WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, February 5, 2012

ธรรมศาสตรา: สนทนาธรรมกับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แห่งคณะนิติราษฎร์ (ตอนที่ 4)

ที่มา ประชาไท

"วิจักขณ์ พานิช" สัมภาษณ์ "อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์" แห่งคณะนิติราษฎร์ ชวนคุยในประเด็นธรรมะกับการเมือง ตอนที่ 4 อำนาจสูงสุด (พุทธะ) เป็นของปุถุชน
๔) อำนาจสูงสุด (พุทธะ) เป็นของปุถุชน
วิจักขณ์: อย่า งอ.วรเจตน์จะพูดถึงเรื่องการยึดมั่นในหลักวิชาบ่อยมาก ซึ่งเวลาฟังอาจารย์พูด ผมชอบนะ มันมีพลัง เพราะรู้สึกว่าอาจารย์หมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน คนอื่นที่ออกมาเย้วๆ ไม่พอใจสิ่งที่อาจารย์ทำ เค้าก็มีการยึดมั่นในหลักการของเขาเหมือนกันหรือเปล่า (วรเจตน์: ถูกต้อง ถูกต้อง) คราวนี้ฝ่ายพุทธศาสนาก็บอก อ้า เห็นมั๊ย บอกแล้วว่าไม่ให้ยึดมั่นในหลักการ เดี๋ยวมันก็เป็นทุกข์ แล้วยังไงดีครับ ไอ้การยึดมั่นในหลักการ ไม่ยึดมั่นในหลักการ หรือไม่มีหลักการอะไรเลยดี
วรเจตน์: เออ.. จะยังไงดีล่ะ ยึดแบบไหน คือ... เราเคยได้ยินที่พระอุ้มผู้หญิงข้ามแม่น้ำ ลูกศิษย์ก็สงสัย เอ๊ะ ทำได้ยังไง เลยถาม พระก็ตอบว่า เราได้วางผู้หญิงคนนั้นลงตั้งแต่ฝั่งแม่น้ำนั่นแล้ว เจ้ายังจะแบกเธออยู่อีกหรือ อันนี้มันอาจจะเป็นตัวอย่างว่าเราไม่ควรยึดติดอยู่กับอะไร แต่ผมกลับคิดอีกอย่างหนึ่งว่า จริงๆมันมีระดับของมัน และมันมีระดับของการตีความของมัน คือ โอเค ถ้าเราเข้าใจหลักการ ว่าพระไม่แตะตัวผู้หญิง ว่าเป็นหลักการที่เคร่งครัดทำนองนั้น มันก็คงผิดล่ะนะ แต่หลักการทุกหลักการมันรับใช้วัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ มันมีตัววัตถุประสงค์อยู่ข้างหลังเสมอในแง่ของการกระทำหนึ่ง ผมเข้าใจว่าท่านคงไม่นึกถึงหลักในเชิงที่ว่า ห้ามแตะตัวผู้หญิง แล้วต้องปล่อยให้เธอจมน้ำตายไป หรือข้ามแม่น้ำไปไม่ได้ แต่ท่านยึดกับหลักอะไรบางอย่างที่สูงไปกว่านั้น มันก็คงเป็นหลักอีกอันหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่ว่าโอเค เวลาที่เราพูดถึงหลักเนี่ย มันก็คงมีหลายๆ อัน ถามว่าสุดท้ายมันจะไม่มีหลักอะไรเลยมั๊ย ผมว่าคงไม่ใช่นะ พระพุทธเจ้าก็มีหลักธรรมของท่านน่ะ หลักธรรมที่ท่านค้นพบในธรรมชาติ ผมว่าปัญหาเนี่ยมันไม่ใช่เรื่องของการที่ต้องไม่ยึดหลักอะไรหรอก แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าหลักการแบบไหน ในบริบทนั้น มันเป็นสิ่งซึ่งถูกต้อง และมันต้องใช้บังคับไปเสมอกัน
เรื่องนี้ในที่สุดแล้ว มันจึงไม่ใช่เป็นปัญหาของการยึดติดหลักการ แต่มันเป็นปัญหาของคุณค่าของตัวหลักอันนั้นและความถูกต้องของหลักอันนั้น มากกว่า เพราะถ้าสมมติเราบอกว่าทุกอย่างปล่อยวางหมด ไม่ต้องยึดหลักอะไรเลยเนี่ย มันก็เหมือนคำสอนบางคำสอนน่ะ ที่บอกว่าเวลาเอามีดฟันไปที่ร่างกายคน ผ่าไปโดยเหตุที่คนอยู่ตามหลักไตรลักษณ์ มันแค่เป็นการเอามีดผ่านธาตุประกอบบางอย่างไป ไม่มีตัวไม่มีตนอะไรเลย พยายามจะอ้างว่านี่มันไม่ใช่การฆ่า เป็นการบรรลุธรรม แต่หารู้ไม่ว่านั่นมันเป็นมิจฉาทิฏฐิไปแล้ว
ทั้งหมดมันเป็นการตีความในทางหลักการ ผมเข้าใจว่าในตอนนี้ การต่อสู้กันมันก็เป็นตรงนี้ ผมกำลังจะบอกว่า ในส่วนตัวผม เวลาผมยึดคุณค่าหรือยึดหลักการเนี่ย ผมถือว่าผมยึดคุณค่าหรือยึดในหลักการที่มันถูกต้อง ขณะที่อีกด้านหนึ่งเนี่ย ยึดหลักการหรือยึดคุณค่าในลักษณะที่เหมือนคุณเอามีดฟันไปในร่างกายคนน่ะ แต่จริงๆแล้วนั่นคือการฆ่า แต่คุณบอกคุณไม่ได้ฆ่า แล้วคุณก็พยายามไปหาเหตุผลว่ามันมีหลักการแบบนี้ เพราะฉะนั้นคุณไม่ได้ฆ่า มันก็เลยขัดแย้งกัน ผมว่าปัญหาอยู่ตรงนั้นนะ
วิจักขณ์: ดูเหมือนอาจารย์จะไม่ได้ชวนให้คนปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ชวนให้คนที่ยึดมั่นในหลักการในแต่ละแบบมาคุยกัน...
วรเจตน์: (เน้นเสียง) ถูกต้อง.. เอาหลักการมาคุยกัน มาเถียงกันว่าไอ้หลักที่คุณยึดเนี่ยตกลงมันคืออะไร แล้วผมเชื่อว่า ถ้าเราเถียงกันปุ๊บ เราก็จะเห็นปัญหาทันที
ยกตัวอย่าง ในทางกฏหมาย มันมีหลักที่ว่า ถ้าคุณจะไปเป็นกรรมการสอบสวนใคร หรือคุณจะตัดสินคดีกับใคร มันมีหลักอันนึง คือ คุณต้องไม่เป็นปรปักษ์กัน คือต้องไม่มีเหตุที่มีสภาพร้ายแรงที่ทำให้การพิจารณานั้นไม่เป็นธรรม คล้ายกับว่าเขาจะขจัดว่าคนที่มาตัดสินกันเนี่ย คุณไม่ควรมีเรื่องหมางใจกัน ไม่ควรเป็นปรปักษ์กัน ต้องการให้กระบวนการใช้กฏหมายเกิดขึ้นบนฐานของความบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะฉะนั้นเขาจึงบอกว่าไม่เอาศัตรูกันมาสอบกัน อย่างเช่นคนนึงถูกกล่าวหาว่าผิดวินัย ตั้งกรรมการมาสอบสวน แต่คนที่เป็นกรรมการสอบสวนเป็นศัตรูกับคนที่ถูกกล่าวหาว่าทำความผิด ในทางกฏหมายบอกว่า อันนี้มันต้องห้ามนะ คุณทำไม่ได้ เพราะนี่มันคือหลัก ถูกมั๊ย แล้วหลักการแบบนี้มันก็ใช้กันเป็นสากลเสมอไป คือใช้กันทุกที่ โอเค.. แล้วเวลาที่คุณเอามาใช้กับกรณีของอดีตนายกฯ นี่คุณใช้มั๊ย ก็บอกว่า เอ้อ ไม่ใช้.. ถามว่าทำไมไม่ใช้ คุณบอกว่า ก็ เค้าทำผิดอ่ะ เพราะฉะนั้นก็ใช้วิธีอะไรก็ได้ในการจัดการ เห็นมั๊ยฮะ วิธีคิดนี้มันต้องเถียงกันแล้วว่า ไอ้การจัดการนั้น คุณใช้วิธีการอะไรก็ได้หรือเปล่า หรือคุณต้องใช้วิธีการที่มันยังอยู่ในหลักของกฏหมายอยู่ นี่มันต้องเถียงกันแบบนี้ เถียงกันเป็นประเด็นๆ ไปแบบนี้ แล้วมันก็จะเห็น
ที่นี้ปัญหาคือ มันไม่เถียงกันแบบนี้ สุดท้ายเค้าบอกว่า เป้าหมายก็คือการจัดการ เมื่อเป้าหมายคือการจัดการ วิธีการก็เลยไม่สำคัญ ในขณะที่ผมเห็นว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามเนี่ย วิธีการมันสำคัญ มันสำคัญเท่าๆ กับเป้าหมายที่ต้องการ แล้ววิธีการมันจะรักษาให้ตัวเป้าหมายนั้นมันถูกต้องด้วยในสุดท้าย
วิจักขณ์: แต่ วิธีคิดแบบอาจารย์เนี่ย มันจะต้องอยู่บนรากฐานอย่างหนึ่งนะ คือ ต้องไม่เชื่อว่ามีอำนาจไหนเป็นอำนาจที่สูงสุด หรือมีอำนาจไหนที่อยู่เหนืออำนาจอื่น
วรเจตน์: (นิ่งคิด) เอ่อ... อาจจะใช่ อาจจะเป็นไปได้
วิจักขณ์: เพราะถ้าคนยังเชื่อว่ามีอำนาจอันนึง ที่เป็นอำนาจที่อยู่เหนืออำนาจอื่น มีความจริงสูงสุดอยู่ และเค้าอยู่ข้างอำนาจสูงสุดนั้น วิธีคิดแบบอาจารย์มันก็ดูจะเป็นปฏิปักษ์ร้ายแรงอยู่เหมือนกัน
วรเจตน์: อืม.. ก็เป็นไปได้ ผมก็ไม่เคยคิดตรึกตรองในเรื่องนี้นะ
วิจักขณ์: อย่าง ที่อาจารย์ยกเรื่องพระพุทธเจ้าก็น่าสนใจคือ คือ ชุมชนที่อยู่ร่วมกันจัดการกันเองโดยมีหลักเกณฑ์หรือหลักธรรมที่พระพุทธเจ้า วางเอาไว้ เป็นแนวทางให้ปฏิบัติตาม ไม่ใช่ตัวพระพุทธเจ้าเป็นอำนาจสูงสุด
วรเจตน์: ใช่ ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเป็นคนจัดการ พระพุทธเจ้าก็วางเกณฑ์เอาไว้ เป็นเกณฑ์ทั่วไป แต่ว่าสุดท้ายแล้วคนที่อยู่ในชุมชนนั้นก็เป็นคนจัดการเอง เพราะว่าโลกมันก็พัฒนา วิวัฒน์ ผันแปรเปลี่ยนไป
วิจักขณ์: แต่ สำหรับคนที่เค้ามีความเชื่อว่า ไม่ว่ายังไงอำนาจสูงสุดมาจากพระศาสดา คือ สุดท้ายก็อ้างพระพุทธเจ้าในฐานะอำนาจสูงสุดเพื่อให้ตัวเองมีอำนาจเหนือคน อื่น คนเหล่านี้ก็คงไม่มีทางเข้าใจสิ่งที่อาจารย์พยายามจะพูด
วรเจตน์: อื้อ ก็คงจะเป็นอย่างนั้น พอคุยกันเรื่องนี้ ทำให้ผมนึกถึงพระอานนท์นะ ตอนที่ท่านจะบรรลุธรรม พระอานนท์เข้าใจอะไรเยอะแยะ แต่สุดท้ายก็ไปติดอยู่ตรงพระพุทธเจ้า ปิ๊งเดียว พอบอกไม่ยึดติดปางพระองค์ก็บรรลุ คือมันมีอะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน ถามว่าอันนี้มันเป็นหลักมั๊ย มันก็เป็นหลัก ก็คือหลักการไม่ยึดติดน่ะ แต่เวลาปฏิบัติ เราจะปฏิบัติได้มั๊ย คือเราจะสังเกตเห็นว่า พระพุทธเจ้าเนี่ยสั่งสอนข้อธรรมเยอะแยะไปหมด แต่ว่าคนที่รู้อะไรพวกนี้ จำได้หมดอย่างพระอานนท์ก็ไม่บรรลุ พอสุดท้ายคลิ๊กอันเดียว พอวางปุ๊บเนี่ย ก็บรรลุได้ ถามว่าแล้วไอ้พอวางปุ๊บแล้วบรรลุเนี่ย มันเป็นหลักมั๊ย มันก็เป็นนะ เป็นในเซ้นส์ของมันเอง เพียงแต่ว่าเราจะเข้าถึงในหลักแบบนี้หรือเปล่า ในเซ้นส์แบบนี้ ถ้าจะมอง มันก็เป็นกฏเกณฑ์อย่างหนึ่งในธรรมชาติ นั่นคือพอคุณสามารถวางได้หมดทุกอย่าง คุณก็บรรลุ
สำหรับผม มันเป็นเรื่องของความเข้าใจนะ คือ ถ้าเราเข้าใจอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ ไอ้ที่เราบอกว่ายึดติดกับหลักการเนี่ย จริงๆ มันไม่ได้หมายความว่า ติดแบบ strict แต่ว่าทำเพื่อให้มั่นสอดคล้องกับตัววัตถุประสงค์สุดท้ายที่มันดีงามน่ะ... พูดแบบนี้ก็ได้นะ เราอาจจะพูดถึงอะไรที่มันดีงามก็ได้ มีคนบอกว่าพุทธศาสนาในระดับโลกุตระก็พ้นไปจากความดี ความงาม ใช่มั๊ยฮะ แต่ว่าผมก็ไม่รู้นะ ผมว่าสุดท้ายมันอาจจะมีอะไรหลงเหลืออยู่เหมือนกัน
โอค หลักธรรมที่พระพุทธเจ้าวางไว้ มันก็เป็นข้อธรรมที่ยุติไปแล้วแหละ แต่ว่ามนุษย์เนี่ยบางทีเราอาจจะยังไปไม่ถึงจุดตรงนั้นในเชิงของปัจเจก แต่ว่าผมก็ยังมีความรู้สึกว่าระบบกฏหมายก็ดี ระบบการเมืองการปกครองก็ดี มันก็วิวัฒนาการไปสู่ความดีงามขึ้นเรื่อยๆนะ คือ ถ้าเราลองเทียบดู โทษวันนี้ กับโทษเมื่อสองร้อยปีก่อน สังคมวันนี้ กับสังคมเมื่อสองร้อยปีก่อนเนี่ย เราก็จะพบว่ามันทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์มากขึ้น เสมอภาคกันมากขึ้น
ทุกวันนี้ผมก็สอนนิติปรัชญาอยู่นะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางตะวันตกเค้าคิด ผมก็ยังรู้สึกว่าคำสอนหลายเรื่องของตะวันตกกับตะวันออก บางอย่างมันก็มีแก่นที่ตรงกันอยู่ ผมนึกถึงคำสอนของสำนัก Stoic กับคำสอนศาสนาพุทธ หลายเรื่องก็คล้ายคลึงกัน สโตอิกนั้นสอนในเรื่องของความไม่หวั่นไหวในสิ่งที่มากระทบรอบๆ มันก็คล้ายๆ กับพุทธศาสนาที่สอนให้เราไม่หวั่นไหวในโลกธรรม สโตอิกสอนถึงความไม่หวั่นไหวในอารมณ์ มันก็คือเรื่องโลกธรรมที่เข้ามากระทบ ก็ดูจะคล้ายๆกัน
ในด้านนึงผมเข้าใจว่า มนุษย์ที่พัฒนามา แม้ด้านนึงจะมีการแก่งแย่งอะไรกันมากขึ้น แต่ว่าในเชิงโครงสร้าง ในเชิงกติกา กฏเกณฑ์ หรือกฏหมายที่คุมสังคม มันก็วิวัฒนาการไปสู่ความดีงามมากขึ้นเรื่อยๆ มันมีแนวโน้มจะไปถึงตรงนั้นนะ
วิจักขณ์: มี คนพูดทำนองว่าทางฝั่งโลกตะวันออก เรามักจะเริ่มที่สัจธรรมสูงสุดที่ปัจเจกเข้าถึง แล้วพยายามเอามันลงมาสู่ชุมชน สู่สังคม แต่ในทางตะวันตกเนี่ย เขาจะเริ่มที่โลกธรรม เริ่มที่การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพทางสังคมให้ดีขึ้น แล้วค่อยๆ ขยับไปสู่ความดีงามสูงสุด
วรเจตน์: ใช่ ผมว่าจริงเลยนะ
แต่ในด้านนึงก็ไม่ใช่ว่าเราภูมิใจในความเป็นตะวันออกหรือว่าดูถูก เหยียดหยามความเป็นตะวันตก หรือภูมิใจในความเป็นตะวันตก แล้วเหยียดหยามความเป็นตะวันออก ผมคิดว่าสุดท้ายมันเป็นเรื่องที่ต้องวินิจฉัยไปในเชิงคุณค่าของแต่ละเรื่อง ตะวันตกอาจจะสร้างคุณค่าบางอย่างที่เป็นคุณค่าสากล แล้วอาจจะสอดคล้องกับคุณค่าบางอย่างของตะวันออก ซึ่งถูกกดทับเอาไว้ หรือถูกปิดบังเอาไว้ หรือไม่ถูกเอามาใช้ในบางแง่มุม จริงๆบางเรื่องมันก็ขึ้นอยู่กับการอธิบายเหมือนกัน คือ ผมเข้าใจว่าการหยิบเอาแง่มุมทางศาสนามาพูดในสังคม มันก็ขึ้นกับว่าคนพูดจะหยิบเอาแง่มุมไหนมาพูด เพราะว่าศาสนาพุทธมันมีอยู่หลากหลายมิติมากๆ ข้อธรรมก็เยอะแยะไปหมด บางทีในบางคราวเราหยิบข้อธรรมอันนึงมาพูด แล้วพูดเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองอันนึง มันก็กลายเป็นว่า โอ ศาสนาพุทธเนี่ยรับใช้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 04/02/55 ยืมมือคนอื่นมาชลอเงินกู้....

ทีี่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน


และนี่คือ สันดาน สามานย์สถุน
เติมคุกรุ่น ให้รัฐ ขัดแข้งขา
และนี่คือ ผลพวงบาป คราบน้ำตา
ใครเลือกมา โปรดตรึกตรอง ลองคิดดู....


ประเทศชาติ จะฉิบหาย มลายสิ้น
เพราะเล่ห์ลิ้น คนมารยา น่าอดสู
ทีพวกมัน กลับรุกเร้า เข้าพันตู
กี่เรื่องกู้ กี่ผ่านได้ ในทันที...


ยามบ้านเมือง ย่ำแย่ ต้องแก้ไข
พวกจัญไร กลับโลเล ใช้เล่ห์หนี
ต้องตีความ ว่านี่นั่น มันไม่ดี
โคตรอัปรีย์ วิปริต จิตโสมม....


หวังยืมมือ คนเป็นต่อ ชลอกู้
สร้างหดหู่ ชาวประชา พาขื่นขม
ยิ่งทุกข์ร้อน ยิ่งเหน็บหนาว ร้าวระบม
ทนทุกข์ตรม เถิดหนอ ตอแหลแลนด์....


ผลตีความ อาจร้องอ๋อ ชลอแน่
หมดทางแก้ อลหม่าน พาลง่อนแง่น
เอาทุกข์ยาก เป็นเดิมพัน ปั่นคะแนน
ทุกเขตแดน ต้องหมองหม่น ทนต่อไป....


๓ บลา / ๔ ก.พ.๕๕

สุจิตต์ วงษ์เทศ: ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด

ที่มา Thai E-News


5 กุมภาพันธ์ 2555
โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ที่มาเฟสบุค Sujit Wongthes



ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด
บอกแค่เก้าก็ยัดเยียดเล่าเป็นสิบ
คนได้เปรียบเอาเปรียบสูงเทียบทิพย์
คนเสียเปรียบตาปริบปริบเป็นไพร่แพ้



0 0 0 0 0

บทความแปล: วิกิลีกค์: เผยเรื่องขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์และการทำรัฐประหาร ตอนที่ 1

ที่มา Thai E-News

5 กุมภาพันธ์ 2555
โดย ดวงจำปา
ที่มา
Doungchampa Spencer


อ้างอิงจากบทความ: Wikileaks: more on HRW and the coup I

โพสต์เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555


เมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เวปของ PPT ได้เข้าไปอ่านความคิดเห็นซึ่งเขียนโดยกลุ่มองค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์, เรื่องของการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และ เรื่องการก่อการรัฐประหารเมื่อปี พ.ศ. 2549

เค เบิ้ลของวิกิลีกค์ได้กล่าวอ้างถึงผู้แทนขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์คือ คุณสุนัย ผาสุก เกี่ยวกับเรื่องของ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นว่า เป็นเรื่องที่ “ไม่มีความน่าดึงดูดใจ” และการพุ่งความสนใจมากับเรื่องนี้อาจจะนำความเสียหายในชื่อเสียงต่อผลงานของ คุณสุนัยว่า เป็นผู้ปกป้องต่อสิทธิมนุษยชน เป็นเรื่องที่แน่นอนที่สุดในการกล่าวถึงข้อพันธกิจขององค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์ที่ว่า “จะยืนอยู่เคียงข้างผู้ประสบเคราะห์กรรมและนักกิจกรรมเพื่อการต่อสู้ เพื่อปกป้องการเลือกปฎิบัติ (และ)ส่งเสริมเสรีภาพทางการเมือง” คุณสุนัยควรที่จะทำการปกป้องผู้ประสบเคราะห์กรรมในเรื่องของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแทนที่จะบ่นพึมพำทำการแก้ตัวอย่างขยาดๆ

ในการโพสต์อีกเรื่องหนึ่ง เราได้เอ่ยถึงเคเบิ้ลอีกหนึ่งฉบับที่บ่งบอกให้ทราบถึงความคิดเห็นของคุณสุ นัย ในเรื่องการสนับสนุนการกระทำรัฐประหารและการเห็นอกเห็นใจต่อทางฝ่ายกองทัพบก ฉบับหนึ่ง ตามที่เขาได้เผย ถึงความโล่งอกที่ “รัฐบาลของนายกฯ ทักษิณ ได้ถูกขับไล่ออกไป” และเขา “ให้ความเคารพต่อทางฝ่ายกองทัพอย่างสูงสุดโดยเสมอมา...” ดูเหมือนว่าคุณสุนัยจะได้โยนเรื่องความกังวลของสิทธิมนุษยชน และในมุมมองของอดีตนั้นออกไปและตนเองได้เข้ามาสู่รูปแบบทางการเมืองด้วยการ เลือกคบกับอีกฝ่ายหนึ่งแทน

เคเบิ้ลฉบับอื่นๆ ของวิกิลีกค์ได้เพิ่มมุมมองต่างๆ ซึ่งเสริมด้วยถ้อยคำที่กล่าวไว้ข้างต้น เคเบิ้ลลงวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2549 เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกาคือคุณ อีริค จอห์น (ซึ่งต่อมาภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นเอกอัครราชฑูตสหรัฐอเมริกาประจำ ประเทศไทย) ได้พบกับคุณสุนัย ระหว่างการเยี่ยมเยือนที่กรุงเทพมหานคร

คุณ สุนัยได้อธิบายว่า “เขาเป็นหนึ่งในจำนวนของนักกิจกรรมที่ต้องฝืนใจต่อการยอมรับการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายนว่า ‘เป็นทางเลือกเดียวเท่านั้น’ ” แต่เป็นผู้ที่เริ่มรู้สึก “ผิดหวัง” ต่อความล้มเหลวซึ่งรัฐบาลรักษาการซึ่งนำโดยองคมนตรีพลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ เนื่องจากว่า รัฐบาลยังคงไม่สามารถที่จะอธิบายอย่างเพียงพอว่า อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ (ชินวัตร) ได้ทำอะไรลงไปบ้างถึงสามารถอ้างถึงความชอบธรรมในการกระทำรัฐประหาร

มัน ยากที่ฟังแล้ว ดูเหมือนกับบุคคลใดๆ ซึ่งต้อง “ฝืนใจ” ต่อการยอมรับการก่อการรัฐประหาร จากนั้น คุณสุนัยยังยอมรับว่า “การสอบสวนในเรื่องของการคอรัปชั่นนั้น มัน “ยากแสนจะยาก” ต่อการพิสูจน์ ขณะที่การยอมรับเป็นที่น่าสนใจในเนื้อหาของมันเอง จากนั้นยังได้กล่าวต่อด้วยว่า

องค์กรฮิวแมนไรท์ วอชท์ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลให้ดำเนินการ ในเรื่องการฆาตกรรมสังหารหมู่ซึ่งละเมิดต่อกระบวนการยุติธรรม แรกเรี่มตั้งแต่สงครามปราบปรามยาเสพติดในปี พ.ศ. 2546 เพื่อที่จะทำการฟ้องรัฐบาลชุดก่อนในการกระทำผิดนั้นๆ

ขณะ ที่การฆาตกรรมในสงครามปราบปรามยาเสพติดเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียชื่อเสียง เป็นอย่างยิ่ง (และยังไม่มีการสอบสวนอย่างถูกต้องอย่างเหมาะสม) ฟังดูแล้วเหมือนกับว่า องค์กรฮิวแมนไรท์วอชท์กำลังเป็นโค้ชให้กับคณะผู้ก่อการรัฐประหาร

มัน เป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงที่คุณสุนัยเอง เห็นด้วยกับเรื่องเหล่านี้ แม้ว่าเมื่อตัวเขาเองจะมีความสงสัยว่ารัฐบาลซึ่งหนุนหลังโดยฝ่ายเผด็จการ ทหารนั้น ไม่น่าจสร้าง “รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีให้เสร็จสื้น เพื่อจะได้มีการเลือกตั้งที่ดีเกิดขึ้นตามมา....”

มีการกล่าว ว่า คุณสุนัยได้วิจารณ์อย่างหนักหน่วงต่อ “ วิธีการของรัฐบาลในเรื่องการยุบพรรคการเมือง ในตอนนี้มีคดีต่างๆ ยังค้างอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ..... เขาเชื่อว่าคดีที่ฟ้องร้องที่มีอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ควรที่จะถูกถอดถอนยกเลิกออกไปเสีย....”

คุณสุนัยยังได้เปิด เผยต่อไปอีกว่า รัฐบาลรักษาการที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายเผด็จการทหารนั้น มีกลไกพิเศษอย่างแบบไม่ต้องมีพิธีรีตองใดๆ ในการปรึกษากับกลุ่มประชาสังคม เขาอ้างว่า “ตัวรัฐมนตรี (คนหนึ่ง) ของที่ทำงานอยู่กับนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นบุคคลที่ได้รับความเคารพนบนอบเป็นอย่างสูงและยังทำหน้าที่เป็นผู้ประสาน งานระหว่างรัฐบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ อีกด้วย”

ท่านผู้อ่านอาจจะสรุปเรื่องนี้โดยตัวของท่านเองในเรื่องของความถูกต้องอย่างแท้จริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และการเปิดเผยข้อความเหล่านี้

เรายังมีเคเบิ้ลอีกหลายฉบับที่จะโพสต์ให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องของ ฮิวแมนไรท์วอชท์และเหตุการณ์อื่นๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับทางการเมือง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นของผู้แปล:


ดิฉันได้อ่านเรื่องของ Human Rights Watch ใน Wikipedia จะเห็นได้ว่า มีการวิพากย์วิจารณ์ทั้งสองฝ่าย

เมื่ออ่านข่าวของไทย มีแนวโน้มออกมา ฮิวแมนไรท์วอทช์ ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะถูกองค์กรนี้โจมตีหนัก มากกว่าสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เสียด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่า ข่าวจะออกมาในแนวทางที่สนับสนุนต่อสิทธิมนุษยชน เป็นต้นว่า การแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้มีวี่แววออกมาในเรื่องการสังหารหมู่เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม ปี 2553 เลย

ไม่ทราบว่า คุณสุนัย ไปอยู่ที่ไหน เมื่อสมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรี การเป็นนักสิทธิมนุษยชนที่ดี คุณจะเลือกข้างไม่ได้ ต้องว่าไปตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง

คุณสุนัยเขียนรายงานไปอย่างไรในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ น่าจะนำมาเผยแพร่ให้ประชาชนเขาทราบบ้างก็ดีนะคะ....

Doungchampa Spencer

(ปล. ภาคที่สองและภาคอื่นๆ กำลังจะโพสต์ในวันถัดไปค่ะ)

-------------------------------------------------------------------------

บทความเกี่ยวเนื่อง:

บทความแปล: วิกิลีกค์, กองทัพทำรัฐประหาร และ องค์กร “สิทธิมนุษยชน”

บันทึกกรณีกรุงเทพธุรกิจตีข่าว "นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี"

ที่มา Thai E-News

ที่มา Thai Press Log
5 กุมภาพันธ์ 2555

Thai Press Log บันทึกกรณีความไร้ความเป็นมืออาชีพและห่วยแตก สร้างความแตกแยกร้าวฉาน ปล่อยข่าวลือ กุข่าวลวงประจำวันของสื่อสารมวลชนไทย


โดยข่าวต้นฉบับที่สื่อมวลชนไทยพยายามทำ "Agenda-Setting" ประจำวันนี้มาจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555

นามบัตร'ยิ่งลักษณ์'ประทับตราสำนักนายกฯพ่วงสามี

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

สังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค ได้ฟอร์เวิร์ดเมลล์ภาพนามบัตรของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นที่แพร่หลาย ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า “Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat” โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตรด้วย

ทั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสนอกกฎหมายของนายกรัฐมนตรี ไม่มีตำแหน่งใดๆ ที่เกี่ยวข้องในสำนายกรัฐมนตรี จึงทำให้ตั้งข้อสงสัยว่านามบัตรดังกล่าวนี้เป็นของจริงหรือมีการปลอมแปลง ขึ้นมาเพื่อให้นายกรัฐมนตรีเกิดความเสียหาย

แหล่งข่าวใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นามบัตรดังกล่าวที่แพร่หลายอยู่ในขณะนี้นั้นเป็นของจริง ซึ่งจัดทำโดยสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคู่สมรสใช้แจกให้กับแขกที่มาร่วมงานสโมสรสันนิบาต ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2554 ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้มอบให้คู่สมรสใช้เมื่อครั้งที่ลงพื้นที่ฟื้นฟูน้ำท่วมใน หลายๆ จุด ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นคนทำนามบัตรดังกล่าวขึ้นมาเอง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีก็ทราบเรื่องนี้แล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร


ข้อเท็จจริงที่หน่วยกรองข่าวในอินเตอร์เน็ตนำมาเผยแพร่

"จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน"
โดย Red Freedom

จากกรณีเว็บไซต์ข่าวหลายสำนัก ได้เปิดเผยเรื่องราวที่ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ หลังมีการโพสภาพและฟอร์เวิร์ดเมลล์นามบัตรของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษระบุว่า
“Yingluck Chinawatra Prime Minister Of The Kingdom Of Thailand And Anusorn Amornchat”

โดยมีตราสัญลักษณ์ของสำนักนายกรัฐมนตรีประทับตราอยู่ด้านบนของนามบัตร นั้น จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม เนื่องจากนามบัตรดังกล่าว มีชื่อของนายอนุสรณ์ อมรฉัตร คู่สมรสของนายกรัฐมนตรี ที่ไม่มีตำแหน่งใดๆ ในสำนักนายกรัฐมนตรี มีชื่ออยู่ในนั้นด้วย

ล่าสุด มีผู้ใช้ชื่อในเฟซบุ๊กว่า InsiderNews Editorial ได้นำภาพนามบัตรของอดีตนายกรัฐมนตรีคนอื่น ออกมาเปรียบเทียบ พร้อมระบุข้อความว่า

“จรรยาบรรณสื่ออยู่ที่ไหน จิตอคติคิดแต่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามจะไม่แคร์ว่าอะไรถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง ประชาชนคนอ่านเป็นคนตัดสิน”

2555: 80 ปี 2475

ที่มา Thai E-News

555 แปดสิบปี 475
แดนปากว่า ตาขยิบ ยังสุขสันต์
ตอแหลแลนด์ ปัดศพไว้ ใต้พรมพลัน
ช่างพวกมัน เพราะพวกกู ยังอยู่ดี

516 519 535
ฆ่าแล้วฆ่า ฆ่าด้วยปืน จากภาษี
553 ใช้สไนเปอร์ ฆ่าอีกที
เล็งหัวที กะโหลกแยก แตกกระจาย

500+55 = 555
ตอแหลแลนด์ งมงายบ้า น่าใจหาย
อุดมการณ์ 475 จางหายไป
55 ปี เขาทำลาย อย่างแนบเนียน

555-475 = 80
ชนชั้นนำ ยังงุบงิบ ยึดไว้มั่น
80 ปี มีแต่ถอย ลงคลองพลัน
ประเทศนี้ อำนาจนั้น เป็นของใคร?

เอ้าหมอบกราบ หมอบกราบ แล้วหมอบกราบ
เท้าเสรี ใจเป็นทาส น่าขบขัน
ใจเสรี เท้าต้องล่าม โซ่ตรวนพลัน
กำจัดมัน เสรีชน พ้นแผ่่นดิน

"ทุกๆ ชาติ ขอเกิดเป็น ข้ารองเท้า"
ปลูกฝังเข้า หัวกบาล ทุกเช้าบ่าย
ให้ซาบซึ้ง แผ่นดินนี้ เป็นของใคร
475 มึงเอาไป กูเอาคืน

555 80 ปี มีความหมาย
ประชาธิปไตยไทย ยังขมขื่น
80 ปี ยังหวัง จะได้คืน
อุดมการณ์ คณะราษฎร์ฟื้น คืนสู่ชัย

โดย เรี่ยดิน ถามฟ้า

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เปิดเอกสารหายากที่เพิ่งค้นพบสายธารปฏิวัติไทย ร่วมใจฉลองปีมหามงคล 80ปี2475-100ปีร.ศ.130

กรณี112มองทะลุการปฎิวัติประเทศไทยในอนาคต

ที่มา Thai E-News

จาก กรณีพิพาทคดี 112 ที่กำลังดังอื้ออึงคะนึงเมือง ( แต่เงียบกริบในสื่อกระแสหลัก ) ในตอนนี้ ทำให้ผมได้มองเห็นว่า ประเทศไทยยังมีเงาดำทะมึน แห่งความคิดความเชื่อที่ล้าหลังของคนไทยทั้งสังคม..หากอยากให้ประเทศไทย เจริญก้าวหน้าไปในอนาคต เราไม่เพียงแค่ต้องการปฏิรูป เพราะมันคงเป็นการรักษาที่ไม่เพียงพอกับอาการป่วยไข้ของประเทศ แต่เราต้องการถึงขั้นการปฏิวัติ

โดย คุณกูเป็นไพร่ แต่ไม่ใช่ทาส !

จากกรณีพิพาทคดี 112 ที่กำลังดังอื้ออึงคะนึงเมือง ( แต่เงียบกริบในสื่อกระแสหลัก ) ในตอนนี้ ทำให้ผมได้มองเห็นว่า ประเทศไทยยังมีเงาดำทะมึน แห่งความคิดความเชื่อที่ล้าหลังของคนไทยทั้งสังคม ที่เป็นกำแพงกั้นทำให้ประเทศไทยไม่สามารถพัฒนาไปเป็นประเทศที่มีอารยะ เหมือนกับนานาอารยะประเทศอื่น ๆ ได้

หากอยากให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าไปในอนาคต เราไม่เพียงแค่ต้องการปฏิรูป เพราะมันคงเป็นการรักษาที่ไม่เพียงพอกับอาการป่วยไข้ของประเทศ แต่เราต้องการถึงขั้นการปฏิวัติความคิด ความเชื่อ ต่าง ๆ ทั้งหลายที่มีมาแต่นมนานลงไปอย่างสิ้นเชิง ประเทศที่เป็นมะเร็งใกล้ตาย สั่งแค่ยาพาราสองเม็ดให้กินคงไม่ได้ แต่มันต้องผ่าตัดใหญ่ อาจถึงขั้นต้องตัดอวัยวะทิ้งเพื่อรักษาชีวิตกันเลยทีเดียว

ข้อเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ที่ดูเหมือนจะก้าวหน้า และครอบคลุมทุกคำตอบของการก้าวออกจากปัญหาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ กองทัพ ศาล และองค์กรทางการเมืองแล้ว แต่ดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอ ถ้าเกิดไปเจอโรคที่มีอาการหนักหนาสาหัส ที่ไม่เคยแตะต้องและรักษาให้หายได้ของประเทศไทย อย่างกรณี 112 มิพักต้องพูดไปไกลถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ก็คงเปรียบเสมือนเพียงการผ่าตัดเล็ก รักษาได้แต่ไม่หายขาด

ต่อไปนี้คือข้อเสนอการผ่าตัดใหญ่ ที่จะทำให้ประเทศไทยหายขาดจากโรคร้ายด้อยพัฒนาได้แน่ ในมุมมองของผู้เขียน ซึ่งเป็นแค่ประชานคนธรรมดา ไม่ได้เป็นนักวิชาการหรือนักกฏหมายมาจากไหน แต่เป็นคนไทยที่มองเห็นปัญหาและทางแก้ไขของประเทศ อาจจะฟังดูเพ้อฝัน ล้ำ หรือเหนือจินตนาการเกินไป แต่เชื่อเถอะไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ถ้ามนุษย์อยากจะทำ มนุษย์ที่จินตนาการถึงการบินได้เมื่อสองพันปีที่แล้ว ก็คงจะถูกกล่าวหาว่าเพ้อฝันแบบนี้แหละ ไม่ลองแล้วจะไปรู้ได้ยังไงว่าทำได้หรือไม่ได้ จริงหรือเปล่า

1.การปฏิวัติเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเข้าชื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายของประชาชน

จากกรณี 112 เราจะเห็นได้ว่า ข้อความที่เขียนไว้อย่างเลิศหรูในรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยสิทธิในการเข้าชื่อเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฏหมายใด ๆ ของประชาชน ที่พวกเขาเห็นว่ามีผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา แต่สิ่งที่เราได้เห็นจากกรณี 112 ก็คือ ถึงแม้จะเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ของประเทศขนาดไหน ถึงแม้ประชาชนจะลงชื่อกันเป็นสิบ ๆ ล้านชื่อ แต่ความฝันที่จะแก้ไขกฏหมายที่พวกเขารู้สึกว่าเป็นการกดขี่ กลับถูกทำลายเสียตั้งแต่ก่อนที่กฏหมายจะเข้าสู่สภาเสียอีก

เมื่อนักการเมืองที่พวกเขาเลือกตั้งเข้าไปกับมือ เพื่อเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขา ทั้งฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลต่างก็พากันออกมาป่าวประกาศอย่างถ้วนหน้าและพร้อม เพรียงกันว่า ไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะยกมือโหวจให้กฏหมายข้อนี้ผ่านแม้แต่คนเดียว เพราะมันหมายถึงความเป็นความตาย ของการอยู่รอดในเส้นทางการเมืองของพณ.ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายกันเลยที เดียว ฟังแล้วชื่นใจกันไหมประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจและของประเทศอย่างแท้จริง ( ? ) ทั้งหลาย

เรียกว่าความฝันของประชาชนแท้งตั้งแต่ยังไม่ท้องเสียอีก จะทำยังไง ในเมื่อนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชน ไม่มีความกล้าหาญที่จะยกมือเพื่อผ่านกฏหมายบางฉบับ เพราะถูกความเชื่อที่ล้าหลังเก่า ๆ ครอบงำ ว่ากฏหมายบางข้อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าที่จะไปแตะต้อง แก้ไข ยกเลิก หรือแม้แต่จะบังอาจกล่าวถึง ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะเป็นความต้องการของประชาชนค่อนประเทศ ( และทั้ง ๆ ที่กฏหมายข้อนั้นก็ถูกเขียนขึ้นมาด้วยน้ำมือมนุษย์ เช่น นักกฏหมายที่ยอมเป็นลูกไล่ของคณะรัฐประหารบางคนหรือบางคณะเท่านั้น )

ประเทศดูเหมือนจะพบกับทางตัน หากนักการเมืองไม่ยอมมีความกล้า พอที่จะผ่าทางตันของปัญหานั้นออกไปเพื่อประชาชน อย่างที่ปากของพวกเขาชอบกล่าวอ้าง และการแก้ไขกฏหมายต่าง ๆ ก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่มีนักการเมืองคนไหนยอมเสียสละเพื่อประชาชน เพราะสุดท้ายการแก้ไขกฏหมายทุกข้อก็ต้องมาวัดกัน ที่เสียงสนับสนุนของส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร และนี่คือข้อเสนอในการหาทางออกจากปัญหานั้น

เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการเสนอหรือแก้ไขกฏหมายบางข้อ ที่พวกเขารู้สึกว่ามันมีผลกระทบร้ายแรงต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา แต่สภาไม่ยอมให้ความร่วมมือ ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ควรกำหนดให้ภาคประชาชนมีอำนาจเสนอแก้ไขกฏหมายสำคัญ ๆ ได้โดยที่ไม่ต้องผ่านสภา

อาจจะตั้งเงื่อนไขในการแก้กฏหมายให้สูงไว้ เพื่อให้แน่ใจว่านั่นเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้ จริง โดยอาจจะให้มีการเข้าชื่อกันของประชาชน 5 ล้านคนจาก 65 ล้านคน และให้ลงประชามติในข้อกฏหมายนั้น และจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกิน 70 % ของผู้ออกไปใช้สิทธิ์ทั้งหมด กฏหมายฉบับนั้นจึงจะถือว่าผ่าน และให้ประกาศใช้ในทันที เมื่อส.ส.และสภาที่พวกเขาเลือกเข้าไป ไม่เป็นที่พึ่งที่หวังได้ สุดท้ายประชาชนก็ยังมีตนเป็นที่พึ่งของตนเอง นี่คือการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริง

2.การปฏิวัติสื่อ

ไม่ว่าจะในอดีต ในปัจจุบัน ( หรือแม้แต่ในอนาคต ) นอกจาก 4 องค์กรหลัก ที่มีอิทธิพลต่อความเป็นตายของประเทศอย่างสถาบันกษัตริย์ กองทัพ ศาล และองค์กรทางการเมืองแล้ว อีกหนึ่งองค์กรที่ถูกมองข้าม รวมถึงการเป็นองค์กรที่ดูเหมือนจะเป็นสถาบันที่แตะต้องไม่ได้เสียยิ่งกว่า 4 องค์กรที่ว่ามาข้างต้นเสียอีก และองค์กรสื่อที่ว่านี่แหละ ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของปีศาจที่แท้จริง ที่สามารถจะสร้างความปั่นป่วน พินาศฉิบหาย ให้กับประเทศ จนถึงการปลุกปั่นให้เกิดการเกลียดชัง และเกิดการเข่นฆ่าล่าล้างกันของคนในชาติ ดังเช่นกรณี 6 ตุลา 19 พฤษภาทมิฬ ปี 35 เมษาเลือด 52 และพฤษภาวิปโยค 53 เมื่อสื่อเลือกข้าง แทนที่จะเลือกอยู่เคียงข้างประชาชน ด้วยการเสนอข่าวตามความเป็นจริง แต่กลับเลือกอยุ่ข้างเผด็จการ และนำเสนอข่าวและข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือเลือกที่จะไม่เสนอความเป็นจริงในบางแง่มุม จนเกิดความเข้าใจผิดและเกิดความวุ่นวายไปทั้งประเทศ

กรณี 112 ในปัจจุบันเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด ในการทำหน้าที่ของสื่อและผลพวงที่เลวร้ายของมัน สื่อยอมที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง ไม่ยอมเสนอข่าวตามความเป็นจริงอย่างที่ควรจะเป็น ในฐานะสื่อที่มีความรับผิดชอบในจรรยาบรรณ หรือไม่ก็เสนอข่าวเพียงในแง่มุมที่ตัวเองอยากนำเสนอ ไม่ยอมเสนอข่าวในทุกแง่มุมอย่างรอบด้าน ประชาชนได้รับรู้เรื่องราวของ 112 ในสื่อกระแสหลัก ก็เฉพาะในเรื่องของคนที่เนรคุณชาติ พวกที่คิดจะล้มเจ้าอย่างคณะนิติราษฎร์ ใส่ร้ายป้ายสีสร้างภาพให้พวกเขาเป็นปีศาจร้าย จนประชาชนถึงกับโทรไปออกรายการวิทยุ ว่าอยากจะตัดคอคณะนิติราษฎร์ที่คิดร้ายต่อชาติต่อสถาบัน ด้วยการคิดแก้ไขมาตรา 112 แต่พอผู้ดำเนินรายการถามกลับว่า ผู้โทรรู้จักมาตรา 112 และรายละเอียดการเสนอแก้ไขของคณะนิติราษฎร์หรือไม่ ผู้โทรเข้ามาร่วมรายการท่านั้นตอบว่า " ไม่รู้เรื่องอะไรเลย " ตลกร้ายไหมครับประเทศไทย อ่านสื่อฟังสื่อจนอยากจะตัดคอใครสักคนทิ้ง โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตัดคอเขาเรื่องอะไร ชื่นในกันไหมกับการทำหน้าที่ของสื่อประเทศนี้

และกลายเป็นว่าสื่อของประเทศกลับเป็นองค์กรที่อยู่เหนือกฏหมาย เป็นผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญตัวจริง ที่ไม่มีใครสามารถจะแตะต้องอะไรได้ อยากจะเสนอหรือไม่เสนอข่าวไหนก็ได้ อยากจะพาดหัวข้อข่าวจิกหัวผู้เป็นต้นข่าวยังไงก็ได้ จะเรียกไอ้ตู่ ไอ้เต้น ไอ้แม้ว หรือไอ้นพเหล่ก็ได้ สภาการหนังสือพิมพ์หรือสมาคมสื่อทั้งหลาย ก้มีหน้าที่เพียงแค่การสอดส่องดูแล และพร้อมจะร้องแรกแหกกระเชอฟ้องสังคม ถ้าหากว่ามีใครจะคิดมาคุกคมสื่อ แต่พอเวลาสื่อไปคุกคามประชาชนสมาคมพวกนี้กลับทำตาปริบ ๆ

วิธีแก้ไขก็คือ ต้องมีการจัดตั้งองค์กรสื่อแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน องค์กรนี้จะมีสื่อเป็นของตัวเองทุกแขนง ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เว็บไซต์ โดยจะต้องนำเสนอทุกข่าวที่เป็นความสนใจของประชาชน โดยไม่มีการเซ็นเซอร์ใด ๆ ตามกรอบของกฏหมายที่เอื้ออำนวย เรียกว่านี่จะเป็นสื่อที่มีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือที่สุดของประเทศ ที่ประชาชนสามารถจะติดตามรับข่าวสารที่หาไม่ได้จากสื่อกระแสหลักทั่วไป หากองค์กรนี้คิดจะเซ็นเซอร์ตัวเองตามสื่ออื่น ๆ ด้วยจะเป็นเพราะโดนคุกคาม แทรกแซงอะไรก็แล้วแต่ ประชาชนสามารถรวมตัวกดดันให้องค์กรนี้เสนอข่าว และความจริงอย่างตรงไปตรงมา ถ้าผู้บริหารองค์กรนอกลู่นอกทาง ประชาชนสามารถตรวจสอบ ถอดถอนและลงโทษได้

นี่คือมุมมองในการหาทางออกให้แก่ประเทศ จากประชาชนตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ซึ่งอาจจะดูเพ้อฝัน ล้ำจินตนาการเกินไปบ้าง แต่นี่คือการทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงให้กับตัวเอง สังคม และประเทศชาติ อย่างที่คนไทยคนหนึ่งพึงจะทำ และมีสิทธิ์ที่จะทำ ก็แค่อยากจะทำให้คำว่า " อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย " ในรัฐธรรมนูญไทย ได้มีผลในทางปฏิบัติขึ้นมาอย่างแท้จริงก็เท่านั้น

ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่จะพิจารณา

Friday, February 3, 2012

หน้าที่ของโฆษก

ที่มา การ์ตูนมะนาว



เหตุเกิดที่ธรรมศาสตร์

ที่มา การ์ตูนมะนาว



อ่านหน่อยแล้วค่อยคิดว่าจะไล่พ่้อปรีดีไปอยู่ไหนดี?!

ที่มา Thai E-News

กราบหละครับ อายแทน-เผื่อ พวกที่ชอบอ้างตัวเป็น"ลูกพ่อปรีดี+แม่โดม"บางจำพวก จะไม่เคยอ่านว่าปรีดีเขียนในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ไว้อย่างไรบ้าง เชิญอ่านหน่อย อ่านจบแล้วค่อยคิดว่า ยังอยากเป็น"ลูกพ่อปรีดี"อยู่ไหม? หรืออยากจะไล่"พ่อปรีดี"ไปอยู่ที่ประเทศอื่น พร้อมๆคณะนิติราษฎร์ ก็ตามสะดวก

..........

ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง..คณะ ราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธหรือไม่ตอบภายในกําหนดโดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอํานา จลงมาก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจําเป็นที่ประเทศจะต้องมีการ ปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้นอยู่ใน ตําแหน่งตามกําหนดเวลา…"


ประกาศคณะราษฎรฉบับที่1