WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, January 26, 2012

โอ๊ยยย ไปที่ไหนเจอแต่ท่าน นายก ยิ่งลักษณ์

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ





http://mekaje.wordpress.com/2012/01/25/thai-pm-yingluck-visit-to-india/
http://www.2space.net/news/article/403201-1327471801/thailand%26%2339%3Bs-prime-minister-yingluck-shinawatra-r-shakes.html
http://www.2space.net/news/article/403205-1327473602/thailand%26%2339%3Bs-prime-minister-yingluck-shinawatra-c-departs.html
http://www.tribuneindia.com/2012/20120125/nation.htm
สลิ่มดิ้นกันตายยย xxx12 xxx12 xxx12

ชมภาพมุมสูง นายกฯปู ไป อินเดีย 24 -26 ม.ค.55 (อย่างจุใจเต็มอิ่ม)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก



ชมภาพเต็มทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ถอดสลักข่าว อาจารย์หวาน 25 01 55

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1039

จากพันทิพย์ ม.112 ความเห็นที่ 20 ค้านไม่ขึ้นค่ะ

ที่มา thaifreenews

โดย HardCoreLady

http://www.pantip.com/cafe/social/topic/U11592551/U11592551.html

ความคิดเห็นที่ 20
ควรจะใช้การสร้างศรัทธาเป็นหลักครับ การใช้มาตรานี้ไปลงโทษ ทำให้คนที่ถูกลงโทษ และญาติพี่น้องมีความโกรธแค้นมากขึ้น

ก็ลองคิดกันดูว่า ในสมัยพุทธกาล ถ้ามีใครถูกจำคุกเพราะดูหมิ่นพระพุทธเจ้า ตัวท่านจะรู้สึกศรัทธาองค์พระพุทธเจ้าเพิ่มขึ้นหรือไม่

จากคุณ : นอนดูดาว (นอนดูดาว)
เขียนเมื่อ : 18 ม.ค. 55 20:12:18
ถูกใจ : ตึกหนึ่ง, Moonui, เวลาที่หายไป, oeton

ซาบซึ่ง

สำหรับดิฉัน ครอบครัวคนใกล้ชิดเป็นอิสลาม..เค้ามีแง่คิดและความเห็นเรื่องนี้ว่า..

พระ เจ้า..ไม่มีกฎหมายหมิ่น เพราะความศรัทธาที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากวาจาของผู้พูดให้ร้าย แต่เกิดจากจิตใจ และเสรีภาพของผู้ที่นับถือและศรัทธา จวบจนบัดนี้ผ่านมากี่พันปี ศรัทธาของพระเจ้า ก็ไม่เคยหมดไปจากใจมนุษย์เลย

อยาก บอกให้คนไทยที่ยังไม่เข้าใจความสำคัญของคำว่า สถาบัน ให้เปิดใจบ้าง เพราะไอ้ความคลั่ง ความรักที่ทำให้คนตาบอดนั่นแร่ะค่ะ ที่ทำลายล้างอิสระภาพและเสรีภาพทางความคิดของคนไทยด้วยกันเอง การแก้ม.112 ไม่ได้ทำให้สถาบันพระมหากษัติย์เสื่อม หรือด้อยค่าลงอย่างที่พวกคลั่ง กำลังหลงทางกันอยู่

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: รักในหลวง ห่วงสถาบัน ร่วมผลักดันแก้ไข ม. 112

ที่มา ประชาไท

สรรพสิ่งในโลกล้วนต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย สิ่งที่อยู่ยืนยงคงทนที่สุดในโลก คือสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด ปราสาทหินศิลาแลงที่เห็นยืนเด่นเป็นสง่าท้าทายกาลเวลาได้นับพันปี นั่นเพราะผ่านการตกแต่งบูรณะฟื้นฟูอยู่มิได้ขาด หาไม่แล้วปราสาทหินก็อาจจะกลายเป็นฝุ่นทรายในสายลมเมื่อชั่วเวลาผ่านไปไม่ นานนัก

ฉันใดก็ฉันนั้น สถาบันกษัตริย์ที่เราเห็นว่าอยู่คู่สังคมไทยมานานนับแต่ก่อตั้งประเทศก็ผ่าน การเปลี่ยนแปลงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน จากมีอำนาจน้อยสู่ความมีอำนาจมาก จากมีอำนาจมากกลับสู่ความมีอำนาจน้อย จากสถานะของพ่อปกครองลูก สู่ความเป็นเทพแห่งชีวิต จนกลายเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจ จากที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในรัฐสู่การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐ จากการที่เป็นผู้กำหนดกฎหมายมากลายเป็นผู้อยู่ภายใต้กฎหมาย จากสมบูรณาญาสิทธิราช สู่กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ นั่นผ่านกระบวนการเปลี่ยนแปลงและแรงเสียดทานจากความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยมา แล้วทั้งสิ้น

แล้วใย สังคมไทยจะยังไม่เคยชินกับการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์อีก เล่า การที่มีคณะบุคคลที่เรียกตนเองว่า คณะนิติราษฎร์ และคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ของประมวลกฎหมายอาญา) เสนอให้แก้ไขกฎหมายเรื่องการหมิ่นพระมหากษัตริย์นั้น ก็เป็นหนึ่งในกระบวนการเล็กๆ ของสังคมที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ ไม่มีใครสักคนในคณะดังกล่าวได้แถลงอย่างเปิดเผยว่า สิ่งที่ตัวเองทำนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อล้มล้างระบอบกษัตริย์ในประเทศไทย ตรงกันข้ามที่สิ่งเขากำลังทำอยู่นั่นคือ การปกป้องสถาบันกษัตริย์มิให้ถูกฉวยใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของพวกคน พาลสันดานหยาบต่างหาก

ไม่มีใครเลยสักคนที่บอกว่า สถาบันกษัตริย์ องค์พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในฐานะประมุขของรัฐ ไม่พึงต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ดูเหมือนหลายคนจะบอกว่า สถาบันและบุคคลในตำแหน่งเช่นว่านั้น สมควรได้รับการปกป้องคุ้มครองจากกฎหมายเหนือกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำไป

แรงบันดาลใจ ที่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวผลักดันให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้มาจากหลายประการ บ้างก็เกิดจากความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่โดนผลกระทบของกฎหมายมาตรานี้อย่าง ไม่เป็นธรรม บ้างก็เพื่อทำให้กฎหมายได้มาตรฐานสากล แต่ที่ตรงกันอย่างหนึ่งแน่นอนคือ การแก้ไขกฎหมายมาตรา112 นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่กลายเป็นเครื่องมือทาง การเมืองให้ใครฉวยใช้เพื่อประโยชน์ของตัวได้อย่างสะดวกอีกต่อไป และเป็นก้าวสำคัญที่นำมาไปสู่การแก้ไขกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อทำให้สถาบันกษัตริย์มีสถานะต้องด้วยยุคสมัยแห่ง ประชาธิปไตยที่ถูกต้องสมบูรณ์ การปฏิบัติต่อสถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยราวกับยังอยู่ในยุคสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชนั้นขัดกับความเป็นจริงของโลกอย่างยิ่ง และนั่นเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อตัวสถาบันเองด้วย

การเสนอเพื่อแยกตัวบทกฎหมายนี้ออกจากหมวดความมั่นคงก็ดี การเสนอให้ผู้ฟ้องร้องในคดีนี้จำกัดอยู่แต่เฉพาะบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่อัน เกี่ยวเนื่องแต่สถาบันกษัตริย์และองค์พระประมุขโดยตรงเท่านั้นก็ดี เหล่านี้ล้วนทำให้กฎหมายนี้ถูกจัดวางอยู่ในที่ซึ่งเหมาะสมและเป็นหลักประกัน ว่าจะไม่ถูกใครก็ได้นำไปใช้อย่างพร่ำเพรื่อ

การเสนอให้ลดโทษและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้พิสูจน์ความจริง นั่นเป็นข้อเสนอสำคัญที่สุดที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่ในฐานะอันเป็นที่ รักและเคารพสักการะบูชาได้สืบไป เพราะเหตุว่า การบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงและปิดกั้นผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ต่อสู้อย่าง เป็นธรรมได้นั้น สร้างความน่าสะพึงกลัวให้แก่ราษฎรทั้งหลายอย่างมาก ทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งควรจะเป็นสิ่งอันเป็นที่รักกลายเป็นสิ่งที่น่ากลัว

พระมหากษัตริย์ของไทยส่วนใหญ่ตลอดระยะแห่งประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาได้พิสูจน์ โดยประจักษ์แล้วว่า การปกครองโดยการพระราชทานความรักความเมตตาแก่ผสกนิกรนั้นยังผลให้พระองค์เอง และสถาบันกษัตริย์ได้รับความรักและความซื่อสัตย์ภักดีเป็นการตอบแทนอย่างล้น พ้นหาที่เปรียบมิได้ กาลสมัยใดที่กษัตริย์ปกครองด้วยพระเดชมากกว่าพระคุณ กาลสมัยนั้นมักจะพบความกระด้างกระเดื่องในหมู่อาณาประชาราษฏร์ทั้งหลายเกิด ขึ้นไปทั่วทุกหัวระแหง

การแอบอ้างพระนาม พระเกียรติ พระยศ ของพระมหากษัตริย์ บังคับใช้กฎหมายอย่างไร้ความเป็นธรรม มุ่งประสงค์ก่อให้เกิดความยำเกรงหวาดหวั่นนั้นไม่อาจจะทำให้สถาบันกษัตริย์ กลายเป็นที่รักได้เลย ตรงกันข้ามหากกลายเป็นที่น่าหวาดกลัว การที่มีราษฏรถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์และต่อองค์พระมหากษัตริย์ นั่นเป็นเพราะผลแห่งความรัก ความเมตตา มากกว่าจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากความยำเกรงต่อกฎหมาย

องค์พระมหากษัตริย์ซึ่งกลายที่รักของพสกนิกรนั้นส่วนใหญ่แล้วมิเคยทรงถือสา หาความต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อพระองค์เลย ตรงข้ามกลับทรงรับฟังและแสวงหาช่องทางที่จะรับฟังความเห็นจากราษฎรอยู่ เนืองๆ เพื่อให้ทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณว่า พสกนิกรรู้สึกนึกคิดอย่างไรต่อการปกครองของพระองค์ มหาราชาที่ยิ่งใหญ่ของไทยทุกพระองค์ล้วนทรงรับฟังความเห็นราษฎรทั้งสิ้น การวิพากษ์วิจารณ์หรือตำหนิติติงโดยสุจริตนั้น ยังประโยชน์มหาศาลต่อการปกครองยิ่งนัก และสิ่งเหล่านี้ไม่ควรเป็นความผิดตามกฎหมาย

พระมหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ของไทยจำนวนมากทรงหาหนทางสารพัดอย่างที่จะหลีกหนีไป จากเสียงเพ็ดทูลอันประจบสอพลอของเหล่าขุนนางแวดล้อมเพื่อออกไปรับฟังความ เห็นของราษฎร บางพระองค์ถึงกับลงทุนปลอมแปลงพระวรกายไปปะปนกับสามัญชน ก็มีวัตถุประสงค์อย่างเดียวคือ ต้องการรับทราบเสียงหรือแม้แต่คำติฉินนินทาจากหมู่ราษฎรด้วยพระองค์เอง

พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันถึงกับทรงต้องมีพระราชดำรัสด้วยพระองค์เอง เลยทีเดียวว่า การที่ราษฎรพากันแอบอ้างพระนามของพระองค์ไปฟ้องร้องคดีกันนั้น สร้างความเดือดร้อนให้กับพระองค์และสถาบันกษัตริย์อย่างมาก ใยจึงไม่มีผู้ใดน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมเอามาไตร่ตรองดูว่า พระมหากษัตริย์จะทรงตรอมตรมพระทัยและเจ็บปวดเพียงใดหากราษฎรทั้งหลายฉวยเอา เรื่องของพระองค์ไปฟ้องร้องเป็นคดีความกัน การฟ้องร้องคดีความจำนวนไม่น้อยก็กระทำต่อศัตรูทางการเมืองของตนเองมากกว่า จะมีเจตนาปกป้องพระมหากษัตริย์จริงๆ ใยมิไตร่ตรองกันดูบ้างว่าการกระทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อเบื้อง พระยุคลบาทเพียงใด เสื่อมเสียพระเกียรติยศเพียงใด ไม่นับว่าพวกฝรั่งต่างชาติจะติฉินนินทาว่าร้ายพระองค์เพียงใดว่าพระองค์ทรง จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน

ความได้ปรากฎชัดอยู่เนืองๆว่า พระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบันทรงพระราชอภัยโทษให้กับบุคคลที่ต้องคดีตาม กฏหมายนี้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีการร้องขอหรือทรงทราบถึงพระเนตรพระกรรณ พระองค์จึงทรงเป็นกษัตริย์ผู้เป็นที่รักด้วยทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา แต่จะให้พระองค์ต้องทรงมายุ่งเกี่ยวในคดีความแบบนี้ทุกคดีย่อมเป็นไปไม่ได้ สมควรที่สุดคือบรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายตลอดจนราษฎรทั่วไปควรจะหาทางจำกัด คดีแบบนี้ให้น้อยที่สุดจะดีกว่า

การทำให้พระมหากษัตริย์เป็นที่รักจะจรรโลงสถาบันกษัตริย์ได้ยืนยาวกว่าทำให้ พระองค์กลายที่เกรงกลัว พระมหากษัตริย์จะเป็นที่รักกระไรได้ หากยังมีการฟ้องร้องในคดีหมิ่นฯพระองค์กันอย่างกว้างขวางเหมือนที่เกิดขึ้น ในเวลานี้ ไม่เว้นแม้แต่คนชราหรือเด็ก เยาวชนผู้ไม่รู้เดียงสา บุคคลผู้ตกเป็นจำเลยในคดีแบบนี้จะมีความรักให้พระมหากษัตริย์ได้อย่างไร ถ้าหากพวกเขาต้องถูกจองจำให้ได้รับความทุกข์ทรมานจากกฎหมายที่ได้ชื่อว่าทำ การปกป้องพระเกียรติพระยศของพระมหากษัตริย์

เจตนารมณ์ของกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้นมุ่งควบคุมบุคคลเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นเอง คือ พวกปากพล่อยและมือบอน ที่อาจจะพูดจาหรือขีดเขียนข้อความดูหมิ่นดูแคลนพระมหากษัตริย์ ลำพังคนพวกนี้ไม่ใช่ภัยอันตรายอะไรต่อประเทศชาติหรือสถาบันอันที่เป็นรักของ คนทั้งชาติได้เลย ธรรมชาติคนปากพล่อยก็พูดจาเลื่อนเปื้อนไปวันๆ ก็ไม่เคยทำอันตรายต่อใครไปได้มากกว่านี้ คนที่ชอบพูดพล่อยๆส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือจากสังคม การมุ่งลงโทษคนเหล่านี้อย่างเอาเป็นเอาตาย ก็เสมือนหนึ่งทำให้พระมหากษัตริย์ดูเสมือนไร้ซึ่งพระเมตตาต่อคนเหล่านี้ยิ่ง นัก

ดูก่อน นักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลาย ใยท่านเอาแต่ใส่ใคล้ ใส่ความ ใส่ร้าย ป้ายสี กลุ่มบุคคลผู้เสนอหนทางปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างเอาเป็นเอาตายอย่างนี้ ใยไม่ใช้สติปัญญาอันเฉียบแหลมของท่านนึกตรึกตรองสิ่งที่คณะบุคคลเหล่านี้ เสนอขึ้นมา ถกเถียงกันด้วยเหตุผลอันสมควรแก่เรื่องแก่เหตุ บางท่านเป็นถึงราชบัณฑิตใยยกเหตุผลราวกับแม่ค้าปากตลาดที่ไหนก็ไม่ปานมาด่า ว่า หาว่าเขาเนรคุณ ยกตนข่มท่านว่าเป็นผู้สนองเบื้องพระยุคลบาทได้ดีกว่าคนอื่น นี่หรือคือวิธีการโต้แย้งทางปัญญาของดุษฎีบัณฑิต ช่างต่ำช้าเสียนี่กระไร ในฐานะราชบัณฑิตท่านเองนั่นแหละที่มีหน้าที่และสมควรจะเป็นผู้นำเสนอวิธีการ และแนวทางอย่างที่คณะบุคคลเหล่านี้กำลังทำอยู่เพื่อเป็นการสนองคุณแผ่นดิน เกิด แต่เมื่อไร้สติปัญญาจะทำได้แทนที่จะรู้สึกละอายแก่ใจ กลับชี้หน้าด่าผู้อื่น นี่หาใช่วิธีการของบัณฑิตไม่

ปัญญาชนผู้อ้างว่ารักสถาบันกษัตริย์ยิ่งชีพทั้งหลายก็ดี ขุนทหารผู้พิทักษ์ราชบัลลังก์ก็ดี ใยพวกท่านไม่ใช้สติปัญญาอย่างที่วิญญูชนพึงกระทำ ใยท่านไม่อ่าน ไม่รับฟังด้วยจิตใจที่เปิดกว้างและเบิกบานเสียก่อนว่า คณะบุคคลเหล่านั้นกำลังเสนออะไร ใยท่านเอาแต่พร่ำเพ้อราวกับคนสติวิปลาสอยู่อย่างนั้นว่ามีคนจ้องล้มสถาบัน แก้ไขกฎหมาย 112 เท่ากับล้มเลิกสถาบัน ผู้บังอาจจะเสนอแก้ไขกฎหมายจะต้องมีความผิดตามกฎหมาย ให้ใช้รัฐธรรมนูญปิดปากพวกเขาเสีย ท่านผู้เจริญ รัฐธรรมนูญมีไว้ประกันสิทธิเสรีภาพมิใช่หรือ ? ใยท่านเสนอให้ใช้ปิดปากคนได้ ท่านไม่ได้ยินได้ฟังสิ่งที่คนอื่นพูดเลย สิ่งที่ท่านพูดออกมามันคือสิ่งที่ก้องอยู่แต่ในหัวของตัวท่านเอง มันเป็นแค่อาการหลอนทางจิตประสาทอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง หากเปิดใจให้กว้างแล้วจะรู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร เพื่อว่าบางคนก็จะได้ไม่เลอะเทอะถึงขั้นจินตนาการไปว่ามีฝรั่งต่างชาติสนับ สนุนให้แก้กฎหมายนี้ด้วยหวังจะฮุบบ่อน้ำมันในประเทศไทย ท่านผู้ประเสริฐ ไม่เพียงเรื่องนี้ดูไม่มีความเกี่ยวข้องกันเอาเสียเลย หากแต่ประเทศไทยไม่ได้มีน้ำมันมากมายพอจะให้ใครมาฮุบได้ เรามีบ่อแก๊สบ่อน้ำไม่พอจะเอาสำลีชุบให้เปียกได้ด้วยซ้ำ ลำพังจะใช้ในประเทศยังไม่พอเพียง ท่านยังคิดได้อย่างไรว่ามีใครจ้องล้มล้างระบอบกษัตริย์เพราะอยากได้บ่อ น้ำมันของเรา ขอพระเจ้าและพระศาสดาในทุกศาสนาจงประทานสติปัญญาแก่บุคคลเหล่านี้ด้วยเถิด อย่าให้พวกเขาต้องระทมทุกข์อยู่กับความเพ้อเจ้อแบบนี้นานนักเลย

ท่านทั้งหลายโปรดพิจารณา คนในรัฐบาลยิ่งแสดงอาการของผู้ขาดสติสัมปชัญญะหนักกว่าใครทั้งหมด เพียงเพราะได้ยินว่ามีคนพูดถึงกฎหมายนี้แต่เพียงผิวเผินและแผ่วเบา ท่านก็พากันร้องเสียงหลงราวกับถูกผีเข้าสิงก็ไม่ปาน รัฐบาลที่มาจากการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากมหาประชาชนไฉนเลยไม่มีความกล้าหาญ สักเพียงน้อยนิดที่จะริเริ่มทำสิ่งที่จะนำพามาซึ่งความก้าวหน้าและวัฒนาถาวร ของสถาบันหลักของชาติ เราจะมีรัฐบาลที่ขลาดเขลาเยี่ยงนี้ไปทำไปกัน

ทอดตาไปทั่วแผ่นดินจะหาใครเป็นที่พึ่งก็ไม่ได้ เห็นทีราษฎรผู้จงรักภักดีทั้งหลาย ควรจะได้รวมตัวกัน เข้าชื่อกันให้มาก เสนอร่างแก้ไขกฎหมายเพื่อป้องกันไม่ให้คนพาลสันดานหยาบแอบอ้าง พระนาม พระยศ พระเกียรติมาเป็นเครื่องมือของตนห้ำหั่นราษฎรด้วยกันเองให้เป็นที่เสื่อม เสียได้อีกต่อไป

หากแม้นในวันนี้จักต้องประสบกับความล้มเหลว แต่ทั่วพิภพก็จะรับรู้ว่าบัดนี้กลจักรแห่งความเปลี่ยนทางสังคมได้อุบัติขึ้น แล้ว และจะดำรงอยู่เพื่อความวิวัฒนาถาวรของโลกสืบไป

บทกวีจากคุกแดนสวรรค์ สมยศ พฤกษาเกษมสุข: 'อนิจจา'

ที่มา ประชาไท

'อนิจจา'

อนิจจาครานี้นะตัวกู

มาอ้างว้างค้างอยู่กลางคุกใหญ่

เหมือนเป็นเหยื่อเสือสางกลางไพร

เป็นหรือตายไม่รู้หมู่หรือจ่า

ถูกจับโยนมานครสวรรค์

สารพันคนคุกทุกข์หนักหนา

แออัดยัดเยียดเบียดบีฑา

ตายห่าบ้าบอขอสู้ต่อไป

มีหลายคนให้พลังยังชีวิต

มีมิ่งมิตรปลอบขวัญปันน้ำใจ

ทั้งไทยเทศติดต่อก่อสายใย

คือหลักชัยที่หมายปองของคนไทย

แม้สองตีนติดตมจมโคลนอยู่

สองตายังแหงนดูดวงดาวได้

ถึงตกอับดับขันธ์อายุขัย

ไม่หวั่นไหวแม้มืดไกลยาวนาน

หมายเหตุ : สมยศ พฤกษาเกษมสุข เขียนกวีบทนี้ขณะทำการสืบพยานที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 16 ม.ค.55 และมอบเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่มาให้กำลังใจในวันนั้น โดยในวันที่ 13 ก.พ.ศกนี้ สมยศมีนัดสืบพยานอีกครั้งที่ศาลจังหวัดสงขลา

นักปรัชญาชายขอบ: คู่มือปกป้องสถาบัน

ที่มา ประชาไท

นักปรัชญาชายขอบ
25 มกราคม 2555

เป็นความจริงว่า คนไทยส่วนใหญ่รักเจ้า แต่ก็อาจมีคนบางส่วนไม่รักเจ้า ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราสามารถเข้าใจได้ และควรยอมรับความรู้สึกที่แตกต่างกันของผู้คนในสังคมได้

ในสถานการณ์ปัจจุบันความเห็นต่างในเรื่อง “การปกป้องสถาบัน” มีสองฟาก คือ

ฝ่ายที่เห็นว่า ควรแก้ไข ม.112 และปฏิรูปกติกา โครงสร้าง อุดมการณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญตามเจตนารมณ์ 2475 ทั้งนี้เพื่อให้สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง หรือพ้นไปจากการเมือง ปิดประตูการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง และ/หรือเป็นเครื่องมือทำรัฐประหารโดยสิ้นเชิง

อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ม.112 ไม่มีปัญหา ไม่ควรแก้ และไม่ควรปฏิรูปกติกา โครงสร้างใดๆ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ และเห็นว่าเป็น “ภารกิจ” ที่พวกตนต้องออกมาคัดค้านข้อเสนอของฝ่ายแรก ภารกิจนี้ คือ “ภารกิจปกป้องสถาบัน”

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมองอย่างตรงไปตรงมาแล้ว ฝ่ายแรกก็ไม่ได้คิดจะล้มเจ้า ก็ยังยืนยันว่าสถาบันกษัตริย์ยังมีคุณค่าต่อสังคมไทย สถาบันกษัตริย์ต้องดำรงอยู่ต่อไป แต่ต้องอยู่เหนือการเมืองจริงๆ แบบอารยประเทศ เช่น อังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นต้น และฝ่ายหลังก็ยืนยันว่าต้องมีสถาบันเช่นกัน

แล้วทำไมจึงขัดแย้งกันเรื่องปกป้องสถาบัน?

เพื่อแก้ปัญหานี้ ผมจึงขอเสนอ “คู่มือการปกป้องสถาบัน” ซึ่งมีหลักปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

ก. มาตรการเชิงลบ (negative) ต้องไม่ทำต่อไปนี้
1. ต้องไม่ใช้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ไม่อ้างสถาบันทำลายศัตรูทางการเมือง ไม่เรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบัน

2. ต้องไม่ใช้ข้อหา “ล้มเจ้า” กับฝ่ายที่เห็นต่างทางการเมือง และ/หรือใช้ ม.112 ไล่ล่าแม่มด

3. ต้องไม่กล่าวหากันในเรื่องเนรคุณ ไม่จงรักภักดี ไม่เข้าใจความเป็นไทย ไม่ใช่คนไทย หรือไล่คนเห็นต่างออกนอกประเทศ และ/หรือหยิบยกเรื่องส่วนตัวใดๆ ของฝ่ายคิดต่างเห็นต่างมาโจมตี

4. ทหารต้องหยุดอ้างสถาบันทำรัฐประหารตลอดไป ต้องเข้าใจว่าสถาบันกษัตริย์ในโลกสมัยใหม่จะมั่นคงอยู่ได้ภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตยที่ “ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย” อย่างแท้จริงเท่านั้น การอ้างสถาบันเพื่อสร้างระบอบเผด็จการเป็นการทำลายสถาบันและประชาธิปไตย อย่างอำมหิตที่สุด!

ข. มาตรการเชิงบวก (positive) ต้องทำต่อไปนี้
1. ต้องมีขันติธรรม (tolerance) ในการเผชิญกับความเห็นต่างทางการเมือง พยายามฟังความคิดต่าง เห็นต่าง ฟังให้ได้ศัพท์ จับประเด็น ข้อเสนอ หลักการ เหตุผล ของอีกฝ่ายให้ชัด แล้วโต้แย้งกันด้วยเหตุผลเท่านั้น ไม่หาช่องทางเอาผิดทางกฎหมายกับฝ่ายตรงข้ามโดยเด็ดขาด

2. ต้องเปิดเวทีสาธารณะถกเถียงกันด้วยเหตุผลอย่างถึงที่สุดว่า สังคมไทยควรอยู่กันด้วยอุดมการณ์แบบไหน ระหว่าง “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมสมบูรณาญาสิทธิราชย์กำกับประชาธิปไตย” (หมายถึง อุดมการณ์ของการปกครองที่สถาบันกษัตริย์แตะต้องไม่ได้แบบกษัตริย์ยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีอำนาจเหนือประชาธิปไตย และถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้ทางการเมือง และการทำรัฐประหารอย่างที่เป็นมาตลอด) กับ “อุดมการณ์ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ” (หมายถึงอุดมการณ์ของการปกครองที่สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองอย่างแท้ จริง ไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองและการทำรัฐประหารอีกต่อไป ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ตามเจตนารมณ์ 2475)

3. ต้องนำข้อสรุปที่ได้จากการถกเถียงตามข้อ 2 เข้าสู่กระบวนการทำประชาพิจารณ์ ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายใด กระบวนการของรัฐสภาต้องรับไปดำเนินการต่อตามเจตจำนงทั่วไปของประชาชน

ถ้าทุกฝ่ายยึดถือปฏิบัติตาม “คู่มือปกป้องสถาบัน” ฉบับนี้อย่างเคร่งครัด สถาบันกษัตริย์จะดำรงอยู่อย่างมั่นคงคู่กับความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และประชาชนเป็น “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” อย่างแท้จริง ตลอดไป

วาด รวี: ซ้าย–ขวา กับตำแหน่งของจุดยืนทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

คำว่า “ซ้าย” และ “ขวา” เป็นคำเรียกทั่วไปเพื่อระบุตำแหน่งของแนวคิดทางการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ว่ามีความโน้มเอียง หรือเข้าใกล้ขั้วความคิดใดระหว่างการผูกขาดอำนาจอย่างเด็ดขาด (ขวาสุด) และไม่มีการผูกขาดอำนาจเลย (ซ้ายสุด)

ในประวัติศาสตร์การเมืองของโลก เมื่อเอ่ยถึง “ขวาสุด” ก็มักจะนึกถึง เผด็จการฟาสซิสม์ เช่น นาซี เป็นต้น ซึ่งนอกจากมีลักษณะผูกขาดอำนาจอย่างเด็ดขาด และมีอุดมการณ์ชาตินิยมอย่างเข้มข้นแล้ว ยังเชื่อว่าหนทางดังกล่าวคือวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการขยายสิทธิในการ ถือครองกรรมสิทธิ์ของเอกชน ส่วนฝ่าย “ซ้ายสุด” นั้น ก็มักจะนึกถึง คอมมูนิสต์ ซึ่งต้องการสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกันในมิติทางเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องการให้มีระบบการถือครองกรรมสิทธิ์หลงเหลืออยู่เลย ซึ่งก็ถูกมองว่าสุดขั้วไปอีกทางหนึ่ง

“ซ้าย” และ “ขวา” จึงเป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้เป็นกรอบในการกล่าวถึงกลุ่มการเมือง และแนวคิดทางการเมือง เพื่อไล่ระดับให้เห็นตำแหน่งของสิ่งเหล่านั้นในท่ามกลางบริบทที่ขัดแย้งกัน อยู่ในสังคมนั้น ๆ ว่าแต่ละกลุ่มอยู่ตรงจุดใดของเส้นซึ่งปลายข้างหนึ่งอาจจะคือ ฟาสซิสม์ และ ปลายอีกข้างอาจจะคือ คอมมูนิสต์ การเรียกกลุ่มการเมืองหรือแนวคิดทางการเมืองใด ๆ ว่า ซ้าย หรือ ขวา จึงขึ้นอยู่กับบริบทของกลุ่มการเมืองนั้น ๆ หรือบริบทของแนวคิดนั้น ๆ เป็นหลัก และไม่มีความหมายตายตัว เช่น ในสังคมที่มีเพียงแนวความคิดคอมมูนิสต์กับสังคมนิยมอยู่เพียงแค่สองแนวคิด ก็ต้องนับว่า คอมมูนิสต์คือปีกซ้าย ขณะที่สังคมนิยมคือปีกขวา

คำว่า ซ้าย และ ขวา ในยุโรปปัจจุบันมีชนชั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการแบ่งแยก ฝ่ายซ้ายมักหมายถึงแนวคิดที่ใฝ่หาความเป็นธรรมในสังคม ขณะที่ฝ่ายขวามักหมายถึงแนวคิดที่ต้องการปกป้องทรัพย์สินเอกชนและระบบทุน นิยม

นิยามดังกล่าวข้างต้นของยุโรปนี้ มีความแตกต่างจากสถานการณ์ดั้งเดิม อันเป็นจุดกำเนิดของคำว่า ซ้าย และ ขวา ที่แท้จริงเมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน

รากเหง้าของคำว่า ซ้าย และ ขวา นั้น กำเนิดขึ้นระหว่างการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยคำนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี 1789 ซึ่งเป็นปีแรกของการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อมีการประชุมสภาฐานันดรทั่วไป

การประชุมสภาฐานันดรทั่วไปเกิดขึ้นจากการกดดันของ “ฐานันดรที่สาม” ซึ่งเป็น “คนกลุ่มใหม่” ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทางการเมือง คนกลุ่มนี้ประกอบไปด้วย พ่อค้า นายธนาคาร นักอุตสาหกรรม เกษตรกร ลูกจ้าง

ฝรั่งเศสขณะนั้นปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ โดยฐานันดรที่มีสิทธิทางการเมือง และมีสิทธิ์ออกเสียงในสภามีเพียง ขุนนาง และ พระ เท่านั้น เมื่อกลุ่มคนที่เรียกว่าฐานันดรที่สามลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิทางการเมือง ในที่สุดพระเจ้าหลุยส์ก็ยินยอมให้มีการเลือกตั้งซึ่งก็มีผู้แทนฐานันดรที่ สามได้รับเลือกตั้งถึง 579 คน (จากสมาชิกสภา 1,154 คน)

ในการประชุมสภาฐานันดรทั่วไป (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นสภาแห่งชาติ) นั้นเองที่ ผู้ที่เลือกที่นั่งทางฝั่งขวาส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของขุนนาง พระ และข้าราชการ ซึ่งมีจุดยืนอยู่ที่การปกป้องระบบทรัพย์สินของตน และมีความเห็นว่าขุนนางและพระจะต้องมีสิทธิทางการเมือง “มากกว่า” คนอื่น ส่วนผู้ที่นั่งทางฝั่งซ้ายส่วนใหญ่คือผู้แทนฐานันดรที่สามที่สนับสนุนนโยบาย เสรีนิยมของพระเจ้าหลุยส์ ต้องการเปลี่ยนแปลงระบบทรัพย์สิน ขจัดอภิสิทธิ์ของขุนนางและพระ และต้องการจำกัดอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์

“เราเริ่มที่จะจำกันได้ สำหรับผู้ที่ภักดีกับศาสนาและกษัตริย์ไปนั่งทางฝั่งขวา เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงเสียงตะโกน, สบถสาบาน และความสัปดนซึ่งครื้นเครงกันอยู่ที่ฝั่งตรงข้าม”

ข้างต้นคือคำพูดที่มีชื่อเสียงของ Baron de Gauville ซึ่งกล่าวในสภาแห่งชาติ

คำว่า ซ้าย ในสังคมไทยมักใช้กันอย่างสับสน โดยส่วนใหญ่มักจะหมายถึงมาร์กซิสม์ หรือไม่ก็ปัญญาชนที่เคยเคลื่อนไหวและหนีเข้าป่าในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคม ระห่าง ปี 2516 – 2519 และพรรคคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย

จริง ๆ แล้วปัญญาชนในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาคมที่เป็นมาร์กซิสม์ขณะนั้นอาจจะแทบไม่ มีเลย ขณะเดียวกันคนที่เป็นเสรีนิยมก็มีเป็นจำนวนน้อยเท่านั้น

ฝ่ายซ้ายของไทยโดยภาพรวม นับจากอดีตถึงปัจจุบัน ก็คือทั้งฝ่ายที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยม มาร์กซิสม์ และคอมมูนิสต์ ขณะที่ฝ่ายขวาคือคนที่มีแนวคิดแบบจารีตนิยม กษัตริย์นิยม ส่วนฝ่ายที่อยู่กลาง ๆ หน่อยอาจจะเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม ซึ่งคนที่เป็นฝ่ายซ้ายในช่วงเหตุการณ์เดือนตุลา ในปัจจุบันก็มีเป็นจำนวนไม่น้อยที่กล่าวได้ว่ามีแนวคิดทางการเมืองที่ตั้ง อยู่ตรงพิกัดเดียวกับอนุรักษ์นิยม คืออยู่ระหว่าง ผู้ที่มีแนวคิดเสรีนิยมและสังคมนิยมซึ่งเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง กับ ผู้ที่มีแนวคิดแบบจารีตนิยม กษัตริย์นิยม ซึ่งต้องการรักษาอำนาจและระบบเดิมเอาไว้

ปัญหาสำคัญที่สร้างความสับสนในการทำความเข้าใจกับตำแหน่งของแนวคิดทางการ เมือง ซึ่งนำไปสู่ความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง และทำให้เกิดวิธีคิดวิธีนิยามที่สะเปะสะปะ ก็คือ คนส่วนใหญ่มักใช้คำว่า ซ้าย ให้เป็นความหมายเดียวกับ มาร์กซิสม์ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ และเป็นคนละเรื่องกัน

ดังที่กล่าวไปแล้ว คำว่า ซ้าย นั้นเกิดตั้งแต่ปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเหตุการณ์ก่อนที่มาร์กซจะเกิดหลายสิบปี ซึ่งรากเหง้าของคำว่าฝ่ายซ้ายในทางการเมือง ก็คือ ฝ่ายที่เรียกร้องให้มีสิทธิทางการเมืองเท่ากัน ในสถานการณ์ที่ กษัตริย์ ขุนนาง พระ ข้าราชการ มีสิทธิทางการเมืองแต่เพียงฝ่ายเดียว พร้อมกันนั้นฝ่ายซ้ายก็ต้องการที่จะจำกัดอำนาจของกษัตริย์จากระบอบสมบูรณาญา สิทธิราชย์ (Absolute Monarchy) ซึ่งนิยามต้นกำเนิดนี้ นับว่าแตกต่างจากคำว่า “ซ้าย” และ “ขวา” ในสังคมการเมืองยุโรปปัจจุบันดังที่กล่าวมาข้างต้น

เหตุที่นิยามของคำในยุโรปปัจจุบันไม่ได้มีความหมายเดิมเหมือนตอนปฏิวัติ ฝรั่งเศสอีกต่อไป ก็เพราะประเทศเหล่านี้ได้ข้ามผ่านปัญหาเรื่องสถานะและบทบาทของสถาบัน กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย บางประเทศผ่านไปโดยที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์อีกต่อไป ขณะที่บางประเทศก็ผ่านไปโดยที่สถาบันกษัตริย์สามารถปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับ ระบอบประชาธิปไตยได้อย่างราบรื่น ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างแท้จริง และปล่อยให้หลักการของระบอบประชาธิปไตยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อม ๆ กับยอมรับและยอมอยู่ใต้อาณัติของสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการที่สถาปนาความเป็นสมัยใหม่

ส่วนเหตุที่คำว่า “ซ้าย” ในสังคมไทยมักจะใช้กันอย่างสับสนก็เพราะหลงคิดว่าสังคมของเราได้ก้าวสู่ความ เป็นสมัยใหม่เช่นเดียวกับยุโรปแล้ว ซึ่งไม่จริง และเป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่สำนึกในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ไม่ได้เป็นสำนึกที่แท้จริงของสังคม และยังไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องบทบาทและสถานะของสถาบันกษัตริย์ กับระบอบประชาธิปไตยได้ ความเป็นสมัยใหม่นั้นเป็นไปไม่ได้พอ ๆ กับความเป็นมาร์กซิสม์

การผูกขาดธุรกิจพลังงานไทยของ ปตท. และชะตากรรมคนไทย

ที่มา ประชาไท

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มีการถกเถียงกันอย่างมากเกี่ยวกับการขึ้นราคาก๊าซ NGV โดยส่วนตัวของผู้เขียน เห็นด้วยว่า นโยบายการอุดหนุนก๊าซ NGV และ LPG นั้นไม่ยั่งยืน เพราะราคาขายปลีกที่ถูกกว่าราคาตลาดทำให้มีการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง รวมทั้งมีการลักลอบนำก๊าซ LPG ออกนอกประเทศทำให้เป็นรูรั่วทางการเงินที่อุดเท่าไรก็ไม่พอ

แต่ประเด็นที่เป็นข้อกังขาของสาธารณชน คือ ต้นทุนของก๊าซ NGV และ LPG ที่แท้จริงนั้นคือเท่าไร เพราะดูเหมือนประชาชนจะถูกมัดมือชกเนื่องจากราคาขายปลีกที่ทางกระทรวง พลังงานอ้างถึงนั้นล้วนเป็นราคาที่ “บวกต้นทุน” ของผู้ประกอบการ มิใช่ราคาตลาดเนื่องจากตลาดพลังงานไทยเป็นตลาดที่ผูกขาดตั้งแต่ต้นน้ำจนปลาย น้ำแบบเบ็ดเสร็จโดย ปตท. และ บริษัทในเครือ ทำให้ไม่มีราคาตลาดที่สามารถอ้างอิงได้ มีแต่ตัวเลขต้นทุนที่ “ที่ปรึกษา” ของ กระทรวงพลังงานคำนวณขึ้นมา ซึ่งในกรณีของราคา NGV ที่เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ คือ สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่ชั้น 18 ของตึก ปตท.ที่ถนนวิภาวดีรังสิต และมีอดีตผู้บริหาร ปตท. รวมถึง คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เป็นกรรมการมูลนิธิสถาบันแห่งนี้อีกด้วย

โดยหลักการแล้ว รัฐควรทำหน้าที่ในการกำกับดูแลธุรกิจผูกขาดเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่แนวนโยบายด้านพลังงานตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันกลับสะท้อนว่ารัฐอยู่ข้างผู้ ประกอบการซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่ผูกขาดมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็น (1) การงุบงิบโอนโครงข่ายท่อก๊าซที่ผูกขาดให้แก่ บมจ. ปตท. (รวมทั้งสิทธิประโยชน์ทุกประการที่ ปตท. เคยได้รับ) ในช่วงที่มีการนำ ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ในปี พ.ศ. 2544 (2) การขึ้นราคาก๊าซ LPG เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ จัดเก็บเพิ่มขึ้นถึง 12 บาท และ (3) การเปิดทางให้ ปตท. เข้าเทกโอเวอร์ธุรกิจกลั่นน้ำมันหลายแห่งจนกระทั่ง ปตท. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทกลั่นน้ำมัน 5 แห่งใน 6 แห่ง (เหลือเพียง เอสโซ่ แห่งเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ถูกเทคโอเวอร์) ส่งผลให้ ปตท. และบริษัทในเครือผูกขาดธุรกิจการกลั่นน้ำมันโดยมีส่วนแบ่งตลาดการกลั่น น้ำมันสูงถึงร้อยละ 85 อนึ่ง การผูกขาดธุรกิจกลั่นน้ำมันส่งผลให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจต่อเนื่องคือ ธุรกิจปั๊มน้ำมันด้วย ทุกวันนี้ ท่านผู้อ่านแทบจะไม่พบเจอปั๊มน้ำมันอิสระเลย ที่เหลืออยู่ก็อยู่ในสภาพที่ร่อแร่เพราะไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตนเอง ต่างกับแต่ก่อนที่เราจะเห็นปั๊มน้ำมันที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เชลล์ Jet คาลเท็กซ์ หรือ เอสโซ่ ก็ดี

การที่รัฐบาลเลือกที่จะเข้าข้าง ปตท. ตลอดมาเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ (สำหรับระบบเศรษฐกิจการเมืองแบบไทยๆ) เนื่องจากกำไรอันมหาศาลของ ปตท. (ปี พ.ศ. 2553 กำไร 167,376 ล้านบาท) นั้นเป็นขุมทรัพย์ของผู้กุมอำนาจนโยบายทั้งที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการ ประจำ หากท่านเข้าไปดูโครงสร้างกรรมการ ปตท. ทุกยุคทุกสมัย ก็จะพบแต่ข้าราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงาน สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ สำนักงานอัยการ เป็นหลัก [1] โดย มีนักธุรกิจที่มีสายโยงใยกับการเมืองเข้ามาร่วมด้วย เช่นในปัจจุบันก็มีนักธุรกิจสายโทรคมนาคมเข้าเป็นกรรมการ ปตท. ไม่น่าเชื่อว่าธุรกิจที่มีรายได้เกือบล้านล้านบาท จะไม่มี “มืออาชีพ” ทางด้านพลังงาน กฎหมายพลังงาน หรือ ธุรกิจพลังงานที่เข้ามาบริหารจัดการเลย

นอกจากนี้แล้ว รายงานการวิจัยของ ดร. ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ [2] ยัง ระบุว่าค่าตอบแทนคณะกรรมการของ ปตท. ในปี พ.ศ. 2552 ซึ่งสูงถึง 42 ล้านนั้น (หรือกรรมการท่านละเกือบ 3 ล้านบาท) สูงกว่าของค่าใช้จ่ายในหมวดเดียวกันนี้ของ Statoil ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของนอร์เวย์ซึ่งมีรายได้ธุรกิจเป็นสองเท่าของ ปตท. และมีการประชุมกรรมการถึง 27 ครั้งต่อปี ทำให้เกิดความสงสัยว่าค่าตอบแทนสูงลิ่วนั้นเป็นไปเพื่อที่จะ “ซื้อใจ" กรรมการซึ่งล้วนแต่เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของ ปตท. หรือไม่

ผู้เขียนมีความเห็นว่า การ “ผูกขาดโดยเสรี” ของ ปตท. เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของเศรษฐกิจของประเทศไทย ยิ่งในยุคที่ราคาน้ำมันแพง ประเทศยิ่งต้องขวนขวายในการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดหาแหล่งพลังงาน เพื่อที่จะประหยัดเงินตรา แต่ระบบที่ผูกขาดแบบสมบูรณ์ที่เป็นอยู่ไม่เอื้อต่อสิ่งเหล่านี้เลย ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่กำกับดูแลต่างก็ดูเหมือนจะไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับ ปัญหานี้เลย ผู้กำหนดนโยบายและกำกับดูแลก็ดูเหมือนจะเข้าไปมีส่วนได้เสียกับ ปตท. เกือบหมด ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตในฐานะผู้ซื้อก๊าซรายใหญ่ก็ไม่แยแสต่อราคาค่าก๊าซที่ รับซื้อเพราะต้นทุนทั้งหมดสามารถ “ผ่านต่อ” ไปยังค่าไฟฟ้าซึ่งผู้บริโภคเป็นผู้รับภาระ ในขณะที่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับดูแลมิให้เกิดการผูก ขาดในธุรกิจพลังงานก็มิได้ดำเนินการแต่อย่างใดเพื่อที่จะสลายอำนาจผูกขาดของ ปตท. เช่น โดยการออก กฎ กติกาเพื่อที่จะให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเชื่อมต่อและเช่าใช้โครงข่าย ท่อก๊าซที่ ปตท. ผูกขาดในปัจจุบันแม้จะปฏิบัติหน้าที่มาแล้วถึง 4 ปี

ผู้เขียนยังไม่เห็นว่าจะมีรัฐบาลไหนที่จะกล้าหรืออยากที่จะสลายขุมทรัพย์ ของ ปตท. เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แต่ผู้เขียนเชื่อมั่นว่าการผูกขาดของ ปตท. นั้นเป็นเพียงระเบิดเวลา เพราะความไม่พอใจนั้นยิ่งนับวันยิ่งแพร่หลายในกลุ่มประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ดังที่สะท้อนจาก blog ต่างๆ หรือ comment ในบทความในสื่อที่เกี่ยวกับ ปตท. ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ฉบับใดๆ เป็นมุมมองในด้านลบเกือบทั้งหมด ความไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วเมื่อแผนที่จะลดการถือ หุ้นของภาครัฐใน ปตท. ให้เหลือร้อยละ 49 นั้นเป็นอันต้องพับไป

ผู้เขียนหวังว่ารัฐบาลคงจะตระหนักถึงปัญหาที่กล่าวมานี้ และคลายข้อกังขาของสาธารณชนโดยการให้กระทรวงพลังงานออกมาชี้แจงรายละเอียด เกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนก๊าซ NGV และ หลักเกณฑ์ในการขึ้นราคาก๊าซ LPG ที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจปิโตรเคมีโดยเฉพาะ ตามที่ คุณ รสนา โตสิตระกูล สว. กทม. และ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้ตั้งคำถาม ชะตากรรมของคนไทยและธุรกิจไทย (ที่ไม่ผูกขาด แต่ต้องแข่งขัน) จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทนอยู่กับระบบที่มีอยู่ไปได้อีกนานเพียง ใด.



[1] เมื่อ ปลายปี พ.ศ. 2553 ปปช. ได้มีข้อเสนอแก่ ครม. มิให้แต่งตั้งข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุม กำกับ ทั้งด้านนโยบายและด้านการปฏิบัติ เป็นประธานกรรมการ และ เจ้าหน้าที่ในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเป็นประธานหรือกรรมการรัฐวิสาหกิจ หรือบริษัทในเครือ ด้วยเหตุผลของการทับซ้อนของบทบาทหน้าที่และผลประโยชน์ทางการเงิน

[2] บท ที่ 5 กรณีศึกษาบริษัท ปตท (มหาชน) จำกัด ใน รายงานฉบับสมบูรณ์ “ธรรมาภิบาลในองค์กรของรัฐ: กรณีศึกษารัฐวิสาหกิจไทย” สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 2552

มท.1 ระบุไม่มีนโยบายแตะ ม.112 ผบ.ทบ.อยากเว้นวรรคงดพูดกระตุก รบ. ช่วยดู

ที่มา ประชาไท

ยงยุทธย้ำไม่แตะ ม.112 ไม่ควรวิจารณ์เรื่องดังกล่าวเพราะไม่เหมาะสม ผบ.ทบ.อยากเว้นวรรคงดพูดแก้มาตรา112 กระตุกรัฐบาลช่วยดู DSI ระบุหากผู้เกี่ยวข้อง ศอฉ.ไม่ชี้แจงแผนผังล้มเจ้า อาจสั่งไม่ฟ้องคดี

26 ม.ค. 55 - ASTV ผู้จัดการออนไลน์รายงาน ว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงจุดยืนของรัฐบาลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยมีมติชัดเจนว่าจะต้องให้มีการตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทิ้งแนวคิดของนายอุกฤษ มงคลนาวิน ซึ่งแล้วแต่ว่าส.ส.ร.จะพิจารณากันอย่างไร

ส่วนมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโยงกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ โดยเฉพาะป.วิอาญา มาตรา 112 และมีกระแสออกมาคัดค้านกันมาก ทำให้มองเหมือนว่าพรรคไปสะกิดให้เครือข่ายของตัวเองออกมาเสนออะไรที่จะยิ่ง เป็นการสร้างปัญหานั้น นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนได้พูดตั้งแต่ยังเป็นฝ่ายค้านในเรื่องของความจงรักภักดีที่ไม่ได้เป็น เรื่องของผู้หนึ่ง ผู้ใด แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่เป็นคนไทย ซึ่งพรรคเพื่อไทยทั้งหมดก็มีความเห็นตรงกันอยู่แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่อยู่เหนือเกล้า เหนือกระหม่อม อย่าเอามาวิจารณ์ เป็นสิ่งที่อยู่ในที่สูง

“แต่สำหรับใครก็ตามที่มีความเห็นส่วนตัว ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ต้องรับผิดชอบเอง ผมก็พูดได้เฉพาะในนามของพรรค แต่ไม่สามารถพูดในนามของกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมาชิกของพรรค และไม่ใช่ว่าเราจะมีนโยบายหรือไม่มีนโยบายที่จะไปแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 แต่เรื่องนี้ไม่อยู่ในศีรษะเลย” นายยงยุทธ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับกลุ่มที่เคลื่อนไหวตรงนี้อย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า เขามีกฎหมายที่จะดำเนินการอยู่แล้ว ใครทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองไป และที่ผ่านมาก็มีการลงโทษอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ทั้งนี้คนที่ตัดสินก็คือประชาชนและสื่อซึ่งประชาชนจะได้เข้าใจ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าประชาชนทั่วไปในประเทศไทยไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในศีรษะ อยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลบางคน

ผบ.ทบ.อยากเว้นวรรคงดพูดแก้มาตรา112 กระตุกรัฐบาลช่วยดู

ด้านสำนักข่าวทีนิวส์รายงาน ว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวกรณีคลังแสงกรมสรรพาวุธทหารบก จังหวัดนครสวรรค์ระเบิดและเกิดไฟลุกไหม้วานนี้ว่า ได้สั่งกำชับคลังแสงของกองทัพให้มีความระมัดระวัง ขณะนี้ไม่น่าไม่เป็นห่วงแล้ว ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นก็จะมีการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง ส่วนเหตุที่จังหวัดศรีสะเกษบริเวณปราสาทตาควายนั้น ได้สั่งให้ลงโทษทหารที่ทำปืนลั่นจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วเพราะถือว่า เป็นการประมาท ยืนยันไม่มีการปะทะกับทหารกัมพูชา

ทั้งนี้ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึงการแก้ไขกฏหมายมาตรา 112 รวมทั้งมาตรา8 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันว่า ต่อไปนี้ตนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้แล้ว แต่จะให้รัฐบาลเป็นผู้ออกมาพูดชี้แจงและดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขกฏหมาย ซึ่งจะต้องว่าไปตามขั้นตอนกฏหมาย

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าวถึงกรณี พ.ต.ปิยะณัฐ เจตน์จำรัส นายทหารสังกัดหน่วยทหารช่าง กองทัพภาคที่ 3ที่มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งค้ายาเสพติดว่า ขณะนี้ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบแล้ว ส่วนทางเจ้าหน้าที่จะดำเนินการเรียกไปสอบสวนนั้น ก็สามารถนำตัวไปสอบตรวจได้เลย ทางกองทัพจะไม่ปกป้องผู้กระทำผิด

ดีเอสไอขู่ช่างภาพทีวีแดง โทษคุก 15 ปี-หมิ่นสถาบัน

ด้านเว็บไซต์บ้านเมืองรายงาน ว่า พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีช่างภาพสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท ที่ใช้ชื่อล็อกอินว่า Tanan Maneewong โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊คในลักษณะจาบจ้วงสถาบันว่า ขอให้ผู้ที่มีข้อมูลหรือบุคคลใกล้ชิดที่มีหลักฐาน ที่ถ่ายภาพ หรือทำสำเนาข้อความดังกล่าวเก็บไว้นำมามอบให้ดีเอสไอเพื่อทำการตรวจสอบ และส่งให้ตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทาง เทคโนโลยี (ปอท.) ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะต้องช่วยกันสอดส่องและควบ คุมกันเองด้วย เนื่องจากส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสื่อมวลชนทั้งหมด สำหรับการเอาผิดกับผู้โพสต์ข้อความที่ผ่านมาพบว่า คนกลุ่มนี้มักจะแก้ตัวว่าถูกแฮ็กข้อมูล ซึ่งดีเอสไอมีวิธีการตรวจสอบข้อมูลว่าถูกแฮ็กจริงหรือไม่ เช่น การตรวจสอบข้อความการสนทนา การติดต่อพูดคุยกับเพื่อนทางระบบโซเชียลมีเดียทั้งก่อนและหลัง หากอ้างว่าถูกแฮ็กแล้วยังมีการโพสต์ข้อความตอบโต้กัน ก็แสดงว่าเจ้าของล็อกอินไม่ได้ถูกแฮ็ก

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกระหว่าง 3-15 ปี จึงอยากขอร้องให้ประชาชนที่พบเห็นสิ่งผิดปกติทางระบบโซเชียลมีเดียช่วยกันปก ป้องพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะบุคคลที่โพสต์ข้อมูลอันไม่เหมาะสมแม้จะมีจำนวนมามากแต่จะใช้วิธีปลอม ตัวหลายคน แต่หวังผลให้เกิดการสั่นสะเทือนในวงกว้าง ถือเป็นวิธีที่ลงทุนน้อยแต่ได้ผลแรง อยากให้คนที่กระทำผิดในลักษณะนี้ย้อนมองตัวเองว่า ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เท่าเศษเสี้ยวของพลเมืองที่ดีของประเทศหรือไม่ ถ้าทำให้ได้สักเศษเสี้ยวแล้วค่อยวิจารณ์

DSI ระบุหากผู้เกี่ยวข้อง ศอฉ.ไม่ชี้แจงแผนผังล้มเจ้า อาจสั่งไม่ฟ้องคดี

คมชัดลึกรายงาน ว่าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2555 พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งรัฐ หรือคดีล้มเจ้าตามผังศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ( ศอฉ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะพนักงานสอบสวนว่า จะทำหนังสือถึงนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อให้ชี้แจงที่มาและโครงสร้างของหน่วยข่าวที่ร่วมกันจัดทำแผนผังล้มเจ้า เนื่องจากนายถวิลยังไม่แจ้งกลับมายังพนักงานสอบสวนว่าจะให้สอบปากคำบุคคลใด บ้าง

ทั้งนี้หากนายถวิลในฐานะเลขาศอฉ.ไม่สามารถชี้แจงที่มาของแผนผังล้มเจ้า ได้ ดีเอสไอจำเป็นต้องเชิญนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศอฉ.เข้าชี้แจงว่าแผนผังดังกล่าวจัดทำขึ้นจากหลักฐานใดบ้าง การเชื่อมโยงถึงตัวบุคคลในผังมีหลักฐานความผิดอย่างไร และกระทำผิดในเหตุการณ์ใด เนื่องจากบางรายชื่อในผังยังไม่มีการกระทำความผิด ทั้งนี้หากนายสุเทพและนายถวิลยังไม่สามารถชี้แจงได้พนักงานสอบสวนอาจพิจารณา ยกฟ้องคดีดังกล่าว เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานระบุความผิดของบุคคลที่มีรายชื่อตามแผนผังทั้ง 39 คนได้

“การที่นายถวิลระบุว่าผังล้มเจ้าทั้ง 39 รายชื่อ มีบางคนไม่ได้กระทำความผิด ถือว่าขัดแย้งกับคดี เพราะศอฉ.กล่าวโทษทั้งหมดในผัง แต่ที่ผ่านมาพยานฝ่ายทหารที่เข้าให้การระบุตรงกันว่ามีบางคนไม่ได้กระทำความ ผิด ดังนั้นจึงต้องนำหลักฐานมาพิสูจน์ให้ชัดเจน คดีนี้ยืดเยื้อมาเกือบ 2 ปี ถือว่านานพอสมควรจึงต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้น”พ.ต.อ.ประเวศน์กล่าว

พ.ต.อ.ประเวศ ยังกล่าวว่า ในวันที่ 25 ม.ค.นี้จะมีการประชุมกับพนักงานอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ จากกรมการกงสุลเพื่อขออนุมัติวีซ่าเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อไปสอบปากคำ พยานคดีความผิดในมาตรา 112 ในส่วนที่มีการกระทำความผิดในต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้คดีเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับคดีล้มเจ้าจำนวนกว่า 30 คดี ได้ทยอยสั่งฟ้องอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้สั่งฟ้องนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ หรือสุรชัย แซ่ด่าน ไปอีก 1 คดี และสั่งไม่ฟ้องคดีวิทยุชุมชน 10 สำนวน ส่วนที่ยังค้างการพิจารณาส่วนใหญ่เป็นคดีความผิดในต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้รับความร่วมมือในการสอบสอน เนื่องจากไม่มีฐานความผิดดังกล่าวในกฎหมายต่างประเทศ

ทีมสอบสวนคดีผังล้มเจ้า มีมติเชิญ"สุเทพ"ในฐานะ ผอ.ศอฉ.แจงที่มา

มติชนออนไลน์รายงาน เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 55 ว่านายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 มกราคม พ.ต.อ.ประเวศ มูลประมุข รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะประธานชุดสอบสวนคดีผังล้มเจ้าของ ศอฉ. ได้มีมติในที่ประชุมว่า ให้เชิญบุคคลอื่น นอกเหนือจากนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการ สมช. ที่มาชี้แจงไปแล้วเพิ่มเติมจำนวนหลายคน โดยหนึ่งในนั้นมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผอ.ศอฉ.รวมอยู่ด้วย โดยขั้นตอนต่อไปดีเอสไอจะส่งหนังสือไปยังอัยการ เพื่อลงนามให้ความเห็นชอบ ก่อนจะกำหนดวันและเวลาที่จะเชิญนายสุเทพมาชี้แจง โดยคาดว่าในวันที่ 25 มกราคมนี้ จะนำหนังสือและมติของดีเอสไอไปให้อัยการพิจารณา

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, สำนักข่าวทีนิวส์, บ้านเมือง, คม ชัด ลึก, มติชนออนไลน์