WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 1, 2012

แชร์กระจาย เฟซบุ๊ค ‘อภินันท์ บัวหภักดี’ เขียนถึงเรื่องเดิม เหยื่อใหม่ ‘นิติราษฎร์’

ที่มา ประชาไท

2 ก.พ.55 อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผู้ถูกกล่าวหาแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพ เนื่องจากภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ มีใบหน้าคล้ายองค์รัชทายาท ในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 เขียนถึงสถานการณ์ที่เกิดกับนิติราษฎร์ โดยได้รับการแชร์อย่างกว้างขวาง

“วันนี้ ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสักครั้ง

ในฐานะคนที่เคยโดนทำร้ายด้วยกฎหมายมาตราที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และ พระราชวงศ์

... อย่างไม่เป็นธรรม ย้ำอีกครั้ง อย่างไม่เป็นธรรม ...

แถมท้ายว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงคนทั้งประเทศ

ที่ประชาชนทั้งประเทศจำนวนไม่น้อย ก็ตั้งใจที่จะเชื่อด้วยว่า

การใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง นั้น ... เป็นความจริง

กรณี การล่าชื่อเพื่อให้แก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ นั้น

ผมเห็นว่า กฎหมายมาตรานี้ ก็เป็นกฎหมายมาตราหนึ่ง

ทำไมกลุ่มคนที่จะต้องมีส่วนปฏิบัติตามกฎหมายนี้ ..จะขอให้แก้ไขบางส่วน ..ไม่ได้

สิทธินี้ ควรเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

และจริงๆ วิธีการแก้ไขก็มีระบุไว้อยู่แล้ว

ทำไมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงต้องกระทำการดัง ... การล่าแม่มด ...

คือการกล่าวหา ...ใส่ร้ายป้ายสี ...หลอกลวงคนทั้งประเทศ ...

ว่าคณะ นิติราษฎร์ มีแผนการ มีความคิดว่าจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

แล้วก็โยงใยไปถึง กลุ่ม นปช. คนเสื้อแดง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ..แบบเหมารวม

ผมเห็นว่า เรื่องแนวคิดทางการเมือง ..ย่อมมีการเห็นตรงกันได้ ..

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ..จะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน ...

และผมก็ไม่เห็นว่า คณะนิติราษฎร์ จะมีแนวคิด มีแผนการ

จะคิดโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตรงไหน

ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์ กำลังกระทำการอย่างที่คุ้นเคย

คือการกล่าวร้าย ด่าทอ ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงประชาชน

เพื่อสร้างความรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง ..จนทำให้ฝ่ายที่ได้รับข้อมูล พร้อมที่จะเชื่อ ...

เรื่องแบบนี้ทำมาเหมือนๆ กัน ตั้งแต่การกล่าวหา ..ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร. 8

กรณี หมิ่นพระบรม ฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ...ของผม

มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน ครับ”

ธรรมศาสตรา: สนทนาธรรมกับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติราษฎร์ (ตอนที่ 2)

ที่มา ประชาไท

"วิจักขณ์ พานิช" สัมภาษณ์ "อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" แห่งคณะนิติราษฎร์ ชวนคุยในประเด็นธรรมะกับการเมือง ตอนที่ 2 โลกย์ที่ไม่เสียหลัก
(2) โลกย์ที่ไม่เสียหลัก
วิจักขณ์: อย่างในศาสนาจะพูดถึงการยึดมั่นในหลักธรรม แล้วในทางนิติศาสตร์ อาจารย์ก็มักพูดอยู่เสมอๆ ว่าต้องยืนอยู่บนหลักการ ยึดมั่นในหลักวิชาที่ถูกต้อง การยึดมั่นในหลักสองแบบนี้มีความคล้ายกันอยู่มั้ยครับ
วรเจตน์: คงมีส่วนที่ร่วมกันอยู่นะ เพียงแต่ว่าหลักธรรมหรือหลักการพวกนี้ เวลาเอามาใช้จริงๆ มันก็ขึ้นอยู่กับบริบทของการตีความ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในทางพุทธศาสนา อย่างหลักธรรมที่อยู่ในพระไตรปิฎก พอนำมาใช้จริง มันก็ต้องถูกตีความ ปัญหาคือการตีความแบบไหนถึงจะเป็นการตีความที่ถูก ซึ่งตรงนี้บางทีมันก็เป็นปัญหานะ
ในความเข้าใจของผม เวลาที่เราพูดถึงหลักธรรมหรือหลักการ คือ เรายอมรับว่าในการที่เราเป็นมนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลก เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา คิดได้ มันคงต้องมีอะไรบางอย่างเป็นฐานยึดโยงสังคมของมนุษย์เอาไว้ด้วยกัน เราจะบอกว่าโอเค ไม่มีหลักการ อะไรเลย งั้นปัญหาคือ สังคมที่เราอยู่ก็จะไม่เป็นสังคมของมนุษย์ที่มีความเป็นอารยะ
ดังนั้นผมเข้าใจว่าคำสอนทางศาสนา เวลาถูกสอนนั้นคงต้องมีหลักการอะไรบางอย่างอยู่ หลักการที่สอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างเป็นอารยะพอสมควร แต่ว่าแน่นอนว่าสภาพของโลกมันไม่ได้อยู่นิ่งหรอก มันวิวัฒนาการ มันผันแปร มันเปลี่ยนไป การยึดหลักธรรมในบางเรื่อง เวลาที่มันตีความ ผมเข้าใจว่าก็ต้องคำนึงถึงสภาพบางอย่างที่เปลี่ยนไปด้วย อย่างเช่น เวลาพระพุทธเจ้าวางกฎเกณฑ์ให้ภิกษุปฏิบัติ พระพุทธเจ้าก็ยอมรับว่าบางเรื่องก็เปลี่ยนแปลงได้ สิกขาบทเล็กน้อย พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้เข้มงวดว่าจะต้องติดตรึงเอาไว้ แต่สามารถปรับหรือตัดทิ้งไปได้ แต่หลักใหญ่ใจความ อย่างหลักอริยสัจ ซึ่งโอเคมันเป็นสิ่งซึ่งเป็นสัจจะแล้ว ไม่ต้องตีความอะไร เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกว่าได้ค้นพบ เราก็ดูว่าจริงมั้ย ชีวิตมนุษย์เป็นทุกข์เนี่ย จริงหรือเปล่า
ผมคิดว่ามีบางอย่างที่แม้จะต่างบริบท มันก็เหมือนกันอยู่เหมือนกัน แต่เวลาที่คนเอามาใช้อ้างนี่แหละที่จะเป็นปัญหา ทุกอย่างมันเกิดจากการอ้าง อ้างในบริบทไหน มันเป็นเรื่องบริบทของการเอาหลักธรรมนั้นๆ มาอ้าง
วิจักขณ์: แล้วในกรณีพุทธศาสนาไทยที่เป็นพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งโดยหลักคือการพยายามปฏิบัติตามรูปแบบและคำสอนตามบริบทในอดีต คือในสมัยพุทธกาลให้มากที่สุด มันจะกลายเป็นลักษณะของการพยายามย้อนอดีตอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า ความพยายามเช่นนั้นจะเป็นปัญหาในตัวมันเองมั้ยครับ อย่างเรื่องสิกขาบทเล็กน้อยที่สามารถตัดหรือปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย ซึ่งเอาเข้าจริงมันก็สามารถกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้เหมือนกัน
วรเจตน์: ส่วนหนึ่งก็ใช่ แต่เราอาจจะต้องพิจารณาแบบนี้ คือ เวลาที่เราพูดถึงพุทธในไทย มันก็มีปะปนกันอยู่หลายส่วน อย่างแรกคือเราปฏิเสธไม่ได้ว่าพุทธศาสนาในชีวิตประจำวันมันปะปนด้วยลัทธิ พิธีต่างๆ มากมาย อย่างผมก็โตมาในสังคมชนบท ก็เห็นถึงการมีอยู่ของความเชื่อที่หลากหลายปนๆ กันอยู่ และแน่นอนว่าบางคนอาจมองว่าความเชื่อเหล่านั้นเป็นผลร้ายกับพุทธศาสนา แต่ผมว่ามันก็ไม่ทั้งหมดหรอก เพราะบางทีกระพี้มันก็ห่อหุ้มตัวที่เป็นแก่นเอาไว้ หรือช่วยรักษาตัวแก่นเอาไว้ก็ได้ เพียงแต่ว่าคนธรรมดาทั่วไปก็อาจจะไปติดกับตรงนั้นเยอะ แทนที่จะทะลุไปถึงตัวแก่นตัวคำสอน แล้วบางทีมันก็เบี่ยงเบนไปจากคำสอนดั้งเดิมของพระพุทธเจ้า
แล้วในทางปฏิบัติ ผมว่าพระเถรวาทในบ้านเราหลายส่วนก็มีวัตรปฏิบัติที่ไม่เหมือนกับสิ่งที่พระ พุทธเจ้าสอนเอาไว้ ในความคิดเห็นของผม เรื่องวินัยถ้าเป็นไปตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้เป็นหลัก ผมว่ามันน่าจะดี ในเซ้นส์ของการรักษาตัววัตรปฏิบัติให้บริสุทธิ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งผมว่าในปัจจุบันมันไม่เป็นแบบนั้น มันเปลี่ยนอะไรไปเยอะมากๆ เลยในสังคมสงฆ์ แล้วก็ในทุกระดับ เพราะในความเข้าใจของผม สังคมของสงฆ์ในระดับหนึ่งก็พัวพันอยู่กับผลประโยชน์ในทางโลก เอื้อกันระหว่างฝ่ายรัฐกับฝ่ายศาสนา ฝ่ายราชอาณาจักรกับฝ่ายศาสนจักร เอื้อกันในทางผลประโยชน์ ซึ่งบางทีมันก็พัวพันกันในทางการเมืองอยู่ด้วย มันไม่ได้กลับไปในคำสอนแท้ๆของพระพุทธเจ้า ผมว่านี่เป็นปัญหา เพราะในด้านหนึ่ง ในแง่ของการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติย้อนกลับไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ผมว่าอันนี้เนี่ยดี แต่ในแง่ของการวินิจฉัยหรือการตีความศีล ในโลกปัจจุบันเนี่ย ผมว่าบางเรื่องมันก็อาจจะเป็นปัญหาอยู่
วิจักขณ์: อย่างที่อาจารย์ว่าบริบทมันแตกต่างออกไป ยิ่งโดยเฉพาะคำสอนเข้ามาสู่สังคมสมัยใหม่ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น…
วรเจตน์: ใช่… อย่างเช่นประเด็นของการทำแท้ง เวลาพูดเรื่องทำแท้ง ถามว่าทำแท้งบาปไหม? ผมว่าในทางศาสนาพุทธ มันก็ต้องบอกว่าบาป ปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้ว แต่อีกคำถามนึงคือ แล้วเราจะกำหนดกติกาเรื่องการทำแท้งยังไงในสังคมปัจจุบัน
โอเคล่ะ ในฐานะชาวพุทธ เราบอกว่าทำแท้งบาป เพราะว่าชีวิตมนุษย์ในทัศนะของพุทธศาสนาก็คือ เกิดขึ้นเมื่ออสุจิของพ่อไปเจอกับไข่ของแม่ ปฏิสนธิ วิญญาณจิตหยั่งลงในครรภ์ของแม่ วินาทีนั้นเกิดเป็นชีวิตแล้ว การทำให้ชีวิตล่วงไปตั้งแต่นั้น มันก็คือการฆ่า ก็ถือว่าเป็นบาป แต่ปัญหาก็คือว่าในบริบทสังคมสมัยใหม่แบบปัจจุบัน การวินิจฉัย หรือการกำหนดกติกาเกี่ยวกับเรื่องของการทำแท้ง มันจะเข้มงวดแบบในคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ไหม อันนี้ผมกำลังโยงคำสอนทางศาสนาเข้ากับหลักกฏหมายแล้ว โอเค ถ้าจะเอาตามหลักศาสนา ตามการตีความเพียวๆ คุณก็บอกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่บาป ซึ่งผมว่ามันก็ต้องยอมรับ เพราะมันคือคำสอน การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนา ก็ต้องยอมรับว่าไม่ถูกต้อง แต่ว่าไอ้สิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางธรรมะ ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย ถามว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ตัวระบบกฎหมายหรือกติกาในทางสังคมต้องเดินตามใน ทุกกระเบียดนิ้ว โดยที่ไม่สามารถปรับกติกาแบบนี้ให้มันอยู่กับชีวิตแบบโลกย์ๆ ได้ไหม ผมคิดว่าหลายเรื่อง บางทีเราไปเอาสองอย่างมาผสมปนกัน คือว่าเราจะไปเอาคำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นเกณฑ์มาตรฐาน กับการมีชีวิตอยู่ในสังคมในทุกๆเรื่อง แล้วก็พยายามทำกฎหมายให้มันเป็นแบบนั้น ซึ่งผมคิดว่าอันนี้มันไม่น่าจะถูกนะ
วิจักขณ์: กลายเป็นว่าคำสอนทางศาสนาเลยมีอำนาจควบคุมโลกย์ไปเสียอย่างนั้น
วรเจตน์: ในความเห็นผม เวลาที่เราทำกติกาอยู่ร่วมกันแบบที่เรายังเป็นมนุษย์ ยังเป็นปุถุชนมีกิเลส มีปัญหาแบบโลกย์ๆ แบบนี้เนี่ย กฎเกณฑ์บางอย่างมันอาจจะต้องเบี่ยงเบนไปจากตัวคำสอนของพระพุทธเจ้าบ้าง บ้างในแง่ที่ว่า.. ยกตัวอย่างการทำแท้งเนี่ย.. มันก็เป็นเรื่องบาป อย่างในการสอนธรรมะ เราก็ต้องสอนว่ามันเป็นเรื่องบาป แต่ถามว่ารัฐจะเอาผิดกับคนทำแท้ง ไม่อนุญาตให้เค้าทำแท้งในทุกกรณี แล้วก็เอาผิดกับคนทำแท้ง เอาผิดกับแม่ที่ไปทำแท้งในทุกกรณีเนี่ย มันถูกต้องมั้ย ผมคิดว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง เพราะว่าปัญหาในชีวิตประจำวันจริงๆ ของคนมันมีความซับซ้อน มีความหลากหลาย มันมีมิติในทางสังคมไปเกี่ยวพันอยู่เยอะ ระบบกฎหมายต้องพยายามหาจุดสมดุลระหว่างสองอันนี้ให้ได้ และการหาจุดสมดุลระหว่างสองอันนี้ มันไม่ใช่ว่าระบบกฎหมายกำลังส่งเสริมให้คนทำบาป แต่มันเป็นเรื่องของการพยายามหาทางแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นเวลาที่มันมีปัญหาแบบนี้ แล้วพวกที่เคร่งในศาสนามากๆ ออกมาต่อต้านเนี่ย ในหลายกรณีจึงเป็นเรื่องที่สุดโต่งจนเกินไป และก็เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คนในสังคมเลย
วิจักขณ์: ดู เหมือนมันก็คล้ายๆ กันนะครับ ระหว่างหลักศีลธรรมกับหลักกฎหมาย คือก็อาจมีคุณค่าในเชิงอุดมคติของมันอยู่ แต่เอาเข้าจริงมันก็เป็นเรื่องของศิลปะของการนำมาใช้ทำความเข้าใจชีวิต และปรับใช้ให้เข้ากับความเป็นจริง โดยหาจุดที่สมดุลระหว่างอุดมคติกับความเป็นจริง คนในสังคมจึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
วรเจตน์: ใช่ คือทั้งกฎหมายและศีลธรรมจริงๆ มันก็เป็น norm ทั้งคู่ คือเป็นบรรทัดฐานกำหนดความประพฤติของมนุษย์ ความเหมือนกันอยู่ตรงนี้ แต่ความแตกต่างมันอยู่ตรงที่ว่า ศีลธรรมเนี่ยมันกำหนดลึกเข้าไปถึงในจิตใจคน มันไปมากกว่ากฏหมาย ดังนั้นการเรียกร้องในทางศีลธรรมมันจึงเรียกร้องได้มากกว่า เพราะมันเข้าไปถึงภายในใจของคน ในขณะที่กฎหมายเนี่ย มันเป็นเรื่องของกฏเกณฑ์กติกาในการทำให้สังคมพออยู่ร่วมกันได้ในมาตรฐานขั้น ต่ำ แล้วก็มีสภาพบังคับ โดยปกติสภาพบังคับตามกฏหมาย คือ สภาพบังคับในทางกายภาพ ถ้าทำผิดกฎหมาย ก็ถูกจับ เอาไปขังคุกอะไรแบบนี้ มันไม่ใช่สภาพบังคับแบบรู้สึกผิด รู้สึกเป็นบาป มันเป็นสภาพบังคับในแง่ของการต้องเสียค่าปรับ ต้องไปติดคุก ตรงไปตรงมาประมาณนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราบัญญัติกฏหมาย เราจึงไม่บัญญัติล้วงลึกเข้าไปถึงในใจของคน
อย่างในศาสนาพุทธ เวลาที่เราพูดถึงการกระทำ มันมีทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม สามอย่าง ลึกเข้าไปถึงความคิดนึกเลย แต่ในทางกฎหมายเนี่ย มันคุมแค่กายกรรมกับวจีกรรม คือสิ่งที่แสดงออกมาภายนอก มันไม่ได้ล้วงลึกเข้าไปถึงตัวมโนกรรม นี่คือความแตกต่างกันของตัวกฎหมาย
ที่นี้เอาล่ะ ศาสนาก็คุมกายกรรมเหมือนกัน กฏหมายก็คุมเหมือนกัน แต่ว่าระดับของการคุมมันอาจจะต่างกัน หรือระดับของ sanction หรือสภาพบังคับมันอาจจะต่างกัน เพราะฉะนั้นเมื่อระดับมันต่างกัน เวลาที่เราคิดกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมา มุมหรือมิติที่จะมองมันก็อาจจะต่างกัน เช่น ศาสนาอาจจะปรารถนาไม่ให้มีการพรากชีวิตเลยในทุกมิติ ในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ เพราะมันเป็นชีวิตเท่ากัน และต้องการรักษาชีวิตเอาไว้ และตามหลักศาสนาการพรากชีวิตนั้นเป็นบาป นั่นคือในข้อที่ศาสนาเคร่งครัด แต่ว่าพอในทางกฏหมายปุ๊บ เอาล่ะเราไม่พรากชีวิตทั่วๆ ไป ชีวิตที่คลอดออกมาแล้ว เป็นทารกแล้วเนี่ยโอเค แต่พอมาถึงชีวิตในครรภ์มารดาปุ๊บเนี่ย มันมีความเหลื่อมกันอยู่ อีกทั้งยังมีมิติที่ต้องคิดว่า โอเค ลูกเนี่ย ตอนที่ยังไม่เกิดมาก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของแม่ ศาสนาจะเรียกร้องว่าแม่ไม่ควรจะฆ่าลูก ...แต่ว่าเราจะไปรู้เหรอ ชีวิตของคนน่ะมันมีอะไรตั้งหลายอย่างที่มันเกิดเป็นปัญหา แล้วเราไปเรียกร้องกับคนในทางกฎหมาย มากเท่ากับในทางศาสนานั้นมันเป็นไปไม่ได้ แล้วการพูดในมุมนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่เอาศาสนา แต่กำลังจะบอกว่าฟังก์ชั่นมันคนละแบบ แล้วระบบกฎหมายต้องพยายามหาทางจัดการปัญหานี้ให้ได้ดุลยภาพกัน

ผู้เชี่ยวชาญสื่อกังวลไทยหนุนนโยบายเซ็นเซอร์ของทวิตเตอร์

ที่มา ประชาไท

ผู้เชี่ยวชาญสื่อกังวลไทยหนุนนโยบายเซ็นเซอร์ของทวิตเตอร์

สืบเนื่องจากกรณีการที่นางจิราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา ถึงการสนับสนุนนโยบายการ “เลือกเซ็นเซอร์” (selective censorship) ของ ทวิตเตอร์ที่ประกาศเมื่อเร็วๆนี้ ที่จะเซ็นเซอร์ข้อความที่ไม่เหมาะสมตามกฎหมายภายในตามคำร้องขอจากทางการ ประเทศต่างๆ ทำให้เกิดความกังวลจากหลายฝ่ายว่านโยบายดังกล่าวอาจถูกใช้โดยรัฐเพื่อปิด กั้นข้อมูลข่าวสารมากกว่าเดิมนั้น

ทาง Gayathry Venkiteswaran ผู้อำนวยการองค์กร “พันธมิตรสื่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Southeast Asian Press Alliance - SEAPA) ซึ่งรณรงค์เรื่องเสรีภาพสื่อในระดับนานาชาติ ได้ให้ความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า ถึงแม้นโยบายการเลือกเซ็นเซอร์ของทวิตเตอร์จะไม่ใช่สิ่งใหม่ในหมู่โซเชียลมี เดียรายอื่นๆ เพราะกูเกิ้ลหรือเฟซบุ๊กก็ใช้วิธีแบบเดียวกัน แต่การที่ประเทศซึ่งมีกฎหมายริดรอนสิทธิเสรีภาพนำนโยบายดังกล่าวไปใช้ อาจทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเสี่ยงต่อการเผชิญการปิดกั้นข้อมูลที่เข้มข้นมาก ขึ้น

Gayathry มองว่า ถึงแม้ทวิตเตอร์จะยืนยันในหลักการความโปร่งใสด้วยการเปิดเผยคำร้องขอจาก รัฐบาล และเนื้อหาที่ถูกปิดกั้น แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลอาจจะหาข้ออ้างเพื่อปิดกั้นข้อมูลดังกล่าวได้อยู่ดี เช่น อ้างว่าเป็นข้อมูลในระหว่างการสืบสวนคดี เป็นต้น

“เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง ภาคประชาสังคมควรจับตาดูนโยบายนี้อย่างใกล้ชิด” Gayathry กล่าว

ทั้งนี้ ทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ได้ประกาศเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมาว่า จะเริ่มใช้นโยบาย “เลือกเซ็นเซอร์” ข้อความที่ไม่เหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ เช่น การแบนเนื้อหาที่สนับสนุนนาซีในเยอรมนี และฝรั่งเศส เป็นต้น โดยทวิตเตอร์ระบุถึงข้อดีนโยบายนี้ว่า จะปิดกั้นการเข้าถึงข้อความนั้นๆ เฉพาะจากภายในประเทศ แต่ผู้ใช้จากประเทศอื่นๆ ยังคงสามารถเข้าถึงได้อยู่ ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ที่ผู้ให้บริการจำเป็นต้องลบข้อความออกจากฐานข้อมูล สากลทั้งหมด

Twitter selective censorship

หลังจากที่ทวิตเตอร์ประกาศ นโยบายดังกล่าว ก็เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้ทวิตเตอร์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองในประเทศที่มีเสรีภาพสื่อ และการแสดงออกจำกัด พร้อมกับการนัดประท้วงออนไลน์เพื่อคัดค้านนโยบายนี้ด้วย อ้าย เหว่ย เหว่ย ศิลปินวิพากษ์สังคมชื่อดังของจีน ก็ได้ทวีตข้อความที่ระบุว่า “หากทวิตเตอร์จะเซ็นเซอร์ ผมก็จะหยุดใช้”

“ทวิตเตอร์นั้นถูกนำเข้า มาใช้ในขบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองอย่างแยกไม่ออก มันเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันไปแล้ว ฉะนั้น ทวิตเตอร์ก็ไม่ควรจะแยกตัวเองออกไปจากหลักการขั้นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน นั่นคือเสรีภาพในการแสดงออก” Gayathry ให้ความคิดเห็น

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง เช่น The Guardian, The Next Web ก็ได้รายงานกรณีที่ทางการไทยกลายเป็นที่แรกในโลกที่ออกมาขานรับนโยบายใหม่ นี้อย่างเปิดเผย และตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีนโยบายการปิดกั้นข้อมูลและเสรีภาพการแสดงออกรุนแรง ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

ทางด้านปลัดกระทรวงไอซี ทียืนยันว่า สิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ถ้าหากเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตไปกระทบกับสถาบันฯ และหมิ่นเบื้องสูง ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายเข้ามาจัดการ

"เรายืนยันว่ายังให้ สิทธิ์แสดงเสรีภาพ แต่หากการแสดงนั้นไปละเมิดเรื่องที่คนไทยเคารพ หรือเกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือเชื้อพระวงศ์ ก็เป็นสิ่งที่กระทรวงยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น เราได้อธิบายกับผู้ดูแลทวิตเตอร์รับทราบอย่างดีถึงสถาบันกษัตริย์ของไทยที่ ใครจะละเมิดไม่ได้ เรายอมรับว่าได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือไปให้ผู้ดูแลทวิตเตอร์จริง และทางนั้นก็ยินดีจะให้ความร่วมมือกับเรา แต่อาจบังเอิญว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่ทางทวิตเตอร์ได้ประกาศจะเข้มข้นกับ เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมด้วย ส่วนบางคนที่โพสต์ด้วยถ้อยคำหรือสำนวนที่ทางทวิตเตอร์แปลแล้วไม่เข้าใจ ก็จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีทีในการติดตามและเอาผิดทางกระบวนการยุติธรรม" นางจิราวรรณ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา

5 องค์กรสิทธิแถลงร่วม วอน มธ.ทบทวนมติขัดเจตนาธรรมศาสตร์ อัดรัฐไม่ปกป้อง

ที่มา ประชาไท

แถลงการณ์ องค์กรสิทธิห่วงใยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกรอบรัฐธรรมนูญ กำลังถูกคุกคาม

31 มกราคม 2555 มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.), มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.), เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (คนส.), โครงการ นิติธรรมสิ่งแวดล้อม ออกแถลงการณ์ร่วม กรณีคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของกลุ่มนิติราษฎร์ ระบุ รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าวของประชาชนทุกคน กลับปรากฏว่าผู้นำของรัฐบาลทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติบางคนได้ แสดงออกไปในทางเสียดสี ข่มขู่ กระทั่งคุกคามเสียเอง

ในแถลงการณ์ยังระบุถึงกรณีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อแก้ไข ประมวลกฎหมาอาญามาตรา ๑๑๒ ว่า สถาบันการศึกษามีภารกิจในการส่ง เสริมเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้นเป็นต้นแบบของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคและความเป็นธรรมเสมอมา มติของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน ตามครรลองของกฎหมายและประชาธิปไตยเป็นการทำลายจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์

แถลงการณ์ได้เรียกร้องให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทบทวนคำ สั่งห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำกิจกรรมตราบใด ที่การทำกิจกรรมดังกล่าวอยู่ในกรอบของสันติวิธีและสิทธิมนุษยชน

0 0 0

แถลงการณ์
องค์กรสิทธิห่วงใยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
และสิทธิในการมีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายตามกรอบรัฐธรรมนูญ
กำลังถูกคุกคาม

จากข้อเสนอของนักวิชาการนิติศาสตร์กลุ่มนิติราษฎร์และกิจกรรมของคณะ รณรงค์แก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ หรือที่ทราบกันทั่วไปว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ได้นำมาซึ่งการถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้านซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย ตราบใดที่การใช้สิทธิดังกล่าวได้ดำเนินไปในกรอบของสันติวิธีและเป็นไปตามตาม ขั้นตอนของกฎหมาย โดยรัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าวของประชาชนทุกคน แต่ในขณะที่ปรากฏว่ามีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ บางกลุ่ม ได้แสดงออกในลักษณะของการคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของกลุ่มนิติราษฎร์นั้น แทนที่รัฐจะได้ทำหน้าที่ดังกล่าวของตน กลับปรากฏว่าผู้นำของรัฐบาลทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติบางคนได้ แสดงออกไปในทางเสียดสี ข่มขู่ กระทั่งคุกคามการใช้สิทธิเสรีภาพของกลุ่มนิติราษฎร์

ประเทศไทยเป็นสังคมประชาธิปไตย ภายใต้บรรยากาศของความแตกต่างทางความคิดทางการเมือง การแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่างของคณะนิติราษฎร์เป็นเสรีภาพทางวิชาการ และเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นและความเชื่อ ตลอดจนข้อเสนอต่อการดำเนินการแก้ไขกฎหมายตามกรอบวิธีการที่เป็นไปตามรัฐ ธรรมนูญจึงเป็นสิ่งปกติ เมื่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ไม่เห็นชอบด้วยกับความเห็นและข้อเสนอดังกล่าว ก็ย่อมมีสิทธิที่จะแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของตน และสามารถถกเถียงโต้แย้งได้ด้วยเหตุผล อย่างสันติและอารยะ แต่ต้องเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจาก ตน ซึ่งเป็นแก่นของคุณค่าแห่งประชาธิปไตย ดังนั้นเมื่อการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างตามครรลองประชาธิปไตยและรัฐ ธรรมนูญ กลับนำมาซึ่งการคุกคามสิทธิเสรีภาพของคนอื่น รัฐจึงจึงมีหน้าที่ต้องปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่แตกต่าง และสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมในการแก้ไขและการปฏิรูปกฎหมายอันเป็น สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือรัฐจะต้องไม่เป็นผู้คุกคามสิทธิเสรีภาพดังกล่าวนี้เสียเอง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามหน้าที่ของตนในการปกป้องสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดและ ยุติการคุกคามสิทธิเสรีภาพดังกล่าวของประชาชนโดยทันที

ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันการศึกษามีภารกิจในการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการและสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีประวัติศาสตร์อย่างยาวนานที่มิใช่พียงแต่เป็นสถาบันซึ่งผลิตปัญญาชน เพื่อรับใช้ประชาชนและสังคมประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นแบบของการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพความเสมอภาคและความเป็นธรรม โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นพื้นที่สำหรับสิทธิและเสรีภาพเสมอมา ดังนั้นการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ห้ามกลุ่มนิติราษฎร์ซึ่งประกอบด้วย อาจารย์ของมหาวิทยาลัยเองใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในการรณรงค์เคลื่อนไหวเพื่อ แก้ไขประมวลกฎหมาอาญามาตรา ๑๑๒ อันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่กลุ่มนิติราษฎร์และประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ ตามหลักการประชาธิปไตย จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการเป็นสถาบันศึกษาของ รัฐและประเพณีปฏิบัติอันดีงามของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมเสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพความคิดและการแสดงออก ตามครรลองของกฎหมายและประชาธิปไตยเป็นการทำลายจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัยธรรม ศาสตร์ จึงขอเรียกร้องให้ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้โปรดทบทวนคำสั่งห้าม กลุ่มนิติราษฎร์ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทำกิจกรรมตราบใดที่การทำ กิจกรรมดังกล่าวอยู่ในกรอบของสันติวิธีและสิทธิมนุษยชน

อนึ่งพึงตระหนักว่า สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย บุคคลอาจไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของบุคคลอื่น แต่พึงปกป้องสิทธิในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นของเขา

วันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2555
มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.)
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน (ครส.)
เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (คนส.)
โครงการนิติธรรมสิ่งแวดล้อม

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 01/02/55 ฮีโร่ในเครื่องแบบ...

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน
คือ..ฮีโร่ ในเครื่องแบบ แทบไม่เชื่อ
ใคร? หนุนเกื้อ เรื่องปกปิด ผิดกฎหมาย
ใคร? ดีเลว ผิดหรือชอบ อยู่รอบกาย
ใคร? ชิบหาย ใคร? รุ่งเรือง เรื่องพวกคุณ....

บ่อน ซ่อง ส่วย หวย ยา ไหลมาเพิ่ม
ใคร? เหิมเกริม คิดชั่ว จนหัวหมุน
อ้างนายสั่ง สร้างระยำ เพื่อทำทุน
แล้วหมกมุ่น ด้วยหวังวาด อำนาจเงิน....

เอาเครื่องแบบ มาบังหน้า ท้ากฎหมาย
ไร้ยางอาย คิดฉกฉวย ไม่ขวยเขิน
เส้นทางเถื่อน พวกอุบาทว์ ฟาดกันเพลิน
สิ่งยับเยิน จึงบรรจบ ครบเรื่องเลว....

ภาพเครื่องแบบ แปดเปื้อน ไม่เลือนลบ
ใคร? สมคบ ใคร? จัญไร ใคร? ดิ่งเหว
ที่ผ่านมา ใคร? หน้าไหน สุมไฟเปลว
ใคร? แหลกเหลว ลองพินิจ แล้วคิดดู....

พวก..ฮีโร่ ในเครื่องแบบ ที่แสบสันต์
เส้นทางนั้น อาจสมหวัง ยังเลิศหรู
รอความจริง ผ่านไปถึง พวกมึง-กู
จะได้รู้ ความเจ็บปวด รวดร้าวระทม....

๓ บลา / ๑ ก.พ.๕๕

จดหมายจากอธิการบดี ถึงอธิการบดี (A Letter to a Rector)

ที่มา Thai E-News


1 กุมภาพันธ์ 2555


เรื่อง หลักการประชาธิปไตย-เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ กับการ “เปิด-ปิด” พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


เรียน อธิการบดี ศ. สมคิด เลิศไพฑูรย์ และคณะกรรมการบริหาร มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์


เนื่อง ในโอกาสวันแห่ง “ความรัก” ที่เวียนมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 ศกนี้ ผมขอส่งความปรารถนาดี มายังท่านอธิการบดี กับคณะ และขออวยพรให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทั้งนี้เพื่อจักได้ปฏิบัติงานเพื่อมหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ประชาชนของเรา

สืบเนื่องจากการที่ท่านอธิการบดี กับคณะกรรมการบริหารฯ ได้แถลงว่า

“ที่ ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบัน มีมติเอกฉันท์ว่ามหาวิทยาลัยฯ คณะ สำนัก สถาบันจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยฯ เพื่อเคลื่อนไหวกรณีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัยฯ หรือมหาวิทยาลัยฯ เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาวิทยาลัยฯ จนมหาวิทยาลัยฯ ไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคล และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยฯได้”

ผมในฐานะส่วนหนึ่งของประชาคมธรรมศาสตร์ และ ส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย ของสยามประเทศไทย ขอแสดงความคิดเห็นมาดังต่อไปนี้

หนึ่ง) ผมมีความเห็นว่าคำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ และจิตวิญญาณของการสถาปนามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (The University of Moral and Political Sciences UMPS) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามหลักประการที่ 6 ที่ว่า “จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” ของ “คณะราษฎร” ที่ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือ ราชาธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475

สอง) คำแถลงดังกล่าว ไม่ถูกต้องตามขนบประเพณีของธรรมศาสตร์ ที่ยืนยันในหลักการของ “เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ” ที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยของผู้ประศาสตร์การปรีดี พนมยงค์ ตลอดจน ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ศ. สัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งเคยกล่าวเป็นหลักการหนึ่งของมหาวิทยาลัยว่า “ธรรมศาสตร์ มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” (อธิการบดี 2514-2516)

สาม) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ข้อตามที่ทราบกันนั้น (ดูล่างสุด) ต้องการใช้หลัก “วิชาการ” เพื่อ “ปฏิรูป-แก้ไข” กฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ล้าหลัง

และ เป็นมรดกของระบอบอำนาจนิยม และในขณะเดียวกัน ก็เพื่อให้สถาบันกษัตริย์สยามประเทศไทยของเรามั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากล ของนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น ข้อเสนอดังกล่าว หาใช่เป็นการทำลาย หรือ ล้มล้าง-ล้มเจ้าไม่

สี่) เราในแวดวงวิชาการทั้งหลายทราบกันดีว่า สถาบันกษัตริย์สมัยใหม่ ที่มั่นคง สถาพร อยู่คู่กับระบอบประชาธิปไตย ตามมาตรฐานสากลของโลก และนานาอารยประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร ยุโรปตะวันตก และ/หรือญี่ปุ่น นั้น เป็นสถาบันที่ใช้ “พระคุณ” หรือ “ความรัก”ความเมตตากรุณา (love) เป็นหลักปฏิบัติ และหลักกฎหมาย มากกว่าใช้ “พระเดช” หรือ “ความกลัว” ความเกลียดชัง (fear&hate) หรือการข่มขู่ ด้วยคุกด้วยตะรางอย่างเช่น รัสเซีย/ปรัสเซีย/ออตโตมันตุรกี/จีน/หรือ/เนปาล

ห้า) ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์” ทั้ง 7 ที่มีเป้าหมายในการพัฒนาให้สถาบันกษัตริย์ของเรามั่นคง สถาพร และเป็นสมัยใหม่นั้น สมควรที่จะได้รับการพิจารณาด้วยสติปัญญา และ ขันติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงทางวิชาการและมหาวิทยาลัย มากกว่าที่จะใช้ “โลภะ โทสะ โมหะ” กับ “ภยาคติ” หรือ “อวิชชา”

หก) ผมมีความเห็นว่าแทนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของเรา จะ “ปิด” พื้นที่ในการแสวงหาแสงสว่างทางปัญญา ตามพุทธภาษิตที่ว่า “นตถิ ปญญา สมาอาภา” ด้วยการถกเถียง แลกเปลี่ยนทางวิชาการ ในกรอบของกฎหมาย ขนบประเพณี และรัฐธรรมนูญของราชอาณาจักรแล้ว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนสถาบันทางการศึกษาและภูมิปัญญาทั้งปวงทั่วประเทศ จำเป็นที่จะต้อง “เปิด” พื้นที่เหล่านี้ เป็นอย่างยิ่ง

เจ็ด) ผมขอเสนอให้ท่านอธิการบดีเอง และคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (คณบดี ผู้อำนวยการ ฯลฯ) ได้ดำเนินการ “เปิด” พื้นที่ดังกล่าว โดยท่านอธิการบดี และ/หรือคณะผู้แทน จัดให้มีการถกเถียง แลกเปลี่ยน อภิปราย และดำเนินการหา “ทางออก” ให้กับสังคมและประเทศชาติของเราในยามนี้

คง ไม่มีเวลาไหน นับแต่เสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2310 ที่สังคมของเราแตกเป็นก๊ก เป็นเหล่า เป็นสี มากมายเช่นนี้ แหล่งศึกษาและ/หรือมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ที่นี่ ที่ท่าพระจันทร์ ที่รังสิต ที่ลำปาง หรือ ที่ไหนๆ ในสยามประเทศไทย น่าจะต้องเป็นองค์กรกลางในการช่วยกันแก้ปัญหา และหาทางออก

การระดม ความคิด ทั้งสนับสนุน และคัดค้าน (แต่ต้องไม่ใช่ในรูปของการโต้วาที หรือไฮปาร์ค เอาชนะคะคาน) กันนั้น เป็นพันธกิจและภารกิจที่เร่งด่วนสุด และสำคัญสูงสุด
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง

นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ
(ข้าราชการบำนาญ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์)
1 กุมภาพันธ์ (ก่อนวันวาเลนไทน์ 2555/2012)

หมายเหตุ: ข้อเสนอของ “คณะนิติราษฎร์”

1.ให้ยกมาตรา 112 ออกจากลักษณะว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักร

2.เพิ่มหมวดลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

4.เปลี่ยน บทกำหนดโทษ โดยไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่กำหนดเพดานโทษสูงสุดจำคุกไม่เกินสามปีสำหรับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และไม่เกินสองปีสำหรับ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5.เพิ่มเหตุยกเว้นความผิด กรณีแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต

6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษ กรณีข้อความที่กล่าวหานั้นได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และการพิสูจน์นั้นเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และ

7.ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษผู้ที่ทำความผิด ให้สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจเป็นผู้กล่าวโทษเท่านั้น แทนพระองค์

ความในใจของคุณยายแคลิฟอเนียร์ "มีในประเทศไทยที่เดียวในโลก"

ที่มา Thai E-News

1 กุมภาพันธ์ 2555

โดยคุณยาย

ถอดความโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์


This Kun Yai is wondering why only in Thailand ordinary citizen has to prove that they love and respect the throne? I wonder if the Japanese, English and other citizen of the world have to come out in public to declare their loyalty to their kings or queens? Only in Thailand that the question of loyalty to throne is used as a weapon to bring down the lawful government.

ยายสงสัยว่าทำไมในเมืองไทย คนไทยอย่างเราๆ ต้องพิสูจน์ว่า เรามีความรัก และความจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์? ยายยังสงสัยว่า คนญี่ปุ่น คนอังกฤษ และคนอื่น ๆ ต้องคอยย้ำความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ หรือพระราชินีของเขาในที่สาธารณะอย่างเมืองไทยหรือเปล่า? มีแต่ในเมืองไทยเท่านั้นที่เรื่องความจงรักภักดี ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธล้มรัฐบาลที่มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
There has never been any doubt in the mind of ordinary Thai citizen that the Institute of the Throne is beyond reproach. I and my generation have been brought up to love and respect the three Institutes… Chart, Sasana, Pra Maha Kasat...The Nation, the religion and the King.. and it has always been imbedded in our hearts and souls.
ไม่มีข้อ สงสัยในหัวใจของคนไทยเลยว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ ยายและคนไทยรุ่นยาย ถูกปลูกผังให้รักและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์... ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถูกปลูกฝังในหัวใจและวิญญาณของเรา

Now, I am afraid that the Democrat party and the military are creating doubts on this subject for no other reason than to gain their power.Do we have to carry a flag annoucing our loyalty ? Or put a tattoo on our foreheads that .I Love the King?

แต่ ในปัจจุบันนี้ ยายกลัวว่า พรรคประชาธิปัตย์ และทหาร กำลังสร้างความสับสนให้กับสังคมในเรื่องนี้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่มีอื่นใดนอกจากการต้องการเพิ่มอำนาจให้กับตน ตอนนี้พวกเราจะต้องพกรูปติดตัวเพื่อประกาศความจงรักภักดีกันแล้วหรือ? หรือว่าต้องสักหน้าผากเพื่อแสดงว่า เรารักในหลวง?
In the year 2549..there was a big celebration of the 60th reign of King Bhumibol sponsored by Thaksin who was PM then. I proudly showed my friends and neighbours pictures of thousands of people sitting on the ground waiting for the King to appear on the window, and when the King and Queen appeared, the people promtly prostrated on their hands and knees. If that was not prove beyond any doubts that we the people do not love or respect our King and Queen I don't know how else can we show our loyalty to the throne.
เมื่อปี ๒๕๔๙... ซึ่งเป็นปีที่มีการเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลฯ ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณเป็นผู้ดูแลในส่วนภาครัฐ ยายได้โชว์ภาพของประชาชนนับพันที่นั่งตามท้องถนนรอชมพระพักตร์ที่จะเสด็จมา ที่หน้าต่าง และเมื่อในหลวงและราชินีเสด็จมา ประชาชมต่างก้มกราบอย่างพร้อมเพรียง ให้กับเพื่อน ๆและเพื่อนบ้านชาวต่างชาติ ยายไม่รู้ว่า จะมีอะไรที่สะท้อนความจงรักภักดีได้ดียิ่งกว่านี้
Those who accuse other people of treason are the one that drag down the Institue to the ground for their own gain are the one that have no love or respect for the throne...this is all I want to say because I am so disgusted with the dirty tactics that those people are using against ordinary innocent people like me.
พวก ที่กล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นกบฏไม่จงรักภักดีเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง พวกนี้แหละเป็นผู้ที่ดึงสถาบันให้ต่ำ และเป็นผู้ที่ไม่จงรักภักดีตัวจริง,,, ยายขอพูดแค่นี้เพราะขยะแขยงพวกนี้ ที่ใช้วิธีการสกปรกกับประชาชนผู้บริสุทธ์เช่นยาย

Kob kun ka..Kun Yai from California.

ขอบคุณค่ะ . . คุณยาย แคลิฟอเนียร์


คุณยายศรีลัดดา ขณะนี้อายุ 88 ปี อยู่อาศัยในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

สมัยยังสาวๆเคยทำงานด้านการบินที่กรุงเทพฯเป็นเวลา 21 ปี ก่อนจะย้ายมาอยู่ในสหรัฐฯในปีพ.ศ.2515 จนปัจจุบันร่วมๆ39ปีแล้ว

สมัย อยู่เมืองไทยครอบครัวของคุณยายศรีลัดดาเป็นชาวพรรคประชาธิปัตย์ ถึงขนาดสมาชิกในครอบครัวเคยลงสมัครส.ส.ของพรรคเก่าแก่นี้ ในช่วงที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นผู้นำพรรคอยู่ แต่เวลานี้คุณยายบอกว่าน่าเศร้าใจและผิดหวังกับพรรคประชาธิปัตย์ ช่างน่าละอายใจกับพรรคที่เคยมีเกียรติคุณชื่อเสียงกลับมามีพฤติกรรมฉ้อฉลใน ตอนนี้

ปัจจุบันนี้คุณยายอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมกับแมวตัวหนึ่งชื่อ จัสมิน(ชื่อ ไทยๆว่า"ดอกมะลิ") และไม่รู้สึกเหงาเลย เพราะเมื่อ 3 ปีก่อนได้หัดใช้อินเตอร์เน็ต แล้วก็ใช้อินเตอร์เน็ตติดตามข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยได้คล่อง ตอนนี้คุณยายดีใจมากเลยที่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตท่องโลก

ตอนนี้อินเตอร์ เน็ตก็ทำให้คุณยายสามารถคุยกับลูกสาวและลูกเขยที่พำนักอาศัย อยู่ในฝรั่งเศส รวมทั้งหลานๆในเยอรมนี และเพื่อนๆในอเมริกาได้อย่างสบาย

แน่นอนว่ารวมถึงข้อมูลข่าวสารทางเมืองไทยด้วย

ฯพณฯณัฐวุฒิ-ส.ส.จตุพรฟันธงโชะไม่แก้112 เสื้อแดงขอนแก่นก่อหวอดคราวหน้าอย่าเลือกเพื่อไทย

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2555

'ตู่'วอน'นิติราษฎร์'หยุดแก้ ม.112 หวั่นโยงเสื้อแดงก่อรัฐประหาร

"ตู่" วอนกลุ่มนิติราษฎร์ ทบทวนข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 ลั่นไม่เกี่ยวเพื่อไทย และคนเสื้อแดง หวั่นเข้าทางกลุ่มผู้สูญเสียอำนาจโค่นล้มประชาธิปไตย ยืนยันไม่มี ส.ส.-ส.ว.คนใดยกมือให้ ขอเดินหน้าแก้ รธน.ต่อต้านรัฐประหาร วอนกองทัพอย่าฟังคำยุยงยึดอำนาจ ให้ต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่ออยู่อย่างปรองดอง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่ม นปช. แถลงถึงกรณีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ให้แก้ไขมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่า วันนี้บรรยากาศการเมืองแปลกๆ อึมครึม กลุ่มที่สูญเสียอำนาจอาจจะหยิบยกมาตรา 112 มาใช้เป็นเหตุกระทำการรัฐประหาร โดยคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการยึดอำนาจเกือบทั้งหมดนั้นได้ออกมาร่วมกัน ประสานเสียง มีความพยายามมัดรวมรัฐบาล กลุ่มนิติราษฎร์ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงว่าต้องการแก้ไขมาตรา 112 โดยสร้างจินตนาการว่า เหตุเพราะต้องการที่จะโค่นล้มสถาบัน โดยขอยืนยันว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์นั้นถือเป็นอิสระทางความคิด ไม่เกี่ยวข้องใดๆ กับพรรคเพื่อไทย รัฐบาล และคนเสื้อแดง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ กับตนนั้นในชีวิตนี้ไม่เคยพบกันแม้แต่ครั้งเดียว เพียงแต่ติดตามรับฟังข้อเสนอที่ผ่านมาของกลุ่มนิติราษฎร์ เหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม หลายข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหารนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 นั้น ตนไม่เชื่อว่ากลุ่มนิติราษฎร์จะคิดร้ายต่อสถาบัน เพียงแต่ถูกบิดเบือน เพราะมาตรา 112 นั้นนับตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมาไม่เคยมีปัญหา จนกระทั่งสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่มีการนำมาปฏิบัติต่อปฏิปักษ์ทางการเมือง ทั้งนี้ ตนไม่อยู่ในสถานะที่จะบอกว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ขอเสนอในฐานะคนไทยคนหนึ่งต่อกลุ่มนิติราษฎร์ ว่า ข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ทั้งหมดนั้นสังคมได้รับทราบแล้ว แต่เห็นว่าหากยังคงเดินในแนวทางนี้ต่อไป อาจจะเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ที่สูญเสียอำนาจนั้นใช้เป็นเหตุในการโค่นล้มระบอบ ประชาธิปไตยอีกครั้ง ดังนั้น จึงอยากขอให้ทบทวน

"เรื่องนี้จะไม่มี ส.ส.หรือ ส.ว.แม้แต่คนเดียวที่จะกล้ายกมือให้ และถ้าภายในเดือน ก.พ.นี้ที่ศาลโลกจะตัดสินกรณีชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว หากปรากฏว่าประเทศไทยแพ้ จะมีการนำเรื่องนี้ไปรวมกับกรณีการแก้ไขมาตรา 112 จนนำพาไปสู่การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น เมื่อเส้นทางแห่งความเป็นจริงเป็นเช่นนั้นก็รู้สึกเห็นใจ ที่กลุ่มนิติราษฎร์ไม่ควรเดินหน้าต่อไป แต่สุดท้ายแล้วจะใช้ดุลพินิจอย่างไรนั้น ถือเป็นเรื่องของกลุ่มนิติราษฎร์ แต่จะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อต่อต้านการรัฐประหาร"

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ควรไปวิตกกับการแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหม เพราะที่ผ่านมานั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ตั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่าทัพ แต่ก็ยังถูกยึดอำนาจได้ ทั้งนี้ ผู้บัญชาการเหล่าทัพโปรดอย่าไปเชื่อผู้ที่ไปยุยง เพราะทันทีที่ท่านยึดอำนาจ ประชาชนจะลุกฮือขึ้นมาต่อต้านกันทั้งประเทศ ดังนั้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ แล้วเราก็จะอยู่กันได้อย่างปรองดอง

สำหรับมาตรา 112 นั้น ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงมีความเจ็บปวดจากการถูกใส่ร้าย และถูกยัดเยียด ว่าเป็นคนไม่จงรักภักดี เราได้แต่เพียงร้องขอเพื่อหวังที่จะระงับยับยั้งเหตุ ที่จะนำไปสู่การตายของประชาชนที่จะออกมาต่อต้าน หากมีการยึดอำนาจรอบใหม่ เพราะวันนี้สุดท้ายแล้วปลายทางก็มีให้เห็นอยู่แล้วว่ามันเป็นไปไม่ได้อยู่ แล้ว เพราะไม่มี ส.ส.หรือ ส.ว.คนไหนกล้าที่จะยกมือให้อยู่แล้ว

ณัฐวุฒิยันเพื่อไทยชัดเจนไม่แก้มาตรา 112

(ดูวิดิโอข่าว คลิ้กที่นี่)


ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.50 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรฯและแกนนำ นปช.ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงโจมตีพรรคเพื่อไทย ว่าอยู่เบื้องหลังสนับสนุนการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ในการเสนอแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 ว่า เป็นรูปธรรมที่ทำให้ประชาชนเห็นชัดอีกครั้ง ว่ามีคนบางกลุ่มบางพวก นำเอาสถาบันเบื้องสูงมาเอ่ยอ้างเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองมายาวนาน จนกลายเป็นสถานการณ์ความไม่เข้าใจกัน

และใช้เป็นพื้นที่ผลประโยชน์ทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ยังคงดำรงอยู่ในสังคม เพราะท่าทีและจุดยืนของพรรคเพื่อไทย และรัฐบาล ชัดเจนจนแทบไม่ต้องอธิบายหรือมีคำถามใด ๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

" เพราะว่ารัฐบาลโดยน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้ว ส่วนพรรคเพื่อไทย ที่นำโดย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ก็ได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วเช่นกัน อีกทั้งมติการดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่หลักในการพิจารณาแก้ไขข้อกฏหมาย ก็มีความชัดเจนว่าไม่มีแนวทางและแนวคิดที่จะแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 เพราะฉะนั้น หากมองย้อนหลังไป ก็จะเห็นว่าทุกอย่างมีความชัดเจน ยกเว้นแต่ทางพรรคประชาธิปัตย์ ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาที่จะสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากพื้นที่ทางการเมือง"นายณัฐวุฒิ กล่าว

เชื่อว่ากรณีดังกล่าวนี้ประชาชนจะสามารถใช้วิจารณญาณได้ แล้วพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลก็มีการออกมาระบุชัดเจนตรงไปตรงมา แน่ใจว่าประเด็นนี้ได้ข้อยุติลงแล้ว

นอกจากนั้นทางสภาฯ ยังมีท่าทีชัดเจนว่าไม่มีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรานี้ จะเห็นว่าทุกอย่างชัดเจน มีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น ที่เจตนาจะไม่เข้าใจและเจตนาสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นกับสังคม เพื่อจะได้เป็นพื้นที่ประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง แต่ประชาชนรู้เท่าทัน และในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ จะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวเรื่องนี้

"ประเด็นนี้ได้ข้อยุติแล้ว แต่พรรคประชาธิปัตย์จงใจที่จะไม่ให้มีข้อยุติ ผมขอฝากข้อคิดถึงประชาธิปัตย์ว่า 4-5 ปีที่ผ่านมา ก็เพราะท่านเที่ยวพูดเที่ยวทำอยู่อย่างนี้ มันมีข้อกล่าวหาหรือวิธีการใดอีกที่ไม่เคยกล่าวหา หรือใช้ประโยชน์ทางการเมืองโดยทำให้พรรคเพื่อไทยเกิดความเสียหาย และในท้ายที่สุดประชาชนสามารถแยกแยะเหตุผลและข้อเท็จจริงได้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์มองย้อนเหตุการณ์ 4-5ปี ที่ผ่านมาก็น่าจะได้ข้อคิดและปรับเปลี่ยนวิธีทำงานทางการเมืองเสียใหม่

ทั้งนี้ รัฐบาลไม่ได้ปล่อยเกาะหรือทอดทิ้งกลุ่มนิติราษฎร์ อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามกล่าวหา แต่เราเป็นสังคมประชาธิปไตย ไม่มีการผูกยึดกับบุคคลหรือองค์กร นอกจากเหตุผลหรือข้อเท็จจริงในแต่ละสถานการณ์ บางข้อเสนอสอดคล้องกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สังคมขานรับ และบางข้อเสนออาจไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้อง และอาจทำให้เกิดความสับสน ก็จะมีการตั้งข้อสังเกต และแสดงความเห็นต่าง เป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย" นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันสิ่งที่ดีที่สุดขณะนี้คือรับฟังทุกฝ่ายและยอมรับความ จริงว่าประเทศนี้ต้องปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข แล้วทุกฝ่ายยุติการเอ่ยอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

อย่างไรก็ตามนายณัฐวุฒิกล่าวว่า แม้ฝ่ายต่อต้านการแก้ไข112บอกว่าทำไปเพื่อปกป้องสถาบัน แต่ฝ่ายเสนอแก้ไขนั้นก็ได้ยืนยันเช่นกันว่า แก้ไขเพืิ่อปกป้องสถาบัน ไม่มีฝ่ายใดคิดจ้องล้มสถาบันดังที่มีการโจมตีกัน เป็นเพียงความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตย

คนขอนแก่นฮึ่มเตือนเพื่อไทยสมัยหน้าไม่เลือก จะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์แทน


สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน (สนนอ.)ได้ร่วมกันจัดเสวนาเรื่อง"แก้ไขมาตรา 112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย"ที่โรงแรมขวัญมอ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 29 มกราคมที่ผ่านมา โดยมีผู้ร่วมงานมากกว่า 200 คน ซึ่งคนเสื้อแดงจังหวัดขอนแก่นที่เข้าร่วมในงาน ได้พากันอภิปรายว่า จังหวัดขอนแก่นเป็นจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทยยกทั้งจังหวัดในการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งล่าสุด แต่พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้สนองเจตนารมณ์คนเสื้อแดง และชาวขอนแก่้น โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 112

ได้มีการกล่าววิจารณ์ในที่ประชุมเสวนาว่า พรรคเพื่อไทยที่ไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112นั้นไม่ทราบว่าจะยึกยักรอให้เขา ยึดอำนาจก่อนหรืออย่างไร และเสนอให้ประชาชนที่เลือกพรรคเพื่อไทยรณรงค์กดดันส.ส.ที่ตัวเองเลือกไปให้ สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 ไม่ใช่ปล่อยให้รองนายกฯเฉลิม อยู่บำรุง พูดให้สัมภาษณ์จะคัดค้านการแก้ไขและจ้องจับผิดนิติราษฎร์อยู่อย่างนี้ หากพรรคเพื่อไทยไม่สนองตอบ ก็ควรยุติการสนับสนุน และหันไปเลือกพรรคการเมืองที่สนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์และครก.112แทน

ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า เป็นที่แน่ชัดอยู่แล้วว่า ข้อเสนอแก้ไข112จะไม่มีทางสำเร็จ เพราะพรรคเพื่อไทยไม่ยอมสนับสนุน แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ซึ่งวาด รวี 1 ในคณะกรรมการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 (ครก.112)กล่่าวตอบในที่เสวนาว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายมีโอกาสไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีส.ส.สนับสนุน หรืออาจจะไปแท้งตั้งแต่ถึงมือประธานสภา เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า ประชาชนจะเข้าชื่อแก้ไขกฎหมายก็ได้ หากกฎหมายนั้นเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่หากประธานสภาตีความว่า 112 ไม่ใช่กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ก็อาจจะไม่บรรจุเข้าสู่วาระการแก้ไข ก็จะแท้งแต่ต้น "ซึ่งหากไม่ผ่าน เพราะแท้งตั้งแต่ต้น หรือไม่ได้รับการสนับสนุนจากสภา ทางครก.112ก็จะรณรงค์ทางสังคมต่อไป"

ขณะที่ผู้เข้าร่วมเสวนากล่าวว่า หากประธานรัฐสภาทำเช่นนั้นก็ถือว่าไม่เคารพเสียงประชาชน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็เป็นส.ส.ที่คนขอนแก่นเลือกไป คราวหน้าก็อย่าหวังจะได้เข้าสภาอีก และขอบอกไปยังประชาชนจังหวัดอื่นๆว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่สนับสนุนการแก้ไข มาตรา112 การเลือกตั้งหนหน้าก็ต้องมีการลงโทษทางสังคมด้วยการยุติการสนับสนุน แล้วไปเลือกพรรคการเมืองอื่นที่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา112 และข้อเสนอลบล้างผลพวงการรัฐประหาร19กันยาของคณะนิติราษฎร์แทน (อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:สนนท.ประณามASTV-หมอสลิ่มให้ร้ายฝ่ายรณรงค์แก้112ล้มเจ้า ย้อนที่ทำำกำลังสนองพระราชดำรัส)

โพลล์ไทยอีนิวส์เผยจะหันไปเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอนิติราษฎร์

ไทยอีนิืวส์ได้จัดทำแบบสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด? ผลสำรวจในช่วง 2 วันที่ผ่านมากว่า 65% ตอบว่าจะเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพียง 28% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เราเคยสำรวจมา

อีสานโพลล์ยังให้รัฐบาลสอบผ่าน แต่คะแนนลดลงทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการเมืิองฮวบ

วานนี้(31 ม.ค.) ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล เปิดเผยว่า การสำรวจนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานต่อการทำงานของ รัฐบาลใน 6 ด้าน เพื่อเป็นเสียงสะท้อนให้รัฐบาลได้นำผลการประเมินและข้อเสนอแนะไปปรับปรุง มาตรการและนโยบายการทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยการสำรวจจะมีขึ้นทุกๆ เดือน โดยครั้งนี้เป็นการสำรวจครั้งที่ 2 ตั้งแต่รัฐบาลนายกฯยิ่งลักษณ์เข้ารับตำแหน่ง ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 28-30 มกราคม 2555 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,035 ราย ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ หนองคาย ชัยภูมิ เลย อุบลราชธานี อุดรธานี นครพนม หนองบัวลำภู สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สกลนคร มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และบึงกาฬ

ผลสำรวจการประเมินผลงานรัฐบาลใน 6 ด้าน พบว่า ด้านภาพรวมการทำงานของรัฐบาลประเมินให้ผ่าน ร้อยละ 74.7 ไม่ผ่าน ร้อยละ 25.3 ด้านการเมืองและประชาธิปไตย ประเมินให้ผ่านร้อยละ 68.3 ไม่ผ่าน ร้อยละ31.7 ด้านเศรษฐกิจและความอยู่ดีกินดี ประเมินให้ผ่านร้อยละ 56.8 ไม่ผ่าน ร้อยละ 43.2 ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ประเมินให้ผ่านร้อยละ 61.2 ไม่ผ่าน ร้อยละ 38.8 ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ประเมินให้ผ่านร้อยละ 53.9 ไม่ผ่าน ร้อยละ 46.1 ด้านการต่างประเทศ ประเมินให้ผ่านร้อยละ 81.2 ไม่ผ่าน ร้อยละ 18.8

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาเทียบกับช่วงปลายเดือนธันวาคม 54 พบว่าแม้ครั้งนี้คนอีสานจะประเมินให้ผลงานผ่านแต่ก็เป็นคะแนนการประเมินที่ ลดลงทุกๆ ด้าน คือ คะแนนในภาพรวม ลดลงจากเดิมร้อยละ 83.3 เหลือร้อยละ 74.7 ขณะที่ด้านการเมือง ลดลงจากเดิมร้อยละ 80.0 เหลือร้อยละ 68.3 ด้านเศรษฐกิจ ลดลงจากเดิม 76.1 เหลือร้อยละ 56.8 ด้านสังคม อาชญากรรม และยาเสพติด ลดลงจากเดิมร้อยละ 74.3 เหลือร้อยละ 61.2 ด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะ และภัยธรรมชาติ ลดลงจากเดิม ร้อยละ 69.1 เหลือร้อยละ 53.9 และด้านการต่างประเทศ ลดลงจากเดิมร้อยละ 86.7 เหลือร้อยละ 81.2

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:กาลครั้งหนึ่งเมื่อไวๆนี้กับเสนาบดีณัฐวุฒิ:อย่าทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง มิเช่นนั้น เราขาดกัน

ผมขอวิงวอนผู้บริหารและพรรคเพื่อไทยให้นึกถึงหยดเลือดคราบน้ำตา ของพี่น้อง อิสรภาพที่คนเสื้อแดงอุทิศทุ่มเทลงไปสละลงเป็นเส้นทางเพื่อให้ท่านเดินมา เป็นรัฐบาล แต่ขอว่าอย่ามาเหยียบย่ำการต่อสู้ หรือทรยศต่อจิตวิญญาณของคนเสื้อแดง หากท่านไม่ทำอย่างนั้นเราก็จะเดินทางไปร่วมกันต่อไป แต่หากท่านทำอย่างนั้นเมื่อใด ผมก็จะใช้เสรีภาพของนักต่อสู้ออกไปยืนอยู่กับคนเสื้อแดง-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

กิจกรรมเพื่อ "เสรีภาพทุกตารางนิ้วของธรรมศาสตร์"

ที่มา Thai E-News

31 มกราคม 2555

รวบรวมโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

อย่าง รวดเร็ว กระแสท่าทีและการต่อต้านคำประกาศของ ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขยายวงกว้างไปสู่สังคม ทั้งฝ่ายหนุนและในจำนวนมากกว่าคือฝ่ายต้านคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม และไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้

ไทยอีนิวส์ขอร่วมเผยแพร่กิจกรรมและร่วม นำเสนอกำหนดการกิจกรรมต่างๆ เพื่อผู้สนใจจะได้จัดเวลาเข้าร่วมกิจกรรมที่สนใจ เพื่อพิทักษ์ "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว"

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์จะ update กิจกรรมเพื่อ "เสรีภาพทุกตารางนิ้ว" เป็นระยะๆๆ เพื่อร่วมเป็นหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อช่วยเผยแพร่กิจกรรมต่างๆ และในฐานะที่เป็นสิื่อมวลชนที่รักอิสระภาพทุกลมหายใจเช่นกัน

0 0 0 0 0

เชิญร่วมกิจกรรมแจกภาพ กราบเก้าอี้ 112 นาที ย้ำที่นี่มีนศ.ตายเพราะความคลั่ง

ป้ายรถเมล์สนามหลวง ฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ (ใกล้หอใหญ่)

เชิญร่วมกิจกรรมแจกภาพ กราบเก้าอี้ 112 นาที:เตือนความจำ ว่าที่นี่มีนักศึกษาตายจากค
วามคลั่ง

เป็นกิจกรรม "เงียบๆเล็กๆ ไม่มีเสียง เจียมเนื้อเจียมตัว"
เวลา วัน พฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.55 14.00 - 15.30 น.
สถานที่ : ป้ายรถเมล์สนามหลวง ฝั่งตรงข้ามประตูทางเข้าธรรมศาสตร์ (ใกล้หอใหญ่)

รูปแบบกิจกรรม
1. ร่วมกันกราบกนกและเก้าอี้หันหน้าไปทางธรรมศาสตร์ที่ขณะนั้นมีกลุ่มคุณกรนมายื่นคัดค้านคณะนิติราษฎร เป็นเวลา 112 นาที

2. แจกภาพให้กับคนที่สนใจ และนักศึกษา รวมถึงสื่อมวลชนบริเวณนั้น เพื่อเตือนความทรงจำความโหดร้ายของอุดมกาณ์คลั่งชาตินี่ที่เคยมาเข่นฆ่านักศึกษาที่คิดต่าง(ตัวอย่างภาพ http://4.bp.blogspot.com/-ELn8C14hm5k/TeVseqcm8PI/AAAAAAAAA1A/fokXgKYCgVs/s1600/5000120044_bf0db2d9ff_b.jpg)

3. แจกสุนทรพจน์ของ ปรีดี พนมยงค์ ให้กับสื่อและผู้สนใจว่า "...มหาวิทยาลัยย่อมอุปมา ประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้ อันเป็นสิทธิและโอกาส ที่เขาควรมีควรได้ ตามหลักเสรีภาพของการศึกษา..."

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าเป็นผลมาจากที่ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ ส่งห้ามไม่ให้มีการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 เมื่อวันที่ 30 ม.ค.55 (ดู http://www.prachatai.com/journal/2012/01/39005)

แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มที่อ้างว่าเป็นศิษย์เก่าลูกแม่โดมและนายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรชื่อดัง ในฐานะตัวแทนศิษย์เก่าได้นัดรวมพลหน้าคณะวารสาร ในวันพฤหัสบดีที่ 2 ก.พ.เวลา 14.00 น.ได้ โดยมีกิจกรรมเดินขบวนแสดงพลังประกาศเจตนารมณ์ที่ลานปรีดี ยื่นหนังสือต่ออธิการบดีที่ตึกโดม และปิดท้ายกิจกรรมด้วยการร้องเพลงถวายพระพร หันหน้าไปยังโรงพยาบาลศิริราช โดยในเอกสารยังเชิญชวนให้ลูกแม่โดมและผู้จงรักภักดีเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ด้วย(ดู http://www.thairath.co.th/content/pol/234832)

0 0 0 0 0





“ปรีดี พนมยงค์ กับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์”
วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 เวลา 14.00-17.00 น.
ณ ห้องประชุมสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์
ชั้น 2 อาคารเอนกประสงค์ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ
อ.พนัส ทัศนียานนท์
ดร.มรกต เจวจินดา ไมยเออร์

0 0 0 0 0


ชิญชวนทุกกลุ่มที่รักประชาธิปไตย ร่วมกัน
วางพวงหรีด ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันอาทิตย์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ เวลาบ่ายสองตรง
โดยพร้อมเพรียงกัน

จากม. ธรรมศาสตร์ สู่ ม. มหาสารคาม ไฟแห่งความกลัวลามทุ่ง

ที่มา Thai E-News

จดหมายเปิดผนึกจากนักศึกษา ม. มหาสารคาม

วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๕

เรื่อง ขอเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้จัด

เวทีเสวนาวิชาการ
เรียน คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ตามที่กลุ่มนิสิตที่สังกัดวิทยาการเมืองการปกครอง ร่วมกับอาจารย์ในวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีความสนใจที่จะจัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์” โดยเป็นความพยายามที่จะสร้างพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พูดคุยและถกเถียงปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นในสังคม ให้แก่นิสิตและผู้ที่สนใจทั่วไป ในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ณ ตึก D วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

แต่กระนั้น เมื่อทีมผู้จัดงานได้ทำเรื่องขออนุญาตขอใช้สถานที่และจัดเวทีเสวนาวิชาการในหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์” ผลปรากฏว่า คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครองไม่อนุญาตให้ใช้ ตึก D วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นสถานที่จัดงานดังกล่าว

ในขณะที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะองค์กรทางวิชาการ ดำเนินงานตามพันธกิจด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมนับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ที่เกี่ยวกับ การเมืองการปกครองและกฎหมาย รวมทั้งการเมืองท้องถิ่นในอีสาน เพื่อทำหน้าที่ในการสร้างองค์ความรู้ และแสวงหาข้อเท็จจริง (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มิติด้านการเมืองการปกครอง) ให้เป็นไปอย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น โดยหวังว่าด้วยข้อมูลและองค์ความรู้ที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจของนิสิตและสาธารณชน

ซึ่งประเด็นเรื่องกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ กำลังเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง จึงเป็นสิ่งที่สมควรยิ่งที่วิทยาลัยการเมืองการปกครองจะเป็นพื้นที่ที่สร้างความรู้ ความเข้าใจแก่นิสิตและผู้ที่สนใจ ผู้ซึ่งเป็นคณะบริหารและคณาจารย์ควรจะเห็นถึงความสำคัญของมหาวิทยาลัย ในการเป็นพื้นที่เปิดที่สามารถจัดกิจกรรมทางสังคม การเมือง และการวิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงอย่างเปิดกว้าง
และยิ่งไปกว่านั้น วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งผลิตบัณฑิตให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชารัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นพลเมืองที่มีความกระตือรือร้นทางการเมือง และมีจิตสำนึกที่รับใช้สังคม ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงที่อำนวยประโยชน์แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติ

ดังนั้นในฐานะของนิสิต, คณาจารย์, ศิษย์เก่า แห่งวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้รักในเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก ขอเรียกร้องให้ผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ที่ลงมติในการไม่อนุญาตให้ใช้ วิทยาลัยการเมืองการปกครองเป็น พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “สิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์” ออกมาชี้แจงและให้เหตุผลประกอบการตัดสินใจดังกล่าวด้วย เพราะการกระทำดังกล่าวถือเป็นการขัดขวางความหลากหลายทางความคิดและปิดกั้นโอกาสในการพูดคุย ถกเถียง ประเด็นทางสังคมและการเมือง ไม่ให้นักศึกษาและคณาจารย์แสดงเสรีภาพทางความคิด

เชื่อมั่นแห่งอุดมการณ์ สิทธิและเสรีภาพเป็นของทุกค