WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 29, 2012

แสดงพลัง ต้านนิติราษฎร์..คนแสน (โหวงเหวง..)

ที่มา thaifreenews

โดย Bell

แตกจากระทู้คุณBOZO
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34385.0



คุณทายาทสุริโยทัยอุตส่าห์แสดงพลัง ต้านนิติราษฎร์เมื่อวานนี้

ขอบอก เลย ถ้าเคสใหญ่งานช้างเช่นนี้ และคุณรวมพลังได้จิ๋มแค่นี้..คุณเลิกเถิดค่ะ ยอมรับเถิดว่า วันเวลาแห่งระบบ royalist กำลังหายไปกับ วาร เวลา และการแสดงบทบาทของพวกคุณเอง

ผู้คนหายไปไหนหรือคะ ส่วนใหญ่เบื่อระอากับอาการจงรักภักดีแบบไม่มีความคิดของพวกคุณ
พวก คุณคือตัวการที่ทำให้สังคมแตกแยกด้วยการออกมาร้องแรกแหกกะเชอว่า คนที่แตะมาตรา 112 คือพวกเนรคุณ ไม่จงรักภักดี ...แล้วพวกคุณทำอะไร ก็ไอ้พวกนายทุนสามานย์นั่นแหละ คิดแต่จะทำให้ประเทศแตกแยกโดยยัดเยียดความคิดว่า คนอื่นจะล้มเจ้า พวกตัวเท่านั้นที่จงรักภักดี ไอ้นายทุนค้าเหล้านี่มันไม่สามานย์เลยนะคะ

อยากขำ..แสดงพลัง..ฝนตกหน่อยเดียวหายวับเข้ารูกันไปหมด..เสื้อแดงไม่ใจฝ่อแบบพวกคุณหรอกค่ะ

อ้อ..พวก ปชป.และเสื้อเหลืองที่คอยประนามว่า นายกฯพูดผิดพูดถูก..เมื่อวานขนาดเด็กเรียนดี เรียนเก่ง..ดาวเด่นของประชาธิปัตย์ยังอ่านแถลงการณ์ตะกุกตะกัก ผิดๆ ถูกๆ..ภาษาไทยนะนี่..โถ..แม่คุณ..ไปลับเขี้ยวลับฟันก่อนเถิดค่ะ..แล้วค่อยมา อยู่แถวหน้า..

2012-01-28 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo


2012-01-28 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland


2012-01-27 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland

ข้ามไม่พ้น"ดีแต่พูด"? เปรียบเทียบ"ปู-มาร์ค" "2 เดือน" เทียบกับ "2 ปี"

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang




เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดแดนภาคใต้ หรือที่เรียกว่า" "ไฟใต้"" นั้น

พรรค ประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลเพื่อไทย หลังจากที่ประชุม ครม. วันที่ 10 มกราคม 2555 มีมติเห็นชอบให้ตั้งวงเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถึงพฤษภาคม 2553 สูงสุดรายละ 7,750,000 บาท

กล่าวกันว่า 2,000 ล้านบาทเป็นเพียง 1 ใน 3 ของเงินที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้ปราบปรามม็อบเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน

กระนั้นก็ตาม ประชาธิปัตย์ไม่เพียงไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบดังกล่าว

เมื่อ รัฐบาลเพื่อไทยประกาศนโยบายสร้างความปรองดอง และลงมือปฏิบัติเป็นรูปธรรมที่จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทาง การเมือง ครอบคลุมคนทุกกลุ่มทุกสี

ประชาธิปัตย์ทางหนึ่งได้ยื่นระงับยับยั้งแผนเยียวยาดังกล่าวต่อศาลปกครอง

ทางหนึ่งระดมนักพูดฝีปากกล้าประสานเข้ากับ ส.ว.บางกลุ่ม เรียกร้องให้เยียวยาไปไกลถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2516 และ 2519

ทางหนึ่งยื่นกระทู้ถามในสภาว่า เหตุใดรัฐบาลไม่เยียวยาประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้

ถึง ขนาดขุดเอา ""จ่าเพียร"" พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ขึ้นมาอ้างว่าได้รับเงินชดเชยน้อยกว่า" "ม็อบเสื้อสี" "เสียด้วยซ้ำ

โดย ไม่ทันคิดว่าจะเกิดคำถามย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเองว่า ช่วง" "รัฐบาลอภิสิทธิ์" "ครองอำนาจนาน 2 ปีครึ่งได้กระทำในสิ่งที่ตนเองเรียกร้องเอากับ ""รัฐบาลยิ่งลักษณ์"" อย่างไรหรือไม่

กรณี ""จ่าเพียร"" ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการโยกย้าย กระทั่งเสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดในที่สุด ก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

การเยียวยาครอบครัว"จ่าเพียร"ที่ว่าน้อยนั้น ก็เป็นฝีมือของรัฐบาลประชาธิปัตย์



อย่างไรก็ตาม ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดอาการนะจังงังก็คือ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เพียงสั่งการให้ทุกหน่วยงานยึดหลัก" "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"" อันเป็นแนวพระราชดำริแก้ไขปัญหาภาคใต้

แต่ ยังลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 197/2554 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 แต่งตั้งคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ดังนี้

1.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ประธานกรรมการ 2.นายบัญฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกฯ รองประธานกรรมการ

กรรมการ ประกอบด้วย 3.พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ 4.นายพระนาย สุวรรณรัฐ 5.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ 6.ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ 7.พล.อ.ขวัญชาติ กล้าหาญ

8.รศ.โคทม อารียา 9.นายจิราพร บุนนาค 10.นายเจริญ หมะเห 11.นายถิรชัย วุฒิธรรม 12.น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ 13.ผศ.ปิยะ กิจถาวร 14.พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา

15.นางเมตตา กูนิง 16.รศ.รัตติยา สาและ 17.นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ 18.นายวรวีร์ มะกูดี 19.น.ส.ศุภวรรณ พึ่งรัศมี 20.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว 21.นพ.อนันต์ชัย ไทยประทาน

22.นาง อังคณา นีละไพจิตร 23.นายอิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา 24.ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา 25.ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม

26.เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กรรมการและเลขานุการ 27.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและเลขานุการร่วม 28.นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

29.กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ จำนวนไม่เกิน 3 คน ที่เลขาธิการ ศอ.บต. แต่งตั้ง



กําหนดหน้าที่และความรับผิดชอบคือ

1.สำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง จัดทำฐานข้อมูล และ/หรือศูนย์กลางข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตั้งแต่วัน ที่ 1 มกราคม 2547 รวมทั้งความต้องการความช่วยเหลือเยียวยา โดยเฉพาะผู้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือการช่วยเหลือเยียวยาที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามมาตรฐานหรือตามหลักสากล

2.จัด ให้มีเวทีสาธารณะ ประชุมกับผู้ได้รับผลกระทบและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการ

3.กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการเยียวยาเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

4.มอบ หมาย ศอ.บต. จังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการที่คณะกรรมการเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

5.เสนอความเห็นต่อนายกฯ และ ครม. เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหา การพัฒนาและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

6.แต่ง ตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและความต้องการความช่วยเหลือเยียวยา จัดเวทีสาธารณะและประชุมรับฟังความคิดเห็นวิชาการ ความร่วมมือระหว่างประเทศ ประชาสัมพันธ์และการอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

7.เชิญผู้แทนหน่วยงานรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้จัดส่งเอกสารหรือขอข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา

8.วินิจฉัย คำร้องกรณีผู้ได้รับผลกระทบ ไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยา และคำสั่งของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด

9.จัดให้มีการประชุมร่วมกับคณะ ทูตประเทศมุสลิม คนไทยในประเทศมุสลิม ผู้แทนองค์dkiความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เสริมสร้างความร่วมมือและเผยแพร่ การเยียวยา สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ประชาชน รัฐบาลและประชาคมระหว่างประเทศ มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไทยกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นายกฯ ลงนามคำสั่ง



พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ระบุการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟใต้นั้น เนื่องจากไม่เคยมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินมาก่อน

รัฐบาลจึงมอบหมาย ศอ.บต. ดำเนินการโดยมีคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการเยียวยาฯ รวม 8 คณะ

1.คณะกรรมการยุทธศาสตร์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การประเมินผล และการเยียวยากรณีเฉพาะเหตุการณ์ ได้แก่

เห ตุการณ์กรือเซะ และสะบ้าย้อย เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เหตุการณ์ไอร์ปาแย กรณีถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีโรงเรียนตาดีกาและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ถูกปิด

2.คณะ อนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นกรณีเฉพาะที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยากรณีการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ใช้มาตรฐานเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมือที่รัฐบาลมีมติเมื่อไม่นานนี้

3.คณะอนุกรรมการบูรณาการให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผู้สูญเสียคู่ครองและผู้พิการ

4.คณะอนุกรรมการด้านการศาสนา การแพทย์ สาธารณสุข และการเยียวยาด้านจิตใจ

5.คณะอนุกรรมการเพื่อการเยียวยาด้านอาชีพ การศึกษาและการกีฬา

6.คณะอนุกรรมการการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน

7.คณะอนุกรรมการด้านการต่างประเทศและกิจการฮัจญ์

และ 8.คณะอนุกรรมการปฏิรูประบบความเป็นธรรม การคุ้มครองสิทธิและการป้องกันภัยพิบัติฝ่ายพลเรือน

ขณะ ที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการวางกรอบการชดเชยเยียวยาเหยื่อไฟใต้ ว่าอาจใช้กรอบเดียวกับกรณีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากความขัดแย้งทางการเมือง

ทั้ง หมดนี้หากดูจากคำสั่งนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2554 นั่นหมายความว่ามีขึ้นภายหลังรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศไม่ทันถึง 2 เดือนด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อเทียบกับ 2 ปีครึ่งของรัฐบาลประชาธิปัตย์

ก็ จะยิ่งเห็นถึงความเป็น"ผู้นำ"ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า ใครคือผู้นำที่ถนัดลงมือทำ แต่ไม่ถนัดพูด ใครคือผู้นำที่ถนัดพูด แต่ไม่เคยลงมือทำ



..........




ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 ม.ค.-2ก.พ.2555

ชมภาพ นายกฯปู ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 27-28 ม.ค.55(แบบเต็มอิ่ม)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก



ชมภาพทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ประชาธิปไตยกษัตริย์นิยม

ที่มา Voice TV









สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้วที่วอยซ์ทีวีนำเสนอคอลัมน์ใหม่ ในชั่วโมงข่าววอยซ์นิวส์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคอลัมน์ ใบตองแห้งออนแอร์ ที่นำเสนอมุมมองการเมืองจากหน้ากระดาษของคอลัมน์นิสต์ชื่อดัง ใบตองแห้ง สู่จอโทรทัศน์ ซึ่งวันนี้ เขาเลือกที่จะวิเคราะห์ถึงธีรยุทธ บุญมี และการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: พัดลมนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

สถานการณ์วันนี้ ดูเหมือนถ้าใครไม่รุมกระทืบนิติราษฎร์ ก็จะกลายเป็นตกกระแส ไม่ทันแฟชั่น เอาเป็นว่าแม้แต่ออเหลิม ยังอัดนิติราษฎร์ว่าคิดสุดโต่ง ทำบ้านเมืองวุ่นวาย กินยาผิดซอง คิดว่าตัวเองหล่อ ฯลฯ ขณะที่ยิ่งลักษณ์ก็บอกปัดว่าอย่าเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ

แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีนะครับ พูดกันเข้าไปเหอะ จะได้ชัดเจนว่าทุกฝ่ายไม่สนับสนุนนิติราษฎร์ เหลือแต่มวลชนจริงๆ ที่สนับสนุนนิติราษฎร์ ฉะนั้นคนที่จะร่วมลงชื่อแก้ ม.112 ก็จะเป็นมวลชนที่เข้าใจและเชื่อถือ อ.วรเจตน์มากกว่านักการเมืองอย่างออเหลิม ใจผมอยากให้ทักษิณโฟนอินมาขอร้องคนเสื้อแดงไม่ให้ลงชื่อกับนิติราษฎร์ด้วย ซ้ำ จะได้ชัดเจนแจ่มแจ้งว่ามวลชนพร้อมจะ “ก้าวข้าม” ทักษิณหรือไม่

รีบๆ ทำนะครับ เพราะถึงอย่างไร ฝ่ายตรงข้ามเขาก็จะกล่าวหาว่าทักษิณและ นปช.แอบสนับสนุน ล่ารายชื่อให้นิติราษฎร์อยู่ดี
ผมไม่ได้แปลกใจอะไรที่นักการเมืองอย่างออเหลิม เสธหนั่น ออกมาด่าทอนิติราษฎร์ เพราะสถานการณ์ขณะนี้ ชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย “เกี้ยเซี้ย” กันชั่วคราว แบบกึ่งจับมือ กึ่งแย่งยื้ออำนาจ มหาภัยน้ำท่วมใหญ่ทำให้ทั้งทุนเก่าทุนใหม่ กลัวต่างชาติถอนการลงทุน จึงต้องพักรบมาร่วมมือกัน แบบมือหนึ่งประสานกัน อีกมือหนึ่งไขว้มีดไว้ข้างหลัง
วิสัยนักการเมืองเมื่อเล็งเห็นว่าจะได้อยู่ในอำนาจยาว ได้เสวยผลประโยชน์อำนาจวาสนา ก็อยากจะให้สภาพแบบนี้ดำรงอยู่นานๆ ไม่อยากเห็น “บ้านเมืองวุ่นวาย” พรรคเพื่อไทยอาจต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจมากขึ้น แต่วิธีแสวงหาอำนาจของนักการเมืองไม่จำเป็นต้องพึ่งกติกาแต่อย่างเดียว พวกเขายังแสวงอำนาจได้ด้วยพวกพ้อง ผลประโยชน์ อิทธิพล ที่จะเอาไว้ใช้ต่อรองกับขั้วตรงข้าม
ฉะนั้น เมื่อนิติราษฎร์เป็นหัวหอกของพลังที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันก็ไปกระทบสถานภาพของนักการเมืองที่กำลังจะ “เข้าที่เข้าทาง”
เรื่องโจ๊กปนสังเวชคือ พรรคประชาธิปัตย์ดันออกมาค้านโมเดลคณะจัดทำรัฐธรรมนูญ 25 คนของนิติราษฎร์ ซึ่งเสนอให้จัดโควตาจากสภาผู้แทนราษฎร 20 คน จาก สว.เลือกตั้ง 3 คน และจาก สว.สรรหา 2 คน
สกลธี ภัททิยะกุล ลูกชาย คมช.อ้างว่าเป็นการล็อกสเปกให้พรรคเพื่อไทยซึ่งมีเสียงข้างมาก ขณะที่จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ อ้างว่าต้องการให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อล้างผิดให้ทักษิณ
ผมไม่แปลกใจที่พรรคเพื่อไทยค้าน เพราะโมเดลนี้แปลว่ารัฐบาล 300 เสียงจะมีตัวแทนในคณะร่างรัฐธรรมนูญแค่ 12 คน ต้องไปลุ้นใน สว.เลือกตั้งว่าจะได้ฝ่ายรัฐบาลเข้ามากี่คน แต่ถ้าเลือกตั้ง สสร.77 จังหวัด ตามโมเดลของออเหลิม รัฐบาลกวาดมาแหงๆ เกินครึ่ง พอมาเลือก สสร.วิชาชีพอีก 22 คน รัฐบาลก็ล็อกสเปกได้เกือบหมด
คอลัมนิสต์หัวสีบางรายด่านิติราษฎร์ว่า จะให้ตัวแทนนักการเมืองเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง โห ทำข่าวมาจนหัวหงอกหัวดำกันแล้ว ทำไมยังไร้เดียงสา คิดว่าเลือก สสร.แล้วจะได้ตัวแทนประชาชนอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอยู่หรือ (หรือแกล้งไร้เดียงสา) สื่อพวกนี้สมองคิดเป็นแต่ว่า ไม่ควรให้นักการเมืองร่างรัฐธรรมนูญ ต้องให้รัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญ
ถ้ามองตามความเป็นจริงอย่างนี้ จึงสังเวชพรรคแมลงสาบว่า นิติราษฎร์โมเดลอุตส่าห์วางหลักประกันไม่ให้เสียงข้างมากฮุบหมด ก็ยังโดน ปชป.ด่า นิติราษฎร์โมเดลรับประกันว่า ปชป.มี ส.ส.159 คน จะมีตัวแทนอย่างน้อย 6 คน ฝ่ายค้าน 200 คน จะมี 8 คน แถมยังมีตัวแทนอำมาตย์จาก สว.สรรหาอีก 2 คน ที่เหลือไปวัดใจกันใน สว.เลือกตั้ง ขนาดนี้ก็ยังโดน ปชป.ด่า
แมลงสาบแพ้เลือกตั้ง แมลงสาบก็ต้องมีเสียงน้อยกว่าอยู่แล้ว มาโวยวายได้ไงว่าให้เพื่อไทยได้เสียงข้างมาก หรือต้องออกแบบให้แมลงสาบมีตัวแทนมากกว่า ถึงจะพอใจ
โมเดลนี้ผมรู้ตั้งแต่แรกว่าไม่มีใครยอมรับหรอกครับ แม้แต่มวลชนเสื้อแดง แต่คอยดูเถอะ หลังเสียเงินเลือกตั้ง 2 พันล้าน เสียเวลาเพิ่ม 3-4 เดือน เราก็จะได้ สสร.ออกมาในสัดส่วนคล้ายๆ กัน เผลอๆ รัฐบาลจะฮุบได้มากกว่าด้วยซ้ำ
จรรยานักวิชาการ
ผมไม่ค่อยแปลกใจที่ อ.วรเจตน์ ถูกพาดพิงว่า “เนรคุณทุนอานันท์” เพราะก่อนหน้านี้ วรเจตน์เคยกล่าวว่านักกฎหมายมหาชนถ้ายอมรับรัฐประหารก็เท่ากับศีลขาด ต้องอาบัติปาราชิก
ใครเนรคุณ ใครปาราชิก วรเจตน์กับบวรศักดิ์รู้แก่ใจดี
บวรศักดิ์รับใช้รัฐบาลทักษิณมาก่อน บวรศักดิ์-วิษณุ เป็นคู่หูเนติบริกรที่ร่างและตีความกฎหมายสนองอำนาจ “ทุนผูกขาด” (อย่างที่พวกสยามประชาภิวัฒน์เขาเรียก) ยกตัวอย่างเช่น บวรศักดิ์เป็นเลขาธิการ ครม.เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ให้องค์ประชุมคณะรัฐมนตรีมีเพียง 1 ใน 3 และให้นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 1 คนขึ้นไปออกมติ ครม.ได้ในกรณีที่เป็นเหตุจำเป็นฉุกเฉิน
ครั้งนั้น ผมสัมภาษณ์วรเจตน์ลงไทยโพสต์แทบลอยด์ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม 2548 วิพากษ์ “พรฎ.กึ่งประธานาธิบดี” ว่าเป็นการตีความแบบศรีธนญชัยที่ว่าไม่เคยมีกฎหมายกำหนดให้องค์ประชุม ครม.ต้องเกินกึ่งหนึ่ง ทั้งที่หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งอยู่ในสามัญสำนึกของผู้คน องค์ประชุมระดับบริษัท ระดับหมู่บ้าน ไปถึงระดับชาติ อย่างน้อยต้องเกินกึ่งหนึ่ง
วรเจตน์ยังกล่าวคำคมไว้หลายตอน ที่ย้อนอ่านแล้วผมอึ้ง เช่น
"แน่นอนว่าวันนี้เราไปได้ แต่วันหนึ่งระบบอย่างนี้มันอาจจะไปไม่ได้เสมอ เป็นจุดซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะหันมาเห็นด้วยกับฝ่ายข้างน้อยวันนี้ แล้วเมื่อวันนั้นอำนาจอยู่กับอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในวันนั้นเป็นข้างน้อยไปแล้วล่ะ น่าวิตก วันนี้มันยังไม่เป็นอะไร มันก็อยู่กันไป อย่างผมเป็นฝ่ายข้างน้อยอยู่เนืองๆ ผมก็รับสภาพไป อย่างเรื่องนี้อีกไม่กี่วันมันก็สลายไปกับสายลม ไม่มีใครพูดถึง แต่หลักกฎหมายได้ถูกกัดเซาะ ผมถึงบอกว่ามันมีบาดแผลเพิ่มขึ้นอีกบาดแผลหนึ่ง ทิ้งริ้วรอยความบอบช้ำให้กับกฎหมายไทย จนถึงวันหนึ่ง เมื่อสภาพเสียงมันเปลี่ยนและอำนาจอยู่ในมือฝ่ายข้างน้อย มันมีแรงกดดันแบบนั้นแล้วยังไม่ทำอะไรอีก มันอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากข้างนอกระบบกฎหมายเข้ามา ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมาย ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในระบบโดยสันติ"
"ตอนกลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ มีคดีท่านนายกฯ ทักษิณ ผมพูดในรายการยูบีซี ผมบอกว่าคดีซุกหุ้นมันไม่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศลงไปในวันนี้หรอก เรื่องในทางกฎหมายที่หลักมันผิดมันเพี้ยนไป มันไม่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศไปหรอก แต่มันจะค่อยๆ กัดเซาะกัดกร่อนไป รากฐานการปกครองโดยเอากฎหมายเป็นกติกาของสังคม มันจะไม่หยั่งลึกลงไป มันจะอ่อนแอ ถ้าเป็นต้นไม้ก็คือมันจะไม่แข็งแรง มันมีโรคมันถูกชอนไชตลอด มันอาจจะไม่ตายแต่ไม่โตไม่งอกงาม ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แทนที่ไม่โตไม่งอกงาม มันจะตายด้วย ผมบอกว่าไม่ต้องตกใจหรอกที่ผมออกมาพูดอย่างนี้ บ้านเมืองไม่พังไปในวันสองวัน แต่ผมเตือนเอาไว้ว่ามันทำให้การปกครองโดยนิติรัฐของเราหยั่งลึกลงไปไม่ได้”
ก่อนรัฐประหาร ไม่ทราบว่ามีการส่ง sign อะไร วิษณุ-บวรศักดิ์ ลาออก โดดหนี “เรือโจร” ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมานาน แล้วหลังการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บวรศักดิ์ร่างมากับมือ บวรศักดิ์ก็ไปเป็น สนช.พร้อมกับสะด๊วบตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่ อ.นรนิติ เศรษฐบุตร ลาออกไปเป็นประธาน สสร. ต่อมา เมื่อรัฐธรรมนูญ 50 กำหนดให้มีสภาพัฒนาการเมือง สนช.ก็ผ่านร่างสภาพัฒนาการเมือง ให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานดำเนินการ โดยมีเงินอุดหนุน
ตอนนั้นเครือข่าย NGO พวกคุณรสนา คุณสารี อ๋องสมหวัง คุณสมชาย หอมละออ รวมทั้งหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ก็ยื่นคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยมีหลายสาเหตุ แต่ประเด็นหนึ่งคือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
“การแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาร่างกฎหมายนี้ในการทำหน้าที่ไม่มีความ เหมาะสม ขาดความชอบธรรม และมีผลประโยชน์ทับซ้อน คือ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ เป็นประธาน สนช. ด้วย ในขณะเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม เป็นกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ.สภาพัฒนาการเมืองของ สนช. มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทั้งนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการคนแรก และเลขาธิการคนปัจจุบันของสถาบันพระปกเกล้า และยังมีนางถวิลวดี บุรีกุล เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในขณะเดียวกันเป็นผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ของสถาบันพระปกเกล้าอยู่ด้วย รวมทั้งกรรมาธิการส่วนใหญ่ชุดนี้เคยได้รับการอบรมและมีความใกล้ชิดกับสถาบัน พระปกเกล้ามาก่อนด้วย ดังนั้น การที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และบรรดาผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นกรรมาธิการ วิสามัญฯ ทำการแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่สถาบันพระปกเกล้าทั้งที่ ภารกิจของสถาบันไม่เกี่ยวข้องกับสภาพัฒนาการเมืองและแก้ไขให้ตนมีอำนาจมาก ขึ้นทั้งการเข้าไปบริหารจัดการในสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมืองภาค พลเมืองจึงเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่หรือผลประโยชน์ของประชาชน อันเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดแจ้ง”
แต่กฎหมายฉบับทับซ้อนนี้ก็ผ่านออกมาบังคับใช้เรียบร้อย
ตลอดเวลา 7 ปีที่บวรศักดิ์สวิงกิ้งไปมาบนตำแหน่งต่างๆ วรเจตน์ก็ยังเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับแต่เงินเดือนกับเบี้ยประชุมไม่กี่บาทในฐานะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสาร และกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
แต่เมื่อเป็นข่าวปรากฏในสื่อโสมม วรเจตน์กลับถูกกล่าวหาว่ารับเงินทักษิณ ครั้งหนึ่งพวกพันธมิตรยังเอาไปลือกันว่าทักษิณจะยกลูกสาวให้
ถามว่าทำไมพวกพันธมิตร สื่อ นักวิชาการ ที่สนับสนุนรัฐประหาร จึงจงเกลียดจงชังวรเจตน์และนิติราษฎร์ ก็เพราะวรเจตน์และนิติราษฎร์คือก้างขวางคอชิ้นโตในการจัดการกับทักษิณด้วย รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ที่ขัดกับหลักนิติรัฐ
วรเจตน์และนักคิดนักเขียน นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย ที่ร่วมกันลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ล้วนเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ “ระบอบทักษิณ” มาก่อนทั้งสิ้น คำว่า “ระบอบทักษิณ” อ.เกษียร เตชะพีระ เป็นผู้บัญญัติ ให้พันธมิตรเอาไปใช้โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ แถมยังย้อนกลับมาด่าเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยซ้ำ เมื่อให้ความเห็นไม่ถูกใจ
ทางแยกระหว่างเรากับพันธมิตรมาถึงเมื่อมีการเรียกร้องนายกพระราชทาน ม.7 จากนั้นก็คือการรัฐประหาร รัฐประหาร 49 แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะมีการออกแบบให้ใช้ตุลาการภิวัตน์จัดการกับทักษิณและพรรคไทยรักไทยอย่าง แยบยล วางยาต่อเนื่องมาในรัฐธรรมนูญ 2550 และกลไกตุลาการฝ่ายต่างๆ
นักนิติศาสตร์จึงมีบทบาทสูงทั้งสองข้าง โดยเสียงข้างน้อยอยู่ฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร มีวรเจตน์เป็นหัวหอก ยืนซดกับรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ด้วยหลักการ ตั้งแต่ออกแถลงการณ์คัดค้านรัฐประหาร วิพากษ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคย้อนหลัง เป็นหลักสำคัญในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาจนวิพากษ์คำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์
ความมีหลักการและเหตุผลของวรเจตน์ทำให้การโต้แย้งของเขาทรงพลัง ลองคิดดูว่าถ้า ดร.เหลิมออกมาโต้แย้งแทนทักษิณในคดีที่ดินรัชดา จะมีใครซักกี่คนเชื่อ ใครเชื่อพ่อไอ้ปื๊ดก็กินยาผิดซอง
วรเจตน์ให้สัมภาษณ์ผมว่าคดีที่ดินรัชดาไม่ผิด ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์แทบลอยด์ ฉบับ 30 พ.ค.2547 “ขาประจำหัวหน้าเผ่า” วิพากษ์ทักษิณคู่กับสุรพล นิติไกรพจน์ คณบดีในขณะนั้น หลังจากคณาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 5 คนได้แก่ สุรพล, วรเจตน์, จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, บรรเจิด สิงคะเนติ, สมศักดิ์ นวตระกูลพิสุทธิ์ เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการระดมทุนซื้อหุ้นลิเวอร์พูล
“ผมเองเห็นว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายอาญา การตีความต้องจำกัดเพราะถ้ากว้างเกินไปก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตัวกฎหมาย จึงเรียนว่าที่มีอำนาจกำกับดูแล ถ้าเป็นนายกฯ คงไม่หมายถึงว่าคนที่เป็นภรรยาทำสัญญาอะไรกับรัฐไม่ได้เลย มันต้องมีระดับความเข้มข้นในการกำกับดูแลตามสมควร อันที่สองที่จะต้องพิจารณาก็คือลักษณะของสัญญา ตรงนี้ยาก มันมีข้อจำกัดว่าจะขีดเส้นตรงไหน ส่วนตัวผมเห็นว่าสัญญาที่จะเข้ามาตรา 100 ต้องเป็นสัญญาที่หน่วยงานสามารถใช้ดุลพินิจเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาได้ เช่น เวลามีการประมูลงาน มีคนยื่นข้อเสนอเข้ามา คนยื่นข้อเสนอไม่ได้เป็นคู่สัญญาทันที แต่จะต้องผ่านการตัดสินใจของหน่วยงาน หัวหน้าหน่วยงานมีดุลพินิจที่จะตัดสินใจเข้าทำสัญญาหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนี้กรณีย่อมต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 100 นี่คือการขจัดประโยชน์ที่ทับซ้อนกันหรือป้องกันไม่ให้เกิดประโยชน์ทับซ้อน แต่ถ้าเป็นการขายทอดตลาดทั่วไปแล้วหน่วยงานไม่มีดุลพินิจอะไร ใครที่เสนอราคาสูงสุดก็จะได้ที่ดินนั้นไป ผมมองว่าไม่น่าจะเข้า เพราะหัวหน้าหน่วยงานไม่มีดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำสัญญา"
ฉะนั้น ถ้าถามว่าวรเจตน์กลับไปกลับมาหรือไม่ ก็มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าวรเจตน์ยืนหยัดในหลักการ ไม่ว่าตอนที่เขาวิพากษ์ทักษิณหรือวิพากษ์รัฐประหาร
วรเจตน์จึงทำให้พวกพันธมิตร สื่อ นักวิชาการ ที่เกลียดชังทักษิณโกรธแค้นจนคลั่ง เพราะความมีหลักการเหตุผลของเขาทำให้รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ล้มเหลว คนพวกนี้กรีดร้องใส่วรเจตน์ นักคิด นักวิชาการประชาธิปไตย ที่คัดค้าน ม.7 และรัฐประหารว่า “พวกเมริงไม่รู้หรือว่าทักษิณมันเลว มันจะทำให้ประเทศชาติพินาศ ต้องใช้ทุกวิถีทางจัดการมัน”
จากข้อกล่าวหาว่าไร้เดียงสา เมื่อไม่สามารถตอบโต้ด้วยเหตุผล คนเหล่านี้-ที่อ้างศีลธรรมจรรยา อ้างว่ารักชาติรักประชาชน ก็ใช้วิธีการให้ร้ายป้ายสี ดิสเครดิต ตั้งแต่รับเงินไปจนล้มเจ้า
คมสัน โพธิ์คง กล่าวหาว่านิติราษฎร์และ ครก.112 เอาเงินมาจากไหน ให้แสดงบัญชีค่าใช้จ่าย โห ค่าเช่าหอประชุม 2 ครั้งราว 3 หมื่นบาท กับค่าพิมพ์แบบเข้าชื่อเสนอกฎหมายเนี่ยนะ ขายเสื้อ ครก.แป๊บเดียวก็ได้แล้ว
เงินจิ๊บจ๊อยแค่นี้ ไม่เท่ากับที่คมสันเข้าไปเป็น สสร.เงินเดือนเงินประจำตำแหน่งแสนกว่าบาท ศาสตรา โตอ่อน เข้าไปเป็นที่ปรึกษา TOT เงินเดือนแสนห้า นี่ผมจำได้แล้วไปค้นข่าวย้อนหลัง สมัยผู้จัดการ ASTV ไม่พอใจบอร์ด TOT ยุคสพรั่ง (ไม่ทราบว่าเขาเหยียบตาปลาอะไรกัน) แล้วสหภาพไปฟ้อง พ.อ.นที ศุกลรัตน์ (ผู้จัดการยังด่ากราด พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ไว้เหมือนกัน ลอง search อาจารย์กูดูได้)
ไม่ว่ารัฐบาลไทยรักไทย รัฐบาลพลังประชาชน รัฐบาลเพื่อไทย วรเจตน์ นิติราษฎร์ นักคิด นักเขียน นักวิชาการ ที่ลงชื่อแก้ไข 112 ไม่มีใครเข้าไปรับตำแหน่งในรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือกระทั่งรับงานวิจัย
พวกพันธมิตรเว็บเสรีไทยไปค้นข้อมูลย้อนหลังพบว่า อ.ชาญวิทย์ อ.พวงทอง อ.พนัส ทัศนียานนท์ อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อ.อัครพงษ์ ค้ำคูณ ร่วมกับนักวิชาการอีกหลายคน รับงานวิจัยและจัดทำสื่อ กล่อมคนไทยให้เห็นใจเพื่อนบ้าน ในนามมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ จากกระทรวงการต่างประเทศ มูลค่า 7.1 ล้านบาท
แต่กลายเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ พันธมิตรเลยกรี๊ดหาว่ามาร์คจับมือกับนักวิชาการแดงขายชาติ
นักวิชาการเหลืองที่ไปรับงานวิจัยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีใครบ้าง ผมว่าน่าสนใจนะครับ แต่ผมเจาะข่าวไม่เก่ง คงต้องฝากประสงค์ดอทคอมไปค้นหา ได้ยินมาว่าบางรายรับงานวิจัยมูลค่าหลายล้าน จากหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ เป็นค่าตอบแทนที่สนับสนุนรัฐประหาร
ที่แน่ๆ จรัส สุวรรณมาลา เคยถูกอาจารย์ใจแฉว่า รับงาน “วิจัยประชาธิปไตย” จากรัฐบาล คมช.มูลค่า 42.6 ล้าน ในฐานะคณบดี แล้วนำทีมอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬา ไปโรดโชว์รัฐประหารในต่างประเทศ บรรยายให้ฝรั่งฟังว่าทำไมนักรัฐศาสตร์ไทยจึงพลิกตำราประชาธิปไตยสากล มาสนับสนุนรัฐประหาร (งามหน้าแท้)
อ.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ก็คือ “หน้าหอ” ของ อ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ผู้พยายามเน้นตอนผมไปสัมภาษณ์ ว่าทักษิณก่อตั้งพรรคเพื่อไทยตรงกับวันที่ 14 กรกฎา วันปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งต่อมา อ.ธีรภัทร์ก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทีมงานเช่น ประสาร มฤคพิทักษ์ (ที่ต่อมาเป็น สว.สรรหา) จากนั้น อ.วรรณธรรมก็มาเป็นรองเลขานายกฯ (สุเทพ เทือกสุบรรณ) ในรัฐบาล ปชป.
ส่วน อ.สุรพล นิติไกรพจน์ ล่าสุดก็เป็นบอร์ด ปตท.รายงานประจำปีบอกว่าได้โบนัสเบี้ยประชุม 2.7 ล้าน (แต่ยังติดดินนะ วันก่อนเจอท่านที่ร้านก๋วยเตี๋ยวท่าพระจันทร์ เลยได้กินเกาเหลาฟรี 1 ชาม)
นี่คือสิ่งที่เห็นกันโต้งๆ โอเค พวกท่านอาจจะอ้างว่ารับตำแหน่งเพื่อชาติ แต่ลองวรเจตน์ นิติราษฎร์ ได้ตำแหน่งอะไรซักนิดสิครับ พวกเมริงมีหวังด่าทอดิสเครดิตกันครึกโครม แต่พอหาจุดโจมตีไม่ได้ ก็พูดหน้าตาเฉยว่า รับเงิน
ในทางตรงกันข้าม ผมว่าเราเห็นกันชัดเจนแล้วว่า แม้แต่รัฐบาลเพื่อไทย ก็คงไม่กล้าดึงวรเจตน์หรือนิติราษฎร์เข้าไปเป็น สสร.เป็นที่ปรึกษากฎหมาย หรือเป็นบอร์ดต่างๆ ไม่ใช่เพราะกลัวข้อหา “ล้มเจ้า” แต่เพราะนักการเมืองไม่ต้องการนักนิติศาสตร์ที่ยึดมั่นในหลักการ พวกเขาต้องการเนติบริกรที่ตีความรับใช้มากกว่า
วิษณุก็กลับไปช่วยงานแล้วนี่ครับ
สมัคร-อุทาร-อุทิศ
ดาวสยาม-ยานเกราะ
หลังพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะถล่มทลาย ฝ่ายต่อต้านทักษิณอยู่ในภาวะคลั่ง หางด้วน ไม่มีทางระบายออก ไม่สามารถทำอะไรยิ่งลักษณ์และรัฐบาลได้ ซ้ำยังมีสัญญาณของการ “เกี้ยเซี้ย” กันระดับหนึ่งระหว่างทักษิณกับอำมาตย์
การเสนอแก้ไข ม.112 จึงกลายเป็นที่ระบายของพวกเขา โหมความโกรธแค้นชิงชังมาใส่นิติราษฎร์ มีการให้ร้ายป้ายสีก่นด่าประณาม อย่างไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น “เศษสวะ” “เนรคุณ” “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” (ซึ่งกลายเป็นเรื่องฮากลิ้งในตึกเนชั่น นี่ถ้ากนกถูกถอดรายการ องค์กรสื่อคงออกมาโวยวายว่า คุกคามเสรีภาพสื่อ... เสรีภาพที่จะด่าคนอื่นว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน)
หรือกระทั่งเอาไปตัดต่อภาพเป็น “วรเจี๊ยก” ผมไม่ทราบว่าเรามีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไว้ทำตะหวักตะบวยอะไร (สื่อรวันดาสภาฯไม่สนใจ เพราะไม่ได้รับเงินใครมา เหมือนที่จ้องจับผิดมติชน)
ไม่น่าเชื่อว่านี่คือการยุยงส่งเสริมของสื่อและนักวิชาการที่เคยอ้าง ว่าต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อพิทักษ์ความเป็นไทย ความมีศีลธรรมจรรยา บ้างก็เคยเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (ไทยโพสต์ ผู้จัดการ ล้วนเป็นสื่อที่เคยเป็นปากเสียงให้สมัชชาคนจนและคนด้อยโอกาส)
แต่วันนี้พวกเขายุยงส่งเสริมจนเกิดการขู่ฆ่า เผาหุ่น แขวนคอหุ่นวรเจตน์ และแพร่ภาพปิยบุตร ส่อความหมายว่าเจอที่ไหนให้ทำร้าย
นี่ไม่ต่างกันเลยกับ 6 ตุลา ที่สมัคร สุนทรเวช, อุทาร สนิทวงศ์, อุทิศ นาคสวัสดิ์ ดาวสยาม และวิทยุยานเกราะ กระพือความเกลียดชังใส่ขบวนการนักศึกษา
ถามว่าสื่อ นักวิชาการ แกนนำสลิ่มและพันธมิตร รู้หรือไม่ว่านิติราษฎร์บริสุทธิ์ใจ ไม่ได้รับเงินใครมา รู้สิครับ พวกเขายังรู้ด้วยว่าพวกที่ร่วมกันก่อรัฐประหาร หรือสนับสนุนรัฐประหาร บางคนทำมาหากิน หาผลประโยชน์ ฉวยโอกาส แต่พวกเขาเพิกเฉยต่อคนกันเอง กลับมาให้ร้ายป้ายสีคนบริสุทธิ์
พวกที่อ้างว่ามีคุณธรรมจริยธรรมเหล่านี้คงไชโยโห่ร้อง ถ้าปิยบุตรถูกอุ้ม หรือวรเจตน์ถูกม็อบลากไปแขวนคอสนามหลวงแล้วเอาเก้าอี้ฟาด
นี่คือพวกที่ทำอะไรทักษิณไม่ได้ ทำอะไรยิ่งลักษณ์ไม่ได้ แล้วมาระบายใส่นิติราษฎร์ หนำซ้ำยังเยาะเย้ยสะใจที่ออเหลิม “ตัดหาง” นิติราษฎร์ ถ้าทำลายนิติราษฎร์ได้ เผลอๆ พวกนี้คงมีความสุข ยิ่งกว่าโค่นทักษิณ
เพราะนิติราษฎร์และนักวิชาการประชาธิปไตย ไปทำให้พวกเขาเสียหน้า เสียเครดิต สถาบันนักวิชาการที่เคยได้รับการยกย่องนับถือจากสังคม กลายเป็นสถาบันต่ำทรามเพราะความไม่มีหลัก สถาบันสื่อที่เคยชี้นำสังคมได้ นักการเมืองผู้มีอำนาจจากไหนต้องซูฮก กลายเป็นกระดาษเปื้อนหมึกระบายอารมณ์
พวกเขาทำตัวเอง แต่โทษคนอื่น
ธีรยุทธพูดเรื่องมาตรา 7 อ้างว่าเป็นเรื่องในทางปฏิบัติ ไม่ใช่หลักกฎหมาย “ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเราแข็งเกินไป เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง” ขอเรียนว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องหลักกฎหมายตายตัว แต่เป็นหลักการที่มีเหตุผล เมื่อเกิคความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คุณจะไปดึงในหลวงลงมาตัดสิน ดึงลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง กับความขัดแย้ง มันก็ส่งผลกระทบต่อสถาบัน แม้ในหลวงทรงพระปรีชา ท่านไม่เอาด้วย ก็ยังมีความพยายามดึงลงมาจนเกิดปัญหาจนปัจจุบัน
ซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็ต้องปรับ ต้องแก้ แต่พวกเขาก็ขัดขวางไม่ยอมให้มีการปรับเปลี่ยน
6 ปีแล้วยังไม่ตระหนักอีกหรือ
"ผมอยากให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ อยู่เหนือความรักและความชังของบุคคล ผมคิดว่านี่คือความพยายามของคณะผู้ก่อการ 2475 ให้พระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง โดยประสงค์ไม่ให้พระมหากษัตริย์ลงมาวินิจฉัยปัญหาทางการเมือง เพราะชี้ไปทางไหนมันมีคนได้และมีคนเสีย มีคนชอบและมีคนชัง เราไม่ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างนั้น เราต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีแต่คนรักคนเทิดทูน และเมื่อมีวิกฤติของประเทศอย่างรุนแรงเกิดขึ้น ประเทศเรายังมีสถาบันอีกสถาบันหนึ่ง ซึ่งประเทศอื่นไม่มี มาคอยปัดเป่าและคลี่คลายวิกฤตการณ์แบบนี้ แต่ในช่วงที่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ถ้ามันยังไม่ไปถึงแล้วเราดึงพระองค์ลงมาชี้ ในที่สุดแทนที่จะเป็นเทิดทูนสถาบัน ผมว่าระยะยาวไม่เป็นผลดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์"
นี่จากคำให้สัมภาษณ์ของวรเจตน์ “นักเรียนทุนอานันท์” ในไทยโพสต์แทบลอยด์ ฉบับวันที่ 12 มีนาคม 2549

ศึกษาโซลิดาริตี้ในโปแลนด์: บทเรียนสำหรับผู้รักประชาธิปไตย-คนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

สำหรับผู้รักเสรีภาพ และยุติธรรมแล้ว การลุกขึ้นสู้ของขบวนการโซลิดาริตี้ ที่มีแกนนำหลักคือสหภาพแรงงานอู่ต่อเรือในเมืองกดั๊งสก์ของโปแลนด์ คือแรงบันดาลใจอย่างหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ระบอบโซเวียตตามแนวทางลัทธิเลนินนั้น ยังไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับสังคมมนุษย์

ผลพวงการลุกขึ้นสู้ของขบวนการถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยบั่นทอนอย่างรุนแรง ให้สหภาพโซเวียตล่มสลาย สิ้นสุดยุคของสงครามเย็นในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1991(พ.ศ. 2534) นั้น ปัจจุบันได้คลี่คลายไปจากขบวนการทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่สั่นสะเทือนโลก กลายเป็นพลังทางสังคมที่แตกซ่านไปจนเหลือสภาพเดิมค่อนข้างน้อย ในขณะที่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ-สังคมของโปแลนด์กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุน นิยมโลกที่เชื่อมติดกับสหภาพยุโรปอย่างลึกซึ้ง

การทบทวนสถานการณ์ของขบวนการโซลิดาริตี้ทั้งระหว่างการต่อสู้และหลังจาก การล่มสลายของโซเวียต จึงเป็นบทเรียนที่ผู้รักเสรีภาพ ยุติรรม และประชาธิปไตยไทย ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีอะไร จำต้องศึกษาทบทวนอย่างจริงจัง มิใช่ปล่อยให้ผ่านเลยไปกับสายลม

โซลิดาริตี้ เกิดขึ้นจากการรวมตัวสร้างเอกภาพของการต่อสู้อำนาจเผด็จการของพรรค คอมมิวนิสต์ แต่เมื่อคอมมิวนิสต์ล่มสลายเอกภาพดังกล่าว ก็แปลงสภาพเป็นเอกภาพของความหลากหลายภายใต้สังคมประชาธิปไตยที่โซลิดาริตี้ เป็นแค่ส่วนหนึ่งของพลัง มิใช่ในฐานะพลังหลักอีกต่อไป

เอกภาพของการต่อต้านคอมมิวนิสต์

การถือกำเนิดของขบวนการโซลิดาริตี้(เอกภาพ)ในเมืองกดั๊งสก์ เกิดขึ้นท่ามกลางความเสื่อถอยอย่างรุนแรงของระบอบอำนาจของสหภาพโซเวียตที่ ประสบปัญหาถดถอยทางเศรษฐกิจและการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงต่อเนื่อง จนกระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกที่อยู่ใต้เขตอิทธิพลของโซเวียตตาม สนธิสัญญวอร์ซอร์มานับแต่สงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมในอำนาจเบ็ดเสร็จอย่างเข้มข้น

อำนาจรัฐโปแลนด์ ภายใต้เผด็จการของพรรคคอมมิวนิสต์ในเขตอิทธิพลโซเวียต ก็ถูกท้าทายเป็นกระแสเช่นเดียวกัน คำถามใหญ่ก็คือ อำนาจรัฐที่อ้างว่าเป็นเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพนั้น แท้ที่จริงแล้ว มีผลประโยชน์ที่ไปกันไม่ได้เลยกับชนชั้นกรรมกรของสังคม

ความคุกรุ่นของสถานการณ์ ปะทุขึ้นมาเมื่อสหภาพแรงงานท่าเรือของเมืองกดั๊งส์ก์ เมืองท่าใหญ่ที่สุดในทะเลบอลติก ได้ลุกฮือขึ้นมา ทำการนัดหยุดงานหลายครั้ง แม้จะเผชิญหน้ากับการปราบปรามครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งได้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้กรรมการท่าเรือลุกฮือขึ้นมา ก็ด้วยเหตุผล 3 ประการหลัก นั่นคือ

 รัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ผลักดันนโยบายทำให้ประเทศเป็นอุตสาหกรรมใหม่อย่าง รวดเร็ว โดยใช้เมืองกดั๊งสก์เป็นศูนย์กลางการพัฒนา อุตสาหกรรมหลักของเมืองนี้ได้แก่การต่อเรือ ซึ่งในยุโรปแล้วเป็นรองเฉพาะยูโกสลาเวียในทะเลเอเดรียติกเท่านั้น ทำให้เมืองนี้เป็นแหล่งชุมนุมของกรรมกรจากทั่วทั้งประเทศโดยเฉพาะคนหนุ่มสาว

 ความล้มเหลวทางเศรษฐกิจ ทำให้ราคาสินค้าพุ่งพรวดอย่างรุนแรงเกินกว่ารายได้ของผู้ใช้แรงงานจะตามได้ ทัน สร้างแรงกดดันคุกรุ่นมายาวนานมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1970 ซึ่งมีการนัดหยุดงานหลายครั้ง แต่ละครั้งถูกทั้งปราบรุนแรงจากอำนาจรัฐ และปลอบด้วยถ้อยคำโฆษณาชวนเชื่อลมๆแล้งๆที่หาคนเชื่อได้น้อยเต็มที

 ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างคนส่วนใหญ่ของประเทศ และสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่กลายสภาพเป็นอภิสิทธิ์ชนในสังคม จนกระทั่งได้รับการขนานนามว่าเป็นพวก”กระฎุมพีแดง”มายาวนาน จนกระทั่งความพยายามสร้างทีมฟุตบอลที่แข็งแกร่งขึ้นมากลบเกลื่อนความเหลื่อม ล้ำทางสังคมไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป

การลุกฮือนัดหยุดงานของกรรมกรอู่ต่อเรือเลนินที่เมืองกดั๊งสก์ เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1980คือจุดชนวนสำคัญที่ทำให้กรรมกรท่าเรือและโรงงานอุตสาหกรรมอื่นๆในเมือง เดียวกันและใกล้เคียงนัดหยุดงานต่อเนื่องลุกลาม สร้างความตระหนกตกใจให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์โปแลนด์ขณะนั้นอย่างรุนแรง

เพื่อรับมือกับการปราบปรามจากอำนาจรัฐ แกนนำกรรมกรทั้งหลายได้หารือกันและมีมติร่วมกันจัดตั้งขบวนการโซลิดาริตี้ ขึ้นมาเป็นครั้งแรกพร้อมด้วยข้อเรียกร้อง 21 ข้ออันลือลั่น(ซึ่งนักศึกษามาร์กซิสท์บางคนเรียกขานว่าเป็นข้อเรียกร้องที่ ก้าวหน้ากว่าคอมมูนปารีส ค.ศ.1871 หลายเท่า) ทำให้ขบวนการกรรมกรกลายสภาพเป็นขบวนการของมวลชนอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง

ปรากฏการณ์โซลิดาริตี้ดังกล่าว สร้างความตื่นตระหนก ไม่เฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์เท่านั้น แต่เป็นทั่วทั้งเขตอิทธิพลสหภาพโซเวียตและสนธิสัญญาวอร์ซอร์ด้วย เนื่องจากนี่คือ การเคลื่อนไหวที่ชนชั้นกรรมาชีพลุกขึ้นมาทวงอำนาจรัฐที่ถูกปล้นชิงไปจากเท คโนแครตแดงภายใต้พรรคคอมมิวนิสต์ที่จัดตั้งขึ้นตามหลักลัทธิเลนินมายาวนาน

ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่ชนชั้นกรรมาชีพที่ถูกอ้างเสมอมาว่าเป็น “ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก”ของพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วโลก จะลุกขึ้นมาต่อต้านพรรคอย่างเปิดเผยเช่นนี้มาก่อน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้เลยสำหรับพรรคคอมมิวนิสต์ที่พร้อมจะตั้งข้อหา”พวก ปฏิกิริยาต่อต้านการปฏิวัติ”มาปราบปรามศัตรูทางอำนาจของตน แม้จะขาดความสมเหตุสมผลพอสมควร

ยิ่งเมืองกดั๊งสก์ (หรือชื่อเดิมของเมืองคือ ดานซิก หรือฉนวนโปแลนด์) ก็มีชื่อเสียงเป็นเมืองประวัติศาสตร์ยาวนานในระดับโลก รวมทั้งเป็นชนวนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยิ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ทางทหารของยุโรปอย่างมาก

พรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์ ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการปราบปราม โดยงัดเอากฏอัยการศึกมาใช้ในต้นปี ค.ศ. 1981 พร้อมกับจับกุมแกนนำของโซลิดาริตี้ทั้งที่เปิดเผยและปิดลับเข้าคุกจำนวนมาก แต่มันสายเกินไปที่จะหยุดยั้งได้ องค์กรจัดตั้งแบบปิดลับของโซลิดาริตี้ที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว หลบลงปฏิบัติการใต้ดินอย่างทันท่วงที โดยอาศัยพันธมิตรร่วมสู้ที่สำคัญนั่นคือ ศาสนจักรคาธอลิกที่มีวาติกันอยู่เบื้องหลัง

สำหรับสหรัฐฯ นอกเหนือจากการดำเนินการทางเปิดด้วยการชูประเด็นเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนใน โปแลนด์และยุโรปตะวันออกมากดดันให้การบอยคอตต์ทางเศรษฐกิจต่อประเทศกลุ่ม สนธิสัญญาวอร์ซอร์ รวมทั้งห้ามการส่งออกเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆทั้งจากสหรัฐฯ สมาชิกนาโต้ และญีปุ่นเพื่อปิดล้อมทางเศรษฐกิจอย่างหนักแล้ว ยังได้เดินเกมทางลับจับมือกับวาติกันเพื่อถ่ายโอนความช่วยเหลือทางการเงิน และวัตถุปัจจัยการต่อต้านรัฐคอมมิวนิสต์ให้กับโซลิดาริตี้ผ่านทางจัดตั้งของ โบสถ์คาธอลิกทั่วโปแลนด์ (โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า สันตปาปา จอห์น พอลที่ 2 ในขณะนั้นเป็นคาร์ดินัลจากโปแลนด์ ซึ่งมีบารมีสูงมากในระดับโลก) ทำให้องค์กรใต้ดินของโซลิดาริตี้สามารถปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่องและ ท้าทายอำนาจรัฐโซเวียตอย่างหนัก

วิทยุใต้ดินโซลิดาริตี้ ที่ส่งกระจายเสียงภายใต้การนำของแกนนำที่หลบลงปฏิบัติการใต้ดินอย่าง สบิกนิว โรมาสซิวสกี้ ทำการเปิดโปงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของพรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์ และโซเวียตอย่างตรงไปตรงมา กลายเป็นคลื่นที่มีผู้ฟังล้นหลาม ซึ่งพร้อมช่วยกันแพร่กระจายข่าวสารต่อต้านรัฐอย่างมีพลานุภาพ ในขณะที่เอกสารและวรรณกรรมใต้ดิน ได้รับการส่งผ่านเข้าไปอย่างลับๆไม่ขาดระยะ

เมื่อความพยายามใช้อำนาจปราบปรามไม่สามารถหยุดยั้งการเติบโตของโซลิดาริ ตี้ได้ ประกอบกับอำนาจรัฐโซเวียตในทุกแห่งของประเทศสมาชิกสนธิสัญญาวอร์ซอร์เริ่ม เสื่อมสภาพลงไปเพราะปัญหาความล้มเหลวทางการผลิต โดยเฉพาะโซเวียตรัสเซียที่มีการเปลี่ยนตัวผู้นำหลายรุ่นเพื่อแก้สถานการณ์ ขาลงอย่างลนลาน จนต้องหันมาใช้นโยบาย”กล้าสน็อส”(ผ่อนคลาย) ก็ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์ จำต้องปรับท่าที ปล่อยตัวกลุ่มโซลิดาริตี้ออกจากคุก และหันมาเปิดการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมอย่างจริงจัง

ในช่วงนี้เอง ที่สมาชิกของโซลิดาริตี้เพิ่มพูนขึ้นมากกว่าล้านคนทั่วประเทศ เป็นการขับเคลื่อนทางการเมืองโดยมวลชนที่ยิ่งใหญ่มากที่สุดของยุโรปหลัง สงครามโลกครั้งที่สอง แรงบันดาลใจจากโซลิดาริตี้ที่แพร่กระจายไปยังประเทศในยุโรปตะวันออกทำให้ กระแสต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศสมาชิกสนธิสัญญาวอร์ซอร์กลายเป็น คลื่นที่ต้านทานไม่ได้ เป็นส่วนหนึ่งของการพังทลายกำแพงเบอร์ลิน และการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และคอมมิวนิสต์ยุโรปตะวันออกทุกประเทศ

การปรับตัวและเอกภาพใหม่ยุคหลังคอมมิวนิสต์

ชัยชนะของผู้รักเสรีภาพ ยุติธรรม และประชาธิปไตยที่ได้รับมา ถูกส่งผ่านไปให้กับมวลชนโปแลนด์อย่างทั่วถึง แต่ในมุมกลับกัน การล้มเลิกระบบวางแผนเศรษฐกิจส่วนกลางมาเป็นทุนนิยมเต็มรูป และการล้มเลิกระบบการเมืองแบบพรรคเดียวของคอมมิวนิสต์มาเป็นพหุนิยม ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชะตากรรมของโซลิดาริตี้อย่างใหญ่หลวงด้วย

การรวมตัวของโซลิดาริตี้ ซึ่งแม้จะมีแกนนำหลักคือกลุ่มสหภาพแรงงานท่าเรือ และอุตสาหกรรมหนัก แต่ก็ยังมีส่วนผสมของปัญญาชน และกลุ่มพลังทางสังคมอื่นๆเข้ามามากขึ้นโดยเฉพาะบุคคลที่มีส่วนในการปฏิบัติ งานปิดลับใต้ดินหลังจากใช้กฎอัยการศึก ทำให้หลังจากการล่มสลายของพรรคคอมมิวนิสต์โปแลนด์แล้ว แนวทางการสร้างสังคมใหม่ยุคหลังคอมมิวนิสต์ก็เริ่มกลายเป็นข้อถกเถียงกัน และนำมาซึ่งภาวะ”น้ำแยกสาย ไผ่แยกกอ”ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่พ้น

ความแตกต่างที่สำคัญซึ่งนำมาสู่สภาพดังกล่าวได้แก่ แรกสุดคือ การฟื้นฟูอุดมการณ์ชาตินิยม เนื่องจากประวัติศาสตร์ของโปแลนด์อันเก่าแก่ เคยถูกรุกรานด้วยกองทัพของชาติที่เหนือกว่าจากทั้งทางตะวันตกคือเยอรมนี และตะวันออกคือรัสเซียมานับครั้งไม่ถ้วน คนโปแลนด์ยังไม่เคยลืมฝ้นร้ายคงจำได้ดีถึงการรุกรานจากเยอรมนีรวมทั้งค่าย กักกันยิวที่เอ้าสวิทซ์ และการครอบงำและสังหารหมู่ของสตาลินระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง

คำถามสำคัญของประเทศยุคหลังคอมมิวนิสต์มีอยู่ว่า หากไม่มีสนธิสัญญาวอร์ซอร์และพันธะทางเศรษฐกิจของโคมีคอนแล้ว โปแลนด์จะตกใต้อิทธิพลของนาโต้ที่มีสหรัฐเป็นแกนหลักมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต้องเจรจากับรัสเซียเพื่อถอนกำลังทหารที่มาตั้งฐานใน โปแลนด์จำนวนประมาณ 6 หมื่นคนออกไปโดยไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันในอนาคต

โจทย์ดังกล่าว เกิดขึ้นพร้อมกับคำถามในหมู่ผู้นำโซลิดาริตี้ด้วยกันว่า ขบวนการพร้อมจะแปลงสภาพกลายเป็นพรรคการเมืองของมวลชนหลายกลุ่มในระบบ ประชาธิปไตยเต็มรูป หรือจะเป็นแค่ตัวแทนสหภาพแรงงานกรรมาชีพกันต่อไป เมื่อภารกิจต่อต้านคอมมิวนิสต์จบลงไปแล้ว เนื่องจากผลประโยชน์ของกลุ่มพลังที่เข้ามาร่วมในขบวนการหลายกลุ่มไม่เป็น หนึ่งเดียวกัน

การตอบโจทย์ทั้ง 2 ข้อ ในทันทีเป็นเรื่องยากลำบากในยามที่ประเทศต้องดำเนินการออกแบบการเมือง สังคม และเศรษฐกิจใหม่หลังยุคคอมมิวนิสต์อย่างทุลักทุเล ทำให้ผู้นำของโซลิดาริตี้อย่างเป็นทางการในยามนั้นคิอ เล็ก วาเลซ่า ผู้นำสภาพแรงงานกดั๊งสก์เก่า ซึ่งแม้จะมีฐานะนำในขบวนการอยู่แข็งแกร่ง แต่ก็พบว่าได้รับแรงสนับสนุนทางความคิดน้อยเกินไป จึงมีข้อสรุปส่วนตัวชัดเจนว่าชัยชนะของโซลิดาริตี้ที่มาเร็วเกินคาด ทำให้ความพร้อมจะเป็นพรรคการเมืองของมวลชนจะเป็นอุปสรรคมากกว่าเป็นพลังอัน แข็งแกร่ง

ความพยายามประนีประนอมระหว่างอุดมการณ์กับความเป็นจริง ทำให้โซลิดาริตี้จำต้องยินยอมเจรจากับอดีตแกนนำของพันธมิตรพรรคคอมมิวนิสต์ เดิมเพื่อให้ร่วมก่อตั้งรัฐบาลผสมชั่วคราวในระยะเปลี่ยนผ่านสังคมไปสู่ทุน นิยมและเสรีภาพ แต่การประนีประนอมกลับปรากฏผลข้างเคียงอันไม่พึงปรารถนา เพราะว่าแกนนำบางส่วนของโซลิดาริตี้กับหลงไหลได้ปลื้มกับอำนาจรัฐใหม่ชั่ว คราวนั้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในขึ้นมาอย่างหนัก

ท้ายสุด โซลิดาริตี้ก็เดินมาถึงทางตันเมื่อแกนนำบางส่วน นำโดยเล็ก วาเลซ่า ตัดสินใจแยกตัวออกจากโซลิดาริตี้ไปสมัครเป็นประธานาธิบดีในการเลือกตั้ง เพื่อหาทางเชื่อมโยงกับกลุ่มพลังทางสังคมอื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น ความพยายามยื้อแย่งชื่อของโซลิดาริตี้ไปเป็นชื่อพรรคการเมืองของแต่ละกลุ่ม ภายในขบวนการเดิม ทำให้เกิดความขัดแย้งจนถึงขั้นที่กลุ่มต่างๆในโซลิดาริตี้ ตัดสินใจแยกตัวออกไปตั้งพรรคการเมืองตามอุดมการณ์ส่วนตัว ซึ่งมีทั้งการต่อสู้กันและร่วมมือกัน ทิ้งชื่อโซลิดาริตี้เอาไว้เป็นอดีตในฐานะส่วนหนึ่งของสหภาพแรงงาน ไม่ใช่ขบวนการทางการเมืองอีกต่อไป

แม้จะแยกตัวกันไปหลายพรรคการเมือง แต่จุดร่วมหลักของแต่ละพรรคซึ่งก่อตั้งขึ้นมาจากอดีตโซลิดาริตี้ล้วนอยู่ใน กรอบเป้าหมายร่วมอย่างหลวมๆว่า จะต้องสร้างรัฐที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนโดยกลไกตลาด มีหลักนิติธรรม และรับรองเสรีภาพพื้นฐานของพลเมืองเป็นเสาหลัก โดยมีการชี้นำผ่านวิสัยทัศน์ของแผนการออกแบบเศรษฐกิจการเมืองใหม่ของนัก เศรษฐศาสตร์ที่เป็นที่ปรึกษาของโซลิดาริตี้ เลสเซ็ก บาเซโรวิทซ์ ที่อยู่เบื้องหลังแผนสร้างรัฐใหม่ที่เรียกว่า แผนบาเซโรวิทซ์ เป็นเค้าโครง

หลังจากใช้เวลาผ่านความเจ็บปวดมามากกว่า 20 ปีกระทั่งถึงปัจจุบัน โปแลนด์ได้กลายสภาพจากรัฐคอมมิวนิสต์ที่อ่อนแอ และเผด็จการ กลายสภาพเป็นชาติทุนนิยมใหม่ที่แข็งแกร่ง ไม่เคยเผชิญหน้ากับภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำอย่างยาวนานน่าทึ่ง มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าตื่นใจ และได้เข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปเต็มรูป พร้อมกับเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเงินยูโร ในขณะที่อุตสาหกรรมหนักของประเทศได้เฟื่องฟูขึ้นเป็นหนึ่งในแกนหลักของทะเล บอลติกทางตอนเหนือของยุโรป พร้อมกับพัฒนาจากระบอบการเมืองกึ่งประชาธิปไตยมาเป็นมีระบอบการเมืองแบบ ประชาธิปไตยเต็มรูปที่เข้มแข็งและมีเสถียรภาพภายใต้รัฐบาลผสม โดยที่ทุกพรรคการเมืองทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นล้วนมีรากเหง้าเดิมจากโซลิ ดาริตี้ทั้งสิ้น

นอกเหนือจากการออกแบบโครงสร้างใหม่เศรษฐกิจ การสร้างสังคมที่อารยะด้วยกติกาใหม่ๆ ทำให้โปแลนด์สลัดทิ้งอดีตไว้เบื้องหลังหมดจด ก้าวสู่อนาคตได้แล้ว โปแลนด์ยังคงสามารถรักษาสัมพันธภาพทางเศรษฐกิจในฐานะกลไกเชื่อมโยงยุโรป ตะวันตกเข้ากับอดีตรัฐใต้กลุ่มโคมีคอนได้อย่างมีดุลยภาพ และนำมาซึ่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจได้ต่อเนื่อง

พรรคการเมืองที่แตกแถวออกจากโซลิดาริตี้ไม่น้อยกว่า 8 พรรค โดยมีฐานเสียงสนับสนุนของตนเองที่หลากหลาย ต่างมีแนวทางเฉพาะของตนเอง นับตั้งแต่อนุรักษ์นิยมสุด จนถึงซ้ายสังคมนิยม แต่ไม่มีพรรคไหนมีแนวทางขวาสุด หรือซ้ายสุดอีกเลย แล้วก็ไม่มีพรรคไหนชูแนวทางกีดกันชาติพันธุ์เลย สะท้อนให้เห็นแนวทางโซลิดาริตี้ที่เกิดจากการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ยังคงมี รากลึกอย่างเข้มข้น

การเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป และนาโต้เต็มรูป พร้อมกับรักษาสัมพันธภาพอันดีกับรัสเซียที่ถอนทหารออกจากประเทศจนหมดสิ้น นอกจากเป็นยุทธศาสตร์ทำให้โปแลนด์ปลอดภัยจากการคุกคามจากภายนอกประเทศแบบที่ เคยเกิดขึ้นในอดีตแล้ว ยังมีผลข้างเคียงทำให้กองทัพต้องถอนตัวจากการมีบทบาททางการเมืองตามกติกาของ สหภาพยุโรปและนาโต้อย่างสิ้นเชิง ไม่สามารถกลับมาแทรกแซงสร้างกลไกเผด็จการซ้ำรอยยุคคอมมิวนิสต์ครองอำนาจ หรืออย่างชาติกำลังพัฒนาหลายแห่งในเอเชียและละตินอเมริกา

เอกภาพต่อต้านเผด็จการคอมมิวนิสต์ของโซลิดาริตี้ ถูกแปรเปลี่ยนเป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายของสังคมอารยะ ซึ่งแม้ว่าจะทำให้สมาชิกจดทะเบียนของโซลิดาริตี้ในปัจจุบันลดหายไปอย่างมาก มาย มีฐานะเป็นแค่สหภาพแรงงานที่มีสมาชิกเหลือเพียงประมาณ 4 แสนคนเท่านั้นจากประชากรรวมของประเทศ 38 ล้านคน ไม่สามารถเป็นพลังหลักในการกำหนดอำนาจรัฐได้เต็มที่ เพราะในระยะหลังก็ยังมีสภาพแรงงานใหม่ๆเกิดขึ้นที่แยกตัวออกจากโซลิดาริ ตี้

แม้พลังจะลดลงไปจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรง แต่ประวัติศาสตร์การต่อสู้ และขนาดของการเป็นสหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ก็ยังทำให้พลังทางสังคมของโซลิดาริตี้แข็งแกร่งต่อไป เป็นพลังถ่วงดุลอำนาจของรัฐ กองทัพ กลุ่มทุนใหญ่ และศาสนจักรคาธอลิกได้เป็นอย่างดี

บทเรียนสำหรับผู้รักประชาธิปไตย-คนเสื้อแดงในสังคมไทย

การต่อสู้ของโซลิดาริตี้ เป็นอุทาหรณ์ที่ดีว่า พลวัตของขบวนการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้พ้นจากอำนาจเผด็จการนั้น ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สามารถแปรสภาพไปมาได้ตามความเป็นจริงทางภววิสัย แม้ว่าเจตจำนงนั้นจะไม่เคยแปรเปลี่ยน แต่ก็จำต้องปรับสภาพให้สอดคล้องกับยุคสมัย

ชัยชนะต่อเผด็จการคอมมิวนิสต์โปแลนด์ จะไม่เป็นชัยชนะถาวรได้เลย หากว่า โซลิดาริตี้ไม่สามารถยอมรับการออกแบบใหม่ทางสังคม และไม่คำนึงถึงความต้องการหลักที่เรียกร้องให้จำต้องกระทำซึ่งเกินกว่าความ เรียกร้องต้องการของชนชั้นกรรมาชีพในขบวนการอย่างเดียว แต่ต้องรับรองข้อเท็จจริงที่ไม่คาดหมายมาก่อนเช่นความอยู่รอดในฐานะรัฐประชา ชาติที่เป็นเอกราชและมั่งคั่ง ซึ่งต้องผ่านการสร้างระบอบอำนาจรัฐที่เหมาะสม

กรณีของผู้รักประชาธิปไตยที่ผนึกกำลังสร้างเอกภาพในนามของคนเสื้อแดงหลัง การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดว่าเป็นขบวนการข้ามชนชั้น ที่มีลักษณะของอุดมการร่วมกันอย่างหลวมๆ มีการจัดตั้งและพลังในการขับเคลื่อนอย่างไร้เอกภาพที่เห็นได้ง่ายทั้งจากภาย ในและภายนอก

ผู้รักประชาธิปไตยในคราบของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ ไม่ใช่คนยากจน เพราะรายได้เฉลี่ยของของสมาชิก ห่างไกลจากเส้นความยากจนตามมาตรฐานทางวิชาการขีดไว้ ให้ไกลโขทีเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อรองรับผลประโยชน์ของชนชั้นใดชน ชั้นหนึ่ง พร้อมกับมีขีดความสามารถในการเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านวิธีการเผยแพร่ข่าว สารข้อมูล การชุมนุมทางการเมือง, และการจัดตั้งเพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง แต่ยังคงอ่อนด้อยในการจัดตั้ง(การเคลื่อนไหว ประเด็น และเป้าหมาย) ตรวจสอบ และมีลักษณะตามกระแสมากกว่าสร้างกรอบเป้าหมายระยะยาวเพื่อออกแบบสังคมใน อุดมคติ แม้ว่าจะเกิดอาการ "ตาสว่าง"ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนจุดยืนทางสังคมอย่างชัดเจน แต่ไม่สามารถยกระดับการต่อสู้ของมวลชนไปสู่ความเข้มแข็งเชิงปริมาณและคุณภาพ ไม่สามารถเก็บรับดอกผลของการต่อสู้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทั้งที่ภววิสัยเอื้ออำนวยมากกว่าครั้งหลังจากการต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 และ พฤษภาคม 2535 หลายเท่า

ลักษณะเช่นนี้ ทำให้ผู้รักประชาธิปไตย-คนเสื้อแดงของไทย มีความแตกต่างทั้งสาระและรูปแบบกับโซลิดาริตี้อย่างมากมาย เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวในลักษณะ”หลากหลายที่ไร้เอกภาพ”อย่างชัดเจนมากขึ้น แม้ชัยชนะหลังการเลือกตั้งซึ่งทำให้พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ก็ทำให้ผู้รักประชาธิปไตย-คนเสื้อแดงบางส่วนได้เข้ามามีบทบาทร่วมในอำนาจรัฐ ไทยอย่างชอบธรรม แต่ก็อยู่ในวงจำกัด ไม่สามารถมีบทบาทนำในการต่อสู้เพื่อผลักดันให้สังคมมีเสรีภาพและยุติธรรมมาก ขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเทียบกับบทบาทของนักเลือกตั้งและนักฉวยโอกาสทางการเมืองที่เข้าไปใช้ ประโยชน์จากอำนาจที่ได้มาบางส่วนตะกรุมตะกรามกันอย่างไร้ยางอาย รวมถึงการขับเคลื่อนชี้นำของกลุ่มพลพรรคแวดล้อมทักษิณ ชินวัตรซึ่งมีวาระซ่อนเร้นอยู่

จนถึงวันนี้ ร่างกฏหมายเผด็จการที่กดขี่เสรีภาพของมวลชน โครงสร้างของความอยุติธรรมทางสังคม และทิศทางสร้างทางออกใหม่ที่ปลดปล่อยพลังการผลิตของสังคมให้เป็นประโยชน์ อย่างสร้างสรรค์ก็ยังคงดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและวกวน ไม่สามารถใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนเป้าหมายทางการเมืองได้อย่างมีพลัง

ไม่เพียงเท่านั้น บทบาทในการกำหนดย่างก้าวของรัฐในเวทีเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศเพื่อ สร้างฐานะนำอย่างมีพลังด้วยแล้วยิ่งไม่ปรากฎขึ้นเลยแม้แต่น้อย

รวมทั้งบทบาทการแทรกแซงการเมืองของกองทัพ ก็ยังคงดูเหมือนว่าจะมีอยู่ในระดับเข้มข้นต่อไปอย่างสังเกตได้ ความพยายามใดๆที่จะสร้างเงื่อนไขให้กองทัพต้องถอนตัวจากการแทรกแซงทางการ เมือง ลดระดับลงเหลือเพียงแค่การ”เกียเซียะ”ในมุมมืดแบบหมูไปไก่มาเท่านั้นเอง

ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คำถามว่าด้วยการสร้างพลังถ่วงรั้งการใช้อำนาจและอิทธิพลของกลุ่มทุนใหญ่ที่ ผูกขาดกลไกธุรกิจไทยอย่างเหนียวแน่นที่อยู่เบื้องหลังการสมคบคิดกับอำนาจรัฐ มายาวนาน กลับไม่ปรากฏ เสมือนหนึ่งดูเบาว่านี่ไม่ใช่ปัญหาหลักอย่างหนึ่งของสังคมไทย

ชัยชนะหลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 ย่อมมีส่วนทำให้พลังของผู้รักประชาธิปไตย-คนเสื้อแดงเปลี่ยนไปจากเดิม แบบเดียวกันกับปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับโซลิดาริตี้ของโปแลนด์เมื่อ 20 กว่าปีก่อน แต่ดูเหมือนไม่เร็วเกินไปที่จะสรุปว่า เส้นทางของการเชื่อมต่อการต่อสู้เพื่อไปบรรลุเป้าหมายสร้างสังคมที่ยกระดับ เสรีภาพและยุติธรรมมากขึ้นนั้น โซลิดาริตี้ทำได้ดีกว่าหลายสิบเท่าของผู้รักประชาธิปไตย-คนเสื้อแดงในไทย

หากไม่ศึกษาบทเรียนจากโซลิดาริตี้อย่างจริงจัง และยังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการต่อสู้เพื่อแปลงให้เป็นรูปธรรมในช่วง เปลี่ยนผ่าน ความเป็นไปได้ที่ชัยชนะจากการต่อสู้จะเป็นได้เพียงแค่ม่านที่อำพรางความอ่อน ด้อยภายในของพลังเสรีภาพและยุติธรรม บนเอกภาพที่ไม่ยั่งยืนเท่านั้น

หากความคาดหมายนี้เกิดขึ้นมาจริง ความหลากหลายที่ไร้เอกภาพและไร้พลัง ย่อมหมายถึงโอกาสเป็นไปได้ที่ชัยชนะจะสูญเปล่า รอเวลาสำหรับการเข้าสู่วงจรอุบาทว์รอบใหม่ ซึ่งเสรีภาพ และยุติธรรมจะถูกปล้นชิงไปได้เมื่อกลุ่มเผด็จการอำมาตย์สมคบคิดซึ่งยามนี้ กำลังอำพรางตัวเองกับสถานการณ์ใหม่ สามารถตั้งตัวได้ และกลับมาร่วมตัดสินใจครั้งใหม่ในวันข้างหน้าว่าพร้อมแล้วสำหรับการกลับมา ใช้ความรุนแรงของอำนาจดิบกระชากสิทธิ์และผลประโยชน์กลับคืนไป

ถึงตอนนั้น ก็สายเกินไปเสียแล้วที่จะเปลี่ยนสถานการณ์ได้ และอาจจะทำให้ผู้รักประชาธิปไตยไทยตกอยู่ในสภาพยิ่งกว่า”ไก่คุ้ยกองขยะ”เสีย ด้วยซ้ำ

ทศพล ทรรศนกุลพันธ์: น้ำท่วมปากเกษตรกร

ที่มา ประชาไท

หลังภาวะภัยพิบัติธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สายน้ำได้พัดพาเอาความฝัน ความหวังของเกษตรกรในปีที่ผ่านมาลอยไปกับตา เปรียบเสมือน คนเอาเงินแสนใส่กระเป๋าแต่มารู้ตัวอีกทีเงินก็หายไปแล้วเพราะก้นกระเป๋าขาด

เกษตรกรจำนวนมากอยู่ในภาวะน้ำปริ่มจะท่วมปากท่วมจมูกด้วยภาวะหนี้สินที่ ต้องพยายามปลดเปลื้องกันปีต่อปี และหากปีใดเก็บเกี่ยวผลผลิตหรือจับสัตว์เลี้ยงไม่ได้แม้แต่ฤดูกาลเดียว นั่นหมายถึงหนี้สินก้อนโตที่จะเข้ามาทับถมเพิ่ม จนอาจจะต้องสูญเสียปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ออกไป เพราะเกษตรกรต้องใช้ที่ดินของตนจำนองหรือค้ำประกันหนี้สินที่กู้ยืมมาเพื่อ ลงทุนทำการผลิตในฤดูกาลนั้นแล้วหวังว่าสิ้นฤดูกาลจะมาเก็บผลผลิตเพื่อใช้ หนี้แล้วเหลือเงินบางส่วนได้ใช้จ่ายในครอบครัว หรือสะสมเอาไว้เป็นทุนส่งเสียลูกหลานเรียนต่อเพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่ง ขันตามระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

หลังวิกฤตน้ำท่วมสิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กับเกษตรกรจึงมิใช่เพียงเรื่องการ สูญเสียรายได้และมีหนี้สินพอกพูนขึ้นมากเท่านั้น แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าถึงขั้นต้องเลิกทำเกษตรกรรมกันเลยทีเดียว ก็คือ การสูญเสียปัจจัยการผลิต

การสูญเสียปัจจัยการผลิตที่สังคมตระหนักดีและเป็นห่วงกันอยู่มาก ก็คือ ปัญหาการสูญเสียที่ดินทำกิน รัฐบาลก็ได้เล็งถึงปัญหาเหล่านี้มาต่อเนื่องทุกยุคทุกสมัยโดยมีการผลักดัน กฎหมาย นโยบาย และงบประมาณจำนวนมากมาแก้ไขปัญหาผ่านโครงการร่วมกับสถาบันการเงินที่เกี่ยว ข้องกับเกษตรกรโดยตรง หรือแม้กระทั่งการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูหนี้สินให้แก่เกษตรกร

อย่างไรก็ดีปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรกำลังสูญเสียไปและอาจจะหมายถึงการสูญ เสียความสามารถในการดำรงวิถีชีวิตเกษตรกรที่สามารถพึ่งพากันเองไปตลอดกาลก็ คือ การสูญเสียสิทธิในพันธุกรรมพืช และสัตว์ที่ใช้ทำการผลิตทางการเกษตร ทั้งนี้บรรษัทอุตสาหกรรมเกษตรทั่วโลกเล็งเห็นความสำคัญของพันธุกรรมทางการ เกษตรมายาวนานโดยลงทุนวิจัยและจดสิทธิบัตรเพื่อหวงกันสิทธิเพื่อขายต่อให้ เกษตรกรในราคาที่ตนกำหนดโดยกดดันให้รัฐทั้งหลายออกกฎหมายมารับรองสิทธิบัตร เหนือสิ่งมีชีวิตให้กับเอกชน ซึ่งประเด็นนี้เป็นการคุกคามสิทธิเกษตรกร และอธิปไตยเหนืออาหารของคนทั้งโลกอย่างร้ายแรง

เมื่อผนวกเข้ากับภาวะภัยพิบัติน้ำท่วมที่กวาดเอาพืชและสัตว์รวมทั้งเมล็ด พันธุ์ตัวอ่อนที่เกษตรกรรักษาหายไปกับน้ำจนหมดเกลี้ยง เกษตรกรจึงตกในภาวะเสี่ยงที่จะไม่มีปัจจัยการผลิตมากยิ่งขึ้น

จะด้วยความโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่อาจทราบได้ ความหวังดีของภาครัฐและเอกชนที่ต้องการจะช่วยเหลือเกษตรกรให้พ้นจากภาวะล้ม ละลายและพลิกฟื้นกลับมาทำการผลิตได้อีกครั้ง ด้วยการระดมเมล็ดพันธุ์พืช และตัวอ่อนสัตว์มารวมกันแล้วนำไปมอบให้เกษตรกรเป็นการกุศล อาจทำให้เกิดปัญหาอย่างที่ผู้หวังดีคาดไม่ถึง

หากคิดในเชิงสมคบคิดก็อาจจะเห็นความแยบคายของกลยุทธ์ที่บรรษัทอุตสาหกรรม เกษตรกรฉกฉวยเอาวิกฤตมาพลิกเป็นโอกาสอย่างชัดเจน เนื่องจากบรรษัทเหล่านี้หวังที่จะนำเมล็ดพันธุ์ และตัวอ่อนของบรรษัทตนไปขายให้เกษตรกรใช้จนติดและต้องมาซื้อไปผลิตซ้ำๆแล้ว ซ้ำเล่าในฤดูกาลต่อไป แต่เกษตรกรจำนวนมากที่มีการเก็บรักษาพันธุกรรมเหล่านั้นหลุดรอดพ้นบ่วงมาได้ ด้วยพันธุกรรมที่ตนสะสมไว้หลายชั่วอายุคน

เมื่อน้ำท่วมขังต่อเนื่องยาวนานทำให้พันธุกรรมเหล่านี้สูญหายไปอย่างมาก บรรษัทเกษตรสามารถยื่นพันธุกรรมพืชและสัตว์ของตนให้ภาคเอกชนและภาครัฐนำไป ทำการกุศลโดยแจกจ่ายไปยังเกษตรกรหลายพื้นที่ จนเกษตรกรต้องใช้พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ของบรรษัทที่ตัดแต่งพันธุกรรมให้เป็น หมันทำให้ต้องซื้อใหม่ทุกฤดูกาลเพราะของบรรพบุรุษก็สูญหาย ส่วนของบรรษัทก็เก็บมาใช้ในฤดูกาลถัดไปไม่ได้เพราะเป็นหมัน หรือต้องเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชซึ่งเหมาะที่จะเลี้ยงด้วยอาหารและยาของบรรษัท และเป็นหนี้สินกับบรรษัทมากยิ่งขึ้น มีอำนาจต่อรองน้อยลงไปทุกที

หากเราเป็นห่วงเกษตรกรจริงก็ขอความกรุณาทุกท่านที่มีจิตอันเป็นกุศลช่วย นำพาพันธุ์พืชพันธ์สัตว์ของเกษตรกรในพื้นที่อื่นมามอบให้แก่เกษตรกรด้วยกัน เพื่อรักษาสายใยเกษตรกรรมที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและธรรมชาติ แทนที่จะนำพันธุกรรมของบรรษัทมามอบให้เกษตรกร

ไม่อย่างนั้นความหวังดีของทุกท่านก็อาจเป็นความประสงค์ร้ายต่อเกษตรกร เมื่อท่านได้อ่านและรับรู้เรื่องราวผ่านบทความนี้แต่ยังไม่เปลี่ยนวิธีการ ส่งมอบพันธุกรรมให้แก่เกษตรกร

น้ำที่ท่วมเรือกสวนไร่นาของเกษตรกรที่แห้งไปแล้ว ก็จะเปลี่ยนเป็นหนี้สินที่จะพอกพูนเพิ่มขึ้นมาท่วมปากเกษตรกรต่อไป

กรณีเสกสรรค์ กับ ครก. 112 และการแก้ปัญหาแบบ top down

ที่มา ประชาไท

หลังจากเสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตผู้นำนักศึกษารุ่น 14 ตุลา นามอุโฆษ ออกมาเขียนจดหมายชี้แจงว่า ชื่อเขาไปปรากฏใน 112 ชื่อแรกของคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ได้อย่างไร ซึ่งเสกสรรค์บอกว่า “ถูกขอร้องโดยผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ” แต่ยืนยันว่า เขา “ไม่ใช่แกนนำในการรณรงค์แก้ไข มาตรา 112” หลังจากนั้นผู้คนจำนวนหนึ่งก็เกิดอาการผิดหวัง เศร้าใจ หรือแม้กระทั่งโกรธเสกสรรค์ ทั้งในอินเทอร์เน็ต และนอกอินเทอร์เน็ต และมีการกล่าวหาและวิจารณ์ว่า เสกสรรค์ขี้ขลาด ไร้จุดยืน ชราแล้ว เปลี่ยนไป ฯลฯ

ผู้เขียนเชื่อว่า อาจารย์เสกสรรค์คงต้องรับผิดชอบต่อการที่ชื่อตัวเองไปปรากฏในรายนาม ครก. 112 คน ส่วนจุดยืนของเสกสรรค์เป็นอย่างไรนั้น ไม่ใช่หัวข้อของบทความนี้ หากบทความนี้มุ่งตั้งคำถามว่า การที่เสกสรรค์ออกมาพูดเช่นนี้มันสะท้อนอะไรเกี่ยวกับกระบวนการคัดสรรจัด ตั้ง ครก. 112 รวมถึงคำถามที่ว่า แท้จริงแล้ว กระบวนการคัดสรรโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากสาธารณะมากน้อยเพียงใดและทำไม ผู้เขียนจึงขอตั้งข้อสังเกตคร่าวๆ ดังนี้

1. กระบวนการคัดสรรรายนาม 112 คนแรกของ ครก. เป็นไปในลักษณะที่ขาดการมีส่วนร่วมอันเป็นประชาธิปไตยของสาธารณะในวงกว้าง ขาดความโปร่งใส

คำถามก็คือ มีใครรู้บ้างว่า เขาคัดสรรคน 112 คนแรกนี้กันอย่างไร และทำไมถึงเกิดเหตุอย่างกรณีของเสกสรรค์ได้ หากการคัดสรรคน 112 คนเน้นคนดัง คนมีชื่อเสียง มากกว่าคนที่มีจุดยืนอย่างชัดเจนต่อเรื่องมาตรา 112 แล้ว ผู้เขียนเกรงว่า มันคงเป็นกระบวนการที่มิอาจช่วยให้สังคมเป็นประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง และมิต่างจากการเน้นการพึ่งพาชนชั้นนำแบบเก่า หรือเซเลบริตี้/เซเล็บ หรือผู้มีบุญบารมี จะต่างกันก็เพียง กลุ่มนี้คนส่วนใหญ่น่าจะเป็นผู้มีเจตนาดีต่อบ้านเมือง (แต่ก็อย่างว่า อีกฝ่ายที่เอา ม.112 ก็อ้างว่า ผู้นำฝ่ายตนเองที่พวกเขาเทิดทูน นับถือ ก็เป็นคนดี และหวังดีต่อสังคมเหมือนกันมิใช่หรือ)

การที่เสกสรรค์บอกว่า มีผู้ใหญ่ที่เขาเคารพนับถือ ‘ขอร้อง’ นั่นก็แสดงถึงการใช้ระบบอุปถัมภ์ ระบบพี่ ระบบน้อง ในการคัดสรรคน 112 คนแรกเช่นกัน ตรงนี้ถ้ามองในแง่กระบวนการก็มิต่างจากพรรคการเมืองหลายพรรค ที่จัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี

2. ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ และ ครก.112 สำเร็จรูปเกินไป?

สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ หากคุณเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่มองเห็นถึงปัญหาของกฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ แต่ไม่มีเส้นสายหรือคอนเนกชั่น (connection) ในการเข้าไปร่วมประชุมปิด ณ วันนี้ สิ่งที่คุณทำได้ก็คือ ตัดสินใจซะว่าจะเซ็นหรือไม่เซ็นเท่านั้นเอง เพราะข้อเสนอในการแก้มาตรา 112 ของนิติราษฎร์และ ครก. นั้น มันออกมาตายตัวอย่างสำเร็จรูปแล้ว โดยที่คนธรรมดาทั่วไปมิได้มีส่วนร่วมในการให้ความเห็น หรือเสนออะไรเลย (โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนขอประกาศไว้เลยว่า ถึงแม้จะตระหนักถึงเจตนาดีของทั้งสองกลุ่ม แต่ก็จะไม่ร่วมลงชื่อ เพราะว่า ผู้เขียนรับไม่ได้กับการร่วมลงชื่อที่ลดโทษกฎหมาย มาตรา 112 แต่ยังคงไว้ซึ่งความชอบธรรมของโทษทางอาญา และไม่รวมถึงข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสและกระบวนการในการจัดตั้ง ครก.และตั้งข้อเสนอ)

3. ทั้งข้อ 1. และข้อ 2. ทำให้เราเห็นว่า การพยายามแก้ปัญหา อย่างไม่มีส่วนร่วมโดยสาธารณะอย่างแท้จริง ย่อมนำไปสู่การพึ่งพา (dependency) อีกแบบหนึ่ง ถึงแม้นิติราษฎร์และ ครก. จะมีเจตนาดีแต่ถ้าเราเชื่อมั่นในพลังและสติปัญญาของประชาชน กระบวนการต่างๆ ก็ควรจะเปิดกว้างให้มากที่สุด มิใช่ทำกันเงียบๆ แล้วผลิตข้อเสนอสำเร็จรูปออกมาให้สู่สาธารณะให้ประชาชนเลือกว่าจะเซ็นหรือ ไม่เซ็น (ดูตัวอย่างตรงกันข้าม กรณีเครือข่ายพลเมืองเน็ต จัดแคมเปญ My Computer Law ที่เริ่มจากการระดมความเห็นจากสาธารณะทั่วประเทศ แล้วจึงนำความเห็นเหล่านั้นมาทำเป็นร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับประชาชน แล้วจึงจะมีการระดมลายเซ็นเพื่อเสนอกฎหมายเข้าสภา ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในชั้นระดมความเห็น)

ตราบใดที่ยังมีการแก้ปัญหาแนวดิ่งแบบบนลงล่าง (top down) แบบสูตรสำเร็จให้ประชาชนเลือกเลย ตราบนั้นประเทศไทยก็ยังคงเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้ยาก ทางเลือกของประชาชนในสังคมประชาธิปไตยควรจะมีมากกว่าการตัดสินใจว่าจะเซ็น หรือไม่เซ็น

ประชาชนในสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อคอยสนับสนุน ผู้นำแบบที่เขาเห็นด้วย หากควรมีบทบาทมากกว่าการเป็นกองเชียร์หรือคนลงนามในการรณรงค์แบบแนวดิ่ง อย่างสูตรสำเร็จ เราต้องไม่สับสนระหว่างสังคมที่ดีที่อยากเห็น ซึ่งอาจมีการผลักดันสิ่งต่างๆ อย่างไม่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงกับกระบวนการที่โปร่งใส มีส่วนร่วมและเป็นประชาธิปไตย ซึ่งเอาเข้าจริง อย่างหลังสำคัญกว่าต่อสังคมไทยในระยะยาว

ประชาชนมิควรต่อสู้เพียงเพื่อเปลี่ยนการพึ่งพาจากชนชั้นกลุ่มหนึ่งไปสู่ ชนชั้นนำอีกกลุ่มอีกแบบที่พวกตนเชื่อว่าดีกว่า หากควรต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความสำคัญระหว่างคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมด้วย

ต่างชาติขาดข้อมูลวิจัยปาตานี ชี้แนวโน้มโลกมุ่งศึกษาประวัติท้องถิ่น

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการออสเตรเลีย เผยต่างชาติขาดข้อมูลประวัติศาสตร์วัฒนธรรมปาตานี เหตุนักวิจัยมุ่งศึกษาความรุนแรง จนกลบภาพพลวัตรสังคม ชี้แนวโน้มโลกมุ่งศึกษาประวัติท้องถิ่น


แพทริค โจรี

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 มกราคม 2555 ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ดร.แพทริค โจรี อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ตะวันออกเฉียงใต้ สถาบัน School of History, Philosophy Religion and Classics Faculty of Arts มหาวิทยาลัยควีนแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย กล่าวปาฐกถาเรื่อง Problem of Modernity in Patani and Thailand : The Emergence of the people in Patani’s Past and Present ในงานเสวนาวิชาการเรื่องสภาวะความสมัยใหม่อันแตกกระจายของปาตานี

ดร.แพทริค กล่าวว่า ประวัติศาสตร์ปาตานีที่ถูกนำเสนอผ่านงานวิจัยส่วนใหญ่นำเสนอประเด็นความขัด แย้งทางการเมือง ทำให้คนทั่วไปเห็นแต่มุมความขัดแย้งเหมือนภาพหลอน แต่ไม่ค่อยพบงานวิจัยที่นำเสนอชีวิตของคนในพื้นที่ ซึ่งสามารถพบได้จากการวิจัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรม

ดร.แพทริค กล่าวต่อไปว่า การอ่านเอกสารวิชาการเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจะเป็นการสร้างความเข้าใจ สังคม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ความขัดแย้งได้ดีกว่า การนำเสนอในเชิงประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองหรือความรุนแรง

ดร.แพทริค กล่าวอีกว่า ในช่วง 2 – 3 ปีมานี้ นักวิชาการและนักวิจัยมีแนวโน้มให้ความสนใจประวัติศาสตร์ที่ลงย่อยลงมากขึ้น จากเดิมที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ ต่อมาเริ่มสนใจในบริบทความเป็นชาติ และลงย่อยมาจนถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แต่ประวัติศาสตร์ปาตานี ก็ยังถูกมองข้ามจากสังคมโดยรวม

ดร.แพทริค กล่าวว่า ยกตัวอย่างเช่น สำนักอันนานซ์ ประเทศฝรั่งเศส ที่เปลี่ยนแนวทางการศึกษาวิจัยจากประวัติศาสตร์ความรุนแรงทางการเมือง มาเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์สังคม เป็นอีกตัวอย่างแนวโน้มที่มีการเปลี่ยนการศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศใน ยุโรป

“เงื่อนไขเกี่ยวกับการเขียนประวัติศาสตร์ปาตานีในสังคมไทยมีหลายประการ อย่างการพูดถึงตัวตนของปาตานีหรือ Geo-body ที่ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย แต่เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธว่าไม่มีปาตานีในแผ่นดินไทย” ดร.แพทริค กล่าว

ดร.แพทริค กล่าวว่า ปัจจุบันนักวิชาการต่างประเทศสนใจศึกษาประวัติศาตร์ปาตานีมากขึ้น เนื่องจากได้รับข้อมูลจากงานวิชาการถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากขึ้น

ดร.แพทริค กล่าวอีกว่า ประวัติศาสตร์ปาตานี แม้มีความใกล้ชิดกับความเป็นอิสลามมาก แต่ยังไม่มีงานเขียนทางวิชาการเรื่องอิสลามกับความเป็นสมัยใหม่ในสังคมปา ตานีเลย แต่งานเขียนลักษณะนี้มักพบเห็นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซียและ มาเลเซีย