WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 27, 2012

ฟอร์บส์วิเคราะห์ สนง.ทรัพย์สินฯ แย้งตัวเลขในหนังสือ ‘A Life’s Work’

ที่มา ประชาไท

นิตยสาร ‘ฟอร์บส์’ วิเคราะห์งบประมาณของ สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยดึงข้อมูลจากพระราชประวัติกึ่งทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเล่ม ล่าสุด ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’

ฟอร์บส์ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินและธุรกิจของสหรัฐ ตีพิมพ์บทความว่า ด้วยรายได้และการลงทุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เมื่อสัปดาห์ ที่ผ่านมา โดยวิเคราะห์จากข้อมูลในหนังสือพระราชประวัติกึ่งทางการของพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวเล่มล่าสุด ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ ชี้ สนง. ทรัพย์สินฯ ประเมินทรัพย์สินเป็นมูลค่าเพียงหนึ่งในสามของที่ฟอร์บส์เคยวิเคราะห์ไว้

นิตยสารฟอร์บส์ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดลำดับให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา วิเคราะห์ว่า อัตชีวประวัติเล่มดังกล่าวได้ท้าทายตัวเลขทรัพย์สินที่ฟอร์บส์เคยประมาณไว้ และถึงแม้ทางวังจะยอมรับว่า สนง. ทรัพย์สินฯ เป็นเจ้าของที่ดินในกทม. และในต่างจังหวัดจำนวนมากก็จริง แต่ฟอร์บส์ก็ชี้ว่า อัตราการให้เช่าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของสนง. ทรัพย์สินฯ ก็อยู่ในอัตราที่ต่ำมากด้วยการอุดหนุนจากรัฐ จนไม่มีองค์กรพาณิชย์ไหนๆ สามารถมาแข่งขันได้

หนังสือ ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ ซึ่งมีอานันท์ ปันยารชุน เป็นที่ปรึกษาบรรณาธิการยืนยันจำนวนที่ดินที่ฟอร์บส์เคยประมาณไว้ว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีที่ดินในครอบครองในกรุงเทพจำนวน 3,320 เอเคอร์ (1 เอเคอร์ = ประมาณ 4,050 ตารางเมตร) และเมื่อรวมที่ดินในต่างจังหวัดแล้วจะคิดเป็น 13,200 เอเคอร์ อย่างไรก็ตามฟอร์บส์ชี้ว่า สนง. ทรัพย์สินฯ กลับประเมินมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็น 1 ใน 3 ของที่ฟอร์บส์เคยประเมินไว้เท่านั้น

ฟอร์บส์ประเมินว่า รายได้สุทธิที่ สนง.ทรัพย์สินฯ ได้จากที่ดินในปี 2010 คิดเป็น 2.5 พันล้านบาท (ราว 80 ล้านดอลลาร์) ซึ่งหนึ่งในรายได้หลักมาจากห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ และโรงแรมโฟร์ซีซัน โดยมีร้อยละ 7 ของที่ดินทั้งหมดเท่านั้นที่นำออกให้เช่าในทางพาณิชย์ ซึ่งคิดค่าเช่ามากถึงร้อยละ 4 ของราคาตลาด ส่วนที่ดินที่เหลือ บ้างก็ถูกใช้โดยหน่วยงานของรัฐ ชุมชนแออัด สลัม ตลาด และร้านค้า

ทั้งนี้ ข้อมูลของสำนักงานทรัพย์สินฯ เปิดเผยว่า สนง. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีสัญญาเช่าที่ดินรวมทั้งหมด 40,000 ฉบับ และ 17,000 ฉบับของจำนวนนั้นอยู่ในกรุงเทพฯ

ฟอร์บส์ยังระบุว่า การที่ สนง. ทรัพย์สินฯ ถือหุ้นร้อยละ 23 ในธนาคารไทยพาณิชย์ ร้อยละ 32 ในสยามซีเมนต์กรุ๊ป ซึ่งมีมูลค่าทั้งหมดราว 7 พันล้านดอลลาร์ ยังทำให้ได้รับเงินปันผลจากบรรษัทดังกล่าวราว 184 ล้านดอลลาร์ในปี 2553 นอกจากนี้ หนังสือ ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ ยังเปิดเผยด้วยว่า รายได้ของ สนง. ทรัพย์สินตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา คิดเป็นจำนวนระหว่าง 9 -11 พันล้านบาทต่อปีโดยเฉลี่ย

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือไปจากการถือหุ้นในบรรษัทที่กล่าวมาแล้ว ฟอร์บส์ชี้ว่าหนังสือเล่มนี้ละเลยการพูดถึงการถือหุ้นของสำนักงานทรัพย์สินฯ ในกลุ่มโรงแรมเยอรมัน ‘เคมพินสกี้ เอจี กรุ๊ป’ และบริษัทประกัน ‘Deves’ (เทเวศประกันภัย) ซึ่งรวมกันมีมูลค่าราว 600 ล้านดอลลาร์ (มูลค่าประเมินในปี 2551) ด้วยการลงทุนทั้งหมดนี้ ทำให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กลายเป็นกลุ่มบรรษัทที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย

ฟอร์บส์เปรียบเทียบรายได้ของ สนง. ทรัพย์สินฯ นักธุรกิจที่รวยที่สุดของประเทศไทย คือธนินทร์ เจียรวนนท์เจ้าของบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือซีพีกรุ๊ป ผู้มีทรัพย์สินมูลค่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งมีความแตกต่างกันหลายเท่ามาก นิตยสารฟอร์บส์จึงต้องจัดลำดับให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นกษัตริย์ อันดับหนึ่งของโลก ทำให้ต่อมาทางการไทยรวมถึงคณะผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติกึ่งเป็นทางการ เล่มนี้ต้องออกมาชี้แจงว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มิได้เป็นทรัพย์สินส่วนตัว หากแต่เป็นทรัพย์สินของสถาบัน ซึ่งจะสืบทอดไปอยู่ในความรับผิดชอบพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ฟอร์บส์ก็ได้ตั้งคำถามถึงสถานะและความโปร่งใสของ สนง. ทรัพย์สินฯ ซึ่งหนังสือ ‘King Bhumibol Adulyadej: A Life’s Work’ เองก็ยอมรับว่ามีความคลุมเครืออยู่มากเช่นกัน

ถึงแม้หนังสือเล่มดังกล่าวจะระบุว่า งบประมาณที่ใช้ในการใช้จ่ายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์จะรับผิดชอบโดยสนง. ทรัพย์สินฯ เอง แต่ฟอร์บส์ก็ได้นำเอาข้อมูลงบประมาณปี 2554 มาชี้ให้เห็นว่า สำนักพระราชวังได้รับการจัดสรรงบประมาณต่อปีจำนวน 84 ล้านดอลลาร์ และอีก 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับแผนกที่เกี่ยวข้อง โดยเมื่อรวมกับงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดูแลความปลอดภัยของราชวงศ์แล้วจะ คิดเป็น 194 ร้อยล้านดอลลาร์ต่อปี ทั้งนี้ ฟอร์บส์ชี้ว่า หากนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวรวมกับรายได้ของสนง. ทรัพย์สินต่อปีแล้ว (ราว 300 ล้านดอลลาร์) จะหมายความว่าราชวงศ์ไทยใช้งบประมาณราว 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี

ฟอร์บส์สรุปบทวิเคราะห์โดยเปรียบเทียบกับสถาบันกษัตริย์ของประเทศในยุโรป เช่นในกรณีของสเปนซึ่งปกครองในระบอบกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลใช้งบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ราว 12 ล้านดอลลาร์ ส่วนสถาบันกษัตริย์ของประเทศอังกฤษ ใช้ราว 50 ล้านดอลลาร์ แต่ยกรายได้ส่วนใหญ่ที่เข้ามาทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้กับ กรมคลังของประเทศ และประชาชนเองก็สามารถตรวจสอบข้อมูลด้านการเงินดังกล่าวได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตาม ในกรณีของประเทศไทย ความโปร่งใสในสถาบันดังกล่าว เห็นจะเป็นหนทางที่ยังต้องใช้เวลาอีกนาน ฟอร์บระบุ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 27/01/55 แมงมุมพิษ..กับใยสังหารประชาธิปไตย

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน



ประเทศชาติ ยับเยิน เกินแก้ไข
พวกจัญไร ดาหน้า มาทับถม
เสียงเห่าหอน สุดอุบาทว์ ทาสอารมณ์
เปรียบอาจม เล่ห์ร้าย ทำลายเมือง....



ทำห้าวเป้ง เก่งกาจ ฉลาดล้ำ
เลวระยำ อัปรีย์ พวกขี้เหลือง
ประเทศไทย เคยเฟื่องฟุ้ง และรุ่งเรือง
ต้องขัดเคือง ซ้ำซาก เพราะกากเดน....

เปรียบเสมือน แมงมุมพิษ จิตวิปลาส
จ้องอาฆาต ประชาธิปไตย ที่ได้เห็น
รัฐประหาร พาฉิบหาย ตายทั้งเป็น
มันซ่อนเร้น หลอกตา ประชาชน....



ช่วยกำจัด ให้หมดไป พวกใยนรก
มันโกหก ปวงประชา พาสับสน
ผลพวงบาป รัฐประหาร สันดานคน
ยังวกวน สร้างเรื่อง เปลืองเวลา....


สนับสนุน คนตั้งใจ เตรียมไล่พิษ
เดินตามสิทธิ์ เพื่อสู้ ของผู้กล้า
แก้กฎหมาย ที่บิดเบี้ยว เลี้ยวไปมา
ให้เป็นธรรม ถ้วนหน้า สู่...ประชาชน....



๓ บลา / ๒๗ ม.ค.๕๕

กูบิณฑ์รักจนคลั่งโวขนคนเป็นล้านออกมาปะทะ ปัญญาเรณู2ร่อแร่ส่อแววเจ๊ง-ป้าเบิร์ดช่วยเก็บศพ

ที่มา Thai E-News

เบิร์ดก็เอาไม่อยู่-ซุปตาร์เบิร์ด ธงไชย แม็คอินไตย์ ต้องออกโรงมาช่วยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โปรโมตหนังเรณูปัญญา 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ค Bird Thongchai หลังประเดิมฉายวันแรกรายได้แป้กไม่ถึง 2 ล้าน ห่างจากเป้าหมาย 100 ล้านอยู่อีกลิบลับ ภายหลังจากเจ้าของหนังและผู้กำกับออกลายนักเลงท้าทายคนดูว่า"ใครไม่ดูหนังกู ก็เรื่องของมึง"มาก่อนหน้านี้



..ก็กูรักในหลวง แล้วมึงจะมาด่ากูทำไม พวกแม่งนี้จังไร มันเป็นไอ้สัตว์นรกจริงๆ แต่ผมไม่ได้ว่า้เสื้อแดงนะ เสื้อแดงเขาก็รักในหลวง ผมด่าเฉพาะพวกที่มันด่าในหลวง จะล้มสถาบัน มันมีเว็บไซต์หนึ่งไปลงว่าคนภาคอีสานเอารูปในหลวงลงหมดแล้ว ไอ้พวกสัตว์นรกนี่มันจังไรจริงๆ ผมทนไม่ได้แล้ว เพราะพี่น้องอีสาน พี่น้องเสื้อแดงก็ยังเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ มัีนมาสร้างความแตกแยก มาแตะต้องสถาบัน ผมไม่ยอม ไอ้พวกสัตว์นรก

ผมทำหนังปัญญาเรณู2 พวกมันก็มาแบนหนังผม บอกผมไปดูถูกคนอีสาน มันบิดเบือนเพราะหนังเรื่องนี้ก็ทำเพื่อคนอีสาน พูดอีสาน ทั้งที่ผมไม่เคยด่าเสื้อแดง

พอผมไปชุมนุมกับหมอตุลย์คัดค้านแก้มาตรา112 ก็เพราะผมรักในหลวง มันก็มาด่าผม ผมก็บอกว่าถ้าไม่มีมาตรา112ประเทศไทยก็ไม่มี มันเต็มกลืนแล้วผมต้องเอาคนออกมาปะทะกับมัน ผมอยากได้ซักสองครั้ง ต้องออกมาเต็มถนนเป็นแสนๆเป็นล้านๆคน อย่ารักสถาบันแต่ปาก ต้องออกมาแสดงพลัง ให้มันรู้ว่าพลังที่รักพระองค์ท่านมีอยู่จริง ให้พระองค์ท่านสบายพระทัย..ยังมีดาราหลายๆคนพร้อมจะออกมากับผม

ผมแปลกใจพวกเว็บไซต์หมิ่นทำไมไม่โดนจับ ผมเคยถามนายกฯตรงๆ เขาบอกละเอียดอ่อนกำลังดำเนินการอยู่ ผมก็บอกอ้าวแล้วทีทวิตเตอร์นายกฯโดนแฮ็ค ทำไมวันเดียวจับได้หละ?( บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ASTV อยู่ช่วงท้ายๆคลิปนี้ ตั้งแต่ช่วงเวลา 00.40 เป็นต้นไป ช่วงแรกเป็นการโปรโมทหนังปัญญาเรณู2)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2555

หนังปัญญาเรณู2ประเดิมโรงวันแรกรายได้หวิว ยังห่างเป้า100ล้านอีก98ล้านบาทเศษ


กระทู้ห้องเฉลิมไทย เว็บไซต์พันทิป รายงานรายได้หนังวันพฤหัสฯ 26 มกราคม 2555 วันเดียว ซึ่งเป็นวันแีรกที่หนังปัญญาเรณู2ประเดิมลงโรงฉาย มีประมาณการณ์รายได้ดังนี้

อันดับ 1 คือเรื่อง ATM เออรักเออเร่อ กวาดไปอีก เกือบ 5 ล้าน จากเดิมที่ทะลุหลัก 100 ล้านบาทไปแล้ว

อันดับ 2 คือ Underworld 4 กวาดไปอีก กว่า 2 ล้านนิดๆ ครับ

อันดับ 3 คือ ปัญญาเรณู 2 วันแรกเกือบ 2 ล้าน คาดการณ์ว่าช่วง 4 วันแรก (26-27-28-29/1/2555) เดาๆ คงได้ 9 ล้านบาทขึ้นครับ ถือว่าดีมากแล้วเมื่อเทียบกับ รายได้ภาคแรก เนื่องจากมี หม่ำ กับ ตุ๊กกี้ มาช่วยครับ

อย่างไรก็ตามแฟนคลับของบิณฑ์ยังตามไปเชียร์หน้าแฟนเพจของบิณฑ์ให้ทำเงินทะลุ 100 ล้าน ซึ่งก็คงต้องออกแรงหนักเอาการ เพราะขาดอีก 98 ล้านเศษก็จะถึงเป้า ขณะที่กระแสตอบรับไม่ฮือฮาเลย จากโพลล์ของห้องเฉลิมไทยพบ ว่า ช่วงสุดสัปดาห์นี้ ที่จะเป็นโอกาสทำเงินมากที่สุด มีคนอยากจะไปดูหนังปัญญาเรณูเพียง 21% ของผู้ตอบแบบสำรวจ ขณะที่อยากไปดูหนังเรื่อง ATM เออรัก เออเร่อมากถึง 55%

เสียงวิจารณ์จากคนดูในห้องเฉลิมไทย

-ไม่ชอบปัญญาเรณู 2 เลย เรณูแก่แดดไป

เป็นหนังที่ผมไม่อนุญาตให้เด็กๆๆในบ้านเอามาดูเด็ดขาด เพราะกลัวจะเป็นตัวอย่างผิดๆให้เด็กจำไปใช้...

- ในฐานะคนที่เคยอวย ปละเคยดันหนังปัญญา เรณู มาแล้ว ขอวิจารณ์ ปัญญา เรณู ภาค2 แบบตรงไปตรงมา

ถามว่าผมให้ภาค2 ผ่านไหม ผมให้ผ่าน แต่มันไม่ประทับใจแบบภาคแรกครับ

-คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ดููหนัง ปัญญาเรณู 2

ผมพึ่งไปดูมาเมื่อวาน...รู้สึกว่าคนในโรงน้อยมาก ทั้งๆที่เป็นวันแรก เลยอยากถามทุกคนว่า ไปดูมาแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง สำหรับผม ชอบภาคแรกมากกว่า

112บานจุดชนวนต้านเบียร์สิงห์บอยคอตตั๊นเจ๋อดีนัก

ที่มา Thai E-News

ลูกสาวเบียร์สิงห์ฺโดดร่วมวง..เจ๊ ปอง-อัญชะลี ไพรีรักษ์ ทำหน้าที่เป็นโฆษกทางเฟซบุ๊คให้น้องตั๊น ลูกสาวเบียร์สิงห์ เชิญชวนกันไปต่อต้านนิติราษฎร์ไม่ให้แก้มาตรา112ในวันเสาร์ที่ 28 นี้ และจุดชนวนให้มีการรณรงค์บอยคอตเบียร์สิงห์ในหมู่ผู้สนับสนุนให้แก้ไขมาตรานี้ตามโซเชียล เน็ตเวิร์ค และเว็บบอร์ดฝ่ายสนับสนุนแก้112

ตอนนี้เพิ่มมาอีกหนึ่งรายการคือเบียร์สิงห์ หรือลูกสิงห์ที่ออกมาประกาศระดมพลชุมนุมต่อต้านคนแก้112กับใอ้Doctor cunt เพราะฉะนั้นพวกเราที่เป็นคอเบียร์สิงห์ทั้งหลายต้องหยุดอุดหนุนมัน ทนเอาหน่อยครับพี่น้องแม้จะติดใจรสชาติของมันก็ตาม..

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มกราคม 2554

อ้างเป็นทหารพลร.1ส่งเมล์ขู่นิติราษฎร์
ดร.สาวตรี สุขศรี 1 ในสมาชิกคณะนิติราษฎร์ เปิดเผยทางทวิตเตอร์ว่า ได้มีผู้อ้างตนเป็น"พล ร 1"ส่งอีเมล์มาข่มขู่ โดยมีข้อความว่า

"พวกคุณมีความคิดกันรึเปล่า ที่ทำแบบนี้ !!! ตอนนี้สายทหารเริ่มทนไม่ไหวแล้ว กับการที่ ผบ.ทบ.ออกมาโต้เองแบบนี้ หวังว่าพวกคุณคงไม่หลงอำนาจเงินจนเกินไป ยกเลิกความคิดนี้ซะ พวกเราสายทหารจับตาดูพวกคุณอยู่ ไม่อยากจะทำร้ายคนไทยด้วยกัน ผมมาเตือนด้วยความหวังดี ในกรมพูดถึงเรื่องนี้มาก มีคนเริ่มทนไม่ไหวแล้ว จะมีการขึ้นบัญชีเรื่องนี้ เรื่องเงียบเมื่อไหร่ผมไม่รับประกัน ยกเิลิกความคิดนี้ซะเถอะครับ ...ด้วยความหวังดี" - จาก พล 1 รอ.

ดร.ธีระ สุธีวรางกูร สมาชิกคณะนิติราษฎร์ กล่าวว่า ขออนุญาตพูดแบบเปิดใจ ถ้าการแสดงความเห็นต่างตามกรอบของกฎหมาย จะต้องทำให้ถูกไล่ล่าหรือมาฆ่ากัน ก็ขอให้สมาชิกนิติราษฎร์เป็นรายท้ายสุดในสังคมไทยเถิดครับ

ปิยะบุตรแจงไม่เคยให้ข่าวจะหยุดแก้112
จาก กรณีที่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมสปริงนิวส์รายงานข่าวว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นหนึ่งในนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อคณะนิติราษฎร์อย่าง หนัก ต่อประเด็นการเสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างคำสัมภาษณ์ของนายปิยบุตรที่ระบุว่า จะขอรอดูอีกหนึ่งสัปดาห์ เพื่อนำมาตัดสินใจว่ากลุ่มนิติราษฎร์จะยุติการเคลื่อนไหวรณรงค์ล่ารายชื่อ ประชาชนเสนอแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าวหรือจะเดินหน้าต่อ

ล่าสุด นักวิชาการจากกลุ่มนิติราษฎร์ได้โพสต์ข้อความชี้แจงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "ข่าวที่ลงคลาดเคลื่อนอย่างแรง ผมขอความกรุณาสื่อมวลชนที่ต้องการข่าวทุกท่าน งดโทรมาถามได้แล้ว ถามแล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกที ใครสื่อสารถึงสปริงนิวส์ได้ช่วยแจ้งให้เขาทราบด้วย

"ผู้หญิงคนหนึ่ง โทรมาตอนประมาณ 10 โมงเช้า ผมก็รับ เธอว่ามาจากสปริงนิวส์ แล้วก็ถาม ผมก็ไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงเรื่อง 112 หรือเรื่อง รธน. เพราะมันมั่วไปหมด ผมก็เลยตอบไปว่า ขออนุญาตไม่ตอบ ผมจะไปคุยกันก่อน ถ้าเราจะโต้อะไร สัปดาห์หน้าก็คงทราบกันเอง


"ไม่มีถ้อยคำใดที่ผมพูดแบบที่ปรากฏในเนื้อข่าวเลย "พอเสียทีเถอะครับ สื่อมวลชนทั้งหลาย ′วิ่ง′ หาข่าว เพื่อเอาไป ′ขาย′ ให้เป็นประเด็น จะเจตนาดีหรือเสี้ยมก็ตาม มันทำให้สังคมเข้าใจผิด

"เมื่อวานก็มีสำนักหนึ่งไปแล้ว ไปพาดหัวดราม่าว่าอาจารย์วรเจตน์สะเทือนใจบวรศักดิ์ จนแกต้องโทรไปแก้

"เดี๋ยวนี้สื่อมวลชนทำข่าวง่ายดี หยิบโทรศัพท์ โทรหา ขนาดเจ้าตัวเขาขอไม่พูด ก็ยังเอาไปลงข่าวได้อีกว่า ′ไม่พูด เพราะ...′

"สื่อมวลชนช่วยทำหน้าที่ให้ถูกกติกาด้วย เพราะคุณเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดว่าสังคมนี้จะคุยกันด้วยเหตุผล ได้หรือไม่ หรือต้องฆ่ากันตาย"


นิติราษฎร์ยันเดินหน้าแก้112ไม่ผิดกฎหมาย เชิญเข้าชื่อไม่ต้องกลัว


คณะนิติราษฎร์ได้ส่งสารถึงผู้อ่านผ่านเว็บไซต์ของกลุ่มเมื่อวานนี้ ในหัวข้อเรื่อง ข้อเสนอฯ ของนิติราษฏร์ยืนอยู่บนหลักการแห่งกฎหมาย โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ภายหลังจากคณะนิติราษฎร์เข้าร่วมงานเปิดตัว "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112" (ครก. 112) ในวันที่ 15 มกราคม 2555 เพื่ออธิบายรายละเอียดของ ข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 เพื่อประโยชน์ต่อการรวบรวมรายชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 ฉบับที่คณะนิติราษฎร์จัดทำขึ้น เข้าสู่รัฐสภา

และภายหลังจากที่คณะนิติราษฎร์จัดงาน อภิปราย “ลบล้างผลพวงรัฐประหาร - นิรโทษกรรม - ปรองดอง” ขึ้นเองในวันที่ 22 มกราคม 2555 เพื่อเสนอรูปแบบองค์กร และกรอบเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้เกิดกระแสเสียงจากสังคมทั้งที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แต่ปรากฎว่าคำ วิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายไม่เห็นด้วยจำนวนมาก ไม่ได้ตั้งอยู่บนเนื้อหาและหลักวิชาการ แต่มุ่งโจมตีและกล่าวหาตัวบุคคลโดยไร้เหตุผลและพยานหลักฐาน หลายกรณีมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย จนอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน

คณะนิติราษฏร์ขอแจ้งให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอฯ ทราบและสบายใจว่า ข้อเสนอฯ ทุกข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ เป็นเรื่องที่วางอยู่บนหลักวิชาการและอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเสนอให้แก้ไข มาตรา 112 นั้น ไม่ถือเป็นความผิดใด ๆ ทั้งสิ้น มาตรา 112 มีสถานะเป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตราหนึ่งเท่านั้น จึงย่อมเป็นสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนผู้เห็นปัญหาของมาตรานี้จะเข้าชื่อเสนอให้รัฐสภา ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ปรับปรุงแก้ไขเสีย

การรวบรวมรายชื่อจะคงดำเนินต่อไป ไม่ยุติ จนกว่าจะครบ 10,000 ชื่อตามกฎหมาย (หรือมากกว่านั้น) โดยแม่งานผู้รวบรวม คือ คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก. 112) ทั้งนี้ ผู้เห็นด้วยและประสงค์ลงชื่อ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่นี่ โดยคลิ๊ก แบบฟอร์ม ข.ก.๑ กรอก ข้อมูลให้ครบถ้วน แนบ 1) สำเนาบัตรประชาชน และ 2) สำเนาทะเีบียนบ้าน (ที่มีการเซ็นรับรองสำเนาถูกต้องทั้งสองฉบับ) ส่งไปรษณีย์ไปที่ "คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตู้ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200"

ท่านสามารถดูรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ ขั้นตอนการกรอกข้อมูล สถานที่รับและส่งเอกสารแบบฟอร์มของศูนย์ในต่างจังหวัด (เชียงใหม่ ขอนแก่น และอื่น ๆ) รวมทั้ง กิจกรรมแคมเปญรณรงค์ต่อเนื่องเพื่อรับลงชื่อ โดย ครก. 112 เพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซท์ http://www.ccaa112.org/contact-us.html หรือ ทาง Facebook https://www.facebook.com/ccaa112

1 อำเภอ 1 ทุน สานฝันเด็กเรียนดีแต่ยากจน

ที่มา Voice TV









โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนของกระทรวงศึกษาธิการเป็นโครงการสานฝันให้นักเรียนที่เรียนดีแต่มีฐานะ ยากจน มีโอกาสทางการศึกษามากขึ้นโดยในปีนี้เปิดรับสมัครเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ขณะที่เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ 2 รุ่นทุกวันนี้ชีวิตของพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ความหวังที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ของเด็กชายที่เรียนดีแต่มีฐานะยากจน อย่างนายชัยพร ช่างเสนา ชาวมีนบุรี กรุงเทพมหานคร เป็นไปตามที่เขาคาดหวังแล้ว เพราะชีวิตเขาเปลี่ยนไป ตั้งแต่ได้รับทุนจากโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเป็นนักเรียนทุนรุ่นแรก เมื่อ 8 ปีที่แล้ว

นายชัยพร ช่างเสนา เลือกเรียนในสาขาคอมพิวเตอร์ ที่ประเทศอินเดียซึ่งเป็นสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของเขา และเมื่อสำเร็จการศึกษาเขาก็เข้าทำงานที่บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัดซึ่งเป็นบริษัทผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์และโซลูชั่นสำหรับจัดเก็บข้อมูลชั้น นำของโลก ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย ในตำแหน่งทางด้านไอทีตามสาขาวิชาที่เรียนมา โดยแต่ละเดือนเขามีเงินเดือน หลายหมื่นบาท ไว้ดูแลครอบครัว ขณะที่หัวหน้างานก็บอกว่า ผลงานของเข้าเป็นที่ไว้วางใจได้

โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน นี้ ทำมาแล้ว 2 รุ่น โดยรุ่นที่ 1 เมื่อปี 2547 และรุ่นที่2 เมื่อปี 2549 โดยปีนี้เปิดรับสมัครในรุ่นที่ 3 จำนวนทุน 928 ทุนเพื่อส่งมอบความฝันให้กับเด็กนักเรียนที่เรียนดีแต่ขาดโอกาสทางการศึกษา ในรุ่นต่อไป

คุณสมบัติของผู้สมัครคือ เกรดเฉลี่ยรวม จะต้องไม่ต่ำกว่า 3.00 อายุไม่เกิน 25 ปีศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าสายสามัญและสายอาชีพและรายได้ ครอบครัวไม่เกิน 150,000 บาทต่อปี ซึ่งโครงการนี้ได้เปิดรับสมัครแล้วจนถึงวันที่ 31 มกราคมนี้


Thursday, January 26, 2012

ฯพณฯศิษย์เก่ากร้าวปลดป้ายยินดีฯพณฯณัฐวุฒิ

ที่มา Thai E-News

ท่านแกนนำศิษย์เก่าโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ขณะเดินทางมา"ขอร้อง"ให้ทางโรงเรียนปลดป้ายยินดีกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-ที่มาเฟซบุ๊ค
นาย สุเมธ สอดจิตต์ ศิษย์เก่าเบญจมราชูทิศ รุ่นที่ 25/28 อาชีพรับราชการครู ผู้สอนวิชาสังคมศาสนาและวัฒนธรรม ในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งของนครศรีธรรมราช แกนนำเคลื่อนไหวให้มีการปลดแผ่นป้ายแสดงความยินดีกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ขณะเข้ายื่นหนังสือขอร้องให้ปลดป้ายแสดงความยินดี(ภาพจาก:เฟซบุ๊ค ธนาชัย เกตุโรจน์) โดยได้เขียนใต้ภาพนี้ว่า..

อยากถามว่าตัวคุณเองได้ประพฤติตน ดีพอที่จะเป็นแบบอย่างให้ลูกศิษย์ลูกหาบ้างหรือไม่ ? และคุณดีกว่านายณัฐวุฒิอย่างไร ? คุณต้องบอกให้สังคมรับรู้กรณีศิษย์เก่า หรือครูอาจารย์ ทำผิดคิดชั่ว ติดคุก ติดตะราง ทำให้สถาบันเก่าของคุณเสื่อมเสียชื่อเสียง คุณเคยไปร้องแรกแหกกระเฌอบ้างหรือไม่ และประเด็นสำคัญกรณีที่ศิษย์เก่าคนหนึ่งซึ่งปัจจุบันมีอาชีพครู แต่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ถึงกับติดยาเสพติดอย่างรุนแรง จนชาวบ้านเขาเรียก “อาจารย์ขี้ยา คุณจะจัดการอย่างไร...? ถุย !!!

เหยื่อฯพณฯแกนนำต่อต้าน-ตามภาพ (ที่มา:เฟซบุ๊ค ธนาชัย เกตุโรจน์ )

......
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:การเมืองเรื่องป้ายโรงเรียนเก่าฯพณฯณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ปีที่เปลี่ยนไปกับป้ายที่เปลี่ยนแปลง-เมื่อ ปี 53 ตอนณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เป็นแกนนำเสื้อแดงประท้วง ได้มีการขึ้นป้ายชาวเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช ขออัปเปหินายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ออกจากสายสัมพันธ์ พอมาปี 55 ที่ณัฐวุฒิได้ตำแหน่งรมช.เกษตรฯมีการขึ้นป้ายว่า..

โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ขอแสดงความยินดีกับ ฯพณฯณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ที่มา:หน้าเพจ[รัก]เบญจมราชูทิศ

ต่อมา อาจารย์ณิชมน ธีระบัญชร ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนเบญจมราชูทิศ นครศรีธรรมราช อธิบายความเรื่องป้ายว่า ในช่วงปี พ.ศ. 2553 ประมาณเดือน เมษายน พฤษภาคม ที่มีการเผาบ้านเผาเมือง แล้วเกิดป้ายที่ระบุว่า
"ขออัปเปหิ ตัดสายสัมพันธ์ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
" ป้ายนี้ เป็นการกระทำและเคลื่อนไหวของกลุ่มศิษย์เก่าจำนวนหนึ่ง โดยมีนายสุเมธ สอดจิตต์ เป็นแกนนำ ซึ่งทางโรงเรียนไม่เกี่ยวข้องด้วย

พอปี 2555 ป้าย" โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ขอแสดงความยินดีนั้น" เป็นการขึ้นป้ายโดยทางโรงเรียน ซึ่งถ้าจะแยกให้ออกคือ โรงเรียน กับ ศิษย์เก่า คนละกลุ่มกันและมีหน้าที่ต่างกัน โดยเฉพาะเรื่อง การเมือง กับการรักษาสถาบันชื่อเสียง

ที่โรงเรียนขึ้นนั้นเป็นการแสดงความยินดีกับศิษย์เก่าทุกคนที่ได้มีหน้ามีตา ในสังคมระดับประเทศ ไม่ใช่เป็นการสนับสนุน จึงอยากจะขอให้เข้าใจถึงเจตนาของโรงเรียน โรงเรียนเป็นกลาง และโรงเรัยนไม่ได้รับคำสั่งจากใครให้ขึ้นป้าย

ถึงอย่างไรก็หนีความจริงไม่พ้นที่ว่าเขาคือศิษย์เก่าของเบญจมฯ ดังนั้นจากข้อความนี้หวังว่าเพื่อนๆคงเข้าใจถึงเจตนาของโรงเรียน ถ้าอยากจะโทษใคร อยากจะให้โทษเป็นรายบุคคลไปด้วยความคิดเห็นส่วนตัว ใครเข้าข้างใคร อยู่ฝ่ายไหน ผมไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าโรงเรียนมุ่งมีเจตนาดีต่อศิษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นศิษย์เก่า หรือ ศิษย์ใหม่ก็ตาม
ท่านแกนนำศิษย์เก่าขณะมา"ขอร้อง"ให้ปลดป้ายยินดีณัฐวุฒิ-ที่มาเฟซบุ๊ค

ทั้งนี้นายสุเมธ สอดจิตต์ ศิษย์เก่า ร.ร.เบญจมราชูทิศนครศรีธรรมราช รุ่น 25/28 เปิดเผยว่า ได้รณรงค์เชิญชวนให้นักเรียน นักศึกษาที่เป็นศิษย์เก่า และปัจจุบัน มาร่วมแสดงพลังในการคัดค้าน และให้เอาป้ายหน้าโรงเรียนลง ซึ่งเขียนข้อความ แสดงความยินดีกับนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช.ที่ได้รับตำแหน่งรมช.เกษตรและสหกรณ์

จากนั้นในวันที่ 24ม.ค. จะรวบรวมการแสดงความรู้สึกที่เขียนลงในกระดาษเอ4 ยื่นให้กับผู้บริหารของโรงเรียนที่หน้าเสาธง เพื่อให้ทางโรงเรียน ประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรในกรณีของนายณัฐวุฒิ เพราะก่อนหน้านี้เคยประกาศอับเปหิ แต่มาวันนี้กลับยกย่องเชิดชู และอยากให้ผู้บริหารคิดทบทวนให้ดีว่าที่กระทำอยู่นั้นดีหรือไม่

รายการชูธง จตุพร 25 1 2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1038

พ่อแม่สอนโว้ย แต่กรูไม่จำ ! ฮะฮ้า มีอะไรไหม

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


เห็นคำพูดของนายกนก ที่พูดผ่าน facebook ว่าพวกที่เสนอแก้ไข 112 นั้น พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรืออย่างไร

ได้เห็นข้อความนี้ ผมนึกภาพสมัยที่ผมเรียนอยู่ใช้ประมาณ ป.2-ป4 โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ที่บ้านนอกได้เลย คือ นักเรียนชาย
เกเร ทะเลาะกัน อีกคนหนึ่งว่า ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน (แต่ออกเสียงสำเนียงลาวนะครับ "บ็อกลูกพ่อแม่บ่สั่งสอน") อีกคนก็สวนกล้บ
มาทันที่ว่า "สอนโว๊ยแต่กรูบ่จำ มีอีหยั๋งบ่" (สอนแต่กรูไม่จำ มีอะไรไหม)

เป็นคำตอบที่สะใจดี

คือ คำถามแบบนี้ มันเป็นคำด่ากัน ไม่ใช่การโต้แย้งกันด้วยเหตุด้วยผลแต่อย่างใด ผมไม่นึกว่า "คนระดับที่เป็นพิธีกรข่าวชื่อดัง" จะออกอาการแบบนี้ มันเหมือนคนจนตรอกสิ้นท่า เรื่องการโต้แย้งด้วยเหตุผลนะครับ เหมือนนักเลงอันธพาลด่าคู่ปรปักษ์ เพราะหมดปัญญาที่จะตอบโต้

ตอนนี้ เหมือนเป็นโรคระบาดในหมู่ พวก "ปัญญาชนสายอำมาตย์" เลย เป็นปัญญาชนจอมปลอม กันทั้งนั้น พอต้องใช้งานสู้กับนักวิชาการอย่าง คณะนิติราษฏร์ ดันทำตัวกลายเป็นอันธพาลไปเสียนี่

บางคนอุตส่าห์ได้ไปเรียนนอกได้ปริญญาด็๋อกเตอร์กลับมา แทนที่จะเอาปัญญามา กลับกลายเป็นอันธพาลไปเสียฉิบ ออกนอกเหตุผลไปเฉยเลย

อันธพาลสาย พธม. นะมีมากแล้ว

มีทหารอีกเป็นกองทัพ มีศาล ทั้งขโยง

แต่ที่ต้องการคือนักวิชาการ และปัญญาชนที่จะไปโต้แย้งทางปัญญากับคณะนิติราษฎร์
ไม่ได้ต้องการอันธพาล ไปตอบโต้เขา

จาก FB ชมรม"คนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

ที่มา thaifreenews

โดย แม่ปังคุง

"ชมรม"คนรักพระมหากษัตริย์ของชาติไทย

ด่วน !!!!!! ด่วนมากๆ เพื่อนๆ ช่วยกันทำเพื่อพ่อหลวงของเรา ก่อนจะสายเกินไปนะครับ..
...ตอนนี้คุณหมอตุลย์ได้รายชื่อคัดค้านการแก้ ม.112 แค่ประมาณ 2 พันชื่อเองครับ ซึ่งเราต้องการทั้งหมด 5 หมื่นรายชื่อ
** สำหรับคนที่ไปร่วมลงชื่อด้วยตัวเองไม่ได้ ให้ทำดังนี้คครับ...ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม กรอกชื่อและแนบสำเนาบัตรประชาชน ขีดคร่อมว่า “ใช้ในการร่วมคัดค้านการแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมาย 112 เท่านั้น”.. แล้วส่งไปตามที่อยู่ในแบบฟอร์มด่วนด้วยนะครับ ... การคัดค้านแก้/ยกเลิก ม. 112 สำคัญกว่า พรฎ.คัดค้านการอภัยโทษทักษิณมากมายนัก เพราะถ้าผ่านมติรัฐสภา...ล้มเจ้าได้แน่ครับ ด่วน ๆๆๆ !!!!!!!!!!!! นะครับเพื่อน ๆ

(ส่งด่วน !!!! หมดเขตวันที่ 31 ม.ค. ส่งไปที่ ตู้ปณ. 60 ปท.รองเมือง กท. 10330 ส่งทางจดหมายดีที่สุดนะคะถ้าไปร่วมชุมนุมไม่ได้) อย่าบอกรักในหลวงกันแต่ลมปาก ช่วย ๆ กันหน่อยนะครับ พี่น้องคนไทยทุกคน...
— กับ Bank Piyapong, Tree' Chan, Sirikwan Khanurai, Jarussri Jomritchai, King Mivecturbo, อิ๋ว หระรี, Kenji Momotaro, Skybike Phattarakorn, Turkz Evolution, Jang Dixcy, สำเริง นุ่มนวล, Kantapatch Pum, ปิดทองหลังพระ ปกป้องสถาบันและ Runglawan Inchan

ถูกใจ · · แชร์ · 20 มกราคม


(แอด มินเพจนี้เป็นไส้เดือนแหงๆ มี 2 เพศ เดี๋ยวครับ เดี๋ยวค่ะ ในประโยคเดียวกัน ..ขนาดเรื่องเพศตัวมันเอง มันยังไม่เข้าใจ ดังนั้น ดิฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันไม่เข้าใจข้อเสนอของนิติราษฎร์ เพราะมันเข้าใจยากกว่าตั้งเยอะ หุหุ)





http://www.facebook.com/photo.php?fbid=305801342804003&set=a.228018310582307.76301.226268960757242&type=1&theater

Re:

โดย แม่ปังคุง

สลิ่มดิ้นพล่าน ..งานนี้ตีโดนจุดจริงๆ



สมศักดิ์ จันทร์เรือง

"กนก" ถามฝ่ายหนุนแก้ ม.112 "พ่อแม่สั่งสอนหรือเปล่า?" "สนพ.ปราบดา-นักวิชาการ" โต้ทันควัน
วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 22:53:54 น.


เมื่อ วันที่ 25 ม.ค. เว็บไซต์ข่าวประชาไท รายงานว่า นายกนก รัตน์วงศ์สกุล ผู้ประกาศข่าวเครือเนชั่น ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก "Kanok Ratwongsakul" วิจารณ์กลุ่มที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า

"ทุกๆ 10 นาที จะมีคนโพสต์ต่อต้านกลุ่มที่จะขอแก้มาตรา 112 ลงที่เฟซบุ๊กนี้ ผมก็ตามอ่านตลอด บางคนลงรูปของอาจารย์นิติฯ ธรรมศาสตร์ ที่เป็นหัวหอกแก้มาตรานี้ ซึ่งผมจะลบออกทุกครั้ง เพราะไม่อยากเห็นหน้าคนกลุ่มนี้บนเฟซบุ๊กผม ถ้าพวกนี้อายุ 30 – 40 กว่าปี ตามที่เสธ.หนั่นไล่ให้ไปอ่านประวัติศาสตร์ ผมสงสัยว่า พ่อแม่เขายังอยู่หรือเปล่า รุ่นพ่อรุ่นแม่น่าจะทันได้เห็น ′ในหลวง′ ทรงงานมาตลอด ถ้าลูกไม่ใส่ใจในความเป็นกษัตริย์นักพัฒนา มัวแต่ดื้อด้านจะแก้กฎหมายท่าเดียว แล้วพ่อแม่พวกนี้ทำอะไรอยู่..ไม่ห้ามปรามเลยหรือ? หรือวายชนม์ไปหมดแล้ว? ผมขอโทษนะครับ อย่าหาว่าผมก้าวล่วง แต่อยากถามคนกลุ่มนี้จริงๆว่า พ่อแม่คุณอบรมสั่งสอนหรือเปล่า?"

ขณะที่นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำข่าวดังกล่าวมาแปะไว้บนหน้าเฟซบุ๊กของตนเอง พร้อมแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า

"นั่น น่ะสิครับ ผมก็แปลกใจอยู่ เพราะปกติพ่อแม่เขาก็จะสั่งสอนว่ามีอะไรก็พูดกับเขาเถียงกับเขาดีๆ ด้วยเหตุด้วยผลนะลูก ไม่ใช่เอะอะอะไรก็ไปลำเลิกพ่อแม่เขา แบบนั้นมันอันธพาลนะลูก... ยังไงก็ฝากรำลึกถึงคุณพ่อคุณแม่ของคุณกนกด้วยนะครับ"



นอกจากนั้น เฟซบุ๊กสำนักพิมพ์ไต้ฝุ่น (TyphoonBooks Thailand) ของนายปราบดา หยุ่น นัก เขียนรางวัลซีไรต์ และหนึ่งในปัญญาชน 112 รายแรก ผู้ร่วมลงนามเสนอร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ รวมทั้งเป็นบุตรชายนายสุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ได้โพสต์ข้อความว่า

"ปกติ ไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวเลย แต่บางข่าววันนี้ทำให้อยากบอกว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนโชคดีมากๆ คือการมีพ่อกับแม่ที่มอบสิ่งมีค่าที่สุดกับเรามาตลอด นั่นคืออิสระทางความคิดและการใช้ชีวิต สำหรับเรา ความหมายของการอบรมสั่งสอนลูกที่ดีคือแบบนี้ ไม่ใช่แบบที่อบรมให้ไหม้เกรียมไปด้วยการบังคับ และสั่งสอนให้ตกเป็นทาสของขนบงมงาย"



เผยชื่อผู้รณรงค์แก้ไขม.112


เผย ชื่อผู้รณรงค์ให้แก้ไขมาตรา 112 "นักวิชาการ - นักคิด - นักเขียน" เพียบ เตรียมใช้เวลา 112 วัน ล่ารายชื่อก่อนเสนอสภา "นิธิ" แนะแยกกฎหมายหมิ่นสถาบันออกจากหมวดความมั่นคง "วรเจตน์" แจงข้อเสนอนิติราษฎร์ยังมีกฎหมายปกป้องสถาบัน แต่ต้องปรับปรุง
ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 15 ม.ค. ที่หอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา112 (ครก.112) ซึ่งนำโดยนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์และเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคม อาทิ กลุ่มสันติประชาธรรม กลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กลุ่มนักคิดนักเขียน ได้จัดเวทีวิชาการ-ศิลปวัฒนธรรม “แก้ไขมาตรา112” โดยมีการเปิดโต๊ะลงชื่อประชาชนที่เห็นด้วยกับการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ให้ครบ 10,000 รายชื่อเพื่อเสนอรัฐสภาพิจารณา พร้อมมีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่…) ซึ่งระบุให้ยกเลิกมาตรา 112 และให้บัญญัติโทษเกี่ยวกับการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ตลอดจนองค์รัชทายาทขึ้น มาใหม่

โดยมีท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่เข้ามาร่วมงานกันอย่าง คึกคัก รวมถึงมีนักวิชาการมาร่วม อาทิ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นายเบนเนดิก แอนเดอร์สัน นักวิชาการชื่อดัง เข้าร่วมงานด้วย ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มาร่วมรับฟังสวมเสื้อสีแดง ขณะที่บรรยากาศโดยรอบนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังเป็นปกติ ไม่มีมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมใด ๆ

-----------------------------------------------------------------------------------------------
เปิดชื่อ 112 นักคิด-นักเขียนดัง ร่วมสนับสนุนเพียบ

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่เสนอให้ยกเลิกกฎหมาย ม.112 นั้น มีทั้งสิ้น 120 คน ประกอบไปด้วย นักวิชาการ - สื่อมวลชน - นักเขียน - ศิลปิน ที่มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก อาทิ นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นายสุจิตต์ วงศ์เทศ นักเขียนอาวุโส , นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ , นางอุบลรัตน์ ศิริยุวศักด์ นักวิชาการ , นายปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรท์ , นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล - นายธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการ , นายสมบัติ บุญงามอนงค์ , บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนซีไรท์ , วัฒน์ วรรลยางกูร ศิลปินแห่งชาติ , นายซะการีย์ยา อมตยา กวีซีไรต์ , นายคำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติ , นายอภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล หรือ เจ้ย ผู้กำกับชื่อดัง , นายวิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง ผู้กำกับชื่อดัง นอกจากนี้ยังมีคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมเป็นกรรมการด้วย


ระบุเสรีภาพไทยล้าหลังเทียบเกาหลีเหนือ

นางกฤตยา อาชวนิจกุล นักวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะตัวแทน ครก.112 อ่านคำแถลงการณ์ระบุตอนหนึ่งว่า ตั้งแต่มีการรัฐประหาร พ.ศ.2549 มีสถิติผู้ต้องโทษตามมาตรา 112 หรือที่รู้จักกันดีในนามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภพเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2553 ซึ่งมีการฟ้องร้องถึง 478 ข้อหา ซึ่งเปรียบเสมือนว่าความจงรักภักดีนี้ได้เป็นอาวุธสำหรับการข่มขู่ คุกคาม และในความอ่อนไหวของข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนี้ มักทำให้ผู้ถูกกล่าวหาประสบกับการบังคับใช้กฎหมายไม่คำนึงถึงสิทธิพลเมือง เช่น ไม่ให้มีการประกันตน มีการไต่สวนด้วยวิธีปิดลับ อีกทั้งยังมีการกดดันจากสังคม อย่างเช่นกรณีการล่าแม่มด ทั้งนี้รายงานปี 2554ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ได้เปลี่ยนสถานะเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยจากกึ่งเสรี เป็นไม่เสรี ส่งผลให้ไทยถูกจัดอับอยู่ในกลุ่มเดียวกับเกาหลีเหนือ , พม่า , จีน , คิวบา , อัฟกานิสถาน , อิหร่าน นอกจากนี้ยังมีกรณีที่มีผู้ถูกดำเนินคดี เช่น กรณีอากง , กรณีนายโจ กอร์ดอน ทำให้ชื่อเสียงของประเทศไทยดังกระหึ่มทั่วโลก ซึ่งทำให้องค์กรระหว่างประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 112 ทั้งนี้จะใช้เวลารวบรวมรายชื่อ 112 วัน และจะนำเสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อแก้ไขกฎหมายดังกล่าวให้ลุล่วง


"นิธิ" แนะปรับออกจากหมวดความมั่นคง

นาย นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ปาฐกถาผ่านวีดีโอตอนหนึ่งว่า กฎหมายดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนถึง 478 คดี แต่เชื่อว่าถ้านับรวมความเดือนร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายดัง กล่าวนี้เป็นจำนวนมากกว่านั้น มีคนบอกว่าหากเราไม่ทำผิดก็จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าวิเคราะห์ในรายละเอียดจะพบว่ากฎหมายนี้ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการ วินิจฉัยผู้กระทำความผิด ทั้งที่ผู้ที่ไม่มีเจตนาแต่อาจพลั้งเผลอไปก็อาจถูกเหมารวมดำเนินความผิดเช่น เดียวกับผู้ที่เจตนาและทำขบวนการเช่นกัน ทั้งนี้ตนเห็นว่าควรจะมีการยกเลิกและปรับปรุงสาระในกฎหมาย อาทิ การเอาความผิดกับกรณีดังกล่าวที่ ๆไม่ควรเอาไปไว้ในหมวดความผิดต่อความมั่นคง การระบุอำนาจการฟ้องร้องที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ได้สามารถฟ้องร้อง ซึ่งสุ่มเสียงต่อการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แทนที่ควรจะมีบุคคลที่มีวิจารณญาณ มาร้องทุกข์กล่าวโทษ ทั้งนี้หากไม่มีการแก้ไขก็จะไม่มีการรับประกันได้เลยว่ากฎหมายดังกล่าวจะไม่ ถูกใช้อย่างฉ้อฉลหรือมีการเข้าใจผิดอีก


“วรเจตน์” ดักทางใครขวางเข้าข่ายขัด พ.ร.บ.เสนอกฎหมาย

นาย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ กล่าวว่า เป้าหมายของ ครก.112 คือการรวบรวมรายชื่อให้ได้ 10,000 รายชื่อ ภายใน 112วัน เพื่อเสนอต่อประธานสภาฯให้กฎหมายที่ร่างใหม่นี้ เข้าสู่การพิจารณา และแม้วันนี้พรรคการเมืองต่างๆจะไม่เห็นด้วย แต่เชื่อว่าหากมีประชาชนจำนวนมากสนับสนุนพรรคการเมืองเหล่านั้นอาจจะเปลี่ยน ใจ เพื่อมาสนับสนุนแนวทางของ ครก.112 แต่หากไม่มีใครเห็นด้วยเราก็ต้องทำใจ เพราะไม่มีอำนาจไปบังคับสมาชิกรัฐสภาให้พิจารณากฎหมายได้ และตนอยากฝากบอกบุคคลที่ขัดขวาง อาทิ การข่มขู่ประชาชนที่เข้าชื่อเสนอรายชื่อแก้ไขกฎหมายนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ปี 2542 โดยมีโทษจำคุก 1-5 ปี หรือปรับ 20,000-100,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ แต่หากมีการรวบรวมรายชื่อไม่เห็นด้วยโดยการล่ารายชื่อก็ถือว่าเป็นสิทธิ เสรีภาพ และเป็นความต่างทางความเห็นตามระบอบประชาธิปไตย


ปัดจุดชนวนความขัดแย้ง

“มี คนบอกว่า จะเป็นการจุดชนวนความขัดแย้ง ประเทศเราอ่อนไหวเรื่องความขัดแย้งเหลือเกิน ผมอยากบอกว่าคนเหล่านี้เสแสร้งเหลือเกิน เพราะความขัดแย้งทางความคิดเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย แต่ขอโอกาสให้คนเห็นต่างได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นบ้าง ไม่ใช่ไล่ไปอยู่ที่อื่นหรือไปถือสัญชาติอื่น เพราะทุกคนในที่นี้ดำเนินตามขั้นตอนตามกฎหมาย โดยมีพวกท่านเป็นผู้บังคับใช้อยู่” นายวรเจตน์ กล่าว


แนะบัญญัติ 7 ประการก่อนเขียน "กฎหมายหมิ่นฯ" ใหม่

นาย วรเจตน์ กล่าวว่า จากการหารือกับกลุ่มนักวิชาการ พบว่ายังมีข้อสรุปที่ต้องปรับปรุงในสาระของกฎหมาย ม.112 คือ การยกเลิก ม.112 ไปก่อน และมีการเขียนบทบัญญัติเพิ่มเติม โดยมีประเด็นสำคัญประกอบไปด้วย
1. ให้ยกเลิกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร เพราะจะทำให้มีความผิดรุนแรง และศาลจะไม่อนุญาตให้ประกันตัวโดยอ้างว่ากระทบกับจิตใจกับประชาชน
2. เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
3. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระ ราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะแบ่งแยกลักษณะความผิดในการลงโทษ ไม่เหมารวมเช่นที่ผ่านมา


เสนอเลิกโทษขั้นต่ำให้สำนักราชเลขาฯกล่าวโทษแทนเท่านั้น

นาย วรเจตน์ กล่าวว่า 4.เปลี่ยนบทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปี สำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
6. เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ
7. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้นแทนพระองค์ เนื่องจากสุ่มเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งทางการเมือง ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถกล่าวโทษกับผู้อื่นได้ และเชื่อว่าจะไม่เป็นการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นคู่ความกับประชาชน เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ลงมาฟ้องร้องเอง แต่ในสำนักราชเลขาธิการซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฟ้องร้องแทนได้อยู่แล้ว


แจงข้อเสนอนิติราษฎร์ยังมีบทบัญญัติคุ้มครองสถาบัน

นาย วรเจตตน์ กล่าวว่า ส่วนที่มีผู้มองว่าอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่สถาบันฯ จะต้องเป็นที่เคารพสักการะนั้น ตนยืนยันว่าข้อเสนอของคณะ มีการบัญญัติบทคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ ส่วนประเด็นการเข้าชื่อเพียง 10,000 ชื่อ แทน 50,000 ชื่อ เป็นเพราะตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 163 ระบุชัดว่า ให้ประชาชนเพียง 10,000 ชื่อ สามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้เลย และประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิเสรีภาพโดยตรง เพราะกฎหมายดังกล่าวเชื่อมโยงกับการแสดงความคิดเห็น มีบทลงโทษที่กระทบกับเสรีภาพประชาชน ดังนั้นการเคลื่อนไหวของ ครก.112 จึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

ส่วนที่มีการมองกันว่าหากมีการ แก้ไขเกี่ยวกับกับกฎหมาย ม.112 จะส่งผลให้กฎหมายคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ของไทย มีความเข้มข้นน้อยกว่าประมุขของประเทศอื่นๆนั้น นายวรเจตน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐสภาต้องทราบอยู่แล้ว พร้อมกับให้มีการดำเนินการแก้ไขในคราวเดียวกัน แต่หากไม่มีใครทำ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์จะดำเนินการเอง


http://www.facebook.com/photo.php?fbid=240466669364056&set=a.137354946341896.33865.100002021732863&type=1&theater

ถึงวันนี้ผู้โต้แย้งนิติราษฎรก็ยังไม่มีเหตุผลที่พอฟังได้ เน้นการเห่าหอนข่มขู่ทั้ง

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ประยุทธ จันทรโอชา ถามว่านิติราษฎร์เป็นคนไทยหรือเปล่า ตอบว่าเป็น รวมทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งหลายก็เป็นคนไทยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีชาวต่างชาติในสังคมอารยะอีกมากมายที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของ คณะนิติราษฎร เพราะฉะนั้น คำพูดนี้จึงเป็นเพียงการใช้วาทกรรมแบบเสียดสีแดกดันเท่านั้น

กนก รัตน์วงศ์สกุล บอกว่าคณะนิติราษฎร์เป็นพวกพ่อแม่ไม่สั่งสอน ตอบว่าผู้ที่จะสั่งสอนใครได้นั้นมีมากมาย ตั้งแต่พ่อแม่ครูบาอาจารย์ เพื่อนมิตร และการค้นคว้าหาความรู้ ฯลฯ พระพุทธองค์ท่านก็บรรลุนิพพานด้วยการบำเพ็ญเพียรภาวนาด้วยพระองค์เอง หลังผ่านการศึกษาจากมหาคุรุมาแล้วหลายรูปแบบ เชื่อได้ว่าอาจารย์คณะนิติราษฎร์นั้น พ่อแม่สั่งสอนมาอย่างดีแน่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีโอกาสศึกษาจนจบปริญญาเอกได้ด้วยทุนเรียนดี คน ที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนหรือสอนให้เฉพาะเรื่องชั่ว ๆ นั้นน่าจะเป็นตัวนายกนกเองนั่นแหละ จึงได้แสดงสันดานสถุลถ่อยออกมาจนเป็นที่ชิงชังของประชาชนได้มากขนาดนี้ ด้วยความสัจจริง หากนายกนกผู้นี้มีพ่อแม่สั่งสอนมาเรื่องของเกียรติยศแห่งความเป็นลูกผู้ชาย บ้างแล้วละก็ เขาควรออกจากสถานีโทรทัศน์ช่องที่กำลังทำรายการไปทำที่อื่นได้แล้ว คนมันไร้ศักดิ์ศรี มันจึงหนังหนาหน้าด้านทำรายการอยู่ในสถานีที่เขาเปลี่ยนแปลงผู้บริหารเป็น ฝ่ายตรงข้ามกับตนเองได้หน้าตาเฉย

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ บอกทำนองว่าให้สำนึกบุญคุณของทุนอานันทมหิดล คำตอบก็คือทุนอานันทมหิดลจะมอบให้กับผู้ที่สอบชิงทุนได้ด้วยคะแนนสูงสุด เป็นทุนสำหรับผู้เป็นเลิศทางวิชาการ ไม่ใช่องค์กรที่หวังผลในการตอบแทนใด ๆ เลย ผู้รับทุนนี้พิสูจน์ตนเองว่าเป็นผู้ที่เลิศทางวิชาการแล้วจึงจะสอบได้ ระเบียบทุนอานันทมหิดลไม่ได้บอกว่า ถ้าท่านชิงทุนได้ไปเรียนแล้วห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้ คำถามก็คือในเมื่อผู้ให้ทุนเขาไม่ได้ว่าอะไร แล้วนายบวรศักดิ์ “เสือก” อะไรด้วย ประวัติ นายบวรศักดิ์นั้นก็ไม่เคยได้รับทุนอานันทมหิดลหรือทุนอื่น เพราะมหาวิทยาลัยปารีสที่จบมานั้น ใครก็เข้าศึกษาได้ อยากนั่งฟังเลคเชอร์โดยไม่เอาปริญญาก็ไม่มีใครว่า ส่วนมหาวิทยาลัยเกิร์ทธิงเก้น ประเทศเยอรมนี ที่อาจารย์วรเจตน์จบด้วยคะแนนสูงสุด โดยทุนอานันทมหิดล นั้น คนเรียนกฎหมายเขารู้ดีว่าการจะได้ปริญญาเอกทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยเยอรมัน เป็นเรื่องที่แสนเข็ญ โดยทางวิชาการก็ไม่เห็นนายบวรศักดิ์ในฐานะศาสตราจารย์ทางกฎหมายจะชี้แจงเห็น ต่างจากคณะนิติราษฎร์ในทางกฎหมายเลยสักคำ แต่เสือกบอกใ้ห้เขาสำนึกบุญคุณทุนอานันทมหิดล เรื่อง “เสือก” แบบนี้สมุนอำมาตย์ไทยชอบกันนัก

บรรเจิด สิงคเนติ คนนี้พูดแบบ วกวนเหวี่ยงแหจนไม่รู้ว่าจะต้องการสื่ออะไรกันแน่ พยายามอ้างหลักการโน้นหลักการนี้ แต่ตอบคำถามสื่อมติชนแบบลอยคอหมุนคว้างอยู่กลางทะเล จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่เชื่อไปอ่านดู คือเดี๋ยวเห็นด้วย เดี๋ยวไม่เห็นด้วย ตอนหนึ่งก็พูดถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน แต่อีกสองสามคำต่อมาก็อ้างเรื่องการคุ้มครองพิเศษตามกฎหมายมหาชน อาจารย์ควรพูดตรง ๆ ออกมาเลยว่า ไม่เห็นด้วยกับนิติราษฎร์ตรงไหน ประเด็นใด จะได้เสวนากันให้ตรงจุด พูดวกวนแบบนี้ น่า สงสารนักศึกษาที่เรียนกับนายบรรเจิด คงสอบตกกันหมด เพราะสอนห่วย ๆ แบบนี้ แถมถ้าคนเขาจะคล้อยตามนายบรรเจิดบ้าง เขาก็ควรรู้ว่านายบรรเจิดจะใช้หลักการกฎหมายไหนโต้แย้งกับคณะนิติราษฎร์ตรง จุดไหน จะได้เอาไปโต้แย้งบ้าง ถ้าโชว์วกวนแบบนี้ ก็ถือได้ว่ากลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ของนายบรรเจิดนั้น จัดตั้งขึ้นมาดื้อ ๆ เพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของอำมาตย์ว่ามีนักกฎหมายที่ไม่เห็นด้วยกับ คณะนิติราษฎร์เท่านั้น ซึ่งในอนาคตบอกได้ว่าอาจารย์ทุกคนในกลุ่มของนายบรรเจิดนั้นเปลืองตัวโดยใช่ เหตุ ไม่รู้ว่านำเสนอเรื่องอะไร เสื่อมเกียรติการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยอย่างสูง เพราะพวกคุณเป็นอาจารย์ ไม่ใช่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่มันไร้เกียรติกันทั้งพรรคแล้ววันนี้

จะ คอยติดตามการโต้แย้งอื่น ๆ แล้วเอามาวิเคราะห์สู่กันฟังต่อไป ยกเว้นเห่ยมาก ๆ แบบบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ หรือหมอตุลย์เท่านั้น พวกนี้เป็นพวกคลั่ง พูดอะไรไม่ต้องไปฟังมากนักหรอก


Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ผมอ่านข้อโต้แย้งของ นายบรรเจิด สิงคเนติ ไม่จบ เพราะวกไปวนมาอย่างที่ว่า
แต่ ก็ยังพอจับหลักได้ว่า "เป็นแนวคิดของพวกอนุรักษ์นิยม" ตามปรัชญาของพวกคอนเซอร์เวทีฟ ที่เน้นเรื่อง "คุณค่าของสิ่งของเก่าๆ (ทำนองของยิ่งเก่ายิ่งมีคุณค่า เพราะมันอยู่มานานย่อมมีคุณค่า อะไรประมาณนั้น)

แต่ บรรเจิด สิงคเนติ ยังไม่แตกฉาน อย่างเต็มที่ และไมีมีความกล้าหาญที่จะสนับสนุนในสิ่งที่ตัวเองเชื่อด้วย
เลยพยายามลากเอาหลักการประชาธิปไตย ไปพันกับหลักการอนุรักษ์นิยม แล้ว กลัวว่าหากบอกว่าตัวเองเห็นด้วย
กับรัฐประหาร จะโดนคนด่า ก็เลยพูดว่าไม่เห็นด้วย สุดท้ายก็ไม่รู้ว่าเสนออะไร

อัน ที่จริงแนวคิดเรื่อง อนุรักษ์สิ่งเก่าเอาไว้นั้น พวกเสรีนิยม ก็ไม่ค้านถึงที่สุด เพราะเห็นว่า "ให้สถาบันเก่าๆ "พิสูจน์ตัวเอง ว่าหากมีประโยชน์ต่อสังคมก็ดำรงต่อไปได้ หากไม่เป็นประโยชน์หรือขัดแย้งกับสังคม สังคมก็คงโยนทิ้งเอง เรียกว่าให้โอกาสพิสูจน์ว่างั้นเถอะ ส่วนสังคมนิยม เขาโล๊ะทิ้งไปเลย

ผมว่าพวกล้าหลังในเมืองไทยกำลัง หลังพิงเชือกทางอุดมการณ์ ตอนนี้ไม่สามารถอธิบายเพื่อชักจูงประชาชนให้คล้อย
ตามได้ ก็เลยออกอาการฟาดหัวฟาดหางไปมา

ทำอย่างนี้ในสังคมสมัยใหม่ยิ่งตายเร็วขึ้นเท่านั้น เพราะในที่สุด การใช้โปรประกันดา กับอำนาจ ในสังคมสมัยใหม่
ยุคอุตสาหกรรมนั้นไม่ได้ผล คุณต้องมี "ชุดคำอธิบายที่มีพลัง" มีชุดคำอธิบายทางด้านอุดมการณ์ที่หักล้างการโต้แย้งได้หมด

แต่เรื่อง 112 ยิ่งสู้กับคณะนิติราษฎร์ พวกนี้ยิ่งจนมุม เพราะหาคำอธิบายไม่ได้
เลยพาลว่า "ล้มเจ้า" ไปโน้น ยิ่งจนมุมมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะขัดแย้งกันมา 5 ปี จนประชาชนทั่วไปเบื่อการใช้กำลัง ม็อบปะทะกันแล้ว การปลุกระดมแบบไม่มีเหตุผล
คนจึงไม่ออกไปอีก (ได้ข่าวว่า หมอตุนล่ารายชื่อค้าน 112 ได้แค่ 2,000 ชื่อเท่านั้น ยังห่าง 50,000 ชื่ออีกไกลมาก)

ปี 2555 ประเทศไทยกำลังเข้าสู่โหมดการต่อสู้กันด้วยปัญญา หลังจากปี 2553-2554 ที่สู้กันด้วยกำลัง

และสังคมเปิดกว้างขึ้นกับเหตุผลใหม่ ๆ