ่นสถาบัน

ด้านเว็บไซต์บ้านเมืองรายงาน ว่า พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีช่างภาพสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท ที่ใช้ชื่อล็อกอินว่า Tanan Maneewong โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คในลักษณะจาบจ้วงสถาบันว่า ขอให้ผู้ที่มีข้อมูลหรือบุคคลใกล้ชิดที่มีหลักฐาน ที่ถ่ายภาพ หรือทำสำเนาข้อความดังกล่าวเก็บไว้นำมามอบให้ดีเอสไอเพื่อทำการตรวจสอบ และส่งให้ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี (ปอท.) ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะต้องช่วยกันสอดส่องและควบ คุมกันเองด้วย เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสื่อมวลชนทั้งหมด สำหรับการเอาผิดกับผู้โพสต์ข้อความที่ผ่านมาพบว่า คนกลุ่มนี้มักจะแก้ตัวว่าถูกแฮ็กข้อมูล ซึ่งดีเอสไอมีวิธีการตรวจสอบข้อมูลว่าถูกแฮ็กจริงหรือไม่ เช่น การตรวจสอบข้อความการสนทนา การติดต่อพูดคุยกับเพื่อนทางระบบโซเชียลมีเดียทั้งก่อนและหลัง หากอ้างว่าถูกแฮ็กแล้วยังมีการโพสต์ข้อความตอบโต้กัน ก็แสดงว่าเจ้าของล็อกอินไม่ได้ถูกแฮ็ก

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกระหว่าง 3-15 ปี จึงอยากขอร้องให้ประชาชนที่พบเห็นสิ่งผิดปกติทางระบบโซเชียลมีเดียช่วยกันปก ป้องพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะบุคคลที่โพสต์ข้อมูลอันไม่เหมาะสมแม้จะมีจำนวนมามากแต่จะใช้วิธีปลอม ตัวหลายคน แต่หวังผลให้เกิดการสั่นสะเทือนในวงกว้าง ถือเป็นวิธีที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลแรง อยากให้คนที่กระทำผิดในลักษณะนี้ย้อนมองตัวเองว่า ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่าเศษเสี้ยวของพลเมืองที่ดีของประเทศหรือไม่ ถ้าทำให้ได้สักเศษเสี้ยวแล้วค่อยวิจารณ์

DSI ระบุหากผู้เกี่ยวข้อง ศอฉ.ไม่ชี้แจงแผนผังล้มเจ้า อาจสั่งไม่ฟ้องคดี

คมชัดลึกรายงาน ว่าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ หรือคดีล้มเจ้าตามผังศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ( ศอฉ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะพนักงานสอบสวนว่า จะทำหนังสือถึงนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อให้ชี้แจงที่มาและโครงสร้างของหน่วยข่าวที่ร่วมกันจัดทำแผนผังล้มเจ้า เนื่องจากนายถวิลยังไม่แจ้งกลับมายังพนักงานสอบสวนว่าจะให้สอบปากคำบุคคลใด บ้าง

ทั้งนี้หากนายถวิลในฐานะเลขาศอฉ.ไม่สามารถชี้แจงที่มาของแผนผังล้มเจ้า ได้ ดีเอสไอจำเป็นต้องเชิญนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศอฉ.เข้าชี้แจงว่าแผนผังดังกล่าวจัดทำขึ้นจากหลักฐานใดบ้าง การเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลในผังมีหลักฐานความผิดอย่างไร และกระทำผิดในเหตุการณ์ใด เนื่องจากบางรายชื่อในผังยังไม่มีการกระทำความผิด ทั้งนี้หากนายสุเทพและนายถวิลยังไม่สามารถชี้แจงได้พนักงานสอบสวนอาจพิจารณา ยกฟ้องคดีดังกล่าว เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานระบุความผิดของบุคคลที่มีรายชื่อตามแผนผังทั้ง 39 คนได้

“การที่นายถวิลระบุว่าผังล้มเจ้าทั้ง 39 รายชื่อ มีบางคนไม่ได้กระทำความผิด ถือว่าขัดแย้งกับคดี เพราะศอฉ.กล่าวโทษทั้งหมดในผัง แต่ที่ผ่านมาพยานฝ่ายทหารที่เข้าให้การระบุตรงกันว่ามีบางคนไม่ได้กระทำความ ผิด ดังนั้นจึงต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ให้ชัดเจน คดีนี้ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี ถือว่านานพอสมควรจึงต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น”พ.ต.อ.ประเวศน์กล่าว

พ.ต.อ.ประเวศ ยังกล่าวว่า ในวันที่ 25 ม.ค.นี้จะมีการประชุมกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ จากกรมการกงสุลเพื่อขออนุมัติวีซ่าเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อไปสอบปากคำ พยานคดีความผิดในมาตรา 112 ในส่วนที่มีการกระทำความผิดในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้คดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับคดีล้มเจ้าจำนวนกว่า 30 คดี ได้ทยอยสั่งฟ้องอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้สั่งฟ้องนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน ไปอีก 1 คดี และสั่งไม่ฟ้องคดีวิทยุชุมชน 10 สำนวน ส่วนที่ยังค้างการพิจารณาส่วนใหญ่เป็นคดีความผิดในต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้รับความร่วมมือในการสอบสอน เนื่องจากไม่มีฐานความผิดดังกล่าวในกฎหมายต่างประเทศ

ทีมสอบสวนคดีผังล้มเจ้า มีมติเชิญ"สุเทพ"ในฐานะ ผอ.ศอฉ.แจงที่มา

มติชนออนไลน์รายงาน เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 55 ว่านายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 มกราคม พ.ต.อ.ประเวศ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะประธานชุดสอบสวนคดีผังล้มเจ้าของ ศอฉ. ได้มีมติในที่ประชุมว่า ให้เชิญบุคคลอื่น นอกเหนือจากนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. ที่มาชี้แจงไปแล้วเพิ่มเติมจำนวนหลายคน โดยหนึ่งในนั้นมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศอฉ.รวมอยู่ด้วย โดยขั้นตอนต่อไปดีเอสไอจะส่งหนังสือไปยังอัยการ เพื่อลงนามให้ความเห็นชอบ ก่อนจะกำหนดวันและเวลาที่จะเชิญนายสุเทพมาชี้แจง โดยคาดว่าในวันที่ 25 มกราคมนี้ จะนำหนังสือและมติของดีเอสไอไปให้อัยการพิจารณา

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, สำนักข่าวทีนิวส์, บ้านเมือง, คม ชัด ลึก, มติชนออนไลน์

เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย)

ที่มา ประชาไท

ชื่อเดิม: เรื่องที่คนในอยากเล่า... คนนอกอยากรู้ของคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ


แม้เรือนจำในประเทศไทยจะพัฒนามาตรฐานและตระหนักถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนมาก แล้วก็ตาม แต่ภายใต้งบประมาณอันจำกัด ระบบปิด การรองรับผู้ต้องขังล้นเกิน ฯลฯ จึงยังมีเรื่องราวอีกมากที่คนนอกยังไม่รู้และเป็นความยากลำบากที่คนในต้อง เผชิญเพียงลำพัง

‘ประชาไท’ เปิดจดหมายจาก ‘เล่าซัน’ นักโทษคดีการเมืองผู้มีประสบการณ์ตรงในเรือนจำแห่งหนึ่งของประเทศไทย เราบอกเล่าอะไรเกี่ยวกับเขาไม่ได้มากนัก นอกจากความพยายามอย่างน่านับถือในการรวบรวมและส่งต่อข้อมูล ด้วยความหวังของทั้งเขาและเราว่า การรับรู้ของสังคมจะทำให้เกิดการปรับปรุง “ระบบ” ยุติธรรมไทย โดยเฉพาะพื้นที่คุมขังประชาชนชายขอบที่สุดกลุ่มหนึ่งของสังคม

หมายเหตุ: จดหมายนี้ส่งมาก่อนที่จะมีการย้ายผู้ต้องขังเสื้อแดง (ยกเว้นคดี 112) ไปเรือนจำชั่วคราวหลักสี่

0000000

มีคนถามกันมาเยอะ เกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของคนเสื้อแดงที่อยู่ในคุกว่าในแต่ละวันใช้ ชีวิตกันอย่างไร ทำอะไรบ้างตั้งแต่ตื่นนอน มีความยากลำบากมากน้อยแค่ไหน จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง จากประสบการณ์ของคนเสื้อแดงที่เคยอยู่ในคุกมาก่อนคนหนึ่ง

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ผู้ที่เคยติดตามข่าวสารของแกนนำในเรื่องราวที่พวกเขาเคยผ่านคุกมาก่อนที่เคย มีการเผยแพร่กันไปบ้างแล้วในช่วงที่แกนนำ ปนช.ถูกจองจำอยู่ จนกระทั่งปล่อยประกันออกไป มีความคล้ายกันบางอย่าง แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ค่อนข้างจะแตกต่างกันมาก อันมาจากการได้รับการปฏิบัติดูแลที่ต่างกัน ที่แกนนำ นปช.จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่า ได้รับเกียรติมากกว่า ส่วนผู้ต้องขังคดีเสื้อแดงรายอื่นๆ ได้รับการดูแลปฏิบัติเหมือนนักโทษทั่วไป ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หลายรายถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจจากเจ้าหน้าที่ที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้าม ถูกทำร้ายจากผู้ต้องขังด้วยกัน ทั้งจากการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่ และทั้งแบบลับหลังที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้

ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเราไม่แตกต่างจากนักโทษคนอื่นๆ สิ่งที่ทำในแต่ละวัน เช่น การทำงาน, การกินอาหาร, การหลับนอน ก็เหมือนนักโทษทั่วไปทุกอย่าง ซึ่งพอจะแยกเป็นเรื่องๆ ได้ เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมาจนตะวันตกดิน

วันปกติที่ไม่ใช่วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ

พวกเราจะตื่นกันประมาณ 6 โมงเช้า ก่อนออกจากห้องนอน จะมีการตรวจนับจำนวนคนก่อน เมื่อครบแล้ว ผู้คุมก็จะเปิดประตูให้ออกไปทำภารกิจส่วนตัว เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน เข้าห้องน้ำ เรามีเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการทำภารกิจให้เสร็จเพื่อให้ทันอาหารหลวงมื้อเช้า ซึ่งส่วนใหญ่อาหารเช้าจะเป็นแกงจืดกับข้าวสวย เมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว เสียงออดก็ดังเพื่อเรียกรวมแถวตามห้อง เวลาประมาณ 7.30 น. เพื่อเตรียมตัวเคารพธงชาติและสวดมนต์

ภายหลังจากเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว ทุกคนจะแยกย้ายกันไปตามกองงานต่างๆ ที่ทุกคนจะได้รับมอบหมาย ตอนเข้ามาอยู่ในแต่ละแดน มีกองงานอยู่หลายกองงานไม่ซ้ำกัน ทุกคนจะถูกบังคับให้ทำ เช่น กองงานปั่นถ้วย เย็บรองเท้า ปลั๊กไฟ ฯลฯ ด้วยเหตุผลที่เจ้าหน้าที่อ้างว่า ต้องให้ผู้ต้องขังทำเพื่อจะได้ไม่ต้องคิดมาก (แต่ความจริงจะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ขอเล่าในลำดับต่อไป)

ในระหว่างวัน ผู้ต้องขังที่มียอดงานจะต้องทำให้เสร็จและในวันธรรมดาอย่างนี้ ผู้ต้องขังทุกคนมีสิ่งที่เฝ้ารอที่จะได้รับ นั่นคือ “การได้รับใบเยี่ยมญาติ” ที่จะมีการประกาศชื่อผู้ที่มีญาติมาเยี่ยมอยู่ตลอดช่วงเวลาทำงาน การได้เยี่ยมญาติคือโอกาสของพวกเราในการได้ออกไปจากกำแพงสี่เหลี่ยมที่แสนจะ อึดอัด ไปชมโลกภายนอกบ้าง และนี่คือสิ่งที่มีความสุขที่สุดของผู้ต้องขังทุกคน

เวลาประมาณ 11.00 น. จะมีพักเบรกกินข้าวต้มหรือขนม มื้อนี้ฟรีเช่นกัน ช่วงบ่ายพวกเราก็ยังทำงานไปเรื่อยๆ ใครทำเสร็จก็สามารถพักผ่านได้ตามอัธยาศัยได้ ไม่เสร็จก็ทำกันต่อไปจนกระทั่งหมดเวลาเยี่ยมญาติ เวลา 15.00 น.โดยประมาณ ก็จะถึงเวลาอาบน้ำกันก่อนขึ้นนอนและจะมีอาหารเย็นให้กินอีกครั้งก็ประมาณ เวลา 15.00 น. มื้อนี้เป็นมื้อหนัก คนจะกินกันเยอะเพราะต้องอยู่บนห้องนอนประมาณ 14 ชั่วโมง เมื่อกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาขึ้นเรือนนอน 15.30 น. เราจะอยู่ในเรือนนอนกันแล้วใครจะดูหนัง อ่านหนังสือ ฯลฯ ก็ทำกันไป ทีวีจะปิดตอนประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ถือเป็นอันจบสิ้นทุกอย่างในวันนั้น

วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการ

ทุกอย่างตามตารางเวลาจะดำเนินไปตามปกติ ตื่น 6 โมงเช้า อาบน้ำ กินข้าวเช้า กลางวัน เย็น เหมือนวันปกติทุกอย่าง ที่แตกต่างก็คือ “ไม่มีเยี่ยมญาติ และไม่ต้องทำงาน” เท่านั้น พวกเราไม่มีใครชอบวันหยุด โดยเฉพาะนักโทษ/ผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดเพราะไม่ได้พบทนาย ประกันตัววันหยุดไม่ได้ แต่ที่ทุกคนไม่ชอบวันหยุดเลยคือ “ไม่มีการเยี่ยมญาติ”

ถัดจากนี้ไปผมจะขอชี้แจงรายละเอียดเป็นข้อๆ ในส่วนต่างๆ ที่น่าสนใจ (แต่จะมีใครอยากรู้หรือเปล่า ไม่รู้) ดังนี้

1.

การอาบน้ำ/แปรงฟัน และภารกิจส่วนตัว

ที่นี่เราอาบน้ำกันกลางแจ้งครับ จะมีบ่อน้ำกว้างประมาณ 1x4 เมตรอยู่หลายบ่อ บางแดนจะมีระบบสปริงเกอร์คือปล่อยน้ำออกจากท่อที่วางไว้สูงประมาณ 2 เมตร ในบริเวณบ่อน้ำทุกคนสามารถใช้น้ำได้อย่างเต็มที่ ไม่มีการจำกัดการใช้ ส่วนใหญ่การอาบน้ำมักจะทำควบคู่กันไปกับการซักผ้า โดยเฉพาะตอนเช้า อาบน้ำเสร็จ ซักผ้าต่อแล้วก็ตากเลยเพื่ออาศัยแดดตอนเช้าทำให้เสื้อผ้าแห้ง สำหรับใครที่มีฐานะไม่ดีสักหน่อยอาจซักด้วยตัวเอง ซักเอง ตากเอง เก็บผ้าเอง แต่ถ้าพอมีทุนอยู่บ้าง (เรียกกันว่า “ญาติถึง”) ก็อาจใช้บริการซักผ้าจากผู้ต้องขังด้วยกันที่มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนละ 100-500 บาท (จ่ายเป็นบุหรี่ก็ 2-10 ซอง) ยิ่งแพงยิ่งสะอาดมีออฟชั่นเยอะ เช่น แยกน้ำซัก ใช้แฟบมียี่ห้อ ตบท้ายด้วยปรับผ้านุ่ม ฯลฯ

ส่วนตัวแล้วคิดว่าการจ้างเป็นวิธีที่ดีที่สุด ดีกว่าซักเอง เพราะโอกาสที่ผ้าจะหายน้อยมาก (แต่ไม่ใช่ไม่มี) ผู้รับจ้างซักผ้าส่วนใหญ่จะพอมีบารมี มักไม่มีใครกล้าขโมยเพราะอยู่มานาน การถูกขโมยเสื้อผ้าถือเป็นเรื่องใหญ่มากในคุก เพราะเราไม่สามารถมีชุดเสื้อผ้าได้มาก เนื่องมาจากล็อกเกอร์ที่ใช้ใส่ของมีขนาดเล็ก ประมาณ 30x50x50 cm ที่เราจะต้องใส่ของใช้ส่วนตัวเราทั้งหมด เช่น เสื้อผ้า ขัน กล่องสบู่ แปรงสีฟัน รวมถึงของฝากที่คนข้างนอกซื้อเข้ามา ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ล็อกเกอร์ของเราแต่ละคนในวันที่ญาติมาเยี่ยมและซื้อของ มาให้จะถูกยัดเข้าไปจนแน่น แทบไม่มีพื้นที่หายใจเลยก็มี

การอาบน้ำของที่นี่ เราอาบรวมกัน ไม่มีการแยกระหว่างคนปกติกับคนป่วย ซึ่งทุกแดนเราอาศัยรวมอยู่กับผู้ต้องขังที่ป่วยสารพัดโรค เช่น โรควัณโรค ที่เราเรียกกันติดปากว่า โรคทีบี (TB) โรคเอดส์ โรคผิวหนังต่างๆ ที่ฮิตที่สุดคือโรคหิด หรือที่ภาษาคุกเรียกว่า “ตะมอย” โรคเหล่านี้สามารถแพร่กันได้ผ่านทางน้ำที่ใช้ เราทุกคนจึงมีโอกาสที่จะเสี่ยงติดโรคเหล่านี้ได้ทุกคนและทุกเวลา และสามารถติดได้ง่ายมากๆ ด้วย สิ่งที่เราจะทำได้นั่นคือ การป้องกันตัวเอง เช่น ใช้สบู่ฆ่าเชื้อโรคแทนสบู่ธรรมดา และยาสระผมที่มีตัวยาป้องกันเชื้อราแทนยาสระผมธรรมดา และพยายามอยู่ให้ห่างผู้ป่วยที่เป็นโรคเหล่านี้ที่เดินกันปะปนกับคนทั่วไป โดยไม่มีการแยก นับเป็นความตื่นเต้นอีกอย่างหนึ่งที่พวกเราต้องเผชิญกัน

ในช่วงที่แกนนำยุค นปก. ถูกจับเข้าไปในคุกใหม่ๆ ในช่วงปีไหนผมไม่ทราบได้ จำได้ว่าแกนนำคนหนึ่งกล่าวติดตลกว่า ประสบการณ์ที่เขาประทับใจที่สุดก็คือ “การถ่ายทุกข์ในคุก” เพราะส้วมที่นี่เป็นแบบเปิด เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงและขอยืนยันเลยว่านี่คือสิ่งที่น่าหนักใจที่สุด สำหรับผู้ต้องขังหน้าใหม่ทุกคน หลายคนในช่วงสัปดาห์แรกๆ แทบไม่ได้ถ่ายเลยก็มี

ลักษณะส้วมในนี้เคยมีคนบอกว่าเหมือนส้วมในประเทศจีน ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเหมือนหรือเปล่าเพราะไม่เคยไป แต่พอจะบรรยายให้เห็นลักษณะได้ก็คือ จะเป็นส้วมแบบที่ไม่มีประตู แต่ทำกำแพงล้อมซ้ายขวาและด้านหลังสูงประมาณ 80 cm ด้านบนโล่งไม่มีหลังคา ด้านหน้าเป็นทางเข้า เป็นกำแพงสูงประมาณ 40 cm สำหรับเดินข้ามเข้าไปนั่ง เป็นส้วมแบบนั่งยอง วางต่อๆ กันไป โดยใช้กำแพงร่วมกัน (ดังรูป)

เวลาใช้ก็เข้าไปนั่งทำธุระท่ามกลางคนที่เดินไปเดินมา สำหรับคนที่ไม่เคยเข้าคุกมาก่อนอาจจะอาย (แน่นอนล่ะ ต้องอาย) แต่นานๆ ไปก็จะชิน และถือเป็นเรื่องปกติ ทำยังไงได้ในเมื่อมันไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า อ้อ .. สำหรับส้วมที่ว่านี้ ในนี้มีอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกแทนคือคำว่า “บ๊อก” เข้าใจว่ามาจากคำว่า “บ็อกซ์” (BOX) ที่แปลว่า “กล่องสี่เหลี่ยม” เวลาจะไปเข้าส้วม เขาจะพูดว่า “ไปเข้าบ็อก” แทน และส้วมที่เราใช้ในห้องนอนก็จะแบบเดียวกัน คือเป็น “บ็อก” เหมือนกัน บางห้อง บางแดน จะมี 1-2 บ็อก แต่ส่วนใหญ่จะมีเพียง 1 บ๊อกเท่านั้น

ยังมีอีกเรื่องที่ไม่ได้กล่าวถึงข้างต้น นั่นคือ ความสกปรกหรือความเสี่ยงที่จะติดโรคผิวหนังจากการอาบน้ำ บ่อยครั้งที่เราตักน้ำขึ้นอาบ เราจะพบว่าเกิดอาการคันขึ้นมาในทันที และถ้าคันแล้วไม่ฟอกสบู่ด้วยสบู่ยาหรือล้างอีกทีให้สะอาด หลังอาบน้ำเสร็จจะเกิดตุ่มขึ้นมาทันที เป็นเรื่องที่แย่มากๆ เลยจริงๆ

2.

การกินอาหาร

อยู่ในคุกไม่มีทางอดตาย ถ้าไม่เลือกที่จะกิน ทีนี้มีอาหารให้กินวันละ 3 มื้อ คือ ข้าวเช้า ประมาณ 7.00 – 7.30 น. มื้อเที่ยงเป็นข้าวต้ม ขนมหวาน เวลา 11.00 – 11.30 น. มื้อเย็นก็ประมาณ 15.00 น. เป็นแบบนี้ทุกวัน อาหารก็ถือว่าใช้ได้ ไม่ถึงกับว่าดีหรืออร่อย แต่สำหรับผู้ต้องขังที่ไม่เคยติดคุกมาก่อน รับรองกินไม่ลงแน่ๆ ที่นี่จะมีข้าวสวยให้กิน ใครที่ไม่ชอบแกงหลวงสามารถซื้อกับข้าวจากร้านค้าสงเคราะห์ที่อยู่ภายในเรือน จำต่างหากได้ โดยมื้อกลางวันจะเปิดให้กินเวลา 13.00 น. มื้อนี้เป็นมื้อสำหรับผู้ที่พอมีเงินซื้อ ซึ่งจะต้องใช้ถ้วยชามของตัวเอง มื้อเช้าส่วนใหญ่จะเป็นแกงจืด ต้มจับฉ่าย ประเภทอาหารที่ไม่เผ็ด มื้อกลางวันหลักๆ จะเป็นข้าวต้มกับกับข้าวเช่น ยำผักกาดดอง กระเทียมดอง หัวไชโป๊วผัดไข่ ปลาเค็ม (ปลาอะไรก็ไม่รู้ถ้าเห็นข้างนอกคงไม่กล้ากิน แต่มาอยู่ในนี้แล้วอร่อยแฮ *0*) บางมื้อ บางวัน จะมีพ่วงขนมหวาน เช่น ต้มถั่วแดง ต้มสาคู พอกินได้ แต่เหม็นสาบมากๆ มื้อเย็นส่วนใหญ่จะเป็นแกงเผ็ดที่เน้นหนักไปทางมะเขือเปราะ มะละกอ แตงร้าน ต้มหัวปลา (หางปลาไม่ค่อยมี) หมูไม่เป็นหมู ไก่ไม่เป็นไก่ เพราะจะสับให้มองไม่ออกว่าเป็นส่วนไหน รวมๆ แล้วก็ถือว่าพอกินได้ประทังชีวิตได้

3.

มีที่ให้ซื้อของเองมั้ยภายในเรือนจำ

ส่วนใหญ่ญาติผู้ต้องขังจะสงสัยว่า ผู้ต้องขังจะสามารถซื้อของใช้ ขนม นมต่างๆ ได้ภายในเรือนจำหรือเปล่า คำตอบคือ มีครับ เขาเรียกว่า “ร้านค้าสงเคราะห์” มีอยู่ในทุกแดน คล้ายๆ กับร้านเซเว่นอีเลฟเว่นข้างนอก แต่สินค้าน้อยกว่า เดินหยิบซื้อเองไม่ได้ จะซื้อทีต้องเขียนใส่กระดาษแล้วไปต่อคิวซื้อเอา ซึ่งจะชุลมุนมากๆ ก่อนจะเล่าเรื่องวุ่นๆ ในการซื้อของที่ร้านค้าสงเคราะห์ คงต้องชี้แจงเรื่องการซื้อสินค้าภายในเรือนจำก่อน สำหรับนักโทษทุกคนแล้ว จะมีกฎระเบียบเหมือนกันหมด ไม่ว่าคุณจะเส้นใหญ่แค่ไหน รวยมากเท่าไหร่ ที่นี่จะอนุญาตให้เราใช้ได้เต็มที่ วันละ 200 บาท เกินแม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้ ระบบจะไม่อนุมัติ การจ่ายเงินจะทำผ่านบัตรประจำตัวที่เรียกว่า “บัตรสมาร์ทการ์ด” ลักษณะบัตรก็เหมือนบัตรเอทีเอ็มที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป ด้านหน้าบัตรจะมีรูปเราที่ถ่ายตอนเข้ามาในคุกใหม่ๆ มีหมายเลขนักโทษ รายละเอียดต่างๆ แล้วก็ชื่อคดี ด้านหลังจะเป็นแถบแม่เหล็ก แบบเดียวกับบัตรเอทีเอ็มเปี๊ยบ

การซื้อของที่ร้านสงเคราะห์จะแบ่งเป็นการซื้อของแห้ง เช่น สบู่ ยาสีฟัน กาแฟ น้ำอัดลม เป็นสินค้าสำเร็จรูป การซื้อของแห้งทำได้โดยการเขียนใส่กระดาษ โดยระบุรายการของที่ต้องการเสร็จแล้วเอากระดาษใบนี้ไปต่อคิวซื้อ วันธรรมดาร้านค้าจะเปิดให้ซื้อของแห้งตอน 11.00 – 13.00 น. วันหยุดจะเปิดขายเร็วหน่อย อยู่ที่ความพร้อมของสินค้าที่เบิกเข้ามาในร้าน

อันต่อมา คือการเบิกอาหารสำหรับคนที่พอมีเงินอยู่บ้าง ไม่อยากกินข้าวหลวงก็สามารถเลือกซื้ออาหารจากร้านค้าสงเคราะห์ได้ ความจริงแล้วมีอาหารที่เราสามารถเลือกซื้อได้ถึง 4 ทางด้วยกัน และมีความแตกต่างกัน ได้แก่

ทางที่ 1.การสั่งซื้ออาหารหน้าร้านค้า อาหารที่ขายผ่านหน้าร้านคืออาหารที่ไม่ต้องจดเพื่อสั่งซื้อทางร้านค้า จะเอามากองให้เลือกซื้อกันสดๆ เลย สนใจอันไหนก็หยิบแล้วรูดปื้ดได้เลย จุดเด่นของอาหารหน้าร้านคือ ไม่แพง ถุงละ 20 บาท แต่ถุงเล็กชะมัด มีแกงต่างๆ ขนมหวาน ขนมปัง ตามแต่เจ้าหน้าที่ที่ดูแลร้านค้าจะวัดดวงเอามาขาย ผมคิดว่าอันนี้เป็นผลประโยชน์พิเศษของผู้คุมร้านค้านะ เพราะสินค้าจะแพงเป็นพิเศษ อย่างโยเกิร์ตที่เราซื้อที่เซเว่นข้างนอก 12 บาท หน้าร้านจะขาย 20 บาท ยาคูลท์ผมไม่รู้ว่าเวลานี้ข้างนอกขายเท่าไหร่ แต่ในนี้ขาย 10 บาท ใครอยากกินก็ต้องทนซื้อเอา เรียกร้องไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้บังคับให้ซื้อของหน้าร้านนี้ ผมอยากให้มีการตรวจสอบมากที่สุด เขาขายเกินราคามากๆ โดยสรุปจุดเด่นของการซื้อของหน้าร้านคือ สะดวก รวดเร็ว มีอาหารของกินแปลก แต่ข้อเสียคือแพง

อ้อ.. สินค้าหน้าร้านนี้หมดแล้วหมดเลยนะครับ เขาเอาเข้ามาจำกัดใครที่คิดจะซื้อกับข้าวแต่ไม่ได้สั่งล่วงหน้า ถ้าพลาดสินค้าหน้าร้านแล้วละก็ ไม่มีอะไรกินเลยล่ะ

ทางที่ 2. การสั่งซื้อสินค้า (อาหาร) ล่วงหน้าจากร้านค้าสงเคราะห์หรือที่เราเรียกกันว่า “การสั่งออเดอร์” อาหารจากร้านสงเคราะห์มีมากมายหลายอย่าง เกือบทั้งหมดจะราคา 25 บาท ได้ของเยอะกินได้จุใจ แต่ต้องสั่งล่วงหน้าคือสั่งวันนี้ได้วันรุ่งขึ้น วิธีการคือ ถ้าเราจะกินอะไรพรุ่งนี้ วันนี้เราจะต้องจดรายการอาหารที่เราต้องการใส่เศษกระดาษ แล้วเอาไปใส่ในกล่องรับใบออเดอร์ วันรุ่งขึ้นก็รอจ่ายเงินแล้วรอรับของ ซึ่งการซื้อของ รับของออเดอร์นี้วุ่นวายมากๆ ใครไปรับของช้า ก็จะถูกคนอื่นที่มาก่อนเอาไป โดยรวมแล้วอาหารออเดอร์นี้ใช้ได้เลย แต่น่าเบื่อตรงกระบวนการซื้อและรับของเท่านั้นเอง

ทางที่ 3. ทางนี้คือทางที่เรียกว่าไฮโซสุดๆ ถือว่ามีระดับมากๆ นั่นคือ สั่งซื้อสินค้าจาก “สโมสร” ที่นี่จะสั่งเช้าได้เย็นไม่ต้องคอยข้ามวัน จะสั่งซื้อของจากสโมสรได้ ต้องมีเงินฝากไว้กับสโมสร โดยญาติต้องไปติดต่อเพื่อเปิดบัญชีกับทางสโมสรในชื่อของผู้ต้องขัง เมื่อมีการสั่งซื้อก็จะตัดบัญชีเงินที่ฝากไว้กับทางสโมสรออกไป การใช้เงินที่สโมสรนั้นไม่จำกัดวงเงินนะครับ จะซื้อเท่าไหร่ก็ได้ ตราบใดที่ยังมีเงินฝากกับทางสโมสรอยู่ อยากกินพิซซ่าฮัท เอ็มเค เอสแอนด์พี เคเอฟซี สั่งได้หมด แต่ขอบอกก่อนนะครับว่าที่นี่ชาร์จโหดมากๆ เช่น สั่งเคเอฟซี 100 บาท ค่าส่ง 30 บาท สโมสรโทรสั่งให้ พอของมาส่ง สโมสรจะคิดค่าบริการ 30% จากค่าสินค้าเบ็ดเสร็จ ซื้อของ 100 จ่าย 160 บาท ถ้าสั่ง 500 ค่าส่ง 30 สโมสรบวก 150 รวมค่าของ 680 บาท ถือเป็นกำไรอย่างงามของสโมสร แต่เป็นเวรกรรมของผู้ต้องขัง อย่างไรก็ตาม การสั่งซื้อสินค้า อาหารจากสโมสรจะนิยมเฉพาะในหมู่ผู้ต้องขังที่มีอันจะกินเท่านั้น กับชาวต่างชาติที่มีเงินเยอะๆ ตอนแกนนำ นปช.ถูกจับเข้ามาก็ใช้บริการของทางสโมสรนี่แหละ อาหารของทางสโมสรจะเนื้อเป็นเนื้อ หมูเป็นหมู ค่อนข้างมีคุณภาพดี แต่แพงชะมัด ถุงนิดเดียวราคา 50 บาทขึ้นทั้งนั้น โดยรวมแล้วอาหารที่สั่งทางสโมสรจะแพงมากๆ มีเงินเสียอย่างสโมสรจัดให้ได้หมด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ต้องขังระดับ 5 ดาวเท่านั้น

ทางที่ 4 ทางสุดท้ายที่เรียกได้ว่าโลคลาสสุดๆ คือการซื้ออาหารจากพ่อค้า (นักโทษด้วยกันเองที่สั่งสินค้ามาขายเองจากร้านค้าสงเคราะห์) ความจริงแล้วทางเรือนจำไม่สนับสนุนให้มีพ่อค้า บางแดนถ้าจับได้ถือว่ามีความผิดทางวินัยเลย พ่อค้าที่ว่าจะสั่งซื้ออาหารที่คิดว่าขายดีๆ มาไว้ จากนั้นนำมาวางเร่ขายโดยแลกกับนมหรือบุหรี่ ซึ่งจะบวกกำไรพอสมควร ในความคิดผม ผมคิดว่าทางเลือกนี้เหมาะมากกับผูต้องขังที่ไม่มีเงินอยู่ในบัญชีที่ไม่ สามารถสั่งซื้อสินค้าด้วยวิธีธรรมดาได้ แต่อาจมีบุหรี่ นมที่ได้จากการรับจ้าง บริการต่างๆ ก็สามารถนำของเหล่านั้นมาแลกเป็นอาหารกับพ่อค้าได้

ขอชี้แจงเรื่องสิ่งของที่ใช้เป็นตัวกลางแทนเงินในคุกสักหน่อย ที่เห็นชัดเจนและได้รับความนิยมเห็นจะมี 2 อย่าง นั่นคือ นมกับบุหรี่ นม 1 กล่องแทนเงิน 10 บาท บุหรี่ 1ซอง (กรองทิพย์,สายฝน,LM,มาร์โบโล) ไม่ว่าข้างนอกจะมีราคาเท่าไหร่ แต่ในนี้แทนเงิน 50 บาท ซึ่งเราสามารถใช้บุหรี่แทนเงินได้เลย เช่น ค่าซักผ้าเดือนละ 300 บาท ก็เอาบุหรี่จ่าย 6 ซอง เป็นที่รู้กัน สำหรับอาหารที่พ่อค้านำมาขายมักจะจัดเป็นชุด เช่น อาหาร 1 อย่าง (25บาท) กับขนม 1 อย่าง(10บาท) รวม 35 บาท พ่อค้าจะขาย 1 ซอง(50บาท) หรือขนม 2 อย่าง(20บาท) พ่อค้าจะขาย 3 กล่อง(นม) นมในที่นี่คือนมอะไรก็ได้ ที่นิยมก็นมแลคตาซอย, ไวตามิลค์ ที่เวลาเยี่ยม พวกท่านซื้อให้แพ็คละ 6 กล่องนั่นแหละครับ

ถึงตอนนี้ท่านคงจะพอรู้แล้วนะครับว่า อาหารในนี้ซื้อหากันอย่างไร สำหรับเพื่อนๆ นปช.ที่ถูกจับเข้ามาที่กำลังถูกจองจำอยู่ที่มีทุนน้อยหน่อยก็สามารถเลือก บริโภคอาหารจากร้านค้าสงเคราะห์ได้ แต่จากข้อมูลที่มีอยู่พบว่ามีเพื่อนๆ นปช.เกินกว่าครึ่งหรืออาจจะ60-80% ที่แทบไม่มีโอกาสได้กินอาหารดีๆ เลย จึงไม่แปลกใจที่ผมเคยบอกกับผู้ที่มาเยี่ยมว่า มาม่าเป็นอาหารที่วิเศษสุดๆ รวมถึงปลากระป๋องด้วย ทั้งๆ ที่เป็นอาหารที่เวลาเราอยู่ข้างนอกคุก เราแทบไม่มองมันเลยด้วยซ้ำ และจากโครงการเลี้ยงอาหารกลางวันผู้ต้องขังที่ทางกลุ่มราษฎรประสงค์ร่วมกับ พี่น้องเสื้อแดงหลายๆ กลุ่มที่เห็นใจและห่วงใยผู้ต้องขังที่ทางกลุ่มฯ ซื้อให้นั้นคืออาหารในระดับสโมสร และเชื่อได้เลยว่าพวกเราในนี้มีโอกาสได้กินอาหารอย่างนี้น้อยมาก อย่าสงสัยว่าผมจะเขียนบรรยายโอเว่อร์เกินไปนะครับ นี่คือความจริงเลยล่ะ

4.

เรื่องการทำงานในเรือนจำ

เรื่องนี้ก็มีคนถามกันมาเยอะ เพราะเป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงเป็นอันมาก จากการเข้าเยี่ยม นปช.ที่เรือนจำ และจากการสอบถามแต่ละคนพบว่าเรื่องงานนี่แหละเป็นปัญหาและทำให้เพื่อนๆ ผู้ต้องขัง นปช.ทุกข์ใจ ลำบากใจมากที่สุด สำหรับผู้ต้องขังทุกคนแล้ว เมื่อต้องเข้ามาอยู่ในนี้ทุกคนจะต้องถูกจำแนกไปตามกองงานต่างๆ กองงานก็จะแบ่งอย่างกว้างๆ ได้เป็น 2 อย่าง คือ กองงานที่มียอดงาน และไม่มียอดงาน ที่มียอดงานได้แก่ กองงานปั่นถ้วยกระดาษ กองงานเย็บรองเท้า เป็นต้น กองงานถ้วยกระดาษ ถือเป็นกองงานที่ใช้ในการลงโทษก็ได้ เช่น กรณีถ้ามีนักโทษคนไหนทำผิดวินัยก็จะถูกย้ายไปลงกองงานปั่นถ้วย นักโทษที่เด็ดขาดแล้ว หรืออยู่ในระหว่างก็จะต้องทำงานเหมือนกัน พวกที่ยังหนุ่มยังแน่นอยู่มักจะถูกจับให้ทำหน้าที่ปั่น ที่มีอายุหน่อยหรือพิการหรือป่วยเป็นโรคก็จะถูกจับทำด้านถอดเสียบ

อย่าเพิ่งงงนะครับ ถ้วยกระดาษที่ว่าก็คือถ้วยกระดาษรูปกรวย ที่เราเห็นเราใช้กันตามสถานที่ราชการ โรงพยาบาล ธนาคาร ห้างสรรพสินค้านั่นแหละครับ วันๆ พวกเรา นปช.และผู้ต้องขังคนอื่นๆ จะต้องทำ (เรียกว่า “ปั่นถ้วย”) ให้ได้อย่างน้อยวันละ 4-5 กิโลกรัม ถ้านับเป็นใบแล้วก็ประมาณ 2,000-2,500 ใบ (1 กิโลกรัม ประมาณ 500 ใบ) ทำไม่เสร็จโดนเฆี่ยนครับ หรือทำไม่ทันก็ต้องจ้างเค้า หรือตัดยอดงานกับนายที่เป็นหัวหน้ากองงานอยู่ โดยจ่ายเป็นรายเดือน เดือนละ 1,000 บาทโดยประมาณ หรือคิดเป็นบุหรี่ก็เดือนละ 2 แถว (20ซอง) จ่ายแล้วก็เดินเซิ้งได้เลยครับ ไม่มีจี้ ไม่มีเรียก หรือวุ่นวายใดๆ เพื่อนๆ เราบางคนที่พอจะมีทุนทรัพย์อยู่บ้างก็จะจ่ายครับ โธ่ ใครจะไปทนไหว นั่งหลังขดหลังแข็งแต่เช้าทุกวัน ยังไงก็ไม่ไหว หลายครั้งที่ได้ไปเยี่ยมเพื่อนๆ มีหลายคนบอกว่าต้องรีบกลับไปปั่นงานต่อ คำว่าปั่นงานก็นี่แหละครับ ออกมานานกลับไปไม่ทัน บางทีเพื่อนๆ มาเยี่ยมกันด้วยน้ำใจลืมซื้อของฝาก พอเรากลับแดนก็ต้องหานมไปจ้างงานออก ลำบากแท้จริงๆ

นอกจากนี้ยังมีกองงานเย็บรองเท้าที่ต้องรับยอดเต็มวันละ 13-15 คู่ครับ คู่นะครับไม่ใช่ข้าง เวลามาเยี่ยม นปช.ลองให้พวกเขาชูมือให้ดูครับ ถ้ามือเลอะกาวก็มาจากปั่นถ้วย ถ้านิ้วชี้นิ้วกลางเป็นแผลก็มาจากรองเท้าชัวร์ (เย็บรองเท้านิ้วต้องเสียดสีกับด้ายเย็บรองเท้า ในขณะที่ดึงด้ายเข้าออก ดังนั้นนิ้วจึงเป็นแผล)

แล้วสำหรับกองงานที่ไม่มียอดงาน ก็อย่างเช่น กองงานปลั๊กไฟ (จัดเรียงกล่องปลั๊กไฟใส่กล่อง) กองงานโรงเลี้ยง กองงานพัฒนาแดน เหล่านี้ใช้แรงงานอย่างเดียวกครับ แต่ก็งานหนักไม่ใช่เล่น ทั้งนี้ทั้งนั้น จากที่เล่ามาทั้งหมด ตามระเบียบของทางเรือจำ การทำงานของผู้ต้องขังจะไม่มีการบังคับนะครับ ทำด้วยความสมัครใจ ยิ่งโดยเฉพาะผู้ต้องขังที่อยู่ในระหว่างพิจารณาคดี ยังไม่ตัดสินที่ถือว่ายังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ตามกฎหมายน่าจะไม่ต้องทำงาน เลยด้วยซ้ำ จุดประสงค์ของการทำงานที่แท้จริงคือ การให้ผู้ต้องขังมีอะไรทำบ้าง จะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องคดีความ แต่ในความเป็นจริงแล้วที่เป็นอยู่มันไม่ใช่อย่างนั้นเลย การทำงานกลับทำให้ผู้ต้องขังมีความเครียดเพิ่มเข้าไปอีก เหมือนเป็นการซ้ำเติมผู้ต้องขังที่ทุกข์ทรมานอยู่แล้วในทุกข์มากขึ้น นี่คือปัญหาที่น่าจะได้รับการแก้ไขโดยด่วนที่สุด ขออีกนิดสำหรับเรื่องผลตอบแทนในการทำงาน จะบอกว่าที่นี่เขามีปันผลให้คนงานด้วยนะครับ เห็นตัวเลขแล้วอย่าตกใจ กองงานเย็บรองเท้าเย็บวันละ 15 คู่ 1 เดือน 4 สัปดาห์ ก็ 300 คู่ (600 ข้าง) ถ้าทำได้เอาไปเลยเดือนละ 95 บาท กองงานปั่นถ้วยปั่นวันละ 5 กิโ (2,500 ใบ) 1 เดือน 4 สัปดาห์ 100 กิโล (250,000 ใบ) ถ้าทำได้เอาไปเลย 90-120 บาท ลองไปเฉลี่ยดูนะครับว่าค่าแรงต่อชิ้นต่อโลเท่าไหร่ และงานที่ทำจำนวนมหาศาลต่อวัน ผลประโยชน์ตกไปอยู่กระเป๋าใคร ขอฝากเอาไว้เป็นข้อมูลให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์คนใหม่ด้วยครับ *หมายเหตุ เงินที่ผู้ต้องขังได้รับจากการทำงานในแต่ละเดือน ที่นี่เขาไม่เรียกค่าแรง/ค่าจ้าง แต่เรียก “เงินปันผล”

ติดตามต่อในตอนหน้า

ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์เตรียมทำรายการทอล์กโชว์คุยเรื่องอนาคตโลก

ที่มา ประชาไท

จูเลียน อัสแซนจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ ประกาศจะจัดซีรีส์พูดคุยเชิงลึกกับผู้เล่นหลักทางการเมือง นักคิดและนักปฏิวัติจากทั่วโลก ภายใต้ธีม "โลกในวันพรุ่งนี้"

ซีรีส์ดังกล่าวจะเริ่มออกอากาศกลางเดือนมีนาคม เป็นเวลา 10 สัปดาห์ๆ ละ 1 ตอนๆ ละ 30 นาที ในช่วงต้น การถ่ายทอดสัญญาณครอบคลุมผู้ชมกว่า 600 ล้านรายผ่านเคเบิล ดาวเทียม และเครือข่ายแพร่สัญญาณภาคพื้นดิน

อัสแซนจ์ ระบุในใบแถลงข่าวว่า "ในซีรีส์นี้ ผมจะสำรวจความเป็นไปได้ในอนาคตของพวกเรา ผ่านการสนทนากับผู้ที่กำลังก่อร่างมัน พวกเรากำลังมุ่งหน้าสู่ยูโทเปีย หรือดิสโทเปีย (แนวคิดของสังคมที่กดขี่และเลวร้าย ตรงข้ามกับยูโทเปีย-ประชาไท) และเราจะวางแนวทางของเราอย่างไร นี่เป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นที่จะได้แลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์กับแขกรับเชิญใน รายการรูปแบบใหม่ ที่จะสำรวจแนวความคิดและการต่อสู้ของพวกเขาในเชิงลึกและชัดเจนกว่าที่เคยมี มา"

ที่มา: http://wikileaks.org/New-Assange-TV-Series.html

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 26/01/55 เวทีใหม่..ให้เต้น

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


มาจะกล่าวบทไป...
ฉลองชัย เฮฮา ประสาเพื่อน
จะวันนี้ วันไหน ไม่ลืมเลือน
คอยย้ำเตือน ผิดถูก รักผูกพัน....


คือรางวัล คนเสื้อแดง สาดแสงส่อง
บันไดทอง เส้นทาง ผู้สร้างฝัน
เวทีใหม่ “ให้เต้น” เด่นเร็วพลัน
ร่วมสร้างสรรค์ นักต่อสู้ ผู้ร่วมทาง....


เป็นพลัง สวยงาม ตามส่งเสริม
“เพื่อน” คนเดิม พร้อมเติมวาด ไม่บาดหมาง
รัก “เสื้อแดง” หนุนเกื้อ ไม่เจือจาง
ทุกสิ่งอย่าง ไม่ลบเลือน ยังเหมือนเดิม....


ทางข้างหน้า มีอุปสรรค และขวากหนาม
อาจลุกลาม ล้ำลึก อย่าฮึกเหิม
ต้องเรียนรู้ ไขว่คว้า มาเพิ่มเติม
คิดริเริ่ม สร้างฝัน อย่างมั่นใจ....


ขออย่าลืม วันแสนเศร้า เราสูญเสีย
โดนทะเฮี่ย ยิง-ฆ่า พาหวั่นไหว
เลือดทุกหยด ที่ดับดิ้น เขาสิ้นไป
อยู่ตรงไหน ให้ตระหนัก รักเสื้อแดง....


๓ บลา / ๒๖ ม.ค.๕๕

รักหมอตุลย์-สำนึกบุญคุณบิณฑ์ วันนี้ฟังเพลงสรรเสริญก่อนดูปัญญากับเรณู2ทุกโรงทั่วประเทศ

ที่มา Thai E-News

หนัง ปัญญาเรณู 2 ประเดิมลงโรงฉายวันนี้ ขณะที่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้กำกับและเจ้าของหนังที่เคยท้าทายว่าใครไม่อยากดูก็ไม่ต้องมาดู ถึงกับลงทุนเขียนข้อความทางเฟซบุ๊คขอให้คนมาดูแล้ว

สวัสดีตอนเช้าครับเพื่อนๆทุกๆท่าน..วันนี้แล้วนะครับที่ ปัญญา-เรณู2 ฉายวันแรก

ครับ..ผมมาขอกำลังใจจากเพื่อนๆทุกๆท่านครับ ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมสักครั้งเถอะครับ ไม่เคยขออะไรที่เป็นทางการอย่างนี้มาก่อนเลยครับ..ตอนนี้ผมเองก็ออกเดินสาย โปรโมททุกวันเลย บ้างครั้งการตอบpostต่างๆอาจจะล่าช้าไปบ้างต้องขอโทษด้วยนะครับเพระาผมตอบ เองเล่นเองทุกคำพูดออกมาจากใจครับ..ทุกๆท่านคือกำลังของผมครับ :-)

เรียกว่าคนละอารมณ์กับก่อนหน้านี้..

เรื่องหนังของผม..ผมทำหนังมาเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย..ใครจะดู หรือไม่ดูก็เรื่องของพวกเค้า..หนังผมจะไม่ได้เงินหรือได้เงินมันก็เรื่องของ ผมเพราะมันเป็นเงินของผม-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ เขียนก่อนหน้านี้

ตกลงแล้วเพื่อนจะไปอุดหนุน คุณ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ กันบ้างไหม ? วันที่26นี้ ฉายทุกโรงภาพยนตร์ ไปกันเถอะนะค่ะ เขาทำให้สังคม มาจนนับไม่ถ้วน แล้วสังคมจะไม่ตอบแทนเขา บ้างหรือ? คุณ บิณฑ์ จะได้ มี ตังค์ ไปช่วยเหลือ สังคมอีกต่อไป -เฟซบุ๊คแม่ยกบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์

คุณบิณฑ์ออกมาพูดจริงจัง ซีเรียสมาก แล้วก็ฟังไม่ผิดหูว่า ต้นทุนการผลิต 120 ล้านบาท ถ้าต้นทุนเท่านั้นจริงๆ ขอรถถัง เครื่องบิน ยานอวกาศ สัตว์ประหลาด แม่มด คางคก ฯลฯ เข้าฉากด้วยนะ จะได้ดูอลังฯ ตามที่โม้ไว้

120 ล้าน(กีบป่าว) แต่ถ้าเป็นจริงเราว่าเวอร์มาก เพราะดูจากตัวอย่าง
ไม่ได้เห็นมีอะไรอลังการเลย เห็นมีแต่ควายเข้าฉาก หรือควายค่าตัวแพง?!-กระทู้พันทิป ปัญญาเรณู ภาคแรกงบ 50 ล้าน ภาคสอง 120 ล้าน ขนาดนั้นเลยหรือ ?

........

หาก"ปัญญาเรณู 2" ของบิณฑ์ เจ๊งอีกเรื่อง อำนาจของเสื้อแดงจะน่าเกรงขามมาก

โดย ลูกชาวนาไทย
ที่มา เว็บบอร์ดไทยฟรีนิวส์

กระแสการบอยคอตหนังของบิณฑ์ เรื่อง ปัญญาเรณู-2 คาดว่าจะขึ้นสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหากในที่สุดหนังเรื่องนี้เจ๊งแบบหมดท่าเหมือนหนัง คนโขน หรือ หมาแก่ ผมเชื่อว่าพลังทางการเมืองของคนเสื้อแดงจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จะไม่มีนักธุรกิจหรือ ดาราคนใด กล้าที่จะแสดงออกต่อต้านคนเสื้อแดงอีก

อำนาจต่อรองในการปฎิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ 112 จะเพิ่มสูงขึ้นมาก
และเชื่อว่าจะสามารถทัดทานกับกองทัพได้อย่างเหมาะสมเลยทีเดียว ในการต่อต้านการทำรัฐประหาร

พลังทางการเมืองเช่นนี้ สำหรับฝ่ายตรงข้ามแล้วเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะมันต่อต้านไม่ได้ ทำลายไม่ได้ ไม่ว่าจะมีอำนาจทางทหาร หรือ มีตำแหน่งทางสังคมสูงขนาดไหนก็ตาม

เพราะกระแสต่อต้าน บอยคอต มันเกิดขึ้นเองแล้วลามออกไปเองอย่างรวดเร็ว แม้สื่อกระแสหลักจะไม่สนับสนุน ก็ไม่มีผลต่อการขยายตัวของการบอยคอตของคนเสื้อแดง

ปีที่แล้ว คนเสื้่อแดงสั่งสอน "มาม่า" อย่างเจ็บปวดไปแล้ว

การออกมาโวยวายของ ปชป. ให้ยุบหมู่บ้านเสื้อแดง (ยังกับว่าจะมีใครมีอำนาจที่จะยุบได้ แม้แต่ทักษิณเองก็น่าจะทำไม่ได้) แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวอย่างยิ่ง ของพรรค ปชป.

ความกังวลใจของฝ่ายอำมาตย์ต่อการขยายตัวของหมู่บ้านเสิื้อแดงบอกถึงความวิตกกังวลได้เป็นอย่างดี

ผมคิดว่าทศวรรษนี้เป็นของคนเสื้อแดง

จนกว่าขบวนการอนุรักษ์นิยม จะสามารถปรับตัวก้าวหน้าขึ้นมาท้าทายได้ คงอีกนานพอสมควร (แต่ผมคิดว่าในอนาคตก็คงเกิด การเมืองไทยจะเป็นสองพรรคสองขั้ว)

เครื่องมือ บอยคอตนี้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ทางเศรษฐกิจ หากมันใช้ได้ผล มันจะมีความรุนแรงยิ่ง เพราะมันจะทำให้เป้าหมายที่ถูกบอยคอต ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็จะพังทลายจนหมดสิ้น

อำนาจเช่นนี้ ไม่มีองค์กรทางธุรกิจใดในระบบทุนนิยม กล้าตอแย

ภาพนี้ทำเอาฮากลิ้ง ใครเชื่อผู้จัดการก็บ้าแล้ว ฮา ฮา ฮา . . .

ที่มา Thai E-News

26 มกราคม 2555
ที่มา รวมวาทกรรมสลิ่มอกหัก

ไทย อีนิวส์ ผ่านไปเห็นภาพนี้ที่่เฟสบุค ที่ทำเอาขำกลี้งไปครึ่งชั่วโมง จนอดรนทนไม่ได้ต้องเอามาแบ่งปันผู้อ่านเพื่อเสียงหัวเราะประจำวัน เมื่อเห็นข่าวผู้จัดการพยายามสร้างปีศาจล้มเจ้า เช่นเดียวกับดาวสยามในยุค 2519 เพื่อหวังปลุกผีหรือระดมนวพลและกระทิงแดงในวัยดึกมาเผานั่งยางและสังหาร ประชาชนที่รักประชาธิปไตยที่ลานโพธิ์อีกครั้ง

ใครเชื่อผู้จัดการก็บ้าแล้ว ฮา ฮา ฮา . . .



ชิบหายแล้วกนกด่าเพลินพวกแก้112พ่องตายไม่รู้จักสั่งสอน เจ้านายหยุ่นเนชั่นดันโดนหมัดหลงเข้าเต็มๆ

ที่มา Thai E-News


"กนก" ถามกลุ่มขอแก้ไข ม.112 "พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?"

เว็บไซต์ประชาไท รายงานว่า วันนี้ (25 ม.ค.) นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวเครือเนชั่น ได้โพสต์ลงในเฟซบุค "Kanok Ratwongsakul" วิจารณ์กลุ่มที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า "ทุกๆ 10 นาที จะมีคนโพสต์ต่อต้าน กลุ่มที่จะขอแก้มาตรา 112 ลงที่เฟซบุ๊คนี้ ผมก็ตามอ่านตลอด บางคนลงรูปของอาจารย์นิติฯ ธรรมศาสตร์ ที่เป็นหัวหอกแก้มาตรานี้ ซึ่งผมจะลบออกทุกครั้ง เพราะไม่อยากเห็นหน้าคนกลุ่มนี้บนเฟซบุ๊คผม ถ้าพวกนี้อายุ 30 – 40 กว่าปี ตามที่เสธ.หนั่นไล่ให้ไปอ่านประวัติศาสตร์ ผมสงสัยว่า พ่อแม่เขายังอยู่หรือเปล่า รุ่นพ่อรุ่นแม่น่าจะทันได้เห็น”ในหลวง” ทรงงานมาตลอด ถ้าลูกไม่ใส่ใจในความเป็นกษัตริย์นักพัฒนา มัวแต่ดื้อด้านจะแก้กฎหมายท่าเดียว
แล้วพ่อแม่พวกนี้ทำอะไร อยู่..ไม่ห้ามปรามเลยหรือ? หรือวายชนม์ไปหมดแล้ว? ผมขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมก้าวล่วง แต่อยากถามคนกลุ่มนี้จริงๆว่า พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?"

ปรากฎว่าเรื่องนี้สร้างความฮือฮาในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์คมาก เพราะ 1 ในบรรดาผู้รณรงค์แก้ไขม.112 รายสำคัญคือนายปราบดา หยุ่น นัีกเขียนรางวัลซีไรต์ ลูกชายนายสุทธิชัย หยุ่น เจ้าของเครือเนชั่น และเป็นเจ้านายของนายกนกนั่นเอง ที่สำคัญนายสุทธิชัยก็ยังอยู่ไม่ได้วายชนม์แต่อย่างใด

เฟซบุ๊กสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น (TyphoonBooks Thailand) ของนายปราบดา หยุ่น ได้โพสต์ข้อความว่า

"ปกติไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวเลย แต่บางข่าววันนี้ทำให้อยากบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากๆ คือการมีพ่อกับแม่ที่มอบสิ่งมีค่าที่สุดกับเรามาตลอด นั่นคืออิสระทางความคิดและการใช้ชีวิต สำหรับเรา ความหมายของการอบรมสั่งสอนลูกที่ดีคือแบบนี้ ไม่ใช่แบบที่อบรมให้ไหม้เกรียมไปด้วยการบังคับ และสั่งสอนให้ตกเป็นทาสของขนบงมงาย"


ภาพและเครดิต:เว็บบอร์ดอินเตอร์เน็ตฟรีด้ิอม