WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, February 3, 2012

คณบดี มมส. มอบดอกไม้ให้น.ศ. ยันไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ กลุ่มรณรงค์ระบุจับตาต่อไป

ที่มา ประชาไท

ศิษย์เก่า-ปัจจุบันที่ดำเนินการล่ารายชื่อขอคำตอบจากคณบดีกรณีไม่อนุญาต ให้ใช้พื้นที่จัดงานเสวนากฎหมายหมิ่นฯ เปลี่ยนใจไม่วางพวงหรีดและสืบชะตา หวั่นเกิดเหตุปะทะของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หันมาชูป้ายรณรงค์และให้ข้อมูลแก่นักศึกษา บุคลทั่วไป ด้านคณบดียืนยันไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 12.12 น. ที่ใต้ตึกวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ศิษย์เก่า-ปัจจุบัน ภายใต้ชื่อกลุ่ม “กลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ” จัดกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านการจำกัดเสรีภาพทางวิชาการ ของคณบดี และคณะผู้บริหารของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง โดยมีการอ่านแถลงการณ์โต้แย้งคำชี้แจงของคณบดีฯ ชูป้าย ให้ข้อมูล และชี้แจงการออกมารณรงค์ของกลุ่มจากตัวแทนศิษย์เก่าของแต่ละรุ่น พร้อมทั้งการควบคุมดูแลอย่างเข้างวดของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ในขณะที่กลุ่มฯ ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ดังกล่าว มีกลุ่มนักศึกษาอีกกลุ่มหนึ่ง มารวมตัวชูป้ายเพื่อปกป้องเกียรติภูมิของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง และให้กำลังใจคณบดี พร้อมกับพูดว่านิสิตปัจจุบันไม่อยากให้จัดเสวนาเรื่อง“สิทธิเสรีภาพในระบอบ ประชาธิปไตยภายใต้กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์” เพราะเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน

หลังจากนั้น รศ. สีดา สอนศรี คณบดีวิทยาลัยการเมืองการปกครองพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้เดินทางลงมาชี้แจง พร้อมทั้งยืนยันว่าที่จริงแล้วคณบดีและผู้บริหารไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพทาง วิชาการแต่อย่างใด ให้ทางกลุ่มผู้รณรงค์กลับไปอ่านแถลงการณ์อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกันนั้นได้มีการมอบช่อดอกไม้จากคณบดี ผู้บริหาร และนักศึกษาฝ่ายที่มาชูป้ายปกป้องเกียรติของคณะ ให้แก่กลุ่มผู้รณรงค์อีกด้วย

สำหรับตัวแทนกลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ กล่าวแสดงความยินดีสำหรับการกลับมาอีกครั้งของสิทธิเสรีภาพในวิทยาลัยการ เมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม แต่ในขณะเดียวกันนี้ ทางกลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อเสรีภาพทางวิชาการระบุว่าจะ ติดตามเฝ้าระวังการจำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ และด้านอื่นๆ ของวิทยาลัยการเมืองการปกครอง รวมทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยมหาสารคามต่อไป

แถลงการณ์

กลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ

เรื่อง ข้อโต้แย้งต่อคำชี้แจงของคณบดี และผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง

……………………………………………………………………………………………………………

สืบเนื่องจากกลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกขอทราบเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้จัดเวทีเสวนาวิชาการใน วิทยาลัยการเมืองการปกครอง และมีการระดมรายชื่อนิสิตปัจจุบัน ศิษย์เก่า และบุคคลทั่วไปเพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องเสรีภาพในการจัดเสวนาวิชาการใน วิทยาลัยการเมืองการปกครองให้กลับมามีเสรีภาพอีกครั้งหนึ่ง และคณบดี และผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงต่อกรณีการไม่อนุญาตให้จัดเวทีเสวนาวิชาการในวิทยาลัย การเมืองการปกครอง เหตุผลที่คณบดี และผู้บริหารฯชี้แจงนั้น ทางกลุ่มฯ พิจารณาแล้วมีมติว่า เป็นเหตุผลที่ไม่มีเหตุผล และไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่น่าจะรับฟัง โดยกลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ ขอโต้แย้งความจริงใจในการชี้แจงของคณบดี และผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ดังต่อไปนี้

ประเด็นชี้แจงข้อที่ 1 ที่คณบดี และผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ชี้แจงว่า “...การจัดเสวนาวิชาการเกิดขึ้นท่ามกลางสภาวการณ์ความขัดแย้งทางความคิด ภาวะสับสนของข้อมูลข่าวสาร ความไม่ปลอดภัยและความไม่สงบเรียบร้อย และการป้องกันเหตุรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น...ซึ่งประเมินการรักษาความปลอดภัย แล้วว่าไม่สามารถปกป้องหรือระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที...” ประเด็นข้อชี้แจงนี้ทางกลุ่มฯขอโต้แย้งว่า จากการสอบถามถึงรูปแบบของการจัดเสวนาวิชาการ และขอบข่ายเนื้อหาสาระที่จะมีการแลกเปลี่ยนในการเสวนาวิชาการนั้นมิได้มีรูป แบบการไฮปาร์ค การโต้วาที หรือการใช้อารมณ์/อคติที่สุดโต่งในการนำเสนอความคิดเห็น ในทางตรงกันข้ามเวทีเสวนาวิชาการที่จะเกิดขึ้นเป็นเวทีที่จะให้กลุ่มบุคคล ที่มีความแตกต่างทางความคิดได้แสดงเหตุผลหักล้างกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศของความเป็นวิชาการซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุป ทางวิชาการที่จะเป็นทางออกของสังคมไทย และเวทีดังกล่าวนี้ยังเป็นเวทีที่จะให้ข้อมูลทางวิชาการทั้งสองด้านซึ่งจะ ขจัดความกังวลในประเด็นภาวะความสับสนของข้อมูลข่าวสาร อนึ่งการดำเนินการเช่นนี้ทางกลุ่มฯประเมินว่า จากบริบทของส่วนภูมิภาค และประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในเวทีวิชาการของส่วนภูมิภาค (มหาสารคาม) ไม่น่าจะมีความรุนแรงที่จะทำให้เกิดความสูญเสียในชีวิต ทรัพย์สิน การที่คณบดี และผู้บริหารฯ ชี้แจงโดยอ้างเหตุผลข้างต้นเป็นการประเมินสถานการณ์ที่เทียบเคียงบริบทของ สถานการณ์ที่เกินเลยความเป็นจริง และชี้นำให้เกิดความรุนแรงท่ามกลางบรรยากาศของความเป็นวิชาการ

ประเด็นที่ 2 ที่คณบดี และผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง ชี้แจงว่า “...ยังคงคำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพในทางวิชาการ...เล็งเห็นถึงความเป็นกลาง ซึ่งต้องรักษาไว้อย่างเคร่งครัดไม่เอนเอียงไปทางหนึ่งทางใด...จึงร้องขอให้ จัดกิจกรรมในนามของกลุ่มบุคคล โดยไม่ใช้นามของหน่วยงาน...และดำเนินการจัดกิจกรรมได้ในสถานที่อื่นที่เหมาะ สมกว่า (ที่มิใช่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง) โดยให้เหตุผลว่าอาจสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของทางราชการ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ก็คือ ผลกระทบต่อความสมัครสมานสามัคคีของนิสิตและบุคลากรในภาพรวมองค์กรวิทยาลัย การเมืองฯ” ประเด็นข้อชี้แจงนี้ทางกลุ่มฯข้อโต้แย้งว่า หากคณบดี และผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครอง คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพในทางวิชาการ และยังรักษาความเป็นกลางจริง การที่คณบดี และผู้บริหารไม่อนุญาตให้จัดเวทีเสวนาวิชาการที่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ก็เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ และไม่เป็นกลาง อันเนื่องด้วยไม่เคารพในสิทธิที่พึ่งมีในการที่จะใช้สถานที่ และปรามาศผู้เข้าร่วมในท่วงทำนองที่เป็นกลุ่มบุคคลที่ไร้อารยะ และมักใช้ความรุนแรง

ในประเด็นร้องขอให้จัดกิจกรรมในนามกลุ่มบุคคล และจัดในพื้นที่อื่นที่มิใช่วิทยาลัยการเมืองการปกครอง ทางกลุ่มฯพิจารณาแล้วมีมติว่า การร้องขอเช่นนี้เป็นการทำลายหลักการ และเป้าหมายของการจัดตั้งหน่วยงานซึ่งมีวัตถุประสงค์อย่างชัดแจ้งว่า เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการเรียนการสอนทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ และเป็นหน่วยงานที่ให้เสรีภาพในการสร้างสรรค์กิจกรรมและความงอกงามทางปัญญา รวมทั้งให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเป็นพื้นที่ในการถกเถียงทางวิชาการในประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ และเป็นการผลักภาระความรับผิดให้พ้นจากหน่วยงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงเกิดขึ้นในหน่วยงานที่มีปรัชญาว่า “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน”

ประเด็นความกังวลที่คณบดี และผู้บริหาร กังวลว่าการจัดกิจกรรมอาจส่งผลกระทบต่อความสมัครสมานสามัคคีของนิสิต และบุคลากรวิทยาลัยการเมืองการปกครองนั้น ทางกลุ่มมีมติว่า ทางกลุ่มพึงระวัง และให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ตลอดระยะเวลาการทำกิจกรรมที่ผ่านมา ยังไม่มีเหตุการณ์/กิจกรรมใดๆที่ส่งผลให้เกิดความแตกแยกในวิทยาลัยการเมือง การปกครอง ทั้งๆที่นิสิต และบุคลากรของวิทยาลัยการเมืองการปกครองมีความคิดที่แตกต่าง ซึ่งทางกลุ่มเห็นว่านี่คือความสวยงามของบรรยากาศทางวิชาการ และเป็นมนต์ขลังของความเป็นประชาธิปไตยอันเกิดจากการมีเสรีภาพทางวิชาการ อนึ่งหากคณบดี และผู้บริหารวิทยาลัยการเมืองการปกครองกังวลต่อประเด็นนี้จริง ทางกลุ่มฯขอเรียกร้องคณบดี และผู้บริหารว่า ไม่ควรบิดเบียนวัตถุประสงค์ของการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางวิชาการใน วิทยาลัยการเมืองการปกครองของกลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อ เสรีภาพทางวิชาการ และยุติการใช้เหตุผลที่ไม่ใช่เหตุผลที่ทางกลุ่มแสดงจุดยืนไว้ต่อสาธารณะอัน เป็นการบิดเบือนข้อมูล และเป็นการเสี้ยมให้เกิดความรุนแรงขึ้นในการทำกิจกรรม

ทางกลุ่มฯขอเน้นย้ำ และแสดงเจตจำนงอย่างแน่วแน่ว่า เราจะเรียกร้องเสรีภาพทางวิชาการให้เกิดขึ้นในวิทยาลัยการเมืองการปกครอง และจะปกปักรักษาเกียรติภูมิของวิทยาลัยการเมืองการปกครองในฐานะที่เป็นหน่วย งานที่จัดการเรียนการสอนทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และนิติศาสตร์ และเป็นหน่วยงานที่ให้เสรีภาพในการสร้างสรรค์กิจกรรมและความงอกงามทางปัญญา รวมทั้งให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเป็นพื้นที่ในการถกเถียงทางวิชาการ

กลุ่มฯเคารพในความแตกต่างทางความคิด เคารพในการวิพากษ์ที่อยู่บนพื้นฐานของการใช้เหตุผล และเคารพในความเป็นมนุษย์ที่มีอารยะ รวมถึงเคารพในความเป็นครู อาจารย์ที่สร้างสรรค์ให้เกิดความงอกงามทางปัญญา

ด้วยจิตคารวะ และเชื่อมั่นสิทธิเสรีภาพ

กลุ่มรักวิทยาลัยการเมืองการปกครองเพื่อเสรีภาพทางวิชาการ

02/02/2012…12.12 น.

องค์กร/บุคคลที่ร่วมเรียกร้องเสรีภาพทางวิชาการในวิทยาลัยการเมืองการปกครอง

ขบวนการคนหนุ่มสาวอีสาน, กลุ่มกิจกรรมปุกฮัก, ชมรมฅนสร้างฝัน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ชมรมรัฐศาสตร์สัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, กลุ่มอิสระเถียงนาประชาคม มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
กลุ่มเผยแพร่กฎหมายและสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (ดาวดิน) มหาวิทยาลัยขอนแก่น
นายวิทยา แสงปราชญ์ นายอนุวัฒน์ พรหมมา นายเจษฎาวุฒิ อโนวัน นายอธิป ชุมจินดา
นางสาวดวงทิพย์ ฆารฤทธิ นายสุเทพ ศิริวาโภ นายโอภาส สินธุโคตร นายกิตตินันท์ นาชัยคำ
นายโกเมน จันทะสิงห์ นางสาวปรางค์ทิพย์ มั่นธร นายทิวา นินทะสิงห์ นายวรวิทย์ สีหาบุญลือ
นางสาวกนกพร กรกระโทก นางสาวภรณ์ทิพย์ มั่นคง นายอิทธิพล สีขาว นายเรืองฤทธิ์ โพธิพรม
นายชัชรินทร์ ชัยดี นายณัฐพงษ์ ราชมี นายปิยะวัฒน์ นามโฮง นายศรายุทธ ศิลา
นายสกล ภูชัยแสง นายยุทธนา ลุนสำโรง นายปกรณ์ อารีกุล นายศักดิ์ระพี รินสาร
นายปรินทร์ ฮอหรินทร์ นางสาวสุภาวดี สายภัยสง นางสาวกุสุดา โจทก์มีชัย นายดิน บัวแดง พัชรี แซ่เอี้ยว
นายพงษ์สุวรรณ สิทธิเสนา นายอรรถพล ทุมสวัสดิ์ นายภูมินทร์ พาลุสุข นายบัณฑิต หอมเกษ
นางสาวพลอยชมพู ชมภูวิเศษ นายวัฒนะ บูรณ์เจริญ นายศรวิษฐ์ โตวิวิชญ์ นายณัฐพล อิ้งทม
นางสาวอารยา ทองดี นายอุเชนท์ เชียงแสน นางสาวนิภาภรณ์ ซับขุนทด นายธนิสสร มณีรักษ์
นางสาวนิตยา ราชประสิทธิ์ นางสาววราพร ครามบุตร นางสาวธิติมา บุคสิงหา นายพลิศ ลักขณานุรักษ์
นายสุรชิต วรรณพัฒน์ นายวรุฒ จักรวรรดิ นายมงคล ชูเสน นางสาวสิริสกุล คีรีรัตน์ นายศรัญยู เดชทิม
นางสาวเจษฎาภรณ์ พิณเหลือง นางสาวสุดารัตน์ บุญธรรม นางสาวพรพิมล สันทัดอนุวัตร นางสาวจีระภา มูลคำมี
นายศตคุณ คนไว นายจิรทีปต์ ขัดมะโนแก้ว นายยุทธศักดิ์ วรวิเศษ นายพิษณุเดช สุคำภา
นางสาวสุทธิพร พุ่มศรี นายวิษณุ อาณารัตน์ นายวิทยา พันธ์พานิชย์ นายอภิชาต จำปาเทศ
นางสาวศิริภรณ์ จิตติแสง นางสาวธัญญา ทุมวารีย์ นายชำนาญ ยานะ นางสาวพิมระวี เสียงหวาน
นายเทิดพันธุ์ พวงเพ็ชร นายกิตติพงษ์ นาสมยนต์

คณบดี มมส. มอบดอกไม้ให้น.ศ. ยันไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ กลุ่มรณรงค์ระบุจับตาต่อไป

คณบดี มมส. มอบดอกไม้ให้น.ศ. ยันไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ กลุ่มรณรงค์ระบุจับตาต่อไป

คณบดี มมส. มอบดอกไม้ให้น.ศ. ยันไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ กลุ่มรณรงค์ระบุจับตาต่อไป

คณบดี มมส. มอบดอกไม้ให้น.ศ. ยันไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ กลุ่มรณรงค์ระบุจับตาต่อไป

คณบดี มมส. มอบดอกไม้ให้น.ศ. ยันไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพทางวิชาการ กลุ่มรณรงค์ระบุจับตาต่อไป

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 03/02/55 ขอกลับคืนข้อเดียวนะคะ

ที่มา Thai E-News

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

มาเถิดมา ฟังสำเนียง จากเสียงเปรต
วรนุช สุดทุเรศ พวกเศษขยะ
คำตอแหล โป้ปด ไม่ลดละ
ลองอ่านนะ มีสิบข้อ มันจ้อไว้....

หนึ่ง..ให้เร่งรัด จัดเพิ่ม เติมความรู้
สอง..เลิกอู้ (พูด) มารยาหญิง สิ่งเหลวไหล
สาม..หยุดลอยตัว เหนือปัญหา ก็ว่าไป
สี่..ต้องตอบคำถาม โดนใจ ให้สื่อฟัง....

ห้า..บอกคนไกล หยุดชี้นำ เพราะช้ำปวด
หก..หยุดจำอวด โกยกิน อย่างสิ้นหวัง
เจ็ด..หยุดเอื้อประโยชน์ นายทุน หมกมุ่นจัง
แปด..หยุดสร้าง เงื่อนขัดแย้ง ที่แฝงมา....

เก้า..หยุดกล่าวอ้าง โทษคนอื่น อย่างลื่นลิ้น
สิบ..ให้จบสิ้น ทุกประเด็น อย่างเห็นค่า
ทั้งสิบข้อ จากชวนนท์ คนนำพา
เอือมระอา บ้างไหม ใครตอบที....

ขอข้อเดียว อยากฝากถึง มึงหุบปาก
คำสำราก ช่างน่าอาย ขายศักดิ์ศรี
ดีเข้าตัว มั่วสับปลับ พรรคอัปรีย์
ชั่วโยนหนี ช่างระยำ คำพูดนัก....

๓ บลา / ๓ ก.พ.๕๕

เก็บตกเรื่องขำขัน: เมืองไทยวันนี้

ที่มา Thai E-News


หมายเหตุ: เป็นการ์ตูนลายเส้นของนักเขียนฝรั่งต้นฉบับมีแค่สามช่องแรกล้อเลียนกรณีการ จับกุมผู้ต้องหาแชร์ไฟล์ ช่องที่สี่ดัดแปลงเพิ่มเติมเชื่อว่ามาจากนักเขียนไทย

++++++++++++++++++++++++++++++++



ผังล้มไพร่: โดย Bank

เกมการเมือง : คดีการเมือง ; จากคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี สู่ คดีดา ตอร์ปิโด (ตอนที่ 3, 4, 5)

ที่มา Thai E-News


3 กุมภาพันธ์ 2555

โดย ประเวศ ประภานุกูล
ที่มา เฟสบุค ประเวศ ประภานุกูล


ตอนที่ 3

ความรับผิดทางอาญา นอกจากจะต้องได้ความว่ามีการกระทำความผิดแล้ว จะต้องได้ความว่า ผู้กระทำ กระทำโดยมีเจตนาให้เกิดผลตามนั้นๆด้วย แต่โดยที่เจตนาอยู่ในใจ จึงมีหลักว่า "กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา" โดยดูจากการกระทำนั้นๆเองบ่งชี้ถึงเจตนาของผู้กระทำแต่ในบางครั้ง บางกรณี การดูแค่เจตนาจากการกระทำอาจไม่เพียงพอ ต้องดูไปถึง เจตนาพิเศษ เรียกว่า มูลเหตุจูงใจ ซึ่งอาจกล่าวได้อีกอย่าง คือ สาเหตุหรือเหตุผลที่กระทำ กระทำแล้วผู้กระทำได้ประโยชน์อะไร แล้วกับการ เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี มีอะไรเป็นมูลเหตุจูงใจให้ ผู้ว(เซ็นเซอร์) สั่งเผาศาลากลาง กล่าวสำหรับช่วงเวลานั้น ณ เวลาเกิดเหตุ คงยากที่จะมองออก แต่ ณ เวลานี้ ในเวลาที่ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายแล้ว การมองหา มูลเหตุจูงใจ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ก่อนอื่นต้องขอท้าวความสิ่งที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว คือ ผู้ว(เซ็นเซอร์) เป็นคนจากส่วนกลาง เขาจึงรับผิดชอบต่อส่วนกลาง และรับฟังคำสั่งจากส่วนกลาง

แล้วการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ผู้ว(เซ็นเซอร์)จะได้ประโยชน์อะไร แน่นอนว่า โดยหน้าฉากแล้ว ผู้ว(เซ็นเซอร์) ไม่ได้รับประโยชน์อะไรกับการกระทำนี้เลย แต่จากเหตุการณ์ต่อมา ได้มีการกล่าวหากันมาตลอดจนทุกวันนี้ว่า คนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง และการเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ก็เป็นส่วนหนึ่งในการกล่าวหานี้ จากการที่ ผู้ว(เซ็นเซอร์) เป็นคนจากส่วนกลาง และในเวลานั้นกลุ่มคนที่คุมอำนาจรัฐในส่วนกลาง คือ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และ ศอฉ. การเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี จึงเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า จากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ และ ศอฉ.

ส่วน ผู้ว(เซ็นเซอร์) ก็คงได้รับผลงาน เข้าตา

ในการทำคดีอาญาของทนายจำเลย กับคดีอาญาทั่วไป การต่อสู้คดีของทนายจำเลย มักจะเป็นการสู้ว่า ไม่ได้ทำ ไม่มีเจตนา หรือมีข้อกฎหมายทำให้ไม่ต้องรับผิด หรือไม่ต้องรับโทษ หรือแม้แต่การอ้างเหตุขอความเมตตาจากศาล..ประกอบคำรับสารภาพ

การต่อสู้คดีว่า ไม่ได้กระทำ หรือไม่มีเจตนา เป็นการต่อสู้คดีในเชิง ตั้งรับ แต่กับคดีการเมือง อย่างคดี เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี การสู้คดีแบบ ตั้งรับ คงไม่เพียงพอ หากแต่ต้องสู้คดีด้วยการ รุกกลับ นั่นคือ ต้องพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้ว ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ถูกเผาจนราบด้วยคำสั่งของ ผู้ว(เซ็นเซอร์) การจุดไฟบนพื้นชั้นล่างของอาคาร ไม่สามารถเผาตัวอาคารได้ ซึ่งแม้ว่าหากสามารถพิสูจน์เช่นนี้ได้ คนที่จุดไฟอาจยังมีความผิด แต่ย่อมส่งผลทางการเมือง

การที่ผมขอให้คนช่วยหาคลิปให้ ก็เพื่อใช้เห็นหลักฐานในการต่อสู้คดีแบบ รุกกลับ ดังกล่าว แน่นอนว่า..การต่อสู้คดีเช่นนี้ จะต้องฝากความหวังไว้กับการ ถามค้านพยานโจทก์ ให้ได้ความตามนั้นด้วย ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการหรือไม่ แต่อย่างน้อยคงต้องถามทนายความท้องถิ่นที่รับผิดชอบคดีนี้ว่า พวกคุณได้ทำหน้าที่เต็มที่แล้วหรือยัง

ในส่วนนักการเมือง ผู้สมัคร สส.อุบล ของพรรคเพื่อไทย นี่คือการรักษา ฐานเสียง จึงต้องนำคดีทั้งหมดให้ทนายท้องถิ่นทำคดี เพื่อให้ได้ผลงานว่า พวกเขาให้การช่วยเหลือดูแลคดีของ คนเสื้อแดงอุบล ด้วยการให้ทนายของพวกเขาทำคดีให้ กับคดีนี้ ดูเหมือนชื่อเสียงจากการทำคดีดา ตอร์ปิโด จะไม่ช่วยสร้างเครดิตให้ผม

ในส่วนทนายท้องถิ่น ทำไมต้องทำคดีทั้งหมด ทุกคดี ให้กับจำเลยทุกคน ได้ยินมาว่า ทนายท้องถิ่นได้ทำหนังสือขอความช่วยเหลือจากพรรคเพื่อไทย และได้รับเงินค่าทนายความในอัตรา 15,000/จำเลย 1 คน และดังกล่าวแล้วว่าช่วงนั้น ไม่มีเพียง 2 คดี คือ คดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบล กับคดีเผายางรถยนต์หน้า NBT เท่านั้น แต่ยังมีคดีอื่นๆอีกด้วย รวมทุกคดีแล้ว มีคนถูกฟ้องคดีอาญาทั้งสิ้น 49 คน และใช้หรือให้ทนายท้องถิ่นทำคดีให้ 47 คน รวมแล้วพวกเขาจะได้เงินจากการทำคดีกลุ่มนี้ 705,000 บาท และยังได้เงินโบนัสอีก 200,000 บาท(แต่ส่วนนี้แบ่งให้จำเลยคนหนึ่ง 100,000 บาท)


ตอนที่ 4

ที่จริงควรจบคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี และเข้าสู่คดีดา ตอร์ปิโดได้แล้ว แต่จากตอนที่แล้ว มีคนเข้ามาคอมเม้นท์บันทึกของผมว่า "การใช้เสื้อแดงเป็นเหยื่อของผู้สมัครสสบางคนที่อุบล สะท้อนถึงความไร้เมตตาครับ เพียงแค่ต้องการได้แสดงว่าช่วยเสื้อแดงเป็นการเอาหน้าแล้วเอาคะแนนเสียงกับ คนเสื้อแดงผมถือว่าถ่อยที่สุดครับ คดีเผาศาลากลางนันไม่ได้พิสูจน์ถึงฝีมือของทนายท้องถิ่นเลยคนที่ถูกยกฟ้อง ทั้งหมดคือปิดบังหน้าไม่ทราบว่าใครแต่สี่คนที่โดนตัดสิน33ปี4เดือนไม่ใช่คน ที่ทำแต่เป็นไทยมุงที่เข้าไปดูเหตุการณ์แต่เปิดหน้า ประเด็นมันเหมือนกับคุณประเวศได้โพสต์ไว้ทำไมไม่จี้ประเด็นเพลิงไหม้ที่เกิด ขึ้นก่อน ทำไมไม่จี้ไปหาผู้ว่า"

ผมไม่ทราบรายละเอียดของคดีนี้ เลยไม่อยากวิจารณ์ทนายที่ทำคดี แต่จากคอมเม้นท์ดังกล่าว ทำให้ผมนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เรื่องของคนที่เล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ผมฟัง เขาเป็นหนึ่งในคนที่เปิดหน้า ถูกบันทึกภาพไว้จึงถูกตำรวจจับ และเมื่อจับมาแล้ว ตำรวจได้นำภาพถ่ายของคนอื่นๆมาให้เขาดู พร้อมกับคำถามว่า "รู้จักมั้ย" เอาภาพถ่ายมาให้ดูไล่ไปที่ละภาพ ทีละคน แล้วก็ไปตามจับคนที่เขาบอกว่า รู้จัก

เขาถูกมองว่า เป็นคนชี้เป้าให้ตำรวจจับคนอื่นๆ ซึ่งทำให้เขามาระบายด้วยการเล่าเรื่องให้ผมฟัง

ถ้าหาก 4 คนที่โดนพิพากษา 33 ปี 4 เดือน คือ คนที่เพียงแค่ เห็นหน้า ผมคงได้แต่..อึ้ง

สำหรับตอนนี้อาจสั้นมาก แต่คิดว่าต้องเก็บตกส่วนที่ยังขาดตกไปของคดี เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมกันนี้ก็อยากให้การเริ่มต้นคดีดา ตอร์ปิโด พร้อมกับการเริ่มตอนใหม่



ตอนที่ 5

เกี่ยวกับการรับทำคดีดา ผมเคยตอบนักข่าวประชาไทว่า เพราะค่าทนายความล้วนๆ เขาก็หัวเราะกัน

สิ่งที่ปรากฏต่อคนทั่วไปในเวลานั้น..จากบทสัมภาษณ์ของประชาไท มักเป็นเรื่องไม่มีทนายคนไหนรับทำคดีนี้ ซึ่งก็แน่นอนว่ามันถูกแจ้งต่อผมในตอนนั้น..ตอนที่มีคนติดต่อให้ผมทำคดีนี้ เช่นกัน อีกอย่างที่เขาบอกคือ ดาก็รู้อยู่แล้วว่า คดีนี้..แพ้แน่ๆ นั่นทำให้ผมตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะอย่างน้อยก็ไม่มีความกดดัน..ความกดดันจากความคาดหวังของลูกความเราเอง และข้อเสนอสุดท้ายในการพิจารณาของผม คือ ค่าทนายความ เงิน 100,000 บาท สำหรับคดีระดับนี้ไม่ถือว่ามาก แถมยังทยอยจ่าย โดยจะจ่ายให้ก่อน 30,000 บาท..สำหรับคนที่กำลังเงินช็อต 30,000 ก็ช่วยอะไรได้มาก

หลังจากตกลงรับงาน พอเข้าไปคุยกับดาในเรือนจำถึงได้รู้ว่า ยังมีอีก 2 คดี เป็นคดีหมิ่นประมาท สนธิ ลิ้มทองกุล กับพล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

ในวันนัดศาลครั้งแรกของคดีนี้ ก็เหมือนคดีอาญาอื่นๆ แต่กับอีก 2 คดี ได้มีทนายความคนหนึ่งมาศาลพร้อมใบแต่งทนายที่เตรียมไว้แล้ว เขาบอกผมว่า เขามาจากสำนักงานของ วิชิต ปลั่งศรีสกุล ผมถามใครบางคน ก็ได้คำตอบว่า คุณวิชิต เป็นทนายความของ ทักษิณ แต่เมื่อเห็นผมแต่งทนายเข้าไปในคดีก่อนแล้ว เขาก็กลับไป

การที่ไม่มีทนายความคนอื่นไปศาลในคดีหมิ่นเบื้องสูง ช่วยยืนยันว่า ไม่มีทนายคนอื่นรับทำคดีนี้ และการที่คุณวิชิต ส่งทนายความไปในคดีหมิ่นประมาท..ธรรมดา ก็บ่งบอกว่า คุณวิชิต ปลั่งศรีสกุล เป็นคนหนึ่งที่บอกปัดไม่รับทำคดีนี้

ในด้านการวางแผนสู้คดี ดาอยากให้พิสูจน์ความจริงในสิ่งที่ดาปราศรัย แต่ในช่วงเวลานั้น ผมยังไม่รู้ความจริงในสิ่งที่ดาพูด ไม่รู้จะไปหาข้อมูล..พยานหลักฐาน..จากไหน ยังไม่ได้เล่นอินเตอร์เนทด้วยซ้ำ ถ้าจะพูดว่า ผมยังไม่ตาสว่าง ก็คงไม่ผิด ในช่วงเตรียมตัวก่อนขึ้นศาล จึงแทบไม่มีพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมมาเลย สิ่งที่พอหาได้มาบ้าง ก็เป็นหนังสือเล่มโตๆ และได้มาก่อนวันนัดไม่นาน จึงไม่ได้ประโยชน์อะไร

แต่จากการนัดตรวจพยานหลักฐานของศาลอาญา ผมได้ถ่ายสำเนาพยานเอกสารต่างๆของโจทก์ พร้อมทั้งไร้ท์แผ่นซีดี..คำปราศรัยของดา มาด้วย แต่พอส่งเข้าไปในคุกให้ดา ทางเรือนจำกลับไม่ยอมให้ดาเปิดซีดีฟัง จุดนี้จึงจุดประกายการต่อสู้คดีของผมไปอีกทาง

ตั้งแต่ตอนรับทำคดีนี้ ผมก็รู้อยู่แล้วว่า การต่อสู้คดีนี้ที่แท้จริง ไม่ได้อยู่ในศาล หากแต่อยู่ที่..การเคลื่อนไหวนอกศาล การสร้างกระแสต่อ ความอยุติธรรมของ 112 ซึ่งนำไปสู่การยื่นหนังสือในเวลาต่อมา

คดีนี้เป็นคดีแรกที่ผมต้องสืบพยาน...ถามค้านพยานโจทก์ 3 วันติดต่อกัน และก็เป็นคดีแรกที่ต้องกลับมาเขียนคำร้องโต้แย้งศาลทุกวันตอนเย็นหลังกลับ จากศาล

สิ่งที่พบเห็นจากคนทั่วไป มักเป็นคำถามว่า ดาทำผิดจริงใช่มั้ย ดูเหมือนทัศนะของคนทั่วไปต่อคดีนี้ คือ สิ่งที่ดาพูด...เป็นความผิดหรือไม่ สิ่งที่ดาพูด...เป็นความจริงหรือไม่ โดยมองข้ามคำถามว่า ดาพูดตามที่ถูกฟ้องหรือเปล่า

การพูดถึงการทำคดีดา พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในศาล ดูเหมือนไม่เกี่ยวกับหัวข้อที่ตั้งชื่อเรื่อง แต่ไหนๆจะเขียนเกี่ยวกับคดีนี้แล้ว ก็ขอพูดให้หมดทุกสิ่งที่อยากพูด โดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องพิจารณาคดีที่ปิดลับ

สงสัยคงต้องร่ายยาวอีกหลายตอน . .

------------------------
อ่านบทความก่อนหน้านี้
เกมการเมือง : คดีการเมือง ; จากคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุบล สู่ คดีดา ตอร์ปิโด

ปากคำวรเจตน์ นิติราษฎร์ โต้อธรรมรุมล้อมสกรัม

ที่มา Thai E-News





ความในใจสุดท้ายจากคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ถึงจตุพร พรหมพันธ์

โดย คุณบูรพา พินิจฯ

ฟังจตุพรจัดรายการชูธง และการแถลงข่าวครั้งล่าสุดแล้ว ยังวนเวียนอยู่แต่กับประเด็น

1.ขอให้นิติราษฎร์หยุดการเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้เกิดเงื่อนไขการทำรัฐประหาร

2.ถึงเดินหน้าต่อไป ก็ไม่มีทางสำเร็จได้ เพราะไม่มีสส.หรือสว.คนไหน จะกล้ายกมือโหวตให้ในสภา แม้แต่คนเดียว ( แม้แต่หัวหมู่ทะลวงฟัน ที่ไม่เคยกลัวสิ่งใดแม้แต่ความตาย )

ถ้าหากท่านใดก็แล้วแต่ จะเข้าไปฟังการแถลงข่าวของท่านตู่ในครั้งต่อ ๆ ไป อยากฝากคำถามไปแถมแทนสักสามสี่ข้อ ( เนื่องจากผมอยู่ต่างประเทศ ไปถามเองไม่ได้ )

1.ที่ท่านตู่มาขอร้องให้นิติราษฎร์หยุดการเคลื่อนไหว เพื่อหยุดเงื่อไขการปฏวัตินั้น เอ่อ...ท่าน ตู่ครับ นึกหรือครับ ว่าถ้าไม่มีเรื่องนี้แล้วเขาจะไม่หาเรื่องอื่น มาหาเรื่องปฏิวัติรัฐบาลของท่านได้ โง่หรือซื้อบื้อครับ

2.ที่ท่านตู่บอกว่า ไม่มีใครกล้ายกมือโหวตให้กฏหมายข้อนี้แม้แต่คนเดียว แม้แต่หัวหมู่ทะลวงฟันที่ไม่เคยกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมแบบท่าน แล้วอุดมการณ์ที่ท่านและพรรคพวก พร่ำเพ้อวันละสามเวลาหลังอาหารและก่อนนอน ให้พวกเราเสื้อแดงต้องออกไปเจ็บไปตายแทนพวกท่าน ที่ว่าจะต่อสู้เพื่อความเสมอภาค ภราดรภาพ และความเท่าเทียมกันของคนไทยทุกคน

และสิ่งที่กลุ่มนิติราษฎร์เคลื่อนไหวทั้งหมด มันตอบโจทย์ได้ทุกข้อสำหรับที่พวกเราเสียเลือดเสียเนื้อต่อสู้กันมา แล้วทำไมท่านไม่ร่วมสู้ไปกับนิติราษฎร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะทำที่สุดในตอนนี้ ความห้าว ความกล้า ความบ้าบิ่นไม่กลัวตาย ของจตุพร พรหมพันธ์ คนเดิมมันหายไปไหนหมด คนเราเมื่อถึงคราวต้องสู้ มันก็ต้องดับเครื่องใส่ ไสช้างชนให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันไป

3.แทนที่จะมัวกลัวซ้ายกลัวขวาว่าจะโดนปฏิวัติ ก็ในเมื่อพวกท่านมีอำนาจรัฐอยู่ในมือแล้ว ทำไมถึงไม่หาทางป้องกันหรือหยุดยั้งมันละครับ มัวแต่มาเกรงใจ หรือเกี้ยเซี้ยกับหอกข้างแคร่ ที่คิดจะปฏิวัติท่านอยู่ทำไม ผบ.ทบ.ถ้าไม่เป็นที่น่าไว้ใจก็ย้ายสิครับ นายกมีอำนาจย้ายได้นี่ จะรอให้เขาปฏิวัติเสียก่อน แล้วค่อยมาสั่งปลดกลางอากาศ เหมือนตอนทักษิณสั่งปลดสนธิ เกิดเขาตัดสัญญาณโทรทัศน์ได้ ก่อนที่คำสั่งปลดจะสมบูรณ์ ก็จะเสียค่าโง่เหมือนอ้ายแม้วของผมไง จะหกปีอยู่แล้วยังไม่ได้กลับบ้านเลย นี่แหละผลของการไว้ใจศัตรูละ

4.และสุดท้าย หัวหมูทะลวงฟันอย่างท่านตู่ จะออกมาทำหน้าซีด ปากสั่น ละล้าละลังกลัวการปฏิวัติให้เสียภาพลักษณ์ ก็ทำไมไม่ยกมืออธิษฐานให้มันรีบปฏิวัติไว ๆ ทุกอย่างจะได้จบลงไปในคราวเดียว ไม่ต้องเหนื่อยกันหลายครั้ง เหมือนที่ท่านพี่เคยพร่ำบ่น ( สร้างภาพ..หรือเปล่า ) พอท่านตู่ได้เป็น สส.แล้ว ความรู้สึกนึกคิดแบบนั้นอาจจะหายไป แต่พี่น้องเสื้อแดงทุกคนเขาไม่ได้หายตามท่านไปด้วย แต่ยังหนักแน่น และยิ่งเข้มข้น รอให้มันเขี่ยลูก ถ้าเริ่มเขี่ยเมื่อไหร่ รับรองได้บิวตี้ฟูลกันแน่นอน ( เลียนสำนวนท่านณัฐวุฒิ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า จะยังจำคำพวกนี้ได้หรือเปล่า )

สุดท้ายที่อยากฝากเตือนให้รู้สำนึก ที่ท่านตู่ ท่านเต้น ได้รับความรัก ความศรัทธา และการอุ้มชูจากพี่น้องเสื้อแดง ก็เพราะ ( ที่ปากบอกว่า ) ความใจสู้ ไม่กลัวเกรงต่อสิ่งใด และไม่ละทิ้งมวลชน ไม่เช่นนั้น ท่านก็จะไม่ต่างอะไรกับวีระ หรือวิสา ที่ได้ตายไปจากใจคนเสื้อแดงหมดแล้ว ก็ชวนเขามาสู้ตาย จนเขาทุ่มให้หมดใจ แต่ดันเสือกมาโดดรถหนีตอนเกิดการสู้รบแบบนั้น

และการออกมาลอยแพ ( แถมยังแอบกระทืบซ้ำ ) คณะนิติราษฎร์นั้น มันคือการทรยศต่ออุดมการณ์ ในการต่อสู้ของพี่น้องเสื้อแดงทั้งหมด เพราะทุกข้อที่อาจารย์นิติราษฎร์คิดและเขียนออกมา มันคือความต้องการ และความในใจของคนเสื้อแดงทั้งนั้น จะพูดว่านิติราษฎร์พูดและเขียนออกมาแทนใจคนเสื้อแดงทั้งหมดก็ว่าได้

อยากจะกลายเป็นคนที่โดนทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะตามรถไฟขบวนก้าวหน้าไม่ทันไปอีกคนหรือไง จริงอยู่ ก่อนเลือกตั้งเราคือคนสำคัญของพวกท่าน แต่พอหลังเลือกตั้ง แม้แต่กฏหมายที่ประชาชนต้องการแก้ที่สุด ท่านยังกล้าประกาศว่าจะคว่ำเสียตั้งแต่ไม่ทันจะเริ่ม มันไม่ทำร้ายจิตใจกันไปหน่อยหรือ

อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าตอนนี้นิติราษฎร์ถูกบีบให้ต้องตั้งพรรคการเมือง เพื่อขับเคลื่อนข้อเสนอให้กลายเป็นจริง ( เพราะพี่สส.เพื่อไทยไม่เอาด้วย ) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

สส.เพื่อไทยที่สุดแสนจะปากดีในวันนี้ ( เช่นเฉลิมและประชา ประสพดี ) จะได้กลับมาเป็นท่านสส.ที่เคารพสักกี่ตัว

กูคือไพร่แต่ไม่ใช่ทาส.....

นายยกยิ่งลักษณ์ ตอบกระทู้สด ประชุมสภา 02 02 55

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ







http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1096

Thursday, February 2, 2012

ห้องเรียนประชาธิปไตย 2-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

speedhorse










http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1094

"ยุทธนา มุกดาสนิท" นำทีมอ่าน "แถลงการณ์ต้านนิติราษฎร์"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon







และศิษย์ปัจจุบันของคณะวารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในนามกลุ่ม“วารศาสตร์ต้านนิติราษฎร์”
ได้มารวมตัวกันที่หน้าคณะวารสารฯ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เพื่อเตรียมชุมนุมแสดงพลังคัดค้านกลุ่มนิติราษฎร์
บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ ในเวลา 14.00 น.ตามนัดหมาย
อย่างไรก็ตาม ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก
ผู้มาชุมนุมจึงเข้าหลบฝนที่บริเวณตึกโดม จนกระทั่งฝนซา
ในเวลาประมาณ 14.10 น.จึงรวมตัวกันที่บริเวณลานปรีดี
พร้อมชูป้ายข้อความต่อต้านคณะนิติราษฎร์
ที่กำลังเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112


http://www.go6tv.com/2012/02/blog-post_02.html

สนับสนุน ครก112 ไปฟังเสวนาเรื่อง "สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย"

ที่มา thaifreenews

โดย Friend-of-Red


ปาฐกถาเรื่อง "ระบอบสังคมการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลงคืออันตรายที่แท้จริง"
โดย ศ. ดร.ธงชัย วินิจจะกูล

และเสวนาเรื่อง "สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย"
โดย อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล อ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ และอ.สุรพศ ทวีศักดิ์

ดนตรีบรรเลงโดย ลูกหลานนักดนตรีวงไทยซิมโฟนิคออเคสตาร์

ในงาน "จิบน้ำชาสังสรรค์สนทนาเพื่อหารายได้สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 ตามข้อเสนอนิติราษฎร์"



วันเสาร์ที่ 11 เดือน 2 (กุมภาพันธ์)
เวลา 13.00 - 17.00 น.
ณ ห้องจิตรลดา โรงแรมเอสดีอเวนิว (ตรงข้ามเซ็นทรัลปิ่นเกล้า)

ติดต่อจองบัตรได้ที่ "คุณติ๋ง" 081-484-2988

จัดโดย "กลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ"

ขอ (คืน) พื้นที่บ้าง

ที่มา ประชาไท

เมื่อกล่าวถึงการมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน หากเป็นการร่วมกันทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเฉพาะเจาะจงแล้วก็คงไม่ยาก ที่จะทำให้งานนั้นมีความสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากแม้นว่างานทุกสิ่งอย่างเป็นการกระทำที่ง่ายแบบเดียวกันทั้งหมด ก็คงทำให้สังคมนั้นมีลักษณะเป็นเส้นตรงขนานกับพื้นราบเป็นแน่ และนำไปสู่ความไม่ขัดแย้งซึ่งเป็นอุดมคติของผู้ในสังคมที่คาดหวังกันอยู่ แล้ว

หากกล่าวถึงในประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่ยาวนาน การมีจุดมุ่งหมายเดียวกันในสังคมเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้นทุกคนก็จะมุ่งไปสู่การแสวงหาจุดมุ่งหมายปลายทางของ ตัวเอง และพร้อมที่จะทำลายผู้ที่อยู่รอบข้างเพื่อตัวเองจะได้เป็นผู้ชนะ

เช่นเดียวกันกับ “ประชาธิปไตย” ในความรู้สึกนึกคิดของชาวตะวันตกในศตวรรษที่ 13 ประชาธิปไตย ก็ถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งเพราะในที่สุดแล้วผู้ที่มีอำนาจซึ่งมาจาก ข้างมากของผู้คนในสังคมอาจนำไปสู่การกดขี่ ข่มขู่ เสียงข้างน้อยและท้ายที่สุดก็มักจะจ้องทำลายร้างผู้ที่เห็นต่าง จึงเป็นบ่อเกิดของ ทรราช นั่นเอง

ดังนั้นจากสองกรณีที่กล่าวมาทั้งหมด สะท้อนถึงมุมมองความคิดเกี่ยวกับการรวมหมู่ โดยการรวมหมู่คนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ผลสะท้อนที่ออกมาอาจกล่าวได้ว่ามักจะเต็มไปด้วยความรุนแรงและขัดแย้งกันอยู่ เสมอ เมื่อเป็นเช่นนั้นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มุ่งแสวงหาก็คือ ความสงบสุขในชีวิตนั่นเอง เพราะในที่สุดแล้วมนุษย์ทุกคนก็รักตัวกลัวตายมากที่สุด

เมื่อมนุษย์มีความต้องการความสงบสุข จึงต้องมอบความคาดหวังนี้ไปสู่ “รัฐ” เพื่อให้ทำหน้าที่รักษาชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง แต่ก็ย้อนกลับมาสู่อดีตอีกครั้งเมื่ออำนาจรัฐถูกสร้างจากเสียงข้างมาก ก็น่ากลัวอีกว่าจะเกิด ทรราช แบบเดิมๆออกมาอีกได้

ที่กล่าวข้างต้นก็ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและบ่อเกิดของความขัดแย้ง ในสังคมที่ก่อกำเนิดจากการมีจุดมุ่งหมายเดียวกันของผู้คน ในสังคมทั่วไปมักจะมีแบบแผนซึ่งในที่นี้อาจจะมาจากวัฒนธรรม ประเพณี หรือแม้แต่การโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเมื่อเกิดการผลิตซ้ำบ่อยๆก็อาจก่อรูปก่อร่างหรือทำให้เกิดเป็นวัฒนธรรม ประเพณีของสังคมก็เป็นได้ จากนั้นผู้คนก็มักจะยึดหลักปฏิบัตินั้น (ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องจริงหรือวาทกรรมก็ได้) ปัญหามันอยู่ที่ว่า หากว่าประเพณีและวัฒนธรรมนั้นปฏิบัติกันต่อมาแล้วเกิดเป็นบรรทัดฐานของสังคม หากมีคนจำนวนหนึ่งแสดงความไม่เห็นด้วยแล้วจะต้องทำอย่างไร

โดยในที่นี้ “ปริมณฑลสาธารณะ” (Public Sphere) มีความสำคัญและเป็นที่กล่าวถึงเป็นอย่างมากในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นที่ นิยมในปัจจุบัน การให้พื้นที่แก่เขาเหล่านั้นหากมองกันในด้านเสรีภาพเกี่ยวกับการแสดงความ คิดเห็นแล้วก็มองได้ว่าเป็นการเสริมกันกับระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างดี ถือว่าเป็นหลักการพื้นที่ฐานที่สำคัญเลยก็ว่าได้ หากมองอีกแง่ การเปิดพื้นที่สาธารณะก็เป็นตัวการสำคัญที่ลดความขัดแย้งในสังคม ดังเช่น หากเราไม่มีพื้นที่ให้พวกเขาเหล่านั้น เป็นการผลักดันให้เขาเหล่านั้นไปสู่พื้นที่ใหม่ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เมื่อเปิดเผยบนดินไม่ได้ก็คงต้องเป็นวิธีการใต้ดิน ดังเช่นการต่อต้านที่ใช้กำลังในลักษณะสงครามกองโจร ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าความขัดแย้งอาจจะยิ่งดำดิ่งฝังลึกลงสู่สังคมก็เป็นได้

หลายครั้งสังคมมักแก้ปัญหาด้วยอารมณ์และไม่ได้ยึดหลักของเสรีภาพมากนัก การผลักดันและกดดันคนเหล่านั้นให้คิดเช่นเดียวกันหากไม่ทำเช่นนั้นแล้วคุณก็ ไม่มีสิทธิที่จะอยู่ในสังคม สิ่งนี้สะท้อนชัดเจนถึงการไม่คำนึงถึงเสรีภาพส่วนบุคคลที่พึงมีในฐานะมนุษย์ ทั้งที่จากในอดีตที่ผ่านมา การต่อสู้เพื่อให้ได้เสรีภาพมานั้นมีความสำคัญกว่าจะได้มาต้องแลกกับอะไรต่อ มิอะไรมากมาย ก็เป็นที่น่าเสียดายยิ่งที่มิได้นำมาใช้

อีกเรื่องหนึ่ง การมองข้ามหลักที่สำคัญอีกหลักหนึ่งของประชาธิปไตย นั่นก็คือ “ความทนกันได้” (Tolerance) ความทนกันได้ที่เป็นตัวผนึกสังคมที่มีความขัดแย้งกัน สังคมเราอาจลืมเรื่องนี้ไปสนิท ช่วงเวลาหลังๆมานี้เรามิได้ใช้หลักการนี้มากนัก หากแต่เปิดหน้าชกกันอย่างชัดเจนหรือในช่วงเวลาหนึ่งสองฝ่ายก็พร้อมที่จะใช้ ความรุนแรงต่อกันทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ดังเช่นปรากฏการณ์ที่ชายแดนของประเทศ (ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าใครผิดถูกอย่างไร แต่จะสะท้อนถึงความรุนแรงที่สองฝ่ายกระทำเท่านั้น)

การเปิดพื้นที่ให้มีการโต้เถียงกันด้วยหลักการและเหตุผล จึงมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เรื่องบางเรื่องเกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองและเข้าใจ กันและกันมากขึ้น บางครั้งการคิดอยู่เพียงฝ่ายเดียวก็อาจทำให้ขาดความรอบด้านของข้อมูล หากแม้นว่าเริ่มแรกอาจจะแข็งกร้าวแต่ในบ้างครั้งเมื่อได้รับข้อมูลอีกด้าน หนึ่งก็อาจจะทำให้เริ่มอ่อนลงและนำไปสู่การแสวงหาจุดร่วมกันก็เป็นได้ ดังเช่นหลักการของ "ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ (Deliberative Democracy) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง

แล้วในสังคมนี้ล่ะ เราได้เลือกแบบแผนหรือวิธีการใดที่ทำให้สังคมที่เป็นหนึ่งเดียวกันแบบหลอกๆ ผ่านพ้นความต่างนี้ไปได้อย่างไร เราเลือกรับฟังความคิดเห็นเหล่านี้หรือไม่ มีวิธีการต่างๆมากมายที่ผ่านการคิด ผ่านมุมมองที่ทางประวัติศาสตร์ ประสบการณ์ หรืออื่นๆอีกมาก เหตุใดสิ่งที่เลือกกลับกลายเป็นแบบแผนเดิมโดยผ่านการข่มขู่ กดดัน ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงหรือบางทีบางคนอาจจะตีความว่าสิ่งเหล่านี้ก็เท่ากับ เกิดความรุนแรงขึ้นแล้ว ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายที่เมื่อมีความคิดที่ดี วิธีการให้เลือกใช้ แต่กลับไม่ได้นำมาใช้ ก็คงไม่ต่างอะไรกับคนที่มีทองคำในมือแล้วไม่รูว่าเป็นทองคำ สุดท้ายค่าของมันก็เป็นแค่ก้อนหินธรรมดาเท่านั้น

หากแต่เราอ้างเสมอว่า เราอยู่ในสังคมที่เป็นเสรีให้เสรีภาพกับทุกคนโดยเสมอภาค แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า เสรีภาพที่ให้นี้เป็นเสรีภาพที่อยู่ในกรอบ แล้วเสรีภาพที่อยู่ในกรอบนี้จัดเป็นเสรีภาพจริงๆ หรือไม่ สิ่งที่ควรมองมากที่สุดก็คือ มองทุกเรื่องแบบสองด้านเสมอ คงยากที่ทุกคนทุกฝ่ายจะเห็นเช่นเดียวกัน ขอให้เปิดกว้าง ใจกว้าง รับความจริง และขอพื้นที่ให้กับเขาเช่นเดียวกับที่คุณเองมีและใช้พื้นที่อยู่ขณะนี้เช่น เดียวกัน