ที่มา thaifreenews
โดย bozo
กาแฟ
http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1065
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, January 30, 2012
นิทาน(หลอกเด็ก)เรื่อง NED กับแดงล้มเจ้า ของสนธิ ลิ้มทองกุล
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
เขียนโดย JJ_Sathon
วันก่อน(27 ม.ค. 55) สนธิ ลิ้มทองกุลจัดรายการคนเคาะข่าว
แล้วพูดถึงเรื่องเงินสนับสนุนการล้มเจ้าในไทยอยู่ช่วงหนึ่ง ลองอ่านย่อหน้าด้านล่างนี้ดู
นายสนธิ ยังเปิดเผยอีกว่า NED-National Endowment for Democracy
ให้เงินเอ็นจีโอไทยมาเกือบ 1 ล้านเหรียญ โดยเฉพาะเว็บไซต์ประชาไท
ซึ่งผู้อำนวยการเว็บไซต์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ได้มาก้อนหนึ่ง 5 แสนเหรียญ หรือ 15 ล้านบาท ไปอบรมผู้นำท้องถิ่น
ให้เข้าใจเรื่องบทบาท ส.ส. ซึ่งก็เป็นผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดงนั่นเอง
ถึงเว็บไซต์ประชาไทจะปฏิเสธว่าการให้เงินมาไม่มีสิทธิต่อรองในการเสนอข่าว
แต่ตนไม่เชื่อ เพราะเว็บไซต์นี้มีการจาบจ้วงและหมิ่นสถาบันฯ มาโดยตลอด
และ
พี่น้องรู้ไหม องค์กร NED – National Endowment for Democracy
หรือที่ผมแปลเป็นภาษาไทยว่า องค์กรบริจาคเงินเพื่อประชาธิปไตยนั้น
ปีที่แล้วให้เงินผ่านเอ็นจีโอเมืองไทยมาเท่าไร เกือบล้านเหรียญสหรัฐฯ เกือบ 30 ล้านบาท
และพี่น้องรู้ไหมว่า
มีเว็บไซต์ เว็บไซต์หนึ่ง ที่ได้รับเงินจาก NED 70 หรือ 80 % ของเงินที่ใช้เว็บไซต์นี้
มาจากงบของ NED คืองบฝรั่ง เว็บไซต์นั้นชื่อ เว็บไซต์ประชาไท
ในรูปที่เห็นนั้น ผู้หญิงคนนี้คือ ผู้อำนวยการเว็บไซต์นี้ ซึ่งถูกข้อหาหมิ่นเจ้าไปแล้ว
แปลกมาก ไม่มีใครปิดเว็บไซต์นี้ได้ เว็บไซต์นี้เส้นใหญ่เหลือเกิน
ทั้งที่เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์สื่อกลางของพวกซ้ายล้มเจ้า
พวกใต้ดินที่ต้องการล้มเจ้า แล้วรับเงินโดยตรงมาจาก NED หลักฐานมีหมด
เพราะว่าองค์กรของอเมริกาเวลาให้เงินใคร
ต้องลงโฆษณา ต้องแถลง เข้าไปเช็กได้ข่าวระบุชัด ให้เงิน ทางนี้ปฏิเสธว่า
ถึงจะให้เงินก็ไม่มีสิทธิ์ไม่มีอำนาจต่อรองว่าเรื่องข่าวไหนควรจะลงไม่ควรจะลง
ท่านผู้ชมเชื่อหรือเปล่าคำพูดอย่างนี้ ผมไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นเว็บไซต์ประชาไท จะเป็นเว็บไซต์
ที่จาบจ้วงสถานบันกษัตริย์ หมิ่นสถาบันกษัตริย์มาตลอดเวลา
ภาพที่ท่านเห็นคือเว็บไซต์ของ NED ระบุชัดเลยว่า
Thailand ว่าให้เงินใครบ้าง มีอยู่ก้อนให้ไป 500,000 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 15 ล้านบาท
เอาไปให้จัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจบทบาท ส.ส.มากขึ้น
แล้ววันนี้ผู้นำท้องถิ่นที่ให้เงินจัดสัมมนาคือ
ผู้นำอะไร ผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัด
ที่มา“สนธิ”แฉทุนมะกันหนุนหลังแก๊งล้มเจ้า-หวังยึดไทยสานฝันครองเอเชียแปซิฟิก
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9550000012553
ในฐานะที่รู้จักทุน NED และทำงาน NGO พอได้อ่านสิ่งที่สนธิพูดมาก็อดขำไม่ค่อยได้
เลยคิดว่าน่าจะเขียนอะไรถึงซักหน่อย…
เรามาดูกันดีกว่าว่า NED ให้ทุนใครบ้าง ให้ทุนแดงล้มเจ้าจริงมั้ย?
จากหน้าเวบที่สนธิอ้างถึง http://ned.org/where-we-work/asia/thailand
เรื่องการให้ทุนของ NED (ทุนของ NED เป็นทุนที่ตรวจสอบได้
เพราะอย่างที่สนธิพูดนั่นแหละว่าเป็นทุนที่ได้เงินผ่านมาทางสภาคองเกรสของสหรัฐ
แล้ว NED จะเป็นคนพิจารณาว่าจะให้ทุนกับโครงการไหน
ที่เขียน proposal เข้าไปส่ง – ถ้าอยากได้ลองเขียนไปขอก็ได้นะ)
เราจะพบว่าองค์กรที่รับทุนของ NED ในประเทศไทยมีทั้งหมดดังนี้
มาดูกันทีละองค์กรดีกว่าว่ามีใครบ้าง:
องค์กรแรก Campaign Committee for Human Rights
http://mhonism.com/2012/01/29/นิทานหลอกเด็ก/ (CCHR)
หรือชื่อไทยคือ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนไทย(ครส.)
ที่มีเรื่องราวโด่งดังในปี 2009 ในประเด็น
เรื่อง Sexual Harassment http://www.thaingo.org/story/humanrights_2.pdf
ในองค์กร โดย NED ให้เงินครส.เพื่อทำเรื่อง Human Rights Defender
หรือนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในทุกภาคส่วน
สำหรับใครที่สงสัยความแดงขององค์กรนี้
ดูชื่อที่ปรึกษาอย่างปรีดา เตียสุวรรณ์
http://www.tcijthai.com/interview-piece/828
น่าจะการันตีความแดงได้ ครส.ได้เงินจาก NED ทั้งสิ้น 50,000 เหรียญสหรัฐ
องค์กรต่อมา Center for International Private Enterprise
http://www.cipe.org/index.php (CIPE)
องค์กรนี้เป็นองค์กรระหว่างประเทศ ทำงานด้านการต่อต้านคอรัปชั่น
โดยพาร์ทเนอร์ที่ทำงานร่วมกันในไทยคือ
Thai Institute of Directors http://www.thai-iod.com/th/aboutIOD.asp (IOD)
หรือชื่อไทยคือ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
ก่อตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน คือ
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย มูลนิธิกองทุนพัฒนาระบบตลาดทุน
รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศคือธนาคารโลก (World Bank)
สำหรับโครงการที่ CIPE ได้มาทำในประเทศไทย ได้เงินจาก NED 149,041 เหรียญสหรัฐ
ซึ่งเป็นโครงการที่เรื่องความตื่นตัวของภาคธุรกิจเกี่ยวกับการคอร์รัปชั่น
องค์กรที่ 3 คือ Cross Cultural Foundation
http://www.crcf.or.th/th/about.php (CRCF) หรือ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มีสมชาย หอมลออ http://www.kittipongforjustice.com/2011-10-06-14-43-05/92--qq-.html
(อีกข่าว http://www.dreampoem.com/forum/index.php?topic=7904.25;wap2 )
ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น คอป.
ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ เป็นประธานมูลนิธิฯ นี่ก็น่าจะช่วยรับประกันความแดงขององค์กรได้
CRCF ได้ทุนจาก NED 50,000 เหรียญสหรัฐ
องค์กรที่4 Environmental Litigation and Advocacy for the Wants
http://www.enlawthai.org/ (ENLAW)
โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม ทำเรื่องคดีสิ่งแวดล้อมระหว่างรัฐ/นายทุนกับชุมชน
ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง ได้เงินไป 40,000 เหรียญสหรัฐ
องค์กรที่5 Foundation for Community Educational Media
http://prachatai.com/about
มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ได้ไป 50,000 เหรียญสหรัฐ
เพื่อจัดทำเวบข่าวประชาไท(อันนี้คงไม่ต้องพูดมาก เพราะสนธิน่าจะพูดไปหมดแล้ว)
องค์กรต่อมา National Democratic Institute for International Affairs (NDI หรือ NDIIA)
ได้เงินไปถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ
เดี๋ยวมาดูกันทีหลังว่าองค์กรนี้เป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงได้เงินเยอะขนาดนี้
องค์กรสุดท้ายตามลิสท์ที่ NED ประกาศไว้
Thai Volunteer Service http://thaivolunteer.org/myweb/index.php (TVS)
หรือ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม(มอส.) ที่สำนักงานตั้งอยู่ที่เดียวกับประชาไท
และคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.)
ที่คุณสุภิญญา กลางณรงค์เคยทำอยู่
(และในอดีตก็ตั้งอยู่ที่เดียวกับ ครป. ที่สุริยะใส กตะศิลาเคยทำอยู่)
ได้ไป 50,000 เหรียญสหรัฐเช่นกัน
จากลิสท์รายชื่อที่มีอยู่ในเวบไซท์ก็น่าจะพอบอกแนวทางบางอย่างได้บ้าง
แต่เรามาดูกันดีกว่าว่าองค์กรที่ได้เงินทุนถึง 500,000 เหรียญสหรัฐ
ที่นายสนธิบอกว่า “…มีอยู่ก้อนให้ไป 500,000 เหรียญสหรัฐ เท่ากับ 15 ล้านบาท
เอาไปให้จัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นเพื่อให้เข้าใจบทบาท ส.ส.มากขึ้น
แล้ววันนี้ผู้นำท้องถิ่นที่ให้เงินจัดสัมมนาคือผู้นำอะไร
ผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัด” นั้นคือใคร
National Democratic Institute for International Affairs
http://www.ndi.org/ หรือ NDI เป็นองค์กรที่เบสที่วอชิงตัน ดี.ซี.
ทำงานด้านการพัฒนาประชาธิปไตยในหลายประเทศทั่วโลก
http://www.ndi.org/wherewework
ซึ่ง mandate ของ NDI ก็ถือว่าตรงกับเป้าประสงค์ของ NED อยู่มากทีเดียว
เมื่อลองมาโฟกัสดูในส่วนของประเทศไทย
ซึ่งนายสนธิได้บอกว่าเงิน 500,000 เหรียญสหรัฐนั้น
ถูกใช้ไปจัดสัมมนากับผู้นำท้องถิ่นที่เป็นเสื้อแดง(หรือบ่มเพาะให้เป็นเสื้อแดง)
ในส่วนของประเทศไทย NDI ได้แจ้งไว้ในหน้า http://www.ndi.org/thailand
ว่าทางองค์กรมีกิจกรรมโครงการใดบ้างในประเทศ
โดยย่อหน้าที่สำคัญควรอ่านคือ Current NDI Programs ซึ่งเขียนว่า
Current NDI Programs
Since 2007, the Institute has worked on programs to restore
democratic institutions, strengthen and promote political
party development and increase dialogue between elected
officials and constituents.
NDI’s current National Endowment for Democracy-funded
program promotes citizen participation in political processes
and strengthens the relationship between citizens and newly
elected representatives. Together with the King Prajadhipok
Institute and the Political Development Council, constituency
dialogues aimed at increasing citizen participation are being
coordinated to address concerns in 12 target provinces.
โครงการล่าสุดของ NDI ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก NED คือ
การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการทางการเมือง
แค่เสริมศักยภาพ/ความเข้มแข็งของความสัมพันธ์
ระหว่างประชาชนและส.ส.ที่ได้รับเลือกมา และที่สำคัญคือ…
โครงการนี้ NDI ไม่ได้ทำโดยลำพัง
แต่หากเป็นความร่วมมือกับ the King Prajadhipok Institute
http://www.kpi.ac.th/ (KPI) หรือสถาบันพระปกเกล้า
และ Political Development Council http://www.pdc.go.th/th/ สภาพัฒนาการเมือง
เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้เราก็พลันร้องเหยดดดด ขึ้นมาในใจ
นี่แปลว่าสถาบันพระปกเกล้าและสภาพัฒนาการเมืองสนับสนุนเสื้อแดง(ล้มเจ้า)อย่างนั้นหรือ?
หรือจริงๆ แล้ว เรื่อง NED สนับสนุนแดงล้มเจ้า
เป็นเพียงแค่ทฤษฎีสมคบคิดโลกเก่าที่ว่าอเมริกาจะครองโลก
(ผู้นำความคิดนี้ ณ เวลานี้คือบลอกเกอร์ชื่อดัง(?)
ที่ใช้นามแฝงว่า Land Destroyer https://twitter.com/#!/LandDestroyer
- สนธิเองก็ใช้ภาพจากหน้าบลอกของ Land Destroyer ในรายการด้วย)
เรื่องนี้ผู้อ่านก็น่าจะสามารถพิจารณาเองได้ไม่ยากนัก
แต่จริงๆ แล้วนายสนธิไม่ควรลืมกรณีปฏิญญาฟินแลนด์
http://prachatai.com/journal/2009/03/20477
ว่าผลของการจับแพะชนแกะนั้นเป็นอย่างไร…นี่เตือนกันด้วยความเป็นหวังดี
เพราะถ้าวันดีคืนดีเกิด NED ประชาไท NDI
สถาบันพระปกเกล้า สภาพัฒนาการเมือง ลุกขึ้นมาฟ้องร้อง
ในกรณีการหมิ่นประมาทขึ้นมาท่าทางจะดูไม่จืดเลยทีเดียว
ไว้ถ้าว่างๆ อีกเมื่อไหร่ จะลองหาเวลามาเขียนเพิ่มเรื่อง
ทำไมอเมริกาถึงไม่น่าจะคิดล้มล้างสถาบันกษัตริย์ของไทย
แต่ต้องว่างจริงๆ และอ่านหนังสือให้จบก่อน
หมายเหตุ:สำนักข่าว ASTV ควรพิจารณาการเขียนข่าวของคนเขียนสรุป
รายการคนเคาะข่าวตามลิงค์ที่ให้ไว้ข้างบนได้แล้ว
เพราะสรุปความผิดไปหลายกิโลเมตร จากที่ว่าองค์กรหนึ่ง
(ซึ่งก็คือ NDI) ได้เงินจาก NED มา 5แสนเหรียญ ไปเป็น
“โดยเฉพาะเว็บไซต์ประชาไท
ซึ่งผู้อำนวยการเว็บไซต์ถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ได้มาก้อนหนึ่ง 5 แสนเหรียญ หรือ 15 ล้านบาท ไปอบรมผู้นำท้องถิ่น
ให้เข้าใจเรื่องบทบาท ส.ส. ซึ่งก็เป็นผู้นำท้องถิ่นที่ใส่เสื้อแดงนั่นเอง”
ถ้านี่ไม่ใช่ความตั้งใจของ ASTV ที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด
(โดยฉวยโอกาสจากความเป็นคนขี้เกียจอ่านหนังสือของคนไทย)
ก็แปลว่าคนที่เขียนข่าวนี้ไม่มีความสามารถในการเขียนมากพอที่จะเป็นนักข่าวได้
ขอขอบคุณ
http://mhonism.com/2012/01/29/นิทานหลอกเด็ก/
http://www.go6tv.com/2012/01/ned.html
2012-01-29 PM Yingluck attended WEF in Switz & Back to Thailand
ที่มา thaifreenews
โดย Tuxedo
2012-01-29 PM Yingluck attended WEF in Switz & Back to Thailand
2012-01-28 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland
2012-01-27 PM Yingluck attended World Economic Forum in Switzerland
เห็นป๋ากับปู "ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช "ชวนฟังเพลง Never Smile at a Crocodile
ที่มา thaifreenews
โดย fee-faw-fum
เห็นป๋ากับปู "ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช "ชวนฟังเพลง Never Smile at a Crocodile
คุณศุภาศิริ สุพรรณเภสัช เป็นนักเขียนสังกัดใน “มติชนออนไลน์” เขียนหนังสือในเรื่องราวต่างๆได้หลาย
แนว เกี่ยวกับเพลงไทยต่างๆไม่ว่าจะเป็นเพลงไทยเก่าๆเช่นสุนทราภรณ์และเพลงสากลในยุคซิกตี้และยุคเซเว่นตี้
ได้ดีคนหนึ่ง ได้นำเอาเพลง “Never Smile at a Crocodile” ไม่ใช่ “น้ำตาจระเข้” มาเป็นอุทาหรณ์
ให้ รัฐบาลของคุณปู ต้องจดต้องจำใส่ใจไว้ การที่จระเข้หัวเราะแล้วมองไม่เห็นฟันในปาก ก็ควรระวังไว้ จระเข้กำลังรอคาบเหยื่ออันโอชะ จึงซ่อนเขี้ยวยักษ์รอคอยจะขบเคี้ยว จำพวกเหยื่อที่ว่านอนสอนง่าย ไม่ประสีประสากับความตอแหล ชอบเผลอไผล ไม่รอบคอบ ประมาทเลินเล่อและขาดความระมัดระวัง คนที่เคยเป็นศัตรูถาวรและมีความเป็นมิตรน้อยมาก มีหรือจะไม่เล่นละครลิงให้เธอดู
ไปอ่าน เห็นป๋ากับปู “ศุภศิริ สุพรรณเภสัช” ชวนฟังเพลง Never Smile at a Crocodile ได้จาก-
ที่ มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1327825625&grpid=&catid=08&subcatid=0800และ
ที่มา http://deadmandream.exteen.com/20091110/entry-1
และ
ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=RMaPTZdwjPE
ขู่ฆ่า‘วรเจตน์-ปิยบุตร’
ที่มา thaifreenews
โดย Friend-of-Red
ขู่ฆ่า‘วรเจตน์-ปิยบุตร’...แต่ สมาชิกนิติราษฎร์ไม่มีใครหวาดกลัวกับการข่มขู่ "เราไม่ได้ท้าทายแต่ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย"

แกน นำนิติราษฎร์แฉมีอีเมล์จากทหารสังกัด พล.1 รอ. ข่มขู่ให้หยุดเคลื่อนไหว อ้างคนในกองทัพเริ่มทนไม่ไหวแต่ยังไม่ปักใจเชื่อเป็นทหารจริงหรือไม่ เผย “วรเจตน์-ปิยบุตร” ถูกคุกคามหนักถึงขนาดขู่เอาชีวิต ผิดหวังสังคมไทยยังไม่พร้อมเปิดรับฟังความเห็นเพื่อแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับประชาธิปไตย ยืนยันไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง นำเสนอทุกอย่างตามหลักวิชาการ หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยถือว่าจบ อยากให้คนถืออาวุธทุกกลุ่มอดทนฟังอย่างสันติ เตรียมนัดสมาชิกหารือในสัปดาห์นี้เพื่อประเมินสถานการณ์และทบทวนท่าทีการ เคลื่อนไหว
หลังจากที่คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จนนำไปสู่การรวบรวมรายชื่อประชาชน 10,000 ชื่อ ของคณะรณรงค์แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 112 (ครก.112) เพื่อผลักดันร่างกฎหมายนี้เข้าสู่สภาภายในเวลา 112 วัน รวมทั้งข้อเสนอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับนิติราษฎร์ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหา กษัตริย์ ศาล กองทัพ และสถาบันทางด้านการเมือง จนเกิดกระแสคัดค้านจากหลายฝ่าย ทั้งจากกองทัพ ฝ่ายการเมือง รวมถึงภาคประชาชนบางกลุ่ม ล่าสุดมีผู้อ้างว่าเป็นทหารจาก พล.1 รอ. ส่งข้อความข่มขู่เข้ามาในอีเมล์ของคณะนิติราษฎร์ระบุว่าสายทหารเริ่มทนไม่ ไหวแล้ว
ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในแกนนำนิติราษฎร์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มยังไม่แน่ใจว่าผู้เขียนอีเมล์ที่ส่งมาเป็นทหารจริงหรือไม่ และข้อมูลที่ให้มาเป็นจริงหรือไม่
“ถ้าเป็นทหารจริงและมีแนวคิดอย่าง นี้เกิดขึ้นในค่ายทหารจริง อยากชี้แจงว่าคณะนิติราษฎร์เป็นนักวิชาการ เสนอความเห็นตามหลักวิชาการที่ถูกต้องทั้งในหลักสากลและหลักวิชาการที่ศึกษา มา เมื่อเห็นว่าอะไรที่ถูกต้องสำหรับสังคมไทยก็เสนอออกมา ทหารหรือกลุ่มใดก็ตามที่มีอาวุธอยากขอให้อดทนฟังความเห็นของเราแบบเป็นพี่ น้องกันในสังคม” ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวและว่า ข้อเสนอของเราเป็นเพียงความเห็นหนึ่ง หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็ถือว่าจบ ไม่มีผลอะไรต่อความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงของสถาบันใด อย่างไรก็ตาม การมีอีเมล์นี้เข้ามาเราถือว่ามีคนที่มีไมตรีจิตกับเราเตือนมาด้วยความหวัง ดี
ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวอีกว่า สมาชิกนิติราษฎร์ไม่มีใครหวาดกลัวกับการข่มขู่ แต่ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ ดร.ปิยบุตร แสงกนกกุล จะเจอหนักกว่าคนอื่นๆ ต้องไปถามทั้ง 2 ท่านว่ากลัวหรือไม่ เพราะมีถึงขู่เอาชีวิต เราไม่ได้ท้าทายแต่ตั้งใจจะแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย
“เราเศร้าใจกับการข่มขู่ เพราะสิ่งที่เราเชื่อว่าสังคมไทยพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าไปอย่างสงบสันติ เป็นสังคมที่เปิดกว้างให้ทุกคนทุกฝ่ายมาร่วมกันแสดงความเห็นไม่ใช่เรื่อง จริง แต่ก็ยังเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะสามารถเลือกสิ่งที่ถูกต้องได้ด้วยตัวเอง” ผศ.ดร.จันทจิรากล่าวและว่า ในสัปดาห์นี้สมาชิกในกลุ่มได้นัดหารือเพื่อประเมินสถานการณ์และท่าทีของตัว เองว่าจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นิติราษฎร์ได้ออกประกาศถึงประชาชนผ่านเว็บไซต์เมื่อวันที่ 26 ม.ค. ที่ผ่านมาว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ของฝ่ายไม่เห็นด้วยจำนวนมากไม่ได้ตั้งอยู่บนเนื้อหาและหลัก วิชาการ แต่มุ่งโจมตีและกล่าวหาตัวบุคคลโดยไร้เหตุผลและพยานหลักฐาน หลายกรณีมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย จนอาจทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อน นิติราษฎร์ขอแจ้งให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับข้อเสนอทราบ และสบายใจว่าข้อเสนอทุกข้อของนิติราษฎร์เป็นเรื่องที่วางอยู่บนหลักวิชาการ และอำนาจตามกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 นั้นไม่ถือเป็นความผิดใดๆทั้งสิ้น มาตรา 112 มีสถานะเป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญามาตราหนึ่งเท่านั้น จึงย่อมเป็นสิทธิและอำนาจโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนผู้เห็นปัญหาของ มาตรานี้จะเข้าชื่อเสนอให้รัฐสภา ซึ่งเป็นเพียงตัวแทนประชาชนเจ้าของอำนาจที่แท้จริงให้ปรับปรุงแก้ไขเสีย
การ รวบรวมรายชื่อจะคงดำเนินต่อไปไม่ยุติจนกว่าจะครบ 10,000 ชื่อ ตามกฎหมาย (หรือมากกว่านั้น) โดยแม่งานผู้รวบรวมคือ ครก.112 ทั้งนี้ ผู้เห็นด้วยและประสงค์ลงชื่อ สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มได้ที่ http://www.ccaa112.org/contact-us.html หรือทาง Facebook https://www.facebook.com/ccaa112 กรอกรายละเอียดพร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านพร้อมเซ็นรับรอง สำเนา ส่งไปรษณีย์ไปที่คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ตู้ ปณ.112 ปณฝ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10150509933360723&set=a.344212865722.161634.344197095722&type=1
'พ.ร.ก.โอนหนี้' กับ 'มาตรฐานที่พึงมี' ของศาลรัฐธรรมนูญ
ที่มา ประชาไท
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
นักกฎหมายอิสระ
http://www.facebook.com/verapat.pariyawong
ผู้ใดที่เชื่อว่า “ศาลรัฐธรรมนูญ” ตัดสินคดีสองมาตรฐาน โปรดจับตาให้ดีอีกครั้ง!
ล่า สุด “พรรคประชาธิปัตย์” ประกาศจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด หรือ “พ.ร.ก.” (กฎหมายฉุกเฉินที่ตราโดยฝ่ายบริหารโดยไม่ผ่านสภา) ที่ “รัฐบาลเพื่อไทย” ตราขึ้นหลังวิกฤตน้ำท่วมนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
พ.ร.ก. ที่พรรคประชาธิปัตย์จะยื่นให้ศาลพิจารณา ตามข่าว มีสองฉบับ คือ
- พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 (กรณีวงเงินกู้ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท); และ
- พระราชกำหนดปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วย เหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2555 (กรณี “โอนหนี้” กองทุนฟื้นฟูฯ 1.14 ล้านล้านบาทให้ธนาคารแห่งประเทศไทย)
ข้อสังเกตคือ เมื่อไม่นานมานี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยวินิจฉัยคดีที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
คดีที่ว่าเกิดขึ้นใน สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งได้ตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” (พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552) โดยไม่ผ่านสภา
ฝ่ายค้าน ซึ่งนำโดย “พรรคเพื่อไทย” ในเวลานั้น ก็ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้มี คำวินิจฉัยที่ 11/2552 (โดยมติ เอกฉันท์) ว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ได้ดำเนินการตรา “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” โดยถูกต้องแล้ว จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ (http://bit.ly/xO4XOu)
มาวันนี้เมื่อ “รัฐบาลเพื่อไทย” เป็นผู้ตรา พ.ร.ก. และ “ประชาธิปัตย์” เป็นฝ่ายค้าน สถานการณ์จึงกลับกัน (ในขณะที่ตุลาการผู้พิจารณาคดีทั้ง 9 ท่านนั้นยังเป็นชุดเดิม แม้จะมีการสลับตำแหน่งประธานศาลกันได้อย่างน่าลึกลับยิ่งนักก็ตาม)
หากมองกรณีการฟ้องคดี พ.ร.ก. ทั้งสองกรณี จะพบว่า สิ่งที่เหมือนกัน ก็คือ “บริบทในทางกฎหมาย” แต่สิ่งที่ต่างกัน ก็คือ “บริบท ในทางข้อเท็จจริง”
“บริบทในทางกฎหมาย” ซึ่งศาลจะต้องนำมาใช้พิจารณาเหมือน กัน ก็คือ หลักเกณฑ์ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 ซึ่งใน คำวินิจฉัยที่ 11/2552 ศาลได้กำหนดประเด็นวินิจฉัยเป็นสองประเด็นด้วยกัน คือ:
- ประเด็นที่หนึ่ง: พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?
- ประเด็นที่สอง: พ.ร.ก. นั้น ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่ ?
ส่วน “บริบทในทางข้อเท็จจริง” ที่แตกต่างกัน ก็คือ สภาพปัญหาทางเศรษฐกิจและรายละเอียดของมาตรการที่กำหนดโดยสองรัฐบาล คือ:
- รัฐบาลประชาธิปัตย์ได้อ้างเหตุสภาพวิกฤติเศรษฐกิจของโลกที่ตกต่ำ จึงจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อรักษาความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย
- รัฐบาลเพื่อไทย ได้อ้างถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังมหาวิกฤตอุทกภัย โดยการกู้เงินและโอนหนี้จำนวนมหาศาลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยรับผิดชอบ
ผู้เขียนเห็นว่า แม้ “ข้อเท็จจริง” จะต่างกัน แต่ศาลย่อมต้องวินิจฉัยโดยอาศัย “ข้อกฎหมาย” มาตรฐานเดียวกัน อีกทั้งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 กรณี “พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์นั้น ถือเป็นคำวินิจฉัยที่มีมาตรฐานดีในระดับหนึ่ง ซึ่งศาลพึงรักษาและพัฒนาเป็นแนววินิจฉัยที่หลักแหลม ลึกซึ้ง และแยบยลได้ต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นต่อไปนี้
1. “ฝ่ายตุลาการ” พึงระลึกว่าตนไม่ใช่ “ฝ่ายบริหาร”
“มาตรฐานที่ดี” ที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยศาล รัฐธรรมนูญที่ 11/2552 นั้น คือการที่ศาลได้วางหลักวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 โดยศาลพึงใช้อำนาจตรวจสอบฝ่ายบริหารโดยคำนึงถึงหลักการแบ่งแยกและดุลคานแห่ง อำนาจเป็นสำคัญ (คำวินิจฉัยหน้าที่ 30)
แต่ สิ่งศาลอาจไม่ได้กล่าวไว้ชัด ก็คือ การที่รัฐธรรมนูญมอบอำนาจให้ “ฝ่ายตุลาการ” ตรวจสอบการใช้อำนาจตรา พ.ร.ก. ซึ่งเป็นอำนาจของ “ฝ่ายบริหาร” ได้นั้น เป็นกรณีที่ “ฝ่ายตุลาการ” พึงใช้อำนาจอย่างระมัดระวังและละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เพราะอำนาจตุลาการเป็น “อำนาจเชิงวินิจฉัยตรวจสอบ” ไม่ใช่ “อำนาจเชิงวางแผน ปฎิบัติ จัดการ” กล่าวโดยง่ายก็คือ เมื่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของปากท้องที่ได้รับผลจากสภาพเศรษฐกิจเป็นผู้คัด เลือกรัฐบาลมาเป็นผู้นับเงิน หาเงิน จ่ายเงินและรับผิดชอบใช้หนี้ โดยธรรมชาติ รัฐบาลย่อมต้องเข้าใจการเงินของประเทศดีกว่าตุลาการที่มาจากการสรรหาแต่ง ตั้งซึ่งไม่ได้รับผิดชอบหรือเชี่ยวชาญเรื่องการเงินการคลังของประเทศ
ความแตกต่างอันละเอียดอ่อนดังกล่าวเห็นได้จาก การที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 185 วรรคสี่ มิได้วางใจให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดี พ.ร.ก. โดยมติเสียงข้างมากเท่านั้น แต่กำหนดว่า หากศาลจะวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม กล่าวคือ ตุลาการอย่างน้อย 6 คนจาก 9 คน ต้องเห็นตรงกันว่า พ.ร.ก. นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น ศาลจึงไม่อาจคำนึงเพียงว่าตนมีอำนาจปกป้องรักษาหลักการแบ่งแยกและดุลคานแห่ง อำนาจเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจโดยไม่ชอบแล้วหรือไม่ แต่ศาลยังจะต้องระลึกถึงความละเอียดอ่อนของอำนาจตุลาการที่แตกต่างจากอำนาจ บริหารด้วยเช่นกัน
กล่าวให้ชัดก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญพึงไม่ใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวางว่า พ.ร.ก. นั้น มีเหตุผลหรือเหมาะสมในสายตาของศาลเพียงใด แต่ศาลพึงวินิจฉัยอย่างเจาะจงเฉพาะในประเด็นว่า พ.ร.ก. ที่ว่า “ตราขึ้นเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ หรือไม่ ?” และ “ตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ?” เท่านั้น
มิฉะนั้น หากศาลนึกว่าตนกลายเป็นผู้สวมบทบริหารประเทศเสียเอง ศาลย่อมกลับกลายเป็นผู้ทำลายการแบ่งแยกและดุลคานแห่งอำนาจที่ตนพร่ำจะรักษา ในที่สุด
2. “ฝ่ายตุลาการ” พึงระลึกว่าตนไม่ใช่ “ผู้ผูกขาดการตรวจสอบ” เรื่อง พ.ร.ก.
“มาตรฐานที่ดี” อีกประการที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 นั้น ก็คือการวางหลักวินิจฉัยโดยคำนึงถึง “องค์กรอื่น” ที่มีบทบาทตรวจสอบฝ่ายบริหารในการที่เกี่ยวกับ พ.ร.ก ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ “รัฐสภา” สามารถพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ พ.ร.ก. ได้ หรือ “ฝ่ายองค์กรอิสระ” เช่น คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งสามารถตรวจสอบการใช้เงินหรือปฎิบัติตาม พ.ร.ก. ได้โดยอ้อมอีกทางเช่นกัน (คำวินิจฉัยหน้าที่ 30-31)
แต่สิ่งศาลอาจไม่ได้กล่าวไว้ชัด ก็คือ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีผู้ร่วมตรวจสอบ พ.ร.ก. ไว้หลายองค์กร ก็ด้วยเหตุว่า ธรรมชาติและภารกิจขององค์กรที่แตกต่างกัน ย่อมเป็นปัจจัยทางกฎหมายที่กำหนดให้องค์กรดังกล่าวมี “รูปแบบ” หรือ “วิธีการ” ตรวจสอบฝ่ายบริหารที่แตกต่างกันและไม่ควรก้าวล่วงซึ่งกันละกัน
กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ มุ่งหมายให้รัฐสภาในฐานะ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” เป็นผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ พ.ร.ก. เป็นการทั่วไปว่าจะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ (ดังที่ศาลใช้คำว่า “ตรวจสอบโดยทางการเมือง”) แน่นอนว่าฐานทางเหตุผลของฝ่ายนิติบัญญัติย่อมคำนึงถึงทั้งหลักประโยชน์ สาธารณะและความจำเป็นเร่งด่วนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 แต่รัฐธรรมนูญก็มิได้บัญญัติถ้อยคำที่แคบเหมือนกรณีการตรวจสอบโดยตุลาการตาม มาตรา 185 แต่อย่างใด สมาชิกรัฐสภาจึงชอบที่จะอภิปรายหลักความถูกต้องเหมาะสมของ พ.ร.ก. ไม่ว่าจะตามหลักการเงิน การคลัง การค้า การเกษตร การต่างประเทศ หรือการอื่นใดที่ผู้แทนประชาชนอันหลากหลายพึงจะอภิปรายลงมติกัน
ส่วน “องค์กรอิสระ” อื่นก็มีรูปแบบหน้าที่การตรวจสอบ เป็นการเฉพาะ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ย่อมอาศัยความชำนาญในทางบัญชีและการตรวจสอบการเงิน หรือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็ย่อมมีอำนาจสืบสวนสอบสวนการทุจริตประพฤติมิชอบตามกระบวนการของกฎหมาย เป็นต้น
ดังนั้น การตรวจสอบโดยศาล ย่อมพึงกระทำในกรอบที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 185 วรรคสาม กำหนดไว้อย่างเฉพาะเจาะจง และศาลจะใช้อำนาจพิจารณาตรวจสอบได้ทุกเรื่อง ทุกลักษณะ ทุกรูปแบบ ประหนึ่งศาลเป็นทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระภายในเวลาเดียวกัน ย่อมหาสมควรไม่
3. “ฝ่ายตุลาการ” พึงระลึกว่า “ความน่าศรัทธาในมาตรฐาน” คือฐานแห่งอำนาจตุลาการ
“มาตรฐานที่ดี” อีกข้อที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 คือ การที่ศาลวางหลักว่าการตรวจสอบ พ.ร.ก. นั้น “ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเป็นแต่ละกรณีไป” (คำวินิจฉัยหน้าที่ 31)
คำถามที่สำคัญ คือ เมื่อข้อเท็จจริงแต่ละกรณีย่อมต่างกัน ศาลจะรักษามาตรฐานความเป็นธรรมได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 185 วรรคสาม ประกอบกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 184 สองวรรคแรก ได้กำหนดกรอบอำนาจให้ศาลตรวจสอบ พ.ร.ก. ตามหลัก “ประโยชน์สาธารณะ” และ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ไว้เป็นการทั่วไป อีกทั้งไม่ได้บัญญัติเจาะจงรายละเอียดไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลควรจะต้องตีความรัฐธรรมนูญอย่างไร จึงจะไม่ละเมิดหลักที่อธิบายมาสองข้อแรก คือ ไม่ใช้ดุลพินิจกว้างจนกลายฝ่ายบริหาร หรือ ผูกขาดการตรวจสอบเสียเอง ?
เรื่องนี้ตอบได้ว่า แม้หลักเกณฑ์ “เชิงเนื้อหาสาระ” ที่ นำมาตีความว่า พ.ร.ก. ฉบับใดชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 184 สองวรรคแรกหรือไม่อาจหยืดหยุ่นได้ตามกรณี แต่กระนั้นก็ดี ศาลพึงรักษามาตรฐาน “เชิงนิติวิธี” เพื่อเป็นแนวทางในการวินิจฉัย พ.ร.ก. ในทุกคดีให้เสมอกัน
กล่าวคือ ศาลไม่อาจตีความ มาตรา 184 โดยกำหนดหลักเกณฑ์ “เนื้อหาสาระ” ที่สมบูรณ์และครอบคลุมทุกกรณีได้ว่า พ.ร.ก. ฉบับใดต้องมีเนื้อหาสาระแบบใดจึงจะเข้าลักษณะ “จำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้” หรือ “รักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ” และหากศาลจะนำเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. สมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ มาเปรียบเทียบกับ พ.ร.ก. ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย เพื่อจะอ้างว่า เมื่อ พ.ร.ก. เนื้อหาต่างกัน ผลการวินิจฉัยย่อมต้องต่างกัน ย่อมเป็นการป่วยการ
แต่มาตรฐานที่ศาลพึงมี คือ มาตรฐาน “เชิงนิติวิธี” ที่วางระดับขั้นตอนว่า ไม่ว่าเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. ในแต่ละคดีจะเป็นแบบใด ศาลนั้นจะใช้ “แนววิธี” หรือระดับความเข้มงวดในการพิจารณาเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก. อย่างไร
เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 ในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ จะพบว่า ศาลได้วางหลัก“เชิงนิติวิธี” เกี่ยวกับการตรวจสอบ พ.ร.ก. ไว้ ก็คือ “หลักเหตุผลที่เพียงพอ” กล่าว คือ ศาลใช้วิธีจัดวางระดับการตรวจสอบดุลพินิจและเหตุผลของฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก. ไว้เป็นการเบื้องต้นอย่างไม่เข้มงวดเคร่งครัด โดยหากฝ่ายบริหารสามารถชี้แจงและอธิบายเหตุผลที่เพียงพอให้ศาลเห็นถึง “ประโยชน์สาธารณะ” และ “ความจำเป็นเร่งด่วน” ตามมาตรา 184 สองวรรคแรกได้แล้ว ศาลย่อมพึงอาศัยเหตุผลดังกล่าวเพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แม้ว่าศาลหรือผู้อื่นอาจเห็นเหตุผลหรือแง่มุมอื่นที่แตกต่างก็ตาม (นิติวิธีนี้อาจใกล้เคียงกับหลัก rational basis หรือ deferential rule ที่ใช้โดยศาลต่างประเทศ)
“หลักเหตุผลที่เพียงพอ” ซึ่งเป็นหลัก “เชิงนิติวิธี” ดังกล่าว ปรากฏชัดจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 11/2552 เช่น
- ในหน้า 27-28 ศาลได้ยกเหตุผลของรัฐบาลประชาธิปัตย์เกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกมาพิจารณาและสรุปว่า “จึงมีเหตุผลเพียงพอที่รัฐบาลจะตราพระราชกำหนดดังกล่าว” โดยมิได้เข้าไปพิจารณาถึงรายละเอียดข้อโต้แย้งที่ฝ่ายค้านพยายามชี้แจงคัดค้าน
- ในหน้า 28-29 ศาลได้ยกสาระสำคัญห้าประการของ พ.ร.ก มาพิจารณาและสรุปว่า “ย่อมเห็นได้ว่า การที่คณะรัฐมนตรีตราพระราชกำหนด....ก็เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของ ประเทศ...” กล่าวคือ ศาลพิจารณาที่สาระของกฎหมายว่ามีเหตุผลสอดคล้องกับที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ กล่าวอ้างหรือไม่ โดยไม่ได้นำข้อพิจารณาภายนอกมาเป็นสาระสำคัญในการหักล้างคัดค้านเหตุผลของ รัฐบาล แม้ฝ่ายค้านที่ยื่นเรื่องต่อศาลจะได้อธิบายชี้แจงไว้ก็ตาม
- ในหน้า 32 ศาลก็ได้ยกเหตุผลตามสถานการณ์เป็นการทั่วไป เพื่อสรุปว่า “ถือได้ว่าเป็นกรณีที่มีความฉุกเฉิน” และตรวจสอบการกระทำของรัฐบาลประชาธิปัตย์เป็นการทั่วไปว่า “ยังไม่มีมูลกรณีให้เห็นว่า คณะรัฐมนตรีได้ตราพระราชกำหนดขึ้นมาโดยไม่สุจริตหรือใช้ดุลพินิจบิดเบือนหลักการของรัฐธรรมนูญ”
ดังนั้น หาก “ศาลรัฐธรรมนูญชุดเดียวกัน” จะรักษา “มาตรฐาน” ที่ได้ วางหลักไว้ในสมัย “รัฐบาลประชาธิปัตย์” วันก่อน ให้สม่ำเสมอและน่าศรัทธาในสมัย “รัฐบาลเพื่อไทย” วันนี้แล้วไซร้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ย่อมต้องไม่ทำตนเป็น “ศาลการคลัง” หรือ “ศาลเศรษฐศาสตร์” อีกทั้งย่อมต้องไม่สำคัญผิดว่าตนเป็นฝ่ายบริหาร หรือผูกขาดการตรวจสอบความเหมาะสมของ พ.ร.ก. ที่รัฐบาลตราขึ้นไปทุกเรื่องทุกกรณี
ในทางตรงกันข้าม “ศาลรัฐธรรมนูญ” พึงอาศัย “นิติวิธี” ในการตรวจสอบว่า รัฐบาลเพื่อไทยนั้นมี “เหตุผลที่เพียงพอ” เพื่ออธิบายได้ว่า พ.ร.ก. นั้นเป็นไปเพื่อ “รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” และ “จำ เป็นเร่งด่วน” หรือไม่ ส่วนจะเหมาะสมทุกแง่ทุกประการอย่างไรย่อมไม่เป็นประเด็นวินิจฉัย ดังนั้น หากไม่ใช่กรณีที่เหตุผลของรัฐบาลถูกหักล้างโดยสิ้นเชิงหรือเป็นเท็จโดยชัด แจ้ง และหากรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจโดยไม่สุจริตเพื่อบิดเบือนรัฐธรรมนูญแล้วไซร้ ศาลย่อมชอบที่จะอาศัย “เหตุผลที่เพียงพอ” ของรัฐบาลเพื่อไทยเพื่อวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
เมื่อ “ความน่าศรัทธาในมาตรฐาน” คือฐานแห่ง อำนาจตุลาการ ผู้เขียนก็ขอส่งกำลังใจให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดี พ.ร.ก. ของรัฐบาลชุดนี้โดยคำนึงถึงหลักวินิจฉัยในคดีรัฐบาลชุดก่อน ให้สมกับ “มาตรฐานที่พึงมี” เพื่อให้อำนาจตุลาการเป็นอำนาจแห่งกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์โดยแท้