WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, February 1, 2012

รื้อตู้กับข้าวระบอบอำมาตย์ ประชาชนควรได้ประโยชน์

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel


ชนะกันด้วยความคิดด้วยเหตุและผล
บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง....เป็นสิ่งไม่ตาย





อำมาตย์แพ้แล้วในเวทีการเลือกตั้ง
คือ'''เลือกตั้งกี่ทีไม่เคยชนะ"
...แต่...
ระบอบอำมาตย์
ไม่เคยแพ้ในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับทุกรัฐบาล


ดังนั้นแผนล้มรัฐบาลด้วยแผนเก่าๆ
ที่ให้ทหารออกมายึดอำนาจ ณ.ไตรมาสต้นปี 2555
จึงยังไม่จำเป็นที่ต้องเอาออกมาใช้
แต่พร้อมออกทุกเมื่อ....เมื่อไฟร์ทบังคับ
การใช้สถานการณ์นิติราษฏร์เป็นเครื่องมือ สร้างกระแสผ่านสื่อ
ไม่ให้ตกเทรนว่ามีขบวนการล้มเจ้า ไม่วายอ้างชื่อทักษิณ
เข้าไปเกี่ยวข้องกระแสล้มเจ้าผ่านปากพรรคปชป.
สลับให้คนของอำมาตย์คนอื่นๆ
พูดผ่านสื่อสามเวลาหลังอาหารยังคงมีอยู่

แต่ที่น่าแปลกคือไม่เคยมีใครหรือคนใด
อ้างเนื้อหาสาระโต้แย้งนิติราษฏร์ได้ซักคนเดียว

นั่นคือตัวอย่างที่พิสูจน์ได้ว่า
ระบอบอำมาตย์เลือกตั้งกี่ที
ไม่เคยชนะระบอบประชาธิปไตยประชาชน
ที่มีความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลบนพื้นฐานของเท็จจริง...
ระบอบอำมาตย์เลือกจบกติกาของเรื่องทั้งหมด
ด้วยความรุนแรงและรวบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ
ดังมีตัวอย่างให้ได้เห็นแล้วในอดีตนับตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมา



แม้น...กระบวนการนิติราษฏร์ดูเหมือนถูกกระทุ้งให้ชะลอ
แต่การกระทุ้งเพื่อให้ชะลอจากคนบางคนในพรรคพท.ที่ออกทัพเอง...ก็เอาไม่อยู่
เพราะนิติราษฏร์/คณะราษฏรทั้งหลาย
ที่ออกมาเคลื่อนไหวสนันสนุนแนวทางนิติราษฏร์นั้น
ไม่ใช่นักการเมืองที่สั่งซ้ายหันขวาหัน

เรื่องทั้งหมดเป็นความประสงค์ของประชาชนเหล่าราษฏรทั้งหลาย

เกมนี้พรรคประชาธิปปัตย์ พยายามลอยตัวไม่รู้ไม่เห็น
นอกจากสลับฉากสลับคนเห่าผ่านสื่อเพื่อไม่ให้ตกเทรน
ประกอบกับยังไม่มีคำสั่งจากระบอบอำมาตย์
ให้จัดตั้งคนออกมาเพื่อจบเกมโดยทันที

ทั้งนี้ตัวของระบอบอำมาตย์เอง
กำลังเช็คกระแสข่าวต่างประทศ
เดินเกมสายต่างประเทศ ระดมพลโน้มน้าวนักธุรกิจ
เสนอผลประโยชน์ที่ดีกว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์

(นโยบายเศรษฐกิจโลกที่ต้องการฟื้นเศรษฐกิจ
ด้วยการเปิดตลาดเอเชียใหม่ โดยมีประเทศพม่าเป็นตัวหลัก)

นั่นคือสาเหตุถึงมีการยื่นศาลตีความเอาผิด
นายกยิ่งลักษณ์และรมต.ต่างประเทศ โดยตรง
เพราะไม่ต้องการให้ข้อมูลข่าวสาร
การเดินสายต่างประเทศของระบอบอำมาตย์
เข้าหูเข้าตาคณะรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ระบอบอำมาตย์ไม่เคยแพ้ในการแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับทุกรัฐบาล

เพื่อให้ตัวเองเป็นอำมตะในระบอบการปกครอง

จากการออกพ.ร.ก.กู้เงินของรัฐบาลนายกยิ่งลักษณ์ นับว่าเป็นการรื้อตู้กับข้าวอำมาตย์
ที่ระบอบอำมาตย์ยอมไม่ได้ และไม่ยอม
ตราบใดที่ผลประโยชน์ยังไม่ลงตัวแบบเบ็ดเสร็จ
อย่าหวังที่จะได้ครองตำแหน่งบริหารประเทศอย่างราบรื่นติดต่อกัน

ดังนั้นเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า
ระบอบอำมาตย์เลือกเรียกใช้บริการ
ปปช. อัยการ กระบวนการศาล
เป็นตัวช่วยจำกัดรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

โดยให้สื่อเป็นตัวช่วยออกฉายฉากต่างๆ
สร้างกระแสชี้นำให้คนเชื่อ และคล้อยตาม

การต่อรองและขอเอี่ยวผลประโยชน์จากรัฐบาลไม่เป็นผล

เมื่อพวกฉันไม่ได้อำนาจบริหารประเทศแบบเบ็ดเสร็จ
ก็ต้องให้พวกของฉันได้ผลประโยชน์ร่วม
เมื่อพวกฉันไม่ได้ผลประโยชน์
พวกฉันก็จะกำจัดพวกเธอแบบเบ็ดเสร็จ
คอยสังเกตุกระแสข่าวธปท.และแบงค์พาณชิย์ พ.ร.ก.กู้เงิน
ที่อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่าใน 1 เดือนจะรู้ผลการตัดสินจากศาล




ระบอบอำมาตย์สั่งพรรคในสังกัดยื่นประธานสภา
ส่งเรื่องให้ศาลรธน.ตีความพรก.กู้เงิน เรียบร้อยแล้ว
(รัฐบาลออกพรก.กู้เงิน 4 ฉบับ แต่ไหงยื่นเรื่องตีความแค่ 2 ฉบับ)
และอีกเตรียมตอกย้ำอีกรอบผ่านสภาถ้า
เมื่อรอบแรกของการตกลงผลประโยชน์ไม่เข้าเป้า
ก็คิดเดินเกมกดกดดันรัฐบาลยิ่งลักษณ์โดยให้
สว.ในค่าย...รอจังหวะ
ส่งเรื่องให้ศาลตีความอีกรอบ ถ้ารอบแรกตก

ใครเดินลุกก่อนมีสิทธิ์ชนะ



รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 ฉบับ
เท่ากับเปิดเกมรื้อตู้กับข้าวระบอบอำมาตย์
ทำอย่างไรให้ประชาชนอย่างเราได้ประโยชน์
ไม่โดนระบอบอำมาตย์เอารัดเอาเปรียบเราได้อีกต่อไป
รัฐบาลต้องคิดและเสนอข้อมูลเรื่องของที่มาที่ไปของกองทุนฟ์้นฟู
แพะตัวจริงคือภาษีประชาชนที่อุ้มกลุ่มทุนอำมาตย์มามากกว่า 14 ปี
เรื่องนี้ต้องย้อนไปตั้งแต่ ประเทศไทยมีแบงค์ชาติมาได้อย่างไร
ประเทศไทยมีหนี้สินเงินกู้จากธนาคารโลกตั้งแต่เมื่อไหร่
บทบาทธนาคารชาติ (คลังหลวงทำอะไร ประชาชนยังไม่รู้และเข้าใจ)
กระทรวงการคลังมีหน้าที่อะไร สภาพัฒน์ทำอะไรกับนโยบายรัฐวิสาหกิจปตท. การบินไทย

ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ที่จะตาย
ตายแล้วตายอีกคือคนไทยโดนระบอบอำมาตย์มันหรอกแดก
หาเลี้ยงให้พวกตัวเองอยู่อย่างสุกสบาย

ถ้ารัฐสภาส่งศาลรธน.ตีความ และศาลตีความให้พ.ร.ก.กู้เงินตกไป
นั้นหมายความว่า ยิ่งลักษณ์ ต้องลาออกจากนายก หรือยุบสภาเลือกตั้งใหม่
และหรือเลือกใช้วิธีการเลือกนายกใหม่ผ่านสภา นายกยิ่งลักษณ์มีโอกาส
เลือกตั้งเข้ามาใหม่ได้ถ้ามีการเสนอสภาเห็นชอบก็เป็นนายกอีกรอบได้
แต่ลองนึกภาพดูช่วงนั้นคงวุ่นวายหน้าดู

"วรเจตน์" ฝ่าศึกสหบาทา: ร้องว่าผมเนรคุณ แต่คุณยืนให้สูงเพื่อบอกว่าจงรักภักดี โดยเหยียบหัวผมขึ้นไป

ที่มา มติชน



ปฏิกิริยาที่เกิดกับครก.112 และคณะนิติราษฎร์ในช่วงนี้


มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย


ไล่ให้ไปอยู่เมืองนอกจนถึงเผาหุ่นไล่กันแล้ว


แน่นอนหลังจากมีปฏิกิริยาดังกล่าว


คนที่จะโต้กระแสนี้ได้ดีที่สุดต้องเป็น "วรเจตน์ ภาคีรัตน์" เท่านั้น


รวมไปถึงกำลังใจของกลุ่มนิติราษฎร์ยังดีอยู่หรือไม่

----------------------


มีคนกล่าวหาว่ากลุ่มอาจารย์เป็นพวกกินยาผิดซอง อาจารย์จะสะท้อนข้อกล่าวหานี้อย่างไร

คณะนิติราษฎร์กับฝ่ายการเมืองไม่ได้เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว นิติราษฎร์ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร การตัดสินคดียุบพรรค จนมาถึงคดียึดทรัพย์ที่ดินรัชดาตั้งแต่ยังเป็นกลุ่ม 5 อาจารย์นิติศาสตร์ มธ. สื่อหลายสำนักเชื่อมโยงการกระทำของเราว่า ทำเพื่ออดีตนายกทักษิณ ชินวัตร หรือเชื่อมโยงกับพรรคไทยรักไทยจนมาถึงเพื่อไทย แต่ผมยืนยันว่า แถลงการณ์ต่าง ๆ ของคณะนิติราษฎร์ทำไปบนหลักของวิชาการ บนพื้นฐานของหลักการ ในทางการเมืองนิติราษฎร์ไม่มีอำนาจไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะฉะนั้นพรรคเพื่อไทยจะมีจุดยืนอย่างไร อันนั้นเป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย ไม่เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว รัฐมนตรีในโควตาของพรรคเพื่อไทยจะพูดอย่างไร ก็เป็นความเห็นของเขาซึ่งถ้าไม่ได้ให้เหตุผล ก็ไม่จำเป็นต้องโต้แย้ง นิติราษฎร์เพียงแค่แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะตามสิทธิเสรีภาพที่กฎหมายรัฐ ธรรมนูญให้ไว้


ฝ่ายการเมืองปิดประตูเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปแล้ว เรื่องนี้ถือว่าหมดความหวังหรือไม่

เป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย สุดท้ายแล้วกฎหมายก็ต้องไปที่สภาไม่ใช่ว่ารวบรวมรายชื่อแล้วจะสามารถแก้ไข ได้ ก็ต้องไปพูดกันในสภา ถ้าพรรคการเมืองในสภาไม่เห็นด้วย ร่างกฎหมายมันก็ตกไป แต่ว่าการที่นักการเมืองในสภาไม่เอานั้นไม่ได้หมายความว่าจะสามารถขัดขวาง การแสดงความคิดเห็นหรือขัดขวางการเข้าชื่อประชาชนเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรานี้ได้

การแก้กฎหมายต้องแก้ในสภา คุณชวน หลีกภัย พรรคประชาธิปัตย์ก็พูดชัดว่ากฎหมายนี้ไม่ผ่านสภาแน่ แต่คุณชวนท่านก็มีเกียรติเพราะบอกว่าเป็นสิทธิของประชาชนในการเข้าชื่อเพื่อ แก้กฎหมาย ผมเห็นว่าการที่มีคนไม่เห็นด้วยกับการแก้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 เป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีความเห็นอีกทางหนึ่งจะเสนอความคิดเห็นไม่ได้ การออกกฎหมายไม่ใช่หน้าที่ของประชาชนแต่เป็นหน้าที่ของรัฐสภา เพราะนั้นถ้าเขาไม่แก้มันก็แก้ไม่ได้โดยกลไกของรัฐสภา

แต่สิ่งที่ ครก.112 (คณะรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) ทำนั้นอยู่บนพื้นฐานของกฎหมายเพราะรัฐธรรมนูญให้สิทธิประชาชนในการเข้าชื่อ แก้ไขกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพได้ กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฯลฯเป็นกฎเกณฑ์ที่มีโทษทางอาญาซึ่งกระทบกับเสรีภาพในร่างกาย อีกทั้งลักษณะของการพรรณนาองค์ประกอบความผิดก็เป็นกฎเกณฑ์ที่กระทบกับ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงต้องถือว่ากฎหมายเรื่องดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนตามหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งประชาชนมีสิทธิริเริ่มเสนอขอแก้ไขได้ ส่วนอำนาจในการที่จะแก้ไขหรือไม่แก้ไข ถ้าจะแก้ไข จะแก้อย่างไร มากน้อยเพียงใดอยู่ที่รัฐสภา

หลายกระแสบอกว่านิติราษฎร์เน้นจะปฏิรูปสถาบันทางการเมือง จะเน้นสถาบันทางการเมืองไหนเป็นพิเศษ

ในแง่ของเนื้อหารัฐธรรมนูญก็เสนอไปหลายประเด็น มีคนถามว่าทำไมนิติราษฎร์เสนอเรื่องปฏิรูปศาล ปฏิรูปกองทัพ แต่ไม่เสนอเรื่องปฏิรูปสถาบันการเมืองบ้างซึ่งไม่จริงเลย นิติราษฎร์เสนอเรื่องปฏิรูปสถาบันการเมือง แต่ประเด็นดังกล่าวดำรงอยู่ในรูปของการปฏิรูปกฎหมายรัฐสภา ให้มีการทำข้อบังคับการประชุมครม. ทำพระราชบัญญัติรัฐมนตรี เสนอให้มีสถาบันขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระในทางปกครอง ซึ่งที่เสนอนั้นครอบคลุมหลักการใหญ่ๆอันเป็นโครงสร้างของรัฐธรรมนูญทั้งหมด และทุกองค์กรนั้นต้องมีอำนาจที่ได้ดุลภาพกันและตรวจสอบกันได้ ถ่วงดุลกันทุกองค์กร

แม้แต่ศาลพอขึ้นถึงศาลสูงสุดก็ต้องมีความเชื่อมโยงกับประชาชนผ่านคณะ รัฐมนตรี ผ่านรัฐสภา แต่วันนั้นเราเสนอแค่หลัก ยังไม่ได้เสนอรายละเอียด รายละเอียดเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผู้พิพากษาศาลสูงสุด จะต้องมีการทำบัญชีในการแต่งตั้งบุคคลที่เป็นผู้พิพากษาศาลล่างขึ้นสู่ศาล สูงสุด คนที่จะได้รับการแต่งตั้งย่อมจะมาจากคนในศาลนั้น ซึ่งมีคณะกรรมการตุลาการของศาลแต่ละระบบศาลซึ่งมีที่มาที่ชอบธรรมตามหลัก ประชาธิปไตยเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง และเสนอบัญชีรายชื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ ไม่ได้หมายถึงให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเลือกตัวบุคคลว่าจะเอาใครขึ้นหรือไม่ แต่คณะรัฐมนตรีก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธหากคนนั้นขาดคุณสมบัติ หรือมีเหตุที่มีสภาพร้ายแรงที่ทำให้ไม่สามารถให้ความเห็นชอบได้

ทั้งนี้เพื่อถ่วงดุลอำนาจกัน ไม่ใช่ปล่อยให้องค์กรศาลโดดเดี่ยวออกไปแล้วไม่มีการปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง เลยตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือหลังการอภิวัฒน์สยาม 2475 ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเลือกใครก็ได้ขึ้นศาลสูงสุดตามอำเภอใจ หรือต่อไปผู้พิพากษาต้องไปวิ่งเต้นกับนักการเมือง ไม่ใช่อย่างนั้น อันนี้เป็นรายละเอียดที่ต้องทำต่อไปในอนาคต

นิติราษฎร์เสนอให้มีผู้พิพากษาสมทบในศาลระดับล่าง ในคดีบางประเภท เพื่อเปิดให้เห็นความโปร่งใสในการทำงาน เสนอให้มีการปฏิรูปกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการได้มาซึ่งผู้พิพากษาตุลาการ เสนอเรื่องผู้ตรวจการกองทัพที่จัดตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎร เสนอเรื่องการพิจารณาเรื่องทางวินัยกับส.ส. เช่น ส.ส. ที่ไม่ค่อยมาประชุมสภาโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือประพฤติปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรฐานทางวินัย จะได้รับผลร้ายตามลดหลั่นกันไปตามแต่ลักษณะการกระทำ เช่น การถอนคืนตำแหน่งกรรมาธิการ การประกาศตำหนิพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้น

เหล่านี้จะออกมาเป็นการปฏิรูปรัฐสภาและกฎหมายรัฐสภา นี่รวมถึงการปฏิรูประบบเลือกตั้งตลอดจนพรรคการเมืองด้วย แต่นิติราษฎร์ไม่เห็นด้วยที่จะไปเน้นแต่สถาบันทางการเมืองเพราะคุมแค่นักการ เมืองอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาระบบการเมืองได้ทั้งหมด มันต้องทำทั้งระบบและต้องไม่มีเรื่องในรัฐธรรมนูญที่ห้ามแตะต้อง ดังนั้นเวลาจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องพูดได้หมดทุกหมวด โดยเฉพาะหมวดที่ว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะหลายครั้งที่แก้หมวดนี้มักจะแก้กันหลังจากมีการทำรัฐประหาร แล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ออกมาเลย แต่พอนิติราษฎร์เสนอให้มีการอภิปรายพูดคุยกันบนพื้นที่สาธารณะ และเสนอประเด็นตัวอย่างบางประเด็นโดยมีวัตถุประสงค์จะให้ระบอบประชาธิปไตย เดินไปโดยไม่สะดุด เพื่อป้องกันการรัฐประหารให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อธำรงรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้มั่นคงในกรอบของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย กลับมีกระแสปฏิกิริยาต่อต้าน

สังคมหลายส่วนยังเข้าใจว่าหมวดพระมหากษัตริย์นั้นไม่เคยถูกแตะต้องเลย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งไม่จริง รัฐประหารหลายครั้งมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวดนี้มาโดยตลอด แล้วนิติราษฎร์ชัดเจนว่า ต้องการรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยในรัฐที่เป็นราชอาณาจักร


กระแสบางส่วนในสังคมบอกว่า สิ่งที่นิติราษฎร์ทำเกี่ยวกับลบล้างผลพวงของรัฐประหารนั้นดีอยู่แล้ว แต่การไปจุดประเด็น เรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ทำให้น้ำหนักเรื่องการลบล้างผลพวงขอรัฐประหารมีน้ำหนักน้อยลงไป ทำไมอาจารย์ต้องจุดประเด็นเรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรานี้ด้วย แล้วอาจารย์ได้ประโยชน์จากเรื่องนี้หรือไม่

เราทำทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์ใจ เรื่องไหนที่ขัดแย้งกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย มีผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชนเราจำเป็นต้องทำ ต้องรณรงค์เพื่อให้กฎหมายสอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ แม้จะรู้ว่าถ้านำเสนอ ออกไปแล้วย่อมมีปฏิกิริยาตอบกลับที่รุนแรงแต่ก็จะทำเพราะต้องการเห็นสังคม ไทยเป็นสังคมที่ยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง สง่างามในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับสากล อีกอย่างหนึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ค่อยมีคนเสนอบนพื้นที่สาธารณะ เราจึงนำเสนอ เห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็โต้แย้งกันด้วยเหตุด้วยผล เราไม่ได้คิดถึงความนิยมในหมู่ประชาชนเป็นหลัก แต่คิดถึงปัญหาที่เป็นอยู่เป็นหลัก เราลืมคดีอากง sms กันแล้วหรือ แน่นอน แม้การเสนอแก้ไขกฎหมายเรื่องนี้จะไม่ได้มีผลต่อคดีอากงโดยตรง แต่ก็ทำให้สังคมและรัฐสภาได้อภิปรายพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเมืองนอก องค์การระหว่างประเทศพูดถึงอย่างหนาหูมากแล้ว เราจะอยู่กันในความเงียบที่หนวกหูอย่างนั้นหรือ


ปฏิกิริยาจากข้อเสนอของ ครก.112 คือสิ่งสะท้อนความไร้ตรรกะของสังคมไทยหรือไม่

ในบางเรื่องนั้นสังคมไม่ได้ใช้เหตุผลมาคุยกันถ้าดูจากในรายการตอบโจทย์ ที่ผมเคยไปออกกับคุณคำนูญ คุณไชยันต์หรืออาจารย์สุลักษณ์ มันก็แสดงให้สังคมเห็นว่า แม้แต่ละคนจะคิดไม่เหมือนกัน บางประเด็นคิดขัดแย้งกันแต่ทุกคนก็สามารถคุยกันได้ด้วยเหตุผล แล้วก็นำเหตุผลนั้นมาสู้กันตามวิถีทางของประชาธิปไตยแต่ตอนนี้กระแสที่โหม กระหน่ำใส่กลุ่มนิติราษฎร์ โดยเฉพาะตัวผมเองนั้นมันเป็นกระแสฟาดฟันด้านเดียว กระแสมีธงจะทำลาย พอมันมีธงทำลายแล้ว เขาจะพูดด้วยเหตุผลก็เป็นไปไม่ได้


ในบรรดาปฏิกิริยาจากคนที่ค้านการแก้กฎหมายอาญามาตรา 112 ใครดูมีท่าทีที่เป็นเหตุผลสำหรับอาจารย์มากที่สุด

จนถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นเลยว่าจะมีใครโต้แย้งกับนิติราษฎร์หรือกับตัวผมเองด้วยเหตุผล หลายคนผมเชื่อว่ายังไม่ได้อ่านข้อเสนอของนิติราษฎร์และยังไม่รับรู้วัตถุ ประสงค์ในการณรงค์ของ ครก.112 เลย หลายคำถามที่บรรดาคอลัมนิสต์หรือนักวิชาการบางส่วนมาโต้แย้งผมนั้น ผมก็ได้พูดชัดเจนไปตั้งแต่วันที่ 15 มค. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วแล้ว ทุกปฏิกิริยาผมตอบไว้ก่อนอย่างชัดเจนแล้ว เพียงแต่ฝ่ายปฏิกิริยาไม่ได้อ่านสิ่งที่ผมได้พูดไว้แล้ว แล้วก็จับอยู่แต่ประเด็นเดียวคือเรื่อง ล้มเจ้า การแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คือการล้มเจ้า ตอนนี้ผมจึงไม่เห็นว่าจะมีใครมาถกเถียงกันเรื่องการแก้กฎหมายอาญามาตรานี้ ด้วยเหตุผลเลย


ทำไมกลุ่มคนที่เห็นด้วยกับหลักการของคณะนิติราษฎร์จึงต้องถูกกล่าวหาว่ากำลังล้มเจ้าด้วย

มันเป็นภาพที่สร้างขึ้นมา พอพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แล้วพุดถึงการแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะถูกหาว่าล้มเจ้าทั้งหมด สังคมกำลังสุดโต่งมากเกินไปในเรื่องของการพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ คือสภาพมันไปไกลถึงขนาดว่าถ้าไม่เป็นไปในทางเฉลิมพระเกียรติ ก็จะถูกหาว่าเป็นการล้มเจ้าไปหมด นี่ขนาดพูดชัดเจนว่าผู้เสนอ เสนอในกรอบของรัฐที่เป็นราชอาณาจักร ก็ยังถูกกล่าวหาว่าล้มเจ้า กลายเป็นว่าสังคมไม่เปิดพื้นที่ให้แก่กลุ่มคนที่ต้องการจะพูดถึงสถาบันฯ ตามหลักการและเหตุผลโดยเพื่อให้สถาบันฯ ยังดำรงอยู่ได้ต่อไปเลย สังคมปิดพื้นที่ตรงนี้แล้วไปผลักคนที่เห็นต่างว่าเป็นพวกล้มเจ้า แต่ลึก ๆ ผมเชื่อว่า สุดท้ายสังคมเราอาจจะต้องใช้เวลาในการใช้เหตุผลในการพูดถึงสถาบันฯ ผมยังพอมีความหวังสำหรับเรื่องนี้นะ


คิดว่าสังคมจะต้องมีจุดแตกหักก่อนไหม จึงจะสามารถคุยประเด็นนี้ได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน

ต้องไม่มีคนฉวยโอกาสจากประเด็นนี้ แต่ดูจากสื่อที่สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม หรือบางคนอาจอาศัยจังหวะที่ผมและนิติราษฎร์กำลังเพลี่ยงพล้ำในกระแสของสื่อ มวลชนโหนกระแสนี้เพื่อให้ตัวเองดูเด่นขึ้นมาในหน้าสื่อสารมวลชน คนที่ต้องการจะบอกว่า ตัวเองมีความจงรักภักดีมากที่สุดนั้นจะต้องยืนอยู่สูงที่สุด บ่อยครั้งที่การยืนบนที่สูงที่สุดเพื่อให้คนเห็นหน้าว่าตนจงรักภักดีกว่าใคร นั้น ก็ยืนขึ้นโดยเหยียบหัวผมขึ้นไป พร้อมกับร้องว่าผมเนรคุณ บางคนแสดงความจงรักภักดีไปพร้อมกับการเหยียดหยามคนอื่น หรือบางกลุ่มก็แสดงความอาฆาตมาดร้าย ก่นด่า ประณามนิติราษฎร์ไปด้วยเพื่อให้ความจงรักภักดีที่คน ๆ นั้นกำลังแสดงอยู่นั้นมีน้ำหนักในหน้าสื่อสารมวลชนมากขึ้น อย่างนี้ก็สุ่มเสี่ยงอยู่เหมือนกันว่าจะมีจุดแตกหัก

สื่อต้องมีข้อมูลของแต่ละคนที่พูดเรื่องนี้ออกมาสู่สังคม เช่น บางคนแสดงความจงรักภักดีโดยมีฐานความเชื่อหรือมีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับ สถาบันฯ อย่างไรบ้าง มีความเชื่อมโยงทางฐานอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไร ถ้าสื่อสามารถตีแผ่ตรงจุดนี้ออกมาได้ สังคมจะได้รู้ถึงสาเหตุที่แต่ละฝ่ายต้องออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่พวกผมทั้ง 7 คน ในนิติราษฎร์ไม่ได้มีส่วนได้เสียหรือผลประโยชน์อะไรเลยจากข้อเสนอต่าง ๆ ที่เราเผยแพร่ออกสู่สาธารณะ


การแสดงความเห็นของอาจารย์ทำให้ภาพลักษณ์ของอาจารย์เชื่อมโยงกับแนวคิดของคนเสื้อแดง อาจารย์จะสะท้อนมุมนี้อย่างไร

ถ้าผมกังวลใจในส่วนนี้ ในทางหลักวิชาการแล้วผมจะนำเสนอความเห็นใด ๆ ทางกฎหมายมหาชนที่มีประเด็นเชื่อมโยงกับการเมืองไม่ได้เลย เพราะถ้ากลัวว่าเราแสดงความเห็นออกไปแล้วไปเข้าอีกข้างหนึ่ง กังวลว่าการแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องสถาบันฯ การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 จะถูกกล่าวหาว่าล้มเจ้าแล้ว ผมจะแสดงความเห็นอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น สังคมนี้ก็จะถูกปิดตายทางความคิดความเห็นทันทีเหมือนกับถูกขังอยู่ในถ้ำ ถ้าไม่มีใครสักคนหรือใครหลายคนกล้าที่จะพูดถึงใจกลางของปัญหาหลายปัญหาในทาง การเมือง ดังนั้น เราควรจะทำให้สังคมออกมาจากถ้ำเสียที

อยากถามอาจารย์ในเชิงความเห็นว่า นิติราษฎร์จะจัดการปมที่ถูกมัดจากสังคมกระแสหลักว่า เป็นกลุ่มคนล้มเจ้า นี้อย่างไร

ก็จะพยายามอดทนอธิบาย ชี้ให้เห็นว่าเราไม่ได้เปลี่ยนรูปของรัฐเลย รัฐไทยยังเป็นราชอาณาจักร ซึ่งหมายความว่ามีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ส่วนประเด็นเกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 นั้น ก็เสนอแก้ไขปรับปรุงในกรอบของรัฐธรรมนูญ เพื่อป้องกันไม่ให้มีใครนำสถาบันพระมหากษัตริย์ไปใช้เป็นเครื่องมือทำลายกัน ทางการเมือง ทำตัวบทกฎหมายในเรื่องนี้ให้ได้มาตรฐานสากล ไม่ใช่ปล่อยให้มาตรานี้ซึ่งถูกแก้ไขโดยการเพิ่มอัตราโทษสมัยหลังรัฐประหาร เมื่อเดือนตุลาคม 2519 ใช้บังคับต่อไปโดยไม่คิดจะปรับปรุงให้เหมาะแก่กาลสมัย โดยวิธีนี้จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ได้อย่างสง่างามคู่กับระบอบ ประชาธิปไตยและการประกันสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะส่งผลในทางบวกต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำให้สถาบันมั่นคงปลอดภัย

ที่ อาจารย์ทำตรงส่วนนี้เพราะอาจารย์กำลังจะทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น หรือมันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งอยู่แล้วเพียงแต่อาจารย์จุดประเด็นนี้ขึ้นมา

สังคมไทยมีความขัดแย้งมานานแล้วแต่ความขัดแย้งนั้นมันครุกกรุ่นอยู่ใน อารมณ์ความรู้สึกของคน สิ่งที่ผมทำมาตลอดในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาก็คือ นำความขัดแย้งดังกล่าวขึ้นมาพูดบนเวทีสาธารณะด้วยเหตุและผล ถ้าเราสามารถนำความขัดแย้งที่เกิดจากอารมณ์ของคนที่เป็นฝ่ายถูกกระทำขึ้นมา สู่เวทีสาธารณะได้ สังคมก็จะผ่านความขัดแย้งนี้ไปโดยไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้นอีก


หลายกระแสบอกว่าถ้าแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอลง อาจารย์จะสะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างไร

ผมคิดว่ากลุ่มคนหลายกลุ่มเป็นกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง กลุ่มผลประโยชน์เหล่านั้นอาศัยสถาบันฯ เป็นเครื่องมือในการฟาดฟันปรปักษ์ทางการเมือง การยอมให้ใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือในลักษณะดังกล่าวต่างหากที่จะทำให้ สถาบันฯอ่อนแอลง กลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบหากรัฐสภาผ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 112 อย่างน้อยที่สุด จากที่ใครก็ได้สามารถเข้าแจ้งความดำเนินคดีได้ ก็จะมีหน่วยงานที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งตามร่างของนิติราษฎร์ คือ สำนักราชเลขาธิการ เป็นผู้ดำเนินการ คราวนี้คนที่เคยใช้เรื่องนี้ฟาดฟันกันทางการเมือง ก็จะใช้เครื่องมือนี้ไม่ได้อีกต่อไป ประเด็นสำคัญของครก.112 จึงอยู่ที่ “แก้ไขมาตรา112 ฟื้นฟูประชาธิปไตย หยุดใช้สถาบันกษัตริย์ เป็นเครื่องมือ” ประเด็นของ ครก.112 ชัดมาก กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านจำนวนหนึ่งก็คือกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ จากที่เคยใช้กฎหมายมาตรานี้ในการทำร้ายคู่แข่งทางการเมือง


บางกระแสบอกว่าถ้าแก้ไขกฎหมายมาตรานี้จะทำให้ประชาชนบางส่วนสามารถใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือหมิ่นประมาทสถาบันฯ ได้ง่ายขึ้น

เป็นไปไม่ได้ครับ เราเสนอให้แก้มาตรานี้ก็จริง แต่ยังไว้ซึ่งความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพียงแต่แยกความผิดฐานหมิ่นประมาท กับดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายออกจากกัน และกำหนดโทษไว้แตกต่างกัน ตลอดจนแบ่งแยกความผิดดังกล่าวที่กระทำต่อมหากษัตริย์ ออกจากพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ออกจากกัน ให้รับกับความผิดอื่นๆที่กระทำต่อบุคคลทั้งสี่ตำแหน่งดังกล่าว และให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งคุ้มครองพระมหากษัตริย์ไว้เป็นพิเศษกว่าตำแหน่งอื่น อีกอย่างการด่าทอกันในสังคมนอกจากจะมีความผิดตามกฎหมายแล้ว ในหลายกรณียังถูกตำหนิ ประณามจากสังคมด้วย สิ่งที่เราเสนอไปเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา112 ก็คือ การให้ศาลตีความโดยแยกให้ออกระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันฯ ตามกรอบของสังคมประชาธิปไตยกับการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย การวิพากษ์วิจารณ์ทำได้ตามกรอบของกฎหมาย แต่การด่าทอหยาบคายหรือใส่ความให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียงยังเป็นสิ่งที่ผิด กฎหมายอยู่


สังคมไทยกำลังเผชิญความขัดแย้งระหว่างอะไรกับอะไร

สิ่งที่สังคมเผชิญอยู่นั้นคือความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์ระหว่างกลุ่มคนที่ อยากให้มีการเมืองเลือกตั้งให้อำนาจจากประชาชนเลือกนักการเมืองเข้ามาทำงาน โดยตรวจสอบได้กับกลุ่มคนที่ปฏิเสธการเมืองแบบเลือกตั้งและให้อำนาจองค์กรของ รัฐที่ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเข้าควบคุมนักการเมือง เป็นความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่นิยมเลื่อมใสระบอบประชาธิปไตยในรัฐที่เป็น นิติรัฐกับฝ่ายที่ปฏิเสธประชาธิปไตยเพราะคิดว่าประชาชนไม่พร้อมและเน้นอำนาจ ทางจารีตตลอดจนอำนาจที่ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจ ทั้งๆที่ความจริงแล้วในแง่อุดมการณ์ประชาธิปไตย ต้องเคารพในการตัดสินใจของประชาชนเป็นเบื้องแรกและต้องถือว่าสิ่งนี้เป็นคุณ ค่าสำคัญ แล้วต้องสามารถตรวจสอบสถาบันในทางรัฐธรรมนูญ ตลอดจนสถาบันในทางการเมืองได้ทั้งหมด

แต่ชัดเจนว่า รธน.ปี 2550 ไม่ตรงกับอุดมการณ์ประชาธิปไตยตรงจุดนี้เลย หลายคนออกมาเห็นแย้งกับนิติราษฎร์ที่เสนอว่า ให้สถาบันศาลเชื่อมโยงกับประชาชน แต่ไม่ได้กังวลเลยว่าศาลตลอดจนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญสามารถเสนอคำขอแปร ญัตติงบประมาณรายจ่ายต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้โดยตรงซึ่งผิดหลัก ประชาธิปไตย

นี่คือสาเหตุสำคัญว่าทำไมข้อเสนอของนิติราษฎร์จึงมีปฏิกิริยาจากกลุ่มคน อีกฝ่ายอย่างรุนแรง นั่นก็เพราะข้อเสนอของนิติราษฎร์ไปแตะองค์กรหรือสถาบันต่าง ๆ ที่อยู่ในรธน. โดยเฉพาะศาลและองค์กรอิสระ ซึ่งมีปัญหาในแง่ของความชอบธรรมทางประชาธิปไตย ถ้าสู้กันด้วยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมา กลุ่มคนดังกล่าวที่ได้ประโยชน์จาก รธน. ปี2550 จะไม่ใช้การโต้แย้งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของพวกเขาโดยตรง เพราะเหตุผลของพวกเขาอาจมีน้ำหนักไม่มากพอที่จะโต้แย้งข้อเสนอของนิติราษฎร์ เว้นแต่ใช้คาถานักการเมืองเลว ทุนสามานย์ หรือประชาชนยังไม่พร้อม ด้วยเหตุนี้เองกลุ่มคนอีกฝ่ายจึงต้องใช้สถาบันกษัตริย์ ใช้ข้อหาล้มเจ้ามาฟาดฟันเพื่อให้น้ำหนักข้อเสนอของนิติราษฎร์อ่อนลง

หลังจากนี้นิติราษฎร์จะทำอย่างไรต่อไป จะจุดไฟความคิดให้กับสังคมในประเด็นไหนต่อไป

ประเด็นเรื่องการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นเรื่องของ ครก.112 ที่จะตัดสินใจ แต่ผมคิดว่าเขาคงดำเนินการต่อไป ส่วนประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญนั้น หลังจากนิติราษฎร์ได้นำเสนอประเด็นหลักๆออกสู่สาธารณะแล้ว หลังจากนี้ไปก็จะพักสักระยะ ใช้เวลาพูดคุยกันเกี่ยวกับรายละเอียดของรัฐธรรมนูญแต่ละเรื่อง ซึ่งคงเริ่มด้วยเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร และการปฏิรูปสถาบันการเมือง การเสนอประเด็นเกี่ยวกับระบบเลือกตั้ง และการสร้างความเป็นประชาธิปไตยในพรรคการเมืองก่อน ถ้าโอกาสอำนวยก็อาจจะนำเสนอประเด็นเหล่านี้ในเวทีเสวนา แล้วคงจะดูสถานการณ์ของสังคมว่าควรจะพูดประเด็นไหนต่อไป แต่แผนในระยะสั้นยังไม่มีอะไร

ผมและอาจารย์คณะนิติราษฎร์ก็มีชีวิตเหมือนอาจารย์ทั่วไป ต้องสอนหนังสือ ต้องตรวจข้อสอบด้วยเช่นเดียวกัน ที่ออกมาจุดไฟความคิดให้แก่สังคมก็ทำด้วยใจ ใช้เวลาว่างจากการสอนหนังสือมาเสนอความคิดเห็นเรื่องกฎหมายมหาชนออกสู่ สาธารณะ นี่เป็นสิ่งที่เราอยากทำให้กับสังคมในวงกว้างขึ้น ไม่อยากให้เรื่องกฎหมายมหาชนซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง จำกัดอยู่แค่วงการศึกษา มีแต่อาจารย์กับนักศึกษาเพียงสองฝ่ายเท่านั้น

นิติราษฎร์อยากทำให้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวกับการเมืองการปกครองเป็น เรื่องที่สามารถเข้าถึงได้ทุกกลุ่ม เราพยายามสืบสานปณิธานเมื่อแรกตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองของ ผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ที่จะให้มหาวิทยาลัยเป็นเหมือนบ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร เมื่อเราไม่สามารถเคลื่อนไหวทางความคิดตามกรอบของระบบราชการปกติได้ เราจึงก่อตั้งคณะนิติราษฎร์ขึ้น เราจึงทำเว็บไซต์ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เราก็ช่วยกันออกสตางค์คนละนิดละหน่อย เพื่อเคลื่อนไหวทางความคิดในเรื่องของนิติรัฐและประชาธิปไตย ให้ประชาชนในวงกว้างได้มีโอกาสรับรู้ ได้ศึกษา ได้คิดคล้อย และคิดค้าน นี่เป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆที่เราทำเพื่อสนองคุณภาษีอากรของราษฎร

หลายคนคาดหวังจะให้ผมนำมวลชน ผมขอยืนยันชัดเจนว่าไม่นำ แต่ขอทำหน้าที่ในการนำเสนอข้อคิดเห็นและเนื้อหาในทางวิชาการเท่านั้น ถ้าสิ่งที่นำเสนอนำเสนอมันไปตรงกับใจของคนไม่น้อย ก็เป็นเรื่องผลพลอยได้ ผมว่าตอนนี้นิติราษฎร์เป็นปรากฏการณ์นะที่สามารถนำเสนอประเด็นทางวิชาการ แล้วประชนให้ความสนใจนำไปคิดต่อยอดได้ นักวิชาการหลายคนไม่เชื่อว่า การนำเสนอแนวคิดวิชาการบริสุทธิ์ออกสู่สาธารณะจะมีประชาชนสนใจและพยายามทำ ความเข้าใจกับสิ่งที่เราเสนอได้ถึงขนาดนี้

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วมวลชนนั้นก็มีฐานความคิดอยู่แล้ว พวกเขารู้ว่าการกระทำใดถูกต้องตามหลักการ การกระทำใดผิดหลักประชาธิปไตย นิติราษฎร์อาจจะทำหน้าที่แค่นำสิ่งที่พวกเขาคิดแต่ไม่สามารถอธิบายเป็นเหตุ เป็นผลมาอธิบายเป็นข้อเสนอหรือแนวคิดเชิงวิชาการ ให้สามารถถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ง่ายขึ้นเท่านั้น


อาจารย์ได้ประโยชน์อะไรจากการออกมาเสนอแนวคิดสู่สังคม

สมมติว่าผมอยากเป็นนักการเมืองผมจะทำเรื่องนี้ทำไม ถ้าผมอยากเป็น สสร. 3 ผมจะเห็นค้านการใช้ สสร.3 ทำไม ความอยากเป็นอยากดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นสิ่งที่ผมคิดไว้ท้ายสุดของชีวิต ตอนนี้ก็ชัดแล้วว่า ไม่มีใครให้ผมเป็น สสร. หรอก แต่ผมก็ไม่ได้อยากเป็นอยู่แล้ว ถ้าเป็นแล้วไม่สามารถนำเสนอความคิดในการปฏิรูปปรับโครงสร้างทั้งหมดของ สถาบันทางการเมืองและองค์กรต่างๆในรัฐธรรมนูญได้ เพราะสิ่งที่ผมเสนอ เชื่อว่าทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านก็ไม่รับลูกต่อ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยเพราะผมไม่ได้สนใจตรงจุดนั้น ผมเพียงแต่ทำหน้าที่ในการนำเสนอหลักกฎหมายออกสู่สังคมในสถานการณ์ที่การตี ความทางกฎหมายดูจะบิดเบี้ยวมากขึ้นทุกที ก็เท่านั้น


ทั้งหลายทั้งปวงที่นิติราษฎร์เสนอ ความเห็น จุดไฟความคิดทางสังคมจนเกิดปฏิกิริยาทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยมากมาย นิติราษฎร์ทำไปเพื่ออะไร

ผมอยากเห็นสังคมนี้เป็นสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นสังคมที่พูดกันได้อย่างตรงไปตรงมาบนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่อกันเท่า นั้น นิติราษฎร์เห็นว่าการใช้กฎหมายมันบิดเบี้ยวตั้งแต่หลังรัฐประหาร จริงๆ ผมพูดมาหลายเรื่องก่อนการรัฐประหารรัฐบาลคุณทักษิณแล้ว นี่รวมทั้งการวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจบางเรื่องของรัฐบาลคุณทักษิณ หรือการตัดสินคดีบางคดีของศาลด้วย แต่การใช้กฎหมายอย่างบิดเบี้ยวอย่างสำคัญ ผิดไปจากหลักการที่ได้เรียนมา เกิดขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา

ทุกอย่างที่นิติราษฎร์ทำ เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ทั้ง 7 คนผมยืนยันและรับรองได้ว่าไม่มีใครเป็นอย่างที่สื่อกระแสหลักกล่าวหาเพราะ รู้จักกันหมด บริสุทธิ์ใจและไม่มีนอกไม่มีใน แล้วผมก็มีอาชีพสอนหนังสือ ถ้าทำอะไรผิดก็สอบสวนไปตามวินัยว่าผมผิดตรงไหน ซึ่งแน่ใจว่าไม่มี ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายและความเหมาะสม นิติราษฎร์ทำในแง่ของงานวิชาการและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง ผมบอกตามตรงเลยว่า ทำไมถึงเสนอแบบนี้ เพราะมันดีต่อประชาชนเจ้าของอำนาจ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อสถาบันกองทัพ ต่อศาล ต่อสถาบันการเมือง และผมพร้อมที่จะอธิบายในทุกๆที่ ตอนนี้ เราเพียงแต่ปรารถนาว่า สังคมโดยเฉพาะสื่อกระแสหลักคงไม่โหมกระแสความเกลียดชัง คงจะฉุกคิด ใช้สติ และโต้เถียงกับเราอย่างมีเหตุผล และเป็นอารยะ อย่าได้ถอยหลังพ้นไปจากความเป็นมนุษย์เลย



สถานะ การเมือง การพัฒนา ความรุนแรง ชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

ขอความสันติสุข ประสบแด่ทุกท่าน,

ก่อน อื่นต้องขอขอบคุณ Konrad Adenauer Foundation (มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์) , The Delegation of the European Union to Thailand (คณะผู้แทนของสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย) , Cross Cultural Foundation (มูลนิธิผสานวัฒนธรรม) , The British Embassy Bangkokที่เอื้ออำนวยให้เกิดบรรยากาศของการถกเถียงแลกเปลี่ยนเรื่องชายขอบ ในเดือนรุ่งปีใหม่ ช่วงแห่งการเริ่มต้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยที่เรากำลังจะมาช่วยกันมองปัญหาความรุนแรงในภาค ใต้แบบ Road Map ที่ไม่สามารถทำให้ลุล่วงไปได้ด้วยปฏิบัติการใด ชั่วข้ามคืน หากแต่อาจต้องเริ่มก้าวแรกถึงสามปี นอกจากนี้ ยังทำให้เห็นว่าสิ่งที่เคยทำไปแล้ว สิ่งที่กำลังจะทำในปีนี้ ยังจะมีผลสะเทือนไปสู่ปี ค.ศ.2014 อีกด้วย

สำหรับ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นวันนี้ ผมเป็นตัวแทนของภาคประชาสังคมที่ทำงานเกี่ยวข้องกับปัญหาความรุนแรงและ กระบวนการสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ในนาม ปาตานี ฟอรั่ม

ปาตานี ฟอรั่ม เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนน้องใหม่ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มคนที่มีอัตลักษณ์หลากหลาย ทั้งคนมลายูและคนที่ไม่ใช่มลายูแต่เติบโต และอาศัยอยู่ในปัตตานีอย่างผม (และคุณดอน ปาทาน) ปาตานี ฟอรั่ม ไม่ใช่แค่สื่อมวลชนที่ทำหน้าที่เสนอข่าวสารในพื้นที่ล้วนๆ แต่เราเป็น พื้นที่ ของการนำเสนอบทความวิเคราะห์และกิจกรรมเสวนากึ่งวิชาการเพื่อ high light สาระเนื้อหาการถกเถียงที่ซ่อนอยู่ในสถานการณ์ที่มีความอ่อนไหวสูงเช่นใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อฝ่าข้ามเพียงการตอบโต้สถานการณ์รายวัน แนวคิดหลักของเราก็คือการโน้มน้าวให้สังคมไทยและรัฐเลือกใช้แนวทางสันติวิธี ในการแสวงหาหนทางในการยอมรับ และอยู่ร่วมกับผู้ที่มีรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมแตกต่างจากคน ส่วนมากของสังคมไทย เช่น สังคมมลายูในภาคใต้ของไทยอย่างสันติสุข ในความหมายขั้นต่ำที่สุดว่าเราจะหาหนทางขัดแย้งกันอย่างสร้างสรรค์ได้อย่าง ไร ดังนั้นจึงไม่แปลกหากท่านพบบทความเชิงเฝ้าติดตามพลวัตรความขัดแย้ง การดำเนินนโยบายรัฐ และการฟอร์มตัวของกระบวนการสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของกลุ่ม องค์กรต่างๆ ที่อ้างว่าเคลื่อนไหวอยู่ในสามจังหวัดชายแดนใต้ในหน้า website ปาตานี ฟอรั่ม (www.pataniforum.com)

สำหรับ ประเด็นที่ผมตั้งใจนำเสนอแลกเปลี่ยนกับท่านทั้งหลายในวันนี้ ผมได้พิจารณาจากองค์ประกอบของเวทีทั้งหัวข้อที่ว่าด้วย Road Map, ท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และตัวผมเองในฐานะตัวแทนของปาตานี ฟอรั่ม ดังที่กล่าวแล้ว รวมทั้งที่ตัวผมและปาตานี ฟอรั่ม มีโอกาสลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องในฐานะนักวิจัยด้านสันติภาพร่วมกับองค์กร อื่นๆ ทั้งในพื้นที่และระหว่างประเทศ ผมจึงเห็นว่า โดยทั่วไปและรวมถึงวันนี้ เวลาเราพูดถึง ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือเวลาพูดถึง “แผน” ไม่ว่าจะในรูปแบบ Road Map หรือ ยุทธศาสตร์ ก็มักจะถกเถียงกันอยู่ระหว่างปัญหาเรื่องความมั่นคง และปัญหาเรื่องความยุติธรรม ซึ่งในเวทีนี้มีท่านผู้ทรงคุณวุฒิเพียงพอแล้ว

อย่างไรก็ตาม วันนี้ผมอยากจะชี้ชวน เพิ่มเติมประเด็นเรื่อง “การพัฒนาในพื้นที่ความรุนแรงเช่นในพื้นที่ จชต.” ให้มีที่มีทางอยู่ใน Road Map ของเราด้วย เนื่องจากผมเห็นว่าหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนา ถูกพูดถึงในฐานะ “ความหวัง” ของทางออก แต่ขณะเดียวกันก็อยู่อย่างแยกส่วนจากยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน แต่ในวันนี้ ในสามปีข้างหน้านี้ ผมอยากเสนอว่า Road Map ของเราควรอภิปรายหัวข้อการพัฒนาให้เข้มข้น หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เฉพาะนโยบาย soft soft ที่ทำหน้าที่เพียง แย่งชิงมวลชน อีกต่อไป เพราะในความเป็นจริงของพื้นที่ ผมพบว่า ตัวนโยบายและโครงการพัฒนา มีความข้องเกี่ยวกับปฏิบัติการด้านความมั่นคง, ข้องเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของความรุนแรง และเรื่องนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเรื่องความเป็นธรรมในพื้นที่ซึ่งสมควร ได้รับการยืดขยายความเข้าใจให้มากกว่าแค่ความยุติธรรมตามกระบวนการยุติธรรม ด้วย อย่างหนึ่งที่ผมต้องกล่าวก่อนเสนอความเห็นของผมก็คือ input สำหรับการคิดเรื่อง Road Map และเป็น Road Map ส่วนตัวของผมในฐานะนักวิจัยในพื้นที่เท่านั้น คงไม่อาจอ้างได้ว่าคนในพื้นที่จะเห็นตามทั้งหมด ผมจะพูดเพียง 2 ประเด็นหลักเท่านั้น คือจุดตั้งต้นสำหรับ Road Map ของเราและการยกสถานะงานพัฒนาให้มีความหมายใน Road Map ของเรา

1. จุดตั้งต้น Road Map
ผม คิดว่าจุดตั้งต้นของ Road Map ก็คือตัวสาเหตุที่ทำให้เราต้องมาคิดเรื่องการแก้ปัญหาระยะยาวในรูปแบบ RoadMap กันอย่างวันนี้ ซึ่งในความเห็นผมคือ ลักษณะความขัดแย้งรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นความขัดแย้งยัง ไม่ “settle” หรือยังไม่อยู่ตัว ผมกำลังจะบอกว่า ณ ขณะนี้ ความขมุกขมัว ลื่นไหล ช่วงชิงความชอบธรรม คือส่วนที่ชัดที่สุดและต้องยอมรับไปพลางๆ เพราะสิ่งที่ปาตานี ฟอรั่มพบขณะนี้ก็คือกระบวนการเจรจาสันติภาพในกรณีจังหวัดชายแดนภคใต้ยังไม่ สามารถฟอร์มตัวได้อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพราะไม่มีสัญญาณจากรัฐบาลไทยเสียเลย แต่ประเด็นอยู่ที่สภาวะการนำของคู่เจรจาที่ชอบธรรมยังคงอยู่ในภาวะสูญญากาศ เพราะแม้จะมีการอ้างภาวะความเป็นผู้นำชอบธรรมสำหรับการนั่งโต๊ะเจรจาจาก หลายกลุ่มทั้งที่อยู่ในประเทศและต่างประเทศ

อย่างไร ก็ตาม จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีกลุ่มใดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเป็นผู้กุมอำนาจในการ ควบคุมการใช้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้จริงๆ เพราะการใช้ความรุนแรงเข้าประหัตประหารผู้บริสุทธิ์ทั้งไทยพุทธและส่วนใหญ่ ที่เป็นมลายูมุสลิมยังเกิดขึ้นต่อเนื่องและถี่ขึ้นในช่วงหลัง ขนาดที่นักเจรจาสันติภาพชื่อดังของเมืองไทย ซึ่งคลุกคลีอยู่กับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้ซึ่งริเริ่มการสานเสวนาทางลับกับกลุ่มต่างๆ ที่แสดงความจำนงเข้าเจรจา ถึงกับยอมรับเลยว่า เจรจายาก และบางครั้งก็ยอมรับด้วยว่าคุย "ผิดตัว"

สถานการณ์ ที่ยังไม่อยู่ตัวเช่นนี้ ยากกว่ามาก (ไม่ใช่ง่ายกว่านะครับ) เพราะในช่วง “คลำหาคู่เจรจา” อยู่นั้นจะรักษาสิ่งมีค่าอย่าง ชีวิต สายสัมพันธ์ และความเชื่อมั่นของผู้คนในพื้นที่ได้อย่างไร ในเมื่อโดยทั่วไปแล้วหากความรุนแรงแบบนี้เกิดเรื่อยไปของพวกนี้หมดลงแน่ พูดอีกอย่างได้ว่า ความขัดแย้งที่ไม่มีคู่เจรจา “ควบคุมยากกว่า” และ “จ่ายมากกว่า” ในแง่นี้ผมคิดว่าการสลายเงื่อนไขความรุนแรง [เช่น ปัญหาการว่างงานและด้อยคุณภาพเชิงสังคม อาจเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายกว่าสูตรสำเร็จ อย่างการปกครองพิเศษ ที่เป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวกว่า และไม่แน่ว่าจะมีสถานะข้อเสนอหรือยัง เพราะตอนนี้ก็ถือว่ายังไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพให้แก่ข้อเสนอนี้] ผมคิดว่าแนวโน้มความไม่ปลอดภัยในพื้นที่มีมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะหลังจากเหตุการณ์ยิงนายมุคตาร์ กีละ หัวหน้าพรรคประชาธรรมซึ่งเป็นนักการเมืองชาวมลายูมุสลิมเมื่อกลางเดือนที่ แล้ว โดยชายสองคนซึ่งมาทราบกันในภายหลังว่าผู้ยิงเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีทำร้ายครู จูหลิง ปงกันมูล เมื่อปี 49 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ญาตินายมุคการ์เตรียมแห่ศพทั่วเมืองเพราะสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ ของรัฐจะเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายมุกตาร์ เหตุการณ์นี้สร้างความมึนงง และความหวาดกลัวมากยิ่งขึ้น เพราะเป้าหมายคือชาวมลายูมุสลิมที่เสนอตัวเป็นปากเสียงประชาชนในพื้นที่สาม จังหวัด นอกจากนี้ เหตุการณ์ข้างต้นยังชี้ด้วยว่าคู่ขัดแย้งในพื้นที่ไม่ได้มีแค่คู่เดียว คือรัฐไทยกับกลุ่มผู้ก่อการอีกต่อไป แนวโน้มความขัดแย้งระหว่างผู้มีบทบาท [อิทธิพล] ชาวมลายูด้วยกันเองดูจะเข้มข้นขึ้น และอาจส่งผลต่อความรู้สึกไม่ไว้วางใจทั่วทั้งสังคมในพื้นที่

ที่ผ่าน มา ภายหลังปี 2547 ผมได้ยินความคิดเรื่องการเมืองนำการทหารอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยทราบความหมายที่แท้จริงของคำพูดเหล่านั้น แต่จากประสบการณ์การทำงานด้านรณรงค์และศึกษาวิจัยในพื้นที่ผมคิดว่า “การพัฒนา” มีศักยภาพที่จะเพิ่มความเป็นการเมืองได้มากที่สุด เพราะสามารถรวบรวมผู้คนที่ต้องการเข้ามาร่วมเดิมพัน แข่งขันได้มากที่สุด และมีลักษณะข้ามชนชั้น ข้ามศาสนา ชาติพันธุ์หรือสถานะทางสังคมได้มากที่สุด โดยเฉพาะในระดับชาวบ้านทั่วไป แต่ที่ผ่านมา การพัฒนา ในพื้นที่นี้ไม่เคยเป็นดังนั้น โดยเฉพาะในระดับนโยบายซึ่งยังคงใช้รูปแบบ เครือข่ายทางนโยบายระหว่างรัฐ เอกชนซึ่งเป็นคนชั้นนำในพื้นที่ และที่ดูจะโดดเด่นอย่างมากในพื้นที่จชต. ก็คือการที่ฝ่ายความมั่นคงเข้ามาเป็นเครือข่ายการกำหนดนโยบายด้านการพัฒนา กับเค้าด้วย และเครือข่ายแน่นหนาแบบนี้นี่เองที่ผมคิดว่าทำให้ที่ผ่านมา การพัฒนา ซึ่งอันที่จริงจะมีบทบาทสำคัญในการเปิดพื้นที่เชื่อมความสัมพันธ์กลับกลาย เป็น ยุทธศาสตร์รอง ที่มีขึ้นเพื่อรองรับยุทธการด้านความมั่นคงเท่านั้น ซึ่งจะอภิปรายในประเด็นต่อไป

2. สถานะ การพัฒนา ที่ผ่านมา และสถานะใน Road Map
ตั้งแต่ ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าปัญหาเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในจชต. เป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญ แน่นอนรัฐบาลให้ความสำคัญมาตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการอุตสาหกรรมครัวฮาลาล ฝ่ายนักพัฒนาเอกชน (บางส่วน) ในพื้นที่ก็ทำการคัดง้างกับรัฐบาลบ้างเป็นบางคราว บรรยากาศการทำโครงการพัฒนาก็มีแนวโน้มว่าจะคึกคักมากยิ่งขึ้นเมื่อดูเหมือน ว่าความรุนแรงชักจะยืดเยื้อและยังไม่ลงตัว ไม่เพียงแต่ตัวแสดงภายในประเทศแต่ในปีสองปีที่ผ่านมานี้ดูเหมือนรายงานการ ศึกษาความขัดแย้งเชิงชาติพันธุ์ทั่วโลกทั้งของ UNDP ธนาคารโลก หรือแหล่งการศึกษาสำคัญของโลกอย่าง Harvard ต่างพากันออกมาตอกย้ำว่าความขัดแย้งประเภทนี้กำลังเป็นแนวโน้มที่น่ากลัว อย่างยิ่ง เพราะดูเหมือนจะยุติลงได้ยาก อย่างไรก็ตามรายงานฉบับต่างๆ ก็บอกเราว่า ความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรงอย่างที่เห็นๆ กันนั้นอาจไม่ได้มีสาเหตุว่าเราผิวสีอะไร หรือพูดภาษาอะไร แต่มีสาเหตุจากปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านโอกาสทางสังคมในด้านต่างๆ และที่น่าสนใจคือ เพียงแค่ปัญหาการว่างงานก็ดูจะเป็นสาเหตุเบื้องหลังให้แก่การลุกขึ้นต่อต้าน รัฐได้ด้วย ถ้าทึกทักเอาว่าสิ่งที่รายงานเหล่านี้พูดเป็นจริง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อันที่จริงความขัดแย้งรุนแรงแบบนี้ “เราควบคุมได้” สิ่งที่ผมเห็นในปัจจุบันก็คือ องค์กรระหว่างประเทศที่ผมได้กล่าวไปแล้วบ้างนั้น รวมทั้งรัฐบาลหลายประเทศจากสหภาพยุโรปจึงมีทีท่าจะสนับสนุนงบประมาณเพื่อ ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นด้วยทั้งในภูมิภาคเอเชีย และจชต.ของไทย ไม่เพียงเท่านั้น ผมคิดว่าอย่างน้อยในปี 2008 ฝ่ายความมั่นคงก็ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับ การทำงานด้านการพัฒนา อย่างมากด้วยมิใช่เพียงด้านการรักษาความมั่นคงของดินแดนอย่างเดียวแต่คำถาม ก็คือ เราก็พัฒนากันจบไปหลายโครงการแล้วทั้งของศอบต. องค์กรเอกชนทั้งในและต่างประเทศ ทำไมผลการประเมินโครงการพัฒนาหลายโครงการที่ลงสู่ในพื้นที่ยังพบว่า

- ช่องว่างทางสังคมไม่ได้ลดลงจริง คนคนจริงยังไม่ได้รับความช่วยเหลือ
- ทำไมยังพบว่า ชาวบ้านยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญของการออม การทำบัญชีครัวเรือน
- ทำไม ยังพบว่า บางคนเข้าถึง บางคนเข้าไม่ถึง ซึ่งปัญหานี้น่าสนใจว่าเกิดจากโครงการพัฒนาขององค์กรพัฒนาเอกชน และอันที่จริงโครงการของรัฐ (ศอบต) ยังมีผู้เข้าถึงกว้างขวางมากกว่า
- ทำไม เป้าหมายสร้างอาชีพจึงมุ่งไปที่ผู้หญิง คนชรา ทั้งที่คนเหล่านี้รัฐไม่ใช่ต้องสร้างงาน แต่ต้องดูแลสวัสดิการ แต่ขณะเดียวกัน กลุ่มเยาชนชายซึ่งควรจะเป็นเป้าหมายยังคงมีอัตราว่างงานสูง และทำไมโครงการอบรมค่ายสันติสุขต่างๆ ที่นำผู้ชายไปฝึกอาชีพในค่ายทหารยังไม่เคยได้รับการประเมินผลสำเร็จด้านการ สร้างอาชีพ
- ทำไมระดับการพัฒนาของพื้นที่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ
- (ทำไมจึงพบว่า) หลายครัวเรือนไม่ให้ความร่วมมือ/ ไม่กระตือรือร้น/ ไม่สมัครใจที่จะได้รับการพัฒนา ทำไมไม่อยากเอาโครงการพัฒนา?
- (ทำไม) โครงการพัฒนายังไม่ตรงกับความต้องการของชุมชนอยู่อีก ความรู้ของชาวบ้านไม่พอ และทำไมยังมีการส่งไก่มาให้ชาวบ้านเลี้ยงหน้าฝน ทำไมยังส่งไก่ขี้โรคมาให้เลี้ยง
- ทำไม บางชุมชนดีกัน ทำไมบางชุมชนขัดแย้งกันกว่าเดิม โดยเฉพาะระหว่างชาติพันธุ์ และยังไม่สามารถสร้างผลด้านดีให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนต่างชาติพันธุ์ ในพื้นที่ได้มากกว่าแค่รักษา status quo ระหว่างกัน
- ทำไมยังมีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตงบประมานการพัฒนาชุมชน ทั้งจากรัฐ เอกชน และกระทั่งชาวบ้านกันเองในหมู่บ้าน
- หรือ ไม่ได้ก่อให้เกิดความไว้วางใจหรือปรับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาว บ้านได้จริงๆ เช่น ชาวบ้านตากใบบางส่วนบอกว่าเข้าร่วมกับโครงการทุกโครงการ มีความรู้สึกที่ดีขึ้นกับนายทหารในพื้นที่มากขึ้น แต่ยังไม่สามารถสร้างความไว้วางใจสถาบันความมั่นคงได้ มีเพียงความสัมพันธ์เป็นรายคนๆ ไปเท่านั้น ฯลฯ

ผมเฝ้า ครุ่นคิด และอยากลองเสนอว่าสาเหตุของปัญหาข้างต้น น่าจะเกิดจากการที่เรามอง “สถานะของงานพัฒนา” ในยุทธศาสตร์แก้ไขความขัดแย้งต่างกันและผิดไปมาก และผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญ เพราะในบรรดา “ช่องว่าง” ความเข้าใจระหว่างชาวบ้านกับรัฐ ชาวบ้านกับองค์กรเอกชนคือ ในขณะที่ชาวบ้านให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็น priority แต่ภายใต้นโยบายและโครงการพัฒนานั้นรัฐให้ priority กับเป้าหมายด้านความมั่นคง พูดให้ตรงคือยุทธศาสตร์การพัฒนามีขึ้นเพื่อรองรับเป้าหมายด้านความมั่นคง เชิงอธิปไตยเท่านั้น หมายความว่ายุทธศาสตร์การพัฒนาเกิดขึ้น และเป็นไปเพื่อเป้าประสงค์การเอาชนะจิตใจชาวบ้านในสงครามแย่งชิงมวลชนซึ่ง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปฏิบัติการเอาชนะฝ่ายตรงข้ามอยู่ร่ำไป

ปรากฏการณ์ ที่ชี้ให้เห็นปัญหาดังกล่าวมีอยู่อย่างน้อยสามอย่างคือ ประการแรก ในรอบหลายปีที่ผ่านมา งานวิจัยของมหาวิทยาลัยระดับประเทศอย่างจุฬา มธ.และมหิดลที่ทำร่วมกับ WB รวมทั้งในรายงานด้านสิทธิมนุษยชนของมูลนิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และ FIDH ระบุว่าการเลือกพื้นที่เป้าหมายการพัฒนาของรัฐยังผูกโยงกับว่าพื้นที่นั้นมี สีอะไรจากฝ่ายความมั่นคง งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าพื้นที่ต้องสงสัยว่าเป็นชุมชนที่ขบวนการ active อยู่มักถูกตัดงบประมานการพัฒนา สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีก็คือ ความระแวงสงสัย ความน้อยเนื้อต่ำใจระหว่างชุมชนแดง เหลือง เขียว .. หลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการ ที่สอง ก็คือแม้จะมีการประกาศแผนปฏิบัติการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2555-2557 โดยศอบต.ซึ่งเป็นผลหน่วยงานพลเรือน ซึ่งสำหรับในปี 2554 มีโครงการที่ได้รับการจัดสรรงบ ประมาณ ในเบื้องต้นรวมเป็นจำนวนถึง 7 พันกว่าล้านบาท แต่ในแผนที่ผมคิดว่าดีมากๆ ฉบับนี้กลับระบุข้อความสำคัญกำกับวิธีใช้ไว้ว่า “แผนนี้ มีขอบเขตการดำเนินงานเฉพาะงานด้านการพัฒนา ที่มีการบูรณาการให้สอดคล้อง กับแผนปฏิบัติการด้านความมั่นคง ตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความมั่นคง ภายในราชอาณาจักร โดยโครงการต่าง ๆ ในยุทธศาสตร์การพัฒนาจะมุ่งเน้นตอบสนองยุทธศาสตร์ความมั่นคงเป็น ลำดับแรก” ผมอาจตีความผิด ดังนั้นผมหวังว่าจะมีการอธิบายว่าผมเข้าใจผิดไปว่าอะไรเป็นหลัก อะไรรอ

ประการ ที่สาม คือการอ้างใช้หลักการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างตื่นเขิน และไร้ทิศทาง ซึ่งในความเห็นของผมซึ่งได้ศึกษาพระราชดำรัสแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาพอสมควร ผมคิดว่าเราเอามาใช้กันแบบไม่ลึกซึ้งเพียงพอ และผิดฝาผิดตัวในบางกรณี ตัวอย่างที่ผมคิด เช่นว่า การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาอุตสาหกรรม อาหารฮาลาลให้เป็นอุตสาหกรรมเด่นในพื้นที่ไปพร้อมกัน ผมเห็นว่าโครงการทั้งสองนั้นดี แต่ดูขัดกันในทางปฏิบัติ เนื่องมาจากข้อเท็จจริงในพื้นที่ก็คือ โครงการสร้างอาชีพเกษตรกรรมมีการทำกันในชุมชนอยู่ในระดับครัวเรือนเท่านั้น ไม่มีการพัฒนาศักยภาพ เทคโนโลยีให้สามารถ ขาย หรือเป็นล่ำเป็นสันเพียงพอจะป้อนอุตสาหกรรมได้เลย แถมยังคาดหวังให้ชาวบ้านรู้จักออม (ซึ่งอันที่จริงตรรกะการสะสมทรัพย์ไม่ใช่ตรรกะระบบเศรษฐกิจอิสลาม) ในขณะที่ แนวโน้มของมูลค่าผลผลิตอาหารฮาลาลมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบ ดังนั้นปัญหาของผมคือข้อเท็จจริงที่ว่า อุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นศูนย์กลางในการผลิตและส่ง ออกผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล นั้นจำนวนผู้ผลิตที่ได้รับเครื่องหมายฮาลาลจากคณะกรรมการอิสลามประจำ จังหวัดกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดปัตตานี โดยมีกลุ่มผู้ประกอบการดังเดิมราว 4-5 ราย ในกรณีจังหวัดยะลาผลผลิตส่วนใหญ่มาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์รายย่อย และในกรณีของนราธิวาสผลผลิตส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตรายใหญ่รายเดียวของจังหวัด ทำไมเป็นเช่นนั้น พูดให้ตรงก็คือในทางปฏิบัติโครงการพัฒนาเกษตรกรรมและโครงการอาหารฮาลาลไม่ ได้ไปด้วยกัน เพราะเท่าที่มีงานวิจัยกันมา เราพบว่าชาวบ้านมีอาชีพเพียงรับจ้างขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างเข้านิคม อุตสาหกรรมเท่านั้น โดยพิจารณาจากพื้นที่ตัวอย่างของนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดอื่นของประเทศ ซึ่งผมคาดหวังว่าอันที่จริงแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือสร้างความสามารถ พึ่งตนเอง สร้างความสามารถในการแข่งขันเพื่อความเท่าเทียม และสร้างความยั่งยืนของอาชีพ

สิ่ง ที่ผมเสนอนั้นอาจทำให้พอมองเห็นได้ว่าสถานะของการพัฒนาในพื้นที่ที่ผ่านมามี สถานะอย่างไรใน Road Map เพื่อหยุดยั้งความรุนแรง มีค่าใช้จ่ายอย่างไรหากไม่ให้ความใจใส่กับการพัฒนาในพื้นที่อ่อนไหว ใครอยู่ตรงไหนของการพัฒนา ดังนั้นแม้ว่าผมจะไม่มีข้อเสนอรูปธรรมสำหรับการพัฒนาใน Road Map การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้ แต่ในเมื่อดูเหมือนเราทุกคนในสังคมต่างเป็นผู้มองเห็นคุณค่าของงานพัฒนาคน เศรษฐกิจ สังคม และเราต่างเป็นตัวแสดงที่สำคัญในงานพัฒนา การให้ความสำคัญกับประชาชนที่อยู่ในภาวะเสี่ยงและด้านที่มีความเปราะบาง เกี่ยวกับความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมจึงใคร่ขอเสนอว่าเราน่าจะมาทบทวนและ take into account ได้ว่า งานพัฒนาควรถูกยกสถานะให้คลองคล้องในลักษณะเท่าๆกับหรือนำการปฏิบัติการเชิง ความมั่นคงและการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมใน Road Map ของเราด้วย เนื่องจากที่ได้พูดไปแล้วว่านี่คือสิ่งสะท้อนความเป็นการเมืองที่จะดึงเอา ความร่วมไม้ร่วมมือมาได้มากที่สุดทางหนึ่งจากผู้คนในสังคม

เก็บความจาก เสวนา ยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ปี 2554-2557 เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้
11 มกราคม 2555 ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย

อ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดฝรั่งเศส แล้วคิดถึงมติ กก.บห.ธรรมศาสตร์

ที่มา ประชาไท

กรณีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขียนข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตน เผยแพร่ความว่า [๑]

"ที่ ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบันมีมติเอกฉันท์ว่ามหาลัยคณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ ใช้พื้นที่มหาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนีนการของมหาลัยหรือมหาลัย เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้"

หลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครองประการหนึ่ง ซึ่งจะให้ความกระจ่างในเรื่องนี้คือ หลักความจำเป็น (Principle of Necessity) บนความคิดเบื้องหลังหลักการนี้มีอยู่ว่า "ในระหว่างสิ่งที่เลวร้ายตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปที่จำต้องเลือก บุคคลควรเลือกสิ่งที่เลวร้ายน้อยที่สุด" หลักการนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รับรองไว้ในมาตรา 29 วรรคหนึ่ง [๒]

เรา อาจเห็นภาพพจน์ได้ดียิ่งขึ้น และสอดคล้องกับเนื้อหาอย่างบริบูรณ์ สำหรับพิจารณาเทียบเคียงกรณี "มติ" ซึ่งนายสมคิดฯ เผยแพร่ ข้างต้น สมควรพิจารณาโดยอาศัยคำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐานศาลปกครองสูงสุดแห่ง สาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่ปรากฏข้อเท็จจริงใกล้เคียงกันและน่าสนใจยิ่ง ดังนี้ [๓]

ศาลปกครองสูงสุดแห่งสาธารณรัฐ ฝรั่งเศส (Conseil d'Etat) ได้ใช้หลักแห่งความจำเป็น บังคับแก่คดีพิพาทหลายคดี คำพิพากษาที่เป็นบรรทัดฐานได้แก่ C.E., 19 mai 1933, Benjamin*

ข้อเท็จจริงในคดีนี้มีว่า ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งเมือง Nevers ประเทศสาธารณรัฐฝรั่งเศสมีดำริที่จะจัดประชุมทางวรรณกรรมขึ้น และได้เชิญนาย René Benjamin มาแสดงปาฐกถาต่อที่ประชุมนี้ด้วย

สหภาพครูได้แจ้งให้นายกเทศมนตรี เมือง Nevers ทราบว่าจะทำการต่อต้านการเดินทางมาแสดงปาฐกถาของนาย René Benjamin ทุกวิถีทาง ทั้งนี้ เพราะบุคคลผู้นี้ได้เคยกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยามบรรดาครูผู้สอนใน โรงเรียนที่ไม่ขึ้นต่อศาสนาไว้ในข้อเขียนต่าง ๆ ของตนหลายครั้ง พร้อมกันนั้นก็ได้เรียกร้อง ทั้งโดยหน้าหนังสือพิมพ์ ใบปลิว และป้ายโฆษณา ให้บรรดาผู้สนับสนุนโรงเรียนของรัฐ สหภาพ ตลอดจนกลุ่มฝ่ายซ้ายต่าง ๆ มาชุมนุมต่อต้านด้วย

นายกเทศมนตรีแห่งเมือง Nevers พิเคราะห์แล้วเห็นว่าการเดินทางมาเมือง Nevers ของนาย René Benjamin เพื่อแสดงปาฐกถาทางวรรณกรรม น่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นในเมืองนี้ได้ จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙๗ แห่งกฎหมายลงวันที่ ๕ เมษายน ค.ศ.๑๘๘๔ ซึ่งบัญญัติว่า "นายกเทศมนตรีมีอำนาจหน้าที่ออกมาตรการที่จำเป็นแก่การรักษาความสงบเรียบ ร้อย" ออกคำสั่งห้ามมิให้จัดประชุมฟังการแสดงปาฐกถาของนาย René Benjamin

ศาลปกครองสูงสุดแห่งสาธารณรัฐ ฝรั่งเศส พิพากษาว่า คำสั่งของนายกเทศมนตรีแห่งเมือง Nevers ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้โดยแสดงเหตุผลประกอบคำพิพากษาสรุปได้ว่า ความไม่สงบเรียบร้อยอันอาจเกิดขึ้นจากการมาปรากฏตัวของนาย René Benjamin ในเมือง Nevers นั้นมิได้ร้ายแรงถึงขนาดที่นายกเทศมนตรีไม่สามารถป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ด้วยวิธีอื่นที่มีความรุนแรงน้อยกว่าคำสั่งดังกล่าว กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือคำสั่งของนายกเทศมนตรีแห่งเมือง Nevers ที่ห้ามมิให้จัดประชุมฟังการแสดงปาฐกถาของนาย René Benjamin นั้นเป็นการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะของประชาชนเกินขอบเขตแห่งความจำ เป็นแก่การรักษาความสงบเรียบร้อยของเมือง Nevers

คดี Benjamin คงทำให้ท่านผู้อ่านประจักษ์แก่คำตอบว่า "มติที่ประชุมกรรมการบริหาร มธ." ซึ่งห้ามคณะนิติราษฎร์ใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินกิจกรรมทางวิชาการและใช้ประโยชน์ที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองให้นั้น ย่อมขัดหลักการพื้นฐานของกฎหมายปกครอง ส่งผลให้มติดังกล่าว เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย.

เชิงอรรถ
* M. LONG, P. WEIL, G. BRAIBANT, Les grands arrêts de la jirisprudence administrative, 7e édition, Paris, Sirey, 1978. pp. 217 - 222.

[๑] มติ ชน (ออนไลน์), ‘"สมคิด" ระบุผู้บริหารมีมติไม่ให้ใช้พื้นที่มธ.เคลื่อนไหว 112 "เกษียร" ชี้น่าเสียใจ นศ.-ศิษย์เก่า ต้าน’ : http://www.matichon.co.th/news_detail.php newsid=1327920954&grpid&catid=01&subcatid=0100

[๒] รัฐ ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 วรรคหนึ่ง “การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้”

[๓] คัด ข้อความจาก : วรพจน์ วิศรุตพิชญ์. สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : วิญญูชน, 2543. หน้า 89 - 90.

นักปรัชญาชายขอบ: ความคิดมิจฉาทิฐิ!

ที่มา ประชาไท

แรกๆ ที่ตกเป็นเหยื่อ ม.112 และถูกกดดันอย่างหนัก ผมรู้สึกอิจฉาอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และกลุ่มนิติราษฎร์อยู่ไม่น้อยที่พวกเขาเป็นอาจารย์ “ธรรมศาสตร์” ที่ถือกันว่าเป็น “พื้นที่เสรีภาพทุกตารางนิ้ว”
แต่พลันที่ปรากฏแถลงการณ์ของชมรมนิติ มธ.2501 เรียกร้องอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ห้าม “นิติราษฎร์” ใช้สถานที่ของธรรมศาสตร์รณรงค์ยกเลิกหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ม. 8 และประมวลกฎหมายอาญา ม.112 และให้กลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ ยุติการปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ทันที เพื่อไม่ให้นักศึกษารับ “ความคิดมิจฉาทิฐิ” มาเป็นแบบอย่างต่อไป พร้อมทั้งให้มีการดำเนินการสอบสวนเพื่อลงโทษทางวินัยกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์ ดังที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น
และต่อมา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 30 มกราคมว่า

"ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งประกอบด้วยคณบดี ผู้อำนวยการสำนักสถาบันมีมติเอกฉันท์ว่ามหาลัยคณะสำนักสถาบันจะไม่อนุญาตให้ ใช้พื้นที่มหาลัยเพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาลัยหรือมหาลัย เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้"

จึงเป็นที่มาของภาพและข้อความข้างล่างนี้

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเลิกอิจฉาเลยครับ และตระหนักถึงความเป็นจริงชัดขึ้นว่า ทุกมหาวิทยาลัยในประเทศนี้ไม่มีพื้นที่เสรีภาพแม้แต่ตารางนิ้วเดียวที่จะ อภิปรายถกเถียง “ประเด็นสถาบันกษัตริย์” ด้วยเหตุด้วยผลกันเลย
แต่คำถามคือ อะไรคือ “ความคิดมิจฉาทิฐิ” ระหว่างความคิดของชมรมนิติ มธ.2501 ที่ยืนยัน “สถานะข้าราชการ” และความคิดของนายสมคิดที่ยืนยันความเป็น “สถานที่ราชการ” ของธรรมศาสตร์เพื่อปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทางการเมือง กับความคิดของนิติราษฎร์ที่ยืนยันเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความ คิดเห็นทางการเมืองของ “ราษฎร” และยืนยันความเป็น “บ่อน้ำบำบัดความกระหายของราษฎร...” ของธรรมศาสตร์ ตามคำประกาศของ ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
ข้ออ้างชมรมนิติ มธ.2501 ที่ว่านิติราษฎร์จาบจ้วงสถาบัน ไม่เลื่อมใสในการปกครองระบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ไม่ใช่เหตุผล แต่เป็น “การกล่าวหา” ซึ่งก็เป็นพฤติกรรมเดียวกันกับกลุ่มอื่นๆ ที่แทนที่จะแสดงเหตุผลหักล้างข้อเสนอของนิติราษฎร์ ก็ใช้วิธีกล่าวหา (ซึ่งนายสมคิดก็เคยใช้) เช่นว่า เนรคุณทุนอานันทมหิดล ล้มเจ้า เปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง จนกระทั่งด่าหยาบคาย เผาหุ่น ฯลฯ
ส่วนเหตุผลของนายสมคิดเรื่องกลัวคนจะเข้าใจผิดว่า ธรรมศาสตร์สนับสนุนการแก้ ม.112 ยิ่งเป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้น เพราะเท่ากับสรุปว่า “ชาวบ้านโง่” ไม่มีปัญญาแยกแยะว่าอะไรเป็นเรื่องของคนบางกลุ่ม อะไรเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย
ทีนายสมคิดไปร่างรัฐธรรมนูญให้กับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารโดยบอกว่า “ตนเองไม่ได้สนับสนุนรัฐประหาร” ทำไมไม่แคร์ว่า สังคมจะเข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สนับสนุนรัฐประหาร ส่งเนติบริกรของธรรมศาสตร์ไปรับใช้รัฐประหาร ที่ไม่แคร์แสดงว่า สมคิดเชื่อว่าประชาชนมีวุฒิภาวะแยกแยะได้ใช่ไหมว่า อะไรคือความเป็นธรรมศาสตร์ อะไรคือความเป็นสมคิด และถึงสมคิดจะสนับสนุนรัฐประหารหรือไม่ก็เป็นเรื่องของสมคิด ไม่ใช่เรื่องของธรรมศาสตร์
ส่วนเรื่องความปลอดภัย นายสมคิดย่อมรู้ว่าการเคลื่อนไหวของนิติราษฎร์ใช้เหตุผลและสันติวิธีมาตลอด กลุ่มคนที่เข้าร่วมฟังก็ไม่เคยก่อความวุ่นวายหรือความรุนแรงใดๆ มีแต่ฝ่ายที่เห็นแย้งกับนิติราษฎร์อย่างนายสมคิดและฝ่ายอื่นๆ เท่านั้นที่ไม่ได้ใช้เหตุผล แต่ใช้การกล่าวหา ใส่ร้าย ใช้อำนาจ และการข่มขู่คุกคาม เช่น การเผ่าหุ่นอาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นต้น
แทนที่คณะผู้บริหารจะออกมาปกป้องเสรีภาพทางวิชาการ และป้องปรามฝ่ายที่คุกคามนิติราษฎร์ กลับใช้อำนาจอำนวยต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของฝ่ายกล่าวหา ใส่ร้าย และข่มขู่คุกคามนิติราษฎร์!
หรือว่า “ความแหลมคม” ของเหตุผลในการลบล้างรัฐประหารของนิติราษฎร์มัน “ทิ่มแทง” จรรยาบรรณวิชาชีพอาจารย์สอนกฎหมาย และความชัดเจนในอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่นักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนพึงมี อย่างยิ่ง ของคนบางคน บางกลุ่ม
ผมเองแม้ไม่ใช่ชาวธรรมศาสตร์ แต่ในฐานะคนไทยคนหนึ่งก็ภูมิใจในประวัติศาสตร์อันงดงามของธรรมศาสตร์ที่เป็น สถานที่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยตลอดมา “จิตวิญญาณธรรมศาสตร์” มีอยู่จริงหรือไม่ นั่นอาจเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ แต่ในสถานการณ์ที่สังคมกระหายความรู้ ต้องการ “พื้นที่เหตุผล” ในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แล้วนิติราษฎร์ก็ปรากฏขึ้น ข้อเสนอของพวกเขาคือทางออกที่ควรจะเป็น และน่าจะเป็นไปได้ในการเปลี่ยนผ่านสังคมสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสันติ
พูดอีกอย่างว่า นิติราษฎร์คือนักวิชาการที่ลุกขึ้นมาแสดงความรับผิดชอบต่อการเสนอทางออกจาก ความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรมแก่สังคม ซึ่งเป็นความรับผิดชอบที่มีความหมายต่อการเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็น ประชาธิปไตยมากยิ่งกว่าที่สมคิดเคยแสดงออกมาแล้วในคราวร่างรัฐธรรมนูญตาม เจตนารมณ์รัฐประหาร 19 กันยาแน่ๆ
แต่น่าอนาถใจที่มติกรรมการบริหารของธรรมศาสตร์ชุดนี้ ปิดทางการเปลี่ยนผ่านสังคมคมสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างสันติลง พวกเขากำลังทำให้ธรรมศาสตร์กลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ “แปลกแยก” จากวิถีทางการใช้เหตุผล เสรีภาพ และสันติวิธีในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
คำถามคือ ถ้าแม้แต่ในมหาวิทยาลัยก็ยัง “ปิดพื้นที่” การใช้เสรีภาพและเหตุผลในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หากวันข้างหน้าความขัดแย้งที่ดำรงอยู่นี้ขยายไปสู่การเกิดความรุนแรงนอง เลือดขึ้นอีก ฝ่ายปิดพื้นที่เหตุผลและเสรีภาพ ยังจะมีน้ำยาแสดงความรับผิดชอบอะไรไหม?!

ปี 2555 ...เมืองไทยควรเดินหน้านโยบาย 2 สูง

ที่มา ประชาไท

นอกจาก “ทฤษฎี 2 สูง” จะเอื้อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มเม็ดเงินในมือของประชาชนมาก ขึ้น ทำให้ประชาชนมีอำนาจการซื้อเพิ่มขึ้น กล้าจับจ่ายใช้สอยและซื้อสินค้าในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้นแล้ว ทฤษฎีดังกล่าวยังมี “นัยยะ” ที่สำคัญอีกประการหนึ่งซ่อนอยู่ข้างใน นั่นคือ การผลักดันให้องค์กรหรือประเทศมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Adding) แทนการเป็นผู้ผลิตแต่สินค้าคอมมอดิตี้ที่ใช้ราคาถูกเป็นจุดขาย

เพราะ “การเพิ่มมูลค่า” จึงทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่อง “ต้นทุน” ด้วยว่าสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม ย่อมสามารถตั้งราคาได้สูง (อาจบางครั้ง) เกินกว่าทุนเป็นหลายเท่า โดยที่ผู้บริโภคก็ “ยินดีซื้อ” มิได้เกี่ยงงอนเรื่องราคาแต่อย่างใด ดังกรณีโทรศัพท์มือถือ iPhone ของสตีฟ จ๊อบส์ ที่คนเข้าคิวยาวเป็นหางว่าวแย่งกันอย่างกับขนม ทั้งที่สนนราคาสูงถึงกว่า 20,000 บาทต่อเครื่อง

แนวคิดสองสูงของ “ท่านประธาน แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์” จึงเป็นการชี้นำให้องค์กรมุ่งสู่การเพิ่มมูลค่าของสินค้า ผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ เมื่อปรุงสุกย่อมมีมูลค่าสูงกว่าจำหน่ายเป็นไก่สดแช่แข็ง และเมื่อมี “แบรนด์เนม” ก็ยิ่งมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเป็นทบเท่าทวีคูณ

เมื่อเดินยุทธศาสตร์เพิ่มมูลค่า จึงมิพักต้องกังวลเรื่อง “ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท” ด้วยเหตุนี้หากธุรกิจในประเทศต่างพากันเดินไปในทิศทางดังกล่าว ความมั่งคั่งย่อมเกิดขึ้นกับ “คนไทย” ในทุกระดับชั้นโดยทั่วกัน

ประเทศเพื่อนบ้านที่เลือกยุทธศาสตร์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Adding) ไปแล้วก็คือ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ซึ่งได้สะท้อนออกมาในรูปของความมั่งมีศรีสุขของประชากร สิงคโปร์เองมีรายได้ต่อหัวของประชาชนสูงถึงร่วม 30,000 ดอลล่าร์สหรัฐต่อปี (สูงกว่าไทยเราตั้ง 10 เท่า) ธุรกิจในสิงคโปร์กว่า 60% ของ GDP เป็นธุรกิจภาคบริการ เช่น การเงิน การธนาคาร การค้าปลีก ค้าส่ง ภัตตาคาร &โรงแรม ตลอดจนบริการคมนาคมขนส่งทางเรือ และทางอากาศ ซึ่งล้วนเป็นธุรกิจที่ให้มูลค่าเพิ่มสูงแก่ผู้ประกอบการทั้งสิ้น

การวัดผลงานของ CEO สมัยใหม่นั้น เขาวัดกันที่ความสามารถในการเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ตัวชี้วัดเรียกว่า EVA หรือ Economic Value Added ซึ่งอธิบายง่ายๆ ว่า CEO สามารถสร้างความมั่งคั่งให้กับผู้ถือหุ้นและผู้ให้กู้ได้หรือไม่ นัยยะก็คือเม็ดเงินที่นำมาลงทุนในกิจการทุกบาททุกสตางค์มี “ต้นทุน” ด้วยกันทั้งสิ้น แม้แต่ส่วนของ “เจ้าของ” ก็ยังคิดดอกเบี้ยเข้าไปด้วย หนทางเดียวที่ซีอีโอจะเอาชนะ “เครื่องกีดขวาง” ซึ่งในที่นี้คือ “ต้นทุน &ค่าใช้จ่าย” ที่ถูกยกให้สูงขึ้น ก็คือการเดินยุทธศาสตร์ High Value Added นั่นเอง

บริษัทจากโลกตะวันตกที่มาลงทุนในไทยล้วนบริหารด้วยยุทธศาสตร์ “มูลค่าเพิ่มสูง” จึงไม่ควรตั้งแง่หากจะแบ่งกำไรส่วนหนึ่งให้คนไทยได้ค่าแรงขั้นต่ำสูงขึ้น บ้าง แต่ไหนแต่ไรพวกเขาใช้ทฤษฏี “1 สูง 1 ต่ำ” มาโดยตลอด กล่าวคือ ผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มเพื่อให้ได้ราคาแล้วมาอาศัยแรงงานราคาถูกในบ้านเรา

รัฐบาลควรเดินนโยบาย 2 สูง ด้วยการออกมาตรการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่า ของสินค้า เพื่อจะได้ขายสินค้าได้ราคาและสามารถจ่ายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ได้โดยไม่เดือดร้อน ภายใต้นโยบายดังกล่าว กระทรวงต่างๆ อันเป็นแขนขาในการบริหารบ้านเมือง จักต้องร่วมมือกันระดมสรรพกำลังคิดมาตรการเพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการใน อุตสาหกรรมต่างๆ เดินหน้าไปในแนวทางดังกล่าวนี้

จะตั้งหน่วยงานขึ้นมาเป็น “เจ้าภาพ” สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ... ว่าเรื่องนี้อย่างเป็นกิจจะลักษณะก็จะดีไม่น้อยเลยครับ

ถึงเวลาที่เมืองไทยจะต้องปรับตำแหน่ง (Repositioning) ตัวเองมาเป็นประเทศ “มูลค่าเพิ่ม” เสียที และวางยุทธศาสตร์ผลักดัน เรื่องนี้อย่างต่อเนื่องจริงจัง เราเคยตัดไม้สักขายเป็นท่อนซุงจนหมดป่า ส่งออกปอกระเจาอัดเบลแทนที่จะนำไปทอเป็นกระสอบ ขายยางแผ่นดิบรมควันให้มาเลเซียไปเพิ่มมูลค่าเป็นยางรถยนต์ ถุงมือแพทย์ ฯลฯ วันนี้เราต้องหันมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์ว่า “ข้าว” ที่เราส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกนั้นเพิ่มมูลค่าได้เพียงแค่หุงให้สุกเท่านั้นหรือ ?

เป็นการบ้านข้อใหญ่ สำหรับรัฐบาลท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ที่จะต้องสางต่อครับ

นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติกว่า 200 คน ลงชื่อหนุนแก้ม.112

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมจาก 16 ประเทศ สนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขม.112 (ครก.112) ตามข้อเสนอนิติราษฏร์ พร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ระบุ ต้องแก้ไขม.112 เพื่อ"คุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทยและเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติ รัฐในความหมายที่กว้าง”

ในจดหมายเปิดผนึกที่ส่งถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (ตามที่แนบมาพร้อมกันนี้) นักวิชาการ นักเขียน และนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติจำนวน 224 คนได้แสดงความกังวลอย่างมากต่อการใช้มาตรา112 และการลิดรอนสิทธิพื้นฐานของผู้ที่ถูกกล่าวโทษภายใต้มาตรานี้ ผู้ที่ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกยืนยันว่า “มาตรา112 ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอิทธิพลในการใช้ปิดปากคู่ขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่ขัดแย้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์”

ดร. เควิน ฮิววิสัน ศาสตราจารย์ด้านเอเชียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัย นอร์ทแคโรไลนาแชเปิลฮิลล์และผู้เชียวชาญด้านไทยศึกษาแสดงความเห็นว่า “การใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปในทางที่ผิดในทางการเมืองนั้นมีส่วน สัมพันธ์กับสภาวะเสื่อมถอยของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย การใช้อำนาจตรวจสอบ การเซ็นเซอร์ตัวเอง และข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีเป็นการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกอย่างรุนแรง”

ผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกฯสนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เพราะ “การปฏิรูปกฎหมายนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของ ประชาชนไทยและเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติรัฐในความหมายที่กว้าง”

การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา112 ที่นำเสนอโดยกลุ่มนิติราษฎร์จะทำให้การลงโทษได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด, จำกัดให้ผู้ที่สามารถแจ้งความกล่าวโทษได้เป็นสำนักราชเลขาธิการแทนที่จะเป็น ใครก็ได้, จำแนกการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตออกจากการอาฆาตมาดร้ายสถาบันกษัตริย์, และแยกการละเมิดมาตรา 112 ให้อยู่ในหมวดความผิดต่อเกียรติยศชื่อเสียงของสถาบันกษัตริย์แทนที่จะจัดให้ อยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งรัฐ

ดร.ราเชล แฮริสัน นักวิชาการผู้เชียวชาญด้านวัฒนธรรมไทยศึกษากล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่นักคิดและนักกิจกรรมทางสังคมนานาชาติจำนวนมากร่วม ลงชื่อกับเราในการสนันสนุนการปฏิรูปมาตรา 112 เป็นการแสดงให้เพื่อนชาวไทยที่กำลังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายนี้เห็น ว่าพวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว และเรื่องนี้จะถูกติดตามอย่างใกล้ชิดจากประชาคมนานาชาติ”

ผู้ลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้ประกอบด้วย (ตามรายนามที่แนบมาด้วยนี้) นักวิขาการ นักเขียนและนักกิจกรรมทางสังคมจาก 16 ประเทศ ได้แก่ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, แคนาดา, เดนมาร์ก, เยอรมนี, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เนเธอร์แลนด์, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, สวีเดน, ตรินิแดดและโตเบโก, อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา

0000

ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ทำเนียบรัฐบาล

ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต

กทม.10330

ประเทศไทย

โทรสาร +66-2288-4016

1 กุมภาพันธ์ 2555

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ในฐานะผู้สังเกตการณ์นานาชาติที่ติดตามและห่วงใย สถานการณ์ประเทศไทย เราขอประกาศยืนหยัดเคียงข้างคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ที่นำโดยนักวิชาการไทยที่สังคมให้ความนับถืออย่างมาก เช่น ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ และ ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกฎหมายอาญามาตรา 112 เราเฝ้าติดตามด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นตลอดช่วงห้าปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เพราะจำนวนของผู้ที่ถูกฟ้องร้องและดำเนินคดีได้เพิ่มขึ้นอย่างทับทวีคูณ ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของการกดขี่ในนามของการปราบปรามมากขึ้น ขณะที่การละเมิดสิทธิพื้นฐานของผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ รวมถึงการไม่ให้สิทธิในการประกันตัวและการปฏิเสธสิทธิในการพิจารณาคดีอย่าง เปิดเผยได้กลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ

ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการลงโทษจำคุกที่รุนแรงที่สุดภายใต้มาตรา 112 กับนายอำพล (หรือ “อากง”) ที่ถูกพิพากษาเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554 ให้ต้องโทษจำคุก 20 ปี ในความผิดที่ถูกกล่าวหาว่าได้ทำการส่งข้อความต่อต้านสถาบันกษัตริย์จำนวนสี่ ข้อความ(sms) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมามีคดีที่ถูกฟ้องร้องและพิพากษาลงโทษจำนวนมาก และอีกไม่ทราบจำนวนที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณชน แต่ปรากฏอยู่ในสถิติการดำเนินคดีของศาล เรามีความกังวลมากยิ่งขึ้นต่อการใช้มาตรา 112 ที่ให้ใครก็ได้สามารถแจ้งความกล่าวโทษบุคคลใดว่าละเมิดกฎหมายนี้ต่อเจ้า หน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการสอบสวนอย่างเต็มที่หลังจากได้รับ แจ้งความ สิ่งที่เป็นความกังวลอันสำคัญยิ่งนี้เพราะจำนวนที่เพิ่มขึ้นของการกล่าวหา และการดำเนินคดีภายใต้มาตรา 112 เกิดขึ้นเพราะสังคมไทยมีการแบ่งเป็นฝักฝ่ายมากขึ้นตามอุดมการณ์และความเชื่อ ทางการเมือง ภายใต้บริบทเช่นนี้ มาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องมืออันทรงอิทธิพลในการที่ปิดปากคู่ขัดแย้งทางการเมือง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คู่ขัดแย้งที่ถูกกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ระยะเวลาของโทษจำคุกที่รุนแรงและไม่ได้สัดส่วนกับ ความผิดที่ถูกกำหนดไว้ภายใต้มาตรา 112 ได้ทำลายบุคคลที่ต้องโทษและครอบครัวของพวกเขา พรากปู่จากหลาน พรากพ่อจากลูก และพรากสามีจากภรรยา ยิ่งไปกว่านั้น การที่ระยะเวลาของโทษจำคุกเหล่านี้เทียบเท่าได้กับโทษที่ผู้ค้ายาเสพติดและ ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงได้รับนั้น ทำให้เกิดบรรยากาศความกลัวในหมู่ประชาชนชาวไทยอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อประชาชนไม่อาจแน่ใจได้ว่าเมื่อไรที่เสียงเคาะประตูบ้านที่ดังขึ้น นั้นจะมาจากข้อความที่พวกเขาเขียน บทความที่พวกเขาโพสต์ในโลกออนไลน์ หรือจากการกระทำใดๆที่ถูกนับว่าเป็นการไม่จงรักภักดี ก็จะเกิดการจำกัดความคิดและการแสดงออก [ที่มีต่อสถาบัน] ตราบใดที่สิ่งนี้ยังเกิดขึ้น สิทธิมนุษยชนที่สมบูรณ์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นอย่างเป็นจริงในประเทศไทย

เราขอยืนหยัดสนับสนุนคณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เพราะการปฏิรูปเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะคุ้มครองสิทธิพื้นฐานของประชาชนไทย และเสริมสร้างประชาธิปไตยและนิติรัฐในความหมายที่กว้าง ร่างแก้ไขกฎหมายที่นำเสนอโดยกลุ่มนิติราษฎร์จะแก้ปัญหาวิกฤติต่างๆที่เกิด จากการใช้มาตรา 112 ในทางที่ผิดโดยการทำให้การลงโทษเป็นเหตุเป็นผลและได้สัดส่วนกับความผิด การจำกัดให้ผู้ที่สามารถแจ้งความกล่าวโทษได้เป็นสำนักราชเลขาธิการแทนที่จะ เป็นใครก็ได้ การจำแนกการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตจากการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และดำเนินการกับการละเมิดมาตรา 112 ในกรอบของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแทนที่จะเป็นเรื่องการละเมิดกฎหมายความ มั่นคงแห่งรัฐเราขอเรียกร้องให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาการแก้ไขมาตรา 112 ตามที่มีการเสนอโดยเร็ว

ขอแสดงความนับถือ

(ตามลำดับตัวอักษรนามสกุล)

1. Patricio N. Abinales

Professor, School of Pacific and Asian Studies

University of Hawaii-Manoa

2. Tariq Ali

Writer

3. Nadje Al-Ali

Professor of Gender Studies

School of Oriental and African Studies (SOAS)

4. Robert B. Albritton

Professor, Department of Political Science

University of Mississippi

5. Dennis Altman, AM FASSA

Professor of Politics and Director of the Institute for Human Security

LaTrobe University

6. Gene Ammarell

Associate Professor of Anthropology

Ohio University

7. Barbara Watson Andaya

Professor of Asian Studies

University of Hawai'i

8. Dennis Arnold

Lecturer

Maastricht University

9. Edward Aspinall

Professor, Department of Political and Social Change

Australian National University

10. Chris Baker

Independent Scholar

11. Joshua Barker

Associate Professor of Anthropology

University of Toronto

12. Frieda Behets

Professor of Epidemiology and Research Professor of Medicine

University of North Carolina at Chapel Hill

13. Peter Bell

Emeritus Professor

State University of New York at Purchase

14. Trude Bennett

Associate Professor, Gillings School of Global Public Health

University of North Carolina at Chapel Hill

15. Chris Berry,

Professor of Film & TV Studies, Department of Media & Communications

Goldsmiths, University of London

16. Robert J. Bickner

Professor (Thai), Department of Languages and Cultures of Asia

University of Wisconsin

17. Julia Bindman

London, UK

18. David JH Blake

PhD Candidate, School of International Development, Faculty of Social Sciences

University of East Anglia, Norwich

19. John Borneman

Professor of Anthropology

Princeton University

20. Katherine Bowie

Professor of Anthropology

University of Wisconsin-Madison

21. Francis Bradley

Assistant Professor, Department of Social Sciences and Cultural Studies

Pratt Institute

22. Shaun Breslin

Professor, Department of Politics and International Studies

University of Warwick

23. Lisa Brooten

Associate Professor, College of Mass Communication and Media Arts

Southern Illinois University Carbondale

24. Andrew Brown

Lecturer

University of New England

25. James Buchanan

MA, Southeast Asian Studies

School of Oriental and African Studies

26. Poowin Bunyavejchewin

Alumnus

University of Hull

27. Michael Burawoy

Professor of Sociology

University of California, Berkeley

28. Pongphisoot Busbarat

Research Associate, Department of Political & Social Change

Australian National University

29. Peter Carey

Emeritus Fellow in History, Trinity College

Oxford University

30. Toby Carroll

Senior Research Fellow, Lee Kuan Yew School of Public Policy

National University of Singapore

31. Pavin Chachavalpongpun

Fellow

Institute of Southeast Asian Studies

32. Dipesh Chakrabarty

Lawrence A. Kimpton Distinguished Service Professor, Department of History and

Department of South Asian Languages and Civilizations

The University of Chicago

33. Dae-oup Chang

Senior Lecturer, Department of Development Studies

School of Oriental and African Studies

34. Hilary Charlesworth

Australian Research Council Laureate Fellow and Director and the Center for

International Governance and Justice

Australian National University

35. Pheng Cheah

Professor, Department of Rhetoric

University of California at Berkeley

36. Nicholas Cheesman

Projects Officer

Asian Legal Resource Centre

37. Hyaeweol Choi

Professor

Australian National University

38. Noam Chomsky

Institute Professor (retired)

Massachusetts Institute of Technology

39. John Clark

Professor of Asian Art History and ARC Professorial Fellow

University of Sydney

40. Peter A. Coclanis

Department of History

University of North Carolina, Chapel Hill

41. Joshua Cohen

Marta Sutton Weeks Professor of Ethics in Society

Stanford University

42. Paul T. Cohen

Senior Research Fellow, Department of Anthropology

Macquarie University

43. Elizabeth Fuller Collins

Professor, Classics & World Religions, Southeast Asian Studies Program

Ohio University

44. Michael Kelly Connors

Associate Professor, School of Social Sciences

La Trobe University

45. Jason Cons

Postdoctoral Fellow in Development Sociology

Cornell University

46. Christopher Cramer

Professor of the Political Economy of Development

School of Oriental and African Studies

47. Altha Cravey

Associate Professor of Geography,

University of North Carolina, Chapel Hill

48. Simon Creak

Associate Professor, Center for Southeast Asian Studies

Kyoto University

49. Vicki Crinis

Research Fellow

University of Wollongong

50. Michael Cullinane

Associate Director, Center for Southeast Asian Studies

University of Wisconsin-Madison

51. Susan M. Darlington

Professor of Anthropology and Asian Studies

Hampshire College

52. Tony Day

Visiting Professor of History

Wesleyan University

53. Bina D'Costa

Fellow, Research School of Asian and Pacific Studies

Australian National University

54. Heather D’Cruz

Adjunct Research Associate, Centre for Human Rights Education

Curtin University of Technology

55. Deirdre de la Cruz

Assistant Professor, Asian Languages and Cultures and History

University of Michigan

56. Arif Dirlik,

Knight Professor of Social Science (retired)

University of Oregon

57. Ariel Dorfman

Author and Distinguished Professor

Duke University

58. Ian Down

Associate Professor, Department of Political Science

University of Tennessee, Knoxville

59. George Dutton

Vice Chair and Associate Professor, Department of Asian Languages and Cultures

University of California, Los Angeles

60. Nancy Eberhardt

Professor of Anthropology

Knox College

61. Pilapa Esara

Assistant Professor, Department of Anthropology

The College at Brockport (State University of New York)

62. Grant Evans

Senior Research Fellow

Ecole Francaise d'Extreme Orient

63. Brett Farmer

Lecturer, BALAC Program, Faculty of Arts

Chulalongkorn University

64. Nicholas Farrelly

Research Fellow, School of International, Political and Strategic Studies

Australian National University

65. Didier Fassin

James D. Wolfensohn Professor of Social Science

Institute for Advanced Study, Princeton

66. Jane M. Ferguson

Lecturer, School of Culture, History, and Language

Australian National University

67. Federico Ferrara

Assistant Professor

City University of Hong Kong

68. Jessica Fields

Associate Professor of Sociology

San Francisco State University

69. Thamora Fishel

Outreach Coordinator

Cornell Southeast Asia Program

70. Tim Forsyth

Reader in Environment and Development, Department of International Development

London School of Economics and Political Science

71. Nancy Fraser

Henry A. & Louise Loeb Professor of Philosophy and Politics

New School for Social Research

72. Arnika Fuhrmann

Research Scholar

University of Hong Kong.

73. David Fullbrook

Graduate Student

National University of Singapore

74. Narayanan Ganesan

Professor

Hiroshima Peace Institute

75. Lisa Gardner

Journalist

76. Paul K. Gellert

Associate Professor, Department of Sociology

University of Tennessee

77. Kenneth M. George

Professor of Anthropology

University of Wisconsin-Madison

78. Amitav Ghosh

Author

79. Tamra Gilbertson

Carbon Trade Watch

Barcelona, Spain

80. Henry A. Giroux

Global Television Network Chair, Department of English and Cultural Studies

McMaster University

81. Jim Glassman

Associate Professor of Geography

University of British Columbia

82. Lawrence Grossberg

Morris Davis Distinguished Professor of Communication Studies

University of North Carolina at Chapel Hill

83. Geoffrey C. Gunn

Professor of International Relations, Faculty of Economics

Nagasaki University

84. Tyrell Haberkorn

Research Fellow, Department of Political and Social Change

Australian National University

85. Vedi Hadiz

Professor of Asian Societies and Politics, Asia Research Centre

Murdoch University

86. Jeffrey Hadler

Associate Professor, Department of South and Southeast Asian Studies

University of California, Berkeley

87. Shahar Hameiri


Senior Lecturer in International Politics, School of Social Science and Humanities


Murdoch University

88. Annette Hamilton

Professor, Faculty of Arts and Social Sciences

University of New South Wales

89. Paul Handley

Journalist and Author of The King Never Smiles

90. Eva Hansson

Senior Lecturer, Department of Political Science

Stockholm University, Sweden

91. Harry Harootunian

Adjunct Professor, Weatherhead East Asian Institute, Columbia University

Visiting Professor, Literature Program, Duke University

92. Rachel Harrison

Reader in Thai Cultural Studies

SOAS, University of London

93. Gillian Hart

Professor of Geography & Chair of Development Studies

University of California, Berkeley

94. Paul Healy

Senior Lecturer, School of Humanities

University of New England

95. Steve Heder

Faculty of Law and Social Sciences

School of Oriental and African Studies

96. Chris Hedges

Author

97. Sascha Helbardt

Lecturer for Southeast Asian Studies

University of Passau

98. Dagmar Hellmann-Rajanayagam

Associate Professor for Southeast Asian Studies

University of Passau

99. Ariel Heryanto

Associate Professor, Southeast Asia Centre

Australian Natioanl University

100. Kevin Hewison

Professor of Asian Studies

University of North Carolina-Chapel Hill

101. Allen Hicken

Associate Professor

University of Michigan

102. Maureen Helen Hickey

Postdoctoral Research Fellow, Asia Research Institute

National University of Singapore

103. CJ Hinke

Independent Scholar

Freedom Against Censorship Thailand (FACT)

104. Scott A. Hipsher

Visiting Professor, Fort Hays State University

Hays, KS USA (China Campus)

105. Philip Hirsch

Professor of Human Geography

University of Sydney

106. Preedee Hongsaton

PhD Candidate

Australian National University

107. Alexander Horstmann

Senior Research Affiliate

Max Planck Institute for the Study of Ethnic and Religious Diversity

108. Thomas Hoy

Lecturer

Thammasat University

109. Caroline Hughes

Director, Asia Research Centre

Murdoch University

110. Adadol Ingawanij

Senior Research Fellow

Westminster University

111. Feyzi Ismail

Doctoral candidate

School of Oriental and African Studies

112. Soren Ivarsson

Associate Professor

University of Copenhagen

113. Peter A. Jackson

Professor of Thai History, College of Asia and the Pacific

Australian National University

114. Arne Kalleberg

Professor of Sociology

University of North Carolina at Chapel Hill

115. Ward Keeler

Associate Professor, Department of Anthropology

University of Texas at Austin

116. Charles Keyes

Professor Emeritus of Anthropology and International Studies

University of Washington

117. Khoo Boo Teik

Political analyst and author

Member, Aliran Kesedaran Negara, Penang, Malaysia

118. Khoo Gaik Cheng

Lecturer

Australian National University

119. Ben Kiernan

Whitney Griswold Professor of History

Yale University

120. Sung Chull Kim

Professor

Hiroshima Peace Institute

121. Damien Kingsbury

Professor and Director, Centre for Citizenship, Development and Human

Rights, Faculty of Arts and Education

Deakin University

122. Sherryl Kleinman

Professor, Department of Sociology

University of North Carolina, Chapel Hill

123. H. Ruediger Korff

Professor for Southeast Asian Studies

University of Passau

124. Andrew Alan Johnson

Postdoctoral Fellow, Asia Research Institute

National University of Singapore

125. Lee Jones

Lecturer in International Politics, School of Politics & International Relations

Queen Mary, University of London

126. Hjorleifur Jonsson

Associate Professor of Anthropology, School of Human Evolution and Social

Change

Arizona State University

127. Sarah Joseph

Director, Castan Centre for Human Rights Law

Monash University

128. John Langer

Honorary Fellow, School of Communication and the Arts

Victoria University

129. Tomas Larsson

Lecturer, Department of Politics and International Studies

Cambridge University

130. Laurids S. Lauridsen

Professor

Roskilde University

131. Doreen Lee

Assistant Professor of Anthropology

Northeastern University

132. Namhee Lee

Associate Professor of Modern Korean History, Department of Asian

Languages & Cultures

University of California, Los Angeles

133. Christian C. Lentz

Assistant Professor, Department of Geography

University of North Carolina-Chapel Hill

134. Samson Lim

Assistant Professor, Humanities, Arts and Social Sciences

Singapore University of Technology and Design

135. Peter Limqueco

Co-Editor, Journal of Contemporary Asia

136. Larry Lohmann

The Corner House, UK

137. Tamara Loos

Associate Professor of Southeast Asian History

Cornell University

138. Gregore Pio Lopez

PhD Candidate, Crawford School of Economics and Government

Australian National University

139. Trevor H.J. Marchand

Professor of Social Anthropology

School of Oriental and African Studies

140. Thomas Marois

Lecturer in Development Studies

School of Oriental and African Studies, University of London

141. Andrew MacGregor Marshall

Freelance journalist and author

142. Geoff Mann

Associate Professor

Simon Fraser University

143. Mary E. McCoy

Lecturer & Outreach Coordinator

University of Wisconsin-Madison

144. Colleen McGinn

PhD Candidate

Columbia University

145. Katharine McGregor

Senior Lecturer in Southeast Asian History

University of Melbourne

146. Shawn McHale

Associate Professor of History, Elliott School of International Affairs

George Washington University

147. Robert Meeropol

Executive Director

Rosenberg Fund for Children

148. Gayatri Menon

Department of Sociology

Franklin and Marshall College

149. Mary Beth Mills

Professor of Anthropology

Colby College

150. Art Mitchells-Urwin

SOAS Thai Society President

School of Oriental and African Studies, University of London

151. Michael Montesano

Visiting Research Fellow

Institute of Southeast Asian Studies, Singapore

152. Rosalind Morris

Professor, Department of Anthropology

Columbia University

153. Frank Munger

Professor of Law

New York Law School

154. Melissa Nickols

Honours Candidate

Australian National University

155. Nguyen-vo Thu-huong

Associate Professor, Asian Languages and Cultures and Asian American

Studies

University of California, Los Angeles

156. Don Nonini

Professor of Anthropology

University of North Carolina, Chapel Hill

157. Rachel Sarah O'Toole

Assistant Professor of History

University of California, Irvine

158. Piya Pangsapa

Head and Senior Lecturer, Institute for Gender and Development Studies

The University of the West Indies

159. Raj Patel

Visiting Scholar, Center for African Studies

University of California at Berkeley

160. Jamie Peck

Canada Research Chair in Urban & Regional Political Economy

University of British Columbia

161. Maurizio Peleggi

Associate Professor, Department of History 


National University of Singapore

162. Thomas Pepinsky

Assistant Professor, Department of Government

Cornell University

163. Sheldon Pollock

Ransford Professor of Sanskrit and Indian Studies

Columbia University

164. Oliver Pye

Lecturer for Southeast Asian Studies

Bonn University

165. Rahul Rao

Lecturer in Politics

School of Oriental and African Studies, University of London

166. Rajah Rasiah

Khazanah Nasional Chair of Regulatory Studies and Professor of Technology

and Innovation Policy, Faculty of Economics and Administration

University of Malaya

167. Leon Redler

Faculty (since 1970), Former Chair of the Association

Philadelphia Association, London, UK

168. Anthony Reid

Professor [emeritus]

Australian National University

169. Craig Reynolds

Professor, School of Culture, History, and Language

Australian National University

170. Andrea Riemenschnitter

Professor and Chair of Modern Chinese Studies, Director of the

University Research Priority Program “Asia and Europe”

University of Zurich

171. Jonathan Rigg

Professor, Geography Department

Durham University

172. Geoffrey B. Robinson

Professor and Vice-Chair, Department of History

University of California, Los Angeles

173. Garry Rodan


Professor of Politics and International Studies


Murdoch University

174. John Roosa

Associate Professor, History Department

University of British Columbia

175. Danilyn Rutherford

President, Society for Cultural Anthropology

Professor and Chair, Department of Anthropology

University of California, Santa Cruz

176. Saskia Sassen

Robert S. Lynd Professor of Sociology, Department of Sociology

Co-Chair, Committee on Global Thought

Columbia University

177. Wolfram Schaffar

Professor for Development Studies, Institute of Development Studies

University of Vienna

178. Tilman Schiel

Professor, Chair of Insular Southeast Asian Studies

University of Passau

179. Johannes Dragsbaek Schmidt

Associate Professor

Aalborg University

180. Sarah Schulman

Distinguished Professor of the Humanities

City University of New York

181. Raymond Scupin

Director, Center for International and Global Studies and Chair, Department of

Anthropology and Sociology

Lindenwood University

182. Laurie J. Sears

Professor of History and Director, Southeast Asia Center

University of Washington

183. Mark Selden

Coordinator

The Asia-Pacific Journal

184. Sarah Sexton

The Corner House, UK

185. Jeffrey Shane

Southeast Asian Librarian, Curator, David K. Wyatt Thai Collection and

Chair of CORMOSEA

Ohio University

186. John T. Sidel

Sir Patrick Gillam Professor of International and Comparative Politics

London School of Economics and Political Science

187. Dan Slater

Associate Professor, Department of Political Science

University of Chicago

188. elin o'Hara slavick

Distinguished Professor of Art

University of North Carolina, Chapel Hill

189. Claudio Sopranzetti

PhD Candidate

Harvard University

190. Chris Sneddon

Associate Professor, Environmental Studies Program and Geography

Department

Dartmouth College

191. Irene Stengs

Senior Research Fellow, Ethnology Department, Meertens Institute

Royal Netherlands Academy of Arts and Sciences

192. Carolyn Strange

Senior Fellow, School of History

Australian National University

193. Donald K. Swearer

Harvard University

194. David Szanton

Executive Director, emeritus, International and Area Studies Center

University of California, Berkeley

195. Eduardo Climaco Tadem

Professor of Asian Studies

University of the Philippines, Diliman

196. Teresa S. Encarnacion Tadem

Professor of Political Science

University of the Philippines, Diliman

197. Neferti Tadiar

Professor and Chair, Department of Women's, Gender, & Sexuality Studies

Barnard College

198. Eric Tagliacozzo

Associate Professor, Department of History

Cornell University

199. Michelle Tan

Independent Scholar

200. Nicola Tannenbaum

Professor of Anthropology, Department of Sociology & Anthropology

Lehigh University

201. Nicholas Tapp

Professor Emeritus, Australian National University

Chair, Department of Sociology, East China Normal University

202. Ross Tapsell

Lecturer in Asian Studies

Australian National University

203. Benjamin Tausig

PhD Candidate, Department of Music

New York University

204. James Taylor

Senior Lecturer

The University of Adelaide

205. Nora A Taylor

Alsdorf Professor of South and Southeast Asian Art, Department of Art

History, Theory and Criticism

School of the Art Institute of Chicago

206. Robert Tierney

Lecturer, School of Business

Charles Sturt University

207. Serhat Uenaldi

Doctoral Candidate

Humboldt-University of Berlin

208. Giles Ji Ungpakorn

209. Peter Vandergeest

Associate Professor, Department of Geography

York University

210. Andrew Walker

Senior Fellow, College of Asia and the Pacific

Australian National University

211. Joel Wainwright

Associate Professor, Department of Geography

Ohio State University

212. Napisa Waitoolkiat

Lecturer at South East Asian Institute of Global Studies

Payap University

213. Meredith L. Weiss

Associate Professor of Political Science

University at Albany, SUNY

214. Marion Werner

Department of Geography

University at Buffalo, SUNY

215. Cornel West

Class of 1943 University Professor

Center for African American Studies

Princeton University

216. Frederick F. Wherry

Associate Professor of Sociology

University of Michigan (Ann Arbor)

217. Jerome Whitington

Research Fellow, Asia Research Institute

National University of Singapore

218. Ingrid Wijeyewardene

Lecturer

University of New England

219. Andrew Willford

Associate Professor of Anthropology

Cornell University

220. Joanna Williams

Professor Emerita, History of Art & South/Southeast Asian Studies

University of California at Berkeley

221. Ara Wilson

Director, Program in the Study of Sexualities and Associate Professor,

Women's Studies & Cultural Anthropology

Duke University

222. Leslie Woodhouse

Lecturer, History

University of San Francisco

223. Susan L. Woodward

The Graduate Center

City University of New York

224. Rebecca Zorach

Associate Professor, Art History

University of Chicago