ที่มา Thai E-News
มติชนออนไลน์:"คำ ผกา" ชี้กลุ่ม "ต้านนิติราษฎร์" ใช้มุขเก่า ไล่คนออกจากบ้าน-ดิสเครดิตปชต. สะท้อนฝ่ายขวาไม่ทำงาน
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Thai E-News
ที่มา blablabla
โดย 3บลา ประชาไท
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
| | |
| « แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 11:22:22 AM โดย โรเบิร์ท อัมเตอร์ดัมส์_อามูโระ vs killer » | |
ที่มา thaifreenews
โดย ice angel คณะราษฏร์
ที่มา ประชาไท
วสันต์ ลิมป์เฉลิม
“ครั้งนั้นแล พวกสัตว์ (-คำว่า “สัตว์” ภาษาบาลีโดยทั่วไปหมายถึง “คน” เช่น เรียกพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ว่า โพธิสัตว์ มหาสัตว์) ที่เป็นผู้ใหญ่จึงประชุมกัน ครั้นแล้วต่างปรับทุกข์กันว่า ท่านเอ๋ย ธรรมชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวงปรากฏขึ้นในหมู่สัตว์ทั้งหลายเสียแล้วหนอ อันเป็นเหตุให้การลักทรัพย์ก็ปรากฏมี การติเตียนกันก็ปรากฏมี การพูดเท็จก็ปรากฏมี การถือไม้พลองก็ปรากฏมี อย่ากระนั้นเลย พวกเราจักเลือกตั้ง (สมมติ) สัตว์ผู้หนึ่งขึ้น ให้เป็นผู้ว่ากล่าวผู้ที่ควรกล่าวได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ตำหนิผู้ที่ควรตำหนิได้โดยชอบ ให้เป็นผู้ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ พวกเราจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ผู้นั้น ดังนี้ ครั้นแล้ว สัตว์เหล่านั้น จึงพากันเข้าไปหาสัตว์ผู้สง่างาม น่าดูชม น่าเลื่อมใส และน่าเกรงขาม ยิ่งกว่าสัตว์ทั้งหมดนั้นแล้ว แจ้งความดังนี้ว่า มาเถิด ท่านสัตว์ผู้เจริญ ท่านจงว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ จงตำหนิผู้ที่ควรตำหนิได้โดยชอบ จงขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบเถิด พวกข้าพเจ้าจักแบ่งส่วนข้าวสาลีให้แก่ท่าน สัตว์ผู้นั้น ได้รับคำของสัตว์เหล่านั้นแล้ว...เพราะเหตุที่เป็นผู้ซึ่งมหาชนเลือกตั้งดัง นี้แล จึงเกิดถ้อยคำว่า มหาสมมตขึ้นเป็นประถม...”
พุทธพจน์ในอัคคัญญสูตร
ตามหลักพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์คือมนุษย์ หาใช่เทวดาดั่งคำสอนของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูไม่ กำเนิดของผู้ปกครองนั้น มาจากการตกลงยอมรับของประชาชนทั้งหลายซึ่งขอให้ผู้ที่มีคุณสมบัติที่ดีเหนือ กว่านั้นมาเป็นผู้ปกครอง ด้วยเหตุนี้ ผู้ปกครองที่ดีจึงต้องประพฤติตั้งอยู่ในธรรม เรียกว่า ธรรมราชา อันได้แก่ การยึดมั่นในทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตร เป็นต้น หากพิจารณาจากเกณฑ์ของพุทธธรรม อาจแบ่งท่าทีของผู้คนในสังคมไทยต่อกรณีเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งกลุ่มนิติราษฎร์เสนอให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ได้อย่างกว้างๆ เป็น 2 แบบ
แบบหนึ่ง เป็นการมองพระมหากษัตริย์แบบเทวราชาตามแบบฮินดู ซึ่งเป็นศาสนาแนวศรัทธา อีกแนวคือ มองแบบพุทธซึ่งเป็นศาสนาแห่งปัญญาที่ถือว่าศรัทธาต้องมีปัญญาเป็นตัวกำกับ ผู้เขียนเห็นว่า ท่าทีตามแนวทางแรกไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ได้รับการปก ป้องให้มั่นคงยั่งยืนได้อย่างที่ผู้ยึดแนวทางศรัทธาปรารถนา แต่เห็นว่า การใช้สติและการสนทนาแลกเปลี่ยนด้วยเหตุผลในการเข้าถึงปัญหาประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 112 ต่างหากจึงจะเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทยได้อย่างแท้จริง มีประสิทธิผล และทำให้สังคมไทยสามารถก้าวข้ามวิกฤตความขัดแย้งแตกแยกภายในชาติครั้งใหญ่ ซึ่งดำรงอยู่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 ปีแล้ว (และได้มีคดีหมิ่นฯ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เฉพาะในปี 2553 มีถึง 478 คดี) ได้สำเร็จ
ผู้เขียนเข้าใจว่า กลุ่มผู้เห็นว่าควรแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เห็นว่า ปัญหาสำคัญของประเทศที่มีผลต่อเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นในการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ คือปัญหาทางการเมือง ซึ่งมีข้อที่สำคัญมากอันหนึ่งคือ สังคมไทยจะทำความตกลงที่ชัดเจนในการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน กษัตริย์กับระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่อย่างไร โดยเฉพาะจากการที่สังคมไทยเผชิญกับผลของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม ในระยะราวสองทศวรรษมานี้ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี สภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองดังกล่าว ได้ทำให้ความคิดของ “กลุ่มชนชั้นกลางใหม่” เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ประชาชนเหล่านี้ได้หันมามองตนเองแบบปัจเจกชนที่มีความเท่าเทียมกันมากขึ้น ชนชั้นกลางใหม่ที่ตื่นตัวทางการเมืองมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนให้แก้ไขประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 112
ในขณะที่ “ชนชั้นกลางเก่า” ซึ่งปกติมีความได้เปรียบโดยได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐโดยไม่จำเป็นต้อง เรียกร้องอะไร ด้วยอิทธิพลของสื่อสารมวลชน มีแนวโน้มที่จะมีจินตภาพเกี่ยว กับพระมหากษัตริย์อย่างศรัทธาในแบบเทวราชา และมีความรู้สึกว่าตนอยู่เหนือกว่าชนชั้นกลางใหม่ คนกลุ่มนี้มักดูถูกคนกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ว่าโง่ เป็นพวกชอบขายเสียงขายสิทธิ ไม่รู้ทัน ถูกหลอกจากนักการเมือง ส่วนกลุ่มตนเท่านั้นเป็นคนฉลาด รู้เท่าทันทักษิณ และเห็นว่านักการเมืองส่วนใหญ่เป็นคนเลว เป็นแค่นักเลือกตั้งสกปรก
ผู้เขียนเห็นว่า แนวโน้มทัศนคติอย่างกลุ่มชนชั้นกลางเก่าไม่น่าจะสอดคล้องกับหลักพุทธธรรมและ หลักประชาธิปไตยเท่าใดนัก เพราะมีลักษณะดูถูกผู้อื่น การยอมให้มีการถกปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย จะเป็นเงื่อนไขโอกาสอันดีที่จะทำให้สังคมได้เรียนรู้จากกันได้ เมื่อผู้คนเห็นต่างกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับระบอบ ประชาธิปไตย (และอาจรวมถึงความเป็นชาติ) ณ ตรงนี้ หลักพุทธธรรมในฐานะแกนกลางของสถาบันศาสนาพุทธที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ สามารถเป็นหลักในการประสานผู้คนส่วนมากในสังคมไทย เป็นหลักในการผสานระหว่างจารีตนิยมกับสมัยใหม่ และเป็นหลักในการเชื่อมโยงระหว่างสถาบันกษัตริย์กับประชาชนในระบอบ ประชาธิปไตยได้
พุทธธรรมซึ่งมีกำเนิดจากการปฏิเสธระบบวรรณะของพราหมณ์ มองความจริงตามธรรมชาติว่าเป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ ดังพุทธพจน์ที่ว่า
“สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง
สังขารทั้งหลายทั้งปวง เป็นทุกข์
ธรรมทั้งหลายทั้งปวง เป็นอนัตตา”
พุทธธรรมมองธรรมชาติเป็นการประชุมปัจจัยของสิ่งต่างๆ หรือ ภาวะที่มีอันนี้ๆ เป็นปัจจัย (ตามหลักปฏิจจสมุปบาท) ด้วยเหตุนี้ เราอาจพิจารณาได้ว่า ตามธรรมชาติ การดำรงอยู่ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงได้ย่อมต้องมีการปรับตัวที่เหมาะสม หากเราดูจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การปกครอง แม้ในระบบกษัตริย์แบบโบราณเอง เช่น ประเทศจีน ก็มีระบบขุนนางทักท้วง ซึ่งสามารถวิจารณ์ โต้แย้งกษัตริย์ได้ ดังสมัยจักรพรรดิถังไทจง ได้รับการยกย่องเป็นมหาราชสำคัญคนหนึ่งของจีน ก็ด้วยความยอมรับการทักท้วงของเว่ยเจิ่ง ซึ่งมีตำแหน่งเป็นขุนนางทักท้วง ที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม จนขนาดจักรพรรดิถังไทจงทรงชมเชยเว่ยเจิ่งว่า ในแง่นี้ เหนือกว่าขงเบ้ง ขุนนางผู้ใกล้ชิดพระเจ้าเล่าปี่เสียอีก
ในอดีต กฎหมายตราสามดวง ในส่วนของกฎมณเฑียรบาลบางบทยังบัญญัติให้มีการยับยั้งทัดทานการใช้พระราช อำนาจที่ผิดหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเพณี ความยุติธรรม หรือหลักทศพิธราชธรรม อาทิ หากพระมหากษัตริย์กำลังทรงโกรธ และตรัสเรียกพระแสง เจ้าพนักงานห้ามยื่น หากยื่น ต้องมีโทษถึงตาย
ในสมัยพระนเรศวร เมื่อทรงพิโรธ ก็มีพระผู้ใหญ่ทัดทานท่านได้ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ยังเคยจุดไต้ในเวลากลางวันเข้าเฝ้า อันเป็นสัญลักษณ์เตือนสติในหลวง
ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ทรงประกาศให้ยกเลิกการหมอบคลานเข้าเฝ้า เปลี่ยนเป็นการยืนแบบตะวันตก ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงมีพระราชนโยบายไปในทางอนุรักษนิยม สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมหลวงจักรพงษ์ภูวนาถ กราบบังคมทูลแก่รัชกาลที่ 6 เป็นการเตือนสติ ดังตอนหนึ่งว่า
“กล่าวโดยย่อ สถานการณ์ที่นำมาสู่การสละราชบัลลังก์ของพระเจ้าซาร์เกิดขึ้นโดยตัวพระองค์ เอง พระองค์ทรงไม่ยอมปรับตัวต่อพวกก้าวหน้า ซึ่งได้มีเสียงเรียกร้องดังมากขึ้น และไม่ทรงยอมผ่อนปรนต่อพวกนี้ ไม่มีใครสามารถสู้กับพวกก้าวหน้าได้ อาจถามว่าทำไมไม่ควรฟังพวกอนุรักษนิยมบ้างล่ะเพราะพวกนี้ก็มีอยู่เช่นกัน คำตอบคือพวกอนุรักษนิยมจะไม่มีทางทำร้ายกษัตริย์ เพราะนั่นเป็นการขัดกับความเชื่อของพวกเขาเอง พวกก้าวหน้าสามารถทำอะไรก็ได้ และดังนั้น ใครก็ตามควรต้องพิจารณาพวกเขามากกว่าพวกอนุรักษนิยม ความขัดแย้งระหว่างสองพวกเป็นเรื่องปกติ แต่พวกอนุรักษนิยมไม่เคยชนะและการสกัดกั้นเป็นเพียงชั่วคราว สุดท้ายก็จะเป็นอย่างที่พวกก้าวหน้าต้องการ” [1]
สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ว่า พระองค์มิได้อยู่เหนือการวิจารณ์
การปกป้องสถาบันกษัตริย์ด้วยหลักพุทธธรรมจึงเป็นการปกป้องด้วยปัญญา ด้วยการยึดในหลักความจริง มีสติ ไม่ใช่งมงาย ใช้อคติ หรือความรู้สึกส่วนตัวอยู่เหนือเหตุผล หรือใช้การก่อกระแสความรุนแรง การยุให้ทำสงครามประชาชน หรือรัฐประหาร อนึ่ง ดูมีความเข้าใจผิดกันว่า พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุนการวิจารณ์ แต่ตามประวัติพระพุทธเจ้า จะพบว่า ทรงรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นเสมอ โดยให้สังคมสงฆ์ถือการวิจารณ์เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง อุปมาเหมือนการชี้ขุมทรัพย์.
............................................
[1] แปล จากข้อความภาษาอังกฤษซึ่งอ้างใน ส. ศิวรักษ์, เรื่องนายปรีดี พนมยงค์ ตามทัศนะ ส. ศิวรักษ์. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง, ๒๕๓๔), หน้า (๑๓) - (๑๔) ว่า “To summarize, the situation which has led to the Tsar of Russia having to relinquish the throne was brought about by himself. He refused to adapt himself to progressive groups, which had become very vociferous, and to make firmly concessions to them. One cannot fight progressive. It might be asked why one should not listen to conservatives also, since they are there, the answer is that conservatives can never harm the King, because it would be against their beliefs. Progressive are capable of anything, and therefore one has to consider them, more than conservatives. Conflict between the two is normal, but conservatives have never prevailed and containment is only temporary: in the end it will be as desired by the progressives.”ที่มา ประชาไท
เดือนวาด พิมวนา
ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เราอยู่ในบ้านเมืองที่วุ่นวาย แตกแยก อยู่กับความขัดแย้งของผู้คนจนเริ่มสิ้นหวังแล้วว่า ความผิดพลาดของสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้จะยังสามารถเยียวยาและแก้ไขได้ อยู่ ด้วยเราเชื่อเสียแล้วว่า ผู้คนซึ่งเป็นฝักฝ่ายในสังคมได้เกลียดชังกันแล้วโดยสิ้นเชิง และไม่มีวันจะรับฟังกันและกันอีกต่อไป คนที่เกลียดกันเสียแล้วจะอยู่ร่วมกันยากขึ้นทุกที เพราะทนฟังกันไม่ได้ ทนรับความคิดของอีกฝ่ายไม่ได้ สังคมอันสุดโต่งไม่ได้วางตัวเองไว้ในฐานะที่จะรับความคิดต่างได้อีก ความคิดถูกบล็อกไว้แล้วตรงจุดจุดหนึ่ง ที่เหลือคือการต่อสู้ช่วงชิงกฎเกณฑ์ของบ้านเมืองเพื่อมารับใช้ความคิดของตน
ตลอดเวลาห้าปีนับแต่สังคมเริ่มแบ่งฝักฝ่ายชัดเจน ความพยายามที่จะกุมอำนาจทางการเมือง กุมอำนาจสื่อ และยกชูความคิดของตนไว้เหนือความคิดอีกฝ่ายเพื่อกุมอำนาจทางสังคม การช่วงชิงเพื่อจะเป็นผู้กุมสภาพและทิศทางของบ้านเมืองได้ทดลองทำไปแล้วมาก มายหลายวิธี ล้วนแล้วแต่เป็นวิธีเดียวกันกับการรัฐประหาร คือปล้นเอาดื้อๆ ห้ามเอาดื้อๆ ปิดกั้นเอาดื้อๆ แต่เราทราบกันดี และท่านที่ก่อการและร่วมก่อการรัฐประหารก็ทราบกันดี ว่าสิ่งที่ท่านทำโดยหวังจะให้เป็นคำตอบสุดท้ายของบ้านเมืองนั้นไม่มีวันจะ เป็นไปได้ ความคิดต่างไม่มีวันจะยอมให้ท่านปล้น ห้าม หรือปิดกั้นเอาดื้อๆอย่างไร้เหตุผลไร้กฎเกณฑ์ ด้วยอำนาจอันน้อยนิดของประชาชน บ้านเมืองจะต้องขยับเข้าสู่วิถีทางแห่งประชาธิปไตยอยู่ร่ำไป แต่ความเป็นประชาธิปไตยก็จอมปลอมมากขึ้นทุกที เพราะสังคมยังคงแข็งแกร่งอยู่ด้วยอุดมการณ์ที่ไม่นิยมในประชาธิปไตย การปล้นเอาดื้อๆ ห้ามเอาดื้อๆ ปิดกั้นเอาดื้อๆ จึงยิ่งเข้มข้นเป็นทวีคูณ เรื่องราวจึงไม่มีวันจะจบลงตามความต้องการของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้อย่างเบ็ด เสร็จเด็ดขาด
ห้าปีอันยุ่งยาก เจ็บช้ำ โกรธเคือง เสียใจและฝังจำ จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่หนักไปหาเบา และดูเหมือนไร้หนทางแห่งการแก้ปัญหา เพราะข้อเสนอของฝ่ายหนึ่งจะไม่ถูกยอมรับจากอีกฝ่ายอย่างแน่นอนอยู่เสมอ
เมื่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เปิดตัวสู่สาธารณะ กลุ่มนักวิชาการเล็กๆ นี้ถูกกล่าวหาอย่างทันทีทันใดว่าทำงานรับใช้คุณทักษิณ เป็นนักวิชาการแดง
เป็นความจริงว่ามีกระแสตอบรับจากประชาชนฝั่งเสื้อแดงมาเป็นลำดับแรก แต่มีกระแสตอบรับจากกลุ่มและบุคคลที่ไม่มีสีอยู่ด้วยเช่นกัน ทว่าขณะนี้ มีความชัดเจนยิ่งขึ้นทุกขณะว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์โดยเฉพาะในข้อที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 กลายเป็นข้อเสนอที่ถูกปฏิเสธจากทุกฝักฝ่ายมากที่สุด ผู้กุมอำนาจแทบทุกภาคส่วนของสังคมได้แสดงน้ำเสียงอย่างถ้วนทั่วแล้วว่าไม่ เห็นด้วยต่อข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ แม้แต่อดีตนายกฯทักษิณซึ่งถูกพาดพิงอยู่เสมอว่าเป็นผู้มีส่วนได้ประโยชน์ จากบางข้อเสนอ ก็ปฏิเสธไม่ยอมรับข้อเสนอของนิติราษฎร์อย่างแข็งขันเช่นกัน ความชัดเจนที่ปรากฏขึ้นนี้ทำให้ได้คำตอบที่แจ่มชัดอยู่ในตัวเองข้อหนึ่งว่า กลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ไม่ใช่กลุ่มหรือบุคคลที่มีสังกัด หรือถูกส่งมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในประเทศนี้ เป็นเพียงนักวิชาการกลุ่มเล็กๆ ที่ทำงานอย่างอิสระเท่านั้น
เรารู้กันว่าความแตกแยกโดยความคิดสุดโต่งได้แบ่งสังคมออกเป็นสองฝักฝ่าย และผู้มีอำนาจบารมีเหนือฝักฝ่ายทั้งสองนี้ได้แสดงน้ำเสียงชัดเจนแล้วในการ ปฏิเสธข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ด้วยเหตุนี้ ประชาชนผู้ยอมรับและสนับสนุนในข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พวกเขากำลังกลายเป็นประชาชนผู้ไร้ฝักฝ่าย จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ประชาชนผู้ฝักใฝ่ในข้อเสนอของนิติราษฎร์กำลังถูกปฏิเสธจากความเป็นฝักฝ่าย เป็นเพียงประชาชนตัวเล็กๆ ที่คิดและตัดสินใจเองอย่างอิสระ ที่จะยอมรับในข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์
นักวิชาการกลุ่มเล็กๆในชื่อ คณะนิติราษฎร์ ผู้ยื่นข้อเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองออกไปสู่สังคม กับ ครก.112 และผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในสังคมอีกหนึ่งร้อยกว่าคนที่ร่วมลงชื่อ เพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 กับประชาชนจำนวนหนึ่งที่พยายามส่งเสียงสนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ มีเพียงเท่านี้ เวลานี้กลุ่มก้อนทั้งหมดที่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์และกำลังร่วม กันผลักดันข้อเสนอมีเพียงเท่านี้ ยังคงเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ ที่แทบไม่มีอำนาจต่อรองในสังคม ไม่มีอำนาจเงิน ไม่มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง และไม่มีเส้นสายลึกลับแต่ประการใด หนำซ้ำกำลังถูกรุมกินโต๊ะอย่างเมามันจากผู้มีอำนาจเหนือกว่าทุกด้านใน สังคมอยู่ในขณะนี้
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ต้องกลัวและไม่ต้องหวั่นวิตกต่อกลุ่มนักวิชาการคณะนิติราษฎร์ ไม่ต้องกังวลว่าเขาจะคิดก่อขบวนการลึกลับ หรือแอบแฝงเรื่องใดไว้เบื้องหลัง เพราะเขาไม่มีปัจจัยสนับสนุนใดๆที่จะทำเช่นนั้นได้
ดังนี้แล้วจึงน่าสนใจว่า ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ถูกปฏิเสธอย่างรวดเร็วและรุนแรงด้วยเหตุผลใดบ้าง การปฏิเสธข้อเสนอโดยส่วนใหญ่มีองค์ประกอบจากท่าทีที่บอกเป็นนัยว่า ผู้ปฏิเสธได้เชื่อไปแล้วว่า คณะนิติราษฎร์มีเจตนาแอบแฝงคิดล้มล้างหรือลดทอนพระราชอำนาจของสถาบัน กษัตริย์ มีคนจำนวนมากด่าทอนิติราษฎร์พร้อมถ้อยคำตอบโต้ว่าประชาชนยังต้องการสถาบัน กษัตริย์
นัยยะเพียงประการเดียวของปรากฏการณ์เหล่านี้คือ ตอบโต้และปฏิเสธโดยไม่ต้องแคร์ว่ารายละเอียดในข้อเสนอจริงๆเป็นอย่างไร เราไม่ฟังกันแล้ว เราไม่คุยกันแล้ว ไม่ต้องอ่านว่าข้อเสนอของเขาคืออะไร ไม่ต้องฟังว่าเขาพูดอะไร หากพูดเรื่อง ม.112 ตัดสินได้เลยว่าเขาต้องการล้มเจ้า เราเกลียดคนเหล่านี้เพราะเราเชื่อมานานแล้วว่าคนเหล่านี้ไม่เอาเจ้า
มันไม่ยากถ้าความคิดสุดโต่งทั้งสองฝ่ายจะสาดใส่กันอีกครั้ง ตั้งหน้าโจมตีกันไปจนเหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยก็ลุกขึ้นมาโรมรันกันใหม่ เพราะไม่มีใครยอมใครอยู่แล้ว แต่เราต้องการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองกันหรือไม่ ข้อเสนอแบบไหนที่เราจะยอมรับฟังกันได้ทั้งสองฝ่าย ผู้เสนอแบบไหนที่เราจะยอมรับฟังคำพูดของเขา วิกฤติของบ้านเมืองนับแต่รัฐประหาร 49 เป็นต้นมาเราเชื่อว่ามันจบแล้ว ผ่านไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้ไขอะไรเลย แค่ปล่อยให้ผ่านไปก็พอ เราเชื่อเช่นนั้นจริงๆหรือ ทั้งๆไม่มีหลักประกันว่ารัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก ทั้งๆรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ยังคงเป็นรัฐธรรมนูญจากคณะรัฐประหาร ทั้งๆองค์กรอิสระผู้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศล้วนงอกเงยมาจากผู้ก่อ การรัฐประหาร หากเราเชื่อเหมือนกันว่าปัญหายังคงอยู่ ความแตกแยกอันเนื่องมาจากปัญหาเดียวกันยังคงอยู่ ก็ต้องถามตัวเองกันอีกครั้งว่า แล้วข้อเสนอในการแก้ปัญหาแบบไหนที่เราจะรับฟังร่วมกันได้ ผู้เสนอแบบไหนที่เราจะยอมรับฟังคำพูดของเขา
บางทีท่านต้องการแบบที่ต้องมีปืนจ่อหัว และไม่อนุญาตให้ท่านปฏิเสธหรือโต้เถียงใดๆ
บางทีท่านต้องการแบบที่หลอกล่อให้ประชาชนมาลงประชามติยอมรับรัฐธรรมนูญของคณะรัฐประหาร แลกกับการได้รับอนุญาตให้กลับไปเลือกตั้ง
บางทีท่านจะยอมรับฟังแต่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าท่าน ในแบบที่จำเป็นต้องรับฟังอย่างเสียมิได้
บางทีท่านจะยอมพูดคุยกับประชาชนคนเล็กๆ ก็ต่อเมื่อเขามากันเป็นจำนวนมากและได้ยึดเอาถนนหรือสถานที่สำคัญไว้เป็นเครื่องต่อรองแล้ว
บางทีท่านจะยอมพูดคุยเจรจากันดีๆ ก็ต่อเมื่อเราเตรียมตัวจะฆ่ากันแล้วนั่นเอง
แต่ท่านไม่เห็นหรือ ข้อเสนอทั้ง 4 ข้อ ของคณะนิติราษฎร์ ถูกนำเสนอในรูปแบบใด
คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอด้วยท่าทีของวิญญูชน อย่างสุภาพและให้เกียรติต่อสังคมสูงสุด ในอันจะขอให้พิจารณาข้อเสนอนี้ คำว่าขอให้พิจารณาข้อเสนอนี้คงไม่ต้องอธิบายว่าแตกต่างจากการเอาปืนไปจ่อหัว ให้ยอมรับการรัฐประหารอย่างไร
คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอด้วยสถานะของนักวิชาการ อย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผย ไม่มีการหลอกล่อให้เข้าใจผิดหรือไขว้เขวในเป้าหมายที่ต้องการนำเสนอ
คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอโดยไม่มีเครื่องมือต่อรองใดๆ การจะรับหรือไม่รับข้อเสนอจึงสามารถตัดสินใจได้ด้วยความคิดที่เป็นอิสระไร้ เงื่อนไข
คณะนิติราษฎร์ยื่นข้อเสนอด้วยเจตนาให้สังคมทุกภาคส่วนพิจารณา หมายถึงคณะนิติราษฎร์ย่อมรับฟังทุกน้ำเสียงของสังคม ย่อมไม่ใช่ข้อเสนอที่จะเอาใจกลุ่มไหนหรือฝ่ายใด แต่เป็นข้อเสนอที่ตั้งมั่นอยู่บนหลักการอันจะนำประเทศไปสู่ความเป็น ประชาธิปไตยมากที่สุด
ในประเด็นสุดท้ายนี้มีข้อสังเกตเล็กน้อยเป็นองค์ประกอบอยู่ว่า ข้อเสนอเกี่ยวกับการขอแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 นั้น กลุ่มบุคคลและประชาชนที่มีความคิดต่อต้านกฎหมายมาตรานี้มานาน มีการรณรงค์และเรียกร้องมาหลายปีให้ยกเลิกบังคับใช้กฎหมายมาตรา 112 เสีย แต่ตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ยืนยันอยู่ในระดับของการแก้ไข ประเด็นนี้ทำให้เกิดวิวาทะอยู่มากพอสมควร ระหว่างผู้ต้องการให้ยกเลิก กับผู้ต้องการเพียงแก้ไข หากจะสามารถส่งผ่านประเด็นนี้ไปถึงความคิดอันสุดโต่งอีกฟากฝั่งหนึ่งซึ่งไม่ ต้องการให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายมาตรา 112 โดยสิ้นเชิงได้ อยากจะขอให้ท่านหยุดพิจารณาเรื่องนี้สักนิดเถิดว่า เรารู้ว่าข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ไม่ตอบสนองความคิดของท่านแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ตอบสนองกลุ่มคนที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 เช่นกัน และในความเป็นจริงมีบุคคลที่ต้องการให้ยกเลิกกฎหมายจำนวนไม่น้อยได้ยินยอมลด ระดับการเรียกร้องของตนเอง ยินยอมให้อยู่ในระดับของการแก้ไขตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ในประเทศนี้ไม่ได้มีแต่เรา แต่ในประเทศนี้มีท่านอยู่ด้วย ด้วยเหตุที่รู้ๆกันอยู่ว่า ข้อเสนอของนิติราษฎร์มิได้ต้องการการยอมรับจากคนเพียงกลุ่มเดียว แต่ต้องการการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ดังนี้ ถ้าท่านจะลองคิดลดระดับการเรียกร้องของตนเองดูบ้าง ยินยอมให้แก้ไขได้บ้างตามข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ จุดดุลยภาพระหว่างเราก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เราและท่านจะอยู่ร่วมกันได้ด้วยจุดดุลยภาพนี้ เว้นแต่ท่านตั้งมั่นไว้แล้วว่า จะไม่อยู่ร่วมประเทศกับคนคิดต่างอย่างแน่นอน
สังคมทราบดีอยู่แล้วว่าคนคิดต่างทั้งสองฝ่ายเกลียดกัน แต่แม้เกลียดกันเพียงใด เรายังคงต้องคุยกัน เพื่อว่าเราจะไม่ฆ่ากันในวันข้างหน้า
ถ้าหากว่าท่านยังไม่ได้อ่านข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ ก็สละเวลาหาอ่านสักนิดเถิด เพื่อว่าเวลาที่ท่านจะปฏิเสธข้อเสนอ จะได้คุยกันด้วยเหตุด้วยผลบนความเข้าใจเดียวกัน
ถ้าหากว่าท่านยังมีความระแวงแคลงใจ กลัวว่าคณะนิติราษฎร์และผู้สนับสนุนจะคิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านต้องหาโอกาสคุยกับเขา ถามเขาให้แน่ใจว่าข้อเสนอนี้จะทำให้สถาบันฯต้องล่มสลาย หรือจะทำให้สถาบันฯยิ่งมั่นคงและสง่างามกันแน่
แม้เราเกลียดกันเพียงใด แต่ก็ต้องคุยกัน เพื่อว่าเราจะไม่ฆ่ากันในวันข้างหน้า เว้นแต่ท่านตั้งมั่นไว้แล้วว่า จะต้องฆ่าเราในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน.ที่มา ประชาไท
สุรพศ ทวีศักดิ์
ผมเพิ่งทราบจากอาจารย์ที่เคารพนับถือกันท่าน หนึ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานี้เองว่า ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) เขียนหนังสือตอบบทความของผมที่เผยแพร่ในประชาไทเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว หนังสือที่ว่านี้ชื่อ “ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี” ดาวน์โหลดอ่านได้ตามลิงค์ข้างล่างนี้
http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/changing_rock_into_gem.pdf
หนังสือนี้ตีพิมพ์เมื่อเดือนธันวาคม 2554 ตอบบทความของผมชื่อ “พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) กับวัฒนธรรมการวิจารณ์ในพุทธศาสนาเถรวาท” (http://prachatai.com/journal/2011/09/36962)
ท่านเจ้าคุณบอกว่า ได้รับบทความดังกล่าวนี้จากพระลูกศิษย์ของท่าน แต่ผมแปลกเหมือนกันว่า ทำไมลูกศิษย์ท่านไม่นำบทความต่อเนื่องชื่อ “พระสงฆ์กับกัลยาณมิตรและการท้าทายทางวิชาการ” (http://prachatai.com/journal/2011/09/36986) ซึ่งเป็นบทความที่ให้รายละเอียดชัดเจนขึ้นว่า “ท่าที” ต่อคำวิจารณ์ของคนอื่นของท่านเจ้าคุณเป็นอย่างไร และผมมีความเห็นต่อท่าทีเช่นนั้นอย่างไร โดยเฉพาะบทความเรื่องที่สอง (ที่เผยแพร่ในประชาไทไล่เลี่ยกับบทความชิ้นแรกเพียง 2 วัน) เป็นบทความที่ผมตั้งข้อสังเกตตรงๆ ว่า ลูกศิษย์ท่าน (บางคน) ดูจะไม่เป็น “กัลยาณมิตร” ต่อท่านนัก มักชงเรื่องเชิงขัดแย้งในการตั้งคำถามกับท่าน เป็นต้น
ผมอยากแสดงความเห็นต่อหนังสือ “ขว้างก้อนอิฐมาพัฒนาเป็นแก้มณี” ของท่านเจ้าคุณ โดยรวมๆ ดังนี้
1. โดยปกติท่านเจ้าคุณมักตั้งชื่อหนังสือตรงกับ “เนื้อหา” ที่ท่านต้องการบอก เหมือนชื่อหนังสือ “ตื่นกันเสียทีจากความเท็จของหนังสือเหตุเกิด พ.ศ.1” ก็หมายความว่า เนื้อหาของหนังสือนี้เป็นเรื่องเท็จ ท่านต้องการบอกความจริงให้คนตื่นจากเรื่องเท็จ ฉะนั้น ชื่อ “ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี” ก็สะท้อนว่าท่านเจ้าคุณ (อาจ) มองว่า บทความวิจารณ์ของผมเป็นเหมือน “ก้อนอิฐ” แต่ท่านก็ใช้ประโยชน์จากก้อนอิฐนั้นในแง่บวก คือพัฒนาให้เป็น “แก้วมณี” ในความหมายว่า ยกข้อวิจารณ์นั้นมาเพื่อเป็นโอกาสได้ชี้แจงความจริง ให้ความรู้ และแง่คิดที่เป็นประโยชน์แก่สังคม
แต่อย่างไรก็ตาม ตอนที่ผมเขียนบทความวิจารณ์ “ท่าที” ของท่านเจ้าคุณ ผมก็ไม่ได้มีเจตนาร้าย ตั้งใจกล่าวหา โจมตี หรือมุ่งประสงค์ให้เกิดความเสียหายใดๆ แก่ท่าน พูดในเชิงอุปมาอุปมัยก็คือผมไม่ได้มีเจตนาจะ “ขว้างก้อนอิฐ” ใส่ท่าน แม้ว่าบทความจะเขียนอะไรตรงๆ ตามความคิดความเข้าใจของตนเอง ก็กระทำไปโดยไม่ได้มี “จิตเป็นอกุศล” ต่อท่านเจ้าคุณเป็นส่วนตัวแต่อย่างใด
ที่วิจารณ์ก็เพียงวิจารณ์ “ท่าทีสาธารณะ” คือท่าทีที่ท่านแสดงออกอย่างเป็นสาธารณะที่ผมเห็นว่ามีผลบางอย่างต่อ วัฒนธรรมการวิจารณ์ในพุทธศาสนาเถรวาทไทยที่ควรตั้งข้อสังเกต หรือวิพากษ์วิจารณ์กันได้
2. เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือท่านเจ้าคุณ เป็นการยกข้อความในบทความผมขึ้นมาเป็นตอนๆ แล้วท่านก็ถือเป็นโอกาสได้อธิบายเรื่องราวที่บทความผมอ้างถึงให้ชัดขึ้น เช่น ประเด็น 4 นักวิชาการ ในหนังสือ “นักวิชาการเทศ-ไทย หาความรู้ให้แน่ใช่แค่คิดเอา” ประเด็นที่ผมอ้างความเห็นของจิตร ภูมิศักดิ์ เปรียบเทียบกับความเห็นของท่านเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันสงฆ์กับรัฐ แล้วท่านก็อธิบายให้เห็นว่าระหว่างท่านกับจิตรมุมมองใครน่าจะ romantic หรือ realistic อธิบายเรื่อง “เหนือการเมือง” โดยเปรียบเทียบพุทธกับคริสต์ เรื่อง “สมประโยชน์” ระหว่างคณะสงฆ์กับผู้นำรัฐ เรื่องข้อมูลการสังคายนาครั้งที่ 3 เรื่องทำพระธรรมวินับให้วิปริต การเขียนหนังสือกรณีธรรมกาย กรณีสันติอโศก เป็นต้น
โดยรวมแล้ว เป็นการอธิบายความคิดของท่านเจ้าคุณต่อปัญหาที่บทความผมอ้างถึงในการวิจารณ์ “ท่าที” ของท่านให้ชัดเจนขึ้น และโต้แย้งส่วนที่ท่านเห็นว่าบทความผมให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
แน่นอนว่า ตัวผมเองย่อมได้รับประโยชน์จากข้อโต้แย้ง คำวิจารณ์เชิงติติง ชี้แนะ และเตือนสติด้วยเมตตาจิตจากท่านเจ้าคุณ
3. แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังยืนยันเหมือนเดิมว่า ผมเห็นด้วยกับท่านเจ้าคุณในเรื่องการอ้างอิงข้อมูลในพระไตรปิฎก เพื่อเป็นมาตรฐานตัดสินว่าใครอ้างข้อความในพระไตรปิฎกถูกหรือผิด หรือใครตีความคำสอนพุทธศาสนาถูกตามพระไตรปิฎกหรือไม่ และเห็นด้วยว่าการวิจารณ์จะต้องยึดความจริงและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นหลัก (และที่ท่านชี้ให้เห็นว่าบางเรื่องที่ผมอ้างข้อมูลผิดพลาดนั้น ผมก็น้อมรับด้วยความขอบพระคุณ) แต่ที่ผมเห็นต่างจากท่านเจ้าคุณ คือ เรื่อง “ท่าที” ของท่าน ซึ่งอาจแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ
ก. ทัศนะต่อความจริง หรืออาจเรียกว่า “ท่าทีระดับทัศนะต่อความจริง” ก็ได้ ท่านเจ้าคุณเขียนว่า
ประเด็นของ หนังสือ นักวิชาการเทศ-ไทย หาความรู้ให้แน่ใช่แค่คิดเอา นั้น ไม่ใช่การวิจารณ์ แต่เป็นการบอกความจริง คือบอกให้รู้ว่า นักวิชาการที่กล่าวถึงเหล่านั้น นำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาใช้มาอ้างในการวิจารณ์ ซึ่งเป็นกรรมที่ไม่ควรกระทำ...การวิจารณ์เป็นเรื่องของความคิดเห็น… แต่ความจริงไม่อยู่ที่ความคิดเห็นของคน ไม่ขึ้นต่อความคิดเห็นของคน ไม่ต้องให้คนมาว่า มาวัดมาตัดสินกัน (น.3)
ดูเหมือน “ความจริง” ตามนิยามของท่านเจ้าคุณจะหมายถึงความจริงที่เป็น “ภววิสัย” (objective) ซึ่งในวงวิชาการเชื่อกันว่า ความจริงเช่นนี้เป็น “ความจริงทางวิทยาศาสตร์” แต่ก็มีข้อถกเถียงกันอยู่ว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นภววิสัยที่ไม่ ขึ้นต่อความเห็น การตัดสินของตัวบุคคลจริงหรือไม่
ทว่าประเด็นในที่นี้คือ “ความจริงทางศาสนา” (เช่น เรื่องราวในพระไตรปิฎก) นั้น มีลักษณะเป็นความจริงทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ปนๆ หรือคาบเกี่ยวกันอยู่ ซึ่งความจริงดังกล่าวนี้ในทางวิชาการเชื่อกันว่าไม่ใช่ความจริงภววิสัยแบบ วิทยาศาสตร์อยู่แล้ว ภาษาในพระไตรปิฎกเองก็เป็นภาษาที่มีบริบททางวัฒนธรรมความเชื่อของสังคมยุค พุทธกาลและยุคต่อๆ มา (ที่มีการทำสังคายนา) ปะปนผสมผสานกันอยู่จนยากที่จะแยกให้เห็นความเป็นภววิสัยของสัจธรรมพุทธจริงๆ ที่ไม่มีบางมิติของความจริงอื่นๆ ผสมผสานคละเคล้ากันอยู่
งานเขียนของ พระมโน เมตตานนฺโท คืองานที่ตั้งคำถามกับข้อมูลในพระไตรปิฎกว่าส่วนไหนน่าจะใช่ หรือไม่ใช่พุทธพจน์ แล้วก็ระบุว่าตรงนั้นใช่ ตรงนี้ไม่ใช่ ส่วนงานของท่านเจ้าคุณคือการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลในพระไตรปิฎกและชี้ ให้เห็นว่า ที่พระมโนนำมาอ้างนั้นไม่ถูกตามพระไตรปิฎกอย่างไร ที่ถูกคืออะไร
แต่ว่าบางเรื่องข้อสรุปของพระมโนเช่น ข้อสรุปว่า “ครุธรรม 8 ประการ ไม่น่าจะใช่พุทธพจน์” ก็สรุปก็ออกมาจากการพิจารณาความสอดคล้อง ไม่สอดคล้อง ของข้อความในพระไตรปิฎกเป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการวิเคราะห์ความจริงทางศาสนา (ที่มีลักษณะเป็นความจริงทางสังคมศาสตร์/มนุษยศาสตร์) ย่อมหนีไม่พ้นการตีความ ในกรณีเช่นนี้หากเป็นการวิเคราะห์ผิดสรุปผิด เราก็กล่าวได้แค่ว่าพระมโน “ตีความผิด” หรือ “สรุปผิด” ไม่ใช่ไปสรุปว่าพระมโนเจตนาไม่ซื่อ กล่าวเท็จ สร้างงานวิชาการผีหลอก (นักวิชาการหลายคนก็เห็นด้วยกับท่านเจ้าคุณว่างานพระมโนมีปัญหาในการอ้างพระ ไตรปิฎก แต่เขาก็มี “ท่าที” ต่างออกไป เช่นเห็นว่าเป็นงานที่ท้าทายให้วิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงเพื่อความก้าวหน้าทาง วิชาการ เป็นต้น)
เช่นเดียวกันประเด็น “ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต” ท่านเจ้าคุณนิยามว่าคือ “ทำให้พระธรรมวินัยมีความคลาดเคลื่อนแล้วถูกถือเป็นหลักที่ผิดเพี้ยนไป” (น.44) ซึ่งท่านเจ้าคุณเห็นว่า มีความผิดร้ายแรงกว่า “ประพฤติผิดพระธรรมวินัย” แต่ถ้ามีคนแย้งว่า ไม่มีใครทำพระธรรมวินัยให้วิปริตได้จริงๆ หรอก เพราะถ้าเราเชื่อว่าพระธรรมวินัยบริสุทธิ์มีอยู่แล้วในพระไตรปิฎกที่เป็น สมบัติร่วมกันของชาวพุทธทั่วโลก ต่อให้มีใครตีความผิด สอนผิด ประพฤติผิดจากพระไตรปิฎก พระธรรมวินัยที่ถูกต้องนั้นก็ยังคงมีให้เป็นหลักตรวจสอบตัดสินอยู่ในพระ ไตรปิฎกเช่นเดิม
ดังประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็มีพระสงฆ์หรือชาวพุทธทั้ง ในอดีตและปัจจุบันจำนวนมากที่ตีความผิด สอนผิด ถือผิดจากพระไตรปิฎก ทำให้มีการแยกเป็นนิกายต่างๆ จำนวนมาก แต่พระธรรมวินัยที่ถูกต้องก็ยังมีอยู่ในพระไตรปิฎกเช่นเดิม (ที่พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าการ“ทำพระธรรมวินัยให้วิปริต” ตามนิยามของท่านเจ้าคุณไม่ใช่ปัญหาที่ควรแก้ไข แต่ในแง่หนึ่งหากไม่ระมัดระวังคำเช่นนี้ก็อาจถูกใช้ในความหมายเชิง “วาทกรรม” ที่ไปกดคนอื่น ฝ่ายอื่นซึ่งอ่านพระไตรปิฎกแล้วสรุปความออกมาต่างกันให้ดูเลวร้ายเกินความ เป็นจริงได้)
คำถามคือ ในกรณีเช่นนี้ ความจริงตามนิยามของท่านเจ้าคุณกับความจริงตามข้อโต้แย้ง อะไรคือความจริงที่เป็นภววิสัยกันแน่? และ/หรือจะสรุปอย่างสมเหตุสมผลได้หรือไม่ว่าท่าทีที่โต้แย้งท่านเจ้าคุณเป็น เท็จ เป็นท่าทีที่ไม่สนใจความจริง คิดเอาเอง อยู่ในโลกของความคิด เป็นต้น
ข. “ท่าทีเชิงจริยธรรม” หรือการตัดสินงานของคนอื่น ความคิดเห็นของคนอื่นในเชิงจริยธรรม คือไม่ได้ตัดสินตาม “ข้อเท็จจริง” แค่ว่า เขาอ้างพระไตรปิฎกผิด ให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน สรุปความคิดผิด วิจารณ์ผิดอย่างไร แต่ไป “ตัดสินเชิงจริยธรรม” ว่าเขา “ขว้างก้อนอิฐ” “ด่า” หรือ “กล่าวเท็จ” ซึ่ง “การกล่าวเท็จ” มีความหมายเชิงจริยธรรมว่ามี “เจตนาอกุศล” แฝงอยู่ด้วย ดูเหมือนท่านเจ้าคุณเองก็ตระหนักในเรื่องนี้ (ดังที่ท่านหมายเหตุไว้ในหนังสือว่า ที่ไม่เอ่ยชื่อจริงของท่าน บก.และ ดร.ช. เพราะเกรงว่าผู้อ่านจะสงสัยใน “เจตนา” ของคนทั้งสอง)
ในหนังสือ “ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี” เล่มนี้ ท่านเจ้าคุณเน้นย้ำมากเป็นพิเศษว่างานของท่านที่ตอบโต้นักวิชาการต่างๆ นั้น “ไม่ใช่การวิจารณ์” แต่เป็น “การบอกความจริง” คือ บอกให้รู้ว่าที่เขาเขียนนั้นเท็จ หรือไม่จริงอย่างไร และที่จริงเป็นอย่างไร และดูเหมือนท่านจะไม่เห็นด้วยว่า การอ้างความคิดของคนอื่นจะสรุปเอาตามความเข้าใจของตนเองว่าเขาคิดอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ได้ (อย่างที่ ดร.ช.ท่าน บก.วารสารพุทธศาสน์ศึกษา Dr.McCargo ทำ) ต้องอ้าง “ข้อความของเขา” ตามที่ปรากฏในเอกสารหลักฐานจริงๆ
แน่นอนว่า ข้อเสนอของท่านเจ้าคุณนั้นควรแก่การรับฟัง แต่บางที “การสรุปความเห็นของคนอื่น” ก็เป็นเรื่องที่ทำกันอยู่บ้าง และท่านเจ้าคุณเองก็ทำ เช่นที่ผมยกมาในบทความชื่อ “พระสงฆ์กับกัลยาณมิตรและการท้าทายทางวิชาการ” ที่อ้างถึงข้อความในหนังสือ “นักวิชาการเทศ-ไทยฯ” ของท่านเจ้าคุณตอนหนึ่งว่า....
นักแทรก (ชื่อสมมติของคนที่สนทนากับท่านเจ้าคุณ): เข้ากับเรื่องที่กำลังพูดนะนี่ ขออ่านเลยนะครับ ท่าน บก.เขียนอย่างนี้ครับ
“...เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาส ได้อ่านหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง จัดพิมพ์โดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ เนื้อหาของหนังสือเป็นบทสนทนาระหว่างท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) กับคณะแพทย์จำนวนหนึ่ง ในการสนทนา บรรดาแพทย์ทั้งหลายได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับทัศนะของพระพุทธศาสนาเกี่ยวกับ ปัญหาทางจริยธรรมที่เกิดจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และชีววิทยา เช่น ปัญหาเรื่องการโคลนมนุษย์ ปัญหาการใช้เซลล์ต้นแบบจากตัวอ่อนมนุษย์ เป็นต้น ท่านเจ้าคุณนั้นเวลาที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนาในเรื่อง ต่างๆ ท่านมักองอาจดังพญาราชสีห์ แต่ความองอาจที่เคยเห็นนั้นหายไปมากในหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่ผมพยายามคิดหลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบคือ “เกิดอะไรขึ้นกับท่านเจ้าคุณ” เท่าที่ผมอธิบายให้กับตัวเองได้ในเวลานี้คือ นี่อาจเป็นสัญญาณแรกๆ ของการที่พระพุทธศาสนาแบบเดิมที่เราคุ้นเคย ไม่สามารถตอบสนองความต้องการใหม่ๆ ในสังคมสมัยใหม่ได้แล้ว ท่านเจ้าคุณนั้นเป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนาในความหมายของผู้ที่ “แม่นทางปริยัติ” แต่ปัญหาทางจริยธรรมในโลกสมัยใหม่ ไม่ต้องการเพียงความแม่นยำในปริยัติเท่านั้น หากแต่ต้องการความเป็นผู้มีสติปัญญาอันกว้างขวางที่จะให้ทางออกอันประกอบ ด้วยความลึกซึ้ง กินใจ ชวนคิด มีเมตตาแก่ทุกฝ่ายเป็นต้นด้วย การศึกษาพระปริยัติธรรมแบบดั้งเดิมที่คณะสงฆ์ดำเนินการอยู่นั้น ดูท่าจะไม่พอเสียแล้วสำหรับการตอบสนองความต้องการเช่นนี้ หากสิ่งที่ผมคิดถูกต้อง ก็แปลว่าเกิดลางในทางไม่ดีต่ออนาคตของพระพุทธศาสนาอย่างที่อยู่ภายใต้การนำ ของคณะสงฆ์ไทยในบางด้านเสียแล้ว”
พออ่านจบ “นักแทรก” ก็ชงต่อทันทีว่า “นี่เขาด่าคณะสงฆ์ แต่ว่าไม่ใช่ เขาด่ามหาจุฬาฯ ท่านอาจารย์อยู่ในมหาจุฬาฯ ตลอดเลย”
พระพรหมคุณาภรณ์: ท่าน บก.จะด่าคณะสงฆ์ หรือด่ามหาจุฬาฯ ก็คงต้องไปถามตัวท่านเอง แต่ก็ถือว่าด่าพระสงฆ์ไทย เป้าอยู่ที่อาตมานี่แหละ
เห็นได้ชัดว่า ลูกศิษย์และท่านเจ้าคุณอ่านข้อความดังกล่าวแล้วสรุปว่า นั่นคือการ “ด่า” และนี่เองที่ผมคิดว่าเป็น “ท่าทีเชิงจริยธรรม” ที่มีปัญหาไม่น้อยไปกว่า “การสรุปความเห็นของคนอื่นคลาดเคลื่อนแล้วนำมาวิจารณ์”
ท่าทีเชิงจริยธรรมทำนองนี้นี่เองที่ผมคิดว่า เป็นท่าทีที่มีปัญหามากในวงการพุทธศาสนาเถรวาทไทย เพราะในที่สุดไม่ใช่แค่ “การบอกความจริง” ว่าคนอื่นอ้างพระไตรปิฎกผิด ตีความผิด สอนผิด เป็นต้นอย่างไร แต่มักนำไปสู่การ “ตัดสินเชิงจริยธรรม” คือตัดสิน “เจตนาภายใน” ว่า เขามีเจตนาอกุศลอย่างไร เช่น เจตนาไม่ซื่อ และอื่นๆ (ในวงการพุทธมักประณามว่าเป็น “มิจฉาทิฐิ” เป็นต้น)
เหมือนปรากฏการณ์ทางสังคมหลายๆ เรื่อง เช่น กรณีนิติราษฎร์เสนอแก้ ม.112 แทนที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยจะโต้แย้งเฉพาะข้อเสนอและเหตุผลของนิติราษฎร์ว่ามี ปัญหาอย่างไร แต่กลับไปใช้ “ท่าทีเชิงจริยธรรม” ตัดสิน “เจตนาภายใน” ของนิติราษฎร์ว่า ต้องการล้มเจ้า ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น (ที่เปรียบเทียบนี้ไม่ได้หมายความว่า ท่าทีทางจริยธรรมของท่านเจ้าคุณกับของฝ่ายต้านนิติราษฎร์มี “ระดับคุณภาพ” เท่ากัน เพียงแต่ยกตัวอย่างให้เป็นรูปธรรมชัดๆ เท่านั้น)
กล่าวโดยสรุป ผมเห็นว่า เนื้อหาหลักๆ ของหนังสือ “ขว้างก้อนอิฐมาพัฒนาเป็นแก้วมณี” มีประโยชน์ในแง่การให้ความรู้ ให้หลักการ แง่คิด เตือนสติในการวิพากษ์วิจารณ์ และการมีวัฒนธรรมเคารพความจริง รักในการแสวงหาความจริง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมไม่ได้เห็นแย้งกับท่านเลย และเห็นว่างานของท่านมีคุณภาพมากในการยืนยันหลักฐานข้อมูล ความถูกต้องของหลักพระธรรมวินัยแห่งพุทธศาสนาเถรวาท
เพียงแต่ผมไม่เห็นด้วยกับ “ท่าที” บางประการของท่านดังกล่าวมาแล้วเท่านั้นเอง!
ปล. ผมมีความเห็นเพิ่มเติมว่า บรรดาลูกศิษย์ควรให้ท่านเจ้าคุณมีเวลาพักผ่อนและทำงานใหญ่ๆ มากกว่าที่จะไปรบกวนให้ท่านใช้เวลาในการตอบโต้คนอื่นๆ ที่วิจารณ์งานของท่าน หากเห็นว่าการวิจารณ์นั้นๆ มีปัญหา ลูกศิษย์ควรรับภาระโต้ตอบหรือชี้แจงแทนท่านเองน่าจะเหมาะสมกว่า
ที่มา ประชาไท
ประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวอาวุโสหนังสือพิมพ์ “เดอะ เนชั่น” สัมภาษณ์โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ต่อสถานการณ์ความคืบหน้าล่าสุดของการยื่นคำร้องต่อศาลโลก ในกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงเดือนเม.ย.- พ.ค. 2553 มุมมองต่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และอนาคตของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
ประวิตร: คิดยังไงกับข่าวคราวล่าสุดที่ล่าสุดเกี่ยวกับ การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเรียกร้องให้ทำการรัฐประหารล้ม รัฐบาลยิ่งลักษณ์?
โรเบิร์ต: สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยและสังคมไทยจำเป็นต้องทำ คือการเอาความหมายของคำนี้กลับมา กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยเลย เช่นเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์ของประเทศนี้ไม่ใกล้เคียงกับประชาธิปไตย มันคือพันธมิตรประชาชนเพื่อการรัฐประหาร และการแทรกแซงรัฐบาลพลเรือนโดยทหารมากกว่า
ผมคิดว่าการกระทำของพวกเขาเป็นการต่อต้านประชาธิปไตยอย่างที่สุด และอาจพูดได้ว่ากระทั่งผิดกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญ และผมให้เครดิตพวกเขาน้อยมาก ผมไม่เชื่อว่าพวกเขาเป็นตัวแทนความคิดเห็นของคนไทยแม้แต่กลุ่มที่น้อยนิดที่ สุด ผมคิดว่าเขาเป็นตัวแทนกลุ่มทางการเมืองของชนชั้นนำไทยที่ไร้ความน่าเชื่อถือ
ผมไม่คิดว่าเราควรหมกมุ่นกับกลุ่มพันธมิตรฯ มากเกินไป ในประเทศไทยตอนนี้มีปัญหามากมาย ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง ซึ่งเป็นรากฐานของอนาคตของประเทศ ผมคิดว่าเราควรโฟกัสเรื่องที่กำลังจะมาถึงในอนาคตมากกว่า
ประวิตร: อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ครั้งล่าสุดใน พ.ศ. 2549 ก็ได้นำไปสู่การรัฐประหารในที่สุด
โรเบิร์ต: ต้องมาพูดถึงความจริงกันว่า นั่นเป็นการรัฐประหารที่ผิดกฎหมาย และกองทัพในตอนนี้ก็อยู่ในสถานะที่อ่อนแอกว่าที่เป็นในปี 2549กฎหมายตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้ทำให้การแทรกแซงของทหาร พรรคประชาธิปัตย์ และการดำเนินการของทหารเสียหายมากจนทำให้ผมเชื่อว่า หากทหารจะกระทำการในแบบเดียวกันอีกนี้ มันน่าจะเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก และพลังที่ต่อต้านประชาธิปไตยก็คงจะถูกดูดกลืนหายไปหากเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้น
ประวิตร: แต่เราต้องพิจารณาประกอบกันว่า มีประชาชนไทยจำนวนหนึ่งเชื่อว่าคุณทักษิณและน้องสาว คือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นบุคคลที่โกงกิน จากมุมมองของพวกเขา ทักษิณก็เล่นพรรคเล่นพวก และยิ่งกว่านั้นก็คือต้องการล้มเจ้าและเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ คุณคิดว่าอย่างไร
โรเบิร์ต: ผมไม่เคยเห็นรัฐบาลไหนที่โกงกินและไร้ประสิทธิภาพเท่ากับรัฐบาลพรรคประชาธิ ปัตย์ ซึ่งหนุนหลังโดยทหารและสั่งยิงประชาชนบนท้องถนน รัฐบาลนั้นและกลุ่มคนที่สนับสนุน ไม่มีความน่าเชื่อถือในการมากล่าวหากันอย่างลอยๆ สิ่งที่พวกเขาได้ทำกับประเทศนี้ ก็คือการนำเอารัฐธรรมนูญซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำลายผู้นำที่มาจากประชาชนมาใช้ และป้องกันไม่ให้เขาสามารถกลับสู่ประเทศได้
รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ไร้เหตุผล และปราศจากกระบวนการตามกฎหมายที่เหมาะสมตามหลักสิทธิขั้นพื้นฐาน พูดๆง่าย คือมันเป็นเอกสารที่เขียนขึ้นจากความกลัวการกลับมาของผู้นำประชาชน ผู้ซึ่งทำให้ประชาชนร้อยละ 25 พ้นจากความยากจน นำระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้ามาใช้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในชนบท และทำให้ประชาชนจำนวนมาก ผู้ซึ่งกังขาถึงความเป็นพลเมืองของตนเอง เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมือง
ประวิตร: ผมคิดว่ามันค่อนข้างชัดเจนว่าคุณปกป้องทักษิณ และคนก็พูดอย่างนั้นเพราะคุณถูกว่าจ้างโดยทักษิณให้ทำ”งานสกปรก” อาจจะว่าอย่างนั้นก็ได้ หากจะพูดจากอีกฝั่งหนึ่งจะมีวิธีไหนในขั้นนี้ของประเทศไทยไหม ที่จะสามารถโน้มน้าวคนที่มาจากคนล่ะขั้วการเมืองเพื่อให้เปลี่ยนใจ หรือเพียงแค่เปิดใจกว้างขึ้นก็ได้ ทั้งเสื้อแดงและเสื้อเหลือง เพราะผมก็เห็นคนเสื้อแดงที่ก็ไม่อดกลั้นต่อคำวิพากษ์วิจารณ์เช่นเดียวกัน
โรเบิร์ต: ผมบอกได้เลยว่า การแบ่งขั้วทางการเมืองนี้ เป็นผลมาจากการสั่งสอนที่บ่มเพาะที่ยาวนานราวกับศาสนา ผมไม่ค่อยได้เห็นประชาชนที่ไม่อยากจะยอมรับความคิดเห็นของอีกฝ่าย และไม่ยอมรับต่อหลักการของอีกฝ่าย เมื่อสองวันก่อน ผมปราศรัยที่การชุมนุมของเสื้อแดง ผมพูดว่า ถ้าผมจะเรียกพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็น “พรรคทหาร” นั่นไม่เป็นอะไรเลย แต่อย่าได้เรียกประชาธิปัตย์ด้วยชื่อต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแมลง เพราะนั่นจะเป็นกระบวนการที่อันตรายมาก
เราต้องจำไว้ว่า เมื่อใดที่เราคิดถึงอภิสิทธิ์หรือสุเทพ เขาก็เป็นคนเหมือนกัน พวกเขามีครอบครัว มีเครือข่ายทางสังคม และไม่ว่าพวกเขาจะถูกกล่าวหาว่าอะไร เราต้องแสดงให้เห็นความถึงแม้เราจะมีความแตกต่างในทางการเมือง แต่ท้ายที่สุดแล้วความเป็นมนุษยธรรมเป็นสิ่งที่ต่างหลอมรวมเราเอาไว้ ผมคิดว่าบทเรียนในเรื่องนั้นตกหายไป
เมื่อคุณคิดถึงประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ และคุณเห็นการสังหารโหดต่อนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เราต้องระลึกว่าเจ้าหน้าที่รัฐพวกนั้นกล่าวหานศ.ว่าไม่ใช่คนไทย ในประเทศนี้ เมื่อไหร่ที่คุณกล่าวหาใครบางคนด้วยการที่พูดว่า เขาไม่ใช่คนไทย นั่นก็ไม่ใช่การถกเถียงทางการเมืองที่มีเหตุผล
เราจำเป็นต้องนำการถกเถียงอย่างมีสติปัญญาและมีเหตุผลมาสู่ประเทศนี้ คุณจะทำอย่างไรน่ะหรือ? ผม บอกได้เลยว่าผมไม่เก่งเรื่องการสมานฉันท์ ผมรู้ว่าตอนนี้ประเทศไทยกำลังพยายามจะปรองดองกัน แต่นั่นไม่ใช่เรื่องของผม ผมเป็นทนาย ผมสนใจในการถกเถียงและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
คนก็พูดกันว่า ไปเชื่ออัมสเตอร์ดัมไม่ได้หรอกเพราะเขาน่ะถูกว่าจ้างโดยทักษิณ แต่ผมยอมรับไม่ได้ ผมคิดว่าเราต่างก็มีแรงจูงใจในทางเศรษฐกิจกันทั้งหมดตามสิ่งที่เราทำ ความจริงแล้ว ในประเทศนี้ ผมเชื่อว่าผมเองน่ะเป็นกลางมากกว่าหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์หรือเดอะ เนชั่นเสียอีก
ผมไม่เคยเห็นที่ไหนนอกจากรัสเซีย ซึ่งเป็นที่ที่ผมคุ้นเคยมาก ที่มีหนังสือพิมพ์ซึ่งสามารถเซ็นเซอร์ตัวเองได้ขนาดนี้ และสามารถปกปิดและปฏิเสธความจริง การโจมตีพรรคเพื่อไทย ทักษิณ และคนอื่นๆ ทำให้ดูเป็นการเลือกข้างอย่างชัดเจน แต่นี่กลับเป็นมุมมองในภาษาอังกฤษต่อประเทศไทย ซึ่งดีแต่จะทำให้การแบ่งขั้วทางการเมืองแรงมากขึ้น เพราะสังคมนานาชาติเองก็เข้าใจประเทศไทยยากอยู่แล้ว
ประวิตร: ที่คุณพูดว่าเสื้อแดงเองก็พูดถึงพรรคประชาธิปัตย์ว่า “พรรคแมลงสาบ” มันหมายถึงว่าพวกเขาเองก็มีส่วนในการลดทอนความเป็นมนุษย์ใช่หรือเปล่า
โรเบิร์ต: ผมเชื่ออย่างเต็มที่เลยว่านั่นเป็นสิ่งที่ผิด และขบวนการเสื้อแดงจำเป็นต้องทำให้ความคิดเห็นแบบนั้นยุติลงเพราะมันอันตราย มาก และถ้าพูดตามตรงแล้ว เราต้องเข้าใจและเรียนรู้ว่า คนที่สั่งฆ่าพี่น้องเราในเดือนพฤษภาคมก็เป็นคนเหมือนๆกันกับเรา
เราต้องเข้าใจว่า อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาสั่งฆ่าพยาบาลเกดและผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆ ในวัดปทุมฯ เราต้องเข้าใจว่าคนไทยที่อนุญาตให้มีการสั่งยิงพยาบาลภายในวัดเขามีที่มาจาก อะไร ผมคิดว่าถ้าเราไม่เข้าใจแรงผลักดันตรงนั้น และทำไมทหารถึงฆ่าประชาชนของตนเองทุกๆ สิบปีในประเทศนี้ เราก็คงจะไม่มีสันติภาพหรือการปรองดองเลย
ประวิตร: หน้าที่ของคุณคือหาคนที่รับผิดชอบในการเสียชีวิตของ 91 ศพ หรือ 92 ศพขึ้นอยู่ว่าจะนับอย่างไร จากเหตุการณ์ความรุนแรงในเดือนเม.ย.-พ.ค. ปีที่แล้ว มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ในขั้นนี้ ก็เป็นเวลาหนึ่งปีและแปดเดือนแล้ว คุณมั่นใจแค่ไหนว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะถูกนำตัวมาดำเนินคดี ไม่ว่าเป็นจะที่นี่หรือที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ
โรเบิร์ต: ผมมั่นใจมากว่าคนเหล่านั้นจะถูกดำเนินคดีในประเทศไทย เงื่อนไขที่เหมาะสมภายใต้กฎหมายอาญาระหว่างประเทศก็คือพวกเขาจะถูกดำเนินคดี ในประเทศไทย ประเด็นก็คือว่า ความยุติธรรมสามารถหาได้ที่นี่ บางคนเข้าใจผิดว่า ผมหวังว่าศาลอาญาระหว่างประเทศจะรับคดีไปทำจากประเทศไทย
เมื่อตอนที่ผมยื่นคำร้องไปยังศาลโลก นั่นเป็นเพราะว่ามันไม่มีความหวังที่ “พรรคของกองทัพ” จะดำเนินการสอบสวนกองทัพ ตอนนี้เรามีรัฐบาลที่แตกต่างไปแล้ว มันก็พอมีความหวังอยู่บ้าง แต่ผมก็จะไม่เทความหวังไปทั้งหมดและผมก็จะไม่ถอนคำร้องที่ศาลโลกด้วย หากคำร้องดังกล่าวถูกปฏิเสธ ผมก็จะยื่นใหม่อีกครั้ง
ผมคิดว่าประเทศไทยต้องการความช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างยิ่งเมื่อเป็น เรื่องของกฎหมาย ผมคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ผิดพลาดที่มีมาตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารแล้ว และนั่นเป็นสิ่งที่เราต้องพูดถึง เพราะในแง่การพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน มันไม่ใช่เพียงแค่ปี 2553 เท่านั้น แต่มันเป็นประวัติศาสตร์ของการละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบโดยกองทัพ รวมถึงปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เราไม่ค่อยได้พูดถึงกันด้วย เราจำเป็นต้องมาพูดคุยถึงเรื่องเหล่านี้กันด้วย
ประวิตร: แล้วถ้าหากคุณพลาดล่ะ คุณจะคิดว่าตัวเองล้มเหลวในหน้าที่หรือไม่ และคุณพูดถึงกรณีของพยาบาลอาสาสมัครที่เสียชีวิตหน้าวัดปทุมวนาราม แม่ของเธอสับสนและโกรธขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับขั้นตอนทั้งหมดนี้ เธอได้เผชิญหน้ากับผู้ที่เกี่ยวข้องมากมายเมื่อเร็วๆนี้ นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย มันเกือบจะสองปีแล้ว และเธอก็ยังไม่รู้เลยว่าใครต้องรับผิดชอบกับการเสียชีวิตของลูกสาวเธอ
โรเบิร์ต: มันไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย ผมจะบอกคุณว่า เราได้รวมรวมเอกสาร 200 หน้า ซึ่งประกอบด้วยคำให้การจากฝ่ายทหาร ผมมั่นใจว่ามันจะมีการถูกตรวจสอบและดำเนินคดี แต่มันจะใช้เวลากี่ปี? ผมมาขึ้นเวทีที่นี่ และผมก็บอกกับประชาชนว่า หากเราดูที่อาร์เจนตินา มันอาจจะใช้เวลาถึง 20 เลยก็ได้ ผมจะอยู่ถึง 20 ปีเพื่อทำสิ่งนั้นหรือไม่? ผมไม่ทราบ แต่ผมจะบอกคุณว่าผมเชื่อมั่นในความยุติธรรมอย่างมาก ผมเชื่อมั่นว่าคนอย่างแม่ของพยาบาลเกด และคนอื่นๆ รวมถึงผมด้วย จะติดตามเรื่องนี้ต่อไปอย่างไม่ลดละ
ในเรื่องของเงินชดเชย ที่กองทัพอาจจะหยุดยั้ง อาจจะเป็นการชดเชยให้แก่เหยื่อเหล่านั้นได้บ้าง เราก็คงจะได้เห็นกัน แต่ก็ชัดเจนว่า ซึ่งผมพูดเรื่องนี้กับคนเสื้อแดงเสมอๆ คือคุณไม่สามารถวัดผลเหล่านี้เป็นวันหรืออาทิตย์ได้ เพราะนี่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลาเป็นเดือนและปี เหตุผลที่เราใช้เวลานานมากในการรวบรวมและยื่นเอกสาร 200 หน้านี่แก่ ศาลโลก เป็นเพราะเราต้องการเก็บหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราก็ได้ทำแล้ว ดังนั้น เมื่อใดที่เรามีศาลที่เป็นธรรมและอิสระ เราก็คงจะได้เห็นความยุติธรรมบังเกิดขึ้น
สิ่งหนึ่งที่คนในประเทศนี้ต้องทำ คืออ่านเอกสารที่ผมใช้ยื่นฟ้องศาลโลก เพราะในนั้น คุณจะเห็นว่าเราได้จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านทหาร ซึ่งได้ชี้ชัดว่าการเสียชีวิตของทหาร โดยเฉพาะในวันที่ 10 เม.ย. เกิดจากทหารไทย ในประเทศนี้ เรามีเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่เราเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากทหาร เช่นเดียวกับการเผาห้างเซ็นทรัลเวิร์ลด์ ที่ ”พรรคทหาร” มักจะกล่าวโทษคนอื่น
ผมช็อคมากที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยยังไม่เริ่มการสอบสวน เพราะมันมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อได้ว่าเพลิงไหม้ที่เซ็นทรัลเวิร์ลด์นั้นเกิด จากทหาร เรามีพยานที่เห็นว่าทหารได้ไล่คนออกไปก่อนที่จะเกิดเหตุ เรามีพยาน ที่เขาเองเชื่อว่า เป็นนักวางเพลิงมืออาชีพที่เข้าไปในเซ็นทรัลเวิร์ลด์ แต่เราไม่เห็นวิดีโอเทปไหนๆ ที่อาจจะสามารถบันทึกสิ่งดังกล่าวไว้ได้ ฉะนั้น มันคงต้องมีการศึกษาต่อไป และผมก็ไม่เชื่อในการงดรับผิดไม่ว่าจะคนไหน ทั้งเสื้อแดง หรือทหารก็ตาม
ผมได้รับการว่าจ้างโดยคุณทักษิณ แต่หากคุณอ่านเอกสารที่เราเผยแพร่ไม่ว่าจะชิ้นไหน จะเห็นว่าเราพิจารณาเรื่องต่างๆ ในแบบที่เป็นกลางอย่างมากที่สุด ก่อนหน้านี้ผมคิดถึงการส่งต่องานของเราไปยังเอ็นจีโอและให้เอ็นจีอเป็นผู้ ยื่นเอกสารไปยังศาลโลกแทน แต่ผมก็มาเห็นว่าเอ็นจีโอแต่ละแห่งใช้ไม่ได้แค่ไหน รวมถึงเอ็นจีโอระหว่างประเทศด้วย อย่างแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเองก็ไร้กระดูกสันหลังต่อเรื่องม. 112 มาก
อย่างที่ผมพูด คือผมเลือกจะใช้อีกทางหนึ่งที่ดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอาญาระหว่าง ประเทศระดับโลกมาร่วม นั่นคือคนุปป์ จากกรุงเฮก และดัก คาสเซล นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชนจากมหาวิทยาลัยนอเทอร์ดาม ผมจะทำให้เอกสารเป็นกลางมากที่สุดโดยใช้ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ มากกว่าที่จะใช้เอ็นจีโอที่มักประนีประนอม อย่างไรก็ตามผมก็ต้องพูดว่ารายงานของฮิวแมนไรท์วอทช์นั้นดีกว่ารายงานที่ พิมพ์ออกมาโดยเอ็นจีโอระหว่างประเทศอื่นๆ ในส่วนของไทย ก็มีเอ็นจีโอที่ยอดเยี่ยมมากอยู่ เช่น ศปช. ซึ่งทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันได้ดีมาก
ประวิตร: แล้วคุณไม่ผิดหวังเลยหรือที่คนอย่าง พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา ซึ่งคนเสื้อแดงมองว่าเป็นฆาตกรแห่งกรุงเทพฯ ยังอยู่ในอำนาจเป็นผบ.ทบ. ภายใต้รัฐบาลยิ่งลักษณ์
โรเบิร์ต: ผมได้เขียนบทความเรื่อง “The Dual State” เราต่างรูกันดีว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์มิได้มีอำนาจควบคุมประเทศนี้ทั้งหมด เราต่างรู้ว่ากองทัพมีอำนาจต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น อย่าเสแสร้งกันเลยดีกว่า ดังนั้น ผมเข้าใจว่าหากรัฐบาลนี้จะทำในสิ่งที่จำเป็นแล้วล่ะก็ เขาจะถูกกองทัพไล่ออกไปโดยไม่ลังเล นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึงมีการไล่ล่ากันด้วยม. 112 มันไม่ใช่ผลประโยชน์ของรัฐบาลนี้เลย แต่เรามีกองทัพที่มีอำนาจเหลือล้น และผมเองก็อยากจะเห็นพลเอกประยุทธออกจากตำแหน่งด้วย
แน่นอน ผมเชื่อว่าการที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยังสามารถเดินอยู่ได้ในฐานะผู้นำพรรคการเมือง เป็นการท้าทายเหตุผลทางการเมืองและรัฐบาลที่มีความรับผิดชอบใดๆ พูดตรงๆ ผมว่ามันเป็นการประณามคุณค่าของตัวเขาเอง หากคุณเชื่อในประชาธิปไตย ไม่ว่าคุณจะคิดว่าตัวเองถูกหรือผิดอย่างไร และถูกกล่าวหาโดยประชาชนเป็นล้านว่าคุณเกี่ยวข้องกับการสังหารนั้น คุณไม่คิดจะดำเนินการสอบสวนเพื่อเคลียร์ชื่อเสียงของตัวเองหน่อยหรือ คุณควรจะลาออกและทำสิ่งที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย และมุ่งให้คนเข้าใจว่าคุณมีคำอธิบายอย่างไร ในประเทศนี้เราหาสิ่งนั้นไม่ได้เลย มันมีแต่การฉวยโอกาสทางการเมืองเท่านั้น
ประวิตร: แต่หากคุณถามผู้ที่สนับสนุนเขา เขาก็จะบอกว่าทักษิณก็ควรจะกลับประเทศเพื่อมาเผชิญคดีที่ถูกตัดสินแล้วเช่นเดียวกัน
โรเบิร์ต: ผมก็จะบอกว่า มันจะไม่มีองค์กรตุลาการอิสระไหนๆ ที่จะมองทักษิณว่าเป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน และไม่มีทางเลือกและสามารถได้รับการไต่สวนต่อหน้าตุลาการที่เป็นอิสระได้
ข้อกล่าวหาที่เรากำลังพูดถึงของทักษิณนี้ อย่างแย่ที่สุด มันก็จะเป็นคำผิดลหุโทษเท่านั้น คุณไม่สามารถเปรียบเทียบกับการเสียชีวิตของผู้บริสุทธิ์ 90 ศพ ผู้บาดเจ็บอีก 2,000 กว่าคนซึ่งเป็นการละเมิดทางเทคนิคของผลประโยชน์ที่ทับซ้อน ไม่รู้ว่าในประเทศนี้เขาถกเถียงเรื่องนี้กันยังไง มันน่าตลกสิ้นดี
แล้วผมก็ต้องบอกคุณอีกอย่างหนึ่ง การว่าความให้ทักษิณจากข้อตัดสินที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากเลย เพราะพวกเขาได้นำเอารัฐธรรมนูญที่ทำลายทักษิณมาใช้ และผู้พิพากษาที่จงใจจะทำลายทักษิณ มันช่างมากเกินไปแล้ว
ประวิตร: กลับมาที่เรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คุณเองก็ถูกตั้งข้อหานี้เนื่องมาจากรายงานสมุดปกขาวที่ได้ทำขึ้นมา แล้วทำไมคุณมานั่งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ อย่างไร้กังวลเช่นนี้ได้ล่ะ
โรเบิร์ต: ผมกำลังเผชิญข้อกล่าวหานี้ และการที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ฟ้องร้องผม ก็แสดงให้เห็นถึงการใช้กฎหมายนี้ในทางการเมือง ตัวผมเองเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดว่าเหตุใดกฎหมายนี้จำเป็นต้องมีการ แก้ไข เพราะผมไม่เคยพูดถึงเรื่องอะไรที่เป็นการจาบจ้วงสถาบันเลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ใช่ที่ของผม ไม่ใช่ธุระของผม และมันเป็นการแสดงความไม่เคารพต่อพระองค์ด้วย มันไม่เคยอยู่ในหัวผมเลยแม้แต่น้อย ในทางส่วนตัวแล้ว ผมเองได้เคยพบสมาชิกในราชวงศ์ในกรุงนิวยอร์กเมื่อราว 45 ปีที่แล้วด้วย ฉะนั้นผมไม่สนใจเรื่องนั้นหรอก
แน่นอนว่า การใช้กฎหมายม. 112 ของพรรคแห่งกองทัพนี้ เป็นไปอย่างฉวยโอกาสเพื่อมันปิดปากคนอื่น และผมจะไม่ยอมให้เขามาข่มขู่เพื่อจะปิดปากผมหรอก
ประวิตร: คุณไม่ผิดหวังหรือที่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะไม่แตะต้องกฎหมายหมิ่นพระบรมเด ชานุภาพ และจะไม่ทำอะไรเพื่อแก้ไขกฎหมายนี้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเลยด้วย
โรเบิร์ต: ในเรื่องนี้ รัฐบาลกลายเป็นตัวประกันของกองทัพ ใครที่มีความรู้ทางการเมืองจะรู้ว่า หากรัฐบาลแตะต้องเรื่องนี้ มันเป็นการข้ามเส้นยาแดง ฉะนั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยในประเทศนี้ ที่จะไม่โกรธเกรี้ยวกับพรรคการเมืองที่เป็นตัวประกันของกองทัพ
ประวิตร: ฉะนั้น คุณจะไม่เรียกร้อง หรือแม้แต่คำแนะนำบอกกล่าวยังรัฐบาลว่าให้พิจารณาจุดยืนต่อกฎหมายหมิ่นเลยหรือ
ผมอยากจะชี้ว่า ผมเองสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ผมต้องการให้มีการประกันตัว ผมได้ไปเยี่ยมนักโทษในคุก ไปเจอดา ตอร์ปิโดและคนอื่นๆ ผมสนับสนุนพวกเขาในการพิจารณาคดี ผมเองไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย ผมเพียงแค่เข้าใจสถานะของรัฐบาลเพราะความเป็นจริงที่ทหารมีอำนาจเหนือ แต่ผมสนับสนุนคนที่ถูกจับกุมคุมขังในสภาพที่เลวร้ายต่อสิ่งที่เป็นโทษทางการ เมือง
ประวิตร: ทำไมคุณจึงคิดว่าสหรัฐอเมริกาและรายงานสิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับเมืองไทยไม่ยอม รับว่ามีนักโทษมโนธรรมสำนึก ไม่ต้องพูดถึงนักโทษทางการเมือง ความจริงแล้ว มีนักโทษคดีหมิ่นแล้วอย่างน้อย 10 คนที่เราได้รู้จัก นอกจากนี้ก็ยังมีนักโทษเสื้อแดงที่ยังเป็นนักโทษทางการเมืองอีกด้วย คุณจะอธิบายเรื่องนี้ว่าอย่างไร
โรเบิร์ต: ผมจะไม่พยายามอธิบายรายงานสิทธิมนุษยชนของสหรัฐหรอก ผมเองไม่เห็นด้วยกับรายงานนั้นในหลายประเทศแล้ว การดำรงอยู่ของสหรัฐในประเทศไทยที่ผ่านมา จนกระทั่งเร็วๆนี้ ล้วนสนับสนุนกองทัพและต่อต้านประชาธิปไตยทั้งสิ้น
ผมคิดว่าประวัติศาสตร์ของนโยบายสหรัฐในประเทศนี้น่าละอายมาก ย้อนกลับไปตั้งแต่การใช้กองทัพไทยเป็นเครื่องมือต่อต้านคอมมิวนิสม์ในสมัย สงครามเย็น ผมคิดว่ามันเป็นเพียงเอกสารที่ต้องทำขึ้นมา ฉะนั้นคุณจะไม่เห็นผมสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในประเทศนี้หรอก
ประวิตร:ฉะนั้นคุณก็ค่อนข้างมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นรัฐบาล จะไม่แปรสภาพเป็นพรรครอยัลลิสต์โบราณ
โรเบิร์ต: ผมมั่นใจเต็มที่ พวกเขาจะไม่กลายสภาพ แต่ผมต้องบอกคุณว่า ผมทำงานให้กับคนเสื้อแดง แต่ไม่ได้ทำงานให้พรรคเพื่อไทย ผมไม่ยอมรับนโยบายทั้งหมดของพวกเขา เช่นเดียวกับที่ผมไม่ยอมรับนโยบายของพรรคการเมืองใดๆ ทั้งหมด นักการเมืองมักจะมีชื่อเสียงตามสิ่งที่ทำ และสิ่งที่ผมอยากจะทำ คือได้เห็นรัฐบาลนี้ทำงานในแบบที่พวกเขาจะทำให้เราภูมิใจ และนั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงรากฐานของระบบยุติธรรมในประเทศนี้
ผมเข้าใจถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังน้ำท่วม แต่มันจำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลง เราต้องประกันตัวคนที่ถูกตั้งข้อหาเหล่านั้น เราไม่สามารถยอมให้คนหนุ่มสาวติดคุก 30 ปีสำหรับโทษแรกของการวางเพลิง ได้ มันต้องมีการปรับโครงสร้างของตุลาการที่ต้องดำเนินการต่อไป การเปลี่ยนเรื่องเหล่านี้รอไม่ได้ เหตุผลที่ผมยังคงไปเยี่ยมเรือนจำ เป็นเพราะเราจำเป็นต้องลงทุนในการปรับปรุงสภาพของเรือนจำสำหรับนักโทษทุกคน ไม่ใช่เฉพาะแต่นักโทษการเมืองเท่านั้น
ประวิตร: มีคนไทยจำนวนมากที่เรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มที่ได้รับการศึกษา ไม่ได้เป็นเสื้อแดง และเชื่อว่าคนเสื้อแดงได้รับการศึกษาน้อย ยากจน และไม่สามารถตัดสินใจทางการเมืองได้ จึงไม่ควรมองว่ามีสิทธิเสียงเท่ากัน อย่างน้อยพวกเขาไม่ควรมีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง นี่เป็นความรู้สึกโดยทั่วไปในหมู่คนไทย คุณจะพูดกับพวกเขาว่าอย่างไร คุณคิดว่าพวกเขามีส่วนถูกหรือเปล่า เพราะชอบมีการโต้แย้งว่า คนเสื้อแดงมักเลือกนักการเมืองที่โกงกิน และเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ เราจึงแพ้การเลือกตั้งเสมอๆ
โรเบิร์ต: ผมคิดว่าคำพูดดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปตอบ สำหรับผมแล้ว ชนชั้นนำในประเทศนี้โกงกินยิ่งกว่า การที่เขาไม่สามารถมองปัญหาจากแง่มุมที่หลากหลายเป็นเรื่องที่น่าสมเพชมาก ผมรู้สบายใจมากกว่าที่จะไว้ใจบุคคลที่ทำมาหากินจากฝีมือตัวเอง และได้รับการศึกษาที่ไม่อยู่แต่ในกรอบ ต่างจากชนชั้นนำในประเทศนี้ที่มีจิตใจแคบ
ผมคิดว่าที่สำคัญคือ คุณไม่ควรจะเหมารวมทั้งหมด คุณไม่สามารถจะพูดถึงคนกลุ่มหนึ่งแล้วอธิบายลักษณะที่เหมือนๆ กันทั้งหมดได้ ตอนที่ผมมาที่นี่ครั้งก่อน นสพ. เดอะเนชั่นตีพิมพ์ภาพของผมกับควาย ซึ่งเป็นการเหยียดเชื้อชาติกันมาก และรอบหัวของผมก็มียุงมาตอมขี้ควาย ผมคิดว่ามันอยู่ในนสพ. เดอะ เนชั่นนะ
มันแทบจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และผมไม่คิดว่าคนไทยเข้าใจว่าสังคมไทยมีการเหยียดเชื้อชาติกันมากขนาดไหน สิ่งหนึ่งที่แตกต่างกันมากระหว่างประเทศนี้และประเทศอื่นๆ ที่ผมเคยทำงาน ก็คือความเปิดเผยของการเกลียดชังและเหยียดหยามทางเพศ
ประวิตร: กลับมาที่เสื้อแดงต่อ คุณคิดว่าขบวนการเสื้อแดงจะอยู่รอดไหมหากไม่มีทักษิณ หรือในทางกลับกัน ทักษิณจะอยู่ได้ไหมหากไม่มีเสื้อแดง
โรเบิร์ต: ผมจะพูดให้ชัด ผมคิดว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นการกลุ่มมวลชนของขบวนการในสังคมไทย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทักษิณมากน้อยต่างกันไป บางส่วนก็ไม่เกี่ยวเลย ทักษิณมีความสำเร็จที่ผู้นำน้อยคนนักในโลกจะมี ผมอ่านทุกอย่างที่เขียนเกี่ยวกับเขา ผมอ่านหนังสือของปวิน (ชัชวาลพงศ์พันธุ์) เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของทักษิณ ซึ่งผมคิดว่ามันดีที่เดียว คือวิพากษ์ทักษิณอย่างมาก แต่ผมก็คิดว่ามันเยี่ยมยอดทีเดียว
เพราะความคิดของทักษิณต่อนโยบายต่างประเทศ และเวทีที่เขาพยายามจะผลักดันประเทศไทยไปสู่เวทีนานาชาตินั้นมันฉลาดมากที เดียว ในฐานะที่ผมเป็นพลเมืองของประเทศแคนาดาและสหรัฐ หากประเทศสองแห่งนั้นมีผู้นำที่สามารถจะดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างที่ ทักษิณได้ทำ ทั้งสองประเทศนี้จะอยู่ในสถานะที่ต่างไปกว่าเดิมมาก ฉะนั้นผมคิดว่าเขาเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง ซึ่งน่าประทับใจมาก ผมคิดว่ามันมีความกระตือรือร้นไม่ว่าจะในประเทศไหนๆ ที่เขาเตรียมจะไปเป็นผู้เล่นทางการเมือง
คำถามที่หลายคนไม่ตั้งคำถามคือว่า เหตุใดบุคคลที่ประสบความสำเร็จต้องมาสนใจด้วย ทุกคนมักจะพูดว่าเขาเอาเงินไปลงที่นู่นที่นี่ แต่อีกด้านหนึ่งก็คือว่า หากว่าเขาทำ แล้วทำไมคนอื่นไม่ทำล่ะ อย่างที่สอง เหตุใดจึงมีคนที่อุทิศทรัพยากรจำนวนมากลงสู่ประเทศ หากเขาไม่รู้สึกรักและทำเพื่อประชาชนเขา ฉะนั้นผมมองความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณและผู้สนับสนุนเป็นความสัมพันธ์ที่ เป็นมิตรต่อกันมาก
เมื่อตอนที่ผมมาที่นี่ปี 2010 และได้เข้าไปยังพื้นที่ชุมนุมในตอน นั้นซึ่งเข้าไปยากมาก มีคนบอกผมว่าคนพวกนี้ถูกจ้างมาทั้งนั้น และอย่างแรกที่ผมสังเกตก็คือว่า พวกเขาไม่ใช่หนุ่มสาวเลย ซึ่งหนังสือพิมพ์โพสต์และที่อื่นๆ บอกว่าผู้ชุมนุมเป็นคนหนุ่มสาวเสเพล หากแต่เขาเป็นคนวัยสูงอายุจำนวนมาก ซึ่งบางส่วนสุขภาพก็ไม่แข็งแรงเลยด้วย
ผมก็ได้เข้าไปหาพวกเขา ถามว่าคุณมาที่นี่ทำไม ทักษิณจ่ายเงินคุณหรือเปล่า เพราะผมยังไม่รู้จักประเทศไทยดีมาก ผมมองคนหลายพันคนเหล่านั้น และคำตอบที่ได้ เขาบอกว่า “อย่างแรกเลย ไม่มีใครสามารถจ่ายเงินให้เขามาเผชิญหน้ากับทหารได้ และอย่างที่สอง ผมแทบจะไม่ใช่มนุษย์เลยก่อนหน้าที่ทักษิณจะมา” ชนชั้นนำไทยจำเป็นต้องถามตนเองว่า พวกเขาทำอะไรลงไปที่ทำให้ประชาชนในประเทศรู้สึกทอดทิ้งมาก จนพวกเขารู้สึกว่าไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องฆ่าตัวตายต่อหน้าทหาร เพื่อที่จะยืนยันสิทธิที่ตัวเอง
ประวิตร: คุณคงได้รู้จักทักษิณมาเป็นเวลาพอสมควรในฐานะนายจ้าง เขาเป็นคนอย่างไร บางคนก็บอกว่าเขาเป็นคนเล่ห์เหลี่ยม บางคนก็ว่าเขาเป็นคนขี้งก และบางคนก็ว่าเขามักใหญ่ใฝ่สูง
โรเบิร์ต: ผมขอแก้ไขหน่อย ผมเป็นทนายความอิสระ และทักษิณก็ไม่ใช่ลูกความที่รวยที่สุดของผมเลยด้วยซ้ำ ฉะนั้น ผมจึงไม่คิดว่าเขาเป็นนายจ้างของผมในแง่นั้น เขาเป็นลูกความของผม และโชคดีที่ผมมีลูกจ้างหลายคน เขาเป็นบุคคลที่เยี่ยมยอดมากทีเดียว
ผมยังไม่เคยเห็นนักการเมืองในประเทศไทยคนไหนที่จะมาเทียบกับเขาได้ในแง่ ความมุ่งมัน ความฉลาด และการที่เขาสามารถเข้าหาประชาชนที่ในที่ใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะที่ใดในโลก เขามีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดคนให้เข้าหา
พูดตรงๆ ก็คือ ผมนับถือเขามาก ผมคิดว่าเราทุกคนล้วนมีข้อผิดพลาด ผมจะไม่เรียกทักษิณว่าเป็นมหาตมะ คานธี เขาเป็นนักธุรกิจ แต่กับเขา คุณรู้ว่าคุณยืนอยู่ตรงไหน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่หาไม่ได้ง่ายนักในบุคคลทั่วไป
ประวิตร: คำถามสุดท้าย คุณคิดว่าในช่วงสลายการชุมนุมเดือนเม.ย.-พฤษภาปี 53 มัน มีความแปลกแยกอยู่บ้างหรือไม่ ในตอนนั้นมีรูปภาพของทักษิณที่เดินช้อปปิงอยู่ในร้านหลุยส์ วิคตอน น่าจะเป็นที่ไหนซักแห่งในปารีส ในขณะที่เสื้อแดงกำลังชุมนุมอยู่และเสียชีวิตไปแล้วด้วย
มันทำให้คุณรู้สึกไม่สบายใจบ้างหรือเปล่า ที่ในความเป็นจริง ขบวนการคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ประกอบด้วยคนยากจน คนที่ได้รับการศึกษาน้อยและชื่นชอบทักษิณ ผู้ซึ่งเป็นคนที่รวยที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย
โรเบิร์ต: ไม่เลยแม้แต่น้อย ทั้งรูปนั้น ความจริงที่ว่าเขาไม่ได้ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน และเขาทำในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ มันก็เป็นเงินของเขาที่อยากจะใช้จ่ายยังไงก็ได้ มันสะท้อนความเป็นจริงว่าเขาเป็นคนมั่งมี และเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ รูปนั้นคงจะเป็นประเด็นใหญ่ ถ้าเขาปฏิเสธว่าเขามีเงิน ผมคิดว่าเราจะต้องออกไปจาก “ความถูกต้องทางการเมือง” (political correctness) ที่ว่านี้
ผมเบื่อมากเวลาเอ็นจีโอและคนอื่นๆ ที่สวมหมวกสิทธิมนุษยชน และบ่อยครั้งก็ไม่ได้ช่วยอะไรคนอื่นมากไปกว่าการใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายและ นั่งเขียนบทความเกี่ยวกับความยากลำบากของประชาชน ผมนับถือคนอย่างทักษิณที่ทุ่มเททรัพยากรเพื่อที่จะปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ ของประชาชน
ประเทศไทยเป็นตัวอย่างทีดี ตั้งแต่สนามบินจนถึงรถไฟฟ้าและหลายๆ อย่างที่ทักษิณเกี่ยวข้อง ไปจนถึงนโยบายต่างประเทศเหล่านั้น สิ่งที่เขาทำมีผลกระทบต่อประชาชนหลายสิบล้านคน แต่นั่นไม่เคยถูกกล่าวถึงในประเทศนี้ ไม่มีอะไรจะเป็นการเมืองไปมากกว่าเวลาเห็นอภิสิทธิ์ที่แพ้การเลือกตั้งมาสาม สมัยถูกอ้างอิงถึงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์
เราจำเป็นต้องถามตัวเองว่า ในแง่ของความอิหลักอิเหลื่อนี้ เมื่อไหร่ประเทศไทยจะมีสื่อภาษาอังกฤษที่มีสำนึกที่ดี เมื่อไหร่ที่จะมีนักการเมืองที่เชื่อจริงๆ ว่าหน้าที่ของเขาคือเพื่อปกป้องประชาชน เมื่อไหร่ที่จะมีกองทัพที่เข้าใจว่าหน้าที่ของตนเอง และหยุดนำเอาสถาบันกษัตริย์และประชาชนมาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกัน และช่วงจัดวางในที่ที่พวกเขาเหมาะสม เหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องมาแก้ปัญหากัน

ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51