WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, January 30, 2012

ร่วมกันผนึกกำลัง ทำให้ข้อเสนอนิติราษฎร์เป็นจริง จากห้องสัมมนาสู่ภาคสนาม

ที่มา ประชาไท

ในสังคมการเมืองไม่มีอะไรหยุดนิ่งคงที่ อันนี้เป็นหลักวิภาษวิธีมาร์คซิสต์ และหลักศาสนาพุทธด้วย หลังการเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วที่นำไปสู่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และหลังการจับมือกันเสมือนมิตรแท้ระหว่างรัฐบาลยิ่งลักษณ์กับทหารมือเปื้อนเลือด พร้อมกับการคล้อยคลานตามก้นรัฐบาลของแกนนำเสื้อแดง นปช. เส้นแบ่งในสังคมไทยระหว่าง “คนก้าวหน้าที่รักเสรีภาพประชาธิปไตย” กับ “คนล้าหลังที่อยากให้ไทยเป็นทาสต่อไป” ไม่ใช่ระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อเหลืองอีกต่อไป เส้นแบ่งอยู่ระหว่างผู้ที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์รวมถึงข้อเสนอของคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112) กับทุกคนที่ต้องการปกป้องความมืดป่าเถื่อนล้าหลังของสังคมเผด็จการไทย

เป็นที่น่าเสียดาย (แต่เราไม่ควรแปลกใจ) ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์อยู่ในกลุ่มหลัง ที่น่าเสียดายมากกว่านั้นคือดูเหมือนแกนนำ นปช. ก็อยู่ในกลุ่มที่ปกป้องความมืดด้วย แต่ประเด็นสำคัญคือเสื้อแดงทุกคนต้องตั้งคำถามว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหน

แต่ละคนที่คลานเข้าไปในที่มืด คงมีข้อแก้ตัวต่างๆ นานา ในที่นี้ผมไม่ได้พูดถึงทหารมือเปื้อนเลือดหรือพวกเสื้อเหลือง เพราะเขาเหล่านั้นมีส่วนในการสร้างที่มืดแต่แรก และในกรณีทหารที่ฆ่าประชาชนเป็นประจำ เขาได้ดิบได้ดีจากการสร้างยุคมืดและการใช้กฏหมาย 112 ในการปกป้องสิ่งที่เขาทำมาตลอด

ผมพูดถึงคนเสื้อแดงที่เลิกสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตย และเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของขบวนการเสื้อแดงให้กลายเป็นว่าเสื้อแดงสู้และเสียสละเสียชีพ เพื่อให้ยิ่งลักษณ์ เฉลิม และณัฐวุฒิ เป็นรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะลองย้อนกลับไปคิดว่า ในช่วงที่ชุมนุมใหญ่ที่ราชประสงค์ พวกเราทุกคนรวมถึงคนที่เสียสละในพื้นที่ คิดและพูดแบบนั้นหรือไม่ ไม่เลย มีการพูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตยมากกว่า

ถ้าเราเขี่ยข้อแก้ตัวไร้สาระต่างๆ นานาของฝ่ายที่จับมือกับขบวนการยุคมืดออกไป จะเห็นว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์กับ ครก.112 เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยพื้นฐาน เพราะถ้าเราไม่ลบผลพวงของรัฐประหาร 19 กันยา และไม่นำคนที่สั่งฆ่าประชาชนและฉีกรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยด้วยความรุนแรงมาลงโทษ รัฐประหารและการเข่นฆ่าประชาชนจะเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก และถ้าเราไม่แก้หรือยกเลิก 112 ประเทศไทยก็จะยังคงมีกฏหมายเผด็จการที่ปิดปากประชาชนไม่ให้พูดในเรื่องสำคัญๆ ทางการเมือง และไม่ให้วิจารณ์พฤติกรรมของกองทัพที่อ้างกษัตริย์ตลอด

นอกจากนี้คนบริสุทธิ์ที่โดนขังในคุกป่าเถื่อนของไทยด้วยกฏหมายนี้ก็จะไม่มีวันถูกปล่อย มันเข้าใจง่ายครับ ดังนั้นการอ้าง “ปรองดอง” เพื่อไม่แตะ 112 และไม่แตะทหารของนักการเมืองเพื่อไทยทั้งหมด และเสื้อแดงบางคน เป็นเพียงการนำใบบัวเล็กๆ มาปิดไดโนเสาร์ที่ตายทั้งตัว

อาจารย์ในกลุ่มนิติราษฎร์ และแกนนำ ครก. 112 เขาก้าวเข้ามาเพื่อจุดไฟนำทางไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตย ถ้ามองว่าเป็นกิฬาวิ่งแข่ง อาจมองว่ารับหน้าที่ต่อจาก บก.ลายจุด และแกนนำเสื้อแดงก่อนหน้านั้นที่เคยนำการต่อสู้แต่ตอนนี้ล้มไปข้างทางแล้ว

ประเด็นสำคัญคือ ท่านผู้อ่าน และกลุ่มเสื้อแดงหรือกลุ่มนักกิจกรรมที่คุณคลุกคลีด้วย กำลังเลือกข้างไหน คุณและพรรคพวกจะเลือกอยู่กับคนที่ต้องการปกป้องความมืดป่าเถื่อนล้าหลังของสังคมเผด็จการไทย หรือคุณจะเลือกข้าง นิติราษฎร์ กับ ครก.112? และผมขอเน้นคำว่า “พรรคพวก” เพราะการเปลี่ยนสังคมไม่เคยเป็นเรื่อง ที่ปัจเจกทำได้ด้วยการนั่งคิด หรือแค่ไปนั่งฟังสัมมนาในฐานะผู้บริโภคความรู้ เราต้องมีพลังที่มาจากการรวมกลุ่มกับคนอื่น และลงภาคสนาม

เราจะร่วมผนึกกำลังเพื่อทำให้ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์และ ครก. 112 เป็นจริงได้อย่างไร? ผมไม่มีสูตรวิเศษอะไร และมันเป็นเรื่องที่เราต้องเร่งคิด ผมเพียงแต่รู้ว่าถ้าเสื้อแดงทุกคนไม่ถามตัวเองว่าเลือกข้างไหน แล้วถามกลุ่มเสื้อแดงที่รู้จักกันว่าพวกเรามีจุดยืนอย่างไร พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิด ถ้านิสิตนักศึกษาและนักวิชาการที่สนับสนุน นิติราษฎร์และ ครก. 112 ไม่จงใจรวมกลุ่มเพื่อเคลื่อนไหวกับคนอื่น พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิด และถ้านักสหภาพแรงงานที่มีอำนาจซ่อนเร้นทางเศรษฐกิจ ไม่ถามตนเองและเพื่อร่วมขบวนว่าจะเลือกข้างไหน พลังเพื่อการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เกิดเช่นกัน ....แต่แค่นั้นก็ไม่พอ

การเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ว่าจะเป็นในไทย อียิปต์ ยุโรป หรือในกลุ่ม Occupy ที่สหรัฐ ไม่เคยเกิดขึ้นได้ถ้าไม่มีการชุมนุมเดินขบวน ถ้าไม่มีการประท้วงโดยหลากหลายวิธี และถ้าไม่มีความพยายามที่จะนัดหยุดงานด้วย ซึ่งแน่นอนสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ปัจเจกที่ไม่สังกัดกลุ่มอะไรทำได้

และเมื่อเราต้องทำงานเป็นกลุ่ม มันแปลว่าเราต้องพร้อมจะประนีประนอมบ้างเพื่อสามัคคีขบวนการภายใต้จุดยืนร่วมที่จะ นำไปสู่เสรีภาพและประชาธิปไตย ผมเองมองว่าในเรื่อง 112 ควรยกเลิกเลยโดยไม่มีเงื่อนไข เพราะเป็นกฏหมายเผด็จการ แต่ผมพร้อมจะร่วมขบวนกับคนที่มีข้อเสนอแบบ ครก. 112 โดยไม่เสียเวลาในการทะเลาะอะไรเล็กน้อยๆ ที่ไม่สร้างสรรค์ในขั้นตอนนี้

สุดท้ายนี้ฝ่ายคลั่งสถาบันชอบเบี่ยงเบนประเด็นด้วยข้อกล่าวหาและคำถามโง่ๆ เพื่อไม่ต้องมาถกในเนื้อเรื่องจริง คำถามหนึ่งคือเขาถามพวกเราว่า “พ่อแม่ไม่สั่งสอนในทางที่ถูกหรือยังไง” ในกรณีผมพ่อแม่ผมสั่งสอนให้เคารพประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของพลเมืองทุกคนโดยไม่มีข้อแม้ คือไม่ควรมีสูงมีต่ำ และพ่อแม่ผมสอนให้คัดค้านเผด็จการทหารมือเปื้อนเลือดมาตลอด แต่จริงๆ แล้วมันไม่สำคัญ คนที่มองว่าเรื่องแบบนี้สำคัญคงจะเป็นคนที่พ่อแม่สอนให้ตอแหลทางการเมือง ปิดกั้นประชาธิปไตย และสนับสนุนทหารมือเปื้อนเลือดมั้ง? และผมก็สงสัยว่าพ่อแม่ของคนเหล่านี้มีส่วนในการเข่นฆ่าประชาชนที่สนามหลวงในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หรือมีส่วนในการไล่อาจารย์ปรีดีออกจากประเทศก่อนหน้านั้นหรือไม่

"ออง ซาน ซูจี" หาเสียงที่ทวาย เสนอแก้ รธน.ทหาร

ที่มา ประชาไท

ที่มาของภาพ: http://www.facebook.com/daweicity

วันนี้ (29 ม.ค.) นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี พรรคฝ่ายค้านสำคัญในพม่า ได้เริ่มต้นภารกิจการตระเวนหาเสียงอย่างเป็นทางการแล้วที่เมืองทวาย เมืองริมทะเลทางตอนใต้ของย่างกุ้ง ในภูมิภาคตะนาวศรีของพม่า ห่างจาก อ.เมือง จ.กาญจนบุรีไปราว 180 กิโลเมตร โดยมีผู้สนับสนุนหลายพันคนออกมาต้อนรับนางออง ซาน ซูจี ตั้งแต่สนามบินเมืองทวาย จนถึงบริเวณหาเสียงกลางเมือง

โดยออง ซาน ซูจี ปราศรัยด้วยว่าต้องหาทางแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2551 ที่ร่างขึ้นโดยกองทัพเพราะให้อำนาจกองทัพอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่การแต่งตั้งรัฐมนตรี การควบคุมประเทศในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการสงวนที่นั่งในรัฐสภาให้ทหารถึง 1 ใน 4 นอกจากนี้ นางออง ซาน ซูจี ยังระบุด้วยว่าต้องแก้ปัญหาการสู้รบระหว่างทหารกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์

ทั้งนี้นางออง ซาน ซูจี วัย 66 ปี เป็นบุตรสาวของ นายพลออง ซาน ผู้ก่อตั้งประเทศพม่า ซึ่งในรอบ 23 ปีมานี้ออง ซาน ซูจีถูกรัฐบาลทหารสั่งกักบริเวณในบ้านพักหลายหน เป็นระยะเวลารวมกันกว่า 15 ปี โดยล่าสุดนางออง ซาน ซูจี และสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีได้ตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส. พม่า ซึ่งมีกำหนดจัด 1 เมษายนนี้ โดยซูจีลงสมัครในเขตบ้านเกิดที่ย่างกุ้ง โดยการเลือกตั้งซ่อมที่จะมีขึ้นนี้จะเป็นการชิงชัยทั้งหมด 48 ที่นั่ง เนื่องจากมี ส.ส. เดิม 48 คน ลาไปรับตำแหน่งรัฐมนตรี

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: จินตนาการสยามที่ไร้พริกและมะละกอ

ที่มา ประชาไท

"เรา อาจจะนึกไม่ถึงว่าครั้งหนึ่งในอดีต คนไทยอาจจะไม่ได้กินเผ็ดอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน พริกถูกนำเข้ามาในฐานะที่เป็นพืชสวน ไม่ใช่พืชป่า มีความเป็นไปได้ พวกชวนนิษฐานว่าโปรตุเกสนั่นแหละที่เป็นคนนำ "piri-piri" หรือ พริก เข้ามาในสังคมไทย และทำให้ถูกกลืนให้กลายเป็นไทย จนทุกวันนี้คนโปรตุเกสอาจนึกไม่ถึงว่าคนไทยกินอะไรเผ็ดแบบนี้"

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ



สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อภิปรายหัวข้อ "โปรตุเกส-อยุธยา และลัทธิอาณานิคมตะวันตก" ในการสัมมนา "500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศไทยกับโปรตุเกส และชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554" เมื่อ 26 ม.ค. ที่ผ่านมา

ระหว่างวันที่ 26 – 27 ม.ค. มีการจัดสัมมนา "500 ปี ความสัมพันธ์สยามประเทศไทยกับโปรตุเกส และชาติตะวันตกในอุษาคเนย์ 2054-2554" ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร 100 ปี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โดยงานเสวนาดังกล่าวจะโดยมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา สถาบันอยุธยาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครศรีอยุธยา องค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะศิลปศาสตร์ และโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม. ธรรมศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมจดหมายเหตุสยาม

โดยในวันแรกของงานคือวันที่ 26 ม.ค. ในช่วงอภิปรายหัวข้อ "โปรตุเกส-อยุธยา และลัทธิอาณานิคมตะวันตก" สุธา ชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสุธาชัยชี้ว่าการที่โปรตุเกสเข้ามายังทวีปเอเชียของโปรตุเกสก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงสามด้านใหญ่ๆ ได้แก่ หนึ่ง ก่อให้เกิดการปฏิวัติทางความรู้ในเชิงภูมิศาสตร์ สอง ก่อให้เกิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และสาม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและอาหารการกิน

ในการเปลี่ยนแปลงด้านวิถีชีวิตและอาหารการกิน สุทธาชัยอภิปรายว่า เราอาจนึกไม่ถึงว่า โลกก่อน ค.ศ. 1500 เผลอๆ อาหารการกินของโลกไม่ได้เป็นแบบปัจจุบันเลย เราอาจจะนึกไม่ถึงว่าได้เกิดการปฏิวัติ หรือการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในด้านอาหารการกิน

ลองนึกดูว่าสิ่งใหม่ที่เข้ามาใน ชีวิตของชาวยุโรปที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือเครื่องเทศจากเอเชีย คือมันฝรั่ง ลองนึกถึงฝรั่งที่ไม่มีมันฝรั่ง ไม่มีมะเขือเทศ ฟักทอง ใบชา กาแฟ โกโก้ วานิลลา ยาสูบ ... ทั้งหมดนี้ไม่มีเลยนะครับ

"เราแทบจะจินตภาพไม่ได้เลยว่า เฮ้ย อังกฤษในสมัยกลางนี่มันกินอะไรของมันวะ กินเนื้อต้มกับเกลือ (หัวเราะ) ดังนั้น เราจะเห็นว่าอาหารทั้งหมดมาจากดินแดนอื่นๆ มาจากดินแดนอื่นทั้งนั้น มาจากโลกใหม่ทั้งนั้น สิ่งใหม่ต่างๆ เหล่านี้ถูกนำเข้ามาโดยสเปนกับโปรตุเกส อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตทั้งหมดของชาวยุโรป"

กรณีของสยาม เป็นสิ่งที่เรารู้โดยทั่วไปว่าโปรตุเกสได้นำเอาของหวานอย่างฝอยทอง ทองหยอด ลูกชุบเข้ามา และที่ผมดูมาแล้ว ผมคิดว่าเราแน่นะ เราพัฒนาเองก็มีนะ ผมไปอยู่โปรตุเกสไม่เคยเจอ "ทองหยิบ" นะ ทองหยิบที่ใส่ถ้วยเล็กๆ ต้องฝีมือเราเอง ของแท้และแน่นอน เขามีทองหยอด มีฝอยทอง แต่ไม่มีทองหยิบ เราสามารถพัฒนาของเราเองได้

และขนมฝรั่งกุฎีจีน พวกขนมปัง พวกขนมฝรั่ง จริงๆ สิ่งที่โปรตุเกสนำเข้ามาคือการทำขนมด้วยไข่และแป้ง ซึ่งไม่ใช่ลักษณะการทำขนมดั้งเดิมของสยาม มีความเป็นไปได้ว่าสยามดั้งเดิมทำขนมด้วยข้าวเจ้า แป้งข้าวเจ้าเป็นหลัก น้ำตาล ก็ไม่ใช่อย่างที่เราเข้าใจ น้ำตาลคือน้ำของต้นตาล ปัจจุบันน้ำตาลเป็นน้ำตาลปี๊บ

"พืชพรรณ เราอาจจะนึกไม่ถึงนะว่า คราวนี้ผมจะมาตั้งคำถามกับไทยเราบ้าง พริก หรือ piri-piri นั้นเป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกากลาง เผลอๆ ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของเอเชีย หรือถ้าเป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียก็ไม่ใช่พืชพื้นเมืองของไทย เราอาจจะนึกไม่ถึงว่าครั้งหนึ่งในอดีต คนไทยอาจจะไม่ได้กินเผ็ดอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน พริกถูกนำเข้ามาในฐานะที่เป็นพืชสวน ไม่ใช่พืชป่า มีความเป็นไปได้ พวกชวนนิษฐานว่าโปรตุเกสนั่นแหละที่เป็นคนนำ "piri-piri" หรือ พริก เข้ามาในสังคมไทย และทำให้ถูกกลืนให้กลายเป็นไทย จนทุกวันนี้คนโปรตุเกสอาจนึกไม่ถึงว่าคนไทยกินอะไรเผ็ดแบบนี้"

แต่น่าตื่นเต้นว่า คนไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่กินเผ็ด ในอเมริกากลาง พวกเม็กซิโก หลายประเทศก็กินเผ็ด ในแอฟริกา แกมเบีย พวกนี้ก็กินเผ็ด เอธิโอเปียก็กินเผ็ด เพราะฉะนั้นประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่กินเผ็ดในโลกนี้

"มะละกอไม่ได้เป็นพืชพื้นเมืองของสยามและเอเชีย หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย น่าตื่นเต้นนะครับว่าเราไม่เคยกินส้มตำกันมาก่อน มะละกอเป็นพืชพื้นเมืองของเม็กซิโก ยังเป็นไปได้ว่าโปรตุเกสและสเปนเอาไปเผยแพร่ทั่วโลก ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ามะละกอเข้ามาในไทยได้อย่างไร แล้วสุดท้ายกลายเป็นพืชประจำชาติของประเทศลาวไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเราลองจินตภาพถึงสังคมไทยที่ไม่มีพริกและมะละกอ หึๆ"

ส่วนผลไม้ต่างๆ ทั้งหมดนั้น เรื่องใหญ่มาก ทั้งฝรั่ง ไม่ใช่เลยนะ เราไม่มีฝรั่งเลย สับปะรด แรกๆ เราเรียกว่า สรรพรส แปลว่าหลายๆ รถ น้อยหน่า เรียกว่าซึ่งเนี่ยภาษาโปรตุเกสเรียกว่า annona ก็อปปี้คำกันมาเลย พวกนี้มาจากอเมริกาทั้งนั้น

ส้ม พวกเรานึกไม่ถึงนะ ไทยไม่มีส้มนะครับ ส้มโอ องุ่น พวกนี้เป็นพืชพื้นเมืองมาจากเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อก่อนคำว่า "ส้ม" ในภาษาไทยเดิมหมายถึงสิ่งที่เปรี้ยวๆ อย่างเช่นส้มมะขาม คำว่า "สีส้ม" ก็ไม่มี เมีแต่สีแสดหรือไม่ก็สีแดงไปเลย จินตภาพเกี่ยวกับส้มหรือสีส้ม และส้มเป็นลูกๆ ที่เรากินในปัจจุบันนั้น เป็นเรื่องใหม่ เป็นสิ่งที่ถูกนำเข้ามาทั้งนั้น

สรุปแล้วผมคิดว่าการปรับเปลี่ยนและเปลี่ยนแปลงเรื่องพืชพันธุ์และอาหาร นั้นเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญมากที่ทำให้โฉมหน้าของสังคมเปลี่ยนไป เมื่อสักครู่ผมยกตัวอย่างในเวลาอันจำกัดยุโรปและเอเชียเราเปลี่ยนด้วยกัน ทั้งคู่ ยุโรปก็ศึกษาเอเชียและก็เปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ผมคิดว่า ถ้าเราจะฉลอง 500 ปีความสัมพันธ์โปรตุเกส-ไทย เราจะฉลองอะไรกัน ผมว่าเราน่าจะฉลองเรื่องการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม นี่น่าจะเป็นเรื่องสำคัญและเป็นใจกลางของความสัมพันธ์ที่เป็นจริงมากกว่าใน ระยะ 500 ปี ถ้าเราพูดกันตั้งแต่ต้นว่าจริงๆ ความสัมพันธ์ทางการเมืองมีน้อยมาก และไม่อยากจะนินทาว่า เมื่อตอนที่ไทยสยามทำสงครามกับพม่านั้น โปรตุเกสเลือกช่วยพม่าไม่ได้ช่วยสยาม ขอบคุณมากครับ

“สุรชัย แซ่ด่าน” เขียนจดหมายร้องนำผู้ต้องหา 112 ไปคุกพิเศษ แดงเชียงใหม่ส่งโปสการ์ดให้กำลังใจ

ที่มา ประชาไท

เปิดจดหมาย “สุรชัย แซ่ด่าน” ถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ชี้นักโทษ 112 ควรจะถูกส่งไปยังสถานควบคุมพิเศษ ไม่เพียงแต่ผู้อยู่ระหว่างพิจารณาคดีแต่รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินเด็ดขาดแล้ว ด้วย ด้านแดงเชียงใหม่ยังไม่ลืม ส่งโปสการ์ดให้กำลังใจ

29 ม.ค. 55 – สถานีวิทยุชุมชนสร้างสรรค์สังคมเชียงใหม่ FM 99.15 MHz จัดรายการซีรี่ย์ “นักโทษการเมืองที่ชื่อ ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ …เราจะไม่ทอดทิ้งกัน” ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. – 2 ก.พ. 55 โดยในวันนี้ (29 ม.ค.) ทางสถานีได้จัดการเสวนาและไลน์สัญญาณทางวิทยุชุมชน โดยมีดีเจซาร่าตัวแทนแดงสยามจากส่วนกลาง มาพูดคุยกับผู้ฟังทางเชียงใหม่

นายจักรพันธ์ บริรักษ์ (ดีเจหนึ่ง) กล่าวว่าอาจารย์สุรชัยได้เดินทางมาเชียงใหม่หลายครั้ง และมีบรรดากลุ่มคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ เชิญไปปราศรัยบ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย กลุ่มย่อยต่างๆ สุรชัยไม่เคยปฏิเสธ ก่อนหน้านี้สุรชัยเคยเดินสายพูดคุยเรื่อง ม.112 ที่ จ.เชียงใหม่ มีการลงชื่อเพื่อร่วมแก้ไขมาก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่ากิจกรรมนั้นหายไปไหนเมื่อกระแสสุรชัยเงียบไป

ด้านดีเจซาร่ากล่าวว่าอาจารย์สุรชัยจะขึ้นศาลอีกครั้งในวันที่ 28 ก.พ. 55 ซึ่งจะเป็นการพิพากษาหลังจากที่การนัดสืบพยานที่ผ่านมาไม่มีการสู้คดีที่รวม ไว้ที่ดีเอสไอ 5 คดี (รวมทั้งหมดทั้งหมดมี 6 คดี) แต่คดีที่ สน.ชนะสงคราม ที่เป็นการปราศรัยที่สนามหลวงเมื่อปี 51 นั้นอาจารย์สุรชัยจะต่อสู้คดีอยู่

โดย 5 คดีที่ไม่มีการสู้คดีนั้นประกอบไปด้วยคดีที่ สน.โชคชัย เป็นการปราศรัยที่อิมพีเรียล, คดีที่ สน.วังทองหลาง เป็นการปราศรัยที่วัดสามัคคีธรรม, คดีที่ จ.อุดร, คดีที่ จ.ราชบุรี และคดีที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการปราศรัยที่ อ.ดอยสะเก็ด

ในด้านขวัญกำลังใจนั้น ยังมีพี่น้องเสื้อแดงทยอยไปเยี่ยมอาจารย์สุรชัยอยู่ตลอด และถึงแม้ใน 5 คดีที่กล่าวไปนั้นสุรชัยจะแถลงไม่สู้คดี แต่ดีเจซาร่ากล่าวว่าสุรชัยยังยึดมั่นในหลักการเดิมคือเสรีภาพในการแสดงความ เห็นของประชาชนอยู่เช่นเดิม

โดยหลังการเสวนาได้มีการมอบโปสการ์ดที่เสื้อแดงเชียงใหม่ได้ทยอยมาเขียน ให้สุรชัยตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมาให้ตัวแทนแดงสยามนำไปมอบให้สุรชัยที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ต่อไป

ทั้งนี้ตัวแทนแดงสยามได้มีการเปิดเผยจดหมายร้องขอความเป็นธรรม ถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ (เขียนในวันที่ 20 ม.ค. 55) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ …

แดน 6 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่อง ร้องขอความเป็นธรรม
เรียน อธิบดีกรมราชทัณฑ์

กระผม นช. สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ผู้ต้องหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กราบเรียนขอความเป็นธรรมในกรณีการตีความเรื่อง “สถานภาพการเป็นผู้ถูกกล่าวหาทางการเมือง” เพื่อนำไปควบคุมขังสถานควบคุมพิเศษ ดังต่อไปนี้

การพิจารณาว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นผู้ต้องหาทางการเมืองมีเหตุจูงใจทางการเมือง ในการกระทำผิดอยู่ในข่ายจะถูกนำไปควบคุมยังสถานควบคุมพิเศษหรือไม่

เรื่องนี้ต้องพิจารณาที่กระบวน การทางความคิดของผู้กระทำผิด และพฤติกรรมของการกระทำผิด รวมทั้งสถานการณ์ทางสังคมและการเมืองในขณะนั้นด้วย

ข้อ 1 ผู้กระทำผิดมีความคิดทาง การเมืองหรือไม่ ต่อเนื่องยาวนานแค่ไหน เพราะถ้าเป็นความผิดทางความคิดก็จะเป็น “นักโทษทางมโนธรรม” ถือได้ว่าเป็นการเมืองขั้นสูง เหนือกว่าแค่การมาชุมนุมทางการเมืองเสียอีก

ข้อ 2 พฤติกรรมการกระทำผิดเกิด จากอะไร ถ้าเกิดจากการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นระบบถึงปัญหาของบ้านเมือง ชี้เหตุชี้ผลและหนทางการแก้ไขปัญหา ไม่มีเจตนาดูหมิ่น หมิ่นประมาทหรืออาฆาตมาดร้ายแต่อย่างใด เพียงผิดพลาดในการนำเสนอ จึงย่อมไม่ใช่อาชญากรที่ชั่วร้าย แต่เป็นการกระทำผิดทางการเมือง

ข้อ 3 สถานการณ์ที่มีการกระทำผิด ก็อยู่ในช่วงที่มีการนำสถาบันมาเป็นข้ออ้างสร้างความขัดแย้งทางการเมือง เช่นเรื่อง “ขบวนการล้มเจ้า” จนเป็นเหตุที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ถึงขั้นกระทำความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

เมื่อรวมสามเหตุผลนี้มาพิจารณา จึงสรุปได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาว่า กระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 112 ในปัจจุบันมีสถานภาพทางการเมืองอย่างไม่อาจ ปฏิเสธได้และควรจะถูกส่งไปยังสถานควบคุมพิเศษยิ่งกว่าคดีทางการเมืองอื่นๆ และไม่เพียงผู้อยู่ระหว่างพิจารณาคดีแต่รวมถึงผู้ที่ถูกตัดสินเด็ดขาดแล้ว ด้วย

เพราะเป็นคดีที่มีความอ่อนไหว มีแรงเสียดทานสูงอีกทั้งไม่มีความปลอดภัย เพราะที่ผ่านมามีการถูกทำร้าย โดยการรู้เห็นเป็นใจจากเจ้าหน้าที่ มีการกดขี่ ข่มเหงรังแก และแสดงอาการดูถูกเหยียดหยามจากเจ้าหน้าที่ ประเภทที่เรียกว่า “หัวเหลือง” หรือที่นิยมชมชอบพรรคการเมืองต่างขั้วกับรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งกรมราชทัณฑ์ที่ผ่านมาไม่เคยเหลียวแลคุ้มครอง (เรื่องนี้สามารถสอบสวนย้อนหลังได้)

จากการที่กราบเรียนมาทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลในการพิจารณาว่ากระผมและผู้ต้องหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีสถานภาพทางการเมือง และกรมราชทัณฑ์ควรส่งไปควบคุมยังสถานควบคุมพิเศษ

หวังในความกรุณาจากท่านอธิบดีกรมราชทัณฑ์

ด้วยความเคารพอย่างสูง

ลายเซ็นต์

(น.ช.สุรชัย แซ่ด่าน)

ทั้งนี้กิจกรรมซี่รี่ "นักโทษการเมืองที่ชื่อสุรชัยแซ่ด่าน เราไม่ทอดทิ้งกัน" ที่ทางสถานีได้จัดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. 55 นั้น เป็นการปูเรื่องก่อนการนัดสืบพยานและตัดสินคดีสุรชัย ส่วนกรณีนักโทษคดี 112 คนอื่นๆ นั้นทางสถานีก็จะจัดกิจกรรมต่อไปเรื่อยๆ รวมถึงกับการพูดถึงการรณรงค์แก้ไข ม.112 ที่ทางสถานีได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 30/01/55 พายุลูกใหม่กำลังมา..ซ้ำเติมภัยพิบัติเดิม

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

พายุลูกใหม่ มาซ้ำเติม เพิ่มวิบัติ
กระหน่ำซัด รัฐบาล ให้ซ่านเสียว
ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น แน่นนักเชียว
หวังลัดเลี้ยว ถาโถม ให้จมดิน....

สารพัด ปัญหา เรียงหน้าพร้อม
ไม่อ้อมค้อม หวังกระหน่ำ ซ้ำให้สิ้น
ทั้งปลุกผี พวกหิวโหย เพื่อโบยบิน
สร้างมลทิน ก่อรัฐประหาร พล่่านป่วนเมือง....

สารพัน ม็อบนั้น-นี้ ไล่บี้แหลก
สร้างแตกแยก ต่อไป ไอ้ผีเหลือง
ยังไม่ลืม รอยบาป คราบขุ่นเคือง
ยิ่งรุ่งเรือง มันยิ่งเกลียด อีเดียดนัก....

ภัยพิบัติ ทุกข์ระทม จนจมดิ่ง
ยังไม่นิ่ง กลับรุกราน เข้าหาญหัก
ปลุกลิ่วล้อ พวกจัญไร ให้คึกคัก
ซ้ำเติมหนัก หวังกำจัด รัฐบาลไทย....

หนักไม่หนัก เดี๋ยวก็รู้ คุณ"ปูจ๋า"
ประคับประคอง รัฐนาวา อย่าหวั่นไหว
เพื่อความสุข สมหวัง ตามตั้งใจ
ต้องสู้ได้..ทุกเมื่อ..เชื่อฝีมือ....

๓ บลา / ๓๐ ม.ค.๕๕

สนทนากับทักษิณ “ผู้ต้องสงสัย” แห่งประเทศไทย

ที่มา Thai E-News


โดย ทอม เพลท
ที่มา เจแปน ไทม์

พากย์ไทยโดยไทยอีนิวส์

หมาย เหตุไทยอีนิวส์: บทสนทนานี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ “Conversations with Thaksin: From Exile to Deliverance”, ซึ่งเป็นซีรี่หนึ่งของ Tom Plate’s “Giants of Asia” series.


รัฐประหารที่เขย่าขวัญ: “สถานการณ์ไม่ค่อยดี”


ดู ไบ – “มันเกิดขึ้นได้ทุกเวลา” รัฐมนตรีระดับสูงคนหนึ่งบอกกับท่าน “เรามีเวลาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่พวกเขาจะลงมือ” รัฐมนตรีอีกคนหนึ่งกล่าว “เวลาเราเหลือไม่กี่วัน”

ก่อนที่วันที่ ๑๗ กย. ๒๕๔๙ จะมาถึง ณ กรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แม้แต่ทักษิณขณะที่รอที่จะกล่าวสุนทรพจน์ในนามของประเทศต่อที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ ก็ยังกระสับกระส่าย “ผมคิดว่าคุณถูก” เขากล่าวกับผู้ร่วมงาน “ผมควรจะกลับไป สถานการณ์ไม่ดี”

แต่ทุกอย่างได้สายไปเสียแล้ว

ที่กรุงเทพฯ ในตอนเช้าตรู่ของวันอังคารที่ ๑๙ กย. ๒๕๔๙ อากาศร้อนอบอ้าว ผู้คนรู้แล้วว่ามีอะไรไม่ปกติ

เวลาประมาณ ๒ ทุ่มของคืนนั้น การรัฐประหารกำลังดำเนินไปอย่างเต็มพลัง

ถึง แม้ว่าประเทศไทยจะมีการรัฐประหารบ่อยครั้ง แต่การเข็นรถถังออกมายังท้องถนนครั้งนี้ ห่างจากครั้งก่อนหลายปี เวลา ๔ ทุ่ม กองกำลังทหารได้โอบล้อมทำเนียบรัฐบาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รุ่งอรุณ กองกำลังทหารได้ปิดล็อคจุดสำคัญ ตั้งป้อมตรวจค้นรถที่เดินทางตามถนนราชดำเนิน

เวลา ๙.๑๖ นาฬิกาของวันถัดไป คณะรัฐประหารออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ การรัฐประหารรัฐบาลทักษิณ ในแถลงการณ์กล่าวว่าทักษิณ “ได้สร้างความขัดแย้งแบ่งฝ่ายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน, การบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตอย่างกว้างขวาง, หน่วยงานอิสระถูกครอบงำทางการเมือง ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเกิดปัญหา ถ้าปล่อยให้รัฐบาลทักษิณปกครองบ้านเมืองต่อไป จะทำให้ประเทศเสียหาย และพวกเขายังมีพฤติกรรมที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระ มหากษัตริย์ ดังนั้นคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขจึงทำการยึดอำนาจ”

และนั่นคือวิธีที่ทำให้วาระการดำรง ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยสิ้นสุด ลง โดยการใช้รถถัง ในความเป็นจริงแล้วการรัฐประหารครั้งนี้ไม่มีความรุนแรงที่ร้ายแรง คนไทยจำนวนมากอยู่ในบ้าน และรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นเพราะสถานีโทรทัศน์หยุดการถ่ายทอดโปรแกรมตามปกติ แต่เปิดเพลงรักชาติ

กระสุนไม่ได้ถูกยิงแม้แต่นัดเดียว ไม่มีใครตาย มันเป็นการรัฐประหารที่เงียบเชียบมาก

ตอน จบแล้วก็ยังเงียบ... ยกเว้นอาชีพทางการเมืองของนายกทักษิณที่ถูกทำให้จบลงแต่ยังมีเสียงคึกโครม ดังเหมือนเสียงรถถังที่วิ่งบดตามท้องถนน

ในบ่ายวันนั้น ความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายอย่างเห็นได้ชัด เห็นเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ทักษิณจบแน่
อย่างน้อย ผู้นำรัฐประหารคิดเช่นนั้น

ความขัดแย้งของทักษิณ: “ครอบครัวของผมมีความปราถนาดี”

ทักษิณ พูดว่า “ตอนนั้นผมโกรธมาก...เต็มไปด้วยความโกรธ และการที่ผมเป็นคนโกรธง่าย มันโชว์ให้ทุกคนเห็นว่า ผมเป็นคนโกรธง่ายเกินไป” เขาพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย

“นี่คือคุณลักษณะที่ไม่ดีของผม ส่วนดีของผมคือคิดสร้างสรรค์ แต่ถ้าเมื่อใดผมไม่สามารถรับเพรสเชอร์ได้ ผมจะโกรธ”

นี่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เขารู้สึกเสียใจกับการที่มีอารมณ์เช่นนี้


ฉัน ถาม: “ตอนนี้เขาบอกว่าศาลไทยได้ฟ้องร้องคุณ คุณทักษิณ ขณะที่คุณไม่ได้อยู่ในประเทศ กรณีบทบาทของคุณที่ยั่วเย้าให้เกิดการประท้วง คุณเคยถูกฟ้องร้องจากศาลไทยบ้างหรือเปล่า?”

“ไม่เคย ผมไม่เคยถูกฟ้องร้องเรื่องนี้ ผมถูกฟ้องร้องเรื่องคดีที่ดิน”

“คดีที่ดินของภรรยาคุณเมื่อปี ๒๕๔๖?”

“ครับ ภรรยาผมชนะการประมูลซื้อที่ดินสาธารณะที่มาจากสมัยวิกฤตการณ์ทางการเงิน”

“โอเค”

“ซึ่ง เปิดให้ทุกคน ต่อมาพวกเขาบอกว่า โอ เธอเป็นภรรยาของนายกฯ เธอต้องโกง ตอนหลังศาลพิพากษาตัดสินให้คดีนี้เป็นโมฆะ คืนเงินให้ภรรรยาผมแต่ยังไม่ยอมปล่อยผมจากคำพิพากษา”

“คุณถูกกล่าวหา และถูกพิพากษาขณะที่ไม่อยู่ในเมืองไทยด้วยข้อหาอะไร?”
(การที่สื่อต่างประเทศรายงานข่าวว่า ข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกับคดีคอรัปชั่นนั้น ไม่ถูกต้อง)

“พวก เขาบอกว่าผมทำผิดกฏหมายที่ว่าด้วยสมาชิกคณะรัฐมนตรีห้ามมีส่วนร่วมเป็น คู่สัญญากับรัฐ เจตนาของกฏหมายคือห้ามพวกเราไม่ให้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่แฟร์ในสัญญาหรือ สัมปทานใด ๆที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ แต่ข้อกล่าวหานี้มาจากการประมูลซื้อที่ดินที่กองทุนพื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน ซื้อต่อมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่มีปัญหา ซึ่งที่ดินเหล่านี้ไม่ได้เป็นของรัฐบาล”

“และภรรยาของคุณซื้อในนามของเธอเอง?”

ใน ความเป็นจริง การซื้อขายนี้ ซื้ออย่างซื่อตรง เธอไม่ได้ซ่อนอะไร เธอเซ็นต์เช็ค ๒๔ ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปิดไม่ได้ เงินจำนวนมากเช่นนี้อาจทำให้คนอิจฉา

ทักษิณตอบต่อ “ไม่หรอก ถ้าเธอต้องการปกปิด เธอสามารถใช้ชื่อคนอื่นเป็นตัวแทน หรือใช้ชื่บริษัท”

“แต่เธอไม่ได้ทำ เธออาจจะทำถ้าเธอต้องการปกปิด ดังนั้นถ้าผิดอย่างเลวร้ายที่สุดก็เป็นเรื่องทางเท็คนิค”
เขาพยักหน้า

“ตอนนี้ มีคนเขียนว่าคุณถูกศาลตัดสินคดีคอรัปชั่นอื่น ๆอีกขณะที่ลี้ภัยนอกประเทศ”

“ไม่มี พวกเขากล่าวหา เป็นข้อกล่าวหา”

“ที่ตัดสินแล้วมีคดีเดียว คดีที่ดิน”

“คดีเดียว คดีเดียวเท่านั้น”

มัน เป็นการยากที่จะบอกว่าทักษิณเป็นผู้ร้ายทางการเมืองที่เลวร้ายของโลก เพียงแค่เป็นจำเลยคดีที่ดิน ในความเป็นจริง เขาไม่มีชื่อติดอยู่ในหมายจับใดๆ ขององกรณ์ตำรวจสากล

แน่นอน ยังมีข้อกล่าวหาอีกหลายข้อหา ซึ่งยากที่จะบอกว่ามาจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบเขาฝ่ายเดียว

“ยก ตัวอย่างเรื่องการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปที่เกี่ยวข้องกับสิงคโปร์ ถ้าคุณรู้ว่าเรื่องนี้จะสร้างความเสียหาย คุณจะทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมหรือเปล่าในวันนี้?”

การซื้อขายขาย หุ้นของบริษัทชินคอร์ปในปี ๒๕๔๙ เป็นเรื่องการขายหุ้นจำนวนมหาศาลของเขาในบริษัทด้านสื่อสารโทรคมนาคมของไทย กับสิงคโปร์เทเลคอม มันเป็นรายการขนาดใหญ่ ซึ่งคนไทยจำนวนมากมีความรู้สึกไม่พอใจ ดูเหมือนเป็นการขายความมั่นคงของการสื่อสารแห่งชาติให้กับต่างชาติ ชาติใดก็ได้ที่ยอมจ่ายค่าประมูลสูงสุด และการซื้อขายนี้ถูกนักวิจารณ์พบว่าเป็นการทำธุรกรรมแบบทักษิณ คือ ให้หลีกเลี่ยงภาษี

แม้ว่าการจัดการนี้จะถูกต้องตามกฏหมาย แต่มันสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีให้กับประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีจากนายกรัฐมนตรีที่ร่ำรวย

ทักษิณ ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ และตอบว่า “พวกเราทุกคนในครอบครัวผมมีความปราถนาดี ลูกๆมาหาผมและบอกว่า ‘คุณพ่อกำลังถูกโจมตีเรื่องความขัดแย้งของผลประโยชน์ ถ้าเราขายหุ้นของบริษัท และคุณพ่อไม่มีบทบาทในการบริหารแล้ว คุณพ่อคงไม่ถูกโจมตีอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการขายหุ้นนี้อาจจะเป็นผลดีกับเรา’ ดังนั้นพวกเราตกลงที่จะขาย แต่ด้วยเหตุที่ศัตรูของผมต้องการที่จะจัดการผม ความตั้งใจดีที่จะหลีกเลี่ยงความขัดแย้งของผลประโยชน์ถูกนำมาโจมตี ถ้าผมรู้ว่าเรื่องนี้จะสร้างความยุ่งยากมากมายเช่นนี้ ผมคงแนะนำเขา ‘นี่ เธอเก็บไว้เองเถอะ และนี่เธอเก็บส่วนนี้ให้ฉัน ฉันไม่ต้องการยุ่งกับมัน’ แต่เนื่องจากเรื่องมันผ่านไปแล้ว ผมจะไม่เสียใจกับมันต่อไป มันจบแล้ว”

ถึง แม้ว่าคำอธิบายนี้จะดูจริงใจ แต่อาจจะมองได้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมสำหรับบุรุษที่มีความทะเยอทะยาน ที่จะให้ประเทศไทยขึ้นติดอยู่บนแผนที่โลกเพื่อให้เขากลายเป็นรัฐบุรุษของโลก คนหนึ่ง ยอดสุทธิของเรื่องชินคอร์ปสำหรับผู้ที่เริ่มฟังเรื่องนี้ คือบางครั้งมันทำให้ทักษิณเป็น “ผู้น่าสงสัย” (prime suspect) พอๆกับการเป็น prime minister (นายกรัฐมนตรี)

บางทีมันเป็นความ จริงที่ว่าบ่อเกิดของการไม่ได้รับความเป็นธรรม เกิดจากการดำรงพฤติกรรมเช่นเดิมของเขา ซึ่งศัตรูของเขาใช้ป้ายสีว่าเป็นผู้ต้องสงสัยอย่างสม่ำเสมอ แม้ขณะที่เป็นนายกรัฐมนตรี เขายังคงทำงานอย่างนักธุรกิจ สิ่งซึ่งนักวิจารณ์ คนไทยจำนวนมาก รวมทั้งผู้สังเกตการณ์ภายนอก เห็นว่าเขารับเอารูบแบบ

“ซีอีโอ โมเดล” มาใช้มากเกินไป

และ ฉันสงสัยว่าว่าเขาจะตอบเช่นไรกับคำถาม “คุณคิดว่าวงการใหนโหดกว่ากันระหว่างธุรกิจกับการเมือง? หรือมันพอ ๆกัน? หรือไม่สามารถตอบได้?”

คำตอบเขา: “ในแวดวงธุรกิจมีกฏระเบียบการเล่นที่ชัดเจนที่ทุกคนเคารพยอมรับ แต่ในการเมืองโดยเฉพาะในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยปลอม กฎระเบียบยังไม่ได้รับการเคารพยอมรับ และกรรมการผู้ตัดสินไม่เคยมีความยุติธรรม”

คนรวย คนจน: “ผมรักที่จะแก้ปัญหาให้คน”

“ตาม ที่ผมเข้าใจความคิดของคุณ คุณเชื่อว่าปัญหาความยากจนสามารถทำให้ลดน้อยลงได้อย่างมาก หากไม่สามารถกำจัดมันให้หมด นี่เป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ คุณเชื่ออย่างนั้นจริงหรือ?”

เขาพยักหน้า

“คุณรู้ใหมว่าคุณปู่ผมเคยพูดว่า ‘ความยากจนจะอยู่ตลอดไป’ แต่คุณเป็นคนมองเรื่องนี้ในแง่ดี เพราะเหตุใด?”

ทักษิณ ตอบว่า “ลองคิดถึงคนจนที่เกิดในชนบท ที่พ่อแม่เขาก็ยากจน มันไม่จำเป็นที่ลูกหลานเขาในรุ่นต่อไปที่จะต้องยากจนตามไปด้วย ถ้าเขาถูกเลี้ยงดูด้วยสภาพสังคมที่ดีกว่าในสมัยของพ่อแม่ หรือไม่ก็พ่อแม่เขาสามารถเลี้ยงดูให้ดีกว่าสมัยปู่ย่าของเขา สภาพเขาก็จะดีขึ้น ผลของโภชนาการที่ดี การศึกษาที่ดี และโอกาสที่ดีมีผลมหาศาล

“แต่มันต้องใช้เงิน”

เขาพยัก หน้า “ครับ ต้องใช้เงิน แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องได้เงินมาก คุณไม่จำเป็นต้องให้เงินครอบครัวละ ๑ ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อให้เขาร่ำรวย และเราไม่ต้องการให้เขาเป็นคนรวยอย่างง่าย ๆเช่นนั้น เราต้องการให้เขาสามารถหายใจและเจริญได้ แต่ในขณะนี้ที่เมืองไทยเขากำลังจมน้ำตาย ถ้าเราสามารถไปถีงเขาพยุงหัวให้สูงให้เขาหายใจ เขาก็จะหาทางว่ายกลับถึงฝั่งเอง เมื่อเขามีแรงแล้ว เขาจะใช้แรงของตัวเอง เขาจะไม่ยอมจมน้ำอีก เพราะเขารู้แล้วว่าการจมน้ำหายใจไม่ออกเป็นอย่างไรทรมาณแค่ใหน”

การพูดเรื่องนี้แบบไม่ต้องหายใจแสดงถึงความเชื่อมัน่ในเรื่องนี้ของทักษิณ

เขาขยับตัวแล้วกล่าวต่อ “ด้วยการช่วยพวกเขา มันไม่ใช่เหมือนกับว่าเราให้เขาทุกอย่างอย่างเปล่า ๆ ตอนนี้

เขา เหมือนผู้ป่วยพวกเขาไม่แข็งแรงแล้วเราจะให้เขาแบกน้ำหนักที่หนัก อึ้งทำไม รัฐบาลตัวโตกว่าสามารถที่จะรับน้ำหนักแทนเขาได้ระยะหนึ่ง เมื่อเขาแข็งแรงแล้วเราก็คืนน้ำหนักไป”

นี่คือประเด็นที่ทักษิณ คิดเรื่องคนจน: พยายามช่วยเหลืออย่างเป็นขั้นตอนจะมีผลระยะยาว เช่นการให้เด็กที่ไม่มีปัญญาซื้อคอมพิวเตอร์แทปเบล็ต

ทักษิณบอก ว่า “คุณต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคคนรากหญ้า คุณต้องช่วยให้ชนบทเจริญขึ้น ถ้าคุณจะยกภาคใดภาคหนึ่งให้สูงขึ้นที่สามารถทำให้อีกภาคหนึ่งสูงตาม ไม่ใช่เฉพาะบางส่วนของเศรษฐกิจ คุณต้องยกจากด้านล่างสุด ถ้าคุณยกจากข้างล่างสุด ข้างบนก็สูงตาม วิธีนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณละเลยเมือง ถ้าเศรษฐกิจของชนบทดีขึ้น ทุกอย่างแม้แต่การท่องเที่ยวจะดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าเราเปรียบเทียบทั้งองค์กรของสังคมเหมือนกับร่างกาย ถ้ามีบางส่วนกำลังจะตาย ร่างกายทั้งหมดจะแข็งแรงได้อย่างไร? เราต้องเสริมกำลังความเข้มแข็งให้แต่ละภาค นั่นคือต้องพยายามช่วยเหลือคนจนจากชนบท”

ฉัน: “คุณเข้าใจคนยากคนจนได้อย่างไร?”

“ผม เติบโตมาจากชนบท ผมรู้ ผมพูดคุยกับพวกเขาเมื่อตอนเป็นเด็ก คุณพ่อผมจ้างเขามาทำสวน เขาทำงานขุดดิน ตอนกลางวันเขาทำกับข้าวทานกันเอง ทานเสร็จก็ทำงานต่อ ผมดูอาหารการกินของเขา พวกเขาไม่ได้ไปตลาด เขาจับกบที่อยู่ตามทุ่งมาทำกับข้าวกิน พวกเขาไม่มีอะไรเลย มีแต่ข้าวเปล่า พวกเขามีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?”

ถ้าเขาเสแสร้งความปราถนาดีนี้ แสดงว่าเขาเสแสร้งได้ดีมาก

“ผม เข้าใจ ผมเห็นสิ่งเหล่านี้ เมื่อผมได้อำนาจมา ซึ่งไต่เต้ามาจากความสำเร็จทางธุรกิจมาก่อน ผมบอกว่า โอเค เราต้องทำบางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยพวกเขา”

“บางทีอาจเป็นเพราะผม ยังมีความทรงจำที่ยังประทับใจของการอยู่ในชนบท และผมยังจำได้เมื่อตอนไปโรงเรียน ผมนั่งซ้อนท้ายข้างหลังรถมอเตอร์ไซค์ของพ่อมองทุ่งนาข้าวตามรายทาง ผมยังสามารถจำมันได้ดี และด้วยเหตุนี้กระมังผมจึงสงสารคนชนบทที่แสนจนและด้อยโอกาส เราจะสามารถให้โอกาสเขาให้มากกว่านี้ได้อย่างไร เราจะให้ความหวังแก่เขามากกว่านี้ได้อย่างไร นี่คือความรู้สึกที่แรงกล้าที่ผมอยากจะทำ”

“นี่คือความรู้สึกที่จริงจังของคุณ?”

“ใช่ ความต้องการอย่างแรงกล้าของผมไม่ใช่การเป็นนายกรัฐมนตรี ความต้องการผมคือต้องการแก้ปัญหาให้ประชาชน การเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นแค่เพียงยานพาหนะที่นำพาผมไปทำสิ่งที่ผมพยายามทำ”
บ่อเกิดคอรัปชั่น: “นั่นคือวิถีที่เขาทำกันในประเทศไทย”

ใน วันนี้ ทักษิณยอมรับด้วยตัวเองแล้วว่า ไม่มากก็น้อยปัญหาที่เขาประสบในสมัยที่เขาปกครองประเทศนั้นมาจากตัวเขาเอง ธรรมชาติที่เขาไม่ค่อยอดทน ซึ่งโดยทั่วไปเป็นบวกในแวดวงธุรกิจ ได้กลายเป็นลบเมื่อเขาพยายามที่จะสรรหาฉันทามติสำหรับแนวทางของนโยบายอัน ใหม่

ฉันเริ่มต้นสนทนาในรอบนี้ดังนี้ “ขณะนี้ผมรู้จักคุณไม่นาน แต่ผมสามารถดูออกว่าคุณเป็นคนที่แข็ง ผมอยากทราบว่ามีใครในทีมงานของคุณหรือไม่ที่กล้าเข้ามาพูดกับคุณตรง ๆว่า ‘ท่านนายกฯ ถ้าเราไม่ทำสิ่งเหล่านี้หรือสิ่งเหล่านั้น เราจะมีปัญหาร้ายแรงอย่างแน่นอน’ ผมคิดว่าคงไม่มีใครที่กล้าเสนอเช่นนั้นกับคุณ”

เขาถอนหายใจอย่าง เบาๆ และพยักหน้า: “นี่คือจุดอ่อนของสังคมไทย คนไทยไม่กล้าพูดในสิ่งที่เป็นเชิงลบกับเจ้านาย สิ่งที่เป็นเชิงลบหรือความเห็นที่เป็นลบที่อาจทำให้เจ้านายไม่พอใจ พวกเขาจะพยายามหลีกเลี่ยง”

“ใช่”

“แต่ผมมีคนคนหนึ่งที่คอยพูดในสิ่งที่จำเป็นจะต้องพูด แต่เธอไม่ได้อยู่กับผมตลอดเวลา เธอคือภรรยาของผม”

ผมหัวเราะอย่างเข้าใจ ผมก็มี สิ่งหนึ่งที่ทักษิณอยากให้มีการแก้ไขคือเรื่องค่าตอบแทนเรื่องเงินเดือนของข้าราชการ

“คุณ รู้ใหมว่าเงินเดือนของนายกรัฐมนตรีเท่าไหร่? แค่ ๓ พันเหรียญสหรัฐ ไม่มีบำนาญ คุณรู้ใหมผมจ่ายค่า รปภ. เดือนละเท่าไหร่? เขาให้ รปภ.ผม ซึ่งเป็นข้าราชการ ผมเลยจ่ายเขาเพิ่ม ทั้งหมด ๑๕,๐๐๐ เหรียญต่อเดือน เฉพาะ รปภ.”

“จากเงินส่วนตัวของคุณ?”

“และผมมีเงินเดือนแค่ ๓,๐๐๐ เหรียญต่อเดือนฐานะนายกรัฐมนตรี”

“คน ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้คือคนที่มีฐานะดีอยู่แล้วหรือเป็นคนที่มีรายได้ จากที่อื่น จะพูดอย่างไรดี จากที่ๆบอกหลักฐานไม่ได้ นั่นเป็นสูตรสำหรับรัฐบาลที่ไม่ดี”

“นี่คือวิถีที่เป็นในประเทศไทย”

“มัน ไม่ถูก ถ้าคุณไม่ให้เงินเดือนเขาอย่างเหมาะสม ไม่ใครก็ใครต้องจ่ายให้เขาให้พอ ผมว่ามันน่าหัวเราะ คุณอยู่ไมได้หรอกเงินเดือนแค่นี้ถ้าไม่รวยอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณไม่รวยอยู่แล้วไม่ใครก็ใครก็ต้องจ่ายให้เขาพออยู่ได้”

“เขา ต้องทำตัวให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่และฐานะทางสังคม ถ้าเขาไม่มีรายได้พอพียง เขาก็จะหาจากที่อื่น ไม่อย่างนั้นเขาจะอยู่ได้อย่างไร? เราต้องรับความจริงข้อนี้”

“มันก็จะเป็นบ่อเกิดของการคอรัปชั่น”

“ถูกต้อง คุณกำลังบังคับเขาให้คอรัปฯ”

“และนี่คือสิ่งที่จะต้องแก้ไข?”

“ถูกต้อง”

สมานฉันท์เพื่อกลับบ้าน: “ร่างกายของผมอยู่ดูไบ จิตวิญญาณผมอยู่ที่เมืองไทย”

ทักษิณนั่งอยู่ด้านซ้ายของโซฟาในห้องนั่เล่น โดยปรกติเขาจะนั่งพิงหลังแต่ตอนนี้เขยิบมาอยู่ที่ขอบข้างหน้าแล้ว

“ดังนั้น ผมคิดว่ามีสิ่งเดียวที่เราสามารถทำในเรื่องนี้คือขอการสมานฉันท์ พวกเขากลัวผม พวกเขาไม่ไว้ใจว่าว่าผมไม่ต้องการแก้แค้น”

ฉัน ถาม: “เมื่อไหร่ที่คุณกลับไป คุณจะให้สัญญาได้ไหมกับทหาร พธม. และคนอื่นๆ ที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามเรื่อง นิรโทษกรรม? การไห้อภัยซึ่งกันและกัน?”

“ครับ ได้”

“ไม่มีการล่าแม่มด?”

“ไม่ มีการล่าแม่มด ผมคิดว่าการให้อภัยเป็นกุญแจสำคัญ ผมเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ ผมต้องการให้อภัยและอยากให้คนทั้งประเทศให้อภัยซึ่งกันละกัน เพราะถ้าคุณไม่มีการให้อภัย การประนีประนอมไม่เกิด ประเทศก็จะไม่เป็นหนึ่งเดียวอีกต่อไป”

ฉันถามต่อ “แต่มีบางคนบอกว่าสี่งที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้นคือทักษิณบอกว่า ‘ผมจะไม่กลับประเทศไทยอีก’ แต่คุณไม่เคยพูดเช่นนั้นเพราะจริงๆแล้วคุณต้องการที่จะกลับไป”

“ผมต้องการกลับไปอย่างแน่นอน”

“เข้าใจ เพราะคุณคิดว่าการที่คุณกลับไปจะเป็นผลดีกับประเทศไทยกว่าการไม่กลับ?”

“ถ้า ผมได้กลับไป กลุ่มคนที่ต่อต้านผมขณะนี้จะหยุด และถ้าผมกลับไปอย่างไม่มีการล้างแค้น ให้อภัยกับทุกคน คนที่ไม่ชอบผมก็จะรู้สึกดีขึ้น”

“ถ้าคุณกลับจำเป็นหรือไม่ที่ ต้องกลับไปเล่นการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีอีก? คุณสามารถเป็นแค่พี่เลี้ยงได้หรือไม่เหมือนลี กวนยูของสิงคโปร์ที่เคยเป็นปีๆ”

“ผมไม่จำเป็นต้องเป็นอะไร”

“คุณสามารถกลับไปเป็นแบบซอนเนีย คานธี ผู้มีอำนาจเบื้องหลังของของอินเดีย?”

เขา ถอนหายใจ มองออกนอกหน้าต่าง: “คนบางคนอาจจะไม่สบายใจถ้าผมกลับและมีอำนาจทางการเมืองจะโดยตรงหรือโดยอ้อม แต่ผมสามารถเสนอว่าผมอยู่ในตำแหน่งไหนก็ได้ โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องตัวเองกับการเมือง ผมต้องการพิสูจน์ว่าผมไม่รังเกียจแต่ผมต้องการที่จะพิสูจน์ว่าผมเป็น ประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน”

(นับตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไป เมื่อปีที่แล้วที่ยกยิ่งลักษณ์น้องสาวเขาให้ เป็นนายกรัฐมนตรี สื่อได้รายงานว่าทักษิณเป็นผู้อยู่หลังฉากชักใยทางการเมือง)

“แต่ทำไม”

“เพราะ ผมห่วงคนจน และเพราะผมรู้สึกเป็นหนี้พวกที่สนับสนุนผมซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนจน และผมยังรู้สึกเสียใจต่อนักธุรกิจที่ต้องเดือดร้อนกับภาวะเศนษฐกิจไทยตกต่ำ ผมเป็นหนี้เขา เขาต่อสู้ให้ผม เขาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมยังจะต้องมอบพลังของผมที่ยังเหลืออยู่ทำงานตอบแทนหนี้เขา”

เขา พูดต่อ: “ผมเชื่อว่าสถานะการณ์เช่นนี้ไม่สามารถถูกปล่อยให้เป็นอยู่อย่างนี้ออกไป นานๆ การปรองดองต้องเกิดขึ้นแน่นอน ถ้าการปรองดองเกิด ซึ่งก็หมายความว่าผมกลับบ้านได้ เมื่อกลับไปแล้ว ผมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งอะไรก็ได้ที่จะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศ และประชาชน”

“คุณกำลังบอกว่าคุณจะมีความสุขมากที่ได้กลับไปเมือง ไทยแม้ไม่ได้เป็นนายก รัฐมนตรี แต่มีตำแหน่งที่ต่ำกว่า กว่าการอยู่ที่ดูไบอีก ๑๐? ที่นี่รื่นรมย์นะ แต่จิตวิญญาณคุณเจ็บปวดอยู่ในความทุกข์ทรมานที่นี่”

“ถูกต้อง ถูกต้อง ร่างกายผมอยู่ที่ดูไป จิตวิญญาณผมอยู่เมืองไทย”

ปฏิบัติการของน้องสาว: “ผมมั่นใจทุกอย่างจบด้วยดี”

วันนี้ทักษิณ ชินวัตรจะเป็นคนแรกที่ยอมรับว่าบุคคลที่เหมาะสมที่จะขับเคลื่อนระบอบทักษิณให้ก้าวหน้าอาจจะไม่ใช่คนชื่อทักษิณ

บุคคลที่ดีเลิศและเหมาะสมอาจจะเป็นน้องสาวคนสุดท้องที่ชื่อยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ทักษิณพูดว่าคำว่า “หุ่น”

ทักษิณกล่าวว่า: “เธอทำงานดีเกินคาด ซึ่งทุกคนรวมทั้งตัวผมเองและครอบครัวคิดไม่ถึง แม้แต่พรรคก็แปลกใจ”

ทุก วันนี้มองจากหลายๆ ด้านน้องสาวคนเล็กน่าสนใจกว่าพี่ชายคนโต ผู้เฝ้ามองเธออยู่ด้วยความชื่นชมและห่วงใย เขาบอกว่า เมื่อมองย้อนกลับไป เธอมีมนุษยสัมพันธ์ มีเสน่ห์ มีสัญชาตญาณทักษะการจัดการองค์กร ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้แปลงเป็นประโยชน์ต่อการเมือง

เธอมี ประสบการณ์เป็นผู้บริหารบริษัทอย่างกว้างขวางในบริษัทในเคลือทักษิณ ซึ่งอยู่ในอาณาจักรธุรกิจชิน ที่รู้จักกันดีคือเป็นประธานบริษัท AIS ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นบริษัทมือถือที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แต่เขารู้ว่ารากฐานที่โตมาจากชนบทไม่สามารถถูกชะล้างออกได้จากความสำเร็จของ เธอในทางธุรกิจ “เธอเข้าใจชนทุกชั้น” เขาว่า

“เธอคือแธทเช่อร์ที่นุ่มนวลและทันสมัย”

ทักษิณ เป็นกองเชียร์ที่ใหญ่ที่สุดของเธอ แน่นอน: “เธอไม่มีสัมภาระทางการเมืองและเธอเป็นสุภาพสตรีด้วย เธอจึงสามารถพูดคุยกับทุกคนง่ายกว่าผู้ชายที่มีประวัติการเมืองอันยาวเหยียด ผมไม่อยู่ในฐานะที่ดีกว่าเธอที่จะเสนอเรื่องการสมานฉันท์”

แล้ว เรื่องการลอบสังหารผู้นำหละ? การเป็นสุภาพสตรีไม่ได้ช่วยป้องกันเรื่องนี้เลย ดูอย่างเบนนาเซีย บูโตของปากีสถานที่ประสบจุดจบอันน่าเศร้าเช่นนั้น แต่ทักษิณคิดว่าวัฒนธรรมของสังคมไทย และเพศของเธอช่วยเป็นภูมิคุ้มกัน” เขาเพิ่มเติม “ยิ่งลักษณ์กล้าหาญมาก”

“ผมสามารถบอกคุณได้ว่าผมมองใน แง่ดี ผมมั่นใจว่าทุกอย่างจะลงเอยด้วยดี ผมหวังว่าอย่างงั้น เขาพยายามฆ่าผม ๔ ครั้ง ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมยังมีภาระกิจที่ยังทำไม่เสร็จ”

การ ที่ยิ่งลักษณ์ผงาดอยู่ในเวทีการเมืองระดับชาติอย่างน่าตื่นใจ มีรากฐานจากวัฒนธรรม(ทางการเมือง)ของครอบครัวเธอ เธอกำลังช่วยขัดภาพพจน์และมรดกครอบครัวของเธอ นี่เป็นสิ่งที่คนไทยหลายๆคนเคารพ พวกเขารู้ว่าเธอสามารถอยู่ข้างหลังฉากการเมืองได้โดยให้ผู้อื่นรับความร้อน แรงทางการเมืองแทน แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ดูเหมือนว่ายิ่งลักษณ์ จะลงเล่นเกมส์เองอย่างเต็มที่

Sunday, January 29, 2012

สนนท.ประณามASTV-หมอสลิ่มให้ร้ายฝ่ายรณรงค์แก้112ล้มเจ้า ย้อนที่ทำำกำลังสนองพระราชดำรัส

ที่มา Thai E-News

นัก ศึกษาแพทย์ และคณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในนามองค์กรแพทย์ขอนแก่น พร้อมด้วยองค์กรเครือข่าย ร่วมออกแถลงการณ์ในนาม “ชาวขอนแก่นรักในหลวง” เพื่อแสดงจุดยืน คัดค้านการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ถือเป็นการลบหลู่สถาบันที่คนไทยทุกหมู่เหล่าเคารพเทิดทูนไว้เหนือหัว ล่าสุดถูกสนนท.ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการบิดเบือน

พระราชดำรัส 4 ธันวาคม 2548 ซึ่ง 1 ในคณะรณรงค์แก้ไขม.112 เห็นว่ายังไม่มีใครสนองเลย และชี้ว่าสิ่งที่คณะรณรงค์กำลังดำเนินการแก้ไขม.112นั้น ก็เป็นส่วนหนึ่งในการตอบสนองกระแสพระราชดำรัสอยู่ในเวลานี้

ขณะที่ผู้ร่วมเสวนาในจังหวัดขอนแก่นได้เสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย รณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทนใน การเลือกตั้งครั้งหน้า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 มกราคม 2555


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง"แก้ไขมาตรา 112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย"ที่โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน พร้อมกับออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรื่อง"ชี้แจงและโต้กลุ่มที่โจมตีการแก้ไข มาตรา 112 ว่าเป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์" โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

ในการจัดการเสวนาครั้งนี้ได้เกิดปัญหาขึ้นเมื่อกลุ่มขอนแก่นรักในหลวงที่นำ โดยนายแพทย์ชวลิต ไพโรจน์กุล และสื่อเครือผู้จัดการได้ออกข่าวบิดเบือนความจริงและใส่ร้ายป้ายสีในการจัด กิจกรรมดังกล่าว (ดูข่าวเว็บASTVผู้จัดการ:นศ.-อาจารย์ มข.กลุ่มล้มเจ้านัดจัดเสวนาหนุนแก้มาตรา 112 บ่าย 29 ม.ค.นี้ และข่าว:“หมอขอนแก่น” ผนึกภาคประชาชน ค้านกลุ่มนิติราษฎร์จ้องล้มสถาบัน) เพราะสิ่งที่่ทางกลุ่มเรากระทำการรณรงค์แก้ไขม.112 มีเจตนาที่บริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อย่างใด และได้มองเห็นปัญหาของมาตรา 112 ดังกล่าวว่าถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของผู้ที่ต้องการทำลายคู่ต่อสู้ทางการ เมืองที่เห็นแตกต่่างจากกลุ่มตน จนนำไปสู่การละเลยสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน อันเป็นหลักการสำคัญในระบอบประชาธิปไตยสากล และสิ่งที่เราได้กระทำนั้นอยู่ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวทุกประการ

สนนท.และสนนอ.จึงขอประณามการกระทำของกลุ่มขอนแก่นรักในหลวงที่ให้ข้อมูลต่อ สาธารณชนที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่กลับอ้างถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันเพื่อทำลายกลุ่มรณรงค์แก้ไขม.112ที่ มีเจตนาบริสุทธิ์ในการแก้ไขกฎหมายมาตราดังกล่าว และขอประณามการกระทำของสื่อมวลชนของสื่อเครือผู้จัดการที่นำเสนอข่าวเกี่ยว กับการรณรงค์แก้ไขม.112ที่ทั้งบิดเบือน และไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด และขอให้สื่อของท่านพิจารณาจรรยาบรรณในการเป็นนักข่าวด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ยิ่งทำให้สังคมแตกแยก ไม่มีทางปรองดองกันได้ อันนำมาสู่การนองเลือดในที่สุดอย่างครั้งประวัติศาสตร์เคยสอนสังคมไทย

สำหรับการจัดการเสวนาดังกล่าวนี้ ผู้จัดงานเปิดเผยว่่า นักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่นรายหนึ่งได้ถอนตัวการเป็นวิยากรอย่างกะทันหัน เนื่องจากถูกบีบอย่างหนัก จึงมีมีวิทยากรหลักจาก สนนท. สนนอ. นายประเวศ ประภานุกูล ทนายความคดีดาร์ ตอร์ปิโด และวาด วรี กวีจากกลุ่มแสงสำนึก

นายพรชัย ยวนยี เลขาธิการสนนท.กล่าวอภิปรายว่า การจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขมาตรา112นั้น มีปัญหาเสรีภาพทางวิชาการมาก จะไปจัดงานที่ไหนก็ยากลำบาก ถูกกีดกัน ไม่ใช่เฉพาะที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น การจัดเสวนาวิชาการที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯก็เคยเจอปัญหา ทางคณะไม่ให้ใช้ห้องประชุมคณะ เป็นต้น

ปัญหาส่วนหนึ่งของการรณรงค์แก้ไขม.112นั้นก็เนื่องจากสื่อไม่ทำหน้าที่ตาม หลักวิชาชีพและขาดจรรยาบรรณ นำเสนอข่าวด้านเดียว เซ็นเซอร์ตนเองในข่าวฝ่ายความเคลื่อนไหวแก้ไขรณรงค์แก้ไข 112 หรือข่าวนิติราษฎร์ก็บิดเบือนนำเสนอข่าวด้านลบ อาจนำไปสู่การนองเลือดแบบกรณี 6 ตุลาคม 2519 เพราะบิดเบือนให้ร้ายว่าคณะนิติราษฎร์ และฝ่ายรณรงค์แก้ไขมาตรานี้เป็นพวกล้มล้างสถาบัน ซึ่งเป็๋นการบิดเบือนทั้งหมด ทั้งที่ความจริงเรารณรงค์แก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย ไม่นำสถาบันมาเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง ที่เรามาจัดงานที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นก็บิดเบือนให้ร้ายอันเป็นเท็จ สนนท.จึงได้ออกแถลงการณ์ประณาม เพราะที่ครก.112ทำอยู่เป็นการเสนอแก้ไขกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การล้มเจ้า

ทนายประเวศกล่าวถึงปัญหาการบังคับใช้มาตรา 112 ว่า หัวใจสำคัญคือผู้พิพากษาที่มีทัศนคติว่าพวกตนตัดสินคดีภายใต้พระปรมาภิไธย ของในหลวง จึงอาจคิดไปว่าตนเป็นคู่กรณีของจำเลยซะเอง และบางครั้งก็อาจตัดสินคดีเลยไปไกลจากตัวบท เช่น หาว่า จำเลยกรณีนายบัณฑิต อานียา เขียนหนังสือชักจูงให้คนไม่รัก ทัี้งที่ไม่มีักำหนดไว้ในมาตรานี้เลย หรือหากเป็นจำเลยเสื้อแดงก็มักถูกตัดสินหนัก แต่หากเป็นเสื้อเหลืองแบบนายสนธิ ลิ้มทองกุล ถูกดำเนินคดีนี้ ปานนี้เรื่องก็ยังไม่ไปถึงไหน หรือคดีนายโชติศักดิ์ ที่ไม่ยืนในโรงหนังมีการส่งฟ้อง แต่คนที่ทำร้ายนายโชติศักดิ์ในโรงหนังกลับไม่ถูกดำเนินคดี เพราะกระบวนการยุติธรรมไทยเห็นว่าเป็นการปกป้องสถาบัน

วาด วรี กวีกลุ่มแสงสำนึก กล่าวว่า สถาบันตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองมาหลายกรณี และถูกทำให้ถลำลึกสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ขณะที่คนในแวดวงราชสำนักก็กระทำการในทางที่ไม่สมควร เช่น พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เดินสายพูดให้ทหารทำรัฐประหาร 19 กันยา จากนั้นพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรีคนหนึ่งก็มาเป็นนายกฯหลังรัฐประหาร แล้วก็ขึ้นเงินเดือนให้องคมนตรี ต่อมาพลเอกเปรมก็มาพูดเชียร์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะว่าคนไทยโชคดีที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ทั้งที่รัฐธรรมนูญตราไว้ว่ให้องคมนตรีต้องเป็นกลางทางการเมือง สถาบันฯจึงถูกทำให้ลงมาพัวพันกับการเมือง และถูกอ้างว่ามีการล้มเจ้า ขณะที่มาตรา112ถูกบังคับใช้ภายใต้บรรยากาศ 2 มาตรฐาน และขัดกับอุดมการณ์ที่เรียกว่า"ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" แต่สนองตอบอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ซึ่งข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้นเสนอแก้ไขให้สอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นการสนองพระราชดำรัสในหลวงเมื่อ 4 ธันวาคม 2548 ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีใครสนองพระราชดำรัสมาก่อนเลย

ท้าให้ลงประชามติเลยคนส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือค้านแก้112


ในช่วงแลกเปลี่ยนมีผู้ถามว่า หากลงชื่อแก้ไขมาตรา112จะผิดกฎหมายและถูกไล่ออกนอกประเทศหรือไม่ วิทยากรตอบว่า การเสนอแก้ไขเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่คนมาคัดค้านนั้นผิดกฎหมาย เพราะขัดรัฐธรรมนูญ และอยากฝากผบ.ทบ.ที่ชอบอ้างว่าคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข กฎหมายนั้น ก็ควรลงประชามติให้คนทั้งประเทศออกเสียงว่าควรแก้หรือไม่ควร

"ส่วนคนที่อ้างว่าคนที่ไม่รักสถาบันให้ออกนอกประเทศไป เดี๋ยวคนทั่วโลกที่เขาปกครองด้วยระบบประชาธิปไตยมากกว่า80%จะไล่พวกคุณที่ ไม่รักประชาธิปไตยไปอยู่นอกโลก มันจะแย่เอานะครับ"เลขา สนนท.กล่าว

คนขอนแก่นจี้ส.ส.เพื่อไทยให้หนุนแก้112ไม่งั้นคราวหน้าไม่เลือกอีก

นอกจากนั้นผู้ร่วมเสวนาชาวขอนแก่น ซึ่งเป็นจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกทั้งจังหวัดในการเลือกตั้งส.ส.ครั้ง ล่าสุดยังได้กล่าววิจารณ์ว่าพรรคเพื่อไทยที่ไม่สนับสนุนการแก้ไข มาตรา112นั้นไม่ทราบว่าจะยึกยักรอให้เขายึดอำนาจก่อนหรืออย่างไร และเสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้ สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทน


*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เหลิมฟังทางนี้หน่อยอ๋อยเตือน:คนเสนอแก้112ไม่ผิดเพราะวิจารณ์กฎหมาย ไม่ได้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์

พิภพ อุดมอิทธิพงศ์: แด่เสียงของคนส่วนใหญ่ในโลก

ที่มา Thai E-News

29 มกราคม 2555

โดย พิภพ อุดมอิทธิพงศ์

ที่มา Pipob Udomittipong

ก่อน ที่การประท้วงเปลือยที่ทรงค่าจะถูกล้อเลียนจนกลายเป็นเรื่องโจ๊กไป ผมอยากเล่าความรู้สึกให้ฟังถึงการเปลือยอกท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในที่ ประชุมของบรรดานายทุนและผู้นำรัฐบาลโลก ซึ่งผมเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเลียนถากถางกัน แต่เป็นการเรียกร้องด้วยความเสียสละ มีความเป็นมา และมีเป้าหมายยิ่งใหญ่เพื่อคนส่วนใหญ่ในโลก (คนจน+ผู้หญิง)

ผมหมายถึงการประท้วงในระหว่างการประชุม World Economic Forum (WEF) ที่กรุงดาวอสในขณะนี้

ดา วอสเป็นเมืองตากอากาศในภาคตะวันออกของเทือกเขาแอลป์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีประชากรแค่ประมาณหมื่นเศษ ส่วนที่ประชุม World Economic Forum (WEF) นั้นเป็นการจัดงานขององค์กรที่อ้างตัวเองว่าเป็นองค์กรสากล และทุกปีจะเชื้อเชิญผู้นำธุรกิจ+การเมือง+นักวิชาการ (ยกเว้นคนยากคนจน) จากทั่วโลกมาประชุมกัน เพื่อหาทางทำให้ “โลกดีขึ้น”

WEF นั้นก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1971 แต่ไม่โด่งดังจนกระทั่งการประชุม WEF ในปี 2000 (2543) ซึ่งมีผู้ประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์นับพันคนเข้ามารณรงค์ ที่คนจำได้แม่นคือการถล่มร้านแม็คโดนัลด์ที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของทุนนิยม และยังเป็นแรงบันดาลใจให้มีการประท้วงต่อเนื่องไประหว่างการประชุมธนาคารโลก ที่วอชิงตัน และประชุมของ IMF ในเดือนเมษายนกับกันยายน ปีเดียวกัน

ก่อน หน้านั้นในปี 1999 ก็มีการประท้วงต่อต้านโลกาภิวัตน์ครั้งใหญ่ในระหว่างการประชุมขององค์การการ ค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ที่ตอนนั้นมีบทบาทมากในการส่งเสริมโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ การประท้วงที่ดาวอสในสองปีต่อมาจึงถือเป็นความสืบเนื่องของความไม่พอใจต่อ ผลกระทบของการพัฒนาเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะคนรวย แต่ไม่กระจายให้ทั่วถึงคนส่วนใหญ่ในโลก

ต่อให้พระมาพูดผมก็ ไม่เชื่อว่าบรรดาผู้นำการเมือง+นักธุรกิจที่ร่ำรวย 200 กว่าคนที่มาประชุมกันทุกปีที่เมืองตากอากาศในประเทศร่ำรวยสุดในโลกเหล่านี้ จะพยายามหาทางกระจายโภคทรัพย์ให้ทั่วถึงคนทุกคนในสังคม

ผลจากการ ประท้วงที่ดาวอสในปี 2000 เป็นเหตุให้ในปี 2001 (2544) ภาคประชาชนจัดการประชุมคู่ขนานขึ้นมาที่เราเรียกว่าเป็น World Social Forum หรือเวทีสังคมโลก (แทนที่จะพูดแต่เรื่องเศรษฐกิจเหมือนนายทุน เราต้องพูดเรื่องของสังคมด้วย) และจัดงานนี้ขึ้นที่เมือง Puerte Allegre ประเทศบราซิล

ภาคประชาชนจัดงานเขามีคนเข้าร่วม 50,000 กว่าคนเป็นบรรยากาศที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการประชุมของนายทุนที่ดาวอส ที่ WSF ไม่มีการปิดกั้นการประท้วง ทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสดงออก และทุกคนเสมอภาคกัน

แต่การประชุมของนายทุน+นักการ เมืองนั้น เขากีดกันคนที่เห็นต่างจากโลกาภิวัตน์ เลือกไปประชุมในเมืองแพงสุดในประเทศแพงสุดในโลก มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และสามารถทำได้ดีเพราะดาวอสเป็นเมืองขนาดเล็กในหุบเขา สามารถตั้งด่านสกัดบรรดาผู้ประท้วงได้เป็นอย่างดี พวกนายทุนเขามีบทเรียนมาแล้วจากการประท้วงที่ซีแอตเติล ต้องย้ายไปนิวยอร์ก ต่อมาก็ย้ายไปควีเบ็ค (ซึ่งถึงกับมีการกั้นด้วยแท่งปูนถาวรรอบที่ประชุม)

ใน การประชุมครั้งที่ 42 ของ WEF นอกจากผู้ประท้วงกลุ่ม Occupy ที่กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกแล้ว ยังมีสตรีสามท่านที่ทำการประท้วงอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแหวกวงล้อมอันแน่นหนาเข้าไปถึงประตูที่ประชุม

ผู้ประท้วงเปลือยอกทั้งสามท่านมาจากกลุ่ม Femen ประเทศยูเครน นำโดยคุณ Inna Shevchenko หลาย คนอาจจำประเทศนี้ได้จากอดีตประธานาธิบดี Yulia Tymoshenko ที่สวยและสง่าที่นอกจากแพ้เลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลในข้อหาคอร์รัปชัน ข้อความประท้วงบนหน้าอกเปลือยของผู้ประท้วงท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บถึงขั้น เป็นน้ำแข็งมีอาทิ

“เราจนเพราะพวกคุณ” (Poor because of you!)“วิกฤตเกิดขึ้นจากดาวอส” ("Crisis! Made in Davos) “ปาร์ตี้ของพวกแก๊งนายทุนในดาวอส” (Gangsters party in Davos)

ที่ประทับใจผมมากสุดคือที่คุณ Inna Shevchenko แกให้สัมภาษณ์ว่า “ในตึกที่ประชุมแห่งนี้ มีแต่ผู้ชาย มีผู้หญิงเพียงไม่กี่คน ในรัฐสภาทั่วโลกก็เป็นแบบนี้” เธอบอกต่อว่า “ในยูเครน รัฐมนตรีเป็นผู้ชายทั้งนั้น ไม่มีผู้หญิงเลย” ผู้หญิงเองก็ “ต้องการตัดสินชะตากรรมด้วยตนเอง”

“เรา มาที่นี่เพื่อตะโกนก้อง ใช้เสียงของผู้หญิง ใช้ร่างกายของผู้หญิงเพื่อจะบอกว่าผู้หญิงก็ต้องการตัดสินชะตากรรมของตนเอง ด้วย” คุณ Inna Shevchenko กล่าวในท้ายสุด

ข่าวจาก

  • http://www.telegraph.co.uk/news/newsvideo/weirdnewsvideo/9046442/Feminist-group-take-topless-protest-to-Davos.html
  • http://www.huffingtonpost.com/2012/01/28/topless-protesters-at-davos_n_1238955.html

เหลิมฟังทางนี้หน่อยอ๋อยเตือน:คนเสนอแก้112ไม่ผิดเพราะวิจารณ์กฎหมาย ไม่ได้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์

ที่มา Thai E-News


นายจาตุรนต์ ฉายแสง บ้านเลขที่ 111 อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้โพสต์ข้อความลงทางทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค เรื่องสิทธิคนไทยในการเสนอกฎหมายกรณีเสนอแก้ไขมาตรา112ว่า
เท่าที่ติดตามดูจากข่าว ผู้ที่เสนอให้แก้ม.112 ก็ไม่ได้วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์แต่เขาวิจารณ์กฎหมายและเสนอให้แก้กฎหมาย

ยิ่งการเสนอให้ใช้กำลังเข้าจัดการถึงขั้นทำร้ายหรือเอาชีวิตผู้ที่เสนอแก้กฎหมายนั้นย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

การเสนอแก้กฎหมายใดๆก็ตามเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่แม้แต่ผู้ร่างและผู้สนับ สนุนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอ้างนักหนาว่าเป้นข้อดีของรธน.ฉบับนี้

ส่วนการเสนอแก้กฎหมาย ถ้ามีการให้เหตุผลหรือการกระทำใดๆที่เกินเลยถึงขั้นผิดกฎหมาย ก็สามารถใช้กฎหมายเข้าเล่นงานได้

การโหมประโคมข่าวให้คนเกลียดชังกันโดยใช้เหตุผลที่เกินจริงและไม่คำนึงถึง กฎหมายบ้านเมืองจะนำไปสู่ความขัดแย้งและรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ดีต่อใครเลย

เป็นสิทธิตามกฎหม ายที่ใครก็ตามจะไม่เห็นด้วยไม่เอาด้วยกับการแก้กฎหมายเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันการเสนอแก้กฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย

เพราะฉะนั้นทางออกในเรื่องนี้คือการตั้งสติ คำนึงถึงกฎหมายบ้านเมือง ใช้เหตุใช้ผลต่อกันมากว่ายุให้ประหัตประหารกัน

กับอีกประเด็นที่อยากเน้นก็คือเรื่องเราจะทำอย่างไรกับการที่คนไทยเรามีความ เห็ฯต่างกัน ทำอย่างไรให้อยู่่ร่วมกันได้โดยสันติ ไม่ใช้ความรุนแรง

บอยคอตเบียร์สิงห์-บุญไม่รอดลุกลามขยายวง สั่งสอนตั๊นเจ๋อดีนักมักง่ายไล่นิติราษฎร์อกตัญญูไม่รู้คุณ

ที่มา Thai E-News


ภาค ประชาชนในโลกไซเบอร์ ที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 และโปรประชาธิปไตยเริ่มขยับบอยคอตสินค้ากลุ่มบุญรอด-เบียร์สิงห์ เพื่อเตือนความจำนายทุนว่า หัวใจของการค้า "ผู้ซื้อคือพระเจ้า" เมื่อลูกหลานกลุ่มนายทุนสิงห์ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี นำม๊อบแป๊ก แม้จะได้หมอตุลย์ และเจิมศักดิ์ มาร่วมเป็นแรงหนุน เพื่อขับไล่นิติราษฎร์ก็ตาม

29 มกราคม 2555
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

0 0 0 0 0

แผนผังครอบครัวของ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี
(โดย
Aaron Bank)


ทำ ความรู้จักกับ จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี (อดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ ที่สอบตกปี 2553) ผู้ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย แต่ก็ถูกแย่งตำแหน่งนี้ไปได้ก่อนจากยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยามนี้เธอพกพามาทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติ พร้อมทั้งชาติตระกูลอันสูงส่งนำม๊อบ 50 คนประกาศ "ทำเพื่อพ่อขจัดนิติทรราชพวกอกตัญญูไม่รู้คุณแผ่นดิน"


มติชนออนไลน์ รายงานพร้อมภาพข่าวว่า "ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 12.30 น. ที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า น.ส.จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยประชาชนประมาณ 50 คน ร่วมชูป้ายที่มีข้อความ อาทิ ทำเพื่อพ่อขจัดนิติทรราชพวกอกตัญญูไม่รู้คุณแผ่นดิน หรือ นิติราษฎร์ออกไป เป็นต้น เพื่อแสดงถึงจุดยืนคัดค้านแนวคิดของกลุ่มนิติราษฎร์ ที่ให้การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112"



เจิมศักดิ์ก็มา (ขอบคุณภาพนี้จากMaxim Romanov)

****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:112บานจุดชนวนต้านเบียร์สิงห์บอยคอตตั๊นเจ๋อดีนัก