WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, February 7, 2012

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง:ความรักทำให้คนใจบอด

ที่มา Thai E-News

เรารักคุณแม้คุณจะไล่เรา-สังคม ข่าวชาวเสื้อแดง ประจำเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก นอกจากพลังของความเกลียดชังที่ส่งให้กับฝ่ายที่เห็นต่าง วันนี้คุณส่งควา่มรักให้กับคนที่มีทัศนะนโยบายทางการเมืองต่างกับคุณแล้ว หรือยัง?

โดย นักข่าวชาวรากหญ้า

คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงห่า่งกหายไปนาน กลับมารายงานความเคลื่อนไหวเช่นเคย หากท่านมีกิจกรรมงานใดๆแจ้งข่าวมาได้ที่ thaienews@googlegroups.com

เสาร์ 11 กุมภาพันธ์ เสวนา สถาบันกษัตริย์กับสังคมประชาธิปไตย หาทุนสนับสนุนแก้ไข 112
รับชมถ่ายทอดสดได้ทางเว็บไซต์ธรรมศาสตร์เพื่อประชาธิปไตย http://www.tudemoc.com/tudemoc/index.php


เสาร์ 11 กุมภาฯ ลูกชายผู้สืบปณิธานอดข้า่ว112ชั่วโมงร้องขอประกันพ่อสมยศ




นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข นักศึกษาปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ ซึ่งเป็นบุตรชายนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ซึ่งถูกจำคุกเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ตัดสินใจอดข้าว เพื่อประท้วงให้บิดาให้ได้รับสิทธิในการประกันตัว

ปณิธาน ยอมรับว่าวิธีการอดอาหารเพื่อประท้วงให้พ่อให้ได้รับสิทธิในการประกันตัว เป็นเวลา 112 ชั่วโมง บริเวณศาลอาญา รัชดา ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เวลา 16.00น. นั้น หลายฝ่ายมีความเป็นห่วง แต่โดยส่วนตัวแล้วได้ศึกษาวิธีการประท้วงในลักษณะนี้มาบ้างแล้ว แม้จะมีผลเสียต่อสุขภาพก็ตาม แต่ไม่ได้รุนแรงนัก และเป็นเรื่องที่วางแผนและคิดไว้ก่อนหน้านี้แล้ว แม้คุณพ่อจะไม่เห็นด้วย

ซึ่งการประกาศอดอาหารเพื่อแสดงให้เห็นว่า สิทธิการประกันตัวพ่อมีความสำคัญกว่าร่างกาย ถ้าพ่อไม่ได้รับการประกันตัว ก็จะเคลื่อนไหวต่อไป โดยตามกระบวนการแล้วทุกคนต้องได้รับการพิสูจน์ก่อน และยังถือว่าไม่ได้กระทำความผิดจนกว่าศาลจะพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้นพ่อควรได้รับการประกันตัว


12 กุมภาวาเลนไทน์สีแดงที่อเมริกา

ขอเชิญร่วมงาน หรรษา วัน วาเลนไทม์ ณ ร้าน Super Bowl Thai 1105 N.Mountain Ave. Ontario,Ca.
91762 (909) 395-0480

งานนี้ สำหรับคนที่รักในระบอบประชาธิปไตย และ คนที่มีหัวใจสีแดง และเสื้อแดง ไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้สนุกสนานจากการร่วมร้อง คาราโอเกะ จาก แป๋ง คาราโอเกะแล้ว ยังจะได้ร่วมให้กำลังใจ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ของหลาย ๆ กลุ่ม หลาย ๆ รูปแบบ

ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม นิติราษฎร์ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่นำโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และให้กำลังใจ จตุพร พรหมพันธุ์
และยังจะได้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง ที่อำเภอ กมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ในเดือน มีนาคม 2555 นี้ อีกด้วย

อย่าลืม เจอกันให้ได้ สนุกด้วยกัน บริจาคด้วยกัน อาหารเครื่องดื่ม ฟรี ( พี่น้องที่มีใจอยากร่วมจอย อาหาร และเครื่องดื่ม กับเรา จัดเต็ม ๆ ไม่ต้องยั้ง) พบกัน วัน อาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

งานเริ่ม เวลา 4.00pm. ถึง 12.00 pm.ตามเวลาแอลเอ ติดต่อ สอบถามรายละเอียดเพื่มเติมได้ที่ คุณ นิดหน่อย (619) 549-2515 คุณ ชูชาติ (619) 717-7402 คุณติ๊ก 760-217-1554 คุณเบญ 310-706-7023 คุณสนั่น 323-286-8722 คุณเอิน 714-585-5050



18 กุมภาฯครก.112สัญจรราชบุรี วิพากษ์ ...ข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์

กลุ่ม คนเสื้อแดงราชบุรี คนเสื้อแดงบ้านโป่ง และเครือข่ายคนเสื้อแดงตะวันตก ร่วมกับ ครก.112ขอเรียนเชิญ ประชาชนผู้สนใจทุกท่าน ร่วมเสวนาในหัวข้อ "วิพากษ์ ...ข้อเสนอของ คณะนิติราษฏร์"

เพื่อเป็นการ ศึกษา ถึง ข้อเท็จจริง เหตุผล ความจำเป็น ผลดี ผลเสีย และตอบคำถามข้อโต้แย้ง เรื่องข้อเสนอของคณะนิติราษฏร์ ต่อกรณี การแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 และ ข้อเสนอเรื่องการลบล้างผลพวงรัฐประหาร บนพื้นฐานของวิชาการและปัญญาร่วมกัน

วิทยากรผู้ร่วมเสวนาได้แก่

ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ
ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
ดร.พวงทอง ภวัคพันธุ์
วาด รวี และวัฒน์ วรรลยางกูร

วัน เสาร์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ เวลา 13.00น ถึง 17.00น.สถานที่ ห้องประชุม โรงแรมนำไทย ถนน แสงชูโต อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
รายละเอียดสอบถาม 081-890-7921 และ 084-342-3386

25 กุมภาพันธ์ นปช.คอนเสิร์ตโบนันซ่า เขาใหญ่

นปช.จะจัดงานระดมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ที่สุดในวันที่ 25 ก.พ. ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งเลื่อนจากเดิมที่จัดวันที่ 19 ก.พ. โดยตั้งเป้าจะระดม นปช.ให้ได้มากกว่าทุกครั้ง

แต่ก่อนจะถึงวันงานแกนนำทั้งหมดจะมาประชุมกำหนดยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ซึ่งข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยคือ เสนอแก้เพียงมาตรา 291 ให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งนี้แกนนำคนเสื้อแดง และคนที่มีตำแหน่งในรัฐบาลจะเดินสายพบปะประชาชนทั้งประเทศทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการติดตามการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจาก การชุมนุมของรัฐบาล

“เราจะเดินทัพกันเหมือนเดิม เพื่อสร้างความเข้าใจ ทำให้คนเสื้อแดงแข็งแกร่งตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อเสื้อแดงแข็งแรง ประชาธิปไตยก็จะแข็งแรง สำหรับเรื่องข้อเสนอของนิติราษฎร์นั้น ก็ถือเป็นเรื่องของเขาไม่เกี่ยวกับเรา แต่ถ้าเห็นว่าสิ่งใดทำแล้วไม่ผิดกฎหมายก็ทำได้ ขอบอกทหารว่าอย่าเอาเรื่องนี้ผูกโยงมาเป็นเหตุในการเปลี่ยนแปลงระบอบ ประชาธิปไตย หรือคว่ำรัฐบาล สำหรับผมวันนี้ไม่มีตำแหน่ง ก็ไม่มีปัญหา เพราะผ่านอะไรมามากมาย ติดคุกก็ติดมาแล้ว ถ้าสุดท้ายต้องหลุดจาก ส.ส. ก็กลับไปเป็นประชาชนธรรมดา” นายจตุพรกล่าว

โพลล์ไทยอีนิวส์: หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด?

ที่มา Thai E-News


ไทย อีนิืวส์ได้จัดทำแบบสำรวจผู้อ่านในหัวข้อเรื่อง หากมีเลือกตั้งพรุ่งนี้คุณจะเลือกพรรคใด? มีผู้ตอบแบบสำรวจ4,066ราย ผลสำรวจพบว่ามากกว่า 63.4% ตอบว่าจะเลือกพรรคที่สนับสนุนข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์ และจะเลือกพรรคเพื่อไทยเพียง 29.5% ซึ่งนับว่าเป็นสถิติต่ำที่สุดเท่าที่เราเคยสำรวจมา

อย่างไรก็ตามผู้ตอบแบบสำรวจจำนวนหนึ่งที่เคยเลือกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า หากพรรคเพื่อไทยหันกลับมาสนับสนุนข้อเสนอของนิติราษฎร์ ก็ยังยินดีจะเลือกผู้สมัครพรรคเพื่อไทยตามเดิม
.....
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ฯพณฯณัฐวุฒิ-ส.ส.จตุพรฟันธงโชะไม่แก้112 เสื้อแดงขอนแก่นก่อหวอดคราวหน้าอย่าเลือกเพื่อไทย

อย่าปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ที่มา Voice TV

ประทีป คงสิบ

News Editor

Bio

ผู้อำนวยการฝ่ายเนื้อหาและรายการ VoiceTV

แม้จะไม่ใช่คนรุ่นราวคราวเดียวกับกลุ่มเดือนตุลา(คือ ผมเด็กกว่าหลายปีมากนะครับ) แต่เฉพาะช่วงเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ผมก็ยังพอจำความ / จำบรรยากาศ และอารมณ์ความรู้สึก ของคนไทยและสังคมไทยสมัยนั้นได้อยู่เลาๆ

จำได้ว่าผู้หลักผู้ใหญ่แถวบ้าน(เพชรบูรณ์)หลายๆคน พากันไปเข้าค่ายอบรมลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งเป็นเรื่อง “อินเทรนด์”สุดๆในยุคนั้น และเพลงที่ฮ็อตสุดๆ ที่จำได้แม่น คือ เพลง “หนักแผ่นดิน” ผมจำเนื้อไม่ได้ทั้งหมด แต่จากความทรงจำที่ฝังอยู่ รู้ว่ามีท่อนฮุคที่ทรงพลัง(สำหรับยุคนั้น) ว่า “คนเช่นนี้ เป็นคนหนักแผ่นดิน” ถ้าใครอยากฟังเนื้อแบบเต็มๆ พร้อมกับบทเพลงในแนวเดียวกันนี้ ซึ่งมีอีกหลายเพลง ร้องโดยนักร้องที่ชื่อ “สันติ ลุนเผ่”ลองเสิร์ชจากเน็ตดูเอาครับ

ช่วงนั้นทั้งผู้ใหญ่และเด็ก ร้องเพลงพวกนี้กันอย่างแพร่หลาย เพราะทั้งทีวีและวิทยุเปิดกรอกหูแทบจะตลอดวัน ประสาเด็กๆอย่างผม ยังไม่รู้ความหมายอะไรที่ลึกซึ้งหรอกครับ รู้แต่ว่าผู้ใหญ่บอกว่าไอ้พวกคนหนักแผ่นดินเนี่ยะ มันเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วไอ้คอมมิวนิสต์มันเป็นยังไง เราก็ไม่เข้าใจอีก แต่จำได้ว่าช่วงนั้น มีข่าวร่ำลือกันมากว่าพวกคอมมิวนิสต์เวียดนาม จะเข้ามายึดครองประเทศไทย

ที่ตลกร้ายไปกว่านั้น คือ ลือกันถึงขนาดว่า คอมมิวนิสต์เวียดนาม ฉีดสารบางอย่างเข้าไปในผลไม้ เช่น แตงโม / มันแกวซึ่งถ้าใครกินเข้าไปจะส่งผลให้จู๋หด(เพื่อทำให้ชายไทยสูญพันธ์) ข่าวลือนี้ทำเอาทั้งผู้ชายทั้งผู้ใหญ่และเด็กปั่นป่วนเลยนะครับ

บรรยากาศที่ปกคลุมด้วยความหวาดกลัวภัยจากคอมมิวนิสต์คล้อยมาได้ระยะหนึ่ง ก็ถึงวันไฮไลท์ของปี ๒๕๑๙ คือ วันที่ ๖ ตุลาคม ผมซึ่งตอนนั้นยังเด็กมาก นอนดูทีวีกับพ่อและแม่ เห็นภาพข่าวกลุ่มคนจำนวนมาก ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่ของทางการ(ตำรวจ/ทหาร) และประชาชนทั่วไป(บางคนผูกผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน) ล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และพยายามบุกเข้าไปทำร้ายและจับกุม นักศึกษาที่ชุมนุมกันอยู่ข้างใน เพราะพวกเขาถูกรัฐกล่าวหาว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ เป็น “คนหนักแผ่นดิน”

(ภาพ /AFP -1976 THAILANDE - MANIFESTATION - ARRESTATION)

ภาพจำสุดท้ายในทีวี คือ ภาพที่นักศึกษาทั้งชาย/หญิงจำนวนมาก ถูกบังคับให้ถอดเสื้อ(ผู้หญิงเหลือแต่ยกทรง) นอนคว่ำหน้าบนพื้นสนามฟุตบอลมธ. โดยมีทหาร/ตำรวจ ถืออาวุธควบคุม ผมเห็นบางคนเดินย่ำไปบนตัวนักศึกษาเหล่านั้นด้วย

นั่นคือ ภาพที่ผมสมัยเด็กๆพอจำได้เลาๆ ต่อเมื่อผมโตขึ้น ได้อ่านและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในอดีต ทั้งจากตำราเรียนของรัฐ และนอกตำราเรียน ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์เหตุการณ์เดือนตุลาคม ๒๕๑๙ และถอยไปถึงเหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และรวมถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยในยุคต่างๆได้ดียิ่งขึ้น

วันนี้เมื่อเห็นภาพความเคลื่อนไหว และปฏิกิริยาของหลายๆกลุ่ม ในสังคมไทยช่วงนี้ ที่มีต่อข้อเสนอและการเคลื่อนไหวของ “คณะนิติราษฎร์” โดยเฉพาะประเด็น การรณรงค์ขับเคลื่อนให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ผมกลัวเหลือเกินว่า กงล้อประวัติศาสตร์เหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเหตุขัดแย้งอุดมการณ์ทางการเมือง ที่ทำให้คนไทยฆ่ากันเองแบบป่าเถื่อนและโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การ เมืองไทยสมัยใหม่ กำลังจะหวนกลับมา

(ภาพ /Thailand Massacre -1976 โดย Neil Ulevich)

เพราะกระบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านคณะนิติราษฎร์ที่ดูจะลุกลามและรุนแรงขึ้น เรื่อยๆ มีวิธีการและองค์ประกอบไม่แตกต่างจากกระบวนการทำลายล้างพลังนิสิตนักศึกษา ช่วงปี ๒๕๑๙

ปี ๒๕๑๙ มีนสพ.ดาวสยาม เป็นหัวหอกด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ที่คอยจุดกระแสบิดเบือน / โจมตีพลังนักศึกษา ยุคนี้มีนสพ.เอเอสทีวี และ ไทยโพสต์ ทำหน้าที่สืบทอดอุดมการณ์ กล่าวหา / บิดเบือน / โจมตีคณะนิติราษฎร์และผู้สนับสนุน

ปี ๒๕๑๙ มีวิทยุยานเกราะ(ในเชิงเทคโนโลยีการสื่อสารยุคนั้น วิทยุถือเป็นสื่อที่เข้าถึงประชาชนมากกว่าทีวี) และผู้ดำเนินรายการขวาตกขอบอย่างพ.อ.อุทาร สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ยุคนี้มีเอเอสทีวี นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล และเครือข่าย รวมทั้งยังมี ที-นิวส์ ของสนธิญาน ชื่นฤทัยในธรรม(หนูแก้ว)

ปี ๒๕๑๙ มีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น กระทิงแดง / นวพล / และลูกเสือชาวบ้าน ยุคนี้แม้กลุ่มพันธมิตรฯ(ดั้งเดิม)จะลดบทบาทและพลังลงไปแล้ว แต่กลับไปแปลงร่างเป็นกลุ่มใหม่ๆ เช่น กลุ่มเสื้อหลากสี / กลุ่มแนวร่วมคนไทยหัวใจรักชาติ(เพิ่งสร้างผลงานเผาหุ่น อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ แกนนำคณะนิติราษฎร์ เมื่อไม่กี่วันมานี้) / ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ ๒๘ มกราคมที่ผ่านมา เปิดตัวอีกกลุ่ม ชื่อ กลุ่มต้านนิติราษฎร์ อ้างเป็นตัวแทนกลุ่มคนรุ่นใหม่ นำโดยจิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี รองโฆษกปชป.










(วิดิโอ /Voice News รณรงค์ค้าน แก้มาตรา 112)

ปี ๒๕๑๙ มีพระภิกษุที่มีชื่อเสียง ออกมาพูดว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ยุคนี้ เมื่อช่วงเสื้อแดงชุมนุมเมษา-พฤษภา ๕๓ ก็เคยมีผู้นำข้อความของพระภิกษุชื่อดังรูปหนึ่ง ที่เคยทวิตไว้ว่า “ฆ่าเวลาบาปไม่น้อยกว่าฆ่าคน” มาทวิตซ้ำ นี่ผมยังหวั่นๆว่า หากสถานการณ์สุกงอมได้ที่ จะมีใครหยิบข้อความนี้มาทวิตซ้ำอีกหรือไม่

ผมอ่าน / ฟัง ข้อเสนอและความเห็นของกลุ่มที่ต่อต้านคณะนิติราษฎร์แล้ว สงสัยจริงๆว่า พวกเขาไม่ได้อ่าน หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือตั้งใจที่จะไม่เข้าใจ ในข้อเสนอและแนวคิดของคณะนิติราษฎร์กันแน่ ผมไม่เข้าใจว่า ข้อเสนอแก้กฎหมายม.๑๑๒(ย้ำ !แก้นะครับไม่ใช่ยกเลิก) มันจะกลายเป็นการ “ล้มเจ้า” ไปได้อย่างไร

ถ้าเชื่อว่าจะเป็นอย่างนั้นกันจริงๆ ช่วยเสนอเหตุผลประกอบหน่อยจะดีมั๊ยครับ แทนที่จะหนักไปทางกล่าวหา /ให้ร้ายป้ายสี

ในฐานะสื่อฯ วอยซ์ทีวียินดีเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายนิติราษฎร์และผู้สนับสนุน กับฝ่ายต่อต้าน มาถกเถียงกันด้วยเหตุและผล(อาจจะเจืออารมณ์บ้าง ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะของแต่ละคน) เพื่อหาข้อสรุปที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับ ซึ่งก่อนหน้านี้เราทำมาแล้วเป็นระยะ และจะเดินหน้าทำต่อไป ยิ่งประเด็นนี้ส่อแววนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคมมากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องเอาจริงเอาจังกับการถกเถียงด้วยปัญญาเพื่อหาทางออก

แต่เรารู้ดีว่า ด้วยสถานะของสื่อดาวเทียม และสื่ออินเตอร์เน็ต แม้ปัจจุบันจะเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีประชาชนที่เข้าถึงแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ด้วยระดับของปัญหาความขัดแย้งที่ฝังรากลึก และด้วยประเด็นที่มีผลสะเทือนอย่างยิ่งต่อโครงสร้างสังคมไทยในปัจจุบันและ อนาคต

จะดีและมีประโยชน์อย่างยิ่ง หากสื่อทีวีกระแสหลัก โดยเฉพาะรายการที่เรตติ้งสูงๆ เช่น เจาะข่าวเด่น ของคุณสรยุทธ์ สุทัศนะจินดา/ รายการข่าว ๓ มิติ ของคุณกิตติ สิงหาปัด จะเปิดพื้นที่นำเสนอประเด็นเหล่านี้ แบบเจาะลึกและเกาะติดบ้าง(ต้องขอบคุณไทยพีบีเอส ที่อย่างน้อยยังยอมให้คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เล่นประเด็นนี้ในรายการตอบโจทย์)

ไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพื่อช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ ก่อนที่กงล้อประวัติศาสตร์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ จะกลับมาบดขยี้สังคมไทยอีกครั้ง ทั้งๆที่เราเพิ่งผ่านเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่กลางเมืองเมษา-พฤษภา ๕๓ มาไม่นาน !

ปฏิรูประบอบ?

ที่มา Voice TV

ใบตองแห้ง

VoiceTV Member

Bio

คอลัมนิสต์อิสระ


“แนวคิดของคณะนิติราษฎร์ ต้องการสืบทอดเจตนารมย์ของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้นำคณะราษฎร พ.ศ.2475โดยไม่พิจารณาในจารีต ประเพณี และวิถีของสังคมไทย”

“ข้อเสนอนี้ต้องการเปลี่ยนระบบปกครอง มีแนวคิดคล้ายกับแนวคิดของคณะราษฎร ที่ได้ทำการปฏิวัติ เมื่อพ.ศ.2475ซึ่งกระบวนการของคณะนิติราษฎร์นี้เหมือนจะต่อยอดจากการกระทำ เมื่อ พ.ศ.2475”

นั่นคือคำกล่าวของศาสตรา โตอ่อน และคมสัน โพธิ์คง แห่งกลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ ซึ่งผมหัวเราะคิกคักว่า จะด่าหรือจะชมนิติราษฎร์กันแน่ ที่ยกย่องให้เป็นผู้สืบทอดเจตนารมณ์ อ.ปรีดี

ว่าแล้ว ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ อ.ปรีดี ก็โดนคณะกรรมการมหาวิทยาลัยมีคำสั่งห้ามจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 ในธรรมศาสตร์ ตลกร้ายไหมครับ การสืบทอดเจตนารมณ์ อ.ปรีดี ยุคนี้สมัยนี้กลับกลายเป็นความผิดร้ายแรงไปได้

คำถามที่ควรถามฝ่ายต่อต้านนิติราษฎร์ ที่กำลังคลั่งอยู่ขณะนี้คือ ข้อเสนอของนิติราษฎร์ ทั้งเรื่องแก้ไข 112 และปฏิรูปสถาบัน (ซึ่งยังไม่ได้อธิบายรายละเอียดด้วยซ้ำ) อยู่ในกรอบของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” หรือไม่ นิติราษฎร์เสนอระบอบประธานาธิบดี อย่างนั้นหรือ

การเสนอว่า พระมหากษัตริย์ควรสาบานตนก่อนรับตำแหน่งว่าจะพิทักษ์และปฏิบัติตามรัฐ ธรรมนูญ แม้มองในทางการเมืองอาจเป็นจุดทำให้นิติราษฎร์ถูกโจมตี แต่ในทางวิชาการต้องถามว่านี่เป็นข้อเสนอที่ผิดเพี้ยน ไม่เคยมีในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือเปล่า ก็เปล่า เพราะหลายๆ ประเทศในยุโรปเขาก็ทำกัน

อ.ปิยบุตร แสงกนกกุล ไปพูดที่จุฬาฯ ถูกเอาไปพาดหัวข่าวว่า “ห้ามกษัตริย์มีพระราชดำรัส” ถามว่าหลักการ “ห้ามกษัตริย์มีพระราชดำรัส” นี่มาจากระบอบประธานาธิบดีหรือ คนที่ออกมาด่าทอประณาม ถ้าเป็นชาวบ้านตาสีตาสาก็พอทำเนา แต่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีความรู้ มีการศึกษา จำนวนมากเคยไปเล่าเรียนเมืองนอก (หรือมีสตางค์ส่งลูกไปเรียนนอก) ซึ่งน่าจะรู้ดีว่า ประเทศอื่นๆ ที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะในยุโรป เขา “ห้ามกษัตริย์มีพระราชดำรัส” ทั้งนั้น โดยเฉพาะอังกฤษ แม้แต่พระราชดำรัสเปิดประชุมสภา ก็เป็นรัฐบาลร่างให้ ถือเป็นการแถลงนโยบายของรัฐบาลผ่านพระโอษฐ์พระราชินี

เฮ้ย ทำไมมันรู้น้อยกันจัง จบวารสารมาได้ไง (วะ)

หลักการต่างๆ ที่นิติราษฎร์พูดมา จึงพูดจากหลักการของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่ใช้กันอยู่ในอังกฤษ ในยุโรป

คำถามที่ต้องถามพวกต่อต้านคือ การอยากเป็นแบบอังกฤษมันผิดด้วยหรือ ก็ไหนร่ำเรียนสั่งสอนกันมาว่าอังกฤษเป็นแม่แบบของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไหงคนเสนอให้ยึดหลักอังกฤษกลับถูกหาว่า “ล้มเจ้า”

“สถาบันกษัตริย์จำเป็นต้องปรับตัวให้อยู่ได้กับประชาธิปไตย โดยแยกการใช้อำนาจจากรัฐให้เป็นเพียงหน่วยทางการเมืองหน่วยหนึ่ง ซึ่งทำให้กษัตริย์ไม่สามารถใช้อำนาจใด ๆ ผ่านรัฐได้อีกต่อไป โดยในทางรูปธรรมนั้นหมายถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์สามารถทำอะไรเองได้ เนื่องจากผู้ที่รับผิดชอบคือผู้สนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการไม่อนุญาตให้กษัตริย์แสดงพระราชดำรัสสดต่อสาธารณะ และต้องสาบานต่อรัฐสภาในฐานะประมุขว่าจะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ เป็นต้น”

นี่คือคำพูดของปิยบุตรที่จุฬาฯ

“ในอังกฤษนั้นมีหลักที่ถือกันเป็นหลักทั่วไปจนกระทั่งมีอิทธิพลถึง เมืองไทยด้วยก็คือหลักที่ว่า เมื่อพระมหากษัตริย์อังกฤษทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจารีตประเพณีก็จะไม่ทรงมี พระราชดำริทางการเมือง แต่จะทรงทำตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากสภาที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน โดยกระบวนการที่เรียกว่าการลงนามสนองพระบรมราชโองการ (Counterseign) เมื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นคนทูลเกล้าถวายคำแนะนำก็จะต้องรับผิดชอบ ทั้งทางกฎหมายและการเมืองแทนองค์สมเด็จพระราชินีนาถ จึงมีหลักว่า สมเด็จพระราชินีนาถอังกฤษไม่ทรงกระทำผิดหรือหลัก The Queen Can Do No Wrong ก็เพราะว่าถ้ามี Wrong เกิดขึ้นหรือความผิดเกิดขึ้นคนที่ต้องรับผิดชอบก็คือนายกรัฐมนตรีคนทูลเกล้า ถวายคำแนะนำนั่นแหละ จะปัดไปให้สมเด็จพระราชินีนาถไม่ได้

เพราะฉะนั้นในอังกฤษถือหลักนี้เคร่งครัดมาก พระมหากษัตริย์อังกฤษหรือสมเด็จพระราชินีนาถจะทรงมีพระราชอำนาจที่ไม่ต้องทำ ตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีอยู่น้อยมาก แม้กระทั่งพระราชดำรัสของพระมหากษัตริย์หรือพระราชินีนาถอังกฤษยังต้องให้ นายกรัฐมนตรีเห็นชอบก่อนจะมีพระราชดำรัส”

นี่ก๊อปมาจากคอลัมน์ มุมมองสองวัย โดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กับอิสริยาภรณ์ อุวรรณโณ ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2555 ชื่อเรื่อง “ผลพระคุณ ธ รักษา : ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของอังกฤษ”

หลักเดียวกันครับ แต่ทำไมพอนิติราษฎร์เอามาเสนอ จะเป็นจะตายเสียให้ได้

บวรศักดิ์ยังบอกด้วยว่าที่พระราชินีอังกฤษแถลงนโยบายต่อสภา ตามที่รัฐบาลร่างให้นั้น เมืองไทยก็เคยใช้

“เรียกว่า Speech From The Throne หรือพระราชดำรัสจากราชบัลลังก์ เมืองไทยก็เคยทำแบบนี้อยู่ระหว่างปี 2493-2500 โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงแถลงนโยบายแบบนี้ในสภา เหมือนของอังกฤษแล้วมายกเลิกเอาตอน พ.ศ. 2500 เพราะฉะนั้นถ้าท่านไปค้นพระราชดำรัสในพิธีเปิดสมัยประชุมสภาของประเทศไทย ก่อนปี 2500 จะพบว่านโยบายของรัฐบาลไทยนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแถลงแทนรัฐบาลบนพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ในพระที่นั่งอนันตสมาคม ทำนองเดียวกับสมเด็จพระราชินีนาถอังกฤษทรงแถลงนโยบายรัฐบาลอังกฤษในที่ ประชุมของสภาขุนนาง”

ในหลวงทรงมีพระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2502 วันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2503 มีความตอนหนึ่งซึ่งไม่ทราบว่าพวกสลิ่มเคยอ่านกันบ้างหรือเปล่า

"...ขอยกตัวอย่างประเพณีที่ดีและไม่ดี ตามประเพณีการปกครองประเทศ โอวาทของพระมหากษัตริย์หรือพระราชดำรัสต้องเขียนเพื่อให้รัฐมนตรีรับสนอง แต่เดี๋ยวนี้ก็กำลังพูดไม่ใช่อ่าน เพราะว่าได้ทำตามประเพณีอันหนึ่งของคนไทยไม่สู้ดี คือ ทำเกินประเพณีฝรั่ง โอวาทนี้เพิ่งเตรียมเมื่อบ่าย 2 โมงนี้เท่านั้นเอง ควรจะเตรียมมานานแล้ว แต่เห็นว่าไม่จำเป็น อาจจะไม่รู้เรื่องเท่าไรนัก นี่ตัวอย่างประเพณีที่ไม่ดีที่เราไม่ควรจะทำตาม..."

ประชาธิปไตยกับวัฒนธรรม

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่นิติราษฎร์เอามาพูด ไม่ได้พูดนอกระบอบ ไม่ได้มาจากนอกโลก แค่มาจากนอกกะโหลกสติปัญญาคนไทย (และสื่อไทย) ที่ไม่เคยรับรู้เรื่องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างแท้จริง

คำถามที่ควรถามนักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ นักกฎหมาย คือถ้าพวกคุณต่อต้านระบอบอังกฤษ ก็แปลว่าระบอบที่เราใช้อยู่ ไม่ใช่แบบอังกฤษ จริงไหม (กำปั้นทุบดิน) ถ้าอย่างนั้น ระบอบของเราเป็นระบอบอะไร (ระบอบไทยๆ) และถึงที่สุดแล้ว นี่เราอยู่ใน “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จริงหรือเปล่า

หรือเป็นแค่ภาพลวงตา

บวรศักดิ์เขียนบทความเรื่อง “ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : เอกลักษณ์ประชาธิปไตยไทยในกระแสประชาธิปไตยโลก” แค่หัวเรื่องก็ชัดเจนแล้วว่า เราเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ใช้ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ภายใต้การตีความแบบไทยๆ

บวรศักดิ์อ้างว่า พระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญมีสถานะต่างกัน 3 กลุ่มคือ

“กลุ่มแรก เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีประวัติศาสตร์ยืนยาวมาตั้งแต่ครั้งราชาธิปไตย ในสมัยโบราณ และเมื่อเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตย ก็ยังคงลักษณะเด่นอยู่คือคงความลึกลับและสูงส่ง มีนิติราชประเพณีเคร่งครัด อาทิ อังกฤษ ญี่ปุ่น ซึ่งพระมหากษัตริย์ไม่สู้จะมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับประชาชนมากนัก

กลุ่มที่สอง เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานเช่นกัน แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นประชาธิปไตยก็มีความเปลี่ยนแปลงคือ ทรงปฏิบัติพระองค์เยี่ยงคนธรรมดา เสด็จไปห้างสรรพสินค้าโดยทรงขับรถพระที่นั่งเอง หรือทรงจักรยานไป ความเคร่งครัดของนิติราชประเพณีก็ไม่เท่ากลุ่มแรก สถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ คือกษัตริย์สแกนดิเนเวีย เช่นสมเด็จพระราชินีนาถแห่งเดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ พระมหากษัตริย์สวีเดนและนอร์เวย์ แต่ความสัมพันธ์กับประชาชนก็ไม่เด่นชัด

กลุ่มที่สาม อยู่กึ่งกลางระหว่างกลุ่มที่๑ และกลุ่มที่ ๒ เป็นสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาตั้งแต่ครั้งราชา ธิปไตย มีสถานะสูงส่งทั้งทางศาสนา และสังคม มีนิติราชประเพณีที่มีมายาวนาน แต่ก็มีความใกล้ชิดกับประชาชน และเป็นที่เคารพรักของประชาชนอย่างยิ่ง เพราะพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงประกอบเพื่อประชาชน กลุ่มที่สามนี้มีตัวอย่างเห็นชัดคือ พระมหากษัตริย์ไทย”

ฟังเผินๆ ก็เหมือนถูกต้องนะคร้าบ แต่ผมนึกไปนึกมา ก็ยังหาประเทศอื่นในกลุ่มที่สามไม่ออก นึกได้แต่ประเทศไทยประเทศเดียว ฉะนั้น จะเรียกเป็นกลุ่มก็ไม่น่าถูก พูดให้ถูกน่าจะเรียกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่ไม่เหมือนใครเขา

แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะไปสรุปเอาง่ายๆ ว่ากษัตริย์ประเทศอื่นๆ ไม่มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับประชาชน กษัตริย์สแกนดิเนเวียเป็นอย่างนั้น ก็เพราะหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว ประชาธิปไตยของเขาเข้มแข็ง ทัศนะเรื่องความเสมอภาค เสรีภาพ แพร่หลายกว้างขวาง กษัตริย์ก็ต้องปฏิบัติพระองค์ให้สอดคล้องกับสังคม การขี่จักรยานหรือขับรถเอง กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ได้รับความนิยมจากประชาชน แสดงความสัมพันธ์กับประชาชน แทน “นิติราชประเพณี” อันสูงส่งแต่ดั้งเดิม

ราชวงศ์อังกฤษก็ยังต้องทำอย่างนี้ เช่น ควีนอลิซาเบธทรงตีตั๋วรถไฟจากลอนดอนไปฉลองคริสต์มาสที่ตำหนักซานดริงแฮม ประหยัดงบเหมารถไฟ 3 ล้านปอนด์ เป็นข่าวฮือฮาเรียกเสียงชื่นชมจากพสกนิกร

ขณะเดียวกัน ที่บวรศักดิ์สรุปภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ก็สรุปมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ซึ่งทรงเป็นที่เคารพรักของประชาชน มีความใกล้ชิด และมีพระราชกรณียกิจนานัปการที่ทรงประกอบเพื่อประชาชน ตลอด 55 ปี

ย้ำว่า 55 ปีนะครับ เพราะก่อน พ.ศ.2500 ที่เผด็จการสฤษดิ์ขึ้นครองอำนาจ บวรศักดิ์ก็บอกเองว่า ในหลวงยังทรงแถลงนโยบายแทนรัฐบาลอยู่เลย ระบอบการปกครองในขณะนั้นจำกัดบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่ยังไม่พูดถึงช่วงปี 2475-2490 ที่เกือบจะเป็น “ระบอบอังกฤษ” อย่างแท้จริง

กระทั่งสฤษดิ์ทำรัฐประหาร ได้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม จึงหันมาพึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ สนับสนุนให้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เสด็จออกเยี่ยมเยียน จนเป็นที่เคารพรักของประชาชน 55 ปีที่ผ่านมา ความพิกลพิการของระบอบประชาธิปไตยที่ถูกตัดตอนจนไม่เติบโต เดี๋ยวก็รัฐประหาร เดี๋ยวก็เลือกตั้ง ทำให้ประชาชนไม่มีที่พึ่งพิง นอกจากพระบารมีในหลวงซึ่งคลี่คลายวิกฤติครั้งสำคัญของประเทศในปี 2514 และ 2535 ความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐบาล ทำให้ต้องมีโครงการพระราชดำริ เหล่านี้ไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณของในหลวง

แต่ผมมองว่านี่เป็นเรื่องเฉพาะพระองค์ และเป็นเรื่องเฉพาะกาลในระยะเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย ไม่ควรทึกทักเอามาเป็น “ระบอบ” ที่ไม่เหมือนใครในโลก จนกระทั่งต้องคงความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไว้เป็น “เอกลักษณ์”

ยิ่งกว่านั้นถ้าเรามองย้อนประวัติศาสตร์ พระบารมี ความเคารพรักที่ประชาชนมีต่อในหลวง ก็มาจากพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ใช่พระเดช ทำไมจึงมองว่าการลงโทษอย่างรุนแรงต่อผู้ที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” โดยไม่แยกแยะการติชมโดยสุจริต จะเป็นสิ่งที่ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

บวรศักดิ์อธิบายอย่างเลอะเทอะ ว่าความที่ในหลวงทรงเป็นที่เคารพรัก ทำให้คนไทยยอมรับไม่ได้ ถ้ามีการวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เป็นธรรม เหมือนยอมรับไม่ได้ที่จะให้ใครมาจาบจ้วงพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธรูป แล้วก็อ้างว่าเป็นผลร้ายต่อสังคม จริยธรรม และวัฒนธรรมไทย จึงเป็นฉันทามติว่า เป็นข้อจำกัดทางเสรีภาพในการแสดงออกในสังคมนี้ เหมือนประเทศมุสลิมที่จำกัดเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์พระผู้เป็นเจ้าใน ศาสนาอิสลาม

ข้อแรก บวรศักดิ์เอาการลบหลู่ไปปนกับการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ข้อสอง ความเป็นจริงคือ ไม่ใช่แค่การวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่เป็นธรรมหรอก แต่วิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอความคิดเห็นไม่ได้เลย

ผมรู้สึกขำที่พวก “ปกป้องสถาบัน” ชอบเอาไปเทียบกับรัฐอิสลาม ซึ่งตีความศาสนาแบบตายตัว สุดขั้วสุดโต่ง

การตีความความเคารพรักของคนไทยต่อในหลวง ไปคล้ายๆ “ระบอบโคไมนี” ผมว่าไม่ถูกต้องและไม่สมพระเกียรตินะครับ

บวรศักดิ์พยายามจะอ้าง “วัฒนธรรม จริยธรรม” มาปิดกั้นความเป็นประชาธิปไตย

“ใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าการที่ประเทศหนึ่งถือว่าเรื่องนั้นไปจำกัดไม่ได้ แต่อีกประเทศหนึ่งถือว่าเรื่องนั้นต้องจำกัด ประเทศใดทำถูก

ในสหรัฐอเมริกา ในอังกฤษ เสรีภาพในการแสดงออกมีมากถึงขั้นวิพากษ์วิจารณ์พระคริสต์ได้ ฉายหนังลามกได้ ชายรักร่วมเพศกอดจูบกันในที่สาธารณะได้ แต่ในประเทศมุสลิม อย่าว่าแต่ทำโดยแสดงออกเปิดเผยเลย แม้กระทำในที่ลับตัวต่อตัวด้วยความยินยอม ก็เป็นความผิดอาญาร้ายแรง เพราะขัดต่อหลักศาสนาและกฎหมายอิสลามอย่างรุนแรง!

ใครเป็นประชาธิปไตย ใครไม่เป็นประชาธิปไตย ใครถูก ใครผิด?

เรื่องนี้เป็นความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งระหว่างกฎหมายกับจริยศาสตร์ (Law and Ethics) กล่าวคือ อะไรคือสิ่งที่ดีหรือถูก เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะถูกจริยธรรม (ethical) อะไรคือสิ่งที่เลวหรือผิด เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ (unethical) เพราะเป็นผลร้ายต่อสังคม (harmful to the society)

ถ้าเราถือว่าทั้งโลก ความถูก-ผิดมีเพียงหนึ่งเดียว และความถูกผิดเพียงหนึ่งเดียวนั้นก็คือที่ “เรา” เท่านั้นเชื่อว่าถูกหรือผิด เราก็คือผู้เผด็จการทางจริยธรรม ที่ต้องการเอาสิ่งที่เราเชื่อขึ้นเป็นมาตรฐานของคนทั้งโลก (Ethical dictatorship) หรือที่เรียกให้ไพเราะตามศัพท์จริยศาสตร์ว่า จริยธรรมสมบูรณัติ (ethical absolutism)

แต่ถ้าเราถือว่าในปัญหาข้างต้นไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด ต่างก็เป็นประชาธิปไตยในวิถีของตน ตามวิถีแห่งจริยธรรมสัมพัทธ์ (ethical relativism) คือถือว่าประเทศแต่ละประเทศ สังคมแต่ละสังคมมีวัฒนธรรมและจริยธรรมที่หลากหลาย แตกต่างกันได้และไม่มีใครผิด เป็นความหลากหลายที่โลกต้องการ เราต้องการ เราก็จะเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น ง่ายขึ้น และไม่ทำตัวเป็นพระเจ้าตัดสินถูกผิดของมนุษย์ผู้อื่นทั้งโลกด้วยมาตรฐานของ ตัวเราเอง !

คนที่เปิดใจกว้างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เคารพวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของสังคมอื่น ยอมรับความหลากหลายเห็นความแตกต่าง ฟังเหตุ ฟังผล ก็จะเริ่มเข้าใจว่าความเป็นประชาธิปไตยก็ดี ความเสมอภาคก็ดี เสรีภาพในความคิดและการแสดงออกก็ดี ก็ย่อมแตกต่างกันไปตามประเทศ ตามสังคม ตามวัฒนธรรม และจริยธรรมของคนส่วนใหญ่ในแต่ละประเทศและแต่ละสังคม ข้อสำคัญก็คือ จะแตกต่างกันอย่างไรหลักการประชาธิปไตย ความเสมอภาคและเสรีภาพต้องไม่ถูกทำลาย”

นี่เป็นการพูดให้หลักการเลอะเลือน โดยศาสตราจารย์กฎหมายมหาชน ซึ่งผมอยากถามเสรี วงศ์มณฑา, ยุทธนา มุกดาสนิท ว่าพวกคุณยอมรับการตีความแบบนี้ไหม

หลักการประชาธิปไตยคือ เคารพในสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ตราบใดที่ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ผู้ที่เปิดใจกว้างเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ล้วนยอมรับว่ารักร่วมเพศเป็นเสรีภาพ ไม่ใช่อาชญากรรม ฉะนั้นการกำหนดให้รักร่วมเพศเป็นความผิดอาญาร้ายแรง จึงไม่เป็นประชาธิปไตย

เราต้องยืนยันหลักการนี้ครับ นี่ไม่ใช่การทำตัวเป็นพระเจ้าไปตัดสินใคร เรื่องศาสนา หรือวัฒนธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ศาสนาอิสลามหรือคริสต์บางนิกาย ถือว่ารักร่วมเพศเป็นความผิดจริยธรรม ซึ่งอาจขับออกจากศาสนา บอยคอตต์ทางสังคม ฯลฯ สามารถทำได้ ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเอามากำหนดเป็นกฎหมาย ก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

เช่นเดียวกับหลักนิติรัฐ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งของประชาธิปไตย ถือว่าการลงโทษต้องสมควรแก่เหตุ การขโมยของต้องตัดมือ ผู้หญิงมีชู้ต้องถูกขว้างก้อนหินจนตาย เหล่านี้ขัดหลักความสมควรแก่เหตุ ไม่เป็นประชาธิปไตย แบบเดียวกับที่นิติราษฎร์เห็นว่ามาตรา 112 มีบทกำหนดโทษเกินสมควรแก่เหตุ

กฎหมายยอมรับวัฒนธรรมของสังคม แต่ต้องอยู่ในกรอบของหลักการ เช่นที่บวรศักดิ์ยกตัวอย่างความผิดฐานฆ่าบุพการี ประหารชีวิตสถานเดียว (แต่ก็ไม่ใช่หนักกว่าโทษฆ่าคนธรรมดา 15 เท่า) นี่ไม่ใช่เรื่องศาสนา แต่เป็นการปรับใช้อย่างสมควรแก่เหตุ เพราะสังคมไทยมีความผูกพันทางครอบครัวสูง คนที่ฆ่าพ่อแม่ได้แสดงเจตนาเลวร้ายอำมหิตเกินคน

เช่นกัน กฎหมายไทยกำหนดให้การลักทรัพย์ในครอบครัวยอมความได้ กฎหมายไทยกำหนดว่าศาลสามารถใช้ดุลพินิจไม่ลงโทษพ่อ แม่ ผัว เมีย หรือลูก ที่ช่วยปกปิดซ่อนเร้น ให้ที่พำนัก หรือกระทั่งทำลายพยานหลักฐาน นี่เป็นการผ่อนปรนให้เข้ากับหลักสมควรแก่เหตุ แต่ก็ไม่ได้ละเมิดหลักสิทธิเสรีภาพ

บวรศักดิ์กลับเอามาอ้างเป็นเหตุให้จำกัดสิทธิเสรีภาพ และเกินสมควรแก่เหตุ

การลบหลู่ดูหมิ่นกับเสรีภาพในการเคารพนับถือ หรือการวิพากษ์วิจารณ์ ก็แตกต่างกันครับ หลักประชาธิปไตยอันดับแรกคือทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา ประเทศใดก็ตามที่ห้ามนับถือศาสนาอื่น ถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย จะอ้างวัฒนธรรม จริยธรรม มาปิดกั้นไม่ได้

ประเทศไทยเราก็มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา จะเป็นพุทธ เป็นคริสต์ เป็นมุสลิม เป็นเสรีภาพทั้งสิ้น แล้วก็มีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย สมมติเช่นเราเป็นพุทธ แล้วจะวิพากษ์วิจารณ์หลักคำสอนศาสนาคริสต์ ที่จริงทำได้ เพียงแต่เราไม่ค่อยทำกันเพราะคำนึงถึงความอ่อนไหว กระนั้นที่แน่ๆ คือเราเป็นพุทธ ควรมีสิทธิวิจารณ์หรือตีความพุทธในแบบต่างๆ ได้ เป็นมหานิกาย เป็นธรรมยุติ เป็นสันติอโศก เป็นธรรมกาย เป็นเสรีภาพ แต่ก็ต้องมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์ลัทธิจานบินด้วย

เพียงแต่ข้อสำคัญคือ ต้องไม่ลบหลู่ดูหมิ่น ซึ่งถือเป็นการละเมิดเสรีภาพในการนับถือของผู้อื่น ฉะนั้นเรายอมรับไม่ได้ถ้าใครมาจาบจ้วงพระพุทธรูป แต่ถ้าวิจารณ์ถกเถียงในหลักธรรมคำสอน ก็ไม่เห็นเป็นไร

แต่ถามว่าเราเอาหลักเดียวกันนี้มาใช้กับความเคารพรักสถาบันพระมหากษัตริย์หรือเปล่า

ระบอบอะไร

บวรศักดิ์ยังอธิบายว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยแปรสภาพจาก “สถาบันทางการเมืองอันเป็นส่วนอันทรงเกียรติยศ” ไปสู่ “สถาบันหลักทางสังคมที่เป็นส่วนปฏิบัติการทางสังคม”

“โดยปกติ พระมหากษัตริย์นั้นทรงเป็นประมุขของรัฐอันจัดเป็นสถาบันการเมืองประเภทหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ทรงมีพระราชดำริทางการเมือง แต่ทรงกระทำตามคำแนะนำของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังถือว่าเป็น “สถาบัน การเมือง””แต่เป็น “ส่วนอันทรงเกียรติยศ” (dignified part of the constitution) ส่วนคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเป็น “ส่วนปฏิบัติการ” (efficient parts of the constitution) ตามที่นาย Walter Bagehot นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษได้กล่าวไว้

แต่จากพระราชกรณียกิจตลอดกว่า ๖๐ ปีในรัชกาลด้วยการทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนเพื่อ “ลด ช่องว่าง” ที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ หรือทำไปไม่ถึง กว่า ๓,๐๐๐ โครงการก็ดี การที่ทรงระงับวิกฤติการณ์ทางการเมืองมิให้ลุกลามร้ายแรงระหว่างรัฐบาลกับ ประชาชนในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือเหตุการณ์ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ก็ดี ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยได้แปรสภาพจาก “สถาบันทางการเมืองอันเป็นส่วนอันทรงเกียรติยศ” ไปสู่ “สถาบันหลักทางสังคมที่เป็นส่วนปฏิบัติการทางสังคม” ในลักษณะเดียวกับสถาบันครอบครัว หรือศาสนา พระมหากษัตริย์จึงไม่ใช่ “เทวะ” ที่อยู่ห่างไกลบนสวรรค์อันลึกลับ แต่เป็น “พ่อ” ที่คนไทยเรียก “พ่อหลวง” และคนไทยมีความรัก ความผูกพัน ความเทิดทูน ความสัมพันธ์นี้มีมากกว่าในสังคมตะวันตกระหว่างประมุขของรัฐกับราษฎร”

คำอธิบายตรงนี้ทำให้กังขานะครับ มีความคลุมเครือ เหมือนๆ จะบอกว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาสู่ “ส่วนปฏิบัติการ” อันเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา เพียงแต่เพิ่มว่า “ส่วนปฏิบัติการทางสังคม” และไม่ใช่สถาบันทางการเมืองแต่เป็น “สถาบันหลักทางสังคม”

ไม่ว่าจะใช้ศัพท์ชวนเวียนหัวหลบเลี่ยงไปอย่างไร สิ่งที่บวรศักดิ์ควรตอบตรงๆ คือ ที่อธิบายมานี้ แปลว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ควรมีบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มากกว่าระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในยุโรป ใช่หรือเปล่า

ถ้าเป็นเช่นนั้น จะยังถือเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่หรือ เพราะระบอบที่เรายึดถือตามแบบอังกฤษคือ The King Can Do No Wrong นั่นคือพระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชดำริด้วยตัวเอง ทรงทำตามคำแนะนำของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผู้รับผิดชอบคือผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ พระมหากษัตริย์ไม่ใช่ผู้รับผิดชอบ

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดำรงอยู่บนหลักสำคัญคือ ให้สถาบันพระมหากษัตริย์พ้นไปจากการเมือง อยู่นอกความขัดแย้งทางความคิดเห็นทั้งหลายทั้งปวง เพราะในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าความเห็นใดก็ต้องมีความเห็นแย้ง ความเห็นต่าง เมื่อเราต้องการให้พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ ไม่ให้ผู้ใดล่วงละเมิด ก็ต้องไม่ให้ตกอยู่ในความขัดแย้ง นี่คือความสมดุล ระหว่างความเคารพสักการะ กับความเป็นประชาธิปไตย

สิ่งที่นิติราษฎร์พูด คือพูดถึงการยึดหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐ ธรรมนูญ อย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย (แต่เราจำเป็นต้องเคร่งครัดขนาดนั้นหรือไม่ ถกเถียงกันได้ สมมติเช่นการมีพระราชดำรัส เราสามารถพูดในความเป็นจริงว่าในหลวงทรงเป็นปราชญ์ผู้ทรงปรีชาสามารถ พระบรมราโชวาทมีคุณประโยชน์ยิ่งในการอบรมสั่งสอนประชาชน แต่ถ้าพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในฐานะปราชญ์ แล้วผู้คนทั่วไปสามารถแสดงความเห็นต่างตามสิทธิประชาธิปไตยหรือไม่ การแสดงความเห็นต่างจะกระทบต่อสถานภาพที่ทรงเป็นที่เคารพสักการะหรือไม่ อย่างนี้ต้องวิเคราะห์กัน)

ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่บวรศักดิ์พูด หรือพวกสยามประชาภิวัฒน์พูดต่างหาก ที่เป็นเรื่องประหลาดและแปลกแยกจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข พวกเขาไม่ได้ต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เป็นแบบสากล แต่ต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่มีพระราชอำนาจนำ (ตามศัพท์ของ อ.เกษียร เตชะพีระ)

ที่แย่ไปกว่านั้นคือ คนจำนวนหนึ่ง เห็นว่าพระมหากษัตริย์ไม่ควรเป็นเพียง “ส่วนอันทรงเกียรติยศ” ตามทฤษฎี แต่ต้องการให้สถาบันมี “พระราชอำนาจ” เพื่อเป็นเครื่องมือต่อต้าน “เผด็จการทุนผูกขาด” เหมือนๆ กับที่เคยร้องขอ ม.7 นายกพระราชทาน มาแล้วนั่นเอง คนเหล่านี้จึงต่อต้านการแก้ไข ม.112

คำถามก็คือ คนที่คิดแต่จะเอาสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือ นี่จงรักภักดีจริงๆ หรือเปล่า วิกฤตที่เกิดขึ้น 6 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เป็นคำตอบอีกหรือว่าเราจำเป็นต้องทบทวนหลักการอย่างเคร่งครัด ไม่ให้ผิดเพี้ยน เพื่อให้สถาบันพ้นไปจากความขัดแย้งจริงๆ

แต่สุริยะใส กตะศิลา กลับกล่าวหาว่านิติราษฎร์ต้องการปฏิรูประบอบ

พวกที่ต้องการปฏิรูประบอบคือพวกที่ตีความ “พระราชอำนาจ” ให้ผิดเพี้ยนเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตนต่างหาก คนพวกนี้ต่อต้านทุนนิยมโลกาภิวัตน์ กลัวทุนผูกขาดที่มาจากการเลือกตั้ง เสียจนบอกว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง” แล้วก็ไปแสดงความชื่นชอบระบอบการปกครองแบบจีน แบบอิหร่าน แบบกัดดาฟี เอามาคิดประยุกต์กับการที่สังคมไทยมีในหลวงเป็นที่เคารพรักของประชาชน พยายามจะสร้างระบอบที่อ้างว่า “ไม่เป็นประชาธิปไตยแต่รักในหลวง”

“....เวลาเผชิญหน้ากับทุน ผมเคารพคุณค่าในสถาบันโดยรวมซึ่งเป็นพื้นฐานคุณค่าทางสังคมวิทยาของไทย...

ผมอยากเทียบการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ไม่ได้คำนึงถึงคุณค่า ยกตัวอย่างประเทศคอมมิวนิสต์จีน ค่อยๆ ขยับจากกรรมสิทธิ์ส่วนรวมไปสู่การแบ่งให้เอกชนเริ่มมีกรรมสิทธิ์ แต่เคารพหลักคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นหลักการใหญ่สำคัญ แล้วค่อยๆ ปรับ ขณะที่รัสเซียไม่เคารพในเชิงคุณค่าของสิ่งที่ดำรงอยู่มา 80 ปี แล้วพยายามจะเปลี่ยน ท้ายที่สุดสังคมรัสเซีย พังทลายเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย ในขณะที่จีนนั้น ดำรงความเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ซึ่งถือเป็นคุณค่าทางสังคมวิทยาของเขา”

ฟังบรรเจิด สิงคะเนติ แล้วผมหัวร่อกลิ้ง คอมมิวนิสต์ก็เอา กษัตริย์นิยมก็เอา อะไรก็ได้ขอให้ต่อต้านทุนอเมริกา โห จีนน่ะมันเป็นเผด็จการทุนนิยมไปแล้วครับ พัฒนาโดยไม่รับผิดชอบต่อคุณภาพชีวิต ต่อวิถีชุมชน แล้วก็กดขี่ขูดรีด สร้างความเหลื่อมล้ำมโหฬาร นักประชาธิปไตยประสาอะไร ชื่นชมจีน

ใบตองแห้ง

3 ก.พ.55

...........................................

การทูตแบบยิ่งลักษณ์: สวยแต่ไร้สาระ?

ที่มา Voice TV


ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

VoiceTV Member

Bio

นักวิชาการ สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สิงคโปร์

สัปดาห์นี้ ผมของดการเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองภายใน โดยเฉพาะในประเด็นที่กำลังมีการถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับมาตรา 112 อุปสรรคที่สำคัญที่สุดของกลุ่มนิติราษฎร์ไม่ใช่อยู่เพียงแค่ผลักดันให้มีการ ปฏิรูปมาตรา 112 อย่างจริงจัง แต่จะทำอย่างไรให้กลุ่ม “อตรรกชน” ได้เปิดใจกว้างและยอมรับความเห็นที่แตกต่าง น่าเสียดายที่กลุ่ม “อตรรกชน” เป็นพวกกระโหลกหนา คงจะรับต่อการเปลี่ยนแปลงลำบาก โดยเฉพาะหากการเปลี่ยนแปลงนั้นจะกระทบต่อสถานะทางการเมืองและเศรษฐกิจของตน

(ภาพ/ AFP)

ผมจะขอกล่าวถึงเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่คิดว่าไกลตัวครับ แต่จริงๆ แล้ว เรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างมาก นั่นคือ การวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศของไทย โดยจะเน้นในยุคปัจจุบันภายใต้การนำของนายกยิ่งลักษณ์ และในขณะที่เขียนต้นฉบับเรื่องนี้ คุณยิ่งลักษณ์ยังอยู่ระหว่างการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แม้จะเป็นภารกิจปกติที่นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องเข้าร่วมการประชุมซึ่งจัดขึ้น เป็นประจำทุกปี แต่นายกยิ่งลักษณ์ก็พยายามใช้โอกาสนี้ในการส่งเสริมบทบาทของไทยในกรอบ พหุภาคี รวมถึงเป็นการแนะนำตัวเองกับผู้นำอื่นๆ ในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทยที่ได้รับการเลือกตั้งตามวิถีทาง ประชาธิปไตย (ไม่ได้จัดตั้งในค่ายทหารเหมือนรัฐบาลชุดอื่นๆ)

หากมองย้อนหลังกลับไป อาจกล่าวได้ว่า ไทยไม่มีนโยบายต่างประเทศที่เด่นชัดนับตั้งแต่การล่มสลายของระบอบทักษิณ ทั้งนี้ หากมองเลยไปถึงยุคทักษิณจะพบว่า การต่างประเทศและการทูตของไทยในช่วงนั้นมีสีสรร (colourful) แต่ขณะเดียวกัน ก็เป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก (controversial)ในอดีต มีผู้นำไทยไม่มากที่สนใจเรื่องการต่างประเทศ และต้องการส่งเสริมบทบาทไทยในเวทีภูมิภาคและระหว่างประเทศ ที่เด่นๆ ก็ได้แก่ นายถนัด คอมันตร์ ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งองค์การอาเซียนในปี ค.ศ.1967 นายกชาติชาย ชุณหวัณ ที่ต้องการเปลี่ยนสนามรบในอินโดจีนเป็นสนามการค้าในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 (เป็นความเคลื่อนไหวที่กระทบต่อบทบาทของทหารในด้านการต่างประเทศ และเป็นหนึ่งในหลายๆ สาเหตุที่นำไปสู่การก่อรัฐประหาร) หรือในกรณีของนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปัญยารชุน (อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน) ที่ส่งเสริมบทบาทไทยต่อการจัดตั้งเขตการค้าเสรีของอาเซียน ในปี ค.ศ.1992

ยุคทักษิณเป็นยุคเริ่มแรกของสหัสวรรษใหม่ เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทางด้านการเมืองระหว่างประเทศ จากการสิ้นสุดของสงครามเย็นไปสู่การโอบแขนรับต่อสภาพโลกาภิวัฒน์ ระเบียบโลกเปลี่ยนจากการแข่งขันทางอุดมการณ์ระหว่างประชาธิปไตยและ คอมมิวนิสต์ มาสู่การแข่งขัน (และการพึ่งพา) ทางเศรษฐกิจ แม้สหรัฐฯ จะเป็นประเทศมหาอำนาจที่นับว่าได้รับชัยชนะจากสงครามเย็น แต่ก็ไม่ได้นำไปสู่การเกิดสภาพโลกขั้วเดียวภายใต้การครอบงำของสหรัฐฯ ในความเป็นจริง โลกกลับมีลักษณะความเป็นหลายขั้วมากขึ้น (multipolarity) และในภูมิภาคเอเชียนี้ ประเทศมหาอำนาจเกิดใหม่ อย่างเช่น จีนและอินเดีย มีส่วนทำให้เกิดการกระจายอำนาจ (decentralisation)ของโลก ซึ่งสร้างผลกระทบต่อบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้

เมื่อคุณทักษิณเข้ามาสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณได้ใช้โอกาสที่มากับระเบียบโลกแบบใหม่ ในการผลักดันให้ไทยเป็นประเทศผู้นำในภูมิ้ภาค นโยบายที่คุณทักษิณประกาศใช้ถือว่าเป็นนโยบายที่คู่ขนานไปกับนโยบายประชา นิยมภายในประเทศ กล่าวคือ การใช้โอกาสที่มากับการต่างประเทศในการสร้างความแข็งแกร่งทางด้านเศรษฐกิจ มากขึ้น (empowerment) ให้กับประชาชนในระดับรากหญ้า นอกจากนี้ นโยบายต่างประเทศของคุณทักษิณยังสะท้อนความทะเยอทะยานส่วนตัวของคุณทักษิณ เองในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในยุคที่ผู้นำที่เคยมีชื่อเสียงในอดีตได้ลา (หรือกำลังจะอำลา) เวทีการเมืองในภูมิภาค ได้แก่ นายลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีชองสิงคโปร์ ประธานาธิบดีซูฮาร์โตของอินโดนีเซีย และนายมหาเธร์ โมฮัมหมัด นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ในส่วนของเนื้อหาสาระของนโยบายต่างประเทศของทักษิณนั้น มุ่งเน้นความเป็นชาตินิยม ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมเอกลักษณ์ของความเป็นเอเชีย (ฟังแล้วอาจจะดูขัดกันบ้าง) รวมถึงการมีลักษณะที่เน้นมิติด้านธุรกิจ (มากกว่าที่จะส่งเสริมญัตติทางการเมือง อาทิ การส่งเสริมการพัฒนาประชาธิปไตยหรือการพิทักษ์สิทธิมนุษยชน)

(ภาพ / AFP)

ในช่วง 6 ปีที่ทักษิณอยู่ในตำแหน่ง รัฐบาลชุดนี้ได้มีการคิดค้นกรอบความร่วมมือใหม่ๆ ที่มีไทยเป็นศูนย์กลางของความร่วมมือนั้นๆ ได้แก่ กรอบความร่วมมือ Asia Cooperation Dialogue (ACD) ที่รวมเอาประเทศทั้งหมดในทวีปเอเชียมาร่วมมือและหารือในประเด็นที่เห็นว่ามี ความสำคัญร่วมกัน และกรอบความร่วมมือ Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy (ACMECS) เป็นความร่วมมือของประเทศบนภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ตั้งอยู่บนลุ่มน้ำทั้งสาม (ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา พม่าและเวียดนาม) นอกจากนี้ ทักษิณยังได้ส่งเสริมการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศ มุ่งเปิดระบบเศรษฐกิจของไทยเพื่อการเข้ามาของทุนจากต่างชาติและการส่งออกของ ไทย ขณะที่ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตสินค้าของไทย ในด้านงานพหุภาคีนั้น คุณทักษิณได้ส่ง ดร.สุเกียรติ เสถียรไทย (รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) เข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ แต่ในที่สุดก็ประสบกับความล้มเหลว (สาเหตุหลักมาจากประเด็นการเมืองภายใน)

อย่างไรก็ดี แม้นโยบายเหล่านี้จะส่งผลต่อผลประโยชน์ของชาติโดยตรง แต่ก็ตกเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำในการนำนโยบายต่างประเทศไปใช้เพื่อ ประโยชน์ส่วนตัว เช่นในกรณีของการอนุมัติเงินกู้ระยะยาวแก่พม่าเพื่อนำไปใช้ในโครงการพัฒนา ด้านโทรคมนาคมของประเทศ ซึ่งบริษัทชินคอร์ปของคุณทักษิณฯ กลับกลายมาเป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลพม่า นอกเหนือไปจากแบ่งเส้นที่ไม่ชัดระหว่างผลประโยชน์แห่งชาติและผลประโยน์ส่วน ตัวนั้น นโยบายต่างประเทศของทักษิณฯ ยังขาดความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติอยู่มากและละเลยเพิกเฉยต่อสมรรนะของไทยเอง ในฐานะที่เป็นเพียงประเทศขนาดกลางและยังขาดปัจจัยบางประการที่จะนำไปสู่การ ก้าวขึ้นเป็น “มินิมหาอำนาจ” ในภูมิภาค ในกระบวนการทั้งหมดนี้ คุณทักษิณมองข้ามอาเซียน ไม่ให้ความสำคัญอาเซียน เห็นว่าอาเซียนเป็น “เกมการเมืองแบบเก่า” ที่มีระบบราชการที่เชื่องช้า ไม่ทันใจ CEO อย่างคุณทักษิณ แต่เอาเข้าจริงๆ สาเหตุหลักน่าจะมาจาการที่คุณทักษิณต้องการเครดิตของตนเองและพยายามส่งเสริม ความคิดริเริ่มทางด้านการทูตที่มาจากคุณทักษิณเท่านั้น

เมื่อยุคทักษิณจบลง ไทยต้องเผชิญกับปัญหาทางการเมืองภายในที่หนักหน่วง รัฐบาลในชุดต่อๆ มาไม่มีเวลาพัฒนายุทธศาสตร์ทางด้านการต่างประเทศ มิหนำซ้ำ ยังตกอยู่ในสภาพที่ก่อให้เกิดความกังวล สงสัย ต่อหลายๆ ประเทศในภูมิภาคและในเวทีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับความมีเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ เหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ได้นำไปสู่การสูญเสียภาพลักษณ์ที่ดีของไทย นับจากการยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มที่มีความขัดแย้งทางการเมือง การขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งโดยอาศัยอำนาจตุลาการ การก่อตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีกองทัพอยู่เบื้องหลัง รวมไปถึงการบุกสถานที่จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อปี ค.ศ.2009 ทำให้การประชุมต้องยุติโดยพลัน และที่สำคัญที่สุด การใช้ความรุนแรงของฝ่ายรักษาความมั่นคงในการปราบปรามผู้ชุมนุมเพื่อ ประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2010. เหตุการณ์เหล่านี้มีส่วนลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากต่างประเทศในไทยอย่าง มาก ทั้งนี้ ยังไม่ได้นับรวมถึงการเกิดความรุนแรงและสงครามระหว่างไทยและกัมพูชา จากกรณีความขัดแย้งเหนือพื้นที่บริ เวณรอบเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้อยู่เบื้อง หลังสำคัญในการทำให้ประเด็นนี้กลายมาเป็นประเด็นทางการเมืองที่ถูกผลักดัน โดยกระแสชาตินิยม เพื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบและเชื้อเชิญให้ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมือง

เมื่อคุณยิ่งลักษณ์ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แม้คุณยิ่งลักษณ์จะประสบกับปัญหาในหลายๆ ด้าน อาทิ เรื่องการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับวังและกองทัพ ไปจนถึงปัญหาที่เกิดจากน้ำท่วม แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็พยายามใช้โอกาสที่มีอยู่ในการค้นหาจุดยืนของไทยใน ภูมิภาคอีกครั้ง นายกยิ่งลักษณ์ได้เดินทางเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียน (เพื่อแนะนำตัวเองในฐานะผู้นำคนใหม่) แม้สาระและผลผลิตที่เกิดจากการเยือนเหล่านี้จะไม่ทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายดัง กล่าวอย่างทันถ่วงที แต่ก็นับได้ว่า ได้รับการตอบสนองที่ดีจากประเทศเพื่อนบ้าน การเดินทางไปเยือนกัมพูชานำมาสู่การ “คืนดี” ระหว่างสองประเทศอย่างเป็นทางการ รวมถึงความพร้อมใจในการยินยอมให้อาเซียนได้เข้ามาเล่นบทผู้ไกล่เกลี่ยในความ ขัดแย้ง นอกจากนี้ การพบปะระหว่างนายกยิ่งลักษณ์และนางอองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่า (ในระหว่างเยือนพม่าที่ผ่านมา) ได้ส่งเสริมภาพลักษณ์อีกด้านหนึ่งของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และสุดท้าย การเดินทางไปเยือนอินเดียล่าสุดและการได้รับการต้อนรับด้วยไมตรีจิตที่ดีชี้ ว่า ไทยยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออินเดียทั้งในแง่ของการเป็นคู่ค้าที่สำคัญ และการหวังพึ่งไทยในการเป็นสะพานเชื่อมต่ออินเดียมาสู่อาเซียน

(ภาพ /AFP)

อาจจะเป็นการเร็วเกินไปที่ประเมินงานด้านการต่างประเทศของยิ่งลักษณ์ แต่จากแนวโน้มที่ปรากฏ มีความเป็นไปได้ว่า ยิ่งลักษณ์จะหันกลับมาให้ความสำคัญต่ออาเซียนอีกครั้ง (อาจเรียนรู้ความผิดพลาดจากรัฐบาลทักษิณ) ทั้งนี้ อาเซียนเคยเป็นเสาหลัก (cornerstone) ของนโยบายต่างประเทศไทยมาหลายยุคหลายสมัย และในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ อาเซียนก็จะกลายมาเป็นชุมชุนความร่วมมือในภูมิภาคทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม-วัฒนธรรม ไทยต้องเริ่มมองหาจุดยืนของเราเองในอาเซียนและคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อใช้จุด ยืนนี้นำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งชาติ รวมถึงบทบาทของความเป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่สำคัญ ยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องสร้างสมดุลย์ระหว่างผลประโยชน์และหลักการ นั่นหมายถึง การลดมิติด้านธุรกิจในนโยบายต่างประเทศลง เพื่อเปิดโอกาสให้ไทยแสดงหลักการในฐานะที่เป็นประเทศอารยะประเทศหนึ่งในเวที ระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศเพื่อน บ้าน (ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเรื่องนี้ภายในประเทศด้วย) ยิ่งลักษณ์จำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า งานด้านการทูต (ที่เคยถูกผูกขาดโดยเจ้านายและพระบรมวงศานุวงศ์) จำเป็นต้องมีการปรับปรุงและแปลี่ยนแปลงเพื่อใหไทยปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวด ล้อมที่เกิดขึ้นบนโลกในนี้ได้ตลอดเวลา

ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ปล:ผู้เขียนเป็นอดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Reinventing Thailand: Thaksin and His Foreign Policy (Singapore: Institute of Southeast Asian Studies, 2010).

Monday, February 6, 2012

ก็ดูซะนะนิติราษฎร์เสนออะไร? อย่ามักง่ายด่าล้มเจ้า

ที่มา Thai E-News






มติชนออนไลน์:"คำ ผกา" ชี้กลุ่ม "ต้านนิติราษฎร์" ใช้มุขเก่า ไล่คนออกจากบ้าน-ดิสเครดิตปชต. สะท้อนฝ่ายขวาไม่ทำงาน

งบเยียวยา...งบสั่งฆ่า คือความสามานย์ทางความคิดของคนชั่ว

ที่มา blablabla

โดย

ภาพถ่ายของฉัน

ขอบคุณเจ้าของภาพด้วยครับ
สองพันล้าน..งบยียวยา..จัดหาให้
เกิดจากใคร..ที่สั่ง-ฆ่า..จนอาสัญ
ชีวิตคน..ทดแทนได้..อย่างไรกัน
เสียงพวกมัน..ค้านเร็วรี่..ภาษีกู....
หกพันล้าน..งบสั่งฆ่า..จัดมาพร้อม
พวกมันยอม..บอกประเสริฐ..สุดเลิศหรู
แถมป่าวร้อง..ตอกย้ำ..คำเชิดชู
ภาษีกู..เหมือนกัน..มันไม่คิด....
ขอเยียวยา..กลับโหยหวน..ชวนสมเพช
พวกทุเรศ..คิดระยำ..ทำวิปริต
ช่างสมชื่อ..ตอแหลแลนด์..แดนสิ้นคิด
ลืมถูกผิด..มันถาโถม..เข้าโจมดี....
คือสันดาน..พวกอัปรีย์..ดีแต่ค้าน
คือสามานย์..พวกเล่ห์ลิ้น..สิ้นศักดิ์ศรี
คืออคติ..คนชั่ว..มั่วทั้งปี
คือ..ที่นี่..เลวต่อไป..ไม่เคยพอ....
๓ บลา / ๖ ก.พ.๕๕ (เย็น)

นายอภิสิทธิ์และเสรีภาพทางการพูด?: สองคำนี้ไม่มีวันโคจรมาพบกันได้

ที่มา thaifreenews

โดย bozo


Thanks: ฝากรูป

เป็น ที่น่าผิดหวังอย่างมากเมื่อเราได้เห็นอดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะโจมตีกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศนี้ อย่างรุนแรง โดยกล่าวหาว่าเหยื่อที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมนองเลือดโดยทหาร ไม่มีความ ”เป็นอิสระ” เพียงพอที่จะดำเนินการดังกล่าวได้ ในเวลาเดียวกัน นายอภิสิทธิ์และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยังร่วมมือกันโจมตีข้อเสนอปฏิรูป กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของกลุ่มนิติราษฎร์ และยังสร้างเรื่องโกหกอย่างง่ายๆว่าผมเป็นคนวางแผนการทั้งหมดโดยไม่มีหลัก ฐานใดสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว

การที่นายอภิสิทธิ์และพวกพ้องโจมตีผม ด้วยเรื่องส่วนตัวแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลังจากพรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่าผมกระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และประกาศต่อสาธารณชนว่าจะฟ้องผมด้วข้อหาหมิ่นประมาท ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังโจมตีผมด้วยข้ออ้างจอมปลอม จะแฟร์หรือไม่หากผมอนุมานว่านายอภิสิทธิ์กำลังพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจาก งานของผมที่พยามยามหาหนทางไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในต่างประเทศเพื่อเอาตัว นายอภิสิทธิมารับผิดต่ออาชญากรรมที่เขากระทำลงไป?

ข้อเท็จจริงที่ว่า นายอภิสิทธิ์อยู่ในระหว่างการสอบสวนเกียวกับการกระทำอาชญากรรมระหว่างการ สังหารหมู่ที่กรุงเทพมหานครทำให้คำแถลงการณ์ล่าสุดของเขาเหล่านี้ยากที่จะ ยอมรับ ด้วยเหตุผลสองประการดังนี้

ประการแรก นายอภิสิทธิ์ไม่มีความน่าเชื่อถือ เขาถูกจับได้ว่าโกหกอยู่เป็นประจำ เขาเคยจับได้ว่าโกหกเรื่องสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เขาอาจถูกดำเนินคดีข้อหาอาชญากรรมสงครามในศาลอาญา ระหว่างประเทศ(ศาลไอซีซี) เขาเคยถูกจับได้ว่าเคยพูดโกหกอย่างน่าอับอายเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับการไปพัก ผ่อนหรูหราที่เกาะมัลดีฟส์ในขณะที่ประเทศกำลังประสบภัยพิบัติธรรมชาติร้าย แรง เมื่อถูกนักข่าวบีบีซี นายเฟอเกิ้ล คีนซักไซ้ไล่เลียงเรื่องการสังหารผู้ชุมนุม นายอภิสิทธิ์ก็ยังถูกจับได้ว่าโกหกอีกครั้ง ครั้งนี้บนรายการทีวีที่เผยแพร่ไปทั่วโลก และตอนนี้ นายอภิสิทธิ์ก็กำลังโกหกอีกครั้ง โดยพยายามวาดภาพให้กลุ่มนิติราษฎร์ว่าเป็นการวางแผนสมรู้ร่วมคิดของคนต่าง ชาติ ซึ่งวิธีการที่ง่ายที่สุดคือกล่าวหาว่าผมเป็นคนวางแผนการทั้งหมด เป็นคนเดียวกับคนที่บังเอิญออกมาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์รับผิดต่อการ สังหารคนเสื้อแดง ซึ่งถือเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ประการ ที่สอง หากพิจารณาถึงประวัติอันยาวนานในการบิดเบือนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุ ภาพเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์แล้ว เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ที่เขาพยายามให้ข้อมูลประชาชนไทยอย่างผิดๆเกี่ยว กับเรื่องกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ นายอภิสิทธิ์เคยมีความคิดบ้างหรือไม่ว่า อาจมีกลุ่มคนในสังคมที่เป็นอิสระและไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดต้องการ หยุดยั้งการบิดเบือนการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ?

ตามที่นาย ฐิติพล ภักดีวานิชเขียนในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ว่าการเพิกเฉยต่อกลุ่มนิติราษฎร์ของนายอภิสิทธิ์เป็นเรื่องกำมำ ลออย่างสิ้นเชิง

“หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ต่อต้านทักษิณ พยายามที่จะเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขมาตราดังกล่าวโดยกลุ่มนิติ ราษฎร์และกลุ่มนักวิชาการว่าเป็นกลุ่มที่สนับสนุนทักษิณและพวกพ้องไปโดย ปริยาย” นายฐิติพลเขียนต่อว่า ”แต่นั้นเป็นตรรกะผิดๆที่พยายามเทียงเคียงว่านักปฏิรูปมาตรา 112 คือกลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณโดยตรง เพราะนักวิชาการหลายคนที่สนับสนุนการปฏิรูปได้วิพากษ์วิจารณ์ทักษิณอย่างตรง ไปตรงมาและเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง”

ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประ ชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์แพ้การเลื้อกตั้งระดับประเทศสองครั้ง และยังบอยคอตการเลือกตั้งครั้งที่สาม เพราะรู้ดีว่าเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน การขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของเขาเกิดขึ้น เพราะความช่วยเหลือของรัฐประหารที่ผิดกฎหมายโดยกองทัพ การยุบพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่งสำคัญของเขา นายอภิสิทธิ์นั่งเป็นประธานเฝ้ามองดูความเสื่อมถอยของประชาธิปไตยในประเทศ ไทยครั้งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยจำได้ สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ส่วนมากรับรู้ว่ารัฐผสมไม่สามารถจัดตั้งได้หากไม่ มีนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้า เราคงต้องคิดว่านายอภิสิทธิ์เจตนาทำลาย (ประชาธิปไตยในประเทศไทย) อีกเท่าไรจนกว่าเขาจะรับผิดชอบต่อความล้มเหลวของเขาและเลิกเล่นการเมืองใน ที่สุด

ทางเดียวที่เขายังสามารถคงความสำคัญของตนเองได้คือการลาก สถาบันกษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องในการเมืองประจำวันและความขัดแย้งส่วนตัวของ เขา จนถึงปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์เข้าใจว่าเขาไม่สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกครั้งโดยไม่ มีการหยุดยั้งประชาธิปไตยโดยการทำรัฐประหารของกองทัพ แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่ประชาชนไทยไม่มีวันยอมรับได้ จึงต้องมีการโน้มน้าวว่าสถาบันกษัตริย์ตกอยู่ในสภาวะอันตราย

การที่ ตำแหน่งฝ่านค้านในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามีความสำคัญอย่างยิ่ง ระบบทั้งหมดจึงถูกลดคุณค่าโดยผู้นำฝ่ายค้านที่จนตรอกพยายามหลบเลี่ยงความรับ ผิด กระสันต์อยากที่ะจะสนับสนุนกิจกรรมที่ผิดกฎหมายเป็นวงกว้าง และไม่มีความเคารพต่อกระบวนการการเลือกตั้ง ประชาชนไทยสมควรได้ผู้นำฝ่ายค้านที่ดีกว่านี้

Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม

http://robertamsterdam.com/thai/?p=920&cpage=1#comment-70603

.....................................................................................

ปชป. เลวทั้งโคตร ตั้งแต่มาร์คและไอ้โดรายากิชวนนท์

ร่านด่าโรเบิร์ทโดยข้อหาไม่มีเหตุผล แม้แต่แฟนคลับก็ยังเลว

ตัวอย่าง ด่าอาจารย์


Thanks: ฝากรูป

*ถ้าสลิ่มไม่ดูเนื้อหากฎหมายแล้วเอามาด่า คนอื่น น่าจะพิจารณาตัวเองได้แล้ว ไอ้+นังสลิ่ม

น่าจะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งถอดถอน ปชป. ออกจากองค์กรนะ

ข้อหาไปร่านต่างประเทศ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: วันนี้ เวลา 11:22:22 AM โดย โรเบิร์ท อัมเตอร์ดัมส์_อามูโระ vs killer » บันทึกการเข้า

ควายแดงอยู่ในนา

ควายรุ้ง(สลิ่ม)อยู่ในเมือง

ตื่นรู้...วิกฤติสภาพอากาศ

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel คณะราษฏร์


2 ปีหลังนี้เราจะพบและสัมผัส
สภาพอากาศของโลกที่เปลี่ยนแปลง
ได้ด้วยตนเอง...การเปลี่ยนแปลงเริ่มสะสม
ความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ...
หนาวมากที่สุดในรอบ 100 ปีก็ว่าได้

ตื่นรู้ วิกฤติสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง



ล่าสุดประเทศที่อยู่ในแถบยุโรป
พี้นที่บางประเทศในรัสเซีย ทวีปเอเชีย
ที่ติดต่อกับยุโรปก็หนาวจัด
บางพื้นที่วัดอุณหภูมิได้ -38 องศาเซลเซียส
ส่วนพื้นที่ทางตอนเหนือตอนกลางของยุโรป
ก็กำลังประสบปัญหาสภาพอากาศที่หนาวจัดดดด
หนาวจัดจนจัดหนักให้เราต้องตระหนกและตื่นรู้
เริ่มวิพากษวิจารณ์ว่ามันเกิดอะไรขึ้น

Freezing weather continues to grip Europe,
with countries in the eastern part of the continent
hit especially hard, causing more than 120 deaths.

Re:


Feb 2, 2012 by Euronews

Re:

Feb 3, 2012 by Euronews
At least 220 people have died in the past week
throughout Europe, victims of widespread severe winter weather.




Re:

Parts of the Black Sea near the Romanian coastline have frozen
as a severe cold spell continues to keep Eastern Europe in its icy grip.
Temperatures in Romania plunged to minus 32.5 degrees Celsius (minus 26.5 Fahrenheit),
and six homeless people died in the past 24 hours of hypothermia, the health ministry reported.



Re:

หนาวแข็งตายแบบนี้
เรียกว่าวิกฤตไหมเนี่ย




ถ้าไม่ตายก็ลำบาก
เพราะพื้นที่ถูกตัดขาด
ทำให้หาอาหารลำบาก



In Serbia, a man was found dead in the southern town of Lebane
as the authorities in 28 municipalities,
mostly in remote mountainous regions in the south and southwest,
declared a state of emergency.
Maric said some "60,000 people ... or 25,000 households,
have been cut off by snow"
with emergency services
engaged in clearing off the areas
and bringing the necessities to the population.







ดูจากแผนภาพจะเห็นสภาพอากาศที่หนาวจัด
ประเทศไทยมีพื้นที่ติดต่อกับทวีปยุโรป และตั้งอยู่บนทวีปเอเชีย
ภาพตัวอย่างประเทศเอเชียตอนบนก็หนาวจัด หิมะตกหนัก
เมื่อหิมะตกหนักถึงเวลาละลาย ก็ละลายกลายเป็นน้ำ
ไหลไปไหนถ้าไม่ไหลลงทะเล
ผ่านประเทศไทยพื้นที่สุดท้ายที่ติดทะเล
สัญญาณมันบอกขนาดนี้ว่าปีนี้น้ำมาก
วิกฤติครั้งนี้ถ้าคนไทยไม่ตื่นรู้
และเตรียมตัวก็คงตัวใครตัวมันแล้วหล่ะ

Re:

ก่อนที่จะปิดบทสนทนาตัวใครตัวมัน
อยากขอวิพากษวิจารณ์ เรื่องส่งพรก.กู้เงินให้ศาลรธน.ตีความ

เหตุใดต้องรอพิจารณานานนับเดือน ในเมื่อภาวะสภาพอากาศโลก
ไม่ได้รอที่จะส่งผลร้ายกับประเทศไทย ดังเช่นตัวอย่างในต่างประเทศ
ที่เป็นข่าวข้างต้น ถ้าเราไม่มีมาตราการวางแผนการณ์รับมือ
กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างทันท่วงที
เราก็จะแก้ปัญหา และประสบปัญหาที่แก้ไม่ได้มากกว่านี้ก็เป็นได้

ขอยืมคำพูดคำว่าทิฐิที่นายกปูเคยพูดเอาไว้มาใช้หน่อยเถอะ
ขอให้เลิกทิฐิกันทีเถอะ ทำไมเราต้องมานั่งรอ
ความเป็นความตาย ความเดือดร้อนที่รอทุกคนอยู่ตรงหน้า
อย่าขัดแข้งขัดขากับเรื่องวิธีการกู้เงินอยู่เลย จะออกเป็นพรก.กู้เงิน
หรือจะออกเป็นพรบ.กู้เงิน มันก็ต้องกู้อยู่ดี แต่พรก.กู้เงินมันไวกว่า
ในวิธีการทำงาน มันเรียกว่าเหตุการณ์ฉุกเฉิน เร่งด่วน
เข้าใจคำว่าฉุกเฉิน เข้าใจคำว่าจำเป็นเร่งด่วนในการทำงานไหม ?
มันสำคัญกับคนส่วนรวมและประเทศชาติหัดเข้าใจซะบ้าง


ดังนั้นจะรอผลสรุปของศาลรธน.ตีความนานเป็นเดือนก็ไม่ควรรอเช่นกัน





อ้างถึง
on Feb 4, 2012
Frigid temperatures have gripped Europe in the last week,
with the mercury reaching as low as 35 degrees Celsius below zero.
After what had been a relatively mild winter, the sudden cold caught many unprepared.

Eastern Europe is hardest hit, with over 100 deaths in Ukraine,
and with over 11,000 people in remote villages cut off by snow in Serbia.
Most of the fatalities recorded have been homeless people found frozen to death outside,
and emergency tents with hot meals have been set up to help them in several affected countries. Russia and Poland are mobilizing help for the homeless.
Travel in Romania has been chaos as a blizzard hampered efforts to clear both rails and roads. Recorded temperatures in Italy were the lowest in 27 years.



More than 60 people have died in a cold snap across Eastern Europe, authorities said on Tuesday, forcing some countries to call in the army to help secure food and medical supplies and set up emergency shelters for the homeless.

http://www.euronews.net/newswires/1358826-more-than-60-dead-in-east-european-cold-snap/

ครก.112 แถลงข่าว และตอบข้อซักถาม 5-2-2012

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

กาแฟ



http://speedhorse.blogsite.org/read.php?tid=1115