WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, February 6, 2012

ลูกชายสมยศประกาศอดอาหาร 112 ชม. เรียกร้องสิทธิการประกันตัว

ที่มา ประชาไท

นักศึกษา-ประชาชนวางหรีดประท้วงมติผู้บริหาร มธ. ห้ามจัดกิจกรรม ม.112 พร้อมส่องไฟฉายไปที่ยอดโดม ด้าน "ปณิธาน พฤกษาเกษมสุข" เตรียมอดอาหาร 112 ชั่วโมงหน้าศาล เพื่อทวงสิทธิการประกันตัวของ "สมยศ พฤกษาเกษมสุข"

ตามที่วันนี้ (5 ก.พ.) ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นักศึกษาธรรมศาสตร์กลุ่มหนึ่ง พร้อมตัวแทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย เดินทางมาที่ลานปรีดี ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์วางพวงหรีด และเผาดอกไม้จันทน์ เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อเสรีภาพและประท้วงผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการรณรงค์ แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา 112 โดยมีการนำไฟฉายมาส่องที่ยอดโดมพร้อมตะโกนว่า "ที่นี่มันมืดมาก" ด้วย

โดยแถลงการณ์ของ สนนท. ยังเสนอให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเจ้าภาพเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมานั่งพูด คุยกันถึงปัญหา มาตรา 112 เป็นการสาธารณะ ให้ประชาชนที่คิดต่างทั้งเห็นว่าควรยกเลิก เห็นว่าควรแก้ไขหรือเห็นว่าไม่ควรแก้ได้พูดคุยกัน เพื่อนำไปสู่การแสวงหาทางออกโดยใช้ไฟแห่งปัญญา ด้วยหลักการเหตุและผล สันติวิธี มากกว่าผลักให้ออกไปจากมหาวิทยาลัยที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงจากผู้ ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไข ม.112

ในท้ายแถลงการณ์ยังระบุด้วยว่า "แม้เราจะสนับสนุนการแสดงออกของคนที่คิดต่างจากเรา แต่เราขอเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ควรนำบทเรียนเรื่องการศรัทธาแบบ มืดบอดใจแคบ การยึดมั่นในอุดมการณ์ขวาจัด ฟาสซิสต์ ที่กระทำต่อนักศึกษาที่มีความคิดต่างในธรรมศาสตร์เอง ในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ถูกทำร้ายจากอุดมการณ์ความคิดดังกล่าว หรือแม้กระทั่ง ปรีดี พนมยงค์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเองถูกข้อหาในลักษณะนี้ ความศรัทธาแบบมืดบอดคับแคบมีปัญหาอย่างไรกับสังคม และรณรงค์ให้สังคม "ลดการศรัทธาแบบมืดบอดใจแคบ หันมาใช้ทางสว่างใจกว้างด้วยปัญญาความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น" จึงเรียนเพื่อขอให้ทางมหาวิทยาลัยและสังคมเปลี่ยนไฟแห่งความรุนแรง แปลงเป็นไฟแห่งปัญญาเพื่อแสวงหาทางออกด้วยเหตุด้วยผลมากกว่าด้วยศรัทธาแบบ มืดบอด"





นายปธิธาน พฤกษาเกษมสุข แถลงข่าวเมื่อ 5 ก.พ. เตรียมอดอาหารเป็นเวลา 112 ชั่วโมง ในวันที่ 11 ก.พ. นี้ ที่มา: คุณเจเจ สาทร go6tv.com/Youtue

ขณะเดียวกันนายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลูกชายของนายสมยศ พฤษกษาเกษมสุข นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน และบรรณาธิการนิตยสารเรดพาวเวอร์ ผู้ถูกกล่าวหาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งถูกควบคุมตัวในเรือนจำระหว่างที่รอดำเนินคดี โดยไม่เคยได้รับการประกันตัว ได้เดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วย และประกาศว่าจะอดอาหารเป็นเวลา 112 ชั่วโมง ที่หน้าศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เริ่มตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. ด้วย

นายปณิธานกล่าวว่า การอดอาหารเป็นวิธีการคัดค้านอย่างสันติวิธี เราไม่ได้กระทำกดดันศาล แต่ทำให้พวกเขาเห็นความยุติธรรมที่มีอยู่แล้วในตัวของพวกเขา ให้พวกเขาได้เห็นอีกครั้งหนึ่ง อย่าใช้มายาคติหรืออคติในการบดบังความอยุติธรรมที่อยู่ในตัวพวกเขาอีกเลย เพราะฉะนั้นผมจึงประกาศอดอาหาร เพื่อแสดงให้เห็นเช่นกันว่าสิทธิประกันตัวของพ่อของข้าพเจ้ามีความสำคัญ มากกว่าร่างกายของข้าพเจ้าอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่ได้รับการประกันตัวจะทำอย่างไรต่อไป นายปณิธานตอบว่า "จะเคลื่อนไหวต่อไป"

"ไม่ว่าพ่อของข้าพเจ้าจะผิดหรือไม่ก็ตาม แต่ในวิชานิติศาสตร์ทุกคนย่อมได้รับการพิสูจน์ก่อนว่า ยังไม่เป็นผู้กระทำความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษาลงโทษให้สูงสุด เพราะฉะนั้นเขาควรได้รับการประกันตัว ขอความเมตตาจากศาลด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่ง ให้สิทธิประกันตัวแก่พ่อของข้าพเจ้าด้วย โดยข้าพเจ้าจะเริ่มอดอาหารวันที่ 11 ก.พ. นี้ในเวลา 16.00 น." นายปณิธานกล่าว โดยนายปณิธานเตรียมเดินทางไปแถลงข่าวที่รัฐสภาในวันที่ 9 ก.พ. นี้ด้วย

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย 06/02/55 ซิมซิมิ....

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ซิมซิมิ แต่งแต้ม โปรแกรมสนุก
เหมือนปลอบปลุก ให้เฮฮา ภาษาเขียน
คนคิดค้น ไม่ต้องบอก นอกห้องเรียน
ทั้งติเตียน ทั้งขำๆ อำผ่านจอ....


คนบางคน เอามาเหยียด พูดเสียดสี
ดีไม่ดี ตัดสินได้ อย่างไรหนอ
ผู้ใหญ่เด็ก เล่นเกลื่อนเกร่อ ทำเออออ
พวกสอพลอ กลับโจมตี บี้รายวัน....


สมฉายา พรรคกาลี ดีแต่พูด
ปากเหมือนตูด สุดจังไร ไม่สร้างสรรค์
ช่างเหมาะสม พวกอัปรีย์ ตะบี้ตะบัน
ค้านทันควัน เพ้อคลั่ง หวังทำลาย....


น่าสมเพช พรรคชั่ว มั่วไปหมด
คำโป้ปด ยุบยิบ เบื่อชิบหาย
ดีแต่พูด แถมหมกมุ่น สร้างวุ่นวาย
สาวกฟาย ก็ดี๊ด๊า มาชื่นชม....


คิดลบภาพ ฆาตกร กระฉ่อนโลก
คนวิปโยค ตอกย้ำ ซ้ำขื่นขม
คำสำรอก มันบอกมา แค่อาจม
พวกโง่งม ยังล้นหลาม คอยตามเชียร์....


๓ บลา / ๖ ก.พ.๕๕

ลำปางหนาวมากบิณฑ์ดอดจับมือเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


ขอคืนดี?
ที่ลำปางพี่น้องแดงน่ารักมากครับ
-บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ โพสต์ลงในเฟซบุ๊ค Bin Banloerit เป็นภาพเขากำลังจัีบมือทักทายคนเสื้อแดง ระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางหา้เสียงนายกฯอบจ.ที่ลำปาง ส่วนบิณฑ์เดินทางไปลำปางแจกของบรรเทาทุกข์กับมูลนิธิร่วมกตัญญู

หลังจากก่อนหน้านี้บิณฑ์โดนกระแสคนเสื้อแดงบอยคอตหนังปัญญาเรณู2อย่างหนัก หลังจากเขาไปร่วมมือกับหมอตุลย์ชุมนุมคัดค้านการแก้ไขมาตรา 112 ของคณะนิติราษฎร์ และใช้วาจาพาเจ๊งว่า"ใครไม่ดูหนังกู ก็เรื่องของมึง"
ลำปางหนาวมาก-บิณฑ์นอนเอาแรงระหว่างรอแจกผ้าห่มที่ลำปาง


ขณะที่คนเสื้อแดงรายหนึ่งโพสต์ข้อความในเว็บไซต์พันทิป ห้องราชดำเนิน ในหัวข้อกระทู้ +++++ บิ ณ ฑ์ บั น ลื อ ฤ ท ธิ์ , พ ง ษ์ พั ฒ น์ ว ชิ ร บ ร ร จ ง และ ศ รั น ยู ว ง ษ์ ก ร ะ จ่ า ง +++++ โดยใช้ิชื่อล็อกอินว่า Toom McCartney ดังต่อไปนี้

ผมเป็นแดงครับ
แต่ผมสนับสนุนงานดีๆเรื่องนี้ของผู้กำกับบิณฑ์


กรณีของ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ นั้น
มาจากเรื่องที่บิณฑ์ออกมาใช้เฟสบุ๊คแสดงจุดยืนทางการเมือง
ด้วยการใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ค่อนไปทางหยาบคายเลย

จนมีกระแสในโลกออนไลน์
ว่าควร "แบน" นักแสดงแบบนี้หรือเปล่า

แต่ผมคนหนึ่งละที่ไม่แบนเขา แม้ผมจะเป็นแดง
เพราะผมสนับสนุนคนจากผลงาน

ไม่ว่าจะบิณฑ์ หรือพงษ์พัฒน์ หรือศรันยู

ผมไม่ชอบพงษ์พัฒน์
ในเรื่องแนวคิดทางการเมือง
และการออกมาไล่คนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ที่อื่น

แต่ผมชอบหนังของเขาครับ

ผมว่าเขากล้าทำอะไรที่แตกต่างดีจัง

ตอนที่พงษ์พัฒน์ทำ me....myself นั้น
มีแต่คนปรามาสว่างานชิ้นแรกของเขาอาจไปไม่รอด
ค่าที่ว่าพงษ์พัฒน์มี "ภาพจำ" ของความเป็นนักร้อง มากกว่าคนในโลกเซลลูลอยด์

แต่ผมมองว่านี่คืองานที่ดีที่สุดของเขาเลย

อาจเป็นเพราะ me....myself ได้มือเขียนบทที่ดีก็เป็นได้
เพราะตอนนั้นพงษ์พัฒน์ได้ คงเดช จาตุรนต์รัศมี มาเขียนให้
คงเดชเป็นอดีตนักดนตรีวง "สี่เต่าเธอ" วงอินดี้เมื่อซัก 10 ปีก่อน

แถมหนังยังได้ อนันดา กับ ฉายนันท์ ที่ผมว่าเหมาะกันมากมารับบทนำ

บทดี ,การนำเสนอดี
หนังของผู้กำกับพงษ์พัฒน์ก็เลยไม่ได้ขี้เหร่ครับ

ส่วนของศรันยู
ผมไม่ชอบทั้งเรื่องการเมือง
แถมหนังของเขาก็ทำออกมาได้ห่วยอีก

หนัง "คนโขน" ของเขามันไม่มีสไตล์ครับ
การจับประเด็น การเล่าเรื่อง การนำเสนอ มัน "อ่อน" ไปหมด
หากเทียบกับหนังที่มี "หน้าหนัง" ใกล้เคียงกันอย่าง "โหมโรง"
ผมว่าฝีมือของผู้กำกับศรันยู กับผู้กำกับอิทธิสุนทร ต่างกันราวฟ้ากับเหว

หนังของศรันยูผมเสียดายเงินเลยครับ

แต่ผมชอบหนังของผู้กำกับบิณฑ์
เพราะแค่ชื่อเรื่อง "ปัญญา เรณู"
มันก็ดึงวันเวลาตอนเด็กของผมกลับมาได้แล้ว

แถมดาราเด็กที่คัดมา
ก็ไม่ใช่ดาราดังอะไรเลย
แต่แสดงได้ดีมาก จนทำให้เรา "เชื่อ" ในตัวละครนั้นได้จริงๆ

แม้บทหนังของผู้กำกับบิณฑ์อาจไม่ได้ดีเลิศอะไรนัก
แต่เนื้อหา และ การนำเสนอ ไปจนถึงการจับประเด็นทางสังคมผมว่าดีเลยแหละ

ผมไม่สนหรอกว่าแนวคิดทางการเมืองของใครจะเป็นอย่างไร
เพราะเวลาที่ผมจ่ายเงินค่าตั๋วหนัง ผมจะดูจาก "หน้าหนัง" ว่าผมสนใจหรือเปล่า

คนในแวดวงบันเทิง
ก็เป็นอีกอาชีพที่มีหัวโขนครับ
หากถอดหัวโขนเมื่อไร เขาก็คือคนธรรมดา

ไม่ว่าจะเป็นคุณพงษ์พัฒน์ ,คุณบิณฑ์ หรือ คุณศรันยู
ต่างก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกข้าง และวิพากษ์วิจารณ์ได้พอๆกับเราๆท่านๆ

ในตอนที่ "จอห์น เอฟ เคเนดี้" หาเสียงนั้น
แฟรงค์ ซินาตร้า และ กลุ่ม "แร็ท แพ็ค" ของเขา
ที่ประกอบไปด้วย ดีน มาร์ติน, ปีเตอร์ ลอฟอร์ด,
แซมมี่ เดวิส จูเนียร์ และ โจอี้ บิช็อป ต่างก็สนับสนุนเคเนดี้

พวก "แร็ท แพ็ค" ถึงขนาดเปิดโชว์เพื่อระดมทุนให้เคเนดี้
ออกตัวแรงทั้งใต้ดินด้วยการล็อบบี้คนดังในสาขาต่างๆ
ทั้งบนดินในการเดินเกมส์ เพื่อสนับสนุนแคมเปญต่างๆให้กับเคเนดี้

แต่คนอเมริกันไม่ว่าจะเป็นเดโมแครท หรือ รีพับลิกัน
ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ได้เอามาเป็นประเด็นในการสนับสนุน
หรือว่าไม่สนับสนุนผลงานทางด้านบันเทิงของพวก "แร็ท แพ็ค" ครับ

ซินาต้า และ พรรคพวกก็ยังมีงานที่ขายได้เสมอๆ
ตราบเท่าที่งานของพวกเขาดีพอที่จะทำให้คนจ่ายเงินเพื่อเสพ

ไม่ว่าจะคนบันเทิงสีเหลือง หรือ สีแดง
หากทำงานออกมาได้น่าสนใจ ผมยินดีจ่ายเงินค่าตั๋วให้ทั้งนั้นครับ

บิณฑ์มีสิทธิ์แสดง คห.ทางการเมือง
พอๆกับคนเสื้อแดงอย่างผมมีสิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์อำมาตย์และแมงสาป

ขอเพียงเราอย่าไล่คนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ที่อื่นก็พอ

เพราะเราต่างก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่ในประเทศนี้ได้เท่าๆกัน

ทำงานดีๆออกมา
ผมก้พร้อมจะเสพงานของคุณครับ

ส่วนแนวคิดทางการเมือง
ก็คงเป็นเรื่องที่ต้องหาเหตุหาผลมาถกเถียงกันต่อไปแบบสุภาพชน
ไม่ใช่หยาบคาย และ ไร้รสนิยม แบบที่บิณฑ์ใช้ในการสื่อสารความคิดออกมาแบบนั้น

ไอ้ประเภททำเก๋า
ผุกขาดความรักชาติ
ผูกขาดความจงรักภักดี
และไล่ตะเพิดคนที่เห็นต่างให้ไปอยู่ต่างประเทศ
แบบนั้นปล่อยให้คนอย่าง ประยุทธ์ จันทรโอชา ผบ.ทบ.ผู้บ้าอำนาจสำรากไปคนเดียวดีกว่าครับ

น่าไอ้ให้หมอนี่ไปเป็น ผบ.ทบ.ที่เกาหลีเหนือซะจริงๆ....นี่ไง.....โดนผมไล่บ้างแล้ว

เป็นคนบันเทิง ก็ทำหน้าที่ในทางบันเทิง
และแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างเป็นเหตุเป็นผลจะดีกว่า...

โลกเราอยู่ได้ก็เพราะความเห็นที่แตกต่างนี่แหละครับ....

Sunday, February 5, 2012

บทเพลงแห่งชีวิต "หลวงพี่กี้ร์" จากนักร้องอมฮอลล์ สู่แกนนำฮาร์ดคอร์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



คอลัมน์ จุดเปลี่ยน

แม้หายหน้าค่าตาไปจากสังคมไทยกว่า 1 ปี 6 เดือน หลังหลบหนีออกนอกประเทศ

นับตั้งแต่เกิดเหตุสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

แต่ข่าวคราวของ "อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง" หรือ "กี้ร์" ไม่เคยห่างหายไปจากสารบบการเมืองไทย

ด้วยเพราะเขาเป็นหนึ่งใน "ตัวจี๊ด" สายฮาร์ดคอร์ที่หลบหนีออกไปได้ ท่ามกลางการปูพรมค้นหา

ด้วยเพราะประเทศที่เขาเลือกไปกบดาน เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหากับไทย

เมื่อปลายปีก่อน "อริสมันต์" เดินทางกลับมาตุภูมิ
และเข้ามอบตัวในหลายต่อหลายคดี ก่อนหันหน้าเข้าวัด-บวชพระ
หลังได้รับการประกันตัวออกมา
โดยมีฉายาใหม่ว่า "ฐิตะมันโต" แปลว่า "ผู้ตั้งมั่นอยู่ในความสำเร็จ"

ในห้วงนี้เอง "หลวงพี่กี้ร์" ได้ใช้เวลาใต้ร่มกาสาวพัสตร์ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา
นับตั้งแต่เป็นพนักงานบริษัทไม้ สู่การเป็นนักร้องอันโด่งดัง นักการเมือง กระโดดเป็นผู้นำม็อบ

"ถ้าจะเปรียบชีวิตของอาตมากับบทเพลง คงหนีไม่พ้นเพลง "ใจไม่ด้านพอ"
โดยเฉพาะคำขึ้นต้นที่บอกว่า "หลอกกันพอหรือยัง"
เหมือนกับว่า 78 ปีของประชาธิปไตย มันหลอกกันพอหรือยัง
การต่อสู้ที่ต่อสู้มาก็คือท่อนที่ร้องว่า
"เสียทุกอย่างมามากแล้วช่างมัน เสียน้ำตาก็เท่านั้นช่างใจ
ใครจะรู้ใครจะเห็น ข้างในนั้นเป็นเช่นไร มันแหลกลาญ"

"พระกี้ร์" เล่าย้อนอดีตว่า
หลังเรียนจบได้เข้าทำงานที่บริษัทค้าไม้แห่งหนึ่งในตำแหน่งพนักงานทั่วไป
แต่จับพลัดจับผลูเดินทางไปส่งไม้ที่ประเทศออสเตรเลีย แทนพนักงานคนเก่าที่ลาออกไป

ในระหว่างนี้ได้เจอ "หมอดูข้างถนน" ทักว่าชีวิตจะได้เป็น 5 อย่างคือ
1.นักร้อง
2.เอ็นเตอร์เทนเนอร์ (ผู้ให้ความบันเทิง)
3.นักแสดง
4.นักมายากล และ
5.นักการเมือง

ครั้งแรกที่ได้ยิน รู้สึกว่าเหลวไหลมาก
เพราะบริษัทต้นสังกัดกำลังจะย้ายไปประเทศอินโดนีเซีย
ทำให้ลูกจ้างอย่างเขาแทบเอาตัวไม่รอดแล้ว

แต่พอกลับประเทศไทย เจ้าตัวได้เข้าบนบานต่อพระพรหม

คำว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" เห็นจะใช้ได้ดีกับ "อริสมันต์" เพราะหลังจากนั้นเพียง 2 สัปดาห์


นักร้องรุ่นใหญ่อย่าง "อิทธิ พลางกูร" ได้ชักชวน-ชักนำเขาเข้าสู่เส้นทางสายดนตรี





ออกอัลบั้มชุดแรกชื่อ "ความหมายของผู้ชายคนหนึ่ง"
ในสังกัดของ "อาร์.เอส. โปรโมชั่น" ในเดือนมีนาคม 2532

ด้วยสไตล์การร้องที่ไม่เหมือนใคร ทำเสียงกลั้วอยู่ในลำคอ
เหมือนคนออกเสียงไม่ชัด จนได้ฉายาว่า "อมฮอลล์"
พร้อมผลักให้ "กี้ร์" กลายเป็น "นักร้องดัง" สมคำทาย-ทัก "พ่อหมอ"

"ที่มาของอมฮอลล์เนี่ย ได้มาเพราะเวลาร้องเพลงมันเหนื่อย
สมัยก่อนต้องเล่นจริง ไม่มีลิปซิ้ง เราก็เลยอมฮอลล์ รสเมนทอล
เพื่อให้สดชื่นและร้องต่อได้" หลวงพี่ไขที่มาของ "เสียง" ในตำนาน

หลังได้เป็น "นักร้อง" สมใจอยาก
แต่ลึกๆ ในใจ "อริสมันต์" รู้ดีว่าเขาต้องการใช้ความ "ดัง" และ "เรตติ้ง"
ในฐานะศิลปินที่เป็นที่รู้จักของประชาชน กรุยทางเข้าสู่อาชีพในฝัน นั่นคือ "นักการเมือง"

แล้วโอกาสของเขาก็มาถึง เมื่อได้สัมผัสกับการเมืองเป็นครั้งแรก
ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต "นักร้อง" ผู้นี้

"ตอนไปร่วมชุมนุม เราก็ปลอมตัวไป แต่งตัวเป็นคนธรรมดา
ปกติผมต้องทำแบบเสยๆ
แต่วันนั้นทำผมหน้าม้า แล้วก็ใส่แว่นดำอันหนึ่ง ไปนั่งฟังไฮด์ปาร์ก
ทีนี้คนเริ่มจำได้ ก็ขยายวงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งคนที่เวทีรู้ว่าอริสมันต์มา"

นั่นคือที่มาที่ทำให้เขาได้ขึ้นเวทีการเมืองครั้งแรกในชีวิต
ตามเสียงเรียกร้องของมวลชน
และกลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้โคจรมาพบกับ "จตุพร พรหมพันธุ์" แกนนำนักศึกษา (ในขณะนั้น)

"เราก็เป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตรงนั้น จตุพรบอกว่าไหนๆ ก็มาแล้ว เป็นผ้าขาว
ให้ชี้ชัดไปเลยว่าการปฏิวัติเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง"

อย่างไรก็ตาม การ "เปิดหน้ารบ" ของ "อริสมันต์" ทำให้งานหลักได้รับผลกระทบ
เมื่อรายการของ "ต้นสังกัด" ถูกแบนไปหลายครั้ง

"บริษัทชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องอุดมการณ์ส่วนตัวของศิลปิน
หากจะไม่โปรโมตเพลงของอริสมันต์ ก็จะจัดการให้ได้
แต่ถ้าจะต้องแบนบริษัททั้งหมด ก็จะเกิดผลกระทบความเสียหายเยอะ
สุดท้ายเราบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวถึงเวลาชื่อเสียงมันก็จะกลับมาเอง"

กระทั่งสถานการณ์เริ่ม "สุกงอม" ที่สุดในวันที่ 19 พฤษภาคม 2535
"อริสมันต์" ได้หลบหนีจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง
ภายใต้รัฐบาลของ "พล.อ.สุจินดา คราประยูร" ไปกบดานที่ประเทศสหรัฐอเมริกานานถึง 9 เดือน





"พอกลับมาไทยอีกครั้ง มาทัวร์คอนเสิร์ตในต่างจังหวัด
จำได้ว่ามีบดินทร์ ดุ๊ก (อดีตนักแสดงชื่อดัง) ไปด้วย ก็มีเรื่องเกิดขึ้นที่ จ.ราชบุรี
มีการโยนระเบิดโยนใส่หลังเวที ตอนนั้นระเบิดมันตกห่างจากเราประมาณ 6 เมตร
แต่เหมือนมีปาฏิหาริย์ เพราะแทนที่ระเบิดจะวิ่งไปข้างหน้ากลับไหลตกไปทางด้านซ้าย
ทำให้คนควบคุมไฟเวที 2 คนเสียชีวิตคาที่
พอวันต่อมาพบศพชายคนหนึ่งเสียชีวิตริมแม่น้ำแม่กลอง
เขาสันนิษฐานว่าคนนี้เป็นคนทำ คดีมันก็ปิดไป
ตอนนั้นมันผิดหวังและเสียใจมาก เราไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต
เลยไปบวชที่วัดบวรนิเวศฯให้กับคนที่เสียชีวิต"

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว "อริสมันต์" ได้รับการชักชวนจาก "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร"
หัวหน้าพรรคพลังธรรม ให้ลงสมัคร ส.ส.กทม.

"ตอนนั้นคิดว่ายังไม่ถึงเวลาของเรานะ วางแผนว่าจะเล่นการเมืองตอนอายุ 40 ปี
ตอนนั้นยังเป็นนักร้องอยู่ด้วย ยังอยู่ในสัญญา กำลังจะโปรโมตอัลบั้มอีก 2-3 ชุด
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณดึงเราเข้ามา เพราะมองว่าการเมืองต่อไปต้องเป็นการเมืองของคนรุ่นใหม่"

ในที่สุด "นักร้อง" จึงตัดสินใจก้าวเข้าสู่สภาด้วยวัยเพียง 27 ปี ไม่นานหลังจากนั้น
เขาเพิ่งได้เรียนรู้ชีวิตในปลักโคลนการเมืองอย่างแท้จริง

"พรรคเราเป็นพรรคที่สุดโต่ง เลยเกิดปัญหาภายในพรรคเยอะแยะ ข้อสำคัญคือ
เรามีความแตกต่าง ระหว่างความเป็นคนของเรา ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเขาถือศีล
มองว่าชีวิตแบบคนปกติทั่วไปไม่ดี แต่ของเขาดี เวลาจะร่วมประชุมกับเขาที
มันจึงไม่ค่อยได้รับเกียรติเท่าที่ควร บางครั้งประชุมอยู่ สะกิดให้เราออก เราก็เอ๊ะ! ทำไมอ่ะ
หรือนี่เทวดากำลังประชุม เชิญมนุษย์ออกไปก่อน
โอ้โห... ตอนนั้นพรรคแตกเลยนะ เขาเชิญผิดคนด้วย
ตอนนั้นเราก็ตัดสินใจแล้วว่าสำหรับการลงการเมืองไม่ได้แล้ว เลยหยุดไปพักหนึ่ง
และหันไปทำธุรกิจก่อสร้างแทน"

กระทั่ง "พ.ต.ท.ทักษิณ" ตั้งพรรคไทยรักไทยขึ้น "อริสมันต์"
เป็นหนึ่งในหลายคนที่ได้รับเทียบเชิญให้ร่วมงาน (อีกครั้ง)

"ท่านก็พูดกับผมคำหนึ่งว่าเอ้า ผมไปไหน คุณไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นมา
ก็ไปด้วยกันตลอด จากพลังธรรมก็ติดสอยห้อยตามกันไป"

"อริสมันต์" เชื่อว่าเหตุที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เลือกเขา
เป็นเหตุผลเดียวกับที่ "คุณพจมาน ณ ป้อมเพชร์" อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ เคยบอกกับเขา

"คุณหญิงอ้อบอกว่า อริสมันต์เป็นคนทำอะไรจริงจังมาก
และมีความซื่อสัตย์ ตั้งใจ มุ่งมั่นสูง ซึ่งคำพูดของวันนั้นพอมาถึงวันนี้
ทำให้ผมรู้สึกว่าผมเป็นอย่างนั้นมากเกินไป จริงจังเกินไปหรือเปล่า"

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 "อริสมันต์" ขึ้นเวทีการเมืองอีกครั้ง

"ตอนแรกก็เคลื่อนไหวแบบธรรมดา ขึ้นไปร้องเพลงบนเวที อภิปรายบ้างเล็กน้อย
ส่วนใหญ่ช่วยข้างหลังมากกว่า เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 ถือว่าเป็นสมบัติของเรา
เพราะได้มาจากชุมนุมเรียกร้องตั้งแต่ปี 2535 เมื่อมีการฉีกทิ้ง เราก็ต้องมาต่อสู้
แต่พอเคลื่อนไหวธรรมดาก็โดนจับ
และมีนายทหารโทร.มาห้ามไม่ให้ขึ้นเวทีอีก
แต่หลังๆ จากที่ขอร้อง กลายเป็นข่มขู่ ครอบครัวเราก็เครียดมาก
แต่ถ้าถามถึงการเคลื่อนไหวแบบฮาร์ดคอร์เพิ่งมาเป็นหลังเหตุการณ์
ที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา เมื่อปี 2552"

"อริสมันต์" ยอมรับว่า ชีวิตเขาต้องเผชิญเรื่องราวมากมาย
เพราะ "การเมือง" หากวันนี้เขาไม่เลือกเส้นทางสายนี้
ป่านนี้อาจจะเป็นเศรษฐี และสามารถใช้เวลากับลูกๆ ได้อย่างเต็มที่

"เราต้องหลบซ่อนตัวเองตามแนวชายแดน
ต้องไปประเทศนี้ที ประเทศโน้นที ประเทศโน้นบอกว่า
ทางการไทยรู้แล้วว่าคุณอยู่นี่ ไม่ค่อยสะดวกนะ
ย้ายกลับไปตรงนั้นก่อน เดินทางแบบเร่ร่อนอยู่พอสมควร"

กับความพลิกผันของชะตาชีวิตจาก "นักร้อง"
ที่มีแฟนคลับรักมากมาย มาเป็นแกนนำม็อบที่มีคนชังไม่น้อย?

"ถามว่าระหว่างคนรักกับคนเกลียด เราคิดว่าคนรักมากกว่า
แต่คนที่รับไม่ได้ ก็มี บางครั้งคนที่เป็นเสื้อเหลืองยังฟังเพลงของอริสมันต์อยู่เยอะ
เขาบอกว่าไม่เกี่ยวกัน วันนี้เราเป็นเพศบรรพชิตแล้ว
อยากจะให้ทุกคนได้เข้าใจว่าเรากลับมาครั้งนี้ ไม่มีอาฆาตกับใคร
ตั้งใจหลักเลยคือให้อภัย
สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราชนะและยิ่งใหญ่ได้คือการให้อภัย" หลวงพี่กี้ร์ทิ้งท้าย


หน้า 8 มติชนรายวัน ฉบับวันที่5ก.พ.55



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1328413872&grpid=01&catid=&subcatid=

ฟรีดอมเฮาส์และนักข่าวไร้พรหมแดนระบุสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยดีขึ้น

ที่มา thaifreenews

โดย โรเบิร์ท อัมเตอร์ดัมส์_อามูโระ vs killer


Thanks: ฝากรูป

รายงาน ล่าสุดขององค์กรฮิวแมนไรท์วอซซ์ที่กลายเป็นข่าวโด่งดังเป็นสาเหตุทำให้ รายงานสองฉบับที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนมกราคมจากองค์กรระหว่างประเทศองค์กร ใหญ่ไม่ได้รับความสนใจในประเทศไทย รายงาน “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์และรายงาน“การจัดลำดับเสรีภาพสื่อ”ของนักข่าวไร้พรหม แดนทำให้เห็นทิศทางที่ค่อนข้างแตกต่างเกี่ยวกับประเทศไทยนับตั้งแต่การเลือก ตั้งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์อ้างอย่างไร้สาระว่า การเลือกตั้งไม่ได้ส่งผลใดๆต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย

นัก ข่าวไร้พรหมแดนจัดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยให้อยู่ในลำดับที่ 137 ในความเป็นจริง การได้รับลำดับอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ยังคงเป็นเวลาอีกนานก่อนที่ประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่การเป็นประเทศเสรี หรือกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร แต่ในอีกแง่หนึ่ง นักข่าวไร้พรหมแดนได้ยืนยันว่ามีเสรีภาพการแสดงออกในประเทศไทยมีการพัฒนา ขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 153 จากการสำรวจทุกประเทศในโลก และลำดับที่ลดลงของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2551 ได้หยุดนิ่งลง

และยังพบว่าประเทศไทยมีการพัฒนาในรูปแบบเดียวกันจาก การจัดลำดับ “เสรีภาพในโลกปี 2555” ขององค์กรฟรีดอมเฮาส์ที่เน้นในเรื่องของสิทธิทางการเมืองและสิทธิทางพลเรือน อย่างกว้าง ในปีที่แล้ว (และปีก่อนหน้านี้) ประเทศไทยได้รับ 5 คะแนนในด้าน “สิทธิทางการเมือง” และได้รับ 4 คะแนนด้าน “สิทธิพลเรือน” ( โดยมีเกณฑ์การวัดที่คะแนนสูงสุดคือ 1 และอย่ที่สุดคือ 7) และโดยรวมแล้วประเทศไทยถูดจัดให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” แม้ว่าประเทศไทยจะยังคงถูกจัดลำดับให้เป็นประเทศที่ “มีเสรีภาพบางส่วน” ในรายงานฉบับนี้ แต่คะแนนด้านสิทธิทางการเมืองดีขึ้น โดยได้ 4คะแนน ที่สำคัญกว่านั้นคือ ประเทศไทยได้ฟื้นฟูสถานภาพของ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” อีกครั้ง ซึ่งหายไปนับตั้งแต่การทำรัฐประหารปี 2549 องค์กรฟรีดอมเฮาส์ปฏิเสธที่จะจัดให้ประเทศไทยมีสถานะ “ประชาธิปไตยในรูปแบบการเลือกตั้ง” หลังจากการเลือกตั้งปี 2550 ซึ่งถูกมองว่าไม่ “เป็นอิสระและยุติธรรม” แม้ว่าจะมีการปกครองโดยพลเรือนก็ตาม

การจัดลำดับของนักข่าวไร้พรหม แดนและองค์กรฟรีดอมเฮาส์แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ได้นำพาประเทศไทยกลับมาสู่ การเป็นประเทศประชาธิปไตย แม้ว่าจะถูกขัดขวางก็ตาม การพัฒนาเพียงเล็กน้อยการสำรวจจากสององค์กรจึงไม่ถือว่าน่าพึงพอใจหรือควรจะ เฉลิมฉลอง อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยที่สุด รายงานทั้งสองแสดงให้เห็นว่ามันมีความแตกแต่งระหว่างรัฐบาลที่เลือกโดยทหาร และรัฐบาลที่เลือกโดยประชาชน ความแตกต่างนั้นคือ ประเทศไทยที่ถอยหลังลงคลองหรือประเทศไทยที่ก้าวไปข้างหน้า

Read more from ประเทศไทย, สิทธิมนุษยชน

http://robertamsterdam.com/thai/?p=918

บ้านแดงสยาม 4-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ

















http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1113

เพื่อไทย จี้ ปชป.รับผิดชอบรุกที่ดินเขาแพง

ที่มา Voice TV









ส.ส.พรรคเพื่อไทย เรียกร้องให้ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกี่ยวข้องกับคดีการรุกที่ดินเขาแพง ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี แสดงความรับผิดชอบ พร้อมให้รัฐบาลเร่งรัดการตรวจสอบ

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าว แม้มีคำสั่งจากกรมที่ดินไปแล้ว แต่น่าจะมีปัญหาติดขัดที่ระบบราชการใน จ.สุราษฎร์ธานี โดย นายจำลอง โพธิ์เพชร รักษาการเป็นเจ้าพนักงานที่ดิน จ.สุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย มาตั้งแต่ปี 2552 ได้มีพฤติกรรมที่อาจจะดึงเวลาในเรื่องหรือไม่อย่างไร

ตนจึงตั้งข้อสงสัยว่า มีเหตุผลใดที่นายจำลองถึงกล้าขัดคำสั่ง ไม่เกรงกลัวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรมที่ดิน หรือเป็นเพราะมีนักการเมืองใหญ่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดการตรวจสอบ

สำหรับ กรณีดังกล่าว ถูกเปิดเผย ในช่วงปี 2553 มีบทสรุปของคดี ที่โยงถึงการกระทำผิด เกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินของรัฐ และป่าไม้ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และพ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2584 ด้วยการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ จากการถือครองที่ดินบริเวณเขาแพง หมู่ที่ 6 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎธานี ของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี รวมทั้งปัญหาการถือครองที่ดินในบริเวณภูเขาลูกเดียวกัน ที่ภายหลังปรากฏนิติกรรม การขายที่ดินให้กับบริษัทเอกชนรายหนึ่งที่เชื่อมโยงกับผู้บริหารพรรคประชา ธิปัตย์คนหนึ่งด้วย

ยิ่งลักษณ์...คำราม!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

มื่อ กลางเดือนนี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปเยือนอินเดีย ซึ่งการเยือนครั้งนี้ นอกจากเป็นการไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติเรา และความร่วมมือของสองประเทศแล้ว ที่โดดเด่นอย่างมาก ก็คือ
การยกย่องของอินเดีย ที่มีต่อผู้นำของประเทศไทย!

นายกรัฐมนตรีของเรา ได้ร่วมพิธีวันวันสถาปนาสาธารณรัฐอินเดียอย่างเป็นทางการ (Republic Day) วันที่ 26 มกราคม 2555 ในฐานะ Chief Guest ซึ่งแต่ละปี อินเดียจะเชิญผู้นำต่างชาติเพียงหนึ่งประเทศเท่านั้น
สื่อทั้งเทศและไทย ต่างระบุตรงกันว่า
นี่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไทยที่มีต่ออินเดีย โดยนายกรัฐมนตรีผู้หญิงของเรา นับเป็นผู้นำเอเชียคนที่สาม ที่ได้รับเชิญต่อจากประธานาธิบดีเกาหลีใต้ (นายลี
เมียงบัค) เมื่อปีพ.ศ.2553 และประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (นายซูซิโล บัมบัง ยูโดโยโน) เมื่อปีพ.ศ.2554
เธอเป็นสุภาพสตรีลำดับที่ 2 ซึ่งได้รับเกียรติเช่นนี้ แต่น่าทึ่งไปกว่านั้น เพราะท่านแรก คือ
สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2 แห่ง สหราชอาณาจักร!!!
นั่น ‘บ่งบอก’อะไร?

วิสัชนาให้เข้าใจกันง่ายๆ ได้ดังนี้
รัศมีของนายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องฉายแสง “เข้าตา” ผู้นำอินเดีย ทางประเทศภารตะถึงได้ยกย่อง ให้เกียรตินายกฯผู้หญิงของไทยคนนี้ ขึ้นชั้นเทียบเท่ากับผู้นำที่โดดเด่นในเอเชีย
อย่างประธานาธิบดีอีกสองประเทศ ที่ถูกจัดว่าเป็นผู้นำที่บารมีเข้าขั้น ‘เรืองรอง’ ผ่องอำไพเลยทีเดียว
ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งนัก ที่ผู้นำหญิงของประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเข้าบริหารบ้านเมืองไม่กี่เดือน กลับได้รับเกียรติในฐานะผู้นำประเทศ และ...
เข้าตาผู้นำนานาชาติ ได้อย่างรวดเร็ว จนน่าอัศจรรย์!

จึงน่าที่พวก ‘คอการเมือง -สีเหลือง’ ทั้งหลาย จะนำไปวิเคราะห์กันบ้าง เพราะพวกเขาเหล่านั้น เคยหลงผิดไปเชียร์ทั้งคนและพรรคกาลี จนในที่สุด ได้ประจักษ์แจ้งแก่ตนเองว่า
ทั้งพรรคและหัวหน้า ที่พวกตัวเคยเชียร์นั้น และผลักดันจนได้บริหารบ้านเมือง อย่างค้านสายตาพี่น้องประชาชนนั้น
ได้สร้างความผิดหวัง ให้กับพวกตัวแค่ไหน?
ในที่สุด ‘คอการเมือง –สีเหลือง’ นั่นแหละ ที่เป็นฝ่ายทนไม่ได้ จนออกมาเปิดเผยเอง ว่า
ทั้งหัวหน้าและพรรคกาลี ที่ประชาชนส่วนใหญ่ ให้การปฏิเสธ และร่วมใจกัน ‘ถีบ’ จนตกจากเก้าอี้บริหารประเทศไปนั้น ได้สร้างความจังไรอัปรีย์ ไว้กับบ้านนี้เมืองนี้ อย่างไร
กันบ้าง?
จริงใช่ไหมล่ะ!?

ความโดดเด่นของนายกฯยิ่งลักษณ์ ยังปรากฏในรูปแบบอื่น เช่น น้องสาวประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ออกมาให้สัมภาษณ์แบบกระจุ๋มกระจิ๋ม ว่า
นายกฯปูของเราเป็น...พี่สะใภ้ในฝันทีเดียว!
ใช่แต่แค่นั้น ระหว่างที่กำลังเยือนอินเดียอยู่นั้น หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ของอังกฤษ ยังชมเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม แถมยังตบท้ายอีกด้วยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายก
รัฐมนตรีของไทย นั้น มีคุณสมบัติครบเครื่อง คือ

สวย รวย เก่ง!!!

ฮู้ยยยย......ข่าวนี้ทำให้ไอ้พวกขี้อิจฉา ถึงกับขอบตาร้อนผะผ่าว วูบวาบ วาบวูบ กันไปเลยทีเดียว...เจ้าค่ะ!

น่าแปลกใจนัก ที่ไอ้พวกขี้เหลือง และบรรดาไอ้อีขี้อิจฉาทั้งหลาย ยังคงความโง่งมงาย คงเส้นคงวาเหนียวแน่น ได้แสดงคำพูด ดูถูก ดูแคลนผู้นำสตรีคนแรกของประเทศเรา ทั้งๆที่คนต่างชาติ กลับมองไปในทิศทางตรงกันข้าม แตกต่างจากกับพวกมันโดยสิ้นเชิง
ปัจจุบันนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนแล้วว่า ประเทศไทยไม่ต้องเสียเงินงบประมาณ ค่าทำพีอาร์ประชาสัมพันธ์ ให้ต่างชาติรู้จักเพราะนายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นแม่เหล็ก ที่ดึงดูดทั้งสื่อ
และนักลงทุนจากต่างชาติ
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ...
ปาฏิหาริย์ที่เธอสร้างขึ้น ในการใช้เวลาไม่ถึงห้าสิบวัน ก็ช่วงชิงตำแหน่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ ของชาติเก่าแก่อย่างไทยแลนด์แดนสยามมาได้นั้น
แค่นี้ก็ถือเป็น “จุดขายสำคัญ” แล้ว ที่จะทำให้คนต่างชาติเขาสนใจ ว่า ผู้หญิงสวยคนนี้
มีอะไรดี นักหนานะ?

ข้อพิสูจน์ในเรื่องความสนใจ ของสื่อต่างชาติ ในตัวนายกฯหญิงของไทยนั้น ที่เห็นได้ชัดเจน คือ
สำนักข่าวเก่าแก่ BBC แห่งเมืองผู้ดี ยกภาพนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ติด 1 ใน 12 ภาพประจำปี 2011 แห่งเอเชีย
เท่านั้น...ยังไม่พอนะจ๊ะ
สำนักข่าวยักษ์ใหญ่ อย่าง ‘รอยเตอร์’ ยังยกภาพ “นายกปูฯ- ชูหนึ่งนิ้ว” เป็นภาพข่าวแห่งปี 2011
ไม่ต้องเสียงงบประมาณ สัปดาห์ละ 159 ล้านบาท โฆษณาผลงานตัวเอง อย่างพรรคประชาธิเปรตทำ
เอาเงินโฆษณาผลงานรัฐบาล ไปซื้อแท็บเล็ตแจกเด็กนักเรียน ได้ประโยชน์มากมายกว่าแยะ แถมเงินยังเหลืออีกด้วย!
...จริงหรือเปล่าล่ะ!!

มอ ยากให้ท่านผู้อ่านลองสังเกต การวางตัวของนายกฯปู ที่ผู้คนพูดกันมาก คือ ท่าทีหรือท่วงท่า ที่เธอแสดงออกกับบุคคลอื่น ซึ่งสังคมได้เห็นกันอย่างแจ่มแจ้งว่า
กริยาที่เธอแสดงออกนั้นเหมาะเจาะ ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนสตรี ที่จะจดจำไว้เป็นตัวอย่าง ได้เป็นอย่างดี เช่น

content/picdata/347/data/photo3.jpg

เมื่อทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าให้เข้าเฝ้า เพื่อถวายข้อราชการ ท่าทีในการนั่งของเธอ แม้จะไม่ใช่การหมอบเฝ้าอย่างโบราณ แต่การนั่งของนายกฯปูนั้น เธอนั่งไม่เกินเศษหนึ่งส่วนสองของเก้าอี้ และค้อมกายไปข้างหน้า เข่าชิด มือประสานเข้าด้วยกัน ด้วยท่าทางอย่างนี้ สามารถสื่อให้ผู้คนเห็นว่า
เธอถวายความเคารพอย่างสูง ต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา
เยี่ยง ‘พสกนิกร’ ที่ดีคนหนึ่ง!
แม้จะทรงพระกรุณาให้นั่งเก้าอี้แล้ว แต่เธอก็นั่งเพียงไม่ถึงครึ่งเก้าอี้เท่านั้น และยังแสดงท่าน้อมกายลง เหมือนกำลัง ‘หมอบเฝ้า’ อยู่ ตามธรรมเนียมเดิมแต่โบราณ อีกทั้งท่าทีของผู้นำหญิงของเรา ได้แสดงความตั้งอกตั้งใจ ที่จะรับพระราชกระแสใส่เกล้าฯตน อย่างเต็มที่
ภาพ นี้เอง ทำให้ประชาชนทั่วไป ปลาบปลื้ม และไม่มีข้อสงสัย ในความจงรักภักดี ที่นายกฯสตรีผู้นี้มีต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา!

นอกจากการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นที่ประทับใจประชาชนแล้ว การพบปะกับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ หลังการเลือกตั้ง นายกฯปูก็ไม่ได้แสดงความยำเกรง ในอำนาจของผู้นำฝ่ายทหาร แม้พวกเขาเคยแสดงท่าทีไม่สบอารมณ์ เมื่อพรรคเพื่อไทยชนะ เพราะพรรคทหารนั้น สนับสนุนพรรคดักดานอย่างออกหน้าออกตา ตรงนี้ฝ่ายทหารจะปฏิเสธไม่ได้เลย
แต่...
นายกฯสตรีคนแรกของประเทศไทย พบกับผู้นำเหล่าทัพ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด โดยไม่ได้ทิ้งความ
นิ่มนวล อ่อนโยน และเป็นมิตร!
นี่เอง ทำให้ปฏิกิริยาของกองทัพ ที่ดูจะมีความแข็งกร้าว หลังทราบชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไป
ดูอ่อนยวบ ไปทันที!

ดังนั้น เมื่อนายกฯปูสั่งการให้กองทัพ เข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในตอนน้ำท่วมใหญ่ เราจึงได้เห็นภาพนายกฯรัฐมนตรี เคียงคู่กับ ผบ.ทบ. ไปถึงพื้นที่น้ำท่วมด้วยกัน ร่วมทักทายให้กำลังใจ และแจกสิ่งของให้พี่น้องที่ประสบภัยน้ำท่วม ซึ่งดับกระแสยุแยงตะแคงรั่ว ให้เกิดรอยร้าวระหว่างทหารกับรัฐบาล
บรรดาขี้เหลือง และไอ้สลิ่มเวรตะไล ขัดใจยิ่งนัก!

สิ่งที่ผู้คนจับตาดูกันมาก คือ การพบปะกันระหว่างนายพลเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งผู้คนในประเทศทราบกันดีว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการ ‘คว่ำ’ รัฐบาลนายกฯทักษิณ
แต่...
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ซึ่งเป็นน้องคุณทักษิณ ไม่ได้แสดงท่าทียำเกรง ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นตัวการ ในการโค่นล้มรัฐบาลพี่ชายเธอแต่อย่างใด
หาก แต่แสดงความเคารพตามสมควร ในฐานะผู้น้อยพึงปฏิบัติต่อผู้อาวุโส อีกทั้งเจ้าคุณเปรมเอง เคยดำรงตำแหน่งเดียวกันกับเธอมาก่อนด้วย ต่างกันตรงที่ท่านเจ้าคุณ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

content/picdata/347/data/photo4.jpg

ภาพจึงออกมา ในลักษณะที่นายกฯหญิงคนแรกของไทยแลนด์แดนสยาม
ทรงไว้ซึ่งความสง่างาม อย่างไม่มีที่ติ!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ

การปรับคณะรัฐมนตรีคราวนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง กล้าหาญ และการรักษาความ ‘ลับสุดยอด’ อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งของนายกฯปู
ที่พูดกันอื้ออึง ในหมู่ผู้ถืออาวุธ คือ การที่นายกฯผู้หญิงหาญกล้า ปรับตำแหน่งสำคัญ อย่างตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึง อย่างผู้คนคาด
ไม่ถึง นั้น
เป็นการประกาศ ‘ศักดา’ ของนายกฯหญิงคนนี้...ชัดเจน!

หลังจากปรับคณะรัฐมนตรีแล้ว บังเอิญผมได้บทความใน น.ส.พ.มติชน รายวัน ฉบับประจำวันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม 2555 ของคุณ ศุภาศิริ สุพรรณเภสัช ซึ่งเขียนถึงเพลงที่แสดงความเข้มแข็งของผู้หญิง เพลงชื่อ
“I Am Woman”
สรรเสริญหญิงเหล็กทั้งหลายเมื่อ 40 ปีก่อน ผู้ที่ร้องเพลง
"ข้าฯคือสตรี" ชื่อ Helen Reddy ร้องเพลง และกลายเป็นอันดับหนึ่งของบิลบอร์ด คุณศุภาศิริ เขียนว่า

...นอก จากทำนองอันทรงพลังแล้ว เนื้อเพลงยังกระตุ้นผู้หญิงในโลกตะวันตก ให้ลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของตนเองอีกด้วยทุกวันนี้องค์กรสตรีหลายแห่งยังใช้ I Am Woman เป็นเพลงประจำองค์กร
"I am woman / Hear me roar....ข้าฯคือสตรี จงฟังข้าฯคำราม พวกข้าฯมีมากเกินกว่าที่ท่านจะมองข้าม...ข้าฯเคยถูกเหยียบย่ำมาแล้ว บัดนี้รู้อะไรดีๆเกินกว่าจะยอมให้เหยียบต่อไป
/ ข้าฯสุขุม ข้าฯเรียนรู้จากความเจ็บปวด... / ท่านอาจงอข้าฯได้ แต่ข้าฯจะไม่มีวันหัก และจะกลับมาแกร่งยิ่งกว่าเดิม...I am strong / I am invincible / I Am Woman ข้าฯแข็งแกร่ง ข้าฯคงกระพัน ...ข้าฯคือสตรี"

ขอมอบ เพลงนี้ให้หญิงเหล็กทั้งหลายในโลก ไม่ว่าจะเป็นหญิงเหล็กระดับโลก หรือระดับบ้าน-บ้านไม่มีหญิงเหล็กกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูมา ชายทั้งหลายก็ไม่มีวันรอด จนโตขึ้นเป็นชายเหล็ก ชายกะไหล่ ชายอะลูมิเนียมฯลฯ อย่างทุกวันนี้หรอก....

ผมอ่านข้อเขียนนี้แล้ว ต้องขออนุญาต กราบเรียน ต่อท่านทั้งหลาย ว่า

มาถึงวันนี้ นายกฯหญิงคนแรกของประเทศไทย ได้แสดงความ ‘เหนือชั้น’ กว่าอดีตนายกฯชายกะไหล่ นายกฯชายอะลูมิเนียม รวมทั้ง นายกฯชายเก๊-ชายเกย์ ฯลฯ อย่างไม่มีข้อกังขาใดๆเลย
ถึงแม้จะไม่เปล่งวาจา ออกเป็นคำพูดออกมา แต่ทีท่าของเธอนั้น ได้แสดงออกต่อสาธารณชน อย่างชัดเจน แล้วว่า...

I am strong / I am invincible / I Am Woman
ข้าฯแข็งแกร่ง...ข้าฯคงกระพัน...
ข้าฯ คือสตรี ชื่อ...ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

จงฟัง ข้าฯ...คำราม!!!

.......................

(***คอลัมน์ประจำสัปดาห์ ยิ่งลักษณ์...คำราม!!! ออนไลน์ วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555)

ตอบเทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ: เลิก “นั่งเทียน” ในงานวิเคราะห์เสียที

ที่มา ประชาไท

เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ ไม่ควรใช้วุฒิทางการศึกษา “ดร” นำหน้าชื่อ เพราะการให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2455 ทางสถานีโทรทัศน์ ASTV ชี้ชัดว่า เทียนชัย “นั่งเทียนเขียน” เกี่ยวกับอภิมหายุทธศาสตร์ (grand strategy) ของสหรัฐฯ ซึ่งอิงจินตนาการมากกว่าการวิเคราะห์ในเชิงวิชาการ จุดมุ่งหมายของนายเทียนชัยอยู่ที่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ รวมถึงความพยายาม “ล้างสมอง” นักศึกษาไทยโดยผ่านทางสถาบันศึกษาที่มีชื่อของสหรัฐฯ ผมมีความเห็นว่า หากเป็นเช่นนั้นจริง ไทยก็ไม่ด้อยไปกว่าสหรัฐฯ ในเรื่องการล้างสมองนักศึกษาของเรา โดยเฉพาะการยบังคับให้เชื่อในเรื่องปาฏิหารย์ของผู้นำเราเอง

ผมขอตอบโต้ในแต่ละประเด็นที่นายเทียนชัยได้ให้สัมภาษณ์ไว้ ในฐานะที่ผมได้รับการศึกษาทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (และเคยรับราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาก่อน) ผมมีความเห็น ดังนี้

1. เป็นเรื่องจริงที่ได้เกิดการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะโลกในยุคหลังสงครามเย็นในปัจจุบัน การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปลายทศวรรษที่ 1980 นำไปสู่การเกิดขึ้นของโลกระบบหลายขั้ว ที่มีสหรัฐฯ เป็นอภิมหาอำนาจ ในบริบทของเอเชียนั้น จีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของภูมิภาค (พร้อมด้วยอินเดีย) และได้พยายามสร้างเขตอิทธิพลของตนเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ พิสูจน์ให้เห็นได้จากการที่จีนต้องการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในกรอบ ความร่วมมืออาเซียน เพราะในที่สุดแล้ว เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็คือ “backyard” ของจีน สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากจีนต้องการผลประโยชน์หลายๆ ด้านจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมกระบวนการเติบโตของจีนเอง หรือที่เรียกว่า China’s rise ไม่ว่าจะเป็นความต้องการในแง่วัตถุดิบ ความต้องการครอบครองตลาดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือในแง่การเมืองที่จีนต้องการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ (และเพื่อต้องการสร้างพลังการต่อรองในประเด็นการอ้างกรรมสิทธิเหนือหมู่เกาะ ในทะเลจีนใต้ เป็นต้น) สำหรับสหรัฐฯ นั้น ได้ถอนตัวออกไปจากภูมิภาคนี้ตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม หลังจากสงครามเย็น สหรัฐฯ หันไปให้ความสนใจกับภูมิภาคอื่น และในจุดหนึ่ง ได้หันไปให้ความสนใจกับการเมืองภายในมากกว่าการต่างประเทศด้วยซ้ำ (นำไปสู่การมองว่า สหรัฐฯ หันกลับไปใช้นโยบายโดดเดี่ยวตัวเอง หรือ isolationism) ยิ่งหลังจากเหตุการณ์ 9/11 แล้ว ความสนใจของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปที่โลกมุสลิมในตะวันออกกลางเป็นหลัก นโยบายที่เปลี่ยนผันนี้ได้ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกว่า ไม่ได้รับความสนใจจากผู้นำสหรัฐฯ มากนัก มีบ่อยครั้งที่สหรัฐฯ ไม่ส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมการประชุมกับอาเซียน (อาทิ การกระชุม ASEAN Regional Forum) ดังนั้น เมื่อประธานาธิบดี Obama ประกาศที่จะให้ความสนใจกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกครั้ง (ดังที่เห็นจากการเดินทางมาเยือนภูมิภาคนี้ถึงสองครั้ง การเข้ารวมลงนามใน Treaty of Amity and Cooperation หรือ TAC กับอาเซียน และการเข้าเป็นสมาชิกของ East Asia Summit หรือ EAS เมื่อปีที่ผ่านมา) นักวิเคาระห์จึงมองว่า นี่คือการกลับมาของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้อีกครั้งหนึ่ง หรือ US’s re-engagement with Southeast Asia

2. การกลับมาครั้งนี้นำไปสู่การแข่งขันกันระหว่างสองมหาอำนาจ กล่าวคือ ระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยมีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเดิมพัน ผมได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจนี้ ในวารสาร Southeast Asian Affiars (2011) มีสาระดังนี้

Ian Bremmer has rightly observed that the United States and China are growing dangerously hostile towards one another. He questioned: Could this be worse than the Cold War?The fact that the “list of irritants” in Sino-U.S. relations has grown in past years seems to validate Bremmer’s point. For example, throughout 2010, burgeoning bilateral tensions almost led to a trade and currency war. U.S. Treasury Secretary Timothy Geithner claimed that China’s refusal to rapidly increase the value of its currency was hurting America’s economic recovery. Rejecting the claim, Chinese leaders stressed that the United States was wrong to blame China for its own economic woes.On top of this, the United States accused China of failing to protect the intellectual property of foreign companies. But economic issues were not the only flash points in Sino-U.S. relations. The two countries disagreed on sanctions against Iran over its nuclear programme. The United States kept a watchful eye on the power transition in North Korea — a country which has enjoyed a special relationship with China. Meanwhile, China criticized the United States for interfering in the Sino-Japanese dispute over the ownership of the Diaoyu/Senkaku islands — the issue that stole the limelight during the 17th ASEAN Summit in Hanoi in late October 2010. In the Southeast Asian context, the United States was uneasy about the closeness between the Chinese leaders and their counterparts in Myanmar. Besides, the resurgence of the territorial disputes in the South China Sea, which involve China, Taiwan, and four members of ASEAN — Vietnam, Malaysia, Brunei, and the Philippines — has threatened peace and security in the region. The United States perceived developments in the South China Sea as a threat to its own interests: the right to freely navigate the area of disputes. U.S. Secretary of State Hillary Clinton called the conflict “a leading diplomatic priority” for the United States during the ASEAN Regional Forum (ARF) meeting in Vietnam in July 2010.[i]

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ของเทียนชัยเกี่ยวกับการห้ำหั่นระหว่างจีนและสหรัฐฯ เพื่อชิงความเป็นเจ้าโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบอื่นๆ ที่จะตามมานั้น ขัดต่อหลักทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศต่างๆ ในโลก ไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการแข่งขัน สงครามและความสูญเสีย แต่ยังมีมิติอื่นๆ ที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และยังสามารถทำให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ “ความร่วมมือ” เป็นหนึ่งในมิติดังกล่าว แม้สหรัฐฯ และจีนเองอาจจะมีความขัดแย้งต่อกันสูง ทำให้การแข่งขันมีความเผ็ดร้อน แต่ทั้งสองประเทศก็เห็นประโยชน์ของความร่วมมือเพื่อสร้างอิทธิพลเหนือกัน โดยเฉพาะในความร่วมมือที่ต่างมีกันอาเซียน ทั้งนี้ การแข่งขันไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยสิ่งที่เรียกว่า zero-sum game คือฝ่ายหนึ่งแพ้และฝ่ายหนึ่งชนะเท่านั้น แต่สองฝ่ายอาจชนะได้ทั้งคู่ นี่คือหัวใจของการสร้างสมดุลย์ทางอำนาจและระเบียบโลกหรือภูมิภาคที่มี สันติภาพเป็นหัวใจสำคัญ

ในปัจจุบัน สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศ ขณะที่จีนก็มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจสูง จึงต้องการสร้างบรรยายกาศที่มีสันติภาพเพื่อเอื้อต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของ ตน (peaceful environment for growth) งานวิเคราะห์ของเทียนชัยไม่ได้มองเกมส์การเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น จริงในปัจจุบัน

3. ขอให้เทียนชัยกลับไปศึกษาพัฒนาการเกี่ยวกับการเจรจาหกฝ่ายบนคาบสมุทรเกาหลี เทียนชัยอ้างว่า สหรัฐฯ ต้องการให้ลูกระเบิดไปตกที่เกาหลีเหนือ ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าสหรัฐฯ คาดการณ์สถานการณ์บนคาบสมุทรเกาหลีผิดโดยสิ้นเชิง เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในการครอบครอง และหากถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่เกาหลีเหนือจะตอบโต้กลับโดยอาวุธนิวเคลียร์ คำถามคือสหรัฐฯ พร้อมแล้วหรือที่จะเผฃิญหน้ากับเกาหลีเหนือในรูปแบบนี้ นี่ก็ชี้ว่า การวิเคราะห์ของเทียนชัย “เอามันส์” ไว้ก่อน ไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ อีกประเด็นหนึ่งที่ชี้ถึงความผิดพลาดในการวิเคราะห์ของเทียนชัย จีนไม่เคยวางตัวเป็นกลางในความขัดแย้งบทคาบสมุทรเกาหลี จีนยังมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับเกาหลีเหนือ (ต่างยังเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ด้วยกัน) และจีนเห็นถึงความสำคัญในการใช้เกาหลีเหนือเป็นปัจจัยลดทอนอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออก นอกจากนั้น จีนยังไม่ประสบความสำเร็จในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทั้งญี่ปุ่นและ เกาหลีใต้ดังที่เทียนชัยได้อ้างไว้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้แต่นักศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็น่าจะรู้ได้ ว่า ปัจจัยทางด้านประวัติศาสตร์ยังมีความสำคัญในการกำหนดรูปแบบปฏิสัมพันธ์ของ ประเทศในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะในกรณีความขมขืนทางประวัติศาสตร์ที่ญี่ปุ่นได้ทำไว้กับจีน) ความไม่ไว้วางใจกันนำไปสู่การแข่งขันระหว่างสองประเทศ สาเหตุหนึ่งที่ทั้งจีนและญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างแข็งขันในอาเซียนก็เพราะต้อง การสร้างพันธมิตรเพื่อลดอิทธิพลของฝ่ายตรงข้าม กลยุทธของญี่ปุ่นคือการนำเอาประเทศนอกภูมิภาคมามีปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนมาก ขึ้นเพื่อลดอิทธิพลของจีน (เช่น อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) นำไปสู่การจัดตั้งอาเซียน+6 และต่อมาก็คือ EAS ฉะนั้น การอธิบายแบบง่ายๆ ของเทียนชัย ชี้ถึงการขาดมุมมองด้านการทูตแบบพหุภาคีอย่างแท้จริง

4. การมอบสถานะพันธมิตรหลักนอกนาโต้ที่สหรัฐฯ มีให้กับไทย (Major non-NATO ally) มีความสำคัญจริงอย่างที่เทียนชัยได้กล่าวถึง เพียงแต่ว่าเป็นความสำคัญที่เข้าใจได้และไม่มีอะไรลึกลับซับซ้อนไปกว่าที่ เทียนชัยอ้าง ไทยมิใช่เป็นประเทศเดียวที่ได้รับสถานะนี้ ฟิลิปปินส์ก็ได้รับเช่นกัน สาเหตุอยู่ที่การขอแนวร่วมของไทยในการต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายสากล ซึ่งเป็นผลมาจากนโยยบายที่แปลี่ยนไปของสหรัฐฯ นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 ที่สำคัญ การมอบสถานะนี้เป็นไปตาม commitment ของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทยในฐานะประเทศพันธมิตรทางทหาร หากเทียนชัยจะเคลือบแคลงสงสัยในเรื่องนี้ เทียนชัยต้องตั้งคำถามด้วยว่า ทำไมเราจึงยินยอมพร้อมใจในการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐฯ (Cobra Gold) ตั้งแต่สมัยสงครามเย็น ทำไมสหรัฐฯ จึงมีความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำกับกองทัพไทยรวมถึงสถาบันกษัตริย์ของไทย แล้วทำไมจู่ๆ สหรัฐฯ จึงหันมาญาติดีกับทักษิณฯ อะไรเป็นสาเหตุที่เทียนชัยมีความเห็นเช่นนี้

ในที่สุด เทียนชัยก็พูดขัดแย้งกับตัวเอง เทียนชัยบอกว่า สหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการก่อรฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็ชี้ชัดได้ว่าสหรัฐฯ ให้การสนับสนุนฝ่ายเจ้ามาตลอด ใช่หรือไม่ รวมถึงการให้สนับสนุนกลุ่มพันธมิตรด้วย

ส่วนการโต้เถียงว่าสหรัฐฯ มีบทบาทในเหตุการณ์ความรุนแรงในภาคใต้ของไทยนั้น เทียนชัยต้องมีหลักฐานสนับสนุน ไม่ใช่พูดลอยๆ (ในฐานะที่ตัวเองก็จบการศึกษาถึงระดับปริญญาเอก) ในความเป็นจริง สหรัฐฯ ยังไม่สามารถแม้แต่จะเข้าถึงผู้นำไทยที่ดูแลปัญหาภาคใต้

5. ส่วนเรื่องการเผาบ้านเผาเมืองนั้น (ซึ่งการให้คำนิยมเช่นนี้ถือว่าผิดธรรมเนียมของนักวิเคราะห์ที่ดี เพราะเหตุกาณ์นั้น เป็นเพียงการเผา “ห้างสรรพสินค้า” เท่านั้น ไม่ใช่เผาบ้านเผาเมือง) ผมเพิ่งเสร็จสิ้นงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในความขัดแย้งทางการเมืองของไทย ตามที่ปรากฏในบทความที่ชื่อว่า “The Rich, the Powerful and the Banana Man: The United States’ Position in the Thai Crisis” (2012) จากการทำ fieldwork สรุปได้ว่า สหรัฐฯ ยังขาดความเข้าใจต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองของไทย (นับประสาอะไรจะเข้ามามีบทบาทโดยตรง) สหรัฐฯ ยังขาดเจ้าหน้าที่ที่เข้าใจและรู้เรื่องเมืองไทยดี ทั้งจากกระทรวงการต่างประเทศหสรัฐฯ หรือแม้แต่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในไทย ทั้งนี้ มุมมองของสหรัฐฯ ยังถูกติดตรึงไว้กับการเมืองแบบสงครามเย็น กล่าวคือ การมองว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันสำคัญที่สุดทางการเมือง หากสหรัฐฯ สร้างพันธมิตรกับสถาบันกษัตริย์ได้ (และก็ทำได้จริงๆ) สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายใดๆ ต่อไป นี่ก็ชี้ว่า สหรัฐฯ ตามความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยไม่ทัน ไม่รู้ว่า ขณะนี้สังคมไทยขับเคลื่อนไปไกลมากเพียงใด และ “สถาบันประชาชน” ได้ก้าวขึ้นมามีส่วนสำคัญในการกำหนดรูปแบบทางการเมืองแค่ไหน ผมคิดว่า ไม่เพียงแต่สหรัฐฯ ที่ยังก้าวข้ามไม่พ้นยุคสงครามเย็น แม้แต่เทียนชัยเองก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้

นี่คือข้อความส่วนหนึ่งที่ผมกล่าวถึง “ความไม่รู้” ของสหรัฐฯ ต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย

The disinclination of the United States to shift from its pro-establishment stance raises the crucial question of whether Washington has simply aimed to pursue its interests or whether it has indeed failed fully to comprehend Thailand’s political development over the course of the past decade. In interviews with a group of Thai and American diplomats, it was clear that since the end of the Cold War and the consequent decrease in American influence in this region, the U.S. government has not adequately invested in training experts on Southeast Asia, including Thailand. As the American role in Southeast Asia diminished, a series of U.S. governments have taken their ties with countries in the region for granted. The lack of experts has led to misjudgement of the evolving political process in Thailand. The United States has tended to rely on its old connections with traditional elites, while shoring up their argument that the Red Shirt movement is antithetical to Thai democracy and even a menace to the monarchical institution — an argument that aligns with the pro-monarchy position of the United States. A former American diplomat revealed that the United States was “freaking out” about the fact that there was a gap in its understanding of the Thai situation. The vacuum of information compelled the U.S. government to interpret its relations with Thailand on the basis of its constricted perception in favour of maintaining the political status quo even as new players in the Thai political landscape were emerging. United States ambassador Eric John has been criticized by some American expatriates for being out of touch with Thailand’s complex politics and cultural mores.[ii]

6. ประการสุดท้ายเป็นเรื่องการล้างสมองของสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ โดยมีการอ้างถึง ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ว่าเป็นผลพวงของระบบการศึกษาแบบอเมริกัน ประเด็นนี้ของเทียนชัยไม่มีเนื้อหาการวิจารณ์แบบวิชาการแต่อย่างใด แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีเท่านั้น มหาวิทยาลัย Cornell มีชื่อเสียงในระดับโลก โดยเฉพาะในด้านการศึกษาเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอดีต มีบุคคลสำคัญของไทยที่ได้รับการศึกษาจากสถาบันนี้ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมถึงพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สถาบันของสหรัฐฯ มีความเป็นอิสระอย่างมากจากการครอบงำของรัฐและสนับสนุนเสรีภาพทางวิชาการ อย่างยิ่ง (ต่างไปจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน) ผมไม่รู้ (และไม่สนใจ) ว่าคุณเทียนชัยได้รับปริญญาเอกมาจากที่ไหน แต่ผมเชื่อว่า มาตรฐานของมหาวิทยาลัยที่เทียนชัยศึกษานั้นคงอยู่ในระดับต่ำอย่างยิ่ง เพราะสามารถผลิตบุคลากรที่ไม่เคยใช้หลักวิชาการในการโต้เถียง นอกจากการใส่ร้ายป้ายสีไปวันๆ เท่านั้น



[i] Pavin Chachavalpongpun, “Competing Diplomacy: Thailand Amidst Sino-American Rivalry”, in Southeast Asian Affairs 2011, edited by Daljit Singh, (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2011), p. 307.
[ii] Pavin Chachavalpongpun, “The Rich, the Powerful and the Banana Man: The United States’ Position in the Thai Crisis”, in Bangkok May 2010: Perspectives on a Divided Thailand, edited by Michael Montesano, Pavin Chachavalpongpun and Aekapol Chongvilaivan, (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2012), pp. 251-2.

4 ศพชาวบ้านที่ชายแดนใต้ ผู้ใหญ่ต้องมีสปิริตมากกว่าคำว่าเสียใจ เยียวยา

ที่มา ประชาไท

ดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ผช.ผจก.ร.ร.จริรยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา
อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยทักษิณ
Shukur2003@yahoo.co.uk;http://www.oknation.net/blog/shukur
ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ ขอความสันติ ความจำเริญแด่ศาสนฑูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
เมื่อคืนวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมากล่าวคือทหารพรานได้ยิงรถกระบะคันหมายเลขทะเบียน บท ๓๑๐๕ ปัตตานี กำลังเดินทางไปร่วมละหมาดศพ จนเป็นเหตุให้คนแก่และเยาวชนที่โดยสารในรถยนต์คันดังกล่าวเสียชีวิต ๔ ราย และได้รับบาดเจ็บ ๔ ราย ที่หมู่ที่ ๑ ตำบลปุโละปุโย อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี
หลังจากชาวบ้านเสียชีวิตอีกวันมีแถลงการณ์จากผู้ใหญ่ในกองทัพและคนของ รัฐบาลจนหนังสือพิมพ์กระแสหลักจากส่วนกลางพาดหัวว่าผู้ตายเป็นแนวร่วม ถึงแม้ในวันต่อมาบุคคลต่างๆจะออกมาขอโทษ ซึ่งการสัมภาษณ์ในเชิงแบบนี้จะมีตลอดไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลเช่นเหตุการณ์ กรือเซะ ตากใบ ไอร์ปาแย และอื่นๆ
หากจะนับความผิดพลาดของหน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะทหารพรานจากคดีต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งชาวบ้านค้างคาใจและรู้สึกไม่ดีตลอดสำหรับทหารพรานเช่น เหตุการณ์กำลังทหารพรานจากกรมทหารพรานที่ 44 (ทพ.44) เข้าตรวจค้นจับกุมกลุ่มวัยรุ่นและชายฉกรรจ์โดยถูกกล่าวหา กำลังเสพยาเสพติดในท้องที่บ้านปาตาบาระ หมู่ 1 ต.ปะเสยะวอ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 2 คน เมื่อคืนวันที่ 22 ส.ค.2552 และกองร้อยทหารพรานที่ 4302 และ 4306 ยิง นายหะซัน มามะ อายุ 16 ปี และ นายอับดุลลอฮ์ แวเยะ เสียชีวิต เมื่อค่ำวันที่ 18 เม.ย.2554 ในท้องที่ ต.ปุโลปะโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานี โดยฝ่ายทหารอ้างว่าวัยรุ่นทั้ง 2 คนเป็นคนร้าย (โปรดดูข้อมูลในสถาบันข่าวอิศรา)
อีกทั้งทหารถูกกล่าวหาซ้อมทรมานผู้ต้องสงสัยอื่นๆ อีกมากมายเช่นคดี อิหม่ามยะพา กาเซ็ง อัซฮารี สะมะแอและอุสตาซอมีนุดดีน กะจิ
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งเป็นความผิดพลาดหลายต่อหลายครั้ง อาจจะนำไปสู่การเพิ่มดีกรีความไม่พอใจจากประชาชนมุสลิมให้มีการการถอนทหาร ออกนอกพื้นที่ เหมือนที่เกิดขึ้นในฟิลิปินส์กรณีทหารสหรัฐอเมริกาและสร้างความชอบธรรมมาก ขึ้นให้กับเครือข่ายภาคประชาชนในการต่อต้านกฎหมายพิเศษ เพราะการคงทหารกว่าหกหมื่นนายพร้อมหมดงบประมาณเป็นพันล้านยังไม่สามารถสร้าง ความปลอดภัยให้ประชาชนโดยเฉพาะชุมชนมุสลิมอย่างแท้จริง
ท้ายนี้ผู้เขียน ขอแสดงความเสียใจต่อญาติของผู้เสียชีวิตและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ ดังกล่าวและอื่นๆในจังหวัดชายแดนภาคใต้และเรียกร้องให้รัฐให้ความยุติธรรมใน เชิงปฏิบัติกับทุกฝ่าย ที่สำคัญผู้นำรัฐและบังคับบัญชาควรมีสปิริตมากกว่าคำว่าเสียใจ เยียวยา
คำว่า สปิริต หรือ ภาษาอังกฤษว่า Spirit ซึ่งหมายถึง จิตใจ วิญญาณ หัวใจ อารมณ์ ความเด็ดเดี่ยว
การแสดงความรับผิดชอบ การยอมรับการกระทำ รวมถึงการตัดสินใจเพื่อแสดงจุดยืน ความรับผิดชอบ ต่อความผิดพลาดจากการกระทำ หรือแม้แต่ยังไม่ผิดพลาด แต่เป็นที่ติดใจสงสัย
หากเป็นไปได้นายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ต้องรีบแก้ไขโดยลงเข้าพบชาวบ้านด้วยตนเอง ประกอบกับสื่อใดที่พาดหัวผิดพลาดว่าชาวบ้านเป็นโจรใต้ก็ต้องพาดหัวแก้ไขข่าว ให้ใหญ่กว่าหรือเท่ากับวันแรกที่พาดหัวข่าวด้วยเช่นกัน
ขอประณามผู้ที่กระทำจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย
หมายเหตุ: โปรดดูข้อมูลประกอบใน
http://www.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Fwww.youtube.com%2Fwatch%3Fv%3DOKlAym3b_0k&h=LAQE50M6B
https://www.facebook.com/?ref=logo#!/groups/209411865746016/