WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, February 2, 2012

ผู้บริหารยันมธ.ยัง "มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว"

ที่มา ประชาไท

ผู้บริหารมธ.ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ชี้แจงเหตุผลการสั่งห้ามใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเคลื่อนเรื่องม. 112 ยัน ธรรมศาสตร์ยังมีเสรีภาพทุกตารางนี้ว และแสดงออกทางการเมืองอย่างอื่นได้ แต่ขอห้ามเรื่องม. 112 ไว้เพราะกลัวสร้างความแตกแยกในสังคม

วันที่ 1 ก.พ. 55 คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่แถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ต่อเรื่องมติการไม่อนุญาตให้กลุ่มบุคคลเข้ามาใช้สถานที่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อทำ "กิจกรรมเคลื่อนไหวชี้นำมวลชน"

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่าไม่ต้องการให้สาธารณชนเข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์สนับสนุนการเคลื่อนไหวที่สร้างความแตกแยก และย้ำว่า มติดังกล่าวมิได้เป็นไปเพื่อการจำกัดสิทธิและเสรีภาพทางวิชาการ เนื่องจากมหาวิทยาลัยยังสนับสนุนการแสดงออกทางการเมืองเรื่องอื่นๆ แต่เรื่องมาตรา 112 จำเป็นต้องห้ามเพราะอาจเป็นการขยายความขัดแย้ง

ในวันเดียวกัน ผู้บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ได้เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเว็บไซต์ www.jc.tu.ac.th เรื่อง จุดยืนในการใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการแสดงออกทางความคิดเห็น เกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112 โดยย้ำว่า จะปฏิบัติตามคำสั่งมหาวิทยาลัยที่ห้ามกลุ่มบุคคลใช้พื้นที่เพื่อเคลื่อนไหว กรณีม.112 พร้อมสนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออกเชิงวิชาการ ตราบใดที่ไม่รุนแรงและละเมิดสิทธิ

ทั้งนี้ แถลงการณ์ดังกล่าวออกมาภายหลังจากการประกาศของสมคิด เลิศไพฑูรย์เมื่อวันที่ 30 มกราคมว่า ที่ประชุมกรรมการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีมติห้ามกลุ่มบุคคลใช้พื้นที่ใน มหาวิทยาลัยเพื่อเคลื่อนไหวเกี่ยวกับ ม.112 และเมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่ม "วารสารฯ ต้านนิติราษฎร์" ซึ่งเป็นกลุ่มศิษย์เก่าคณะวารสารฯ มธ. ได้ประกาศว่าจะชุมนุมต่อต้านกลุ่มนิติราษฎร์ที่หน้าคณะวารสารศาสตร์ มธ. ท่าพระจันทร์ในวันที่ 2 ก.พ. นี้ เวลา 14.00 ด้วย

0000

ประกาศมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เรื่อง การไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวชี้นำมวลชน

ในเรื่องที่เกี่ยวกับการเสนอให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

--------------------------

ตามที่ได้มีคณะบุคคลขออนุญาตใช้ห้องประชุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จัด

กิจกรรมทางการเมืองเคลื่อนไหวมวลชนหลายครั้งต่อเนื่องกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้

สาธารณชนเห็นชอบ และร่วมกันเข้าชื่อเสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยและหน่วยงานที่รับผิดชอบได้อนุมัติให้ใช้สถานที่มาโดยตลอด

ทำให้ในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและในหมู่ประชาชน

ทั่วไปว่า การจัดกิจกรรมของคณะบุคคลในลักษณะดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้มีการแสดงความ

คิดเห็นที่เป็นการล่วงละเมิดให้ร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จนทำให้เกิดข้อขัดแย้งอย่างรุนแรง

ในระหว่างกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สร้างความ

แตกแยกในหมู่ประชาชนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังที่ปรากฏชัดเจนในรายงานข่าวของสื่อต่าง ๆ อยู่

ในขณะนี้

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ก.บ.ม.) ในการประชุม

ครั้งที่ ๒/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ได้พิจารณาสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงดังกล่าวแล้ว

มีความเห็นร่วมกันว่า การอนุญาตให้มีการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เพื่อ

จัดกิจกรรมทางการเมืองเคลื่อนไหวชี้นำมวลชนในประเด็นที่ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์บทบาทและ

พระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ไปในทางที่เสียหายนั้น อาจทำให้สาธารณชนเกิดความ

เข้าใจผิดว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนราชการเป็นผู้ดำเนินการจัดให้มีการเคลื่อนไหว

เช่นนั้นขึ้น หรือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว และโดยที่การจัด

กิจกรรมที่มีเนื้อหากระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาชน อาจนำ

มาซึ่งความขัดแย้งในระหว่างกลุ่มบุคคลที่แสดงตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน จนถึงขั้นมีการใช้ความรุนแรง

ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จนมหาวิทยาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของ

มหาวิทยาลัยได้ ที่ประชุม ก.บ.ม. จึงมีมติเอกฉันท์ให้ทุกหน่วยงานในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถือ

ปฏิบัติว่า จะไม่อนุญาตให้คณะบุคคลใดใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวชี้นำ

มวลชนในเรื่องที่เกี่ยวกับการเสนอให้มีการแก้ไขบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒

เช่นที่ผ่านมาอีก

อนึ่ง มหาวิทยาลัยขอยืนยันว่า มติ ก.บ.ม. ข้างต้น ไม่ใช่การจำกัดเสรีภาพของอาจารย์

เจ้าหน้าที่ หรือนักศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือบุคคลใด ในอันที่จะใช้เสรีภาพในการแสดง

ความคิดเห็น หรือใช้เสรีภาพในทางวิชาการ อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของแต่ละบุคคล มหาวิทยาลัย

มิได้ห้ามการใช้เสรีภาพทั้งสองประการของบุคคลใด ไม่ว่าจะเป็นการคิด การเขียน เพื่อแสดงออก

ซึ่งความคิดเห็นต่อสาธารณะผ่านสื่อ หรือผ่านวิธีการอื่นใด อันเป็นสิ่งที่แต่ละบุคคลจะกระทำได้

ภายใต้ความรับผิดชอบตามกฎหมายในการใช้เสรีภาพของตนเอง มติดังกล่าวจึงเป็นเพียงการไม่

สนับสนุนการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เสี่ยงต่อการขยายความขัดแย้งในหมู่ประชาชน

และนำมาซึ่งความเสียหายต่อมหาวิทยาลัยและกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง

โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ เท่านั้น

ส่วนการดำเนินการใช้สิทธิและเสรีภาพในประเด็นอื่น ๆ ไม่เว้นแม้จะเป็นประเด็นทางการเมือง

มหาวิทยาลัยก็ยังคงสนับสนุนให้ดำเนินการได้ อันสอดคล้องกับปรัชญาของการก่อตั้งมหาวิทยาลัย

และสอดคล้องกับหลักการที่เป็นมหาวิทยาลัยที่มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว

จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

0000



แถลงการณ์คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สืบ เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการนำเสนอความเห็นทางวิชาการของกลุ่มนิติ ราษฎร์เพื่อแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 ให้สังคมทั่วไปได้แสดงความคิดเห็น พบว่าจากข้อเสนอดังกล่าวได้มีกลุ่มประชาชนในแวดวงต่างๆ ที่มีความ เห็นสนับสนุนและคัดค้านข้อเสนอทางวิชาการดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

ใน การนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันกับสาธารณชน ผู้บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ขอชี้แจงถึงจุดยืนในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

ประการที่หนึ่ง เรื่องการใช้พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นเรื่องกฎหมายมาตรา 112 ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้ บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะปฏิบัติตามมติจากที่ประชุมคณะ กรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2555 ในการไม่อนุญาตให้บุคคล/กลุ่มบุคคลต่างๆใช้พื้นที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อ เคลื่อนไหวในกรณีที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในมหาวิทยาลัย จนอาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยไม่ได้ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ราชการ อีกทั้งการอนุญาตต่อไปอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการ ของมหาวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น

ประการที่สอง จุดยืนเรื่องการแสดงออกทางความคิดเห็นคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน

มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ เป็นสถาบันการศึกษาทางด้านวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ ตราบใดที่ความคิดเห็นนั้นๆเป็นการแลกเปลี่ยนในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ใช้ความรุนแรง อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และไม่ขัดต่อหลักการของสังคมประชาธิปไตย

ผู้ บริหารคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ขอแสดงจุดยืนทั้ง 2 ประการข้างต้น และขอทำความเข้าใจว่า คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนและคัดค้านการแสดงความคิดเห็นในเรื่อง ดังกล่าวที่ปรากฏในสื่อต่างๆ

ทั้ง นี้คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนในฐานะที่เป็นสถาบันการศึกษาด้านวารสาร ศาสตร์และสื่อสารมวลชน มุ่งให้เกิดสังคมที่มีความเข้าใจ ใช้ตรรกะและเหตุผลในการแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การสื่อสารที่สมานฉันท์ ในระยะยาว

จม.เปิดผนึกอาจารย์ มธ. จี้มหาลัยจัดถก 112 เอง

ที่มา ประชาไท

1 ก.พ.55 อาจารย์จากหลากหลายคณะในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ออกจดหมายเปิดผนึกถึง สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เห็นด้วยกรณีกรรมการบริการมหาวิทยาลัยมีมติไม่ให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัย เพื่อการเคลื่อนไหวมาตรา 112 ระบุเป็นลักษณะ “อธรรมศาสตร์” การเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงสาธารณะเป็นเกียรติภูมิแก่มหาวิทยาลัย การปิดพื้นที่เท่ากับผลักมาตรานี้ออกจากวงวิชาการ พร้อมทั้งเสนอให้มหาวิทยาลัยเป็นตัวกลางจัดกิจกรรมวิชาการเรื่องนี้เอง เพื่อเป็นตัวอย่างการถกเถียงที่สร้างสรรค์ให้สังคม

0 0 0

จดหมายเปิดผนึก

ถึง นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดี และกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
กรณีมีมติไม่ให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อการเคลื่อนไหวมาตรา 112

สืบเนื่องจากอธิการบดีธรรมศาสตร์แจ้งในเฟสบุ๊คเมื่อวันที่ 30 มกราคมว่า ที่ประชุมกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีมติจะไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ มหาวิทยาลัยเพื่อการเคลื่อนไหวกรณีมาตรา 112 อีกต่อไป โดยอ้างว่าการอนุญาตอาจทำให้สาธารณะเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการ ของมหาวิทยาลัยเอง หรือมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว และอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรง จนมหาวิทยาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้

พวกเรานักวิชาการซึ่งมีรายชื่อด้านล่างนี้มีความเห็นว่า

1. มติดังกล่าวทำลายหลักเสรีภาพทางวิชาการและพื้นที่ในการแสดงออก ซึ่งเป็นหลักประกันให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยสามารถทำหน้าที่เป็นเสาหลักทาง ปัญญาและแก้ไขปัญหาสาธารณะให้กับสังคมผ่านการถกเถียงทางวิชาการ

หากขาดหลักประกันนี้แล้วมหาวิทยาลัยย่อมไม่มีเหตุผลแห่งการดำรงอยู่ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น มติดังกล่าวยังขัดต่อปรัชญาการก่อตั้งและจิตวิญญาณของความเป็นธรรมศาสตร์ นับแต่การก่อตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องสิทธิเสรีภาพมาโดยตลอด จนกระทั่งมีคำขวัญกล่าวว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว” มติดังกล่าวจึงมีลักษณะ “อธรรมศาสตร์” เป็นอย่างยิ่ง

2. ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำหน้าที่เป็นเวทีสาธารณะให้แก่กลุ่ม ต่างๆ ในการถกเถียง เคลื่อนไหว และดำเนินกิจกรรมทางสังคมและการเมืองมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าสาธารณะชนจะเข้าใจผิดว่าเป็นการดำเนินการของมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว ในทางตรงข้ามการเปิดเวทีสาธารณะของธรรมศาสตร์กลับสร้างเกียรติภูมิให้แก่ มหาวิทยาลัยมาโดยตลอด

3. มติดังกล่าวเท่ากับเป็นการผลักให้การถกเถียงเรื่องมาตรา 112 ซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวต่อสังคม ออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัย และหลุดลอยจากวงวิชาการออกไปสู่ท้องถนน ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าและความรุนแรงมากกว่าการที่มหาวิทยาลัยจะเปิด พื้นที่ให้มีการถกเถียงด้วยเหตุด้วยผล และเป็นวิชาการ

4. เห็นได้ชัดเจนว่า สังคมไทยกำลังต้องการทำความเข้าใจให้กระจ่างยิ่งขึ้นเกี่ยวกับเรื่องมาตรา 112 ทำให้เกิดฝ่ายที่หวาดระแวงว่าการแก้ไขมาตรา 112 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และอีกฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าการแก้ไขมาตรา 112 จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่คู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยอย่าง ยั่งยืนยิ่งขึ้น

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนใน เรื่องการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงควรแสดงบทบาทนำในการให้ความรู้แก่ประชาชน โอกาสนี้จึงถือเป็นวาระสำคัญที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะมีส่วนดับอุณหภูมิ ความร้อนของความแตกต่างทางความคิด ให้กลายปัญญาเพื่อความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข

5. เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยห่วงใยข้างต้น เราขอเสนอรูปธรรมของการแก้ปัญหา โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพและตัวกลางในการจัดกิจกรรมทางวิชาการหลากหลาย รูปแบบในประเด็นมาตรา 112 เพื่อให้ความรู้แก่นักศึกษาและประชาชนทั่วไป เช่น การจัดเวทีให้แต่ละฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกันผลัดกันนำเสนอความคิดของตน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า และเพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายแสดงความคิดเห็นโดยไม่ต้องตกอยู่ท่ามกลาง บรรยากาศของการโต้วาทีที่มุ่งเอาชนะซึ่งกันและกัน เป็นต้น

กิจกรรมดังกล่าวจะเป็นการสร้างตัวอย่างให้แก่สาธารณะว่าการถกเถียงปม ปัญหาใดๆ ก็ตาม และไม่ว่าจะอ่อนไหวต่อความรู้สึกนึกคิดของสังคมเพียงใด ก็สามารถทำได้อย่างสุภาพ สร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม การจัดกิจกรรมเช่นนี้กลับจะเป็นการป้องกันความเข้าใจผิดของสาธารณะชนที่ทาง ผู้บริหารมหาวิทยาลัยกังวลได้เป็นอย่างดี

จึงเรียนมาเพื่อขอให้ผู้บริหารมหาวิทยาธรรมศาสตร์ทบทวนมติดังกล่าว และส่งเสริมให้มีการแสดงความคิดเห็นเรื่องมาตรา 112 ในมหาวิทยาลัยอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

วันที่ 31 มกราคม 2555

ลงชื่อ
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สลิสา ยุกตะนันทน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วันรัก สุวรรณวัฒนา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อนุสรณ์ อุณโณ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
บุญเลิศ วิเศษปรีชา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สายพิณ ศุพุทธมงคล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อัครพงษ์ ค่ำคูณ วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์)
พรรณราย โอสถาภิรัตน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อรอนงค์ ทิพย์พิมล คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ธร ปีติดล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ประจักษ์ ก้องกีรติ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อรอุมา เตพละกุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
มรกต ไมยเออร์ วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จันทนี เจริญศรี คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รัตนา โตสกุล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาดาดล อิงคะวณิช Centre for Research and Education in Arts and Media,University of Westminster
สร้อยมาศ รุ่งมณี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พรเทพ เบญญาอภิกุล คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศุพฤฒิ ถาวรยุติการต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 02/02/55 แก๊งมิจฉาทิฐิ

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

แก๊งมิจฉาทิฐิ...
คิดอุตริ อุบาทว์ ตามชาติสถุน
หวังขย้ำ ตามขยี้ บี้เป็นจุล
จึงหมกมุ่น แต่อิจฉา เรื่องบ้าบอ....

เฉกสามหน่อ พรรคเปรต ของเศษมนุษย์
ใช้ลีลา คอยยื้อยุด สุดเหลือขอ
ผลพวงบาป ถูกปราบฆ่า น้ำตาคลอ
กลับสอพลอ คัดค้าน..สันดานระยำ....

พวกตนกู้ กลับเฮฮา หน้าระรื่น
เสียงเริงร่า ชื่นมื่น ทุกคืนค่ำ
ช่างสมชื่อ พวกจังไร จิตใจดำ
คอยบั่นทอน ตอกย้ำ ทำบัดซบ....

สมชื่อแก๊ง โคตรเลว สุดเหลวไหล
เลวทุกตัว ชั่วทุกใจ ไว้เลี่ยงหลบ
พวกสาวก ปากปีจอ ก็สมทบ
แถมดาหน้า มาประจบ ดอดพบกัน....

สร้างเรื่องเลว ต่อไป ไม่หยุดหย่อน
คอยบั่นทอน คนคิดดี ที่สร้างสรรค์
สมชื่อพรรค เศษมนุษย์ สุดจำนรรจ์
พวกเชียร์มัน ก็แสนโง่ โอ๋..เข้าไป....

๓ บลา / ๒ ก.พ.๕๕

อดีตนศ.ละครแขวนคอชี้นิติราษฎร์เหยื่อซ้ำรอย6ตุลา

ที่มา Thai E-News

เรื่อง แบบนี้ทำมาเหมือนๆกัน ตั้งแต่การกล่าวหา ..ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร. 8 กรณีหมิ่นพระบรม ฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ...ของผม มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน -อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษาเหยื่อกรณี 6 ตุลา 19

อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เคยแสดงเป็นตัวละครช่างไฟฟ้าถูกแขวนคอที่จังหวัดนครปฐม เพื่อประท้วงการเดินทางกลับประเทศไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ถูกสื่อหนังสือพิมพ์ช่วงนั้นบิดเบือนว่า นักศึกษาเล่นละคร"หมิ่นเจ้าฟ้าชาย" จนนำไปสู่การจุดชนวนปลุกเร้าให้เจ้าหน้าที่ และมวลชนออกมาปราบปรามเข่นฆ่านักศึกษาที่ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อย่างทารุณโหดร้ายในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีคณะนิติราษฎร์ว่า กำลังตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกับที่เขาและนักศึกษา 6 ตุลาฯเคยเจอมา

นับจากกรณี 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้นมา แทบจะนับครั้งได้ที่เขาจะแสดงความคิดเห็นทางด้านการเมือง นี่เป็๋น 1 ในจำนวนน้่อยครั้งที่ว่านั้น โดยอภินันท์ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ค ดังต่อไปนี้

วันนี้ ขอแสดงความคิดเห็นทางการเมืองสักครั้ง

ในฐานะ คนที่เคยโดนทำร้ายด้วยกฏหมายมาตราที่ว่าด้วยพระมหากษัตริย์ และ พระราชวงศ์

... อย่างไม่เป็นธรรม ย้ำอีกครั้ง อย่างไม่เป็นธรรม ...

แถมท้ายว่า เป็นการใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงคนทั้งประเทศ

ที่ประชาชนทั้งประเทศจำนวนไม่น้อย ก็ตั้งใจที่จะเชื่อด้วยว่า

การใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวง นั้น ... เป็นความจริง



กรณี การล่าชื่อเพื่อให้แก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ นั้น

ผมเห็นว่า กฏหมายมาตรานี้ ก็เป็นกฎหมายมาตราหนึ่ง

ทำไมกลุ่มคนที่จะต้องมีส่วนปฏิบัติตามกฏหมายนี้ ..จะขอให้แก้ไขบางส่วน ..ไม่ได้

สิทธินี้ ควรเป็นสิทธิตามระบอบประชาธิปไตย

และจริงๆ วิธีการแก้ไขก็มีระบุไว้อยู่แล้ว


ทำไมฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย จึงต้องกระทำการดัง ... การล่าแม่มด ...

คือการกล่าวหา ...ใส่ร้ายป้ายสี ...หลอกลวงคนทั้งประเทศ ...

ว่าคณะ นิติราษฎร์ มีแผนการณ์ มีความคิดว่าจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์

แล้วก็โยงใยไปถึง กลุ่ม นปช. คนเสื้อแดง รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ..แบบเหมารวม


ผมเห็นว่า เรื่องแนวคิดทางการเมือง ..ย่อมมีการเห็นตรงกันได้ ..

แต่ก้ไม่ได้หมายความว่า ..จะต้องเป็นกลุ่มเดียวกัน ...

และผมก้ไม่เห็นว่า คณะนิติราษฎร์ จะมีแนวคิด มีแผนการณ์

จะคิดโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์ตรงไหน


ฝ่ายที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์ กำลังกระทำการอย่างที่คุ้นเคย

คือการกล่าวร้าย ด่าทอ ใส่ร้ายป้ายสี หลอกลวงประชาชน

เพื่อสร้างความรู้สึกโกรธแค้น ชิงชัง ..จนทำให้ฝ่ายที่ได้รับข้อมูล พร้อมที่จะเชื่อ ...


เรื่องแบบนี้ทำมาเหมือนๆกัน ตั้งแต่การกล่าวหา ..ท่านปรีดี กรณีลอบปลงพระชนม์ ร. 8

กรณี หมิ่นพระบรม ฯ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม ...ของผม

มาจนถึง คณะนิติราษฎร์ กำลังเป็นเหยื่อรายปัจจุบัน ครับ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:บทสัมภาษณ์ "อภินันท์ บัวหภักดี" : ชายผู้ถูกกล่าวหาว่า "แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"

คัดจาก นิตยสารสารคดี
ปีที่ 12 ฉบับที่ 140 ประจำเดือนตุลาคม 2539



อภินันท์ บัวหภักดี อดีตนักศึกษาที่ถูกกล่าวหาว่าแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์บางฉบับมีใบหน้าคล้ายองค์รัชทายาท จนกลายเป็นชนวนสำคัญของเหตุการณ์
6 ตุลา 19

เขาเป็น 1 ใน 19 ผู้ต้องหาจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

ปัจจุบันเขาเป็นบรรณาธิการประจำกองบรรณาธิการ นิตยสาร อสท.


“เหตุการณ์นี้เป็นอุบัติเหตุในชีวิตที่เราบังเอิญเดินผ่าน ชุมนุมนาฏศิลป์และการละครในเช้าวันนั้น แต่ไม่ใช่อุบัติเหตุทางการเมืองแน่นอน เพราะเหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่ชั่วโมง”


อภินันท์ บัวหภักดี ย้อนอดีตเหตุการณ์การแสดงละครเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ณ ลานโพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


“ผมเป็นนักกีฬามหาวิทยาลัย กิจกรรมที่ทำส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬา แต่ผมก็มีเพื่อนที่ทำกิจกรรมอยู่ใน อมธ. และชุมนุมต่าง ๆ ทุกวันเราจะเห็นเพื่อนเขียนโปสเตอร์ เขียนบอร์ด ถ้าผมว่างก็ไปช่วย และตอนนั้นเราก็เหมือนเพื่อนปีหนึ่งด้วยกันที่อยากเข้ากับชุมนุมอะไรซัก ชุมนุม ก็ตัดสินใจเข้าชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร ผมชอบเล่นละครมาก แต่เล่นไม่เก่ง ทำอยู่พักหนึ่งก็รู้ว่าตัวเองไม่ไหวแล้ว พอดีช่วงนั้นมีวงดนตรีต้นกล้า ผมเป่าขลุ่ยเก่งก็เลยเปลี่ยนจากเล่นละครมาเล่นดนตรี

พอพระถนอมกลับมาก็มีการคุยกันในศูนย์กลางนิสิตฯ เพื่อจะจัดกิจกรรมประท้วงการกลับมาของพระถนอม ศูนย์กลางนิสิตฯ จะส่งแนวคิดลงมายังชุมนุมต่าง ๆ ว่า ทำอย่างไรที่จะให้นักศึกษาหยุดเรียนเพื่อมาประท้วงการกลับมาของพระถนอม สำหรับชุมนุมนาฏศิลป์ฯ ก็คิดกันว่าจะจัดการแสดงขึ้นในวันที่นักศึกษาปีที่ 1 หยุดสอบ เพราะถ้าทำให้นักศึกษาปีที่ 1 หยุดสอบได้ จะทำให้นักศึกษาทั้งหมดหยุดสอบไปโดยปริยาย”


ดังนั้นชุมนุมนาฏศิลป์ฯ จึงร่วมกันคิดละครขึ้นมาชุดหนึ่ง ในตอนแรกมีพล็อตเรื่องเพียงเรื่องเดียวซึ่งไม่เกี่ยวกับการแขวนคอ


“พล็อตเก่าเป็นละครเรื่องหนึ่ง จำลองภาพเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลา ที่นักศึกษาประท้วงแล้วถูกยิงตายกันเยอะ พล็อตนั้นก็ให้นักศึกษาทำเป็นนอนตายเต็มลานโพ มีคนตายเรียงอยู่ตามขั้นบันไดทางขึ้นตึกศิลปศาสตร์ (ตึกที่นักศึกษาปีที่ 1 ใช้สอบ) มีคนแต่งตัวเป็นพระถนอมและลูกศิษย์ ทำเป็นเดินวนเวียนอยู่บริเวณที่มีคนนอนตาย แล้วพระถนอมก็พูดพล่ามอยู่ตลอดเวลาว่า อาตมาขอบิณฑบาตอีกสักสี่ห้าสิบศพนะ ส่วนภาพที่เป็นหลักคือ ภาพนักศึกษาคนหนึ่งกำลังขึ้นไปสอบ นักศึกษาจะต้องเดินข้ามคนตายไปทีละคน ๆ ระหว่างที่เดินขึ้นบันได คนที่นอนอยู่จะถามว่า “คุณจะไปไหน” นักศึกษาก็ตอบว่า “จะขึ้นไปสอบ” คนที่นอนอยู่ก็บอกว่า ถ้าจะขึ้นไปสอบก็ต้องข้ามศพคนพวกนี้ไปก่อน ในขณะเดียวกันกับพระถนอมก็บิณฑบาตขอศพไปเรื่อย ๆ แล้วก็มาถึงไคลแมกซ์ นักศึกษาคนนั้นจะค่อย ๆ เดินไป ตัวสั่นไป ฉากจบคือ นักศึกษาทิ้งหนังสือ ไม่ไปสอบแล้ว”


ส่วนพล็อตที่ 2 เป็นพล็อตที่นำมาจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 24 กันยายน เป็นพล็อตที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นชนวนของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ครั้งนี้


“พล็อตที่ 2 คิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ฆ่าแขวนคอช่างไฟฟ้าจังหวัดนครปฐมที่ไปติดโปสเตอร์ต่อต้านการกลับมาของพระถนอม พอกลางคืนวันนั้นชมรมนาฏศิลป์ฯ ก็คิดพล็อตกันเลย สาเหตุที่เล่นเรื่องแขวนคอ เพราะต้องการให้เห็นภาพความโหดร้ายของพระถนอม ที่กลับมาไม่ทันไรก็มีคนถูกแขวนคอ เป็นภาพที่สะเทือนขวัญก็เลยเอามาแสดง พอคิดเสร็จก็ลองเอาเฮียวิโรจน์ (วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์) ขึ้นไปแขวนดู”


แล้วอุบัติเหตุในชีวิตของเขาก็เกิดขึ้น เมื่อเขาบังเอิญเดินผ่านชุมนุมนาฏศิลป์ฯ ในเช้าวันที่ 4 ตุลาคม


“วันนั้นผมนักเพื่อนที่ชมรมวอลเลย์จะไปดูหนังเรื่อง “ยุทธภูมิมิดเวย์” ด้วยกัน ตั้งใจว่าจะไปดูรอบเช้า นั่งรอเพื่อนอยู่นานเพื่อนก็ไม่มาสักที เราก็ไม่รู้จะทำอะไร เลยเดินเล่น เห็นเขากำลังจับเฮียแขวนอยู่ใต้ต้นไม้ รู้สึกน่าสนุกดี พอปลดเฮียลงมาเฮียก็บ่นว่าเจ็บ ก็เลยต้องหาคนอีกคนเอาไว้สลับ บังเอิญผมเดินขึ้นไปตอนเขากำลังบ่นว่าเจ็บพอดี สักพักหน่อย (อนุพงศ์ พงศ์สุวรรณ) ก็ออกมาบอกว่าให้ผมช่วยหน่อย เพราะคนที่ขึ้นไปแขวนจะต้องตัวเล็ก ๆ ตอนนั้นน้ำหนักผมประมาณ 50 กิโลเท่านั้น เราว่างอยู่ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ก็ตัดสินใจเดี๋ยวนั้นเลย

รู้ตัวว่าเป็นนักแสดงตอนสิบเอ็ดโมง แล้วต้องแสดงก่อนนักศึกษาเข้าสอบบ่ายโมง จึงมีเวลาเตรียมตัวนิดเดียว เขาก็ให้ไปหาเสื้อมาใส่ เราก็ไปค้นจากกองเสื้อที่ใช้เล่นละคร ก็ได้เสื้อ รด. สีคล้ำ ๆ ซึ่งเข้าชุดกับกางเกงสีเขียวที่เรานุ่งอยู่ หลังจากนั้นจึงให้เพื่อนชื่อต้อที่อยู่วงดนตรีกงล้อมาแต่งหน้าให้ โดยแต่งให้เหมือนกับคนถูกซ้อม พอแต่งหน้าเสร็จก็ออกไปแสดงเลย ตอนนั้นเขาเตรียมบทอะไรเราก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอเฮียวิโรจน์เจ็บ ก็จะเปลี่ยนให้เราขึ้นไปแขวนแทน จำได้ว่าขึ้นไปแขวนสองสามเที่ยว ละครที่เล่นไม่มีบทพูด เป็นการแสดงภาพเฉย ๆ คนที่เดินผ่านไปมาเขาจะรู้ว่าเราต้องการสื่ออะไร และมีคนคอยพูดโทรโข่งอยู่ด้านล่าง ชักชวนให้นักศึกษาเข้าร่วมชุมนุม ตอนนั้นไม่มีใครพูดว่าหน้าเหมือนใครเลย”


ระหว่างเล่นละคร ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อธิการบดีในขณะนั้น ได้ลงมาขอร้องให้นักศึกษาเลิกแสดงละคร เนื่องจากถึงเวลาที่นักศึกษาต้องเข้าสอบ แต่มีนักศึกษาเข้าห้องสอบน้อยมาก ในที่สุดมหาวิทยาลัยจึงประกาศงดสอบ


“ตอนแรกอาจารย์ป๋วยก็ลงมาห้าม บอกว่าให้เลิกได้แล้ว แต่ท่านก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนั้นอาจารย์ป๋วยน่าสงสารที่สุดเพราะถูกบีบจากทั้งสองฝ่าย อาจารย์ป๋วยเปิดโอกาสให้ทำตามสิทธิตามปรัชญาของท่านว่ามหาวิทยาลัยจะต้องมี เสรีภาพ ท่านก็ไม่ได้คัดค้านพวกเรา แต่ท่านต้องทำตามหน้าที่”


หลังจากเล่นละครเสร็จตอนบ่ายสามโมง อภินันท์ก็มุ่งหน้ากลับบ้านโดยไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมประท้วงที่ศูนย์กลาง นิสิตฯ จัดขึ้นแต่อย่างใด กว่าเขาจะรู้ว่าตัวเองได้กลายเป็นชนวนของเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ล่วงเข้าตอน เย็นวันเดียวกัน เมื่อได้ฟังวิทยุยานเกราะกล่าวหาว่ามีการเล่นละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ


“พอฟังวิทยุยานเกราะจึงรีบกลับมาที่ธรรมศาสตร์ เจอหน่อย (อนุพงศ์) คนที่ชวนให้เล่นละคร เขาก็บอกว่าอย่าเพิ่งไปไหน เพราะจะมีการแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าเราไม่ได้มีเจตนาเล่นละครหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ ผมขอออกมากินข้าวเย็นที่ท่าพระจันทร์ เห็นหนังสือพิมพ์วางขายอยู่ที่แผง พอเรายื่นหน้าเข้าไปดูก็ได้ยินคนพูดว่า มันทำกันอย่างนี้เชียวหรือ คนที่ดูหนังสือพิมพ์อยู่ไม่รู้ว่าผมคือคนที่อยู่ในรูป ผมคิดว่ามันไม่เหมือนเราเลย

คืนนั้นนอนอยู่ที่ตึก อมธ. นอนไม่หลับทั้งคืน เริ่มกลัวเพราะเป็นคดีอาญา คงจะถูกดำเนินคดี แต่เรามั่นใจว่าเราไม่ได้ทำ แต่ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกแล้วว่าอาจเป็นชนวนให้เรื่องบานปลายใหญ่โตได้ แต่ไม่คิดว่าจะมีการล้อมฆ่า พอเช้าเริ่มมีระเบิดลง ผมอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้ เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของละครเรื่องนี้เหมือนกัน”


หลังจากนั้น เขาและเพื่อนที่เกี่ยวข้องกับการแสดง รวมทั้งเพื่อนในศูนย์กลางนิสิตฯ ถูกตามให้ไปพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ที่บ้าน ในขณะนั้นเสียงกระสุนปืนดังถี่ขึ้น และสถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง แต่เขาคิดว่าหากได้พบนายกฯ สถานการณ์คงจะดีขึ้น


“คนที่ออกไปพบนายกฯ มีทั้งหมด 6 คน จากศูนย์กลางนิสิตฯ 3 คน คือ สุธรรม แสงประทุม สุรชาติ บำรุงสุข และประพนธ์ วังศิริพิทักษ์ และกลุ่มผู้แสดงละครมี 3 คน คือ ผม วิโรจน์ และอนุพงศ์ ขณะออกจากธรรมศาสตร์มีการยิงหนักมากจนเราต้องวิ่งฝ่าห่ากระสุนและหยุดรอจน กระทั่งเสียงปืนสงบจึงวิ่งต่อ เราไม่เห็นตัวคนยิง เห็นแต่ลูกกระสุน วิ่งไปก็เห็นปูนกระจายเต็มไปหมด

เมื่อออกมาถึงประตูท่าพระจันทร์ ก็มีคนมารับขึ้นรถพาไปที่บ้านนายกฯ พอไปถึง ยังไม่ทันเข้าบ้านเขาก็ไล่กลับขึ้นรถ ตอนนั้นก็งง เพราะยังไม่ได้เจอนายกฯ เลย ไม่รู้ว่าจะไปไหนต่อ คนที่พาไปเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตอนนั้นเริ่มใจไม่ดีแล้ว เพราะคิดว่าพอไปถึงบ้านนายกฯ คงเจรจากันได้”


ในขณะนั้นอภินันท์และเพื่อนคาดเดาจุดหมายปลายทางของตนเองไม่ออก จนกระทั่งรถเข้าจอดที่กองปราบฯ สามยอดเขาจึงได้รู้ว่า


“ถูกตำรวจหลอกให้เข้าคุกทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีข้อหา ตอนนั้นทุกคนก็งง ๆ เพราะพอไปถึงเขาก็ให้เข้าห้องขังเลย ตอนแรกสุธรรมถามว่าจับผมข้อหาอะไร เขาก็บอกว่าให้เข้าไปก่อนเถอะ ตอนนั้นเป็นช่วงสาย ๆ ของวันที่ 6 อยู่ในห้องขังตลอดวันไม่รู้เรื่องอะไรเลย กว่าข้อหาจะมาถึงก็ตอนกลางคืน จึงถูกนำตัวไปสอบสวน”


ระหว่างที่เดินจากห้องขังซึ่งอยู่ชั้น 3 ลงไปชั้นล่างอภินันท์เริ่มรู้สึกตัวว่าตนได้กลายเป็นที่เกลียดชังของคนที่นี่ไปเสียแล้ว


“จำได้ว่ามีคนมามุงดูเราด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย โกรธแค้น คนที่มามุงดูเราทั้งหมดเชื่อว่าเราดูหมิ่นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ มีการชี้หน้าว่าไอ้นี่แหละ ตำรวจที่ของขึ้นหน่อยก็เข้ามาอัดเลย ผมถูกอัดคนเดียว เหมือนกับแค้นที่ผมไปทำร้ายสิ่งที่เขาเคารพบูชา เข้าใจว่ามันเป็นอารมณ์โกรธ โดนไปหลายตุ้บ ทั้งมือทั้งเท้า ตอนนั้นรู้สึกไม่เข้าใจ ไม่ได้เถียงอะไร งง ๆ ไม่รู้ว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงมีความรู้สึกรุนแรงได้ถึงขนาดนี้ พอลงมาสอบสวน เราก็ยอมรับว่าแสดงละครจริง ๆ แต่ไม่ได้ต้องการดูหมิ่นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ค่ำวันนั้นได้รับข้อหามาหนึ่งข้อหา คือ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”


เขาและเพื่อนเริ่มรู้สถานการณ์ภายนอกเมื่อย่างเข้าวันถัดไป


“ตอนที่เจ้าหน้าที่บอกว่าฆ่าพวกเราตายหมดแล้ว ตอนนั้นไม่เชื่อ แต่พอวันรุ่งขึ้นแม่ของเฮียวิโรจน์มาเยี่ยม แล้วบอกว่ามีการล้อมปราบที่ธรรมศาสตร์ ตอนแรกเราก็โทษตัวเองอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นก็ยิ่งโทษตัวเองมากขึ้นว่าเป็นเพราะเราที่ทำให้มีคนตายมากมาย ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก ผมกับเฮียวิโรจน์เลยผลัดกันนั่งร้องไห้ตลอดคืน”


หลังจากถูกคุมขังอยู่ที่กองปราบได้ 7 วัน เขาและเพื่อนทั้ง 6 คนก็ถูกย้ายเข้าเรือนจำบางขวางทันที พร้อมด้วยข้อหาเพิ่มอีก 10 ข้อหา นับตั้งแต่ก่อการจลาจล มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ฆ่าและพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน มีอาวุธปืนและวัตถุระเบิดอยู่ในครอบครอง ข้อหาที่เบาหน่อยก็คือ บุกรุกในเวลากลางคืน ฯลฯ


“ข้อหามันเยอะ แต่มันไม่เกี่ยวกับเรา เราไม่ได้ทำอย่างนั้น จึงเชื่อว่าคงรอดออกมาได้ เพราะถ้าผิดตามข้อหาที่ถูกกล่าวหาจริง ถูกประหารชีวิตสักสิบครั้งก็คงยังใช้โทษไม่หมด เราเชื่อว่าเรายังเป็นผู้บริสุทธิ์ ถ้าจะโดนจริง ๆ คงแค่คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น”


ระยะแรกที่อยู่ในคุก เขารู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างเลวร้ายกับเขาเหลือเกิน และเขาก็โทษตัวเองอยู่ตลอดเวลา


“ชีวิตในคุกแม้จะไม่เลวร้ายนัก แต่ก็เป็นการจำกัดอิสระให้อยู่ในที่แคบ ๆ ไร้อิสรภาพ ความรู้สึกตอนเข้าไปใหม่ ๆ รู้สึกว่าทุกอย่างรอบกายมันเลวร้าย ตอนนั้นมันคับแค้นใจ รู้สึกว่าโลกมันเลว มากล่าวหาว่าเราทำในสิ่งที่เราไม่ได้ทำ เมื่อมองหาทางออกแล้วหมดหวังเลย เพราะเขากล่าวหาว่าเราทำร้ายผู้ปกครองประเทศ เรารู้แล้วว่าเราเป็นหมากตัวหนึ่งที่ต้องถูกกำจัดทิ้งไป รู้สึกว่าโลกคือความเลว…หมดหวัง”


แต่เมื่ออยู่ ๆ ไปเขาก็เริ่มรู้สึกมีความหวังมากขึ้น เมื่อมีคนมาเยี่ยมและส่งข่าวคราวความเคลื่อนไหวของการดำเนินคดีว่ามีแนวโน้ม ไปในทางที่ดีขึ้น หลังจากติดคุกอยู่ 2 ปี ข้อเท็จจริงก็เริ่มคลี่คลายขึ้นเมื่อเพื่อนคนหนึ่งชื่อ บุญชาติ เสถียรธรรมณี เป็นคนเดียวในผู้ต้องหา 19 คนที่ไม่ถูกกล่าวหาในคดีมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ความแตกต่างนี้เป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การปลดปล่อยเพื่อนทั้งหมดให้เป็นอิสระ


“เนื่องจากคดีที่มีข้อกล่าวหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์พ่วงอยู่ด้วยจะ ต้องขึ้นศาลทหาร คดีนี้เป็นคดีครอบจักรวาลที่ต้องการกักขังคนไว้นาน ๆ และการขึ้นศาลทหารก็อยู่นอกเหนือการรับรู้ของประชาชน อาจทำให้การพิจารณาคดีขาดความชอบธรรม ดังนั้นเมื่อบุญชาติได้ขึ้นศาลพลเรือนในข้อหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จึงมีโอกาสได้รับการพิจารณาที่ยุติธรรม และที่สำคัญ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นคดีกุญแจ เนื่องจากหากไม่เกิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การจลาจลก็จะไม่เกิดขึ้น ถ้าคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหลุด คดีอื่น ๆ ก็จะกลายเป็นความไม่ชอบธรรมและจะทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากข้อหาทั้งหมด

การพิจารณาคดีดำเนินการสอบสวนมาตลอด 2 ปี ยิ่งมีการไต่สวน ความจริงก็เริ่มเปิดเผย เนื่องจากคำให้การของพยานโจทก์ไม่มีน้ำหนัก ทุกอย่างจึงกลายเป็นความไม่ชอบธรรม ส่งผลให้มีการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก่อนที่การพิจารณาจะสิ้นสุด ความหมายของการนิรโทษกรรม คือ การยกโทษความผิดให้แก่ทุกคนที่กระทำผิดในวันที่ 6 ตุลา ผู้ต้องหาทั้ง 19 คนจึงได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสรภาพ”


แม้เขาจะรู้สึกยินดีกับอิสรภาพที่ได้ แต่เขากลับไม่รู้สึกยินดีกับการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเท่าใดนัก


“เนื่องจากความหมายของการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม คือ การบอกว่าเราเป็นคนผิดที่ได้รับการให้อภัย เป็นการช่วยคนที่ทำผิด จริง ๆ แล้วคนที่บริสุทธิ์ยังไม่ได้รับการพิสูจน์โดยกระบวนการยุติธรรม และคนที่ทำผิดยังไม่ได้รับโทษ ทั้ง ๆ ที่ความผิดของเขาเป็นความผิดที่ร้ายแรงมาก”


เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อตัวเขาอย่างไร อภินันท์กล่าวว่า


“เหตุการณ์นี้เป็นจุดหักเหในชีวิตผม ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา ผมไม่ได้สนใจเรื่องการเมืองมากเท่าไร แต่หลังจากเหตุการณ์แล้ว ผมเริ่มมองการเมืองอย่างคนที่เข้าใจมากขึ้นและสนใจมากขึ้น ในใจเรายังต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม มันซึมเข้าไปในสายเลือด และมีส่วนผลักดันต่อชีวิตผมทุกวันนี้มาก เพราะทำให้มีคนรู้จักผมมากขึ้น ได้ทำงานที่อยากทำ แม้จะสูญเสียอิสรภาพไป 2 ปี แต่หลังจากนั้นกลับเป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความสุขมาก”


อภินันท์ได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับเหตุการณ์ 6 ตุลา คือ สื่อมวลชน ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมา สื่อมวลชนทำงานสัมฤทธิผลมากเกินไป เมื่อสถานการณ์ถูกปลุกเร้าโดยสื่อต่าง ๆ การแสดงละครของเขาจึงได้กลายเป็นชนวนสำคัญของเหตุการณ์ครั้งนี้

20 ปีผ่านไป ชายหนุ่มที่ชื่อ อภินันท์ บัวหภักดี ก็ยังคงมีประโยคหนึ่งติดค้างในใจของเขาอยู่เสมอ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์นองเลือดเช้าวันที่ 6 ตุลา 19 ประโยคนั้นคือ

“ถ้าไม่มีเรา เหตุการณ์นี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”


-เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ดูที่ http://www.2519.net/

-วีระ ธีระภัทร:ก่อนที่คุณคิดจะ ไม่เห็นด้วย ทำร้าย ตัดคอ นิติราษฎร์ เรื่องแ้ก้ ม. 112 คุณได้อ่านและศึกษาถึงสิ่งที่พวกเขานำเสนอแล้วหรือยัง?



เมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา ในรายการ "คุยได้คุยดี Talk News & Music" ทางคลื่น 96.5 MHz อสมท. ดำเนินรายการโดยนายวีระ ธีระภัทรานนท์ ช่วงหนึ่งได้มีผู้โทรศัพท์เข้ามาแสดงความเห็นในเชิงตำหนิและระบุว่าต้องการ จะทำร้ายกลุ่มนิติราษฎร์

ทำให้นายวีระรีบตัดบท และถามผู้ที่โทรศัพท์เข้ามาว่ารู้จักกลุ่มนิติราษฎร์หรือไม่ว่าสมาชิกประกอบ ด้วยใคร และถามด้วยว่ารู้ข้อความในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ และยังแนะนำให้กลับไปค้นคว้าข้อมูลจะได้มีพื้นฐานในการแสดงความรู้สึก ก่อนวางสาย โดยท้ายรายการนายวีระระบุด้วยว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาไม่ใช่รัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าวเคยมีการแก้ไขมาแล้วในปี 2519

กูบิณฑ์ บรรลัยแล้ว

ที่มา Thai E-News

บิณฑ์ บรรลัยแล้ว-หนัง ปัญญาเรณู2ของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่เจ้าตัวโม้ว่าทุ่มทุนสร้าง 120 ล้าน เพิ่งจะทำเงินได้เพียง 9 ล้านในสัปดาห์แรก โดนหนังเรื่อง ATM เออรัก..เออเร่อ แชมป์ทำเงิน 100 ล้านทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
1 กุมภาพันธ์ 2555

เว็บไซต์ entertainweekly รายงานอันดับหนังทำเงินในบ้านเราประจำสุดสัปดาห์ที่ 26-29 ม.ค. 2555 ว่าแชมป์ยังเป็นหนังไทยเรื่อง ATM เออรัก..เออเร่อ ทำเงินมาเพิ่มอีก 33 ล้านบาท รวมทะลุ 100 ล้านบาท ตามมาด้วยอันดับสอง หนังเทศเรื่องUnderworld : Awakening และอันดับสามหนังไทยเรื่อง ปัญญาเรณู 2 ทำเงินได้ 9 ล้านบาท

การเปิดตัวสัปดาห์แรกนับว่าทำเงินได้ต่ำกว่าคาด และยังห่างเป้าหมายที่เจ้าของหนังหวังไว้จะทะลุหลัก 100 ล้านบาท แม้จะได้แรงเชียร์จากซุปตาร์ เบิร์ด-ธงไชยก็ตามที เนื่องจากโดนกระแสบอยคอตอย่างหนักจากคนเสื้อแดงและฝ่ายประชาธิปไตยที่ไม่พอ ใจบทบาทของบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ที่โดดออกมาร่วมกับหมอตุลย์ กลุ่มเสื้อหลากสี ชุมนุมต่อต้านนิติราษฎร์ คัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 และวาจาพาเจ๊งที่พูดว่า"ใครไม่ดูหนังกู ก็เรื่องของมึง"

เบิร์ดก็เอาไม่อยู่-ซุปตาร์เบิร์ด ธงไชย แม็คอินไตย์ ต้องออกโรงมาช่วยบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โปรโมตหนังเรณูปัญญา 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ค Bird Thongchai แต่ก็เอาไม่อยู่ ยังห่างเป้าที่หวังไว้มากถึง 91 ล้าน

แฟนคลับบิณฑ์ยอมรับหน้าชื่่นโดนบอยคอต

แฟนคลับของบิณฑ์โพสต์ข้อความลงหน้าแฟนเพจ บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ว่า

รายได้ของเรา 9 ล้านครับ แย่จังพวกเสื้อแดงเนี่ย

อย่าคิดมากนะครับ ถึงหนังจะรายได้ต่ำกว่าที่พวกเราคาดมากก็ไม่เป็นไร ภาคสามจะได้สามเท่่าแน่นอน ทำดีได้ดี และไม่อยากให้คุณบิณฑ์ท้อ แต่ก็ไม่อยากให้ออกไปเล่นกับเสื้อแดง พวกนี้เวลามันแบนใครผลตามมาค่อนข้างจะเยอะ ก่อนหน้านั้นมันแบน "มาม่า" อาการแทบแย่ ตอนนี้มันก็จะแบนน้ำตรา"สิงห์"


เสียงวิจารณ์จากคนดูในห้องเฉลิมไทย หนังไม่สนุกเท่าภาคแรกแม้ได้หม่ำ+ตุํ๊กกี้มาชูโรง

-ไม่ชอบปัญญาเรณู 2 เลย เรณูแก่แดดไป

เป็นหนังที่ผมไม่อนุญาตให้เด็กๆๆในบ้านเอามาดูเด็ดขาด เพราะกลัวจะเป็นตัวอย่างผิดๆให้เด็กจำไปใช้...

- ในฐานะคนที่เคยอวย และเคยดันหนังปัญญา เรณู มาแล้ว ขอวิจารณ์ ปัญญา เรณู ภาค2 แบบตรงไปตรงมา

ถามว่าผมให้ภาค2 ผ่านไหม ผมให้ผ่าน แต่มันไม่ประทับใจแบบภาคแรกครับ

-คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้ดููหนัง ปัญญาเรณู 2

ผมพึ่งไปดูมาเมื่อวาน...รู้สึกว่าคนในโรงน้อยมาก ทั้งๆที่เป็นวันแรก เลยอยากถามทุกคนว่า ไปดูมาแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง สำหรับผม ชอบภาคแรกมากกว่า

-ปัญญา เรณู2 : ก็เป็นเหมือนๆกับหนังภาคต่อหลายเรื่อง

ภาคแรกผมให้ 8.5 เต็ม 10 ภาคนี้ให้ 6 เต็มสิบ

-ไปดูปัญญาเรณู2 มา ขอบอกว่า

โคตรห่วย เสียดายตังค์

Wednesday, February 1, 2012

อมธ.นำต้านมติผู้บริหารธรรมศาสตร์ปิดกั้นนิติราษฎร์-นศ.ขึ้นป้ายเสรีภาพตายแล้ว!

ที่มา thaifreenews

โดย bozo











วันที่ 1 ก.พ. ผู้สื่อข่าว "ข่าวสด" รายงานว่า
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้เผยแพร่
แถลงการณ์องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผ่านเฟซบุ๊ก http://www.facebook.com/thammasatsu มีข้อความดังนี้

"...กรณี มติคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยไม่อนุญาตใช้พื้นที่มหาวิทยาลัย
เพื่อเคลื่อนไหว มาตรา ๑๑๒...

ตามที่ได้มีข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้เขียนข้อความผ่านทาง Facebook ว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย
ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ซึ่งมีข้อความว่า “ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่มหาลัย
เพื่อเคลื่อนไหวกรณีมาตรา ๑๑๒ อีกต่อไป
เพราะมหาลัยเป็นสถานที่ราชการ การอนุญาตต่อไปอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่า
เป็นการดำเนินการของมหาลัยหรือมหาลัยเห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น
อีกทั้งอาจนำมาซึ่งความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในบริเวณมหาลัย
จนมหาลัยไม่อาจดูแลความปลอดภัยของบุคคลและทรัพย์สินของมหาลัยได้” นั้น
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)
ในฐานะผู้แทนของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เห็นว่ามติที่มีผลผูกพันดังกล่าวมีเนื้อหาที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) จึงขอแสดงจุดยืนที่มีต่อมติดังกล่าว ดังนี้

1) อมธ. ร้องขอให้ทบทวนมติของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย
ตามที่ท่านอธิการบดีได้ระบุไว้ข้างต้น
เพราะมติดังกล่าวมีเนื้อหาที่กระทบต่อสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

2) มหาวิทยาลัยเปรียบได้กับห้องทดลองในทางสังคมศาสตร์
เป็นสถานที่หลักในการขับเคลื่อนพัฒนาการในทางวิชาการ
เปรียบได้กับพัฒนาการในทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องอาศัยห้องทดลองเป็นสำคัญ
การไม่อนุญาตให้บุคลากรในมหาวิทยาลัยแสดงความคิดเห็น
ย่อมไม่ต่างอะไรกับการทำลายเสาค้ำยันในความเป็นมหาวิทยาลัย
ที่มีเสรีภาพในทางความคิดทิ้งไป

3) เพื่อความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว จึงขอเรียกร้องให้ท่านอธิการบดี
ชี้แจงถึงมติดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นการทั่วไป ทั้งนี้ เพื่อความเข้าใจโดยทั่วกัน

สุดท้ายนี้ อมธ. ยังคงยืนยันในจุดยืนแห่งการมีสิทธิเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และเรายังคงเคารพในความเห็นที่แตกต่างไม่ว่าจะมาจากกลุ่มใดก็ตาม
ตราบเท่าที่ความคิดเห็นเหล่านั้นยังคงอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย

ทั้งนี้ อมธ. ในฐานะผู้แทนของนักศึกษาซึ่งมีความหลากหลายทางความคิด
ขอรับรองว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่ใช่กลุ่มทางการเมืองใด
และไม่มีกลุ่มทางการเมืองใดเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หากแต่ความสวยงามในความคิดเห็นที่แตกต่างคือ
ภาพสะท้อนแห่งความเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่แท้จริง

ด้วยจิตคารวะคณะกรรมการบริหารองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕"

ด้านนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายการนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
และนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สมัยพฤษภาทมิฬ 35
โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Parinya Thaewanarumitkul ระบุว่า

"ถึงแม้ว่าผมจะไม่เห็นด้วยกับคณะนิติราษฎร์ในหลายเรื่อง
แต่ผมเห็นว่าเสรีภาพในทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิด
เห็นที่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย เป็นสิ่งที่เราควรจะต้องเคารพและคุ้มครอง
ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่กับความคิดเห็นนั้น

"ผมไม่ได้อยู่ในที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เมื่อวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา
จึงไม่ทราบรายละเอียดของการประชุมและมตินี้ของที่ประชุม
แต่ผมเข้าใจว่ามติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัย
น่าจะเป็นเรื่องความห่วงใยที่มีการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัย
ในการเคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา ๑๑๒ ที่อาจจะนำไปสู่ความแตกแยกของคนในสังคม
แต่ไม่น่าจะเป็นเรื่องการห้ามมิให้ใช้สถานที่ในการจัดกิจกรรมทางวิชาการ
เพราะเสรีภาพในทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในขอบเขตของกฎหมาย
เป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คุ้มครองเสมอมา และควรจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป"

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต
มีนักศึกษานำเอาป้ายประท้วงการที่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย
สั่งห้ามจัดกิจกรรมทางวิชาการ เกี่ยวกับการแก้ไข ม.112 มาติดไว้ที่บอร์ดตามตึกต่างๆ
โดยเฉพาะตึกเอสซี จำนวนมาก
โดยป้ายแต่ละป้ายเขียนข้อความเสียดสีทางการเมือง อาทิ
"กำหนดการสวนอภิธรรมศพ คุณเสรีภาพ ทุกตารางนิ้ว
ณ ฌาปนกิจสถานมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี"
พร้อมกับเรียกร้องให้น.ศ.แต่งชุดดำ ขณะที่ป้ายอื่นๆ เช่น
"เสรีภาพตายแล้ว"
"ทำไมธรรมศาสตร์ไม่มีเสรีภาพสักตารางนิ้ว"
และ "ฉันรักธรรมศาสตร์เพราะสอนให้ฉันรู้รักษาตัวรอด"



http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNeU9EQTRNamswTWc9PQ==&sectionid=

บ้าไปแล้ว! สถาบันประปกเกล้าฯ สั่งนิติราษฎร์ "ยุติบทบาท-ควบคุมพฤติกรรม"?

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



สถาบันพระปกเกล้า ออกแถลงการณ์
ให้กลุ่มนักวิชาการที่เคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 ให้หยุดเคลื่อนไหว,
ให้สถาบันต้นสังกัดควบคุมพฤติกรรม,
และให้สังคมร่วมติดตามตรวจสอบใกล้ชิด
พร้อมยกระดับตอบโต้จากเบาไปหาหนักหากยังไม่ยอมหยุด

นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ นายกสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
เป็นประธานแถลงการณ์คณะกรรมการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
เรื่องการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ของคณะกลุ่มบุคคล
ที่ได้อ้างความเป็นนักวิชาการและเสนอต่อสาธารณะ
ในการแก้ไขมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
และนำไปสู่การละเมิด พาดพิงวิพากษ์วิจารณ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์
ซึ่งเป็นสถาบันของชาติให้เกิดความเสียหาย
และ กระทบกระเทือนต่อจิตใจประชาชนทั่วทุกหมู่เหล่า
และขยายวงไปสู่ความขัดแย้งและแตกยกของผู้คนในสังคม

ดังนั้นสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า
ในฐานะศูนย์รวมของนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่าของสถาบันพระปกเกล้า
และมีวัตถุประสงค์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและสร้างความห่วงใยต่อพฤติกรรม
และการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าว
ที่ก้าวเลยความเป็นนักวิชาการที่แสดงออกอย่างบริสุทธิ์ใจอย่างมีจรรยาบรรณ
อย่างที่วิญญูชนพึงแสดงออกและพึงกระทำ
คณะกรรมการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าจึงขอเรียกร้องต่อสาธารณะดังนี้

1.ให้คณะบุคคลดังกล่าวได้ยุติการกระทำที่ละเมิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

2.ขอให้สถาบันการศึกษาต้นสังกัดของกลุ่มบุคคลเหล่านี้
ได้ดำเนินการควบคุมพฤติกรรมและการกระทำที่สร้างความแตกแยก
แก่สังคมและประเทศโดยรวม
และพิจารณาถึงการกล่าวอ้างตำแหน่งทางวิชาการของสถาบันการศึกษา
ที่มีชื่อเสียงของประเทศไปแสวงหาผลประโยชน์
ให้เกิดแก่กลุ่มตนเองและพวกพ้องแห่งตน ตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

3.ขอเรียกร้องให้สาธารณะสังคมได้โปรดติดตาม
ตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มคณะบุคคลดังกล่าวต่อไปอย่างใกล้ชิด

คณะกรรมการสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้าจึงแถลงมายังสังคม
และประชาชนให้ทราบโดยทั่วกัน และขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน
ในสังคมได้แสดงออกถึงความจงรักภักดี ปกป้องเทิดทูนและพิทักษ์รักษาไว้
ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดไป

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากยังไม่มีการยุติการกระทำดังกล่าวจะมีการเรียกร้องอย่างไรต่อไป
นายมหรรณพกล่าวว่าทางสมาคมจะทำการตอบโต้จากเบาไปหาหนัก
ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของศรัทธา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่าถ้ายังมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภาจะทำอย่างไร
นายมหรรณพกล่าวว่าก็ให้เป็นไปตามขั้นตอนของสภา
แต่เรื่องแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรกระทำอยู่แล้ว
และอยากให้ทุกองค์กรและหน่วยงานตระหนักถึงภัยที่จะตามมา
เพราะนี่เป็นเพียงการเคลื่อนไหวครั้งแรกของสมาคม


http://www.go6tv.com/2012/01/blog-post_4560.html

ช่วยดูที! ยิ่งลักษณ์ กับ มิเชล โหยว สองผู้หญิงท้าอำนาจ ใครแจ่มกว่ากัน(อะ)

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555 เวลา 19.00 น.
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะ
ได้ร่วมงานเปิดตัวและชมภาพยนต์รอบปฐมทัศน์
เรื่อง The lady "อองซาน ซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ"
ที่ โรงภาพยนตร์พารากอนซีนีเพล็กซ์ ชั้น 6 สยามพารากอน
โดยมี ลุค แบร์ซง ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส และมิเชล โหยว นักแสดงนำ
ตลอดจนนักศึกษา วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ให้การต้อนรับ


นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ที่มาชมภาพยนต์เรื่องนี้
เพราะเมื่อครั้งเดินทางไปเยือนประเทศพม่า
เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ครั้งที่ 4 ที่สถานเอกอัคราชทูตไทยประจำกรุงย่างกุ้ง
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2554 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบปะพร้อมแลกเปลี่ยน
ความคิดเห็นทางด้านการเมืองกับนางออง ซาน ซู จี
ซึ่งเป็นสตรีที่มีความเสียสละ และความมุ่งมั่นในการต่อสู้เพื่อให้ได้มา
ซึ่งประชาธิปไตย จึงทำให้รู้สึกชื่นชม ประทับใจในความเสียสละ


สำหรับภาพยนต์เรื่อง The lady "อองซาน ซูจี ผู้หญิงท้าอำนาจ
เป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ของอองซาน ซูจี
ซึ่งเป็นผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือเอ็นแอลดี ของพม่า
โดยใช้สถานที่ถ่ายทำในประเทศไทย

ชมรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

ยิ่งลักษณ์’น้ำตาคลอยันออกพ.ร.ก.กู้เงินตามหลักการ หมดเวลาใช้ทิฐิ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ที่โรงแรมดุสิตธานี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์
ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นตีความ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน
เพื่อการวางระบบการบริหารจัดการน้ำ และสร้างอนาคตประเทศ วงเงิน 3.5 แสนล้าน
และพ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้
เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน รวม 2 ฉบับ ว่า
เราก็คงจะให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ เพราะมันเป็นความจำเป็นที่ต้องเร่งออก พ.ร.ก.
เพื่อสร้างความมั่นใจกับประเทศและนักลงทุน


เมื่อถามว่ามั่นใจว่าการออก พ.ร.ก. จะไม่ทำให้การทำงานของรัฐบาลสะดุดลง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราทำอย่างเต็มที่ และการทำทุกอย่างก็อยู่บนหลักการ เหตุผล
และความจำเป็นบนสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหน้างาน
เพราะหลายคนก็คงเห็นแล้วว่าความเสียหายต่างๆ เกิดขึ้นเยอะ
เงิน 1.2 แสนล้านที่ใช้วันนี้ก็เป็นการแก้ปัญหา และเยียวยาเฉพาะหน้า
ซึ่งเงินงบประมาณวันนี้ก็ยังใช้ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
ถ้าเรามารอทีละขั้นก็คงไม่ทันแล้ว
เพราะความจริงการแก้ปัญหาน้ำต้องแก้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วด้วยซ้ำ
สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความจำเป็น



เมื่อถามว่าฝ่ายค้านออกมาพูดท้าทายว่าหาก พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับขัดรัฐธรรมนูญ
รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า “ไม่ขอพูดเรื่องความท้าทาย
เพราะวันนี้เราไม่ได้อยู่ในลักษณะของการมาท้าทาย และใช้ทิฐิต่อกัน
แต่สิ่งที่ต้องการคือการกอบกู้เศรษฐกิจกับประเทศ อันนี้ต่างหาก
ดิฉันว่าไม่มีเวลาแล้ว เราไม่มีเวลาแล้วที่จะมาต่อสู้กับแบบนี้
แต่เราต้องมีเวลาต่อสู้กับภาวะที่จะเกิดขึ้น หลายคนก็เห็นแล้วว่าทุกประเทศก็ต้องเคลื่อนตัว
ถ้าเราไม่ทำ โอกาสหรือสิ่งที่เรามีอยู่ก็จะหายไป
นักลงทุนที่ดิฉันไปพบหลายประเทศในวันนี้ ก็เริ่ม 50 ต่อ 50 ว่าจะลงทุนในเมืองไทยหรือไม่
ถ้าเราช้าเขาย้ายฐานการผลิตออกไป มันก็เสียโอกาสสำหรับประเทศ
สำหรับอนาคต และคนรุ่นหลังด้วย ดิฉันขอบอกว่าเราทำหน้าที่อย่างเต็มที่
และจะชี้แจงทุกกระบวนการ” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวน้ำเสียงสั่นเครือ และมีน้ำตาคลอ



เมื่อถามว่าการยื่นตีความของฝ่ายค้านจะทำให้เรื่องล่าช้า และเกิดปัญหาขึ้นหรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็คงต้องเดินหน้าไปตามกระบวนการ
และเราก็ต้องทำให้เต็มที่ ยืนยันว่าด้วยเจตนาที่ตั้งใจอยากจะแก้ปัญหาจริงๆ
จึงไม่อยากให้มองเป็นประเด็นการเมือง เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะชี้แจงได้ใช่หรือไม่
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า มั่นใจ ทั้งนี้ได้มอบหมายให้
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งมั่นใจจะชี้แจงได้



http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNeU9EQTNORGMwTVE9PQ==&sectionid=




http://www.thairath.co.th/content/pol/235128

ยงยุทธเ่ล่า ทำไมไม่สนับสนุน พท แถมยังบอกว่ามีมือมองไม่เห็นกลั่นแกล้งอีกแน่ะ

ที่มา thaifreenews

โดย ลิงจุ่น





ได้อ่านจาก ปชช.ธุรกิจได้รู้ว่า

1. พท. ไม่แก้ 112 เพราะจะถูกโยงไปมัดรวมกับเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยขบวนการนอกระบบ
2. วันเลือกตั้งปีก่อน นอกจากเรื่องช่่องกาเครื่องหมายเล็กแล้ว รถเมล์ รถไฟ ยังเสียกลางทางกันอีก ไม่รู้ใครสั่ง

โอ้โห เล่นกันหน้าด้าน ๆ เลย Angry