WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, January 29, 2012

สนนท.ประณามASTV-หมอสลิ่มให้ร้ายฝ่ายรณรงค์แก้112ล้มเจ้า ย้อนที่ทำำกำลังสนองพระราชดำรัส

ที่มา Thai E-News

นัก ศึกษาแพทย์ และคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในนามองค์กรแพทย์ขอนแก่น พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย ร่วมออกแถลงการณ์ในนาม “ชาวขอนแก่นรักในหลวง” เพื่อแสดงจุดยืน คัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถือเป็นการลบหลู่สถาบันที่คนไทยทุกหมู่เหล่าเคารพเทิดทูนไว้เหนือหัว ล่าสุดถูกสนนท.ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการบิดเบือน

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548 ซึ่ง 1 ในคณะรณรงค์แก้ไขม.112 เห็นว่ายังไม่มีใครสนองเลย และชี้ว่าสิ่งที่คณะรณรงค์กำลังดำเนินการแก้ไขม.112นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองกระแสพระราชดำรัสอยู่ในเวลานี้

ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาในจังหวัดขอนแก่นได้เสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย รณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทนใน การเลือกตั้งครั้งหน้า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2555


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง"แก้ไขมาตรา 112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย"ที่โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน พร้อมกับออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรื่อง"ชี้แจงและโต้กลุ่มที่โจมตีการแก้ไข มาตรา 112 ว่าเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์" โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

ในการจัดการเสวนาครั้งนี้ได้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อกลุ่มขอนแก่นรักในหลวงที่นำ โดยนายแพทย์ชวลิต ไพโรจน์กุล และสื่อเครือผู้จัดการได้ออกข่าวบิดเบือนความจริงและใส่ร้ายป้ายสีในการจัด กิจกรรมดังกล่าว (ดูข่าวเว็บASTVผู้จัดการ:นศ.-อาจารย์ มข.กลุ่มล้มเจ้านัดจัดเสวนาหนุนแก้มาตรา 112 บ่าย 29 ม.ค.นี้ และข่าว:“หมอขอนแก่น” ผนึกภาคประชาชน ค้านกลุ่มนิติราษฎร์จ้องล้มสถาบัน) เพราะสิ่งที่่ทางกลุ่มเรากระทำการรณรงค์แก้ไขม.112 มีเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด และได้มองเห็นปัญหาของมาตรา 112 ดังกล่าวว่าถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการทำลายคู่ต่อสู้ทางการ เมืองที่เห็นแตกต่่างจากกลุ่มตน จนนำไปสู่การละเลยสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อันเป็นหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยสากล และสิ่งที่เราได้กระทำนั้นอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทุกประการ

สนนท.และสนนอ.จึงขอประณามการกระทำของกลุ่มขอนแก่นรักในหลวงที่ให้ข้อมูลต่อ สาธารณชนที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่กลับอ้างถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันเพื่อทำลายกลุ่มรณรงค์แก้ไขม.112ที่ มีเจตนาบริสุทธิ์ในการแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าว และขอประณามการกระทำของสื่อมวลชนของสื่อเครือผู้จัดการที่นำเสนอข่าวเกี่ยว กับการรณรงค์แก้ไขม.112ที่ทั้งบิดเบือน และไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และขอให้สื่อของท่านพิจารณาจรรยาบรรณในการเป็นนักข่าวด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ยิ่งทำให้สังคมแตกแยก ไม่มีทางปรองดองกันได้ อันนำมาสู่การนองเลือดในที่สุดอย่างครั้งประวัติศาสตร์เคยสอนสังคมไทย

สำหรับการจัดการเสวนาดังกล่าวนี้ ผู้จัดงานเปิดเผยว่่า นักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่นรายหนึ่งได้ถอนตัวการเป็นวิยากรอย่างกะทันหัน เนื่องจากถูกบีบอย่างหนัก จึงมีมีวิทยากรหลักจาก สนนท. สนนอ. นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความคดีดาร์ ตอร์ปิโด และวาด วรี กวีจากกลุ่มแสงสำนึก

นายพรชัย ยวนยี เลขาธิการสนนท.กล่าวอภิปรายว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขมาตรา112นั้น มีปัญหาเสรีภาพทางวิชาการมาก จะไปจัดงานที่ไหนก็ยากลำบาก ถูกกีดกัน ไม่ใช่เฉพาะที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดเสวนาวิชาการที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯก็เคยเจอปัญหา ทางคณะไม่ให้ใช้ห้องประชุมคณะ เป็นต้น

ปัญหาส่วนหนึ่งของการรณรงค์แก้ไขม.112นั้นก็เนื่องจากสื่อไม่ทำหน้าที่ตาม หลักวิชาชีพและขาดจรรยาบรรณ นำเสนอข่าวด้านเดียว เซ็นเซอร์ตนเองในข่าวฝ่ายความเคลื่อนไหวแก้ไขรณรงค์แก้ไข 112 หรือข่าวนิติราษฎร์ก็บิดเบือนนำเสนอข่าวด้านลบ อาจนำไปสู่การนองเลือดแบบกรณี 6 ตุลาคม 2519 เพราะบิดเบือนให้ร้ายว่าคณะนิติราษฎร์ และฝ่ายรณรงค์แก้ไขมาตรานี้เป็นพวกล้มล้างสถาบัน ซึ่งเป็๋นการบิดเบือนทั้งหมด ทั้งที่ความจริงเรารณรงค์แก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ไม่นำสถาบันมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ที่เรามาจัดงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็บิดเบือนให้ร้ายอันเป็นเท็จ สนนท.จึงได้ออกแถลงการณ์ประณาม เพราะที่ครก.112ทำอยู่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การล้มเจ้า

ทนายประเวศกล่าวถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 ว่า หัวใจสำคัญคือผู้พิพากษาที่มีทัศนคติว่าพวกตนตัดสินคดีภายใต้พระปรมาภิไธย ของในหลวง จึงอาจคิดไปว่าตนเป็นคู่กรณีของจำเลยซะเอง และบางครั้งก็อาจตัดสินคดีเลยไปไกลจากตัวบท เช่น หาว่า จำเลยกรณีนายบัณฑิต อานียา เขียนหนังสือชักจูงให้คนไม่รัก ทัี้งที่ไม่มีักำหนดไว้ในมาตรานี้เลย หรือหากเป็นจำเลยเสื้อแดงก็มักถูกตัดสินหนัก แต่หากเป็นเสื้อเหลืองแบบนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกดำเนินคดีนี้ ปานนี้เรื่องก็ยังไม่ไปถึงไหน หรือคดีนายโชติศักดิ์ ที่ไม่ยืนในโรงหนังมีการส่งฟ้อง แต่คนที่ทำร้ายนายโชติศักดิ์ในโรงหนังกลับไม่ถูกดำเนินคดี เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยเห็นว่าเป็นการปกป้องสถาบัน

วาด วรี กวีกลุ่มแสงสำนึก กล่าวว่า สถาบันตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาหลายกรณี และถูกทำให้ถลำลึกสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่คนในแวดวงราชสำนักก็กระทำการในทางที่ไม่สมควร เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เดินสายพูดให้ทหารทำรัฐประหาร 19 กันยา จากนั้นพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีคนหนึ่งก็มาเป็นนายกฯหลังรัฐประหาร แล้วก็ขึ้นเงินเดือนให้องคมนตรี ต่อมาพลเอกเปรมก็มาพูดเชียร์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าคนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ทั้งที่รัฐธรรมนูญตราไว้ว่ให้องคมนตรีต้องเป็นกลางทางการเมือง สถาบันฯจึงถูกทำให้ลงมาพัวพันกับการเมือง และถูกอ้างว่ามีการล้มเจ้า ขณะที่มาตรา112ถูกบังคับใช้ภายใต้บรรยากาศ 2 มาตรฐาน และขัดกับอุดมการณ์ที่เรียกว่า"ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" แต่สนองตอบอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ซึ่งข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นเสนอแก้ไขให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นการสนองพระราชดำรัสในหลวงเมื่อ 4 ธันวาคม 2548 ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสนองพระราชดำรัสมาก่อนเลย

ท้าให้ลงประชามติเลยคนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือค้านแก้112


ในช่วงแลกเปลี่ยนมีผู้ถามว่า หากลงชื่อแก้ไขมาตรา112จะผิดกฎหมายและถูกไล่ออกนอกประเทศหรือไม่ วิทยากรตอบว่า การเสนอแก้ไขเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่คนมาคัดค้านนั้นผิดกฎหมาย เพราะขัดรัฐธรรมนูญ และอยากฝากผบ.ทบ.ที่ชอบอ้างว่าคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข กฎหมายนั้น ก็ควรลงประชามติให้คนทั้งประเทศออกเสียงว่าควรแก้หรือไม่ควร

"ส่วนคนที่อ้างว่าคนที่ไม่รักสถาบันให้ออกนอกประเทศไป เดี๋ยวคนทั่วโลกที่เขาปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยมากกว่า80%จะไล่พวกคุณที่ ไม่รักประชาธิปไตยไปอยู่นอกโลก มันจะแย่เอานะครับ"เลขา สนนท.กล่าว

คนขอนแก่นจี้ส.ส.เพื่อไทยให้หนุนแก้112ไม่งั้นคราวหน้าไม่เลือกอีก

นอกจากนั้นผู้ร่วมเสวนาชาวขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกทั้งจังหวัดในการเลือกตั้งส.ส.ครั้ง ล่าสุดยังได้กล่าววิจารณ์ว่าพรรคเพื่อไทยที่ไม่สนับสนุนการแก้ไข มาตรา112นั้นไม่ทราบว่าจะยึกยักรอให้เขายึดอำนาจก่อนหรืออย่างไร และเสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้ สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทน


*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เหลิมฟังทางนี้หน่อยอ๋อยเตือน:คนเสนอแก้112ไม่ผิดเพราะวิจารณ์กฎหมาย ไม่ได้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์: แด่เสียงของคนส่วนใหญ่ในโลก

ที่มา Thai E-News

29 มกราคม 2555

โดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์

ที่มา Pipob Udomittipong

ก่อน ที่การประท้วงเปลือยที่ทรงค่าจะถูกล้อเลียนจนกลายเป็นเรื่องโจ๊กไป ผมอยากเล่าความรู้สึกให้ฟังถึงการเปลือยอกท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในที่ ประชุมของบรรดานายทุนและผู้นำรัฐบาลโลก ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเลียนถากถางกัน แต่เป็นการเรียกร้องด้วยความเสียสละ มีความเป็นมา และมีเป้าหมายยิ่งใหญ่เพื่อคนส่วนใหญ่ในโลก (คนจน+ผู้หญิง)

ผมหมายถึงการประท้วงในระหว่างการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่กรุงดาวอสในขณะนี้

ดา วอสเป็นเมืองตากอากาศในภาคตะวันออกของเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรแค่ประมาณหมื่นเศษ ส่วนที่ประชุม World Economic Forum (WEF) นั้นเป็นการจัดงานขององค์กรที่อ้างตัวเองว่าเป็นองค์กรสากล และทุกปีจะเชื้อเชิญผู้นำธุรกิจ+การเมือง+นักวิชาการ (ยกเว้นคนยากคนจน) จากทั่วโลกมาประชุมกัน เพื่อหาทางทำให้ “โลกดีขึ้น”

WEF นั้นก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1971 แต่ไม่โด่งดังจนกระทั่งการประชุม WEF ในปี 2000 (2543) ซึ่งมีผู้ประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์นับพันคนเข้ามารณรงค์ ที่คนจำได้แม่นคือการถล่มร้านแม็คโดนัลด์ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้มีการประท้วงต่อเนื่องไประหว่างการประชุมธนาคารโลก ที่วอชิงตัน และประชุมของ IMF ในเดือนเมษายนกับกันยายน ปีเดียวกัน

ก่อน หน้านั้นในปี 1999 ก็มีการประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์ครั้งใหญ่ในระหว่างการประชุมขององค์การการ ค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ที่ตอนนั้นมีบทบาทมากในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ การประท้วงที่ดาวอสในสองปีต่อมาจึงถือเป็นความสืบเนื่องของความไม่พอใจต่อ ผลกระทบของการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนรวย แต่ไม่กระจายให้ทั่วถึงคนส่วนใหญ่ในโลก

ต่อให้พระมาพูดผมก็ ไม่เชื่อว่าบรรดาผู้นำการเมือง+นักธุรกิจที่ร่ำรวย 200 กว่าคนที่มาประชุมกันทุกปีที่เมืองตากอากาศในประเทศร่ำรวยสุดในโลกเหล่านี้ จะพยายามหาทางกระจายโภคทรัพย์ให้ทั่วถึงคนทุกคนในสังคม

ผลจากการ ประท้วงที่ดาวอสในปี 2000 เป็นเหตุให้ในปี 2001 (2544) ภาคประชาชนจัดการประชุมคู่ขนานขึ้นมาที่เราเรียกว่าเป็น World Social Forum หรือเวทีสังคมโลก (แทนที่จะพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจเหมือนนายทุน เราต้องพูดเรื่องของสังคมด้วย) และจัดงานนี้ขึ้นที่เมือง Puerte Allegre ประเทศบราซิล

ภาคประชาชนจัดงานเขามีคนเข้าร่วม 50,000 กว่าคนเป็นบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการประชุมของนายทุนที่ดาวอส ที่ WSF ไม่มีการปิดกั้นการประท้วง ทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสดงออก และทุกคนเสมอภาคกัน

แต่การประชุมของนายทุน+นักการ เมืองนั้น เขากีดกันคนที่เห็นต่างจากโลกาภิวัตน์ เลือกไปประชุมในเมืองแพงสุดในประเทศแพงสุดในโลก มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และสามารถทำได้ดีเพราะดาวอสเป็นเมืองขนาดเล็กในหุบเขา สามารถตั้งด่านสกัดบรรดาผู้ประท้วงได้เป็นอย่างดี พวกนายทุนเขามีบทเรียนมาแล้วจากการประท้วงที่ซีแอตเติล ต้องย้ายไปนิวยอร์ก ต่อมาก็ย้ายไปควีเบ็ค (ซึ่งถึงกับมีการกั้นด้วยแท่งปูนถาวรรอบที่ประชุม)

ใน การประชุมครั้งที่ 42 ของ WEF นอกจากผู้ประท้วงกลุ่ม Occupy ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกแล้ว ยังมีสตรีสามท่านที่ทำการประท้วงอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแหวกวงล้อมอันแน่นหนาเข้าไปถึงประตูที่ประชุม

ผู้ประท้วงเปลือยอกทั้งสามท่านมาจากกลุ่ม Femen ประเทศยูเครน นำโดยคุณ Inna Shevchenko หลาย คนอาจจำประเทศนี้ได้จากอดีตประธานาธิบดี Yulia Tymoshenko ที่สวยและสง่าที่นอกจากแพ้เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในข้อหาคอร์รัปชัน ข้อความประท้วงบนหน้าอกเปลือยของผู้ประท้วงท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บถึงขั้น เป็นน้ำแข็งมีอาทิ

“เราจนเพราะพวกคุณ” (Poor because of you!)“วิกฤตเกิดขึ้นจากดาวอส” ("Crisis! Made in Davos) “ปาร์ตี้ของพวกแก๊งนายทุนในดาวอส” (Gangsters party in Davos)

ที่ประทับใจผมมากสุดคือที่คุณ Inna Shevchenko แกให้สัมภาษณ์ว่า “ในตึกที่ประชุมแห่งนี้ มีแต่ผู้ชาย มีผู้หญิงเพียงไม่กี่คน ในรัฐสภาทั่วโลกก็เป็นแบบนี้” เธอบอกต่อว่า “ในยูเครน รัฐมนตรีเป็นผู้ชายทั้งนั้น ไม่มีผู้หญิงเลย” ผู้หญิงเองก็ “ต้องการตัดสินชะตากรรมด้วยตนเอง”

“เรา มาที่นี่เพื่อตะโกนก้อง ใช้เสียงของผู้หญิง ใช้ร่างกายของผู้หญิงเพื่อจะบอกว่าผู้หญิงก็ต้องการตัดสินชะตากรรมของตนเอง ด้วย” คุณ Inna Shevchenko กล่าวในท้ายสุด

ข่าวจาก

  • http://www.telegraph.co.uk/news/newsvideo/weirdnewsvideo/9046442/Feminist-group-take-topless-protest-to-Davos.html
  • http://www.huffingtonpost.com/2012/01/28/topless-protesters-at-davos_n_1238955.html

เหลิมฟังทางนี้หน่อยอ๋อยเตือน:คนเสนอแก้112ไม่ผิดเพราะวิจารณ์กฎหมาย ไม่ได้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์

ที่มา Thai E-News


นายจาตุรนต์ ฉายแสง บ้านเลขที่ 111 อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้โพสต์ข้อความลงทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค เรื่องสิทธิคนไทยในการเสนอกฎหมายกรณีเสนอแก้ไขมาตรา112ว่า
เท่าที่ติดตามดูจากข่าว ผู้ที่เสนอให้แก้ม.112 ก็ไม่ได้วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์แต่เขาวิจารณ์กฎหมายและเสนอให้แก้กฎหมาย

ยิ่งการเสนอให้ใช้กำลังเข้าจัดการถึงขั้นทำร้ายหรือเอาชีวิตผู้ที่เสนอแก้กฎหมายนั้นย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การเสนอแก้กฎหมายใดๆก็ตามเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่แม้แต่ผู้ร่างและผู้สนับ สนุนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอ้างนักหนาว่าเป้นข้อดีของรธน.ฉบับนี้

ส่วนการเสนอแก้กฎหมาย ถ้ามีการให้เหตุผลหรือการกระทำใดๆที่เกินเลยถึงขั้นผิดกฎหมาย ก็สามารถใช้กฎหมายเข้าเล่นงานได้

การโหมประโคมข่าวให้คนเกลียดชังกันโดยใช้เหตุผลที่เกินจริงและไม่คำนึงถึง กฎหมายบ้านเมืองจะนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ดีต่อใครเลย

เป็นสิทธิตามกฎหม ายที่ใครก็ตามจะไม่เห็นด้วยไม่เอาด้วยกับการแก้กฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันการเสนอแก้กฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย

เพราะฉะนั้นทางออกในเรื่องนี้คือการตั้งสติ คำนึงถึงกฎหมายบ้านเมือง ใช้เหตุใช้ผลต่อกันมากว่ายุให้ประหัตประหารกัน

กับอีกประเด็นที่อยากเน้นก็คือเรื่องเราจะทำอย่างไรกับการที่คนไทยเรามีความ เห็ฯต่างกัน ทำอย่างไรให้อยู่่ร่วมกันได้โดยสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง

บอยคอตเบียร์สิงห์-บุญไม่รอดลุกลามขยายวง สั่งสอนตั๊นเจ๋อดีนักมักง่ายไล่นิติราษฎร์อกตัญญูไม่รู้คุณ

ที่มา Thai E-News


ภาค ประชาชนในโลกไซเบอร์ ที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 และโปรประชาธิปไตยเริ่มขยับบอยคอตสินค้ากลุ่มบุญรอด-เบียร์สิงห์ เพื่อเตือนความจำนายทุนว่า หัวใจของการค้า "ผู้ซื้อคือพระเจ้า" เมื่อลูกหลานกลุ่มนายทุนสิงห์ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี นำม๊อบแป๊ก แม้จะได้หมอตุลย์ และเจิมศักดิ์ มาร่วมเป็นแรงหนุน เพื่อขับไล่นิติราษฎร์ก็ตาม

29 มกราคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

0 0 0 0 0

แผนผังครอบครัวของ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี
(โดย
Aaron Bank)


ทำ ความรู้จักกับ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี (อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่สอบตกปี 2553) ผู้ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แต่ก็ถูกแย่งตำแหน่งนี้ไปได้ก่อนจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยามนี้เธอพกพามาทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ พร้อมทั้งชาติตระกูลอันสูงส่งนำม๊อบ 50 คนประกาศ "ทำเพื่อพ่อขจัดนิติทรราชพวกอกตัญญูไม่รู้คุณแผ่นดิน"


มติชนออนไลน์ รายงานพร้อมภาพข่าวว่า "ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.30 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยประชาชนประมาณ 50 คน ร่วมชูป้ายที่มีข้อความ อาทิ ทำเพื่อพ่อขจัดนิติทรราชพวกอกตัญญูไม่รู้คุณแผ่นดิน หรือ นิติราษฎร์ออกไป เป็นต้น เพื่อแสดงถึงจุดยืนคัดค้านแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ให้การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"



เจิมศักดิ์ก็มา (ขอบคุณภาพนี้จากMaxim Romanov)

****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:112บานจุดชนวนต้านเบียร์สิงห์บอยคอตตั๊นเจ๋อดีนัก

แสดงพลัง ต้านนิติราษฎร์..คนแสน (โหวงเหวง..)

ที่มา thaifreenews

โดย Bell

แตกจากระทู้คุณBOZO
http://www.tfn5.info/board/index.php?topic=34385.0



คุณทายาทสุริโยทัยอุตส่าห์แสดงพลัง ต้านนิติราษฎร์เมื่อวานนี้

ขอบอก เลย ถ้าเคสใหญ่งานช้างเช่นนี้ และคุณรวมพลังได้จิ๋มแค่นี้..คุณเลิกเถิดค่ะ ยอมรับเถิดว่า วันเวลาแห่งระบบ royalist กำลังหายไปกับ วาร เวลา และการแสดงบทบาทของพวกคุณเอง

ผู้คนหายไปไหนหรือคะ ส่วนใหญ่เบื่อระอากับอาการจงรักภักดีแบบไม่มีความคิดของพวกคุณ
พวก คุณคือตัวการที่ทำให้สังคมแตกแยกด้วยการออกมาร้องแรกแหกกะเชอว่า คนที่แตะมาตรา 112 คือพวกเนรคุณ ไม่จงรักภักดี ...แล้วพวกคุณทำอะไร ก็ไอ้พวกนายทุนสามานย์นั่นแหละ คิดแต่จะทำให้ประเทศแตกแยกโดยยัดเยียดความคิดว่า คนอื่นจะล้มเจ้า พวกตัวเท่านั้นที่จงรักภักดี ไอ้นายทุนค้าเหล้านี่มันไม่สามานย์เลยนะคะ

อยากขำ..แสดงพลัง..ฝนตกหน่อยเดียวหายวับเข้ารูกันไปหมด..เสื้อแดงไม่ใจฝ่อแบบพวกคุณหรอกค่ะ

อ้อ..พวก ปชป.และเสื้อเหลืองที่คอยประนามว่า นายกฯพูดผิดพูดถูก..เมื่อวานขนาดเด็กเรียนดี เรียนเก่ง..ดาวเด่นของประชาธิปัตย์ยังอ่านแถลงการณ์ตะกุกตะกัก ผิดๆ ถูกๆ..ภาษาไทยนะนี่..โถ..แม่คุณ..ไปลับเขี้ยวลับฟันก่อนเถิดค่ะ..แล้วค่อยมา อยู่แถวหน้า..

2012-01-28 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo


2012-01-28 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland


2012-01-27 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland

ข้ามไม่พ้น"ดีแต่พูด"? เปรียบเทียบ"ปู-มาร์ค" "2 เดือน" เทียบกับ "2 ปี"

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang




เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดแดนภาคใต้ หรือที่เรียกว่า" "ไฟใต้"" นั้น

พรรค ประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นโจมตีรัฐบาลเพื่อไทย หลังจากที่ประชุม ครม. วันที่ 10 มกราคม 2555 มีมติเห็นชอบให้ตั้งวงเงินงบประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่ช่วงก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถึงพฤษภาคม 2553 สูงสุดรายละ 7,750,000 บาท

กล่าวกันว่า 2,000 ล้านบาทเป็นเพียง 1 ใน 3 ของเงินที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ใช้ปราบปรามม็อบเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2,000 คน

กระนั้นก็ตาม ประชาธิปัตย์ไม่เพียงไม่ตระหนักถึงความรับผิดชอบดังกล่าว

เมื่อ รัฐบาลเพื่อไทยประกาศนโยบายสร้างความปรองดอง และลงมือปฏิบัติเป็นรูปธรรมที่จะเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงทาง การเมือง ครอบคลุมคนทุกกลุ่มทุกสี

ประชาธิปัตย์ทางหนึ่งได้ยื่นระงับยับยั้งแผนเยียวยาดังกล่าวต่อศาลปกครอง

ทางหนึ่งระดมนักพูดฝีปากกล้าประสานเข้ากับ ส.ว.บางกลุ่ม เรียกร้องให้เยียวยาไปไกลถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคมปี 2516 และ 2519

ทางหนึ่งยื่นกระทู้ถามในสภาว่า เหตุใดรัฐบาลไม่เยียวยาประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้

ถึง ขนาดขุดเอา ""จ่าเพียร"" พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อดีต ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ขึ้นมาอ้างว่าได้รับเงินชดเชยน้อยกว่า" "ม็อบเสื้อสี" "เสียด้วยซ้ำ

โดย ไม่ทันคิดว่าจะเกิดคำถามย้อนกลับมาทิ่มแทงตนเองว่า ช่วง" "รัฐบาลอภิสิทธิ์" "ครองอำนาจนาน 2 ปีครึ่งได้กระทำในสิ่งที่ตนเองเรียกร้องเอากับ ""รัฐบาลยิ่งลักษณ์"" อย่างไรหรือไม่

กรณี ""จ่าเพียร"" ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการโยกย้าย กระทั่งเสียชีวิตจากเหตุลอบวางระเบิดในที่สุด ก็เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์

การเยียวยาครอบครัว"จ่าเพียร"ที่ว่าน้อยนั้น ก็เป็นฝีมือของรัฐบาลประชาธิปัตย์



อย่างไรก็ตาม ที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เกิดอาการนะจังงังก็คือ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่เพียงสั่งการให้ทุกหน่วยงานยึดหลัก" "เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา"" อันเป็นแนวพระราชดำริแก้ไขปัญหาภาคใต้

แต่ ยังลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 197/2554 เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 แต่งตั้งคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากความไม่สงบในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ดังนี้

1.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ประธานกรรมการ 2.นายบัญฑูร สุภัควณิช เลขาธิการนายกฯ รองประธานกรรมการ

กรรมการ ประกอบด้วย 3.พล.ต.อ.สวัสดิ์ อมรวิวัฒน์ 4.นายพระนาย สุวรรณรัฐ 5.นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ 6.ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ 7.พล.อ.ขวัญชาติ กล้าหาญ

8.รศ.โคทม อารียา 9.นายจิราพร บุนนาค 10.นายเจริญ หมะเห 11.นายถิรชัย วุฒิธรรม 12.น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ 13.ผศ.ปิยะ กิจถาวร 14.พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา

15.นางเมตตา กูนิง 16.รศ.รัตติยา สาและ 17.นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ 18.นายวรวีร์ มะกูดี 19.น.ส.ศุภวรรณ พึ่งรัศมี 20.พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว 21.นพ.อนันต์ชัย ไทยประทาน

22.นาง อังคณา นีละไพจิตร 23.นายอิสมาอีล ลุตฟี จะปะกียา 24.ประธานกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา 25.ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรม

26.เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัด ชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กรรมการและเลขานุการ 27.ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการและเลขานุการร่วม 28.นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

29.กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ จำนวนไม่เกิน 3 คน ที่เลขาธิการ ศอ.บต. แต่งตั้ง



กําหนดหน้าที่และความรับผิดชอบคือ

1.สำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริง จัดทำฐานข้อมูล และ/หรือศูนย์กลางข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตั้งแต่วัน ที่ 1 มกราคม 2547 รวมทั้งความต้องการความช่วยเหลือเยียวยา โดยเฉพาะผู้ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ หรือการช่วยเหลือเยียวยาที่ดำเนินการไม่เป็นไปตามมาตรฐานหรือตามหลักสากล

2.จัด ให้มีเวทีสาธารณะ ประชุมกับผู้ได้รับผลกระทบและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับฟังข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของคณะกรรมการ

3.กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการเยียวยาเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

4.มอบ หมาย ศอ.บต. จังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติช่วยเหลือเยียวยาตามหลักเกณฑ์เงื่อนไข และวิธีการที่คณะกรรมการเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาเห็นชอบ

5.เสนอความเห็นต่อนายกฯ และ ครม. เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหา การพัฒนาและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

6.แต่ง ตั้งที่ปรึกษาคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสำรวจ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและความต้องการความช่วยเหลือเยียวยา จัดเวทีสาธารณะและประชุมรับฟังความคิดเห็นวิชาการ ความร่วมมือระหว่างประเทศ ประชาสัมพันธ์และการอื่นใดตามที่คณะกรรมการมอบหมาย

7.เชิญผู้แทนหน่วยงานรัฐและผู้ที่เกี่ยวข้อง มาชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้จัดส่งเอกสารหรือขอข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณา

8.วินิจฉัย คำร้องกรณีผู้ได้รับผลกระทบ ไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเยียวยา และคำสั่งของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด

9.จัดให้มีการประชุมร่วมกับคณะ ทูตประเทศมุสลิม คนไทยในประเทศมุสลิม ผู้แทนองค์dkiความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เสริมสร้างความร่วมมือและเผยแพร่ การเยียวยา สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้ประชาชน รัฐบาลและประชาคมระหว่างประเทศ มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ไทยกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ ให้คณะกรรมการดำเนินให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นายกฯ ลงนามคำสั่ง



พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ระบุการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ไฟใต้นั้น เนื่องจากไม่เคยมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินมาก่อน

รัฐบาลจึงมอบหมาย ศอ.บต. ดำเนินการโดยมีคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการเยียวยาฯ รวม 8 คณะ

1.คณะกรรมการยุทธศาสตร์การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ การประเมินผล และการเยียวยากรณีเฉพาะเหตุการณ์ ได้แก่

เห ตุการณ์กรือเซะ และสะบ้าย้อย เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 เหตุการณ์ตากใบ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เหตุการณ์ไอร์ปาแย กรณีถูกกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีโรงเรียนตาดีกาและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่ถูกปิด

2.คณะ อนุกรรมการช่วยเหลือเยียวยาเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นกรณีเฉพาะที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยากรณีการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ใช้มาตรฐานเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมือที่รัฐบาลมีมติเมื่อไม่นานนี้

3.คณะอนุกรรมการบูรณาการให้ความช่วยเหลือเด็กกำพร้า ผู้สูญเสียคู่ครองและผู้พิการ

4.คณะอนุกรรมการด้านการศาสนา การแพทย์ สาธารณสุข และการเยียวยาด้านจิตใจ

5.คณะอนุกรรมการเพื่อการเยียวยาด้านอาชีพ การศึกษาและการกีฬา

6.คณะอนุกรรมการการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ดีต่อกัน

7.คณะอนุกรรมการด้านการต่างประเทศและกิจการฮัจญ์

และ 8.คณะอนุกรรมการปฏิรูประบบความเป็นธรรม การคุ้มครองสิทธิและการป้องกันภัยพิบัติฝ่ายพลเรือน

ขณะ ที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการวางกรอบการชดเชยเยียวยาเหยื่อไฟใต้ ว่าอาจใช้กรอบเดียวกับกรณีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากความขัดแย้งทางการเมือง

ทั้ง หมดนี้หากดูจากคำสั่งนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2554 นั่นหมายความว่ามีขึ้นภายหลังรัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศไม่ทันถึง 2 เดือนด้วยซ้ำ

ดังนั้น เมื่อเทียบกับ 2 ปีครึ่งของรัฐบาลประชาธิปัตย์

ก็ จะยิ่งเห็นถึงความเป็น"ผู้นำ"ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า ใครคือผู้นำที่ถนัดลงมือทำ แต่ไม่ถนัดพูด ใครคือผู้นำที่ถนัดพูด แต่ไม่เคยลงมือทำ



..........




ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 27 ม.ค.-2ก.พ.2555

ชมภาพ นายกฯปู ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 27-28 ม.ค.55(แบบเต็มอิ่ม)

ที่มา thaifreenews

โดย น่ารัก ก็ไม่บอก



ชมภาพทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ประชาธิปไตยกษัตริย์นิยม

ที่มา Voice TV









สัปดาห์นี้ เป็นสัปดาห์ที่ 2 แล้วที่วอยซ์ทีวีนำเสนอคอลัมน์ใหม่ ในชั่วโมงข่าววอยซ์นิวส์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือคอลัมน์ ใบตองแห้งออนแอร์ ที่นำเสนอมุมมองการเมืองจากหน้ากระดาษของคอลัมน์นิสต์ชื่อดัง ใบตองแห้ง สู่จอโทรทัศน์ ซึ่งวันนี้ เขาเลือกที่จะวิเคราะห์ถึงธีรยุทธ บุญมี และการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112

'ใบตองแห้ง' ออนไลน์: พัดลมนิติราษฎร์

ที่มา ประชาไท

สถานการณ์วันนี้ ดูเหมือนถ้าใครไม่รุมกระทืบนิติราษฎร์ ก็จะกลายเป็นตกกระแส ไม่ทันแฟชั่น เอาเป็นว่าแม้แต่ออเหลิม ยังอัดนิติราษฎร์ว่าคิดสุดโต่ง ทำบ้านเมืองวุ่นวาย กินยาผิดซอง คิดว่าตัวเองหล่อ ฯลฯ ขณะที่ยิ่งลักษณ์ก็บอกปัดว่าอย่าเอาสถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ

แต่ก็ถือเป็นเรื่องดีนะครับ พูดกันเข้าไปเหอะ จะได้ชัดเจนว่าทุกฝ่ายไม่สนับสนุนนิติราษฎร์ เหลือแต่มวลชนจริงๆ ที่สนับสนุนนิติราษฎร์ ฉะนั้นคนที่จะร่วมลงชื่อแก้ ม.112 ก็จะเป็นมวลชนที่เข้าใจและเชื่อถือ อ.วรเจตน์มากกว่านักการเมืองอย่างออเหลิม ใจผมอยากให้ทักษิณโฟนอินมาขอร้องคนเสื้อแดงไม่ให้ลงชื่อกับนิติราษฎร์ด้วย ซ้ำ จะได้ชัดเจนแจ่มแจ้งว่ามวลชนพร้อมจะ “ก้าวข้าม” ทักษิณหรือไม่

รีบๆ ทำนะครับ เพราะถึงอย่างไร ฝ่ายตรงข้ามเขาก็จะกล่าวหาว่าทักษิณและ นปช.แอบสนับสนุน ล่ารายชื่อให้นิติราษฎร์อยู่ดี
ผมไม่ได้แปลกใจอะไรที่นักการเมืองอย่างออเหลิม เสธหนั่น ออกมาด่าทอนิติราษฎร์ เพราะสถานการณ์ขณะนี้ ชนชั้นนำทั้งสองฝ่าย “เกี้ยเซี้ย” กันชั่วคราว แบบกึ่งจับมือ กึ่งแย่งยื้ออำนาจ มหาภัยน้ำท่วมใหญ่ทำให้ทั้งทุนเก่าทุนใหม่ กลัวต่างชาติถอนการลงทุน จึงต้องพักรบมาร่วมมือกัน แบบมือหนึ่งประสานกัน อีกมือหนึ่งไขว้มีดไว้ข้างหลัง
วิสัยนักการเมืองเมื่อเล็งเห็นว่าจะได้อยู่ในอำนาจยาว ได้เสวยผลประโยชน์อำนาจวาสนา ก็อยากจะให้สภาพแบบนี้ดำรงอยู่นานๆ ไม่อยากเห็น “บ้านเมืองวุ่นวาย” พรรคเพื่อไทยอาจต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง มีอำนาจมากขึ้น แต่วิธีแสวงหาอำนาจของนักการเมืองไม่จำเป็นต้องพึ่งกติกาแต่อย่างเดียว พวกเขายังแสวงอำนาจได้ด้วยพวกพ้อง ผลประโยชน์ อิทธิพล ที่จะเอาไว้ใช้ต่อรองกับขั้วตรงข้าม
ฉะนั้น เมื่อนิติราษฎร์เป็นหัวหอกของพลังที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันก็ไปกระทบสถานภาพของนักการเมืองที่กำลังจะ “เข้าที่เข้าทาง”
เรื่องโจ๊กปนสังเวชคือ พรรคประชาธิปัตย์ดันออกมาค้านโมเดลคณะจัดทำรัฐธรรมนูญ 25 คนของนิติราษฎร์ ซึ่งเสนอให้จัดโควตาจากสภาผู้แทนราษฎร 20 คน จาก สว.เลือกตั้ง 3 คน และจาก สว.สรรหา 2 คน
สกลธี ภัททิยะกุล ลูกชาย คมช.อ้างว่าเป็นการล็อกสเปกให้พรรคเพื่อไทยซึ่งมีเสียงข้างมาก ขณะที่จุรินทร์ ลักษณะวิศิษฎ์ อ้างว่าต้องการให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อล้างผิดให้ทักษิณ
ผมไม่แปลกใจที่พรรคเพื่อไทยค้าน เพราะโมเดลนี้แปลว่ารัฐบาล 300 เสียงจะมีตัวแทนในคณะร่างรัฐธรรมนูญแค่ 12 คน ต้องไปลุ้นใน สว.เลือกตั้งว่าจะได้ฝ่ายรัฐบาลเข้ามากี่คน แต่ถ้าเลือกตั้ง สสร.77 จังหวัด ตามโมเดลของออเหลิม รัฐบาลกวาดมาแหงๆ เกินครึ่ง พอมาเลือก สสร.วิชาชีพอีก 22 คน รัฐบาลก็ล็อกสเปกได้เกือบหมด
คอลัมนิสต์หัวสีบางรายด่านิติราษฎร์ว่า จะให้ตัวแทนนักการเมืองเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง โห ทำข่าวมาจนหัวหงอกหัวดำกันแล้ว ทำไมยังไร้เดียงสา คิดว่าเลือก สสร.แล้วจะได้ตัวแทนประชาชนอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอยู่หรือ (หรือแกล้งไร้เดียงสา) สื่อพวกนี้สมองคิดเป็นแต่ว่า ไม่ควรให้นักการเมืองร่างรัฐธรรมนูญ ต้องให้รัฐประหารร่างรัฐธรรมนูญ
ถ้ามองตามความเป็นจริงอย่างนี้ จึงสังเวชพรรคแมลงสาบว่า นิติราษฎร์โมเดลอุตส่าห์วางหลักประกันไม่ให้เสียงข้างมากฮุบหมด ก็ยังโดน ปชป.ด่า นิติราษฎร์โมเดลรับประกันว่า ปชป.มี ส.ส.159 คน จะมีตัวแทนอย่างน้อย 6 คน ฝ่ายค้าน 200 คน จะมี 8 คน แถมยังมีตัวแทนอำมาตย์จาก สว.สรรหาอีก 2 คน ที่เหลือไปวัดใจกันใน สว.เลือกตั้ง ขนาดนี้ก็ยังโดน ปชป.ด่า
แมลงสาบแพ้เลือกตั้ง แมลงสาบก็ต้องมีเสียงน้อยกว่าอยู่แล้ว มาโวยวายได้ไงว่าให้เพื่อไทยได้เสียงข้างมาก หรือต้องออกแบบให้แมลงสาบมีตัวแทนมากกว่า ถึงจะพอใจ
โมเดลนี้ผมรู้ตั้งแต่แรกว่าไม่มีใครยอมรับหรอกครับ แม้แต่มวลชนเสื้อแดง แต่คอยดูเถอะ หลังเสียเงินเลือกตั้ง 2 พันล้าน เสียเวลาเพิ่ม 3-4 เดือน เราก็จะได้ สสร.ออกมาในสัดส่วนคล้ายๆ กัน เผลอๆ รัฐบาลจะฮุบได้มากกว่าด้วยซ้ำ
จรรยานักวิชาการ
ผมไม่ค่อยแปลกใจที่ อ.วรเจตน์ ถูกพาดพิงว่า “เนรคุณทุนอานันท์” เพราะก่อนหน้านี้ วรเจตน์เคยกล่าวว่านักกฎหมายมหาชนถ้ายอมรับรัฐประหารก็เท่ากับศีลขาด ต้องอาบัติปาราชิก
ใครเนรคุณ ใครปาราชิก วรเจตน์กับบวรศักดิ์รู้แก่ใจดี
บวรศักดิ์รับใช้รัฐบาลทักษิณมาก่อน บวรศักดิ์-วิษณุ เป็นคู่หูเนติบริกรที่ร่างและตีความกฎหมายสนองอำนาจ “ทุนผูกขาด” (อย่างที่พวกสยามประชาภิวัฒน์เขาเรียก) ยกตัวอย่างเช่น บวรศักดิ์เป็นเลขาธิการ ครม.เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี ที่ให้องค์ประชุมคณะรัฐมนตรีมีเพียง 1 ใน 3 และให้นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 1 คนขึ้นไปออกมติ ครม.ได้ในกรณีที่เป็นเหตุจำเป็นฉุกเฉิน
ครั้งนั้น ผมสัมภาษณ์วรเจตน์ลงไทยโพสต์แทบลอยด์ ฉบับวันที่ 6 มีนาคม 2548 วิพากษ์ “พรฎ.กึ่งประธานาธิบดี” ว่าเป็นการตีความแบบศรีธนญชัยที่ว่าไม่เคยมีกฎหมายกำหนดให้องค์ประชุม ครม.ต้องเกินกึ่งหนึ่ง ทั้งที่หลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งอยู่ในสามัญสำนึกของผู้คน องค์ประชุมระดับบริษัท ระดับหมู่บ้าน ไปถึงระดับชาติ อย่างน้อยต้องเกินกึ่งหนึ่ง
วรเจตน์ยังกล่าวคำคมไว้หลายตอน ที่ย้อนอ่านแล้วผมอึ้ง เช่น
"แน่นอนว่าวันนี้เราไปได้ แต่วันหนึ่งระบบอย่างนี้มันอาจจะไปไม่ได้เสมอ เป็นจุดซึ่งคนส่วนใหญ่อาจจะหันมาเห็นด้วยกับฝ่ายข้างน้อยวันนี้ แล้วเมื่อวันนั้นอำนาจอยู่กับอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งในวันนั้นเป็นข้างน้อยไปแล้วล่ะ น่าวิตก วันนี้มันยังไม่เป็นอะไร มันก็อยู่กันไป อย่างผมเป็นฝ่ายข้างน้อยอยู่เนืองๆ ผมก็รับสภาพไป อย่างเรื่องนี้อีกไม่กี่วันมันก็สลายไปกับสายลม ไม่มีใครพูดถึง แต่หลักกฎหมายได้ถูกกัดเซาะ ผมถึงบอกว่ามันมีบาดแผลเพิ่มขึ้นอีกบาดแผลหนึ่ง ทิ้งริ้วรอยความบอบช้ำให้กับกฎหมายไทย จนถึงวันหนึ่ง เมื่อสภาพเสียงมันเปลี่ยนและอำนาจอยู่ในมือฝ่ายข้างน้อย มันมีแรงกดดันแบบนั้นแล้วยังไม่ทำอะไรอีก มันอาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากข้างนอกระบบกฎหมายเข้ามา ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้นในฐานะที่ผมเป็นนักกฎหมาย ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในระบบโดยสันติ"
"ตอนกลับมาจากเมืองนอกใหม่ๆ มีคดีท่านนายกฯ ทักษิณ ผมพูดในรายการยูบีซี ผมบอกว่าคดีซุกหุ้นมันไม่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศลงไปในวันนี้หรอก เรื่องในทางกฎหมายที่หลักมันผิดมันเพี้ยนไป มันไม่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศไปหรอก แต่มันจะค่อยๆ กัดเซาะกัดกร่อนไป รากฐานการปกครองโดยเอากฎหมายเป็นกติกาของสังคม มันจะไม่หยั่งลึกลงไป มันจะอ่อนแอ ถ้าเป็นต้นไม้ก็คือมันจะไม่แข็งแรง มันมีโรคมันถูกชอนไชตลอด มันอาจจะไม่ตายแต่ไม่โตไม่งอกงาม ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แทนที่ไม่โตไม่งอกงาม มันจะตายด้วย ผมบอกว่าไม่ต้องตกใจหรอกที่ผมออกมาพูดอย่างนี้ บ้านเมืองไม่พังไปในวันสองวัน แต่ผมเตือนเอาไว้ว่ามันทำให้การปกครองโดยนิติรัฐของเราหยั่งลึกลงไปไม่ได้”
ก่อนรัฐประหาร ไม่ทราบว่ามีการส่ง sign อะไร วิษณุ-บวรศักดิ์ ลาออก โดดหนี “เรือโจร” ที่ร่วมหัวจมท้ายกันมานาน แล้วหลังการฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่บวรศักดิ์ร่างมากับมือ บวรศักดิ์ก็ไปเป็น สนช.พร้อมกับสะด๊วบตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ที่ อ.นรนิติ เศรษฐบุตร ลาออกไปเป็นประธาน สสร. ต่อมา เมื่อรัฐธรรมนูญ 50 กำหนดให้มีสภาพัฒนาการเมือง สนช.ก็ผ่านร่างสภาพัฒนาการเมือง ให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานดำเนินการ โดยมีเงินอุดหนุน
ตอนนั้นเครือข่าย NGO พวกคุณรสนา คุณสารี อ๋องสมหวัง คุณสมชาย หอมละออ รวมทั้งหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ก็ยื่นคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยมีหลายสาเหตุ แต่ประเด็นหนึ่งคือมีผลประโยชน์ทับซ้อน
“การแต่งตั้งคณะผู้พิจารณาร่างกฎหมายนี้ในการทำหน้าที่ไม่มีความ เหมาะสม ขาดความชอบธรรม และมีผลประโยชน์ทับซ้อน คือ นายมีชัย ฤชุพันธ์ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ เป็นประธาน สนช. ด้วย ในขณะเดียวกัน นายวิษณุ เครืองาม เป็นกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑) ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พรบ.สภาพัฒนาการเมืองของ สนช. มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ทั้งนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการคนแรก และเลขาธิการคนปัจจุบันของสถาบันพระปกเกล้า และยังมีนางถวิลวดี บุรีกุล เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ในขณะเดียวกันเป็นผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา ของสถาบันพระปกเกล้าอยู่ด้วย รวมทั้งกรรมาธิการส่วนใหญ่ชุดนี้เคยได้รับการอบรมและมีความใกล้ชิดกับสถาบัน พระปกเกล้ามาก่อนด้วย ดังนั้น การที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และบรรดาผู้ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสถาบันพระปกเกล้าซึ่งเป็นกรรมาธิการ วิสามัญฯ ทำการแก้ไขร่างกฎหมายดังกล่าวเพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่สถาบันพระปกเกล้าทั้งที่ ภารกิจของสถาบันไม่เกี่ยวข้องกับสภาพัฒนาการเมืองและแก้ไขให้ตนมีอำนาจมาก ขึ้นทั้งการเข้าไปบริหารจัดการในสภาพัฒนาการเมืองและกองทุนพัฒนาการเมืองภาค พลเมืองจึงเป็นการกระทำที่ขัดแย้งกับอำนาจหน้าที่หรือผลประโยชน์ของประชาชน อันเป็นผลประโยชน์ส่วนรวมอย่างชัดแจ้ง”
แต่กฎหมายฉบับทับซ้อนนี้ก็ผ่านออกมาบังคับใช้เรียบร้อย
ตลอดเวลา 7 ปีที่บวรศักดิ์สวิงกิ้งไปมาบนตำแหน่งต่างๆ วรเจตน์ก็ยังเป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รับแต่เงินเดือนกับเบี้ยประชุมไม่กี่บาทในฐานะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผย ข้อมูลข่าวสาร และกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
แต่เมื่อเป็นข่าวปรากฏในสื่อโสมม วรเจตน์กลับถูกกล่าวหาว่ารับเงินทักษิณ ครั้งหนึ่งพวกพันธมิตรยังเอาไปลือกันว่าทักษิณจะยกลูกสาวให้
ถามว่าทำไมพวกพันธมิตร สื่อ นักวิชาการ ที่สนับสนุนรัฐประหาร จึงจงเกลียดจงชังวรเจตน์และนิติราษฎร์ ก็เพราะวรเจตน์และนิติราษฎร์คือก้างขวางคอชิ้นโตในการจัดการกับทักษิณด้วย รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ที่ขัดกับหลักนิติรัฐ
วรเจตน์และนักคิดนักเขียน นักวิชาการฝ่ายประชาธิปไตย ที่ร่วมกันลงชื่อแก้ไขมาตรา 112 ล้วนเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์ “ระบอบทักษิณ” มาก่อนทั้งสิ้น คำว่า “ระบอบทักษิณ” อ.เกษียร เตชะพีระ เป็นผู้บัญญัติ ให้พันธมิตรเอาไปใช้โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์ แถมยังย้อนกลับมาด่าเจ้าของลิขสิทธิ์ด้วยซ้ำ เมื่อให้ความเห็นไม่ถูกใจ
ทางแยกระหว่างเรากับพันธมิตรมาถึงเมื่อมีการเรียกร้องนายกพระราชทาน ม.7 จากนั้นก็คือการรัฐประหาร รัฐประหาร 49 แตกต่างจากครั้งก่อนๆ เพราะมีการออกแบบให้ใช้ตุลาการภิวัตน์จัดการกับทักษิณและพรรคไทยรักไทยอย่าง แยบยล วางยาต่อเนื่องมาในรัฐธรรมนูญ 2550 และกลไกตุลาการฝ่ายต่างๆ
นักนิติศาสตร์จึงมีบทบาทสูงทั้งสองข้าง โดยเสียงข้างน้อยอยู่ฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร มีวรเจตน์เป็นหัวหอก ยืนซดกับรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ด้วยหลักการ ตั้งแต่ออกแถลงการณ์คัดค้านรัฐประหาร วิพากษ์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคย้อนหลัง เป็นหลักสำคัญในการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 มาจนวิพากษ์คำพิพากษาคดีที่ดินรัชดาและคดียึดทรัพย์
ความมีหลักการและเหตุผลของวรเจตน์ทำให้การโต้แย้งของเขาทรงพลัง ลองคิดดูว่าถ้า ดร.เหลิมออกมาโต้แย้งแทนทักษิณในคดีที่ดินรัชดา จะมีใครซักกี่คนเชื่อ ใครเชื่อพ่อไอ้ปื๊ดก็กินยาผิดซอง
วรเจตน์ให้สัมภาษณ์ผมว่าคดีที่ดินรัชดาไม่ผิด ตั้งแต่ให้สัมภาษณ์ไทยโพสต์แทบลอยด์ ฉบับ 30 พ.ค.2547 “ขาประจำหัวหน้าเผ่า” วิพากษ์ทักษิณคู่กับสุรพล นิติไกรพจน์ คณบดีในขณะนั้น หลังจากคณาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ 5 คนได้แก่ สุรพล, วรเจตน์, จันทจิรา เอี่ยมมยุรา, บรรเจิด สิงคะเนติ, สมศักดิ์ นวตระกูลพิสุทธิ์ เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการระดมทุนซื้อหุ้นลิเวอร์พูล
“ผมเองเห็นว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายอาญา การตีความต้องจำกัดเพราะถ้ากว้างเกินไปก็ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ตัวกฎหมาย จึงเรียนว่าที่มีอำนาจกำกับดูแล ถ้าเป็นนายกฯ คงไม่หมายถึงว่าคนที่เป็นภรรยาทำสัญญาอะไรกับรัฐไม่ได้เลย มันต้องมีระดับความเข้มข้นในการกำกับดูแลตามสมควร อันที่สองที่จะต้องพิจารณาก็คือลักษณะของสัญญา ตรงนี้ยาก มันมีข้อจำกัดว่าจะขีดเส้นตรงไหน ส่วนตัวผมเห็นว่าสัญญาที่จะเข้ามาตรา 100 ต้องเป็นสัญญาที่หน่วยงานสามารถใช้ดุลพินิจเอื้อประโยชน์แก่คู่สัญญาได้ เช่น เวลามีการประมูลงาน มีคนยื่นข้อเสนอเข้ามา คนยื่นข้อเสนอไม่ได้เป็นคู่สัญญาทันที แต่จะต้องผ่านการตัดสินใจของหน่วยงาน หัวหน้าหน่วยงานมีดุลพินิจที่จะตัดสินใจเข้าทำสัญญาหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนี้กรณีย่อมต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 100 นี่คือการขจัดประโยชน์ที่ทับซ้อนกันหรือป้องกันไม่ให้เกิดประโยชน์ทับซ้อน แต่ถ้าเป็นการขายทอดตลาดทั่วไปแล้วหน่วยงานไม่มีดุลพินิจอะไร ใครที่เสนอราคาสูงสุดก็จะได้ที่ดินนั้นไป ผมมองว่าไม่น่าจะเข้า เพราะหัวหน้าหน่วยงานไม่มีดุลพินิจในการตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำสัญญา"
ฉะนั้น ถ้าถามว่าวรเจตน์กลับไปกลับมาหรือไม่ ก็มีบันทึกเป็นหลักฐานว่าวรเจตน์ยืนหยัดในหลักการ ไม่ว่าตอนที่เขาวิพากษ์ทักษิณหรือวิพากษ์รัฐประหาร
วรเจตน์จึงทำให้พวกพันธมิตร สื่อ นักวิชาการ ที่เกลียดชังทักษิณโกรธแค้นจนคลั่ง เพราะความมีหลักการเหตุผลของเขาทำให้รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ล้มเหลว คนพวกนี้กรีดร้องใส่วรเจตน์ นักคิด นักวิชาการประชาธิปไตย ที่คัดค้าน ม.7 และรัฐประหารว่า “พวกเมริงไม่รู้หรือว่าทักษิณมันเลว มันจะทำให้ประเทศชาติพินาศ ต้องใช้ทุกวิถีทางจัดการมัน”
จากข้อกล่าวหาว่าไร้เดียงสา เมื่อไม่สามารถตอบโต้ด้วยเหตุผล คนเหล่านี้-ที่อ้างศีลธรรมจรรยา อ้างว่ารักชาติรักประชาชน ก็ใช้วิธีการให้ร้ายป้ายสี ดิสเครดิต ตั้งแต่รับเงินไปจนล้มเจ้า
คมสัน โพธิ์คง กล่าวหาว่านิติราษฎร์และ ครก.112 เอาเงินมาจากไหน ให้แสดงบัญชีค่าใช้จ่าย โห ค่าเช่าหอประชุม 2 ครั้งราว 3 หมื่นบาท กับค่าพิมพ์แบบเข้าชื่อเสนอกฎหมายเนี่ยนะ ขายเสื้อ ครก.แป๊บเดียวก็ได้แล้ว
เงินจิ๊บจ๊อยแค่นี้ ไม่เท่ากับที่คมสันเข้าไปเป็น สสร.เงินเดือนเงินประจำตำแหน่งแสนกว่าบาท ศาสตรา โตอ่อน เข้าไปเป็นที่ปรึกษา TOT เงินเดือนแสนห้า นี่ผมจำได้แล้วไปค้นข่าวย้อนหลัง สมัยผู้จัดการ ASTV ไม่พอใจบอร์ด TOT ยุคสพรั่ง (ไม่ทราบว่าเขาเหยียบตาปลาอะไรกัน) แล้วสหภาพไปฟ้อง พ.อ.นที ศุกลรัตน์ (ผู้จัดการยังด่ากราด พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ไว้เหมือนกัน ลอง search อาจารย์กูดูได้)
ไม่ว่ารัฐบาลไทยรักไทย รัฐบาลพลังประชาชน รัฐบาลเพื่อไทย วรเจตน์ นิติราษฎร์ นักคิด นักเขียน นักวิชาการ ที่ลงชื่อแก้ไข 112 ไม่มีใครเข้าไปรับตำแหน่งในรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ หรือกระทั่งรับงานวิจัย
พวกพันธมิตรเว็บเสรีไทยไปค้นข้อมูลย้อนหลังพบว่า อ.ชาญวิทย์ อ.พวงทอง อ.พนัส ทัศนียานนท์ อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อ.อัครพงษ์ ค้ำคูณ ร่วมกับนักวิชาการอีกหลายคน รับงานวิจัยและจัดทำสื่อ กล่อมคนไทยให้เห็นใจเพื่อนบ้าน ในนามมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์ จากกระทรวงการต่างประเทศ มูลค่า 7.1 ล้านบาท
แต่กลายเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ พันธมิตรเลยกรี๊ดหาว่ามาร์คจับมือกับนักวิชาการแดงขายชาติ
นักวิชาการเหลืองที่ไปรับงานวิจัยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีใครบ้าง ผมว่าน่าสนใจนะครับ แต่ผมเจาะข่าวไม่เก่ง คงต้องฝากประสงค์ดอทคอมไปค้นหา ได้ยินมาว่าบางรายรับงานวิจัยมูลค่าหลายล้าน จากหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ เป็นค่าตอบแทนที่สนับสนุนรัฐประหาร
ที่แน่ๆ จรัส สุวรรณมาลา เคยถูกอาจารย์ใจแฉว่า รับงาน “วิจัยประชาธิปไตย” จากรัฐบาล คมช.มูลค่า 42.6 ล้าน ในฐานะคณบดี แล้วนำทีมอาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬา ไปโรดโชว์รัฐประหารในต่างประเทศ บรรยายให้ฝรั่งฟังว่าทำไมนักรัฐศาสตร์ไทยจึงพลิกตำราประชาธิปไตยสากล มาสนับสนุนรัฐประหาร (งามหน้าแท้)
อ.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ ก็คือ “หน้าหอ” ของ อ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ ผู้พยายามเน้นตอนผมไปสัมภาษณ์ ว่าทักษิณก่อตั้งพรรคเพื่อไทยตรงกับวันที่ 14 กรกฎา วันปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งต่อมา อ.ธีรภัทร์ก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีทีมงานเช่น ประสาร มฤคพิทักษ์ (ที่ต่อมาเป็น สว.สรรหา) จากนั้น อ.วรรณธรรมก็มาเป็นรองเลขานายกฯ (สุเทพ เทือกสุบรรณ) ในรัฐบาล ปชป.
ส่วน อ.สุรพล นิติไกรพจน์ ล่าสุดก็เป็นบอร์ด ปตท.รายงานประจำปีบอกว่าได้โบนัสเบี้ยประชุม 2.7 ล้าน (แต่ยังติดดินนะ วันก่อนเจอท่านที่ร้านก๋วยเตี๋ยวท่าพระจันทร์ เลยได้กินเกาเหลาฟรี 1 ชาม)
นี่คือสิ่งที่เห็นกันโต้งๆ โอเค พวกท่านอาจจะอ้างว่ารับตำแหน่งเพื่อชาติ แต่ลองวรเจตน์ นิติราษฎร์ ได้ตำแหน่งอะไรซักนิดสิครับ พวกเมริงมีหวังด่าทอดิสเครดิตกันครึกโครม แต่พอหาจุดโจมตีไม่ได้ ก็พูดหน้าตาเฉยว่า รับเงิน
ในทางตรงกันข้าม ผมว่าเราเห็นกันชัดเจนแล้วว่า แม้แต่รัฐบาลเพื่อไทย ก็คงไม่กล้าดึงวรเจตน์หรือนิติราษฎร์เข้าไปเป็น สสร.เป็นที่ปรึกษากฎหมาย หรือเป็นบอร์ดต่างๆ ไม่ใช่เพราะกลัวข้อหา “ล้มเจ้า” แต่เพราะนักการเมืองไม่ต้องการนักนิติศาสตร์ที่ยึดมั่นในหลักการ พวกเขาต้องการเนติบริกรที่ตีความรับใช้มากกว่า
วิษณุก็กลับไปช่วยงานแล้วนี่ครับ
สมัคร-อุทาร-อุทิศ
ดาวสยาม-ยานเกราะ
หลังพรรคเพื่อไทยได้ชัยชนะถล่มทลาย ฝ่ายต่อต้านทักษิณอยู่ในภาวะคลั่ง หางด้วน ไม่มีทางระบายออก ไม่สามารถทำอะไรยิ่งลักษณ์และรัฐบาลได้ ซ้ำยังมีสัญญาณของการ “เกี้ยเซี้ย” กันระดับหนึ่งระหว่างทักษิณกับอำมาตย์
การเสนอแก้ไข ม.112 จึงกลายเป็นที่ระบายของพวกเขา โหมความโกรธแค้นชิงชังมาใส่นิติราษฎร์ มีการให้ร้ายป้ายสีก่นด่าประณาม อย่างไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น “เศษสวะ” “เนรคุณ” “พ่อแม่ไม่สั่งสอน” (ซึ่งกลายเป็นเรื่องฮากลิ้งในตึกเนชั่น นี่ถ้ากนกถูกถอดรายการ องค์กรสื่อคงออกมาโวยวายว่า คุกคามเสรีภาพสื่อ... เสรีภาพที่จะด่าคนอื่นว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน)
หรือกระทั่งเอาไปตัดต่อภาพเป็น “วรเจี๊ยก” ผมไม่ทราบว่าเรามีสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติไว้ทำตะหวักตะบวยอะไร (สื่อรวันดาสภาฯไม่สนใจ เพราะไม่ได้รับเงินใครมา เหมือนที่จ้องจับผิดมติชน)
ไม่น่าเชื่อว่านี่คือการยุยงส่งเสริมของสื่อและนักวิชาการที่เคยอ้าง ว่าต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อพิทักษ์ความเป็นไทย ความมีศีลธรรมจรรยา บ้างก็เคยเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (ไทยโพสต์ ผู้จัดการ ล้วนเป็นสื่อที่เคยเป็นปากเสียงให้สมัชชาคนจนและคนด้อยโอกาส)
แต่วันนี้พวกเขายุยงส่งเสริมจนเกิดการขู่ฆ่า เผาหุ่น แขวนคอหุ่นวรเจตน์ และแพร่ภาพปิยบุตร ส่อความหมายว่าเจอที่ไหนให้ทำร้าย
นี่ไม่ต่างกันเลยกับ 6 ตุลา ที่สมัคร สุนทรเวช, อุทาร สนิทวงศ์, อุทิศ นาคสวัสดิ์ ดาวสยาม และวิทยุยานเกราะ กระพือความเกลียดชังใส่ขบวนการนักศึกษา
ถามว่าสื่อ นักวิชาการ แกนนำสลิ่มและพันธมิตร รู้หรือไม่ว่านิติราษฎร์บริสุทธิ์ใจ ไม่ได้รับเงินใครมา รู้สิครับ พวกเขายังรู้ด้วยว่าพวกที่ร่วมกันก่อรัฐประหาร หรือสนับสนุนรัฐประหาร บางคนทำมาหากิน หาผลประโยชน์ ฉวยโอกาส แต่พวกเขาเพิกเฉยต่อคนกันเอง กลับมาให้ร้ายป้ายสีคนบริสุทธิ์
พวกที่อ้างว่ามีคุณธรรมจริยธรรมเหล่านี้คงไชโยโห่ร้อง ถ้าปิยบุตรถูกอุ้ม หรือวรเจตน์ถูกม็อบลากไปแขวนคอสนามหลวงแล้วเอาเก้าอี้ฟาด
นี่คือพวกที่ทำอะไรทักษิณไม่ได้ ทำอะไรยิ่งลักษณ์ไม่ได้ แล้วมาระบายใส่นิติราษฎร์ หนำซ้ำยังเยาะเย้ยสะใจที่ออเหลิม “ตัดหาง” นิติราษฎร์ ถ้าทำลายนิติราษฎร์ได้ เผลอๆ พวกนี้คงมีความสุข ยิ่งกว่าโค่นทักษิณ
เพราะนิติราษฎร์และนักวิชาการประชาธิปไตย ไปทำให้พวกเขาเสียหน้า เสียเครดิต สถาบันนักวิชาการที่เคยได้รับการยกย่องนับถือจากสังคม กลายเป็นสถาบันต่ำทรามเพราะความไม่มีหลัก สถาบันสื่อที่เคยชี้นำสังคมได้ นักการเมืองผู้มีอำนาจจากไหนต้องซูฮก กลายเป็นกระดาษเปื้อนหมึกระบายอารมณ์
พวกเขาทำตัวเอง แต่โทษคนอื่น
ธีรยุทธพูดเรื่องมาตรา 7 อ้างว่าเป็นเรื่องในทางปฏิบัติ ไม่ใช่หลักกฎหมาย “ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเราแข็งเกินไป เพื่อยืนยันความคิดของตัวเอง” ขอเรียนว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องหลักกฎหมายตายตัว แต่เป็นหลักการที่มีเหตุผล เมื่อเกิคความขัดแย้งทางการเมือง ประชาชนแบ่งเป็น 2 ฝ่าย คุณจะไปดึงในหลวงลงมาตัดสิน ดึงลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง กับความขัดแย้ง มันก็ส่งผลกระทบต่อสถาบัน แม้ในหลวงทรงพระปรีชา ท่านไม่เอาด้วย ก็ยังมีความพยายามดึงลงมาจนเกิดปัญหาจนปัจจุบัน
ซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็ต้องปรับ ต้องแก้ แต่พวกเขาก็ขัดขวางไม่ยอมให้มีการปรับเปลี่ยน
6 ปีแล้วยังไม่ตระหนักอีกหรือ
"ผมอยากให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ อยู่เหนือความรักและความชังของบุคคล ผมคิดว่านี่คือความพยายามของคณะผู้ก่อการ 2475 ให้พระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง โดยประสงค์ไม่ให้พระมหากษัตริย์ลงมาวินิจฉัยปัญหาทางการเมือง เพราะชี้ไปทางไหนมันมีคนได้และมีคนเสีย มีคนชอบและมีคนชัง เราไม่ต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างนั้น เราต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีแต่คนรักคนเทิดทูน และเมื่อมีวิกฤติของประเทศอย่างรุนแรงเกิดขึ้น ประเทศเรายังมีสถาบันอีกสถาบันหนึ่ง ซึ่งประเทศอื่นไม่มี มาคอยปัดเป่าและคลี่คลายวิกฤตการณ์แบบนี้ แต่ในช่วงที่ยังไปไม่ถึงจุดนั้น ถ้ามันยังไม่ไปถึงแล้วเราดึงพระองค์ลงมาชี้ ในที่สุดแทนที่จะเป็นเทิดทูนสถาบัน ผมว่าระยะยาวไม่เป็นผลดีกับสถาบันพระมหากษัตริย์"
นี่จากคำให้สัมภาษณ์ของวรเจตน์ “นักเรียนทุนอานันท์” ในไทยโพสต์แทบลอยด์ ฉบับวันที่ 12 มีนาคม 2549