WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, January 27, 2012

มุกหอม วงษ์เทศ: อาถรรพ์แห่งศัพท์

ที่มา ประชาไท

ศัพท์บางประเภทมีอาถรรพ์ คำบางวงศ์วานมีอาคม

ช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ความนิยมใช้คำว่า “เจ้า” พวยพุ่งรุ่งโรจน์อย่างเป็นปรากฏการณ์ สวนทางกับความนิยมในสามานยนามและวิสามานยนามเกี่ยวกับเจ้าที่ตกต่ำลง ข้าพเจ้าลองนั่งนึกสลับกับสืบค้นแบบลวกง่ายไม่ทรมานสังขารอันไม่เที่ยง ก็พบว่าคำว่า “เจ้า” มีความหมายและการใช้ตามสมัยนิยมที่รุ่มรวย หลากหลาย เหลื่อมซ้อน ย้อนแย้ง อินุงตุงนัง อาทิเช่น

(1) ผู้มีอำนาจในปริมณฑลหรือกิจการต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่, เจ้าพนักงาน, เจ้าเมือง, เจ้าสำนัก, เจ้าอาวาส, เจ้าพ่อ

(2) เหล่าพระราชวงศ์และราชนิกูลในสถาบันกษัตริย์ นับตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไป (หมายเหตุ: ตามกฎนี้ ผู้มีฐานันดรศักดิ์ต่ำกว่าหม่อมเจ้า จึงไม่ใช่ “เจ้า” อย่างไรก็ดี ผู้ไม่ใช่เจ้ามาแต่กำเนิดก็สามารถถูกแต่งตั้งให้เป็น “เจ้า” ได้ หรือในกรณีที่มีการเปลี่ยนราชวงศ์ สามัญชนก็ตั้งตนเป็นเจ้าได้ เช่น รัชกาลที่หนึ่งผู้สถาปนาราชวงศ์จักรี)

(3) ผี เทพ เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น เจ้าที่, ศาลเจ้า, ไหว้เจ้า, ทรงเจ้า

(4) God - พระเจ้า, พระผู้เป็นเจ้า

(5) ความเป็นเจ้าของ หรือผู้เป็นใหญ่เหนือสิ่งของ เช่น เจ้าหนี้, เจ้าทรัพย์, เจ้าบ้าน

(6) ผู้มีความเชี่ยวชาญช่ำชองในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เช่น เจ้าเล่ห์, เจ้าชู้, เจ้าคารม, เจ้ากี้เจ้าการ

(7) สรรพนามบุรุษและสตรีที่สองและสาม ใช้แทนผู้ที่เราพูดด้วยและพูดถึง โดยมีนัยยะถึงคนที่มีสถานะต่ำกว่าหรือเท่ากัน เช่น

“ชายชาติอาชาไนยอย่างข้า ไม่เอาเจ้าด้วยกำลังหรือเล่ห์เพทุบายดอก” “วันหลังคุณอย่าพาเจ้าหนูมาที่นี่อีกนะ ดิฉันรำคาญเด็ก” “เจ้าหล่อนนึกยังไงหนอ ถึงยอมไปไหนมาไหนกับเจ้าราฟาเอล”

นอกจากนี้ยังเกิดความนิยมใช้ “เจ้า” นำหน้าสิ่งไม่มีชีวิตหรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่คน นัยว่าเพื่อแสดงตนเป็นคนสุภาพน่ารัก จิตใจดี มีความเอ็นดูอันเหลือเฟือให้กับสรรพสิ่ง เช่น “อพยพออกจากบ้านเป็นเดือนแล้ว ทำไมเจ้ามวลน้ำไม่เห็นมาเสียที” “อนิจจา, พวกใจบาปจะมากำจัดน้ำเน่ากันแล้ว เรามาร่วมสวดมนต์ให้เจ้าแบคทีเรียกันเถอะ”

(8) ผู้ประกอบการ เช่น “ลูกชิ้นปิ้งเจ้านี้อร่อยที่สุด ใส่บอแรกซ์ไม่อั้น” “เจ้านี้ก็ห่วย เจ้าโน้นก็ห่วย เจ้าที่คนมะรุมมะตุ้มแย่งกันยิ่งห่วย แถวนี้ห่วยทุกเจ้า”

(9) คำอุทาน คำสบถ คำร้องเรียกความสนใจ หรือคำลงท้ายขานรับ เช่น “อุแม่เจ้า!” “แม่เจ้าโว้ย!” “เจ้าข้าเอ๊ย!” “สั่งสอนพวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสร็จเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ!” “จะให้บ่าวเชือดไก่ให้ลิงดูอีกตัวไหมเจ้าคะ?”

น่าประหลาดที่คำว่า “เจ้า” ตามอักขรวิธีและการสะกดในปัจจุบันมีนัยความหมายและการใช้มากมายและวุ่นวาย ขนาดนี้ ในบางกรณี ความหมายแบบหนึ่งทำลายความหมายอีกแบบหนึ่งจนย่อยยับอย่างไม่น่าให้อภัยโทษ และอยู่ร่วมราชอาณาจักรกันได้

ศัพท์กำราบ สาปด้วยศัพท์

นับตั้งแต่กระแสเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ การปฏิรูปและการวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ทวีความเข้มข้นพร้อมส่งสัญญาณไม่ยอม จำนน บรรดาสาวกและอัศวินแห่งลัทธิเทวราชากลายพันธุ์ (รวมทั้งพวกโหนเจ้าทั้งที่อาจไม่ได้นิยมเจ้าด้วยใจจริง) ต่างกระวีกระวาดสาดถ้อยคำเข้าใส่ปีศาจแห่งความเป็นสมัยใหม่อย่างเมามัน

“กำเริบเสิบสาน” “เหิมเกริม” “เห่อเหิม” “ลบหลู่” “จาบจ้วง” “ล่วงละเมิด” “ล่วงเกิน” “ก้าวล่วง” “อาจเอื้อม” “บังอาจ” “ตีตนเสมอ” “มักใหญ่ใฝ่สูง” “หมิ่นเบื้องสูง” “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” “หลู่พระเกียรติ” “ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท” “มิบังควร” “ดึงฟ้าต่ำ” “อกตัญญู” “เนรคุณ” “ทรยศ” “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” “ล้มเจ้า” “ล้มล้างราชบังลังก์” “ไม่จงรักภักดี” “ไม่สำนึกบุญคุณ” “ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง” “ไม่เจียมกะลาหัว” “เหาจะกินหัว” “ขี้กลากจะขึ้นหัว” “นรกจะกินกบาล”

ศัพท์แสงสำนวนโวหารหรูหราเหล่านี้ล้วนร้อยรัดอยู่กับแก่นแกนอุดมการณ์ โบราณเดียวกัน (“โบราณ” แต่ก็เป็นการผสมผสานอย่างไม่สถิตของ “มรดก-ซากเดน-เพิ่งสร้าง-ประดิษฐ์ใหม่-กลายพันธุ์”) อุดมการณ์ศักดินาที่ทรงฤทธิ์นี้อ้างอิงปนบิดผันอุดมการณ์พุทธปนพราหมณ์ว่า ด้วยการแบ่งแยกลำดับชั้นตามชาติกำเนิด สิทธิธรรมและบุญญาบารมี ด้วยลักษณะสังคมแบบ “ยศช้างขุนนางพระ” และ “นายว่าขี้ข้าพลอย” ภาษาไทยจึงมีคำ “ด่า-แดกดัน” เกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ลำดับชั้นมากมายหลายเฉดให้เลือกใช้ตามแต่อกุศลจิต ภาษา “คุณไสย” จำพวกนี้มีหน้าที่ตำหนิติเตียน ผรุสวาท เหยียดหยาม เยาะหยัน ข่มขู่ และสาปแช่งการ “ละเมิด” หลักการและคุณค่าว่าด้วยความเหลื่อมล้ำต่ำสูงของสถานภาพบุคคลที่ฝ่ายต่ำ ศักดิ์กว่า (คนสามัญ ไพร่ ฆราวาส) กระทำต่อฝ่ายสูงศักดิ์กว่า (คนชั้นสูง เจ้านาย พระสงฆ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์)

ภายใต้ระเบียบสังคมแนวดิ่ง เมื่อใดที่คนสถานะต่ำไม่ประพฤติตนทั้งกาย วาจา ใจตามกติกาที่บังคับให้นอบน้อมสวามิภักดิ์ต่อคนสถานะสูง สังคมไทยถือว่าเป็นการแหกจารีตแบบแผนที่อัปมงคลและชั่วช้าสามานย์อย่างยิ่ง จำต้องประณาม ประจาน ประชด และกดปราบพฤติกรรมที่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจและอุดมการณ์ “คนต้องไม่เท่ากัน” แบบไทยให้สิ้นพิษสง ในโลกทัศน์และขอบฟ้าจินตนาการของคนรุ่นเก่าหัวโบราณ คนรุ่นใหม่ที่คร่ำครึกว่าคนหัวก้าวหน้าเมื่อร้อยกว่าปีก่อน หรือกล่าวได้ว่าส่วนใหญ่ของคนทั่วไปที่นิยมเจ้า “เจ้า” แม้จะเชื่อได้ยากแล้วว่าเป็นอวตารของเทพแขก แต่ก็ยังเชื่อได้ง่ายว่าเป็นผู้สั่งสมบุญญาบารมีมามากและไม่มีทางจะเป็นคน ธรรมดาได้ดังความเชื่อที่แพร่หลายว่า “พระมหากษัตริย์ อย่างไรก็อยู่สูงกว่าคนทั่วไป”

นอกจากข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดหลักแห่ง hierarchy แล้ว การปิดปากการวิจารณ์และสกัดกั้นการปฏิบัติต่อเจ้าในฐานะบุคคลแบบเดียวกับ สามัญชนอีกแบบที่ร้ายกาจยิ่งกว่าคือการอ้างว่าเป็นเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจ เหล่าผู้รักและศรัทธา ซึ่งเป็นวิธีให้เหตุผลชนิดเดียวกันของเหล่าศาสนิกชนหัวรุนแรงที่ไม่อาจทนให้ ศาสนาและศาสดาของตนถูกแตะต้องได้ ยิ่งใช้ข้ออ้างนี้เป็นรากฐานมากเท่าใดก็ยิ่งทำให้ “Head of State” กลายเป็น “God, Prophet, Spiritual Leader” มากขึ้นเท่านั้น ขันติธรรมซึ่งเป็นคุณค่าสำคัญในสังคมประชาธิปไตยเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในสังคม ที่ปราศจากขันติต่อการแตะต้องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แตะต้องไม่ได้

ขัดกับคุณค่า “มนุษยนิยม” ของนานาอารยะชน, ลักษณะกึ่ง “เทวสถานะ” ดังที่เป็นอยู่จริงเห็นประจักษ์ชัดแจ้งได้จากความเชื่อเกี่ยวกับคุณงามความ ดีอันบริสุทธิ์ไร้ข้อด่างพร้อย (ซึ่งลดหลั่นกันไปไม่เท่ากัน และซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่ “เทวนิยม” แบบโบราณที่สามารถใช้พระเดชโดยไม่จำเป็นต้องใช้พระคุณ) พิธีกรรมทั้งแบบรัฐพิธีและลัทธิพิธี แบบแผนอากัปกิริยา กฎหมายลายลักษณ์อักษร กฎหมู่ที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร กิจกรรมเทิดไท้ ประเพณียอพระเกียรติ และธรรมเนียมคำราชาศัพท์

ราชาศัพท์: ศัพท์ศักดินาแห่งลัทธิเทวราชา

“ความสำคัญของราชาศัพท์
1. ราชาศัพท์เป็นระเบียบการใช้คำพูดของไทยให้สุภาพตามชั้นของบุคคล
2. ราชาศัพท์บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมอันดีของชาติไทย
3. การเรียนรู้ราชาศัพท์ถึงขั้นสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ บ่งบอกถึงระดับการศึกษาของผู้ใช้
4. การพูดราชาศัพท์ได้ถูกต้องและเหมาะสม นอกจากแสดงถึงการรักชาติแล้ว ยังเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทยอีกด้วย”
คติความเชื่อทั่วไปเกี่ยวกับราชาศัพท์


“การใช้ “ราชาศัพท์” นี้ ไม่ใช่ใช้เมื่อกราบบังคมทูลหรือกราบทูลเฉพาะพระองค์ท่านเท่านั้น แม้จะเป็นการกล่าวถึงหรือกล่าวลับหลังก็ต้องใช้ราชาศัพท์ อย่าคิดว่าเป็นการพูดกันเองหรือประสงค์จะพูดเร็ว จึงใช้คำธรรมดาแทนใช้ราชาศัพท์ ซึ่งจะเป็นการไม่ถวายความเคารพไป”
จำนงค์ ทองประเสริฐ, 2528

“ความจริงราชาศัพท์เป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ก็เป็นของที่ยังตัดไม่ขาดในประเทศที่มีพระมหากษัตริย์...ในที่นี้ก็จะ ต้องขอวางหลักไว้ว่า ราชาศัพท์นั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสียดีกว่า พึงใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นเอง”
คึกฤทธิ์ ปราโมช, 2495

วันเวลาสมัยประถมเป็นอดีตอันแสนสุขที่ข้าพเจ้าหวนหาอาลัยอยู่เสมอ นอกจากต้องเรียนคัดลายมือด้วยดินสอบ้างปากกาหมึกซึมบ้างเพื่อเอาดีในวิชาชีพ เสมียน, ฝึกทักษะเย็บปักถักร้อยเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน และหัดคลานเข่าไปหาคุณครูตามประเพณีศักดินาในโรงเรียนแล้ว ข้าพเจ้ายังได้สนุกสนานเพลิดเพลินกับการท่องจำคำราชาศัพท์เพื่อการสอบเลื่อน ชั้นแต่ไม่เลื่อนสถานะอีกด้วย

ในบรรดาหมวดหมู่วิชาภาษาไทยทั้งหมด ข้าพเจ้าชอบหมวดคำราชาศัพท์ที่สุด เพราะเต็มไปด้วยภาษาแปลกใหม่ที่ข้าพเจ้าไม่เคยพบไม่เคยเห็นและไม่เคยใช้ใน ชีวิตมาก่อน อย่างไรก็ดีคำศัพท์เกี่ยวกับอากัปกิริยาพื้นๆ อย่างเสด็จ เสวย ตรัส ทูล จำพวกนั้นไม่มีอะไรดึงดูดใจนัก อาณาจักรที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดกลับคือหมวดอวัยวะ ศัพท์แสงอันวิจิตรพิสดารและยากแก่การจดจำทำให้สมัยนั้นข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ เป็น “เจ้า” จะต้องมีอวัยวะชนิดวิเศษผิดแผกแตกต่างจากคนธรรมดาเป็นแน่แท้ หู ตา คอ จมูก ตับ ไต ไส้ ปอด ไหปลาร้า รักแร้ ไม่มีทางจะเป็นอวัยวะชนิดเดียวกันกับพระกรรณ พระเนตร พระศอ พระนาสิก พระยกนะ พระวักกะ พระอันตะ พระปัปผาสะ พระรากขวัญ พระกัจฉะเป็นอันขาด ตับก็คือตับ, just ตับ, แต่พระยกนะคือตับศักดิ์สิทธิ์ เมื่อชันสูตรในเชิงเทวชีววิทยา “ตับ” จึงเป็นอวัยวะชนิดเดียวกันกับ “liver” แต่คนละชนิดกับ “พระยกนะ”

เหมือนบทสวดมนต์ที่เราถูกสอนให้ท่องจำอย่างไม่ประสีประสา เป็นเวลานานกว่าที่ข้าพเจ้าจะเข้าใจสำนวนที่ได้ยินบ่อยในโทรทัศน์จนไม่เคย เฉลียวใจว่ามันจะใช้การอุปมาอุปไมยที่น่าตื่นตะลึงอย่างเหลือเชื่อ ตัวอย่างเช่นวลี “ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม” นั้นเมื่อถอดรหัสก็จะได้ความว่า “ขอให้อำนาจบารมีละอองฝุ่นใต้ฝ่าเท้า (ของผู้ที่พูดด้วย) ปกป้องคุ้มครองหัวและกระหม่อม (ของผู้พูด)” ด้วยสมรรถภาพอันจำกัดของมนุษย์ ถึงจะเข้าใจโครงสร้างประโยคแล้วแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนึกภาพตามได้ง่ายๆ เลย ข้าพเจ้าคิดว่าการใช้เทคนิคทางด้าน graphic หรือ animation น่าจะช่วยได้เยอะทีเดียว

ต่อเรื่องการพูดกับอวัยวะ ไม่ใช่การพูดระหว่างคนกับคนด้วยกัน คึกฤทธิ์, รอยัลลิสต์คนสำคัญในอดีตผู้ทำให้รอยัลลิสต์รุ่นใหม่ทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญ สมัยนี้ดูจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่เชาว์ปัญญาและไหวพริบปฏิภาณถูกทำลายจนเสียหาย ไปมาก, เปรียบเปรยได้กระจ่างแจ้งแก่กระหม่อมดียิ่งว่า “ธรรมดาคนเราเมื่ออยู่ใกล้อะไรก็ต้องติดต่อกับสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ฉะนั้นเมื่อเราอยู่ใต้เท้าของท่าน เราจะไปพูดกับอวัยวะส่วนอื่นของท่านที่อยู่สูงขึ้นไปกว่าฝ่าเท้าได้หรือ? เราก็ได้แต่พูดกับ “ใต้เท้า” ของท่านที่กดตัวเราไว้นั่นเอง” แต่เนื่องจากการไขข้อข้องใจนี้เป็นการตอบผู้อ่านที่ถามเรื่องคำสรรพนาม “ใต้เท้า” มิใช่ “ฝ่าบาท” หรือ “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” คึกฤทธิ์จึงเหน็บ (ใครก็ไม่รู้) ต่อไปราวกับไม่ได้ฉุกใจไปถึงราชาศัพท์ว่า “แต่บังเอิญหนังเท้าของคนนั้น ธรรมชาติมิได้สร้างมาให้มีโสตประสาท คือมิได้สร้างมาให้ใช้ฟังเสียง เราจะพูดกับ “ใต้เท้า” ของท่านสักเท่าไรท่านจึงไม่ค่อยได้ยิน เพราะเท้ากับหูมันไกลกันนัก...”

จะส่งสารไปถึงใครก็ช่างคุณชาย แต่คนชั้นผู้น้อยอย่างเราก็เก็บเกร็ดความรู้มาประดับตัวว่า เมื่อต้องวิสาสะกับคนชั้นสูงหรือคนมีอำนาจบารมี คนสามัญชั้นต่ำต้องพูดกับฝ่าเท้าบ้าง ฝุ่นใต้ฝ่าเท้าบ้าง ไม่สามารถจะอาจเอื้อมเผยอตัวไปพูดกับตัว หัว หรือใบหน้าของคนที่มีสถานภาพสูงกว่าแบบเสมอกันหรือแม้แต่ใกล้กันได้

แน่นอนว่าหลักเกณฑ์ในการใช้ราชาศัพท์ยังมีความสลับซับซ้อนต่อไปอีกมากเฉก เช่นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่ทำหน้าที่เสกสรรปั้นแต่งความมหัศจรรย์มลัง เมลืองแก่เทพยดา ตามอรรถาธิบายอย่างเป็นทางการ ราชาศัพท์หมายถึง “ระเบียบการใช้คำพูดของไทยให้สุภาพตามชั้นของบุคคล” โดยหลักเกณฑ์ในการใช้นั้นขึ้นอยู่กับผู้ที่พูดด้วยเป็นสำคัญ อันสรุปได้ว่า ราชาศัพท์ใช้กับบุคคลที่มีฐานันดร-อิสริยยศสูงกว่าผู้พูด คำราชาศัพท์มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะศัพท์ที่ใช้กับราชาเท่านั้น แต่หมายถึงแบบแผนการใช้ภาษาสุภาพระดับต่างๆ ตามระดับชั้นของบุคคล แต่ถึงกระนั้น เมื่อพูดถึงราชาศัพท์ ก็เป็นที่เข้าใจทั่วกันว่าหมายเฉพาะถึงศัพท์ที่ใช้กับเจ้า

ราชาศัพท์ปรากฏดกดื่นที่สุดในบทกวีเทิดพระเกียรติ, ข่าวในราชสำนัก, การบรรยายพระราชพิธี, ภาษาราชการ,​ ข้อเขียนทั่วไป-วิชาการ, ถ้อยคำแสดงความจงรักภักดีผ่านมัลติมีเดีย ฯลฯ

ตำราทั่วไปอธิบายที่มาของคำราชาศัพท์ว่ามีขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติบุคคล ในสถาบันกษัตริย์ให้สูงกว่าคนทั่วไป ตำรามักอ้างอย่างสบายอกสบายใจว่าภาษาบาลี-สันสกฤตเป็นภาษาในคัมภีร์ศาสนา จึงเป็นภาษาสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองที่จะหยิบยืมมาใช้เป็นราชาศัพท์ แต่ตำรามักอึดอัดคับข้องในการอธิบายว่าทำไมราชาศัพท์ไทยจึงใช้ภาษาเขมร และหลบหลีกเฉไฉให้คำอธิบายที่ไม่ได้อธิบายอะไรเลยทำนองว่า “เป็นการเทิดพระเกียรติพระเจ้าอยู่หัวไทยในฐานะทรงเป็นผู้ปกครองแผ่นดิน”

มรดกทางศิลปวิทยาการและวัฒนธรรมไทยโดยเฉพาะในราชสำนักเต็มไปด้วยร่องรอย ที่มาจากวัฒนธรรมเขมร (ซึ่งรับวัฒนธรรมอินเดียอย่างพราหมณ์-ฮินดู พุทธมหายาน คติเทวราช-สมมติเทพ) ไม่ว่าจะตัวอักษร ตัวเลข คำศัพท์ ระบบความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรม เครื่องนุ่งห่ม ดนตรี นาฏศิลป์ แต่วัฒธรรมไทยในยุคหลังและร่วมสมัยก็ส่งอิทธิพลต่อประเทศกัมพูชาหลายด้าน ด้วยเช่นกัน การรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมกันไปมาตามเงื่อนไขทางสังคมการเมืองของแต่ละยุค สมัยจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เรื่องที่โคตรแปลกกลับคือการรับแล้วไม่ยอมรับว่ารับ แถมกลับยักยอกเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองคนเดียว

นอกจากคำบาลี-สันสกฤตแล้ว ศัพท์จำนวนมากที่ประกอบกันขึ้นเป็น “ราชาศัพท์” คือ คำเขมรหรือขอม ผู้สันทัดกรณีให้ทัศนะว่า กษัตริย์และชนชั้นสูงในราชสำนักในรัฐทวาราวดี-ละโว้-อโยธยาก่อนสมัยอยุธยา ใช้ภาษาขอมหรือเขมรเป็นภาษาราชสำนัก ในขณะที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินหลากหลายเผ่าพันธุ์อาจพูดไทย ลาว มอญ เขมร ชวา มลายู ฯลฯ ภาษาเขมรจึงถือเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนักและในวรรณคดีพิธีกรรมนับแต่ บัดนั้น ครั้นเมื่อกลุ่มชนชั้นนำใหม่ซึ่งพูดภาษาไทยในสมัยอยุธยาเข้ามามีอำนาจและ อิทธิพลแทนที่ชนชั้นนำเก่าที่พูดเขมร ภาษาไทยก็กลายเป็นภาษากลางในการสื่อสารทั่วไปทั้งในและนอกราชสำนัก โดยที่ภาษาเขมรที่เคยใช้ในราชสำนักก็มิได้ถูกยกเลิกไป แต่กลับถูกยกเทิดเป็น “ราชาศัพท์” หรือภาษาพิเศษสำหรับใช้กับพระราชาและเหล่าเจ้านายชั้นสูง ต่อมาบรรดาปราชญ์ราชสำนักสมัยหลังก็พัฒนาศัพท์แสงและกฎเกณฑ์เกี่ยวกับราชา ศัพท์ให้ทวีความซับซ้อนขึ้น เป็นกลอุบายสร้างภาษา “เทพ” เพื่อเนรมิตความขรึมขลังมหัศจรรย์น่ายำเกรงให้ท่วมท้นล้นพ้น และเพื่อที่พวกไพร่ทาสจะได้ประหวั่นพรั่นพรึงไปตลอดกาล

(ข้อโต้แย้งเรื่องเขมร กับขอม อาจยังไม่ยุติ แต่ในชั้นนี้คือการยืนยันข้อเท็จจริงพื้นฐานเพียงว่า “คำราชาศัพท์ไม่ใช่ภาษาไทย” - คำไทยซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาคำโดดคือ “กู-มึง” ไม่ใช่ “กระหม่อม-ฝ่าบาท” เมื่อรับคติวัฒนธรรมศาสนาจากภายนอกเพื่อเทิดทูนสถานะชนชั้นปกครองให้ทะลุถึง ยอดเขาพระสุเมรุ-สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ คำพื้นเมืองแต่เดิมจึงกลายเป็นคำไม่สุภาพไป)

ภาษาเขมรซึ่งเป็นภาษาพูดของกษัตริย์และชนชั้นสูงในราชสำนักก่อนสมัย อยุธยา กลายมาเป็นภาษาที่กษัตริย์และชนชั้นสูงในราชสำนักสมัยต่อมาไม่ได้พูดในชีวิต ประจำวัน แต่กลับเป็นภาษาที่คนธรรมดาต้องฝึกฝนศึกษาวิธีใช้เมื่อจะพูด/เขียนถึงเจ้า

พูดอย่างไพร่ๆ แล้ว เนื่องจากเจ้ากับไพร่ไม่ใช่คนเหมือนกัน เจ้าจะพูดกับไพร่ด้วยภาษาปกติธรรมดา (“สบายดีไหม?”) แต่ไพร่ต้องพูดกับเจ้าโดยเฉพาะกษัตริย์และเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ด้วยภาษาพิเศษ อันวิจิตรพิสดาร (“ด้วยเดชะพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้ามีความสุขสบายดีพระพุทธเจ้าข้าขอรับ”) ส่วนการเรียนรู้วิธีที่จะ “เพ็ดทูล” แบบชาววังที่คนนอกวังไม่มีทางสำเหนียก ก็ย่อมจำกัดอยู่ในแวดวงราชสำนักอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้เจ้าอาจใช้ราชาศัพท์ไม่คล่อง หรือรู้อย่างจำกัด เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ และดังนั้นจึงอาจฟังไม่เข้าใจ หากพวก “เกินกว่าเจ้า” ระริกระรี้ใช้ราชาศัพท์อย่างวิจิตรพิสดารด้วย

จะว่าไป, กฎพื้นฐานที่ใครก็อาจสังเกตได้ก็คือ ภาษาศักดิ์สิทธิ์มักต้องเป็นภาษาต่างด้าว ไม่ใช่ภาษาพื้นเมืองที่คนพื้นเมืองผู้อยู่ใต้การปกครองใช้กันทั่วไป เพื่อจำกัดผู้รู้ จำกัดผู้ใช้ จำกัดการเข้าถึง เพื่อเสกสร้างความวิเศษสูงส่งอันผิดแผกจากธรรมดา ความศักดิ์สิทธิ์ต้องลี้ลับและแยกขาดออกจากความสาธารณ์

อาจเรียบเรียงเรื่องราวให้รวบรัดอีกลีลาได้ว่า ในอดีต ภาษาเขมรที่ต่อมาเรียกว่า “ราชาศัพท์” เคยเป็นภาษาพูดปกติของเจ้า แต่ในปัจจุบัน “ราชาศัพท์” กลายเป็นภาษาที่เจ้าไม่ได้พูด แต่พวกไม่ใช่เจ้าต้องใช้พูดกับเจ้า อนึ่ง เจ้าต่ำศักดิ์กว่าต้องใช้ราชาศัพท์กับเจ้าสูงศักดิ์กว่าด้วยศัพท์แสงตาม ระดับของฐานันดรที่บัญญัติไว้เช่นกัน--แต่เราจะละไว้ ไม่กล่าวถึงกรณีเจ้าต่างชั้นหรือเจ้าเสมอกันเหล่านี้อีก

น่าคิดน่าขันพอประมาณที่ในอดีต “คำเขมร” เคยเป็นภาษาพูดแบบ native speaking ของกษัตริย์และชนชั้นนำในราชสำนัก แต่นับจากสมัยอยุธยา รัตนโกสินทร์ กระทั่งทุกวันนี้ “คำเขมร-บาลี-สันสกฤต” กลายเป็น “ศัพท์เฉพาะ” ที่พวก “อเจ้า” ต้องใช้กับ “เจ้า”

โดยที่ “อ” เป็นสัญญะแบบ paradox ที่หมายถึง “ไม่ใช่” และ “เอา” ในเวลาเดียวกัน “อเจ้า” (ไม่ใช่เจ้า + เอาเจ้า) หมายถึงบุคคลผู้ไม่ใช่เจ้าแต่ทว่ามีอัตลักษณ์ยึดโยงกับระบอบเจ้าอย่าง แรงกล้า หากถูกสั่นคลอนหรือถูกพรากจากการโอบรัดนี้ก็จะรู้สึกสูญเสียอัตลักษณ์ความ เป็นคนไทยและอาจกระทั่งความเป็นคน “อเจ้า” คือผู้ที่ไม่สามารถมีความเป็น “ปัจเจกชน” ได้โดยปราศจากสถาบันอันเป็นศูนย์รวมจิตใจอันยิ่งใหญ่ ความเป็นตัวตนของ “อเจ้า” จึงเกาะเกี่ยวอย่างแน่นแฟ้นอยู่กับ “เจ้า” ซึ่งเป็นขั้วตรงข้ามหรือสิ่งที่เขามิได้เป็น กล่าวอีกนัยหนึ่ง การดำรงอยู่ของ “เจ้า” เป็นสิ่งนิยามตัวตนของ “อเจ้า” และการที่ความเป็น “เจ้า” ดำรงอยู่ได้ก็เพราะการดำรงอยู่ของพวก “อเจ้า” นั่นเอง

ในครรลองคล้ายกับความเป็น “fundamentalism” ที่บูชาลัทธิศาสนาและศาสดาด้วยท่าทียึดมั่นต่อคุณลักษณะอันล่วงละเมิดมิได้ และต่อต้านความเป็นสมัยใหม่อย่างสุดขั้ว (สโลแกนล่าสุด: “คนที่ไม่จงรักภักดี ต้องตายก่อนเวลาที่กำหนดไว้” “ล้าหลัง คลั่งเจ้า ดีกว่า ก้าวหน้า เนรคุณ”/ คติธรรมประจำยุคสมัย: ฆ่าคนที่ไม่จงรักภักดีไม่บาป ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช่อาชญากรรม) ราชาศัพท์คือพิธีกรรมแห่งถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์แห่งลัทธินิยมเจ้า ด้วยจุดมุ่งหมายอันชัดแจ้งจนแทบไม่ต้องขยายความ ชนชั้นปกครองและบริวารบังคับใช้ราชาศัพท์เพื่อ “ถ่าง-ตรึง” ลำดับชั้น และ “แยก-ยก” หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ออกจากชนชั้นใต้ปกครอง

ดังที่ชาวพุทธทราบกันดีว่า “พระพุทธเจ้าเสด็จไปตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา แต่เมื่อพระองค์ไม่ทรงพบทางพ้นทุกข์ จึงทรงหันมาบำรุงพระวรกายตามปกติ และในที่สุดพระองค์ก็ทรงตรัสรู้ขณะมีพระชนมายุได้ 35 พรรษา” ขนบราชาศัพท์นี้ลุกลามไปถึงวงการพุทธศาสนาด้วย พระพุทธเจ้าออกผนวช ละทางโลกย์ ขบถต่อระบบวรรณะฮินดู ทิ้งฐานันดรศักดิ์ของ “เจ้าชายสิทธัตถะ” ในระบอบกษัตริย์แล้ว แต่พุทธแบบไทยกระแสหลักยังพอกหนาด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานและความพะรุงพะรังของ พัดยศ-สมณศักดิ์-ฐานานุกรม-ราชทินนาม จนดูจะถวิลหาความเป็น “เจ้าชาย” มากกว่าความเป็น “นักบวช” ของ Buddha เสียอีก ยิ่งตรึกตรองก็ยิ่งตลก ทั้งพุทธเจ้าขุนมูลนายและพุทธพาณิชย์ต่างพากันเข้าหาพุทธศาสนาด้วยสำนึก เสน่หาอย่างลึกซึ้งในคุณสมบัติของความเป็น “เจ้า” ในระบอบกษัตริย์ ตั้งแต่ฐานันดร ทรัพย์สฤงคาร พิธีกรรม ไปจนถึงเดชานุภาพ

จารีตราชาศัพท์จึงเป็นเครื่องค้ำพุทธกระแสหลักแบบไทยที่รับใช้ราชสำนัก แต่เป็นเครื่องขวางการบรรลุธรรมอันเนื่องมาจากภาษาที่เต็มไปด้วยการยึดติดใน มายาและมิจฉาทิฐิแห่งลัทธิเทวราช คิดแบบเซนแล้ว คงต้องปัดกวาดผงฝุ่นราชาศัพท์ออกจากกระจกเงาแห่งภาษาธรรมและภาษาพรรณนาตถาคต ให้หมดสิ้น หนทางแห่งการบรรลุ “พุทธะ” จึงจะปรากฏ ตราบใดที่เหล่าพระเถระซึ่งไม่เพียงเสพติดลาภยศสรรเสริญและอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์หนักกว่าฆราวาส ซ้ำร้ายยังหล่อเลี้ยงตัวตนด้วยญาณวิทยาและจิตใจอันคับแคบ พวกเขาก็จะตกเป็นทาสวัฒนธรรมศักดินา-ชาตินิยมไทยภายใต้ผ้าเหลืองแห่งความ หลอกลวงตลอดไป

“ถ้าคนไม่นิยมจะรับคำยกยอนั้นมากขึ้น คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง”

ในช่วงปี 2484 กรมดำรงฯ ณ “บ้านซินนามอน ปีนัง” และเจ้าฟ้านริศฯ ณ “ตำหนักปลายเนิน คลองเตย” เขียนจดหมายโต้ตอบกันเรื่อง “ราชาศัพท์” ตามความที่คัดมาดังนี้

“เห็นในหนังสือพิมพ์บางกอกไตม์วันที่ 19 กันยายน ลือว่าจะเลิกใช้ราชาศัพท์ หม่อมฉันนึกขึ้นถึงวินิจฉัยมูลของราชาศัพท์ ซึ่งได้เคยคิดมาแต่ก่อน จึงเอามาทูลบรรเลงในจดหมายฉบับนี้ ที่เรียกว่า “ราชาศัพท์” หมายความว่า “คำพูดของเจ้า” หรือ “คำพูดแก่เจ้า” มิใช่แต่เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น แต่ประหลาดอยู่ที่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะ -

ก. เจ้าพูดก็ไม่ใช่ราชาศัพท์สำหรับพระองค์เอง เช่นจะว่า “ฉันเสวย” “ฉันบรรทม” หรือ “พระขนงของฉัน” หรือ “พระเขนยของฉัน” หามีไม่ ย่อมใช้ศัพท์ภาษาไทยที่พูดกันเป็นสามัญว่า “ฉันกิน ฉันนอน คิ้วของฉัน และหมอนของฉัน” แม้พระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสเช่นนั้น

ข. คำราชาศัพท์ที่เป็นภาษาเขมรเช่น “ขนง เขนย” พวกเขมรแม้มาพูดในเมืองไทยเขาก็ใช้สำหรับคนสามัญ ไม่ได้เรียกว่า ขนง เขนย คิ้ว และหมอนของเจ้า

เค้ามูลดูเป็น 2 ภาษาต่างกัน คือ ภาษาไทยภาษา 1 ภาษาราชาศัพท์อันเป็นคำเอามาจากภาษาเขมรกับภาษามคธและสันสกฤตโดยมากภาษา 1 ลักษณะที่ไทยใช้ราชาศัพท์ก็เป็นคำผู้ที่มิใช่ใช้เรียกกิริยาหรือวัตถุอัน เป็นของเจ้า หรือว่าโดยย่อ ราชาศัพท์ดูเป็นคำผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ หรือถ้าว่าอีกอย่าง 1 ดูเป็นเอาภาษาของคนจำพวกอื่นที่ใช้สำหรับไทยที่มาเป็นเจ้านายผู้ปกครองของตน มีเค้าจะสังเกตในคำจารึกและหนังสือเก่า เห็นได้ว่าคำราชาศัพท์ใช้ในกรุงศรีอยุธยาดกกว่าที่อื่น ยิ่งเหนือขึ้นไปยิ่งใช้น้อยลงเป็นลำดับ...

...เมื่อแรกตั้งราชาศัพท์ ภาษาที่ใช้กันในพระนครศรีอยุธยายังสำส่อน เลือกเอาศัพท์ที่เข้าใจกันมากมาใช้ และราชาศัพท์ในครั้งแรกจะไม่มีมากมายนัก ต่อมาภายหลังจึงคิดเพิ่มเติมขึ้น ด้วยเกิดคิดเห็นว่าของเจ้าควรจะผิดกับของไพร่ให้หมด ใช่แต่เท่านั้นยังคิดใช้ราชาศัพท์ผิดกันในเจ้าต่างชั้น เช่น คำว่าตาย ใช้ศัพท์ต่างกันตามยศเป็นหลายอย่าง และคิดคำอย่างราชาศัพท์สำหรับผู้มียศแต่มิใช่เจ้าขึ้นอีก...ถ้ารวมความก็ ประสงค์จะแสดงว่าสูงศักดิ์ผิดกับผู้อื่นเท่านั้น...

...ราชาศัพท์นั้น ว่าที่จริงก็มีในภาษามนุษย์ทุกประเทศ เช่นคำว่า His Majesty, His Excellency ก็ราชาศัพท์นั่นเอง แต่ของไทยเราเลอะมาก โดยเฉพาะเมื่อมีผู้คิดตำราขึ้น และพูดเพื่อจะยกยอให้วิเศษไพเราะยิ่งขึ้นไป จึงเลยเลอะ แต่หม่อมฉันเห็นเป็นใหญ่อยู่ที่ความนิยม ถ้าคนไม่นิยมจะรับคำยกยอนั้นมากขึ้น คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง เพราะใช้ราชาศัพท์นั้นผู้พูดต้องท่องจำและเลือกคำพูดลำบากมิใช่น้อย”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, วันที่ 29 กันยายน และ 20 ตุลาคม 2484

“...จะเห็นได้ที่คำ “ข้าพระพุทธเจ้า” แต่ก่อนนี้ไม่มีใครเขาใช้แก่เราเลย ทำให้คิดเห็นได้ว่าคำทั้งปวงนั้นค่อยมีค่อยมาตามสาเหตุที่เกิดขึ้น แล้วจึงเก็บทำขึ้นเป็นตำราราชาศัพท์ แต่ก็เก็บไม่หมด ทั้งคำที่เกิดขึ้นทีหลังก็ไม่ได้อยู่ในตำราราชาศัพท์ และตำราราชาศัพท์ก็ไม่ได้ประสงค์จะทำคำของเจ้าใช้อย่างที่เราเข้าใจกันอยู่ เดี๋ยวนี้ เป็นประสงค์เพียงแต่จะพูดกับเจ้าให้เพราะพริ้งเท่านั้น ...แม้หาคำในตำราราชาศัพท์ไม่ได้ก็ผูกขึ้น เช่น “หลอดพระวาตะ” ฝ่าพระบาทเข้าพระทัยหรือไม่ว่าเป็นอะไร หมายความว่าท่อหายใจ แปลเทียบมาจากคำที่เรียกกันตามสามัญว่า “หลอดลม” แต่เชือนไปเป็นลำไส้ เพราะ “วาตะ” คำเจ้าว่า “ ตด”
สมเด็จฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, วันที่ 14 ตุลาคม 2484

พินิจแบบไม่สนเจ้าสนไพร่แล้ว ในยุคก่อนการโหมโฆษณาชวนเชื่อสถาบันกษัตริย์ “เจ้า” อย่างสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์นั้น (ในห้วงขณะที่ฝ่ายเจ้าถูกลิดรอนอำนาจและควบคุมกิจกรรมหลังการปฏิวัติ 2475) ดูจะมีความเป็น “รอยัลลิสต์” น้อยกว่าบรรดาพวก “อเจ้า” ที่ “เป็นเจ้ายิ่งกว่าเจ้า” ในยุคนี้อย่างไม่ติดผงธุลี

ในความเห็นของ “เจ้า” อย่างกรมดำรงฯ ราชาศัพท์ที่ “เป็นคำผู้เป็นบริวารชนใช้สำหรับผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่” เพื่อ “ยกยอให้วิเศษไพเราะยิ่งขึ้นไป” นั้น เป็นความ “เลอะมาก” (ของพวกสอพลอเจ้า) การดำรงอยู่ของราชาศัพท์ขึ้นอยู่กับความ “นิยม” หากใช้มากก็สร้างความ “ลำบาก” ให้ผู้พูด หากไม่นิยมใช้ ราชาศัพท์ก็ “ละลายลบหมดไปเอง”

เจ้าฟ้านริศฯ ช่วยยกตัวอย่างยั่วล้อให้รู้เช่นเห็นชาติพวก “ประจบเจ้า” ว่า “แม้หาคำในตำราราชาศัพท์ไม่ได้ก็ผูกขึ้น เช่น “หลอดพระวาตะ” ฝ่าพระบาทเข้าพระทัยหรือไม่ว่าเป็นอะไร หมายความว่าท่อหายใจ”!

ส่วนคึกฤทธิ์ผู้เป็นราชนิกุลเสนอแนวทางก่อนปี 2500 ไว้ว่า “ราชาศัพท์นั้นถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสียดีกว่า พึงใช้เฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นเอง”

ในขณะที่พวก “อเจ้า” อย่างเหล่าราชบัณฑิตกลับออกมาสั่งสอนประชาชนถึงขนาดว่า “การกล่าวถึงหรือกล่าวลับหลังก็ต้องใช้ราชาศัพท์” ด้วยอุดมการณ์เดียวกัน คตินิยมเจ้าร่วมสมัยก็ประดิษฐ์ระบบคุณค่าขึ้นว่าการใช้ราชาศัพท์ “บ่งบอกถึงระดับการศึกษาของผู้ใช้” และแสดงถึง “เอกลักษณ์-วัฒนธรรม” “ความรักชาติ” และ “ความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ไทย”

คงไม่ผิดหากจะชมเชยว่า อาการ “ultra-royalism” ของสังคมไทยเป็นผลงานอันงามหน้าน่าชื่นใจของพวก “อเจ้า” หรือที่กรมดำรงฯ เรียกว่า “บริวารชน” นั่นเอง

สำหรับข่าว “ลือว่าจะเลิกใช้ราชาศัพท์” ที่กรมดำรงฯ กล่าวถึงในจดหมายนั้น อ้างถึงประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม หนึ่งเดือนก่อนหน้าฉบับนี้

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่อง
ให้ใช้คำว่า “วันเกิด” สำหรับบุคคลทุกคน

ด้วยบัดนี้ คำว่า “วันเกิด” ใช้กันอยู่หลายอย่าง คือ ใช้ “วันเกิด” บ้าง “วันชาตะ” บ้าง “วันประสูติ” หรือ “วันพระราชสมภพ” บ้าง ความจริงคำว่า “เกิด” ในที่นี้เป็นแต่เพียงใช้ประกอบกับคำ “วัน” ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแปรผันตามราชาศัพท์ อนึ่งในภาษาต่างประเทศเช่นภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Birthday สำหรับคนทุกชั้น แม้สำหรับพระมหากษัตริย์ก็ใช้ว่า King’s Birthday

ฉะนั้น แต่นี้ไปให้ใช้คำว่า “วันเกิด” สำหรับบุคคลทุกคนตลอดถึงพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เฉพาะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ให้ใช้ว่า “วันเกิดในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ “วันเกิดในสมเด็จพระราชินี” สำหรับพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระราชินีต่างประเทศ ให้ใช้ว่า “วันเกิดใน...” เช่นเดียวกัน

ประกาศมา ณ วันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2484
(ลงนาม) พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

ในชั้นบรรยากาศแบบอาเศียรวาทสดุดีหรือในวัฒนธรรมประจบเจ้าร่วมสมัย คำสั่งของจอมพล ป. ว่า “...ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแปรผันตามราชาศัพท์...ภาษาอังกฤษก็ใช้คำ ว่า Birthday สำหรับคนทุกชั้น แม้สำหรับพระมหากษัตริย์ก็ใช้ว่า King’s Birthday...แต่เฉพาะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว...ให้ใช้ว่า “วันเกิดในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”...” ดูแข็งกร้าวและเหี้ยมเกรียมจนอาจทำให้พสกนิกรที่ขวัญอ่อนบังเกิดอาการ โรคาพยาธิกำเริบเฉียบพลันจนต้องบริกรรมคาถา “เหิมเกริมหนอ ลบหลู่หนอ จาบจ้วงหนอ” แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในสภาพจิตปกติ การลิดรอนอิทธิฤทธิ์ฝ่ายเจ้าในเชิงสัญลักษณ์ (และอื่นๆ) โดยข้อใหญ่ใจความแล้วเป็นนโยบายส่งเสริมวัฒนธรรมเสมอภาคแบบสากลธรรมดาๆ ที่ไม่ได้มีอะไรโหดร้ายทารุณแม้แต่ละอองเกสรเมื่อเทียบกับประเพณีการปกครอง แบบ “อาญาไม่พ้นเกล้า” ในอดีตกาล

สองทศวรรษหลังการปฏิวัติ 2475 เป็นช่วงเวลาแห่งการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจและเจรจาต่อรองระหว่างฝ่ายคณะราษฎร และฝ่ายกษัตริย์นิยม มีทั้งการใส่ร้ายป้ายสีบุคคลสำคัญของฝ่ายคณะราษฎรและการลิดรอนอิทธิฤทธิ์และ อิทธิพลของฝ่ายกษัตริย์นิยม ด้วยการดึงอำนาจทั้งทางการเมืองและวัฒนธรรมมาสู่ความเป็นผู้นำเผด็จอำนา จฟาสซิสม์ของตนเอง แม้นโยบายรัฐนิยม-ชาตินิยมที่มุ่งเปลี่ยนวัฒนธรรม จรรยามารยาท และวิถีชีวิตคนไทยให้ทันสมัยเป็น “ไทยอารยะ” จะทิ้งคราบเขม่าลัทธิชาตินิยมและตำนานความอลหม่าน พิลึกพิลั่น ประดักประเดิก อันเปราะบางต่อการถูกชำแหละและหัวเราะขัน ทั้งโดนข้อหา “ตามก้นฝรั่ง” และ “คลั่งเชื้อชาติไทย” ในเวลาเดียวกัน (เช่น “มาลานำไทย”, ห้ามกินหมาก, ให้เลิกนุ่งโจงกระเบน เลิกเปลือยกายท่อนบน, ให้กล่าว “สวัสดี”, จงแต่งกายตามแบบสากล, ยืนตรงเคารพธงชาติ, เปลี่ยนอักขรวิธีภาษาไทยให้ง่ายขึ้น, เปลี่ยนชื่อเพลงไทยเดิม ฯลฯ) แต่จอมพล ป. เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพยายาม “ลดทอน” วัฒนธรรมเจ้าและสัญลักษณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ฝังรากลึกให้เสื่อมคลาย ลง และชักจูงให้คนไทยรู้จักคุณค่า “สากล” ตามมาตรฐานนานาอารยประเทศ

การลดความสำคัญและความซับซ้อนของราชาศัพท์ก็เป็นหนึ่งในนโยบายที่ส่ง เสริมความเสมอภาค (แต่ต้อง “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” นะจ๊ะ) เช่นเดียวกับการเปลี่ยนวัฒนธรรมการใช้สรรพนามจากเดิมที่ยึดโยงอย่างเข้มงวด กับสถานภาพบุคคลมาเป็น “ฉัน, ท่าน, เรา” แบบฝรั่ง การพยายาม “พลิก” แบบแผนความสัมพันธ์ที่ผูกมัดอย่างแน่นหนาอยู่กับความเหลื่อมล้ำต่ำสูงนี้ถือ เป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมในระดับมูลฐานเลยก็ว่าได้ ในขณะเดียวกันประเพณีพิธีกรรมในราชสำนักบางอย่างก็ถูกเพิกเฉยหรือยกเลิกจาก รัฐบาลในระบอบใหม่ และความเป็นรัฐชาติก็ได้รับการขับเน้นให้โดดเด่นเหนืออุดมการณ์และบารมีของ สถาบันกษัตริย์

แต่หลังจากจอมพล ป. ถูกรัฐประหารโค่นอำนาจจากกลุ่มรอยัลลิสต์ นโยบายสร้างชาติหลายอย่างก็ถูกยกเลิกไป พร้อมๆ กับการฟื้นคืนชีพเพื่อโลดแล่นและวิวัฒน์ในบรรยากาศใหม่ของวัฒนธรรมกษัตริย์ นิยมที่ถูกขันชะเนาะจนซบเซาไปชั่วคราว

ในวิถีโคจรเดียวกันกับการหมอบคลาน วัฒนธรรมราชาศัพท์ที่ฟื้นตัวจนแข็งแกร่งและอาจจะมีอาถรรพ์ยิ่งกว่าเดิมคือ แบบจำลองของสังคมไทยที่จวบจนวันที่แม่ค้ารถเข็นริมถนนนั่งเขี่ยแท็บเล็ต-อัพ สเตตัสเฟซบุ๊กเล่นยามว่างก็ยังคงละม้ายคล้ายจิตรกรรมฝาผนัง ด้วยเทคโนโลยีเคลือบฉาบอันวาววับ มันคือภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบดิจิตอลที่ตอกย้ำคติเดิมๆ ว่าด้วยการจำแนกช่วงชั้นของคนในสังคมตามจักรวาลวิทยาแบบพุทธ-ศักดินา อันประกอบไปด้วยเทวดาที่เหินหาวลอยล่องอยู่บนสรวงสวรรค์ เหล่าชนชั้นปกครองอันได้แก่ กษัตริย์ เครือญาติกษัตริย์ และขุนนางวางท่างามสง่าอยู่ถัดลงมาในเขตพระราชวังภายในกำแพงเมือง ส่วนราษฎรที่วุ่นวายอลเวงอยู่กับกิจกรรมอันหาความสง่างามมิได้อยู่ด้านล่าง สุดไม่ห่างไกลจากเหล่าสิงสาราสัตว์

มนต์สะกดแห่งวรรณศิลป์: hegemony without resistance?

หากไม่นับ “ทรง” และ “องค์” ซึ่งปรากฏเพียงครั้งสองครั้ง “ประกาศคณะราษฎร” มีการใช้ราชาศัพท์เพียงคำเดียวเท่านั้นคือ “พระเชษฐา” สปิริตแบบ 2475 และที่ควรจะไปไกลกว่านั้นมิใช่แค่เพียง “สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค รัฐธรรมนูญ” แต่รวมถึงการพยายามใช้ภาษาสามัญและลดทอนภาษาวิสามัญด้วย โครงการ “2475” และช่วงเวลาไม่ถึงสองทศวรรษหลังจากนั้น อาจถือเป็นความ “radical” อย่างเกินอภัยจากจุดยืนแบบ “เจ้าเป็นใหญ่” แต่ก็เป็นการ “compromise” อย่างน่าเสียดายยิ่งจากจุดยืนแบบ “ประชาชนเป็นใหญ่”

ดุจดั่งพระอาทิตย์ย่อมขึ้นทางทิศตะวันออก ฝ่ายอนุรักษนิยม-กษัตริย์นิยมซึ่งเถลิงอำนาจครอบงำวัฒนธรรมไทยฉบับราชการใน ช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาย่อมไม่พลาดโอกาสในการสรรเสริญเยินยอราชาศัพท์ว่า เป็นเครื่องบ่งชี้แบบแผนของอารยธรรมชั้นสูงที่ถึงพร้อมด้วยสุนทรียศาสตร์และ เอกลักษณ์ของภาษาไทยอันควรแก่การธำรงรักษาให้อยู่คู่ชาติไทยตลอดชั่วกาลปาว สาน หาใช่เครื่องมือทางอุดมการณ์การเมือง การแบ่งชนชั้นเพื่อจุดหมายในการปกครอง และการกดขี่ให้สยบยอมไม่

นอกจากขึ้นหิ้งเป็นภาษาราชการทั่วไปแล้วก็ได้เกิดความชินและความเชื่อใน หมู่นักอักษรศาสตร์หรือนักวิชาการเชื้อสาย “เจ้า” และ “อเจ้า” ว่า การรู้จักใช้คำราชาศัพท์อย่างถูกต้องเหมาะสมเป็นแบบอย่างทางวรรณศิลป์อันล้ำ เลิศเพริศแพร้วของการเขียนภาษาไทยร้อยแก้วและร้อยกรอง แม้แต่การแปลภาษาต่างประเทศเป็นไทยก็ต้องใช้ขนบภาษาเทวนิยมด้วยมาตรฐานเดียว กัน (แต่เวลาต่างประเทศเขียนถึงราชวงศ์ไทย เขาก็ใช้วัฒนธรรมภาษาที่ไร้เทวสถานะของเขาด้วยเช่นกัน สร้างความชอกช้ำแก่นักอักษรศาสตร์ไทยมิใช่น้อย)

“William greets fans ahead of wedding.” สำนักข่าว BBC

“เจ้าชายวิลเลียมทรงมีพระปฏิสันถารกับพสกนิกรที่มารอเข้าเฝ้าก่อนจะถึงพิธีอภิเษกสมรส” สำนักข่าวไทยในภาวะไข้สูง

“วิลเลียมทักทายเหล่าแฟนคลับก่อนพิธีแต่งงาน” สำนักข่าวไทยหลังหายไข้

ในทำนองเดียวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรม หากศาลพิพากษาไปตามอุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่กำกับความคิดจิตใจ อุดมการณ์เดียวกันนี้ก็กำกับกิจกรรมการแปลด้วยเช่นกัน กระนั้นก็ตาม การทะลวงกรงขังแห่งภาษายากแค้นลำเค็ญกว่าวงการกฎหมาย-ตุลาการมากนัก

กระทั่งเราเองก็ “คุ้นชิน” มาช้านานจนอดจะซาบซึ้งอย่างหักห้ามใจมิได้ว่า คำราชาศัพท์เมื่อถูกประพรมด้วยทักษะอันเจนจัดในที่อันเหมาะอันควรนั้น เพิ่มสง่าราศี ความขรึมขลัง และความไพเราะสละสลวยให้กับข้อเขียน อีกทั้งเป็นสิ่งบ่งชี้ความเป็นผู้มีวัฒนธรรมการศึกษาอันเอกอุของผู้ประพันธ์ ด้วย

ในทางตรงกันข้าม การงดเว้นราชาศัพท์ในที่ที่พึงใช้ตามระบอบสุนทรียะทางภาษาที่ลงหลักปักฐานใน จิตใต้สำนึกย่อมส่งผลร้ายที่คาดเดาได้ ภาษาธรรมดาที่เข้ามาแทนที่มีแนวโน้มจะถูกวิจารณ์และพิพากษาในทันทีทันใด ไล่ตามระดับการระวางโทษจากเบาไปหนักได้ตั้งแต่ไม่สละสลวย ไม่สวยงาม ไม่ไพเราะ ไม่รื่นหู กระโดกกระเดก เฉิ่ม งุ่มง่าม ชาวบ้าน ไม่เป็นผู้ดี ไม่มีการศึกษา ไม่มีวัฒนธรรม ผิดไวยากรณ์ ผิดธรรมเนียมแบบแผนอันดี ก้าวร้าว เหิมเกริม บังอาจ เนรคุณ หมิ่นเบื้องสูง ไปจนถึงล้มเจ้า

(ยกเว้นชื่อเฉพาะหรือคอนเซ็ปท์ที่ยังไม่มี-หรือไม่สามารถมี-คำธรรมดาหรือ คำบัญญัติใหม่จะแทนที่ได้ การปฏิรูปภาษาจึงยังต้องคงคำสวยงามทั้งหลายไว้เป็นมรดกไปพลางๆ อาทิเช่น “พระราชอำนาจ” “ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” “พยุหยาตราชลมารค” เป็นต้น หากอยู่ในสังคมที่ยึดมั่นคุณค่าเสรีประชาธิปไตย ชื่อเฉพาะและภาษาคอนเซ็ปท์ในระบอบกษัตริย์ที่มีอยู่มากมายเหล่านี้ก็ย่อม ดำรงอยู่ได้เป็นปกติธรรมดาไม่มีปัญหาแต่ประการใด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับภาษาอาเศียรวาทสดุดีที่ไม่จำเป็นในสังคมสมัยใหม่ อย่าง “พระเนตร” “ฉลองพระองค์” “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” “ประสูติ” “ตรัส” ฯลฯ)

หลุมพรางที่ล่อลวงได้อย่างร้ายกาจ เย้ายวน และยืนยาวที่สุดคือหลุมพรางที่สามารถ “มอบ” และ “ริบ” เกียรติภูมิของเราได้อย่างเบ็ดเสร็จประหนึ่งไม่เหลือทางเลือกอื่น ภาษาล้อมครอบความรู้สึกนึกคิดและตอกตรึงแบบแผนความสัมพันธ์ทางสังคม อำนาจในการควบคุมชี้นำที่แยบคายของภาษาทำให้ผู้ใช้ภาษายินยอมและยินดีที่จะ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมชี้นำนั้น วัฒนธรรมความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในระดับจิตใต้สำนึกจะอยู่ดีมีพลังต่อไปได้ก็ ด้วยรหัสทางวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ว่าด้วย “อารยธรรมไทย” “ความงามในภาษาไทย” “เอกลักษณ์ของภาษาไทย” ฯลฯ
สภาวะนี้จะคืออันใดหากมิใช่ “the enchantment of feudal (language) splendor” - มนต์สะกดในความโอ่อ่าตระการตาของ (ภาษา) ศักดินา

ในบรรดาคำราชาศัพท์ทั้งมวล “ทรง” กับ “พระ” (รวมทั้ง “ทรงพระ”) เป็นคำที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

“ทรง/พระ” ในฐานะ “magical prefix” ที่ “เปลี่ยน” (transform) คำธรรมดาหรือคำราษฎร์ให้กลายเป็นคำราชาศัพท์หรือคำหลวง เป็นคำที่ปราศจากความหมายในตัวเอง หน้าที่เพียงประการเดียวของ “ทรง/พระ” (เปลี่ยน “profane” (สาธารณ์) เป็น “sacred” (ศักดิ์สิทธิ์) เช่น “ขี่ม้า/ทรงม้า”, “เก้าอี้/พระเก้าอี้”) คือ “เทิดพระเกียรติ” ไม่ว่าจะตั้งใจ จำใจ หรือแม้แต่ไม่ได้คิดอะไร การใช้คำว่า “ทรง/พระ” จึงคือการร่วมสืบทอดและยืนยันสิทธิธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ทางภาษา ภายในกรอบของการถูกครอบงำโดยสมยอม หรือ “domination by consent” น่าคิดพินิจนึกด้วยว่า ในความเป็นจริงแล้ว โทษทัณฑ์ของการตกหล่นคำว่า “ทรง/พระ” อาจแค่ถูกองครักษ์พิทักษ์ภาษาไทยขมวดคิ้วติเตียนหรือจีบปากกระแนะกระแหน แต่มิใช่ภยันตรายที่ร้ายแรงไปกว่านั้น

การที่ราชาศัพท์ถูกยกยอให้เป็นขนบอันวิจิตรทางอักษรศาสตร์ราวกับมิได้ สำเหนียกหรือสมรู้ร่วมคิดกับอุดมการณ์ศิโรราบต่อระบอบเก่า และมีสถานะเป็น “hegemonic language” หรือภาษาที่ยึดครองความเป็นเจ้าเสียจนทำให้การไม่รู้จักหรือไม่ยอมใช้ใน โอกาสอันควรกลายเป็นความบกพร่องในเชิงสุนทรียะและในเชิงทักษะการใช้ภาษาทาง การ-วิชาการ กระทั่งการมีท่าทีวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ เราก็ยังต้องปฏิบัติผ่านความช่ำชองในการใช้ราชาศัพท์เพื่อสร้างเกราะกันภัย

ไม่ว่าจะรู้ตัวและเต็มใจหรือไม่ ภายใต้ภาวะกระอักกระอ่วน ผะอืดผะอม กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และเป็น irony ในตัวเอง การวิพากษ์มรดกคติเทวราชาของสถาบันกษัตริย์จึงยังคงต้องกระทำ “ด้วย” และ/หรือ “โดยมิอาจเลี่ยง” มรดกภาษาของคตินั้น

อย่างไรก็ตาม การเลี่ยงที่จะไม่ใช้ย่อมทำไม่ได้อย่างถึงที่สุด เนื่องจากคำราชาศัพท์จำนวนไม่น้อยได้แทรกซึมเข้าไปในหลายปริมณฑลจนกลายเป็น “ขนบ” ที่บรรจุนัยยะทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งความนิยมใช้ตามความเคยชิน โดยไม่จำเป็นว่าการใช้นั้นต้องอยู่ในบริบทของการยอพระเกียรติเสมอไป หากอยู่ในวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่มีรากฐานแข็งแกร่ง คำราชาศัพท์ที่เป็นศัพท์เฉพาะในแวดวงต่างๆ ย่อมถูกใช้ในฐานะ “มโนทัศน์ทางประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม” หรือแม้แต่เป็นสำนวนลีลาภาษาเพื่อการสื่อสารให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน มิได้ใช้เพื่อจรรโลงวัฒนธรรมเทิดไท้อย่างคำศัพท์ในหมวดคำนาม หมวดคำกิริยา หมวดร่างกาย
แน่ล่ะว่า จากอีกมุมมองหนึ่ง มันตลกไร้สาระเกินไปที่จะใส่อัญประกาศกำกับทุกถ้อยกระทงความ การใช้ราชาศัพท์แบบ “ขืนขนบ” และ “บ่อนเซาะ” จึงอาจเหลือรูปแบบเดียวคือใช้ด้วยเจตนาท่าทีที่อยู่ในจักรวาลทัศน์แห่ง irony (วิหารแห่ง humor, satire, sarcasm)

ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญที่จริงแท้ หาใช่เป็นแต่เพียงในนาม ในบทบัญญัติทางกฎหมาย หรือโดยปล่อยให้ความเป็นไทยมาปู้ยี่ปู้ยำแล้วสักแต่แก้ตัวอย่างไม่มียางอาย ว่าเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ จำต้องแตกหัก, แม้ไม่ต้องโดยเด็ดขาดแต่ก็ต้องโดยมีนัยสำคัญ, กับวัฒนธรรมราชาศัพท์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันเกรียงไกรของความไม่เสมอภาคที่มิใช่เพียงระหว่าง “คน” กับ “คน” ที่ “ไม่เท่ากัน” เท่านั้น โดยจิตวิญญาณแล้ว “ราชาศัพท์” คือโองการว่าด้วยการดำรงอยู่คนละภพภูมิระหว่าง “คน” กับ “เทวดา”

ทุกสังคมไม่ว่าจะเสรีหรือไม่เสรีล้วนมี “VIP” หรือ “Very Important Person” แต่พร้อมไปกับและเป็นองค์ประกอบของการสร้าง “cult of personality” ให้กับบุคคลในชนชั้นจารีต ราชาศัพท์คือการสร้าง “VSP” หรือ “Very Sacred Person” ที่ไม่สมเหตุสมผล

ประเทศไทยอาจผยองลำพองใจว่าเราไม่มีปัญหาเรื่องภาษาของเจ้าอาณานิคม “แบบ” ประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมทางตรงเป็นเวลานาน ในบ้านเมืองเหล่านั้นคนพื้นเมืองถูกบังคับให้เรียนภาษาเจ้าอาณานิคมในฐานะ ภาษาที่มีอารยธรรมสูงส่งกว่าเพื่อการซึมซับรับความรู้และค่านิยมของเจ้า อาณานิคม ซึ่งในบางกรณีอาจดำเนินไปพร้อมกับการห้ามไม่ให้ใช้ภาษาพื้นเมืองของตนเอง ทว่าในหลายแห่งหลังการต่อสู้ปลดแอกจนได้รับเอกราช มรดกภาษาของเจ้าอาณานิคมที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของการรุกรานกดขี่ก็ถูกพลิกกลับ ปรับกลืนให้เป็นภาษาราชการแห่งการศึกษา-สื่อสารในโลกสากล (ยกตัวอย่างเฉพาะภาษาอังกฤษ เช่น อินเดีย ฟิลิปปินส์ และบางประเทศในแอฟริกา) ถึงที่สุดแล้วประเทศอดีตอาณานิคมอาจไม่ได้จำเป็นต้องต่อต้านและกำจัดภาษา เจ้าอาณานิคมให้สิ้นซากด้วยปมแอกทางประวัติศาสตร์ชาตินิยมคับแคบ แต่สามารถใช้ประโยชน์ด้วยท่าทีที่ระแวดระวังกับอันตรายของการลบเลือนประวัติ ศาสตร์ความทรงจำก่อนสมัยอาณานิคมผ่านภาษาเจ้าอาณานิคมที่เข้าครองความคิดจิต ใจและถ่ายทอดปลูกฝังคุณค่าและความรู้แบบตะวันตก

ความยากลำบากและกระอักกระอ่วนในการเผชิญหน้า สลัดหลุด หรือสร้างสรรค์ใหม่ในสังคมหลังอาณานิคมย่อมมีความหลากหลายแตกต่างกันไป การพยายาม “จัดการ” กับมรดกเจ้าอาณานิคมและสร้างอัตลักษณ์ใหม่อาจกระทำผ่านการรื้อฟื้นศักดิ์ศรี ของภาษาพื้นเมือง พร้อมไปกับการจงใจ “ปรับ-ดัดแปลง-เล่น” ภาษาของเจ้าอาณานิคมซึ่งกลายเป็นภาษาราชการและภาษาของคนพื้นเมืองที่มีการ ศึกษาไปแล้วให้มีกลิ่นอาย ลีลาและวิธีใช้แบบท้องถิ่นที่ผิดแผกไปจากภาษานั้นตาม “มาตรฐาน” ของประเทศแม่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการส่องสะท้อน ขัดขืน เอาชนะและก้าวข้ามประสบการณ์และบาดแผลของการตกเป็นอาณานิคม

น่าสนใจว่าประสบการณ์ของไทย ประเทศกึ่งศักดินาที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นอย่างเป็นทางการ อาจเทียบเคียงได้กับประสบการณ์แบบ post-colonial ในแง่มุมที่กลับหัวกลับหาง ในระบบการศึกษาไทยทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ แม้จะไม่ใช่ภาษาที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวันปกติ แต่คนพื้นเมืองที่มีการศึกษาก็ต้องรู้จักเรียนรู้และยอมรับ โดยเฉพาะในความหมายของการ “internalize” หรือรับภาษาศักดิ์สิทธิ์ขั้นพื้นฐานของเจ้าศักดินาให้เข้ามาอยู่ในตัวจนเป็น ธรรมชาติ เพื่อว่าเมื่อถึงคราวจำเป็นก็สามารถแสดงถึงทักษะในการใช้ภาษานั้นได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม

หลังการเปลี่ยนแปลงจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบกษัตริย์ภาย ใต้รัฐธรรมนูญและหลังการหมดอำนาจของกลุ่มการเมืองฝ่ายคณะราษฎร การที่ราชาศัพท์ถูกสักการะเป็นภาษาชั้นสูงสุด รวมทั้งเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีการศึกษาและวัฒนธรรมนั้น (ในทางกลับกัน การไม่กระดิกราชาศัพท์เป็นสัญลักษณ์ของคนด้อยการศึกษาหรือมีการศึกษาแต่ไม่ มีวัฒนธรรม) มิใช่ด้วยการตระหนักว่ามรดกที่เคยเป็น “แอก” มีคุณค่าทางสากลล้นเหลือพอที่จะใช้ประโยชน์ต่อไปเพื่อความก้าวหน้าของ พลเมือง แต่กลับด้วยความปีติในการเสกสรรปั้นแต่งมรดกแห่งการกดขี่ให้กลายเป็นมรดก แห่งความภูมิใจในความเป็นไทยชั้นสูง โดยที่ความจริงแล้วคือการสืบสานมรดกของระบอบเก่าต่อไปภายใต้การนิยามความ หมายใหม่ที่ฝังกลบความจริงดังกล่าว ทั้งนี้มิพักต้องกล่าวถึงว่า “แอก” นั้นหาได้มีคุณประโยชน์แต่ประการใดต่อพัฒนาการของคนพื้นเมือง แม้จะอยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งอุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่ปกคลุมทุกภาคส่วน มันก็ออกจะน่าประหลาดใจมิใช่หรือที่ภาษาแห่งเจ้าศักดินากลับได้รับการยอมรับ และภักดีโดยผู้มีการศึกษาอย่างแทบจะปราศจากการขัดขืน

หรือเป็นเรื่องของความสุภาพ นอกจากวรรณศิลป์? เหล่าสุภาพชนไม่นิยมภาษาหยาบกระด้างและรังเกียจภาษาหยาบคายแบบชนชั้นล่างและ ชนชั้นกลางไร้วัฒนธรรม?

การอธิบายเรื่องราชาศัพท์ที่แพร่หลายนิยมยกข้อความจากปาฐกถา “กถาเรื่องภาษา” ของพระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ว่า “...นอกจากคำพูดและวิธีพูดทั่วไปแล้ว ยังมีคำพูดและวิธีพูดสำหรับชนเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่าอีกด้วย เช่น ราชาศัพท์ของเรา เป็นต้น ฝรั่งไม่มีราชาศัพท์เป็นคำตายตัว แต่มีวิธีพูดยกย่องชั้นพระมหากษัตริย์หรือชั้นผู้ดีเหมือนกัน แต่วิธีพูดเช่นนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว โดยมากมักจะเป็นวิธีพูดอย่างสุภาพเท่านั้นเอง”

ข้อความในปาฐกถานี้เอื้อต่อการอ้างอิงในการนิยามราชาศัพท์ว่าเป็นคำสุภาพ สำหรับพูดกับและพูดถึงชนชั้นบนสุดของสังคม แต่ความจริงแล้วคำอธิบายของวรรณไวทยากรเองกลับเป็นสิ่งยืนยันว่า “ราชาศัพท์” ไม่อาจเทียบได้กับ “วิธีพูดอย่างสุภาพ” แบบ “ฝรั่ง” ซึ่ง “ไม่มีราชาศัพท์เป็นคำตายตัว...ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว” นั่นคือจริงๆ แล้วราชาศัพท์ไม่ได้มีเป้าประสงค์ที่จะเป็น “code of conduct” ใน “polite society” หรือวงสังคมชั้นสูง แต่ราชาศัพท์คือ “วิธีพูดสำหรับชนเฉพาะหมู่เฉพาะเหล่า” ซึ่ง “วิธีพูดยกย่องชั้นพระมหากษัตริย์หรือชั้นผู้ดี” (หรือ “ยกยอให้วิเศษไพเราะยิ่งขึ้นไป”) นั้นมิใช่การปฏิบัติเพื่อธำรงไว้ซึ่งจรรยามารยาทสังคม แต่เป็นปฏิบัติการเพื่อการค้ำจุนสิทธิธรรมของเหล่าอภิชนในระบอบกษัตริย์ต่าง หาก ถ้า “ธรรม” ที่กดปราบมนุษย์บนฐานของฐานันดรย่อมไม่ใช่ธรรมที่แท้ ราชาศัพท์ก็ไม่ใช่ “พิธีกรรม” ในอุดมการณ์ธรรมราชา (“ธรรมราชา” ไม่ใช่อุดมการณ์ที่เรียกร้องภาษาเทพเทวดา) แต่เป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับในอุดมการณ์เทวราชา

ด้วยวัตถุประสงค์และเหตุผลของการดำรงอยู่ดังกล่าว ราชาศัพท์หาใช่ประเภทของคำสุภาพอย่างที่ตำราภาษาไทยนิยมนิยามไว้ แต่คือคำการเมืองที่ยก-แยก-ย้ำสถานะที่แตกต่างห่างลิบลับระหว่างมนุษย์กับ เทพตามจักรวาลวิทยาแบบโบราณ

นอกจากความกลัวแล้ว ความเคยชินและการถูกล่อลวงใจในมนตราพลานุภาพแห่งเกียรติยศและสุนทรียะคือ สิ่งจรรโลงอุดมการณ์เทวราชาที่หยั่งรากลึกถึงศัพท์ ไวยากรณ์ และกระบวนการเปล่งพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์

ด้วยเจตนารมณ์แห่งการใช้แบบขืนขนบและบ่อนเซาะ บางที “ถ้าคนไม่นิยมจะสมยอมอยู่ในระบอบเกียรติยศนั้นมากขึ้น คำราชาศัพท์ก็คงละลายลบหมดไปเอง”

การขัดขืนต่ออำนาจนำที่ทรงพลังจนซึมซ่านเข้าไปในถ้อยคำสำนวนของเรา คือการยอมที่จะไม่งามตามขนบเก่าเพื่อถากถางทางไปสู่ขนบความงามแบบใหม่ เมื่อทุกแห่งหนฟุ้งตลบอบอวลไปด้วยสุ้มเสียงและอักษรแห่งการสอพลอศิโรราบ เท่าที่จะทำได้และเป็นไปได้, การฝืนใจไม่ยินดีและไม่ยินยอมจะเป็นอักขระตัวแรกที่หยัดยืนบนเทือกบรรทัดที่ มุ่งไปสู่ภูภาษาแห่งการปลดปล่อย

อ้างอิง

คึกฤทธิ์ ปราโมช, เก็บเล็กผสมน้อย ชุดที่สอง. สำนักพิมพ์คลังวิทยา. 2502. หน้า 53.
คึกฤทธิ์ ปราโมช, ปัญหาประจำวัน ชุดที่เจ็ด. โรงพิมพ์ไทยสัมพันธ์. 2502. หน้า 162.
จำนงค์ ทองประเสริฐ, “ราชาศัพท์ที่มักใช้กันไม่ถูกต้อง” ใน ภาษาไทยไขขาน. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แพร่พิทยา. 2528. หน้า 226 http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=1155
สาส์นสมเด็จ. เล่ม 23, คุรุสภา, 2505.
สุจิตต์ วงษ์เทศ, http://www.sujitwongthes.com/

(ตอนจบ) เปิดจดหมาย เรื่องเล่าชีวิตในเรือนจำ (ฉบับละเอียดที่สุดในประเทศไทย)

ที่มา ประชาไท

ชื่อเดิม: เรื่องที่คนในอยากเล่า... คนนอกอยากรู้ของคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

ความเดิมตอนที่แล้ว

เปิดจดหมายจากนักโทษการเมืองผู้มีประสบการณ์ตรง เนื้อหาว่าด้วยการนอน การเยี่ยมญาติ และการสื่อสารกับโลกภายนอก

00000000

5.

การพบญาติที่มาเยี่ยม (การเยี่ยมญาติ) การพบทนาย

“จะเป็นการดีมาก กรณีที่เราไปเยี่ยมแล้วมีของฝาก

ขอให้เราบอกกับคนที่เราไปเยี่ยมเลยว่า “มีของฝากนะรอรับด้วย”

ไม่งั้นผู้ต้องขังจะไม่รู้แล้วเดินกลับแดนไปเลย

เราผู้เยี่ยมจะต้องเสียเวลาในการคอยให้คนไปตามมาอีก

ถ้าผู้ต้องขังอยู่แดนไกลๆ ละก็ยิ่งเสียเวลามาก เคยมีกรณีที่ผูต้องขังนั่งคอยของฝากเป็นชั่วโมง

เพราะคิดว่าญาติที่มาเยี่ยมจะซื้อของฝากให้ จึงนั่งรอจนกระทั่งหมดเวลาก็มีให้เห็นเยอะครับ”

มาถึงสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในนี้ต้องการมากที่สุดกันแล้ว เป็นที่แน่นอนที่สุดว่า ผู้ต้องขังทุกคนคาดหวังและเฝ้าคอยการมาเยี่ยมเยียนของบุคคลที่พวกเขารัก ที่รู้จักเพื่อไถ่ถาม พูดคุย สารทุกข์สุขดิบ มีคำพูดที่พูดกันจนคุ้นหูในนี้ที่ว่า “ระหว่างรอเยี่ยมญาติ เด็ดขาดรออภัย” นี่เป็นเรื่องจริง การเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังภายในเรือนจำสามารถทำได้ทุกวันที่ไม่ใช่วันหยุด ราชการ และเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่เป็นคุกเปิดสามารถเยี่ยมได้ทุกวัน วันละครั้งต่อผู้ต้องขัง 1 คน ใครก็เยี่ยมได้ซึ่งแตกต่างจากคุกปิดที่คนเยี่ยมจะให้เฉพาะญาติผู้ต้องขัง เท่านั้น ตามกฎเกณฑ์ของทางเรือนจำ ในแต่ละวันจะเปิดให้มีการเยี่ยมผู้ต้องขึงได้วันละ 16 รอบ โดยรอบแรกจะเริ่มเยี่ยมได้ตั้งแต่ 8.30 น. คือรอบที่ 1 ช่วงเช้าก่อนเที่ยงมี 9 รอบ รอบละ 20 นาที หมดตอน 11.30 น. จากนั้นทางเรือนจำจะพัก 1 ชม. เริ่มกาเยี่ยมรอบบ่ายเวลา 12.30 น. คือรอบ 10 รอบสุดท้ายเวลา 14.50 น. คือรอบ 16

เวลาเยี่ยมญาติหรือพบทนาย มีกฎข้อบังคับให้ใส่เสื้อสีต่างกัน นั่นคือถ้าเยี่ยมญาติเขาจะให้เรา (บังคับ) ใส่เสื้อสีเหลือครับ เสื้อนี่จะเป็นเสื้อแบบใดก็ได้ ยี่ห้ออะไรก็ได้ เขาไม่บังคับ ขอให้เป็นสีเหลืองเป็นใช้ได้ ตอนคนถูกจับเข้ามาใหม่ๆ เวลาเยี่ยมญาติครั้งแรก เจ้าหน้าที่มักจะบอกให้ญาติซื้อเสื้อเหลืองเสื้อฟ้ามาด้วย เพราะต้องใช้เป็นประจำไม่มีให้ยืม มีเรื่องตลกอยู่เหมือนกัน สำหรับเพื่อนๆ เสื้อแดงที่มาเยี่ยม ผู้ต้องขัง นปช.ครั้งแรก พอเราออกมาพบ คำถามที่ถูกถามกันแทบทุกคนคือเรื่องสีเสื้อ กว่าจะตอบข้อสงสัยได้ก็เล่นเอาเสียเวลาไปเหมือนกัน

แต่เชื่อมั้ยครับว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้ต้องขังเหมือนกัน แต่เยี่ยมญาติไม่ต้องใส่เสื้อสีเหลือง ใช่แล้วครับ กลุ่มแกนนำ นปช.นี่เอง ไม่เคยมีใครใส่เลย แต่ใส่เป็นเสื้อฟ้าแทน ได้ยินมาว่าตอนแรกก็ถูกบังคับให้ใส่เสื้อสีเหลืองเหมือนกัน แต่แกนนำก็เลือกที่จะใส่เสื้อฟ้า ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่คนใดกล้าว่าอะไร แกนนำคงคิดว่าไม่ใส่เสื้อแดงก็ดีแค่ไหนแล้วใช่มั้ย (อันนี้ผมคิดเอง..แหะๆ) แล้วก็เสื้อสีฟ้าเป็นเสื้อที่ใช้สำหรับการออกนอกแดนอื่นๆ ที่ไม่ใช่การเยี่ยมญาติ เช่น พบทนาย พนักงานสอบสวน เจ้าหน้าที่สถานทูต ออกสถานพยาบาล สรุปว่ามีเสื้อแค่ 2 สีที่เราใช้เท่านั้น เวลาออกนอกแดน อยู่ในแดนก็ใส่เสื้อสีอะไรก็ได้เขาไม่ห้าม

ทีนี้เวลาเยี่ยมญาติเสร็จแล้ว ถ้าผู้เยี่ยมมีของฝาก ผู้ต้องขังก็จะต้องนั่งรออยู่ด้านในไม่ห่างจากจุดเยี่ยมเท่าไร เพื่อรอเรียกรับของฝาก ถ้าผู้มาเยี่ยมไม่มีของฝากเขาจะให้เดินกลับแดนในทันทีครับ ตรงนี้มีข้อแนะนำเล็กน้อย จะเป็นการดีมาก กรณีที่เราไปเยี่ยมแล้วมีของฝาก ขอให้เราบอกกับคนที่เราไปเยี่ยมเลยว่า “มีของฝากนะรอรับด้วย” ไม่งั้นผู้ต้องขังจะไม่รู้แล้วเดินกลับแดนไปเลย เราผู้เยี่ยมจะต้องเสียเวลาในการคอยให้คนไปตามมาอีก ถ้าผู้ต้องขังอยู่แดนไกลๆ ละก็ยิ่งเสียเวลามาก เคยมีกรณีที่ผูต้องขังนั่งคอยของฝากเป็นชั่วโมง เพราะคิดว่าญาติที่มาเยี่ยมจะซื้อของฝากให้ จึงนั่งรอจนกระทั่งหมดเวลาก็มีให้เห็นเยอะครับ

กรณีที่เราไปเยี่ยมใครสักคน แล้วเขาคนนั้นได้เยี่ยมไปแล้วกับคนอื่นก่อนหน้าเรา ซึ่งเราไม่สามารถเยี่ยมเขาได้อีก แต่เราสามารถซื้อของฝากให้เขาได้ เจ้าหน้าที่จะส่งใบเรียกตัวผู้ต้องขังออกมารับของด้วยตนเอง แฮ่ๆ อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้ากัน แม้จะไม่ได้คุยกันก็เป็นวิธีที่ทำได้ครับ

6.

ที่หลับที่นอน

“เวลา 2 ทุ่ม โทรทัศน์จะปิดหมดเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนทุกแดน

สวดมนต์ และยืนร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” โดยพร้อมเพรียงกัน

เป็นกิจกรรมที่ผู้ต้องขังต้องทำทุกวัน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าประตูเรือนจำมา

ละครจบโทรทัศน์ปิด ถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้น

เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ที่เป็นแบบเดิมๆ อย่างนี้ทุกวัน จนกว่าวันแห่งอิสรภาพของแต่ละคนจะมาถึง”

3 โมงครึ่งโดยประมาณ (15.30 น.) ทุกวัน เสาร์อาทิตย์อาจจะเร็วหน่อย จะเป็นเวลาขึ้นห้องนอน หรือที่เรียกว่า “เรือนนอน” ในแต่ละแดนจะมีขนาดต่างกันไป เล็กบ้างใหญ่บ้าง ในแต่ละห้องจะมีผู้ต้องขังอยู่ร่วมกันหลายสิบชีวิต ขึ้นอยู่กับขนาดของห้อง ตอนเข้ามาใหม่ๆ ผู้ต้องขังทุกคนจะได้รับผ้าห่มหลวงกันคนละ 1 ผืน กับหมอนใบเล็กๆ 1 ใบ ถ้าอยากได้ดีๆ เลย ต้องให้ญาติซื้อให้ ผ้าห่มที่แจกรวมถึงหมอนไม่ใช่ของใหม่นะครับ แต่เป็นของใช้แล้วที่เคยมีผู้ต้องขังคนอื่นใช้มาก่อน เมื่อเราได้มันมา ถ้าคิดจะใช้ต้องซักทำความสะอาดอีกทีจึงจะใช้ได้ ทางเรือนจำเขาจะไม่แจกที่นอนให้นะ อันนี้ต้องหาซื้อเอาเอง จะเลือกแบบใหม่ถอดด้ามจากร้านสงเคราะห์โดยให้ญาติซื้อให้ก็ได้ หรือถ้าทุนน้อยก็อาจจะหาซื้อฟูกมือสอง (หรือมือเท่าไหร่ก็ไม่รู้) จากผู้ต้องขังที่ต้องการขายก็ได้ ราคาก็แล้วแต่จะตกลงกัน ตั้งแต่หลังละ 2 ซอง – 10 ซองก็มี ขนาดของฟูกก็อยู่ราวๆ พอดีกับตัวเรา คือ กว้างประมาณ 60 cm x 180 cm หนา 4-5 cm ฟูกที่นอนจะเป็นสิ่งบอกฐานะของเจ้าของอย่างหนึ่ง ใครฐานะดีก็จะมีฟูกดูดี สวย สะอาด ซึ่งในนี้จะมีช่างเย็บฟูกด้วย เย็บปอกหมอน ผ้าปู มีบริการให้พร้อมสรรพ

เมื่อขึ้นเรือนนอน เข้าห้องแล้วก็จะมีเจ้าหน้าที่คอยเช็คจำนวนผู้ต้องขังอีกครั้ง จากนั้นก็ต่างคนต่างปูที่นอนกันได้เลย จากนั้นเขาก็จะเปิดโทรทัศน์ให้ดู โดยเปิดจากการเจ้าหน้าที่ที่เข้าเวรในตอนนั้น จะเปิดก่อนก็เปิดไม่ได้ รายการทีวีที่เปิดให้เราดู ส่วนใหญ่จะเน้นภาพยนตร์ ละคร เกมส์โชว์เสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารไม่ค่อยเปิดให้ดู เพราะเกรงว่าผู้ต้องขังรู้ข่าวแล้วจะมีพฤติกรรมเลียนแบบ ไม่รู้มันเกี่ยวกันหรือเปล่านะ แต่เราจะทำไงได้ในเมื่อเขาไม่อนุญาต ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่ อยากรู้ข่าวสารข้างนอกบ้าง กลายเป็นว่าอยู่ในนี้ไม่รู้อะไรเลย ได้ดูแต่ละครน้ำเน่า ช่อง3 ช่อง5 ยังดีหน่อยที่มีหนังเกาหลีวันเสาร์ อาทิตย์ ขอบอกว่าผู้ต้องขังในนี้ติดละครเกาหลีทุกคน ติดกันงอมแงมเลย ไม่เชื่อลองถามหมอเหวง อ.นิสิต คุณจตุพร ดูก็ได้ พวกเขาคือสาวกซานต๊ก ทงอีตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ โทรทัศน์จะถูกปิดลงโดยพร้อมกันทั่วแดน ในเวลา 21.30 น. โดยประมาณ นั่นคือสัญญาณที่บอกว่าถึงเวลานอนแล้ว

อ้อ..ผมข้ามส่วนสำคัญไปเรื่องหนึ่งคือเวลา 2 ทุ่ม โทรทัศน์จะปิดหมดเพื่อให้ผู้ต้องขังทุกคนทุกแดน สวดมนต์ และยืนร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” โดยพร้อมเพรียงกัน เป็นกิจกรรมที่ผู้ต้องขังต้องทำทุกวัน ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้าประตูเรือนจำมา ละครจบโทรทัศน์ปิด ถือเป็นสัญญาณสิ้นสุดทุกสิ่งทุกอย่างในวันนั้น เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ที่เป็นแบบเดิมๆ อย่างนี้ทุกวัน จนกว่าวันแห่งอิสรภาพของแต่ละคนจะมาถึง เฮ้อ..ฟังแล้วดูห่อเหี่ยวจังเลยแฮะ ว่ามั้ยครับ (หมายเหตุ ที่นี่เค้าจะไม่มีการปิดไฟนะครับ เปิดถึงเช้าเลย)

7.

การเจ็บไข้ได้ป่วย

“ที่ พบ.จะมีแพทย์ประจำอยู่เพียง 1-2 คนในแต่ละวัน

ที่เหลือจะเป็นบุรุษพยาบาล หรือคนที่ไม่ใช่แพทย์โดยตรง

คนพวกนี้แทบจะเรียกว่าไร้จรรยาบรรณแพทย์ (ก็เขาไม่ใช่แพทย์นี่นา)

การออกไปรับการตรวจ ผู้ต้องขังจะถูกปฏิบัติเหมือนคนที่น่ารังเกียจทั้งสายตา คำพูดคำจา

และการปฏิบัติทำให้หลายๆ คนไม่อยากออกไป พบ.

เพราะทนรับการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ไหว สู้ไม่ออกไปเสียยังดีกว่า”

นี่ก็เรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง การเข้ามาอยู่ในคุกโดยเฉพาะพวกที่เข้ามาครั้งแรกที่มีความทุกข์ทั้งร่างกาย และจิตใจ ส่วนใหญ่ร่างกายจะรับสภาพไม่ค่อยไหว แล้วเกิดอาการเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา การเจ็บป่วยธรรมดา เช่น เป็นไข้ ปวดหัว ปวดฟัน สามารถขอยาวิเศษที่แก้ได้สารพัดโรคได้ ได้ที่ที่ทำการแดน ที่ก็ไม่ค่อยมีแจกเท่าไหร่ เพราะมีผู้ต้องขังที่แกล้งป่วยแล้วเข้าไปขอยาวิเศษเพื่อเก็บไปขายในภายหลัง อยู่หลายคน ก็นี่มันคุกนี่ครับ ต้องไม่ลืมว่าพวกที่ถูกจับเข้ามาในนี้ แต่ละคน เรียกว่าสุดยอดฝีมือระดับขั้นเทพทั้งนั้น กลโกง เล่ห์เหลี่ยม สารพัดรูปแบบที่สามารถเบียดเบียน เอารัดเอาเปรียบ คนอื่นๆ มีให้เห็นอยู่ทั่วไป อ้อ..อีกแล้ว ยาวิเศษที่ว่านี้ คือยา “พาราเซตามอล” นั่นเองครับ แต่มีอยู่หลายโรคที่ยาพาราฯ ก็เอาไม่อยู่เหมือนกัน อย่างเช่นไข้หวัด ถ้าเกิดเป็นหวัดในนี้ การหายาแก้หวัดแท้ๆ มากิน แทบจะไม่มีเลย เพราะในนี้ไม่มีขาย อย่างทิฟฟี่ ไทเรนนอล ดีคอลเจน ที่ซื้อกันข้างนอกอย่างง่ายดาย แต่สำหรับในนี้ต้องหาซื้อกันแผงละ 50 บาท (บุหรี่ 1 ซอง) ทั้งๆ ที่ราคาขายข้างนอกแผงละ 5-6 บาทเท่านั้น คนมีฐานะหน่อย ถ้าเป็นหวัดซื้อ 1 ซองก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สำหรับคนไม่มีละก็หมดสิทธิครับ ต้องยอมทนป่วยจนหายไปเอง

จริงอยู่ แม้ในเรือนจำจะมีสถานพยาบาลหรือที่คนในนี้เรียกสั้นๆ ว่า “พบ” (อ่านว่า พอ-บอ) แต่การออกไป พบ. ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมีเงื่อนไขมากมาย เช่น 1 วันจะจำกัดคนที่จะไป พบ.ได้ไม่เกิน 15-20 คน 1 คนใน 1 สัปดาห์จะออกได้เพียงครั้งเดียว และเมื่อออกไปแล้วใช่ว่าจะได้รับการรักษาที่ตรงตามอาการ โรคส่วนใหญ่ที่เป็นและออกไปพบแพทย์ที่ พบ. ยาที่เราได้รับกันก็จะหนีไม่พ้นยาวิเศษอีกเช่นเคย นี่เป็นเรื่องจริงครับ ที่ พบ.จะมีแพทย์ประจำอยู่เพียง 1-2 คนในแต่ละวัน ที่เหลือจะเป็นบุรุษพยาบาล หรือคนที่ไม่ใช่แพทย์โดยตรง คนพวกนี้แทบจะเรียกว่าไร้จรรยาบรรณแพทย์ (ก็เขาไม่ใช่แพทย์นี่นา) การออกไปรับการตรวจ ผู้ต้องขังจะถูกปฏิบัติเหมือนคนที่น่ารังเกียจทั้งสายตา คำพูดคำจา และการปฏิบัติทำให้หลายๆ คนไม่อยากออกไป พบ. เพราะทนรับการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ไหว สู้ไม่ออกไปเสียยังดีกว่า

โรคที่ได้รับความนิยมอีกโรคหนึ่งในนี้คือ โรคผิวหนังประเภท “หิด” หรือคนคุกจะเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ตะมอย” โรคนี้น่ากลัวมาก เพราะจะลามไปทั่วร่างกาย ขึ้นหน้า ในร่มผ้า ง่ามมือ ง่ามเท่า เป็นแล้วทรมานมาก และเป็นได้ง่าย ผมเห็นผู้ต้องขัง นปช.เป็นกันอยู่หลายคน จัดเป็นโรคที่น่ากลัวจริงๆ นอกจากตะมอยแล้ว ก็มีโรคตาแดงที่มาพร้อมน้ำท่วม โรคพวกนี้จะมาเป็นฤดู ส่วนโรคที่อันตรายที่สุด และสามารถเป็นได้โดยไม่รู้ตัวนั่นคือ “วัณโรค” หรือที่ในนี้เราเรียกว่า “ทีบี” โรคนี้มีผู้ต้องขัง นปช.อยู่รายหนึ่งที่สังกัดกลุ่มราชบุรี ติดโรคนี้ ในวันออกศาลแต่ละครั้งเขาแทบต้องคลานไปขึ้นศาล เพราะอาการวัณโรคกำเริบ จากการเยี่ยมครั้งล่าสุดทราบว่าเขาหายเป็นปกติแล้ว

สรุปโดยรวมแล้ว การรักษาพยาบาล การเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์ของผู้ต้องขังในนี้ เรียกได้ว่าแย่ถึงแย่ที่สุด โชคดีที่ผู้ต้องขัง นปช.แทบทั้งหมดจะมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคที่รุนแรงสักเท่าไร โดยเฉพาะกรณีโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจ ที่เคยมีข่าวผู้ต้องขังรายหนึ่งขอไม่เอ่ยแดนที่โทษของเขาอยู่ระหว่างฎีกา ที่รอนานถึง 6 ปีเต็ม อายุก็ 71-72 ปีและมีโรคหัวใจด้วย วันดีคืนดีคุณลุงคนนี้โรคหัวใจกำเริบ เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่สามารถจัดหายาเฉพาะโรคมาให้คุณลุงได้ คุณลุงคนนี้ขาดยามาหลายเดือน จนกระทั่งในคืนๆ หนึ่งคุณลุงก็จากโลกนี้ไปด้วยอาการโรคหัวใจเฉียบพลัน คุณลุงตายไปในขณะที่รอการพิจารณาคดีของศาลฎีกาที่เพิกเฉยต่อชีวิตของคนๆ หนึ่งที่เฝ้ารอคำตัดสินของเขามานานถึง 6 ปีเต็ม และคุณลุงก็จากไปในขณะที่ตัวเองก็ยังไม่รู้ว่าท้ายที่สุดคดีของคุณลุงจะลง เอยเช่นไร เพราะคุณลุงไปสบายแล้ว นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของกระบวนการยุติธรรไทยที่พบเห็นได้มากมายในคุก และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีคนรู้ ถึงเวลาหรือยังนะ ที่ระบบยุติธรรมไทยจะหันมามองและให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของคนทุกคน อย่างจริงจังเสียที ขอจบเรื่องในหัวข้อนี้เอาไว้แค่นี้ละกันครับ

8.

การติดต่อสื่อสารถึงผู้ต้องขังภายในเรือนจำด้วยวิธีจดหมาย

หรือเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“สำหรับท่านที่สนใจจะใช้วิธีการส่งอีเมล์ สามารถส่งมาได้ที่อีเมล์กลางของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

คือ b_remand@hotmail.com โดยที่ subject (ชื่อหัวเรื่อง) ให้พิมพ์ชื่อ นามสกุล และตามด้วยแดน

เช่น “นายสมชาย รักไทย แดน 1” จากนั้นจะเขียนจะพิมพ์อะไรก็ได้ สะดวกดีวิธีนี้”

การส่งจดหมายเป็นอีกวิธีหนึ่งในการส่งข่าวถึงกันระหว่างคนข้างนอกกับคน ข้างในเรือนจำ ผู้ต้องขังสามารถเขียนจดหมายและส่งออกได้ทกวันและจดหมายก็ถูกส่งออกทุกวันใน วันทำการ จดหมายทุกฉบับที่มีการส่งออกไปข้างนอก ต้องผ่านการการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ในเรือนจำก่อนทุกครั้ง เพื่อคัดกรองเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เช่น ข่มขู่ญาติพี่น้องข้างนอก, จดหมายหลอกลวงเงินญาติ, จดหมายที่ส่งไปในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยาเสพติดฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี และควรได้รับการปฏิบัติในการตรวจสอบอย่างรัดกุม แต่ระเบียบในการตรวจสอบจดหมายนี้ ในบางแดนกับเจ้าหน้าที่บางคนกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปกปิดความผิดหรือ ความไม่ถูกต้อง การไม่ได้รับความยุติธรรมของเจ้าหน้าที่เสียเอง อย่างเช่น จดหมายของผู้ต้องขังที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกบังคับให้ทำงานที่ตัว เองไม่อยากทำ จดหมายที่บอกเล่ารายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมเสียอันเกิดจากความ ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ เช่น การถูกเฆี่ยน ถูกตีโดยไร้เหตุผล การถูกผู้ต้องขังรุมทำร้าย หรือเรื่องที่เกิดการทะเลาะวิวาท แทงกันตาย บาดเจ็บ ผู้ต้องขังฆ่าตัวตาย ฯลฯ เรื่องเหล่านี้หากมีใครเขียนถึงลงในจดหมายจะถูกเรียกมาต่อว่าอย่างรุนแรง บางทีเจ้าหน้าที่อาจสั่งทำโทษคนเขียนด้วยการเฆี่ยนตีในโทษฐานที่เขียนเรื่อง ไม่ดีเกี่ยวกับเรือนจำ นั่นหมายถึง เรื่องที่นำความเสื่อมเสียมาให้กับเรือนจำห้ามเขียนโดยเด็ดขาด เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ความไม่ถูกต้องของเจ้าหน้าที่รัฐ การเอารัดเอาเปรียบ ระบบที่บกพร่องที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข จึงเหมือนถูกปกปิดเอาไว้เป็นความลับให้อยู่เฉพาะในเรือนจำ อันนำไปสู่การไม่พัฒนาเท่าที่ควรของหน่วยงานที่ทำหน้าที่บริการประชาชนหน่วย งานหนึ่ง ซึ่งก็คือ “กรมราชทัณฑ์” นั่นเอง

ส่วนการส่งจดหมายเข้าไปหาเพื่อนผู้ต้องขังในเรือนจำ สามาถทำได้เหมือนกับการเขียนจดหมายถึงคนทั่วไป ที่อยู่เรือนจำเปรียบได้กับที่อยู่บ้านหลังใหญ่ที่มีคนอาศัยอยู่มากมาย ในบ้านหลังใหญ่นี้มีห้องย่อยๆ อยู่หลายห้อง ห้องที่ว่านี้เปรียบได้กับแดนต่างๆ ที่ผู้ต้องขังอยู่ ดังนั้น ถ้ารู้ชื่อนามสกุลผู้ต้องขัง และรู้ว่าอยู่แดนอะไร ก็เพียงจ่าหน้าซองด้วยชื่อสกุล แดนของผู้ต้องขัง และระบุที่อยู่เรือนจำ เพียงเท่านี้จดหมายก็จะถูกส่งถึงมือผู้ต้องขังที่เต้องการจะติดต่อแน่นอน

สำหรับที่อยู่ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คือ 33 เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ถนนงามวงศ์วาน เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10900”

ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างไฮเทคนิดหนึ่งคือการส่งอีเมล์ หลายคนไม่รู้ว่าคนข้างนอกจะสามารถส่งอีเมล์ไปหาผู้ต้องขังได้ หลายคนมีคำถามว่า เอ๊ะ ในเรือนจำนี้เค้าให้ใช้อินเตอร์เน็ตได้ด้วยหรือ (ว่าแล้วก็ถามหาอีเมล์กันใหญ่) คำตอบคือที่นี่เขามีอินเตอร์เน็ตครับ แต่ไม่ได้มีไว้ให้ผู้ต้องขังใช้ ที่บอกว่าสามารถส่งอีเมล์มาหาได้ก็คือการส่งอีเมล์มายังอีเมล์กลางของทาง เรือนจำครับ เมื่อทางเรือนจำได้รับก็จะปริ๊นท์แล้วส่งต่อให้กับผู้ต้องขังในแต่ละแดนอีก ที เราผู้ต้องขังไม่ได้เช็คอีเมล์เองนะครับ แต่จะมีฝ่ายทำหน้าที่นี้โดยตรงคอยเช็คและตรวจสอบให้อีกที การส่งอีเมล์ถือเป็นวิธีที่สะดวกทั้งผู้ส่งและผู้รับ แถมยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย อีกทั้งอินเตอร์เน็ตมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย มีความรวดเร็ว อีเมล์ที่ส่งมาจะมีหลายหน้าก็ได้ เขาปริ๊นท์ให้หมด สะดวกมากจริงครับ

สำหรับท่านที่สนใจจะใช้วิธีการส่งอีเมล์ สามารถส่งมาได้ที่อีเมล์กลางของเรือนจำพิเศษกรุงเทพ คือ b_remand@hotmail.com โดยที่ subject (ชื่อหัวเรื่อง) ให้พิมพ์ชื่อ นามสกุล และตามด้วยแดน เช่น “นายสมชาย รักไทย แดน 1” จากนั้นจะเขียนจะพิมพ์อะไรก็ได้ สะดวกดีวิธีนี้

สำหรับคนที่มาเรือนจำอยู่บ่อยๆ หรือรู้จักกับคนที่มาเยี่ยมผู้ต้องขังอยู่เสมอ ท่านสามารถฝากส่งจดหมายถึงผู้ต้องขึงโดยผ่านตู้จดหมายที่อยู่หน้าเรือนจำก็ ได้ ตู้จดหมายจะตั้งอยู่บริเวณจุดเยี่ยมญาติเลยไม่ต้องติดแสตมป์นะครับ จดหมายก็จะถึงมือผู้ต้องขังเช่นกัน

หมายเหตุ ขอบคุณ อานนท์ นำภา ทนายความจากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ สำหรับการส่งต่อจดหมายมายังกองบรรณาธิการ

TCIJ: รัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ส่งคณะทำงานลงพื้นที่โฉนดชุมชนสุราษฎร์ฯ

ที่มา ประชาไท

คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ลงพื้นที่เก็บข้อมูล และข้อเท็จจริงปัญหาที่ดินสวนปาล์มสุราษฎร์ฯ ให้คำมั่นพยายามทำให้พื้นที่เป็นพื้นที่นำร่องเรื่องโฉนดชุมชน
เมื่อวันที่ 25 ม.ค.55 เวลา 14.00 น. พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ ประธานคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะทำงานในส่วนจังหวัดสุราษฏร์ธานี ประกอบด้วย นายโกมล นกวิเชียร นายชาญยุทธ นพกูล นายสุเทพ ขวัญละมัย นายพีระพงค์ สังข์ทอง และนายเจริญ จิตพิภพ ผู้อำนวยการกลุ่มงานช่างรังวัด สปก.สุราษฏร์ธานี เดินทางเข้าพื้นที่ ชุมชนสันติพัฒนา ชุมชนคลองไทร ชุมชนไทรงามพัฒนา รวมถึงพื้นที่บ้านควนเคี่ยม ซึ่งเป็นพื้นที่สวนปาล์มที่ชาวบ้านสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้เข้าไปจับจอง ขยายพื้นที่ทำกินจากชุมชนเดิม
จากกรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินระหว่างเกษตรไร้ที่ดินและ กลุ่มนายทุนเจ้าของสวนปาล์มในพื้นที่ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งเป็นที่ดินในเขต สปก.ที่กลุ่มทุนเคยเช่าปลูกปาล์มน้ำมัน และสัญญาเช่าถูกยกเลิกไปแล้ว โดยบางแปลงหมดสัญญาเช่ามาเป็นเวลากว่า 20 ปี แต่ไม่มีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ จนเมื่อปี พ.ศ.2552 เกษตรกรไร้ที่ดินทำกินเกือบพันคนได้รวมตัวกันในนาม สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ เข้าทำการตรวจสอบพื้นที่ จัดตั้งเป็นชุมชน โดยสร้างที่พักอาศัยทำการเกษตรในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ บางส่วนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาข้อหาบุกรุก ถูกกลุ่มอิทธิพลที่อ้างตัวว่าเป็นคนของบริษัทข่มขู่คุกคามทำลายบ้านเรือน ทรัพย์สิน มาโดยตลอดดังที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ที่ผ่านมาสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ได้ร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน พยายามผลักดันการแก้ปัญหาด้านนโยบายกับทางภาครัฐโดยใช้เรื่องการจัดทำโฉนด ชุมชนมาโดยตลอดตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบัน
สำหรับการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม เก็บข้อมูล และข้อเท็จจริงของปัญหาต่างๆ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและที่ประชุมในคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เพื่อเร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าวให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนต่อ ไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศของการพบปะ พูดคุยระหว่าคณะทำงานและชาวบ้านเต็มไปด้วยความชื่นมื่นหลังจากได้ร่วมรับ ประทานอาหารกับชาวบ้านแล้วก็ได้สอบถามสารทุกข์สุกดิบและปัญหาของชาวบ้าน พร้อมทั้งมอบเงินช่วยเหลือซื้อยาเป็นจำนวน เงิน 2,000 บาทและได้สัญญากับชาวบ้านว่าจะเร่งดำเนินการเรื่องนี้โดยด่วนเพื่อให้ พื้นที่สวนปาล์มในจังหวัดสุราษฏร์ธานีได้ปฏิรูปสู่เกษตรกรยากจนจริงๆ
“ขอเป็นกำลังใจต่อชาวบ้านและต้องขอขอบคุณพวกคุณทุกคนที่ช่วยตรวจสอบการ ถือครองที่ดินของกลุ่มทุน และยึดคืนกลับมาให้กับภาครัฐ พวกผมจะพยายามทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่นำร่องเรื่องโฉนดชุมชนและเป็น พื้นที่ตัวอย่างของจังหวัดสุราษฏร์ธานีให้ได้” พ.ต.ต.เสงี่ยม กล่าว

นิธิ เอียวศรีวงศ์: 500 ปีไทย-โปรตุเกส ความสัมพันธ์อัน “จืดชืดสนิท” แต่เท่าเทียมกัน

ที่มา ประชาไท



นิธิ เอียวศรีวงศ์ ปาฐกถาในงานสัมมนา "500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศไทยกับโปรตุเกส และชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554" ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อ 26 ม.ค. 55

ระหว่างวันที่ 26 – 27 ม.ค. มีการจัดสัมมนา "500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศไทยกับโปรตุเกส และชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554" ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยงานเสวนาดังกล่าวจะโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะศิลปศาสตร์ และโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม. ธรรมศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมจดหมายเหตุสยาม

โดยในวันแรกของงานคือวันที่ 26 ม.ค. ได้มีการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย ศ.ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักเขียนและนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ โดยนิธิอภิปรายถึงการเข้ามามีบทบาททางการค้าโดยเฉพาะการแสวงหาแหล่งเครื่อง เทศและการค้าผูกขาดเครื่องเทศในทวีปเอเชียของโปรตุเกส ซึ่งตอนแรกประสบความสำเร็จ แต่ต่อมาประสบความล้มเหลวเนื่องจากโปรตุเกสไม่มีการนำผลกำไรไปลงทุนทาง เศรษฐกิจในกิจการค้าของตนมากนัก ขณะที่ราชสำนักโปรตุเกสนำผลกำไรไปใช้ในชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยและใช้ซื้อความ สวามิภักดิ์จากเจ้าครองแคว้นต่างๆ และในเวลาต่อมาอังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้ามามีบทบาทด้านการค้าทางทะเลและได้นำ ทุนเหล่านั้นไปลงทุนด้านการเศรษฐกิจเป็นฐานเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งปรากฎการณ์นี้เกิดขึ้นในอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน แต่ไม่เกิดในกรณีของโปรตุเกส

โดยนิธิสรุปในตอนท้ายว่า “ความ สัมพันธ์ระหว่างไทยกับโปรตุเกสเป็นความสัมพันธ์ที่ไร้สีสัน จืดชืดสนิทเลยนะครับ แต่...ก็เป็นสิ่งที่น่าจดจำ เพราะโปรตุเกสไม่มีอำนาจเพียงพอ ไทยก็ไม่มีอำนาจเพียงพอ เราสัมพันธ์กันแบบคนเท่าเทียมกันน่ะ สัมพันธ์กับฝรั่งแบบคนเท่าเทียมกัน เขายอมรับเงื่อนไขของเรา เราก็ต้องยอมรับเงื่อนไขของเขา มากกว่าที่เราจะสัมพันธ์กับฝรั่งอื่นๆ ในภายหลังซึ่งจะมีอำนาจมากกว่าโปรตุเกสเยอะแยะไปหมด สิ่งที่น่าจดจำก็คือว่าความสัมพันธ์จืดๆ แบบนี้แหละครับ”

สำหรับความสัมพันธ์ไทย-โปรตุเกส จะ “จืดชืดสนิท” ดังนิธิว่าหรือไม่นั้น โปรดติดตามรายละเอียดการปาฐกถาทั้งหมดจากวิดีโอคลิป

'เสกสรรค์' แจงลงชื่อแก้กฎหมาย ม.112 แต่ไม่ใช่แกนนำผลักดัน

ที่มา ประชาไท

รายงานข่าวจากหลายสำนักระบุว่า นายเสกสรรค์ ประเสริฐกุล นักวิชาการและนักเขียนอาวุโส หนึ่งในปัญญาชน 112 คนแรก ผู้ร่วมลงนามสนับสนุนร่างแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) ได้เขียนจดหมายชี้แจงจุดยืนของตนเอง ซึ่งมีเนื้อหาว่า


เรียนมิตรสหายและผู้ห่วงใยบ้านเมืองที่รักทุกท่าน


ตามที่มีข่าวปรากฏว่าผมได้ร่วมลงนามสนับสนุน การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่ง นำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในบางวงการนั้น ผมเกรงว่าสภาพดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดการเข้าใจผิดกันโดยง่าย จึงขอเรียนชี้แจงจุดยืนของตัวเองให้กระจ่างชัดดังต่อไปนี้


ประการแรก ผมได้อนุญาตให้มีการใช้ชื่อผมในฐานะผู้สนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวจริง เนื่องจากถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ และผมเองก็ได้พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่อยู่ในกรอบของการปฏิรูป กฎหมาย มีเนื้อหากลางๆ ออกไปในแนวมนุษยธรรม และที่สำคัญคือยังคงไว้ซึ่งจุดหมายในการพิทักษ์รักษาสถาบันสำคัญของชาติ


ประการต่อมา ผมไม่ใช่แกนนำในการรณรงค์แก้ไข ม.112 และ มองการร่วมลงนามของตนว่าเป็นเพียงการแสดงความคิดสาธารณะ เพื่อให้สังคมร่วมพิจารณา ส่วนสังคมจะมีมติอย่างไรก็แล้วแต่ความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ ผมไม่ได้มีความคิดจะร่วมผลักดันเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องนี้ เพราะรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความขัดแย้งและอยากจะใช้วัยชราของตนอย่างสงบ สันโดษมากกว่า


ประการสุดท้าย แม้ว่าข้อเสนอแก้ไข ม.112 จะ มีที่มาจากความเห็นของคณะนิติราษฎร์ แต่ผมต้องขอยืนยันว่าผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนักวิชาการกลุ่มนี้ และยิ่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับข้อเสนอในประเด็นอื่นๆ ที่กลุ่มดังกล่าวได้ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง ผมรับรู้เรื่องปฏิรูป ม.112 จากนักวิชาการอาวุโสกลุ่มหนึ่งซึ่งไม่ใช่คณะนิติราษฎร์ และได้รับการติดต่อเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น


จึงขออนุญาตเรียนมาให้ผู้ที่สนใจและผู้ที่ เกี่ยวข้องทุกฝ่ายได้ทราบ โดยหวังว่าท่านทั้งหลายจะตั้งมั่นอยู่ในการเจริญสติและมีความเมตตาต่อกัน

ใบหน้า ‘พฤษภา 53’: (4) แท็กซี่เสื้อแดงที่บ่อนไก่ “ไปสิเป็นหยัง..ตายก็มีศักดิ์ศรีต๊วะ”

ที่มา ประชาไท

เพียงคำ ประดับความ

หมายเหตุ:
สารคดีชุดนี้เป็นร่างแรกของ หนังสือ "วีรชน 19 พฤษภา: คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต" ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์อ่าน โดยจะสัมภาษณ์ครอบครัวผู้เสียชีิวิตเพื่ิอรวบรวมเรื่ิิองราวที่สะท้อนถึงตัว ตนของประชาชนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2553 ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนข้อมูลเบื้องต้นเป็นอย่างดียิ่งจากคุณพเยาว์ อัคฮาด และประชาไท และยังยินดีเปิดรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อติดต่อสัมภาษณ์ครอบครัวของผู้เสีย ชีวิตให้ครบเท่าที่จะเป็นไปได้ หากท่านใดมีข้อแนะนำ สามารถติดต่อได้ที่ readjournal@gmail.com

1

“บ่อนไก่” คือพื้นที่ด่านหน้า ซึ่งมีการโจมตีปะทะหนักอีกแห่ง ในช่วงกระชับ/ขอคืนพื้นที่-สลายการชุมนุม-ขอความสุขกลับคืนแก่ประเทศ ไทย/กรุงเทพมหานคร เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553

ในวันที่เหตุการณ์ผ่านมาแล้วกว่าหนึ่งปี หนังสือพิมพ์ข่าวสดฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2554 บันทึกไว้ว่า

“เมื่อพูดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 หลายคนนึกถึงย่านราชประสงค์ วัดปทุมวนาราม สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน และแยกคอกวัวแต่ถ้าสำรวจความเสียหาย และความสูญเสียกันจริงๆ แล้ว จะพบอีกพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ที่เจ้าหน้าที่ปะทะกับประชาชน ได้แก่ "ย่านบ่อนไก่-พระราม 4" ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าด่าน ก่อนจะผ่านไปยังศูนย์กลางที่ราชประสงค์

ตัวเลขจากศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 (ศปช.) ระบุว่า การเผชิญหน้าบริเวณนี้ตั้งแต่วันที่ 13-16 พ.ค.2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 รายได้แก่ 1.ชาติชาย ชาเหลา คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่ศีรษะ 2.นายบุญมี เริ่มสุข ชาวชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าช่องท้อง 3.นายอินแปลง เทศวงศ์ คนขับรถแท็กซี่ ถูกยิงที่หน้าอก 4.นายเสน่ห์ นิลเหลือง คนขับรถแท็กซี่ อาศัยอยู่แฟลตตำรวจลุมพินี ถูกยิงที่หน้าอก 5.นายมานะ แสนประเสริฐ ชาวชุมชนบ่อนไก่ อาสาสมัครป่อเต็กตึ๊ง ถูกยิงที่ศีรษะ 6.นายวารินทร์ วงศ์สนิท ชาวสมุทรปราการ ถูกยิงด้านหลังทะลุหัวใจ 7.นายพรสวรรค์ นาคะไชย พนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิท ถูกยิงเข้าช่องท้อง 8.นายวงศกร แปลงศรี ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่หน้าอก 9.นายสมชาย พระสุวรรณ ชาวยโสธร ถูกยิงที่ศีรษะ 10.นายวุฒิชัย วราห์คำ ช่างซ่อมรถยนต์ ถูกยิงหลังทะลุท้อง 11.นายเกียรติคุณ ฉัตร์วีระสกุล คนขับจักรยานยนต์รับจ้าง ถูกยิงใต้ราวนม 12.นายประจวบ ประจวบสุข ถูกยิงเข้าหน้าอก 13.นายเฉลียว ดีรื่นรมย์ พนักงานขับรถถูกยิงใต้ราวนม 14.นายสมัย ทัดแก้ว รปภ.อาศัยอยู่ในชุมชนบ่อนไก่ ถูกยิงเข้าด้านหลัง และ 15.นายสุพรรณ ทุมทอง ชาวศรีสะเกษ ถูกยิงที่ศรีษะ” <1>

มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ ในการปะทะเพียง 4 วัน ที่บ่อนไก่ หนึ่งใน 15 ศพนั้น คือ “อินแปลง เทศวงษ์” แท็กซี่หนุ่มจากลุ่มแม่น้ำโขง กิ่งอำเภอนาตาล จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเสียชีวิตในบ่ายวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ขณะสงครามการเมืองเดินหน้าสู่จุดแตกหักได้ไม่นาน

เขาไม่ทันได้อยู่ดูว่าพี่น้องร่วมอุดมการณ์ของเขา ใช้มือเปล่า หนังสะติ๊ก ขวดน้ำ และบั้งไฟ สู้กับกองทัพไทยและอาวุธสงครามอย่างน่ารันทดเพียงใด เขาไม่ทันได้อยู่ดูทะเลเลือดและน้ำตาที่หลั่งลงสู่พื้นถนนจนแดงฉาน และมันช่างต่ำต้อยด้อยค่านักในสายตาของผู้คนเมืองนั้น และเขาไม่ทันได้อยู่ดูว่าขบวนการต่อสู้ที่เขามอบกายถวายชีวิตให้นั้น จบลงอย่างน่าร่ำไห้เพียงใด...ในห้วงเวลาที่เสียงปืนนัดสุดท้ายสิ้นสุดลง

2

“นาตาล” เป็นกิ่งอำเภอเล็กๆ อยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดอุบลราชธานี ห่างชายแดนลาวเพียงลำโขงกั้น ที่นั่นคือดินแดนที่เติบโตมาของ “อินแปลง เทศวงษ์” ชายหนุ่มซึ่งมีเส้นทางชีวิตไม่ต่างนิยายลูกอีสานทั่วไป คือดั้นด้นไปทำงานในเมืองใหญ่ ขายหยาดเหงื่อเพื่อปากท้องตนและคนที่รัก เมื่อเกิดความขัดแย้งแบ่งสีทางการเมือง เขากลายเป็นคนรักทักษิณอย่างไม่มีเหตุผลที่ลึกล้ำหรือพิสดารอันใด นานแรมเดือนแรมปีที่เขาใส่เสื้อแดงออกจากบ้าน ไม่นานจากนั้นก็กลายมาเป็นวีรชนลูกอีสานที่ลุกขึ้นสู้และตายอย่างอาจหาญ เพื่อประชาธิปไตย

บ้านสองชั้นกึ่งปูนกึ่งไม้ที่ยังสร้างไม่เสร็จหลังนั้น มีร่องรอยของความตายปรากฏผ่านภาพถ่ายบนผนังบ้าน ปัจจุบันพ่อแม่วัยชราของเขาอาศัยอยู่กับลูกชายสองคนสุดท้องและหลานชายหญิง อีกหลายคน

อินแปลง หรือ “ต๋อง” เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2518 ที่ฝั่งลาว เขามีอายุครบ 35 ปีพอดีในปีที่เสียชีวิต

นายวัน เทศวงษ์ หรือ “พ่อใหญ่วัน” พ่อของอินแปลงเล่าว่า เมื่อครั้งยังหนุ่ม แกข้ามลำน้ำโขงไปทำมาหากินที่ฝั่งลาวอยู่หลายปี จนได้อยู่กินกับสาวชาวลาวคนหนึ่ง มีลูกด้วยกันหลายคน หลังภรรยาคลอดลูกคนที่ห้า หนุ่มไทยเลือดอีสานตัดสินใจพาลูกเมียย้ายกลับมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านเกิด ขณะนั้นอินแปลงซึ่งเป็นลูกคนที่สี่อายุได้สองสามขวบ

เมื่อกลับมาก็ต้องพบกับความลำบากยากจน เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกิน งานรับจ้างในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมี ขณะที่มีลูกเพิ่มมาอีกสาม เป็นทั้งหมดแปดคน

“ผมนี่บ่มีดินดอก มีแต่ที่อยู่นี่แหละ มีแต่ที่บ้าน นารวมของพ่อแม่ก็ขายใช้หนี้หลายปีแล้ว ขายให้น้อง เขาให้เจ็ดพัน เจ็ดพันก็เอา นาบ่หลาย สิบกว่าไร่ สิบเอ็ดสิบสองไร่ ปันกันนั่นแหละ เขาก็ยาก เขาก็ทุกข์คือกัน ว่าตัวทุกข์ เขาทุกข์กว่าตัว เลยบ่ร่ำไรซ้ำ ทุกวันนี้ซื้อข้าวกิน เดือนละสอบปุ๋ย” พ่อเฒ่าวัย 69 ปีกล่าว

อินแปลงเข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนบ้านคันพะลานเช่นเดียวกับพี่น้อง ของเขา หลังจบ ป.6 ก็เดินเข้าสู่ถนนสายแรงงาน ดิ้นรนปากกัดตีนถีบ ช่วยพ่อแม่ทำมาหากินเลี้ยงน้อง

“ออก ป.6 ก็ไปทำงานเลย ไปขับรถ ยังน้อยๆ อยู่เขาขับสิบล้อพู่น ทีแรกขับอยู่บ้าน อยู่โพธิ์ไทร ขับอยู่นำ ส.ส.วิฑูรย์ นามบุตร เฮ็ดคลองน้ำ ขับรถสิบล้อขนดินมา ไปเบิ๊ดทุกแนวนา พอออกโรงเรียนก็ไปเรื่อย หากิน บ่อยู่บ้านสักเทื่อดอก ขับรถอยู่อุบลฯ หลายปี อายุสิบแปดสิบเก้าปีจั้งเข้ากรุงเทพฯ เข้าไปก็ไปเวิ้ด จนหลง บ่มาสักเทื่อ ส่งแต่เงินมาให้พ่อให้แม่เดือนละเทื่อ เดือนหนึ่งสี่ห้าพัน ฝากมาให้ พอได้กินแหละ ไปอยู่พู่นก็ขับแท็กซี่ ฮู้จักเบิ๊ดกรุงเทพฯ บ่ทำงานแนวอื่น ขับรถอย่างเดียว”

แม้ไม่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านบ่อยนัก แต่ลูกชายคนนี้คือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักที่คอยส่งเงินให้พ่อแม่ได้พอยัง ชีพอยู่ที่บ้านนอก “เอาเมียแล้วก็ส่งให้พ่อแม่ประจำ ได้กินกับลูกคนนี้ บัดนี้ตายแล้วก็บ่ได้แหล”

ภรรยาของอินแปลงเป็นหญิงจากบ้านป่าก้าว อำเภอนาจะหลวย จังหวัดเดียวกัน แต่ทั้งคู่ได้ไปรู้จักชอบพอกันที่กรุงเทพฯ

“ประมาณซาวนี่แหละเอาเมีย มีลูกสองคน คนโตฮั่น เข้า ป.1 แล้วบ่ คนเล็กฮั่นยังน้อยดอก พ่อเสียมันจักขวบยังฮะ พอแต่หาจักขวบ คนเล็กเพิ่งคลอดได้ประมาณสองสามเดือนก็ลงกรุงเทพฯ ไปขับรถคือเก่า ช่วงลูกคลอด เขากลับมารอเมียคลอดอยู่ที่นาจะหลวย คลอดแล้วก็ไป"

เมื่อถามถึงนิสัยใจคอของลูกชายคนนี้ พ่อใหญ่วันว่า “เพิ่นเป็นคนบ่ปาก บ่ไปอีเรเกหยัง เหล้ายาบ่ได้กินดอก เว่าบ่เก่ง แต่กีฬานี่ดี ว่างแต่มาจากขับรถก็ไปแต่กีฬา”

เรานั่งคุยกันที่แคร่ไม้หน้าบ้าน ไม่นานแม่ใหญ่ตู๋ เทศวงษ์ วัย 63 ปี แม่ของอินแปลง ก็เดินโขยกเขยกออกมาสมทบ แกเดินเหินไม่คล่องนัก เห็นว่ามีปัญหาเรื่องกระดูกตามประสาคนแก่

หลังแต่งงานแล้วอินแปลงกับภรรยาเช่าห้องพักอยู่ที่กรุงเทพฯ ก่อนเสียชีวิตเพิ่งย้ายไปเช่าแฟลตแถวพัฒนาการ ที่เดียวกับพี่สาวและน้องสาว “เซ่าห้องอยู่ แปะกันอยู่นั่นแหละ อยู่นำเอื้อยนำน้อง เซ่าคนละห้อง ห้องใหญ่ สามสี่ชั้น อยู่ชั้นสอง ย้ายอยู่เรื่อยหนา มันบ่ดีก็ย้ายไปบ่อนใหม่ อยู่นั่นได้ปีปลาย ก็มาเสีย”

ทุกปีพอถึงหน้านา อินแปลงจะพักงานกลับมาช่วยพ่อตาแม่ยายทำนาที่นาจะหลวย เก็บเกี่ยวข้าวขึ้นยุ้งเสร็จจึงจะกลับเข้ากรุงเทพฯ ไปขับแท็กซี่ ส่วนบ้านที่คันพะลาน พ่อใหญ่วันว่านานๆ ลูกชายจะกลับมาเยี่ยมสักหน คราวสุดท้ายที่ได้พบหน้ากันคือเมื่อหลายเดือนก่อนลูกชายจะเสียชีวิต

เสียงแม่ใหญ่ตู๋ว่า ทุกคราวที่อินแปลงกลับมาบ้าน พ่อกับแม่ต้องบายสีผูกข้อมือให้ แต่ครั้งสุดท้ายนี้ไม่ได้ทำ “มาบ่ได้เฮ็ดให้ บ่ได้แต่งสีข้อให้ ฮั่นแหละ มันเสียใจอยู่”

3

หลังอินแปลง เทศวงษ์ เสียชีวิตหนึ่งวัน มติชนรายงานข่าวเกี่ยวกับเขาไว้ว่า

“เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 15 พฤษภาคม นายชูวิทย์ (กุ่ย) พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 2 จ.อุบลราชธานี ได้นำศพนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ อายุ 33 ปี คนเสื้อแดงซึ่งถูกทหารยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ถึงบริเวณเวทีคนเสื้อแดงบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ท่ามกลางคนเสื้อแดงไปร่วมไว้อาลัยประมาณ 5,000 คน มีอดีต ส.ส.สมบัติ รัตโน นายกิตติพงษ์ เทียมสุวรรณ มีการทำพิธีสวดมาติกาบังสุกุลโดยพระสงฆ์ 4 รูป หลังจากนั้นมีการอ่านประวัติ อ่านบทกลอนสดุดี เล่าสาเหตุการณ์ถูกยิงตาย มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวเบื้องต้น จำนวน 50,000 บาท ประกาศให้ทุนการศึกษาแก่ ด.ญ.ดารากร เทศวงศ์ เรียนจนจบปริญญาตรี และจะนำศพนายอินทร์แปลง เทศวงศ์ ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านดอนงิ้ว ต.นาตาล อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี โดยจะทำการฌาปนกิจในวันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคมนี้”<2>

ไม่มีใครในครอบครัว แม้แต่ภรรยาของเขา รู้แน่ชัดว่าแท็กซี่หนุ่มชาวอุบลราชธานีคนนี้ มีบทบาทอย่างไรในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 บ้างว่าเขาเป็นการ์ด บ้างว่าเขาเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมธรรมดา ทว่าสิ่งที่คนในครอบครัวรับรู้และกล่าวถึงตรงกันคือ แท็กซี่หนุ่มผู้นี้ชื่นชอบการต่อสู้ของคนเสื้อแดงเป็นชีวิตจิตใจ

“โอ๊ย มักเสื้อแดงนี่มักคัก แพรโพกหัวก็ซื้อให้ลูกหมด” แม่ใหญ่ตู๋ว่า

เมื่อถามว่า ลูกชายคนนี้เริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่

พ่อใหญ่วันตอบ “บ่จัก ถามมัน มันว่าบ่ได้เข้า แต่บัตร นปช.มันก็มี ตอนนี้อยู่นำ ส.ส.กุ่ย เขาเก็บไว้ ตอนมาทำศพนี่ เห็นแล้วมันบาดตานะตี้ เลยบ่ได้เก็บไว้”

พ่อเฒ่ารู้เพียงว่า ลูกชายชอบเสื้อแดง แกจึงคอยห้ามปรามไม่ให้เข้าไปร่วมชุมนุม

“อย่าเข้าไปฮั่นหนา ย่าน ห้าม บ่แม่นบ่ห้าม บ่อยากให้ไป แล่นรถอยู่กรุงเทพฯ อย่าเข้าไปบ่อนเขาซุมนุมเด้อ โอ้ย ไปสิเป๋นหยัง มันว่าซี่แหละ ตายก็ตายมีศักดิ์ศรีตั๊วะ ฮ่วย! อย่าเว่าจังซั่นหนา สิไปหาไปชนกับเขาเฮ็ดหยัง ผมว่าจังซี่หนา เฮาบ่อยากให้ตายนี่แล้ว คั้นเว่าหลายก็เออ บ่ไปดอก ผมโทรไปเรื่อยๆ หนา ถามว่าได้เข้าไปชุมนุมนำเขาบ่ บอกบ่ได้เข้า บ่แท้ เข้าไปแล้ว รถแท็กซี่เป็นเส้นเข้าไป จังว่ารถคันใด สงสัยไปนำกัน มันหลายปานนั้น เพราะว่ามันเข้าอยู่ชมรมแท็กซี่ เอารถไปเข้าชมรมกับเขา ผมโทรบอกอยู่เรื่อยว่าเขาสิสลายม็อบสลายแม็บอยู่ รัฐบาลก็ดาย เบิ่งอยู่แหละ เบิ่งติดตามข่าว”

เมื่อถามว่า ตัวพ่อใหญ่วันชอบเสื้อแดงด้วยหรือไม่ แกว่า “จัก ซอบบ่ซอบบ่จัก เอาโลด ซื่อๆ นี่” แต่ที่บ้านของแกติดจานดาวเทียมดูทีวีช่องเสื้อแดงได้ “ติดหว่างสองสามเดือน ตะกี้ใจ้มีหยัง มันเบิ่งไสก็ได้ อยากเบิ่งข่าวหลายหม่องหลายที่ ข่าวเหตุบ้านการเมือง” ถามต่อว่า แล้วตอนเลือกตั้งเลือกพรรคไหน แกหัวเราะแล้วว่า “ก็เลือกเพื่อไทย แถวนี้เสื้อแดงหลาย เลือกเพื่อไทยเบิ๊ด ไปซุมนุมก็หลายดิอยู่ในบ้านนี่”

หลังเทียวกำชับลูกชายไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการชุมนุม และลูกชายก็รับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ พ่อใหญ่วันกับภรรยาจึงค่อยเบาใจ

แต่แล้วบ่ายวันที่ 14 พฤษภาคม ลูกสาวคนถัดจากอินแปลงซึ่งพักอยู่แฟลตเดียวกัน กลับโทรมาแจ้งข่าวร้าย ขณะพ่อใหญ่วันเองก็กำลังนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ติดตามข่าวด้วยใจจดจ่อ

“เบิ่งโทรทัศน์ทีละช่อง จ้องแต่โทรทัศน์อยู่ นั่งเบิ่งอยู่นี่ น้องสาวเพิ่นโทรมาบอก แล้วขึ้นหน้าจอเพ่อเว่อ อินแปลง เทศวงษ์ เสียชีวิตแล้ว เพิ่นไปส่งผู้โดยสาร ลงจากรถเขาก็ยิง นัดเดียว บ่อนมันตายโน่นละ”

เมื่อตั้งสติได้ พ่อใหญ่วันบอกลูกสาวให้เอาศพพี่ชายกลับมาบ้าน “ก็บอกน้องให้เอาอ้ายมาบ้าน..ไปอุบลฯ ไปขอรถนำม็อบเขา ไปเอามาฮั่น เอามาพักอยู่ฮั่น คราวเดียว ประมาณสามสิบนาที ส.ส.จัดการ ผมก็รออยู่อุบลฯ เพิ่นก็เอารถเพิ่นมาส่ง พวกเสื้อแดงมาส่ง เสื้อแดงมาหลาย”

เมื่อถามถึงความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ชายชราว่า “ก็บ่คิดจังใด มันเสียแล้ว คิดก็บ่คืนมา ก็คึดฮอดมันแหละ คึดฮอดแฮง” และเมื่อถามว่า แล้วคนในหมู่บ้านคิดอย่างไรต่อการตายของอินแปลง “โอ๊ย บางคนเขาก็บ่นิยมกับเฮา เขาว่า โอ๊ย ไปเสื้อแดง บ่นิยม คนบ่มักเสื้อแดงก็มี แม่นตั๊ว เขาจั้งเว่าแนวนี้ คนตายแล้วคิดจังใด ซอบบ่ซอบก็เฮ็ดไปตามเรื่องมันตั๊ว มันเป็นแล้ว ผมก็บ่เคียดบ่โกรธไผหนา อยู่ซื่อๆ โลด ไผสิผิดสิถูก บ่จัก มันบ่จักว่าสิว่าข้าเจ้าแนวใดสิดี จักไผดีไผบ่ดี เสื้อแดงผิดบ่ผิดก็บ่ฮู้คือกัน มีแต่เบิ่งซื่อๆ จักไปถูกไปผิด บ่จักโลด เบิ่งไป บ่โกรธไผ”

แต่เมื่อถามว่า แกชอบทักษิณหรือไม่ “อื้อ ซอบอยู่มักอยู่ บริหารประเทศดีอยู่ อภิสิทธิ์ก็ดีคือกัน มันดีไปคนละแนว” เมื่อถามว่าอภิสิทธิ์ดีอย่างไร พ่อใหญ่วันว่าพลางหัวเราะ “ดีก็สู้ดีเพิ่น นักสู้งัวกระทิง ฟังแต่ข่าวก็ดาย เบิ่งไปซื่อๆ บ่สนใจไผดีบ่ดีบ่จัก บ่สนใจไผ มันตายไปแล่ว คั้นบ่ตายสิเว่า โอ้ย จังซั่นจังซี่ ตายไปแล้วครอบครัว โอ๊ย ลำบาก ลูกเมียเขาก็สิลำบากคือกัน ตะกี้เมียเขาบ่ได้ทำงานอิหยัง อยู่แต่เลี้ยงลูก บัดนี้กลับมาอยู่บ้านพ่อกับแม่เพิ่น เขาก็ขายของอยู่โรงเรียน”

ปัจจุบันพ่อใหญ่วันกับแม่ใหญ่ตู๋มีหลานที่ต้องเลี้ยงดูอีกหลายคน พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ส่งเงินกลับมาให้บ้างตามกำลังที่แต่ละคนมี เรื่องขัดสนก็มีบ้างเป็นธรรมดา แต่ที่หนักหนาคืออาการป่วยของพ่อใหญ่วันที่เพิ่งปรากฏเมื่อไม่นานมานี้

“เพิ่นว่าเป็นตับ หมอก็ดาย เป็นมะเร็งมะเริงนั่นแล่ว สิตายไวแท้ เบิ๊ดเงินหลายหมื่น เจ็บมานี่ สี่ห้าเดือนแล้ว”

ตลอดเวลาที่นั่งคุยกัน พ่อใหญ่วันบ่นเจ็บชายโครงข้างขวา พลางเอามือกุมอยู่เป็นระยะ “หมอบอกว่าปกติแล้วก็เลยเซาไปหาหมอ แต่พอเจ็บๆ ก็ไปอีก หมอก็ให้ยาระบายกับยาแก้อักเสบ เหมิดเท่านั้น ปวดแฮงใคร่กิน บ่ปวดบ่กิน ไปโรงบาลเขาก็ว่าคือเก่า ทีแรกไปหาหมอใหญ่ เขาว่าดีซ่าน ไปมาว่าเป็นมะเร็ง ส่งไปอุบลฯ เขาบ่รักษา ว่าหายแล้ว ปกติดี ใบหยังก็เฮ็ดให้หมด เอายาให้รักษาอยู่บ้าน ผมก็เลยบ่ไป ไปคลินิกก็เทื่อละแปดร้อย เทื่อละพัน ก็เจ็บทุกมื้อ เจ็บอยู่นี่ มันยึ่งจั้งเจ็บ คั้นบ่ยึ่งก็บ่เจ็บ อยู่บ้านห้าหกเดือนแล้ว จักหายบ่หาย ว่าจะไปตรวจอยู่กรุงเทพฯ” ทุกวันนี้พ่อใหญ่วันซื้อยาสมุนไพรมาต้มกินเองทุกเช้า ราคาชุดละแปดพันบาท

ระหว่างนั้นแม่ใหญ่ตู๋ลุกเดินหายเข้าไปที่โรงครัว ซึ่งเป็นโรงเรือนเล็กๆ ยกพื้นสูงราวหนึ่งเมตร ติดกับยุ้งฉาง แยกออกจากตัวบ้าน ตกค่ำแม่เฒ่าให้หลานชายวัยรุ่นสองคนช่วยกันยกสำรับมาตั้งบนพื้นปูนหน้าจอ โทรทัศน์ เรานั่งกินข้าวพลางดูข่าวจากช่องเอเชียอัพเดต ช่วงหนึ่งข่าวรายงานเรื่องคนเสื้อแดงที่ชนะคดี กรณีสลายการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงเมื่อปี 2552 ศาลสั่งให้ทหารต้องชดใช้เงินนับล้านบาทโทษฐานยิงคนมือเปล่า

เสียงพ่อใหญ่วันว่า “คดีเฮาสิชนะบ่ แท้แล้วยุบสภาก็จบแล้ว เฮ็ดหยังต้องรอให้มีคนตาย”

แม่ใหญ่ตู๋เสริมว่าลูกชายแกโดนยิงที่หน้าอก แต่รัฐบาลกลับออกข่าวว่าทหารไม่มีเจตนาทำร้ายประชาชน “มันบอกยิงต่ำๆ บอกเสื้อแดงฆ่ากันเอง ไผสิฆ่ากันเอง”

เรานอนค้างที่นั่นหนึ่งคืน ตื่นมาเห็นพ่อใหญ่วันนั่งดูเอเชียอัพเดตอยู่หน้าจอแต่เช้ามืด

หลังอาหารเช้า เรานั่งสนทนากับพ่อเฒ่าแม่เฒ่าอีกเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนลากลับเสียงพ่อใหญ่วันว่า “ความจริงค่อยๆ ปรากฏออกมาแล้ว เขาจะให้รัฐบาลเราอยู่นานรึเปล่าไม่รู้”

...เขาจะให้รัฐบาลของเราจะอยู่นานรึเปล่าไม่รู้!!!

4

หลังสามีเสียชีวิต “นิตยา พาเชื้อ” หม้ายประชาธิปไตยวัย 32 ปี หอบลูกชายวัยไม่ถึงขวบ กลับมาอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านป่าก้าว เลขที่ 49 หมู่ 4 ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอนาจะหลวย จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอ ขณะลูกสาวคนโตวัย 7 ขวบ ฝากให้อยู่กับตายายที่นี่อยู่ก่อนแล้ว

เมื่อเราไปถึงบ้านสองชั้นหลังนั้น พบนายแสวง พาเชื้อ วัย 57 ปี พ่อของนิตยา นั่งเลี้ยงหลานชายวัยราวสองขวบอยู่หน้าบ้าน “ขนมตาล” หรือ เด็กชายนาราภัทร เทศวงษ์ คือลูกคนเล็กของวีรชนแท็กซี่เดือนพฤษภา

นิตยาไปขายของจำพวกชานมไข่มุกและน้ำหวานรสชาติต่างๆ ที่โรงเรียนประถมในหมู่บ้าน ซึ่งลูกสาวคนโตของเธอเรียนอยู่ ลุงแสวงว่ากว่าจะเก็บร้านเสร็จกลับมาถึงก็คงบ่ายแก่

เราจึงนั่งคุยกับพ่อของนิตยาไปพลางๆ

ลุงแสวงเล่าว่า บ้านป่าก้าวเป็นชุมชนใหญ่ มีบ้านเรือนกว่า 300 หลัง อาชีพหลักของชาวบ้านคือทำนาและทำไร่มันสำปะหลัง มีทำสวนยางพาราบ้างประปราย ชาวนาทำนาได้ปีละครั้ง มีงานรับจ้างบ้างเล็กน้อย คนหนุ่มสาวมักเข้าไปหางานทำในกรุงเทพฯ

เมื่อถามถึงเรื่องการเมือง ลุงแสวงว่า “เสื้อแดงทั้งหมู่บ้าน นาจะหลวยไม่ต้องพูดถึงหรอก คู่แข่งอื่นๆ ไม่ได้เกิน 10 คะแนน”

การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา แม้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน คนที่ชื่นชอบและคุ้นเคย (และเคยลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนสมัยที่แล้ว) ย้ายไปลงพรรคอื่น ชาวบ้านเกิดความลังเลอยู่บ้างในช่วงต้น แต่เมื่อถึงเวลาเดินเข้าคูหา พวกเขาก็ตัดสินใจกาเบอร์หนึ่งกันอย่างพร้อมเพรียง เพราะกลัวไม่มีคนยกมือให้ยิ่งลักษณ์ในสภา

“เขาชอบเบอร์สอง แต่มันจำเป็นต้องเลือกเบอร์หนึ่ง ทุกหมู่บ้าน ทุกหน่วยเลือกตั้ง เบอร์หนึ่งกินหมด ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องพูดถึง ไม่มีซักคะแนนหรอก เวลาพรรคเพื่อไทยมาหาเสียง มากินน้ำก่อน แต่เวลาประชาธิปัตย์ ป้ายหาเสียงนี่ปักเมื่อไหร่ก็พังแล้ว แต่คนใต้เขาว่าของเขาดีนะ แต่เราไม่ว่าเขานะ แพ้ก็เอาไป คนอีสานยอมรับนะ แพ้ก็ว่าแพ้”

ถามว่าทำไมคนที่นี่ถึงชอบเสื้อแดง ลุงแสวงร่ายนโยบายที่ชาวบ้านประทับใจได้ยืดยาว

“พอทักษิณมาเขาก็ติดใจเลย คนอีสาน คนรากหญ้า พอมาเห็นทักษิณให้ปุ๊บ เวลาน้ำท่วมก็ให้เป็นเงินมาเลย แต่ก่อนได้แต่ผักบุ้งผักชีมาปลูก สมัยนายชวน ไม่มีใครให้เงินเลย มาทักษิณนี่แหละ อย่างกองทุนหมู่บ้าน หรือสมัยก่อนนี่เป็น สปก. เอาไปทำอะไรไม่ได้ แต่พอทักษิณมา แปลงสินทรัพย์เป็นทุน เขาก็มีช่องทาง อีกที่เด่นๆ ก็เรื่องยาเสพติด พอทักษิณมา หายไปหมด สบาย แต่เดี๋ยวนี้มีทุกหมู่บ้าน ยาบ้า ถ้าทักษิณทำไม่ดีใครจะไปสนใจ จะไปอยู่ไหนก็ไป นี่มันไปขัดผลประโยชน์เขาหรอกถึงอยู่ไม่ได้ บอกว่าแกนนำมาปลุกระดมคนอีสาน ถ้าไม่จริงมันปลุกไม่ขึ้นหรอก แต่ก่อนมีแต่นักศึกษาสู้กับรัฐบาล แต่เดี๋ยวนี้มีแต่ชาวบ้าน คนกรุงเทพฯ ยังนิ่งอยู่”

นายแสวงไม่วายบ่นเรื่องที่คนกรุงเทพฯ ดูถูกคนอีสาน “ไม่ชอบเลย เขาว่าคนต่างจังหวัดเลือกนายกฯ แต่คนกรุงเทพฯ ไล่นายกฯ คำนี้ที่เขาพูดกันประจำๆ คนกรุงเทพฯ มันยอมปาก แต่ใจมันไม่ยอม เขาว่าคนต่างจังหวัดโง่ แต่ผมว่ามันกลับกัน คนกรุงเทพฯ โง่กว่าคนต่างจังหวัด คนภาคอีสานเขารู้แล้วว่ามันเป็นเผด็จการ ถ้าบ้านไหนมีคนไปชุมนุมนี่ ยิ่งกว่าดูโทรทัศน์อีก คนที่ไปชุมนุมไปได้ลูกปืนมา เขาเล่ากันปากต่อปาก คนที่เขาสูญเสีย จะให้มันแล้วๆ ไป มันง่ายไป”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อลูกเขยของลุงแสวงเสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุมโดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ ชาวบ้านที่นี่จึงไม่พอใจกันมาก

“พอไอ้ต๋องตายชาวบ้านเขาก็โกรธ เพราะเขาก็เบิ่งข่าวกันตลอด ถ้ามีใครมาเถียงว่าทหารทำถูก รัฐบาลทำถูกนี่ อย่าเลย ไม่ต้องมาคุยกันเลย เพราะเขาเห็นเหตุการณ์ เขาเห็นชัดๆ เลยว่าทหารนั่นแหละเป็นคนยิง เวลาสุเทพออกมาพูด เขาไม่อยากดูหรอกโทรทัศน์ ปิดเสีย ลูกไอ้ต๋องคนโตนี่ก็เหมือนกัน เวลามันเห็นหน้าสุเทพ อภิสิทธิ์ มันด่าเลย ไอ้เหี้ย มึงสั่งฆ่าพ่อกู จริงๆ เราก็ไม่อยากให้เขาพูดแบบนั้นหรอก เขายังเด็กอยู่ กลัวคนอื่นไม่เข้าใจจะหาว่าเป็นเด็กก้าวร้าวไป” ลุงแสวงว่าอย่างมีริ้วรอยกังวล “เราไม่ได้รับความยุติธรรม หวานอมขมกลืนอยู่ น้ำท่วมปาก มันอึดอัด แต่ก็เตือนกัน พูดไปมันก็ไม่ดี แต่ว่าตำรวจมันก็เสื้อแดงเยอะนะ”

ในตอนท้ายลุงแสวงพูดถึงลูกเขยว่า เป็นคนขยันทำมาหากิน “เพิ่นบ่เกี่ยงงานหนักงานเบา ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เวลาเกี่ยวข้าวก็ขึ้นมาช่วย เกี่ยวข้าวเสร็จก็ลงไป พ่อกับแม่ก็ว่าจะปลูกบ้านให้อยู่ บ่ทันจังใดซ้ำ กำลังเอาลูกเอาเมียไปอยู่นำ เอาลูกคนเล็กไปตอนสี่เดือน”

5

นิตยากลับมาถึงบ้านราวบ่ายสามโมง เธอง่วนอยู่ในครัวเพียงลำพังตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ เนื่องจากต้องเตรียมต้มชาและน้ำหวานไว้ขายในวันรุ่งขึ้น

หลังอาหารมื้อเย็นผ่านไป เราจึงได้สนทนากับแธอ ระหว่างนั้นน้ำหวานและขนมตาลวิ่งเล่นหยอกล้อกันอยู่หน้าจอโทรทัศน์ โดยมีตาแสวงนั่งคอยดูอยู่ห่างๆ ส่วนยายของเด็กทั้งสองออกไปประชุมกลุ่มแม่บ้านตั้งแต่กินข้าวเย็นเสร็จ

นิตยาเปิดตู้หยิบภาพถ่ายของสามีออกมา แล้วชวนเราไปนั่งคุยกันที่แคร่หน้าบ้าน จากนั้นเธอเริ่มต้นเล่า

“เขาชอบเสื้อแดงตั้งแต่เริ่มมีการชุมนุม ตอนนั้นเรายังอยู่ที่บ้านนอกอยู่เลย เขาไปขับแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ พี่ท้องตัวเล็กอยู่ที่บ้าน ตอนนั้นเขาก็เริ่มไปร่วมชุมนุมแล้ว แต่ไม่เล่าให้เราฟัง พอเราคลอดลูกแล้วลูกโตขึ้นมาหน่อย ไอ้น้ำหวานก็ปิดเทอม เขาเลยมารับไปอยู่กับเขาที่กรุงเทพฯ นั่นน่ะ ถึงรู้ว่าเขาเข้าร่วม”

เท่าที่นิตยารู้ คือสามีของเธอเข้าไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงตั้งแต่ปี 2552

“ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าเล่าให้ฟัง กลัวเราเป็นห่วง ไปๆ มาๆ เขาทนไม่ไหวก็เลยเล่าว่าเขาขับรถไปรับเพื่อนๆ มา วันนี้ไม่ได้ตังค์นะ เขาก็จะบอก”

อินแปลงเคยทำงานกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดกุมฐานเสียงในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีมายาวนาน นั่นทำให้นิตยาไม่รู้มาก่อนว่าเขาชอบทักษิณ “เขาเคยเล่าให้ฟังว่าเคยทำงานกับ ส.ส.วิฑูรย์ นามบุตร ตั้งแต่เขาเป็นหนุ่มๆ เขาก็ไม่เคยเล่าให้ฟังว่าเขาชอบทักษิณ มาตอนที่โดนรัฐประหารน่ะ เขาจะแอนตี้มากเลย เขาจะแสดงออกมาก เมื่อก่อนเขาก็ไม่ได้ไปขนาดนั้น พอท่านทักษิณโดนปฏิวัติ เขาบอกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย ก็เริ่มเชียร์มาตลอดเลย”

เมื่อการชุมนุมใหญ่ปี 2553 เริ่มขึ้น อินแปลงเข้าไปร่วมชุมนุมอย่างจริงจัง “ช่วงปีห้าสามเขาไปทุกวัน ไปทุกที่ด้วย ซักประมาณสี่ห้าทุ่ม เขาจะแว้บไป เพราะว่ารถนี่เขาขับคนเดียว เป็นรถของแฟนน้องสาวเขา เมื่อก่อนขับเป็นกะ ขับกลางวัน ทีนี้พอมีรถคันนี้เขาก็จะออกไปหลายรอบ บางทีถ้าไปตอนเช้าไม่ได้ตังค์ เขาก็จะกลับมา แล้วก็ออกไปใหม่ ตอนดึกหน่อย คงจะแว้บไปชุมนุมช่วงนั้น”

“เขาเคยบอกว่าลูกพี่มาชวนไปเป็นการ์ดด้วย แต่เราไม่ได้เข้าไปยุ่ง เขาจะไม่ให้เราเข้าไปยุ่ง เพราะว่าเราต้องเลี้ยงลูก ดูแลลูกๆ เล็กๆ อยู่ เขาจะไปของเขาคนเดียว บางทีกลับมาก็จะเล่าให้ลูกเขาฟัง วันนี้พ่อไปสร้างวีรกรรมมานะ เขาเคยพาเพื่อนเอาแท็กซี่ปิดรถทหาร เขาบอกแพทย์เหวงมาจับมือพ่อด้วยนะ ตอนนั้นที่เขาเอารถทหารเข้ามากี่คัน เจ็ดคันหรือไง แล้วพี่ต๋องเขาเอาแท็กซี่เข้าไปห้าสิบคัน ปิดรถทหารไว้หมดเลย นั่นแหละ เขาเป็นคนนำไป”

“บางทีก็จะมีเพื่อนโทรมาบอกเขาให้ไปรับน้องตรงนั้นตรงนี้ให้หน่อยนะ เขาก็ไป ไปช่วยรับคน ไม่ได้คิดค่าโดยสาร เขาบอกว่าเราไม่มีเวลาจะไปชุมนุมช่วยเขา เพราะต้องหาเงิน เราก็ต้องช่วยเหลือคนที่เขามีโอกาสไป ถ้าวันไหนเขาไปเขาก็จะบอก บางทีเราโทรไปเขาก็จะบอกว่าอยู่ตรงนั้นนะตรงนี้นะ เราก็บอกเขาว่าระวังตัวนะ ลูกยังเล็กอยู่ เขาจะคอยติดตามข่าวของเขาตลอด แล้วก็จะมีคนคอยโทรมารายงาน เวลาจะออกไปชุมนุมก็จะมีคนโทรมาเรียก บางทีก็ต้องรีบแต่งตัวออกไป ได้ยินเขาเรียกลูกพี่ๆ เราก็ไม่รู้จัก เขาบอกลูกพี่เป็นการ์ดนะ แต่เราก็ไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร เพราะว่าไม่ได้ไปกับเขาไง ก็ได้แต่บอกเขาว่าระวังตัวด้วย เขาจะเป็นคนที่มีอุดมการณ์มาก รักความถูกต้อง แล้วก็รักครอบครัวมาก”

นิตยาว่าสามีของเธออาสารับภาระเรื่องการทำมาหากินเพียงลำพัง เพื่อให้เธอมีเวลาเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ แม้ใจจดจ่ออยู่กับการชุมนุมสักเพียงใด อินแปลงก็พยายามแบ่งเวลาไปหาเงินเลี้ยงครอบครัว หลังเสร็จงานจึงจะเป็นช่วงเวลาของการชุมนุม นิตยาไม่เคยห้ามสามี ด้วยความที่เธอเองก็มีใจสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง สิ่งที่เธอทำคือนั่งรอสามีทุกคืน จนกว่าเขาจะกลับ

“บางทีเขาก็กลับมาตีหนึ่ง บางทีก็หกทุ่ม เร็วสุดก็ห้าทุ่ม เราก็ยังไม่นอนทุกวัน รอ พอกลับมาเขาก็จะ โฮ้ย จะใส่อารมณ์มากเลย บางทีเปิดข่าวดู ที่ห้องเช่าดูข่าวช่องเสื้อแดงไม่ได้ ต้องดูช่องรัฐบาล เขาก็จะบ่น ไม่รู้มันจะออกมาทำไมข่าวแบบนี้ เขาจะโมโห ไม่อยากดู บางทีกลับมาเขาก็จะเล่าให้ฟังว่าวันนี้ไปที่ไหนยังไง ไปเจอใครมามั่ง ไปเจอเพื่อนฝูงก็กลับมาเล่าให้ฟัง อย่างเพื่อนที่อู่เขาเนี่ย จะเป็นแกงค์ของเขา เป็นกลุ่มของเขา จะจับกลุ่มกันไป หรืออย่างที่แฟลต ก็จะมีห้องข้างๆ เป็นเสื้อแดง พอถึงตอนบ่ายเขาก็จะแต่งตัวออกไปกัน ใส่เสื้อแดง ผ้าโพกผม แล้วก็เสื้อแดงจงเจริญ ออกไปพร้อมกัน แต่พี่ต๋องเขาไม่ค่อยได้ใส่เสื้อแดงหรอก ปกติก็คือชุดแท็กซี่ แต่เขาจะมีเสื้อให้ลูกเขาทุกคนเลย ทั้งสองคน คนละตัว แล้วก็ผ้าโพกหัวก็มี มัดข้อมือด้วย แล้วก็ผ้าผูกคอด้วย เขาบอกนิดเอาไว้ก่อนนะ ยังไม่มีไซซ์” นิตยาซึ่งเป็นคนรูปร่างท้วม ค่อนข้างเจ้าเนื้อเล่า

“เขาจะเป็นคนรักความยุติธรรมากๆ เวลาดูข่าวดูอะไร เขาจะบ่นว่าไม่อยากดูหรอก ไอ้พวกขี้โกง เขาบอกเขาจะสู้ไปตลอด มีเพื่อนสู้เขาก็จะสู้ แต่เพื่อนฝูงเขาเราไม่เคยรู้จัก ไม่เคยมาที่ห้อง ญาติพี่น้องเขาห้ามเขาทุกคน พ่อเขาก็โทรมาหาเราทุกวัน อย่าให้ไอ้ต๋องไปนะ พี่ก็บอก ห้ามไม่ได้หรอก”

6

ชีวิตของอินแปลงและนิตยาดำเนินไปเช่นนั้น ตลอดช่วงการชุมนุมของคนเสื้อแดง คือเมื่อสามีออกจากบ้าน ภรรยาก็นั่งรอจนกว่าสามีจะกลับ

กระทั่งพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” ถูกยิงเสียชีวิต ในเย็นวันที่ 13 พฤษภาคม 2553

“ตอนเสธ.แดงโดนยิง เขาบอกดูซิน่ะ มันฆ่าได้แบบไม่มีความผิด ฆ่าทิ้งเหมือนไม่ใช่คน ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีอาวุธอะไร เขารับไม่ได้ เขาโกรธ เขาก็ก่นด่าของเขา เขาบอกเขาอยากจะมีอาวุธ จะไปบุกเดี่ยวเลย เขาโมโหมากๆ ฟังแล้วเราก็กังวล ก็บอกเขาว่าระวังตัวนะพี่นะ ลูกเรายังเล็ก เขาก็บอกเขาก็รู้ตัวน่า ทำอะไรเขารู้ตัว เขาบอกเขาจะดูแลตัวเองให้ดีตลอด ตอนที่ลูกพี่เขาชวนไปเป็นการ์ด ก็ยังถามเขาว่า แล้วพี่จะไปเหรอ เขายังว่า บอกให้ลูกพี่เอาตังค์มาให้ลูกกับเมียใช้ก่อนสองแสนแล้วจะไป เพราะว่าถ้าไปแล้วจะไม่ค่อยได้กลับบ้าน”

หลังจากนั้นเพียงชั่วข้ามคืน ชีวิตของนิตยาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การรอคอยที่เคยจบลงคืนต่อคืน กลายเป็นสิ่งยาวนานไม่รู้จบ

“วันนั้นเขาออกจากบ้านไปตอนเช้า ประมาณเจ็ดโมงกว่า ก็อุ้มลูกลงไปด้วยเหมือนทุกวัน ปกติเขาจะไปขับรถออกมาจากซอย แล้วจะรอเราอยู่ปากซอย พอเก็บกวาดห้องเสร็จพี่ก็จะลงไปรับหนมตาล เขาก็หอมแก้มลูกแล้วก็ออกไป แต่ก่อนจะออกไปวันนั้น เห็นว่าเขาไปบ่นกับคนในห้องเช่าใกล้ๆ น้องสาวเขาว่าไม่รู้เป็นไร ห่วงลูกห่วงเมียจัง คนนั้นเขาก็ว่า จะห่วงทำไม ตัวเองก็อยู่ เขาก็ว่า เกิดเขาไม่อยู่ล่ะ เมียผมยิ่งทำอะไรไม่ค่อยเป็นอยู่ เขาไม่ให้พี่ทำอะไรเลย ให้เลี้ยงแต่ลูกอย่างเดียว เขารับผิดชอบหมด หน้าที่พี่ก็คือเลี้ยงลูกอย่างเดียว เป็นคนรักครอบครัวมากๆ”

นี่คือสิ่งที่นิตยาได้มารับรู้ทีหลัง ในวันที่อินแปลงเสียชีวิตแล้ว

“ปกติตอนบ่ายเขาจะมาแอบดูตรงบานเกร็ดห้องทุกวัน เพราะพี่เปิดบานเกร็ดเอาไว้กว้างๆ เขาจะมาแอบดูว่าเราเลี้ยงลูกดีรึเปล่า บางทีถ้าไม่ต้องรีบไปไหนเขาก็จะพาลูกไปเที่ยว วันนั้นเราก็รอ ก็ไม่เห็นเขามา” นิตยาย้อนเล่าเหตุการณ์ในวันนั้น “น้องสาวเขาก็มานั่งเล่นอยู่ที่ห้องด้วย กำลังนอนเล่นกัน แล้วก็มีโทรศัพท์เข้ามาประมาณบ่ายสอง บอกว่าโทรมาจากโรงพยาบาล ถามหาญาติคุณอินแปลง พี่ก็บอกว่าพี่เป็นภรรยาเขา เขาบอกให้รีบมาที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้ คุณอินแปลงประสบอุบัติเหตุ พี่ก็คิดว่าเขาขับรถเร็ว คงจะไปชนไปอะไร แล้วทีนี้พอขึ้นรถ แฟนพี่สาวเขาบอกว่า ไอ้นิด ทำใจดีๆ ไว้นะ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”

ช่วงเวลานั้นนิตยาไม่เข้าใจคำพูดของพี่เขย มารู้ทีหลังว่าเขาเห็นจากภาพข่าวในทีวีว่าแท็กซี่สีชมพูแบบเดียวกับของอิน แปลงขับเข้าไปจอดบริเวณนั้น พอคนขับลงรถ เดินอ้อมประตูมาก็ถูกยิงร่วงลง ทีแรกพี่เขยก็ไม่คิดว่าชายคนดังกล่าวจะเป็นน้องเมีย แต่เมื่อมีโทรศัพท์สายตรงมาจากโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท จึงมั่นใจว่าใช่

“พี่เขยเขาเห็นภาพช่องทีวีไทย ไล่เลี่ยกันกับตอนที่โรงพยาบาลโทรมา ตอนแรกเขายังไม่เล่าให้เราฟัง บอกแค่ว่า อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนะ เราก็บอก ไอ้นี่มาแช่งผัวกู เราไม่เชื่อ คิดว่ายังไงก็คงจะรถชนแหละ เพราะเขาเป็นคนค่อนข้างใจร้อน ขับรถเร็ว ทีนี้พอไปถึงโรงพยาบาลกล้วยน้ำไท คุณหมอเขาก็มาถามว่า มาหาใคร พี่ก็บอกมาหาคุณอินแปลง เขาก็เดินมาโอบไหล่เลยนะ ก็รู้แล้ว เขาก็ถามว่าเป็นอะไรกับคุณอินแปลงครับ เราก็บอกเป็นภรรยา เขามาโอบไหล่เสร็จแล้วก็บอก นี่นะ พอมาถึงนี่ก็นะ เขาพูดแค่นี้ แล้วพี่ก็ทำอะไรไม่ถูก แต่ก็ยังหวังอยู่ หวังว่าจะได้คุยกับเขาอยู่ พี่สงสารเขามาก ตอนที่คนพาเขามาเล่าให้ฟังว่า เขาเจ็บหน้าอก หายใจไม่ออก เขายังไม่เสียชีวิตทันทีนะ”

นิตยารับรู้เหตุการณ์ในนาทีสุดท้ายของสามี จากคำบอกเล่าของแสงจันทร์ กาษา น้องสาวของอินแปลง ที่ได้คุยกับชายคนที่ขับรถพาอินแปลงไปส่งโรงพยาบาลว่า วันนั้นมีคนกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งข้ามฝั่งถนนมายังจุดที่สามีของนิตยาขับรถ เข้าไปจอด “เขาจะลงจากรถไปถามว่าวิ่งหนีอะไรมา พอลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาก็โดนยิงเลย คนที่วิ่งมาก็มาพยุงเขาลุกขึ้น เขาก็ถามคนนั้นว่า พี่ขับรถเป็นมั้ย คนนั้นก็บอกเป็น งั้นช่วยพาผมไปโรงพยาบาลหน่อย เขายังพูดได้อยู่เลยนะ แต่ไปไม่ถึงโรงพยาบาล เขาบอก พี่...ผมเจ็บหน้าอก เขาคงจะเจ็บมากๆ แล้วตอนนั้นน่ะ แล้วก็เสียชีวิต ยังไม่ถึงโรงพยาบาลเลย” นิตยาน้ำตาไหล

“พอหมอพูดเสร็จพี่ก็เข้าไปดูเขาในห้อง เขาเหมือนคนนอนหลับ” นิตยาหยุดพูด พลางพยายามกลั้นสะอื้น ครู่หนึ่งจึงพูดต่อ “พี่ก็ได้แต่สัญญากับเขาว่าจะดูแลลูกให้ดี เขาจะเป็นห่วงลูกเขามาก บอกไม่ให้ดุให้ด่าไม่ให้ตีลูก เขาจะสั่งมาตลอดเลย จะสั่งทุกวันๆ ว่าอย่าดุลูก อย่าด่าลูก อย่าตีลูกเลยนะ”

ข่าวที่ออกมาคือ อินแปลง เทศวงษ์ ขับแท็กซี่ไปส่งผู้โดยสารแถวบ่อนไก่แล้วถูกยิง ขณะที่นิตยาได้ฟังข้อมูลอีกด้าน “มีคนเล่าให้ฟังว่าวันนั้นมีคนให้เขาไปดูลาดเลา เห็นว่าลูกพี่เขาสั่งให้ไปดูลาดเลาแถวบ่อนไก่ เขาไปคนเดียว แต่ตอนแรกเรายังพูดไม่ได้ เวลาใครถามว่าเขาได้ไปชุมนุมมั้ย เราก็ได้แต่บอกว่าไม่เคยไป เรายังพูดไม่ได้”

7

นิตยาอยู่กินกับอินแปลงมาตั้งแต่ปี 2547

“ตอนนี้น้ำหวานก็จะเจ็ดขวบแล้ว พออยู่ด้วยกันก็มีน้ำหวานเลย เราไปเจอกันที่กรุงเทพฯ ไปทำงาน เขาออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่เป็นวัยรุ่น เป็นคนที่พึ่งพาตัวเองตลอด ขับรถสิบล้อ ขับทุกรถ เขาเป็นคนที่น่าสงสารนะ ครอบครัวเขาฐานะไม่ค่อยดี ก็เลยทำให้เขาดิ้นรนมาก พึ่งพาตัวเองมาตั้งแต่เด็ก พอเขามีครอบครัว มีพี่ มีลูก เขาก็ไม่ให้พี่ลำบาก ให้ดูแลแต่ลูก งานทุกอย่างเขารับเองหมดเลย อย่างมาทำนาเขาก็จะทำแบบไม่ได้กลัวเหนื่อยเลย ทำเต็มที่มาก คือทำเผื่อ เพราะว่าพี่ไม่ได้ทำ เขาต้องเป็นคนทำ เขาเคยบอกอยากให้ลูกเขาเรียนสูงๆ เรียนดีๆ เรียนโรงเรียนดีๆ จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนเขา”

ระหว่างนั้นเด็กหญิงน้ำหวานกับเด็กชายขนมตาล วิ่งตามกันออกมาหาแม่ ขนมตาลร้องไห้จ้า เหมือนทะเลาะอะไรบางอย่างกับพี่สาว นิตยาบ่นว่าน้ำหวานชอบแกล้งน้อง พลางอุ้มขนมตาลขึ้นนั่งบนตัก แล้วบอกให้น้ำหวานเข้าไปอยู่กับตา น้ำหวานกระเง้ากระงอดงอแงอยู่พักหนึ่ง ก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้าน นิตยาปลอบเด็กชายตัวป้อมบนตักจนหยุดร้องไห้ แล้วจึงค่อยเล่าต่อ

“ตอนเขาตาย อีกสี่วันหนมตาลจะครบสิบเดือน เขาเรียกพ่อแล้วนะ แต่ยังไม่เรียกแม่ เขาติดพ่อมาก เขาจะเรียกพ่อเขา อ้อ อ้อ พ่อตายเขาก็ยังไม่รู้เรื่อง ป้าเขาเอารูปไปขยายมา พอมองเห็นรูป เขาก็คว้าใหญ่เลย อ้อ อ้อ เรียกใหญ่ แล้วก็จับรูปมาพลิกท่าโน้นท่านี้ ทำไมพ่อไม่พูดด้วย พอไปที่บ้าน ไปงานศพที่บ้านปู่เขา เห็นรูปพ่อเขาตั้งอยู่ เขาก็เรียกอีก อ้อ อ้อ ชี้มือเรียก อ้อๆๆ ตอนยังอยู่พ่อเขาชอบพาไปขับรถ เวลานั่งรถไปเขาจะร้องนั่งตรงพวงมาลัย พอพ่อเขามาเสียไปก็แย่ทุกอย่าง ทั้งจิตใจ แย่ไปหมด เราก็ต้องกลับมาอยู่กับพ่อกับแม่ เวลาอยู่กับลูกกับใครก็ธรรมดา แต่เวลาที่เราต้องอยู่คนเดียว อย่างพี่อยู่ในครัว มันก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้” ระหว่างนั้นขนมตาลจับภาพถ่ายสมัยยังมีชีวิตของอินแปลงมาถือไว้อย่างง่อนๆ แง่นๆ ในมือ แล้วเรียก “พ่อต๋อง พ่อต๋อง” อยู่หลายครั้ง นิตยายิ่งน้ำตาไหล

“เราเคยรอเขากลับบ้านทุกวันๆ แล้วอยู่ๆ เขาก็หายไป ไม่กลับมาอีกเลย ทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกอย่างนั้นอยู่ รู้สึกว่าเรายังรอเขาอยู่ ตอนที่ลูกหัดพูดหัดเดินก็อยากจะบอกเขาว่า นี่ลูกพูดได้แล้วนะ เราก็อยากบอกเขาว่า พี่ลูกพูดได้แล้วนะ ลูกเดินแล้วนะ ลูกวิ่งแล้วนะ คือบอกทุกอย่างเลย ทำไมพี่ไม่โทรมาเลย บางทีเราเหมือนคนบ้า เรานั่งอยู่คนเดียว เหมือนกับรอโทรศัพท์เขาอยู่ ทำไมเขาไม่โทรมา เราจะได้เล่าให้เขาฟังว่าวันนี้ลูกเราทำอะไรมั่ง ลูกเราเดิน ลูกเราวิ่ง ลูกเราพูดว่าอะไร น้ำหวานเขาได้เต้นได้อะไรด้วยนะ วันเด็กวันครูเขาจะมีการแสดง อยากเล่าให้เขาฟัง ทุกวันนี้น้ำหวานน่ะ บางทีเขาก็จะร้องไห้คนเดียว บางทีก็บอกว่าคิดถึงพ่อต๋อง ลูกติดพ่อกันมาก ครบรอบที่เขาเสียหนึ่งปี พี่ยังโทรไปหาพ่อเค้า บอกพ่อ วันนี้แล้วนะ พี่ก็อดร้องไห้ไม่ได้” น้ำตานิตยาร่วงพรูลงมาอีก “เราอยากไปงานรำลึก แต่ก็ไปไม่ได้ ติดลูก เลี้ยงลูกคนเดียว ก็หนัก”

เมื่อถามถึงสิ่งที่ยังติดค้างอยู่ในใจ นิตยาว่า

“สำหรับคนที่เขาฆ่าสามีเรา พี่แช่งไปหมดแล้ว ตั้งแต่ช่องสามมาสัมภาษณ์วันที่ไปดูศพ ให้ตายตกไปตามสามีพี่ ให้มันล่มจมยิ่งกว่าอีก โกรธมาก เสียใจมาก ก็อย่างที่บอก เรารอเขากลับบ้านทุกๆ วัน ตอนนั้นมันคิดอะไรก็ไม่ออก กลับมาถึงห้อง มองไปตรงไหนเขาก็จะอยู่กับเราตรงนั้นตรงนี้ตลอด มันแย่มากๆ พวกพี่ๆ พวกญาติๆ โทรมาให้กำลังใจ บอกว่าเขาทำตามอุดมการณ์ของเขา เราต้องยอมรับนะ เราต้องยอมรับอุดมการณ์ของเขา เขาทำเพื่อความถูกต้อง เขาทำเพื่อประชาธิปไตย เราก็ยอมรับ แต่ก็คิดว่ามันไม่ยุติธรรม เขาผิดอะไร แค่เรียกร้องประชาธิปไตย ข้อเดียวเอง ขอให้มาจากประชาชน ทำไมต้องถึงกับฆ่ากันด้วย ไม่คิดว่าจะทำกันถึงขนาดนี้ บอกว่าเขาฆ่าคนเพื่อความสงบสุข แล้วจะมาถามหาความปรองดอง พี่ไม่เคยดูทีวีทุกวันนี้ สื่อมีแต่ของเขา”

เสียงของหม้ายประชาธิปไตยแห่งจังหวัดอุบลราชธานี ที่วันนี้คราบน้ำยังไม่แห้ง

8

แสงจันทร์ กาษา วัย 32 ปี น้องสาวซึ่งเช่าห้องพักอยู่แฟลตเดียวกับอินแปลงและนิตยา และเป็นเจ้าของรถแท็กซี่ที่อินแปลงเช่าขับ เล่าให้ฟังทางโทรศัพท์ว่า เธอไม่รู้รายละเอียดมากนักว่าพี่ชายเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมของคนเสื้อ แดงตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ก็ช่วงหลังๆ ที่พี่ชายไม่มีเงินมาจ่ายค่าเช่ารถให้เธอ

“ช่วงเดือนเมษา-พฤษภาคม ไม่ค่อยได้เงินให้ค่าเช่ารถเลย ไปขับรถทุกวันแต่ไม่ค่อยได้เงิน เราก็ไม่รู้ว่าเขาไป ได้แต่สงสัยว่าทำไมไม่ได้ตังค์มาให้ มีแต่ติดค่าเช่า เวลาบ่น เขาก็ว่า ก็มันหาไม่ได้” แสงจันทร์ว่าก่อนหน้านี้พี่ชายไม่เคยติดค้างค่าเช่ารถ แล้วทำไมเพิ่งมาหาไม่ได้ในช่วงนั้น

“คิดว่าเขาเริ่มไปประมาณวันที่เขาโปรยแก๊สน้ำตา เขาสงสาร เขาบ่นอยู่ว่าโปรยแก๊สน้ำตา คนแก่ก็โดน ไปล้างหน้าล้างตากันใหญ่ ตอนนั้นแหละ เขาว่าใครๆ ก็ไปร่วมชุมุม เขาก็เลยอยากไปช่วยเหลือกัน”

วันที่พี่ชายเสียชีวิต แสงจันทร์มานั่งคุยเล่นกับพี่สะใภ้ ระหว่างนั้นโรงพยาบาลกล้วยน้ำไทโทรมาแจ้งว่าอินแปลงประสบอุบัติเหตุ จึงพากันไปที่โรงพยาบาล แสงจันทร์ได้คุยกับชายคนที่ขับรถพาอินแปลงมาส่งหมอ

“ผู้ชายคนนั้นเล่าให้ฟังว่า วันนั้นพี่ต๋องขับรถผ่านไปบ่อนไก่ ไปจอดใต้สะพาน แล้วก็เดินออกไปยืนคุยกับเพื่อนที่วิ่งหนีตายออกมา ตอนนั้นเขาส่งผู้โดยสารเสร็จแล้ว ผู้โดยสารลงไปแล้ว พี่ต๋องเขาก็เปิดประตูรถ จะลงไปถามว่าวิ่งหนีอะไร พอเดินอ้อมมาก็โดนยิงเลย”

ชายคนดังกล่าวเล่าอีกว่าเขากำลังยืนคุยกับเพื่อนอยู่บริเวณนั้น “พอเห็นพี่ต๋องถูกยิงเขาก็วิ่งไปช่วยพยุง พี่ต๋องก็ถามเขาว่า ขับรถเป็นมั้ย ช่วยพาเขาไปส่งโรงพยาบาลหน่อย เขาก็พาไป อยู่กลางทางยังไม่ถึงโรงพยาบาล เขาบอก พี่ขับรถเร็วๆ หน่อย ผมอยากไปถึงมือหมอ พี่คนนั้นเขาก็ว่า ผมก็ขับแร้งแรง แต่ไปไม่ได้ รถมันติด พี่ต๋องเขาก็ร้องไห้ น้ำตาไหล เขาว่าเขาสงสารลูกเขา ลูกเขายังเล็ก เขารู้ตัวว่าเขาไม่รอดแล้ว เขาบอก ผมคงไม่รอดแล้ว พี่คนนั้นเขาก็ว่า ผมก็ช่วยเต็มที่แล้ว ไม่ทันถึงโรงพยาบาลก็หมดก่อน”

“อินแปลง เทศวงษ์” จบชีวิตลงบนรถแท็กซี่ที่เขาใช้ทำมาหากินหล่อเลี้ยงชีวิตตนและทุกคนที่เขารักนั่นเอง

=======================

เชิงอรรถ

<1> วิภาวี จุฬามณี. ปากคำบ่อนไก่ ที่นี่ 15 ศพ.http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNVEF5TVRBMU5BPT0=&sectionid=TURNeE53PT0=&day=TWpBeE1TMHhNQzB3TWc9PQ==

<2>http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273938570&grpid=03&catid=